การเดินทาง‘ไม่กี่บาท’ ออกไปหากำไรชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569670

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 13:34 น.

การเดินทาง‘ไม่กี่บาท’ ออกไปหากำไรชีวิต

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : ไม่กี่บาท

 

อดีตมนุษย์เงินเดือนขอลาออกมาเป็นนักเดินทางประจำ ออกตะลุยไปบนเส้นทางสุดมันและยังไม่มีใครเคยไป

นั่นเป็นชีวิตช่วง 4 ปีหลังของ “กร” ธนากร เอี่ยมเกตุ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ไม่กี่บาท” มนุษย์ที่ตัดสินใจลาออกมาใช้ชีวิตบนโลกใบใหญ่ที่ยังมีความลับอีกมากมายให้ไปค้นหาเพื่อค้นพบ

กร กล่าวถึงที่มาที่ไปของการทำเพจว่า มันเกิดขึ้นเพราะเขาอยากทำรายการท่องเที่ยวของตัวเอง พาผู้ชมไปเที่ยวในที่ที่ยังไม่มีคนรู้จักผ่านภาพและเสียงที่เป็นสื่อกลางถ่ายทอดประสบการณ์จริง พร้อมกับเขียนเรื่องราวผ่านตัวหนังสือและภาพถ่ายไว้เป็นข้อมูลให้ทราบว่าแต่ละทริปไปไม่ยากและใช้เงินไม่กี่บาทเท่านั้นเอง

“เพราะผมขับรถไม่เป็นทำให้ต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะ ดังนั้นผมจึงสามารถเล่าได้ว่าถ้าอยากไปสถานที่สักแห่งต้องเริ่มต้นเดินทางอย่างไร ลงจุดไหน เสียเงินเท่าไร ทำให้ทุกคนสามารถไปตามรอยได้แม้ว่าจะไม่มีรถส่วนตัวก็ตาม” แอดมินเพจกล่าว

“โดยแต่ละทริปผมชอบถ่ายทอดออกมาเป็นวิดีโอเพื่อให้คนเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นจริง เห็นบรรยากาศ เห็นบทสนทนาจริงระหว่างทาง ซึ่งการเดินทางแต่ละครั้งผมจะไปคนเดียว และวางแค่จุดหมายปลายทางไว้เท่านั้น ส่วนระหว่างทางจะนำพาผมไปเจอกับอะไร นั่นแหละคือรสชาติและเสน่ห์ของการเดินทาง”

ส่วนไลฟ์สไตล์การเดินทางของชายคนนี้ เขาชอบไปในที่ที่คนอื่นไม่ไปกัน ยกตัวอย่าง ทริปตะลอนไปเมืองเหนือสุดของเมียนมา ชื่อเมืองมิตจีนา รัฐกะฉิ่น เป็นเขตสิ้นสุดทางรถไฟ และแน่นอนว่าแค่ชื่อคนไทยก็ยังไม่เคยได้ยิน

“เวลาผมวางแผนเดินทางแต่ละครั้ง ผมจะทำให้สุด คือ เปิดกูเกิลแมปไล่ดูเลยว่าเส้นทางที่เราจะไปมีหมู่บ้านตรงไหนบ้าง ตรงเทือกเขานี้มีชุมชนเล็กๆ อยู่ไหม แล้วเราจะเดินทางเข้าไปยังไง ถ้าไม่มีรถสาธารณะก็จะพยายามติดต่อชาวบ้านให้เขามารับ หรือแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลก็จะลองไปดูเพราะมันจะมีหนทางให้เราไปเสมอ ไม่ไปก็ไม่รู้จริงๆ”

กรเคยเป็นข้าราชการ แต่หลังจากเริ่มทำเพจไม่กี่บาทเขาก็ตัดสินใจลาออกมาเป็นนักเดินทางประจำ มีรายได้จากการทำเพจบ้าง ซึ่งเขาก็นำมาเป็นทุนต่อยอดสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป

“การเดินทางมันให้ความคิด เพราะเวลาเราเดินทางจะเห็นสองข้างทางเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับชีวิตของเราที่ไม่ควรหยุดนิ่ง เราควรออกไปใช้ชีวิตให้คุ้มกับที่มีชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องออกเดินทาง แต่สามารถทำอะไรก็ได้ที่ชอบ ที่ถนัด และที่อยากทำ” เขากล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ต้นปีหน้าแอดมินขาลุยยังมีโปรเจกต์สุดโหด เดินทางจากไทยไปทวีปแอฟริกาโดยไม่นั่งเครื่องบิน! เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เขาอยากทำและต้องทำให้ได้ สามารถติดตามและตามรอยทริปแปลกไม่เหมือนใคร ได้ที่เพจเฟซบุ๊กและยูทูบ ไม่กี่บาท

หนาวนี้ เวลาแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569666

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 13:16 น.

หนาวนี้ เวลาแห่งความสุข

เรื่อง : ทีม@Weekly

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว หลายคนบอกว่าเป็นการเริ่มต้นนับเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข ในเชิงท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นหรือเวลาทองในการเดินทางไปสัมผัสลมหนาวในที่ซึ่งสวยงาม มาดูถึงหน้าหนาวปีนี้ในเมืองไทยว่าจะมีอะไรกันบ้าง

หนาวมาแล้ว แต่ไม่หนาวมาก

สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ก่อนที่จะประกาศว่าเข้าสู่หน้าหนาว หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย ทิศทางลมและความเร็วลม

ปัจจัยแรก ทิศทางลม จะเปลี่ยนจากลมฝนที่พัดมาจากแถวอินเดียทางทิศตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ เป็นลมหนาวที่พัดมาจากมองโกเลียและจีนตอนบนทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ และความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยดังกล่าวจะวัดผ่านความเร็วลม

ปัจจัยที่สอง คือ ปริมาณฝนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งฝนอาจจะยังตก แต่ก็มีปริมาณน้อยลง และปัจจัยสุดท้ายก็คือ อุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่า 23 องศาเซลเซียส คลุมพื้นที่ 60%

“ถ้าดูจากอากาศในช่วงนี้ ก็จะพบว่า อุณหภูมิที่ลดต่ำลงกว่า 23 องศาเซลเซียสจริง ตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศได้ ประชาชนในพื้นราบอาจจะยังไม่รู้สึกถึงอากาศที่หนาวเย็นลง แต่ประชาชนบนยอดดอยเริ่มสัมผัสกับอุณหภูมิตามเกณฑ์ที่ว่าแล้ว

ประเทศไทยตอนบนโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝนจะลดลงและอากาศจะเย็นลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส แต่สำหรับภาคใต้จะยังคงได้รับอิทธิพลจากลมตะวันออก และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดลมแรงและมีฝนตกในบริเวณภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทย” ผู้อำนวยการ สสนก. กล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปีนี้ สภาพอากาศยังได้รับอิทธิพลจาก ปรากฏการณ์เอลนินโญ ซึ่งส่งผลให้ความกดอากาศสูงที่ทำให้เกิดอากาศเย็นพัดลงมาสู่ประเทศไทยแบบไม่ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ คืออากาศที่พัดมาจากมองโกเลียและจีนตอนบนทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พัดมาและถอยกลับไป จึงอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้อากาศช่วงหน้าหนาวในปีนี้ไม่หนาวเท่าที่ควร

“สภาพอากาศนั้นเชื่อมโยงกันและอาจะเปลี่ยนแปลง คลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจวัดถี่ขึ้นกว่าในอดีต จึงจะแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของฝนที่เปลี่ยนเร็วจนอาจจะคลาดเคลื่อนจากที่ได้ประกาศออกไป” สุทัศน์ กล่าว

สินค้า-ห้างร้านจัดหนักคึกคักรับหนาว

หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาออกมาประกาศว่าเมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ กลุ่มสินค้าที่มีขายอยู่ในเวลาดังกล่าวก็เริ่มออกมาอัดแคมเปญใหญ่รับลมหนาว ประกาศกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่น

สำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่นิยมจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงไฮซีซั่นนี้ส่วนใหญ่ยังคงเน้นไปที่การจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า เพราะไม่ว่าจะทำช่วงเวลาไหนก็ได้ผลการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จึงเล็งเห็นโอกาสขนสินค้ากลุ่มเครื่องทำน้ำอุ่นมาจัดโปรโมชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ WINTER SALE ลดราคาสูง 45% อบอุ่น ผ่อนคลาย เลือกได้สไตล์คุณ ด้วยการนำสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อนมาลดราคาสูงสุด 45% เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงไฮซีซั่น

นอกจากนี้ หากช็อปด้วยบัตรโฮมโปร วีซ่า รับ 3 ต่อ ประกอบด้วย ต่อที่ 1 ลดทันที 3% ต่อที่ 2 ลดเพิ่ม 13% (เมื่อใช้คะแนนเท่ากับยอดซื้อ) ต่อที่ 3 ผ่อน 0% ทั้งร้านนาน 4 เดือน พร้อมฟรีบริการติดตั้ง เครื่องทำน้ำร้อน-น้ำอุ่น-หม้อต้ม ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ มูลค่า 500 บาท และเมื่อซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน และหม้อต้ม ครบทุก 1 หมื่นบาท รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 300 บาท ช็อปครบทุก 5 หมื่นบาท รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 2,500 บาท และช็อปครบทุก 5 แสนบาท รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 3.5 หมื่นบาททันที

เช่นเดียวกับเพาเวอร์บาย ที่ออกมาจัดแคมเปญส่งเสริมการขายภายใต้โปรโมชั่น WINTER HEATER Fair นำสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่นมาลดราคาสูงสุด 38% เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงหน้าหนาวนี้ นอกจากนี้ลูกค้าที่ซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นยังจะได้รับสิทธิพิเศษจ่ายค่าติดตั้งเพียง 99 บาทเท่านั้น

นอกจากผู้ประกอบการร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าจะออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคักแล้ว ในส่วนของร้านเพื่อสุขภาพและความงามอย่างร้านวัตสันเองก็ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างคึกคักเช่นกัน

กับโปรโมชั่น “Winter Buffet Party ช้อปสุด Fun…Mix สุดมันส์ ตามสไตล์คุณ” ในร้านวัตสันแบบบุฟเฟ่ต์ โดยสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ร่วมรายการจำนวน 3 ชิ้น สามารถคละได้ ในราคาพิเศษ เพียง 199 บาท และ 299 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.-21 พ.ย. 2561 ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศไทย และวัตสันออนไลน์

ในส่วนของสินค้าที่สามารถนำมาคละกันได้ 3 ชิ้น ในราคา 199 บาท ประกอบด้วย ลิสเตอรีน คูลมินต์ น้ำยาบ้วนปาก การ์นิเย่ ไลท์ คอมพลีท ไวท์สปีดโฟม/ไลท์สคับ ฟอร์ยูบู ลิปอะโฮลิค/ลิปอะโฮลิคนู้ด ส่วนสินค้าที่ร่วมรายการคละกันได้ 3 ชิ้น ราคา 299 บาท ประกอบด้วย วาสลีนเซรั่ม แพนทีน แชมพู/คอนดิชั่นเนอร์ และสเนลไวท์ ครีมอาบน้ำ

ด้านผู้ประกอบการห้างค้าปลีกอย่างโรบินสันเองก็ออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในช่วงหน้าหนาวนี้ผ่านแคมเปญ “ROBINSON TRAVEL & LEISURE” เพื่อให้โรบินสันได้เป็นเดสติเนชั่นที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของนักช็อปทราเวลเลิฟเว่อร์ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่วันนี้-22 พ.ย. ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 47 สาขา

อรวรรณ ทิพย์สุวรรณพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายบริหารสินค้า บริษัท โรบินสัน กล่าวว่า การเปิดตัวแคมเปญ “ROBINSON TRAVEL & LEISURE” ในครั้งนี้ถือเป็นการมอบความสุขให้กับลูกค้าให้ช็อปปิ้งสนุกมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช็อปสนุกแล้ว ยังจะได้ลุ้นทริปท่องเที่ยว โปรโมชั่น และสิทธิพิเศษโดนใจกับส่วนลดสูงสุด 50% ซึ่งการออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบดังกล่าว เพราะเป็นช่วงหน้าขายสินค้า ซึ่งบริษัทคาดว่าภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในของปลายปีนี้จะมีความคึกคัก เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว อีกทั้งยังมีเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ที่นักช็อปน่าจะมีดีมานด์การจับจ่ายสินค้าสูง โดยไอเท็มสินค้าที่น่าจะเป็นที่ต้องการของนักช็อปอันดับต้นๆ ก็คือ ไอเท็มสำหรับนักเดินทาง ด้วยเหตุนี้ โรบินสัน จึงใช้งบประมาณการตลาดกว่า 5 ล้านบาท เปิดแคมเปญล่าสุดเอาใจกลุ่มนักช็อปทราเวลเลิฟเว่อร์กับแคมเปญ “ROBINSON TRAVEL & LEISURE” เพื่อให้โรบินสันได้เป็นเดสติเนชั่นที่ตอบทุกโจทย์ความต้องการของนักช็อปทราเวลเลิฟเว่อร์ที่สมบูรณ์แบบ

ขณะเดียวกัน ห้างเซ็นทรัลและเซนก็มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแคมเปญ “Central/ZEN Singles Day” ลดทั้งห้างสูงสุด 50% และลดเพิ่มสูงสุด 18% จากบัตรเครดิตชั้นนำ พร้อมรับคะแนนเดอะวันรวมเป็น 11 เท่า หรือรับสูงสุดรวมเป็น 14 เท่า เมื่อช็อปผ่านบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ครบ 3,000 บาทขึ้นไป/วัน นอกจากนี้ ยังจะมีโปรโมชั่นพิเศษซื้อ 1 แถม 1 หลากหลายรายการ เมี่อช็อปผ่านบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน (เฉพาะ 11 พ.ย.) เป็นต้น

การออกมาจัดแคมเปญโปรโมชั่นของบรรดาสินค้าและห้างร้านดังกล่าว นอกจากจะช่วยกระตุ้นยอดขายของตัวเองให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปกติได้แล้ว เชื่อว่าน่าจะช่วยกระตุ้นให้บรรยากาศการช็อปปิ้งและภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2561 นี้มีความคึกคักเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไทยคึกคักเมื่อหนาวแรกสัมผัส

เมื่อลมหนาวพัดมากระทบกาย ลมหายใจที่รับได้ถึงความแห้งของอากาศทว่าเย็นสดชื่น นักท่องเที่ยวและคนชอบเที่ยวต่างเตรียมตัวออกไปเที่ยวรับลมหนาวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เมืองไทยมีที่ให้ไปเยือนรับลมหนาวที่นิยมและสดใหม่ที่พอประมวลมาได้ดังนี้

ชิมทะเลหมอก บนยอดฆูนุงซีลีปัต

ล่องใต้คนจะคิดถึงแต่ทะเล แต่ที่นี่ “เบตง” ใต้สุดแห่งสยามมี ฆูนุงซีลีปัต (Gunung Silipat) จุดชมวิวทะเลหมอกสุดอลังการ ตั้งอยู่ระหว่างบ้าน กม.28 และบ้าน กม.22 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ติดอันดับ 1 ใน 15 สถานที่ท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดอันดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์

ฆูนุงซีลีปัตหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เขาหิน เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามของเบตง สามารถมองทิวทัศน์ได้รอบ 360 องศา อยู่บนยอดเขาสูง 670 เมตร ส่วนจุดสูงสุดของฆูนุงซีลีปัตต้องเดินไต่สันเขาไปอีก 200 เมตร โดยพื้นที่บนยอดเขากว้างประมาณ 18 ตร.ม. ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 70-80 คน

ไปรับอากาศหนาวสั่นและลั่นชัตเตอร์เก็บภาพมหาสมุทรหมอก และระหว่างที่ซึมซับบรรยากาศรอบตัวอยู่นั้น ทางกลุ่มการท่องเที่ยวฯ จะมีบริการกาแฟและขนมปังเป็นอาหารเช้าบนยอดเขาเคล้าสายหมอก

ติดต่อกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ทางเพจเฟซบุ๊ก ฆูนุงซีลีปัต – ฆูนุงซาลี Gunungsilipat โทร. 08-1093-8549, 08-2265-6900

ความหอมบนสวนยาหลวง

บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน มียอดเขาที่สูงที่สุดชื่อ ยอดดอยสวนยาหลวง มีความสูง 1,100-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิกาของชาวเผ่าอิ้วเมี่ยน ชาวบ้านเจ้าถิ่นที่เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาปลูกกาแฟ ลิ้นจี่ และลำไย ทั้งยังเปิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนพานักท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติบนยอดดอย

จากหมู่บ้านถึงยอดดอยสวนยาหลวงระยะทาง 12 กม. ล้วนเป็นเส้นทางดินขรุขระต้องใช้รถโฟร์วีลเป็นพาหนะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที บนยอดดอยเป็นเขตแบ่ง 2 จังหวัดโดยพระอาทิตย์จะขึ้นฝั่งน่านและตกฝั่งพะเยา ซึ่งระหว่างที่กำลังเหน็บหนาวจะได้ดื่มกาแฟดริปร้อนๆ เพิ่มความอุ่นทดแทนพระอาทิตย์ที่ยังไม่ตื่นนอน

ติดต่อท่องเที่ยวบ้านสันเจริญทางเพจเฟซบุ๊ก ท่องเที่ยวดอยสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ หรือติดต่อ “กริช” เจ้าของร้านกาแฟ ลาเปี้ยน คอฟฟี่ โทร. 08-6390-7737

เหมืองในหมอก บ้านอีต่อง

เกือบหลงคิดไปว่าที่นี่คือ เมืองปาย แต่ที่ไหนได้คือ บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี หมู่บ้านติดชายแดนเมียนมาที่มีหมอกและความชื้นตลอดปีจนนึกว่าอยู่ภาคเหนือตลอดเวลา

บ้านอีต่องเคยเป็นเหมืองแร่ดีบุกชื่อ เหมืองปิล๊อก ในยุครุ่งเรืองได้มีเพื่อนบ้านชาวเมียนมาเข้ามาทำงานเป็นชาวเหมืองจำนวนมาก แม้ว่าเหมืองจะปิดไปนานกว่า 27 ปีแล้วก็ตาม ชาวบ้านที่ยังไม่อพยพไปไหนจึงเปลี่ยนอาชีพมาทำการท่องเที่ยว

บ้านเรือนแทบทุกหลังถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโฮมสเตย์ เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้า แต่สำหรับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมยังพอมีให้เห็นอยู่ในตลาดเช้าที่ชาวไทยและชาวเมียนมาจะนำสินค้าและพืชผลการเกษตรมาวางขายแบกะพื้น ท่ามกลางไอหมอกที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไปตามแรงลม โดยเฉพาะรอบบึงน้ำกลางหมู่บ้านที่ทั้งสวยทั้งหนาวทั้งเปียกชื้น ซึ่งได้กลายเป็นคาแรกเตอร์ของอีต่องไปแล้ว

ภูอีเลิศสะแมนแตน

จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าหนาวสุดในสยามอย่าง จ.เลย มีภูใหม่มาทวงคืนตำแหน่งยอดนิยมโดยได้นำเสนอชื่อ ภูอีเลิศ เป็นผู้เข้าชิง ภูอีเลิศตั้งอยู่ในบ้านปากหมัน ต.ปากหมัน อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นจุดชมทะเลหมอกและชมดาวแห่งใหม่ของจังหวัด

นักท่องเที่ยวต้องโดยสารรถอีแต๊กของชาวบ้านขึ้นยังไปจุดชมวิว โดยรถอีแต๊ก 1 คันนั่งได้ 6 คน ค่าบริการคันละ 500 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยด้านบนมีจุดกางเต็นท์เพื่อชมดาวยามค่ำและตื่นเช้ามาดูตะวันขึ้นพร้อมทะเลหมอกตระการตา ซึ่งบนนั้นสามารถมองได้ไกลถึงเขตป่า สปป.ลาว กลายเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติที่สมบูรณ์

ติดต่อท่องเที่ยวบ้านปากหมันทางเพจ เฟซบุ๊ก ภูอีเลิศ ทะเลหมอกบ้านปากหมัน

ความสุขล้นๆ ที่ชุมชนเล็กๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569652

  • วันที่ 03 พ.ย. 2561 เวลา 11:44 น.

ความสุขล้นๆ ที่ชุมชนเล็กๆ

ทีมงาน โลก 360 องศา

facebook, youtube: โลก 360 องศา

 

จ.ภูเก็ต คนไทยหรือชาวต่างชาติ ต่างก็รู้จักที่นี่เป็นอย่างดี นอกจากความสวยงามและการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อแล้ว ภูเก็ตยังได้รับยกย่องเป็น Smart City คือเป็นเมืองที่ฉลาดทันสมัย และยังได้รับการจัดอันดับเป็น City of Gastronomy คือเป็นสวรรค์ของนักกิน นักชิม นอกจากนี้ ภูเก็ตก็ยังมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะ

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดของภูเก็ต เพราะว่ายังมีอีกบางซอกมุม ที่เราสามารถเดินทางไปค้นหาธรรมชาติสวยๆ แบบดั้งเดิม มีวิถีชีวิตของชาวประมง เป็นวิถีชีวิตพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของจังหวัดนี้

จากจุดชมวิวบนเขารัง เราจะเห็นความเจริญของสิ่งปลูกสร้างในตัวเมืองภูเก็ต ที่รายล้อมไปด้วยขุนเขาและท้องทะเล ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จึงนิยมมาเที่ยวที่นี่กัน

“ภูเก็ตเป็นที่ท่องเที่ยวระดับโลก มีนักท่องเที่ยวเข้ามาวันละ 6 หมื่นกว่าคน มีเที่ยวบินวันละ 380 เที่ยว” นั่นเป็นประโยคสั้นๆ ที่ คุณกิติพล เวชกุล พัฒนาการจังหวัดภูเก็ต เกริ่นให้เราฟังเกี่ยวกับศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดนี้ ภูเก็ตสร้างรายได้ให้กับประเทศ จากการท่องเที่ยวปีละเป็นแสนล้านบาทเลยทีเดียว

ภูเก็ตเป็นปลายทางในฝันสำหรับทุกคน บางคนที่ไม่เคยไปเที่ยวภูเก็ต ก็อาจจะแอบกังวลใจว่า ไปเที่ยวภูเก็ตจะต้องแพงแน่ๆ ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะเพียงแค่เราอยู่ให้เป็น ค่าใช้จ่ายถูกๆ ก็มี แบบหรูๆ ก็มี เราเลือกได้ ไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้รถโดยสาร รถโพถ้องก็ได้ ชิลได้อีกบรรยากาศหนึ่ง

ภูเก็ตเป็นเหมือนกับทุกที่ในโลก คือมีทั้งคนรวยและคนจน แต่โชคดีหน่อยที่สัดส่วนคนจนที่นี่จะน้อยกว่าที่อื่น และคนมีรายได้น้อย ส่วนใหญ่ก็ได้รับการดูแล

OTOP นวัตวิถีนับว่าเป็นการพลิกแนวคิดของโอท็อปแบบเดิม จากที่ต้องไปขายในงานแสดงสินค้า ซึ่งขายเสร็จก็รอ อีกไม่รู้เมื่อไรจะมีอีก แต่พอเป็น OTOP นวัตวิถี นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยว มาดู ได้มาเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้เห็น โดยที่ชาวบ้านก็ได้พัฒนาที่อยู่ของตัวเองควบคู่ไปด้วย

นวัตวิถีของภูเก็ตมี 11 หมู่บ้าน ทุกที่ล้วนน่าสนใจ เพราะต่างก็มีต้นทุน มีเสน่ห์ของเขาอยู่แล้ว เราเอาไปเชื่อมโยงกับหมู่บ้าน OTOP Village อีก 3 หมู่บ้าน พัฒนาไปควบคู่กัน ร้อยเรียงกับภาคธุรกิจ ถ้ามองถึงความโดดเด่น มีลักษณะที่แตกต่างกันแน่นอน

อ่าวยน ตั้งอยู่ชุมชนแหลมพันวา ซึ่งแม้ว่าแหลมพันวา จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักและมาเล่นน้ำกันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของแหลมพันวา ยังมีชุมชนเล็กๆ ที่มีวิถีเรียบง่าย ภายใต้บรรยากาศธรรมชาติ มีทั้งเดินเล่นน้ำตก หรือจะลงเล่นน้ำก็ได้ ชุ่มฉ่ำสดชื่นไปอีกแบบ

ก่อนกลับอย่าลืมแวะมาถ่ายรูปเล่น แล้วเช็กอินให้ชาวโลกรู้ด้วยว่า “มาถึงแล้วนะ แหลมพันวา” หรือถ้ามีใครถามว่าควรไปเที่ยวตรงไหน เวลาไหนดี คนที่นี่เขาก็ตอบว่า “หวันช้ายๆ @ ปลายแหลมวา” ก็คือ ให้ไปเที่ยวช่วงบ่ายๆ ที่ปลายแหลมพันวา

บ้านบางหวานออกจากแหลมพันวา เราโดดขึ้นรถสามล้อพ่วงข้างของ “บังวรวุฒิ ยาดี” ที่จะพาเราไปสัมผัสวิถีชุมชนของคนบางหวาน

ที่นี่ มีงานฝีมือสวยๆ ของชาวบ้าน เป็นผ้ามัดย้อม เห็นมัดเป็นก้อน หน้าตาแปลกๆ แบบนี้ พอเสร็จออกมาแล้ว สวยเก๋ มีสไตล์ จนได้เป็นสินค้า OTOP ขึ้นชื่อของภูเก็ตไปแล้ว

สินค้าขึ้นชื่ออีกอย่างของที่นี่ คือ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรคุณภาพดี ที่มีจุดกำเนิดจากภูมิปัญญา แล้วนำมาพัฒนา จนกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้า OTOP ขึ้นชื่อของภูเก็ต

บังวรวุฒิพาเราเดินดุ่ยๆ เข้าไปในหมู่บ้าน ผ่านทางเดินเล็กๆ จนมาถึงสวนผลไม้ขนาดใหญ่ ที่อาจดูคล้ายป่าเสียมากกว่า เพราะบรรยากาศเขียวครึ้ม เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และอากาศเย็นสบายตลอดทาง ถ้าไม่บอกว่ากำลังเดินอยู่ในสวนของชาวบ้านละก็ เราคงต้องคิดว่านี่เป็นป่าสงวนแน่ๆ เพราะธรรมชาติที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์มาก และก็น่าจะได้รับการดูแลอย่างดีมาช้านานแล้ว ลองดูจากขนาดต้นไม้ต้นนี้ ต้นขนุนปาน ต้องใช้คน 14 คนโอบ ที่ใหญ่ขนาดนี้เพราะคนโบราณใช้เป็นเหมือนหลักเขต และเอาไว้กันลม

หลายคนก็คงรู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ไม่คิดว่า จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีค่าครองชีพ ไม่ได้ถูกไปกว่ากรุงเทพฯ ราคาที่ดินสูงลิบลิ่ว มองไปทางไหนก็มีแต่ห้าง มีตึกสูง มีวิลล่า ราคาหลายสิบล้าน ราคาหลายร้อยล้าน ดูเมืองนี้เป็นเมืองเจริญไปแล้ว แต่ว่าภายใต้ความเจริญของภูเก็ต ยังมีบางซอกบางมุมที่ยังมีบรรยากาศดีๆ มีสวนเขียวๆ มีวิถีของชาวบ้าน แล้วก็เรื่องราวที่เล่าต่อกันมา ให้นักท่องเที่ยวได้เดิน ได้มาสัมผัส แล้วก็ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์แบบนี้ด้วย

เดินไปเจอต้นไม้แต่ละต้น บังก็จะมีเรื่องเล่าแทบทุกต้น ต้นพร้าวนกคุ่ม กินผล แล้วกินน้ำตามจะหวาน ต้นไม้เกือบทุกต้นมีเรื่องเล่าทั้งหมด ถ้าเดินไปจนครบ คงรู้ประวัติศาสตร์ภูเก็ตครบหมดแน่

ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์ดีๆ ทั้งนั้น ดังนั้น ถ้ามีโอกาส อย่าพลาด

ชุมชนบ้านบางโรง อ.ถลาง อีกหนึ่งชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ที่เขาการันตีว่ามีเรื่องราวดีๆ ไม่แพ้ที่ไหนเลย

กิจกรรมการล่องเรือไปชมป่าชายเลน และดูวิถีชีวิตของผู้คน ที่อยู่ในละแวกนี้

ที่ท่าเรือก็มีปลาสดๆ ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวไปนั่งเรือเล่นกันก่อนก็ได้ ขากลับค่อยแวะซื้อ ไม่ต้องกังวล เพราะคนที่นี่เขาบอกว่า ปลาสดๆ ตัวโตๆ แบบนี้มีตลอด

นั่งเรือชมป่าชายเลน ดูแพปลา รับลมเย็นๆ เห็นฟ้าใสๆ ไปเรื่อยๆ ก็เพลินดี

การมาทำความรู้จักภูเก็ตอีกหนึ่งมุมที่บ้านบางโรงแห่งนี้ ดูเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ยังมีกิจกรรมอีกมากมายเลยที่รอให้นักท่องเที่ยวมาค้นหาอีกหลายกิจกรรมเลย แต่เราเลือกเอาที่เด็ดๆ ก่อนดีกว่า อย่างเช่นกิจกรรม “ชาใบเหมียง” ใบเหมียง ก็คือใบเหลียง ถ้าเลือกใบไม่เป็น ก็ไม่หอม ถ้าฉีกไม่ดี น้ำมันก็ไม่ออก ถ้าเคี่ยวไม่เป็น ก็จะเหม็นไหม้อีกต่างหาก

เมื่อทำขั้นตอนต่างๆ เสร็จ ก็นำมาใส่บรรจุภัณฑ์ที่ดี ก็ดูดีมีราคาขึ้นมาทันที รสชาติก็ชื่นใจดี แต่กลิ่นหอมจนแทบอยากจะเอามาคลุกข้าวกินเลยล่ะ

ฟาร์มแพะที่นี่อยู่ในสวน อากาศปลอดโปร่ง แถมเขายังยกใต้ถุนสูง ทำให้อากาศถ่ายเท ตัวแพะก็จะไม่มีกลิ่นสาบ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนมแพะก็จะพลอยไม่มีกลิ่นไปด้วย นอกจากจะนำมาทำเป็นนม เป็นโยเกิร์ตแล้ว นมแพะสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่าเวชสำอางได้ด้วย ทั้งโลชั่น ครีม และสบู่

ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์จากนมแพะเหล่านี้ แล้วจะผิวพรรณดี ไม่แพ้เครื่องสำอางขึ้นห้างเลยทีเดียว และน่าจะพอเป็นไอเดียให้กับหลายๆ คนว่า ครั้งต่อไปมาเที่ยวภูเก็ตอาจจะไม่ใช่แค่ไปเที่ยวทะเล หรือว่าพักอยู่ในที่พักหรูๆ บรรยากาศดีๆ สบายๆ หรือไปเที่ยวชมโชว์สุดอลังการ แต่ว่ายังมีอีกหนึ่งกิจกรรมเป็นทางเลือกหรือเป็นกิจกรรมเสริม ก็คือการไปเที่ยวยังชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

แม้ว่าบางกิจกรรมอาจจะไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่ถ้าลองไปแล้วจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน แล้วยิ่งถ้าได้ไปเห็น ได้ไปสัมผัสในหลายๆ ชุมชน ก็จะยิ่งรู้สึกว่า เสน่ห์ของวิถีแบบไทยๆ มีความน่าหลงใหล มีความน่าประทับใจมากมาย ซึ่งชุมชนท่องเที่ยวแบบนี้ยังมีอีกหลายๆ ที่ทั่วเมืองไทย

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

เติมเต็มรสเข้มข้น คาเฟ่ มัคเคียโต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569609

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

เติมเต็มรสเข้มข้น คาเฟ่ มัคเคียโต้

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

คาเฟ่ มัคเคียโต้ หรือบางคนเรียกว่า เอสเปรสโซ่ มัคเคียโต้ เป็นหนึ่งในกาแฟอิตาเลียนแท้สูตรเอสเปรสโซ่ ที่แน่นอนว่า มีส่วนผสมของเอสเปรสโซ่ พร้อมด้วยนมเล็กน้อย แล้วก็ฟองนมนิดหน่อย

ในภาษาอิตาเลียน Macchiato แปลว่า รอยเปื้อน หรือจุด ซึ่งถ้าจะให้แปล Caffe Macchiato แบบตรงๆ ตัว ก็คงหมายถึงกาแฟที่มีรอยเปื้อนหรือจุดด่างพร้อย ซึ่งก็หมายถึง นมปริมาณน้อยๆ ที่ใส่ลงไปในเอสเปรสโซ่นั่นเอง

ต้นกำเนิดของ คาเฟ่ มัคเคียโต้ ก็เกิดขึ้นง่ายๆ แค่บาริสต้าต้องการให้พนักงานเสิร์ฟเห็นความแตกต่างระหว่างกาแฟเอสเปรสโซ่กับกาแฟเอสเปรสโซ่ที่ใส่นมเท่านั้นเอง ก่อนจะเกิดเป็นชื่อเครื่องดื่มใหม่ในกาลต่อมา และส่งผลถึงสูตรกาแฟคล้ายๆ กันในโปรตุเกส คือ กาแฟ ปินกาโด (Cafe Pingado) ที่หมายถึงกาแฟกับหยดนม

ปัจจุบัน คาเฟ่ มัคเคียโต้ มีออกมาหลายรูปแบบ ใครอยากจะเรียกก็เรียกได้ ถ้ากาแฟถ้วยนั้นมีส่วนผสมของกาแฟเอสเปรสโซ่บวกกับนมและฟองนมเล็กๆ น้อยๆ นอกจากเอสเปรสโซ่ มัคเคียโต้ (Espresso Macchiato) ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นออริจินัลของคาเฟ่ มัคเคียโต้ ที่มักจะประกอบด้วย ช็อตเอสเปรสโซ่เข้มข้น แต่งหน้าด้วยนมร้อนและฟองนมเพียงเล็กน้อย เสิร์ฟในแก้วสั้นแบบคลาสสิก แล้วก็ยังมี ลาเต้ มัคเคียโต้ (Latte Macchiato) ที่มักเสิร์ฟด้วยแก้วที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว และมักจะเล่นกับเลเยอร์ให้นมร้อนอยู่ด้านล่าง คั่นด้วยช็อตเอสเปรสโซ่ แล้วโปะหน้าด้วยฟองนม แต้มหยดกาแฟกลมๆ ตรงกลาง

ถ้าใครชอบนมน้อยๆ ก็เลือกสั่งแบบแรก เวลาดื่มก็ไม่ต้องคน ให้ค่อยซึมซาบรสชาติของส่วนผสมแต่ละอย่างเป็นชั้นๆ ไป ส่วนใครชอบความมันของนมก็ให้สั่งอย่างหลัง หากวิธีการกินก็คล้ายๆ กัน

ทีนี้หลายคนก็สงสัยอีกว่า ลาเต้ (Latte) เฉยๆ กับลาเต้ มัคเคียโต้ ต่างกันที่ตรงไหน เครื่องดื่มทั้งสองแก้วนี้มีส่วนผสมเหมือนๆ กันเลย คือเอสเปรสโซ่ นมร้อน และฟองนม แต่แน่ละว่าต้องมีความแตกต่าง ไม่งั้นจะเรียกให้ต่างกันไปเพื่ออะไร (ชิมิ)

สำหรับ ลาเต้ มัคเคียโต้ จะมีรสชาติของกาแฟเป็นตัวนำ ตามด้วยความนุ่มความมันของนม รสชาติจะเข้มข้นกว่า ลาเต้ เฉยๆ ที่เน้นความสมดุลของส่วนผสมทั้งสามชนิดในแก้ว อย่างที่บอกว่า ลาเต้ มัคเคียโต้ จะใส่นมไว้ด้านล่าง ตามด้วยกาแฟและฟองนม เมื่อดื่มเข้าไปรสกาแฟจะแทรกฟองนมขึ้นมาก่อนที่จะได้รับรสของนมร้อนที่อยู่ด้านล่าง

ขณะที่ลาเต้นั้น จะชงให้กาแฟอยู่ด้านล่าง ก่อนจะเป็นชั้นของนมร้อนและฟองนม ซึ่งนมนั้นมีน้ำหนักมากกว่ากาแฟ แม้ว่าจะใส่ไปทีหลัง แต่นมจะไปรวมตัวกับกาแฟโดยอัตโนมัติ เมื่อดื่มลาเต้จะรสชาติของการรวมตัวกันของกาแฟและนมแบบกลมกล่อม

ยังไม่หมดคำถาม… คนยังสงสัยกันอีกว่า แล้ว ลาเต้ มัคเคียโต้ ต่างจากแฟลตไวต์ (Flat White) ยังไง ก็ต้องบอกว่า เป็นอีกสูตรกาแฟที่มีส่วนผสมของกาแฟเอสเปรสโซ่ นมร้อน และฟองนมเช่นเดียวกัน

ลาเต้ มัคเคียโต้ กับแฟลตไวต์ นั้นต่างกันเหมือนแฝดคนละฝา แฟลตไวต์จะมีส่วนผสมของกาแฟริสเทรตโต (เอสเปรสโซ่เข้มข้นใช้น้ำแบบครึ่งช็อต) 2 ส่วน ตามด้วยนมร้อน และฟองนม แต่งหน้าด้วยจุดนมกลมๆ ที่ด้านบน (เป็นที่มาของคำว่า แฟลตไวต์) ส่วน ลาเต้ มัคเคียโต้ เป็นนมร้อน ช็อตเอสเปรสโซ่ ฟองนม และหยดกาแฟกลมๆ ตรงกลาง

รสชาติของแฟลตไวต์ เน้นความกลมกล่อมเช่นเดียวกับลาเต้ แต่มีความเป็นกาแฟที่เข้มข้นกว่า ต่างจาก ลาเต้ มัคเคียโต้ ที่เน้นความเข้มข้นของกาแฟนำ ตบท้ายด้วยความนุ่มมันของนมมาปลอบประโลมทีหลัง 

ธาน รสชาติอาหารไทยพื้นถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569603

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ธาน รสชาติอาหารไทยพื้นถิ่น

โดย…เรื่อง ลีโอ เคน

อาหารไทยคุณค่าใช่อยู่เพียงแค่ก้นครัวอีกต่อไป ทั้งภัตตาคาร ร้านค้า หรือกระทั่งในโรงแรมระดับ 5 ดาว ก็หยิบเอาเมนูสำรับไทยมาเอาใจ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่คุ้นตา ทว่ายังคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้ไม่มีเปลี่ยน

ธาน (Taan) ร้านอาหารไทยพื้นถิ่นสไตล์อินโนเวทีฟ ที่มุ่งเน้นการเคารพวัตถุดิบ และเชิดชูเกษตรกรผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารในแต่ละจาน

อันที่จริงแล้ว “ธาน” เป็นคำพ้องเสียงหมายถึงการกินอาหาร และเป็นคำย่อมาจาก ประธาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นประธานในอาหารแต่ละจาน อันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับ เชฟเทพ-มนต์เทพ กมลศิลป์ ในการสร้างสรรค์อาหาร ซึ่งตัววัตถุดิบเหล่านี้ล้วนได้มาจากเกษตรกรรายย่อยของบ้านเรา โดยจะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

เพียงก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันอบอุ่นด้วยวัสดุไม้ และปูนจำลองพื้นไม้ที่สอดรับกันอย่างลงตัว พร้อมความโดดเด่นด้วยผนังที่จัดแสดงเครื่องเทศต่างๆ ในอาหารไทย ก่อนที่โถงทางเดินจะนำต่อไปยังบาร์และห้องอาหารส่วนกลาง ที่เพิ่มลูกเล่นด้วยลายหินช่วยให้เกิดความสงบ เตรียมพร้อมเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าสำหรับมื้ออาหาร

เริ่มต้นที่เมนูแรกด้วย เมี่ยงโกสน เชฟเลือกใช้ปลาช่อนนาจาก จ.สุพรรณบุรี นำมาแล่ก้างดองกับเกลือและน้ำตาล แล้วนำไปรมควันด้วยไม้ไผ่เพื่อให้เนื้อปลามีความเหนียวหนึบมากขึ้น แล้วนำมาสไลซ์ จากนั้นห่อด้วยใบโกสนที่นำมาลวก ห่อรวมกับยำส้มโอ แล้วก็จะมีผักแพวช่วยเพิ่มความสดชื่นปนเผ็ดนิดๆ จากผักแพว

เมนูต่อมา พล่ากุ้งก้ามกรามย่าง กุ้งน้ำกร่อยจากระนองมาย่างถ่าน แล้วทำพล่ากับน้ำพริกเผาทำเอง เสิร์ฟกับไขกระดูกวัวน้ำปลาทอดกรอบ ข้างล่างเป็นคางกุ้งกรอบ โรยด้วยตะไคร้ทอดกรอบ กับกุ้งแห้ง ได้ความกรอบมันของไขกระดูกและคางกุ้งทอดกรอบ

หลนปู หลนปูกับสะโพกหมูสับ ปรุงรสด้วยปลาทูเค็มใส่ตะลิงปลิงทานกับข้าวเอวมดแดงพอง เชฟสร้างความกลมกล่อมของหลนโดยปลาทูเค็ม สะโพกหมู และใช้ตะลิงปลิงในการคั่นรสชาติ พร้อมข้าวพองเพื่อเติมความสนุก ในการเคี้ยว

เมนูนี้ก็น่าสน ฉู่ฉี่กุ้งนางมะเขือยาว กุ้งนางฉู่ฉี่บนมะเขือยาวเผาหยดซอสเปลือกมะเขือ กับใบโหระพา รสชาติ หอม หวาน มัน ของเครื่องเทศในฉู่ฉี่ และยังมีกลิ่นหอมควันของมะเขือยาวเผา และโหระพาทำให้รสชาติสดชื่นและตัดความมันเลี่ยนได้ และยังได้ความมันกรุบของไข่กุ้งและเนื้อกุ้งเต็มปากเต็มคำ

ตบท้ายด้วย มัสมั่นไก่บ้าน แกงมัสมั่นไก่บ้านตะเภาทองส่วนสะโพก กินกับอาจาดรากบัวอ่อน รสชาติหอมนุ่ม เนื้อไก่มันเข้มข้นของเครื่องแกงมัสมั่น และมีรสเปรี้ยวหวานจากเครื่องอาจาดรากบัว

ธาน (TAAN) ชั้น 25 สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพ ถนนพระราม 1 เปิดบริการวันอังคาร-วันเสาร์ 18.30-00.30 น. โทร. 06-5328-7374 http://www.taanbangkok.com

ชิลๆ รับลมหนาว @ นิกุ คัพโปะ เทอร์เรซ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569600

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ชิลๆ รับลมหนาว @ นิกุ คัพโปะ เทอร์เรซ บาร์

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สายฝนโบกมืออำลาถึงคราวลมหนาวเวียนมาทักทาย บรรยากาศเป็นใจเฉกเช่นนี้จะปล่อยให้โมงยามผ่านไปเฉยเมยได้อย่างไร ออกมาปาร์ตี้สร้างความสุขสำราญให้บานตะไทกันดีกว่ามั้ยครับ ถ้านึกมุดหมายไม่ออกจะบอกให้ว่าแวะมาเติมสุขที่นี่กันได้เลย นิกุ คัพโปะ เทอร์เรซ บาร์

หลังจากประสบความสำเร็จจากร้านเทปันยากิต้นฉบับจากญี่ปุ่นในนาม เทปัน นิกุ คัพโปะ (Teppan Niku Kappo) ที่เน้นขายเนื้อวางุฉบับพรีเมียมที่ใช้เนื้อหมักในหิมะ หรือสโนว์เอจจิ้ง ซึ่งเป็นเทคนิคการบ่มเนื้อที่มีมากว่า 200 ปี จากจังหวัดนีงาตะ โดยการนำหิมะมาปกคลุมห้องที่ใช้เก็บรักษาและบ่มเนื้อให้มีอุณหภูมิระหว่าง 0-5 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อมีความฉ่ำ หอม หวาน และนุ่มแทบละลายในปาก โดยมีสาขาที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และในเมืองไทย

ล่าสุดเพิ่มอารมณ์ชิลๆ ด้วยการเปิด นิกุ คัพโปะ เทอร์เรซ บาร์ (Niku Kappo Terrace Bar) เป็นพื้นที่สำหรับนั่งจิบเบียร์คราฟต์และสาเก โดยมีเมนูที่น่าลิ้มลองอย่าง Yaki Tetsu (ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงเหล็กเสียบเนื้อย่าง หรือการทำให้สุกด้วยเหล็ก) ให้ลิ้มลองอีกด้วย

บรรยากาศโดยรวมเป็นเทอร์เรซที่เปิดรับลมหนาว ตกแต่งแบบเรียบง่ายด้วยโต๊ะ และเก้าอี้หนังทรงสตูสีน้ำตาลเข้ม พร้อมถังบ่มสาเกที่นำมาทำเป็นโต๊ะอย่างเท่

บาร์แห่งนี้เน้นเสิร์ฟคราฟต์เบียร์ชื่อดังอย่างเบียร์นกฮูก หรือ Hitachino ที่คัดสรรมาแล้ว 4 ชนิด รวมถึงเบียร์อาซาฮีและเบียร์ซัปโปโร มากไปกว่านั้นยังเสิร์ฟสาเกชั้นเลิศ รวมไปถึงสาเกชนิดพิเศษที่ไม่สามารถหาได้ทั่วไป มารังสรรค์เป็นสาเกรูปแบบใหม่ๆ ให้ได้ลิ้มลองกันแบบจัดเต็ม

ด้านเมนูแกล้มเบียร์นอกจากจะมีปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว ยังเรียกหาเมนูจากร้านด้านในได้สบายเลย ขอแนะนำชุดซาชิมิรวมที่ได้กลิ่นอะโรมาของส้มยูซุ หรือจะเป็นหอยนางรมย่างเทปปัน ราดซอสไข่หอยเม่นลนไฟ ตบท้ายด้วย ฮอกไกโด A5 วางุ เทปปัน ริบอาย สเต๊กและผัก ที่มีซอสให้เลือกถึง 9 ชนิด

สำหรับเมนูของที่นี่จะมีทั้งแบบอะลาคาร์ตหลากหลายเมนู รวมถึงเซ็ตเมนูแบบคอร์สที่ได้รับความนิยมในหมู่คนไทย โดยมีให้เลือกทั้งคอร์สเนื้อวัวและคอร์สซีฟู้ด พร้อมกับชมฝีมือเชฟทำเมนูต่างๆ อย่างใกล้ชิด หรือจะพูดคุยกับเชฟสอบถามเรื่องวัตถุดิบอาหารก็ถามได้อย่างกันเอง

ความสุขเคล้าลมหนาวยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะทุกคืนจะได้รับฟังเพลงสากลจากนักร้องสาวเสียงดีชาวฟิลิปปินส์มาขับกล่อมให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นอีกด้วยนะครับ

นิกุ คัพโปะ เทอร์เรซ บาร์ ตั้งอยู่ที่อาคารดิ โอภัส ทองหล่อ ซอย 10 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่ Facebook : NIKU KAPPO BANGKOK หรือโทร.09-5792-2360 

มหัศจรรย์อาหารดอกไม้สุดครีเอท! ฉลอง 71 ปี ‘ห้างเซ็นทรัล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569604

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

มหัศจรรย์อาหารดอกไม้สุดครีเอท! ฉลอง 71 ปี 'ห้างเซ็นทรัล'

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

อีทไทย (Eathai) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ ฟู้ดลอฟท์ (FoodLoft) ห้างเซ็นทรัล ชิดลม เนรมิตเมนูสุดพิเศษจากมหัศจรรย์พรรณไม้รับประทานได้ ในโอกาสพิเศษฉลอง “Central Anniversary 2018” ครบรอบ 71 ปี ห้างเซ็นทรัล กับคอนเซ็ปต์ “The world of floral wonder” คัดสรรเมนูสุดพิเศษมาให้ลิ้มลองความอร่อย ระหว่างวันนี้-5 พ.ย. นี้ พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงบ้านคุณ!

เริ่มกันที่ อีทไทย เนรมิต งาน “กรุ่นกลิ่นหอมหวาน อาหารดอกไม้” เต็มไปด้วยหลากสีสันของดอกไม้จากเอเชียสุดตื่นตา โดย “ปาร์คนายเลิศ” มาพร้อมกับเมนูสุดพิเศษ สูตรต้นตำรับ อย่าง เมนูเปาะเปี๊ยะคุณย่าดอกขจร เปาะเปี๊ยะที่ยังคงความดั้งเดิมทั้งรสชาติและรายละเอียด ผสานเข้ากับดอกขจร รับประทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ หรือจะอร่อยกับ ขนมจีนน้ำพริกดอกไม้ เมนูอาหารไทยโบราณของภาคกลาง ปรุงอย่างพิถีพิถันตามต้นตำรับดั้งเดิมของบ้านปาร์คนายเลิศ

“ร้านผุดฉัน” กับเมนูไข่ลุยสวนดอกไม้ หน้าตาคล้ายๆ เมี่ยงแต่เปลี่ยนจากใบชะพลูเป็นไข่ไก่ สอดไส้ด้วยเกสรดอกไม้ และดอกไม้ อย่าง อัญชัน กุหลาบ เบญจมาศ ตัดด้วยรสชาติน้ำจิ้มสุดแซ่บ “ร้านยำดอกไม้” แนะนำเมนูยำ อาทิ เมนูยำดอกไม้ทอด ที่นำดอกกุหลาบและใบบัวทอดกรอบ ราดด้วยน้ำยำสูตรพิเศษ “ร้านขนมจีนหลากสี” ยกเมนูดอกไม้มาพร้อมเสิร์ฟมากมาย ทั้ง เมี่ยงปลาทู และยำวุ้นเส้นดอกอัญชัน มีไฮไลต์อยู่ที่วุ้นเส้นสีม่วงสวยจากดอกอัญชันมาพร้อมเครื่องยำแน่นๆ

สาวกเล้ง! มีเมนูดอกไม้จาก “ร้านเล้งเซงลี้” เล้งผ่านการตุ๋นนานถึง 4 ชม. จนเปื่อย นุ่มอร่อย โรยด้วยดอกไม้และพริกขี้หนู ต่อกันที่เมนูดอกไม้เวียดนามจาก “ร้านเวียตคอนเซ็ปต์” (Viet Concept) กับเมนู เปาะเปี๊ยะกุหลาบอัญชัน แป้งเปาะเปี๊ยะเหนียวนุ่มเสิร์ฟคู่กัน 2 สี คือสีชมพูที่ได้มาจากน้ำกุหลาบอ่อนๆ ส่วนแป้งสีฟ้าได้จากน้ำอัญชัน ห่อด้วยผักปลอดสารพิษคัดพิเศษ และกุ้งสดเด้งๆ คู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน

“ร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อหลากสี” เสิร์ฟปากหม้อสีสันสวยงาม กินคู่กับต้มยำกุ้งน้ำข้น ที่ทางร้านใช้นมแทนกะทิ ตบท้ายด้วยเมนูของหวาน จาก “ร้านคาเฟ่ ลา โรเซ่” (Cafe La Rose) กับเมนู ชีสเค้กฝอยทองลาวา ที่เปิดตัววางจำหน่ายที่อีทไทยเป็นที่แรก! เนื้อเค้กอัลมอนด์ ท็อปด้วยครีมชีสหอมๆ โรยหน้าด้วยฝอยทองสีสวยและดอกไม้

ต่อเนื่องกันที่ ฟู้ดลอฟท์ (Foodloft) ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม ในงาน “Sweet Blossoms” ที่มาพร้อมหลากหลายเมนูเครื่องดื่มและของหวาน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้

เริ่มกันที่ “Floral High Tea” รวบรวมของหวานที่ทำจากดอกไม้ อาทิ Dark Chocolate Scone สโคนดาร์กช็อกโกแลตผสมช็อกโกแลตจากประเทศเวเนซุเอลา รสชาติเข้มข้น Sakura Milk Pudding พุดดิ้งนมสดเนื้อนุ่มละมุนลิ้น รับประทานพร้อมกับเจลลี่กลิ่นดอกซากุระสีหวาน Honey Yuzu Tartlet ทาร์ตส้มยูซุรสชาติหวานอมเปรี้ยว เสิร์ฟพร้อมกับครีมน้ำผึ้งดิโพลแม็ต ตกแต่งด้วยไวท์ช็อกโกแลต ฯลฯ

ใครชอบเมนูไอศกรีม แนะนำ “White Peach & Rose Sorbet ซอร์เบต์รสลูกพีชขาวกลิ่นกุหลาบฝรั่งเศส” เนื้อสัมผัสเป็นเกล็ดละเอียด นุ่มละมุนลิ้น ไร้ไขมัน รสหวานซ่อนเปรี้ยว

“Brownie with Rose-water Cream บราวนี่ราดด้วยดาร์กช็อกโกแลต คู่กับครีมมาสคาโปเนชีสกลิ่นกุหลาบ” บราวนี่เนื้อฉ่ำอัดแน่นไปด้วยช็อกโกแลตชั้นดีจากฝรั่งเศส ราดด้วยดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นถึง 72% รับประทานคู่กับครีมมาสคาโปเนชีสกลิ่นกุหลาบหอมๆ ตกแต่งจานให้สวยงามด้วยสายไหม

ปิดท้ายด้วย “Apple & Rose Dessert พายแอปเปิ้ลแดง” ม้วนเป็นทรงดอกกุหลาบ ปรุงรสด้วยน้ำตาล

ชินนามอน หวานน้อย นำไปอบให้มีสีเหลืองทองอร่าม รับประทานคู่กับซอสคาราเมลและไอศกรีมวานิลลา

ตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย.นี้ พร้อมบริการเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้าน! อีทไทย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี บริการเดลิเวอรี่ โทร.02-160-5995 หรือไลน์แอด : @eathaibycentral ฟู้ดลอฟท์ ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม โทร. 02-793-7070 

ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569566

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ใครยังไม่เคยไม่ลิ้มรสอาหารไทย ณ ห้องอาหารเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ต้องรีบไปแล้วล่ะ เพราะอีกประมาณ 2 เดือน ห้องอาหารแห่งนี้จะหยุดให้บริการไปพร้อมกับโรงแรม ในวันที่ 5 ม.ค. 2562 เวลา 22.00 น. เนื่องจากโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเปิดให้บริการมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 มีโครงการบูรณะโรงแรมใหม่ในพื้นที่เดิม ซึ่งกว่าโรงแรมที่สร้างใหม่จะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาอีกนาน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้อีกในปี 2564

ดังนั้น จึงไม่อยากให้ผู้ชื่นชอบอาหารไทยพลาดโอกาส เพราะห้องอาหารเบญจรงค์นั้นเป็นการนำเสนออาหารไทยสไตล์ร่วมสมัย ที่นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทั้งคนไทยและนานาชาติแล้ว รูปลักษณ์หน้าตาแต่ละเมนูก็มีความโดดเด่น แตกต่าง น่าสนใจ เห็นแล้วชวนหลงใหลใคร่ลิ้มลองมากๆ

“เบญจรงค์มีความโดดเด่นที่แตกต่าง อาหารไทยที่นี่ออกสไตล์ร่วมสมัย เมนูมีการคิดค้นขึ้นใหม่อยู่เสมอ โดยได้รวมเทคนิคการปรุงสมัยใหม่มาประยุกต์กับการทำอาหารไทยต้นตำรับ เพื่อสร้างสรรค์อาหารแนวร่วมสมัยที่โดดเด่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพ รูปลักษณ์น่ารับประทาน และยังคงรสชาติต้นตำรับความเป็นไทยอยู่ครบถ้วน” ปฐวีร์ ฉันทารุมัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของดุสิตธานีเล่าสไตล์อาหารของเบญจรงค์

ไม่เพียงแค่อาหารที่สร้างความสุขและความประทับใจให้ลูกค้า แต่ศิลปะและธรรมชาติถือเป็นส่วนหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเฉกเช่นนั้นเมื่อยามก้าวเข้ามาในห้องเบญจรงค์ เพราะภายในห้องอาหารแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะไทยงดงามและทรงคุณค่า นั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ไปพลางเสพศิลปวิจิตรไปด้วยซึ่งหาที่ไหนแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว

ศิลปะที่ว่านั้น มีทั้งลายแกะฉลุไม้ งานตกแต่งผนังด้วยไม้สักทอง และภาพจิตรกรรมฝาผนังและเสาเพนต์ลายไทยที่เสากลมขนาดใหญ่ 2 ต้น ในห้องอาหาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนัง (เดินเข้าประตูห้องอาหารมาจะอยู่ซ้ายมือ) และเสาเพนต์ลายไทยเป็นผลงานสุดอลัง ฝีมือของท่านกูฏ (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) ปรมาจารย์ช่างศิลป์ของไทยในอดีต

แม้ว่าในปี 2562 โรงแรมดุสิตธานีจะสร้างใหม่ แต่ทางผู้บริหารโรงแรมมีความตั้งใจที่จะเก็บรักษาองค์ประกอบหลักๆ และงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ที่รวมกันเป็นอัตลักษณ์ของดุสิตธานีเอาไว้ เพื่อเป็นมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมสำหรับผู้คนร่วมสมัยได้รำลึกถึงและคนรุ่นหลังได้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ต่อไป

“ดุสิตเราโชคดีมากที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีเจตนารมณ์เดียวกับเรา และยินดีร่วมมือให้ความช่วยเหลือในโครงการบูรณาการโรงแรมดุสิตธานีในหลายๆ มิติ โดยมีส่วนสำคัญ คือ การจัดเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการรื้อถอนเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนต่างๆ นำไปเก็บรักษาเพื่อนำไปใช้ในโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564 อีกด้วย” ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานกรรมการบริหาร ดุสิตธานี บอกถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจในการอนุรักษ์มรดกศิลปะชิ้นสำคัญๆ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ห้องเบญจรงค์จะมีโซนเอาต์ดอร์ มีน้ำตกขั้นบันไดให้ลูกค้าได้นั่งดูเพลินๆ ถ่ายรูปเก็บภาพสวยๆ หรือจะสั่งเครื่องดื่มหลากชนิดมานั่งดื่มชิลๆ และมีความสุขไปกับการบริการที่ประทับใจของพนักงานที่บริการด้วยความสุภาพและใส่ใจเสมอ

สำหรับห้องอาหารก่อนที่จะมาเป็นเบญจรงค์เดิมใช้ชื่อห้องอาหารสุโขทัย แล้วเปลี่ยนมาเป็นบุษราคัมและเบญจรงค์ในปัจจุบัน และแต่เดิมเสิร์ฟในแบบตำรับชาววัง แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็นสไตล์ไทยร่วมสมัย ทุกเมนูถูกปรุงด้วยด้วยความพิถีพิถันครบทุกสัมผัสของอายตนะทั้ง 6 ทั้งรูป (รูปลักษณ์) เสียง (เวลาเคี้ยว) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) และธัมมารมณ์ (จับจิตจับใจ) ซึ่งต้องมาชิมด้วยตัวเองจึงจะรับรู้ในสัมผัสนั้นๆ อย่างแท้จริง

เมนูน่ากินทั้งนั้น อาทิ กุ้งลายเสือห่มสไบ ปลาหมึกทอดขมิ้นสด เกี๊ยวกรอบทูน่ากินกับตะไคร้สด ต้มยำกุ้ง ยำปลาดุกฟูที่กินพร้อมกับคัสตาร์ดรสต้มยำใส่เนื้อปู กุ้งแม่น้ำข้าวเม่ากรอบซอสมะขาม แกงปูใบชะพลูหมี่หุ้น ปลาย่างสมุนไพร แกงเขียวหวานซี่โครงเนื้อตุ๋น ฯลฯ ส่วนของหวานก็หลากหลาย ถูกใจที่สุดขอยกให้เค้กกะละแมที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมและกล้วยทอด อร่อย หอม เย็นชื่นใจมากๆ

เชิญมาลิ้มรสชาติอาหารไทยรสเลิศ พร้อมชื่นชมงานศิลปะอันทรงคุณค่า ที่ห้องอาหารเบญจรงค์โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ วันเปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. (จันทร์-ศุกร์) มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.00 น. (วันจันทร์-อาทิตย์) โทร.02-200-9000 ขอย้ำว่าอย่าช้าเพราะจะเปิดให้บริการถึง วันที่ 5 ม.ค. 2562 เท่านั้น 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้สด ผัดหมูสับต้นหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569611

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เต้าหู้สด ผัดหมูสับต้นหอม

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์  ภาพ Cookool Studio

เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ “กับข้าว” กินคู่กับข้าวต้มกุ๊ย หรือที่บ้านผู้เขียนเรียกว่า ข้าวต้มขาว มาตั้ง 16 ฉบับแล้ว ลืมไปว่าบ้านหนึ่งที่รับประทานข้าวต้มกุ๊ยบ่อยที่สุด ก็คือ บ้านคุณแม่ของผู้เขียนนี่เอง เรียกว่าตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ทุกเช้าวันเสาร์และอาทิตย์ รับรองว่าต้องมีข้าวต้มกุ๊ย สลับกับข้าวต้มเครื่อง ซึ่งหมายถึงข้าวต้มไก่ ข้าวต้มหมู ข้าวต้มกุ้ง ข้าวต้มปลา ซึ่งเรื่องนี้เถียงกับเพื่อนคอเป็นเอ็นมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะข้าวต้มกุ๊ยที่บ้านเพื่อนเขาเรียกว่า ข้าวต้มเครื่อง เหตุผลเพราะต้องกินพร้อมกับข้าวนานาชนิดซึ่งเขาถือว่าเป็น “เครื่องเครา” ไม่รู้ว่าธรรมเนียมการเรียกของบ้านใครเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าข้าวต้มอะไรก็ใส่เนื้อสัตว์ที่ปรุงลงในข้าวต้มนั่นแหละตามหลังคำว่าข้าวต้มมา ถือเป็นอันว่าเข้าใจได้ง่าย ส่วนข้าวต้มกับ ข้าวต้มขาว เรียกเป็น ข้าวต้มกุ๊ย ดูเห็นภาพชัดเจนดี

กลับมาที่ข้าวต้มบ้านแม่ของผู้เขียน เนื่องจากรับประทานข้าวต้มเกือบทุกอาทิตย์และเห็นแม่เล่าว่าเพื่อนอ่านคอลัมน์นี้อยู่พอสมควร เลยอดไม่ได้ที่จะนำเอา “กับข้าว” ที่บ้านแม่ขอมาออกอากาศบ้าง ถึงจะกินข้าวต้มบ่อยมากๆ แต่กับข้าววนเวียนอยู่ไม่กี่อย่าง

ที่เด็ดที่สุดคือ เต้าหู้ผัดหมูสับ ที่แม่มักจะซื้อเต้าหู้สดแบบจีน ที่เรียกกันติดปากว่าเต้าหู้ใบตอง จากเต้าหู้ก้อนอวบขาวห่อด้วยใบตองชิ้นต่อชิ้นเพื่อไม่ให้เละ เต้าหู้สดสไตล์จีนแบบนี้จะหอมกลิ่นถั่วชัดเจน ถ้าใครไม่ใช่สาวกเต้าหู้จริงๆ มักจะถอดใจไปกับกลิ่นหอมๆ อันเป็นเอกลักษณ์ไปเสียก่อน

กับข้าวที่บ้านแม่มักจะไม่ซับซ้อน เครื่องปรุงมีอยู่ไม่กี่อย่าง แม่ครัวบ้านแม่เขารู้ใจกันดีเพราะแม่กินอาหารกึ่งๆ “คลีน” น้ำมันน้อยๆ ปรุงน้อยๆ ทำใหม่ๆ แล้วกินเลย เรียกว่านั่งโต๊ะแล้วต้องมีควันฉุยๆ ให้เห็น บางคนมากินอาหารบ้านแม่มักจะว่าจืดๆ สำหรับเราพอกลับไปกินอาหารบ้านแม่ครั้งใดจะรู้สึกว่ามันธรรมชาติ กินได้เรื่อยๆ กินแล้วสบายตัวดี ไม่มีเลี่ยน ถือเป็นอิ่มอุ่นก็ว่าได้

สำหรับเต้าหู้ผัดหมูสับของบ้านแม่นั้น สำคัญที่เต้าหู้สดแบบโบราณตามตลาดใหญ่ๆ มักจะมีขาย สังเกตว่าก้อนอวบหนาสัก 2 นิ้วไม่ใช่แบบแผ่นบาง 1 นิ้ว ก้อนสี่เหลี่ยมที่มีทั้งสีขาวและเหลือง แบบนั้นจะแข็งไปสักนิดสำหรับสูตรของแม่ ซึ่งเต้าหู้แข็งแบบแผ่นแม่จะเลือกมาผัดใช้ผัดกับถั่วงอกและต้นหอมแทน เป็นอีกเมนูประจำของข้าวต้มขาวบ้านแม่ เต้าหู้สดห่อใบตองแบบนี้ซื้อมาแล้วต้องรีบแช่เย็น ไม่เช่นนั้นจะบูดได้ง่าย เรียกว่าซื้อมาแล้วต้องรีบหาเมนูปรุงเลย บางร้านเขาไม่นิยมเอามาขายเพราะเสียง่ายเหลือเกิน แต่เริ่มเห็นห้างใหญ่ๆ เขามีขายแถมระบุว่านำมาจากเจ้าเด็ดในเยาวราช ผู้เขียนซื้อประจำทุกครั้งที่เห็น

ส่วนผสม เครื่องปรุง มีไม่มากมาย เริ่มต้นจากกระเทียมเจียวให้เหลือง ถ้าเป็นบ้านแม่ก็เติมหมูสับลงไปผัดเลย แต่ผู้เขียนขอ “เว่อร์” ขึ้นมาอีกนิดด้วยการหมักหมูด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และแป้งมันสักนิดเพื่อให้หมูรสชาติดีและนุ่ม แต่ถ้าหมูสับของคุณผู้อ่านติดมันเยอะหน่อยข้ามขั้นตอนนี้ไปเลยก็ได้

เคล็ดลับการผัดเต้าหู้ให้อร่อยคือต้องปล่อยให้เต้าหู้ได้เจอความร้อนในกระทะสักนิดโดยไม่ต้องไปผัดไปเคล้าอะไรมาก เมื่อเต้าหู้ได้สัมผัสกับความร้อนในกระทะ ฉ่าเบาๆ สักนิดจะได้กลิ่นหอมที่เพิ่มขึ้นจากโปรตีนในเต้าหู้ที่ทำปฏิกิริยากับความร้อนในกระทะ รับรองว่าจะหอมอร่อยยิ่งขึ้น แต่บ้านแม่จะไม่ปรุงแบบนี้เพราะอะไรเกรียมๆ แม่จะไม่ค่อยชอบนักเพราะถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ

ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงง่ายๆ ที่ทุกบ้านต้องมีทั้งน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว เติมน้ำตาลทรายเล็กน้อย ถ้าเป็นที่บ้านแม่เครื่องปรุงทุกอย่างจะใส่แต่น้อย สูตรที่ผู้เขียนให้จะออกเข้มข้นสักหน่อยเพื่อให้อร่อยตามใจตัวเอง ผัดอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เต้าหู้เละไปเสียก่อน โรยต้นหอมที่ซอยมาพอเหมาะเพื่อให้ทุกคำได้ต้นหอมเข้าไปด้วยจะเพิ่มความหวานหอม ตอนเด็กไม่ชอบนะพวกผักโรย แต่พอลิ้นได้รับรสชาติมากขึ้นพบว่าผักโรยพวกนี้แหละเพิ่มความอร่อยให้อาหารทุกจานได้จริงๆ

ฉบับหน้ายังขอเอากับข้าวบ้านแม่มาเขียนอีกสักตอนสองตอน ฝากคุณผู้อ่านรวมทั้งเพื่อนๆ ของคุณแม่ช่วยติดตามตอนต่อไปว่ากับข้าว ข้าวต้มกุ๊ยจะมีอะไรที่น่าสนใจได้อีกบ้าง 

มา นา เด้อ คาเฟ่กลางทุ่งนาเมืองดอกบัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569605

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

มา นา เด้อ คาเฟ่กลางทุ่งนาเมืองดอกบัว

เรื่อง นิลา สิงห์คีรี

มาเด้อ มาเด้อ มาจิบกาแฟกลางทุ่งนากันนำเด้อ รสชาติอร่อยท่ามกลางกลิ่นไอดินและดินโคลนสาบควายที่หลายคนหวนคิดถึงภาพในอดีต ทุกวันนี้บรรยากาศเหล่านั้นได้กลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิล หลังสถาปนิกหนุ่มชาวเมืองดอกบัว เนรมิตท้องทุ่งนาทำเป็นร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ ชื่อว่า “มา นา เด้อ” ที่มาแล้วทำให้หวนคิดถึงในวัยเด็กกันทั่วหน้า

ร้าน “มา นา เด้อ” กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่สร้างขึ้นอยู่กลางทุ่งนาด้วยเนื้อที่ 30 ไร่ บนทางหลวงหมายเลข 23 บ้านเอ้ ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่ง อภิรักษ์ นามบุตร สถาปนิกหนุ่ม ชาว อ.เขื่อง เป็นเจ้าของร้านโดยเปิดขายเป็นทางการเมื่อช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา ปรากฏว่าเปิดมาได้ไม่ถึงสัปดาห์ ร้านกาแฟชื่ออีสาน ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนและถ่ายรูปอย่างไม่ขาดสาย

อภิรักษ์ เปิดเผยว่า ร้านกาแฟ “มา นา เด้อ” มีความคิดที่จะสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว ขณะไปตรวจงานที่ จ.กาฬสินธุ์พร้อมกับภรรยา ระหว่างที่นั่งพักอยู่ในกระต๊อบกลางทุ่งนาที่มีลมเย็นพัดเบาๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นอยากหวนอดีตในวัยเด็ก และอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาสัมผัสธรรมชาติจึงคิดว่า อยากจะทำร้านนั่งชิลๆ ลมเย็นๆ ในบรรยากาศท้องทุ่งนาในพื้นที่บ้านเกิด อีกทั้งครอบครัวทำธุรกิจขายชา กาแฟ อยู่แล้ว จึงได้ตัดสินใจทำร้านกาแฟอยู่ในทุ่งนาบนเนื้อที่ 30 ไร่ แยกเป็นส่วนของตัวร้าน 8 ไร่ ส่วนของกระต๊อบนั่งเล่น และจำลองวิถีชีวิตของชาวนาในอดีตด้วยการนำเอาความรู้สึกในวันที่นั่งกลางทุ่งนาครั้งนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ

อภิรักษ์ บอกอีกว่า มีความคาดหวังว่าจะมีลูกค้าให้ความสนใจในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่เปิดร้านได้เพียงวันเดียวลูกค้าได้ให้การตอบรับอย่างมาก ต่างแชร์ภาพบรรยากาศที่ร้านลงบนเฟซบุ๊ก และแชร์ระหว่างเพื่อนฝูงทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าส่วนใหญ่จะมาแบบเพื่อน ครอบครัว หนุ่มสาว

นอกจากร้านกาแฟที่อยู่กลางทุ่งนาที่ปลอดสารเคมีแล้ว การดำนาเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะใช้วิธีลงแขกเกี่ยวข้าวให้คนมาเห็นวิถีชีวิตของชาวนาจริงๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไรในการทำนา หรืออาจจะมีกาแฟมีการให้ลูกค้าลงไปสัมผัสการดำนาเกี่ยวข้าวได้

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมานั่งทานกาแฟในบรรยากาศท้องทุ่งนา สามารถเข้ามาใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 09.00-19.30 น. ของทุกวัน โดยภายในร้านนอกจากจะมีกาแฟ ชา แล้วยังมีอาหารและเครื่องดื่มไว้คอยบริการในราคาย่อมเยา