จัดการให้อยู่หมัด ‘เงินเฟ้อ’ผู้ร้ายขโมยค่าเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574270

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

จัดการให้อยู่หมัด ‘เงินเฟ้อ’ผู้ร้ายขโมยค่าเงิน

เรื่อง ภาดนุ ภาพ Pixabay

การประหยัด การจัดการใช้จ่ายเงิน และการทำเงินให้งอกเงย คือแนวทางความมั่นคงทางการเงิน แต่หลายคนอาจคิดแบบง่ายๆ ว่า ถ้าเช่นนั้น หากเราอยู่เฉยๆ มีเงินเท่าไรก็เก็บอย่างเดียวโดยไม่ต้องไปลงทุน เพื่อให้มันงอกเงยก็ได้ไม่ใช่เหรอ เพราะอย่างน้อยเงินมันก็ไม่หายไปไหน

ภานุศร เครือปัญญาดี ผู้เขียนหนังสือ “อยากรวยเร็ว รวยแบบยั่งยืน ต้องให้เงินทำงาน” บอกว่า การเก็บเงินที่มีอยู่ให้ดี เช่น เก็บธนบัตรไว้อย่างดีที่สุด หรือเก็บตัวเลขในบัญชีให้คงเดิมไปนานๆ นั้น อาจจะไม่ทำให้ตัวเลขในบัญชีหรือธนบัตรจางหายไปก็จริง แต่เชื่อมั้ยว่า แม้ตัวเลขมันจะคงเดิม แต่ค่าของมันก็อาจลดลงไปตามกาลเวลาได้

เงิน 1,000 บาท ในวันนี้อาจเหลือค่าแค่ 900 บาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า และลดลงเรื่อยๆ ในปีต่อไปก็ได้

ธรรมชาติของเงินที่คุณจะลืมไม่ได้ก็คือ เงินในโลกนี้มีจำกัด แม้จะมีการผลิตธนบัตรใหม่ๆ ออกมาตลอดก็ตาม แต่กระนั้นด้วยอัตราเงินเฟ้อและการผันผวนทั้งหลายก็อาจทำให้เงิน 1,000 บาท ในปัจจุบัน มีค่าเท่ากับ 100 บาทของเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเท่านั้นเอง

ฉะนั้น การปล่อยให้เงินในกระเป๋าของคุณอยู่กับที่เช่นนั้น ก็เท่ากับปล่อยให้มันลดค่าลงไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าเงิน 1,000 บาท ในวันนี้ อาจมีค่าลดลงจากเดิมในวันข้างหน้าก็ได้ แล้วอะไรทำให้มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะเจ้าสิ่งที่เรียกว่า “เงินเฟ้อ” นั่นเอง

อัตราเงินเฟ้อที่คุณได้ยินอยู่ตามข่าวโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์ก็คือเช่นนี้นี่เอง เช่น เมื่อเราเห็นเสื้อตัวหนึ่งราคา 100 บาท ในตอนนี้ แต่เรายังไม่ซื้อปีนี้ ไว้ไปซื้อปีหน้า แล้วพอดีว่าปีหน้ามีข่าวออกมาว่า “อัตราเงินเฟ้อเพิ่มอีก 10%” ก็จะทำให้ราคาของเสื้อตัวนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 110 บาท ดังนั้น มันจึงเป็นภาวะที่ค่าเงินลดลงไปจากเดิม ทำให้เราต้องเพิ่มเงินตามอัตราเงินเฟ้อ เราถึงจะซื้อของชิ้นที่อยากได้เมื่อปีที่แล้วได้

หลายคนคงสังเกตเห็นแล้วว่า ทุกวันนี้ของแพงขึ้นทุกปีในขณะที่ธนบัตรใบละ 100 บาท ของเราก็ยังชำระเงินได้แค่ 100 บาท เช่นเดิม นี่แหละที่เรียกว่าพลังแห่งอัตราเงินเฟ้อ ที่หากเราอยู่เฉยๆ ไม่คิดหาทางลงทุน หรือหาผลตอบแทนมาชดเชยเพิ่มค่าของเงินเราให้มีเพิ่มขึ้นได้ เงินที่เรามีก็จะใช้จ่ายได้น้อยลงไปเรื่อยๆ

การรับมือเรื่องนี้ย่อมหนีไม่พ้นการหาทางทำให้เงินออมของคุณ ผลิดอกออกผล เพิ่มจำนวนขึ้น ตามอัตราเงินเฟ้อให้ทัน ทำให้การศึกษาเรื่องการลงทุนในกองทุนต่างๆ กลายเป็นเรื่องที่จำเป็นในปัจจุบัน เพราะเราไม่สามารถทำแบบคนสมัยโบราณที่เก็บเงินใส่โอ่งแล้วฝังดินไว้ได้อีกต่อไป

นอกจากการหากองทุนหรือแหล่งลงทุนที่จะเพิ่มจำนวนเงินให้เราได้แล้ว อีกทางหนึ่งก็คือการซื้อสิ่งที่เป็นทรัพย์สิน โดยแปลงเงินที่มีให้กลายเป็นทรัพย์สิน ซึ่งทรัพย์สินในที่นี้หมายถึง สิ่งที่จะทำให้ค่าเงินที่เราลงไปนั้นเพิ่มค่าได้ตามเศรษฐกิจ และทรัพย์สินที่คนนิยมซื้อกันมากก็คือ “ทองคำ” เพราะมันจะเพิ่มค่าในตัวมันเองอยู่เสมอ เราอาจจะลงทุนซื้อมันในราคาบาทละ 1.8 หมื่นบาท ในตอนนี้ จากนั้นก็แค่รอจังหวะ ทองก็จะปรับราคาสูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจ ลองสังเกตดีๆ ว่า ราคาทองมีแต่ขึ้นกับขึ้นมาตั้งแต่อดีตแล้ว จากราคาบาทละ 4,000 บาท เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนนี้กลายเป็น 1.8 หมื่นบาทแล้ว

นี่จึงถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถเก็บเงินก้อนนั้นให้อยู่ในรูปของทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าในตัวเองเสมอ เรียกว่าเป็นการใช้เงินทำงาน โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการซื้อทองเท่านั้นเอง แล้วเงิน 1.8 หมื่นบาท ในวันนี้ก็จะเพิ่มค่าไปตามอัตรากับกลไกทางเศรษฐกิจต่อไปในอนาคตได้ด้วยตัวของมันเอง

แชตงานไม่มีพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574159

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 11:40 น.

แชตงานไม่มีพลาด

เรื่อง : โยโมทาโร่ ภาพ : pixabay.com

ทุกวันนี้เราติดต่องานผ่านแอพพลิเคชั่นส่งข้อความ เช่น วอตส์แอพ เฟซบุ๊ก และไลน์ กันเป็นหลักโดยใช้อีเมลกันน้อยลง ทั้งที่จริงแล้วในโลกการทำงานตั้งแต่ยุคโลกาภิวัตน์มาถึงยุคดิจิทัล ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราต่างใช้อีเมลในการทำงานมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ทำให้ยุคสมัยนี้นิยมการแชตก็คือความรวดเร็วในการติดต่องาน ที่ต้องการคำตอบในทันที ไม่ใช่การรอ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามวันเพื่อรอผลตอบกลับจากอีเมลเหมือนเช่นเคย แต่กระนั้นการแชตผ่านแอพพลิเคชั่นก็มีข้อด้อยที่ต้องใช้วิธีบริหารจัดการดังนี้

1.เลือกเปิดและปิดการแจ้งเตือน

ไม่มีใครชอบให้สมาร์ทโฟนสั่นเตือนข้อความอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการทำงานหลัก เครื่องมือที่ติดมากับทุกแอพพลิเคชั่นก็คือ ตัวเลือกการเปิดปิดการแจ้งเตือนจะช่วยให้คุณมีสมาธิทำงานเพิ่มขึ้น และยังไม่พลาดข้อความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและคนในครอบครัว คุณอาจจะเสียเวลาประมาณ 30 นาทีในการตั้งค่าการแจ้งเตือน โดยหลักการเลือกเปิดปิดนั้นให้เลือกเปิดเฉพาะกลุ่มทำงาน และครอบครัว เท่านั้น กลุ่มเพื่อนสมัยเรียน กลุ่มเพื่อนเล่นกีฬา งานอดิเรก กลุ่มความชอบส่วนบุคคลที่มีจำนวนสมาชิกมาก ควรปิดการแจ้งเตือนมิฉะนั้นทั้งวันทั้งคืนคุณอาจจะต้องฟังเสียงข้อความแจ้งเตือนได้ทั้งวัน บางแอพพลิเคชั่นสามารถตั้งค่าเฉพาะแต่ละกลุ่ม มีเสียงข้อความไม่เหมือนกัน ซึ่งจะช่วยทำให้คุณตัดสินใจได้ว่าจะหยิบขึ้นมาอ่านหรือทำงานต่อให้เสร็จ

2.อย่าส่งไฟล์งานสำคัญในไลน์

ไลน์เป็นแอพพลิเคชั่นยอดฮิตที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีแอพไหนมาโค่นลงได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นแอพที่มีจุดอ่อนอยู่หลายอย่างก็คือ การไม่เรียงลำดับในการส่งข้อความหากสัญญาณอินเทอร์เน็ตช้าหรือขัดข้องระหว่างการส่ง ทำให้เกิดไม่เก็บไฟล์ภาพ และไฟล์ข้อมูลเกิน 2 สัปดาห์ ในกรณีส่งผ่านกล่องข้อความ ดังนั้น คุณจึงไม่ควรส่งไฟล์งานและรูปภาพที่ต้องใช้อ้างอิงในระยะยาว แต่ควรส่งผ่านอีเมลจะมีความปลอดภัยมากกว่า ไลน์หรือแอพส่ง ข้อความอื่นๆ นั้นเหมาะสมสำหรับการส่งข้อความพูดคุยเรื่องงานที่สามารถจบได้ในระยะสั้น และใช้สำหรับการแจ้งเตือนนัดหมายสำคัญเท่านั้น

3.ใช้แอพเดียวและไอดีเดียว

สาเหตุหนึ่งของการพลาดการติดต่อก็คือไม่ได้อ่านข้อความทั้งที่เปิดใช้อยู่ทุกวัน เพราะคนส่งไม่รู้ว่าจะส่งข้อความให้กับไอดีไหนกันแน่ บางครั้งก็เลือกส่งข้อความไปอีกแอพหนึ่งทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้ใช่งาน แค่เปิดไอดีทิ้งเอาไว้ ดังนั้น เราจึงควรมีไอดีและแอพพลิเคชั่นหลักที่ใช้งานเป็นประจำเพียงไอดีเดียวเท่านั้นเพื่อป้องกันความสับสนและผิดพลาดในการติดต่อสื่อสาร

4.แอดชื่อ ปักหมุด ใส่โน้ต

ทุกครั้งที่คุณต้องการติดต่อเรื่องสำคัญควรทำการแอดชื่อคนที่ต้องการส่งถึงในกลุ่มทำงาน เพื่อให้รู้ว่ากำลังพูดถึงตัวบุคคลนั้นอยู่ นอกจากนี้ในการตอบข้อความหากเป็นการตอบย้อนหลัง ในแอพไลน์เราสามารถกดเลือกตอบกลับเฉพาะข้อความที่ต้องการตอบซึ่งจะช่วยทำให้การสื่อสารในกลุ่มทำงานที่มีสมาชิกจำนวนมากแยกแยะได้ว่าใครกำลังคุยกับใครด้วยเรื่องอะไร และเกิดความต่อเนื่องในการสื่อสารที่ดี นอกจากนี้ หากมีงานด่วนงานสำคัญอย่าลืมปักหมุดแจ้งเตือนข้อความเพื่อให้ทุกคนได้เห็น หากมีหมายกำหนดการรูปภาพที่ต้องการเก็บไว้ดูนานๆ ควรเลือกฟังก์ชั่นโน้ตข้อความ และสร้างอัลบั้มรูปซึ่งจะทำให้ข้อมูลนั้นอยู่ถาวร แม้สมาชิกในทีมเปลี่ยนเครื่องก็ยังสามารถกลับมาอ่านข้อความสำคัญ หรือดูภาพสำคัญในอัลบั้มกลุ่มได้เหมือนเดิม

5.สำคัญที่สุดต้องโทรเท่านั้น

หลายคนติดการใช้งานแชตจนลืมไปว่า เรื่องเร่งด่วนที่ต้องการคำตอบในทันทีควรใช้การโทรศัพท์เท่านั้น จะใช้วิธีการโทรผ่านแอพพลิเคชั่นหรือกดเบอร์โทรก็ได้ หากไม่รับสายหรือติดต่อกลับค่อยใช้วิธีการส่งข้อความพร้อมระบุเรื่องที่ต้องการติดต่ออีกฝ่าย เมื่อได้รับข้อความแล้วจะได้รู้ในทันทีว่าจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไรก่อนที่จะโทรกลับ เพื่อแก้ไขปัญหาในการทำงานได้อย่างทันท่วงที

ณธันยรัตน์ กลิ่นเรือง ศุภกรณ์ เพิ่มพูนทวีชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574160

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ณธันยรัตน์ กลิ่นเรือง ศุภกรณ์ เพิ่มพูนทวีชัย

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ ณธันยรัตน์ กลิ่นเรือง

ดีใจภูมิใจทุกครั้งเวลาเห็นเด็กไทยคว้ารางวัล มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวรางวัล แต่หมายถึงการไปต่อ การก้าวเดิน และการบุกไปข้างหน้าด้วยพลังคนรุ่นใหม่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน “Virtual” ผลงานของนักศึกษามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ชนะเลิศการประกวดแอนิเมชั่น และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันระดับเอเชีย

Virtual หรือเวอร์ช่วล ผลงานของ ณธันยรัตน์ กลิ่นเรือง (ฟิล์ม) กับ ศุภกรณ์ เพิ่มพูนทวีชัย (มายด์) นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 จากโครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย มจธ. มีอาจารย์วิศิษฎ์ ศุภางคะรัตน์ อาจารย์ประจำมีเดียอาตส์ มจธ. เป็นที่ปรึกษาโครงการ

หนังสั้นของทั้งคู่คว้ารางวัลชนะเลิศ Gold Prize จากการประกวดผลงานแอนิเมชั่น มัลติมีเดีย TBS DigiCon 6 Thailand 2018 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรายการระดับเอเชีย TBS Digicon 6 Asia 20th เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศุภกรณ์ หรือ มายด์ วัย 23 ปี เล่าว่า เวอร์ช่วลเป็นหนังสั้นแอนิเมชั่นที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตการทำงานของคนเริ่มทำงาน นำเสนอภาพความฝัน ในฐานะที่ความฝันคือตัวไขปริศนาและช่วยบำบัดความเครียด เนื้อเรื่องสะท้อนชีวิตเด็กจบใหม่ที่ต้องเจอกับอุปสรรคในที่ทำงาน

“บรรยากาศของการเป็นน้องใหม่ในที่ทำงาน เจอกับสายตาจับจ้อง คำพูดคำนินทาของผู้ร่วมงาน เป้าหมายและความฝันก็สั่นคลอน”

ในเรื่องมีสัตว์ปีกคล้ายไก่เป็นตัวเดินเรื่อง มันมีความคาดหวัง ทำงานอยากได้เงินเยอะๆ อุปสรรคต่างๆ เป็นเหมือนลูกบอลสีดำกระโดดมาเกาะตัวมันไว้ เลือกสัตว์ปีกคล้ายไก่เป็นตัวดำเนินเรื่อง เพราะไก่เป็นสัตว์ที่มีลักษณะหวาดกลัว สายตา คำพูดของผู้ร่วมงาน ทำให้ตัวละครไก่เก็บมาคิด

ณธันยรัตน์ หรือ ฟิล์ม วัย 22 ปี เล่าว่า เวอร์ช่วลใช้เวลาทำ 3-4 เดือน เริ่มจากการหาข้อมูล คิดพล็อตเรื่อง ทำโมเดล ทำฉากและตัดต่อ ซึ่งยากที่สุดคือการคิดเนื้อเรื่อง เลือกทำเรื่องความฝัน ซึ่งเป็นทั้งเป้าหมายของชีวิตและเป็นทั้งโอกาสในการปลดปล่อยความคับแค้น แนวคิดมาจากโจทย์ว่า ทำไมเด็กจบใหม่เปลี่ยนงานบ่อย

“เราเลือกสัตว์ปีกคล้ายไก่ ก็เพราะนอกจากมันจะเป็นสัตว์ขี้ตื่นแล้ว มันก็ยังเป็นตัวแทนของสัตว์ที่รักอิสระ ต้องการบิน” ฟิล์ม เล่า

ในที่สุดลูกบอลสีดำที่เป็นรูปปาก รูปตา ของผู้ร่วมงานก็มาเกาะตามตัวไก่ไว้ แม้พยายามบินหนีแต่ก็บินไม่ขึ้น ไก่เห็นตัวเองกองอยู่บนพื้น คือการทับถมและเสียงหัวเราะเยาะจากเพื่อนร่วมงาน ไก่ก็คิดว่ามันไม่โอเค มันดึงลูกบอลสีดำออกไป พยายามมุ่งมั่นกับความฝันคือเงินเยอะๆ

“ไก่ดึงลูกบอลออกจากตัว แต่ขนของมันหลุดออกไปด้วย เราไม่ใช่คนเดิมอีก อยากบินสูงเพื่อไปเอาเงินก้อนใหญ่ แต่มันก็ไม่มีขนแล้ว ร่างกายทำงานหนัก แบกรับหลายอย่าง เศษซากไก่ตัวอื่นรายทางกำลังบอกอะไรบางอย่างแก่มัน”

สำหรับการพัฒนาผลงานแอนิเมชั่น ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์บันลือ กุณรักษ์ อาจารย์ประจำวิชามีเดียอาตส์ มจธ. ที่ให้คำปรึกษาด้านเทคนิคในการถ่ายทำแบบสต็อปโมชั่น (Stop Motion) ด้วยการใช้ภาพนิ่งหลายๆ ภาพที่มีความต่อเนื่องมาต่อกัน ทำให้ภาพมีความเคลื่อนไหว

การถ่ายทำสต็อปโมชั่น ในการถ่ายทำต้องทำโมเดลตัวไก่ที่มีข้อต่อที่ขยับได้จริงขยับท่าทีละนิดและถ่ายทีละเฟรม เช่น ฉากที่ตัวละครไก่บิน ต้องถ่ายต่อเนื่องให้เสร็จในวันเดียวให้ได้แสงที่ไม่ต่างกัน เพื่อความสมจริง

“เราสองคนเป็นพวกที่ชอบทำในสิ่งที่ยาก ปัจจุบันไม่ค่อยมีใครทำแอนิเมชั่นแบบสต็อปโมชั่นแล้ว เนื่องจากมันยากและต้องใช้เวลา คุยกับเพื่อนว่า เราทำกันเถอะ เพราะหลังเรียนจบออกไปแล้ว เราอาจไม่มีเวลาทำมันอีกเลย”

คำขอบคุณจากใจสำหรับครอบครัว อาจารย์วิศิษฎ์ ศุภางคะรัตน์ และอาจารย์บันลือ กุณรักษ์ รวมทั้ง “พี่คำป้อน” คมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญจาก Anilephant Studio จนทำให้ออกแบบและผลิตผลงานออกมาได้ตามที่ตั้งใจ สะท้อนความคิดที่ต้องการสื่อสารออกมาได้

สามารถชมผลงานแอนิเมชั่น Virtual ได้ที่https://www.youtube.com/watch?v=Mhw_SXBQNOI&feature=youtu.be

โลหิตอิสราเอล และปณิธานของ พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574071

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 11:11 น.

โลหิตอิสราเอล และปณิธานของ พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์ เจ้าของสารคดีสงครามชุด The Wild Chronicles สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ หนึ่งในนั้นคือ “โลหิตอิสราเอล” ที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว และความผูกพันที่พวกเขามีต่อดินแดนที่พระเจ้าสัญญาจะมอบให้ หรือ “แผ่นดินแห่งพันธสัญญา” ซึ่งอยู่ในประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์ปัจจุบัน อ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อจะเข้าใจปัญหาชนกลุ่มน้อย รวมทั้งความขัดแย้งในหลายส่วนทั่วโลกได้ดีขึ้น

The Wild Chronicles ประกอบด้วยสารคดีสงครามรวม 5 เล่มถึงปัจจุบัน นอกจากโลหิตอิสราเอล ยังมีพยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ,เชือดเช็ด เชเชน, อสุราอาหม และประวัติย่อก่อการร้าย ทุกเล่มเป็นไปภายใต้ปณิธานเดียวกันของผู้แต่งคือ การนำเรื่องยากมาทำเป็นเรื่องง่าย และเผยแพร่ความรู้นั้นต่อคนทั่วไปเพื่อที่พวกเขาจะสามารถเปิดใจได้ง่ายขึ้น…กว้างขึ้น

พงศ์ศรณ์ ในวัย 35 ปีเล่าว่า ปัญหาในโลกเราทุกวันนี้ คือการคิดว่าตัวเองหรือชนชาติตัวเองดีกว่าคนอื่น คิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีตัวเองเป็น ดีกว่าสิ่งที่คนอื่นมีสิ่งที่คนอื่นเป็น การไม่เข้าใจผู้อื่นนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยปัญหาต่างๆ ในโลก ก็ล้วนแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนที่ไม่เปิดกว้าง ไม่เข้าใจกัน และไม่ทำความเข้าใจกัน

“หนังสือของผม เน้นเรื่องความขัดแย้งในความคิดของคน สงคราม และปัญหาการกดขี่ที่ไม่ยุติธรรม ความซับซ้อนและความหนักหนาสาหัส แม้จะเป็นสิ่งที่เข้าใจยาก แต่ถ้าคนเราเข้าใจสิ่งนี้ได้ ก็จะเรียนรู้ และนำไปสู่ทางเลือกที่ดีกว่า นี่คือปณิธานของผม”

สไตล์การเขียน ใช้หลักความง่ายและความน่าสนใจในการดึงดูดใจผู้อ่าน พงศ์ศรณ์เปิดเรื่องด้วยรูปภาพที่กระชากใจ ประทับใจ หรือสะเทือนใจ จากนั้นให้ข้อมูลด้วยข้อความที่สั้นกระชับ อธิบายภาพอย่างไม่เยิ่นเย้อ ข้อมูลที่สื่อสารออกไปมีความชัดเจน เป็นจริง เป็นกลาง โดยมีข้อมูลจาก 2 ด้านเสมอ สุดท้ายคือท่อนจบที่ฝากให้คิด

“มีคนเคยกล่าวถึงงานเขียนของผมว่า การเปิดเรื่องเหมือนเสียงกลองที่ตีเรียกแขก เร้า ระทึก ชักชวนให้เข้าร่วม ท่อนกลางคือการให้ความจริง และปิดจบด้วยการให้อะไรบางอย่าง”

สงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก คนคิดว่าไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งอยู่ไม่ไกลเลย ความขัดแย้งนั้นได้เกิดขึ้นแล้วอยู่ในตัวของเรา หรืออยู่ใกล้ตัวของเราอย่างที่สุด ผู้ก่อการไม่ใช่คนเลวเสมอไป เขาเพียงเป็นผู้เจ็บปวดจากความเกลียดชัง เจ็บปวดจากความไม่เข้าใจ

“เขาแค่คนเจ็บปวด เราในฐานะเพื่อนร่วมโลก ทำได้หรือไม่ที่จะไม่ตั้งธงว่าเกลียดเขา ไม่ตั้งธงว่าเขาเป็นใคร เปลี่ยนมุมมองต่อผู้เจ็บปวดแล้วเราจะเข้าใจ แล้วเราจะมีทางแก้ปัญหาในอีกแบบ”

นักเขียนสารคดีสงครามรุ่นใหม่ พงศ์ศรณ์ เล่าถึงตัวเองว่า เขียนหนังสือครั้งแรกเมื่ออายุ 18 ปี “ลำนำหกพิภพ” ซึ่งได้รับรางวัล Young Thai Artist Award นิยายแฟนตาซีที่ใช้วรรณคดีไทยเป็นฉากหลัง ครอบครัวเป็นนักอ่าน คุณแม่ซึ่งก็เป็นหนอนหนังสือตัวยง คือบุคคลแรกที่แนะนำให้รู้จักกับสามก๊ก หนังสือที่ทำให้ลูกๆ ของคุณแม่ได้รู้ว่าโลกนี้ไม่มีคนดีหรือคนเลว มีแต่คนที่เคลื่อนไหวไปตามเหตุปัจจัยหรือบริบทรอบล้อม ตอนนั้นพงศ์ศรณ์อายุ 7 ขวบ

พงศ์ศรณ์จบปริญญาโทการพิมพ์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน (UCL) และจบปริญญาโทเอ็มบีเอ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวด้านการตลาดอินเทอร์เน็ต เป็นเจ้าของบริษัท แอพบิท สตูดิโอ เวลาที่ไม่ทำงานและไม่เขียนหนังสือ คือเวลาแห่งการท่องเที่ยว

ล่าสุดกำลังเขียนงานสารคดีสงคราม Solo เรื่องราวของกษัตริย์ชากา และจักรวรรดิชนเผ่าในป่าแห่งแอฟริกาใต้ ที่สร้างสังคมอาณาจักรขึ้นมาได้ภายในคนรุ่นเดียว (ปี 1787-1828) งานเขียนอีกมากมาย ติดตามได้ในเพจเฟซบุ๊ก Wild Chronicles-เชษฐา รวมทั้งติดตามพ็อกเกตบุ๊กเล่มใหม่ของเขาทุกเล่มได้จากโพสต์บุ๊กส์

บันทึกสีน้ำ พีรดา ชีพสัตยากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574062

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

บันทึกสีน้ำ พีรดา ชีพสัตยากร

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความทรงจำสามารถถูกบันทึกไว้ได้ในรูปแบบต่างๆ ภาพถ่าย การจดบันทึก หรือเก็บไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ หากแต่ “พีรดา ชีพสัตยากร” เลือกบันทึกความทรงจำด้วยการวาดภาพสีน้ำ ในสมุดเล่มเล็ก

ผู้หญิงหลายคนไอเท็มในกระเป๋าอาจจะเป็นตลับแป้ง ลิปสติก แต่พีรดาพกตลับสีน้ำแทนเครื่องประทินโฉม พกปากกาแทนดินสอเขียนคิ้ว พกพู่กันแทนที่ปัดแก้ม มีสมุดบันทึกหนากว่าแท็บแล็ต

“พีรดาเดย์เอาต์” (Pearada’s Day Out) นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก รวบรวมผลงานสีน้ำมาจัดแสดง ที่พิเศษคือ ในโซนแรกของงาน เธอนำผลงานที่ฉีกจากสมุดบันทึกช่วงศึกษาและทำงานอยู่ที่สหรัฐอเมริกามาจัดแสดง ซึ่งผลงานชุดนี้เธอไม่ขายผลงานจริง เพื่อต้องการเก็บไว้เป็นความทรงจำในการเริ่มต้นทำงานศิลปะเป็นอาชีพอย่างเต็มตัว

ภาพสถานที่ท่องเที่ยว ตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้ ทิวทัศน์ต่างๆ ผู้คน วิถีชีวิต พีรดาไม่ได้แค่สเกตช์ภาพลงในกระดาษ หากแต่ทุกภาพเธอได้ผ่านการเรียนรู้ ร่วมประสบ เกิดแรงบันดาลใจ แน่ละถ้าเธอไม่รู้สึกกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า จะมีอารมณ์ถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาพสีน้ำที่ให้ความรู้สึกไหวระริกราวกับเหตุการณ์นั้นกำลังดำเนินอยู่ได้เยี่ยงไร

“ผลงานขนาดเล็ก ประมาณ 4 คูณ 6 นิ้ว เพราะเริ่มต้นของเราคือวาดลงในไดอารี่ ตั้งแต่ตอนไปเรียนปริญญาโท ด้าน Strategic Communications ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

บ้านเมืองของเขาสวย แล้วที่เดียวกันแต่ในเวลาที่ต่างกัน ฤดูต่างกัน ก็ให้ความรู้สึกและความสวยต่างกัน แล้วสีสันของแต่ละฤดูชัดมาก ฤดูใบไม้ร่วงเปลี่ยนสีสวยมาก ทำให้เรารู้สึกเห็นแล้วอยากวาด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้วาดอะไรแบบนี้จริงๆ จังๆ เลย มีแต่วาดออกแบบตามที่เรียน (ปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พอมาอยู่อเมริกาก็ได้กลับมาวาดรูปจริงจังอีกครั้ง ลงลายเส้นด้วยปากกาหมึกก่อน แล้วค่อยวาดสีน้ำ งานจะไม่เหมือนมาก เป็นอารมณ์สเกตช์แล้วดูสบายตา โครงสร้างจริง แต่ลดรายละเอียด

วาดเสร็จก็ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมตัวเอง Pearadastyle เมื่อปี 2014 ที่เริ่มวาด ก็มีคนเข้ามาสนใจ กดติดตาม ผ่านไป 2 ปี ถึงเริ่มมีคนจ้าง อย่างไปนั่งร้านกาแฟ โรงแรม สวยก็วาดแล้วก็แท็กซ์สถานที่ คือเราทำไม่ได้คิดอะไร แต่มีคนเห็นแล้วชอบ ก็ติดต่อให้เราวาดรูป

พอเรียนจบก็ทำงานในบริษัทโฆษณาที่นั่น ไม่เกี่ยวอะไรกับวาดรูปเลย ทำงานเต็มเวลา หลังทุ่มหนึ่งถึงตีสองรับงานวาดรูป แบรนด์ดังๆ ก็มาจ้าง ก็คิดว่าเราจะทำงานฟูลไทม์หรือมาสร้างเพจเราต่อ พอกลับมาเมืองไทยมาทำเพจตัวเอง เริ่มกลับมาสนองแพสชั่นตัวเองมากขึ้น ยังรับงานที่นิวยอร์กอยู่บ้าง แบรนด์สินค้าที่ไทยก็ติดต่อมาให้ทำ”

ตอนอยู่นิวยอร์กเธอเคยจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับศิลปินอื่นๆ อยู่หลายหน แต่สำหรับการแสดงผลงานเดี่ยวเป็นครั้งแรก และเธอได้คัดผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ ลายเส้นที่ใครเห็นต้องนึกถึงเธอมาจัดแสดง

“วาดเส้นจะยุกยิกๆ ตัวคนก็ยุกยิก เหมือนในรูปไม่มีคนแต่มี เราไม่ได้วาดเหมือน แต่ใส่ลายเส้นยุกยิกลงไป ถ้าดูดีๆ ก็จะเห็นว่านี่คือคนนะ

ต้นไม้ อาคาร เส้นก็ยุกยิก วาดไม่ลงรายละเอียดของวัตถุ แต่เน้นลงตึกมากหน่อย เป็นคนชอบบรรยากาศ พยายามวาดเก็บบรรยากาศที่เห็นให้มากที่สุด อย่างคนก็ไม่โฟกัส ให้รู้ว่ามีบรรยากาศของคนพลุกพล่าน เราก็เลือกโฟกัสในสิ่งที่เราเห็นความสำคัญ ลงสีก็ตามอารมณ์ตามบรรยากาศ บางรูปจะเห็นสีสันหนักๆ บางรูปสีจะฟุ้งๆ”

นิทรรศการแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน “ส่วนแรกฉีกมาจากไดอารี่ตั้งแต่วาดที่นิวยอร์ก ประเทศฝั่งนู้นมีทุกฤดูกาล แตกต่างกันมาก ไปที่เดิมในช่วงเวลาต่างกันได้บรรยากาศไม่เหมือนเดิม

ถัดมาเป็นในประเทศไทย เมืองเก่าผ่านมุมมองใหม่ๆ ของพี ซึ่งขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ เราไปเที่ยวแล้วเรามองแบบนี้ แล้วบ้านอยู่ย่านโบ๊เบ๊ ได้เห็นบรรยากาศเก่าๆ แล้วสถาปัตยกรรมไทยสวย ชอบไปนั่งวาด

วอลล์ด้านในเลือกผลงานที่ทำให้ลูกค้ามาโชว์ ซึ่งก็ยังเป็นสไตล์ เพราะถึงลูกค้าจะมีโจทย์ที่อยากได้ แต่เทคนิคการวาดก็คือสไตล์เราจะไม่ปรับ แต่จะพยายามทำยังไงให้ชูทั้งแบรนด์และสไตล์เราให้ชัดเจนทั้งคู่ แต่ส่วนใหญ่แบรนด์ที่เข้ามาติดต่อก็ชอบสไตล์เราอยู่แล้ว”

เรื่องราวที่เธอบันทึกไว้ ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำและอารมณ์ของเธอเพียงผู้เดียว หากผู้ชมได้เข้าไปสัมผัส ภาพเล็กๆ เหล่านั้นมีพลังดึงดูดมหาศาลให้เราลุ่มหลง และร่วมจินตนาการกับสีสันแห่งฤดูกาล และอิ่มเอมกับสถาปัตยกรรมที่งดงาม

นิทรรศการ พีรดาเดย์เอาต์ จัดแสดงถึงวันที่ 15 ม.ค. 2562 ณ เดอะแกลเลอรี ชั้น 36 โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) เปิดให้ชมเวลา 10.00-17.00 น.

กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574061

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่ดี

โดย ภาดนุ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

แนน-กัญดา ศรีธรรมูปถัมภ์ สาวสวยอารมณ์ดี ดีเจ (คูลเจ) จากคลื่น Cool Fahrenheit ออนแอร์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-21.00 น. พิธีกรรายการสุขภาพ “คุยกับหมออัจจิมา” ทางช่องเนชั่นทีวี ทุกวันอังคาร 09.30-10.00 น. และพากย์เสียงในรายการ “ร้องแลก แจกเงิน” ทางช่อง 7 เป็นอีกหนึ่งผู้หญิงทำงานที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยการออกกำลังกาย ไปดูกันว่ากีฬาโปรดของเธอคืออะไร

“ก่อนหน้านี้แนนทำงานหนักมาโดยตลอด จึงเริ่มมีปัญหาสุขภาพตามมา คุณหมอเลยแนะนำว่า ทำงานหนักแบบนี้ไม่ดีนะ ต้องมีการออกกำลังกายบ้าง แนนก็เลยเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งบนเครื่องวิ่ง (เทรดมิลล์) เพื่อให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากตอนนั้นแนนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้และกรดไหลย้อน

พอวิ่งไปนานๆ เข้าก็เริ่มติดใจ เมื่อมีเพื่อนชวนไปลองวิ่งในการแข่งขันมินิมาราธอน แนนจึงตัดสินใจไปเข้าร่วม เนื่องจากเราเริ่มวิ่งมาได้ 3 ปีแล้ว แต่ที่วิ่งจริงจังจนถึงเส้นชัยและได้เหรียญมาน่าจะประมาณ 1 ปีได้ค่ะ”

แนนบอกว่า ปัจจุบันเธอได้เหรียญจากการวิ่งมินิมาราธอนและวิ่งเทรลรวมทั้งหมด 30 เหรียญได้ แต่พอกำลังชอบการวิ่งอยู่ดีๆ และมีแพลนว่าจะลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอน (21 กม.) ก็เกิดมีปัญหาในการบาดเจ็บที่หัวเข่า เธอจึงต้องหยุดพักไปสักระยะหนึ่ง

“นอกจากวิ่งแล้ว แนนยังปั่นทัวริ่งไบค์ด้วย ซึ่งไม่ใช่การปั่นแบบนักกีฬานะ แต่จะเป็นการปั่นไปเที่ยวไปด้วย ปั่นแต่ละครั้งใช้ระยะทาง 20-30 กม. ซึ่งเป็นการออกกำลังกายเบาๆ ไม่หนักมากนัก เดิมทีนิสัยแนนคือไม่ชอบออกกำลังกายเลยค่ะ แต่พอเริ่มมีปัญหาสุขภาพปุ๊บ แนนก็หันมาเริ่มออกกำลังกายจริงจัง แต่การเริ่มช้าเกินไปก็ทำให้เรารู้ศักยภาพตัวเองช้าตามไปด้วย ก็เลยทำให้เจ็บหัวเข่าแบบที่เป็นอยู่

ล่าสุด แนนจึงหันมาออกกำลังกายด้วยการเข้าฟิตเนส โดยจ้างเทรนเนอร์มาสอนเล่นเวตด้วย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรง แล้วเทรนเนอร์ยังแนะนำให้เล่นโยคะควบคู่ไปด้วย เพราะช่วยในเรื่องยืดเหยียดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ก็มีการออกกำลังแบบคาร์ดิโอด้วย พูดง่ายๆ ว่าช่วงนี้แนนต้องหยุดวิ่งไปก่อนชั่วคราว”

แนนเสริมว่า เธอต้องรีบพักฟื้นให้เข่าหายเจ็บเร็วๆ เพราะปีหน้าเธอและเพื่อน มีแพลนว่าจะไปวิ่งฟูลมาราธอน (42 กม.) ที่กรุงมอสโก รัฐเซีย ซึ่งถือว่าเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของเธอเลยละ

“เมื่อก่อนตอนที่ร่างกายไม่บาดเจ็บ แนนจะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ปั่นจักรยาน เล่นเวต และว่ายน้ำ เฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละ 4 วัน แม้ตอนนี้จะหยุดวิ่งไป แต่ก็ยังออกกำลังกายอื่นๆ อยู่ จากที่สังเกตพอออกกำลังกายแล้ว อาการเจ็บป่วยต่างๆ เกือบเป็นศูนย์ไปเลย มีบ้างเล็กน้อย แต่ถือว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้นแบบเห็นๆ ที่สำคัญอาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นมาก็หายไปหมดเลยละ

ดังนั้น ทุกคนควรหันมาออกกำลังกายตั้งแต่บัดนี้ รวมทั้งควรปรับเรื่องการรับประทานอาหารและการนอนด้วย ทำให้ครบถ้วน เชื่อมั้ยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา แนนแทบจะไม่เจ็บป่วยเลย แล้วถ้าเข่าหายเจ็บ แนนก็จะเริ่มวิ่งอีกครั้งหนึ่ง ที่สำคัญการออกกำลังกายที่ดีเราควรมีเทรนเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำ เพราะเขาจะประเมินศักยภาพร่างกายให้เรา ว่าเราสามารถออกกำลังกายได้มากน้อยแค่ไหน เพราะบางทีเราจะไม่ค่อยรู้ตัวเอง และเมื่อฝืนทำไปก็อาจเกิดการบาดเจ็บได้”

แนนทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าคุณจะออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาชนิดใด ก็ควรปรับให้เข้ากับความสามารถและสุขภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เห็นเพื่อนวิ่งฟูลมาราธอนแล้วอยากวิ่งบ้าง แต่ศักยภาพร่างกายตัวเองไม่ถึง ทั้งนี้เราต้องรู้ลิมิตตัวเองด้วยว่าสามารถวิ่งสูงสุดได้กี่กิโลเมตร เป็นต้น

“แนนคิดว่าคนเราสามารถออกกำลังกายที่ตัวเองชอบได้หลายชนิด แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพและช่วงวัยของตัวเอง แล้วดูว่าเหมาะกับการออกกำลังกายแบบไหนที่สุด จากนั้นก็ให้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ความฝันในเรื่องการเล่นกีฬาของแนนก็คือ อยากมีโอกาสลงแข่งไตรกีฬาแบบเบาๆ สักครั้งหนึ่ง แต่ก็คงต้องฝึกทั้งวิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำสัก 1 ปีเลยล่ะ อาทิ ว่ายน้ำ 5 กม. ปั่นจักรยาน 30 กม. และวิ่งอีก 20 กม. ในอนาคตถ้าเข่าหายดีแล้ว แนนอาจจะเริ่มซื้อจักรยานเสือหมอบเพื่อมาเริ่มซ้อมอย่างจริงจัง ส่วนความฝันในเรื่องการวิ่ง ขอแค่ได้ลงแข่งฟูลมาราธอนในวันที่ร่างกายพร้อมสักครั้ง แค่นี้ก็พอเลยค่ะ”…ติดตามได้ที่ IG : nankanyada

ปลูกโกโก้และทำรีสอร์ทในวิถีพอเพียง มนูญ ทนะวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574056

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 09:54 น.

ปลูกโกโก้และทำรีสอร์ทในวิถีพอเพียง มนูญ ทนะวัง

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : มนูญ ทนะวัง

นูน-มนูญ ทนะวัง วัย 37 ปี เจ้าของรีสอร์ทโกโก้ วัลเล่ย์ อ.ปัว จ.น่าน คือที่เช็กอินสุดเก๋ของคนรักธรรมชาติและไร่โกโก้ ใครจะรู้บ้างว่า กว่าจะมีชีวิตที่เรียบง่าย กลับไปพัฒนาบ้านเกิด มนูญเคยโลดแล่นกับการใช้ชีวิต ใช้ของแบรนด์เนม เงินสามารถบันดาลสิ่งที่เขาอยากได้ทุกอย่าง แต่เมื่อวันหนึ่งที่เขาเกิดคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือ ความสุขที่แท้จริงของการใช้ชีวิต เพราะในวัย 35 ปี ชีวิตเขาพร้อมพรั่งไปด้วยบ้าน รถหรูและครอบครัวที่อบอุ่น และเมื่อเขาหาคำตอบได้ ก็สำนึกรักบ้านเกิดกลับไปพัฒนารีสอร์ทของรุ่นพ่อแม่จนกลายเป็นรีสอร์ทสุดเก๋ที่ไม่เพียงหล่อหลอมจิตวิญญาณของตนเอง แต่ยังช่วยเหลือเผื่อแผ่ไปถึงผู้สูงอายุในหมู่บ้านด้วย

รีสอร์ทไร่โกโก้ในฝัน

นอกจากทำไร่โกโก้ 10 ไร่ในที่ของพ่อแม่แล้ว​ เขายังพัฒนาที่ดินที่เหลืออีก 4 ไร่ทำเป็นรีสอร์ท 12​ ห้อง ​และทำคาเฟ่เล็กๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดาร์ก ช็อกโกแลตจากไร่โกโก้ของตัวเอง

“ผมเป็นคนน่านตั้งแต่เกิด พอเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ไปทำงานบริษัทแท่นขุดเจาะน้ำมัน บริษัทใหญ่ของอเมริกาต้องไปทำงานที่แหลมฉบัง ชลบุรี ผมค่อนข้างประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมาก เงินเดือนจึงไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ผมได้เงินเดือนหลักแสนตั้งแต่อายุเพียง 26 ปี เพราะผมทำงานอย่างตั้งใจ โดยดูแลฝ่ายต่างประเทศ ผมทำงานกับบริษัทอเมริกามาตลอด ด้วยผมเป็นเด็กชนบทไปทำงานในเมือง เมื่อได้เงินสูงประสบความสำเร็จไว ผมเริ่มซื้อบ้านมูลค่า 4 ล้าน ซื้อรถเบนซ์ป้ายแดง หรือซื้อทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมอยากได้ หรือทุกสิ่งที่ซื้อได้ด้วยเงิน นิยมใช้ของแบรนด์เนม โทรศัพท์ไอโฟนออกใหม่วันแรกผมต้องไปเข้าแถวเพื่อให้ได้ครอบครอง”

เมื่ออายุ 33 ปี มนูญใช้ชีวิตเต็มที่ซื้อทุกอย่าง เที่ยว กิน ดื่มเพราะอยู่พัทยาเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน จนเขามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่ทำความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากมีเงินเยอะ สุดท้ายพอเมื่อเขาเดินทางมาถึงจุดที่ซื้อทุกอย่างได้แล้ว เขาเริ่มเกิดคำถามกับชีวิต เพราะชีวิตมาถึงเริ่มหมดความอยากแล้ว จนเขาเห็นเงินเหรียญ 1 บาทแล้วทำให้เขาร้องไห้ได้ เพราะเขาเกิดคำถามว่า ชีวิตของเขาทั้งชีวิต​ ต้องการและหาแค่นี้เองเหรอ

จุดเปลี่ยนชีวิต

คำถามที่เกิดตามมาคือ ชีวิตเราเกิดมาทำไม แล้วเขาหาตอบคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ทำให้กินข้าวไม่ได้นาน 3 วัน จนภรรยาให้สติว่า อะไรที่ทำให้ทุกข์ก็ไม่ต้องคิด เพราะความเครียดที่เกิดจากคำถามที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะเมื่อมีทุกอย่างแล้วแต่ชีวิตกลับไม่พบความสุข

“ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับหลายวัน เพราะหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเองไม่ได้ ภรรยาเข้ามาจับไหล่ผมแล้วบอกว่า อะไรที่ทุกข์ก็ไม่ต้องคิด หลังจากนั้นผมตื่นเลย และใช้ชีวิตปกติได้ เริ่มมาพิจารณาต่อ ณ วันนั้นผมรู้ว่าทำไมผมตื่นได้ ถึงวันนี้ เพราะบางคำถามไม่สามารถหาคำตอบได้ในขณะนั้น ต้องผ่านช่วงเวลา ประสบกาณ์เราจึงจะรู้ได้ ว่าคำตอบเป็นอย่างไร สุดท้ายผมเหมือนเกิดใหม่ ผมดำเนินชีวิตแบบใหม่ ออกจากสังคมเดิมๆ ผมเริ่มขายทั้งบ้านและรถ เพื่อกลับไปบ้านเกิดของผมย้ายครอบครัว และนำเงินไปพัฒนาบ้านเกิดเพื่อการไม่ยึดติด เพราะผมให้คำตอบกับชีวิตผมได้ว่า ผมอยากกลับไปอยู่บ้าน ย้ายโรงเรียนลูกแล้วผมก็ไม่มีหนี้สักบาท และได้เงินก้อนติดกระเป๋ากลับบ้าน ผมเริ่มต้นธุรกิจใหม่ แต่ก่อนออกจากงานผมได้วางแผนชีวิต ได้ไปปรึกษากับ อ.ยอด-ฉัตรชัย​ระเบียบธรรม อาจารย์ให้คำแนะนำถึงวิธีการทำธุรกิจ ทำอะไรเราต้องมีแผนด้วยการพิจารณาว่าเรามีอะไรก่อน และเรารักที่จะทำอะไรเพราะมันคือความสุขล้วน ๆ ไม่ใช่เพื่อเงิน อันนี้คือจุดเริ่มต้น ทำแค่ 2 โจทย์เท่านั้น พอคิดได้ภายใน 3 เดือน ผมเห็นช่องทาง ผมจึงเลือกกลับไปอยู่บ้านแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่”

กลับไปพลิกฟื้นรีสอร์ทเล็ก ๆ เก่า ๆ ดั้งเดิมของพ่อ ได้ทำในสิ่งที่รัก นั่นคือ เขาชอบช็อกโกแลต เขาจับ 2 สิ่งที่เขามีและรักมาแมตชิ่งกัน

พึ่งหลักธรรมะ

การพัฒนารีสอร์ทของพ่อเขาพยายามใช้เงินให้คุ้มค่าที่สุด รีโนเวทให้ออกมาสไตล์อินดัสเทรียล ผสมผสานวิถีไทยบ้านหน้าจั่ว​การใช้ชีวิตช้า ๆ แบบคน ชนบท

“ผมพัฒนาโซนรีสอร์ทก่อน 1-2 หลัง และลงต้นโกโก้ในสวนราว 400 ต้น กินพื้นที่ 2 ไร่ก่อน ทำคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย เวลาพัฒนาผมมีโจทย์คือ ใครได้ประโยชน์บ้างนอกจากตัวเรา ต้นโกโก้แต่ละต้นผมปลูกเองทุกต้น แม้เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ แม้เริ่มช้าลง ผมเลือกค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ เติบโต คิดสร้างสูตรขนมนาน 8 เดือนเพื่อใช้ในคาเฟ่โดยขนมผมเลือกใช้ช็อกโกแลตแท้ทั้งหมดโดยได้ภรรยาของผมช่วย และภรรยายังแปรรูปช็อกโกแลตเป็นเครื่องสำอางเพราะเป็นสิ่งที่เขาชอบ ทำแล้วมีความสุข แต่ละคนต้องมีวิถีทางเป็นของตัวเอง เพราะผมโฟกัสที่คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ผมบินไปอเมริกาเรียนการทำช็อกโกแลต มีเครือข่ายซึ่งกลายเป็นเพื่อนกัน และผมยังปฏิบัติธรรมด้วย ”

การปฏิบัติธรรมสอนให้เขาเห็นถึงความเป็นจริง เช่น ชีวิตเราเกิดมา แล้วก็ตายลง แต่ในระหว่างนี้สุดท้ายเราเดินไปไหน แต่ ณ ขณะที่เรามีชีวิตอยู่เราทำประโยชน์อะไรให้ชุมชนบ้าง

“ผมไปเรียนแปรรูปช็อกโกแลตที่อเมริกา เขาใช้เครื่องจักร 100% แต่ที่บ้านผมจ้างคนเฒ่าคนแก่ จึงต้องคิดกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด โดยเน้นคนแก่ที่ไม่มีรายได้มาทำ เช่น คัดแยกเปลือกกับเนื้อแทนการใช้เครื่องจักร เพื่อให้ชาวบ้านมีกิจกรรมทำ และมีรายได้เลี้ยงชีพโดยไม่ต้องพึ่งลูกหลาน” เพราะคนชนบทมักทุกข์เพราะไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง แก่ปุ๊บไปแต่วัด และอยู่นิ่งๆ ไม่รู้ทำอะไร อยู่ได้ด้วยเงิน 600 บาท/เดือน และมีเงินใช้อย่างอัตคัดมาก

“พอเราให้อาชีพคนเฒ่าคนแก่เขาเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะเขามีรายได้และรู้ว่าตัวเองก็ทำงานได้ ปัจจุบันผมสามารถช่วยเหลือให้ชาวบ้านมีงาน 10 กว่าคนในหมู่บ้านดอนสถาน บ้านเกิดผมเอง ตอนนี้ให้ชาวบ้านปลูกโกโก้เป็นพืชแซมและเรารับซื้อ อีกหน่อยเราจะให้เขาตั้งกลุ่มทำอาชีพของเขาเอง เพราะผมไม่ใช่นักธุรกิจ ผมไม่อยากได้ลูกไร่ แต่ผมอยากช่วยคนมากกว่า คนแก่ก็มีความสุข​ มีรายการทีวีไปถ่ายชีวิตเขา ชาวบ้านก็ดีใจที่แก่แล้วยังได้ออกทีวี ผมรู้สึกประสบความสำเร็จ เขาได้จดจำชีวิตเขา มันมีคุณค่าทางใจกับบางคน บางรายการออก 5 ทุ่มเขาก็รอดูกัน เกิดเป็นความสุขเล็กๆ และพ่อกับแม่ผมก็เกิดความสุขในการมองสิ่งที่ผมทำให้ชาวบ้าน จนปัจจุบันพ่อกับแม่สามารถพูดแทนผมได้ว่าเราทำอะไร”

ใช้วิถีพอเพียง

การใช้ชีวิตปัจจุบัน​ส่วนหนึ่งมาจากเขาได้เรียนรู้ทฤษฎีพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช​ บรมนาถบพิตร และยึดถือคำสอนตั้งแต่เริ่มธุรกิจอย่างไม่รู้ตัว

“สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมโครงการพอแล้วดีคือ มีหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ หนึ่ง ผมเริ่มต้นจากสิ่งที่ผมมี ไม่ใช่เริ่มจากมโน ไม่กู้หนี้ยืมสิน ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เก็บเงิน ค่อยๆ ขยาย ค่อยๆ เติบโต ผมไม่ได้หวังได้เงินทองมากมาย ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมมีอย่างไม่เกินกำลัง ได้ทำในสิ่งที่รัก มากกว่าทำตามตลาด บางคนเปิดร้านกาแฟ แต่ผมชอบช็อกโกแลต เลือกอยู่กับสิ่งที่รักมากกว่าสิ่งที่ได้เงิน แต่ตอนนี้รีสอร์ทของผมมาเกินคาด จากที่คิดว่าพอเลี้ยงชีพ แต่ตอนนี้ผมสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ เกิดความรู้สึกอิ่มใจ เพื่อนๆ เวลาเห็นช็อกโกแลตก็ส่งโปรดักต์มาให้ผมลองดู ถ้าออกแบบโปรดักต์ใหม่ๆ แค่หวังเงิน ผมไม่ทำ ผมจะพัฒนาโปรดักต์อย่างน้อยชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมด้วย”

มนูญ บอกว่า 2 ปีที่ผ่านมาชีวิตของเขามีความสุขมาก ตื่นเช้ามาต้องปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิราวครึ่งชั่วโมง และไปส่งลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบ และลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบที่โรงเรียน จากนั้นเข้าไปหาไปดูสวนของชาวบ้านที่ปลูกโกโก้ หรือเข้าไปดูรีสอร์ทดูการเตรียมวัตถุดิบที่จะมาใช้ในคาเฟ่

“ชีวิตผมไม่มีอะไรตายตัว มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัว พัฒนาการปลูกโกโก้แบบอินทรีย์เพราะเราต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา พ่อแม่ผมก็ช่วยดูการปลูกแบบวิถีอินทรีย์ซึ่งดีกับทั้งคนกินและตัวคนปลูก การใช้ชีวิตช้าๆ ในแบบของผมคือ การใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่าของการเกิดมา และจะใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์กับโลก กับตัวเองบ้าง พ่อแม่ในช่วงแรกก็ต่อต้านในสิ่งที่ผมทำ เพราะเขาไม่ชินกับแนวคิดของผม หรือวิธีการของผมเพราะมันแตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยเห็น แต่ตอนนี้พ่อแม่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวเองจริงๆ ว่าเขามีชีวิตไปเพื่ออะไร หากเขาได้ช่วยเหลือคนอื่น ในสิ่งที่ผมกำหนดขึ้น และเขายิ้มและพูดต่อ สิ่งที่ผมทำ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ผมรู้สึกชื่นใจ เวลาพ่อแม่พูดถึงงานของผม พ่อสามารถพูดแทนด้วยพลังที่เขาส่งมา มันเป็นความภูมิใจของเขา เขาภูมิใจที่จะพูดในสิ่งที่เขาทำ นั่นคือความสุขครับ”

การเดินทางรอบโลก ในความทรงจำของ ใช้ ศุภเศรษฐอนันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574054

  • วันที่ 16 ธ.ค. 2561 เวลา 09:43 น.

การเดินทางรอบโลก ในความทรงจำของ ใช้ ศุภเศรษฐอนันต์

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ถ้าคุณมีความฝันและยังไม่ลงมือทำ แล้วปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันที่ไม่เคยเข้าใกล้ความเป็นจริง เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องของผู้ชายคนนี้ที่มีฝันอยากขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก เป็นความฝันที่ฝังใจตั้งแต่วัยรุ่น กระทั่งในวัย 49 ปี เขาบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย

ใช้ ศุภเศรษฐอนันต์ เจ้าของรีสอร์ทนิทานคำกลอน ที่ตลาดน้ำท่าคา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม หรือที่คนในแวดวงบิ๊กไบค์เรียกเขาว่า ใช้ ดอนคิงซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้เมื่อเขียนหนังสือท่องเที่ยวผสมวรรณกรรมเมื่อ 5-6 ปีก่อนหน้านี้ ชื่อเรื่อง “จากท่าฉลอมถึงลาซา ตามหารักคุดน้องละมุดสาวเชียงรุ้ง” ซึ่งตอนนั้นเขาไปเที่ยวเมืองลาซาของทิเบต แล้วก็ไปเดินเบสแคมป์ไต่เขาเชิงเอเวอเรสต์ เมื่อปี 2555 แล้วกลับมาเขียนหนังสือพิมพ์เองขายเองจำนวน 4,000 เล่ม และขายหมดภายในเวลาไม่ถึงปี

ใช้ เล่าว่า เขาหลงรักการเดินทางตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ช่วงเรียนมัธยมบ้านอยู่ต่างจังหวัดเขาก็แอบหนีแม่ไปเที่ยวต่างอำเภอ ต่างหมู่บ้าน พอโตขึ้นอีกนิดก็เริ่มโบกรถไปเที่ยวต่างจังหวัด ตอนที่เรียนนิติศาสตร์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์ เขาก็โบกรถไปเที่ยวเป็นประจำ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เงินที่ได้มาจากการทำงานของเขาก็จะหมดไปกับการเดินทางเสียเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่า ทุก 2-3 เดือนนี่เขาจะต้องเดินทางขึ้นเหนือลงใต้อยู่เป็นประจำ โบกรถไปบ้าง ขับมอเตอร์ไซค์ไปเองบ้าง เขาจึงเลือกทำงานอิสระเพื่อให้สามารถมีเวลามากพอในการเดินทางได้อย่างไม่มีอุปสรรคปัญหาใดๆ

ส่วนความฝันที่เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นจนเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ ก็คือ การเดินทางรอบโลก ซึ่งเขาได้ทำตามความฝันไปได้เพียงส่วนหนึ่ง ก็คือ การเดินทางด้วยการขับรถมอเตอร์ไซค์ไปกรุงลาซาของทิเบต ซึ่งเป็นทริปซ้อมมือเบื้องต้นก่อนเดินทางรอบใหญ่ ตอนนั้นใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า เริ่มจากไทยไปจีน ไปทิเบต จบทริปที่เนปาล กลับไป ที่ทิเบตความสูงที่ระดับ 5,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศหนาวมากอุณหภูมิติดลบ ใช้งบประมาณไปกว่า 1 แสนบาท

ห่างจากทริปนั้น 4 ปีกว่า เขาได้ทำตามความฝันที่ฝังใจมาแต่เด็กด้วยการเดินทางรอบโลกด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจที่เขาตั้งชื่อมันว่า Jonathan ไปทั่วโลกเมื่อปี 2559 เขาใช้เวลา 1 ปีกับอีก 2 เดือน เดินทางไปใน 5 ทวีปกับ 33 ประเทศ หมดเงินกับการเดินทางทริปนี้ไป 6 แสนกว่าบาท

“เป็นงบประมาณที่ถูก เพราะผมใช้จ่ายอย่างประหยัด นอนโฮสเทล นอนวัด นอนแคมป์หรือไซต์ที่เปิดให้พักตามข้างถนนก็เคย ผมไม่ได้นอนโรงแรมเลย เราไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น เพราะผมเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็นคนทำงานชนชั้นกลางที่มีลูกบ้าและความมุ่งมั่นในการที่จะทำความฝันให้เป็นจริงในวัยก่อน 50 ปี ที่จริงเงิน 6 แสนบาท ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับผม แต่ถ้าคิดว่าเงินที่จะสร้างความฝันให้สำเร็จลุล่วงได้เสียที มันก็คุ้มค่ามากๆ ผมมีความชัดเจนในตัวเองมากว่าต้องการอะไร และมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้เป็นความจริง ถ้าเราหนักแน่นกับความฝันและมุ่งมั่นที่จะทำให้เป็นจริง ชีวิตที่เหลือก็ออกแบบได้ไม่ยาก” เขา เล่าอย่างตั้งใจ

เส้นทางขี่มอเตอร์ไซค์ของเขานั้น เริ่มจากการออกจากประเทศไทย เข้าเมียนมา อินเดีย อิหร่าน ตุรกี โรมาเนีย บัลกาเรีย ฮังการี ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน ลิกเตนสไตน์ โปรตุเกส เบลเยียม อเมริกา เม็กซิโก กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ (อยู่อเมริกากลาง) คอสตาริกา ปานามา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ (อยู่ในอเมริกาใต้) เปรู โบลิเวีย ชิลี ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กลับเข้าไทย

มีหลายประเทศที่เข้าไม่ได้ เช่น ปากีสถาน ที่ขอวีซ่าไม่ผ่านเพราะทางสถานทูตไม่รับรองและไม่ให้วีซ่า แม้จะมีคนรับรองช่วยเหลือแล้วก็ตาม ทางสถานทูตที่นั่นก็ไม่ให้ผ่านวีซ่าเพราะห่วงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเลย ใช้เวลาเตรียมการเรื่องเอกสารนานกว่า 6 เดือน หลายประเทศก็เกือบจะไม่ให้วีซ่า หรืออีกปัญหาก็คือวีซ่าหมดอายุก่อน บางประเทศให้วีซ่า 15 วัน เขาก็ต้องทำเรื่องชี้แจงขอเพิ่มให้ได้อย่างน้อยประเทศละ 3 เดือนขึ้นไป เพราะบางประเทศต้องให้เดินทางภายใน 3 เดือน บางประเทศที่ไม่ให้นำรถเข้าไปให้ไปเช่าขี่ แต่เขาจะขี่รอบโลกด้วยรถมอเตอร์ไซค์ของเขาเอง ก็ต้องเจรจาชี้แจงกันให้วุ่นวาย โดยเฉพาะที่อเมริกานั้นเข้มงวดมาก หรือบางประเทศต้องดูเงินในบัญชี ซึ่งเขาใช้เงินส่วนตัวไม่ได้มีสปอนเซอร์สนับสนุน เงินจึงไม่ได้มีเหลือมากมายนัก ก็อย่างที่บอกเขาคือชนชั้นกลางทำธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร จะเดินทางไปที่ไหนก็ต้องเก็บเงินไว้ กว่าจะได้เดินทางแต่ละทริปยาวๆ นั้นไม่ง่ายเลย

นอกจากนั้น แต่ละประเทศระหว่างการเดินทางก็มีปัญหาต่างๆ นานา บ้างก็เรื่องเล็ก บางประเทศก็มีเรื่องใหญ่ เกือบโดนจี้ก็มี เกือบจะโดนทำร้ายก็มี ถึงขั้นชกต่อยกันก็มี เช่น ที่ประเทศอิหร่าน แต่เขาไหวตัวทัน ก็เลยเอาตัวรอดมาได้อย่างเฉียดฉิว ในขณะที่บางประเทศก็มีแต่เรื่องประทับใจมากมาย เช่น ประเทศที่ใครมองว่ายากจนอย่างอินเดีย แต่มีคนเลี้ยงอาหารเลี้ยงขนมเขาเกือบทุกวัน มันเป็นมิตรภาพดีๆ ที่ไม่ได้หาได้ง่ายๆ บางประเทศก็ได้เจอเพื่อนซึ่งยังติดต่อพูดคุยกันมาจนถึงตอนนี้ มีหลายคนที่เปลี่ยนความคิดความเชื่อของเขา และก็มีบางคนที่เขาได้ไปเปลี่ยนความเชื่อที่เป็นภาพลบต่อประเทศไทยให้กลายเป็นภาพบวกขึ้นมาได้ ที่สำคัญคือทุกประเทศที่ไปถึงเขาได้เพื่อนใหม่เสมอ เป็นมิตรภาพที่เงินก็ซื้อไม่ได้

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สรุปภาพรวมของการเดินทางรอบโลกครั้งนี้ เขาก็ยังให้คะแนน 10 เต็ม 10 เพราะทุกอย่างเป็นความทรงจำ เป็นประสบการณ์ตรงที่ดีสำหรับเขา มันเป็นเรื่องที่ต้องไปรู้ไปเห็นด้วยตนเอง ฟังคนอื่นเล่า ดูจากรูป อ่านจากหนังสือ มันก็ไม่สามารถเติมเต็มความฝันของเขาได้ คนเราจะฝันใหญ่ฝันเล็กไม่สำคัญว่าคุณอึดพอจะทำฝันให้เป็นจริงหรือเปล่า เขาแค่นึกภาพว่านั่งอยู่บนยอดดอยแล้วมองเห็นความสวยงามของเมฆหมอกที่ไหลเคลื่อนผ่านไป เห็นสายลมบริสุทธิ์ที่พัดผ่านมาแล้วสูดมันเข้าไปจนสุดลมหายใจ เห็นความเหนื่อยยากที่ครั้งหนึ่งคนอย่างเขาฟันฝ่าผ่านมาได้ และเห็นตัวเองกำลังมีความสุข แค่นั้นก็มากพอที่จะออกเดินทาง

“ผมก็ไม่ใช่ลูกเศรษฐีมีเงินหนา เป็นลูกคนธรรมดาที่มีลูกบ้ามากพอจะทำความฝันให้เป็นจริง ผมก็แค่อยากจะทำความฝันของตัวเองเท่านั้น เพราะรู้ว่าไม่มีใครทำแทนเราได้ ฝันเราสำเร็จตั้งแต่บิดกุญแจสตาร์ทรถออกจากบ้านแล้ว ที่เหลือจะไปได้ถึงไหนก็ช่างแมร่ง (หัวเราะ) นี่คือปรัชญาแท้ๆ ของผม ใช้ ดอนคิง” เขา เล่าอย่างอารมณ์ดี

เขา บอกว่า สิ่งที่เขาทำเสมอ ก็คือ เป็นนักเดินทางที่เคารพเส้นทาง เคารพผู้คน เคารพความเชื่อความศรัทธาที่ต่างออกไปจากตัวเรา เคารพแม้สิ่งที่นำพาเราไป ทุกครั้งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ออกนอกประเทศเขาจะติดป้ายทะเบียนไทยไปเสมอ ทุกครั้งที่เจอใครเขาจะไหว้สวัสดีครับ I am from Thailand แล้วก็จะยิ้มทุกครั้ง อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขามาจากประเทศไทย เขาเป็นคนไทย เขามีรอยยิ้ม เขามีความเป็นมิตร เขามีความสุขที่ได้มาเยี่ยมเยือนประเทศที่เขายืนอยู่

รถมอเตอร์ไซค์ทุกคันของเขาจะชื่อ Jonathan เพราะมันเป็นชื่อของนกนางนวลตัวหนึ่งในหนังสือ Jonathan Livingston Seagull มันเป็นนกที่หัดบิน หยิ่งผยอง และงี่เง่า แต่มันก็เป็นเพื่อนที่ดี ถ้าคุณฝันและเคยบอกตัวเอง หรือเคยมีคนบอกคุณว่าอย่างคุณไม่มีทางทำได้ คุณไม่ได้ร่ำรวย คุณไม่ได้เก่ง ทำไปก็เสียเวลาเปล่า คุณจะเดินหน้าต่อหรือหยุดอยู่ที่เดิม เขาอยากให้คุณมองข้ามทุกเงื่อนไขแล้วก้าวไปทำตามความฝันให้สำเร็จ ถ้าเขาทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ถ้ามีความตั้งใจมากพอ ความมุ่งมั่น คือ พลังอันยิ่งใหญ่ที่นำพาขับกล่อมให้คุณลุกขึ้นมาทำอะไรสักสิ่งหนึ่ง การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องยาก อย่าตั้งเงื่อนไขกับชีวิตมากเกินไป เพราะมันจะทำให้คุณกลัวที่จะลงมือทำและออกเดินทาง

นอกจากเตรียมการเรื่องเอกสาร เตรียมเรื่องเงิน เตรียมร่างกายให้มีความพร้อม ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมีความอึด ความทนด้วยการวิ่งการว่ายน้ำ ซึ่งเขาออกกำลังกายสะสมล่วงหน้าไว้นานนับปี รวมทั้งต้องหาความรู้เรื่องการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์เอาไว้ด้วย เผื่อจะได้แก้ไขได้เองในเบื้องต้นเมื่อรถเสีย

หลังจากท่องโลกรอบใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาจบแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถเติมเต็มความฝันของเขาให้จบลงได้ ยังมีอีกหลายประเทศที่เขายังอยากไปเยี่ยมเยือนอีกในอนาคตอันใกล้นี้ “ขอทำงานเก็บเงินอีกสัก 2-3 ปี ผมคิดว่าจะออกเดินทางรอบโลกอีกสักครั้ง แม้จะไปซ้ำประเทศเดิมแต่เวลาเปลี่ยนไป ผู้คนเปลี่ยนไป ความรู้สึกของเราก็เช่นกัน แต่ถ้าผมพอหาสปอนเซอร์ร่วมได้บ้าง ก็อาจจะออกเดินทางได้เร็วกว่านั้น ครั้งแรกที่ไม่ได้มองหาสปอนเซอร์เพราะต้องการเดินทางโดยอิสระทั้งความคิดและเส้นทาง ไม่ต้องการให้มีสิ่งใดมาควบคุมมากำหนดให้เขาลำบากใจและเพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างอิสรเสรี

ส่วนประเทศที่เขาอยากไปที่สุด ก็คือ เลบานอน เขาชอบกวีอาหรับเพราะมีความอ่อนโยน แต่ก็มีความเหี้ยมหาญไปพร้อมกัน โดยเฉพาะชอบอ่านงานของ คาริล ยิบราน เขาเป็นกวีเอกของโลก รวมทั้งไปประเทศแถบอาหรับ หรือในกลุ่มแอฟริกา อย่าง โมร็อกโก อิสราเอล ซีเรีย ก่อนที่จะมีสงครามกลางเมืองนั้นประเทศเขาสวย ตึกรามต่างๆ น่าชมมาก เขายังมีอีกหลายประเทศที่ตั้งใจไปเยี่ยมเยือน เพราะการเดินทางมันคือชีวิตและจิตใจของเขา

สำหรับโครงการในปีหน้าที่เขาจะทำ ก็คือ การขี่มอเตอร์ไซค์เลียบตะเข็บรอบชายแดนไทย โดยอาจจะร่วมกับสถาบันการศึกษา ผ่านจังหวัดไหน มหาวิทยาลัยไหน ก็จะไปพูดบรรยายเล่าประสบการณ์การเดินทางเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ นักศึกษาฟัง ทุกคนมีฝันกันทั้งนั้น บางคนฝันซื้อรถ บางคนฝันอยากซื้อบ้าน แต่สำหรับผมก็คือมีความฝันที่จะเดินทางไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ผมไม่สะสมเงินทองทรัพย์สมบัติใดๆ มากมายนัก พอมีเงินก้อนหนึ่งให้ลูกมีที่มีทางบ้าง มีอาชีพมีธุรกิจเล็กๆ พอเลี้ยงตัวได้ ที่เหลือคืออยากสะสมประสบการณ์ชีวิตอย่างไปท่องโลก เดินทางให้มากที่สุด เห็นความแตกต่างของโลกและผู้คนให้มากที่สุด” เขา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

Q & A with Kru Pong : สัมภาษณ์ครูโป้ง-สรวิช เทภาสิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574026

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 15:18 น.

Q & A with Kru Pong : สัมภาษณ์ครูโป้ง-สรวิช เทภาสิต

โดย: ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 เจี๊ยบจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือนและในเดือนนี้คุณครูโป้งจะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

ช่วยเล่าให้เราฟังว่ารู้จักโยคะได้อย่างไรและ “โยคะ” เปลี่ยนแปลงชีวิตครูอย่างไรบ้าง

ครูโป้ง : ถ้าจะบอกว่าได้เรียนรู้และเป็นครูโยคะได้เพราะ “เพื่อนเท” ย้อนกลับไปสัก 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นตัวโป้งเองนะไม่ได้รู้จักโยคะเลย สมัยนั้นทำงานเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ในธุรกิจประเภทอีเวนต์ออร์แกไนเซอร์ ซึ่งถ้าใครเคยรู้จักงานประเภทนี้ จะเข้าใจได้เลยว่าเวลานอนนั้นแทบจะไม่มีวันหยุดพักนี่เรียกว่ายังหายาก

จนวันหนึ่งเพื่อนสนิทที่เขาทำงานด้วยกันไม่สบายแอดมิทเข้าโรงพยาบาล คุณหมอได้ให้คำแนะนำเพื่อนโป้งว่าควรออกกำลังกายหรือหากิจกรรมอะไรก็ได้ทำบ้าง เพื่อที่สุขภาพจะได้ดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้เพื่อนคนนี้เริ่มตระหนักได้ว่าควรหากิจกรรมอะไรทำ สุดท้ายก็พบว่ามีสตูดิโอโยคะแห่งหนึ่งเปิดอยู่แถวบ้าน และก็บังเอิญอยู่ในหมู่บ้านโป้งเอง และเขาก็วานให้พาไปสมัคร เอาจริงๆ นะตอนแรกก็คิดว่าแค่พาเพื่อนไปสมัครแค่นั้น เพราะแค่ทุกวันในช่วงนั้นเวลานอนยังแทบหาไม่ได้ แต่ใครหลายคนก็คงจะมีเพื่อนสนิทแบบที่ “ แก…ชั้นเล่นคนเดียวไม่ได้บ้านแกใกล้ แกสมัครเรียนเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ สักเดือนก็ยังดีและก็ตามมาด้วยคำต่อรองอีกต่างๆ นานา สุดท้ายก็เลยต้องสมัคร ประกอบกับวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดยาว 3 วัน ตัวโป้งเองก็ได้แต่คิดว่าเอาน่าถ้ามันแย่มากก็ยังมีวันพักเหลือ แต่สิ่งที่เราเองไม่รู้เลยก็คือวันรุ่งขึ้นถูก “เพื่อนเท” จนถึงทุกวันนี้เขาเองก็ยังไม่เคยฝึกโยคะเลย

ส่วนตัวเราก็เริ่มฝึกเพราะความเสียดายตังค์ จำได้ขึ้นใจเลยเลยว่าครั้งแรกที่เดินเข้าไปในห้องฝึกมันเกร็งมาก เพราะมองไปรอบๆ เราเป็นผู้ชายคนเดียวในคลาส ส่วนคุณพี่ผู้หญิงคนข้างๆ ก็ค่อนข้างสูงวัย เราเองก็ได้แต่คิดว่าก็คงจะไม่หนักมากหรอกมั้ง แต่พอเริ่มคลาสเท่านั้นแหละ คุณพระ! ท่าพี่คนข้างๆ คือเป๊ะมาก จนคิดในใจว่าตายแน่วันนี้ ช่วงตอนฝึกคิดอย่างเดียวเลยว่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ด้วยความที่อดนอนมาตลอด และตั้งแต่ทำงานมาก็ไม่เคยออกกำลังกายอะไรเลย ความรู้สึกที่ได้คือเหนื่อยแทบขาดใจ ตึง และทรมานมาก

พอถึงช่วงสุดท้ายของคลาสตอนพักศพ ทุกอย่างที่รู้สึกในตอนที่ฝึกมันก็เปลี่ยนไปหมด สิ่งที่รู้สึกชอบที่สุดในขณะที่กำลังพักศพคือปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือชีวิตส่วนตัวที่เราละความคิดออกจากมันไม่ได้ ที่อยู่ในหัวมันถูกหยุดไว้ชั่วขณะหนึ่งบนเสื่อโยคะผืนนั้น มันเป็นเวลาเดียวในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่ในหัวเราพบกับความสงบ มีเวลาเงียบๆ อยู่กับตัวเองจริงๆ ระยะสั้นเป็นความรู้สึกที่ดีมากนั่นอาจเป็นเหตุผลข้อเดียวที่ยอมฝึกโยคะต่อ

ผ่านไปสัก 2-3 เดือน คลาสโยคะที่สมัครไว้ก็กำลังจะหมด ตัวเราเองรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเรียนโยคะว่าหลายๆ อย่างของร่างกายมันดีขึ้นมาก จากคนที่ไม่เคยดูแลอะไรตัวเองเลย ก็เลยสมัครเรียนต่อไปเรื่อยๆ ประกอบกับช่วงนั้นงานอีเวนต์เริ่มลดลงด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาด้านการเมือง ก็เลยได้กลับบ้านเร็วขึ้นและมีเวลาฝึกมากขึ้น

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีก็มีความรู้สึกอยากจะพัฒนาการฝึกของตัวเองขึ้น จึงได้ขอคำแนะนำจากครู ท่านก็บอกว่าที่นี่ส่วนใหญ่มีแต่นักเรียนสูงอายุ ถ้าอยากพัฒนามากกว่านี้อาจจะต้องหาที่เรียนที่อื่น โดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยชอบทางเลือกนี้เท่าไร เพราะทุกเช้าตื่นขึ้นมาถ้าไม่รีบไปทำงานมากขับรถจากบ้านมาแค่ 5 นาทีก็ถึงที่เรียนแล้ว พอจบคลาสอาบน้ำไปทำงานต่อก็โอเคแล้ว

เราถามครูว่ามีแนวทางอื่นไหม ครูก็เลยบอกว่าถ้าพอมีเวลาว่างลองไปเรียนครูไหมที่ไหนก็ได้ ในใจเราเองก็คิดว่าคงไม่ไหวมั้ง ที่เข้าไปถามเพราะอยากหาวิธีแก้ปัญหาสุขภาพตัวเองเฉยๆ ท่ายากๆ ที่คนอื่นเขาทำกันก็ยังทำไม่ได้เลยแต่ครูกลับยกตัวอย่างว่า คนที่เขาเรียนทำอาหารมันก็ไม่จำเป็นว่าเขาต้องเป็นเชฟนี่นา ถ้าวันจะได้เป็นครูโยคะมันก็จะจัดสรรให้เองถึงจุดนี่ตัวโป้งเองต้องกราบขอบคุณครูกล้วย โยคะนมัสเต ที่เมืองเอก ที่ได้แนะนำและเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์คนนี้สุดท้ายพอเรียนครูจบ ครูกล้วยก็ได้ให้โอกาสไปฝึกสอนที่สตูของครู จริงๆ ก็ยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟังเพิ่มครับ

คุณครูเคยมีประสบการณ์ที่ท้าทายเกี่ยวกับการสอน “โยคะ” บ้างไหมคะ ช่วยแชร์ให้เราฟังค่ะ

ครูโป้ง : โดยส่วนตัวโป้งคิดว่าผู้ฝึกโยคะทุกคนมีเงื่อนไขทางร่างกายและปัจจัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นในขณะที่สอนเราก็ต้องคอยสังเกตหรือสอบถามนักเรียนแต่ละคนว่าที่มาฝึกมีปัญหาร่างกายอย่างไรบ้าง เวลาฝึกรู้ยังไงพวกข้อสังเกตเหล่านี้แหละครับมันคือความท้าทายเสมอ เราเองพยายามที่จะแก้ปัญหาและให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดสำหรับเขา นักเรียนบางคนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน บางครั้งแม้แต่ท่าพื้นฐานธรรมดาเขาก็ยังทำไม่ได้เลย เราเองก็ไม่อยากให้เขาท้อ สุดท้ายเราก็ต้องคอยแนะนำเขาว่าถ้าทำอันนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกลองทำแบบนี้แทนสิ มันจะใช้กล้ามเนื้อแบบเดียวกัน จนทุกวันนี้เรียกได้ว่าร่างกายของนักเรียนทุกคนเปรียบเสมือนครูของเรา

ครูมีอะไรจะฝากถึงผู้ฝึกโยคะทุกคนบ้างไหมคะ

ครูโป้ง : ทุกวันนี้ผู้ที่ฝึกโยคะทุกคนมีทางเลือกค่อนข้างที่จะหลากหลาย ทั้งสายการฝึก ทั้งข้อมูลจากสื่อต่างๆ ที่ให้เราได้เรียนรู้อย่างมากมาย สิ่งสำคัญก็คือตัวเราเองควรจะกลั่นกรองข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาว่ามันส่งผลกับตัวเราอย่างไร แต่ไม่ว่าจะเลือกฝึกโยคะแบบไหนก็ตาม อยากให้ลองศึกษาเรื่องอื่นๆ ของโยคะดูบ้าง ว่าจริงๆ แล้วโยคะก็เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนาน แต่เท่าที่เห็นผู้ฝึกส่วนใหญ่ทุกวันนี้มักให้ความสำคัญกับการฝึกอาสนะมาก ในทางกลับกันก็ละเลยหลายสิ่งที่ดีไป ไม่ว่าจะเป็นปราณายามะ ยามะ นิยามะ ที่เป็นหลักการที่ผู้ที่ศึกษาสามารถปรับมาใช้กับวิถีชีวิตประจำวันได้ ซึ่งมันก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้ฝึกเอง

จิตใจกับร่างกายมันต้องไปพร้อมกันเสมอ ปัจจัยทางด้านร่างกายของตัวเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญ การตระหนักถึงไม่จะเป็นกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ความดันโลหิต เทียบกับอาสนะที่เราฝึกว่าควรทำแค่ไหน เหมาะกับตัวเราไหม ปัจจุบันนี้มีผู้ฝึกจำนวนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เท่าไร ซึ่งผลที่ตามมาคือมีผู้ฝึกบางส่วนได้รับอาการบาดเจ็บจากการฝึก สุดท้ายต้องลองกลับมาถามตัวเองดูว่าจุดมุ่งหมายของการฝึกของเราคืออะไร กำลังตามหาอะไรอยู่ ขอให้ฝึกกันอย่างมีความสุขครับ บุญรักษา นมัสเต

พบกับคลาสของครูโป้ง (สรวิช เทภาสิต) ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ได้ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 กับคลาส Core Vinyasa และวันอังคารเวลา 17.45 กับคลาส Balance และเวลา 19.00 กับคลาส Core Vinyasa เช่นกันเต็มอิ่มในเวลา 90 นาทีค่ะ 

ปัญหา ‘อาคารเป็นพิษ’ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใครคิดว่าไม่สำคัญ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/574025

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 15:14 น.

ปัญหา ‘อาคารเป็นพิษ’ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ใครคิดว่าไม่สำคัญ!

เรื่อง : รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ภาพ : Pixabay

คุณผู้อ่านรู้จักปัญหา “อาคารเป็นพิษ” บ้างไหมครับ?

ปัญหานี้ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Sick Building Syndrome (SBS) เป็นภาวะที่ผู้อยู่อาศัยภายในอาคารเกิดอาการผิดปกติทางสุขภาพ เช่น ผิดปกติของทางเดินหายใจ แสบตา จมูก ลำคอ ผื่นตามผิวหนังและอาการที่อาจเกิดขึ้นได้คล้ายหวัด อย่างการปวดศีรษะ อ่อนล้า คลื่นไส้ ไอ จาม คัดจมูก ระคายเคืองตา เป็นต้น ซึ่งมักสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร

อาการเหล่านี้เกิดจากการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ มลพิษภายในอากาศที่เกิดมาจากภายในอาคารเอง อย่างพวกสารเคมี สารระเหย กาวที่มาจากเฟอร์นิเจอร์ น้ำยาทำความสะอาด พวกเครื่องถ่ายเอกสาร หรือมลพิษที่เข้ามาสะสมจากภายนอกอาคาร อย่างไอเสียจากรถยนต์ ฝุ่นละออง และมลพิษจากจุลินทรีย์ในอากาศ เช่น เชื้อรา ไรฝุ่น เป็นต้น

ว่ากันว่าปัญหาอาคารเป็นพิษนี้ได้รับการกล่าวถึงและให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกว่า 90% ในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา มักใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ภายในอาคาร

ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน Shopping Malls และอาคารที่พักอาศัย จึงทำให้คุณภาพอากาศภายในอาคารเป็นสิ่งสำคัญซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรง

จากการสำรวจของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (United State Environmental Protection-EPA) พบว่าระดับมลพิษทางอากาศภายในอาคารมีสูงกว่าภายนอกถึง 100 เท่า และคนหนึ่งคนหายใจเอาอากาศเข้าร่างกายถึง 3,000 แกลลอนในแต่ละวัน

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะอยู่กันอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยจากปัญหาอาคารเป็นพิษ?

การจะปลอดจากปัญหานี้ได้ เราต้องเริ่มต้นจากการลดมลพิษทางอากาศภายในอาคารเสียก่อน ซึ่งแนวทางในการลดปัญหาดังกล่าวนั้น ต้องลดต้นเหตุของสารพิษ ตั้งแต่การเลือกวัสดุอาคารต่างๆ เข้ามาใช้ในการก่อสร้าง ต้องไม่ปล่อยสารไอระเหยออกมา

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศในอาคารมักเกิดในช่วงหลังจากที่มีการใช้งานอาคารนั้นๆ แล้ว ยิ่งคนมาก ปัญหายิ่งรุนแรง

ดังนั้น การบริหารจัดการและการให้ความรู้กับผู้อยู่อาศัยภายในอาคารจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการบำรุงรักษาอาคารที่เหมาะสม เช่น การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ โดยทำความสะอาดไส้กรองอากาศอยู่เป็นประจำทำความสะอาดพรมซึ่งเป็นที่ดักฝุ่น การเก็บสารระเหยอย่างมิดชิดไว้ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท

รวมไปถึงการเลือกใช้น้ำยาและสารเคมีต่างๆ ที่จะนำเข้ามาใช้ในอาคาร เป็นต้น และควรเปิดหน้าต่างอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการสะสมมลพิษและเพื่อหมุนเวียนถ่ายเทอากาศเสีย และนำอากาศใหม่เข้ามาในพื้นที่ เพราะคุณภาพอากาศภายในอาคารมักแย่กว่านอกอาคารมาก

เราทุกคนควรคำนึงถึง โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคาร งานระบบอาคาร รวมไปถึงการวางแนวทางการบำรุงรักษาในอนาคต เนื่องจากปัญหาคุณภาพอากาศส่วนใหญ่จะเกิดเมื่อมีการใช้งานอาคารไปแล้ว หากไม่คำนึงถึงตั้งแต่ต้น อาจเป็นการยากต่อการเข้าไปแก้ไขปรับปรุง

เมื่อ 6 ปีที่แล้ว (ปี 2555) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลสำคัญว่า คนไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ โดยมีอัตราป่วย 473.34 ต่อประชาชน 1,000 คน อีกทั้งยังทำให้เสี่ยงต่อปัญหาอาคารเป็นพิษ ที่มีการสูดดมฝุ่นละออง สารระเหย และผงหมึกเข้าไป

และเมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ก็ได้เผยข้อมูลสำคัญในการประชุมมหกรรมสุขภาพด้านโรคไม่ติดต่อ (NCDs Forum 2018) ว่า โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง คือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ที่เกิดจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีถึง 75% หรือประมาณ 3.2 แสนคน/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 37 คน

เป็นอย่างนี้แล้ว เราทุกคนควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาอาคารเป็นพิษ และร่วมด้วยช่วยกันทำให้เกิดปัญหานี้ที่ต้นทางให้น้อยที่สุด และหากเกิดขึ้นก็ควรรีบแก้ไขโดยทันที

ในศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) ที่เปิดให้ทุกคนเข้าศึกษาได้ ก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นเดียวกัน ที่นี่เป็นศูนย์วิจัยที่ให้ความสำคัญและทำงานวิจัยด้าน Indoor Air Quality อย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์มีการออกแบบและติดตั้งระบบอัจฉริยะ (Intelligent System) เพื่อควบคุมระบบต่างๆ โดยเฉพาะ Indoor Air Monitoring and Control System มีการตรวจจับและแสดงผลคุณภาพอากาศภายในศูนย์

ในแต่ละพื้นที่ศูนย์ได้มีการติดเซ็นเซอร์เพื่อเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศภายในอย่างละเอียด และแสดงผลในแต่ละพื้นที่ เพื่อการศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ใช้งาน นำข้อมูลมาศึกษาและเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะ

รวมทั้งเรื่อง Indoor Air Quality ที่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้อาคาร และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีภายในอาคารแก่สาธารณชน

ดีกว่าไหม หากบ้านในฝัน หรือออฟฟิศแห่งอนาคต จะเป็นที่ที่ให้ความใส่ใจในเรื่องของการถ่ายเทอากาศที่ดี และมีคุณภาพของอากาศภายในอาคาร ทำให้ในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ได้หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด ไร้สารพิษปนเปื้อน และไม่ทำให้เราต้องกลายเป็นมนุษย์ที่มีแต่ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาอาคารเป็นพิษ!