รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร รับรางวัล เข็มเกียรติยศ 2569 เนื่องในโอกาส 92 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร รับรางวัล เข็มเกียรติยศ 2569 เนื่องในโอกาส 92 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร รับรางวัล เข็มเกียรติยศ 2569 เนื่องในโอกาส 92 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัด “วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 92” เพื่อร่วมรำลึกถึงอุดมการณ์และปณิธานของมหาวิทยาลัย พร้อมเชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณูปการด้านการศึกษาและการพัฒนาสังคม โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี มี ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวต้อนรับ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ., ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร ศิษย์เก่าผู้ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2569 พร้อมด้วย ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ.ประดับเข็มเกียรติยศ ให้แก่ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร

ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569

ในการจัดงาน “วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 92” ประกอบด้วยพิธีสงฆ์การทำบุญตักบาตร เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเป็นพิธีมอบเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ แก่ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้มีอุปการคุณต่อมหาวิทยาลัย ตลอดจนคณาจารย์ บุคลากรของมหาวิทยาลัย

ผาณิต พูนศิริวงศ์ แสดงความยินดีกับท่าน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ มี ดร.ยุพดี วิภัติภูมิประเทศ ร่วมยินดีด้วย

ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. พร้อมด้วย ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สองศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569

รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ.,ดร.ยุพดี วิภัติภูมิประเทศ และ ผาณิต พูนศิริวงศ์

ผศ.ดร.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ ยินดีกับลูกสาวคนเก่ง ดร.พญ.พรลักษณ์ – ดร.พรสุดา หาญพาณิชย์ ที่ได้รับโล่เกียรติยศ ศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569

โดยรางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด มอบแก่ผู้ประกอบคุณงามความดีอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยปีนี้ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

พิชัย ชุณหวชิระ อดีต รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ต้อนรับ ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. มี  รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร,พิสิทธิ์ พัฒนะนุกิจ, กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม และ ดารณี วัธนเวคิน

วนารถ ณ สงขลา, พงษ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ พิชัย ชุณหวชิระ

แถวนั่ง : ยอดยิ่ง โสภณ,  พิสิทธิ์ พัฒนะนุกิจ, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ,พงษ์เทพ เทพกาญจนา, ชัยศักดิ์   อังค์สุวรรณ, ประจวบ   ตยาคีพิสุทธิ์,  กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, แถวยืน: ดารณี วัธนเวคิน, ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภา มธ.

ประกิต อภิสารธนรักษ์ ยินดีกับลูกชาย ศ.นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ คณะแพทยศาสตร์ ที่ได้รับรางวัล รางวัลกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2568 สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ผู้ได้รับโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 รวม 37 ราย อาทิ ศ.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทวงงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด, รศ.ดร.สุปาณี พัดทอง อดีตอาจารย์และหัวหน้าสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปะศาสตร์ มธ., ดร.พญ.พรลักษณ์ หาญพาณิชย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ รวมถึงรางวัลโล่เกียรติยศ ประเภทศิษย์เก่าดีเด่นรุ่นใหม่ ประจำปี 2569 รวม 15 ราย อาทิ ดร.พรสุดา หาญพาณิชย์ ผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์, พงศธร ธรรมวัฒนะ และรางวัลโล่เกียรติยศ ประเภทผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย รวม 13 ราย

พิชัย ชุณหวชิระ นำทีมคณะกรรมการสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์มอบของขวัญแสดงความยินดีแก่ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตรผู้ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ และศิษย์เก่าดีเด่น อาทิ พิสิทธิ์ พัฒนะนุกิจ,ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร, ดร.กุลยา ตันติเตมิท,

กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม และ ดารณี วัธนเวคิน ยินดีกับ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย รับโล่เกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และ พงศธร ธรรมวัฒนะ ศิษย์เก่าดีเด่น

(ซ้าย) ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดี คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. กับศิษย์เก่าเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผาณิต พูนศิริวงศ์

นอกจากนี้ยังมีการมอบโล่เกียรติคุณ ประจำปี 2569 ให้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 9 ราย กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2568 จำนวน 2 ราย ครูดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2568 3 ราย, รางวัล Active Learning ประจำปี 258 จำนวน 3 รายวิชา, บุคลากรดีเด่น 3 ราย และบุคลากรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดี  4 ราย

ศิษย์เก่าดีเด่น ธีรุตม์ นิมโรธรรม ผู้ประกาศข่าว อดีตผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์ มีน้องๆ ผู้นำเชียร์รุ่นปัจจุบันร่วมยินดี

ชุมนุมขับร้องเพลงประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมสร้างสีสัน

ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง โดย ชุมนุมขับร้องเพลงประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ยูงทอง) ร่วมกัน

GIVE BLOOD NOW ปลุกพลังแห่งการให้ เนื่องในวัน “วันผู้บริจาคโลหิตโลก”

GIVE BLOOD NOW ปลุกพลังแห่งการให้ เนื่องในวัน “วันผู้บริจาคโลหิตโลก”

GIVE BLOOD NOW ปลุกพลังแห่งการให้ เนื่องในวัน “วันผู้บริจาคโลหิตโลก”

