คุณแหน : 11 มกราคม 2569

คุณแหน : 11 มกราคม 2569

คุณแหน : 11 มกราคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

๐๐งานบำเพ็ญพระกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ 2 มกราคม เป็นปีที่ 18 ถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี จัดโดยคณะข้าราชบริพาร คณะผู้เคยถวายงานวังเลอดิสและผู้จงรักภักดีฯ โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.สุพัฒน์ วาณิชย์การ, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, พล.ต.ต.ชูเกียรติ-จิตรา ประทีปะเสน, พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, สุมัณฑนา โมกขะเวส, พันธ์ภิรมย์ ใบหยก, ปิ่นทิพย์ บูรณสถิตย์พร, จุมพจน์ เชื้อสาย, ณัชชัย ถาวรธวัช, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, รศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี, พีรพงศ์ สุรวรรณ, ผศ.จามร ศุภผล, พิมรา ศรีสุกใส ร่วมงาน..๐๐

๐๐ลานทิพย์ ทวาทศิน เก็บลูกสาเกในสวนหลังบ้านนำมาเชื่อมตามแบบฉบับคุณแม่ คุณหญิงจำลอง ทวาทศิน(กาญจนกุญชร) โดยจะนำเงินที่ขายได้ไปให้เด็กที่บ้านครูบุญชู เลี้ยงดูเด็กออทิสติกที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ถึง 250 คน โดยมีลูกๆ นักเรียนวัฒนาวิทยาลัย ร่วมนำของขวัญและชวนเด็กๆ เล่นเกมส์ด้วย..๐๐

๐๐ สุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ต้อนรับ นพ.ภุชงค์ ชื่นชม พร้อมชาวคณะ Digital CEO#8 ที่มาศึกษาดูงานเรื่องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของเทศบาลเมืองน่านและร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวันเด็ก..๐๐

๐๐ มิตรสหายชาว MPPM 1 ร่วมยินดีกับ ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร คณบดีคณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน ม.เซาธ์อีสท์บางกอก ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองศาสตราจารย์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ..๐๐

๐๐ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในวงการท่องเที่ยวระดับโลก หลังได้รับรางวัล “ประเทศท่องเที่ยวยอดเยี่ยม” (Best Tourist Country) ในงาน Grand Travel Award ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โดยรางวัลนี้เป็นหนึ่งในเกียรติยศอันทรงคุณค่าที่ได้รับจาก การโหวตโดยตัวแทนท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและศักยภาพของประเทศที่โดดเด่นด้านการท่องเที่ยว ..๐๐

๐๐ผศ.ดร. อุไรวรรณ ชัยชนะวิโรจน์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชาให้กับนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ ม.นเรศวร..๐๐

๐๐เพื่อนๆ อบ.รุ่น 25  ร่วมส่งดวงวิญญาณของ ผศ.ขนิษฐ ตัณฑวิรัตน์ ไปสู่สุคติเรียบร้อยแล้ว พิธีจัดที่จ.เชียงราย..๐๐

๐๐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จัดสัมนาการบริการแบบ Personalization ในธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ โดย ดร.วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา เจ้าของโรงแรม Stardust Boutique Hotel Hua Hin,วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน ผู้ก่อตั้งและกจก.โรงแรมวารานา กระบี่,พธู ณ สงขลา ผู้บริหาร บ.True World Travel  โดย ดร.อธิเทพ งามศิลปเสถียร เป็นพิธีกร 12 ม.ค.13.00 น. ห้องประชุมวังนางเลิ้ง 3  คณะศิลปศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย..๐๐

คุณแหน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

สูดฝุ่น ‘PM2.5’ ไม่ใช่แค่ปอดพัง เสี่ยงทำร้ายสมอง เลี่ยงวันฝุ่นหนา-สวม N95 ป้องกันก่อนเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสัน

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

พอเข้าหน้าฝุ่นหรือวันที่ค่า PM2.5 พุ่งสูง หลายคนมักกลัวว่ามันจะทำร้ายปอดและระบบทางเดินหายใจจนไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ แต่จริง ๆ แล้ว ฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปใน “สมอง” ได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เราป้องกันตัวเองจากฝุ่นร้ายได้

นพ. ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาบวิมุต 

นพ. ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาบวิมุต มาตอบคำถามว่าฝุ่น PM2.5 เล็ดลอดเข้าไปทำร้ายสมองได้อย่างไร พร้อมแชร์เคล็ดลับดูแลสมองให้รอดจากฝุ่นพิษที่ทำตามได้ทันที

รู้จัก 2 เส้นทางที่พาฝุ่น PM2.5 เข้าสมอง

ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ทำให้มันเล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก โดยเส้นทางแรกคือผ่าน “ปอด” เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน อีกเส้นทางหนึ่งคือผ่าน “จมูก” โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด เมื่อฝุ่นพิษเหล่านี้ไปถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิด Stress Oxidative หรือความเครียดในระดับเซลล์ ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อย ๆ เสื่อมลงในระยะยาว

อันตรายจากแค่ “สมองล้า” อาจกลายเป็น “อัลไซเมอร์”

ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการสมองล้า (Brain Fog) ชั่วคราว ทำให้รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง หรือจู่ ๆ ก็ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “หากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวสมองจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนโครงสร้างสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติและเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย รวมถึงทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น จากที่พบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปี นอกจากนี้ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้น”

