สมควรแก่เวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000152

เป็นอันว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการทีวีบนแอพพลิเคชั่นหรือ Over The Top (OTT-โอทีที) ที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ดุดันตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องถูกเลื่อนออกไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2560

บอร์ดซึ่งใช้เวลาประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า ควรยกเลิกการลงทะเบียนก่อนหน้านี้ไปก่อน รอให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ OTT ไปจัดทำร่าง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้แล้วเสร็จและเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยเริ่มต้นกระบวนการอีกครั้ง

ก่อนประชุม พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.ยังส่งหนังสือเวียนถึงคณะกรรมการทุกคน ระบุมีข้อกังวลจากหลายหน่วยงาน ส่งเข้ามา ทั้งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย (AIC) ซึ่งบรรดาบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ ได้แก่ เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ ร่วมกันก่อตั้ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

ก่อนหน้านั้น ยูเอสทีอาร์ยังได้เข้าพบกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อการลงทะเบียนผู้ประกอบการโอทีที โดยเฉพาะการขอความร่วมมือ 47 บริษัทยักษ์ใหญ่ ให้หยุดซื้อโฆษณาโอทีที ที่ไม่มาขึ้นทะเบียนในประเทศไทย (ในที่นี้คือเฟซบุ๊กและยูทูบ) ว่าอาจละเมิดต่อข้อตกลงองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ)

หนังสือเวียนระบุด้วยว่า ได้รับการติดต่อจากนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ตลอดจนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลใจต่อประเด็นดังกล่าว ว่าอาจกระทบต่อการเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในเดือนนี้ ในฐานะประธานบอร์ด กสทช.จึงเห็นควรให้หารือแนวทางประกอบกิจการโอทีทีใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ธเรศ ยืนยัน การกำกับดูแลโอทีทีภายใต้กฎหมายประเทศไทยต้องเกิดขึ้นแน่ หลังมีกฎกติกาที่ชัดเจน ภายในเดือน ก.ย. 2560 นี้

ความพยายามในการลงทะเบียนกิจการโอทีที เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังคลิปวีดิโอ, ไลฟ์วีดิโอ ได้รับความนิยมสุดขีด กิจการโอทีทีที่เราคุ้นเคยกันดี ได้แก่ ยูทูบ เฟซบุ๊กไลฟ์ ไลน์ทีวี เน็ตฟลิกซ์ เอไอเอสเพลย์ เป็นต้น ขณะที่รายอื่นยินยอมลงทะเบียน แต่ 2 รายใหญ่คือเฟซบุ๊กและยูทูบหายหน้า

การริเริ่มเข้ามาจัดระเบียบ เกิดจากบท เรียนก่อนหน้านี้ในระบบทีวีดาวเทียม ซึ่งกว่ารัฐจะเข้ามาบริหารจัดการได้ตามสมควร ทีวีดาวเทียมก็เติบโตจนยากจะควบคุม ทั้งโฆษณาเกินจริง มอมเมา หรือการเผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยก

เช่นกัน เมื่อโอทีทีเริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแวดวงเยาวชน ความพยายามในการกำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา หรืออย่างน้อยควบคุมสาระให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย จึงต้องเริ่มต้นขึ้น

นอกจากในแง่ของเนื้อหาแล้ว โซเชียลมีเดียเหล่านี้ ยังกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหญ่ นั่นก็คือการถูกผลักให้เข้าสู่ระบบภาษีของไทย โดยขณะนี้กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประมวลรัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Business มีเป้าหมายจัดเก็บภาษีนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่ทำมาค้าขายมีรายได้ในประเทศ เช่น ค่าโฆษณาที่เฟซบุ๊กและกูเกิลได้รับจากผู้ประกอบการไทย โดยอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ 15% คาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาไม่นานจากนี้

เป็นไปได้ว่า ปีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียหลายรายมีรายได้ ในไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ภาระภาษีต่ำกว่าที่ควรหรือแทบไม่มี

การต่อสู้ของรัฐบาลเพื่อต่อกรกับอิทธิพลของสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่มันกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และหลายประเทศทำสำเร็จไปแล้ว

ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มกระบวนการจัดเก็บภาษีบริษัทไอทีข้ามชาติยักษ์ใหญ่มาตั้งแต่ปี 2558 คาดว่าปีนี้จะสามารถจัดเก็บภาษีเฉพาะจากกูเกิล บริษัทเดียวจำนวน 26,000 ล้านบาท แต่หากรวมทุกบริษัท น่าจะเก็บได้ 52,000 ล้านบาท

ข้ามมาอีกมุมโลก รัฐบาลเวียดนามขอความร่วมมือบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศ ยกเลิกการลงโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ จนกว่าจะยอมมาตั้งสำนักงาน เสียภาษีในเวียดนาม และได้รับความร่วมมือจากบริษัทอย่าง ยามาฮ่า, เวียดมิลค์, เวียดเจ็ท ยกเลิกโฆษณาเป็นเวลา 1 เดือน จนประสบผลสำเร็จ

หันกลับมาที่ประเทศไทย ก็น่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว.

ศุภิกา ยิ้มละมัย

 

ป.ป.ช.สั่งพาณิชย์แจงด่วนหลังพบทุจริตขายมันจีทูจีเคสใหม่เสียหาย700ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ค. 2560 00:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000629

ป.ป.ช.สั่งก.พาณิชย์ แจงข้อมูลหลังพบทุจริตขายมันจีทูจีเคสใหม่ ยันเป็นต้นแบบทุจริตจีทูจีข้าวรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งใช้บริษัทจีนปลอมเข้ามาทำสัญญา ขายหน้าโกดัง มอบอำนาจให้บริษัทไทยขนย้ายมันออกจากโกดัง และส่งออกแทน แต่กลับไม่ส่งออกจริง นำมาเวียนขายในประเทศ ฟันกำไรส่วนต่างมหาศาล หนำซ้ำขนมันออกจากโกดังโดยไม่จ่ายเงิน ทำรัฐเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์จัดส่งข้อมูลการขายมันสำปะหลังเส้นในสต๊อกรัฐบาลเมื่อปี 54 หลังจากตรวจสอบพบว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจากการขายในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยพบว่า มีบริษัทไทยรายหนึ่ง ได้ติดต่อขอซื้อมันสำปะหลังเส้นจากสต๊อกรัฐ โดยอ้างว่ามีสัญญาจีทูจีกับบริษัทจีนปริมาณ 400,000 ตัน มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสมัยนั้นได้ขายมันเส้นในสต๊อกให้ แต่บริษัทกลับไม่ได้นำไปส่งออกจริง แต่ได้นำกลับมาเวียนขายในประเทศได้กำไรส่วนต่างจำนวนมาก

สำหรับรูปแบบการทุจริตที่ตรวจสอบพบคือ บริษัทจากจีน ที่บริษัทไทยรายดังกล่าวอ้างว่า ได้ทำสัญญาด้วยนั้น ไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้เป็นผู้ซื้อมันสำปะหลังจากไทย ซึ่งตามหลักการซื้อขายแบบจีทูจีกับจีน จะต้องซื้อขายผ่านรัฐวิสาหกิจของจีน เช่น คอฟโก หรือบริษัทที่รัฐบาลจีนมอบอำนาจเท่านั้น โดยหลังจากได้ทำสัญญากันแล้ว บริษัทจีนได้มอบหมายให้บริษัทไทย ซึ่งเป็นคู่สัญญา เป็นผู้รับมอบสินค้าและส่งออกแทน โดยใช้วิธีขายหน้าคลังสินค้า (X Warehouse) แต่จากการที่ป.ป.ช.ตรวจสอบ พบว่า บริษัทไทยไม่ได้ส่งออกมันเส้นดังกล่าว แต่กลับนำมาเวียนขายในประเทศ เพราะราคามันเส้นขณะนั้นอยู่ที่ประมาณกิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท แต่รัฐบาลขายให้เฉลี่ยที่กก.ละ 5 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังได้ตรวจสอบพบการทุจริตในการขนย้ายมันเส้นอีกด้วย โดยบริษัทดังกล่าว ได้ขนย้ายมันเส้นออกจากโกดังที่รัฐบาลฝากเก็บ ทั้งๆ ที่ L/C หมดอายุ โดยขนย้ายออกไปได้ประมาณ 100,000 ตัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐประมาณ 700 ล้านบาท ซึ่งป.ป.ช. ได้รับแจ้งจากกรมการค้าต่างประเทศว่า หลังจากที่ตรวจสอบพบ ได้สั่งการให้หยุดขน ทำให้เอกชนรายดังกล่าวไม่พอใจ และได้ฟ้องร้องกรมการค้าต่างประเทศในข้อหาขายมันสำปะหลังไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งในประเด็นนี้ ป.ป.ช.ได้รับการชี้แจงจากกรมการค้าต่างประเทศว่า กรมฯได้ขายมันเส้นตามสภาพ และบริษัทรายนี้ได้รับรู้สภาพของสินค้าเป็นอย่างดีแล้ว และล่าสุด กรมฯได้ฟ้องกลับบริษัทดังกล่าว โดยเรียกค่าเสียหายจากบริษัทรวม 3,000 ล้านบาท ขณะนี้เรื่องอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า รูปแบบการขายจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช. มองว่า เป็นต้นแบบของการทุจริตการขายข้าวจีทูจีในยุคต่อมา ทั้งการใช้บริษัทจีนที่ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ และไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลาง การขายหน้าโกดัง และการมอบอำนาจให้บริษัทบางรายเป็นผู้มีอำนาจในการขนสินค้าออกจากโกดัง สำหรับกรณีการทุจริตขายมันจีทูจีครั้งนี้ ป.ป.ช.จะตรวจสอบว่า มีบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอีกหรือไม่ ทั้งรัฐบาลในขณะนั้น หน่วยงานรัฐทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง อดีตรมว.พาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) รวมถึงภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น เจ้าของโกดัง ที่รัฐเช่าฝากเก็บมันเส้น ซึ่งหากได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะดำเนินการชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป.

 

ชงรถไฟไทย-จีน วงเงิน 1.79 แสนล้าน เข้า ครม.อังคารนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ค. 2560 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000522

คมนาคม ชงรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้าน เข้า ครม.อังคารนี้ เร่งจัดสอบวิศวกรจีนภายในเดือนสิงหานี้…

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท คาดว่า จะสามารถเสนอรายละเอียดภาพรวมโครงการเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติได้ภายในการประชุม ครม. วันที่ 11 ก.ค.นี้

สำหรับประเด็นการออกใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม (ก.ว.) ซึ่งรัฐบาลประกาศใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านกฎหมายนั้น เบื้องต้นทางฝ่ายจีนยอมรับในหลักการเงื่อนไขการเข้าอบรมและทดสอบความชำนาญแล้วโดยไม่มีการคัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้นคาดว่าประเทศไทยจะเริ่มทยอยจัดอบรมและทดสอบข้อเขียนให้กับบุคลากรจีนได้ในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนของโครงการที่จะต้องเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ย.นี้ โดยจะแบ่งการจัดทดสอบเป็นชุดๆ ไป

“ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะแบ่งเป็นกี่ชุด และมีจำนวนบุคลากรที่ต้องสอบทั้งหมดเท่าไหร่ เลยยังบอกไม่ได้ว่าจะสามารถดำเนินการทดสอบทั้งหมดให้แล้วเสร็จทันปีนี้หรือไม่”

อย่างไรก็ตามขณะนี้สภาวิศวกรและสภาสถาปนิกอยู่ระหว่างจัดทำหลักสูตรอบรม แบ่งเป็นการอบรมบุคลากรวิศวกรจำนวน 3 วัน และการอบรมบุคลากรสถาปัตย์จำนวน 2 วัน ก่อนเข้าสู่การทดสอบข้อเขียนซึ่งกำหนดเกณฑ์สอบผ่านไว้ที่ 60 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน.

 

เมกาบีบไทย แก้ปัญหา-อุปสรรคทางการค้า ก่อน ‘บิ๊กตู่’ ไปเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ค. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000520

สหรัฐฯ จี้ไทยแก้ปัญหา-อุปสรรคทางการค้าให้ได้ ก่อน “บิ๊กตู่” ไปเยือน ทั้งโอทีที ยกเลิกห้ามนำเข้าหมูมีสารเร่งเนื้อแดง-สัตว์ปีก เปิดตลาดเครื่องในวัว “พาณิชย์” เตรียมแจงปราบของเถื่อน 6 ตลาด คืบหน้ามาก…

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ต้องการให้ไทยแก้ปัญหาทางการค้าระหว่างกันก่อนการพบปะกันของนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยประเด็นที่ยูเอสทีอาร์ต้องการความคืบหน้า ได้แก่ การควบคุมบริการสื่อสาร และแพร่ภาพ และเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (โอทีที) ซึ่งไทยควรปรึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนบังคับใช้, สารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ที่ไทยห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารนี้จากสหรัฐฯ แต่ยูเอสทีอาร์ต้องการให้ทำตามมาตรฐาน Codex (โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ) ที่อนุญาตให้ใช้สารนี้ได้, การอุดหนุนสินค้าข้าว ซึ่งต้องการให้สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) และการเปิดตลาดเนื้อสัตว์ปีก เนื้อไก่ตุรกี

ส่วนประเด็นที่ต้องการความคืบหน้าภายในวันที่ 7 พ.ย.นี้ ช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) เช่น การประเมินค่าปรับศุลกากร เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง, ยกเลิกห้ามนำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง, การเปิดตลาดเครื่องในวัวจากสหรัฐฯ

ด้านนางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องโอทีที ยูเอสทีอาร์เข้าพบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงพาณิชย์แล้ว โดยต้องการให้ กสทช.หารือกับทุกฝ่ายก่อนการจัดระเบียบโอทีทีมีผลบังคับใช้ ซึ่งคณะกรรมการ กสทช. ได้ทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าวใหม่แล้ว ส่งผลให้เฟซบุ๊ก และยูทูบ ผู้ให้บริการโอทีทียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตามกำหนดวันที่ 22 ก.ค.นี้

ส่วนการยกเลิกห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง และสัตว์ปีก ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ขณะที่การอุดหนุนข้าว รัฐบาลนี้ไม่ได้แทรกแซงราคา แต่ช่วยเหลือด้านลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งไม่ผิดดับบลิวทีโอ

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดยกระทรวงการต่างประเทศ จะไปสหรัฐฯ วันที่ 16-22 ก.ค.นี้ เพื่อหารือยุทธศาสตร์และความร่วมมือกับสหรัฐฯ โดยประเด็นหนึ่งที่สหรัฐฯ ต้องการความคืบหน้าคือ การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ใน 6 ตลาดหลักให้หมด เช่น มาบุญครอง, ตลาดโรงเกลือ, ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ, คลองถม, บ้านหม้อ และตลาดนัดจตุจักร คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนเดือนนี้ และอาจทำให้ยูเอสทีอาร์ทบทวนสถานะไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญานอกรอบ หรือภายในปีนี้ และอาจเลื่อนให้ดีขึ้นมาอยู่บัญชีประเทศถูกจับตามอง (ดับบลิวแอล) จากที่อยู่บัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ต่อเนื่องมา 10 ปี.

 

‘พาณิชย์’ ช่วยชาวสวนยาง เร่งหาตลาดรองรับผลผลิต เพิ่มการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ค. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1000344

‘พาณิชย์’ ช่วยชาวสวนยาง เดินหน้าหาตลาดรองรับผลผลิต ทั้งยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ เตรียมแผนจัดเวทีเจรจาธุรกิจ และนำคณะออกไปเจรจาขายในต่างประเทศ ส่วนระยะเร่งด่วน สั่งทูตพาณิชย์ติดต่อผู้นำเข้า หวังเพิ่มยอดส่งออกในทันที

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการหลายอย่าง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ราคายาง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลด้านการตลาด ได้หาตลาดรองรับให้กับยางพาราและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การค้ายางและผลิตภัณฑ์ยาง

ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการ และจะจัดคณะผู้แทนการค้ายางพาราไปเจรจาขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายคือ จีน ลาตินอเมริกา บังกลาเทศ และอิหร่าน คาดว่าน่าจะดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้

“ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ เร่งติดต่อและสอบถามผู้นำเข้าในประเทศที่ตนเองประจำอยู่ว่าต้องการนำเข้ายางพาราและผลิตภัณฑ์จากไทยหรือไม่ หากมีก็ให้รีบประสานเข้ามา เพื่อที่จะได้ประสานให้ผู้ส่งออกเร่งส่งออกต่อไป และหากจำเป็นต้องจัดคณะผู้แทนการค้าออกไปเจรจา ก็พร้อมที่จะดำเนินการในทันทีเช่นกัน การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยดึงให้ราคายางพาราในประเทศปรับตัวสูงขึ้นได้”

สำหรับสินค้าเป้าหมายที่จะเร่งผลักดันให้มีการส่งออกเร่งด่วน ได้แก่ ยางพาราธรรมชาติ อะไหล่ยานยนต์ ถุงมือยาง ถุงมือแพทย์ ล้อยาง รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางใหม่ๆ ที่กระทรวงฯ ได้ส่งเสริมให้ผู้ผลิตนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ๆ ที่มีโอกาสส่งออก เช่น เครื่องใช้ในบ้าน ที่นอน หมอน รองเท้า ชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้เตรียมแผนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับยางที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น งาน AAPEX ประเทศสหรัฐฯ ปลายเดือน ต.ค. และงาน Medica ที่เยอรมนี ในเดือน พ.ย.นี้ เป็นต้น

นางอภิรดี กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ราคายางพาราตกต่ำว่า ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกตกต่ำ ส่งผลให้ราคายางพาราลดลง เพราะสามารถนำยางสังเคราะห์มาใช้แทนได้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ รวมทั้งการส่งออกยางแปรรูป ซึ่งช่วยดึงราคายางให้สูงชึ้น โดยในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 60 การส่งออกยางพาราธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น และยางอื่นๆ มีปริมาณ 1.48 ล้านตัน ลดลง 0.82% มีมูลค่า 2,834.06 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 63.55%

ส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางพาราอื่นๆ มีมูลค่า 4,066.12 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 58.98% คาดว่าแนวโน้มน่าจะขยายตัวดีขึ้น เพราะความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในปี 58 กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจการค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง 2 ครั้ง มีผู้ประกอบการไทย 88 ราย ผู้ซื้อกว่า 250 ราย ส่วนในปี 59 มีผู้ประกอบการไทยกว่า 110 ราย ผู้ซื้อกว่า 400 ราย เข้าร่วมเจรจาซื้อ-ขายสินค้า เช่น ยางพารา น้ำยาง ยางอัดแท่ง และผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงมือตรวจโรค ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางนอกยางในรถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ ยางกันซึม ที่นอนยาง หมอนยาง และอะไหล่เครื่องออกกำลังกาย เป็นต้น สามาถเจรจามียอดการขายรวม 785,450 ตัน สร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 53,398.20 ล้านบาท.

 

อุ้มผู้ค้าแผงลอยถูกกระทบจัดระเบียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999825

นำร่องผุดสตรีทฟู้ดข้าวสาร-เยาวราช

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้ประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึงการแก้ปัญหาผลกระทบจากการจัดระเบียบทางเท้าที่มีต่อผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่ต่างๆของ กทม. รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ลงทะเบียนคนจนกับรัฐบาลด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์จะมุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับการค้าของชนชั้นล่างให้มีมาตรฐาน พัฒนาไปสู่การยอมรับอย่างยั่งยืน รวมถึงผลักดันให้กลุ่มผู้ค้าเหล่านี้มีความแข็งแรงขึ้นได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินงาน โดย กทม.จะเป็นฝ่ายจัดหาสถานที่ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีสถานที่ค้าขาย ซึ่งจะพิจารณาศักยภาพของแต่ละพื้นที่ในทั้ง 50 เขตของ กทม. โดยแต่ละพื้นที่อาจมีศักยภาพ หรือสามารถทำเป็นสถานที่ขายสินค้าแตกต่างกันออกไป อย่างในเบื้องต้น สถานที่ที่มีศักยภาพจะพัฒนาให้กลายเป็นสตรีทฟู้ด หรือสถานที่สำหรับขายอาหารข้างทางที่มีชื่อเสียงได้ก่อน เช่น ถนนข้าวสาร และถนนเยาวราช เพราะเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจะช่วยเหลือในเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยจะหารือกับสถาบันการเงินในการให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำมาค้าขาย และไม่ก่อหนี้นอกระบบจนไม่สามารถชำระคืนได้เหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน คาดว่า จะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ภายใน 2 เดือนนี้ โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสาร และเยาวราชก่อน ส่วนสถานที่อื่นๆ ต้องรอให้คณะทำงานศึกษาข้อมูลก่อน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายจะช่วยเหลือผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบทางเท้าของ กทม.ให้สามารถกลับมามีอาชีพได้อย่างยั่งยืนประมาณ 10% หรือราว 1,700 ราย จากผู้ได้รับผลกระทบ 17,000 ราย.