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค โลก เล็งเห็นคุณค่าของการให้ที่ช่วยต่อชีวิต พร้อมเดินหน้าแคมเปญ “GIVE BLOOD NOW ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ประจำเดือนมิถุนายน ร่วมกับ ธนชาตประกันภัย และ สภากาชาดไทย  ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ เชิญชวนบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยเนื่องใน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่14 มิถุนายนของทุกปี เพื่อยกย่องผู้บริจาคโลหิตและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการมีโลหิตสำรองที่เพียงพอในประเทศ การบริจาคโลหิตไม่เพียงเป็นการให้เพื่อช่วยชีวิต แต่ยังสะท้อนพลังแห่งน้ำใจ ความเสียสละ และความร่วมมือของคนในสังคม ณ  ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ประจำเดือนมิถุนายน พร้อมรับฟรีข้าวหอมมะลิจัสมิน จากข้าวมาบุญครองฟรี  โดยกิจกรรมครั้งนี้มีพนักงานบริษัทและประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจลงทะเบียนบริจาคโลหิตจำนวนกว่า100 คน

วราภรณ์ ตติปาณิเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า  เดือนมิถุนายนเปรียบเสมือน วันผู้บริจาคโลหิตโลก ถือเป็นการตอกย้ำพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสร้างคุณค่าให้ชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค พร้อมขับเคลื่อนสังคมไม่ให้หยุดอยู่เพียงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการดูแลสังคมในระยะยาว ผู้บริจาคทุกคน พันธมิตรทุกภาคส่วน และอาสาสมัครทุกแรงใจ จึงล้วนเป็นกำลังสำคัญในการร่วมสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง พร้อมรับมือกับความต้องการด้านสุขภาพในอนาคต เพราะทุกหยดของการให้สามารถต่อชีวิตให้ผู้อื่นได้

ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 พร้อมพันธมิตร ร่วมสนับสนุนการรณรงค์การบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านหน่วยรับบริจาคเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการบริจาคได้ง่ายขึ้นร่วมแบ่งปันโลหิต ซึ่งเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่ไม่สามารถผลิตทดแทนได้ เพราะโลหิตมีสำคัญต่อการผ่าตัด การรักษาผู้ป่วยอุบัติเหตุ การคลอดบุตร ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังอีกหลายประเภท ทุกการบริจาคจึงไม่ได้ช่วยเพียงผู้ป่วยเฉพาะราย แต่ยังช่วยเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุขไทย ในการรับมือกับความต้องการโลหิตที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา

วีระพัฒน์ – วีระพงษ์  มูลลักษณ์  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล่าวว่า “ ปีนี้มาบริจาคเลือดครั้งที่ 2 แล้วครับ ตั้งเป้าว่าต้องมาบริจาคทุก 3 เดือน เพราะรู้สึกว่ามีความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นการทำความดีที่ทำได้ทันทีขอบคุณหน่วยบริการเคลื่อนที่ทำให้ผมสะดวกมาบริจาค อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นผู้ให้เช่นกัน เพียงแค่เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนมาบริจาคโลหิต พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนมาบริจาคครับ ”

องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ว่าแต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของประชากร จะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยในประเทศไทย ควรมีผู้บริจาคโลหิต 1.98 ล้านคน แต่จากสถิติการบริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ พบว่าในปี พ.ศ. 2568 มีประชากรบริจาคโลหิตเพียง 1.84 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.79 ของประชากร หากมีผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 จึงมุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรม MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ผู้สนใจสามารถมาร่วมบริจาคโลหิตครั้งต่อไปได้ในวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์  1285  ติดตามกิจกรรมและ โปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th  หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9 

สำนักงานสลากฯ มอบห้องสมุด ‘กล่องความรู้ ปูทางฝันฯ’ บันไดขั้นแรกสร้างเยาวชนคุณภาพ

สำนักงานสลากฯ มอบห้องสมุด ‘กล่องความรู้ ปูทางฝันฯ’ บันไดขั้นแรกสร้างเยาวชนคุณภาพ

สำนักงานสลากฯ มอบห้องสมุด ‘กล่องความรู้ ปูทางฝันฯ’ บันไดขั้นแรกสร้างเยาวชนคุณภาพ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.22 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) จัดพิธีส่งมอบ “ห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์” ภายใต้โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2569 ทั้ง 73 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานฯ และผู้บริหารของโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ในภาคกลางและภาคตะวันออก รวม 22 แห่ง เข้าร่วมพิธี ณ โรงเรียนท้ายพิกุล (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 68) อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี    

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ มุ่งมั่นในการส่งมอบความหวัง สร้างโอกาส และส่งต่อความสุขอย่างยั่งยืนให้กับสังคม ผ่านโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายมิติ โดยโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำนักงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ ที่ควรสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และภูมิปัญญา ผ่านการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม

สำหรับการส่งมอบห้องสมุดคอนเทนเนอร์ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน ครั้งนี้ เป็นการส่งมอบครั้งแรกให้กับโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ในภาคกลางภาคตะวันออก รวม 22 แห่ง นับเป็นก้าวแรกในการสานต่อความสำเร็จจากปี 2567 ที่สำนักงานฯ ได้สนับสนุนพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ สร้างความตระหนักรู้ในการใช้พลังงานสะอาด และลดค่าใช้จ่ายให้กับโรงเรียน และในปี 2568 ที่ได้มุ่งเน้นพัฒนาการทางร่างกายผ่านการส่งมอบเครื่องเล่นสนาม โดยมุ่งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและพัฒนาศักยภาพด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ที่ดี ให้กับเยาวชน ตลอดจนเป็นพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน ที่จะช่วยให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะเชื่อมความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันในสังคม นำไปสู่การเติบโต เป็นพลเมืองคุณภาพของชาติในอนาคต

สำหรับความพิเศษของห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน ถูกสร้างขึ้นภายใต้มาตรฐานวิศวกรรมที่ปลอดภัย ภายในถูกออกแบบให้เป็น “นวัตกรรมพื้นที่การเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่” ที่ผสมผสานสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมด้วยเครื่องปรับอากาศเพื่อสร้างบรรยากาศเรียนรู้ที่ดีให้กับเยาวชน โดยมีหนังสือที่เหมาะสมกับช่วงวัยที่หลากหลายกว่า 100 เล่ม และชุดหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน 31 เล่ม นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้ง Smart TV ขนาด 55 นิ้ว (รองรับ AI Search) และชุดจอสัมผัส Kiosk ขนาด 43 นิ้ว

“สำนักงานฯ เชื่อว่า การผสมผสานสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายจะเป็นสะพานที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ เกิดการตั้งคำถาม และฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์แบบเป็นเหตุเป็นผล เป็นการปูพื้นฐานการศึกษาได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญจะเป็นพื้นที่ที่เยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นบันไดขั้นแรกในการสร้างสังคมที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”

นอกจากนี้ ในงานพิธีส่งมอบ คณะผู้บริหารของสำนักงานฯ ยังได้ร่วมทำกิจกรรมกับเยาวชน อย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรม “GLO ส่งมอบปัญญา ปูทางฝันให้น้อง” ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม “ปฐมบทแห่งการอ่าน” ที่ร่วมกับเยาวชนจัดเรียงหนังสือสารานุกรมไทยและหนังสือนิทานภาพเข้าชั้น และกิจกรรม “ส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านนิทาน” ที่ผู้บริหารร่วมเล่านิทานให้เยาวชนฟัง และกิจกรรมเสริมพิเศษ “แต่งแต้มฝัน สร้างสรรค์จินตนาการ” (DIY กระเป๋าดินสอของหนู) ให้เยาวชนได้ลงมือเพนต์ลวดลายลงบนกระเป๋าผ้า เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มุ่งหวังว่า “กล่องความรู้ ปูทางฝัน” แห่งนี้ จะเป็นเสมือนศูนย์กลางการเรียนรู้ของโรงเรียนที่จะถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล และผลิตเยาวชนที่มีทักษะก้าวทันโลก เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป  ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารของสำนักงานฯ ได้ทาง Website http://www.glo.or.th, Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และ Line OA GLO Lottery

ตอกย้ำความเป็นเลิศด้าน Orthopedic รพ.กระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข คว้า THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 สาขา Rising Star

ตอกย้ำความเป็นเลิศด้าน Orthopedic รพ.กระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข คว้า THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 สาขา Rising Star

ตอกย้ำความเป็นเลิศด้าน Orthopedic รพ.กระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข คว้า THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 สาขา Rising Star

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข (kdms Orthopedic Hospital) โชว์ศักยภาพโดดเด่นบนเวทีระดับ ประเทศ โดยนายแพทย์ กรกช ธรรมผ่องศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ประเภท “Rising Star” สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารยุคใหม่ที่มีศักยภาพในการนำพาโรงพยาบาลสู่การเติบโตอย่างมั่นคง ผ่านการสร้างความแตกต่างด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Orthopedic การวางแนวทางการบริหารที่ชัดเจน และการสร้างผลลัพธ์ด้านการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม  โดดเด่นและมีความเฉพาะทาง แตกต่างจากในอุตสาหกรรม Healthcare

“THAILAND TOP CEO OF THE YEAR” เป็นเวทีระดับประเทศ ที่นิตยสาร BUSINESS+ โดยบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกและยกย่องผู้บริหารองค์กรที่มีความโดดเด่นสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรมโดยมีเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาจากผลการดำเนินงานจริง ความสามารถในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับรางวัลประเภท “Rising Star” ถือเป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญที่มอบให้แก่ผู้บริหารองค์กรที่อยู่ในช่วงการเติบโตและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างโดดเด่น โดยมุ่งยกย่องผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สามารถสร้างการเติบโตผ่านแนวทางการบริหารที่ชัดเจน สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น บุคลากร และสังคม พร้อมพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความยั่งยืน

การที่โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุขได้รับรางวัล “Rising Star” ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนตราประทับยืนยันศักยภาพของผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ผลกำไรในตัวเลขบัญชี แต่ยังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมครอบคลุมรอบด้าน ทั้งการเติบโตของธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กร และการดูแลให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง จากการรวบรวมทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อที่มีประสบการณ์และครบที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมการรักษาแบบองค์รวม ยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ทั้งการผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscope) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery) ที่มีความแม่นยำสูง เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ช่วยลดระยะเวลาพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง พร้อมการให้บริการด้วยใจอย่างเต็มความรู้ความสามารถ เพื่อที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำแถวหน้าของเมืองไทย

“ขอขอบคุณนิตยสาร BUSINESS+ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองเห็นความมุ่งมั่นของเรา รางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันให้โรงพยาบาลเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อยกระดับสุขภาพของคนไทย ความสำเร็จเริ่มต้นจากการเข้าใจหัวใจของธุรกิจ และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการ ในฐานะโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข เราไม่เพียงให้การรักษา แต่มุ่งมอบความเชี่ยวชาญที่ดีที่สุด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง รางวัล Rising Star ในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เรามุ่งมั่น พัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องตอบรับเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป” นายแพทย์กรกช กล่าว

ทั้งนี้ โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ  (Orthopedic) แห่งแรกที่ครบวงจรที่สุดในประเทศไทย ที่ผสานความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์เฉพาะทางเข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่: https://kdmshospital.com   ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com  หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-080-8999

ไข้สูงช่วงหน้าฝน ระวัง ‘ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก’ เสี่ยงลุกลามถึงปอดอักเสบ

ไข้สูงช่วงหน้าฝน ระวัง ‘ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก’ เสี่ยงลุกลามถึงปอดอักเสบ

ไข้สูงช่วงหน้าฝน ระวัง ‘ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก’ เสี่ยงลุกลามถึงปอดอักเสบ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน อุณหภูมิที่ลดลงและความชื้นที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งมักพบการระบาดต่อเนื่องทุกปี และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มเสี่ยง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที  โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมองอักเสบ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

พญ. เหมือนแพร เจนธนากุล แพทย์ผู้ชำนาญการกุมารเวชศาสตร์ระบบทางเดินหายใจ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ฤดูฝนเป็นช่วงที่เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานที่ทำงาน และระบบขนส่งสาธารณะ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจเพิ่มสูงขึ้น

พญ. เหมือนแพร เจนธนากุล

ทั้งนี้ โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝนสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ และ RSV รวมถึงกลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรค มือ เท้า ปาก ที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก และในบรรดาโรคที่ต้องเฝ้าระวัง “ไข้หวัดใหญ่” ถือเป็นโรคสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม  เพราะสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว และมีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ภาวะหายใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

พญ.เหมือนแพร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza โดยพบได้บ่อยจากสายพันธุ์ A และ B ติดต่อกันได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อน แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา

อาการของไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 1-4 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คัดจมูก และน้ำมูกไหล ขณะที่เด็กบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

 “สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องสามารถแยกอาการระหว่าง ‘ไข้หวัดธรรมดา’ กับ “ไข้หวัดใหญ่” หากเป็นไข้หวัดทั่วไป เด็กมักมีไข้ไม่สูงมาก ยังเล่น รับประทานอาหาร และหายใจได้ตามปกติ แต่หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 39–40 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องนาน 2–3 วัน ซึม ไม่ร่าเริง รับประทานอาหารได้น้อยลง ไอมากขึ้น หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหน้าอกกระเพื่อมแรงขณะหายใจ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะช่วงวันที่ 3–5 หลังเริ่มป่วย ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด”

สำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ นอกจากการดูแลสุขอนามัย เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็นแล้ว การรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

พญ.เหมือนแพร กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ทั้งการดูแลสุขอนามัยเช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าโดยไม่จำเป็น รวมถึงการรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี  โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อตาย และเป็นวัคซีนมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลาย สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป  และ วัคซีนชนิดพ่นจมูก ซึ่งเป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ มีจุดเด่นคือใช้งานง่าย ไม่ต้องฉีด ช่วยลดความกังวลเรื่องการเจ็บตัว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม โดยวัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุจมูก ซึ่งเป็นจุดแรกที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย

อย่างไรก็ตาม วัคซีนชนิดพ่นจมูกอาจไม่เหมาะกับบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ รวมถึงผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง

“แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่สามารถช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ การรับวัคซีนเป็นประจำทุกปีจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและช่วงเปิดเทอมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดสูง” พญ.เหมือนแพร กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานและแนวทางบริหารจัดการน้ำ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานและแนวทางบริหารจัดการน้ำ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานและแนวทางบริหารจัดการน้ำ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล  ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปผลการตรวจติดตามความก้าวหน้า ครั้งที่ 1 งานจ้างสำรวจและออกแบบโครงการบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย ปริญญา คัชมาตย์  ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและแนวทางบริหารจัดการน้ำ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต ณ ห้องประชุมอาคารศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC 7) สำนักงานชลประทานที่ 7 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

โฉมใหม่งาน ‘Thailand International Dog Show 2026’ ยกระดับสู่ ‘เฟสติวัลเพื่อคนรักสุนัข’ ครั้งแรกของประเทศไทย

โฉมใหม่งาน ‘Thailand International Dog Show 2026’ ยกระดับสู่ ‘เฟสติวัลเพื่อคนรักสุนัข’ ครั้งแรกของประเทศไทย

โฉมใหม่งาน ‘Thailand International Dog Show 2026’ ยกระดับสู่ ‘เฟสติวัลเพื่อคนรักสุนัข’ ครั้งแรกของประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.22 น.

ปิดฉากลงด้วยความสุขแบบไร้ขีดจำกัดระหว่างเจ้าของและสุนัขแสนรัก กับงาน  “Thailand International Dog Show 2026 Presented by Kaniva”  ซึ่ง บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ จำกัด ผู้สนับสนุนหลักภายใต้แบรนด์ คานิว่า (KANIVA) สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย โดยยกระดับจากงานแสดงสินค้าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น “Dog Community Festival” เฟสติวัลเพื่อคนรักสุนัขครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อตอบสนองการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทรนด์ Pet Humanization หรือพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกคนสำคัญในครอบครัวที่กำลังได้รับความนิยมในระดับโลก

กุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้เปรียบเสมือนวัยที่เติบโตอย่างเต็มที่และแข็งแรง ทางอิมแพ็คจึงได้ร่วมมือกับแบรนด์คานิว่า ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจ สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย สมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัขแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 100 ราย ในการเนรมิตพื้นที่จัดงานให้เป็นคอมมูนิตี้ระดับ World Class อย่างแท้จริง

ไฮไลต์สำคัญที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อตอกย้ำการพลิกโฉมเป็นเฟสติวัลในปีนี้ ประกอบไปด้วย กิจกรรม Kaniva x Dusit Thani College Exclusive Dining การเปิดประสบการณ์มื้ออาหารสุดหรูระดับ Fine Dining ที่รังสรรค์เมนูพิเศษให้เจ้าของและสุนัขได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเหนือระดับ ตามมาด้วย The Puppy School คลาสเรียนรู้จิตใจและสรีระของลูกสุนัขจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และ The Magic Treatment ศาสตร์การบำบัดเพื่อเพิ่มพลังความผ่อนคลายให้กับสุนัขด้วยศาสตร์เรกิและคลื่นเสียงบำบัด นอกจากนี้ภายในงานยังคงให้บริการตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ทำหมัน รวมถึงการจัดการประกวดกรูมมิ่งระดับนานาชาติอย่างครบครัน

ด้าน นิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ จำกัด ผู้สนับสนุนหลักภายใต้แบรนด์ KANIVA กล่าวเสริมว่า คานิว่ามีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงด้วยโภชนาการที่ดีมาโดยตลอด การผนึกกำลังกับอิมแพ็คในครั้งนี้จึงเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยให้เข้าถึงหัวใจของคนรักสุนัขและแมวมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ คานิว่ายังได้นำเสนอแคมเปญปรากฏการณ์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Kaniva No Pet Beauty Standard” เพื่อสื่อสารว่าสุนัขทุกตัวมีความสวยงาม มีเสน่ห์ และมีความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง โดยปราศจากกรอบของสายพันธุ์หรือมาตรฐานใด ๆ มาเป็นตัวตัดสิน ภายในงานจึงมีการจัด Runway Show ที่เปิดโอกาสให้น้องหมาและน้องแมวได้อวดความน่ารักในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตนเอง พร้อมด้วยกิจกรรมและโปรโมชันสุดพิเศษจากผลิตภัณฑ์คุณภาพของคานิว่าที่เตรียมมามอบความสุขให้กับผู้ร่วมงานทุกคน

Silicon Valley ผนึกกำลังสร้างคลาส AI ยกระดับศักยภาพคนไทยตั้งแต่ห้องเรียนสู่ภาคธุรกิจ

Silicon Valley ผนึกกำลังสร้างคลาส AI ยกระดับศักยภาพคนไทยตั้งแต่ห้องเรียนสู่ภาคธุรกิจ

Silicon Valley ผนึกกำลังสร้างคลาส AI ยกระดับศักยภาพคนไทยตั้งแต่ห้องเรียนสู่ภาคธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.04 น.

เทคโนโลยีก้าวไปเร็วมาก นวัตกรรมกำลังเข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมและระบบการทำงาน ทั้งหมด การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ วิศวกรระดับจูเนียร์หรือเจ้าของธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัวจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสามจึงได้รวมกลุ่มกัน จากผู้นำทางการศึกษา และวิศวกรอาวุโสจาก Silicon Valley ด้วยประสบการณ์ทำงานมากกว่า 10 ปี ในบริษัทระดับโลกอย่าง Amazon, Meta, Google, Databricks และ Robinhood Markets ระบบที่พวกเขาเคยสร้างและดูแลรองรับผู้ใช้ตั้งแต่หลักล้านจนถึงพันล้านคนทั่วโลก วันนี้พวกเขากลับมาเพื่อส่งต่อวิชาเดียวกันนี้ให้คนไทย

มาร์ช ไกรรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตัวเองที่สตาร์ทอัพใน Silicon Valley การนำ AI มาใช้ช่วยลดเวลาในการออกสู่ตลาดลงถึง 5 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากถึง 20 เท่า ในขณะที่พนักงานที่ไม่สามารถปรับตัวตามได้ทันก็ต้องถูกคัดออกไป

ที่ผ่านมา ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องคอยเช่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป จ่ายรายเดือน แถมยังต้องฝืนปรับการทำงานของทีมให้เข้ากับโปรแกรม แต่ AI พลิกเกมนี้ไปแล้ว วันนี้คุณสามารถสร้างแอปที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ในเวลาแค่ไม่กี่วัน คุณจะได้เป็นเจ้าของและควบคุมระบบทุกอย่างด้วยตัวเอง และนี่คือทักษะที่เราจะสอน

เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ SV Academy ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้ร่วมก่อตั้งสามคน ได้แก่ พรหม ปาลเดชพงศ์ นักการศึกษารุ่นใหม่ และสองวิศวกรจาก Silicon Valley อย่าง ไกรรัตน์ ไมรินทร์ (มาร์ช) และ ชาลี พิสุราช โดยมีโรงเรียนเลิศหล้าเป็นพันธมิตรรายแรกที่เปิดรับและร่วมนำร่องโครงการนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผ่านการเริ่มต้นสอนเด็กอายุ 10 ถึง 15 ปี

มาทำความรู้จัก 3 ผู้ร่วมก่อตั้ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อน SV Academy เริ่มกันที่

พรหม ปาลเดชพงศ์ (Prom Parndejpong)

“แอปที่ดีไม่ใช่แค่โค้ด แต่คือหน้าตา ความรู้สึก และวิธีที่คนใช้งานมันครับ”  

นักออกแบบและนักการศึกษารุ่นที่สองผู้เติบโตมาท่ามกลางโรงเรียนเลิศหล้า โรงเรียนสองภาษาที่ครอบครัวก่อตั้งขึ้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา Graphic Communication & Design จาก University of Sunderland สหราชอาณาจักร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและนวัตกรรมของโรงเรียนเลิศหล้า ในโครงการ SV Academy นี้ พรหมเป็นผู้ดูแลงานดีไซน์และประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหมด รวมถึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมและกลยุทธ์ระหว่างวิศวกรจาก Silicon Valley กับผู้ปกครองและเด็กๆ ในประเทศไทยอย่างอบอุ่น  

ไกรรัตน์ ไมรินทร์ หรือ “มาร์ช” (March Mairin)

 “ภารกิจของเราคือการลดช่องว่างระหว่าง Silicon Valley และประเทศไทย จนกระทั่งไม่มีช่องว่างนั้นเหลืออยู่”  

อดีตเด็กเชียงใหม่สู่การเป็น Senior Software Engineer ระดับแนวหน้าใน Silicon Valley มาร์ชจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคว้าปริญญาโทสาขา Bioengineering Innovation & Design จาก Johns Hopkins University ด้วยความหลงใหลในการสร้าง Product เขาฝึกฝนการเขียนโค้ดด้วยตนเองจนได้ร่วมทีมพัฒนา AI รุ่นบุกเบิกอย่าง Alexa ของ Amazon.com และสั่งสมประสบการณ์กว่า 10 ปีในบริษัทไอทีชั้นนำอย่าง Databricks, Uniswap และ Magic Eden วันนี้เขากำลังนำ Playbook และระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลกกลับมาขับเคลื่อนและยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยรุ่นใหม่ตั้งแต่ในห้องเรียนจนถึงภาคอุตสาหกรรม

ชาลี พิสุราช (Charlie Pisuraj)

“ความสำเร็จที่แท้จริงวัดจากสิ่งที่คุณสามารถส่งมอบได้ในยุคที่ความรู้มีราคาถูกลง ทุกคนสามารถทำได้หากมีเครื่องมือที่ถูกต้องอยู่ในมือ”  

แกนหลักทางด้านเทคนิค (Technical backbone) ของ SV Academy ชาลีสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering) จาก UC Irvine สหรัฐอเมริกา เขาเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเชิงลึกด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค (Technical Infrastructure) ที่เคยฝากผลงานการดูแลระบบหลังบ้านให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รองรับผู้ใช้ระดับหลายพันล้านคนมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Meta (Facebook), Wing (บริษัทโดรนภายใต้ Google X) รวมถึง Robinhood Markets ชาลีจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนการสอนเครื่องมือและการออกแบบระบบ (System Design) ที่ผ่านการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรไทยสามารถสร้างซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และพร้อมรองรับการขยายตัวในอนาคต  

SV Academy คือผู้สร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ สถาบันช่วยป้อนบุคลากรเข้าสู่องค์กรยุคใหม่ และติดอาวุธให้ผู้ประกอบการสร้างซอฟต์แวร์ของตัวเอง และนำไปใช้งานได้จริงในธุรกิจของตัวเอง

เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์นี้ ทางสถาบันได้ออกแบบหลักสูตรที่ครอบคลุม:

SV Academy Junior: สถาบันได้เริ่มจากคลาสเรียนของเด็กอายุ 10 ถึง 15 ปี ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราสามารถสอนเด็ก 10 ขวบให้สร้างแอปเป็นของตัวเองได้ แน่นอนเราก็จะสามารถสอนคนทุกช่วงอายุให้สามารถทำได้” โดยรุ่นที่ 1 ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน และหลักสูตรรุ่นที่ 2 จะเริ่มในวันที่ 5 กันยายน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ สร้างแอปพลิเคชันจากจินตนาการของตัวเอง และเปลี่ยนพวกเขาจากแค่ผู้ใช้งานทั่วไปให้กลายเป็นนักพัฒนานวัตกรรม

SV Academy Entrepreneurs and Business Owners: จากบทพิสูจน์ของคลาส SV Academy Junior เราได้เห็นถึงความสำคัญทางภาคอุตสาหกรรม และอยากนำระบบนิเวศจาก Silicon Valley กลับมายังประเทศไทย เราจึงเปิดหลักสูตรเข้มข้นสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ เริ่มคลาสแรกวันที่ 23 สิงหาคม โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมมาก่อน หลักสูตรนี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจมีนวัตกรรมใหม่โดยไม่ต้องจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์หรือซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ เราจะสอนการนำ AI มาใช้และเขียนแอปพลิเคชันจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างช่องทางรายได้ใหม่แบบก้าวกระโดด นอกจากนี้เรายังมอบพิมพ์เขียวในการสร้างนวัตกรรมพร้อมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่องค์กรสามารถดึงเข้ามาช่วยสนับสนุนได้ทันที เมื่อโปรเจกต์หรือเป้าหมายธุรกิจขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของทีมงานภายใน

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

•             Website: https://sv-academy.org/

•             Instagram: siliconvalley.academy

•             TikTok: @siliconvalley.academy

จาก ‘ควีนสิริกิติ์’ สู่ ‘ควีนสุทิดา’ กุหลาบแห่งพระเกียรติคุณ วิทยาการ และความภาคภูมิใจของคนไทย

จาก ‘ควีนสิริกิติ์’ สู่ ‘ควีนสุทิดา’ กุหลาบแห่งพระเกียรติคุณ วิทยาการ และความภาคภูมิใจของคนไทย

จาก ‘ควีนสิริกิติ์’ สู่ ‘ควีนสุทิดา’ กุหลาบแห่งพระเกียรติคุณ วิทยาการ และความภาคภูมิใจของคนไทย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.01 น.

กุหลาบ เป็นดอกไม้ที่สื่อความหมายได้ลึกซึ้งในด้านความรัก ความงาม และการเทิดพระเกียรติบุคคลสำคัญในหลายประเทศ โดยในบรรดากุหลาบพระนามาภิไธยที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง “ควีนสิริกิติ์” นับเป็นหนึ่งในกุหลาบที่มีความโดดเด่นทั้งด้านสีสันและความหมาย กุหลาบสีเหลืองอร่ามนี้ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่งานวิจัยกุหลาบของมูลนิธิโครงการหลวงในเวลาต่อมา

ด้วยแรงบันดาลใจนี้ มูลนิธิโครงการหลวง จึงได้ดำเนินงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กุหลาบอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยมุ่งพัฒนากุหลาบตัดดอกคุณภาพสูงที่เหมาะสมกับการปลูกบนพื้นที่สูงของประเทศไทย ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยโครงการหลวงสามารถพัฒนากุหลาบและขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชได้แล้วรวม 21 พันธุ์

หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เมื่อนักวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงได้ดำเนินการผสมพันธุ์กุหลาบ ณ หน่วยวิจัยขุนห้วยแห้ง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กุหลาบพันธุ์ Ocean Song เป็นแม่พันธุ์ และ Nightingale เป็นพ่อพันธุ์ เพื่อพัฒนากุหลาบตัดดอกสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพโดดเด่น และความเหมาะสมต่อการปลูกเลี้ยงบนพื้นที่สูงของประเทศไทย

ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561–2567 นักวิจัยของโครงการหลวงได้คัดเลือก ปรับปรุง และประเมินลักษณะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนได้กุหลาบลูกผสมสายพันธุ์ Rosa hybrida ‘Royal 3’ ซึ่งโดดเด่นด้วย สีม่วงพาสเทลอ่อนอันเป็นเอกลักษณ์ สีสม่ำเสมอใกล้เคียงเดิมแม้เมื่อบานเต็มที่ ขนาดดอกใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกซ้อน เรียงตัวแน่นอย่างเป็นระเบียบ และมีกลิ่นหอมอ่อนละมุน โดยดอกบานมีขนาดประมาณ 7.0–9.7 เซนติเมตร มีความเหมาะสมสำหรับการผลิตเป็นไม้ตัดดอกคุณภาพสูง ได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามกุหลาบสายพันธุ์นี้ว่า “ควีนสุทิดา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในศุภมงคลสมัยทรงเจริญพระชนมายุครบ 4 รอบพระนักษัตร 48 พรรษานับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่คณะนักวิจัยและมูลนิธิโครงการหลวง

กุหลาบ “ควีนสุทิดา” จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ เพราะเป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องของนักวิจัยไทย เป็นผลงานที่ต่อยอดจากแรงบันดาลใจของกุหลาบ “ควีนสิริกิติ์” และเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวงในการพัฒนากุหลาบตัดดอกคุณภาพสูงของประเทศไทย

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดประสบการณ์ BEYOND LASIK

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดประสบการณ์ BEYOND LASIK

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดประสบการณ์ BEYOND LASIK

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ จัดงาน “BEYOND LASIK : WHERE INNOVATION MEETS EXCELLENCE” ภายใต้แนวคิด “เดินทางสู่ความชัด ด้วยเทคโนโลยีและการดูแลที่เข้าใจคุณ” เพื่อเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการดูแลสายตาในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ไขค่าสายตา แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบคุณภาพการมองเห็นให้เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และแนวทางการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครบวงจร

รศ. พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เเละประธานศูนย์ตา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การมีคุณภาพการมองเห็นที่ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตและการทำงาน THE SiGHT จึงมุ่งดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครบถ้วนในทุกมิติ โดยคำนึงถึงทั้งคุณภาพการมองเห็นและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการแต่ละราย เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ เครื่องมือที่ทันสมัย และทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้มาตรฐานการดูแลที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนการรักษา ระหว่างการรักษา และการติดตามผลในระยะยาว

ภายในงานมี Talk Session หัวข้อ “The SiGHT–Beyond LASIK” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สบง ศรีวรรณบูรณ์ พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ คุณ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการแก้ไขสายตากับ THE SiGHT และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของคุณภาพการมองเห็นที่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ศ.เกียรติคุณ นพ.สบง ศรีวรรณบูรณ์  กล่าวว่า เทคโนโลยีการแก้ไขสายตาได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก LASIK สู่ ReLEx และ ReLEx Pro ซึ่งเป็นนวัตกรรมรุ่นใหม่ที่ช่วยลดการรบกวนเนื้อเยื่อกระจกตา เพิ่มความแม่นยำในการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยทุกขั้นตอนจะผ่านการประเมินอย่างละเอียด เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล

ด้านคุณ มาริโอ้ เมาเร่อ เล่าถึงประสบการณ์การแก้ไขสายตาว่า เดิมมีปัญหาสายตาสั้นและต้องพึ่งพาคอนแทคเลนส์มาเป็นเวลานาน ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษากับ THE SiGHT ซึ่งประทับใจในความละเอียดของทีมแพทย์และการดูแลในทุกขั้นตอน พร้อมยอมรับว่าหลังการรักษาช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้นอย่างชัดเจน และทำให้เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพการมองเห็นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือ Talk Session หัวข้อ “เจาะชีวิตคนเมือง – พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายตา” โดย พญ.บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์ และ ผศ. พญ.ปณตศม เง่ายุธากร  ที่ร่วมสะท้อนปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพดวงตาที่พบมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน ทั้งจากการใช้หน้าจอดิจิทัลเป็นเวลานาน การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมเมือง รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว พร้อมแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมสำหรับคนทุกช่วงวัย

ต่อเนื่องด้วยกิจกรรม RE-BALANCE : Yoga Session Mini Talk การดูแลสายตาแบบ Longevity โดย รศ. พญ.ชารีนันท์ จิรภาไพศาล และ ครูเอก พงศ์พิพัฒน์ เกียรติประพิณ ที่นำเสนอแนวคิดการดูแลสุขภาพดวงตาเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพองค์รวม ผ่านกิจกรรม Wellness และ Facial Yoga Workshop เพื่อส่งเสริมคุณภาพการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรม Doctor Small Talk โดย พญ.เพชรลดา ภิญโญเศรษฐ์ ที่พาผู้เข้าร่วมงานทำความรู้จักกับ ReLEx Pro เทคโนโลยีรักษาสายตารุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดการรบกวนเนื้อเยื่อกระจกตา และช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำพัฒนาการของเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ พญ.วรินยุพา พินิตภูวดล ร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการเลือกแนวทางแก้ไขสายตาให้เหมาะสมกับสภาพดวงตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล สะท้อนแนวคิดการดูแลสายตาแบบเฉพาะบุคคล   ที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการในยุคปัจจุบัน

นอกจากกิจกรรมบนเวทีแล้ว ผู้เข้าร่วมงานยังได้สัมผัส Experience Showcase และ Interactive Experiences ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแก้ไขสายตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ ReLEx Pro ผ่านนิทรรศการและสื่อจัดแสดงที่ช่วยอธิบายขั้นตอนการรักษา มาตรฐานการดูแล และแนวคิดการรักษาเฉพาะบุคคลของ THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

งาน BEYOND LASIK : WHERE INNOVATION MEETS EXCELLENCE จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของ THE SiGHT ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ในการยกระดับการดูแลสายตาไปไกลกว่าการแก้ไขค่าสายตา สู่การออกแบบคุณภาพการมองเห็นที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญของทีมจักษุแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการดูแลอย่างเข้าใจในทุกมิติของการใช้ชีวิต ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-419-2487 หรือ FB: The SiGHT by SiPH / Line official: https://lin.ee/nLdkq8I และ Website: http://www.siphhospital.com