ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

3 ก.พ. 2569 04:17 น.

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดีย โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีที่เก็บจากสินค้าอินเดียเหลือ 18% ขณะที่ฝ่ายอินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ประกาศผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ และอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว และจะเริ่มดำเนินการลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในทันที หลังจากการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยืดเยื้อมานานหลายเดือน

นายทรัมป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ยังได้ตกลงที่จะซื้อสินค้าจากอเมริกา “ในระดับที่สูงขึ้นมาก” และให้คำมั่นที่จะ “หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะหันมาซื้อจากสหรัฐฯ รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาเพิ่มมากขึ้น”

ประกาศของนายทรัมป์ระบุว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีโมดีแห่งอินเดียเมื่อเช้านี้ ท่านเป็นหนึ่งในมิตรสหายที่ดีที่สุดของผม และเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจและได้รับความเคารพนับถือจากประเทศของท่าน เราได้พูดคุยกันในหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องการค้า และการยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน”

“ท่านตกลงที่จะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และจะซื้อจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงอาจจะซื้อจากเวเนซุเอลาด้วย สิ่งนี้จะช่วยยุติสงครามในยูเครนที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งทำให้ผู้คนต้องล้มตายหลายพันคนในทุกๆ สัปดาห์!”

“ด้วยมิตรภาพและความเคารพที่มีต่อนายกรัฐมนตรีโมดี และตามคำขอของท่าน เราได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย โดยมีผลทันที ซึ่งสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตราที่ลดลง โดยลดจาก 25% เหลือ 18% ในขณะเดียวกัน ทางอินเดียก็จะดำเนินการลดภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐฯ ให้เหลือศูนย์ด้วย”

“นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังให้คำมั่นว่าจะ ‘ซื้อสินค้าอเมริกัน’ ในระดับที่สูงขึ้นมาก นอกเหนือจากการซื้อพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเรากับอินเดียจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นต่อไปในอนาคต นายกรัฐมนตรีโมดีและผมคือคนสองคนที่ ‘ลงมือทำจริงจนสำเร็จ’ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากคนส่วนใหญ่ ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!”

ด้านนายโมดีก็ยืนยันเรื่องการลดอัตราภาษีด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ ‘Made in India’ จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเหลือ 18% ในนามของประชาชนอินเดีย 1.4 พันล้านคน ขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสูงสำหรับการประกาศที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้”

“เมื่อสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำงานร่วมกัน ย่อมส่งผลดีต่อประชาชนของเราและปลดล็อกโอกาสอันมหาศาลสำหรับความร่วมมือที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย”

“ความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของโลก อินเดียสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพของเขาอย่างเต็มที่ ผมตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อนำพาความเป็นหุ้นส่วนของเราไปสู่ระดับที่สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ข้อความของนายโมดีระบุ

อนึ่ง ประกาศของนายทรัมป์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียได้บรรลุข้อตกลงการค้าเสรีครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีได้ยกย่องว่าเป็น “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง”

นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่า ความคืบหน้าระหว่างยุโรปและอินเดียอาจเป็นตัว “จุดชนวน” ให้ทั้งนิวเดลีและวอชิงตันเร่งผลักดันข้อตกลงทวิภาคีระหว่างกันให้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

3 ก.พ. 2569 03:48 น.

อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

อินเดียกำลังหาวิธีแก้วิกฤตงูกัด ซึ่งคร่าชีวิตคนปีละหลายหมื่นราย ชี้ปัญหาขาดแคลนเซรุ่ม, บุคลากรไม่พร้อม และการเข้าถึงสาธารณสุขในชนบทไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2026 อ้างข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า มีชาวอินเดียประมาณ 50,000 คนเสียชีวิตจากงูกัดในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2020 ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดสูงถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 58,000 คนต่อปี

ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก หน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากงูกัดทั่วโลก (GST) พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญกับอุปสรรคในการใช้เซรุ่มแก้พิษงู

นักวิจัยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอ

บุคลากรทางการแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ความล่าช้าในการรักษาได้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงการต้องตัดแขนขา การผ่าตัด หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

ในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การได้รับพิษจากงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยซึ่งมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก โดย WHO ประมาณการว่าในแต่ละปีมีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ปัญหางูกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชนบทที่ยากจนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

ดร. โยเกช เจน สมาชิกของ GST และแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดียกล่าวว่า ในอินเดีย พื้นที่ที่มีรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดคือภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในฟาร์ม และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจน

ในปี 2024 อินเดียได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการป้องกันและควบคุมการได้รับพิษจากงูกัด (NAPSE) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การปรับปรุงการจัดหาเซรุ่มและงานวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่านี่คือก้าวที่มาถูกทางแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงขาดความต่อเนื่อง

“ในอินเดีย ปัญหางูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” ดร. เจนกล่าว “นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแรงผลักดันหรือการดำเนินการที่มากพอต่อการเสียชีวิตที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิงเหล่านี้ เมื่อพูดถึงการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีค่าเสมอ”

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงสถานพยาบาลเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางที่ย่ำแย่ โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และการขาดแคลนบริการรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

ดร. เจน กล่าวว่า ปัจจุบันบางรัฐกำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยการสำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและศูนย์สุขภาพชุมชน แต่การฉีดเซรุ่มให้ถูกต้องยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และพวกเขากลัวที่จะให้เซรุ่ม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

“การให้เซรุ่มต้องผสมกับน้ำเกลือและฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ศูนย์สุขภาพหลายแห่งไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น” ดร. เจนอธิบาย

เขากล่าวเสริมว่า อีกปัญหาหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากในชนบทของอินเดียยังคงพึ่งพาผู้มีวิชาอาคมหรือการรักษาตามความเชื่อในท้องถิ่น และจะตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่ออาการทรุดหนักลงแล้วเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การเสียชีวิต

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูที่มีคุณภาพสูง

นายเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร The Liana Trust ซึ่งทำงานเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับงูในรัฐกรรณาฏะกะ กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีเซรุ่มที่สามารถป้องกันพิษของงู “4 สายพันธุ์หลัก” เท่านั้น ได้แก่ งูเห่าอินเดีย, งูทับสมิงคลา, งูแมวเซาอินเดีย และงูเกล็ดเลื่อย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์งูกัดส่วนใหญ่

แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่อินเดียยังไม่มีเซรุ่มที่ผลิตมาเพื่อแก้พิษโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง งูเขียวหางไหม้ ที่พบมากในรัฐหิมาจัลประเทศทางตอนเหนือ, งูแมวเซามาลาบาร์, งูจมูกโหนก ที่พบในรัฐทางตอนใต้ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์อินเดีย (AIIMS) ในเมืองโชธปุระ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว ได้ตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยพบว่ามีการนำเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษงูเกล็ดเลื่อยไปใช้กับผู้ป่วยถูกงูกัด 105 ราย ในกรณีที่ไม่ทราบชนิดงูชัดเจน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดีนัก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา องค์กร The Liana Trust ได้ทำการศึกษาพิษจากงูสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “4 สายพันธุ์หลัก” เพื่อพัฒนาเซรุ่มแก้พิษ แต่มาร์ตินกล่าวว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเวลาเป็นอย่างมาก

เขาเรียกร้องให้รัฐอื่น ๆ เจริญรอยตามคำสั่งในปี 2024 ของรัฐบาลรัฐกรรณาฏกะ ที่กำหนดให้การถูกงูกัดเป็น “โรคที่ต้องแจ้งความ” ซึ่งบีบให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการรายงานข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

3 ก.พ. 2569 02:19 น.