 

รื้อบอร์ดสภาพัฒน์สานต่อปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999822

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเดือน ส.ค. 2560 นี้ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด สศช.) ชุดปัจจุบันซึ่งมีนายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เป็นประธานจะหมดวาระลง ซึ่งในช่วงที่ต้องมีคณะกรรมการชุดใหม่นี้จะมีการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และวาระการปฏิรูปประเทศ ซึ่งปัจจุบัน สศช.เป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการครั้งนี้ จะยังมีคณะกรรมการชุดใหญ่เช่นเดิม และมีเพิ่มขึ้นมาอีก 6 ชุด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน โดยผู้จะเข้ามาเป็นกรรมการนั้นจะมีทั้งคนรุ่นใหม่ และคนที่มีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการบริหารราชการแผ่นดิน

“ภารกิจของ สศช.ในอนาคตคือการต้องมีฟิวเจอร์แล็บเพื่อศึกษาแนวโน้มอนาคต โฟกัสสิ่งที่ประเทศต้องเตรียมรับมือ เช่น การเข้าสู่สังคมสูงอายุ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคต่างๆ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรับการไปสู่ประเทศไทย 4.0 รวมถึงการพัฒนาไทยให้เป็นประตูของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) มีการพัฒนาเศรษฐกิจ บนฐานนวัตกรรม ซึ่งทั้งหมดต้องมีคณะกรรมการที่มีความรู้แต่ละด้านเข้ามาดูแล”

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า กฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา ซึ่งต่อไปจะมีการตั้งคณะกรรมการภายใต้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ รวม 2 คณะ ซึ่ง สศช.จะต้องเป็นฝ่ายเลขาธิการทั้ง 2 คณะ ส่วน พ.ร.บ. สศช.ที่อยู่ระหว่าง การปรับปรุงนั้น ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. ซึ่งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับแล้วจะเปิดเป็นทางการ สศช.สามารถดำเนินการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละด้าน

“สศช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ปรับบทบาท เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เมื่อสิ้นปี 2579 ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเทคโนโลยี องค์ความรู้ในการทำงานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งยอมรับว่าเป็นภารกิจที่ท้าทาย”.

 

ไขปมสร้างสนามบินพังงา “หมอเสริฐ” เปิดใจ “ผมไม่ทำผิดกฎหมาย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999224

คำขออนุญาตก่อสร้างสนามบินพังงาในพื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ ของ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้ผู้คนในสังคมจำนวนหนึ่งข้องใจว่า เหตุใดราชการที่เกี่ยวข้องจึงยอมอนุญาตให้เขาเข้าไปเช่าใช้พื้นที่จำนวนมากในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้!

นั่นอาจสวนทางกับที่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายเด็ดขาดในการปราบปรามการรุกป่าอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ต่างๆได้

ดังจะเห็นเป็นข่าวเรื่อยมาว่า มีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจป่าไม้ และทหารเข้าไปรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกเข้าไปใช้พื้นที่ป่าเพื่อทำรีสอร์ต และที่พักตากอากาศส่วนตัวกันอย่างต่อเนื่อง

ทีมเศรษฐกิจ เข้าไปตรวจสอบความจริงในเรื่องนี้ พร้อมขอสัมภาษณ์ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. การบินกรุงเทพ และ กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มธุรกิจให้บริการการรักษาพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพกว่า 50 แห่ง

ในฐานะผู้มีวิสัยทัศน์การต่อยอดธุรกิจ จนกระทั่งกลายเป็นมหาเศรษฐีไทยที่ถือครองหุ้นสูงเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมา 4 ปีเต็ม ด้วยมูลค่าเกือบ 70,000 ล้านบาท จากการจัดอันดับของ วารสารการเงินธนาคาร

และก็ได้รับคำตอบเป็นที่กระจ่างชัดว่า…“ไม่มีใครอยากจะใช้เงินลงทุน 4,000–5,000 ล้านบาท เพื่อไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือทำผิดกฎหมาย ที่สำคัญ ผมต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง”

นพ.ปราเสริฐ กล่าวกับเราก่อนจะอรรถาธิบายปูมหลังของเรื่องนี้

********

บนคำร้อง–ขอเข้าทำประโยชน์ในป่าสงวน

ถามว่า ทำไมต้องทำ ก็เมื่อมีสนามบินทั้งสมุย สุราษฎร์ ภูเก็ต กระบี่ ขนาบอยู่หมดแล้ว?!

หมอเสริฐ ตอบว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ปลัดเทศบาล นายกเทศมนตรีตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัด ทำหนังสือถึงเขา ขอให้บางกอกแอร์เวย์สไปทำสนามบินแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนคลองทุ่งมะพร้าวของตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

คนเหล่านี้เอาเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของจังหวัด ไปเดินสำรวจ พบชาวบ้านทำประชาพิจารณ์ กับชาวบ้านที่ทำกินอยู่ในพื้นที่นี้ จนครบถ้วนทั้ง 1,915 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา

ตามบันทึกการตรวจสอบสภาพป่า รายงานผลการตรวจสอบสภาพป่า พร้อมแผนที่ภาพถ่ายสี รายงานการประชุมของคณะกรรมการชุดต่างๆสำเนาหนังสือของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีไปถึงอธิบดีกรมป่าไม้ และสำเนาหนังสือด่วนที่สุดที่มีไปถึงกรมป่าไม้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2558-2559-2560 นั้น

เอกสารที่ ทีมเศรษฐกิจ มีในมือ ตรงกับเอกสารที่ หมอเสริฐ ยื่นให้ในประเด็นอัน เป็นข้อกังขาเรื่องการรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 19 นักวิชาการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา รวมถึงตัวแทน บมจ.การบินกรุงเทพ ได้ลงนามในบันทึกการตรวจสภาพป่าร่วมกันเพื่อนำเสนอต่อ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ความระบุไว้ชัดเจนเป็นข้อๆ 8 ประการด้วยกัน

บันทึกการตรวจสภาพป่าสงวนแห่งชาติ

1.สถานที่ตั้งตามคำขอใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างสนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่บ้านดินแดง หมู่ที่ 4 ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองทุ่งมะพร้าวทั้งแปลง เป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจที่มีสภาพเสื่อมโทรม ไม่เป็นต้นน้ำลำธาร ไม่อยู่ในเขตป่าชายเลนและไม่มีสภาพเป็นป่าชายเลนตามมติ ครม.แล้ว

2.อยู่ในเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดเขต พื้นที่ และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในท้องที่อำเภอตะกั่วทุ่ง และอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา พ.ศ.2559 ซึ่งผู้ขอใช้พื้นที่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด

3.ไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่ และบริเวณใกล้เคียงแต่อย่างใด โดยได้รับความเห็นชอบให้ใช้พื้นที่จากสภาองค์การบริหารส่วนตำบลลำแก่นแล้ว ในการประชุมสามัญสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2559

ผู้ขอฯยืนยันว่า จะแก้ปัญหาราษฎรที่ครอบครองพื้นที่ด้วยตนเอง โดยยึดหลักความยุติธรรม คุณธรรม และเมตตาธรรม หากเกิดปัญหาก็ยินดีรับผิดชอบทุกประการ โดยไม่มีข้อเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ

เลี่ยงไปใช้ตำแหน่งหรือพื้นที่อื่นได้ไหม?!

คำตอบอยู่ในข้อที่ 4.ที่ตั้งของพื้นที่มีความเหมาะสมในเชิงวิศวกรรมการบิน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปใช้พื้นที่อื่นๆได้ 5.ขนาดของพื้นที่ที่ขออนุญาตเหมาะสม เป็นไปตามแผนผังโครงการก่อสร้างสนามบินภายในประเทศ และระหว่างประเทศ สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในประเด็นการส่งเสริม และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ที่มีเป้าประสงค์ให้จังหวัดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ฝั่งอันดามัน และเพิ่มรายได้ให้แก่การท่องเที่ยวจังหวัด

6.ไม่ใช่การขอใช้พื้นที่เพื่อการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานแต่อย่างใด ผู้ขออนุญาตยืนยันว่า เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะคอยสอดส่องตรวจตราระมัดระวังมิให้มีการบุกรุกแผ้วถางป่าในพื้นที่ และบริเวณติดต่อใกล้เคียงตามเงื่อนไขที่มี

7.การตรวจสอบพื้นที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หลักวิชาการ นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระ–ทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องรวมทั้งที่ตั้ง ไม่เป็นพื้นที่เป้าหมายตามโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินี ซึ่งแนบท้ายมาในบันทึกฉบับเดียวกันนี้ด้วย 8.คณะเจ้าหน้าที่ได้จัดทำแผนที่ภาพสีโครงการ (Oppm) และแผนที่ภาพถ่ายสี (Google Earth) แนบท้ายรายงานการตรวจสภาพป่าเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย

บันทึกการตรวจสภาพป่า “ชัดเจน”

บันทึกที่ร่วมกันลงนามโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ประกอบเข้ากับบัญชีรายชื่อของราษฎรผู้ครอบครองที่ดินที่ให้ความเห็นชอบต่อองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 8 ประการนี้ได้ข้อสรุปว่า…

การขออนุญาตของ บมจ.การบินกรุงเทพ เพื่อก่อสร้างสนามบินภายในประเทศและ ระหว่างประเทศ เป็นการดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่มีสภาพป่าแล้ว

หากมีการอนุญาต จะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำได้เป็นอย่างดี ทำให้ราษฎรในท้องที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน สอดรับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดพังงาด้วย

คณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบสภาพป่า จึงมีความเห็นว่า “ควรอนุญาต” ให้ผู้ขอเข้าใช้พื้นที่ในเนื้อที่สำรวจเกือบ 2,000 ไร่นี้ได้…นี่คือข้อสรุปว่า หมอเสริฐ จะไม่ใช้เงินลงทุนมากๆไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดกฎหมาย

ไม่มีสายการบินใดในโลกทำสนามบินเอง

หมอเสริฐ กล่าวด้วยว่า หลายคนอาจจะคิดว่า เขารวยจากการลงทุนสร้างสนามบินเอง 3 แห่ง คือ เกาะสมุย ตราด และ สุโขทัย “เกาะสมุยอาจจะทำเงินจากการนำนักท่องเที่ยวเข้าไปในพื้นที่ปีละประมาณ 2 ล้านคน แต่ที่ตราดและสุโขทัยดินแดนซึ่งเป็นอารยะธรรมเก่าแก่ของประเทศและมรดกโลกนั้น ยังมีปัญหาการขาดทุนอยู่ ยังไม่ได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในสองจังหวัดนี้อย่างจริงจัง และนักลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่พัก ก็ยังไม่มีมากพอ

จริงๆกว่าเราจะตัดสินใจทำสนามบินสมุยได้ ผมต้องไปตั้งสำนักงานขายตั๋วในฝรั่งเศส 3 ปีเพื่อให้แน่ใจว่า จะมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามา จากนั้นใช้เวลาอีกประมาณ 5 ปี เพื่อก่อสร้าง และพิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นว่าเกาะสมุยจำเป็นต้องมีสนามบิน

ถึงกระนั้นก็ตาม เส้นทางการบินในเกาะสมุยก็ยังถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดของภาครัฐที่ต้องมีเคอร์ฟิว และขึ้นลงได้ตามเวลาที่ให้ คือ เช้าจนถึงค่ำเท่านั้น จริงๆถ้าไม่มีข้อจำกัดการบิน

เราอาจได้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะสมุยมากกว่านี้หลายเท่าตัวทีเดียว

ยังไม่ชัดว่าทำไมพังงาต้องมีสนามบิน?!

ขอตอบเลยละกัน…นอกจากข้อมูลข้างต้นแล้ว สนามบินภูเก็ตไม่มีทางเติบโตได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ทั้งๆที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก แต่สนามบินขยายออกไปไม่ได้ เพราะมีที่ดินอยู่แค่นั้น ระหว่างภูเก็ตไปพังงาต้องขับรถไป 40 กม.ถ้าคุณไปภูเก็ตบ่อยๆ คุณจะพบว่า รถติดกันยาวเหยียดกว่าจะเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้

เมื่อภูเก็ตขยายไม่ได้ ขณะที่สนามบินใกล้เคียงที่ขนาบข้างอยู่ ก็ขยายไม่ได้เช่นกัน นั่นจึงจำเป็นต้องผ่องถ่ายนักท่องเที่ยว หรือขยายพื้นที่การท่องเที่ยวออกไปยังพังงา และพื้นที่ต่างๆให้สะดวก และเร็วกว่าที่เป็นอยู่ และเราก็ศึกษามาหมดแล้วว่าสนามบินนี้ตั้งอยู่ในเขตความปลอดภัยทางการบิน

คนที่เดือดร้อนคือคนในพื้นที่ ส่วนเรา ไม่ไปลงทุนก็ได้ เพราะปีหน้า จะเป็นปีที่บางกอกแอร์เวย์สครบ 50 ปี ผมไม่อยากเสี่ยงลงทุนหลายพันล้านบาท ด้วยการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย

ถ้าจะให้ดี เขาควรช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นให้ก่อน เราจึงจะทำได้… พวกคุณอาจไม่ทราบว่า บริษัทเราได้เป็น สายการบินภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลก และได้รับรางวัลจาก ICAO : The International Civil Aviation Organization (องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศของสหประชาชาติ) มาแล้ว…ฉะนั้น…ผมจะไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย!

มีความต้องการสนามบินจริงๆหรือ?!

คุณคงเห็นหนังสือเสนอแนะว่า ควรอนุญาต จากผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่-นักวิชาการ ป่าไม้ ที่ออกไปทำการสำรวจสภาพป่าด้วยกัน รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่นั้นแล้ว

ลองดูหนังสือจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพังงาที่ทำมาถึงบริษัทเราบ้างสิ

กกร.จังหวัด เพิ่งมีหนังสือมาถึงบริษัท และส่งไปที่ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2560 ว่า มีหน่วยงานหลายแห่งทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ให้ความสนใจกับข่าวที่จะมีเอกชนไปสร้างสนามบินกันมาก

กกร.จังหวัดซึ่งประกอบไปด้วย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว และเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้สอบถามความคิดเห็น และหารือกันในหลายวาระจนได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การมีสนามบินจะสร้างประโยชน์ให้แก่จังหวัดในหลายด้านมาก

ประมวลประโยชน์ที่คนพังงาจะได้รับ

1.ทำให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ทั้งในท้องถิ่น และที่สัญจรไป-มา อาจมีการจ้างงานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3,000 อัตรา และทำให้คนท้องถิ่นมีความมั่นคง สร้างอาชีพใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น รถเช่า บ้านเช่า ร้านค้าขายของอุปโภค-บริโภค มัคคุเทศก์ เป็นต้น

2.รองรับการขนถ่ายผู้โดยสารทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ส่วนราชการที่จะต้องเดินทางไปเพื่อการท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ ลดระยะเวลาลดต้นทุนการเดินทางต่อจากสนามบินหลักที่จังหวัดภูเก็ต แบ่งเบาภาระของสนามบินภูเก็ตซึ่งนับวันจะหนาแน่นและไม่อาจรองรับผู้โดยสารที่ขยายตัวได้ในอนาคตจากข้อจำกัดด้านพื้นที่

3.สนับสนุนการท่องเที่ยวพังงา ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวต่อเนื่องของโรงแรมและห้องพัก 4.พังงาเป็นจังหวัดเดียวในกลุ่มจังหวัดติดทะเลอันดามันที่ไม่มีสนามบิน ถือเป็นข้อเสียเปรียบด้านการท่องเที่ยว และการลงทุน 5.สามารถสร้างรายได้ในรูปของภาษีต่างๆ ให้แก่รัฐทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดก็มีความเห็นในทำนองเดียวกันนี้

เป็นป่าเสื่อมโทรมจริง ไม่มีสภาพป่าชายเลน ผู้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์… ก็น่าจะ WIN WIN WIN ด้วยกันทุกฝ่าย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

เด้งรับค้าออนไลน์มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999814

พาณิชย์เปิดแอพพลิเคชั่นดึงเข้าระบบ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเล็งทำแอพพลิเคชั่นจดทะเบียนธุรกิจผ่านสมาร์ทโฟน หวังอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และดึงร้านค้าออนไลน์เข้าระบบมากขึ้น รองรับธุรกิจออนไลน์เติบโตเร็วมาก คาดประกาศใช้ปีนี้ ส่วน ก.ม.จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียวอยู่ในขั้นตอน สนช.มีผลใช้ปีนี้แน่

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างการศึกษาการจดทะเบียนรูปแบบใหม่ ที่เปิดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนทั้งแบบออฟไลน์คือมีที่ตั้งหน้าร้าน และออนไลน์ คือมีร้านหน้าเว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆเข้ามาจดทะเบียนให้มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำแอพพลิเคชั่นจดทะเบียนธุรกิจผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบสารสนเทศ (ไอที) แอพพลิเคชั่น และเครื่องมืออื่นๆ ที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจออนไลน์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะเข้ามาเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่

“การจดทะเบียนธุรกิจรูปแบบใหม่ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและมีผลใช้ภายในปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นช่องทางอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้น อีกทั้งแนวทางดังกล่าวนี้ยังสอดคล้องกับการเร่งรัดออก พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. … ที่ขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในปีนี้”

ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันธุรกิจออนไลน์มีบทบาทสูงมาก แต่ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้บังคับให้จดทะเบียนธุรกิจสำหรับร้านค้าออนไลน์ เป็นเพียงการเปิดให้ยื่นขอเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น (DBD Verified) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ประกอบการว่าเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการตรวจสอบรับรองมาตรฐานในการปฏิบัติงานและดำเนินธุรกิจที่ดี แต่หลังจากนี้ไป กรมฯจะต้องพัฒนาให้มีการจดทะเบียนธุรกิจทั้งสองชนิดควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลธุรกิจได้ รวมทั้งผู้ประกอบการก็มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ. การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ. … ที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหากรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท ที่กำหนดให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำกัด และผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ต้องมีตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งในทางปฏิบัติมักก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน รวมทั้งก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการลงทุนจัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อประกอบธุรกิจ ดังนั้น หากผลักดันให้ พ.ร.บ.ฯมีผลบังคับใช้ก็จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) รวมทั้งผู้ประกอบการออนไลน์ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียว ด้วยการปลดล็อกเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะได้รับคือ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ตามที่รัฐบาล และสถาบันทางการเงินสนับสนุน ช่วยเพิ่มศักยภาพให้เท่าเทียมกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่

น.ส.บรรจงจิตต์กล่าวว่า สิ่งที่กรมฯพัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่องตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ก็เพื่ออำนวยความสะดวก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมฯมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆคอยให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี ถือว่าเป็นนวัตกรรมการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์อย่างครบวงจร นอกจากนี้ กรมฯเร่งสร้างสำนักงานบัญชีคุณภาพ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในการจัดทำระบบบัญชี ปัจจุบันมีสำนักงานบัญชีผ่านเกณฑ์การรับรองแล้ว 143 แห่ง.

 

ลุ้นระทึก! ไอเคโอปลดธงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/999830

เอโอซีจ่อไฟเขียวไทยสมายล์-ไทยไลออนส์แอร์

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา กพท.ได้ยื่นหนังสือให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) เข้ามาตรวจสอบซ้ำแล้ว เพื่อปลดธงแดงในโครงการตรวจสอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยสากล (ยูโซฟ) โดยได้แนบรายละเอียดประเด็นต่างๆ อาทิ การแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการบิน (เอสเอสซี) 33 ข้อ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ 100%

นอกจากนี้ยังแจ้งความคืบหน้าการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (เอโอซี) โดยได้ออกเอโอซีให้กับสายการบินแล้ว 6 สายการบิน ได้แก่ บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย การบินไทย แอร์เอเชีย นกสกู๊ต และนกแอร์ พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน ว่า ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ ทาง กพท.คงต้องรอให้ไอเคโอตอบกลับมาว่าจะเข้ามาตรวจซ้ำเมื่อใด แต่คาดว่าน่าจะเป็นเดือน ก.ย.นี้ และจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนในการพิจารณา ต้องรอลุ้นว่าผลจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ในระหว่างที่รอให้ไอเคโอเข้ามาตรวจซ้ำนั้น ทาง กพท.จะดำเนินการตรวจสอบ และออกเอโอซีให้กับสายการบินอื่นๆต่อไป โดยขณะนี้มี 2 สายการบิน ได้แก่ ไทยสมายล์ และไทยไลออนส์–แอร์ ผ่านการตรวจสอบในขั้น 4.2 ภาคปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว และเตรียมประชุมวันที่ 20 ก.ค.นี้ เพื่อสรุปผลนัดสุดท้าย และมอบเอโอซีให้กับ 2 สายการบินดังกล่าว

สำหรับสายการบินที่เหลืออีก 13 สายการบิน ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบ หากภายใน ส.ค.นี้ สายการบินใดยังไม่ได้รับเอโอซี ต้องหยุดบินระหว่างประเทศ ตั้งแต่ 1 ก.ย.60 เป็นต้นไป เบื้องต้นน่าจะมีประมาณ 10 สายการบิน ส่วนการเตรียมความพร้อมรองรับ การที่ไอเคโอจะเข้ามาตรวจสอบตามโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน (ยูแซฟ) ของไทย ในวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองนั้น ขณะนี้ถือว่ามีความพร้อมแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถสอบผ่าน.