Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: บทความพิเศษ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

บทความพิเศษ : เหลียวหลัง แลหน้า : จากเจ้าพระยาสู่อ่าวตังเกี๋ย ในสายตานักการทูต

Posted on February 16, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/711433

บทความพิเศษ : เหลียวหลัง แลหน้า : จากเจ้าพระยาสู่อ่าวตังเกี๋ย ในสายตานักการทูต

บทความพิเศษ : เหลียวหลัง แลหน้า : จากเจ้าพระยาสู่อ่าวตังเกี๋ย ในสายตานักการทูต

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 02.00 น.

ข้าพเจ้าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับการค้าการลงทุนในเวียดนามจากบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นวิสาหกิจของคนหนุ่มจากกรุงเทพฯร่วมกับแรงงานหนุ่มสาวในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผลิตสินค้าเยลลี่ ขนมขบเคี้ยวทานตั้งแต่วัยเด็กถึงผู้ใหญ่ โดยการสนับสนุนให้เครดิตลงทุนจากเอ็กซิมแบงก์ ข้าพเจ้าตอบรับไม่ลังเลที่จะไปร่วมในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ชานเมืองหาดใหญ่

เรามีผู้ดำเนินรายการ วิทยากรผู้บรรยายที่สัมผัสเรื่องการค้าการลงทุนของไทยในจีนและด้านอื่นๆ จากที่เคยเป็นผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์มาถ่ายทอด ข้าพเจ้าได้รับเชิญโดยตรงและได้รับมอบหมายเพิ่มจากนางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ผู้มีอาชีพหลักเป็นผู้บริหารของบริษัทเซ็นทรัลในเวียดนาม ให้มาเป็นผู้แทนประธานในพิธีอีกด้วย

ข้าพเจ้าเดินทางมาหาดใหญ่ด้วยรถไฟตู้นอนเดี่ยวปรับอากาศ ใช้เวลา 17 ชั่วโมง ท่านอื่นมาทางเครื่องบินหรือขับรถมาเอง มีคนร่วมเดินทางจำนวนคับคั่ง บริการสะดวกสบาย สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งโดยคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งอาจจะพอใจการเดินทางใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่อึกทึก เป็นโอกาสอันดีที่จะทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านไปและวางแผนสิ่งที่จะทำข้างหน้า สมกับชื่อหัวข้อการไปบรรยายครั้งนี้ คือ “เหลียวหลัง แลหน้า : จากเจ้าพระยาสู่อ่าวตังเกี๋ย” เกี่ยวกับเวียดนาม บนพื้นฐานที่เคยศึกษาและทำงานเกี่ยวกับเวียดนาม และรับราชการนานถึง 40 ปี

การบรรยายแก่นักธุรกิจหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งกระตือรือร้นที่จะเปิดตลาดการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสังคมนิยมเป็นพื้นฐาน แต่หลังปี 2529 ได้เลือกเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบการตลาดด้วยแนวคิด “โด๋ยเม้ย” โด๋ย คือ เปลี่ยน และ เม้ย คือใหม่ อีกทั้งมีการถอนกำลังทหารจากกัมพูชา ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย บรรดาประเทศเพื่อนบ้านและตะวันตก เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ

ในสายตาคนจำนวนมาก เวียดนามพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สูสีที่จะแซงประเทศไทย เนื่องเพราะ ประการแรก 1) เวียดนามเป็นตลาดใหญ่อันดับที่สามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ชายฝั่งทะเลยาวมาก 2) เวียดนามมีประชากรมากถึง 100 ล้านคน ซึ่งเป็นทั้งแรงงานและผู้บริโภคสินค้าอุปโภค-บริโภคจากไทย ซึ่งเป็นที่นิยมสูง เฉกเช่นจากจีน เศรษฐกิจใหญ่ทางตอนเหนือหของประเทศ เป็นแรงงานราคาย่อมเยา ปัจจัยดึงดูดต่อการลงทุนจากเอเชียตะวันออกและตะวันตกอย่างยิ่ง

3) เวียดนามมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง สั่งสมความมุมานะตั้งใจมั่นมาจากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเอกราชจากอาณานิคมจีน ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามและการปรับตัวครั้งใหญ่หลังสงครามยุติลง เหล่านี้ได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากผู้นำจิตวิญญาณ เช่น ประธานโฮจิมินห์ และลัทธิมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์ซึ่งหล่อหลอมขึ้นเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม ระหว่างการเดินทางนี้ พรรคฯ ผ่านร้อนผ่านหนาวผู้นำรุ่นหลังๆ ได้รับการทดสอบภาวะความเป็นผู้นำ ซึ่งผู้นำที่มีปัญหาคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจในทางที่ผิด ถูกระบบเข้าจัดการกวาดล้างเพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปเข้าบริหารผู้ที่ขาดความรู้ความสามารถทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายจะถูกทดแทน

ปัจจัยประการต่อมา 4) การได้รับยอมรับจากต่างประเทศ ประเด็นนี้กับการบริหารปกครองเดินทางไปด้วยกันสอดคล้องกัน เวียดนามบัดนี้ประพฤติตนเป็นผู้ยึดถือกฎระเบียบระหว่างประเทศ ไม่เป็นผู้เกเร มีการยอมรับให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศสำคัญๆ รวมทั้งเอเปกและการพบปะสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ ซึ่งมีขึ้นเมื่อไม่นานนี้ แม้ว่าการประชุมไม่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น แต่การเลือกกรุงฮานอยเป็นที่จัดการประชุมถือได้ว่าสร้างชื่อเสียงแก่เวียดนามอย่างมาก เพราะการเตรียมการทางด้านกายภาพ จราจร การรักษาความปลอดภัย การรักษาระเบียบวินัย การควบคุมฝูงชนในช่วงการประชุมถือว่าสำคัญมาก เรียกได้ว่า ในสัปดาห์นั้น โลกจับตามองไปที่เวียดนามโดยแท้

เวียดนามในยุคปัจจุบันจึงเป็นดินแดนแห่งโอกาสและการท้าทาย เพราะเหรียญๆ หนึ่ง มีสองด้านเสมอนักธุรกิจชาวไทยพึงพินิจพิเคราะห์ก้าวย่างในการไปทำการค้าและการลงทุน ยุคหลังโควิด-19 เปิดกว้าง การเดินทางไป-มาสะดวกขึ้นแล้ว

ในทางกลับกัน ไทยยังเป็นที่นิยมในเวียดนาม สินค้าส่งออกของไทยเป็นที่นิยมชื่นชม เราได้เปรียบดุลการค้า เราลงทุนอันดับต้นๆ มายาวนาน นักธุรกิจนักลงทุนไทยควรผนึกกำลังเพื่อไม่ทำงานลำพังโดดเดี่ยว ยุคสมัยใหม่ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีกลไกสำคัญๆ ที่น่าใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนของภาครัฐ คือ ทีมไทยแลนด์ หรือทีมประเทศไทย นั่นก็คือ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ที่กรุงเทพฯ ดังมีความร่วมมือกับสมาคมชมรมต่างๆ ในเครือข่าย และหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่นครโฮจิมินห์ ซึ่งทั้งสององค์กรสนับสนุนการทำงานที่เป็นปึกแผ่นกับภาคราชการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ การลงทุน การท่องเที่ยว การธนาคาร เรียกว่าทุกหน่วย

การเดินทางโดยรถไฟครั้งนี้นำไปสู่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภาคใต้ นอกเหนือจากการไปพบปะและร่วมการบรรยายแก่บุคลากรที่มีศักยภาพและสนใจนับร้อยเหล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสทบทวนบทเรียน พักผ่อน เปิดหูเปิดตาต่อสิ่งใหม่และความน่ารักของชาวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งมีร้านอาหารไทย จีน อร่อยอยู่มากมาย รองรับคนจากมาเลย์ สามจังหวัดแดนใต้ มีชีวิตที่สงบ เป็นระเบียบปลอดภัย รถราอาจจะมากสักหน่อย แต่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการใช้สัญญาณไฟจราจรอัตโนมัตินับถอยหลังตามจังหวะทุกสี่แยก ชีวิตปลอดภัย อยู่สุขสบาย

เมื่อถึงเวลาอันควร เจ้าภาพนำข้าพเจ้าไปส่งที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับสู่เมืองหลวงนักการทูตน้อยๆ กำลังจะพลิกหน้าหนังสือไปสู่หน้าถัดไป แม้นมิใช่ทหารหาญ แต่สโลแกนนี้โดนใจใช้ได้กับเรามืออาชีพ “ทหารแก่ไม่ตายลับไป หากเพียงแต่จะจางหายไป — ไปสู่คนรุ่นต่อไปนั้นแล”

คมกริช วรคามิน

อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : จะสร้างบ่อนถูกกฎหมาย เมื่อปลายสมัย

Posted on January 18, 2023 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/704935

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลายสมัยรัฐสภาปัจจุบัน คณะกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร หยิบยกเรื่องการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร ซึ่งรวมถึงการมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทยขึ้นมาศึกษา

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เพียงการตั้งชื่ออนุกรรมาธิการก็เห็นได้ชัดว่าเป็นการตั้งเพื่อสนับสนุนให้เปิดบ่อนอย่างถูกกฎหมาย ยิ่งกว่านั้นยังได้นำเสนอผลการศึกษา “กาสิโน” แบบถูกกฎหมาย ซึ่งในรายละเอียดมีการระบุว่าประชาชนกว่า 36.38% เห็นด้วยกับการมี “กาสิโน” แบบถูกกฎหมาย และเห็นด้วยกับการที่ภายใน กาสิโนถูกกฎหมาย ควรมีสถานบันเทิงแบบครบวงจรกว่า 80.67%

อีกครั้งกับความพยายามทำอบายมุขให้ถูกกฎหมาย

1) ตั้งแต่อดีต มักอ้างกันว่า หากเปิดบ่อนการพนันแล้ว จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอ้างว่า ธุรกิจการพนันมีเงินหมุนเวียนสูงนับแสนล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินหมุนเวียนในการพนันนั้นไม่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจเท่าใดนัก

คนละเรื่องกับเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการในตลาดค้าขายทั่วไป เพราะการเล่นพนันในบ่อน เงินได้เสียระหว่างคนเล่นกับเจ้ามือ เป็นเพียงการโอนเงินจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง โดยเงินของคนเล่นเสียก็ตกไปเป็นของคนที่เล่นได้ จำนวนเงินรวมทั้งหมด จึงเท่าเดิม

มิได้ผลิตสินค้าหรือบริการใดเพิ่มขึ้น จึงไม่เพิ่มรายได้ของระบบเศรษฐกิจส่วนรวม หรือไม่เพิ่มรายได้ประชาชาติ ไม่เหมือนกับการซื้อสินค้า ที่จะทำให้เกิดการผลิตสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตวัตถุดิบและแรงงาน ซึ่งเกิดการหมุนเวียนของรายได้และการผลิตอื่นๆ ตามมา

การพนันจึงไม่เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ แก่สังคมส่วนรวมมากอย่างที่เข้าใจ

หากภาครัฐจะได้ รายได้บ้าง ก็คงจะเป็นภาษีที่เก็บได้จากเจ้ามือที่ไปเอาเงินของผู้เล่นมาอีกต่อหนึ่ง หรือถ้ารัฐเป็นเจ้ามือเองก็คงเพียงแต่กินเงินชาวบ้านมาเข้ากระเป๋าตนเท่านั้นเอง

ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับต้นทุนทางสังคม ผลกระทบและความเสียหายที่มีต่อทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องเสียเวลา เสียโอกาสการทำมาหากิน เสียโอกาสการสร้างสรรค์ผลิตผลที่มีคุณค่ามากกว่านี้

ยังไม่นับถึงปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม และการทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น การฆ่าตัวตาย การจี้ ปล้น ลักทรัพย์ การยักยอกเงินบริษัท การเบี้ยวหนี้ธุรกิจ การทุบตีภรรยา การแย่งชิงมรดก การละทิ้งลูกเมียพ่อแม่ ฯลฯ

ตลอดจนค่านิยมในสังคมที่จะผิดเพี้ยนมากขึ้นไปอีก

2) สังคมไทยในปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก ผู้ด้อยโอกาสไม่ว่าจะประกอบอาชีพด้วยความขยันขันแข็งอย่างไร โอกาสที่จะเปลี่ยนสถานะและประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยากลำบาก

การเล่นการพนัน หวังเสี่ยงโชคเผื่อฟลุกปลอบประโลมใจว่าจะมีบางสิ่งดลบันดาลให้สามารถร่ำรวยได้ในพริบตา สิ่งนี้จึงมีส่วนที่ทำให้คนไทยชอบเล่นการพนัน จึงมีคนจำนวนหนึ่งอ้างว่าสันดานคนไทยก็เป็นเช่นนี้ คือชอบเล่นการพนัน เมื่อเลิกไม่ได้ก็ให้เล่นถูกกฎหมายเสียเลย

ในความเป็นจริงแล้วการพนันทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือบ่อนการพนันยิ่งสร้างความแตกต่างเหลื่อมล้ำของคนในชาติให้มากขึ้นไปอีก

3) อ้างกันอีกว่า มีบ่อนชายแดนไทย ทำให้เงินไหลออกไปเล่นบ่อนชายแดน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เจ้าของบ่อนชายแดนส่วนใหญ่นั้นก็เป็นคนไทย เพราะฉะนั้น ถ้านักพนันไทยเล่นได้เงิน ก็นำเงินกลับเข้าประเทศ ถ้าเจ้าของบ่อนได้ก็นำรายได้กลับเข้าประเทศ

แต่อันที่จริง หากไม่ต้องการให้คนออกไปเล่นการพนันที่บ่อนชายแดน ก็ยังมีหลากหลายวิธีที่ป้องกันและปราบปรามอย่างได้ผล เช่น การเข้มงวดเอาจริงกับการตรวจตราวิธีผ่านด่านชายแดน การควบคุมการนำเงินเข้า-ออก รวมถึงกลวิธีดัดนิสัยนักพนันตามที่ชอบไปเล่นตามชายแดนได้อีกมาก

4) อ้างกันว่า เมื่อมีบ่อนการพนันถูกกฎหมายแล้วก็จะได้แก้ปัญหาบ่อนเถื่อน บ่อนกลางกรุงบ่อนวิ่ง บ่อนลอยฟ้า ฯลฯ ข้อนี้ ก็เป็นข้ออ้างเลื่อนลอยอย่างยิ่ง

ไม่มีหลักประกันใดเลยว่า เมื่อมีบ่อนถูกกฎหมายแล้วจะไม่มีบ่อนเถื่อน

ที่ผ่านมา เมื่อมีสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยรัฐบาล ก็ยังปรากฏว่า มีหวยเถื่อนแพร่ระบาด

ปัญหาอยู่ที่ตำรวจและผู้มีอำนาจรัฐ จะเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือไม่

ถ้าเอาจริง เชื่อแน่ว่าจะปราบสิ่งผิดกฎหมายได้หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จะต้องลดน้อยลงกว่านี้มาก (ไม่ว่าจะหวยใต้ดิน บ่อนเถื่อน หรือการออกไปเล่นพนันตามบ่อนชายแดน)

5) มีข้ออ้างว่า หากมีบ่อนถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นแข่งขันกับบ่อนที่มีอยู่เดิม คงจะแย่งลูกค้ามาเข้าบ่อนใหม่ที่ถูกกฎหมาย รัฐจะได้เงินภาษีเพื่อนำมาใช้ในการกวดขันปราบปรามการเล่นการพนัน ตลอดจนรณรงค์ให้คนหยุดเล่นการพนัน

น่าสนใจว่า หากงบประมาณเพื่อใช้ในการกวดขันปราบปรามและรณรงค์ดังกล่าวมีประโยชน์ เหตุใดไม่นำเงินงบประมาณทั่วไปมาใช้

การเพิ่มจำนวนบ่อนที่ถูกกฎหมายจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดหรือไม่ ว่ารัฐก็ส่งเสริมการพนันและอยากได้เงินจากการพนัน ไม่ต่างอะไรกับเจ้าของบ่อนการพนัน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของรัฐ ที่ต่างก็อยากได้เงินจากการพนัน การพนันจึงกลายเป็นสินค้าที่ผู้มีอำนาจปรารถนา และอยากได้เงิน

กรณีนี้จึงต่างกับกรณีเก็บภาษีบาปจากเหล้าและบุหรี่มาใช้เพื่อรณรงค์ให้หยุดเหล้าหยุดบุหรี่ เพราะเหล้าและบุหรี่เป็นกิจการที่มีอยู่แล้วโดยรัฐเป็นเจ้าของ สัมปทานโรงเหล้า โรงเบียร์ และเป็นผู้ผลิตบุหรี่เสียเอง

6) บ่อนการพนันถูกกฎหมายยังจะเป็นแหล่งฟอกเงิน เป็นรากฐานขององค์กรอาชญากรรม และการทุจริตทางการเมือง เป็นช่องทางผ่องถ่ายผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่น และธุรกิจอิทธิพลนอกกฎหมาย

คงจำได้ อดีตนักการเมือง รมต.รักเกียรติ สุขธนะ เคยอ้างต่อศาลในคดีทุจริตว่า ตนเองได้เงินมาจากการเล่นการพนัน มิใช่การโกง แต่ยังดีที่กรณีนั้น ป.ป.ช. มีหลักฐานอื่นมาโต้แย้ง ทำให้ต้องจำนนด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง

หากเปิดบ่อนการพนันได้จริง บ่อนการพนันในเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์จะเป็นเครื่องมือฟอกเงินหรือปิดบังอำพรางการทุจริตประพฤติมิชอบของพวกตนได้ง่ายขึ้นหรือไม่

7) หากเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยมีบ่อนการพนันอย่างถูกกฎหมาย ย่อมเป็นความเข้าใจผิดมหันต์

ในความเป็นจริง เราเคยมีบ่อนถูกกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบ่อนจะได้รับชื่อบรรดาศักดิ์ว่า “ขุนพัฒนสมบัติ” สมัยนั้นทางการสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท

ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ยังได้กำหนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ย และสามารถเก็บภาษีได้ปีละ 500,000 บาท กระทั่งในปี พ.ศ. 2413 เฉพาะในแขวงกรุงเทพฯ ก็ยังมีบ่อนใหญ่ประจำอยู่ 126 ตำบล และยังมีบ่อนเบี้ยขนาดเล็กอีกประมาณ 277 ตำบล

แต่ในที่สุด ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯให้เลิกบ่อนการพนัน ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่าการมีราษฎรมัวเมาในการพนันย่อมเป็นเหตุนำไปสู่ความวิบัติ ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมในความมั่นคงของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับปรุงงานพระคลัง เพื่อหารายได้อื่นมาทดแทนรายได้จากอากรบ่อนเบี้ย โดยมีประกาศเริ่มลดจำนวนบ่อนลงเรื่อยๆ จนเหลือบ่อนอยู่เพียง 9 ตำบล ใน พ.ศ. 2453 แต่กว่าจะเลิกบ่อนการพนันในประเทศไทยได้ ก็แสนยากลำบาก กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้มีประกาศปิดบ่อนทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2460

อยากแนะนำให้ผู้ที่ต้องการนำการพนันให้ถูกกฎหมาย เพื่อหวังจะเป็นรายได้ให้สังคมและรัฐบาล ลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า

“ถ้าภรรยาหรือสามีของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน ครอบครัวของเราจะเป็นอย่างไร

ถ้าลูกสาว ลูกชายของเรา ตกเป็นทาสของการพนัน เราจะพอใจ สุขสบายใจได้ไหม…”

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2566(2023), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : เทคโนโลยี‘RPA’ พนักงานแห่งโลกอนาคต

Posted on December 22, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/699724

บทความพิเศษ : เทคโนโลยี‘RPA’  พนักงานแห่งโลกอนาคต

บทความพิเศษ : เทคโนโลยี‘RPA’ พนักงานแห่งโลกอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนโดย ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตอาจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ฯ, รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัย ด้านบรรษัทภิบาล
และการเงินเชิงพฤติกรรม และอาจารย์ประจำสาขาการเงินสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงิน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ หัวหน้าสาขาและอาจารย์ประจำสาขาวิชาการเงิน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ “ดิสรัป” (Disrupt) รูปแบบการทำงานที่แตกต่างจากแบบเดิมๆ ในอดีตเป็นอย่างมาก
อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งให้องค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation Technology) ตัวอย่างเช่น Robotic Process Automation (RPA) หรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้ง RPA และ AI สามารถเป็น “พนักงานดิจิทัล” (Digital Workers) ที่ช่วยทำงานแทนพนักงานได้จริงในงานหลายประเภทในปัจจุบัน

บริษัท UiPath ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน RPA ชั้นนำของโลกได้รายงานไว้ว่าเทคโนโลยี RPA เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายประมาณปี 2543 ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกจากการใช้ RPA ของ UiPath ในปี 2564 มีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นที่ถูกจัดว่ามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (GDP ของประเทศญี่ปุ่นในปี 2565 มีขนาดประมาณ 4.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อ้างอิงข้อมูลจาก IMF)

นอกจากนี้ UiPath ยังคาดการณ์ว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกจากการใช้ RPA ของ UiPath จะเพิ่มขึ้นไปถึง 55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 บริษัท Gartner ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา รายงานว่าในปี 2564 ตลาด RPA ได้เติบโตเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 31 ในขณะที่อัตราการเติบโตของตลาดซอฟต์แวร์ทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 16 แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี RPA เข้ามาประยุกต์ใช้เป็นจำนวนมากเพื่อช่วยในการทำงานดีขึ้น

RPA มีประโยชน์ต่อองค์กรในหลายด้าน โดยประโยชน์ที่เราทราบดีอยู่แล้วเช่น RPA สามารถลดค่าใช้จ่าย และลดเวลาในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ โดย Gartner ได้เผยข้อมูลว่า RPA ช่วยลดเวลาทำงานของแผนกการเงินไปถึง 25,000 ชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของเวลางานรวมทั้งหมดของพนักงาน 40 คนต่อปีใน 1 องค์กร อย่างไรก็ดี RPA ยังมีข้อดีแอบแฝงที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อน

โดย Deloitte บริษัทให้คำปรึกษาชั้นนำของโลกได้ยกตัวอย่างการใช้งานของ RPA ในบริษัท AstraZeneca ว่าโดยปกติบริษัทจะได้รับรายงานอันไม่พึงประสงค์จากผู้ป่วยที่ได้รับยาไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากที่บริษัทจะต้องเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ จากที่ในปี 2559 ขั้นตอนเหล่านี้เป็นการทำมือทั้งหมดโดยจะมีทีมเก็บข้อมูลจากฝั่งผู้ป่วยและเขียนรายงานออกมาเป็นจดหมายและอีเมลเพื่อส่งต่อให้ฝั่งแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงได้ถึงความถูกต้องของข้อมูล

โดย RPA ได้เข้ามาทำหน้าที่ทั้งหมดนี้แทน จึงทำให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจในด้านความปลอดภัยในด้านข้อมูลผู้ป่วยรวมไปถึงการทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทให้คำปรึกษาชั้นนำของโลกอย่าง Protivity ได้เสนอผลการสำรวจข้อดีของการใช้ RPA ในองค์กรและได้พบว่า ร้อยละ 22 ของผู้ตอบบอกว่า RPA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ร้อยละ 16 เสริมว่า RPA ทำให้คุณภาพของงานออกมาดีขึ้น

Schneider บริษัทชั้นนำของโลกทางด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าได้กล่าวว่าบริษัทใช้เวลาเพียง 2 วันครึ่งในการเริ่มใช้ RPA และได้ลดเวลางานของคนจาก 4 ชั่วโมงเหลือเพียง 2 นาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับของบุคลากรภายในองค์กร จึงทำให้เห็นได้ว่า RPA เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้บุคลากรหันมาปรับกระบวนการทำงานให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น บริษัท Deloitte ได้รายงานว่าบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นรายหนึ่งเผยว่าร้อยละ 50 ของงานที่แผนกขายเป็นงานธุรการ ซึ่งเมื่อ RPA ได้เข้ามาช่วยแบ่งเบางานเหล่านี้ ทีมจึงมีเวลาไปต่อยอดการบริการที่ดีต่อลูกค้า

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า RPA ไม่เพียงแต่ช่วยแบ่งเบาภาระงาน ประหยัดเวลาหรือลดค่าใช้จ่าย แต่ยังส่งผลให้องค์กรมีการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความแม่นยำและถูกต้องสูงขึ้น และยังสามารถทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นพนักงานขององค์กรเอง ลูกค้าและผู้รับบริการ ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น รวมทั้งยังส่งผลให้องค์กรได้เริ่มกระตุ้นการทำงานแบบดิจิทัล ซึ่งนำไปสู่ผลตอบรับที่ดีในด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

องค์กรตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่สามารถใช้ RPA ได้ โดย Andrej Karpathy นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Scientist) ผู้เชี่ยวชาญด้าน software 2.0 จากมหาวิทยาลัย Stanford ได้อธิบายไว้ว่า RPA ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ Low Code หรือ No Code ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรมก็สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ โดยเราอาจเคยได้ยินกันถึงการเขียนโปรแกรมแบบเก่าที่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโค้ดหรือภาษาทางเทคนิคอย่าง Python หรือ ภาษา C ถึงจะสามารถพัฒนาโปรแกรมด้วยตัวเองได้

ซึ่งการพัฒนาโปรแกรมแบบเก่านี้เรียกว่า software 1.0 แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นมาจนเรียกว่า software 2.0 ซึ่งเป็นการใช้โปรแกรมหรือเทคโนโลยีที่คนใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ดเลย หนึ่งในรูปแบบของ software 2.0 ทำงานโดยใช้ AI เขียนโค้ดแทนมนุษย์ผ่าน Neural Network การที่ RPA เป็น Low Code หรือ No Code จึงทำให้เข้าถึงง่ายใครๆ ก็สามารถใช้ได้

โดยสรุปเทคโนโลยี RPA สามารถเรียกได้ว่าเป็น“โรบอท” ในรูปแบบ software ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระงานอันมหาศาลให้กับผู้ประกอบกิจการและผู้ที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ โดยเทคโนโลยีนี้จะมาช่วยให้งานที่ต้องทำด้วยมือกลายเป็นงานอัตโนมัติ ทำให้งานที่ออกมามีความรวดเร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์หลายเท่า ในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากได้หันมาใช้ RPA ซึ่งมีประโยชน์มากมายที่มากกว่าการลดค่าใช้จ่ายในองค์กร และยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใด!!!

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘คนล้นเมือง-สังคมสูงวัย’ สร้างการเติบโตใหม่อย่างไร(จบ)

Posted on November 27, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/694591

บทความพิเศษ : ‘คนล้นเมือง-สังคมสูงวัย’  สร้างการเติบโตใหม่อย่างไร(จบ)

บทความพิเศษ : ‘คนล้นเมือง-สังคมสูงวัย’ สร้างการเติบโตใหม่อย่างไร(จบ)

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เดิมชื่อเรื่องว่า “Reinvent Growth อย่างไร เมื่อประชากรในเมืองมีมากเกินไปและสูงวัยขึ้น”ซึ่งเขียนโดย GJ van der Zanden, Senior Advisor & Visiting Professor Sustainability Leadership (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

(ต่อจากหน้า 5 ฉบับวันที่ 26 พ.ย.2565) เราต้องปรับตัวรับสังคมสูงวัย ไม่เพียงแต่การคงไว้ซึ่งผลิตภาพโดยรวม แต่รวมถึงการให้บริการแก่กลุ่มผู้สูงวัยนี้ด้วย ซึ่งทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจมหาศาลในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ทางไกล เทคโนโลยีด้านสุขภาพ โภชนาการผู้สูงวัย และความช่วยเหลือในการดำรงชีวิต รวมถึงการเชื่อมโยงทางสังคม

เฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเดียว ตลาดเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุคาดว่าจะมีมูลค่า 4.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 เพื่อรองรับผู้สูงวัย 600 ล้านคน ที่มีอายุมากกว่า60 ปี ตามรายงานของ Ageing Asia Alliance ญี่ปุ่นกำลังแสดงให้เห็นว่าการใช้หุ่นยนต์ช่วยมนุษย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าจะนำมาใช้แทนที่มนุษย์ สามารถช่วยให้ประเทศดูแลประชากรผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น และทำให้ผู้สูงวัยสามารถมีส่วนร่วมในการทำงานได้นานขึ้น

นอกจากนี้ ระบบ Automation ยังตอบโจทย์ในการรักษาผลิตผลทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในขณะที่มีปัญหาสังคมสูงวัยและจำนวนคนทำงานลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม Automation ที่เพิ่มขึ้นมักจะทำให้พนักงานสับสนในระยะแรกจริงอยู่ที่ Automation สามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงวัยได้หลายอย่าง แต่เราต้องลงทุนกับการพัฒนาบุคลากรและคิดทบทวนนโยบายการกระจายเทคโนโลยีควบคู่กันไป เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและจะไม่มีใครถูกลืม

ส่วนในฟินแลนด์ การทดลองปรับรายได้พื้นฐานทั่วประเทศในปี 2563 แม้จะไม่ได้เพิ่มการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมการทดลองดีขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับการสร้างการตอบรับเชิงบวกทางสังคม เช่น ระดับความไว้ใจในสังคมและสถาบันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างประสิทธิผลโดยรวมการทดลองของฟินแลนด์กระตุ้นให้เกิดการทดลองเพิ่มเติมกับแนวคิดนี้ในส่วนอื่นๆ ของโลก

นอกเหนือจากการหาวิธีแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีแล้วนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญกำลังเบนความสนใจไปยังพฤติกรรมการบริโภค เราสามารถช่วยให้คนในสังคมมีความสุขและมีสุขภาพดีขึ้นด้วยการสนับสนุนความเจริญทางด้านจิตใจมากกว่าทางด้านวัตถุได้หรือไม่? เมื่อคนเราอายุมากขึ้นและมีสติปัญญามากขึ้นก็มักจะเรียนรู้ว่า “สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนั้นได้มาฟรี” เช่น การเข้าถึงจิตใจของตนเอง การเข้าใจเพื่อนหรือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ บางทีประชากรสูงวัยอาจเห็นคุณค่าทางวัตถุน้อยลงและนิยมปรัชญาชีวิตเพิ่มขึ้น

อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น FMCG แฟชั่น การท่องเที่ยว อาหาร รีเทล เป็นผู้สร้างแบรนด์และสร้าง เทรนด์การบริโภคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ผู้สร้างแบรนด์มีความพร้อมมากในการนำไปสู่ การบริโภคแบบ “dematerialise” โดยไม่ลดคุณค่าของสินค้า แต่เน้นในคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด หรือโดยการเปลี่ยนค่านิยมของผู้บริโภค

