‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ภาพยนตร์ฉลอง 50 ปีมิตรภาพไทย-จีน ฉายรอบปฐมทัศน์ยิ่งใหญ่ เตรียมส่งมิตรภาพถึงจีน-สิงคโปร์

‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ภาพยนตร์ฉลอง 50 ปีมิตรภาพไทย-จีน ฉายรอบปฐมทัศน์ยิ่งใหญ่ เตรียมส่งมิตรภาพถึงจีน-สิงคโปร์

‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ภาพยนตร์ฉลอง 50 ปีมิตรภาพไทย-จีน ฉายรอบปฐมทัศน์ยิ่งใหญ่ เตรียมส่งมิตรภาพถึงจีน-สิงคโปร์

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 23.06 น.

‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ภาพยนตร์ฉลอง 50 ปีมิตรภาพไทย-จีน ฉายรอบปฐมทัศน์ยิ่งใหญ่ เตรียมส่งมิตรภาพถึงจีน-สิงคโปร์

4 ก.ค. 2568 ที่ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ มูลนิธิปัญญาวุฒิ และ สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน จัดงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่อง “สายใยรักสองแผ่นดิน” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยได้รับเกียรติจาก นางหลี่ จี๋ เจวียน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานคับคั่ง ภาพยนตร์รักโรแมนติกเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 50 ปีสายใยมิตรภาพไทย-จีน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2567 เล่าเรื่องราวความรักข้ามแผ่นดินของสาวไทยกับหนุ่มจีน เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงตีกลองโหมโรงวัฒนธรรมไทย หลังชมภาพยนตร์ นางหลี่ จี๋ เจวียน ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตจีนฯ แสดงความประทับใจต่อผลงาน โดยเฉพาะฉากอาหารไทยและทัศนียภาพอันสวยงาม ซึ่งสร้างความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย “เนื้อหาของภาพยนตร์สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างตัวละครจากต่างแดน เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ของไทยและจีนที่มีพัฒนาการอย่างมั่นคง ต่างฝ่ายต่างร่วมยินดีกับความก้าวหน้าของกันและกัน” นางหลี่ จี๋ เจวียน กล่าวย้ำและเน้นยันว่า “คำกล่าวที่ว่า ‘จีนไทยไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” นายกำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เผยแผนการเผยแพร่ภาพยนตร์ “สายใยรักสองแผ่นดิน” ซึ่งมีคำบรรยายทั้งภาษาจีนกลางและภาษาอังกฤษ โดยเตรียมนำไปฉายให้ชาวจีนในประเทศจีนและสิงคโปร์ได้รับชมด้วย “การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองประเทศให้สอดคล้องกับชื่อภาพยนตร์ และตอกย้ำวรรคทองไทยจีนให้แนบแน่นมั่นคงตลอดไป” นายกำพลกล่าว

ด้านนายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค เลขาธิการมูลนิธิปัญญาวุฒิ เปิดเผยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย นายปรัชญา ปิ่นแก้ว และเขียนบทโดย นายวันเฉลิม วัฒนวรกิจกุล นำแสดงโดย นายชิษณุพงศ์ สกุลนันทิพฒน์ (เอส) และ น.ส.วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ (มุก) “ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก ศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และคณาจารย์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำ

นอกจากนี้ ศ.ดร.ซุน เหลย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยังให้ความกรุณาช่วยตั้งชื่อภาษาจีนแก่ภาพยนตร์ ตรวจทานความถูกต้องของการใช้ภาษาจีน และร่วมแสดงในภาพยนตร์อีกด้วย” นายศักดิ์ชัย กล่าวเสริม นายปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ เล่าว่าการทำงานครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ใหม่และท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเล่าเรื่องจริงอิงข้อมูลประวัติศาสตร์ย้อนไป 50 ปี ผ่านตัวละครสมมุติ “เราต้องใช้เทคนิคพิเศษหลายอย่าง เพื่อทำให้ภาพยนตร์ออกมาดีที่สุด สมจริงที่สุด และประทับใจที่สุด” นายปรัชญากล่าว พร้อมเสริมว่าเพลงและดนตรีประกอบที่ประพันธ์โดย อาจารย์ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีคณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์สมบูรณ์ครบทุกมิติ

นายชิษณุพงศ์ สกุลนันท์ทิพัฒน์ หรือ “เอส” นักแสดงนำชาย เปิดเผยว่าการรับบทเป็นคนจีนพูดไทยไม่ชัดทำให้รู้สึกกดดันและต้องทำการบ้านอย่างหนัก แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานที่ทุ่มเทลงไป เอสยังเล่าถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นขึ้นกับประเทศจีน โดยปัจจุบันกำลังเข้ารับการอบรมในหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ไทย-จีน รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศจีนในหลายมิติ นายวิชัย วิทยฐานกรณ์ อดีตประธานคณะอนุกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไทย-จีนตอนใต้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นหลังชมภาพยนตร์ว่า ผลงานนี้เขียนบทดี ถ่ายทอดออกมาก็ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่นางเอกให้อาหารที่เหลือๆ กับพระเอกที่หิว ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ และชื่นชมว่าภาพยนตร์ขมวดบทสรุปได้อย่างยอดเยี่ยม

NIA ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ ‘Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม’

NIA ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ 'Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม'

NIA ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ ‘Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม’

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

“ดร.กริชผกา” ผอ.NIA ชู 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย “อาหาร-สุขภาพ-ท่องเที่ยว-ความยั่งยืน-ซอฟต์พาวเวอร์” สู่ “Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม” เปิดตัว 6 ก.ค.นี้ ในงาน SITE 2025 ให้ทุนสตาร์ทอัพพร้อมหนุนเติบโตในตลาดต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA กล่าวเปิดงาน “Thailand Innovation Hub ขับเคลื่อนไทยด้วยนวัตกรรม” ในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 หรือ SITE 2025 ภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” ด้วยคำถามว่าประเทศไทยเป็นฮับอะไรบ้าง เราอยากเป็นฮับแบบไหน เราก็ต้องสร้าง สิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น เช่น เราอยากจะเป็นฮับด้านการท่องเที่ยว แต่เราไม่มีนวัตกรรม เราอยากเป็นเมืองด้านอาหาร แต่ไม่มีการนำเสนอด้านอาหารนวัตกรรมหรืออยากเป็นเมือง health and Well-being หรือเมืองแห่งสุขภาพและสุขภาวะ แต่เราไม่มีการบริการทางการแพทย์ให้บริการเลย แบบนี้เราจะเรียกว่าประเทศไทยเป็นฮับแห่งนวัตกรรมไม่ได้

ผอ.NIA กล่าวต่อว่า ดังนั้น แนวคิดของ Thailand Innovation Hub เกิดขึ้นตั้งแต่ NIA ทำเรื่องของย่านนวัตกรรม NIA เริ่มทำพื้นที่ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์โยธีเพื่อเป็นฮับทางการแพทย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่เรากำลังจะขยายไปสู่ Thailand Innovation Hub ในอุตสาหกรรมเป้าหมายแทนที่จะเป็นเรื่องของย่านนวัตกรรมอย่างเดียว แน่นอนเมื่อเราพูดถึงความเป็นฮับ NIA มองอยู่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย 1.อาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรและสมุนไพรมูลค่าสูง

2.การแพทย์ สุขภาพ เพราะปัจจุบันเรื่องของสุขภาพ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับหนึ่ง มีเงินก็ซื้อสุขภาพไม่ได้ แต่จะดีหรือไม่ ถ้าจะมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่คอยเตือนว่าเราต้องดูแลสุขภาพแบบไหน รักษาตัวเองแบบไหน

3.ท่องเที่ยว เราอยากจะเป็นการท่องเที่ยวที่โชว์นวัตกรรม โชว์เรื่องความโดดเด่น มีอาหารแห่งอนาคต มีพื้นที่ท่องเที่ยว มีแอปพลิเคชัน มีระบบบริการที่เข้าถึงได้ผ่านระบบแพลตฟอร์ม(Platform) ต่างๆ นี่คือการท่องเที่ยวในมิติของนวัตกรรม

4.ความยั่งยืน (Sustainability) เรื่องของ EV เรื่องของเทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Tech เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของเทคโนโลยีที่มาเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือเราจะเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ดังนั้น เราจะต้องมีพื้นที่ที่ทำให้อุตสาหกรรมเกิดความเปลี่ยนแปลงเราจึงมองเป็นเรื่องของฮับ

และ 5.Culture Innovation เรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทำอย่างไรให้คำว่านวัตกรรมไม่เป็นแค่เรื่องของเศรษฐกิจ แต่ทำให้เป็นเรื่องของชุมชนที่ทำขึ้นเอง

“ทั้ง 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย NIA จะเปิดตัวในวันที่ 6 ก.ค.นี้ ภายใต้โปรแกรมเร่งรัดสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพบวกกับเรื่องของการให้ทุนและสร้างการเติบโตไปในตลาดต่างประเทศ โดยจะเน้นก่อนใน 2 เรื่องคือเรื่องของการแพทย์ NIA ทำในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่จะขยายพื้นที่ไปยังย่านศิริราชและจุฬาฯ  และจะทำในส่วนของภูมิภาคเพราะคำว่าสุขภาพและการแพทย์ควรจะเป็นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำและการกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยในพื้นที่ภาคเหนือที่โรงพยาบาลสวนดอก จ.เชียงใหม่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะที่ภาคใต้จะเป็นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อีกเรื่องคือ AI จะไปขับเคลื่อนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาล NIA ไม่มีงบประมาณไปสร้างตึก แต่ NIA จะทำให้ตึกหรือพื้นที่นั้นๆ มีชีวิตชีวาด้วยกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ Thailand Innovation Hub ได้” ผอ.NIA กล่าว

NIOXIN PROCLINICAL โฉมใหม่เพื่อเส้นผมและหนังศรีษะอย่างอ่อนโยน

NIOXIN PROCLINICAL โฉมใหม่เพื่อเส้นผมและหนังศรีษะอย่างอ่อนโยน

NIOXIN PROCLINICAL โฉมใหม่เพื่อเส้นผมและหนังศรีษะอย่างอ่อนโยน

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

NIOXIN PROCLINICAL (ไนอ๊อกซิน โปรคลินิเคิล) ในเครือโอซีซี กรุ๊ป แบรนด์เวชสำอางผู้นำด้านการดูแลผมบางและหนังศีรษะระดับมืออาชีพ พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลและแก้ไขปัญหาสุขภาพผมให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์โฉมใหม่ NIOXIN SYSTEM KIT 4 ให้สดใสกว่าเดิม กับ 3 ขั้นตอนดูแล ประกอบด้วย แชมพู คอนดิชั่นเนอร์ และ ทรีทเมนท์ ด้วย 4 สูตร ที่เหมาะกับสภาพเส้นผมและปัญหา สูตรสำหรับสีผมธรรมชาติ สูตรสำหรับผมทำสี สูตรสำหรับผมบางเล็กน้อย และสูตรสำหรับผมบางมาก เพื่อผลลัพท์ของเส้นผมที่ลดการหลุดร่วง สุขภาพผมมีความแข็งแรงขึ้นใน 30 วัน จำหน่ายในราคา 2,140 บาท (ชุดTrail kit) และราคา 3,390 บาท (ชุด Loyalty)

สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Facebook Page, Instagram , Lazada, Shopee : Nioxin-Thailand

ไอเทมเพื่อผิวสะอาดใสเคลียร์ปัญหาสิวเรื้อรังอย่างได้ผล ด้วย ‘ไอบลองก์ ลางสาด แอนตี้-แอคเน่ เฟส มูส’

ไอเทมเพื่อผิวสะอาดใสเคลียร์ปัญหาสิวเรื้อรังอย่างได้ผล ด้วย 'ไอบลองก์ ลางสาด แอนตี้-แอคเน่ เฟส มูส'

ไอเทมเพื่อผิวสะอาดใสเคลียร์ปัญหาสิวเรื้อรังอย่างได้ผล ด้วย ‘ไอบลองก์ ลางสาด แอนตี้-แอคเน่ เฟส มูส’

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

นอกจากดวงตา ผิวหน้าที่สะอาดใสไกลสิว ก็เป็นหน้าต่างของหัวใจได้เช่นกัน การมีผิวหน้าที่ดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งมีผิวเรียบเนียนดุจใยไหมแต่งหน้ายังไงก็ไม่สะดุด ยิ่งทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นแบบคูณร้อย การเริ่มดูแลผิวหน้าตั้งแต่วัยรุ่น ย่อมส่งผลดีต่อผิวหน้าในอนาคต และจุดเริ่มต้นของผิวที่ดีคือการล้างหน้าให้สะอาดหมดจด เพราะในแต่ละวันผิวของเราปะทะกับทุกสิ่ง ทั้งมลภาวะ ความมัน และสิ่งสกปรกต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวและผิวอ่อนแอ เราจึงควรทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นพร้อมฟื้นฟูให้ผิวแข็งแรงอยู่เสมอ

สำหรับใครที่อยากมีผิวใสไกลสิว ผิวอิ่มฟู แบบฉบับของหนุ่มสาววัยทีน ขอแนะนำ  “ไอบลองก์ ลางสาด แอนตี้-แอคเน่ เฟส มูส” ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เคลียร์ปัญหาสิวเรื้อรังอย่างได้ผล ฟองครีมนุ่มสูตรอ่อนโยน เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ช่วยทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจด พร้อมเติมความชุ่มชื้น ล็อคผิวอิ่มฟู ไม่แห้งกร้าน ด้วยสารสกัดหลักจากใบลางสาดที่คัดมาเพื่อคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ช่วยลดปัจจัยการเกิดสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ บอกลาปัญหาสิวเรื้อรังและสิ่งสกปรกตกค้าง ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวได้อย่างมีประสิททธิภาพ และด้วยค่า PH 5.5 ช่วยรักษาสมดุลที่เหมาะสม ไม่ทําลายกลไกธรรมชาติในการปกป้องผิว ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ไม่มีแอลกอฮอล์ ซิลิโคน พาราเบน สี น้ำหอม และมิเนอรัลออยล์ SLS และ SLES) เพียงใช้เป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนนุ่มน่าสัมผัสและดูสดใสขึ้นในทุกๆวัน

บอกลาสิว กู้ผิวสวย ด้วย “ไอบลองก์ ลางสาด แอนตี้-แอคเน่ เฟส มูส” สามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางร้านค้าออนไลน์ ได้แก่ Facebook Page: iblanc thailand เพจหลักบริษัท, Instagram: iblancthailand, Tiktok: @iblanc_official, Shopee: iblanc thailand official, Line: @iblancthailandติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/iblancthailand หรือ Line : @iblancthailand (https://lin.ee/JdI3SVC)

ลิงค์ช่องทางการจัดจำหน่าย

✅Facebook Page : iblanc thailand เพจหลักบริษัท

✅Instagram : iblancthailand

✅Tiktok:@iblanc_official

✅Shopee: iblanc thailand official

✅Line : @iblancthailand หรือคลิ๊ก >> https://lin.ee/JdI3SVC

‘ดร.วิชัย’ เยี่ยมชมบูธ ‘ธัญญาสุตรา’ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22

‘ดร.วิชัย’ เยี่ยมชมบูธ ‘ธัญญาสุตรา’ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22

‘ดร.วิชัย’ เยี่ยมชมบูธ ‘ธัญญาสุตรา’ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.40 น.

ดร.วิชัย ปิยวรรณวงศ์ รองประธานคณะส่งเสริมกิจการ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำคณะกรรมาธิการการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม วุฒิสภา ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมบูธ “ธัญญาสุตรา” ภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้บริหารบริษัทธัญญาสุตรา นำโดย คุณนิวัฒน์ ตั้งก้องเกียรติ, คุณจินตนา เป็งยาหลวง, คุณประภาพร โพธิ์สุ พร้อมคณะทีมแพทย์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์สมุนไพร “ยาน้ำมันธัญญาสุตรา” ซึ่งได้รับเลขทะเบียน อย. G80/67 และถือเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองในกลุ่มนี้

ภายในงานยังมีโปรโมชั่นพิเศษลดราคาสูงสุดถึง 80% จากราคาปกติ 490 บาท เหลือเพียง 99 บาท สำหรับขนาดบรรจุ 5 มล. พร้อมของแจกฟรีมากมาย ตั้งแต่วันที่ 2-6 กรกฎาคม 2568 บูธธัญญาสุตรา ยังคงเปิดต้อนรับผู้สนใจดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรคุณภาพ พร้อมคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญตลอดช่วง มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ที่ อิมแพค เมืองทองธานี หรือสอบถามรายละเอียดได้ ที่ วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรธัญญา สุตราสุขาภิบาล 5 ซอย58 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 10220 โทรศัพท์: 089 811 4554

-(016)

ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

ศาสตร์และศิลป์แห่งเจ้าฟ้า เพื่อประชาและแผ่นดิน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงสืบสานตามพระราชปณิธานใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการประกอบพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมสุขภาพอนามัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนับตั้งแต่ที่ทรงตัดสินพระทัยเลือกศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศให้ครอบคลุมทุกมิติ

ขณะเดียวกันทรงใช้พระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการดนตรี ที่ทรงได้รับการปลูกฝังความเป็นคีตศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนก่อเกิดเป็นผลงานหลากหลายรูปแบบที่จะนำไปสู่คุณูปการ อันยิ่งใหญ่แก่ประชาชนผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศในพระกรณียกิจด้าน สาธารณกุศลต่างๆ ตลอดจนเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างมิตรประเทศที่มีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้นและสร้างมิตรใหม่ให้เกิดขึ้นแก่ประเทศเป็นอย่างดียิ่ง

ด้วยพระปณิธานอันมุ่งมั่นในการนำความรู้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ กอปรกับการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะและการดนตรีอย่างเกื้อกูลกัน จะเป็นพลังสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและประเทศชาติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้โดยเร็ว ดังพระดำรัสในโอกาสให้กระทรวงวัฒนธรรม (คณะกรรมการจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติฯสิริศิลปิน) เข้าเฝ้า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ณ พระตำหนักจักรีบงกช ความตอนหนึ่งว่า…

“…วิทยาศาสตร์เป็นส่วนที่ประคับประคองประเทศ ในระหว่างที่ประเทศเดือดร้อน ศิลปะก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ผสมผสานกันสองสาขา เพื่อนำมาสู่การช่วยเหลือราษฎร ในยามที่ประชาชนลำบาก…”

นับตั้งแต่การก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2530 องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ทรงตั้งมั่นในพระปณิธานดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมชนกนาถ อย่างเป็นรูปธรรม และทรงน้อมนำแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้เป็นหลักและแนวทางการทรงงาน พร้อมกับทรงวางพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการดำเนินงานวิจัยทั้งในระดับพื้นฐานและการประยุกต์ใช้โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้านเคมี ด้านชีวการแพทย์ ด้านพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่จะมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาระบบด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ตลอดระยะเวลาการทรงงานกว่า 3 ทศวรรษ ที่ทรงอุทิศพระองค์ทุ่มเทกับการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนางานวิจัย วิชาการ วิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่านการศึกษาและงานวิจัยด้านต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุขให้แก่ประเทศ โดยทรงมุ่งเน้นด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ ด้วยทรงถือเป็นพลังขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติ ซึ่งการดำเนินงานวิจัยของสถาบันฯ ตามพระนโยบาย จึงให้ความสำคัญแก่งานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสุขภาพ และการคิดค้นพัฒนาตัวยาใหม่จากสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทย รวมทั้งการศึกษาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งและกลไกการออกฤทธิ์ รวมทั้งการสังเคราะห์สารเคมีที่ได้จากสารสกัดในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณสมบัติทางยา ซึ่งมีปริมาณน้อยให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นในห้องปฏิบัติการ เพื่อนำมาใช้ศึกษาและพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่อไปได้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานวิจัยหลากหลายด้านที่ผ่านมา ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการนำไปสู่นโยบายของประเทศในการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันและลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคมะเร็ง” จึงทรงแสวงหาความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับสถาบันชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลกอยู่เสมอ สำหรับเป็นแนวทางแก่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตผลงานวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นในระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทรงนำนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” (trastuzumab) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แบบมุ่งเป้า นับเป็นนวัตกรรมด้านยาชีววัตถุชนิดแรกของประเทศไทย โดยทีมนักวิจัยไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่พึ่งพาการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ปัจจุบันสามารถขยายการผลิตสู่ระดับการนำไปใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงยารักษามะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นยาที่ผลิตได้เองภายในประเทศ อันเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางยาได้อย่างยั่งยืน ซึ่งยาชีววัตถุคล้ายคลึง “trastuzumab” ได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ในชื่อพระราชทานว่า “HERDARA”

ตลอดจนเมื่อครั้งที่ทั่วโลกเกิดภัยคุกคามจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทรงเพียรพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค จึงทรงริเริ่มการวิจัยเพื่อสังเคราะห์ยาต้านไวรัสโควิด-19 อย่างเร่งด่วน และมีพระวินิจฉัยให้คณะนักวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทำการวิจัยและพัฒนายาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคโควิด-19  ด้วยทรงเล็งเห็นว่าการบริหารจัดการการระบาดของโรค จำเป็นต้องใช้ทั้งการป้องกันด้วยวัคซีน และการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่กัน โดยทรงประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์ตัวยา “Molnupiravir” (โมลนูพิลาเวียร์) และยาจากพืชสมุนไพรอย่าง สารสกัดและผงฟ้าทะลายโจร จากการพัฒนายาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ พร้อมทั้งได้พระราชทานเทคโนโลยีการสังเคราะห์ยานี้ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2564 สำหรับนำไปต่อยอดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ด้วยพระนโยบายส่งเสริมการใช้สารสกัดธรรมชาติจากพืชและสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพง

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงตระหนักถึงความสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางยาทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพสูง  จึงมีพระปณิธานมุ่งมั่นในการวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องผลิตบุคลากรด้านงานวิจัยที่มีศักยภาพอย่างเพียงพอ และเพิ่มขีดความสามารถสำหรับการคิดค้นพัฒนายาประเภทต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ความมั่นคงทางด้านยาที่มีนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าและยั่งยืน  จึงพระราชทานพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” (Center for Biologics Research and Development : CBRD) ที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนายาอย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับเซลล์ต้นแบบ ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการผลิตในปริมาณต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตยาที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) เพื่อจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่มีคุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ให้แก่ประชาชนชาวไทย

องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์มิเพียงพระปรีชาสามารถอันเป็นเลิศในศาสตร์แห่งการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ แต่พระองค์ยังมีพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในการสร้างสรรค์ผลงานทั้งด้านทัศนศิลป์ คีตศิลป์ และวรรณศิลป์ ด้วยพระทัยรักในงานศิลปะและเสียงดนตรีมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ทรงจัดสรรเวลา ส่วนพระองค์เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะในหลากหลายรูปแบบ เพื่อที่จะต่อยอดผลงานสู่การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ภายใต้โครงการหารายได้สมทบทุนมูลนิธิในพระดำริฯ อยู่เสมอ นอกจากนี้ ทรงมุ่งมั่นศึกษางานศิลปะและฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งทรงสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดทางด้านศิลปะ เมื่อ พ.ศ. 2563 นับเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของพระราชวงศ์ไทยที่ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยพระวิริยอุตสาหะอย่างแรงกล้าควบคู่ไปกับการทรงงานและการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ

อีกทั้ง พระองค์ยังมีพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะการดนตรี ที่ทรงได้รับการปลูกฝังความเป็นคีตศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงสนพระทัยและทรงเพียรพยายามในการศึกษาเครื่องดนตรีหลากหลายประเภท แม้แต่เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายของราชสำนักจีนโบราณอย่าง “กู่เจิง” ซึ่งการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้มิใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และทรงใฝ่พระทัยในการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนพระองค์สามารถบรรเลงเพลงด้วย “กู่เจิง” ทั้งเพลงไทยและเพลงจีนได้อย่างไพเราะ ภายในระยะเวลาอันไม่นาน โดยทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกของโลกที่สามารถทรง “กู่เจิง” เครื่องดนตรีโบราณในราชสำนักจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปีได้ ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่รัฐบาลจีนเป็นอย่างมาก จึงได้ถวายสถานะ  “ทูตวัฒนธรรม” แด่องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน ทรงใช้พลังแห่งศิลปะการดนตรีมาเชื่อมความสัมพันธ์ผ่านมิติทางวัฒนธรรมระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานแสดงดนตรีและวัฒนธรรม “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” โดยทั้ง 2 ประเทศได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดงานอย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้งแล้ว นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2544 เป็นต้นมา เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 มิตรประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน และทุกครั้งที่มีการจัดแสดง “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ในประเทศไทย พระองค์ยังทรงคำนึงถึงการช่วยเหลือประชาชนผู้ทุกข์ยากอยู่เสมอ โดยทรงจัดให้มีการหารายได้สมทบทุนแก่องค์การสาธารณกุศล และมูลนิธิในพระดำริฯ เพื่อดำเนินกิจกรรมการกุศลช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาสในสังคม และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประเทศ ซึ่งพระอัจฉริยภาพในผลงานด้านศิลปะการดนตรีทั้งมวล ล้วนเพื่อสร้างประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ผลงานของพระองค์จึงเป็นที่ยอมรับและได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านศิลปะและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศให้แก่ประเทศเป็นอย่างดียิ่ง อาทิ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศ รางวัลสูงสุดทางวัฒนธรรมของรัฐบาลจีน เมื่อปี พ.ศ. 2545 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน รางวัลเหรียญทองเชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์ผลงานดีเด่นและเป็นประโยชน์แก่มวลชน (CISAC Gold Medal Award) โดยสมาพันธ์แห่งสมาคมผู้สร้างสรรค์และนักประพันธ์เพลงระหว่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

พระเกียรติคุณในฐานะ “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” ที่ทรงเพียบพร้อมด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในหลากหลายด้านทั้งศาสตร์และศิลป์เหล่านี้ในการบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั้งมวลมีความผาสุกร่มเย็นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 68 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาว

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

IMCRANIB 100 ยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถใน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก หนึ่งในนวัตกรรมการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า” หรือ Targeted Therapy ซึ่งเป็นการใช้ยาที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสามารถทำลาย หรือยับยั้งเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย เป็นการลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด นอกจากนี้ยังสามารถสามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วตามลักษณะการดำเนินโรคของผู้ป่วยแต่ละราย

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยา GMDP PIC/s ตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมซึ่งมีความสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประ เทศไทยซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประ สิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบ คอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ด้วยแนวพระนโยบายที่กว้างขวางนี้จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลาย และครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา

ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริราชวิทยาลัยจุฬา ภรณ์ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือเครื่องจักรต่างๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ทรงใช้พระสติปัญญาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนำคณะทำงานของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเพื่อการพัฒนามาตรฐานเภสัชกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณ ภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล โดยทรงปฏฺิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาเม็ด เป็นต้น

ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูประการสำคัญต่อวงการสาธารณ สุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ โดยประกอบด้วยตัวยาสำ คัญอิมาทินิบ (IMATINIB) ๑๐๐ มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธา รณสุข เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และพร้อมสำหรับการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

“ยาอิมครานิบ” มีคุณสมบัติยับยั่งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซีนไคเนสอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำช่วยให้การควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์ มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST)  มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) โดยจะได้นำมาให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงและเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จนี้นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะความชำนาญด้านการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกระดับความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการและเทคโนโลยีเภสัชกรรมและบุคลากรทางด้านนี้ของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการผลิตและการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

COSDENT เปิดตัว ‘Tooth Age Scan’ เทคโนโลยีบอกอายุฟันจริง ด้วย AI

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

COSDENT เปิดตัวแคมเปญแห่งปี “Cosdent Age of Smile” ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ “Tooth Age Scan” นวัตกรรมแรกในไทยที่ใช้ AI ถอดรหัสอายุฟันที่แท้จริงของคุณได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบประสบการณ์ทันตกรรมยุคใหม่ที่ปลายนิ้วผ่าน Web App ใหม่ ที่สามารถวิเคราะห์รอยยิ้มโดยไม่ต้องมาที่คลินิก

นายสรรเสริญ เกียรติเวชสุนทร กรรมการผู้จัดการ คลินิก COSDENT กล่าวว่า COSDENT เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใส่ใจสุขภาพฟันของผู้คนในปัจจุบัน จึงได้นำนวัตกรรมทางทันตกรรม “Tooth Age Scan” มาใช้ที่คลินิกเป็นที่แรกในไทย เพราะปัญหาอายุฟันไม่ได้เท่ากับอายุจริง จึงทำให้ COSDENT ได้ทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของวงการทันตกรรมด้วยเทคโนโลยี “Tooth Age Scan” ที่สามารถวิเคราะห์สุขภาพและ “อายุ” ของฟันได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องเจ็บตัวหรือสัมผัสฟันแม้แต่น้อย ผ่านการสแกนโครงสร้างและเฉดสีฟันอย่างละเอียด แล้วประมวลผลด้วย AI ร่วมกับทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณทราบถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ไลฟ์สไตล์ การดูแล และสภาพฟันที่ผ่านมา ส่งผลต่อรอยยิ้มของคุณอย่างไร ทำให้ผู้ใช้งานได้วางแผนดูแลและฟื้นฟูรอยยิ้มอย่างตรงจุด และเฉพาะบุคคลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

พร้อมกันนี้ COSDENT ยังเปิดตัว Web App ใหม่ล่าสุด เพื่อปลดล็อกศักยภาพรอยยิ้มของคุณด้วย เทคโนโลยีระดับพรีเมียมให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดย Web App นี้ได้ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ ด้วยการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนถ่ายภาพรอยยิ้มตามคำแนะนำง่ายๆ จากนั้นระบบ AI ก็จะทำการวิเคราะห์เบื้องต้นและส่งผลประเมิน พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากทีม COSDENT ได้ทันที ซึ่งนอกจากจากความสะดวกสบายแล้ว ยังถือเป็นการทลายกำแพงระหว่างคลินิกและคนไข้ ให้การปรึกษาปัญหารอยยิ้มเป็นเรื่องส่วนตัว สะดวก และไร้รอยต่อ

ด้าน ทพ.สันติราช เกียรติเวชสุนทร กรรมการผู้จัดการ คลินิก COSDENT กล่าวว่า นอกจากการใส่ใจสุขภาพทันตกรรมของคนไข้แล้ว COSDENT ยังยึดหลักกลยุทธ์ที่ยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง (Hyper-Personalization) เพราะหัวใจในการบริการของ COSDENT คือปรัชญาที่ว่า “รอยยิ้มของคุณคือผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลก” เราไม่เชื่อใน ‘One-Size-Fits-All Smile’ ทุกบริการของ COSDENT จึงถูกออกแบบภายใต้กลยุทธ์ Hyper-Personalization ที่นำข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Insights) มาออกแบบแผนการรักษาที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่รอยยิ้มที่สวยงาม แต่เป็นรอยยิ้มที่สะท้อนตัวตนและสร้างความมั่นใจให้คุณได้อย่างแท้จริง

สำหรับเป้าหมายต่อไปของ COSDENT ไม่ได้มองเพียงการขยายสาขา แต่จะมุ่งมั่นสร้าง “ระบบนิเวศทางทันตกรรมดิจิทัล (Digital Dental Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการผสมผสานของเทคโนโลยี AI การดูแลเฉพาะบุคคล และความสะดวกสบายของลูกค้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกันนี้ จะนำข้อมูลและเสียงตอบรับจากลูกค้ามาพัฒนาและค้นหานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อยกระดับมาตรฐานวงการทันตกรรม และทำให้การมีรอยยิ้มที่สวยงามและสุขภาพดีเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ทพ.สันติราช กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการจองคิวปรึกษา สามารถติดต่อทุกช่องทางโซเชียลของคอสเดนท์ทาง: Cosdentsmiledesign

-(016)

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน ‘Commart Unlimit 2025’

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน 'Commart Unlimit 2025'

MSI ยกทัพเกมมิ่งโน้ตบุ๊ก บูสต์โปร ในงาน ‘Commart Unlimit 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

Commart Unlimit 2025 MSI บูสต์โปรโมชั่นอลังการ เกมมิ่งโน้ตบุ๊กที่ลดสุด Unlimit ถึง 10,000 บาทและมาพร้อมกับ MSI RTX 50 Series กับของแถมสุด  Exclusive ฟรี! ที่งานนี้เท่านั้น

เขย่าวงการสินค้าไอทีไปมหกรรมสินค้าไอทีที่คัดสรรสินค้าคุณภาพสุดคุ้มอย่างงาน Commart ครั้งนี้ที่มีชื่อ Commart Unlimit 2025 ในกลางปีนี้ ต้อนรับการเปิดเทอมของเหล่านักเรียน นักศึกษา โดยMSI หนึ่งในแบรนด์อยู่คู่กับงานนี้มาโดยตลอด ครั้งนี้ได้ทำการบูสต์โน็ตบุ๊กให้แรงสเปคสูงกว่าเดิมพร้อมโปรโมชั่นความคุ้มค่ากับดีลลับโปรเด็ดรุ่นโดน ลดสูงสุด 10,000 บาทและของ

พรีเมี่ยมสุดเอ็กซ์คูลซีฟในทุกรุ่นมารอให้สาวกMSI ได้แบกกลับบ้านภายในงาน Commart Unlimit 2025 ในครั้งนี้พร้อมด้วยกิจกรรมที่จัดไว้ให้มาร่วมสนุกกันกับพวกเรา MSI ในโลเคชันเดิมที่บูธหมายเลขB12 ของงาน Commart Unlimit 2025ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กรกฎาคม 2568 เพียง 4 วันนี้เท่านั้น!

ดาวน์โหลดเพื่อดูโปรโมชั่นทั้งหมดได้ที่ https://msi.gm/SE126516     

โปรโมชั่น Commart Exclusive Premium Promotion สำหรับลูกค้า MSI ที่ซื้อGaming Notebook รุ่นใดก็ได้ที่เข้าร่วมรายการรับทันทีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษลิมิเต็ดอิดิชันภายในงาน!ของแถมจัดเต็มเฉพาะในงานนี้เท่านั้นพร้อมด้วย Promotion ดีลลับโปรเด็ด กับ RTX 50 ที่มาพร้อมกับส่วนลดของแถมสุดเซอร์ไพรส์ สำหรับรุ่นที่กำหนดนี้

สุดพิเศษกับการนำโน๊ตบุ๊ก New Lineup MSI RTX 50 Series Laptop ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานนอร์สที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้โดยมีทั้งหมด4 ซีรีย์ด้วยกันอาทิเช่น Titan Series, Raider Series, Crosshair Series, Stealth Series ที่นำมาจัดแสดงตัวเครื่องจริงให้ได้ลองสัมผัสทดลองประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องภายในงาน Commart Unlimit 2025 นี้ ตอกย้ำด้วยดีไซน์ลวดลายที่รังสรรค์ออกมาอย่างไม่เหมือนใคร นำมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสกับความเป็นที่สุดใน MSI Laptop Gaming ล้ำที่สุดแห่งยุค มากไปกว่านั้นเตรียมพบกับ การสัมภาษณ์ พูดคุย ร่วมเล่นเกมรับของรางวัลสุดพิเศษ กับ Influencer สายเกมและสร้างสรรค์อย่าง GamingDose และ Asayhi  ที่มาแชร์ความรู้และประสบการณ์ตรงไปกับMSI พบกันได้ที่บูธ MSI B12 วันที่ 5 และ 6 กรกฏาคม 2568

MSI ยังมีกิจกรรม RTX 50 Series Promotion ให้ร่วมสนุกไปกับ“Flash Deal ความเร็วนั้นฉันขอ” เงื่อนไขให้ผู้ที่สนใจร่วมสนุกโดยซื้อ Notebook ของ MSI ที่อยู่ในรุ่น RTX 50 Series ที่กำหนดในช่วงเวลา Flash Deal รับไปเลย Central Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท** จากทางMSI และยังไม่หมดเพียงเท่านั้นหากลูกค้าท่านใดที่ซื้อ MSI Laptop RTX 50 Series ในรุ่นที่กำหนดไปแล้ว เพียงถ่ายรูป MSI Laptop RTX 50 Series ที่ซื้อไปและทำการ Post & Share ช่องทางใดก็ได้พร้อม ติด #MSI Gaming #CommartUnlimit 2025 บน Social Media รับไปเลย พวงกุณแจ Lucky Keychain 20th Anniversary Edition กิจกรรมสุดพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้นได้ที่บูธ MSI B12 มาร่วมสนุกกับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นไปกับกิจกรรมภายในบูธ MSI อีกมากมายที่รอให้เหล่าแฟนๆโน็ตบุ๊กเกมมิ่งMSIได้มาร่วมสนุกกัน

MSI ขนความสนุกจากเกมมิ่งแอนด์เฮลท์ล่าสุดอย่าง Claw 8 AI+ มาสมทบความสนุกพร้อมมอบประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยมของ MSI Claw 8 AI+ ที่เราขนมาให้ทดลองภายในบูธ MSI โดยครั้งนี้มาพร้อมกับเกม Action RPG สุดเร้าใจอย่าง ‘เกม Genshin Impact’ รอให้เหล่าคนรักเกมแนว Open World มาเปิดประสบการณ์ใหม่บนเกมมิ่งแอนด์เฮลท์ MSI Claw 8 AI +  ได้ที่บูธ MSI หรือจะเป็นโปรโมชั่นสุด Exclusive ที่มากับราคาสุดคุ้มค่า ที่ห้ามพลาด พบกับเราได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กรกฎาคม 2568 นี้ที่บูธหมายเลข B12 Hall EH98-99 และตามบูธตัวแทนจำหน่ายภายในงาน Commart Unlimit ไบเทคบางนา!

ติดตามรายละเอียดได้ที่ MSI Gaming Website https://th.msi.com/  , MSI Thailand Facebook https://msi.gm/2u6kGeX   , MSI Thailand Instagram https://msi.gm/2QOli6R  , MSI Thailand YouTube https://msi.gm/2ZgU1tt

พม. พัฒนา ‘App DepFund’ สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม. พัฒนา 'App DepFund' สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

พม. พัฒนา ‘App DepFund’ สร้างโอกาสคนพิการและผู้ดูแล เข้าถึงบริการเงินกู้ยืมง่ายขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลให้คนพิการ บริหารจัดการเงินกู้ยืมกองทุนฯ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันต่อการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ผ่าน “แอปพลิเคชัน DepFund” ตอบโจทย์การเข้าถึงสิทธิด้านการกู้ยืมเงินสำหรับคนพิการในการประกอบอาชีพได้ง่ายยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการของคนพิการที่จะใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวนกว่า 2.2 ล้านคน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

3 กรกฎาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. พร้อมด้วย นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และคณะผู้บริหาร ร่วมเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ DepFund” เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย ทั้งยังเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมคนพิการ คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 200 คน ภายในงานมีการออกบูธแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ประสบความสำเร็จจากการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ จำนวน 5 ร้านค้า ณ ลานชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวภายหลังการเปิดตัว “แอปพลิเคชันกู้ยืมเงินคนพิการ หรือ App DepFund” ว่า กระทรวง พม. มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เข้าถึงสิทธิของตนอย่างเท่าเทียม โดยงานด้านคนพิการเป็นภารกิจหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้อยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบัน มีคนพิการในประเทศไทยจำนวน 2,242,693 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.39 ของประชากรไทยทั้งประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2568) ซึ่งในจำนวนนี้ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จำนวนกว่า 300,019 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 11,284,049,918 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568) การสร้างอาชีพให้คนพิการมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด เพิ่มรายได้ให้กับคนพิการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและส่งเสริมให้คนพิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมระบบดิจิทัล “แอปพลิเคชัน DepFund” ภายใต้แนวคิด “เพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว” เป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนงานด้านคนพิการให้เข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ ที่คนพิการพึงได้รับด้วยความสะดวก รวดเร็ว และทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งแอปพลิเคชัน DepFund จะช่วยในการบริหารจัดการเงินกู้สำหรับคนพิการ ให้เข้าถึงระบบบริการดิจิทัลด้านเงินกู้ได้อย่างครอบคลุม สะดวก และรวดเร็วขึ้น

“ในปัจจุบันวิวัฒนาการของดิจิทัลถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น การพัฒนาและนำนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ จะช่วยให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไร้รอยต่อ จึงเป็นสิทธิและสวัสดิการหนึ่งที่คนพิการพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม และการพัฒนา“แอปพลิเคชัน DepFund” ช่วยให้คนพิการมีเงินตั้งต้นประกอบอาชีพได้ทันที ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้คนพิการเกิดความสะดวกในการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยไม่ต้องเดินทางมารับบริการต่อหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดปัญหาการเดินทาง ส่งผลให้คนพิการสามารถทำงานหารายได้ได้อย่างเต็มกำลังมากขึ้น ทำให้คนพิการมีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าอย่างมีเสถียรภาพต่อไป” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยกองกองทุนและส่งเสริมความเสมอภาคคนพิการ ได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนฯ มีการปล่อยเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จำนวน 14,792 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 757,121,796 บาท (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2567) ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กองทุนฯ ตั้งเป้าหมายจำนวนคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการใช้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 15,000 ราย จำนวนเงินกู้ 1,000 ล้านบาท และปัจจุบัน มีคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ กู้ยืมเงินกองทุนฯ จำนวน 6,632 ราย คิดเป็นเงินจำนวน 339,850,285 บาท (ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2568)  ดังนั้น การพัฒนา “แอปพลิเคชัน DepFund” จะเป็นอีกช่องทางเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเข้าถึงบริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างเท่าเทียมกับคนในสังคม

“แอปพลิเคชัน DepFund ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยบริหารจัดการการกู้ยืมเงินกองทุนฯ ผ่านระบบดิจิทัล อำนวยความสะดวกให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการในการยื่นกู้ยืมเงินกองทุนฯ ตรวจสอบผลการอนุมัติ ยอดคงเหลือ ประวัติการชำระเงิน ทั้งยังสามารถชำระหนี้ที่กู้ยืมผ่าน QR Code ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ สามารถเข้าถึงการบริการของภาครัฐได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android สามารถเข้าใช้งานผ่าน DIGITAL ID” นายโชคชัย กล่าว

ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ ผ่อนชำระคืนภายในไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย สำหรับการกู้ยืมเงินกองทุนฯ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. การกู้รายบุคคล รายละไม่เกิน 60,000 – 120,000 บาท และ 2. การกู้รายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 1 ล้านบาท สำหรับคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่สนใจกู้ยืมเงินเพื่อเป็นทุนสำหรับประกอบอาชีพหรือขยายกิจการ สามารถยื่นคำร้องได้ทาง https://efund.dep.go.th/

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและบริการด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีความเสมอภาคกับบุคคลทั่วไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม พึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในสังคมต่อไป

-(016)