เช็กให้ชัวร์ ค่าฝุ่น PM2.5 ระดับไหนที่เริ่มทำร้ายสมอง

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์  กล่าวว่า “เนื่องจากเราไม่สามารถประเมินค่าฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยตาเปล่าหรือจมูก การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ค่า AQI จึงสำคัญมาก โดยหากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดงถือว่าอันตรายต่อร่างกายและสมอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของไทยมักพบค่าสูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นค่าที่ส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้น การป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงดีที่สุด และหากใครพบความผิดปกติควรไปตรวจเช็กกับแพทย์ทันที”

ชวนปรับไลฟ์สไตล์ ป้องกันสมองจากฝุ่นร้าย

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบของฝุ่นพิษต่อสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องไปข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่น PM2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป ภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA พร้อมตรวจเช็กและเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรเลือกกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา ที่สำคัญต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพสมองได้อย่างเต็มที่

“แม้เราจะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการหันมาใส่ใจตัวเอง และป้องกันด้วยการเลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก ส่วนใครที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพของเราให้ยังแข็งแรงไปนาน ๆ” นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถขอรับคำปรึกษา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น 6 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 17:00 น. โทร. 02-079-0068 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

TK Park เปิด Play Space พื้นที่ใหม่ให้ลอง เล่น และเรียนรู้สนุกใจกลางเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ เปิดตัว “Play Space” (เพลย์สเปซ) พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ขนาดกว่า 330 ตารางเมตร ณ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “Your Community Playground – พื้นที่ที่ความสนุกเชื่อมผู้คน” มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของผู้คนในยุคปัจจุบัน และเป็นพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน ต่อยอดสิ่งที่สนใจร่วมกันของผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม พร้อมเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (National Knowledge Center – NKC) บนถนนราชดำเนินในอนาคต

นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้  เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ความสนใจ ความชอบ และการลงมือทำจริงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา TK Park จึงพัฒนา Play Space ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รองรับกลุ่มคนที่มีความสนใจหลากหลาย ให้มีโอกาสได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และต่อยอดไอเดียร่วมกัน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การอ่านหนังสือแบบเดิม แต่ขยายขอบเขตไปสู่การ ‘เล่น’ ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่

วัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ 

“Play Space ไม่ใช่แค่ห้องสมุดหรือห้องเล่นเกม แต่คือ ‘พื้นที่ทดลอง’  ที่เราออกแบบโดยยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เราเชื่อว่าพื้นที่เรียนรู้ที่ดีต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้คน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่จะถูกนำไปวิเคราะห์และพัฒนาเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการออกแบบพื้นที่เรียนรู้ระดับประเทศอย่างโครงการศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (NKC) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางปัญญาอย่างยั่งยืน” นายวัฒนชัยกล่าว

4 โซนไฮไลต์ : พื้นที่ที่มากกว่าความบันเทิง

ภายใน Play Space ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนเพื่อตอบโจทย์กิจกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันอย่างลงตัว ประกอบด้วย: 1. Console Station (คอนโซล สเตชัน): ก้าวข้ามขีดจำกัดของความสนุกด้วยเครื่องเล่นเกมชั้นนำอย่าง PlayStation 5, Nintendo Switch และเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) โดย TK Park ได้คัดสรรซอฟต์แวร์เกมที่ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม 2. Comics Studio (คอมิกส์ สตูดิโอ): สวรรค์ของคนรักการ์ตูน ที่รวบรวมมังงะและกราฟิกโนเวลระดับพรีเมียมจากทั่วโลก พร้อมพื้นที่อ่านหนังสือแบบเอกเขนกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ผสมผสานกับวิวเมืองกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา

3. Music Corner (มิวสิก คอร์เนอร์): สนับสนุนศักยภาพด้านดนตรีด้วยห้องเก็บเสียงส่วนตัว (Sound Box) สำหรับการซ้อมดนตรี ร้องเพลง หรือบันทึกเสียงเดโม่ พร้อมแหล่งค้นคว้าหนังสือด้านการผลิตดนตรี (Music Production) และทฤษฎีดนตรีที่ครบครัน 4. Community Playground (คอมมูนิตี เพลย์กราวด์): พื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโอกาสให้เกิดการรวมกลุ่มผ่านบอร์ดเกมกว่า 100 ประเภท ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับกลยุทธ์ขั้นสูง รวมถึงโต๊ะมิตติ้งอเนกประสงค์สำหรับจัดเวิร์กชอปเล็กๆ หรือการระดมสมองของกลุ่มสตาร์ทอัพและคนรุ่นใหม่

เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ : ด้วยเทคโนโลยีและเครือข่าย

เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตดิจิทัล TK Park ได้วางระบบการเข้าถึงบริการที่สะดวกสบายผ่านแอปพลิเคชัน MyTK ซึ่งสมาชิกสามารถจองอุปกรณ์ล่วงหน้า ตรวจสอบสถานะการใช้บริการ รวมถึงเข้าถึงบริการเสริมอื่นๆ เช่น eReader, Notebook Computer และหนังสือในหมวด Technology & Innovation ที่ตั้งอยู่รายรอบพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีบริการพิเศษที่เปิดให้สมาชิกสามารถยืมบอร์ดเกมและแผ่นเกมกลับไปเรียนรู้ต่อที่บ้านได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

กางโรดแมปปี 2569: ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ระดับประเทศ

นอกจากการเปิด Play Space แล้ว ในปี 2569 TK Park ยังมีแผนงานเชิงรุกเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการให้บริการในพื้นที่ใจกลางเมือง ไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายบริบทและทุกพื้นที่ของสังคม ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ใหม่ TK Park ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์การกระจายโอกาสให้เข้าถึงผู้คนในทุกมิติ โดยเริ่มต้นจากการเปิดให้บริการ TK Mini ตู้ยืม-คืนหนังสืออัตโนมัติ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง พร้อมเดินหน้าส่งเสริมทักษะการอ่านในระดับปฐมวัยด้วยการกระจายมุมหนังสือภาพไปยังศูนย์เด็กเล็กกว่า 101 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวแนวคิด Pop-up Library หรือห้องสมุดเคลื่อนที่รูปแบบใหม่ที่จะนำไปจัดแสดงในอีเวนต์ระดับเมืองอย่างงาน Read Fest ณ สถานีหัวลำโพง (23-25 ม.ค. 69) และงาน Bangkok Design Week (29 ม.ค. – 8 ก.พ. 69) เพื่อตอกย้ำว่าการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่อย่างไร้ข้อจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น TK Park ยังเตรียมขยายผลสู่ภูมิภาคด้วยการจัดเทศกาลการเรียนรู้ ณ จังหวัดลำปาง (27-28 ก.พ. 69) และต่อเนื่องที่กรุงเทพฯ (21-22 มี.ค. 69) พร้อมเปิดตัวบริการใหม่สำหรับสมาชิก Plus Member ในเดือนมกราคมนี้ เพื่อส่งมอบทรัพยากรและเครื่องมือการเรียนรู้ที่เข้มข้นและหลากหลายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้เรียนรู้ยุคใหม่อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน TK Park ให้บริการครอบคลุมทั้งพื้นที่หลัก ณ ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ ไปจนถึงสาขาทรูดิจิทัลพาร์ค และเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ 27 แห่ง ใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มออนไลน์ TK Read ที่มียอดผู้ใช้งานเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การเปิด Play Space ในต้นปีนี้ คือความตั้งใจมอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องชาวไทย เราอยากเห็นพื้นที่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นายวัฒนชัย กล่าวปิดท้าย

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Play Space และ TK Park ได้บนเว็บไซต์ http://www.tkpark.or.th  หรือติดตามอัพเดตข่าวสารได้ทาง Facebook: tkparkclub

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา 'สาธารณรัฐกอทูเลย์' อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คุยกัน 7 วันหน : สถาปนา ‘สาธารณรัฐกอทูเลย์’ อีกหนึ่งวิกฤตและรอยร้าวกลุ่มชาติพันธุ์เมียนมา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา มีข่าวสำคัญเกิดขึ้นใกล้กับบ้านเรา เมื่อมีการจัดพิธีประกาศเอกราช สถาปนา “สาธารณรัฐกอทูเลย์” (Republic of Kawthoolei) ที่ฐานที่มั่นชายแดนไทย-เมียนมา ในค่ายอูเกอคี บ้านชูกะลี จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนตรงข้ามกับตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก โดยมี พล.อ. เนอดา เมียะ (Nerdah Mya) ผู้นำกองทัพกอทูเลย์ หรือ KTLA และบุตรชายของนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำระดับตำนานของชาวกะเหรี่ยง เป็นประธานในพิธีประกาศเอกราชและสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลย์อย่างเป็นทางการ

ในพิธีมีการเดินสวนสนามของกองกำลังทหารกอทูเลย์และการเปิดตัวคณะผู้นำรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนและผู้นำทางทหารรวมกว่า 400 คนที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับมีการประกาศโครงสร้างรัฐบาลและการประกาศตัวเป็นประธานาธิบดี พล.อ. เนอดา เมียะ ได้ประกาศจัดตั้ง “รัฐบาลกอทูเลย์” (Government of Kawthoolei – G.O.K.) หมายถึง “ดินแดนที่ปราศจากความมืดมน” พร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรก มีการแต่งตั้งคณะบริหารชุดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนรัฐใหม่ ประกอบด้วย ซอ ฮซาร์ เกย์ โป (Saw Sa Ge Po / Saw Sa Hsar Gay Po)ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนที่ 1 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ซอ เดวิด ทาเคอร์พอว์ (Saw David Takabo)เป็นรองประธานาธิบดีคนที่ 2 และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการพันธมิตร, ซอ โพว์ ทูเลย์ (Saw Po Tu Le) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการศาสนา และ ซอ เดวิด ลอว์ดู (Saw David Law Du / David Lawdoo) เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

รัฐบาลใหม่กอทูเลย์ ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบการปกครองที่เป็นรูปธรรม เริ่มจากประกาศว่าจะใช้ระบอบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มีแผนจะจัดตั้งกระทรวงรวมทั้งสิ้น 16 กระทรวง ครอบคลุมด้านมหาดไทย, การคลัง, ป่าไม้, เกษตรกรรม, การทำเหมืองแร่ และสาธารณสุข การออกบัตรประจำตัวประชาชนชนชาติกะเหรี่ยง การวางโครงสร้างการบริหารตามลำดับขั้น และการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุก 4 ปี โดยยึดถือหลักประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และอ้างอิงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นฐานในการประกาศเอกราช