ลูกชายมกุฎราชกุมารีนอร์เวย์ ถูกจับกุมครั้งที่ 4 ก่อนขึ้นศาลคดีข่มขืน

มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมเป็นครั้งที่ 4 ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลคดีข่มขืนและยาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า มาริอุส บอร์ก ฮอยบี ลูกชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าทำร้ายร่างกาย ก่อนที่เขาจะต้องขึ้นศาลในกรุงออสโลในวันอังคารนี้ (3 ก.พ.) เพื่อรับฟังข้อหาทั้งหมด 38 กระทง ซึ่งรวมถึงการข่มขืนสตรี 4 ราย

ตำรวจระบุว่า การจับกุมตัวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยข้อกล่าวหาล่าสุดของนายฮอยบีเกี่ยวข้องกับการใช้มีดเป็นอาวุธและละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ และมีความเสี่ยงที่เขาจะกระทำผิดซ้ำ

นี่นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ฮอยบีถูกตำรวจควบคุมตัว นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายหญิงสาวที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย โดยฮอยบีให้การภาคเสธ ปฏิเสธการกระทำผิดในข้อหาที่โทษรุนแรงที่สุด เช่น ข่มขืนและใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่ยอมรับข้อหาที่โทษเบากว่าบางข้อหา

เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์นอร์เวย์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เนื่องจากเอกสารคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่ทางการสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาชี้ว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ติดต่อกับนายเอปสตีนผ่านทางจดหมายระหว่างปี 2554-2557 หลายปีหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีค้าประเวณีไปแล้ว

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ทรงยอมรับว่าเป็นการ “ตัดสินใจที่ผิดพลาด” ที่ติดต่อกับเอปสตีน และพระองค์ทรงแสดงความเสียพระทัยอย่างที่สุดและขอเป็นกำลังใจให้กับเหยื่อที่ถูกนายเอปสตีนล่วงละเมิด พร้อมทั้งตรัสว่าการติดต่อกับเขาเป็นเรื่องที่ “น่าอับอายอย่างยิ่ง”

มีข้อมูลปรากฏด้วยว่า เจ้าหญิงเมตเต-มาริต เคยเข้าพักที่บ้านของเอปสตีนในรัฐฟลอริดาเป็นเวลา 4 คืนในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น และเคยถามเอปสตีนว่า เป็นการไม่เหมาะสมหรือไม่ หากคนเป็นแม่จะแนะนำวอลเปเปอร์รูปผู้หญิงเปลือยสองคนถือกระดานโต้คลื่นให้กับลูกชายวัย 15 ปี

นาย โยนาส การ์ สเตอร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์กล่าวว่า เขาเห็นด้วยที่เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ยอมรับว่าพระองค์ตัดสินใจผิดพลาดเรื่องเอปสตีน ซึ่งถือเป็นการสื่อความหมายโดยนัยตำหนิการกระทำของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ นายฮอยบีเป็นลูกชายของ เมตเต-มาริต ที่เกิดกับนาย มอร์เทิน บอร์ก อดีตเพื่อนชายคนสนิท ก่อนที่เธอจะเสกสมรสเจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ โดยในตอนนั้นฮอยบีมีอายุ 4 ขวบแล้ว ซึ่งเจ้าชายโฮกุนรับเขาเป็นโอรสบุญธรรม แต่ฮอยบีถือเป็นสามัญชน ไม่มีบรรดาศักดิ์ และไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติกิจสาธารณะของเชื้อพระวงศ์

ข้อหาที่ฮอยบีต้องเผชิญนั้น มีตั้งแต่การข่มขืนและการทารุณกรรม ไปจนถึงการละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้ การขนส่งกัญชาน้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม และการขับรถเร็วเกินกำหนด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

3 ก.พ. 2569 00:05 น.

เด็กออสเตรเลียวัย 13 ว่ายน้ำ 4 กม. ช่วยครอบครัวถูกคลื่นซัดออกนอกชายฝั่ง

เด็กชายวัย 13 ปีในออสเตรเลีย ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม หลังจากเขาว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมแรงระยะทาง 4 กม. เพื่อไปขอความช่วยเหลือ เพื่อช่วยชีวิตครอบครัวของเขาที่ถูกคลื่นซัดออกไปนอกชายฝั่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันจันทร์ที่ 2 ก.พ. 2569 ว่า เด็กชายวัย 13 ปีกับครอบครัวของเขา เล่นแพดเดิลบอร์ดและพายเรือคายัคที่อ่าวจีโอกราฟ (Geographe Bay) ทางตอนใต้ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) แต่แล้วลมที่พัดแรงได้ซัดพาพวกเขาออกนอกเส้นทาง

เด็กหนุ่มพยายามพายเรือกลับเข้าฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เรือคายัคของเขาเริ่มมีน้ำเข้า เขาจึงตัดสินใจว่ายน้ำในระยะทางที่เหลืออีก 4 กิโลเมตรด้วยตัวเอง

“ความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของครอบครัวนี้เป็นเรื่องที่วิเศษมาก โดยเฉพาะหนุ่มน้อยที่ว่ายน้ำถึง 4 กิโลเมตรเพื่อมาแจ้งเหตุ” กลุ่มอาสาสมัครกู้ภัยทางทะเลเนเชอราลิสต์ (Naturaliste) ระบุ

พอล เบรสแลนด์ ผู้บัญชาการของสำนักงานกู้ภัยระบุว่า ความพยายามของเด็กหนุ่มคนนี้เป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์ “เขาเล่าว่าเขาว่ายน้ำในช่วง 2 ชั่วโมงแรกโดยที่สวมเสื้อชูชีพไว้ … แต่หนุ่มน้อยผู้กล้าหาญคนนี้คิดว่าเขาคงจะไปไม่ถึงฝั่งแน่หากยังสวมเสื้อชูชีพอยู่ เขาจึงตัดสินใจถอดมันทิ้ง แล้วว่ายน้ำต่ออีก 2 ชั่วโมงโดยไม่มีชูชีพ”

ตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า เด็กชายสามารถขึ้นฝั่งมาแจ้งเหตุได้ในเวลาประมาณ 18:00 น. ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการค้นหาญาติที่สูญหายครั้งใหญ่จากหาดควินดาลัป ใกล้เมืองบัสเซลตัน

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยพบตัวแม่วัย 47 ปี พร้อมด้วยลูกชายวัย 12 ปี และลูกสาววัย 8 ปี เมื่อเวลาประมาณ 20:30 น. วันเดียวกัน ในสภาพที่พวกเขากำลังเกาะแพดเดิลบอร์ดอยู่กลางทะเล ซึ่งห่างจากชายฝั่งออกไปถึง 14 กิโลเมตร ก่อนที่เรือกู้ภัยจะไปช่วยพวกเขากลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย

สารวัตรเจมส์ แบรดลีย์ กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่า สภาพท้องทะเลสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด “โชคดีที่ทั้งสามคนสวมเสื้อชูชีพไว้ ซึ่งช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดมาได้”

“การกระทำของเด็กชายวัย 13 ปีคนนี้ได้รับคำชมเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญของเขาได้ช่วยชีวิตแม่และพี่น้องของเขาไว้ในที่สุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

2 ก.พ. 2569 23:10 น.

อินเตอร์โพลออกหมายจับ “เจ้าพ่อเบนซิน” พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่อินโดนีเซีย

อินเตอร์โพลออกหมายแดง ให้นานาชาติช่วยตามจับกุมพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ฉายา “เจ้าพ่อเบนซิน” ฐานพัวพันทุจริตคอร์รัปชันมูลค่าหลายแสนล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) ได้ออกหมายแดง (Red Notice) เพื่อจับกุมหนึ่งในเจ้าพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ในคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.37 แสนล้านบาท)

นายโมฮัมหมัด รีซา ชาลิด ซึ่งมีฉายาว่า “เจ้าพ่อเบนซิน” (gasoline godfather) เป็นที่ต้องการตัวของทางการอินโดนีเซีย จากการมีส่วนพัวพันกับการทุจริตในบริษัท เปอร์ตามินา (Pertamina) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจน้ำมันของรัฐ ระหว่างปี 2561 ถึง 2566 โดยข้อกล่าวหาที่เขาได้รับรวมถึง การฟอกเงินและการทุจริตสัญญาเช่า

นายอันตุง วิดยัตโมโก เลขานุการสำนักงานกลางตำรวจสากลประเทศอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ว่า อินเตอร์โพลได้ออกหมายแดงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่ง “เรายังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่เราพอจะทราบเบาะแสแล้ว” เขากล่าว

หมายแดงดังกล่าวถูกส่งไปยังประเทศสมาชิกของอินเตอร์โพลทั้ง 196 ประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกในการช่วยระบุตำแหน่งและจับกุมตัวนายรีซา วัย 66 ปี

เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน นายรีซา พร้อมด้วยนายมูฮัมหมัด เคอร์รี อาเดรียนโต รีซา บุตรชาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทเปอร์ตามินาอีกหลายราย ถูกระบุชื่อว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตนี้

สำนักงานอัยการสูงสุด (AGO) ระบุว่า พวกเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันนำเข้าน้ำมันดิบจากซัพพลายเออร์ในต่างประเทศในราคาที่สูงเกินจริง แทนที่จะจัดหาจากแหล่งภายในประเทศตามที่กฎหมายอินโดนีเซียบัญญัติไว้

ทางสำนักงานอัยการสูงสุดประมาณการความเสียหายจากการทุจริตครั้งนี้ไว้ที่ 285 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และกล่าวว่าจนถึงขณะนี้มีผู้ถูกระบุตัวว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีแล้วทั้งหมด 18 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

2 ก.พ. 2569 21:59 น.

กัมพูชาบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์รอบใหม่ จับชาวจีนเกือบ 1,800 คน

ทางการกัมพูชาเผยว่า เจ้าหน้าที่บุกทลายฐานของแก๊งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่อีกแห่งในเมืองบาเวต จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 คน และเกือบทั้งหมดเป็นชาวจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินการบุกตรวจค้นฐานของแก๊งมิจฉาชีพครั้งใหญ่ โดยสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,044 คน ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศจีนให้ปราบปรามอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง

จากรายงานของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา พบว่าในจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นเป็นชาวจีนเกือบ 1,800 คน

แถลงการณ์ของกระทรวงฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายในวงกว้างเมื่อเช้าวันเสาร์ (31 มกราคม) ที่ผ่านมา ที่กลุ่มอาคารที่พักซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ก่อเหตุฉ้อโกงทางออนไลน์ ในเมืองบาเวต เมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสวายเรียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม

ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมมีทั้งสิ้น 2,044 คน ประกอบด้วยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ 1,792 คน, ชาวเมียนมา 179 คน, ชาวเวียดนาม 144 คน, ชาวไต้หวัน 5 คน ส่วนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ากัมพูชามีแผนจะส่งตัวผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติเหล่านี้กลับไปดำเนินคดียังประเทศต้นทางหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้ต้องสงสัยชาวจีนจะถูกส่งตัวให้กับรัฐบาลปักกิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานเครือบริษัท Prince Holding Group ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชา และถูกส่งตัวกลับจีนไปเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นายเฉินถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลายประเภท รวมถึงการเปิดบ่อนคาสิโน การฉ้อโกง การดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย และการฟอกเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม

สำนักข่าว Cambodia China Times รายงานเมื่อคืนวันเสาร์ว่า การบุกค้นที่เมืองบาเวตครั้งนี้ถือเป็น “ปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่กัมพูชาเริ่มมาตรการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้

นายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การบุกตรวจค้นครั้งล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่มีวันผ่อนปรนในการกวาดล้างอาชญากรหลอกลวงออนไลน์ และย้ำด้วยว่า “กัมพูชาไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นนรกสำหรับอาชญากร”

ทั้งนี้ กลุ่มอาคารในเมืองบาเวตที่ถูกบุกตรวจค้นประกอบด้วยอาคาร 22 หลัง ดำเนินกิจการคาสิโนบังหน้า และมีรายงานว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เพื่อกระทำการผิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ด้วย

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กัมพูชากระจายกำลังเข้าปราบปรามกิจกรรมผิดกฎหมายในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงจังหวัดสีหนุวิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร

สำนักข่าว Cambodia China Times อ้างว่า มาตรการปราบปรามที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้เว็บไซต์หลอกลวงหลายแห่งตัดสินใจปิดตัวลงเอง และกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

คณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของกัมพูชาเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรวมทั้งสิ้น 5,106 ราย จาก 23 ประเทศ ในข้อหาฉ้อโกงออนไลน์ในกัมพูชา โดยมีผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางแล้วทั้งหมด 4,534 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.12 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยสมุทรสาคร! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม 1 ล้านลูก สกัดราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และชี้แจงมาตรการกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 23-28 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียง ลูกละ 2 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาทต่อลูก ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน กรมฯ ได้ใช้กลไกเครือข่ายสหกรณ์เข้ามาช่วยกระจายผลผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.รวบรวมมะพร้าวจาก จ.สมุทรสาคร และ จ.ราชบุรี จำนวน 1,000,000 ลูก 2.สหกรณ์ต้นทางรับซื้อจากสมาชิกที่ 5 บาท/ลูก (สูงกว่าราคาตลาด) และส่งขายปลายทางที่ 6-7 บาท/ลูก และ 3.ปล่อยรถบรรทุกมะพร้าว 20,000 ลูก สู่เครือข่ายในภาคอีสาน (ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร) และมีออเดอร์จากนครราชสีมาและอุดรธานีตามมาอย่างต่อเนื่อง

จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 50,000 ไร่ ในรอบการผลิตนี้ (ธ.ค. 68 – ก.พ. 69) คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 5,000,000 ลูก ซึ่งกรมฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การตลาด โรงคลุม และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ เราไม่ได้แค่ระบายผลผลิต แต่เรากำลังสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับเกษตรกร เพื่อไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งต่างชาติ’ นายนิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย

///////////-026

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.43 น.

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้ารับรางวัล “นิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2569” จากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ณ ห้องนนทรี เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมี นายทรงพล สวยสม รองอธิบดีกรมชลประทาน นายชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ เลขานุการกรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้

รางวัลอันทรงเกียรตินี้มอบแก่ศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
 

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.46 น.

 มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ นำโดย คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร จัดจำหน่าย “ดอกป๊อปปี้” เนื่องในสัปดาห์ “3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” ในการนี้ สมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี นำโดย ขวัญจิตร ยั่งยืน นายกสมาคมฯ จันทนา ดำเนินพิริยกุล สุพิดา โชคชัยนิรันดร์ และ พล.ต.ญ.ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล ปรึกษาและสมาชิกสมาคมฯ ร่วมเป็นอาสาสมัครจำหน่ายดอกป๊อปปี้ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และตามสถานที่ต่างๆ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568

ดอกป๊อปปี้ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ฯ จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละของทหารผ่านศึก ทุกเหล่าทุกสมรภูมิและทุกพื้นที่ ซึ่งดอกป๊อปปี้ผลิตโดยครอบครัวทหารผ่านศึก และได้นำดอกป๊อปปี้ไปจัดทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกด้วย โดยรายได้จากการจำหน่ายดอกป๊อปปี้นำไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ซึ่งจะมีสายจำหน่ายต่าง ๆ ออกไปจำหน่ายทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมเป็นกำลังใจแก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวได้โดยร่วมบริจาคผ่าน มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์ฯ ธนาคารกสิกรไทย เลขที่บัญชี 029-2-71777-6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-245-3303 และ https://www.ffwv.or.th/

ขวัญจิตร ยั่งยืน นายกสมาคมส่งเสริมบุคลิกสตรี และสมาชิกสมาคมฯ ร่วมจำหน่ายดอกป๊อปปี้

ปรึกษาสมาคมฯ จันทนา ดำเนินพิริยกุล สุพิดา โชคชัยนิรันดร์ และ พล.ต.ญ.ดร.อังคณา สุเมธสิทธิกุล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.40 น.