วัฒนธรรมการทำอาหารญี่ปุ่นดูเหมือนจะใช้หลักปรัชญานี้ได้เป็นอย่างดี เช่น ในการเสิร์ฟสตรอเบอร์รี่ลูกเดียวเป็นของหวานตอนจบมื้ออาหาร นับเป็นสุดยอดการนำเสนออาหารมื้อค่ำพิเศษแบบมินิมอล เมื่อใดที่เราเรียนรู้และนำปรัชญานี้มาใช้และจะชื่นชมว่าคำว่า “Less is more” หรือ “น้อย (สิ่ง) คือมากกว่า (ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น)” เมื่อนั้นเราอาจจะเดินมาถูกทางที่จะนำไปสู่ความเติบโตแบบยั่งยืน

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ป่วยจิต’ห้ามรับเข้าทำงาน(จบ) ‘ดูแลใจคนในองค์กร’นี่ก็สำคัญ

Posted on November 6, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/690302

บทความพิเศษ : ‘ป่วยจิต’ห้ามรับเข้าทำงาน(จบ)  ‘ดูแลใจคนในองค์กร’นี่ก็สำคัญ

บทความพิเศษ : ‘ป่วยจิต’ห้ามรับเข้าทำงาน(จบ) ‘ดูแลใจคนในองค์กร’นี่ก็สำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ย. 2565)

ในยุคที่สังคมมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงแบบไม่ทันตั้งตัวส่งผลให้ผู้คนต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิตที่กระทบทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ไปจนถึงสังคมโดยรวม นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต เผยข้อมูลสถานการณ์สุขภาพจิตไทยในปัจจุบันว่า โรคทางจิตเวชที่พบบ่อย ซึ่งมีความชุกมากกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนประชากร เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ติดสารเสพติด เด็กสมาธิสั้น

ส่วนโรคทางจิตเวชที่มีความรุนแรง เช่น จิตเภท ไบโพลาร์ เด็กออทิสติก โดยมีการแบ่งปัญหาสุขภาพจิตเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มป่วยและกลุ่มไม่ป่วย ซึ่งในกลุ่มไม่ป่วยก็สามารถมีปัญหาสุขภาพจิตได้ เช่น ปัญหาการฆ่าตัวตายที่มากกว่าร้อยละ 50 ไม่ใช่การเจ็บป่วยทางจิตเวช และความรุนแรงในสังคม มากกว่าร้อยละ 95 เกิดจากคนที่ไม่ได้ป่วยทางจิตเวช

“เนื่องจากประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมโรคทางจิตเวช จึงทำให้มีอัตราการเข้าถึงบริการสูง แต่พบปัญหาสำคัญคือ ยังขาดคุณภาพของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ ซึ่งการดูแลด้านสุขภาพจิตไม่ใช่แค่การเข้าถึงบริการ แต่ควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลทางจิตสังคม เพื่อการรักษาอย่างมีคุณภาพ” นพ.ยงยุทธ ระบุ

สำหรับกรณีการตรวจสุขภาพจิตก่อนเข้ารับราชการ โดยมีการเสนอให้โรคทางจิตเวชที่มีอาการเด่นชัดรุนแรงหรือเรื้อรังเป็นลักษณะต้องห้าม นพ.ยงยุทธให้ข้อมูลและข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “โรคทางจิตเวชที่พูดถึงคือกลุ่มรุนแรง ซึ่งถ้ามีอาการรุนแรง แนวโน้มไม่น่าจะสามารถสอบผ่านเพื่อเข้าทำงานได้ แต่กว่าร้อยละ 90 มักพบว่ามีปัญหาสุขภาพจิตหลังจากที่เข้าทำงานแล้ว” ดังนั้นการปรับปรุงกฎ ก.พ. ที่มีเจตนาเพื่อให้ได้คนทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการคัดกรองตั้งแต่แรกเข้าทำงาน อาจไม่เกิดประโยชน์ แต่อาจส่งผลกระทบทางลบตามมาแบบได้ไม่คุ้มเสีย

เช่น อาจทำให้เกิดการรังเกียจและตีตรา รวมถึงมีการหลีกเลี่ยง ไม่เข้ารับการรักษาหรือเข้ารับการรักษาโดยไม่ลงทะเบียน เพื่อไม่ให้มีประวัติในการรับราชการ ทั้งที่อาจเป็นแค่โรคซึมเศร้าที่สามารถรักษาแล้วกลับไปทำงานและใช้ชีวิตปกติได้ ส่วนคณะกรรมการการแพทย์ก็จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจที่ชัดเจนลำบาก ซึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและขยายความ นพ.ยงยุทธ มองว่า แต่ละองค์กรควรมีระบบดูแลสุขภาพจิตของคนทำงาน

ตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษา นอกจากตรวจสุขภาพกายประจำปีแล้ว ควรมีการตรวจสุขภาพจิตประจำปีด้วย โดย “หน่วยทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรควรมีความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพจิตของคนทำงานทั้งกระบวนการ และใช้แนวคิดป้องกัน รักษา ฟื้นฟู เพื่อให้สามารถทำงานได้ปกติ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกื้อกูลกัน และไม่ผลักคนเหล่านั้นไปเป็นปัญหาของสังคมโดยรวม

“ก่อนที่จะออกแบบระบบเรื่องใดๆ ก็ตามสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างชัดเจนและถูกต้อง” โดย ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ย้ำถึงความสำคัญขององค์ความรู้จากงานวิจัยว่า ปัญหาแต่ละเรื่องจะมีจิ๊กซอว์หลากหลายชิ้นที่เราต้องรวบรวมให้ครบ และหาขอบว่ามีเรื่องอะไรบ้างเป็นกรอบคิด ตลอดจนมีกระบวนการอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง

“ทุกกระบวนการล้วนต้องการองค์ความรู้จากงานวิจัยในการสนับสนุนทั้งสิ้น ตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย การคัดกรอง การดูแลและรักษาโรค ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการมีงานทำของกลุ่มจิตเวช/จิตสังคม นอกจากนั้น อคติและทัศนะของคนในสังคมก็ยังเป็นโจทย์ที่ต้องปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่ เพื่อให้กลุ่มจิตเวช/จิตสังคมไม่ถูกตีตรา และรู้สึกปลอดภัย พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลเพื่อการเข้าสู่กระบวนการรักษาให้อาการดีขึ้นและสามารถกลับมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ” ทพ.จเร กล่าว

อีกทั้งยังมีข้อมูล mental health in workplace ระบุว่า “การมีงานทำช่วยให้คนมีสุขภาพจิตดี แต่งานก็ทำให้คนมีปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้นสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลกำลังคนวัยทำงานของประเทศ ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตระหว่างการทำงาน ไม่น้อยไปกว่าการคัดกรองคนเข้าทำงาน” และถ้าหลักฐานทางการแพทย์ไม่มีประสิทธิผลที่จะนำมาใช้ในการคัดกรองคนเข้าทำงาน การดูแลสุขภาพจิตระหว่างทางก็น่าจะเป็นโจทย์วิจัยที่ต้องร่วมกันออกแบบ เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม และสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้เวทีดังกล่าวยังมีการระดมสมองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงประเด็นปัญหาสุขภาพจิต จิตเวช และจิตสังคม ซึ่งข้อมูลจากผู้เข้าร่วมฟังเวทีเสวนาฯ ส่วนใหญ่สะท้อนว่า ปัญหาที่พบ หรือ Pain Point ของเรื่องดังกล่าวจะเป็นการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตเวชหรือคนพิการทางจิตสังคม ขาดระบบบริการดูแลอย่างต่อเนื่อง การนำเสนอของสื่อที่มักตีตราผู้ประสบปัญหา การเผยแพร่ข้อมูลความรู้ยังมีน้อยและเข้าไม่ถึง ขาดการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย เป็นต้น ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

โดยมีแนวทาง เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้เข้าถึงระบบบริการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น การจัดกระบวนการพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเลือกโจทย์วิจัยที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากสำนักงาน ก.พ. จะนำไปพิจารณาประกอบการร่างกฎ ก.พ. ให้มีความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดแล้ว

สวรส.ก็จะรวบรวมทุกประเด็นเพื่อนำไปพัฒนากรอบและโจทย์วิจัย ตลอดจนการจัดกระบวนการจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมต่อไป!!!

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘ฐานข้อมูล’ประกันโอกาส ‘เด็กจนพิเศษ’เรียนจนถึงฝั่ง

Posted on October 25, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/687555

บทความพิเศษ : ‘ฐานข้อมูล’ประกันโอกาส  ‘เด็กจนพิเศษ’เรียนจนถึงฝั่ง

บทความพิเศษ : ‘ฐานข้อมูล’ประกันโอกาส ‘เด็กจนพิเศษ’เรียนจนถึงฝั่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.25 น.

“ความยากจนข้ามรุ่น” และ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย โดยเฉพาะเยาวชนจากครอบครัวยากจนจำนวนมาก ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือมากกว่าภาคบังคับ ซึ่ง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า ข้อมูลจากองค์การยูเนสโก พบไทยมีเยาวชนจากครัวเรือนฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ เพียง 8 ใน 100 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้น้อยกว่าเด็กที่มาจากครัวเรือนร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศถึง 6 เท่า!

เยาวชนเหล่านี้ไม่ได้ขาดความสามารถและศักยภาพการเรียนรู้ หากแต่เป็นเพราะการเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา จากเศรษฐานะของครอบครัวและปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เอื้อต่อการเข้าถึงโอกาส จึงทำให้เด็กไม่สามารถเรียนต่อ ทั้งนี้ มีผลวิจัยชี้ว่ามี “เด็กช้างเผือก (Resilient Students)” ซึ่งแม้จะมาจากครัวเรือนยากจนที่สุดของประเทศ แต่สามารถสอบผ่านเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาได้

ฐานข้อมูลของ กสศ. ระบุว่า “ปีการศึกษา 2565 มีเยาวชนจากครัวเรือนที่ยากลำบากที่สุด 20,018 คน หรือราวร้อยละ 14 ของจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่อยู่ในระบบการศึกษาชั้น ม.3 เมื่อปีการศึกษา 2561 สามารถสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย” ซึ่ง ดร.ไกรยส มองว่า ตัวเลขนี้อาจเป็นจำนวนไม่มาก แต่นับว่ามีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น โดย กสศ. ได้เริ่มพัฒนากระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษด้วยวิธีวัดรายได้โดยอ้อม (Proxy Means Test : PMT) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย

เพื่อชี้เป้าหมายเด็กและเยาวชนที่มีชีวิตยากลำบาก ร้อยละ 15 ของประเทศ ให้ได้รับเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค จาก กสศ. ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่าครองชีพ ให้สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะกสศ.เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษาเพราะความยากจนระดับรุนแรง แม้ว่ารัฐจะมีมาตรการเรียนฟรีก็ตาม และที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า กลไกของทุนเสมอภาคช่วยทำให้นักเรียนยากจนพิเศษมาเรียนมากขึ้น และทำให้จำนวนเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาน้อยลงเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการศึกษาและประเมินผลที่ กสศ.ทำตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พบว่า “การทำให้เรื่องโอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ยั่งยืนได้สำหรับนักเรียนยากจนพิเศษ คือการปิดช่องว่างระหว่างหน่วยงาน และเชื่อมต่อฐานข้อมูลในการส่งต่อนักเรียนยากจนพิเศษให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรและเข้าถึงการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น” ทั้งนี้ การสนับสนุนเด็กช้างเผือกได้รับการศึกษาสูงสุดอย่างเต็มศักยภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจของ “ระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา” ที่ กสศ. ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

รวมทั้งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และที่ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษ ที่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ผ่านระบบ TCAS และส่งต่อข้อมูลไปยังมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนทั่วประเทศ เพื่อให้จัดหาทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นอย่างรอบด้าน

การมีระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา จะช่วยให้ประเทศไทยมีระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว (Longitudinal Database) ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดของประเทศจำนวนมากกว่า 1.9 ล้านคนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กเยาวชนเหล่านี้ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาและสามารถศึกษาต่อไปจนถึงระดับสูงสุดตามศักยภาพตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา

“ระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เป็นเครื่องมือให้หน่วยงานด้านนโยบาย สามารถกำหนดเป้าหมาย และติดตามความก้าวหน้าในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษาของประชาชนคนไทยจากครัวเรือนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน เช่น หากกระทรวง อว. ต้องการกำหนดเป้าหมายด้านความเสมอภาคทางการศึกษา

ให้นักเรียนยากจน/ยากจนพิเศษมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า ใกล้เคียงกับนักเรียนจากครัวเรือนที่มีฐานะดีในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศรายได้สูงภายใน 10 ปี ระบบก็จะสามารถช่วยเป็นเครื่องมือในการจัดทำนโยบาย (Policy Instrument) และ เป็นเครื่องมือติดตามนโยบาย (Policy Monitoring) ในการลดความเหลื่อมล้ำจาก 6 เท่า เหลือ 1.4 เท่าได้” ดร.ไกรยส กล่าว

อนึ่ง “ตลอดเส้นทางหลักประกันโอกาสทางการศึกษาไม่เพียงใช้ความร่วมมือและทรัพยากรจากภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการระดมทุนและทรัพยากรจากภาคเอกชน และประชาชนที่สนใจอยากร่วมสนับสนุนความเสมอภาคทางการศึกษา” ให้แก่เด็กเยาวชนที่ยังขาดโอกาสในการส่งเสริมพัฒนาอย่างเต็มที่ เช่น โครงการ “ลมหายใจเพื่อน้อง” ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ โครงการ “ก้าวเพื่อน้อง” โดยมูลนิธิก้าวคนละก้าว ที่ช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นรอยต่อที่หลุดจากระบบให้กลับมาเรียน

หรือการที่ กสศ. ได้ร่วมมือกับบริษัทแสนสิริ และ SCB ในการออกหุ้นกู้ระดมทุนมูลค่า 100 ล้านบาท เพื่อทำงานในพื้นที่จังหวัดราชบุรีเป็นเวลา 3 ปี ในโครงการ “Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียน” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนเด็กเยาวชนนอกระบบในจังหวัดให้เหลือศูนย์ โดย ดร.ไกรยส ชี้ว่า โอกาสทางการศึกษา คือการลงทุนที่สร้างผลกระทบและให้มูลค่าตอบแทนที่สูงที่สุดต่อประเทศ

โดยเฉพาะการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ให้เด็กเยาวชนสามารถก้าวข้ามช่วงชั้น และพัฒนาตนเองในระดับการศึกษาที่สูงที่สุดเท่าที่ศักยภาพจะพาไปถึง ซึ่งจะส่งผลถึงรายได้จากการประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา โดยประชากรกลุ่มนี้จะเป็นคนรุ่นแรกของครอบครัวที่จบการศึกษาสูงกว่าพ่อแม่ ที่เดิมมีค่าเฉลี่ยระดับการศึกษาสูงสุดเพียงชั้นประถมศึกษาหรือเทียบเท่า แล้วเมื่อวันที่คนรุ่นนี้มีรายได้สูงขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน ย่อมหมายถึงการเปิดประตูสู่โอกาสในชีวิตที่มากกว่า

และแน่นอนว่า..จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ และหยุดวงจรความยากจนที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นให้สิ้นสุดลง!!!

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : วัฒนธรรมไทย กับความอยู่รอดของ ‘ชาติไทย’ และ ‘คนไทย’

Posted on October 11, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/685692

วันอังคาร ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ได้กล่าวไว้แล้วว่า การมีวัฒนธรรมไทยที่ดี มีส่วนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

แล้วยังไม่พออีกหรือ ที่ประเทศไทยจะอยู่ไม่รอดทั้งๆ ที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางสังคม (ที่รอการพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นจากกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา ฯลฯ) แล้ว

ไม่ต้องพูดถึงภัยสงคราม ภัยจากมหาอำนาจ ที่สามารถใช้ความรุนแรงทางอาวุธ (Hard Power) เข้ามาทำให้ประเทศเล็กๆ อยู่รอดไปไม่ได้ ยังมีภัยอื่นอีกที่ยังคุกคาม “ชาติไทย” และ “คนไทย” อยู่

ประการแรกได้แก่

สังคมผู้สูงอายุ

“สังคมผู้สูงอายุ” อันเป็นสถานการณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นตัวถ่วง ให้เราอยู่ในสังคมโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันได้ยาก

ตามเอกสารของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ในปี พ.ศ.2564 คนไทยมีประชากร 66.7 ล้านคน แต่มีผู้สูงอายุถึง 12.5 ล้านคนตกลงคนไทยประมาณ 4 คน ก็ต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน หากหักจำนวนเด็กในวัยทารกและในวัยเรียนออกเสียสัก 12.5 ล้านคน คนไทยในวัยทำงาน 3 คนก็จะต้องดูแลผู้สูงอายุ เช่น พ่อแม่ของตน 1 คน และดูแลลูกในวัยศึกษาอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน จึงเท่ากับว่า ในปี 2564 คนทำงานเพียง 3 คน ต้องรับผิดชอบผู้ที่ไม่ได้ทำงานอีก 2 คน

งบประมาณการเงินของรัฐสำหรับผู้สูงอายุปี 2564 ประมาณ 80,000 ล้านบาท เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการปี 2564 อีก 270,000 ล้านบาท
รวมเป็น 350,000 ล้านบาท

หากลองมานั่งพิจารณาอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยลดเหลือ 60 ล้านคน ในจำนวนนี้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน คนไทย 40 ล้านคน ก็จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 20 ล้านคน แต่ถ้าใน 40 ล้านคนนี้ กำลังเป็นเด็กหรืออยู่ในวัยเรียนเสีย 20 ล้านคน ก็จะเหลือเป็นคนทำงานเสียเพียง 20 ล้านคน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 20 ล้านคน และเด็กในวัยเรียนอีก 20 ล้านคน

หรือนัยหนึ่ง คนทำงาน 1 คน ต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน และเด็กอีก 1 คน

เมื่อจำนวนคนเกิดลดลง จำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น จำนวนคนทำงานก็น้อยลง GDP และภาษีรายได้ก็ต้องลดน้อยลง แล้วรัฐจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเป็นสวัสดิการของรัฐสำหรับผู้สูงอายุและสำหรับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

คิดแล้ว ก็ออกจะเห็นใจคนไทยรุ่นน้องและรุ่นลูกหลาน ที่อยู่ในวัย 20-50 ปี โดยเฉพาะคนที่ยัง “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” หวังได้รับสวัสดิการของรัฐยามชรา ว่ารัฐจะมีเงินพอดูแลท่านหรือไม่

และเราจะอยู่รอดกันได้อย่างไร

เราจะหาแรงงานจากไหน มาเพิ่มผลผลิต เพิ่ม GDP และเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล เพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐ รวมทั้งสวัสดิการผู้สูงอายุ ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เราควรจะต้องคิดหาทางลัด โดยการย้อนไปคำนึงถึงอดีตเมื่อร้อยปีเศษ สมัยที่ประเทศไทยมีพลเมืองเพียง 7-8 ล้านคน และเพียง 11 ล้านคน (ปี พ.ศ.2472) และต่อมา 14 ล้านคน (ปี พ.ศ.2480) ประเทศไทยเราเปิดกว้างให้แก่ชาวต่างประเทศให้เข้ามาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานรถไฟ งานไปรษณีย์ โทรเลขโทรศัพท์ งานตำรวจ งานป้องกันประเทศ งานเดินเรือ งานเดินอากาศ เราก็ได้ชาวต่างประเทศมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงพัฒนางานเหล่านี้ขึ้นมา

นอกจากนั้น เรายังต้องนำเข้าแรงงาน จากประเทศใกล้เคียง มาขุดคลองรังสิต, คลอง 1- คลอง 15, คลองสรรพสามิต การสร้างทางรถไฟ ฯลฯ แล้วเปิดโอกาสให้เขาได้อยู่ต่อไปในประเทศ และอาศัยวัฒนธรรมในส่วนที่เข้มแข็งและเป็น Soft Power ของเรา (เช่น ภาษาไทย ขนบธรรมเนียมไทย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ศิลปกรรมไทย สถาปัตยกรรมไทย ประเพณีไทย (สงกรานต์, ปีใหม่) การร้องรำทำเพลง, การทำบุญตักบาตร, ฯลฯ ทำให้ชาวต่างชาติเหล่านั้น ติดใจและซาบซึ้งในวัฒนธรรมของไทย และกลายเป็นกำลังคน (Man Power) อันสำคัญต่อมาจนทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยพระบรมราโชบายอันชาญฉลาดและมองการณ์ไกล ของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ในอดีต ยิ่งถ้าคนต่างชาติเหล่านี้ มีผลงานดีมีความจงรักภักดี ก็ยังได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นขุน หลวง พระ พระยา เจ้าพระยา บริหารประเทศและธุรกิจต่างๆ อยู่มากมายในปัจจุบัน รวมทั้งการใช้ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เหมาะสมแก่บรรดาผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จากทิศทางต่างๆ รอบประเทศ

ปัจจุบัน ระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของเรา ทำให้นโยบายต่างๆ ไม่สามารถต่อเนื่องได้ นักการเมืองไม่มีเวลาจะมาคิดสร้างชาติหรือคิดว่าทำอย่างไรประเทศไทยจะอยู่รอด (Survive) ในโลกแห่งการแข่งขัน เพราะมัวแต่คิดว่า ทำอย่างไรตน พรรคพวก และพรรคการเมืองของตน จึงจะอยู่รอด ทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่อำนาจบริหารได้ เพื่อมีลู่ทางในการ “หากล้วย” ไว้ใช้เลี้ยงลิงต่อไป

จึงเห็น ข้าราชการประจำของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นี่แหละ ที่มีความต่อเนื่อง (Continuity) ที่น่าจะยังมีอุดมการณ์ ความสามารถในการสร้างความคิด นำความคิดเพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย ออกมาปฏิบัติในระยะยาวได้ รวมทั้งการนำนโยบายภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มาใช้ให้เหมาะสม

ในเมื่ออดีต เรายังสามารถใช้อำนาจละมุน (Soft Power) ของเรา มาเป็นกำลังอันสำคัญในการพัฒนาประเทศจนถึงจุดในวันนี้ได้ ขณะนี้เราก็มีแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดย MOU ครั้งละ 3 ปี และไม่ถูกกฎหมาย โดยเดินเข้า-ออกประทับตรา ตม. ทุกๆ เดือน อีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

เราก็น่าจะมีนโยบาย ทำให้เขาเหล่านี้ เป็นคนไทย เป็นกำลังคน (Man Power) ที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศไทยสืบต่อไป ซึ่งวิธีการทางวัฒนธรรม ก็มีอยู่มากมาย เช่น

1.เปิดการสอนภาษาไทยระดับต่างๆ ให้แรงงานเหล่านี้ ได้เรียนในวันหยุดทำงาน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

2.สอนวัฒนธรรมไทย ศิลปกรรม จริยธรรม เพื่อเป็นกำลังคนที่ดีของไทยในอนาคต

3.เปิดสอบเทียบวุฒิโดย กศน. เพื่อการก้าวสู่ความมั่นคงของเขาในอนาคต

4.เปิดสอนวิชาชีพที่ประเทศเราต้องการให้แรงงานเหล่านี้

5.เข้าไปร่วมจัดงานรื่นเริงให้แก่แรงงานต่างด้าว ให้มีการรำวงประกวดร้องเพลงไทย แต่งกายไทย แข่งขันเรียงความภาษาไทย การกล่าวปาฐกถาภาษาไทย เป็นต้น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

6.ผู้ที่มีลูกหลานติดตามมา เรียนจนจบมัธยมปลาย หรือเรียนมหาวิทยาลัย ให้พ่อแม่ได้มีสิทธ์เป็นคนไทยได้ง่ายขึ้น

7.เปิดให้แรงงานชั่วคราวเหล่านี้ ให้ขอรับสัญชาติไทยได้ เมื่อได้ผ่านเกณฑ์ที่ทางการได้กำหนดไว้ (โดย มท., วธ., ศธ.) ร่วมมือกันวางเกณฑ์ที่ไม่ต้องให้เขาต้องไปเสียเบี้ยบ้ายรายทางอีก

ส่วนกฎเกณฑ์ควรจะเป็นอย่างไร ท่านสอบถามเอาจากคนไทยที่ไปได้สัญชาติอื่นมา ว่าเขามีวิธีวางกฎเกณฑ์อย่างไร การทดสอบอย่างไร ก็คงจะเป็นทางลัดได้

หากเราเริ่มคิด เริ่มทำเสียตั้งแต่บัดนี้ เราก็จะมีกำลังคนเข้ามาทดแทนกำลังจากจำนวนคนไทยปัจจุบัน ที่กำลังลดน้อยถอยลง แต่ต้องรับภาระผู้สูงอายุมากขึ้น ได้ทันการ

ปัญหาความอยู่รอด (Survival) ของชาติไทยและคนไทย ก็จะลดน้อยถอยลง

ประการที่สอง

ได้แก่

ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

การอยู่รอดของชาติไทย อีกประการหนึ่ง ก็ได้แก่

การใช้วัฒนธรรมแบบอำนาจละมุน (Soft Power) เข้าไปใช้กับภูมิภาคหรือผู้คนในท้องถิ่นที่ยังนิยมความแตกต่าง ให้คนไทยเหล่านั้นรู้จักภาษาไทย พูดไทยได้ทุกคน เรียนโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักสูตรที่ใช้กันในราชอาณาจักรไทย

องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ควรส่งเสริมให้วัฒนธรรมได้กลมกลืนกัน นอกจากการจัดพิธีไหว้ครู ในโรงเรียน จัดรำวงไทยในงานรื่นเริง การประกวดแบบไทย ก็ต้องมีการรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเซิ้งกระติ๊บข้าว หรือรำรองเง็ง หมอลำ หรือรำโนห์รา

วิธีนี้น่าจะได้ผลดีกว่าการใช้กำลัง (Hard Power) และสิ้นเปลือง
งบประมาณน้อยกว่ามาก

ข้าราชการประจำ จะต้องยึดหลัก “ลดความแตกต่าง สร้างความกลมกลืน เพื่อความยั่งยืน ของสังคมไทย” สืบต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่น โดยไม่ต้องรอนักการเมือง ซึ่งเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาบ่อยๆ

ให้ทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ ในความเป็นคนไทย และความเป็นชาติไทย เดียวกัน

ว่า ที่นี่คือบ้านเกิด (Birth Place), เมืองนอน (Homeland) และแดนตาย (Eternal Sanctuary) ของพวกเราชาวไทย

และเราทุกคน ได้มีส่วนร่วมในการสร้างชาติไทย ขึ้นมา

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

Posted on September 4, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/677473

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

บทความพิเศษ : ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์ แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565, 02.00 น.

หมายเหตุ : บทความ “ทองคำยังเป็นสรวงสวรรค์แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่” ร่วมเขียนโดยคณาจารย์จาก สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์, ผศ.ดร.ภัทเรก ศรโชติ และ รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส

โลกของเราในปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากโรคระบาดต่างๆ ทั้งไวรัสโควิด-19 และฝีดาษลิง หรือแม้แต่ความผันผวนในราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ และราคาอาหารที่เกิดจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน รวมถึงความไม่ลงรอยของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งส่งผลทำให้เงินเฟ้อในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความลำบากอย่างมากให้กับประชาชนทุกภาคส่วน นักธุรกิจทั้งในระดับเล็ก กลาง ใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม “ท่ามกลางความผันผวนมากมายเหล่านี้ สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักจะฝากความหวังไว้” และมักจะใช้เป็นทางออกสำหรับการ “หนีตาย” ในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวนก็คือ “ทองคำ” ในบทความนี้ คณะผู้เขียนมีความตั้งใจที่จะนำข้อคิดจากงานวิจัยชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของทองคำในการเป็น “สรวงสวรรค์แห่งความปลอดภัย” หรือ “Safe Haven Asset” มาเล่าสู่กันฟัง

อ้างอิงงานวิจัยของศาสตราจารย์ Dirk Baur แห่งมหาวิทยาลัย Western Australia (UWA) และ ศาสตราจารย์ Brian Lucey จากวิทยาลัยทรินิตี้ของมหาวิทยาลัยดับลิน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในงานวิจัยในด้านสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดชิ้นหนึ่งในโลก (กว่า 1,800 ครั้งใน Google Scholar) ได้นิยามสินทรัพย์แห่งความปลอดภัย ไว้ว่า “สินทรัพย์แห่งความปลอดภัยจะต้องเป็นสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนไม่ติดลบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สินทรัพย์หลัก (เช่น หุ้น) เข้าสู่ภาวะวิกฤต”

นอกจากนี้ “หากสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยยังมีผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงเวลาที่สินทรัพย์หลักเข้าสู่ภาวะวิกฤต สินทรัพย์แห่งความปลอดภัยนี้จะถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง หรือ Strong Safe Haven Asset” ดังนั้นนิยามของศาสตราจารย์ Dirk Baur และศาสตราจารย์ Brian Lucey ข้างต้น จะไม่สนใจเลยว่าสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยจะมีผลตอบแทนเป็นอย่างไรในช่วงเวลาปกติ

“เพราะอะไรทองคำถึงมักถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัย?” เหตุผลหลักหรืออาจจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ทองคำถูกจัดเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยคือ “การที่นักลงทุนทั่วไปเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จัดว่ามีความเสี่ยงต่ำมากโดยเฉพาะในภาวะวิกฤต” ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทำให้เกิด “คำถามสำคัญถึง 2 คำถาม” นั่นคือ 1.คุณลักษณะอะไรของทองคำที่ทำให้นักลงทุนทั่วไปมีความเชื่อเช่นนี้? สามารถอธิบายได้จากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Dirk Baur (และ Thomas McDermott)

ซึ่งถือว่าเป็นงานวิจัยที่สำคัญที่ใช้หลักการของ“เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics)”มาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าทองคำเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤต โดยงานวิจัยได้ให้เหตุผลว่า “ในยามที่โลกอยู่ในภาวะวิกฤตที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนจะเลือกใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ในอดีตที่นึกถึงได้ง่ายและเด่นชัดที่สุด เพื่อการตัดสินใจให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด (แม้ว่าอาจไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุด)”

ซึ่งสำหรับนักลงทุนหลายคนแล้ว “ภาพของทองคำที่เป็นสีเหลืองทองส่องสว่าง จับต้องได้จริง รวมทั้งประสบการณ์ที่ดีของทองคำในอดีตที่ถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange) อย่างแพร่หลายทั่วโลก หรือแม้แต่การที่ประเทศต่างๆ ยังคงเก็บและใช้ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศ” ทำให้นักลงทุนคิดเหมือนๆ กันว่า ทองคำน่าจะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยได้ในภาวะวิกฤต

คำถามสำคัญคำถามที่สองที่นักลงทุนทุกคนควรตั้งคำถามนี้อยู่ตลอดเวลาคือ 2.ทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยอยู่หรือไม่? เพราะการที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยได้นั้นขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อ”ของนักลงทุนทั่วไป ศาสตราจารย์ Dirk Baur (และ Thomas McDermott) ได้เคยกล่าวไว้ในงานวิจัยอย่างน่าสนใจว่า “ทองคำมีโอกาสที่จะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยเพียงชั่วคราว หรือจนกว่านักลงทุนจะหมดความเชื่อมั่นในคุณค่าของทองคำ”

ดังนั้น “ถ้าเมื่อไหร่การลงทุนในทองคำสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อนักลงทุนในช่วงภาวะวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า โอกาสที่นักลงทุนจะหมดความเชื่อมั่นอย่างถาวรในคุณค่าของทองคำก็เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้สูง” เพื่อตอบคำถามที่สำคัญนี้ คณะผู้เขียนได้ทำโครงการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภชแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยโครงการวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลักที่จะตอบคำถามว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤตโควิด-19 อยู่หรือไม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของทองคำกับสินทรัพย์หลักอย่าง S&P500 (ดัชนีหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทในสหรัฐอเมริกา) ทั้งนี้ “ความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ในอดีตสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงวิกฤตในอดีต อย่างเช่น วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (ช่วงปี ค.ศ. 2000-พ.ศ.2543) และวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (ช่วงปี ค.ศ. 2007-พ.ศ.2550) ราคาทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาของ S&P500 ปรับตัวลดลงในช่วงวิกฤต”

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ในปัจจุบัน โดยช่วงเวลาที่นำเสนอจะเป็นช่วงเวลาก่อนและหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงช่วงเวลาที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน สิ่งที่น่าสนใจ คือ “ความความสัมพันธ์ของทองคำกับ S&P500 ดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้เกิดความผันผวนในราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและอาหาร รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับการปรับตัวลดลงของราคา S&P500”

ดังนั้นสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์ของทองคำกับราคาสินทรัพย์หลักอย่าง S&P500 อาจไม่เหมือนเดิมอย่างในอดีต (ที่เวลาหุ้นตก ทองคำมักจะปรับตัวขึ้นเสมอ)” นอกจากนี้โครงการวิจัยได้ใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติที่เป็นมาตรฐานในการพิสูจน์ว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยในภาวะวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่หรือไม่ ซึ่งโครงการนี้พบหลักฐานทางสถิติที่สอดคล้องกับคำกล่าวข้างต้น

“อนาคตของทองคำ?” ผู้เขียนเชื่อว่าทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญของนักลงทุนที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้ อย่างไรก็ดี ข้อคิดที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ “ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” (uncertainty is certainty) การที่ทองคำเคยมีคุณลักษณะเป็นสินทรัพย์แห่งความปลอดภัยที่แข็งแกร่งในอดีต อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถยืนยันได้ในอนาคตว่าทองคำจะมีคุณลักษณะเช่นนี้ตลอดไป ดังนั้นการตระหนักถึงความไม่แน่นอน รวมถึงการยอมรับถึง “สิ่งที่เราไม่รู้” เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตและการลงทุนอย่างไม่ประมาท

และให้เข้าใจในประโยคที่เรามักจะได้ยินกันตลอดเวลาว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

(บทความพิเศษ)ถ้าคิดได้ให้ช่วยคิด เห็นด้วยให้ช่วยทำ : เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เข้าคุกได้

Posted on September 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/676563

วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 02.00 น.

ข่าวที่ฮือฮาปลายสัปดาห์ที่แล้ว ก็ได้แก่ข่าวที่ศาลสูงสุดของมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา สั่งจำคุก 12 ปี นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตั้งแต่ปี 2009 – 2018 รวมเวลา 9 ปี และทีวี.ทั่วโลกก็ออกข่าวนาจิบเดินเข้าคุกไปอย่างเข้มแข็ง

แต่ยังมีคดีตามหลังมาอีก 42 คดี ทั้งคดีโกงใหญ่ โกงเล็ก โกงน้อย ซึ่งหากตัดสินทุกคดีแล้ว จะรวมเป็น กี่ปีก็ไม่ทราบ

ส่วนประเทศสารขัณฑ์ ก็เคยมีคดีแบบเดียวกันมากราย นายกรัฐมนตรีก็เคยถูกศาลตัดสินจำคุกอยู่ 2-3 ราย แต่ส่วนใหญ่ผู้ติดคุกเป็นผู้ที่รับบัญชามา หรือร่วมกระทำผิด จึงมีรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี CEO และคณะผู้บริหารธนาคาร และรัฐวิสาหกิจ ติดคุกกันมากมาย น่าจะนับเป็นร้อยคนเศษ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

“ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด, ถ้าเห็นด้วย ให้ช่วยทำ”

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะโครงสร้างรัฐธรรมนูญ (กฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศ) ไปยึดประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)ที่กำหนดให้ “ที่มา” ของหัวหน้าฝ่ายบริหารและผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนพลเมืองของประเทศนั้นๆ ว่า ต้องมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ หรือนัยหนึ่ง

มาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (และสมาชิกวุฒิสภา) หรือ

มาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่ง สส. มากที่สุด หรือ

มาจากพรรคการเมืองหลายพรรครวมกัน จนได้เสียงข้างมาก

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงจำเป็นต้องสร้างมุ้ง จำเป็นต้องหากล้วย (ไว้เลี้ยงลิง) หรือหาเงิน (ไว้เลี้ยง สส.) การคอร์รัปชั่นโดยใช้อำนาจบริหาร การทำธุรกิจการเมือง (Money Politics) จึงเกิดขึ้นทั่วไปในประเทศที่มีวัฒนธรรมอ่อนแอ (Soft Culture) ซึ่งผู้คนไม่สู้จะมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของพลเมืองยังมีน้อย และในประเทศที่ค่อนข้างยากจน เงินสามารถซื้อเสียงผู้ลงคะแนนได้

ขอจำแนก “ที่มา” ของผู้เข้ามาใช้อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยทั้งสาม ของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แทนพลเมืองในประเทศ ดังนี้

อำนาจบริหาร (Executive Power)

เป็นอำนาจในการบริหารบ้านเมือง บังคับบัญชาและบริหารกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ มีอำนาจใช้งบประมาณมากมายในแต่ละปี มีอำนาจออกพระราชกฤษฎีกาและระเบียบข้อบังคับของฝ่ายบริหาร มีอำนาจบังคับบัญชาทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจได้ และมีช่องทางทุจริตประพฤติมิชอบได้มากมายหลายทาง รวมทั้งมีช่องทางในการสับเปลี่ยน โยกย้าย หรือลงโทษข้าราชการประจำ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ทั่วประเทศ

จึงทำให้ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ผู้เข้ามาเล่นการเมืองและพรรคการเมือง ดิ้นรนจะเข้าไปสู่อำนาจบริหาร แย่งกันเข้าไปเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย

ในสภาพที่มีมา 90 ปีแล้ว “ที่มา” ของฝ่ายบริหารก็ได้แก่

1.การปฏิวัติรัฐประหาร คือที่มาอันดับ 1

ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 คณะทหารที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เรียกตนเองว่า “คณะราษฎร” ก็นำรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาใช้ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)

ทหารเองจึงเป็น “ที่มา” อันดับแรก ของการใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย และเราก็มีรัฐบาลทหารอันเกิดจากการรัฐประหารติดตามมาอีกหลายชุดเริ่มจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พ.ศ.2476-2481), พลตรีหลวงพิบูลสงคราม (พ.ศ.2481-2485) และ (พ.ศ.2491-2500)

ต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำการรัฐประหารและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยอยู่ถึง 6 ปี (พ.ศ.2501-2506) และจอมพลถนอม กิตติขจร ก็สืบต่อการปฏิวัติรัฐประหารมาจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516

ทหาร ซึ่งเป็น “ที่มา” ของการใช้อำนาจบริหาร (เป็น นรม.และครม.) ในระยะเริ่มต้นของประชาธิปไตยไทย มีความตั้งใจจริงจังที่จะให้ประเทศไทยไปได้สวยจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงได้มีการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีการแต่งตั้งบ้างเลือกตั้งบ้างเพื่อให้มีฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นมา รวมทั้งลงไปเล่นการเมืองแบบรัฐสภา โดยใช้คะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ หากแพ้เสียงใน พ.ร.บ.สำคัญ ก็ลาออกไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาเองก็ต้องลาออกและกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหารใหม่ถึง 5 ครั้ง จอมพลป.พิบูลสงคราม 6 ครั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร 4 ครั้ง

2.ที่มาอันดับ 2 ของ การเข้าสู่อำนาจบริหาร (จากนักการเมือง หรือผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของฝ่ายนิติบัญญัติ

พอเรามีประชาธิปไตยเต็มใบ เมื่อทหารปล่อยให้การเข้าสู่อำนาจบริหารเป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) เราจึงได้มีนายกรัฐมนตรีชื่อ ควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 4 ครั้ง (1 ปีเศษบ้าง, 52 วันบ้าง, 150 วันบ้าง), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง (136 วันบ้าง, 27 วันบ้าง, 169 วันบ้าง) ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง (รวม 152 วัน), พลเรือตรี ธำรงนาวาสวัสดิ์ 2 ครั้ง (รวม 1 ปี 79 วัน), พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 2 ครั้ง (2 ปี 203 วัน)

จะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไม่ได้สร้างเสถียรภาพ (Stability) ให้แก่ฝ่ายบริหารเลย เราจึงต้องมีรัฐบาลที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ได้ไม่นาน ไม่มีเวลาพัฒนาประเทศ มัวแต่สร้างมุ้งเอาไว้ให้ สส.ในสังกัดอยู่บ้าง ปลูกกล้วยไว้เลี้ยงลิงบ้าง ยกเว้นบางท่าน เช่น นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ได้ถึง 3 ปี 92 วัน

สรุปแล้ว “ที่มา” ของการเข้ามาใช้อำนาจบริหารโดยการปฏิวัติรัฐประหารของทหารบ้าง โดยการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ (สส., สว.) มาใช้อำนาจบริหารบ้าง นำความล้มเหลวมาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะรัฐบาลขาดเสถียรภาพ ความเจริญก้าวหน้าจึงไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน ที่เราเคยนำเขามาในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 อันได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ และอีก 2 ประเทศ คือ เวียดนามและอินโดนีเซีย ที่กำลังก้าวเลยเราไปอย่างช้าๆ แต่แน่นอน

หากเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทย วันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะเห็นผู้ใช้แรงงานคนไทย ต้องเดินข้ามพรมแดนเข้าไปขายแรงงานที่เวียดนาม ลาว และเขมร เช่นเดียวกับที่กำลังทำอยู่แล้วกับมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือประเทศในตะวันออกกลาง

หากเรามีกลไกหรือโครงสร้างที่ทำให้ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพ กลไกที่ทำให้คนดีมีคุณธรรม ได้คนเก่งทั้งความรู้และประสบการณ์ในการบริหาร และคนที่มีความกล้าหาญในการกำจัดคนชั่ว และส่งเสริมคนดี เหมือนกับในอดีตก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยและประเทศไทยก็จะอยู่ในเส้นทางขาขึ้น จะมีความสุขมากขึ้น มีการอยู่ดีกินดีมากขึ้น เท่าเทียมอารยประเทศในโลกตะวันตก (ซึ่งกำลังประสบปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังอยู่ในขาลง)

อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอำนาจทั้งสาม ได้แก่ อำนาจบริหาร (Executive Power), อำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power), และอำนาจตุลาการ (Judiciary Power) เป็นอำนาจสูงสุดของพลเมืองของแต่ละประเทศ จะต้องมีการถ่วงดุล (Balance of Power) กันให้เหมาะสม

เมื่อนายกรัฐมนตรี ครม.ในคณะ และบรรดาข้าราชการและลูกจ้างของรัฐทำผิดกฎหมาย เช่น ทุจริต ประพฤติมิชอบ ละเว้นการกระทำตามหน้าที่ศาล (อำนาจตุลาการ) ก็ย่อมตัดสินลงโทษให้เข้าคุกได้ เช่น กรณีของนายนาจิบ ราซัค นรม.มาเลเซีย และกรณีต่างๆ ของไทย

เมื่อตุลาการและผู้ที่อยู่ในส่วนงานให้ความยุติธรรม ทั้งกลางน้ำ ต้นน้ำ(อัยการ, ตำรวจ) มีอำนาจมากไป หรือมีความล่าช้าในการตัดสิน ฝ่ายนิติบัญญัติ ย่อมสามารถออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาได้ หรือเมื่อกลางน้ำ ต้นน้ำ ชอบปล่อยให้คดีขาดอายุความหรือสั่งไม่ฟ้องฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ชอบที่จะแก้ไขได้โดยออกกฎหมายมาใช้กับฝ่ายตุลาการ อัยการ ตำรวจ

ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy)จึงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ไม่มีความสมดุล เพราะฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารเสียเอง จะแย่งชิงกันเพื่อเข้าไปเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร เมื่อได้เป็นแล้วก็พยายามเลี้ยงดูคนในสังกัดของตน เพื่อรักษาฐานเลี้ยงไว้ โดยการหาเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องงดเว้นหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลฝ่ายบริหาร ซึ่งมาจากเสียงข้างมากในสภาฯ รวมทั้งไม่สนใจในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากฝ่ายอื่น

ส่วนฝ่ายค้าน ก็พยายามหาทางล้มล้างรัฐบาลอย่างเดียว ไม่ว่าประเทศชาติจะเสียหายเพียงใด ไม่ว่าจะต้องก่อการจลาจลหรือเผาบ้านเผาเมือง หรือจนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองก็ยอม เพื่อให้ฝ่ายตนเข้าไปสู่อำนาจบริหารบ้าง

ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยนำมาใช้อยู่ 90 ปีแล้ว ไม่ว่า “ที่มา” จะมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร หรือ “ที่มา” จากการเลือกตั้ง สส., สว.ก็ตาม ผลก็จะเหมือนกันหมด จนประเทศไม่เจริญก้าวหน้าเท่าเทียมประเทศอื่น หรือกำลังล้าหลังจนไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน

จึงจำเป็นต้องแก้ไข “ที่มา” ของผู้ใช้อำนาจบริหารแทนปวงชนชาวไทยเสียที โดยไม่ให้มี “ที่มา” จากฝ่ายนิติบัญญัติ

จึงควรที่พวกเราจะต้อง “ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด ถ้าเห็นด้วย ให้ช่วยทำ”

ศิริภูมิ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

บทความพิเศษ : ‘สูตรแก้เศรษฐกิจ:ตรึงดีเซล-เร่งลงทุน’

Posted on August 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/674260

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ข้อที่ 1 ต้องให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 20 บาท ต่อลิตร พร้อมห้ามส่งออกดีเซล กลับสั่งให้ไปตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไว้ที่ 35 บาทต่อลิตร แล้วกลับ ปล่อยให้น้ำมันเบนซินลดราคาลงไป แทนที่จะให้น้ำมันเบนซินแนฟต้า น้ำมันเตาขึ้น ตามราคาขึ้นลงของน้ำมันดิบ และยังไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อลดหนี้กองทุนน้ำมันที่สุพัฒนพงษ์ ก่อทำขึ้นมา 1 แสนล้านบาท และไม่ลดภาษีสรรพสามิต ทั้งหมดการที่ไม่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 20 บาทต่อลิตรและไม่ลดภาษีสรรพสามิต จะทำให้สินค้าราคาขึ้นมาอย่างน้อย 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

นี่จะเป็นอีกเหตุหนึ่งของเงินเฟ้อ โดยที่รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากภาษีสรรพสามิตน้อยมากเพราะมีการหนีภาษี สู้ลดภาษีสรรพสามิตทั้งหมดแล้วราคาน้ำมันลงมา โดยรัฐบาลไม่ต้องนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยจนกองทุนน้ำมันเป็นหนี้แสนล้านบาทจะดีกว่า

ข้อที่ 2 หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ของประชาชนนับสิบล้านไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้คนจนจนลง แล้วท้ายที่สุดก็จะเกิดกลียุคขึ้น วิธีแก้ไขที่ถูกต้องจะต้องพิจารณาดูว่าเหตุที่เกิดภาวะนี้เพราะเกิดโรคระบาดโควิดรัฐบาลออกกฎหมายฉุกเฉินประกาศ lockdown ทั้งประเทศทำให้ธุรกิจเล็กๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนเกิด NPL ไปทั่ว กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องประชุมหารือออกระเบียบให้สถาบันการเงินเรียกลูกหนี้มาประนอมหนี้รับสภาพหนี้โดยสถาบันการเงินให้พักการชำระหนี้ไป 5 ปี แต่บันทึกดอกเบี้ยปีละ 1% และให้เริ่มผ่อนชำระคืนภายหลัง5 ปี

ระหว่างนี้ต้องให้ลบชื่อออกจาก Credit Bureau เนื่องจากเหตุสุดวิสัยเพื่อลูกหนี้สามารถกู้เงินที่รัฐบาลจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยถูกให้ผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ไปประกอบอาชีพใหม่ได้ ด้วยวิธีนี้สถาบันการเงินก็ไม่ต้องบันทึกบัญชีเป็นหนี้เสีย แต่สามารถบันทึกเป็นกำไรได้ รัฐก็สามารถเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น

ข้อที่ 3 เรื่องเกี่ยวกับ นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้า ที่จะนะ รัฐบาลก็มาทำเต้นแร้งเต้นกาว่าให้เดินต่อไปและก็บอกข้าราชการให้เร่งรัด แต่ไม่รู้ว่าเร่งรัดอะไร ที่เป็นรูปธรรม

ที่จริงต้องเร่งรัดให้ โรงไฟฟ้าที่ ครม.อนุมัติแล้วให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อนและให้การส่งเสริมกับธุรกิจทุกชนิดที่มีอยู่ในโครงการแต่รัฐมนตรีพลังงานที่ดูแลกิจการโรงไฟฟ้า ก็สั่งเบรกไม่ให้มีโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นซึ่งเท่ากับเป็นมวยล้มต้มคนดู

ข้อที่ 4 ขณะนี้นักวิชาการ โดยเฉพาะนายธนาคารทั้งหลายต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างว่าเพื่อลดเงินเฟ้อตามแบบอเมริกาโชคดีที่ผู้ว่าแบงก์ชาติยังไม่เห็นด้วย ขณะนี้เงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากคนมีเงินที่มากเกินไป แล้วไล่ซื้อสินค้าต่างๆ เพื่อเก็งกำไร ทำให้เกิดเงินเฟ้อในระบบ แต่ที่ราคาสินค้าต้องขึ้นมาเนื่องจากน้ำมันดีเซลขึ้นมามาก การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

ในทางตรงกันข้าม กลับจะสร้างทุกข์เข็ญให้กับประชาชน ซึ่งเข้าไม่ถึงเงินกู้เพราะแต่ละคน ก็ล้วนเป็น NPL คนที่มีเงินเหลือ ฝากกินดอกเบี้ยก็ได้ดอกเบี้ยจากธนาคารไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ต่อปีในขณะที่คนต้องการใช้เงินเพื่อไปประกอบการค้าก็เจอ NPL ไม่สามารถกู้เงินได้ ต้องไปกู้เงินดอกเบี้ยแขก อย่างน้อยวันละ 1% ปีละ 360 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่กู้ได้ แบงก์ก็หาวิธีที่จะรีดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยอ้างว่าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดค่าเงินเฟ้อซึ่งไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้าม จะทำให้พ่อค้าเพิ่มราคาสินค้าขึ้นเป็นการเพิ่มเงินเฟ้อ มากกว่าลดเงินเฟ้อ ฉะนั้นไม่ควรให้แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยเด็ดขาด ถ้าต้องการลดเงินเฟ้อ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, บทความพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,905,079 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ผบ.ทบ. เซ็นคำสั่งโยกย้าย ทหารระดับพันเอก 174 นาย จัดแถว ‘ทหารราบ-ม้า-รบพิเศษ’
ริชชี่ เปิดใจครั้งแรก! ปัดพูดเหตุเลิก ก็อต รับบางครั้งเราอาจเลือกผิด
นายกฯสั่งขรก.WFH วอนเอกชนร่วมมือ ยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหาฝ่าวิกฤต
สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน
“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
กรุงศรีชวนสนุกรับสงกรานต์สไตล์อีโค่! กับแคมเปญ ‘สาดสุขให้สนั่น สุดมันส์แบบยั่งยืน’
อนุทินชูความเชื่อใจ นำภูมิใจไทยก้าวสู่ปีที่ 18 มุ่งสร้างเอกภาพพรรคร่วม
‘SOURI’ ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว ‘Hamburger Fatcaron’ กับขนมหวานยอดนิยมที่ทั้งหลอกตาและดึงดูดใจกว่าที่เคย

Recent Posts

  • AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
  • เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน
  • เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป
  • เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน
  • ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d