ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ชมพูเข้ม เรื่อง/ภาพ

กศน.ทั่วไทย

ปูเปี้ยว หรือบางที่เรียกว่า ปูแสม เป็นสัตว์น้ำดั้งเดิมมีชุกชุมอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ลักษณะของปูเปี้ยวที่นี่มีกระดองสีน้ำตาลปนดำ มีขนาดตัว ประมาณ 4-5 เซนติเมตร ก้ามและขามีสีแดงออกม่วงปนกับสีน้ำตาล กินผัก ใบไม้ และซากสัตว์ตามธรรมชาติเป็นอาหาร

ปูเปี้ยว ได้รับความนิยมนำไปดองเค็ม เพื่อเป็นส่วนผสมหลักของส้มตำ รวมถึงทำอาหารต่างๆ เช่น ยำปูเปี้ยว หลนปูเปี้ยว หรือทำน้ำพริกปูเปี้ยวได้

ปัจจุบัน จำนวนปูเปี้ยวลดลงไปมาก เนื่องจากชาวบ้านจับขาย จนปูรุ่นใหม่เกิดมาแทนไม่ทัน ชาวบ้านที่เคยจับปูขายก็ออกจากพื้นที่ย้ายไปจับปูเปี้ยวในจังหวัดอื่นๆ หากไม่มีการอนุรักษ์หรือขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากขึ้น ปูเปี้ยวจะสูญพันธุ์ไม่มีให้คนรุ่นหลังได้บริโภค

“ปากพนังฝั่งตะวันออก” เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีปูเปี้ยวอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากสภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1-8 เมตร พื้นที่ลาดเทจากทางตะวันตกไปทางตะวันออกจดอ่าวไทย

สภาพพื้นที่ปากพนังฝั่งตะวันออก ส่วนใหญ่ใช้ทำนากุ้ง และทำประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง พื้นที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก มีทั้งหมด 7 หมู่บ้าน มีเนื้อที่ 15,544 ไร่ จำนวนประชากรประมาณ 7,566 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง เพาะเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เป็นหลัก รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป ค้าขาย และประกอบอาชีพเสริม

ที่ปากพนังในวันนี้มีอาชีพใหม่ที่น่าสนใจคือ การเลี้ยงปูเปี้ยว โดยเป็นผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาของ คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ เจ้าของพื้นที่เลี้ยงปูเปี้ยว ในหมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

จุดประกายจาก

บทความที่อ่านเจอ

คุณไพโรจน์ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งในชุมชนที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการทำนากุ้ง คิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไร ให้วัสดุ อุปกรณ์ ที่เหลือจากการทำนากุ้งได้นำมาใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก จึงได้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ วารสารต่างๆ ไปพบบทความที่เขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว ก็เกิดความสนใจเรื่องนี้มาก เนื่องจากตนเองเติบโตในพื้นที่อำเภอปากพนังมาตลอด วิ่งเล่นเห็นปูเปี้ยวมาตั้งแต่เด็ก

คุณไพโรจน์ จึงได้นำกรอบความคิดที่ได้อ่านจากหนังสือมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพทุนที่มีอยู่ ทั้งบ่อกุ้ง และอุปกรณ์โดยปรับพื้นที่ที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีสภาพเป็นบ่อกุ้งร้าง ที่มีเลนตมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง สภาพพื้นบ่อกุ้งจึงเหมือนกับดินทั่วไป สูงเสมอเกือบขอบบ่อกุ้งร้าง ได้จ้างรถแบ๊คโฮขุดดิน ขุดเป็นคันดินด้านข้างรอบบ่อทั้ง 4 ด้าน เหมือนคันนา หรือการทำไร่นาสวนผสม

หลังจากนั้น ขุดดินรอบบ่อลึกลงไป 20-30 เซนติเมตร ใช้ผ้ายางสีดำ ขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร เอาดินถมกลบประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนผ้ายางที่เหลือยกขึ้นสูง ประมาณ 50 เซนติเมตร คลุมคันดินด้านบนตรึงด้วยตะปู คันดินจะช่วยป้องกันไม่ให้ปูเปี้ยวออกจากบ่อเลี้ยง

การเตรียมพื้นที่ คุณไพโรจน์ แนะนำว่าพื้นที่ที่เหมาะสมควรมีน้ำขึ้น-ลง ตลอดปี สำหรับการปรับพื้นที่บ่อกุ้งร้างขึ้นอยู่กับสภาพของบ่อกุ้งแต่ละแห่ง กรณีที่พื้นที่เดิมมีสภาพรกร้างให้เอาต้นไม้บางส่วนที่ไม่ใช้ออก เหลือต้นไม้ตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปูเปี้ยว เช่น ผักเป็ด ต้นขลู โกงกาง หนามหมอ ให้ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ เป็นร่มเงาและเป็นอาหารปูเปี้ยวได้

การเตรียมบ่อ นำยางรถยนต์ที่เหลือใช้มาวางเรียงกันเป็นระยะ เผื่อน้ำท่วมพื้นบ่อ ปูเปี้ยวจะได้ขึ้นมาตากแดด หรือเป็นที่เจาะรูหลบซ่อนตัวของปูเปี้ยว เปรียบเทียบเหมือนเป็นบ้านของปู หลังจากนั้นนำพันธุ์ปูเปี้ยวมาปล่อย

ขณะนี้ คุณไพโรจน์ ซื้อพันธุ์ปูเปี้ยวจากแหล่งขายในตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร และตำบลบางจาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจากชาวบ้านทั่วไปที่จับลูกปูขาย ในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท หากเป็นลูกปูคละขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ กิโลกรัมละประมาณ 70 บาท ตามราคาขายลูกพันธุ์ปูในท้องตลาด

ครั้งแรกได้ลงทุนซื้อลูกพันธุ์ปูเปี้ยว จำนวนประมาณ 200 กว่ากิโลกรัม

คุณไพโรจน์ เล่าเพิ่มเติมว่า ตนเองมีความตั้งใจเลี้ยงปูเปี้ยวให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าถ้าตนเองทำสำเร็จจะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ในชุมชนที่ประสบปัญหาการขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง มีบ่อกุ้งร้างไว้ให้นำมาทำประโยชน์ หรือคนที่ว่างงาน ให้มีกำลังใจ อย่าท้อแท้ ทุกอย่างสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หากตัวเราเองมีความมุ่งมั่นตั้งใจหารายได้เลี้ยงครอบครัว

สำหรับแรงงานภายในฟาร์มแห่งนี้จะเน้นให้สมาชิกในครอบครัวช่วยเหลือกัน เช่น ให้ลูกชายและเพื่อนๆ ช่วยกันจับปู ให้อาหารปู และนำปูดองไปขาย ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้ลูกๆ ได้มีส่วนรับผิดชอบ ช่วยเหลือครอบครัวไปด้วยในตัว

เลี้ยงอย่างไร…ปูเปี้ยว

การให้อาหารปูเปี้ยวหลังจากปล่อยลูกปูแล้ว เลี้ยงปูเปี้ยวด้วยปลาสดสับชิ้นเล็กๆ คลุกกับรำ หรือปลาป่น หากเป็นช่วงฤดูมรสุมไม่มีปลาสด ใช้ปลาหมักน้ำ EM แช่ในช่องแช่แข็ง เพื่อนำไปเป็นอาหารให้ปูเปี้ยว

โดยธรรมชาติของปูเปี้ยวจะอยู่ในรูช่วงกลางวัน อาจจะออกมาเมื่อหิว หรือเมื่อปลอดคน

การให้อาหารปูเปี้ยว ให้ในช่วงเย็น ประมาณ 6 โมงเย็น หากให้อาหารเร็วกว่านี้ มดจะไปกินอาหารทำให้ปูเปี้ยวไม่กิน เนื่องจากถูกมดกัด

อาหารสามารถให้ทุกวัน หรือ 2-3 วัน ก็ได้ เนื่องจากปูสามารถหาอาหารซึ่งเป็นผักหรือซากสัตว์จากธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

ในช่วงปูเริ่มโตขึ้น ให้อาหารเม็ด (อาหารปลาดุก) เสริมได้ การเลี้ยงมีการปล่อยน้ำให้ไหลเวียนภายในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะในช่วงฤดูวางไข่

การขยายพันธุ์ มี 2 ช่วง คือประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปูเปี้ยวจะลอกคราบและวางไข่ ให้ตีน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก จะทำให้ปูเปี้ยวขยายพันธุ์ได้มากกว่าเดิม

ระยะเวลาในการเลี้ยงปูเปี้ยว ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุกปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตได้ดี

การจับปูเปี้ยวขาย ให้เลือกเฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่ ที่มีน้ำหนักมาก ปูเปี้ยวตัวเมียจะไม่จับไปขาย ปล่อยไว้ขยายพันธุ์

ช่วงที่เลี้ยงแรกๆ คุณไพโรจน์ บอกว่าจะได้ปูที่มีขนาดเล็ก ได้พยายามสังเกตการกินอาหารของปู และปรับปรุงสูตรอาหารมาตลอด ปัจจุบันปูมีขนาดน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น 18-20 ตัว ต่อกิโลกรัม

การจำหน่าย การจับปูเปี้ยวจับในช่วงกลางคืน ทำได้ 3 วิธี คือใช้ไฟฉายคาดศีรษะพร้อมแบตเตอรี่ส่องเดินจับทีละตัว ใช้กับดักด้วยกระป๋อง และการใช้ภูมิปัญญาที่คิดขึ้นเอง โดยใช้ปี๊บ/แกลลอน ขนาด 18 ลิตร ทำหลุมพรางล่อเหยื่อ มีเหยื่ออยู่ในแกลลอน เมื่อปูเปี้ยวตกลงไปจะขึ้นมาไม่ได้ นำแกลลอนขึ้นมาเลือกจับปูเปี้ยวเฉพาะที่มีขนาดใหญ่ ไปใช้ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

พื้นที่การเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ ได้แบ่งส่วนหนึ่งเป็นแปลงสาธิต ทดลองหาความรู้และเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว เป็นตัวอย่างของการใช้นากุ้งร้างที่มีอยู่เดิมมาปรับสภาพ แก้ปัญหาหนี้สินที่ขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง

“ในอนาคต จะขยายพื้นที่ ใช้รถขุดดิน ขุดคันดินเพิ่มพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นลานกว้าง ยกร่องให้เป็นคันดินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวให้มากขึ้น ขยายพันธุ์ปูเปี้ยวเอง และเป็นศูนย์การเรียนรู้ปูเปี้ยวอย่างครบวงจรกับผู้สนใจ” คุณไพโรจน์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจอยากทดลองเลี้ยงปูเปี้ยว คุณไพโรจน์ แนะนำว่า ควรเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขึ้น น้ำลง คือบางช่วงน้ำท่วมและบางช่วงน้ำลด ปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี การลงทุนสำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ต้องการเลี้ยงปูเปี้ยว กรณีที่มีที่ดินเดิมอยู่แล้ว มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของค่าจ้างรถแบ๊คโฮขุดทำคันดิน ค่าลูกพันธุ์ปูเปี้ยว ค่าผ้ายางปูขอบคันดิน สำหรับยางรถยนต์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ สามารถประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่เดิมได้

ไม่ขายสด

แต่ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

สูตรเด็ดที่ต้องลิ้มลอง

ส่วนผลผลิตปูเปี้ยวที่ได้จากการเลี้ยงในขณะนี้ไม่มีการจำหน่ายเป็นปูเปี้ยวสด แต่คุณไพโรจน์นำปูเปี้ยวทั้งหมดมาดองน้ำปลา

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา คุณไพโรจน์ ให้ข้อมูลว่า จะแตกต่างจากทั่วไปที่เป็นการดองด้วยเกลือ โดยขั้นตอนการดอง ให้ล้างปูเปี้ยวสดด้วยน้ำสะอาด 3 ครั้ง แช่น้ำปูนแดงใส แล้วแช่น้ำปลา ใช้เวลาดอง 2 วัน อุปกรณ์ที่ใช้ดองเป็นโอ่งมังกร ปิดฝาให้สนิท

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา ส่งขายปลีก กิโลกรัมละ 200 บาท โดยบรรจุเป็นขวดขนาดต่างๆ หากขายปลีกหน้าบ่อเลี้ยง จะขายราคาขวดละ 99 บาท สามารถซื้อได้หน้าบ่อเลี้ยง หรือสั่งซื้อทางไลน์ ลูกค้าจะเป็นลูกค้าขาประจำที่รู้จัก และลูกค้าขาจรเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวแหลมตะลุมพุก ขับรถผ่านไปมา สามารถแวะอุดหนุนปูเปี้ยวดองน้ำปลาได้ นอกจากนั้นขายตามบู๊ธจัดงานต่างๆ

วิธีเก็บปูเปี้ยวดองน้ำปลาไว้จำหน่ายให้ลูกค้าได้ตลอดคือ เมื่อดองครบ 2 วันแล้ว นำปูเปี้ยวมาใส่ช่องแช่แข็ง จึงมีปูเปี้ยวไว้จำหน่ายได้ทุกวัน หากลูกค้าซื้อไปทำยำปูเปี้ยว ส้มตำ หรือหลนปูเปี้ยว ก็เก็บในลักษณะเดียวกัน

ปูเปี้ยวของที่นี่ เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า เพราะเนื้อแน่น อร่อย ความเค็มพอดี เปลือกกรอบ ทำให้ปอกเปลือกง่าย เนื้อไม่ติดเปลือก ที่สำคัญขั้นตอนการทำสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ กินแล้วไม่ต้องกลัวท้องเสีย

ตอนนี้ครอบครัวคุณไพโรจน์มีรายได้เสริม โดยจับปูเปี้ยวสด ประมาณวันละ 5-10 กิโลกรัม นำมาดองขายตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง รายได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้อย่างน้อย วันละ 600 บาท ต่อวัน

“การเลี้ยงปูเปี้ยวเพื่อเป็นอาชีพเสริมยังมีลู่ทางสดใส เป็นช่องทางใหม่ของคนลุ่มน้ำปากพนัง เพราะมีผู้ซื้อมาสอบถามความต้องการอีกมาก ทั้งปูเปี้ยวสดและปูเปี้ยวดองเค็ม ดังนั้น ควรอนุรักษ์ให้มีปูเปี้ยวอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออก และคนในพื้นที่ได้ซื้อปูเปี้ยวดองน้ำปลาจากการผลิตของคนในชุมชน ลดการสั่งซื้อปูเปี้ยวจากภายนอกชุมชน จะทำให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนได้หมุนเวียนใช้จ่ายในชุมชนมากขึ้น” คุณไพโรจน์ กล่าว

กศน. สนับสนุนเต็มที่

นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ อาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จาก สำนักงาน กศน. อำเภอปากพนัง โดย คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปากพนัง ได้พิจารณาว่าอาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน หมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ช่วยแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของชุมชนได้

ผอ. สุรศักดิ์ จึงมอบหมายให้ คุณณภัทร อินนุพัฒน์ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน และ คุณชุติกาญจน์ ชูเผือก ครู กศน. ตำบล เป็นผู้ประสานงานในการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 12,000 บาท มาสมทบเป็นลูกพันธุ์ปู ในการปล่อยพันธุ์ลูกปู จะปล่อยครั้งละ 500 กิโลกรัม

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ คุณบุษบา ณะแก้ว รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำคณะนิเทศและติดตามผลการดำเนินงาน มาเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณไพโรจน์และสมาชิกกลุ่มปูเปี้ยว

คุณบุษบา กล่าวว่า การเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก เป็นการสร้างอาชีพที่ใช้ต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า คุณไพโรจน์เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้และประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่มาสร้างอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ประสบการณ์ในชีวิตสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นได้ มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาปากท้องของสมาชิกในชุมชน

“หากคนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลของท้องถิ่น ช่วยกันรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติจะช่วยให้ปูเปี้ยวอยู่คู่กับพื้นที่ต่อไป และที่สำคัญกลุ่มเลี้ยงปูเปี้ยวสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยมีชมรม หน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ มาช่วยสนับสนุนอีกทางหนึ่ง” คุณบุษบา กล่าวทิ้งท้าย

หากท่านใดสนใจสั่งซื้อปูเปี้ยวดองเค็มไปทำส้มตำ หลนปูเปี้ยว ยำปูเปี้ยว น้ำพริกปูเปี้ยว หรืออยากลองประกอบอาชีพเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้จาก คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ โทรศัพท์ (083) 642-1709

หรือหากเดินทางไปท่องเที่ยวแหลมตะลุมพุก ผ่านบ้านเนินน้ำหัก อย่าลืมแวะเยี่ยมชม ให้กำลังใจการเลี้ยงปูเปี้ยว ช่วยอนุรักษ์ปูพื้นบ้านให้อยู่คู่กับทะเลชายฝั่งตะวันออก และช่วยฟื้นฟูสภาพนากุ้งให้กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

อย่าลืมนะคะ…

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. ทั่วไทย

ในฉบับนี้ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นำทีมผู้สื่อข่าวไปพูดคุยกับ “คุณสุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เกี่ยวกับแผนงานและนโยบายต่างๆ ที่ กศน. นำมาใช้ในปี 2559 ซึ่งแต่ละประเด็นน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการใช้ “กศน. ตำบล” เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ นโยบายการจัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มมิติการศึกษาชายแดนใต้ รวมทั้งโครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่จังหวัดอุทัยธานี

ยุทธศาสตร์การทำงาน

ของ กศน. ใน ปี 2559

ยุทธศาสตร์แรก จะเน้นสร้างโอกาสความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ

ยุทธศาสตร์ที่สอง มุ่งสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ยุทธศาสตร์ที่สาม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

ยุทธศาสตร์ที่สี่ พัฒนาการศึกษาในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้

ยุทธศาสตร์ที่ห้า พัฒนา กศน. ตำบล ให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคการปฏิบัติใช้ เนื่องจาก กศน. ตำบล เป็นกลุ่มที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนที่สุด สามารถขับgคลื่อนการทำงาน สร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเหลื่อมล้ำ

ทางการศึกษา?

กศน. มุ่งลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ โดยจะขับเคลื่อนให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานอาชีพพื้นฐาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ฯลฯ เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบโลจิสติกส์ ระบบไอที ฯลฯ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก กศน. จะส่งเสริมให้ชาวบ้านนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาต่อยอดอาชีพเดิม เพิ่มพูนรายได้ สินค้ามีคุณภาพที่ดีขึ้น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก

เป้าหมายการสร้าง

อุดมการณ์รักชาติ

ประเทศไทย มีความเข้มแข็งได้ เพราะมีระบบสถาบันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข กศน. จึงมุ่งส่งเสริมให้กับประชาชน เกิดความรัก ความภูมิใจ และเทิดทูนในระบบสถาบัน ทั้งนี้ กศน. จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ในลักษณะหมู่บ้านตามรอยพระยุคลบาท โดยมอบหมายให้ กศน. ตำบล กศน. อำเภอ และ กศน. จังหวัด ทุกแห่งไปสำรวจว่า ในท้องถิ่นของตัวเอง มีจุดใดบ้าง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทรงงานด้านการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาระบบชลประทาน ฯลฯ เพื่อจะเผยแพร่พระกรณียกิจดังกล่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้ และตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อประโยชน์สุขแก่ชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

นโยบายการจัด

การเรียนรู้ทุกช่วงวัย?

กศน. จะมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้ของประชาชนในทุกช่วงวัยต่างๆ เช่น กลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ตั้งชมรมผู้สูงอายุ เพื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน หรือออกกำลังกายร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงวัยจำนวนมาก ที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน จึงอยากดึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้ให้แก่ นักศึกษา กศน. และชาวบ้านในลำดับต่อไป

กศน. ตำบล ขับเคลื่อน

นโยบายไปสู่การปฏิบัติ?

ในปี 2559 กศน. กำหนดกรอบคิดการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ กศน. ตำบล เป็นฐานการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่ง กศน. ตำบล จะทำหน้าที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พัฒนายกระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมรักการอ่าน สอนชาวบ้านให้ คิดเป็น รู้จักแสวงหาความรู้ มีจิตสาธารณะ

ขณะนี้ได้มอบหมายให้ กศน. ตำบล ทั่วประเทศ เร่งเก็บข้อมูลในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีฐานข้อมูลที่ดีร่วมกันในการดูแลติดตามงานในชุมชนต่อไป กดข้อมูลคอมพิวเตอร์ ก็จะรู้ว่า กศน. ตำบลไหน ทำเรื่องอะไร มีกลุ่มผู้สูงอายุตรงไหน อบรมอาชีพเรื่องอะไร มีบ้านหนังสือชุมชนตรงไหน สำหรับโครงสร้างข้อมูลเหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมาต่อไป จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือระหว่าง กศน. กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในโครงการต่างๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

การสานต่อนโยบาย

หมู่บ้านรักการอ่าน?

เดิมใช้ชื่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “บ้านหนังสือชุมชน” ซึ่งในหลักการ บ้านหนังสือชุมชน ไม่ได้เป็นของหน่วยงานราชการ แต่เป็นบ้านหนังสือของชาวบ้าน ที่เปิดมุมอ่านหนังสือฟรีหน้าบ้าน กศน. เล็งเห็นว่า กิจกรรมดังกล่าว ตอบโจทย์นโยบาย “ทศวรรษรักการอ่าน” ของภาครัฐบาล (ปี 2552-2561) จึงสนับสนุนหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร แต่ประสบปัญหาหนังสือส่งไปไม่ถึงชุมชน จึงถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และถูกตัดงบประมาณส่วนนี้ไป อย่างไรก็ตาม กศน. จะยังคงเดินหน้าสานต่อนโยบายบ้านหนังสือชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2559 วางแผนจัดกิจกรรมระดมรับบริจาคหนังสือจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ เพื่อจัดหาหนังสือให้แก่ บ้านหนังสือชุมชนในอนาคต

นโยบายพัฒนาการศึกษา

ในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้?

ปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นด้านการศึกษา ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้อย่างดี กศน. จะช่วยพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ในหลายมิติ เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย ส่งเสริมการยกระดับการศึกษา ให้เรียนต่อได้ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีภูมิความรู้ที่ดีเพียงพอสำหรับนำไปใช้พัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน กศน. ก็ส่งเสริมกิจกรรมการเล่นกีฬาฟุตบอล เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ

ทุกวันนี้ ครู กศน. ในพื้นที่ชายแดน.9h ทำงานเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยอยู่เยอะ แต่พวกเขาก็มีขวัญกำลังใจที่ดี เพราะครู กศน. ทุกคนทำงานด้วยความรัก ความจริงใจ พวกเขาทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับ กลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจที่ดีกับชาวบ้าน ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานให้น้อยลงในระดับหนึ่ง

โครงการอบรมอาชีพ

“ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์”

อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ที่ จังหวัดอุทัยธานี

ปัจจุบัน กศน. เดินหน้าสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้ชื่อ โครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” จังหวัดอุทัยธานี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงต้องการช่วยเหลือชาวอุทัยธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความผาสุก โครงการนี้นับเป็นความภูมิใจของชาว กศน. ทั้งประเทศ พวกเราตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อสนองงานพระองค์ท่าน และสร้างโอกาสที่ดีให้คนไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพ ชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” (ชื่อผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน) ตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่ง สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมา ผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยม สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี และเข้าชมพื้นที่ก่อสร้างห้องสมุดเฉลิมราชฯ วัดท่าซุง พื้นที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรจังหวัดอุทัยธานีแล้ว แม้การก่อสร้างอาคารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี ได้จัดกิจกรรมพัฒนาอาชีพนำร่อง ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่ กศน. ครบทุกอำเภอ จำนวน 8 หลักสูตร ประกอบด้วย

1. หลักสูตร “ผลิตภัณฑ์เสื่อกกพารวยช่วยสร้างอาชีพ” จัดอบรมในพื้นที่ อำเภอทัพทัน

2. หลักสูตร “ตำนานอาหารคาวหวานบ้านท่าโพ” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองขาหย่าง

3. หลักสูตร “รวยด้วยปลาแรด” อบรมในพื้นที่ อำเภอเมืองอุทัยธานี

4. หลักสูตร “เรียนเรื่องกล้วย กล้วย ก็รวยได้” อบรมในพื้นที่ อำเภอห้วยคต

5. หลักสูตร “การปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ” อบรมในพื้นที่ อำเภอสว่างอารมณ์

6. หลักสูตร “การปลูกทุเรียนเพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน” อบรมในพื้นที่ อำเภอบ้านไร่

7. หลักสูตร “ข้าวสินเหล็กแก้จนคนหนองฉาง” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองฉาง

8. หลักสูตร “การปลูกข้าวหอมแดงอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตคนอุทัย” อบรมในพื้นที่ อำเภอลานสัก

สำหรับโครงการนำร่องอบรมอาชีพ จำนวน 8 หลักสูตร ในพื้นที่ 8 อำเภอ ของจังหวัดอุทัยธานี ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะมีผู้สนใจสมัครรับการอบรมอาชีพในรุ่นแรก รวมทั้งสิ้น 195 ราย ในปีหน้า กศน. ตั้งเป้าหมายปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก เยาวชน รุ่นหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กศน. มุ่งมั่นทำงานสนองพระราชดำริให้ดีที่สุด โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

คำกล่าวที่ว่า “คนโง่เรียนรู้จากประสบการณ์ คนฉลาดเรียนรู้จากประวัติศาสตร์” เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเรียนรู้อดีต คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง เนื่องจากอดีตมีความสัมพันธ์กับปัจจุบันและอนาคต ข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงความสำเร็จและข้อผิดพลาดของมนุษย์ในสมัยอดีต การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง ไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยอดีต และเรียนรู้ที่จะค้นหาทางออกใหม่ที่ดีกว่าเก่าเสมอ

“สวรรคโลก”

เมืองประวัติศาสตร์ที่น่าเรียนรู้

“เมืองสวรรคโลก” ซึ่งมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องแหล่งผลิตเครื่องถ้วย-ชามสังคโลก ในอดีตตั้งอยู่ขึ้นไปทางทิศเหนือตามลำน้ำยม (บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ในนาม “เมืองศรีสัชนาลัย” ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 1994 พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ยกทัพมายึดเมืองศรีสัชนาลัย และได้เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็น “เมืองเชียงชื่น” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2017 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตีเมืองเชียงชื่นคืนได้สำเร็จและทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเชียงชื่นเป็น “เมืองสวรรคโลก”

ในสมัยกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองสวรรคโลกนั้นถูกพม่าข้าศึกเข้ามาตีบ่อยครั้ง เจ้าเมืองสวรรคโลกจึงตัดสินใจย้ายที่ตั้งเมืองมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าชัย (ในเขตตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย ปัจจุบัน) ต่อมาราว พ.ศ. 2379 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมืองสวรรคโลกมีปลัดปกครอง นามว่า “นาค” ได้นำงาช้างเนียมไปถวายพระเจ้าอยู่หัว เกิดความดีความชอบ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาสวรรคโลก มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิชิตภักดี (ต้นตระกูลวิชิตนาค) ได้ใช้บ้านพักหรือจวนที่บ้านวังไม้ขอน เป็นที่ว่าการเมืองสวรรคโลก จึงย้ายเมืองสวรรคโลก จากบ้านท่าชัยมาตั้งรกรากที่เมืองสวรรคโลกใหม่ (สวรรคโลก ปัจจุบัน)

ต่อมา ปี 2459 ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเมืองสวรรคโลกเป็น จังหวัดสวรรคโลก มีอำเภอในการปกครอง 2 อำเภอ คือ อำเภอสวรรคโลกและอำเภอศรีสัชนาลัย และในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยุบจังหวัดสุโขทัยให้มาอยู่ในความปกครองของจังหวัดสวรรคโลก ราวเดือนเมษายน พ.ศ. 2482กระทรวงมหาดไทย สั่งยุบจังหวัดสวรรคโลกให้ไปตั้งจังหวัดสุโขทัย ฐานะของจังหวัดสวรรคโลกจึงถูกลดให้เป็น อำเภอสวรรคโลกจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน อำเภอสวรรคโลก เป็น 1 ใน 9 อำเภอ ของจังหวัดสุโขทัย ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 14 ตำบล ได้แก่ ตำบลเมืองสวรรคโลก ตำบลในเมือง ตำบลป่ากุมเกาะ ตำบลคลองยาง ตำบลเมืองบางขลัง ตำบลคลองกระจง ตำบลวังไม้ขอน ตำบลวังพิณพาทย์ ตำบลย่านยาว ตำบลนาทุ่ง ตำบลเมืองบางยม ตำบลท่าทอง ตำบลปากน้ำ ตำบลหนองกลับ

กศน. อำเภอสวรรคโลก

ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จัดตั้งตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บริการการศึกษานอกโรงเรียนแก่ประชาชน และกลุ่มเป้าหมายกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ประกาศ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก เป็นสถานศึกษาในการบริหารส่วนกลาง สังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุโขทัย โดยใช้ห้องสมุดประชาชน อำเภอสวรรคโลก เป็นที่ทำการ

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ยังเปิดให้บริการห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งแรกได้ใช้สถานที่ร้านสหกรณ์สวรรคโลกเป็นสถานที่ดำเนินการ ต่อมาจังหวัดสุโขทัย ได้รับการเห็นชอบจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน จัดสร้างห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ที่อำเภอสวรรคโลก ในปีงบประมาณ 2534 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา จึงได้ประกาศจัดตั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ณ วันที่ 5 เมษายน 2534 และประกาศยุบเลิกห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์

และศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จึงได้ใช้ห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก (เก่า) เป็นที่ทำการระหว่างการตกแต่งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” เพื่อเตรียมเปิดห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดห้องสมุดฯ “เฉลิมราชกุมารี” ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก เปิดทำการเรียบร้อยแล้ว ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตามรอยมรดกท้องถิ่น

“จังหวัดสวรรคโลก”

กศน. อำเภอสวรรคโลก จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” โดยจัดทำทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมในการจัดทำสาระ กระบวนการเรียนรู้ และเพื่อสร้างความตระหนัก รัก และภาคภูมิใจในท้องถิ่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยไปศึกษาในสถานที่จริง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” เป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต ซึ่งเคยเป็นจังหวัดสวรรคโลกมาก่อน เช่น เสาหลักเมืองสวรรคโลก ที่พักสุราจังหวัดสวรรคโลก ต้นมะฮอกกานี ที่ได้รับพระราชทาน จากรัชกาลที่ 5 สมัยเป็นจังหวัดสวรรคโลก โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสวรรคโลก “อนันตนารี” อนุสาวรีย์สงครามโลกครั้งที่ 1 ท่าลิฟท์สวรรคโลก วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร บ่อน้ำรถไฟ สถานีรถไฟ (ครบ 100 ปี 15 สิงหาคม 2552) บะหมี่เม้ง (บะหมี่เจ้าคุณ) อนุสาวรีย์ตำรวจ พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม ที่ว่าการอำเภอสวรรคโลก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง “ย้อนรอยพระพุทธเรืองฤทธิ์” ซึ่งเป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต เป็นเส้นทางเลียบริมแม่น้ำ อัญเชิญพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอสวรรคโลก คือพระพุทธเรืองฤทธิ์ จากวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์) อำเภอศรีสัชนาลัย มายังวัดสว่างอารมณ์วรวิหาร อำเภอสวรรคโลก ในเส้นทางจะผ่านสถานที่ บุคคล และอาชีพที่สำคัญ เช่น วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร วัดสวัสติการาม พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม สวนตาพ้อม วัดอัมพวนาราม นมัสการเกจิอาจารย์ดังวัดคุ้งยาง วัดท่าเกย วัดตลิ่งชัน วัดเชิงคีรี เรือนหลวงไชยเสนา ศาลารมย์หนองช้าง ร้านทองลายโบราณ กลุ่มศิลปินวัดช้างน้อย วัดช้างล้อม และวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์)

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าเรียนรู้คือ เรื่อง “เมืองโบราณบางขลัง” ซึ่งเป็นการเรียนรู้โบราณสถาน พิธีกรรม ประเพณี อาชีพ เช่น ประเพณีตรุษไทยบ้านซ่าน นางด้ง ระบำเทวนารีศรีบางขลัง สมุนไพร การทำดินสอพองในอดีต วัดริมทาง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดโบสถ์ วัดบ้านซ่าน วัดคลองแดน แหล่งตัดศิลาแลง พระเครื่อง การทำขนมลูกปรง การอัดด้ามมีดด้วยต้นผ่าด้ามและขุนอภิบาลบางขลัง

หากสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กศน. อำเภอสวรรคโลก เลขที่ 10/2 ถนนประชาสงเคราะห์ ตำบลเมืองสวรรคโลก อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 64110 โทร. (055) 641-044

“วังขนาย จับมือ คูโบต้า พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย”

กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลออร์แกนิก และ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงนามความร่วมมือ โครงการ วังขนาย-คูโบต้า พลังขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดย สยามคูโบต้า วางแผนเปิดตัวอุปกรณ์เครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการปลูกอ้อยได้ภายในปี 2560 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการเพาะปลูก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของประเทศไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองโครงการปลูกอ้อยข้ามแล้งช่วงที่ผ่านมา ที่สยามคูโบต้าทำร่วมกับกลุ่มวังขนาย พบว่า ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่น้อยกว่า 20% เทียบกับการปลูกแบบดั้งเดิม แม้ว่าแปลงทดลองในปีที่ผ่านมาจะพบปัญหาภัยแล้งในช่วงกลางปี ซึ่งจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะส่งผลต่อกำไร ต่อไร่ ที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

ในปีนี้ นับเป็น 1 ปี แห่งความสุขและความทรงจำที่ดีของ กศน. อำเภอสามชุก และ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะสร้างผลงานคุณภาพ ติดอันดับ 1 ของประเทศหลายรายการ เช่น รางวัลห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 การส่งเสริมการอ่าน ดีเด่น ประจำปี 2557 เป็นต้น

คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หรือการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่ กศน. ดำเนินงานมาตลอด สำหรับปีนี้ กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มอบนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีเน้นกิจกรรมสวนสนุกทางปัญญา และบุฟเฟ่ต์อาหารสมอง ในพื้นที่ระดับตำบล ในบ้านหนังสืออัจฉริยะ และห้องสมุดประชาชนอำเภอ

ปีนี้ถือว่า กศน. อำเภอสามชุก ประสบความสำเร็จมาก สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศ ถึง 3 รางวัลซ้อน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย ทั้งคณะกรรมการหมู่บ้านสามชุก กศน. อำเภอสามชุก ดังนั้น ไม่ว่าจะจัดกิจกรรมใดในพื้นที่อำเภอสามชุก จึงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน นายอำเภอสามชุก ที่เล็งเห็นประโยชน์ความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ของ กศน. ช่วยให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

นโยบาย “อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา” ของ คุณอัชญา แจ่มถาวร ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสามชุก ได้จุดประกายความคิดในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ผนวกกับนโยบายของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี และบริบทชุมชน ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม ภายใต้หลักปรัชญา “มุ่งบริการ ประสานเครือข่าย เพื่อพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” และวิสัยทัศน์ “ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก มุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุกปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบพันธกิจที่วางไว้ 3 ประการ คือ

1. บริการหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ

2. ให้บริการในบรรยากาศที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้และด้วยความเป็นกันเอง

3. จัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

จากปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ นำมาซึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเชิงรุก “ซาเล้งห้องสมุดเคลื่อนที่” ของ “ครูกุ้ง-คุณจตุพร สิงห์บุตร” บรรณารักษ์อัตราจ้างของห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก ที่นำหนังสือ นำความรู้ ลงสู่ชุมชน เพื่อบริการให้คนสามชุก และผู้มาเยือน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ได้เข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ได้มีความสุข สนุกกับการอ่าน ดังคำที่ว่า “อ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา นำปัญญาสู่ชุมชน ให้ทุกคนรักการอ่าน”

สำหรับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กศน. อำเภอสามชุก และห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก จะเน้นการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กเล็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ซึ่งจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทั้งภายในและภายนอกห้องสมุด

รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่บ้านหนังสือชุมชน และ กศน. ตำบล ได้แก่ โครงการ มหกรรม กศน. ส่งเสริมการอ่านในชุมชนเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระชนมายุครบ 60 พรรษา “สมเด็จเจ้าฟ้านักอ่าน ของปวงชนชาวไทย”, โครงการส่งเสริมการอ่าน “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” 2558, โครงการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กศน. ตำบล 2558

และโครงการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2558 ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ กิจกรรมบริการส่งเสริมการอ่านภายในห้องสมุด, กิจกรรมเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ Open the Book Open the world 2558, กิจกรรมแนะนำความรู้มุ่งสู่การอ่าน 2558, กิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษา Happy Library, กิจกรรม Bookmobile Library 2558 (ห้องสมุดเคลื่อนที่), กิจกรรมทำความดีเพื่อพ่อ, กิจกรรมสร้างสรรค์มหัศจรรย์วันของหนู (เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2558), กิจกรรมส่งเสริม & เรียนรู้ห้องสมุดมีชีวิต 2558, กิจกรรมสานสัมพันธ์ลูกรัก Mother&Child.

ซึ่งรูปแบบในการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีการออกแบบการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย โดยเน้นให้ผู้รับบริการมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ฝึกอ่าน เข้าใจ และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้รับบริการมีความสุข ภาคภูมิใจกับผลงาน และสนุกกับการเรียนรู้

จุดเด่นของ กศน. อำเภอสามชุก

กศน. อำเภอสามชุก มีบุคลากรที่รับผิดชอบบริหารงานห้องสมุดและจัดการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีความรู้ ความสามารถมีอัธยาศัยที่ดี บริการด้วยความเสมอภาค เป็นกันเอง ทุ่มเทกับการทำงาน และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะด้าน ไอที เช่น อบรมการใช้ระบบเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้และเข้าร่วมการทำคู่มือระบบเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ และได้นำความรู้มาพัฒนาระบบการให้บริการ รวมทั้งถ่ายทอดให้กับห้องสมุดประชาชนอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี พัฒนาทักษะในการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้ผู้รับบริการได้เกิดการเรียนรู้ และเกิดความพึงพอใจทุกครั้งที่มารับบริการ

จากความมุ่งมั่นในการทำงาน ทำให้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ โดย คุณจตุพร สิงห์บุตร บรรณารักษ์อัตราจ้าง ได้รับรางวัลบรรณารักษ์ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ปีพุทธศักราช 2556 และ คุณชิดชนก หนูทอง ข้าราชการครู หัวหน้างานการศึกษาตามอัธยาศัย ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ด้านการส่งเสริมการอ่าน ดีเด่น ประจำปี พุทธศักราช 2557 ซึ่งในการทำงานที่ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพได้ด้วยการทำงานที่เป็นทีม มีผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง มีผู้ตามที่ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน จัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้คนทุกเพศทุกวัยได้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นำมาสู่การพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

ภาคีเครือข่ายของ กศน. อำเภอสามชุก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินงาน ที่ส่งเสริมสนับสนุนทั้งงบประมาณ สิ่งของ หนังสือ สิ่งอำนวยความสะดวก มิตรสัมพันธ์อันดีในการจัดกิจกรรมทุกกิจกรรม อาทิ คณะกรรมการสถานศึกษา นายอำเภอสามชุก ที่เห็นความสำคัญในการทำงาน ด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน. อำเภอสามชุก ได้ให้การสนับสนุน ร่วมจัดกิจกรรมและเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ประชาสัมพันธ์ผลงานให้ กศน. อำเภอสามชุก

จากการทำงานที่มุ่งมั่น จัดกิจกรรมเชิงรุก ครอบคลุมพื้นที่ เข้าถึงชุมชน กิจกรรมมีความโดดเด่น โดนใจ สามารถกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึง สร้างวัฒนธรรมแห่งการอ่าน ลดความเลื่อมล้ำของการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของคนเมืองและคนในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ทำให้ กศน. อำเภอสามชุก ได้รับรางวัล ห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ในงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พ.ศ. 2558 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จังหวัดปทุมธานี

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสว่างวีระวงศ์ (กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์) จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีความเป็นธรรมให้กับประชากรทุกกลุ่มในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ มาตั้งแต่ ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการมีงานทำ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มุ่งมั่นพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษา เพื่อฝึกฝนอบรมตนเองให้ คิดเป็น ทำได้ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองและสังคม

ผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล รวมทั้งปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวทำนา ทำสวนยางพารา ประสบปัญหาขาดแคลนรายได้ สวนทางกับภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จึงดำเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้ชาวบ้านในท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้คณะครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ สำรวจข้อมูลพื้นฐานเพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในชุมชน โดยจัดตั้งในลักษณะ “ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8” เมื่อปี พ.ศ. 2556 ในบริเวณบ้านของ ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวกล้องหอมนิล เป็นวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก คุณทวีชัย ลัทธิรมย์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น อาทิ คุณวิจารย์ สิงหาภู เทศบาลตำบลสว่าง ปลัดศักดา สมสุข คุณสมพงษ์ วงษาพรม ประธานสภาฯ คุณสำรวย ประทุมพิมพ์ เจ้าหน้าที่เกษตรจากเทศบาลตำบลสว่าง และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี

ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ทาง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างอาชีพชุมชน หลักสูตรแปรรูปอาหาร (การทำน้ำพริกสมุนไพร) ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ป้าปราณี บุญแก่น เป็นวิทยากร โดยมีชาวบ้านสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กันอย่างคึกคัก

ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8

“ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น” โทร. (087) 246-9640 เกษตรกรดีเด่น สาขาการทำนา ของพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่แห่งนี้ อยู่ในทำเลแหล่งปลูกยางใหม่ ของโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราหนึ่งล้านไร่ของรัฐบาล ช่วงปี 2547/2548 เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำชลประทานที่อุดมสมบูรณ์ จึงสามารถเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านส่วนใหญ่ เลือกประกอบอาชีพทำสวนไร่นา ปลูกพืชผัก ปลูกข้าว มันสำปะหลังและปลูกแตงโมขายเมล็ด เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว และปลูกยางพาราเป็นรายได้เสริม

ชาวบ้านในอำเภอสว่างวีระวงศ์ นิยมผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยออกขายให้แก่พ่อค้ารับซื้อยาง มีกำลังการผลิตโดยเฉลี่ย เดือนละ 2,000 ตัน ในภาวะราคายางตกต่ำ เจ้าหน้าที่ สกย. ได้เข้ามาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมารวมกลุ่มกันประมูลขายยางทุกๆ วันที่ 1 และ 15 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคาขายยางกับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อยางในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านขายยางในราคาดีขึ้น ไม่ต้องถูกกดราคารับซื้อเหมือนในอดีต

หลังจากที่นี่เปิดเป็น ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรพอเพียง ในด้านต่างๆ เช่น การเลี้ยงแหนแดง การเลี้ยงไส้เดือน การทำปุ๋ยหมักแห้ง การทำปุ๋ยน้ำหมัก เป็นต้น โดยคาดหวังว่า ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพื่อประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลไร่นาของตัวเอง

สำหรับผู้สนใจวิธีการทำปุ๋ยหมักแห้ง ลุงแสงจันทร์ ให้คำแนะนำว่า ควรกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน ให้มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร กระจายในกระทงนา การกองปุ๋ยมี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ สำหรับวัสดุที่มีขนาดเล็กให้คลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากันแล้ว จึงกองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับวัสดุที่มีชิ้นส่วนยาวให้กองเป็นชั้นๆ ประมาณ 3-4 ชั้น โดยแบ่งส่วนผสมที่จะกองเป็น 3-5 ส่วน ตามจำนวนชั้นที่จะกอง

การทำปุ๋ยหมักแห้ง มีวิธีกอง ดังนี้ 1. ผสมสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในน้ำ 20 ลิตร นาน 10-15 นาที เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ออกจากสภาพที่เป็นสปอร์ และพร้อมที่จะเกิดการย่อยสลาย 2. การกองชั้นแรกให้นำวัสดุที่แบ่งไว้ส่วนที่หนึ่งมากองเป็นชั้น มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 30-40 เซนติเมตร ย่ำให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าเศษพืชให้ทั่ว โรยปุ๋ยไนโตรเจนทับบนชั้นของมูลสัตว์แล้ว ราดสารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ที่ผสมน้ำไว้ให้ทั่วกอง แบ่งใส่เป็นชั้นๆ หลังจากนั้น นำเศษพืชมากองทับเพื่อทำชั้นต่อไป ปฏิบัติเหมือนการกองชั้นแรก ทำเช่นนี้อีก 2-3 ชั้น ชั้นบนสุดของการกองปุ๋ยควรปิดทับด้วยเศษพืชที่เหลืออยู่เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น กลับกองทุกๆ 10 วัน แล้วจะนำไปใช้ตามที่ต้องการ

ส่วนการทำปุ๋ยน้ำหมัก ลุงแสงจันทร์ กล่าวว่า เตรียมเศษวัสดุหมักที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน เช่น เศษอาหารจากการรับประทานทุกมื้อ เศษเปลือกผลไม้ หากไม่สามารถหาได้ในปริมาณมากในคราวเดียว ก็ให้รวบรวมใส่ถังในทุกมื้อที่มีเศษอาหาร แล้วเทกากน้ำตาลคลุกไว้ทุกครั้ง แต่หากสามารถหาเศษอาหาร วัสดุหมักได้ในคราเดียว ก็ให้ใส่ลงในถังหมัก ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของถัง แล้วละลายกากน้ำตาล 10 ลิตร กับน้ำ 50 ลิตร และสาร พด.2 ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วเทลงในถัง ปิดถังหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงสามารถนำไปใช้งานได้ โดยฉีดพ่นในอัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ปฏิวัติการศึกษา ด้วย ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย

ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรม “ปฏิวัติการศึกษา” ในโครงการ “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” อีกด้วย ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทำบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน 60 หมู่บ้าน ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยมุ่งเน้นทางด้านคุณธรรมและจิตอาสาแบบบูรณาการ โดยยึดแนวทางตามบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นกรอบในการจัดกระบวนการเรียนรู้และฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ 9 มรรควิธี ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกิด “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน ให้ชาวบ้านอยู่เย็น เป็นสุข มั่งคั่ง และยั่งยืน มีฐานการเรียนรู้ในบ้าน วัด โรงเรียน มีคำย่อเรียกง่ายๆ ว่า โครงการ “บวร.” (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาส ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ ครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2558

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29, ครูจิตอาสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 และ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น 1. โครงการเยาวชนอาสาค้นหาความดี 2. โครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสาพัฒนากลุ่มคนดี 3. โครงการรวมใจ ทำความดีฟื้นวิถีการให้ต่อ และ 4. โครงการรวมใจปลูกคุณธรรมในบุคคล สร้างชุมชนสวัสดิการ มาบูรณาการ พัฒนาเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ยังได้จัด โครงการความร่วมมือ บวร. (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ เปิดถนนสายวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมทำบุญตักบาตร ขับเคลื่อนสิ่งที่งดงามสู่ชุมชน ฯลฯ

อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณ ท่านผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ “คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ” คณะข้าราชการครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ และคุณครูวรวรรณ ทาระธรรม ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปภาพ มา ณ โอกาสนี้

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“หนังสือ…เพื่อนซี้” เติมปัญญา ให้ความสุข

“หนังสือ” ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดน ทุกคนบนโลกมีสิทธิ์ได้รับการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ แม้กระทั่งผู้คนในชนบทห่างไกลก็มีโอกาสทางการศึกษาได้ไม่น้อยหน้าผู้คนในสังคมเมือง เพียงแค่พวกเขาใฝ่รู้ในการอ่านหนังสือ

“การรู้หนังสือ” เป็นสิทธิมนุษยชน เป็นพลังแห่งศักดิ์ศรี และเป็นพื้นฐานของสังคมที่มีความเหนียวแน่น รวมถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) จึงให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้หนังสือของประชาชนทั่วโลก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกำหนดให้ วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกทั่วโลก ให้เกิดความตื่นตัวในการเรียนหนังสือมากยิ่งขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงาน กศน. ได้ร่วมเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” มาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ เพราะการรู้หนังสือเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดในการแสวงหาความรู้ของบุคคล เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณภาพและมีความสุขในทุกช่วงวัยได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

สำหรับปีนี้ สำนักงาน กศน. ได้กำหนดให้มีการจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” เมื่อ วันที่ 8 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้หน่วยงานสถานศึกษาในสังกัด จัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงโอกาส ที่จะได้รับความเท่าเทียมจากการรู้หนังสือ และนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ส่วนกลางกำหนดจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พ.ศ. 2558 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จังหวัดปทุมธานี โดย พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้กล่าวว่า การรู้หนังสือนับเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทุกประเทศ และถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รอบด้านในสังคมยุคดิจิทัล สามารถดำรงตนได้อย่างมีความสุขทุกช่วงวัย

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการเรียนรู้ของคนในชาติตลอดมา โดยกำหนดแนวนโยบายด้านการศึกษาที่มุ่งให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ การส่งเสริมการรู้หนังสือ ปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน และรักการอ่าน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนและสามารถใช้แสวงหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นฐานรากของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีนิสัยรักการอ่าน เป็นวิถีชีวิตและเป็นวัฒนธรรมของคนในชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคมที่เข้มแข็งและเป็นไปอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

สุดยอดห้องสมุด และ บรรณรักษ์ดีเด่น

ภายในงานดังกล่าว สำนักงาน กศน. ได้มอบรางวัลการประกวดบรรณารักษ์ และห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ประจำปี 2557 ที่คัดเลือกจากห้องสมุดประชาชนระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และห้องสมุด “เฉลิมราชกุมารี” ทั่วประเทศ สำหรับห้องสมุดประชาชนจังหวัดยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดขอนแก่น

ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ส่วนห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และบรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ได้แก่ นางนัยนา สมควร บรรณารักษ์ปฏิบัติการ ห้องสมุดประชาชนอำเภอแม่สรวย สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย

กิจกรรม

“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ”

ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับการเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ของจังหวัดสุพรรณบุรีในปีนี้ ใช้อาคารหอประชุมของ ” วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี” เป็นสถานที่จัดงาน ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ เพราะมีนักศึกษา ประชาชน คณะครู อาจารย์ เจ้าหน้าที่ในสังกัด สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างเนืองแน่น

ว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” โดย คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อให้หน่วยงานการศึกษา ซึ่งมีบทบาทและภารกิจที่สำคัญยิ่งในการส่งเสริมการรู้หนังสือ การยกระดับการศึกษา ตลอดจนการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ร่วมด้วยบุคลากร ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอทั้ง 10 อำเภอ

ภายในงานมีการมอบเกียรติบัตรให้แก่บุคลากร ภาคีเครือข่าย ที่สนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยดีเด่น จังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2558 นิทรรศการแสดงผลงานตามบทบาทและภารกิจ ตามแนวคิด “การรู้หนังสือและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ประกอบด้วย

โซนที่ 1 “กศน. สร้างชาติ สร้างรายได้” ที่เน้นการศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาอาชีพ การศึกษาหลักสูตรระยะสั้น ส่งเสริมอาชีพในชุมชน (กศน. สามชุก กศน. สองพี่น้อง)

โซนที่ 2 “กศน. ส่งเสริมการอ่าน” ที่เน้นกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ที่ช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิต (กศน. เดิมบางนางบวช กศน. ดอนเจดีย์)

โซนที่ 3 “กศน. สร้างความเท่าเทียม” นำเสนอเรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาทางไกลผ่าน ETV การศึกษาเทียบระดับ เรียน ม.6 จบใน 8 เดือน (กศน. ศรีประจันต์ กศน. หนองหญ้าไซ กศน. ด่านช้าง)

“รับบริจาคหนังสือ”

เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ในปี 2559 สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ยังคงบริหารงานตามสโลแกน คือ “ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สู่ชุมชน มุ่งมั่นสร้างโอกาสให้ทุกคน พร้อมเข้าสู่สากล ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นไทย” เนื่องจากปีหน้า สำนักงาน กศน. ไม่ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับจัดซื้อหนังสือในโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม คุณการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กศน. ยังให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมการอ่านในชุมชน โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กศน. แต่ละจังหวัดสานต่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ตามกำลังความสามารถ ไม่จำเป็นต้องมีให้ครบทุกชุมชนเหมือนที่ผ่านมา

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี มีบ้านหนังสืออัจฉริยะอยู่ในความดูแล ประมาณ 553 แห่ง คาดว่า ในปี 2559 จะมีบ้านหนังสืออัจฉริยะที่เกิดจากความต้องการของชุมชนเอง เหลืออยู่ในโครงการแค่ 50% ในปีหน้า การจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด กศน. อำเภอ ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีงบประมาณเพียงพอ

แต่จุดที่น่าห่วงคือ ห้องสมุด กศน. ตำบล จำนวน 111 แห่ง เพราะในห้องสมุดส่วนใหญ่เป็นหนังสือเรียน กลุ่มหนังสือประเทืองปัญญา หนังสืออ่านนอกเวลา มีจำนวนน้อยมาก เช่นเดียวกับ บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ เนื่องจากปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้มีงบฯ จัดหาหนังสือดีเข้าสู่ห้องสมุดได้น้อยลง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จึงดำเนินโครงการ “รับบริจาคหนังสือดีเข้าห้องสมุด” โดยมุ่งสร้างภาคีเครือข่าย ร่วมบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดให้มากขึ้น

“ทุกวันนี้ นักศึกษา ประชาชนทั่วไปหันมาตระหนักถึงคุณค่าการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น เมื่อเข้ามาใช้บริการในห้องสมุด เห็นหนังสือมีจำนวนน้อย ก็รู้สึกว่าไม่น่าอ่าน หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ สามารถระดมหนังสือเข้าห้องสมุดได้จำนวนมาก จะช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการมีโอกาสเลือกหนังสืออ่านได้มากขึ้น กระตุ้นให้พวกเขาสนใจเข้ามาใช้บริการห้องสมุดเพิ่มขึ้นด้วย” ผอ. อรณิช กล่าว

หากใครสนใจกิจกรรมนี้ สามารถร่วมบริจาคหนังสือทั่วไป ที่มีสภาพดี มีประโยชน์ ประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรม วารสาร นิตยสารทุกประเภท ทาง สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี จะคัดเลือกหนังสือก่อนกระจายเข้าสู่ห้องสมุด กศน. บ้านหนังสือชุมชน และบ้านหนังสืออัจฉริยะ (จะเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า บ้านวิถีชุมชน) ในลำดับต่อไป

สำหรับคนไทยใจดี ที่อยากแบ่งปันหนังสือดี บริจาคเข้าห้องสมุดในกิจกรรมครั้งนี้ สามารถบริจาคด้วยตนเองผ่าน กศน. หรือบริจาคทางไปรษณีย์ มาที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี เลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ถนนมาลัยแมน ตำบลศาลาขาว อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 72210 โทร. (035) 599-212, (035) 599-222

ศาลาขนมต้ม : บ้านหนังสือชุมชน แหล่งเรียนรู้เคียงคู่แม่ไม้มวยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

กศน. ทั่วไทย

ดอกลำดวน

ศาลาขนมต้ม : บ้านหนังสือชุมชน แหล่งเรียนรู้เคียงคู่แม่ไม้มวยไทย

ศาลาขนมต้ม ตั้งอยู่ที่ 038/1 ถนนศรีสมบูรณ์ ตำบลปากพนัง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของ คุณสมหมาย เรืองรัตน์ ซึ่งได้จัดตั้งค่ายมวยมาตั้งแต่ปี 2520 ครั้งแรกใช้ชื่อค่ายว่า “ค่ายมวยลูกบางเพ้ง” เป็นชื่อของชุมชนแห่งนี้สมัยอดีต มีนักมวย 4 คน คือ ชาละวัน ไกรทอง ทองดี และ รัตนชัย หลังจากนั้น มีนักมวยเข้ามาสมัครเพิ่มเติม นักมวยได้ร่วมกันตั้งชื่อค่ายว่า “ค่ายมวยศิษย์ครูหมาย”

คุณสมหมาย เรืองรัตน์ ให้ความสำคัญกับแม่ไม้มวยไทย โดยมองว่า มวยไทยนั้นเป็นศิลปะประจำชาติไทย และเป็นอาวุธในการป้องกันตนเองของคนสมัยก่อน คนในชุมชนจึงได้ฝึกหัดมวยไทย การเตะ ถีบ คู่ต่อสู้ ทำให้คู่ต่อสู้เสียหลัก เป็นการป้องกันตัวเอง ที่สามารถทำให้คู่ต่อสู้แพ้ได้ ต่อมาเมื่อมีอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น มวยไทยใช้สำหรับการต่อสู้ระยะประชิดตัวเท่านั้น ทำให้มวยไทยกลายมาเป็นกีฬา และส่วนหนึ่งนำมาแสดงโชว์เพื่อความบันเทิง เป็นการชกมวยเพื่อความสนุกสนาน หรือหากมีการท้าทายกัน ก็มีการพนันขันต่อกันระหว่างนักมวยที่เก่งจากหมู่บ้านหนึ่งกับนักมวยที่เก่งจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง มาประลองฝีมือการชกกันในช่วงที่มีงานเทศกาลต่างๆ เช่น ประเพณีงานเดือนสิบ ประเพณีชักพระแข่งเรือเพรียว เป็นต้น

ต่อมาคุณสมหมายได้เปิดชมรมมวยไทยของโรงเรียนศรีสมบูรณ์ เพื่อฝึกให้ลูกหลานได้มีความรู้เรื่องแม่ไม้มวยไทย มีนักมวยค่ายศิษย์ครูหมายที่มีชื่อเสียง คือ ทองดีน้อย พรนารายณ์ เป็นแชมป์จังหวัดนครศรีธรรมราช น้องเล็ก สิทธิชัย แชมป์สมาคมมวยอาชีพภาคใต้ และนักมวยสร้างชื่อเสียงมากที่สุด คือ วันเผด็จ เป็นแชมป์เวทีมวยราชดำเนิน และเวทีมวยลุมพินี นอกจากนี้ ยังมี คมกฤษ ต.พิทักษ์ ศิษย์ครูหมาย ใช้ชื่อ คมกฤษ ต.พิทักษ์ เป็นแชมป์เชลล์ริมูล่า สำหรับสนามมวยช่อง 3 นักมวยศิษย์โรงเรียนศรีสมบูรณ์ที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น ได้แก่ พงศ์พิทักษ์ ศิษย์ศรีสมบูรณ์ สมิงหนุ่ม เชิงชัย และ ธนะศร แชมป์จังหวัดนครศรีธรรมราช

ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอปากพนัง (ชื่อ กศน. อำเภอปากพนัง ในขณะนั้น) ได้สนับสนุนให้เยาวชนได้เรียนรู้มวยไทย จึงเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นมวยไทย ณ วัดศรีสมบูรณ์ มีผู้เรียน จำนวน 20 คน ทำให้กิจกรรมการเรียนการสอนมวยไทยศิษย์ศรีสมบูรณ์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีนักมวยที่สร้างชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศคือ ชลแดน เทคโนดุสิต ได้ไปเป็นครูสอนมวยไทยที่ประเทศญี่ปุ่น และ คมกฤษ ต.พิทักษ์ ไปเป็นครูสอนมวยไทย ประเทศไต้หวัน

ศาลาขนมต้ม มีรูปแบบเป็นศาลาทรงไทยประยุกต์ ต่อเติมศาลาขึ้นจากบ้านเดิมเพื่อเก็บเรือพาย และวัตถุโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ตั้งชื่อว่า “ศาลาสาวนุ้ย” เพื่อเป็นที่ระลึกกับชื่อหลานคนแรก และตรงกับชื่อเรือ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซ้อมมวยไทย เมื่อปี พ.ศ. 2546 คุณสมหมายได้สร้างศาลาทรงไทยภาคใต้ ชื่อว่า “ศาลาขนมต้ม” เพิ่มเติม อีก 1 หลัง โดยปรับปรุงบริเวณบ้านให้ร่มรื่นสวยงาม เพื่อเปิดเป็นร้านขายไอศกรีม กาแฟสด น้ำปั่น ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2553 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน เปิดบริการตั้งแต่ เวลา 11.00-21.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

งบประมาณที่ใช้ดำเนินการครั้งแรกเป็นค่าวัสดุ อุปกรณ์ ประมาณ 200,000 บาท สมาชิกในครอบครัวแบ่งหน้าที่กันตามความถนัด เป็นทั้งผู้ปรุง พนักงานขาย โดยมี คุณสมหมาย เรืองรัตน์ และ คุณพิกุล เรืองรัตน์ เป็นเจ้าของกิจการ และมี คุณสุพิศ เรืองรัตน์ คุณชนกพร เอมเอก คุณฤทัย หนูขจร ร่วมกันดูแล คุณสมหมาย เล่าว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างร้านศาลาขนมต้มก็เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ลูกหลานให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว เป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมของลูกหลานช่วงปิดภาคเรียน เป็นอาชีพสำรองหลังจากเกษียณอายุราชการ

เมื่อ กศน. อำเภอปากพนัง นำโดย คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอปากพนัง ได้มอบหมายให้ คุณลำดวน คล้ายโสม ครูอาสาสมัคร กศน. สำรวจบ้านหนังสือที่มีความพร้อมพอที่จะเป็นมุมอ่านหนังสือ พิจารณาบ้านหนังสืออัจฉริยะที่มีความพร้อมในการให้บริการส่งเสริมการอ่าน สามารถเสริมสร้างความรู้ที่หลากหลาย สนองความต้องการในเรื่องที่บุคคลอยากเรียนรู้ และมีเจ้าของบ้านที่มีจิตอาสา จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ จากการสำรวจและประสานงาน คุณสมหมายเป็นคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการศึกษา มีความประสงค์ให้ประชาชนทั่วไป ลูกศิษย์ และผู้มาใช้บริการในร้านขนมต้ม ได้อ่านหนังสือไประหว่างนั่งดื่มน้ำชา กาแฟ ไอศกรีม ถือเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้มาใช้บริการ บ้านอัจฉริยะชุมชนศรีสมบูรณ์แห่งนี้ จึงได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 เป็นต้นมา

การดำเนินงานด้านการส่งเสริมการอ่านของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช โดย คุณเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัดจัดกิจกรรมตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน ให้การสนับสนุนบ้านหนังสืออัจฉริยะ โดยจัดหาหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์อื่นสำหรับบ้านหนังสือตามความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการอ่านให้เข้าถึงทุกครอบครัว รวมทั้งสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ผู้ใช้บริการเกี่ยวกับระเบียบวินัยและข้อพึงปฏิบัติในการใช้บ้านหนังสือ การเคารพสิทธิผู้อื่น ตลอดจนการช่วยกันดูแลรักษาและพัฒนาบ้านหนังสือเสริมสร้างอัจฉริยภาพของประชาชนในชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องทุกพื้นที่

ต่อมาในปี พ.ศ. 2558 สำนักงาน กศน. ได้เปลี่ยนชื่อบ้านหนังสืออัจฉริยะ เป็นบ้านหนังสือชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเปิดบ้านหนังสืออัจฉริยะหรือบ้านหนังสือชุมชน เพื่อกระตุ้นและเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ตลอดจนเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบบ้านหนังสือชุมชนหรือห้องสมุดประชาชนหมู่บ้านได้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ได้จัดตั้งบ้านหนังสือชุมชน “ศาลาขนมต้ม” หรือ “บ้านหนังสืออัจฉริยะชุมชนบ้านศรีสมบูรณ์” มาถึงปัจจุบันได้รับความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในชุมชนมาใช้บริการบ้านหนังสือ ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงออกถึงความร่วมมือระหว่างเจ้าของร้านไอศกรีม กับส่วนราชการ และประชาชนในชุมชน โดยเจ้าของร้านให้การสนับสนุนสถานที่ หนังสือ ส่วนราชการซึ่งมี ครูลำดวน คล้ายโสม ครูอาสาสมัคร กศน. ตำบลปากพนัง เป็นผู้ดำเนินการประสานงาน สอบถามความต้องการเป็นระยะ เพื่อให้จัดกิจกรรมการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับชุมชนแห่งนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

โดย กศน. อำเภอปากพนัง ได้สนับสนุนหนังสือและวารสารเพิ่มเติม เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน วันละ 2 ฉบับ หนังสือรายปักษ์ เดือนละ 2 ฉบับ และหนังสือรายสัปดาห์ เดือนละ 4 ฉบับ และได้จัดชั้นวางหนังสือ โต๊ะ และเก้าอี้ ขนาดกะทัดรัด มาเพิ่มเติมให้ส่วนหนึ่ง ทำให้คนในชุมชนหันมาอ่านหนังสือกันมากขึ้น เพราะการอ่านหนังสือนับเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้การรับทราบข่าวสารต่างๆ เป็นไปอย่างทันเหตุการณ์ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

คุณสมหมาย เจ้าของบ้านหนังสือชุมชนแห่งนี้ มีแนวความคิดที่ดีที่จะพัฒนาเยาวชนในลุ่มน้ำปากพนังให้เป็นนักอ่าน ให้ความร่วมมือกับเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน จัดหาหนังสือประเภทต่างๆ นำหนังสือที่สะสมอยู่ในบ้านมากมาย และนิตยสาร วารสารรายสัปดาห์ เช่น มติชนรายสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน ขวัญเรือน คู่สร้างคู่สม วารสารมวย พระเครื่อง หนังสือธรรมะ หนังสือสารคดีต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้มาใช้บริการ เก็บสะสมมาไว้ให้ผู้สนใจได้อ่าน และบริการอินเตอร์เน็ต Wi-Fi เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

ศาลาขนมต้มยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีการตกแต่งบริเวณทั้งภายในและภายนอก โดยได้จัดทำป้ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเป็นมาของร้าน ให้ความรู้แก่ผู้มาใช้บริการ เช่น อาชีพทำนา คนในสมัยโบราณ ได้คิดเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา การประดิษฐ์อุปกรณ์ไถนาขึ้นเอง ซึ่งต้องใช้ไม้เนื้อแข็งที่มีความเหนียว และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับชิ้นส่วนที่ต้องการทำ แต่ละชิ้นจะมีลักษณะและชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป เช่น ชื่อโครงสร้างเครื่องเรือนช่วงบน ได้แก่ หัวหมู หางยาม คันไถ แอก ลูกแอก เชิงกก สายทม สานไถ นกจอก สายอ้อม ป้ายชื่อที่ติดไว้ทุกส่วน ช่วยให้คนรุ่นหลังได้รู้จักการทำนาด้วยวัวหรือควาย ในสมัยก่อน นอกจากนี้ ยังมีส่วนประกอบโครงสร้างของบ้านช่วงบน ได้แก่ ขื่อ แป จันทัน เสาเรือน ดั้ง อกไก่ พานหนู ค้ำยัน เป็นต้น

คุณครูชมภู ชุตินันทกุล หัวหน้ากลุ่มโซน มองว่า จุดเด่นของร้านที่ทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ดี คือ ลูกค้าและผู้มาใช้บริการเดินทางมาสะดวก อยู่ติดถนนใหญ่ การจัดบรรยากาศร่มรื่นเหมาะกับการอ่าน เจ้าของบ้านเป็นกัลยาณมิตร และเป็นตัวอย่างในการเป็นนักอ่าน มีมุมที่เป็นซุ้มไม้ นั่งดื่มและสั่งอาหารในบรรยากาศสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อน สามารถนั่งได้เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีทั้ง Wi-Fi สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องมือสื่อสาร มีหนังสือให้เลือกอ่านได้หลายช่วงวัย ถือเป็นสถานที่ที่ใครเข้ามาใช้บริการแล้วได้อิ่มท้อง ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน มีทั้งความทันสมัยและแฝงด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวปากพนัง

คุณสมหมาย เรืองรัตน์ กล่าวว่า “หนังสือเป็นประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย บางคนไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ ก็ได้อาศัยหนังสือเป็นตัวเพิ่มพูนความรู้ให้เจ้าตัว อย่างที่ศาลาขนมต้มแห่งนี้ สังเกตว่าคนที่มาอ่านหนังสือเป็นประจำคือ กลุ่มผู้สูงอายุ อยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไร ก็จะมาขอยืมหนังสือไปอ่าน ทำให้ได้ความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม เรื่องใกล้ตัว พืชผัก สมุนไพร หนังสือธรรมะ พวกเขาก็ได้ความรู้เพิ่มเติมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผู้มาใช้บริการอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป องค์กร ผู้นำชุมชน คณะครูโรงเรียนต่างๆ การประชุมสัมมนากลุ่มเล็ก สมาคมต่างๆ ในชุมชน แรงจูงใจของเจ้าของร้านที่สนับสนุนให้ประชาชนรักการอ่าน กลั่นกรองผ่านเป็นคำพูดที่น่าประทับใจว่า “อ่านหนังสือ เปิดความคิด ชีวิตเปลี่ยน” เพราะท่านทราบข้อมูลว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก และหนังสือก็เป็นอาวุธทางปัญญาที่ท่านต้องการให้อ่าน เพราะจะทำให้เป็นคนรอบรู้และทันสมัย พร้อมกับนำความรู้ไปพัฒนาตนเองได้อย่างมากมาย ทำให้ชีวิตมีความสุข คลายเครียด คลายเหงา ดับทุกข์ แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะนำมาใช้ให้เข้ากับตนเอง เพื่อให้ตนเองได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้

กศน. อำเภอปากพนัง ขอขอบคุณ คุณสมหมาย เรืองรัตน์ เจ้าของร้านศาลาขนมต้ม ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน พ.ศ. 2552-2561 ที่ร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยได้อ่านหนังสือให้มากขึ้น

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน สู่อ่างทอง

หากใครอยากได้เครื่องจักสานคุณภาพดี ฝีมือสวยงาม เพื่อเป็นของขวัญของฝากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ก็ขอแนะนำให้แวะไปที่จังหวัดอ่างทอง เพราะที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องจักสานเป็นที่รู้จักทั้งคนไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดอ่างทอง ที่กล่าวว่า “พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน”

“ชุมชนบ้านตลาดใหม่” คือ หนึ่งในตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่มีผลงานโดดเด่นด้านงานจักสาน จากงานจักสาน หวาย ไม้ไผ่ และใบลาน ของชาวบ้าน ได้พัฒนารูปแบบให้มีความทันสมัย จนเป็นที่ยอมรับระดับชาติ ประกวดงานหัตถศิลป์ก็ได้รางวัลมาโดยตลอด จนดังไปถึงญี่ปุ่น ขายในร้านของฝากชาวต่างประเทศ ให้สาวๆ ใช้ถือไปงานกลางคืน หรือจะไว้ออกงาน ก็ดูดีทีเดียว

ย้อนรอยตำนานจักสานหวายบ้านตลาดใหม่

เดิมชาวบ้านตำบลตลาดใหม่มีอาชีพทำนา เมื่อว่างเว้นจากฤดูทำนา ชาวบ้านมักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการนำหวายไม้ไผ่และใบลานมาสานตะกร้า กระบุง ชะลอม ฯลฯ โดยมุ่งผลิตภาชนะดังกล่าว สำหรับใช้ภายในครัวเรือน แต่ในปัจจุบันชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาได้จักสานเครื่องใช้ไม้สอยด้วยตัวเอง จึงหันมาซื้อเครื่องจักสานที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมาใช้ในครัวเรือนแทน

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ เล็งเห็นความสำคัญของงานหัตถกรรมในชุมชนท้องถิ่น จึงได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมให้ความรู้ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ภายในตำบลตลาดใหม่ โดยเปิดรับผู้สนใจเข้ามารวมกลุ่มฝึกสอนทักษะอาชีพด้านการจักสาน กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการจัดซื้อวัตถุดิบ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญด้านงานจักสานในท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นวิทยากรผู้สอนให้กับชาวบ้านในตำบลตลาดใหม่ จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน (ศฝอช) จักสานบ้านตลาดใหม่”

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่

กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้ พร้อมกับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าของชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ให้เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อทุกระดับ พร้อมนำสินค้าออกแสดงและจำหน่ายตามศูนย์ราชการต่างๆ เว็บไซต์ไทยตำบล.คอม ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานของชุมชนแห่งนี้ เป็นที่สนใจของผู้ซื้อจำนวนมาก มียอดผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขาประจำ ลูกค้าใหม่ ตลาดภายในจังหวัด ตลาดภูมิภาค และลูกค้าตลาดส่งออก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอวิเศษชัยชาญ ยังได้จัดส่งผลงานของศูนย์ฝึกอาชีพฯ แห่งนี้เข้าประกวดในเวทีต่างๆ จนได้รับรางวัลที่ภาคภูมิใจมากมาย เช่น ได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ รางวัลโอท็อป ของจังหวัดอ่างทอง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช. เลขที่ 19/2546 รางวัลศิลปินโอท็อป ปี 2546 รางวัลหม่อมงามจิตร บุรฉัตร ปี 2550 รางวัลเชิดชูครูช่างหัตถศิลป์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ปี 2556 รางวัลที่ 1 การประกวดตะกร้าจักสานหวายในงานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง ปี 2556 และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ประจำปี 2557 ภาคกลาง กลุ่ม 1 ณ จังหวัดปทุมธานี

หลักสูตรอบรมอาชีพ

ปัจจุบัน ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนจักสานบ้านตลาดใหม่ ได้เปิดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของ ศฝอช (ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง) ได้แก่ วิชาทักษะการประกอบอาชีพจักสานหวาย วิชาการทำพวงกุญแจรูปนกฮูก วิชาการทำห่วงผ้าเช็ดมือรูปนกฮูก วิชาการสานกล่องกระดาษทิชชู วิชาการสานโคมไฟรูปเดือน วิชาการสานโคมไฟรูปพระอาทิตย์ วิชาการทำฐานขันโตกจากไม้ไผ่

ขั้นตอนการทำผลิตภัณฑ์จักสาน

1. การเขียนลาย เป็นลายดอกไม้ต่างๆ

2. นำไม้ไผ่สีสุกมาจักเป็นเส้นเล็กๆ เพื่อทำเป็นตอกยืน

3. การย้อมสีไม้ไผ่ จะนำมาต้มในน้ำเดือดให้เป็นสีต่างๆ ที่ต้องการ

4. เมื่อย้อมตอกแล้ว จะต่อโครงที่ด้านล่าง หรือที่ก้นตะกร้าก่อน

5. การถักกรอง เพื่อทำเป็นตอกยืน

6. การสานลายตะกร้าโดยการนำแบบที่เขียนไว้มาสานลายต่างๆ เช่น ลายดอกกุหลาบ ลายนก ลายผีเสื้อ

7. การสานลายจนถึงขอบบนที่กำหนดไว้

8. การประกอบไสขอบด้านบน

9. การผูกถักขอบตะกร้าด้วยหวาย เพื่อยึดขอบให้แน่นและสวยงาม เรียกว่า การผูกสามหวาย

10. การทาวานิช เคลือบเงาและบุผ้า ผลิตเป็นตะกร้าที่เสร็จสมบูรณ์

“ฐิติพัชร์ รวยทรัพย์” ครูภูมิปัญญาด้านงานจักสาน

คุณฐิติพัชร์ รวยทรัพย์ ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่ เลขที่ 65/4 หมู่ที่ 2 ตลาดใหม่ อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง 14110 โทร. (081) 770-5915 ได้เล่าให้ฟังว่า ปี 2528 ชาวบ้านตำบลตลาดใหม่ประมาณ 20 คน ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มอาชีพ เพื่อเป็นการสร้างงานและเสริมสร้างรายได้แก่ครอบครัว รวมทั้งร่วมอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเรียกชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตจักสานบ้านตลาดใหม่”

ต่อมาได้มีหน่วยงานราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือหลายด้านทั้งการสนับสนุนด้านงบประมาณ การฝึกอบรมเสริมทักษะการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย จนสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าประกวดได้รับรางวัลมากมาย และได้รับการยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปของจังหวัดและระดับประเทศในเวลาต่อมา สินค้าของชุมชนแห่งนี้ เป็นประเภทงานจักสานหวาย และไม้ไผ่หลายรูปแบบ เช่น กระเป๋าถือสตรี กระเป๋าสตรีขอบทอง ป้านน้ำชา ตะกร้าหูหิ้ว โคมไฟ ตะกร้อ และของชำร่วยประเภทต่างๆ

ตั้งแต่วัยเด็ก คุณฐิติพัชร์ เห็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย จักสานไม้ไผ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน เช่น กระบุง ตะกร้า สุ่ม ฯลฯ เธอจึงสนใจเรียนรู้งานจักสานเป็นพิเศษ เธอได้เผยแพร่ความรู้เรื่องงานจักสานลวดลายไทย แล้วยังได้คิดค้นดัดแปลงรูปแบบของตะกร้าในสมัยโบราณ ให้มีรูปทรงแบบใหม่ที่ทันสมัย เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในยุคสมัยปัจจุบัน เช่น การจักสานตะกร้าหูหิ้ว ตะกร้าหกเหลี่ยม ป้านน้ำชา โคมไฟ ของจิ๋ว ของโชว์ประเภทต่างๆ

ปัจจุบัน กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ มีสมาชิก จำนวน 35 คน มีการบริหารจัดการแบบกลุ่ม ปันผลกำไรให้สมาชิกจากชิ้นงาน โดยแบ่งความรับผิดชอบให้สมาชิกแต่ละรายรับงานไปทำที่บ้านตามความรู้ ความชำนาญ ของแต่ละบุคคล เช่น งานจักสาน งานเข้าหูกระเป๋า และงานสานขอบ เป็นต้น สมาชิกแต่ละรายจะมีรายได้เดือนละประมาณ 3,000-4,000 บาท ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญ และความขยันของแต่ละบุคคล

ปัจจุบัน สินค้ายอดนิยมที่ขายดีของกลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ คือ “สินค้ากระเป๋าหิ้วทรงเม็ดตาล” ขายดีมากจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด เนื่องจากกระเป๋าทรงเม็ดตาลมีลวดลาย รูปแบบ ที่แปลกแตกต่างจากแบบเดิม โดยคุณฐิติพัชร์ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจาก “เม็ดตาลสด” ที่ชาวบ้านนำมาบริโภค

สินค้าจักสานในท้องถิ่น ส่วนใหญ่นิยมใช้วัสดุประเภทไม้ไผ่กับหวาย ต่อมาหวายเกิดขาดตลาดและมีราคาแพง คุณฐิติพัชร์เป็นคนแรกที่ทดลองนำ “ใบลาน” ที่เป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นมาจักสานร่วมกับไม้ไผ่ นับเป็นผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และสามารถทำลวดลายต่างๆ ได้มากมาย เธอได้นำแนวคิดดังกล่าวยื่นขอจดสิทธิบัตรเป็นภูมิปัญญาไทยในเวลาต่อมา

ผลงานจักสานที่โดดเด่นดังกล่าว ทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับความไว้วางใจจาก จังหวัดอ่างทอง และคัดเลือกให้กลุ่มจักสานตำบลตลาดใหม่ เป็นผู้จัดทำกระเป๋าจักสานจากไม้ไผ่ขนาดยักษ์ เพื่อตั้งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอ่างทอง ที่ศูนย์แสดงของดีเมืองอ่างทอง บริเวณวัดชัยมงคล อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มาจนถึงทุกวันนี้

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ส่งเสริมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง”

ทุกวันนี้ ชาวไทยภูเขาที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล ที่การคมนาคมไม่สะดวก ก็มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาผ่านช่องทาง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการทำงานด้วยความเสียสละ ของ ครูอาสา กศน. หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ครูดอย” ที่ตั้งใจทำงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนและชาวบ้านที่ด้อยโอกาสให้สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนและชุมชน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชน พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้อื่นได้

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.)

เมื่อปี 2523 กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในสมัยนั้น ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น โดยส่งครูอาสาสมัคร กศน. หรือ ครูดอย จำนวน 1-2 คน ไปทำงานอยู่กับชาวเขาในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างพลเมืองที่ดีของชาติ ครูอาสาจะทำหน้าที่ให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.6 ในตอนกลางวัน

ปรากฏว่า โครงการ ศศช. ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เป็นที่ประทับใจของคนไทยและต่างชาติ ทำให้โครงการดังกล่าวได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2537 ในฐานะแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน กศน. จึงขยายโครงการ ศศช. ไปยังชุมชนทุรกันดารทั่วประเทศ ประมาณ 773 แห่ง

ในปี 2535 ครูอาสาสมัคร กศน. คนหนึ่ง ในพื้นที่โครงการ ศศช. บ้านใหม่ห้วยหวาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เขียนบรรยายถึงความยากลำบากในการทำหน้าที่ครูดอยในถิ่นกันดารลงตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พร้อมขอรับการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน และสิ่งของเครื่องใช้ในการสอนเด็กเยาวชน บังเอิญ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงอ่านข่าวครูอาสาสมัคร กศน. ในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวจึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 80,000 บาท ให้สร้างอาคารเรียน และทรงรับ ศศช. ทุกแห่งไว้ในพระอุปถัมภ์จนถึงปัจจุบัน

ช่วงปี 2539 กศน. ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานชื่อของศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อใหม่ว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นพระราชสมัญญานามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แต่ กศน. ยังคงใช้ชื่อย่อศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวว่า “ศศช.” มาจนถึงทุกวันนี้

“ศศช. บ้านแม่แรม”

หมู่บ้านท่องเที่ยว “บ้านแม่แรม” หมู่ที่ 12 ตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เปรียบเสมือน “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” เพราะที่นี่มีชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ จำนวน 1,499 คน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวเขาเผ่าม้งได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ม้ง ที่จัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน มีการละเล่น การตีลูกข่าง โยนลูกช่วง ระหว่างหนุ่ม-สาว ฯลฯ

หมู่บ้าน “บ้านแม่แรม” ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาสลับกับที่ราบ ชาวเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่นับถือผี รองลงมานับถือศาสนาคริสต์ รอบหมู่บ้านแวดล้อมด้วยป่าชุมชนแบบร้อนชื้น ชาวเขาเผ่าม้งทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ทำไร่กะหล่ำ ปลูกพริก ฯลฯ ปัจจุบันมีระบบคมนาคมที่ดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีโอกาสเรียนรู้ชุมชนภายนอกเพิ่มขึ้น และมีช่องทางในการนำผลผลิตออกขายสู่ตลาดในวงกว้างมากขึ้น

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว กลุ่มสตรีชาวเขาเผ่าม้งทุกช่วงวัยยังมีฝีมือด้าน “งานปักผ้าด้วยมือ” ผลงานแต่ละชิ้น ตกแต่งด้วยลวดลายม้งที่ประณีต จึงสวยงามสะดุดตา สามารถพบเห็นฝีมือการปักผ้าที่สวยงามได้ทั่วไปบนชุดเสื้อผ้าชาวเขาเผ่าม้งที่สวมใส่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทุกวันนี้ สตรีชาวเขาเผ่าม้งตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยทำงานสนใจเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้หาเลี้ยงครอบครัว

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” (ศศช.) บ้านแม่แรม ตระหนักถึงความสนใจและความต้องการของสตรีชาวเขาเผ่าม้งในชุมชนแห่งนี้ ที่ต้องการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือเพื่อเป็นอาชีพเสริม รวมทั้งปรับปรุงงานฝีมือการตัดเย็บให้มีความประณีตมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้เรียน กลุ่มแม่บ้านและครูอาสาสมัคร กศน. จึงได้ร่วมกันวางแผนจัดกิจกรรมการเย็บปักผ้าด้นมือลวดลายชาวม้ง ซึ่งเป็นงานละเอียด ประณีต และรักษาเอกลักษณ์ลวดลายชาวเขาเผ่าม้ง ที่แตกต่างจากชุมชนคนพื้นที่ราบทั่วไป

“คุณอัจจิมา วรรณเลิศ” ครูอาสาสมัคร สังกัดสำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ เล่าว่า ศศช. บ้านแม่แรม จัดโครงการอบรมอาชีพ “การทำผ้าด้นมือลวดลายชาวเขา” เพื่อให้กลุ่มสตรีบ้านแม่แรม ธำรงคุณค่าของการเย็บปักผ้าด้วยลวดลายชาวเขา และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งให้มีความหลากหลาย เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ในการหาเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กระบวนการดำเนินงาน ทั้งครูอาสาสมัคร กศน. และกลุ่มผู้เรียนเป้าหมายได้ร่วมประชุมวางแผนและศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าด้นมือซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ซื้อทุกกลุ่มอาชีพ วิเคราะห์แนวโน้มตลาด กลุ่มสินค้าที่ขายง่ายและเร็ว นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลุ่มอาชีพผ้าด้นมือ หาวิทยากรที่มีความรู้เฉพาะด้านมาสอน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้เรียนรู้การทำผ้าด้นมือในรูปแบบที่หลากหลาย และมีประสบการณ์ในการขายสินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สู่ตลาด

วิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้การทำผ้าด้นมือ เพื่อเพิ่มคุณค่าการปักผ้าลวดลายม้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยนำลวดลายม้งที่มีความละเอียด ประณีต สวยงาม มาประดับตกแต่ง กระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ กระเป๋าเครื่องสำอาง กระเป๋าถือสำหรับสุภาพสตรี ให้มีความสวยงามหลากหลายมากขึ้น ปัญหาอุปสรรคที่พบก็คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ของกลุ่มและความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากสมาชิกกลุ่มยังขาดประสบการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการจำหน่ายและการเติบโตของกลุ่มในอนาคต

“แนวทางแก้ไขปัญหาคือ สมาชิกกลุ่มต้องแสวงหารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันยุค ทันสมัย พัฒนาฝีมือการทำผ้าด้นมือที่มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างต่อเนื่อง นำมาปรับใช้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันในการหาตลาดกับชุมชนอื่นๆ ได้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ เพิ่มโอกาสการขายและเพิ่มช่องทางการตลาดได้มากขึ้น” ครูอัจจิมา วรรณเลิศ กล่าวในที่สุด