ในยุคที่กระแสแฟชั่นต่างประเทศครองเมือง กระเป๋าแบรนด์เนมหรูแต่ละใบอาจมีราคาสูงลิ่วกว่าหลักแสนบาท สถานการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนไทยหันมานิยมกระเป๋าจักสานไทย?”

กระเป๋าจักสานไทยมีราคาเพียงหลักพันบาท   แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม   และ ใช้งานจริงไม่ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนม หากได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมการรณรงค์ให้เห็นถึงคุณค่าในทุกเส้นตอกที่ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยความอดทนและความประณีต ตั้งแต่การลุยน้ำเก็บผักตบชวามาตากแดด ไปจนถึงการเหลาลำไม้ไผ่ให้บางดุจเส้นผมเพื่อสานเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องจักสานนั้น  ถือเป็นหนึ่งในประดิษฐ์กรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ และเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาหลายพันปี โดยมีหลักฐาน แสดงให้เห็นรอยลวดลายจักสาน ซึ่งเป็นโครงทำเครื่องปั้นดินเผาอายุกว่า 3,000 ปีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี

วัสดุที่ใช้จักสานส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กระจูด ผักตบชวา ใบลาน หรือแม้แต่เส้นเงินและทองคำ ถึงแม้จะมีการใช้เส้นพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกในปัจจุบัน     แต่คุณค่าของงานจักสานแท้จากวัสดุธรรมชาติยังคงเป็นที่ยอมรับและชื่นชมทั่วโลก

ผลิตภัณ์จักสานไทยที่มีชื่อเสียง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น

•             ภาคกลาง: บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง, ท่างาม/ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี, พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครชัยศรี จ.นครปฐม, บางปะหัน จ.อยุธยา

•             ภาคใต้: นาเคียน จ.นครศรีธรรมราช, ควนขนุน จ.พัทลุง

•             ภาคเหนือ: บ้านบัว จ.พะเยา, งาว จ.ลำปาง, สารภี จ.เชียงใหม่

•             ภาคอีสาน: บ้านแพง จ.มหาสารคาม, ธาตุพนม จ.นครพนม

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่ได้มีเพียงตะกร้าหรือกระจาด แต่ยังรวมถึงหมวก รองเท้า เสื่อ กระติ๊บข้าว และเครื่องมือดักปลา เช่น ลอบและไซ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงให้การสนับสนุนและทรงใช้เครื่องจักสานไทยในพระราชกรณียกิจเสมอมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรายได้แก่ช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ นับเป็นพลังแห่งการส่งต่อความดี

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยและชมรมเสมาพัฒนาชีวิต    ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยวิธีการแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร   โดยไม่ได้แจกถุงยังชีพที่มีข้าวสารอาหารแห้งอย่างที่นิยมทำกันเป็นประจำ แต่ได้ใช้เงินของมูลนิธิ ไปซื้อกระเป๋าจักสานไม้ไผ่ หวาย และผักตบชวาจากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 126 ใบ รวมมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท แล้วนำไปมอบเป็นของสมณาคุณฟรีแก่ผู้บริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทยในกิจกรรม “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” ที่      ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  ทำให้เงินก้อนเดียวทำบุญได้สามทอด  คือเพิ่มรายได้ให้คนน้ำท่วม  ช่วยชีวิตคนโรคหัวใจ  และได้ทำบุญ ถวายพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้จัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชื่อ “ช่วยชาวบ้านจากน้ำท่วม ช่วยกันซื้อกระเป๋าจักสาน” (Help the Villagers affected by the floods by buying woven bags) เผยแพร่ผ่าน YouTube เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานศิลปะไทยสู่ระดับสากล    โดยคาดหวังว่าอาจจะมีคำสั่งซื้อกระเป๋าจักสานไทยจากลูกค้าต่างประเทศ 

รับชมวิดีโอได้ที่นี่  : https://www.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g

การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์จักสานไทย ไม่เพียงเป็นการได้ครอบครองของใช้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติไทย ส่งเสริมอาชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม  และเป็นการทำความดีตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน “รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย” เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

อาทร จันทวิมล