มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ มอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำโดย คุณ หญิงแสงเดือน ณ นครประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนที่อยู่ในความอุปการะของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นผู้มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมี คณะกรรมการ อาทิ คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กรรมการจัดการและเหรัญญิก, ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานฝ่ายจัดทำดอกไม้,ดร.พรเพ็ญ เกยานนท์ รองประธานกรรมการฝ่ายสถาบันการศึกษาและฝึกอาชีพ,พลโท อัครภณ ทองสุทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และ ยุพาพร เอี่ยมลออ อุปนายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เข้าร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษา ณ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การมอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียนที่อยู่ในความอุปการะของมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นผู้มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวนทั้งสิ้น 176 ทุน รวมมูลค่า 1,640,000 บาท โดยนำรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอกป๊อปปี้ และของที่ระลึก รวมทั้งความร่วมมือจากคณะกรรม การ อาสาสมัคร และผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคสมทบทุนกับมูลนิธิฯ โดยทุนการศึกษาแบ่งเป็น ได้แก่ ทุนบุตร-ธิดาทหารผ่านศึก,ทุนสำหรับครอบ ครัวทหารผ่านศึกที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ,ทุนนักเรียนโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ ,ทุนสำหรับบุตร-หลานของมูลนิธิสายใจไทยฯ ,ทุนนักเรียนเตรียม ทหาร และทุนสำหรับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ที่เสียชีวิต

นับเป็นกิจกรรมสำคัญของมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกฯ ในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีศักยภาพ  ดูแลครอบ ครัวทหารผ่านศึกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน พร้อมเป็นพลังในการตอบแทนสังคมและพัฒนาประเทศชาติต่อไป

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธาน กก.มูลนิธิฯ พร้อมด้วย คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กก.จัดการและเหรัญญิก, ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานฝ่ายจัดทำดอกไม้,พล.ท.อัครภณ ทองสุทธิ์  รอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,ยุพาพร เอี่ยมลออ อุปนายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธาน กก.มูลนิธิฯ พร้อมด้วย คุณหญิงทรงสมร คชเสนี กก.จัดการและเหรัญญิก, ผศ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ประธานฝ่ายจัดทำดอกไม้,พล.ท.อัครภณ ทองสุทธิ์ รอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,ยุพาพร เอี่ยมลออ อุปนายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธาน กก.มูลนิธิฯ และ พล.ท.อัครภณ ทองสุทธิ์  รอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหาร
ผ่านศึก

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธาน กก.มูลนิธิฯ และ พล.ท.อัครภณ ทองสุทธิ์ รอง ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก

ผู้แทนจากองค์กรและโรงเรียนต่างๆ

ผู้แทนจากองค์กรและโรงเรียนต่างๆ

ผู้แทนจากองค์กรและโรงเรียนต่างๆ

ผู้แทนจากองค์กรและโรงเรียนต่างๆ

มอบทุนการศึกษาให้แก่ มูลนิธิสายใจไทย และมอบทุนการศึกษาประจำปีให้แก่บุตร-ธิดาทหารผ่านศึกที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พร้อมทั้งมอบทุนนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ จำนวนทั้งสิ้น 176 ทุน

มอบทุนการศึกษาให้แก่ มูลนิธิสายใจไทย และมอบทุนการศึกษาประจำปีให้แก่บุตร-ธิดาทหารผ่านศึกที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ พร้อมทั้งมอบทุนนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ จำนวนทั้งสิ้น 176 ทุน

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Volvo GO สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตผ่านความอิสระและการเดินทาง

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Volvo GO  สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตผ่านความอิสระและการเดินทาง

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Volvo GO สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตผ่านความอิสระและการเดินทาง

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว Volvo GO แคมเปญพิเศษที่รวบรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายแนวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกไปเปิดโลกกว้าง ค้นหาประสบการณ์ใหม่ให้ชีวิตตามความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการนำเสนอความปลอดภัยเพื่อการขับขี่และความเชื่อในอิสระแห่งการใช้ชีวิต

มากกว่าแค่การเดินทาง กิจกรรม Volvo GO ถูกออกแบบขึ้นเพื่อฉลองชีวิต, การมีชีวิต และการใช้ชีวิต (Lives, Life and Living) ทั้งในมุมส่วนตัว หรือกับครอบครัว เพื่อน และชุมชน เพื่อทดลองทำสิ่งที่แตกต่างไปจากกิจวัตรเดิม หาความสมดุลและสร้างความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในประสบการณ์เหล่านั้น ตามแนวคิดของแบรนด์ที่เชื่อว่า เมื่อคุณรู้สึกปลอดภัย คุณจะรู้สึกมีอิสระที่จะทำได้มากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น

ราชาบดินทร์ ศิรินรินทร,นิชานันท์ ปัญญา และ อภินรา ศรีกาญจนา

“สำหรับวอลโว่ คาร์ เราเชื่อว่าการเดินทางนั้นมีความหมายมากกว่าการขับไปตามเส้นทางบนแผนที่ หรือการวัดระยะทางบนเข็มไมล์ การเดินทางสำหรับวอลโว่คือการสร้างประสบการณ์ ซึ่งเป็นที่มาของแคมเปญ Volvo GO ที่ต้องการส่งเสริมให้คนได้ค้นหาและทดลองสิ่งใหม่ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเดินทาง หรือการดำเนินชีวิตในทุก ๆ วัน” คริส เวลส์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าว “ในปัจจุบัน การสร้างความมั่นคงให้ชีวิต มีอาชีพการงาน รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบต่างๆ อาจต้องแลกมาด้วยการเลิกทำในสิ่งที่รักหรือไม่ได้พบเจอกับคนที่เป็นพลังใจให้เราอย่างแท้จริง แคมเปญ Volvo GO จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้ผู้คนกลับมาใช้เวลากับสิ่งที่มีความหมายและสร้างพลังในการใช้ชีวิตให้แก่พวกเขาอีกครั้ง เพราะสำหรับวอลโว่แล้ว ความมุ่งมั่นของเราไม่ใช่เพียงเพื่อการปกป้องผู้คนให้ปลอดภัย แต่ยังหมายถึงการช่วยให้เขาได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ” คริส กล่าวเสริม

เพื่อเปิดตัวกิจกรรม Volvo GO อย่างเป็นทางการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ร่วมกับร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ (Cul de Sac Thonglor Rooftop Bar) และ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ (U Drink I Drive) ได้วางแผนจัดกิจกรรมตลอดเดือนกรกฎาคม นี้ ให้ผู้สนใจได้เข้าร่วม ไฮไลท์ของกิจกรรม Volvo GO ภายใต้ความร่วมมือกับร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ และยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ ได้แก่ สัมผัสรถใหม่ พร้อมถ่ายภาพกับรถอาร์ทร่วมสมัย – Volvo EX30 Cross Country และ Volvo 940 GLT รถสไตล์ซีดานรุ่นคลาสสิกของวอลโว่ ซึ่งเป็นรถในดวงใจของผู้คนมากมายมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1990 ด้วยดีไซน์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์

นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถร่วมลุ้นรับเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่เป็นการรังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับวอลโว่ ง่าย ๆ เพียงถ่ายภาพตัวเองร่วมกับรถวอลโว่ Volvo 940 GLT หรือ Volvo EX30 Cross Country ที่จัดแสดงในบริเวณงานพร้อมโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียด้วยการตั้งค่าแบบสาธารณะติดแฮชแท็ก #VolvoGO และแท็ก @volvocarth และ @culdesac.bkk เพื่อลุ้นรับสิทธิ*เครื่องดื่มเมนูพิเศษสะท้อนแรงบันดาลใจในการออกไปค้นหาโลกกว้างกับวอลโว่

เพื่อฉลองจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและการออกแบบสไตล์สแกนดิเวียน   ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ได้จัดทำเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่สะท้อนแนวคิดและดีไซน์ของรถวอลโว่ รวมเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ และคนเมือง พร้อมชื่อเมนูสุดชิค อย่าง No Keys Tonight, Safety is Sexy, Park & Spark และ Pitcrew Punch ให้ได้ทดลองทั้งที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์   หรือที่โชว์รูมผู้จำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วกรุงเทพฯ เพียงทดลองขับ* Volvo EX30 รุ่นใดก็ได้ภายในเดือนกรกฎาคม นี้เช่นกัน

ราชาบดินทร์ ศิรินรินทร  กรรมการผู้จัดการ เครือโรงแรม Chaperone กล่าวว่า “การเติบโตของสังคมเมืองส่งผลให้ผู้คนเริ่มหันกลับมามองหาความสมดุลและการสร้างไลฟ์สไตล์ที่เติมเต็มชีวิต และนั่นคือสิ่งที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ นำเสนอในสถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนคอมมิวนิตี้ใจกลางเมืองที่ผู้มาเยือนจะได้ย้อนเวลาไปสู่การใช้ชีวิตในวันสบาย ๆ เหมือนอยู่กับเพื่อนในละแวกบ้าน เราดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวแคมเปญ Volvo GO เพราะนอกเหนือจากกิจกรรมที่จะจัดขึ้นที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ แล้ว สิ่งที่สร้างคุณค่ามากไปกว่านั้นคือการได้นำเป้าหมายที่ทั้งสองแบรนด์มีร่วมกัน ซึ่งได้แก่การสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต มาทำให้เกิดขึ้นจริงเพื่อสร้างคุณค่าในเชิงบวกให้แก่ผู้คนในวงกว้าง”

อภินรา ศรีกาญจนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการเปิดตัวแคมเปญ Volvo GO      สำหรับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ ความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ไม่พร้อมขับรถให้สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยทั้งเจ้าของและรถ คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นนำเสนอ และด้วยบริการที่มีความพรีเมี่ยม คนขับที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีเพื่อการบริการระดับห้าดาว ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ในคุณภาพของการบริการ และความปลอดภัยที่จะได้รับ อีกทั้งความร่วมมือกับวอลโว่ในครั้งนี้ยังตอกย้ำจุดยืนร่วมในการนำเสนอความปลอดภัยในการขับขี่บนประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการเดินทางของผู้ใช้รถในกรุงเทพมหานครฯ”

ติดตามรายละเอียดเงื่อนไขของกิจกรรม Volvo GO ที่ https://www.facebook.com/volvocarsth

‘เบคกี้ รีเบคก้า’ หวานละมุนในงานเปิดตัว ‘moone rolls’ ใจกลางกรุงเทพฯ

‘เบคกี้ รีเบคก้า’ หวานละมุนในงานเปิดตัว ‘moone rolls’ ใจกลางกรุงเทพฯ

‘เบคกี้ รีเบคก้า’ หวานละมุนในงานเปิดตัว ‘moone rolls’ ใจกลางกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

moone rolls (มูเน่ โรลส์) แบรนด์โรลเค้กแฮนด์คราฟต์น้องใหม่ เปิดตัวสาขาแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดงาน moone rolls Grand Opening เพื่อเสิร์ฟความอร่อย หอมหวาน อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของโรลเค้กที่ทำสดใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขเล็กๆ ที่สัมผัสได้ทุกคำ” ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งต่อความสุขผ่านขนมที่อบสดใหม่ทุกวัน  โดยมี เบคกี้ – รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง นักแสดงสาวมากเสน่ห์ที่มาร่วมงานและลิ้มรสโรลเค้กคุณภาพดี ณ ร้าน moone rolls สาขา CentralwOrld ชั้น 6 (โซนลิฟต์แก้ว)

เบคกี้ – รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง

ฝาน กู่ Co-founder, Ocha Wealth Co. Ltd และ สุรลักษณ์ รอดภัย Company Director, Moone Bake Co. Ltd กล่าวว่า “moone rolls ถือกำเนิดในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ณ เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและผู้คนมากสีสัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมที่สุดในการเพาะบ่มแบรนด์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัย และเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่มด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเบเกอรี่ไทย พร้อมตั้งเป้าสู่การเป็นผู้นำในตลาดสวิสโรลที่ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสวิสโรล”

ฝาน กู่  และ สุรลักษณ์ รอดภัย

ชื่อ “moone” ได้แรงบันดาลใจจาก “พระจันทร์” ซึ่งสื่อถึงความอ่อนโยน ความงดงาม และความรู้สึกน่าจดจำ โดยแบรนด์มุ่งเน้นการดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ ผสมผสานกลิ่นอายท้องถิ่นเข้ากับความเป็นสากล เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ของโรลเค้กที่ไม่เหมือนใคร โดยมีจุดยืนสำคัญในการเลือกใช้วัตถุดิบเพื่อให้ทุกคำที่ลิ้มลองมาพร้อมคุณภาพ ความอร่อยซึ่งอบใหม่ในทุก ๆ วัน ด้วยวัตถุดิบพรีเมียมจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นแป้ง Nissin จากญี่ปุ่นที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มฟูโดยไม่ต้องพึ่งสารเติมแต่ง, Sterilgarda Mascarpone จากอิตาลี, President Whipping Cream จากฝรั่งเศส, ชีส Kiri และ เนยแท้ Anchor จากนิวซีแลนด์ ซึ่งช่วยเพิ่มความละมุนในทุกคำ, เพียวเร่ผลไม้และผัก 100% จาก Boiron ประเทศฝรั่งเศส ผสานกับผลไม้สดตามฤดูกาล และ นม-ไข่ออร์แกนิกจากไทย ทำให้ทุกคำสัมผัสได้ถึงคุณภาพ รสชาติ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด

ในงานเปิดตัวตัวแบรนด์ moone rolls มาพร้อมเมนูโรลเค้ก 4 รสชาติที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความสุขของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น “Earl Grey Milk Pudding Roll” โรลเค้กชาเอิร์ลเกรย์หอมละมุนที่สอดไส้พุดดิ้งนมสดเนื้อเนียนนุ่ม “Pandan Mango Sticky Rice Roll” โรลเค้กใบเตยกลิ่นหอมธรรมชาติที่ผสานเข้ากับข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทย ๆ  “Silky Vanilla Roll” โรลเค้กวานิลลานุ่มเบาที่ให้รสสัมผัสอบอุ่นละมุน และ “Cocoa Raspberry Roll” โรลเค้กโกโก้เข้มข้นที่เพิ่มความสดชื่นด้วยราสเบอร์รี

รวมทั้งอีกหนึ่งไฮไลต์สุดพิเศษจากแขกรับเชิญชื่อดัง “เบคกี้ – รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง” ที่มาร่วมสัมผัสรสชาติความอร่อยจากเมนูโรลเค้กสุดสร้างสรรค์ พร้อมสร้างรอยยิ้มให้แฟนคลับผู้โชคดีทั้ง 10 คนจากกิจกรรม “Lucky Fans” ทำให้บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความประทับใจและความอบอุ่น ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลของแบรนด์ได้ที่ Instagram : moonerolls / Facebook : moone rolls และไปลิ้มรสความอร่อยระดับพรีเมียมได้แล้ววันนี้ ณ ร้าน moone rolls สาขา CentralwOrld ชั้น 6 (โซนลิฟต์แก้ว)

PASAYA x กองทุนศรีบูรพา เปิดตัว ‘กระเป๋าศรีบูรพา’ ฉลอง 120 ปีสุภาพบุรุษนักเขียน หาทุนเพื่อโครงการ ‘ยังศรีบูรพา’

PASAYA x กองทุนศรีบูรพา เปิดตัว ‘กระเป๋าศรีบูรพา’ ฉลอง 120 ปีสุภาพบุรุษนักเขียน หาทุนเพื่อโครงการ ‘ยังศรีบูรพา’

PASAYA x กองทุนศรีบูรพา เปิดตัว ‘กระเป๋าศรีบูรพา’ ฉลอง 120 ปีสุภาพบุรุษนักเขียน หาทุนเพื่อโครงการ ‘ยังศรีบูรพา’

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากวรรณกรรมสู่งานดีไซน์  ฉลองวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาลของ “ศรีบูรพา” หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักคิดนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลในวงวรรณกรรมและสังคมไทย แบรนด์สิ่งทอชั้นนำ “PASAYA” ร่วมกับ “กองทุนศรีบูรพา” เปิดตัว​“กระเป๋าศรีบูรพา” กระเป๋าผ้าทอที่ออกแบบขึ้นพิเศษโดยได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานและจิตวิญญาณของศรีบูรพา เพื่อร่วมรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งส่งต่อพลังสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ “ยังศรีบูรพา” ซึ่งมุ่งส่งเสริมการสร้างสรรค์งานเขียน และจุดประกายการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในแวดวงวรรณกรรมไทย

กระเป๋าศรีบูรพา ผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องใจ

กระเป๋าผ้าที่เป็นมากกว่ากระเป๋าผ้าทอ ออกแบบภายใต้แนวคิด “ผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องใจ” โดย PASAYA ได้ถักทอวลีอมตะจากบทประพันธ์ของศรีบูรพาลงบนเนื้อผ้าอย่างประณีต  โดย Woven Art Bag รุ่นพิเศษนี้จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 120 ปีศรีบูรพา และร่วมระดมทุนสนับสนุนโครงการยังศรีบูรพา ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปใช้ในกิจกรรมของโครงการ

วลีอมตะที่ปรากฏบนกระเป๋าเพื่อรำลึกถึง “ความรัก ความกล้าหาญ และความงามของจิตวิญญาณมนุษย์”  ได้แก่ … 

“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน … แต่ฉันก็อิ่มใจว่า ฉันมีคนที่ฉันรัก” ประโยคอมตะจากคุณหญิงกีรติหรือหม่อมราชวงศ์กีรติ ในนวนิยายเรื่อง ‘ข้างหลังภาพ’ ของศรีบูรพาเป็นคำนิยามแห่งความรักซึ่งหญิงผู้หนึ่งมอบให้แต่ชายที่ตนรัก เป็นความรักอันแท้จริงและงดงามเสมอ แม้ไม่ได้รับกลับคืน

“แม้เป็นดวงอาทิตย์ไม่ได้ ก็จงเป็นดวงดาวเถิด” จากนวนิยายเรื่อง ‘ข้างหลังภาพ’ เมื่อคุณหญิงกีรติกับนพพรพายเรือในสวนสาธารณะ แล้วได้ยินบทเพลงจากสตรีชาวญี่ปุ่น เนื้อหาบางช่วงของเพลงนั้นหยิบยกมาเพื่อสะท้อนถึงการสร้างความสุขจากสิ่งที่ไม่สามารถเลือกเป็นได้ ไม่ต้องโดดเด่นในสายตาใคร ขอเพียงยืนหยัดและเป็นตัวของตัวเองอย่างสง่างาม

“ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น” วรรคทองจากนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ‘เล่นกับไฟ’ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า การเป็นสุภาพบุรุษที่แท้นั้น ควรจะมีความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและสังคม มากกว่าการยึดถือประโยชน์ของตนเพียงอย่างเดียว

“สิ่งที่เรียกว่าความรักนั้น ควรจะตั้งต้นจากจุดของการสละให้” ถ้อยคำจากนวนิยาย ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ ถ่ายทอดนิยามของความรักในมิติใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงรักของหนุ่มสาว หากคือความรักซึ่งมุ่งหวังให้ผู้คนในสังคมมีชีวิตอันดีงาม วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของงาน “เพื่อชีวิต”

กระเป๋าศรีบูรพา” ขนาด M (33 x 31 x 15 ซม.) ราคา 1,400 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 680 บาทต่อใบ จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการยังศรีบูรพา เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

“ยังศรีบูรพา” จุดประกายอนาคตเยาวชนไทย

การเป็นเจ้าของ “กระเป๋าศรีบูรพา” ไม่ใช่เพียงแค่ได้ครอบครองกระเป๋าดีไซน์สวยงามที่มีเอกลักษณ์และความหมายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการสำคัญที่มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยในด้านวรรณกรรม

โครงการยังศรีบูรพา(Young Sriburapha) มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้วรรณกรรมไทยสู่เยาวชนรุ่นใหม่ โดยอิงแนวคิดและแรงบันดาลใจจากชีวิตและผลงานของศรีบูรพา นักเขียนผู้ทรงคุณค่าด้านจริยธรรม วรรณศิลป์ และการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เยาวชนไทย

ในปี 2568 นี้ โครงการได้จัดประกวดวรรณกรรมรางวัล “ยังศรีบูรพา” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสืบสานเกียรติยศและชื่อเสียงของศรีบูรพาให้อยู่คู่สังคมวรรณกรรมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานในแนวทางเดียวกับศรีบูรพา และกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวรวมถึงการเคลื่อนไหวในวงการวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง

120 ปี ศรีบูรพา  นักเขียนผู้ยังคงอยู่ในใจชน

ศรีบูรพา หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (พ.ศ. 2448-2517) นักคิดนักเขียนผู้ทรงอิทธิพลต่อวงวรรณกรรมและสังคมไทย ศรีบูรพาได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลเมื่อปี 2548 ผลงานของท่านยังคงโลดแล่นอยู่ในบรรณพิภพอย่างมั่นคงและงดงามมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ที่มีการตีพิมพ์ถึง 49 ครั้ง และได้รับการประกาศให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา หรือ “จนกว่าเราจะพบกันอีก” และ “สงครามชีวิต” ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักศึกษาและปัญญาชน

นอกจากนี้ ผลงานของศรีบูรพายังได้รับการดัดแปลงเป็นสื่ออื่นๆ อย่างแพร่หลาย เช่น นวนิยายเรื่อง ‘ข้างหลังภาพ’ ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และละครเวทีหลายครั้ง สะท้อนให้เห็นว่างานเขียนของท่านยังคงเข้าถึงและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทุกยุคทุกสมัย

ในปี 2568 นี้ นับเป็นวาระครบรอบ 120 ปีชาตกาลของศรีบูรพา อีกทั้งยังเป็นปีที่ลิขสิทธิ์ผลงานของท่านกลายเป็นสาธารณสมบัติทางวรรณศิลป์ ซึ่งเปิดโอกาสให้งานเขียนอันทรงคุณค่าเหล่านี้ถูกนำไปเผยแพร่ ต่อยอด และสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ตอกย้ำว่าชื่อและผลงานของศรีบูรพา จะยังคงอยู่ในใจคนไทยไปตราบนานเท่านาน

กองทุนศรีบูรพา สานต่อเจตนารมณ์เพื่อวรรณกรรมและสังคม

กองทุนศรีบูรพา ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2531 โดย สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) นักเขียนผู้รักความเป็นธรรมและเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคมเช่นเดียวกับศรีบูรพา กองทุนฯ มีบทบาทสำคัญในการสืบสานเจตนารมณ์ของศรีบูรพา ด้วยการมอบ “รางวัลศรีบูรพา” แด่นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานสอดคล้องกับแนวทางของท่านอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี รวมถึงจัดทำวารสารศรีบูรพา มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ (โรงเรียนเก่าของศรีบูรพา) และจัดกิจกรรมรำลึกถึงท่านในวาระสำคัญต่าง ๆ

 กระเป๋าศรีบูรพา  เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 9 กรกฎาคม 2568   ขนาด M (33 x 31 x 15 ซม.)  ราคา 1,400 บาท  รายได้จำนวน 680 บาทต่อใบ สนับสนุนโครงการ “ยังศรีบูรพา”  จำหน่ายที่ร้าน PASAYA ทั้ง 12 สาขา  ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สยามพารากอน ดิ เอ็มโพเรียม  และ ช่องทางออนไลน์  www.pasaya.com / Marketplace : Shopee, Lazada /  Chat & Shop : Facebook, Line Official

ซอสพริกศรีราชาพานิช คอลแลปส์ Guss Damn Good เปิดตัว ‘ช็อคโกแลตชิลลี่’ ไอศกรีมรสชาติหวานเผ็ดเต็มรสครั้งแรก

ซอสพริกศรีราชาพานิช คอลแลปส์ Guss Damn Good  เปิดตัว ‘ช็อคโกแลตชิลลี่’ ไอศกรีมรสชาติหวานเผ็ดเต็มรสครั้งแรก

ซอสพริกศรีราชาพานิช คอลแลปส์ Guss Damn Good เปิดตัว ‘ช็อคโกแลตชิลลี่’ ไอศกรีมรสชาติหวานเผ็ดเต็มรสครั้งแรก

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อความเผ็ดร้อนและความดาร์คมาเจอกัน! “ซอสพริกศรีราชาพานิช” แบรนด์ต้นตำรับรายแรกอายุ 90 ปี วาดลวดลายความเก๋าในวงการอาหารอีกครั้ง ด้วยโปรเจกต์ความร่วมมือกับ Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมสายแนวสุดฮิต เปิดตัวไอศกรีมรสชาติใหม่ “ช็อคโกแลตชิลลี่” ชูความเผ็ดหวานเข้มเต็มรสอย่างลงตัว!

วรัญญา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในยุคที่ผู้บริโภคที่โหยหาประสบการณ์ของหวานที่ไม่ซ้ำเดิม ซอสพริกศรีราชาพานิช จึงท้าทายทุกขอบเขตความคิดสร้างสรรค์อีกครั้ง ด้วยโปรเจกต์ความร่วมมือกับ Guss Damn Good แนะนำไอศกรีม ‘ช็อคโกแลตชิลลี่’ ผสานรสชาติเข้มข้นดาร์คช็อคโกแลตหวานน้อยแทรกด้วยรสเผ็ดติดปลายลิ้นชัดเจนจากซอสพริกศรีราชาพานิชเผ็ดมาก พร้อมด้วยช็อคโกแลตบาร์คจากซอสพริกศรีราชาพานิชเผ็ดกลาง สร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสได้อย่างน่าสนใจ นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดมุ่งสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคทุกช่วงวัย ถ่ายทอดเรื่องราวแบรนด์อย่างสดใหม่และน่าตื่นเต้นทุกคำที่ได้ลอง”

นอกจากแคมเปญนี้จะฉีกกรอบความคาดหวังผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ในทุกการสั่งซื้อแบบเซ็ต (รวมทุก 10 รสชาติ) ยังได้รับผลิตภัณฑ์ซอสพริกศรีราชาพานิชขนาดซอง 10 กรัม จำนวน 4 ซอง ซึ่งบรรจุอยู่ในแพ็คเกจสุดน่ารักออกแบบด้วยแรงบันดาลใจจากเสื้อยืดคอลเลคชั่นพิเศษ โดยผู้บริโภคจะได้รับคูปองส่วนลด 100บาท สำหรับสั่งซื้อเสื้อยืดดังกล่าวผ่านช่องทางออนไลน์ โดยรายได้ทั้งหมด 100% นำมาสมทบทุนเพื่อบริจาคให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงกิจกรรม Brand’s Week ระหว่างวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ถึง 22 กรกฎาคม 2568 เมื่อซื้อไอศกรีม ‘ช็อคโกแลตชิลลี่’ จำนวน 5 ถ้วย ในราคาถ้วยละ 129 บาท แถมฟรีซอสพริกศรีราชาพานิชเผ็ดกลางขนาด 230 กรัม จำนวน 3 ขวด บรรจุมาใน Box Set ดีไซน์สุดเก๋

ไอศกรีมรสชาติพิเศษนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Guss Damn Good Grocery ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีหัวใจหลัก คือ การเฟ้นหาแบรนด์ไทยที่คนไทยคุ้นเคย บอกเล่าเรื่องราววัตถุดิบชูโรงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นั้นๆ ผ่านรสชาติไอศกรีมที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยปีนี้มี 10 แบรนด์ไทยที่เข้าร่วมแคมเปญดังกล่าว ซึ่ง บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) นำผลิตภัณฑ์ซอสพริกศรีราชาพานิชร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความพิเศษนี้อีกครั้ง หลังเคยสร้างความประทับใจผ่านรสชาติซอสภูเขาทองฝาเขียว คัสตาร์ด บริตเติล เมื่อปีที่แล้ว นับเป็นการกลับมาสร้างโมเม้นต์แห่งรอยยิ้มแก่ผู้บริโภคสมกับที่ตั้งตารอ

ตามไปลิ้มลองความเผ็ดแปลกใหม่แต่เข้มข้นถึงใจของ ไอศกรีมรสชาติใหม่ “ช็อคโกแลตชิลลี่”  ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ หน้าร้าน Guss Damn Good ทุกสาขา หรือ ช่องทางออนไลน์  ผ่านเดลิเวอรี่แอปพลิเคชั่นอย่าง Grab, Lineman, Robinhood หรือช้อปปิ้งแอปพลิเคชั่นอย่าง Shopee, TikTok Shop และ Lazada สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวและกิจกรรมพิเศษจากทั้งสองแบรนด์ได้ที่ https://www.facebook.com/SrirajaPanich/ และ https://www.facebook.com/gussdamngood

เมื่อความหวานมาพร้อมความยั่งยืน โรงแรมคอนราด กรุงเทพ เปิดตัวสวนผึ้งบนดาดฟ้าแห่งแรก

เมื่อความหวานมาพร้อมความยั่งยืน โรงแรมคอนราด กรุงเทพ เปิดตัวสวนผึ้งบนดาดฟ้าแห่งแรก

เมื่อความหวานมาพร้อมความยั่งยืน โรงแรมคอนราด กรุงเทพ เปิดตัวสวนผึ้งบนดาดฟ้าแห่งแรก

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมคอนราด กรุงเทพ ร่วมมือกับ จันทร์อรุณ ฟาร์มผึ้ง  เปิดตัว “สวนผึ้งบนดาดฟ้า”  แห่งแรกใจกลางเมือง บนชั้น 33 ของโรงแรม  โครงการต้นแบบที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำการเลี้ยงผึ้งเชิงอนุรักษ์มาประยุกต์ใช้  เพื่อเผยแพร่ ส่งเสริม และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ เตรียมเปิดตัวกิจกรรม “คอนราด โมเมนต์”  นำเสนอเมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำผึ้งในทุกห้องอาหารของโรงแรม รังสรรค์โดยทีมเชฟผู้มากประสบการณ์ เพื่อยกระดับการให้บริการและการมอบประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ผู้เข้าพัก

“สวนผึ้งบนดาดฟ้า” เป็นโครงการต้นแบบที่สำคัญและนับเป็นพันธกิจระยะยาวของโรงแรมคอนราด กรุงเทพ ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของการดำเนินงานที่ยึดหลักธุรกิจความยั่งยืน โดยคำนึงถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม อีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอนุรักษ์ อันสามารถส่งมอบประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ให้กับผู้มาใช้บริการ และเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านระบบนิเวศวิทยาได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับโลกของกลุ่มโรงแรมเครือฮิลตัน นั่นคือ ”Travel with Purpose” หรือ “การเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีวัตถุประสงค์” ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในหลากหลายมิติ นับเป็นการยกระดับความยั่งยืนและช่วยลดผลกระทบทางสังคมในทุกภูมิภาคทั่วโลก

สวนผึ้งของโรงแรมคอนราด กรุงเทพ ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าที่ระดับความสูง 115.5 เมตร จากพื้นดิน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 72 ตารางเมตร จากพื้นที่ดาดฟ้าทั้งหมด 1,160 ตารางเมตร โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอาคาร นับเป็นบริเวณที่มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงผึ้งเพราะได้รับแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้า มีแสงแดดตามธรรมชาติส่องถึงตลอดทั้งวัน และมีกระแสลมพัดผ่านอย่างคงที่ตามธรรมชาติ สวนผึ้งแห่งนี้จะได้รับการดูแลสัปดาห์ละสองวัน (ทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี) จากทีมเลี้ยงผึ้งมืออาชีพ นำโดย ปัญชลี ตรีตราเพ็ชร ผู้บริหารจันทร์อรุณ ฟาร์มผึ้ง และทีมงานของทางโรงแรมฯ เพื่อตรวจเช็คความสมบูรณ์ของน้ำ อาหาร และสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อความมั่นใจต่อสุขภาพของราชินีผึ้งและความเป็นอยู่ของฝูงผึ้งว่าจะสามารถผลิตน้ำผึ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สวนผึ้งบนดาดฟ้าแห่งนี้ ประกอบด้วยรังผึ้งจำนวน 5 รัง โดยแต่ละรังจะมีผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera) จำนวน 25,000 ถึง 30,000 ตัว โดยผึ้งสายพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปแอฟริกา สำหรับการเก็บน้ำผึ้งจะสามารถดำเนินการได้ทุกๆ 4-5 เดือน และจะให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 25-30 กิโลกรัม ต่อรอบของการเก็บเกี่ยว และการบริหารจัดการและกำหนดรอบการเก็บเกี่ยวอย่างพิถีพิถันนี้เอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมคอนราด กรุงเทพ ในการผลิตน้ำผึ้งที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สนับสนุนเป้าหมายของกลยุทธ์ “Travel with Purpose” ที่ต้องการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมได้

มร. ทิโมธี เซนสเบอรี ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมคอนราด กรุงเทพ กล่าวว่า “การประสานความร่วมมือกับจันทร์อรุณฟาร์มผึ้งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นค่านิยมที่เรามีร่วมกันในด้านการดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน การส่งเสริมการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สวนผึ้งบนดาดฟ้าของเรามิใช่เพียงโครงการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นภาพสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงแรมคอนราด กรุงเทพ และทีมงานทุกคนที่ต้องการส่งเสริมและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในเขตเมืองให้คงอยู่ไว้อย่างแท้จริง”

โครงการ “สวนผึ้งบนดาดฟ้า” มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตน้ำผึ้งออร์แกนิก สำหรับใช้ในการประกอบอาหารของห้องอาหารภายในโรงแรมฯ ภายใต้การดูแลของ เชฟไรอัน ดาดูฟาลซ่า เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ และเชฟซิโมเน โพเซอร์ ผู้ช่วยเอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับประสบการณ์ด้านอาหารให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ไรอัน ดาดูฟาลซ่า   กล่าวว่า “ในฐานะเชฟและคนทำอาหาร ผมมักมองหาวัตถุดิบที่มีเรื่องราวในตัวเอง และน้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งในของขวัญจากธรรมชาติที่น่าทึ่งที่สุด การมีสวนผึ้งของเราเองบนดาดฟ้า เปิดโอกาสให้เราได้ทำงานกับวัตถุดิบที่ไม่เพียงแต่สดใหม่ และหาได้จากแหล่งผลิตใกล้ตัวเท่านั้น หากแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งอีกด้วย เพราะสิ่งนี้คือวิธีที่เราจะสามารถเชื่อมโยงผู้เข้าพักในโรงแรมฯ และเข้าใช้บริการในห้องอาหารของเรา กับประสบการณ์ที่พวกเขาจะได้รับจากผืนแผ่นดิน ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป และที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และโลกใบนี้ ผ่านจานอาหารทุกๆ จานที่เรารังสรรค์ขึ้น”

ทั้งนี้ โครงการ “สวนผึ้งบนดาดฟ้า” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนงานระยะยาวในการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มีความเกี่ยวโยงกับการเลี้ยงผึ้งและจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผึ้ง ให้กับผู้เข้าพักและผู้มาใช้บริการภายในโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ  โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพในการยกระดับประสบการณ์ต่างๆ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแนวคิดด้านการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำน้ำผึ้งและการเลี้ยงผึ้งในเมืองมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์

“เราเพิ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำผึ้งในรอบแรก ไปเมื่อเร็วๆนี้  หลังใช้เวลานานนับปีในการเลี้ยงผึ้งอย่างถูกวิธี และในลำดับต่อไป ทางโรงแรมฯ มีแผนจัดกิจกรรม ‘คอนราด โมเมนต์’  เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษแก่ผู้เข้าพัก  โดยมีผึ้งและน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบ เช่น การจัดเตรียมชุดของขวัญต้อนรับสุดพิเศษสำหรับผู้เข้าพักในห้องสวีท เมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำผึ้ง ที่จัดเตรียมไว้ให้บริการในห้องอาหารต่างๆ ได้แก่ ห้องอาหารจีนหลิว  ห้องอาหารญี่ปุ่นคิซาระ  ห้องบริการอาหารเช้า คาเฟ่ แอท ทู  และดิโพลแมท บาร์ ตลอดจนการบริการสปา ที่นำประโยชน์และคุณค่าจากน้ำผึ้งธรรมชาติมาช่วยเสริมสร้างความผ่อนคลายอย่างล้ำลึก” มร. ทิโมธี เซนสเบอรี ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมคอนราด กรุงเทพ  กล่าวในที่สุด

ที ลีสซิ่ง ผนึกกำลัง เกียรติชัยบ้านบึงฯ ปลูกฝังเยาวชน เพิ่มความปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ที ลีสซิ่ง ผนึกกำลัง เกียรติชัยบ้านบึงฯ ปลูกฝังเยาวชน เพิ่มความปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ที ลีสซิ่ง ผนึกกำลัง เกียรติชัยบ้านบึงฯ ปลูกฝังเยาวชน เพิ่มความปลอดภัยใส่ใจสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ในเครือ เอ็ม บี เค เล็งเห็นความสำคัญของการให้ที่ไม่สิ้นสุด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยความร่วมมือภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม โดย มงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ และ ปรัชญา ติงสะ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มงานบริ หารงานขายและบริหารหนี้ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด ร่วมกับ เกียรติชัย ชัยวัฒนพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกียรติชัยบ้านบึง 1991 จำกัด  นำจิตอาสา พร้อมทีมครูฝึกขับขี่ปลอดภัย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ขับขี่ดี มีวินัย รถสะอาด อากาศใส ไร้ PM 2.5

ทั้งนี้ เพื่อปลูกจิตสำนึกเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องการขับขี่อย่างปลอดภัย การดูแลรักษารถให้ปลอดควันดำ ผลกระทบจากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนบ้านป่าแดง (ไชยอุปถัมภ์) จังหวัดชลบุรีโดยมีการถ่ายทอดความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงฝึกอบรมเทคนิคการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ถูกต้องตามกฎจราจร พร้อมแนะนำวิธีตรวจเช็กเครื่อง ยนต์เบื้องต้น เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะ สอดคล้องกับศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ระบุรถจักรยานยนต์จัดเป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด โดยปี 2567 มีจำนวนผู้เสียชีวิตสะสม อันดับ1 รถจักรยานยนต์  83%  รองลงมาคือรถยนต์ 17%  เพศชายมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่าเพศหญิง 76.02% โดยสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุคือ ใช้ความ เร็วเกินกำหนด ความประมาท  ขาดความชำนาญและร่างกายในอยู่ในสภาวะไม่พร้อมขับขี่ เช่นการดื่มแอลกอฮอลล์ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนการป้องกันการเรียนรู้ทักษะการขับขี่ ปฏิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง

อธิป ทองปาน ครูโรงเรียนบ้านป่าแดง (ไชยอุปถัมภ์)กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ มีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิดความตระหนักถึงอัตรายของการไม่สวมใส่หมวกกันน๊อค พร้อมปลูกฝังให้ขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างมีวินัยไม่ประมาท เพื่อให้การจราจรบนถนนเป็นระเบียบไม่เกิดอัตรายต่อผู้อื่น  “โรงเรียนอยากให้มีการจัดต่อเนื่องทุกปี เพราะการที่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาจัดอบรมการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย ย่อมเป็นผลดีต่อตัวนักเรียนและชุมชนลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุในระยะยาวครับ” เช่นเดียวกับ เด็กชายพสิษฐ์ พลสงค์ นักเรียน โรงเรียนบ้านป่าแดง (ไชยอุปถัมภ์)  กล่าวว่า กิจกรรมสนุกและยังได้รับความรู้เกี่ยวการขับขี่อย่างปลอดภัย ถูกต้องตามกฎกหมาย โดยจะนำความความรู้ไปปรับใช้ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม“หลังจากการอบรมครั้งนี้ ผมจะปฏิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกกันน๊อคทุกครั้งที่ขับรถจักรยานยนต์ครับ”

นอกจากนี้ที ลีสซิ่ง และบริษัท เกียรติชัยบ้านบึง 1991 จำกัดได้ร่วมกันมอบหมวกกันน็อกและอุปกรณ์สำหรับการขับขี่อย่างปลอดภัยให้แก่เยาว ชนที่เข้าร่วมการอบรม เพื่อส่งเสริมวินัยในการใช้รถใช้ถนน และปลูกฝังจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเรียน ณ โรงเรียนบ้านป่าแดง (ไชยอุป ถัมภ์) อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

‘นอนกรน’ ไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

‘นอนกรน’ ไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

‘นอนกรน’ ไม่ใช่แค่เสียงรบกวน แต่คือสัญญาณสุขภาพเสื่อม

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่า “การนอนกรน” เป็นเพียงปัญหากวนใจเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลร้ายแรง แต่ความจริงแล้ว เสียงกรนอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ “หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น” (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรังร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่โรคหลอดเลือดสมอง

แพทย์หญิงณัชชา อินทรกำแหง อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านการนอนหลับ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การนอนกรนสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ความเหนื่อยล้าสะสม  การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน  น้ำหนักตัวเกิน  ภาวะภูมิแพ้หรือคัดจมูก ทำให้หายใจลำบาก แม้อาการนอนกรนจะดูไม่รุนแรง แต่หากเกิดบ่อยและมีอาการร่วมอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของ โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น(Obstructive Sleep Apnea) ซึ่งมักจะมีอาการหลับไม่สนิท ง่วงในเวลากลางวันทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อดนอน ภาวะนี้มีสาเหตุมาจากอวัยวะทางเดินหายใจ เช่น จมูก ช่องคอ ลิ้นหรือผนังคอหอย เกิดความผิดปกติ จนส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ทำให้อากาศผ่านได้ลดลง หรือเกิดการอุดกั้น นำไปสู่การหยุดหายใจชั่วขณะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก หากไม่รักษาอาจนำไปสู่การเป็นโรคทางหัวใจ และโรคอื่น ๆ ได้

แพทย์หญิงณัชชา อินทรกำแหง อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านการนอนหลับ โรงพยาบาลเวชธานี 

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ สะดุ้งตื่นกลางดึกเหมือนหายใจไม่ออก ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ ง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน สมาธิและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยตรวจวินิจฉัยการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อแยกว่าเป็นการนอนกรนประเภทใด และสามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ว่า มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากหรือไม่และตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ

รายละเอียดการตรวจดังนี้ การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ ว่าหลับได้สนิทแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอน คลื่นสมองผิดปกติเช่นลมชักขณะหลับ

การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่

การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ และหยุดหายใจหรือหายใจเบาหรือไม่

การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ใช้ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือไม่ เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

ตรวจเสียงกรน เพื่อดูว่ากรนจริงหรือไม่ กรนดังแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรน หรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การทำ Sleep Test หรือการตรวจการนอนหลับชนิดมาตรฐาน (Standard PSG) ต้องทำในห้องปฏิบัติการนอนหลับ (Sleep laboratory) ควบคุมดูแลโดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเฉพาะทาง เพราะการตรวจค่อนข้างซับซ้อน และมีการติดอุปกรณ์ตามร่างกายหลายอย่าง การตรวจชนิดนี้สามารถบอกได้ว่า คุณภาพในการนอนเป็นอย่างไร หลับได้ดีหรือสนิทหรือไม่ และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจบ่อย อาจจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ(CPAP) แล้วทำการปรับความดัน เพื่อให้ทราบค่าความดันที่เหมาะสมที่สุด ที่ใช้รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

สำหรับการวินิจฉัยความผิดปกติขณะนอนหลับ จะทำการวัดตลอดทั้งคืน อย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาปกติของการหลับของคนทั่วไป ต้องมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการอ่านคลื่นสมอง ตรวจเช็กผลซ้ำอีกครั้งด้วยจึงจะเชื่อถือได้

แนวทางการรักษาหลังเข้ารับการตรวจ Sleep Test แล้วพบว่ามีความผิดปกติของภาวะนอนกรน แนะนำจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ เช่น ลดน้ำหนัก เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หลีกเลี่ยงการนอนหงายเพราะจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย หลีกเลี่ยงยาและเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาแก้แพ้ เป็นต้น

ส่วนกรณีของภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีวิธีการรักษาได้หลายวิธีได้แก่ 1.การใช้เครื่องช่วยหายใจCPAP ซึ่งเป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงถึง 90-99% 2. การรักษาทางเลือกด้วยการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย อาจช่วยแก้ไขการหยุดหายใจทำให้ไม่ต้องกลับไปใช้หรือลดการใช้เครื่อง CPAP ลงได้ ซึ่งการผ่าตัดปัจจุบันมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และโครงสร้างความผิดปกติของโครงหน้า จมูก และปากของแต่ละคน 3.การใส่อุปกรณ์ทันตกรรม (Oral appliance) ช่วยดึงลิ้นและกรามบางส่วนมาข้างหน้า เพื่อลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจขณะหลับ

อย่างไรก็ตาม การนอนกรนที่เกิดบ่อยและมีอาการร่วม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงโดยไม่รู้ตัว หากสังเกตอาการตัวเองหรือคนรอบข้างว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เพราะ การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อน และฟื้นฟูคุณภาพการนอนให้กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง

เปิด 5 ไฮไลต์ Thailand Coffee Fest 2025 เทศกาลจะทำให้คุณหลงรักกาแฟมากขึ้น

เปิด 5 ไฮไลต์ Thailand Coffee Fest 2025 เทศกาลจะทำให้คุณหลงรักกาแฟมากขึ้น

เปิด 5 ไฮไลต์ Thailand Coffee Fest 2025 เทศกาลจะทำให้คุณหลงรักกาแฟมากขึ้น

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Thailand Coffee Fest 2025: Drink Better Coffee เทศกาลกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในวาระพิเศษ ครบรอบ 10 ปี กับแนวคิดที่ชวนคนทั้งวงการกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้คั่วกาแฟ บาริสต้า คาเฟ่ และผู้ดื่มกาแฟ มาร่วมกันตั้งเป้าหมายใหม่ เพื่อดื่มกาแฟที่ “ดีขึ้น” ในทุกมิติ ไม่ใช่แค่ในรสชาติ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและโลก ตั้งแต่วันที่ 10 – 13 กรกฎาคม 2025 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center, Hall 5-8 เมืองทองธานี เข้างานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตลอดทศวรรษของการจัดงาน Thailand Coffee Fest ได้พิสูจน์แล้วว่ากาแฟไทยสามารถยืนในเวทีโลกได้ด้วยคุณภาพ และในอีก 10 ปีข้างหน้า เราต้องการเห็นกาแฟไทยเป็นแรงขับเคลื่อนของการพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งจากการเริ่มต้นในปี 2559 บนพื้นที่ 4,800 ตารางเมตร ในวันนี้ Thailand Coffee Fest เติบโตจนกลายเป็นเวทีระดับภูมิภาค ที่ใช้พื้นที่ 20,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 300 ราย และผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 58 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี นั้นมีความพิเศษเกิดขึ้นมากมาย

5 ไฮไลต์ห้ามพลาด ที่จะทำให้คุณหลงรักกาแฟมากขึ้น

SCA Experience Lounge ครั้งแรกในไทย!  พาคนรักกาแฟเข้าใกล้โลกของกาแฟพิเศษมากยิ่งขึ้น ผ่านการลิ้มรส เรียนรู้ และทำความเข้าใจเบื้องหลังรสชาติและคุณค่าอันซับซ้อนของกาแฟพิเศษ โดยภายในเลานจ์จะได้พบกับแชมป์และผู้เข้ารอบการแข่งขันกาแฟระดับโลกจากหลากหลายประเทศ และผู้ผลิตกาแฟเจ้าของรางวัล Cup of Excellence จากประเทศไทยที่มาร่วมเสิร์ฟกาแฟด้วยตัวเอง พร้อมกิจกรรม Coffee Value Assessment (CVA) ให้ผู้ร่วมงานได้ลองประเมินรสชาติด้วยเครื่องมือใหม่ล่าสุดของวงการ ถ่ายรูปสนุก ๆ กับกำแพง “Make Coffee Better” และพบข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา สมาชิก และกิจกรรมของ SCA ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงงาน World of Coffee Bangkok 2026 งานแสดงสินค้าครั้งแรกในเอเชียของ SCA ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย

Coffee Around the World พื้นที่รวบรวมวัฒนธรรมการดื่มกาแฟจากทุกมุมโลก พบกับบาริสต้าแชมป์โลกจากกกว่า 10 ประเทศที่จะมาแบ่งปันมุมมอง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน อาทิ Martin Woelfl : World Brewers Cup Champion 2024 จาก Austria, Matt Winton : World Brewers Cup Champion 2021จาก Switzerland, Anthony Douglas : World Barista Champion 2022 จาก Australia, Borum Um : World Barista Champion 2023 จาก Brazil, Sherry Hsu : World Brewers Cup Champion 2022 จาก South Korea และ Champion คนอื่น ๆ

Hall of Famers Exhibition นิทรรศการยกย่อง 10 เกษตรกรต้นแบบของไทย ที่ใช้กาแฟฟื้นชีวิต ฟื้นป่า และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นด้วยกาแฟถ้วยเดียวที่โซน Coffee People by SCATH กับ Coffee Arena การแข่งขันบาริสต้าระดับประเทศเพื่อค้นหาตัวแทนประเทศไทยไปเวที World Coffee Championships 2026 ซึ่งในงานจะมีการแข่งขันย่อย ได้แก่ Thailand National Barista Championship และ Thailand National Brewers Cup Championship ร่วมเชียร์การแข่งขันติดขอบเวทีที่นอกจากจะสนุก ยังได้เรียนรู้การแข่งขันการทำกาแฟแบบมืออาชีพ

สถานีสุดท้าย! ชิมกาแฟสมบัติชาติ ภายในงาน Thailand Coffee Fest ในบรรยากาศจำลองกองประกวดสุดยอดกาแฟพิเศษไทย ประจำปี 2568 ร่วมชิมทั้ง 3 โพรเซส 61 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 351 ตัวที่ส่งเข้ามาในปีนี้ ลงทะเบียนฟรี! คลิก  https://forms.gle/WWm1me2wMHdsFdDm8 รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น!

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น อัปเดตเทรนด์ในแวดวงอุตสาหกรรมกาแฟไทยหลากหลายหัวข้อทั้ง Agriculture, Business, Enviorment, Technical ผ่านประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแชมป์เวทีการแข่งขันกาแฟระดับโลก, การแข่งขัน Thailand Es Yen Championship 2025 รอบชิงชนะเลิศ ร่วมลุ้นผลการประมูลสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน Thailand Coffee Fest 2025 เตรียมตัวให้พร้อม ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่ https://register.thailandcoffeefest.org/ งานเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 – 13 กรกฎาคม 2025 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center, Hall 5-8 เมืองทองธานี เข้างานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของงานได้ที่ https://www.facebook.com/ThailandCoffeeFest และ https://www.thailandcoffeefest.org

อบจ.สมุทรปราการ ร่วมกับ กองทัพเรือ จัดการแสดงแสงเสียงสื่อผสม ‘ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล’ เทิดพระเกียรติ ร.5

อบจ.สมุทรปราการ ร่วมกับ กองทัพเรือ จัดการแสดงแสงเสียงสื่อผสม  ‘ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล’ เทิดพระเกียรติ ร.5

อบจ.สมุทรปราการ ร่วมกับ กองทัพเรือ จัดการแสดงแสงเสียงสื่อผสม ‘ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล’ เทิดพระเกียรติ ร.5

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับกองทัพเรือ  เปิดตัวโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรปราการทางด้านประวัติศาสตร์ “การแสดงแสงเสียงสื่อผสมในรูปแบบมิวสิคัล รำลึกเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒” ตอน “ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล”  ภายใต้แนวคิด “จากปราการ สู่ปณิธาน…พระราชา ผู้ปกป้องแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันโครงการ ร่วมด้วยรองผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ผู้บังคับป้อมพระจุลจอมเกล้า ฐานทัพเรือกรุงเทพ และเหล่านักแสดงนำชื่อดัง อาทิ ปุ๊ มนตรี, ตั๊ก นภัสรัญชน์, วิทย์ พชรพล, โบ๊ท ปรัชญา, เอ็ม อรรถพล, อ้น เลอวิทย์, ไข่มุก วรัทยา, แพน กันย์ลภัส และเมย์ อธิชา เข้าร่วมแถลงข่าว และร่วมเป็นสักขีพยานแห่งการเริ่มต้นสร้างสรรค์ละครเพลงประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ

ในส่วนของวัตถุประสงค์ของการจัดงาน นายสุนทร ปานแสงทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า “จังหวัดสมุทรปราการ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เมืองปากน้ำ’ ถือเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งด้านการป้องกันประเทศ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งไทย จีน ญวน มอญ แขก และยังเปี่ยมด้วยศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของชาวไทยคือ วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ การสู้รบกับฝรั่งเศสที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งแม้จะมีความสูญเสีย แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 และความกล้าหาญเสียสละของบรรพบุรุษไทย ทำให้ชาติไทยสามารถธำรงเอกราชไว้ได้อย่างสง่างาม”

การแสดง “ปราการพระจุล จารึกคุณมหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล” จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิด “จากปราการ สู่ปณิธาน…พระราชา ผู้ปกป้องแผ่นดิน” ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่างร่วมสมัยในรูปแบบละครเพลง พร้อมเทคนิคแสง สี เสียงสุดอลังการ การแสดงครั้งนี้กำกับ และเขียนบทโดย ครูนาย มานพ มีจำรัส ผู้กำกับฝีมือเยี่ยมที่เคยฝากผลงานมาแล้วมากมาย ร่วมด้วย อาจารย์นพพร เพริศแพร้ว ที่มีประสบการณ์ละครเวทีระดับนานาชาติ และการประพันธ์เพลงโดย อาจารย์ชัยภัค ภัทรจินดา ศิลปินศิลปาธร ประจำปี 2565

ละครเพลง “ปราการพระจุล จารึกคุณ มหาราช ร.ศ.๑๑๒ เดอะมิวสิคัล” จะจัดแสดง ระหว่างวันที่ 13 – 16 กรกฎาคม 2568 วันละ 1 รอบ รวม 4 รอบการแสดง ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมด้วยการออกร้านของผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่ง เข้าชมฟรีได้ที่ LINE OA: ปราการพระจุล ร.ศ.112 (https://lin.ee/kjv9Wiq) และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ปราการพระจุล เดอะมิวสิคัล หรือเข้าชมคลิป ปราการพระจุล เดอะมิวสิคัลได้ที่  https://youtu.be/g_Rsv1dSnY8