รัฐบาลกอทูเลย์ยังอ้างสิทธิใน “การกำหนดชะตากรรมตนเอง” (Right to Self-Determination) อ้างอิงถึงกฎหมายสากลและอนุสัญญาสำคัญของสหประชาชาติอย่างละเอียด ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) พล.อ. เนอดา เมียะ ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงในดินแดนบรรพบุรุษแห่งนี้ต้องเผชิญกับการกดขี่ การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรงอย่างเป็นระบบจากรัฐบาลทหารเมียนมามาอย่างยาวนานกว่า 77 ปี นับตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งในสภาวะที่รัฐบาลเมียนมาปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะล่มสลาย การจัดตั้งรัฐอิสระจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสันติภาพของประชาชนได้

พล.อ. เนอดา เมียะ ประธานาธิบดีแห่งกอทูเลย์เน้นย้ำว่า รัฐใหม่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักนิติรัฐ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่เปิดกว้างต่อความร่วมมือกับนานาชาติ และยังได้ส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ร่วมรับรองสถานะและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการทูต พร้อมทั้งแสดงจุดยืนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยบอกว่าประชาชนไม่อยากเข้าร่วมการเลือกตั้ง เพราะมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือของเผด็จการทหารที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น และหากยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ความไม่สงบก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทางสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นองค์กรการเมืองหลักของชาวกะเหรี่ยง โฆษก KNU ระบุว่าสิ่งที่ พล.อ. เนอดา เมียะ ทำเป็นเรื่องที่ “ไร้น้ำหนักและน่าอับอาย” เนื่องจากกลุ่ม KTLA แยกตัวออกจาก KNU ไปแล้ว และไม่ได้เป็นตัวแทนของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ KNU ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ‘สหพันธรัฐประชาธิปไตย’ ที่ต้องการอยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของเมียนมา มากกว่าการแยกตัวเป็นเอกราชเด็ดขาดแบบที่ KTLA ทำอยู่ในตอนนี้

ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาถือว่าการกระทำนี้เป็นการกบฏและท้าทายอำนาจรัฐอย่างร้ายแรง และได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเริ่มปฏิบัติการทางอากาศในพื้นที่ใกล้ค่ายอูเกอคี เพื่อกวาดล้างกลุ่ม KTLA ของพลเอกเนอร์ดาห์ เมีย โดยมองว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่ขัดขวางกระบวนการสร้างเอกภาพของชาติ ขณะที่ พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำสูงสุดของเมียนมา ย้ำว่ากองทัพคือผู้พิทักษ์ความมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว และประณามกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการแยกตัวว่าเป็น “ลัทธิสุดโต่ง” ที่ทำลายโอกาสในการจัดเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารกำลังพยายามผลักดันในช่วงมกราคม 2026 นี้

ด้านนักวิชาการบางคนมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ “โหนกระแส” สถานการณ์โลกเพื่อพื้นที่สื่อและดึงงบประมาณสนับสนุนจากต่างชาติ ในช่วงที่การเมืองในเมียนมาและโลกกำลังผันผวน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานะทางการเมืองที่แท้จริงในทันที เนื่องจากในทางปฏิบัติ KTLA ยังขาดการควบคุมพื้นที่และการบริหารที่เป็นระบบอย่างแท้จริง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การยอมรับในระดับสากลยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากยังขาดการกำหนดอาณาเขตที่ชัดเจน ไม่มีระบบการบริหารจัดการประชากรและทรัพยากรที่ครอบคลุม และความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการเจรจาระดับสากล

แน่นอนว่า การประกาศเอกราชของกอทูเลย์ มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ทอดยาวตลอดแนวชายแดนตะวันตกของไทย ตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งเป็นทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารและเส้นทางค้าขายสำคัญ การประกาศเป็นรัฐเอกราชและการยกระดับการสู้รบ กำลังสะท้อนความแตกแยกภายในกลุ่มการเมืองกะเหรี่ยงที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างฝ่ายที่ต้องการสหพันธรัฐ คือ KNU และฝ่ายที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์ หรือ KTLA และอาจนำมาซึ่งวิกฤตมนุษยธรรมจากผู้หนีภัยสงคราม ปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความขัดแย้งกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : โรคทางเดินหายใจในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี

Health News : โรคทางเดินหายใจในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี

Health News : โรคทางเดินหายใจในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : โรคทางเดินหายใจในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 25 ปี

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่และทางเดินหายใจสหรัฐฯ ขณะนี้นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากระดับการป่วยด้วยโรคนี้ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึงจุดที่ รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 25 ปี หรือนับตั้งแต่ฤดูกาลระบาดปี 1997-98 คาดการณ์ว่ามีชาวอเมริกันติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 11 ล้านคน ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 120,000 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 5,000 ราย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC รายงานว่า จำนวนผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการไข้ ไอ และเจ็บคอ ซึ่งเป็นอาการหลักของไข้หวัดใหญ่ มีสัดส่วนสูงถึง 8.2% ของการเข้าพบแพทย์ทั้งหมด สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997

สาเหตุหลักของการระบาดที่รุนแรงในปีนี้เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A(H3N2) กลุ่มย่อยใหม่ที่ชื่อว่า “subclade K” ซึ่งมีการกลายพันธุ์จนสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและการติดเชื้อในอดีตได้ดีขึ้น และเนื่องจากสายพันธุ์ใหม่นี้แพร่กระจายหลังจากที่ได้มีการผลิตวัคซีนประจำปีไปแล้ว ทำให้อานุภาพของวัคซีนในปีนี้อาจป้องกันการติดเชื้อได้เพียงบางส่วน แต่ผู้เชี่ยวชาญยังยืนยันว่า วัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันการเสียชีวิตได้

ขณะที่แพทย์แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิดที่มีคนหนาแน่น ล้างมือบ่อยๆ และผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนควรรีบฉีดทันที เนื่องจากคาดว่าการระบาดจะยังคงรุนแรงต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์

‘BINANCE TH จับมือ GULF – ม.เกษตร’ พัฒนา ‘บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล’ ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Digital Asset ของภูมิภาค

‘BINANCE TH จับมือ GULF - ม.เกษตร’ พัฒนา ‘บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล’ ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Digital Asset ของภูมิภาค

‘BINANCE TH จับมือ GULF – ม.เกษตร’ พัฒนา ‘บุคลากรสินทรัพย์ดิจิทัล’ ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Digital Asset ของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

BINANCE TH by Gulf Binance ผู้นำแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับการกำกับดูแลภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย คณะวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะให้กับบุคลากร พัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็น Digital Asset Hub แห่งอาเซียน

ข้อมูลจาก ก.ล.ต. สรุปภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรายเดือน เดือนพฤศจิกายน 2568  ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย มีมูลค่าประมาณ 8.58 หมื่นล้านบาท  มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 2.88 พันล้านบาท และมีจำนวนบัญชี Active 2.08 แสนบัญชี สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความมั่นใจของนักลงทุน  ที่ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยกำลังต้องการแรงงานดิจิทัลจำนวนมาก ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล นักพัฒนาเอไอ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและความปลอดภัยไซเบอร์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กัลฟ์ให้ความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม และการที่จะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือเราต้องมีบุคลากรที่พร้อม เป้าหมายของเราคือการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนชั้นนำในภูมิภาค โดยการร่วมมือนี้จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ BINANCE TH ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การสร้างนวัตกรรม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ การร่วมมือนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุนในการศึกษา แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย”

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (BINANCE TH) กล่าวว่า “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศที่พัฒนาบนเทคโนโลยีระดับโลก เราเห็นความต้องการบุคลากรที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้จริงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างหลักสูตรที่ผสานทฤษฎีกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่พร้อมสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม โดยจะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล การเงินดิจิทัล และกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือการกำกับดูแล เพื่อให้นักศึกษาไทยมีความรู้ทัดเทียมในระดับสากล เราเชื่อว่าการร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานบุคลากรในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย”

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรฯ กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์ยาวนานในการผลิตบุคลากรคุณภาพให้กับประเทศ เราพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล โดยผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการกับประสบการณ์จริงจากผู้ประกอบการ นำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ Blockchain, Cryptocurrency, NFT และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวและพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ Web3 การร่วมมือกับ GULF  และ BINANCE TH จะช่วยให้นักศึกษาของเราได้รับความรู้ที่ทันสมัยและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ในด้านทฤษฎี แต่ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้จริงในธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือนี้จะสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก  และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีบล็อกเชนในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน”

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ ทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเนื้อหาหลักดังนี้ เทคโนโลยีบล็อกเชนและการประยุกต์ใช้ – ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในการพัฒนาโซลูชันบล็อกเชน, การเงินดิจิทัลและสินทรัพย์ดิจิทัล – เรียนรู้การลงทุน การซื้อขาย และการจัดการพอร์ตโฟลิโอ, กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ – ศึกษากฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย, ความปลอดภัยไซเบอร์ – การรักษาความปลอดภัยในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และ การพัฒนานวัตกรรม – นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล (FinTech Innovation)

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม Workshop การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และโครงการฝึกงานในองค์กรต่าง ๆ ปูทางเพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพที่หลากหลายในตลาด Web3

ความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่การลงนาม โดยทั้งสามองค์กรจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Asset Hub แห่งอาเซียน และจำนวนผู้ใช้งานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอาเซียนคาดว่าจะแตะ 108.79 ล้านคนภายในปี 2026

แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินชาวสวีดิชเจ้าถิ่นเป็นจำนวนมาก ที่นี่ยังมีผลงานของ Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Scandinavia อีกจำนวนมากด้วย Edvard Munch เกิดวันที่ 12 ธันวาคม 1863 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นแพทย์ ณ หมู่บ้าน Adalsbruk เมือง Loten นอร์เว เขาเป็นลูกคนที่สองโดยมีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 3 คน แม่ของเขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่เด็ก เมื่อบิดาของเขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นแพทย์ทหารที่ Akershus Fortress ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปออสโลเมืองหลวงของนอร์เวในปี 1864 มารดาของเขาเสียชีวิตจากวัณโรค หลังมารดาเสียชีวิต ครอบครัวของเขาทุกคนก็ป่วยบ่อยในฤดูหนาวทำให้เขาและพี่น้องขาดเรียนบ่อย พี่สาวของเขาจึงเสียชีวิตด้วยวัณโรคในปี 1877

ถึงกระนั้นก็ตาม เขาได้มีโอกาสหัดวาดภาพอยู่เสมอทั้งกับเพื่อนและน้า พ่อของเขาดูแลครอบครัวอย่างดี แต่ก็มักเล่าเรื่องผีจากหนังสือของ Edgar Allan Poe ให้เขาฟังเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และมักพูดกับเขาและพี่น้องซ้ำ ๆ เสมอว่า แม่มองจากบนฟ้าแล้วเสียใจที่พวกเขาทำตัวไม่ดี การที่เขามีบิดาย้ำคิดย้ำทำ มองโลกในแง่ร้ายร่วมกับสุขภาพที่ไม่ดีของตัวเอง อีกทั้งยังฟังเรื่องผีจากนิทานของพ่ออยู่บ่อย ๆ กลายเป็นภาพสยดสยองในใจของเขาตลอดเวลาจนถึงกับทำให้เขารู้สึกว่าเขาใกล้ตายอยู่บ่อย ๆ ไม่เพียงเขาจะมีปัญหา น้องสาวของเขาอีกคนก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคทางจิต ส่วนน้องชายที่ได้แต่งงานเพียงคนเดียวในพี่น้องก็กลับมาเสียชีวิตไปเสียหลังแต่งงานได้เพียงไม่กี่เดือน ซ้ำร้ายรายได้ของพ่อของเขาจากการเป็นหมอทหารก็ต่ำมาก อีกทั้งยังประสบความล้มเหลวจากการทำคลินิกส่วนตัวด้วยยังผลให้ครอบครัวของเขายากจนมาก ครอบครัวของเขาต้องย้ายจากบ้านที่ค่าเช่าต่ำไปที่ต่ำกว่าอยู่บ่อย ๆ

Munch ได้ใช้ทัศนียภาพภายในบ้านตัวเองและสิ่งของต่าง ๆ ของพ่อ เช่น ขวดยาเป็นตัวอย่างในงานจิตรกรรมของเขา เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาได้มีโอกาสพบกับกลุ่มศิลปินที่สมาคมศิลปะส่งผลให้เขามีความสนใจในการเขียนภาพทิวทัศน์ และเริ่มลอกเลียนแบบภาพเขียนเหล่านั้นด้วยสีน้ำมัน ฤดูใบไม้ร่วงปี 1908 เขาเริ่มดื่มจัดจนเห็นภาพหลอน เขาจึงสร้างสรรค์ผลงานที่ดูบ้าบอ เขาต้องเข้ารับการบำบัดที่ Clinic of Daniel Jacobson ด้วยการรับยาและช็อตกระแสไฟฟ้าอยู่นาน 8 เดือน หลังจากอาการเริ่มดีขึ้นในปี 1909 เขากลับบ้านและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยการคบเพื่อนที่ดีและไม่ดื่มเหล้า เขากลับมาสร้างสรรค์งานภาพเหมือนและทิวทัศน์ด้วยมุมมองที่เป็นบวกโดยใช้ฝีแปรงที่อ่อนโยนและสีสันสดใสมากขึ้น อีกทั้งยังมองโลกในแง่ร้ายลดลงจนงานมีคุณภาพสูงมากเป็นที่ต้องการของตลาด

ผลงานของเขากลายเป็นที่ต้องการของมิวเซียมต่าง ๆ จนได้รับแต่งตั้งเป็น Knight of the Royal Order of St. Olav และได้จัดนิทรรศการที่นิวยอร์คในปี 1912 เมื่อเขามีรายได้มากขึ้น เขาก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้นและช่วยเหลือคนในครอบครัวได้มากขึ้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เขาต้องอยู่ในภาวะสับสนอีกครั้ง เนื่องจากผู้สนับสนุนเขาส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็สามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐานะย่ำแย่ได้ อีกทั้งยังโชคดีรอดจากไข้หวัดสเปนที่กลืนกินชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตที่ดีอยู่ร่วม 20 ปี และได้รังสรรค์ภาพนู้ดอยู่บ่อย ๆ ซ้ำยังมีความสัมพันธ์กับนางแบบของเขาด้วย ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีติดฉลากงานของเขาว่าเป็นศิลปะแห่งความเสื่อม (Degenerative Art) และนำผลงานของเขาทั้ง 82 ชิ้นออกจากมิวเซียมในเยอรมัน

ปี 1940 เมื่อเยอรมันบุกนอร์เวซึ่งเป็นเวลาที่เขาเริ่มอายุมากถึง 76 ปี เขาอยู่ด้วยความกลัวว่านาซีจะยึดผลงานของเขาอีกซึ่งมีจำนวนมากถึง 70 กว่าชิ้นในบ้านของตัวเอง แต่เหตุการณ์ร้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น เขาเสียชีวิตที่ออสโลในวันที่ 23 มกราคม 1944 ในขณะมีอายุได้ 79 ปี หลังเขาเสียชีวิตรัฐบาลนาซีได้เสนอจะจัดงานศพอย่างเป็นทางการให้ แต่ครอบครัวปฏิเสธด้วยเกรงว่าจะใช้งานศพเขาสร้างโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ ผลงานจิตรกรรมที่ Thiel Gallery ส่วนใหญ่เป็นผลงานในช่วงหลังของชีวิตจึงมีสีสันค่อนข้างสดใส และมองโลกในแง่ดี แต่ยังคงมีอัตลักษณ์ที่แสดงตัวตนของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Despair ชนิดที่เห็นภาพนี้แล้วคิดถึง The Scream อันลือลั่นของเขาเลยทีเดียว

Photos of the week : ‘กรีนแลนด์’ ดินแดนที่มีแต่คนหมายปอง

Photos of the week : ‘กรีนแลนด์’ ดินแดนที่มีแต่คนหมายปอง

Photos of the week : ‘กรีนแลนด์’ ดินแดนที่มีแต่คนหมายปอง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมความงดงามตามธรรมชาติของกรีนแลนด์ เกาะขนาดใหญ่ใกล้ขั้วโลกเหนือซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก และกำลังกลับมาเป็นกระแสพูดถึงทั่วโลกอีกครั้งในช่วงต้นปีนี้ จากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แสดงท่าทีว่าต้องการได้ดินแดนแห่งนี้มาอยู่ในการครอบครองของสหรัฐฯ อย่างยิ่ง โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ทั้งการเสนอซื้อเกาะ หรือกระทั่งใช้ไม้แข็งอย่างวิธีการทางทหาร จนหลายฝ่ายเริ่มกังวลต่อชะตากรรมของกรีนแลนด์มากขึ้น หลังจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถเข้าควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาได้สำเร็จ

(ภาพ 1-8)

สกู๊ปพิเศษ : SCG ขับเคลื่อน Zero Waste ‘เปลี่ยน’ หลังคาเก่าเป็น..‘แปลงผัก’ ใน 5 โรงเรียนต้นแบบสุขภาวะกรุงเทพฯ

สกู๊ปพิเศษ : SCG ขับเคลื่อน Zero Waste  ‘เปลี่ยน’ หลังคาเก่าเป็น..‘แปลงผัก’ ใน 5 โรงเรียนต้นแบบสุขภาวะกรุงเทพฯ

สกู๊ปพิเศษ : SCG ขับเคลื่อน Zero Waste ‘เปลี่ยน’ หลังคาเก่าเป็น..‘แปลงผัก’ ใน 5 โรงเรียนต้นแบบสุขภาวะกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : SCG ขับเคลื่อน Zero Waste  ‘เปลี่ยน’ หลังคาเก่าเป็น..‘แปลงผัก’ ใน 5 โรงเรียนต้นแบบสุขภาวะกรุงเทพฯ

SCG ROOF EXPERT ร่วมขับเคลื่อน Zero Waste ด้วยการสนับสนุน UddC-CEUS จุฬาฯ และสสส. กรุงเทพมหานคร ส่งต่อวัสดุเหลือใช้จากงานก่อสร้างให้กลายเป็นแปลงผักและห้องเรียนกลางแจ้งในโรงเรียน 5 แห่ง สร้างพื้นที่สุขภาวะและต้นแบบความมั่นคงทางอาหารที่ขยายผลได้จริงในเมืองใหญ่

โครงการ “พัฒนาพื้นที่สุขภาวะด้วยแนวคิดเกษตรในเมือง : กลไกบูรณาการเชิงนโยบายเพื่อสร้างพื้นที่สุขภาวะ และพื้นที่ส่งเสริมความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารของกรุงเทพมหานคร เดินหน้าสร้าง สวนเกษตรในเมือง ต้นแบบรวม 5 แห่งในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรมเปิดตัวสวนและอบรมความรู้ โรงเรียนของเราน่าปลูก” โดยมีนักเรียน ครู ชุมชน และหน่วยงานภาคีเข้าร่วม

โครงการนี้ดำเนินการโดย ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านยุทธศาสตร์เมือง (UddC-CEUS) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรุงเทพมหานคร บ้านและสวน Garden & Farm มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และภาคเอกชน นำโดย SCG ROOF EXPERT บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน จำกัด ที่เข้ามาผสานความร่วมมือทั้งในมิติการออกแบบ พื้นที่สุขภาวะ นโยบายสาธารณะ ความรู้ด้านเกษตร และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิด Zero Waste

ภายใต้กิจกรรม โรงเรียนของเราน่าปลูก โครงการได้พัฒนาสวนต้นแบบรวม 5 แห่ง ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สวนเกษตรน่าปลูก ณ แจ่มจันทร์ โรงเรียนแจ่มจันทร์ เขตวัฒนา , “สวนชมพูพันธุ์ทิพย์ โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย , เกษตรสร้างสุข โรงเรียนวัดดอกไม้ โรงเรียนวัดดอกไม้ เขตยานนาวา , สวนเกษตรริมราง โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน , สวนย่านาปู่เพี้ยนพิน” โรงเรียนเพี้ยนพินอนุสรณ์ เขตบางนา

แต่ละสวนถูกออกแบบให้เป็น พื้นที่เรียนรู้หลายมิติ ในจุดเดียวกัน เป็นแปลงปลูกผักและพืชผสมผสาน ที่เหมาะกับฤดูกาล เป็นห้องเรียนกลางแจ้ง ให้เด็กเรียนรู้วงจรพืช ดิน น้ำ การดูแลและรับผิดชอบ  เป็นพื้นที่สุขภาวะ ที่เด็กได้ออกแรง ทำงานร่วมกัน และใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติ และเป็นฐานเรียนรู้เรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร ให้เห็นตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงจานอาหาร

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการนี้ คือการดึงภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทด้าน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิด Zero Waste โดย SCG ROOF EXPERT นำ กระเบื้องหลังคาเก่า จากบ้านลูกค้าที่เดิมมักถูกทิ้งเป็นขยะงานก่อสร้าง กลับมาดัดแปลงใช้เป็นส่วนประกอบของสวนและแปลงปลูกในแต่ละโรงเรียน แทนการใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด

สุชาติ ทองธรรมสกุล Technical Sales and Installation Management Director บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน จำกัด กล่าวว่า การนำกระเบื้องเก่ากลับมาใช้ในสวนเกษตร เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของแนวคิด Zero Waste ที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ แต่เด็กๆ ครู และชุมชน ได้เห็น ได้สัมผัส และได้เรียนรู้ร่วมกันจริงๆ พร้อมเชื่อว่า เมื่อเด็กเข้าใจเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและความยั่งยืนตั้งแต่วัยเรียน จะเติบโตไปเป็นคนรุ่นใหม่ที่มอง ของเหลือใช้” เป็น โอกาสใหม่ ของสังคม

ทั้ง “สวนเกษตรน่าปลูก” ที่โรงเรียนแจ่มจันทร์ และ “สวนเกษตรริมราง” ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ถูกนิยามให้เป็นมากกว่าเพียงแปลงปลูกผัก แต่เป็น สามบทบาทในพื้นที่เดียว คือ ห้องเรียนกลางแจ้ง เด็กๆ เห็นวงจรชีวิตพืชตั้งแต่เพาะเมล็ด ดูแล รดน้ำ จนถึงการเก็บเกี่ยว เรียนรู้ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม และความอดทนจากการลงมือทำจริง พื้นที่ทดลองแนวคิด Zero Waste ใช้กระเบื้องเก่าและวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์เป็นโครงสร้างสวนและแปลงปลูก แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่คิดว่าหมดค่าแล้ว ยังสร้างประโยชน์ได้” ในเชิงรูปธรรม และจุดเชื่อมต่อชุมชน ความรู้และประสบการณ์ที่เด็กได้รับในโรงเรียนจะถูกส่งต่อกลับไปที่บ้าน และต่อยอดผ่านครอบครัวและชุมชน ก่อนจะย้อนกลับมาที่โรงเรียน เกิดเป็นวงจรการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง โรงเรียนบ้านชุมชน

กิตติพงษ์ พิพัฒนาโฆษิต New Business Development and Marketing Manager บริษัท เอสซีจี ลีฟวิง แอนด์ เฮาส์ซิง โซลูชัน จำกัด กล่าวว่า สวนเกษตรในเมืองที่โรงเรียนทั้ง 5 แห่ง คือจุดเริ่มต้นของต้นแบบพื้นที่สุขภาวะในเมือง ที่สามารถนำไปขยายผลสู่โรงเรียนและชุมชนอื่นๆ ได้ แสดงให้เห็นว่า แม้พื้นที่เมืองจะจำกัด เราก็ยังสร้างพื้นที่สีเขียว สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง

ในมุมมองของภาคีโครงการทั้งหมด ความสำเร็จของ โรงเรียนของเราน่าปลูก คือการทำให้เรื่องใหญ่อย่าง สุขภาวะเมือง ความมั่นคงทางอาหาร และ Zero Waste” กลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ จับต้องได้ ผ่านภาพง่ายๆ เช่น แปลงผักที่ทำจากกระเบื้องเก่า เมล็ดพันธุ์ที่เด็กลงมือเพาะเอง หรือการพาแผงผักจากโรงเรียนกลับไปเล่าให้คนในบ้านฟัง

จากกระเบื้องเก่า สู่การเรียนรู้ใหม่ จากขยะ สู่ทรัพยากร จากความร่วมมือ สู่ความยั่งยืน

สะท้อนเป้าหมายสำคัญของโครงการที่ไม่ได้ต้องการเพียง เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ต้องการสร้าง คนรุ่นใหม่ที่เห็นคุณค่าของทรัพยากรและเมืองที่ตนเองอาศัยอยู่ ไปในเวลาเดียวกัน

Science Update : นาซาอาจส่งตัวนักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นาซาอาจส่งตัวนักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นาซาอาจส่งตัวนักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : นาซาอาจส่งตัวนักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด        

สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่า เกิดปัญหาด้านสุขภาพกับลูกเรือรายหนึ่งบนสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ผ่านมา ทำให้นาซาต้องยกเลิกภารกิจเดินอวกาศที่กำหนดไว้ในวันพฤหัสบดีทันที นักบินอวกาศรายนี้ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อเพื่อความเป็นส่วนตัวมีอาการคงที่ และกำลังอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดบน ISS

แต่เนื่องจากความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา จึงกำลังประเมินว่าอาจต้องยุติภารกิจ Crew-11 เร็วกว่ากำหนด ซึ่งเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดในช่วงกลางปี 2026 โดยอาจใช้ยานสเปซเอกซ์ ดรากอน ครูว์ เดินทางกลับโลกเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ส่วนภารกิจเดินอวกาศ เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ iROSA ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เช่นเดียวกับระบบถ่ายทอดสดเสียงและวิดีโอจากไอเอสเอสบางส่วนถูกระงับชั่วคราวในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวในการสื่อสารเรื่องการแพทย์

สำหรับภารกิจ Crew-11 ประกอบด้วยนักบินอวกาศ 4 คน คือ เซนา คาร์ดแมน และ ไมค์ ฟิงเคอ สองนักบินอวกาศของนาซา โอเลก พลาโตนอฟ นักบินอวกาศรัสเซีย และ คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การส่งลูกเรือกลับก่อนกำหนดเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมากในประวัติศาสตร์ของ ISS เนื่องจากบนสถานีมีการเตรียมอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานและการฝึกซ้อมเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินไว้อยู่แล้ว แต่หากอาการเกินกว่าที่อุปกรณ์บนนั้นจะรับมือได้ การกลับโลกคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด