ผอ.การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวน ‘อาเล็ก–ธีรเดช’ จัดแฟนมีตครั้งแรกที่ไทเป หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

ผอ.การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวน ‘อาเล็ก–ธีรเดช’ จัดแฟนมีตครั้งแรกที่ไทเป หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

ผอ.การท่องเที่ยวไต้หวัน ชวน ‘อาเล็ก–ธีรเดช’ จัดแฟนมีตครั้งแรกที่ไทเป หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.29 น.

การท่องเที่ยวไต้หวันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย โดยในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเยือนไต้หวันมากถึงเกือบ 400,000 คน และในปี 2025 สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยให้ทะลุ 450,000 คน ผ่านการเปิดตัวแคมเปญใหม่ ไต้หวันมะ — Taiwan(na) go with me?” พร้อมเชิญ “อาเล็ก–ธีรเดช เมธาวรายุทธ” นักแสดงสุดฮอตจากช่อง 3 มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ จัดกิจกรรมแน่นตลอดทั้งปี รวมถึงอีเวนท์ใหญ่ช่วงปลายปี นั่นคืองานแฟนมีตติ้งต่างประเทศครั้งแรกของ อาเล็ก ธีรเดช ที่ไทเป ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้

สโลแกนที่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการลงมือทำจริง 

ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ กล่าวว่า สำนักงาน ฯ ทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไต้หวันในตลาดไทย ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์ การร่วมมือกับสื่อ พัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวร่วมกับภาคธุรกิจ ไปจนถึงความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

“เราไม่ได้แค่โปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวของไต้หวัน แต่ต้องเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย อย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์และตรงใจคนไทย” – ซินดี้ เฉิน กล่าว

เมื่อพูดถึงกลยุทธ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวในปี 2025 คุณซินดี้กล่าวว่า สโลแกน ‘ไต้หวันมะ’ ไม่ใช่แค่คำโปรย แต่คือการลงมือทำจริง คุณซินดี้ย้ำว่า สโลแกนนี้มีความหมายที่เข้าถึงใจคนไทย เป็นเหมือนคำชักชวนที่เป็นกันเองว่า “ไปเที่ยวไต้หวันด้วยกันไหม?”

สำหรับแผนกิจกรรมตลอดปี 2025 เรียกได้ว่าจัดเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่การพาคุณอาเล็ก ธีรเดชไปถ่ายทำภาพยนตร์สั้นโปรโมตใน 6 เมืองไต้หวัน พร้อมจัดงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ในเดือนมกราคม ตามด้วยการเข้าร่วมงาน “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ระหว่างวันที่ 16-19 มกราคม และอีเวนท์ Taiwan Day เทศกาลอาหารและท่องเที่ยวไต้หวันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ต่อจากนี้ยังมีอีกหลายกิจกรรมรออยู่ โดยในเดือนกันยายนจะมีงาน Taiwan Travel Fair ที่ Emsphere และไฮไลต์ประจำปีคือ “งานแฟนมีตอาเล็ก ธีรเดช” ที่จะจัดขึ้นที่ไทเป ในวันที่ 25 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่อาเล็กจัดแฟนมีตในต่างประเทศด้วย

พรีเซ็นเตอร์ที่ใช่ ดันการท่องเที่ยวไต้หวันแบบจัดเต็ม

อาเล็ก ธีรเดช เป็นนักแสดงหนุ่มขวัญใจชาวไทยจากช่อง 3 เขาจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีผู้ติดตามบนอินสตาแกรมราว 5 ล้านคน ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวันประจำปี 2025 ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีทองของเขาอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะได้ร่วมงานกับการท่องเที่ยวไต้หวันแล้ว ผลงานละครเรื่อง “สายรักสายเลือด” ที่เพิ่งออกอากาศจบไปก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย

ซินดี้ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ เปิดเผยถึงเหตุผลที่เลือกอาเล็ก ธีรเดช ว่า “คุณอาเล็กเป็นนักแสดงที่มีภาพลักษณ์ดี เป็นกันเอง และเข้าถึงคนได้ทุกเพศทุกวัย แถมยังมีคาแรกเตอร์สดใส ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไต้หวันอย่างมาก” ไม่เพียงเท่านั้น อาเล็กยังชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ “เขาเดินทางบ่อย ทั้งไปคนเดียว พาครอบครัว หรือแฟนไปด้วย ทำให้เขาเข้าใจนักท่องเที่ยวประเภทต่างๆ ได้ดี ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยว Solo, ครอบครัว และคู่รัก ซึ่งตอบโจทย์ตลาดของเราอย่างมาก” 

“ยิ่งไปกว่านั้น คุณอาเล็กเคยมาไต้หวันหลายครั้งก่อนจะได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และมีความผูกพันกับที่นี่อยู่แล้ว เขาชอบอาหาร วัฒนธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวของเราอย่างแท้จริง และเมื่อเขาพูดถึงไต้หวัน ผู้ชมก็จะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ”

ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์การท่องเที่ยวไต้หวัน อาเล็กไม่ได้แค่ร่วมถ่ายทำภาพยนตร์โปรโมตเท่านั้น แต่ยังเลือกมาเที่ยวไต้หวันเองหลายรอบ รวมถึงเดินทางไปยังสถานที่ลับที่แม้แต่คนไต้หวันเองยังไม่เคยไป เช่น หมาจู่ (Matsu) พร้อมทำ Vlog เล่าประสบการณ์เที่ยวไต้หวันในแบบฉบับของเขา ซึ่งไม่เพียงได้รับเสียงชื่นชมจากแฟนชาวไทย แต่ยังทำให้ชาวไต้หวันเองก็เซอร์ไพรส์ในมุมมองใหม่ของบ้านตัวเองอีกด้วย

“ผมเคยไปไต้หวันมาแล้ว 5 ครั้ง ทั้งไทเป ไถจง เกาสง รวมถึงหมาจู่ ส่วนตัวชอบเกาสงมาก โดยเฉพาะแถบเกาะฉีจิน เพราะมีชายหาดให้ปั่นจักรยาน จิบกาแฟ กินของอร่อย คือครบจบในที่เดียว” อาเล็กกล่าวพร้อมเสริมว่า “ผมชอบค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ และอยากแชร์สิ่งดี ๆ เหล่านั้นให้คนอื่นรู้จักด้วย นี่คือสิ่งที่ผมรัก และยิ่งได้ทำในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ก็ยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติและมีความสุข”

จากสถานที่ สู่ความรู้สึกดี ๆ ในไต้หวัน

นอกจากจะเป็นนักแสดงมากความสามารถแล้ว อาเล็กยังทำช่อง YouTube รีวิวเรื่องกินเที่ยวอีกด้วย เขาเป็นสายกินตัวยง โดยเฉพาะอาหารไต้หวัน เพราะเคยทำคอนเทนต์รีวิวกินทั่วตลาดกลางคืนชื่อดังของเกาสงอย่าง “ตลาดนัดกลางคืนลิ่วเหอ” มาแล้ว

เมนูที่เขายกให้เป็นของโปรดและห้ามพลาดเมื่อมาไต้หวัน ได้แก่ ข้าวหน้าหมูพะโล้, เต้าหู้เหม็น, ไก่อบโอ่ง และข้าวปั้นไต้หวัน โดยเฉพาะ “ไก่อบโอ่ง” ที่เนื้อนุ่มฉ่ำ จนเขาบอกว่ายังจำความอร่อยได้ไม่ลืม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ อาเล็กได้เล่าถึงประสบการณ์สุดท้าทายที่ต้องลองกิน “อัณฑะไก่” ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์สั้นโปรโมตการท่องเที่ยวไต้หวัน เขาเผยว่า “ตอนเห็นบทครั้งแรกก็ตกใจเล็กน้อย แต่พอได้ลองจริง ๆ กลับพบว่าทำได้สะอาดมาก ทั้งรสชาติและสัมผัสก็แปลกใหม่และน่าสนใจ” พร้อมแนะนำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเปิดใจลองอะไรใหม่ ๆ ด้วย

ไม่เพียงแค่อาหารเท่านั้น “ความอบอุ่นและน้ำใจของคนไต้หวัน” ก็เป็นสิ่งที่อาเล็กประทับใจไม่แพ้กัน “วัฒนธรรมของไต้หวันกับไทยค่อนข้างคล้ายกัน ทำให้คนไทยเที่ยวไต้หวันได้ง่าย ไม่รู้สึกแปลกแยก และคนไต้หวันก็ใจดีมาก พร้อมเข้ามาช่วยเหลือตลอด”

อาเล็กยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมือสัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตัวเอง “ผมอยากพาเพื่อนชาวไทยออกเดินทางไปค้นหาไต้หวันอีกด้าน ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก ทั้งสถานที่ลับ ๆ และของกินท้องถิ่นแบบไม่ซ้ำใคร ทุกอย่างในทริปนี้ผมเป็นคนวางแผนเองทั้งหมด โดยแค่ขอข้อมูลจากทีมงานเล็กน้อย เพราะอยากให้ทุกอย่างออกมา ‘เรียล’ ที่สุด เพื่อให้คนไทยเห็นว่าไต้หวันเที่ยวไม่ยากเลยครับ”

ไฮไลต์แห่งปี! อาเล็กจัดแฟนมีตที่ไทเป พร้อมโชว์ร้องเพลงจีนครั้งแรก

งานแฟนมีตของ อาเล็ก ธีรเดช ที่ไทเป ในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ถือเป็นกิจกรรมไฮไลต์แห่งปี เพราะจะเป็นครั้งแรกที่ อาเล็ก ธีรเดช จัดงานแฟนมีตในต่างประเทศ พร้อมขึ้นเวทีร้องเพลงจีนครั้งแรก สร้างความตื่นเต้นทั้งตัวเขาเองและแฟน ๆ อย่างมาก

ด้วยกระแสความนิยมของอาเล็ก งานนี้จึงเป็นโอกาสทองที่จะเชิญชวนแฟนคลับชาวไทยบินตรงสู่ไต้หวันเพื่อร่วมงานแฟนมีตสุดพิเศษ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของไต้หวันในมุมที่ต่างออกไป “นักท่องเที่ยวยุคใหม่เริ่มมองหาประสบการณ์เฉพาะตัว ไม่ต้องการแค่ทัวร์สำเร็จรูปอีกต่อไป” คุณซินดี้ เฉิน กล่าว พร้อมเสริมว่า “แพ็คเกจทัวร์แฟนมีตอาเล็กที่ไต้หวัน” ที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือประสบการณ์พิเศษที่รวมการเที่ยวเชิงลึกและการเจอศิลปินที่รักไว้ด้วยกัน ที่พิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือ การที่อาเล็กจะร้องเพลงจีนครั้งแรกในงานนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและให้ความสำคัญกับแฟนมีตนี้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเพิ่มสีสันและกระแสให้กับกิจกรรมนี้อย่างมากอีกด้วย

เป้าหมายอนาคต ปลุกกระแสเที่ยวไต้หวันให้แรงในไทยอีกครั้ง

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยังไต้หวันในช่วงหลัง คุณซินดี้ เฉิน สังเกตว่า นักท่องเที่ยวไทยเริ่มให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์เชิงลึก” และ “จุดเช็กอินถ่ายรูป” มากขึ้น ไม่ได้ต้องการแค่เที่ยวแบบเร่งรีบหรือเดินผ่านไปเท่านั้น ความสนใจในด้านอาหารท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทาง

เพื่อรับมือกับแนวโน้มนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันจึงเดินหน้าร่วมมือกับสื่อต่าง ๆ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งยังใช้ทรัพยากรต่างๆจาก “Tourism Circle” และ “Taiwan Tourism 100 Spotlights” ในการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่คนไทยยังไม่รู้จัก พร้อมทั้งพัฒนาทริปเฉพาะทาง เช่น เส้นทางไหว้พระ, ทัวร์ชิมอาหารมิชลิน บิบ กูร์มองด์ และการท่องเที่ยวทางเรือ เพื่อให้คนไทยหลงรักไต้หวันจนอยากกลับมาอีกครั้ง

แม้ปีนี้จะเจอความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้คนไทยระมัดระวังในการวางแผนเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น แต่คุณซินดี้ เฉิน ก็ยืนยันด้วยท่าทีเชิงบวกว่า “เราจะเดินหน้าทำให้ดีที่สุด”

‘ไต้หวันมะ’ ไม่ใช่แค่คำทักทาย แต่คือคำเชิญชวนและการลงมือทำจริง เราจะใช้กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ เพื่อกระตุ้นให้เพื่อนชาวไทยเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของไต้หวัน และร่วมกันสร้างกระแสใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไต้หวัน คุณซินดี้ เฉิน กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อกิจกรรมใหญ่ช่วงครึ่งปีหลังใกล้เปิดฉาก ความร่วมมือระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวันและ อาเล็ก ธีรเดช ที่ผสานประสบการณ์จริงกับพลังของคนดัง กำลังเปิดมิติใหม่ให้การโปรโมตท่องเที่ยว พร้อมจุดกระแส “ไต้หวันฟีเวอร์” ในไทยให้ลุกเป็นไฟ

-(016)

ไทยรุกจัด ‘THECA 2025’ มุ่งสู่มหาอำนาจอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย

ไทยรุกจัด ‘THECA 2025’ มุ่งสู่มหาอำนาจอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย

ไทยรุกจัด ‘THECA 2025’ มุ่งสู่มหาอำนาจอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.20 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกับ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ประกาศจุดยืน “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก”   ผ่านเวทีแสดงสินค้าและบริการวงจรอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย หรือ Thailand Electronics Circuit Asia (THECA 2025) พร้อมพลิกโฉมประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน THECA 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ อาคาร EH99 – 100   ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ บนพื้นที่จัดแสดงที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ตารางเมตร หรือมากกว่าปีก่อนถึงสองเท่า งานนี้ตั้งเป้าเพื่อต้อนรับ 500 บริษัทชั้นนำจากอุตสาหกรรม และคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานและนักลงทุนกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก มาร่วมสำรวจนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

กระแสการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ  ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จำเป็นต้องมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ง่าย และมีระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น EV, IoT, AI, อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม

นายนฤชา ฤชุพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเจ้าภาพการจัดงาน THECA 2025 กล่าวถึงบทบาทรัฐบาลไทยมุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ภายใต้แผน “Thailand 4.0” และ “Industry 5.0” ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่ง PCB ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรม  ใหม่ ๆ อาทิ EV, IoT, AI, อุปกรณ์การแพทย์ และระบบอัตโนมัติ ทำให้อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิต PCB อันดับ 1 ในอาเซียนและอยู่ในกลุ่มผู้นำระดับโลก  

จากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิต PCB มายังประเทศไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ PCB ชนิด High Density Interconnect และชนิด Multilayer ที่นำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB ในประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต PCB ที่ครบวงจร ปัจจุบัน 80% ของ PCB ที่ผลิตในไทยถูกส่งออกไปยังตลาดหลัก เช่น จีน, สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในระดับสากล นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมี แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ซึ่งช่วยให้บริษัทข้ามชาติที่ต้องการผลิต PCB ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิต และการพัฒนาบุคลากร ยกระดับทักษะการปฏิบัติงานของบุคลากร  ในภาคอุตสาหกรรมผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงาน รองรับความต้องการแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 80,000 คน ในช่วง 2 ปีข้างหน้า 

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำจากหลายประเทศได้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ  ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ ทำให้มีโครงการลงทุนจำนวนมาก หากพิจารณาเฉพาะกลุ่ม PCB พบว่า มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในปี 2567 ทั้งหมดจำนวน 81 โครงการ มูลค่าประมาณ 99,228 ล้านบาท  และคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม PCB ไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 10% ในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งใหม่ในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งงานแสดงสินค้า Thailand Electronics Circuit Asia เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่เปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีของโลก ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายนฤชา กล่าว 

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และประธานจัดงาน THECA 2025 เปิดเผยว่า ในปีนี้ การส่งออกแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ของประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10–15% ของตลาดโลก หรือประมาณ 6–8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ระบบ 5G และ IoT ตลอดจนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมการผลิต 

ปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 88% ของตลาดโลก โดย PCB, PCBA (การประกอบแผ่นวงจรพิมพ์) และ EMS (บริการรับจ้างผลิตอิเล็กทรอนิกส์) ถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งในด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น และความต้องการด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความทนทานต่ออุณหภูมิสูง การต้านทานแรงดันไฟฟ้า และการออกแบบให้มีขนาดเล็กลง 

ดังนั้น ในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ผู้ผลิตจึงเร่งผลักดันนวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การพิมพ์ 3 มิติสำหรับต้นแบบอย่างรวดเร็ว ระบบอัตโนมัติสำหรับการประกอบวงจรที่แม่นยำและซับซ้อน และการใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผ่นวงจรความหนาแน่นสูง (HDI), แผ่นวงจรแบบแข็และ-ยืดหยุ่น (Rigid-Flex), แผ่นวงจรสำหรับชิป (IC Substrates), ชุดอุปกรณ์ไฟฟ้า (power electronics modules), แผ่นวงจรคลื่นความถี่วิทยุ (RF/Microwave), และชุดควบคุมคุณภาพระดับยานยนต์  ชิ้นส่วนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาด เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS), การขับขี่อัตโนมัติ, ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในระดับภูมิภาคและแข่งขันได้ในระดับโลก สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทยจึงได้ร่วมกับมือกับ บีโอไอ พัฒนางาน THECA 2025 ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด ‘How to Build Effectively a Future Electronic Ecosystem’ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พร้อมรับมือกับอนาคต โดยมุ่งพัฒนา 4 เสาหลักได้แก่

1.            Connected Ecosystem – การเชื่อมโยงซัพพลายเชนในระดับภูมิภาคและระดับโลก สนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต PCB, PCBA และซัพพลายเชนอื่น ๆ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม

2.            Smart & Green Manufacturing – การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมแนวคิด Net Zero Manufacturing และ ESG Compliance ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของ Smart Factory ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

3.            Talent & Innovation Hub – การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและนวัตกรรม จัดหลักสูตรฝึกอบรมและความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

4.            New Business Opportunities – การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผ่านการค้าและการลงทุน เปิดเวทีให้เกิดการจับคู่ธุรกิจและความร่วมมือทางการค้า ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

นายเสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกและเลขานุการสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย และประธานศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวเสริมว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรม PCB ไทยกำลังเผชิญคือ “วิกฤตแรงงานเฉพาะทาง” ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยภายในปี พ.ศ. 2570 อุตสาหกรรม PCB ของไทยคาดว่าจะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 20–25% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 18–25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดดังกล่าว คาดว่าประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงานเฉพาะทางในอุตสาหกรรมนี้มากกว่า 80,000 คนภายใน 2 ปี โดยในจำนวนนี้ราว 40% หรือประมาณ 32,000 ราย จะเป็นแรงงานในระดับวิศวกร หากไม่มีการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลอย่างเร่งด่วน ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้รวมมากถึง 2-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 74,000–111,000 ล้านบาท (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TECC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวทางแก้ไขวิกฤตแรงงานเฉพาะทางนี้อย่างเป็นระบบ 

ภายใต้ความร่วมมือนี้ งาน THECA 2025 จึงได้จัด “Job Fair PCB 2025” ขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแรงงานกับอุตสาหกรรม และพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพให้สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรม PCB ไทยสู่ระดับโลก ในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

•             การรับสมัครแรงงานใหม่และนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม PCB และอิเล็กทรอนิกส์

•             จับคู่แรงงานกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่ต้องการพนักงานคุณภาพสูง

•             อบรมทักษะ Reskill และ Upskill ให้กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพหรือพัฒนาตัวเองสู่อุตสาหกรรม PCB

•             เวทีสัมมนาและ Workshop จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม PCB ในอนาคต 

ศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TECC) มุ่งมั่นพัฒนาและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม PCB แห่งภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก นายแคนิส ชุง ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) และผู้ร่วมจัดงาน THECA 2025 ได้กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในเวทีอุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และซับสเตรต (Substrate) ระดับโลก เพราะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การผลิตที่ทันสมัย และการสนับสนุนจากภาครัฐที่เป็นรูปธรรม ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชีย ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคจะ เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยงาน THECA 2025 จะเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกได้ร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตร่วมกัน และยกระดับบทบาทของเอเชียในระบบเศรษฐกิจอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

ขณะเดียวกัน นายเดวิด เบิร์กแมน (Mr. David W. Bergman) รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล สหรัฐอเมริกา เน้นย้ำว่าผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลกต่างหันมาใช้กลยุทธ์ “China Plus One” เพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการตั้งโรงงานผลิต PCB และศูนย์ EMS แบบครบวงจร ทั้งนี้ นายเบิร์กแมน ยังชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ได้แก่ สถานโลกที่ไม่แน่นอนและปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และการขาดแคลนแรงงานเฉพาะทาง ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้บริษัททั่วโลกลงทุนในกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง และพัฒนาทักษะแรงงาน  ซึ่งประเทศไทย มีความพร้อมในทุกด้านและสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของภูมิภาคนี้

สำหรับงาน THECA 2025 ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ของเอเชีย ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง โดยเน้นการผลักดันเทคโนโลยี EV, AI และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งพัฒนาเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน เสริมสร้างทักษะแรงงาน และวางรากฐานระบบนิเวศเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ https://thecaregistrations.jupinnothai.net/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA6

-(016)

COS เปิดตัวน้ำหอมรุ่นแรก COS Perfumery พร้อมสองผลิตภัณฑ์น้ำหอม Eau de Parfum และเทียนหอม

COS เปิดตัวน้ำหอมรุ่นแรก COS Perfumery พร้อมสองผลิตภัณฑ์น้ำหอม Eau de Parfum และเทียนหอม

COS เปิดตัวน้ำหอมรุ่นแรก COS Perfumery พร้อมสองผลิตภัณฑ์น้ำหอม Eau de Parfum และเทียนหอม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

COS แบรนด์แฟชั่นร่วมสมัยที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากเสื้อผ้าที่ออกแบบมาเหนือกาลเวลาและสไตล์การแต่งตัวที่เป็นที่จดจำ ในครั้งนี้ได้เปิดตัวคอลเลกชันน้ำหอมใหม่ช่วงฤดูกาลสปริง COS Perfumery นำเสนอความสวยงามอันทันสมัย นิยามความทุ่มเทของแบรนด์จากการสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมืออันไร้ที่ติและการออกแบบมาสู่โลกแห่งกลิ่นหอม นำเสนอการคัดสรรกลิ่นระดับหรูและเทียนหอมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ถ่ายทอดความเป็นตัวตน และสร้างสายใยแห่งความผูกผัน

กลิ่นหอมทั้งหมดสร้างสรรค์ขึ้นที่เมืองกรัส (Grasse) พื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เป็นหัวใจของน้ำหอมชั้นสูงหลายขวดทั่วโลก การผสมผสานอย่างตั้งใจได้สะท้อนให้เห็นถึงความลงตัวระหว่างความดั้งเดิมและความทันสมัยที่ไม่เหมือนใคร ได้ผลลัพธ์เป็นเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน คอลเลกชันนี้ได้นิยามความหรูหราร่วมสมัยด้วยมุมมองใหม่ นั่นคือการเดินทางผ่านผัสสะต่างๆ สู่กลิ่นหอม

ในส่วนคอลเลกชันน้ำหอม Eau de Parfum ประกอบด้วยกลิ่นพิเศษทั้งหมด 4 กลิ่น พร้อมจำหน่ายในขวดที่ออกแบบมาอย่างหรูหราขนาด 100 มล. นอกจากนี้ยังมีขนาดพิเศษสำหรับพกพา 15 มล. บรรจุในซองหนัง รวมถึงชุดน้ำหอมขนาดเล็กที่ชวนให้ค้นพบอิสระของความซับซ้อนจากแต่ละเลเยอร์ของกลิ่นหอมที่แปรผันตามอารมณ์และสภาพผิวของแต่ละบุคคล คอลเลกชันนี้ยังมาพร้อมกับเทียนหอม 4 กลิ่นที่ผสมผสานความรู้สึกชวนหลงใหลที่ลงตัวกับกลิ่นหอมเป็นอย่างดี

น้ำหอมคอลเลกชันนี้พัฒนาจากส่วนผสมคุณภาพดีที่สุดเพื่อความล้ำลึกและหอมอย่างยาวนาน ประกอบด้วย

— AUBURN – กลิ่นหอมเข้มข้นและละเอียดอ่อน ผสมผสานกลิ่นวานิลลาเข้ากับกลิ่นไม้ เผยกลิ่นหอมหวานแบบหรูหราจากกระวานและกาแฟ

— MYTHE – ความสอดคล้องเข้ากับความซับซ้อน ผสมผสานกลิ่นหอมอันสดชื่นจากขิงเข้ากับเมล็ดกระวานเขียว เคลือบด้วยหญ้าแฝกเข้มข้น ส่วนประกอบความเอิร์ทตี้ผสมผสานกับกลิ่นสดชื่น ให้ผลลัพธ์เป็นกลิ่นที่ลึกลับน่าค้นหา
— FLEURISTE – หอมราวกับช่อดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ อวลด้วยกลิ่นมัสก์อ่อนๆ เติมพลังความสดชื่นด้วยกลิ่นจากผลไม้ตระกูลซีตรัสที่สดใส เพิ่มเติมด้วยเสน่ห์ของดอกกุหลาบที่ทำให้ทันสมัยขึ้นอีกนิดด้วยด้วยการเจือกลิ่นไม้
— SOLAIRE – ส่วนผสมอันละเอียดอ่อนจากน้ำมันหอมกำยาน ยางไม้หอม และยางเปลือกไม้ ผสมเข้ากับความแตกต่างของกลิ่มหอมซีตรัสและกลิ่นแอมเบอร์

ส่วนของคอลเลกชันเทียนหอมมอบประสบการณ์สัมผัสเกี่ยวกับกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ 4 กลิ่น ดังนี้

 — FIGUIER DU JARDIN – กลิ่นเอิร์ทตี้ที่ผสมผสานใบมะกอก พริกไทยสีชมพู และน้ำมันหอมระเหยโอลิบานัม เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยกลิ่นมอสและกลิ่นถั่วตองก้า เพื่อสัมผัสที่หอมละมุนแบบสโมกี้

— VOYAGE ÉPICES – ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ถูกบอกเล่าผ่านการผสมผสานอบเชยและเจอเรเนียมเบอร์เบินเข้มข้น ผสมเข้ากับกลิ่นหลักจากดอกกานพลูและกลิ่นรองจากหญ้าแฝกและแพทชูลี่ (พิมเสน)

— CABANE DE BOIS – กลิ่นหอมเข้มข้นที่ประกอบด้วยโทนกลิ่นอบเชยและแพทชูลี่ ให้ความรู้สึกหอมแบบเชื้อเชิญ อวลกลิ่นไม้สนซีด้าร์และกลิ่นไม้แคชเมียร์ที่อบอุ่น

— CUIR EN FLEUR – ผลจากการศึกษาลักษณะความหอมที่หลากหลายของดอกกุหลาบ ผสมเข้าเป็นกลิ่นดอกไม้สุดพิเศษด้วยการเจือเข้ากับพลัมหวานและกลิ่นวานิลลา เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นขึ้นอีกหน่อยด้วยกลิ่นอบเชยและกลิ่นไม้สนซีด้าร์

การออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดสะท้อนถึงความซับซ้อนที่วางตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในทุกรายละเอียดตั้งแต่ความเรียบง่ายที่สวยงามราวประติมากรรมของขวดบรรจุไปจนถึงคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อการออกแบบที่ทันสมัยและสไตล์อยู่อย่างยาวนาน

COS Perfumery พร้อมวางจำหน่ายที่สาขา One Bangkok ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 และทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

Identity Dermatology Center เปิดศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลก

Identity Dermatology Center เปิดศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลก

Identity Dermatology Center เปิดศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.36 น.

Identity Dermatology Center เปิดศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลก ยกระดับเป็น Identity EndoliftX Global Training Center แห่งแรกในเอเชีย

Identity Dermatology Center สถาบันดูแลผิวและเวชศาสตร์ชะลอวัยชื่อดัง ประกาศยกระดับสถานะสู่ Identity EndoliftX Global Training Center ให้กลายเป็นศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลก อย่างเป็นทางการ และเป็นแห่งแรกในเอเชีย ที่ได้รับการรับรองในการฝึกอบรมแพทย์เกี่ยวกับเทคโนโลยี EndoliftX® จากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเลเซอร์ยกกระชับแบบไม่ผ่าตัดที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA และ อย.ประเทศไทย

นพ.ภูริชญ์ โฆษิตคณาทรัพย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “คุณหมอชิน” ผู้ก่อตั้ง Identity Dermatology Center  และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย โดยเฉพาะด้านเลเซอร์และการยกกระชับใบหน้า ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนประสบการณ์ในวงการแพทย์ความงามมานานนับสิบปี  และด้วยความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการศึกษาวิเคราะห์ และออกแบบโปรแกรม การรักษาเฉพาะบุคคล ด้วยการยึดหลักความปลอดภัย และผลลัพธ์ระยะยาวเป็นสำคัญ

Identity Dermatology Center  ได้รับความไว้วางใจจาก คนไทย และ ชาวต่างชาติ มั่นใจเลือกใช้บริการปรึกษาด้านความงามเป็นจำนวนมาก เพราะ  Identity Dermatology Center ให้บริการด้านความงามอย่างมืออาชีพ ได้มาตรฐานสากล อีกทั้ง ยังมีบริการ EndoliftX ที่ใส่ใจต่อการดูแลรักษาอย่างละเอียด มีการประเมินใบหน้าและ ปัญหาเชิงลึกแบบเฉพาะบุคคล รวมไปถึงการวางแผนการรักษาอย่างพิถีพิถัน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ระกาศยกระดับสถานะสู่ Identity EndoliftX Global Training Center กลายเป็นศูนย์ยกกระชับผิวระดับโลกอย่างเป็นทางการ และเป็นแห่งแรกในเอเชีย ที่ได้รับการรับรองใน การฝึกอบรมแพทย์เกี่ยวกับเทคโนโลยี EndoliftX® จากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเลเซอร์ยกกระชับแบบ ไม่ผ่าตัดที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA และ อย.ประเทศไทย

ยิ่งไปกว่านั้น Identity Dermatology Center ยังมีบริการโปรแกรมเสริมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บริการทาง การแพทย์แบบครบวงจร เลเซอร์รักษาฝ้า กระ สิว แผลเป็น, การฉีดฟิลเลอร์ ยกกระชับหน้าโดยไม่ผ่าตัด,การลบรอยสัก กำจัดขน และการสักคิ้ว/ปากกึ่งถาวร รวมไปถึงมีโปรแกรมสลายไขมันเฉพาะจุด, Hyperbaric Oxygen Therapy ลดบวมหลังหัตถการ เป็นต้น ทุกโปรแกรมมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องหลังจากเข้าใช้บริการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับ EndoliftX® เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ช่วยเรื่องยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-invasive or minimal-invasive) โดยใช้ไฟเบอร์ออปติกที่ชื่อว่า ELX Micro Optical Fiber เป็นตัวนำเลเซอร์เข้าสู่ผิวหนัง และปล่อยพลังงานที่ความยาวคลื่นเฉพาะตัวที่ 1470 นาโนเมตร ซึ่งมีความจำเพาะกับน้ำที่ผิวหนัง ทำให้เกิดความร้อน 47-50 องศาเซลเซียส และกระตุ้นให้เกิดการสลายไขมันส่วนเกิน รวมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน

ในการที่ Identity Dermatology Center ยกระดับสู่ศูนย์อบรมระดับโลก ในฐานะ Global Training Center แห่งแรกในเอเชีย Identity จะทำหน้าที่ถ่ายถอดความรู้และเทคนิคการทำ EndoliftX ให้กับเหล่าแพทย์ทั้งภายในประเทศไทยและแพทย์จากต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองคุณภาพจาก Eufoton (Italy) และหน่วยงานทางการแพทย์ ภายใต้พันธกิจที่ยึดหลักในการดูแลผู้ป่วยและฝึกอบรมแพทย์ ตามมาตรฐานในระดับสากลอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้สนใจ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://identityendolift.com  หรือเข้าไปที่ Facebook: Identity Dermatology Center / Identity Wellness Center, Instagram: @identitydermatologycenter สอบถามผ่าน LINE ID: @identityclinic หรือ โทรศัพท์: 096-954-5699  ในวันทำการ วันจันทร์–อาทิตย์ เวลา 11.00–20.00 น.

หน้าฝน ‘ยุงลาย’ แผลงฤทธิ์ แนะฉีดวัคซีนก่อนป่วย ‘ไข้เลือดออก’

หน้าฝน ‘ยุงลาย’ แผลงฤทธิ์ แนะฉีดวัคซีนก่อนป่วย ‘ไข้เลือดออก’

หน้าฝน ‘ยุงลาย’ แผลงฤทธิ์ แนะฉีดวัคซีนก่อนป่วย ‘ไข้เลือดออก’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.45 น.

หนึ่งในสัตว์ตัวเล็กที่เป็นอันตรายต่อคนไทยมากที่สุดคือ  “ยุงลาย” ที่ทำให้มีผู้ป่วย “ไข้เลือดออก”  ยอดสูงถึงแสนรายมาสองปีซ้อน โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเผยว่า ปี 2567 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกมากถึง 105,250 ราย และเสียชีวิตกว่า 100 ราย ซึ่งตัวเลขที่สูงขนาดนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อผิด ๆ ที่ว่ายุงลายจะออกมาเฉพาะตอนกลางคืน ทำให้หลายคนละเลยการป้องกันยุงกัดในช่วงกลางวัน ทั้งที่จริงแล้วยุงลายสามารถออกกัดได้ตลอดทั้งวัน ดังนั้นทุกคนจึงควรป้องกันตัวเองอย่างรอบด้าน ทั้งการระวังไม่ให้ถูกยุงกัดและการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและช่วยลดความรุนแรงของอาการที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

 นพ.บารมี พงษ์ลิขิตมงคล แพทย์ผู้ชำนาญการเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลวิมุต ย้ำเตือนถึงอันตรายของโรคไข้เลือดออก พร้อมแชร์วิธีป้องกันยุงกัดง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งครอบครัว

“ไข้เลือดออก” ระยะวิกฤตอันตรายถึงชีวิต

โรคไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 โดยโรคนี้ไม่ได้ติดจากคนสู่คนโดยตรง แต่ติดต่อผ่านทางยุงลายที่เป็นพาหะนำโรค ไปกัดคนที่ติดเชื้อไวรัสมาก่อนแล้วมากัดอีกคนหนึ่งในภายหลัง ปกติเชื้อจะฟักตัวในร่างกายประมาณ 3-7 วัน ก่อนจะเริ่มมีอาการ โดยโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เริ่มจากระยะไข้ (Febrile phase) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลันมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส มีผื่นแดงตามตัว กดเจ็บบริเวณใต้ชายโครงขวา และอาจมีอาการร่วม เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดกระดูก คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และไข้มักจะลดลงในระยะเวลาประมาณ 3-7 วัน ส่วนระยะที่สองคือ ระยะช็อกหรือระยะวิกฤต (Critical phase) ซึ่งจะเกิดหลังระยะไข้ในวันที่ 5-7 โดยจะเป็นระยะที่ไข้จะลงอย่างรวดเร็ว เกล็ดเลือดต่ำ ในบางครั้งอาจมีความรุนแรงมากจนทำให้ผู้ป่วยช็อกและมีโอกาสเสียชีวิตได้ และสุดท้ายคือระยะฟื้นฟู (Recovery phase) หลังจากผู้ป่วยอยู่ในระยะวิกฤตนานประมาณ 24-48 ชั่วโมง ก็จะเริ่มเข้าสู่ระยะฟื้นตัว โดยเป็นช่วงที่ร่างกายค่อย ๆ ฟื้นตัวจนอาการต่าง ๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับ

“หลายคนมีความเชื่อว่ายุงลายกัดเฉพาะตอนกลางวันแต่ความจริงแล้วยุงลายกัดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เราจึงต้องระวังมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นมาก่อน เพราะหากติดเชื้อซ้ำอาจมีอาการรุนแรงมากขึ้น” นพ.บารมี อธิบาย

 “ไข้เลือดออก” เป็นซ้ำทำไมเสี่ยงอาการรุนแรงกว่าเดิม

โดยปกติร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเพื่อต่อสู้กับไวรัสและป้องกันการติดเชื้อซ้ำ แต่ในกรณีของไข้เลือดออกซึ่งมี 4 สายพันธุ์หลัก ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อครั้งแรกจะป้องกันได้เฉพาะสายพันธุ์ที่ติดตลอดชีวิต แต่ป้องกันสายพันธุ์อื่นได้ชั่วคราวประมาณ 3–6 เดือน นพ.บารมี อธิ บายเสริมว่า “หากติดเชื้อครั้งที่สองจากสายพันธุ์ต่างกัน ระบบภูมิคุ้มกันอาจทำงานผิดพลาดจนเกิดภาวะ Antibody Dependent Enhancement (ADE) หรือการที่แอนติบอดีจำไวรัสตัวใหม่ว่าเป็นตัวเดิม ทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและเพิ่มความรุนแรงของโรค เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง บางรายมีการรั่วไหลของน้ำออกจากหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะช็อก ขาดน้ำ หรืออาจมีเลือดออกรุนแรงจนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันไว้จะดีที่สุด”

วัคซีน “ไข้เลือดออก” ป้องกันติดเชื้อได้ 80%

โรคไข้เลือดออก สามารถเป็นได้ทุกคนเมื่อโดนยุงลายที่มีเชื้อกัด โดยเฉพาะในเด็ก ๆ ช่วงอายุ 5-14 ปี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระ บบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาเต็มที่ และเป็นวัยที่ยังไม่ได้ระวังตัวเองกับการติดเชื้อมากนัก โดยทุกคนสามารถป้องกันตัวเองได้หลายวิธี เช่น ทำ ลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง นอนในมุ้ง ทายากันยุง ใส่เสื้อให้มิดชิด และดีที่สุดควรเลี่ยงการโดนยุงกัด แต่อาจจะเลี่ยงไม่ได้ตลอด ดังนั้น จึงควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน นพ.บารมี  กล่าวเสริมถึงการฉีดวัคซีนว่า “ปัจจุบันวัคซีนไข้เลือดออกครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ แนะนำให้ฉีดวัคซีนคิวเดงกา (Qdenga) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live-attenuated vaccine) ที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์ ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกันเข็มละ 3 เดือน สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 80% อีกทั้งยังป้องกันภาวะแทรกซ้อน ลดความรุนแรง ลดโอกาสช็อกได้ถึง 90% ซึ่งตัววัคซีนสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 – 60 ปี ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน แต่จะมีข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วย HIV รวมถึงหญิงที่ตั้งครรภ์ และให้นมบุตร”

วิธีการรักษา “โรคไข้เลือดออก”

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสเดงกีโดยตรง การรักษาจึงเน้นไปที่การบรรเทาอาการตามระยะของโรค เช่น การรับประทานยาแก้ปวดลดไข้ การเช็ดตัวลดไข้ และดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือเข้าสู่ระยะวิกฤต ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะสารน้ำรั่วไหลออกจากหลอดเลือด เลือดออกรุนแรง จนนำไปสู่ภาวะช็อกหรือเสียชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

“ในหน้าฝนแบบนี้ยุงลายจะแพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น ทำให้เรามีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกเพิ่มไปด้วย ดังนั้นเราต้องเลี่ยงไม่ให้โดนยุงกัดเท่าที่ทำได้ และทำลายแหล่งน้ำขังที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงรอบบ้านให้หมด ที่สำคัญคือต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะไข้เลือดออกเป็นซ้ำได้ตลอดชีวิต เวลาติดเชื้อขึ้นมาจะได้มีอาการไม่รุนแรงและฟื้นฟูร่างกายได้ไวขึ้น” นพ.บารมี กล่าวทิ้งท้าย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08:00 – 24:00 น. โทร. 02-079-0030 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

นพ.บารมี พงษ์ลิขิตมงคล

นพ.บารมี พงษ์ลิขิตมงคล

แค่ยกมือขึ้นก็ปวด สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

แค่ยกมือขึ้นก็ปวด สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

แค่ยกมือขึ้นก็ปวด สัญญาณเตือนก่อนเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.15 น.

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลายกแขนสูงๆ ถึงรู้สึกปวดไหล่ หรือปวดไหล่จนทำให้นอนไม่หลับ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด โรคที่ค่อยๆ กัดกินคุณภาพชีวิตให้แย่ลง ซึ่งบางคนอาการอาจรุนแรงจนไม่สามารถใช้แขนได้เหมือนเเดิม

นพ.รัฐภูมิ วัชโรภาส ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬาและโรคข้อเข่า โรงพยาบาลเวชธานีกล่าวว่า เอ็นหัวไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ใช้งานหัวไหล่อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา ผู้ที่ต้องทำงานยกของหนัก หรือผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อและเอ็นอ่อนแอลงตามวัย หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ปัญหานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต

อาการเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด จะทำให้ปวดไหล่เวลานอนโดยเฉพาะตอนนอนตะแคงทับ, ปวดไหล่เวลายกแขนขึ้นหรือลงในบางท่า, อ่อนแรงในขณะยกหรือหมุนหัวไหล่ และเสียงเสียดสีในขณะขยับบางท่าของไหล่

เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดมีหลายสาเหตุ ดังนี้ การใช้งานไหล่ที่มากเกินไป คือ การใช้ไหล่ทำงานซ้ำ ๆ เช่น ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้แขนมาก เช่น เทนนิส ว่ายน้ำ แบดมินตัน, อาการบาดเจ็บ เช่น การล้ม การสะดุด หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดท่าจนอาจทำให้เอ็นหัวไหล่ฉีกขาดทันที, ความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เอ็นหัวไหล่อาจเสื่อมสภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการฉีกขาดเพิ่มขึ้น, โครงสร้างร่างกาย ความผิดปกติในโครงสร้างข้อไหล่อาจทำให้เอ็นเกิดการเสียดสีจนเสียหาย

การวินิจฉัยเริ่มต้นด้วยการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินอาการเจ็บปวดและความผิดปกติ จากนั้นแพทย์อาจพิจารณาการทำ MRI เพื่อให้ได้ภาพรายละเอียดของโครงสร้างในบริเวณไหล่อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การรักษาเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดจะขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรง สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ดังนี้ ระยะอักเสบหรือฉีกขาดบางส่วน แพทย์จะให้รับประทานยาร่วมกับการทำกายภาพบำบัด และพักการใช้งานไหล่ หากรับประทานยาและกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาต้านอักเสบ เพื่อลดการอักเสบ และระยะฉีกขาดรุนแรงหรือฉีกขาดทั้งหมด  แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดด้วยการส่องกล้องเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีแผลขนาดเล็ก ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับไปใช้งานไหล่และแขนได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติเร็วขึ้น

แต่ในผู้ป่วยที่มีเส้นเอ็นขาดขนาดใหญ่ หลังเย็บซ่อมเส้นเอ็น อาจมีโอกาสฉีกขาดซ้ำได้  ปัจจุบันจึงมีวิธีการต่างๆมากมายเพื่อลดโอกาสในการฉีกขาดซ้ำ การใช้ Biologic collagen patch มาช่วยเสริมความแข็งแรงในการเย็บซ่อมเส้นเอ็น สามารถกระตุ้นให้เกิดการสมานเส้นเอ็นกับกระดูกได้ดีขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่า สามารถช่วยลดการฉีดขาดซ้ำหลังผ่าตัด รวมทั้งช่วยลดระยะเวลาการกายภาพหลังผ่าตัด สามารถกลับไปใช้หัวไหล่ได้เร็วขึ้นส่งผลให้ผู้ป่วยได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น

หลังจากการผ่าตัดเอ็นไหล่ฉีก ขั้นตอนการฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานได้เต็มที่ โดยทั่วไปจะแบ่งการฟื้นฟูเป็น 3 ระยะดังนี้  1.ระยะพักฟื้นเริ่มต้น 1-6 สัปดาห์แรก  ในช่วงนี้ต้องให้ไหล่อยู่ในสลิงเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้แผลฉีกขาดอีก หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก อาจจะขยับเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น การหมุนข้อมือ หรือการยืดกล้ามเนื้อเบื้องต้น 2.ระยะฟื้นฟูกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว 6-12 สัปดาห์  เมื่อแผลเริ่มสมานดีแล้ว ให้เริ่มกายภาพบำบัดฝึกการเคลื่อนไหวไหล่แบบเบา ๆ และเพิ่มการยืดหยุ่นของข้อไหล่ รวมถึงการเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบ ๆ ไหล่เพื่อให้มั่นคงขึ้น 3.ระยะฟื้นตัวเต็มที่ 3-6 เดือน เน้นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความคล่องตัว โดยระยะเวลาฟื้นตัวทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการฉีกขาด ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือนในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ

อย่างไรก็ตาม เอ็นหัวไหล่ฉีกเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อหัวไหล่และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยง หากคุณมีอาการเจ็บปวดหรือข้อไหล่ติดแข็ง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะถ้าหากปล่อยไว้อาจทำให้อาการปวดเรื้อรังและเส้นเอ็นบาดเจ็บมากขึ้น กลายเป็นความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

นพ.รัฐภูมิ วัชโรภาส

นพ.รัฐภูมิ วัชโรภาส

ฉลองวันเกิด 70 ปี ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ. พร้อมเปิดตัวหนังสือ ‘ดร.นริศ ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’

ฉลองวันเกิด 70 ปี ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ. พร้อมเปิดตัวหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’

ฉลองวันเกิด 70 ปี ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ. พร้อมเปิดตัวหนังสือ ‘ดร.นริศ ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อให้สะดวกกับกัลยาณมิตรทั้งหลาย ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง จัดงานฉลงอวันเกิด 8 มิถุนายน 2568 ย้อนหลังพร้อมเปิดตัวหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’ ซึ่งกลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตการทำงานทั้งในการเป็นอาจารย์ และผู้บริหาร เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายหนังสือโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้ กองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์  เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ซ.งามดูพลี 

สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กล่าวสัมโมทนียกถาและเจิมหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่เจ้าของวันเกิดและผู้ได้รับหนังสือ

โดยงานจัดขึ้นเป็น 2 ช่วง ช่วงเวลา 11.30 น. เป็นงานเปิดตัวหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’ ซึ่งได้รับความกรุณาจาก สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ท่านเจ้าคุณธงชัย) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร มาให้สัมโมทนียกถา นับเป็นศิริมงคลแก่ ดร.นริศ ชัยสูตร เจ้าของวันเกิดตลอดจนผู้มาร่วมงาน , ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภา มธ. และ อดีตอธิการบดี มธ. อาจารย์ผู้เป็นที่เคารพรักของเจ้าของวันเกิด, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ., เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, คณะกรรมการสมาคมธรรมศาสตร์ฯ นำโดย มานิจ สุขสมจิตร, ยอดยิ่ง โสภณ, ดร.มนู เลียวไพโรจน์, ชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ, ประกิต อภิสารธนรักษ์, ดารณี วัธนเวคิน, กิตติพงษ์ เศวตกิติธรรม, ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ และ สุนทร สถาพร รวมไปถึงอดีตคณาจารย์ มธ.ร่วมรุ่น ลูกศิษย์ และกัลยาณมิตรจากหลากหลายวงการเข้าร่วมงาน ในช่วงค่ำเป็นงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายเกิดอายุครบ 70 ปี มี พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ ร่วมงาน เป็นต้น

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวอวยพรวันเกิด ดร.นริศ ชัยสูตร โดยมีภรรยา รศ.พญ.วลัยลักษณ์ พร้อมลูกๆ นราธิป ชัยสูตร-ณัฐธยาน์ เจตน์จันทร์ และ นริศา ชัยสูตร ร่วมต้อนรับ

ดร.นริศ ชัยสูตร เผยถึงการเขียนหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’ กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติ แต่เป็นเรื่องเล่าในช่วงชีวิตของการทำงาน ที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ ความคิดต่างๆ มาให้ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้พอจะได้เพลิดเพลินบ้าง และพอจะเป็นแนวทางให้กับคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ สามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์มาเยอะ แต่ทุกท่านที่ได้ซื้อไปก็ถือว่าได้ทำบุญร่วมกัน เพราะรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดมอบให้กองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ ซึ่งจะได้นำไปเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ มีส่วนร่วมสร้างบุคลากรคุณภาพออกไปรับใช้สังคมต่อไป”

กิตติพงค์ เศวตกิติธรรม, ดร.ธีรวัฒน์ ธัญลักษณ์ภาคย์, เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช, อดีตอธิการบดี มธ. ศ.พิเศษ นรนิติ-พญ.ชนิทร เศรษฐบุตร

ภายในงาน เจ้าของวันเกิดยังได้มอบเงินบริจาค 1 แสนบาท ให้กับกองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ รวมถึงเพื่อนพ้องพี่น้องผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคเงินผ่าน ดร.นริศ ชัยสูตร เพื่อมอบให้กับกองทุนทำบุญวันเกิดฯ รวมเป็นเงิน  703,688 บาท (เจ็ดแสนสามพันหกร้อยแปดสิบแปดบาทถ้วน) โดยมี ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ., ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายศิษย์เก่าสัมพันธ เป็นผู้รับมอบ รวมถึงมอบ  มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ซึ่ง ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นนายกสมาคม อีกด้วย

คณะกรรมการสมาคมตระกูลใช้ ร่วมยินดี

ผู้สนใจสั่งหนังสือ ‘ดร.นริศ  ชัยสูตร 70 ปี เส้นทางชีวิตที่ผ่านมา’ สามารถร่วมบริจาคให้กับสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เพื่อรับหนังสือดังกล่าวผ่าน ธนาคารกรุงไทย สาขาการกีฬาแห่งประเทศไทย(หัวหมาก) เลขที่บัญชี 986-8-12483-2  ชื่อบัญชี สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาพร ก่อแก้ว โทร.  02-136-7650 และ 081-902-4636

ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ (ที่ 2 จากขวา)  มอบเงินสมทบทุนกองทุนบำบุญวันเกิดฯ เนื่องในวันเกิด ดร.นริศ ชัยสูตร โดยมี อธิการบดี มธ. ศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานบริหารกองทุนฯ และ รศ.ดร.ชัยยุทธ ถาวรานุรักษ์ ร่วมรับมอบ

คณะกรรมการสมาคมธรรมศาสตร์ฯ นำโดย , ยอดยิ่ง โสภณ, ดร.มนู เลียวไพโรจน์, ชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ, ดารณี วัธนเวคิน, กิตติพงษ์ เศวตกิติธรรม และ สุนทร สถาพร  อวยพรวันเกิด ร่วมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มธ.

นลินี งามเศรษฐมาศ ร่วมบริจาคเงินให้กับ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิกแห่งประเทศไทย

อดีตผู้บริหาร มธ. อาทิ อ.วนิดา พันธุ์แก้ว อดีตรองอธิการบดี, ผศ.ประภัสสร เลียวไพโรจน์ และ รศ.ทนพ.สมชาย วิริยะยุทธการ

และ คณิต พีชวณิชย์

กานต์ คฤหเดช มอบเงินบริจาคให้กับ มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ และ ให้กับ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิกฯ

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร และ ยอดยิ่ง โสภณ

รศ.ดร.พิชัย จรรย์ศุภรินทร์, ประกิต อภิสารธนรักษ์ และ ดารณี สุวรรณสิงห์

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ และ มานิจ สุขสมจิตร

ดร.มนตรี ฐิรโฆไท และ กานต์ -กุลวดี คฤหเดช

ดร. นริศ ชัยสูตร มอบลายเซ็นบนหนังสือให้กับลูกศิษย์ที่มาร่วมงาน

ภรรยา รศ.พญ.วลัยลักษณ์ พร้อมลูกๆ นราธิป และ นริศา ชัยสูตร ร้องเพลงเป็นของขวัญวันเกิด

‘นมตรามะลิ’ เปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025 ผนึกกำลัง GDH ร่วมมือ 2 มหาวิทยาลัย ปั้นไอเดียสร้างแบรนด์ครองใจ Gen Z

‘นมตรามะลิ’ เปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025 ผนึกกำลัง GDH  ร่วมมือ 2 มหาวิทยาลัย ปั้นไอเดียสร้างแบรนด์ครองใจ Gen Z

‘นมตรามะลิ’ เปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025 ผนึกกำลัง GDH ร่วมมือ 2 มหาวิทยาลัย ปั้นไอเดียสร้างแบรนด์ครองใจ Gen Z

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นมตรามะลิ เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรม เปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025 ภายใต้ Concept “WHERE FLAVOUR MEETS INNOVATION” เวทีประชันไอเดียระดับมหาวิทยาลัยที่รวบรวมพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย เพื่อค้น หาแคมเปญการสื่อสารและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสร้างแบรนด์ในดวงใจกลุ่ม Gen Z

โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก GDH บริษัทผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชั้นนำของไทย เข้ามาให้คำแนะนำด้านงานการสื่อสารแบบครีเอทีฟ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ นำโดยผู้กำกับคนดัง หมู – ชยนพ บุญประกอบ ช่วยผลักดันไอเดียของนิสิตนักศึกษาให้มีความน่าสนใจและเข้าถึงกลุ่ม เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิชญเทพ ยุกตะเสวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด กล่าวว่า “Mali Hackathon 2025 ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่นี่คือเวทีแห่งโอกาส ที่เราต้องการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยไปสู่อนาคต เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ GDH ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ เราเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนิสิต นักศึกษาและทำให้ Mali เป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและเข้าไปอยู่ในใจของคนรุ่นใหม่”

Mali Hackathon 2025 ในปีนี้มีกิจกรรมตลอดปี ซึ่งจะจัดนำร่องใน 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพกับนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ วิชา Entrepreneur และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกับนิสิตวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม ซึ่งนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับภารกิจในการออกแบบแคมเปญการสื่อสารสำหรับนมข้นหวานตรามะลิ สูตร Original  ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ โดยไอเดียที่ได้รับเลือกจะมีโอกาสนำไปใช้จริงในแผนการตลาดของนมตรามะลิ โดยจะมี GDH ร่วมปลุกพลังไอเดีย เสริมทัก ษะการเล่าเรื่องให้เข้าถึงใจผู้บริโภค โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้จากผู้กำกับ นักเขียนบท และทีมครีเอทีฟที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์และโฆษณาชั้นนำของไทยซึ่งจะช่วยเสริมทักษะในการทำแคมเปญให้โดดเด่นและมีพลังมากขึ้น

ทีมผู้ชนะจากแต่ละมหาวิทยาลัยจะได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโอกาสพิเศษในการดูงานกับนมตรามะลิ และ GDH รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 200,000 บาท ซึ่งไม่ใช่แค่เงินรางวัล แต่คือโอกาสสู่อนาคต

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook | TikTok | Instagram: Mali Club

พิชญเทพ ยุกตะเสวี  รอง กก. ผจก.บจ.อุตสาหกรรมนมไทย กล่าวเปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025

พิชญเทพ ยุกตะเสวี รอง กก. ผจก.บจ.อุตสาหกรรมนมไทย กล่าวเปิดตัวโครงการ Mali Hackathon 2025

นมตรามะลิ โดย พิชญเทพ ยุกตะเสวี ผนึกกำลัง GDH  หมู – ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับคนดัง ร่วมเปิดตัว
โครงการ Mali Hackathon 2025

นมตรามะลิ โดย พิชญเทพ ยุกตะเสวี ผนึกกำลัง GDH หมู – ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับคนดัง ร่วมเปิดตัว โครงการ Mali Hackathon 2025

นมตรามะลิ และ GDH ปลุกพลังไอเดียสร้างแบรนด์ครองใจ Gen Z ภายใต้ Concept

นมตรามะลิ และ GDH ปลุกพลังไอเดียสร้างแบรนด์ครองใจ Gen Z ภายใต้ Concept “WHERE FLAVOUR MEETS INNOVATION”

UNHCR จัดเทศกาลอาหารผู้ลี้ภัย เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก นำเสนอเมนูจากประเทศผู้ลี้ภัย เชื่อมโยงความหวังผ่านรสชาติอาหาร

UNHCR จัดเทศกาลอาหารผู้ลี้ภัย เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก นำเสนอเมนูจากประเทศผู้ลี้ภัย เชื่อมโยงความหวังผ่านรสชาติอาหาร

UNHCR จัดเทศกาลอาหารผู้ลี้ภัย เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก นำเสนอเมนูจากประเทศผู้ลี้ภัย เชื่อมโยงความหวังผ่านรสชาติอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ร่วมกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก โดยใช้ “อาหาร” เป็นสื่อกลางแห่งความเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ลี้ภัยทั่วโลก ผ่านกิจกรรมเทศกาลอาหารผู้ลี้ภัยหรือ Refugee Food Festival โดยนำเมนูจากประเทศที่ผู้ลี้ภัยจากมา อาทิ อัฟกานิสถาน ซีเรีย ยูเครน เมียนมา ถ่ายทอดวัฒนธรรม ความเข้มแข็ง และเรื่องราวของผู้คนที่ต้องพลัดถิ่น จัดแสดงร่วมกันพร้อมร้านอาหารไทยชื่อดังมากมาย

ภายในงาน นายราอูฟ มาซู ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการของ UNHCR กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐ มนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand  ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูงจาก UNHCR สำนักงานใหญ่ ณ กรุงเจนีวา คณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย ผู้บริหารจากกระทรวงการต่างประเทศ และแขกผู้มีเกียรติจากองค์กรระหว่างประเทศและภาคเอกชน รวมถึง  วิน–เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร นักแสดงชื่อดังและผู้สนับสนุนคนล่าสุดของ UNHCR ที่มาร่วมพูดคุยบนเวที พร้อมย้ำถึงความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย  ปิดท้ายค่ำคืนอย่างอบอุ่นด้วยมินิคอนเสิร์ตจากวง No One Else สังกัดค่าย SpicyDisc

ไฮไลต์ของเทศกาลอาหารผู้ลี้ภัยปีนี้ ได้แก่ แคมเปญ Flavors of Hope for UNHCR  โดยเชิญเชฟและร้านอาหารชั้นนำมาร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความเข้มแข็งของผู้ลี้ภัย โดยจะจัดเสิร์ฟภายในร้านอาหารที่ร่วมแคมเปญตลอดเดือนมิถุนายนจนถึงกรก ฎาคม 2568 เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราวของผู้ลี้ภัยผ่านรสชาติอาหาร พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อกำลังใจและความหวังให้กับผู้พลัดถิ่นทั่วโลก โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ลี้ภัยต่อไป

ทุกๆ ปี วันที่ 20 มิถุนายน เป็นวันผู้ลี้ภัยโลก วันที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความต้องการ และความฝันของผู้ลี้ภัย ช่วยขับเคลื่อนเจตจำนงทาง การเมืองและทรัพยากร เพื่อให้ผู้ลี้ภัยไม่เพียงแต่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เท่านั้น แต่ยังยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างมีความหวังได้อีกด้วย แม้ว่ามอบความคุ้มครองและพัฒนาชีวิตของผู้ลี้ภัยในทุกๆ วันจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังมีวันสำคัญในระดับนานาชาติ เช่น วันผู้ลี้ภัยโลก ที่ช่วยสร้างความรับรู้จากทั่วโลกให้มุ่งความสนใจไปที่ความทุกข์ยากของผู้ที่ต้องหนีจากความขัดแย้งหรือ การประหัตประหาร กิจกรรมต่างๆ มากมายที่จัดขึ้นในวันผู้ลี้ภัยโลก มีเป้าหมายในการสร้างความรับรู้ การสนับสนุนที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อผู้ลี้ภัย

ทั้งนี้ เมื่อเราร่วมมือกัน เราสามารถร่วมกันสนับสนุนสิทธิในการแสวงหาความปลอดภัย การให้ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม และสนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนให้พวกเขา โดยทุกคนสามารถร่วมสนับสนุนการทำงาน หรือบริจาคอย่างต่อเนื่องได้ที่ https://unh.cr/68510c160

‘คาราวานตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน’ พาราไดซ์ เพลส ผนึก กทม.- รพ.สิรินธร ดูแลคนกรุงถึงพื้นที่

‘คาราวานตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน’ พาราไดซ์ เพลส ผนึก กทม.- รพ.สิรินธร ดูแลคนกรุงถึงพื้นที่

‘คาราวานตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน’ พาราไดซ์ เพลส ผนึก กทม.- รพ.สิรินธร ดูแลคนกรุงถึงพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตอกย้ำการเป็นภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงและรู้เท่าทันโรค พาราไดซ์ เพลส ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ร่วมกับ กรุงเทพ มหานคร และ โรงพยาบาลสิรินธร จัดกิจกรรม “คาราวานตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน” อย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนพื้นที่ ลาน Event 1-2 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ให้เป็นศูนย์จัดตั้งการบริการตรวจสุขภาพให้กับประชาชนผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เพียงถือบัตรประชาชนใบเดียวก็ตรวจได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

การบริการตรวจนั้นจะครอบคลุมทั้งภายในและภายนอก เช่น ตรวจคัดกรองสุขภาพจิต ตรวจวัดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ตรวจสายตา เจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาล ความสมบูรณ์ของเลือด ไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์) ตรวจวัดความดันโลหิต ตรวจการทำงานของไต (Creatinine) และตับ (SGOT, SGPT) ตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก (X-Ray) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ศรีนครินทร์ ประเวศ และพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมรับบริการตรวจสุขภาพและรับคำปรึกษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสองวันของการจัดกิจกรรม