ประเสริฐชัย ตรงวานิชนาม รักในสิ่งที่ทำ และทำให้ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569607

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

ประเสริฐชัย ตรงวานิชนาม รักในสิ่งที่ทำ และทำให้ดีที่สุด

เรื่อง ภาดนุ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 33 ปี ประเสริฐชัย ตรงวานิชนาม หรือแจ็ค คือ Chef De Cuisine ประจำห้องอาหารเฟลเวอร์ส (Flavors) ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ก่อนจะก้าวมาสู่การเป็นเชฟมากฝีมือที่สุดแสนจะครีเอทอย่างทุกวันนี้ มีจุดเริ่มต้นอย่างไร ไปฟังจากปากเขากันเลย

“ช่วงที่ผมเรียนจบ ม.6 จากโรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ ผมมีโอกาสได้คลุกคลีกับการทำอาหาร เพราะคุณพ่อผมชอบเข้าครัวมากๆ แรกๆ ผมก็ไม่ชอบเรื่องทำอาหารสักเท่าไร เพราะรู้สึกว่าเป็นงานที่จุกจิก แต่เผอิญผมได้เห็นเชฟคนหนึ่งออกรายการทีวี แล้วรู้สึกว่าเขาเก่งและเท่ดี ผมก็เลยอยากจะเป็นเหมือนกับเขาบ้าง

ต่อมาผมจึงขอคุณแม่เข้าเรียนต่อที่สถาบัน I-TIM ซึ่งตอนนั้นโปรโมทว่ามีการสอนทำอาหารด้วย แต่เมื่อไปเรียนจริงๆ ที่นี่กลับเน้นสอนการจัดการด้านโรงแรม ฉะนั้นพอเรียน 2 ปีจบได้ประกาศนียบัตร ผมก็ขอคุณแม่อีกทีว่าอยากจะไปเรียนทำอาหารที่วิทยาลัย Tafe New South Wales ในออสเตรเลีย ซึ่งที่นั่นมีการสอนทำอาหารโดยเฉพาะ ผมจึงไปเรียนต่ออีก 2 ปี ระหว่างที่เรียนทำอาหารที่วิทยาลัยนั้น ผมยังเรียนปริญญาตรี สาขาโฮเต็ล แมเนจเมนต์ ที่ Blue Mountain Hotel School ควบคู่ไปด้วย สรุปแล้วผมใช้เวลาเรียนที่ออสเตรเลียทั้งหมด 4 ปีด้วยกัน แต่สามารถเรียนจบได้ถึง 2 สาขาเลยครับ”

เชฟแจ็ค เล่าว่า พอเรียนจบเขาก็ทำงานที่ออสเตรเลียต่ออีก 1 ปี โดยทำงานในร้านอาหารทั่วไป 2 ร้าน และร้านในโรงแรมอีก 1 ร้าน

“หลังจากเก็บประสบการณ์อยู่หนึ่งปีเต็ม ผมก็ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนมาทำงานที่ห้องอาหาร ‘พาโนรามา’ ของโรงแรมแพนแปซิฟิค สีลม ในขณะนั้น โดยผมเป็นรุ่นบุกเบิกเลยก็ว่าได้ เพราะตอนนั้นพาโนรามาถือเป็นร้านแรกๆ ในเมืองไทยที่นำวิธีการแบบ Molecular Gastronomy เข้ามาใช้ในการทำอาหาร

ช่วงแรกผมก็เป็นจูเนียร์เชฟของร้านและได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมนูไฟน์ ไดนิ่งของฝรั่งเศส รวมทั้งเมนูที่ใช้วิธีการโมเลกุลาร์มาเกี่ยวข้อง ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นการใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการประกอบอาหาร นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรักการทำเมนูแบบโมเลกุลาร์มาตั้งแต่นั้น และตั้งใจที่จะต่อยอดความรู้ต่อไปในอนาคต

หลังจากทำงานที่นี่ได้ 1 ปี ก็มีคนมาชักชวนให้ผมไปทำงานที่เมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐ ตอนนั้นผมได้ไปทำอาหารอยู่ในโรงแรมแฟร์มอนต์ โดยทำหน้าที่เป็นเชฟฝึกหัด พร้อมทั้งได้เรียนรู้แบบเจาะลึกในเรื่องโมเลกุลาร์มากยิ่งขึ้น”

เชฟแจ็ค บอกว่า ที่โรงแรมแฟร์มอนต์สอนให้เขารู้ถึงวิธีการทำอาหาร ด้วยการแปรรูปโมเลกุลในอาหารที่มีอยู่เดิมให้กลายเป็นหน้าตาแบบใหม่ โดยใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทำน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็ง หรือทำของเหลวให้กลายเป็นโฟม เป็นต้น

“ผมทำงานที่โรงแรมแฟร์มอนต์ 1 ปี จากนั้นก็ย้ายไปทำงานที่รัฐไอดาโฮ โดยไปเป็นเชฟที่ร้านอาหารชื่อว่า ‘ไหมไทย’ เพราะรู้สึกว่าเจ้าของร้านเสนอโจทย์ที่ท้าทายมากมาให้ผม นั่นก็คือการทำอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่แฝงความเป็นไฟน์ ไดนิ่งเข้าไปด้วย ผมจึงตกลงใจรับข้อเสนอนั้น

ระหว่างที่ทำงานอยู่ในร้านไหมไทย ผมได้หาประสบการณ์เพิ่มเติมด้วยการเข้าร่วมการแข่งขัน Black Box Competition ซึ่งผู้แข่งขันจะไม่รู้โจทย์มาก่อนเลยว่าต้องทำเมนูอะไร สรุปว่าผมเป็นคนเอเชียคนเดียวที่เข้าแข่งขันกับฝรั่ง ตอนนั้นผมทำเมนูแซลมอนกับไอศกรีมรสต้มข่า โดยใช้วิธีโมเลกุลาร์เข้าไปช่วย ผลปรากฏว่าผมได้รางวัลที่ 3 จากการแข่งขันนี้ ซึ่งฝรั่งเขาก็เซอร์ไพรส์กับเมนูที่ผมพรีเซนต์ออกมาเป็นอย่างมาก

ต่อมาร้านอาหารไหมไทยที่ผมทำงานอยู่ก็ได้รางวัล James Beard Award ซึ่งเป็นรางวัลที่มีชื่อเสียงในสหรัฐที่มอบให้กับร้านอาหาร พอได้รางวัลมาร้านก็เริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับของลูกค้าในไอดาโฮมากยิ่งขึ้น เมื่อผมทำงานที่นี่ได้ปีกว่าๆ จึงตัดสินใจบินกลับมาทำงานที่เมืองไทยครับ”

เชฟแจ็คบอกว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจกลับเมืองไทย ข้อแรกคือคิดถึงบ้าน ส่วนข้อสองก็คืออยากจะกลับมาสร้างความท้าทายที่แตกต่างให้กับเมนูอาหารในเมืองไทย โดยใช้กระบวนการโมเลกุลาร์เข้ามาผสมผสานด้วย

“พอกลับมาเมืองไทย ผมก็มีโอกาสได้เข้ามาสัมภาษณ์งานกับเชฟใหญ่ประจำโรงแรมเรเนซองส์ฯ แล้วรู้สึกว่าเราคุยกันรู้เรื่อง เคมีเข้ากัน เพราะเชฟใหญ่เป็นคนหัวสมัยใหม่ ทำให้เราคลิกกันง่ายขึ้น ผมจึงได้รับโอกาสในการเข้ามาเป็นเชฟที่เฟลเวอร์ส ห้องอาหารแนวอินเตอร์เนชั่นแนล บุฟเฟ่ต์ และออลเดย์ ไดนิ่ง

สำหรับหน้าที่หลักของผมคือ การควบคุมดูแลคุณภาพของอาหารทุกเมนูในไลน์บุฟเฟ่ต์ทั้งหมด ผมว่าสิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการก็คือ การได้รับประทานอาหารที่อร่อยและมีคุณภาพคุ้มค่ากับเงินมากที่สุด ฉะนั้นการคัดสรรคุณภาพของวัตถุดิบ และรังสรรค์เรื่องรสชาติของเมนูอาหารจึงเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญของผมโดยตรง ที่นี่มีทั้งอาหารไทย อินเดีย ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเมนูทั้งหมดนี้จะต้องออกมาดีที่สุดเสมอ โดยมีเชฟท่านอื่นๆ คอยช่วยทำให้ทุกๆ เมนูมีรสชาติที่ได้มาตรฐานตามที่โรงแรมตั้งไว้”

เชฟแจ็คเสริมว่า ล่าสุดเขาได้ครีเอทโปรเจกต์เมนูให้กับอาร์ บาร์ (R Bar) โดยมีชื่อว่า อาร์ ไทย ทาปาส (R Thai Tapas) คอนเซ็ปต์ก็คือ เป็นเมนูโมเดิร์น ไทย ทาปาส 10 คอร์ส โดยจะเริ่มเสิร์ฟให้กับลูกค้าทีละคอร์ส ซึ่งแต่ละเมนูจะมีเรื่องราวที่เชฟแจ็ค พร้อมจะอธิบายให้ลูกค้าทราบว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากไหนบ้าง

“อาร์ ไทย ทาปาส จะเริ่มเสิร์ฟจากเมนูสตาร์ทเตอร์ เมนคอร์ส แล้วปิดท้ายด้วยของหวาน โดยจะไล่เลียงรสชาติไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น เมี่ยงคำ ซึ่งเป็นเมนูสตาร์ทเตอร์ที่คนไทยทุกคนน่าจะรู้จักกันดี และฝรั่งบางคนก็ชอบด้วย เมนูนี้แม้จะเป็นอาหารท้องถิ่น แต่เราก็จะนำมาแปลงให้เป็นเมนูโมเดิร์นโดยใช้วิธีโมเลกุลาร์เข้ามาช่วย โดยแปลงซอสที่เป็นของเหลวให้กลายเป็นเจล และใส่ฟัวกราส์เข้าไปในตัวเมี่ยงด้วย

อย่างเมนคอร์สก็จะเป็นเมนูปลาหิมะที่มีน้ำจิ้มซีฟู้ดรองอยู่ใต้เนื้อปลาหิมะ ซึ่งห่อด้วยหมึกดำผสมกับข้าวและสับปะรดอีกที เมื่อกินเนื้อปลาคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดด้านล่างพร้อมกันก็จะยิ่งได้ความอร่อยแซ่บ หรือจะเป็นเมนูของหวานอย่างช็อกโกแลตสเฟียร์ ซึ่งเป็นรูปทรงกลมที่ผมได้นำเอกลักษณ์ของรสชาติสับปะรดเมืองไทยมาทำเป็นเจล ชิป และครัมเบิล แทรกอยู่ในโดมช็อกโกแลต เวลากินก็จะได้ทั้งความอร่อยและได้ลุ้นไปด้วยว่าจะเจออะไร” (หัวเราะ)

เชฟแจ็คทิ้งท้ายว่า ในอนาคตอันใกล้เขาคิดไว้ว่าจะทำงานกับโรงแรมเรเนซองส์ฯ ให้เต็มที่ที่สุดก่อน เพราะที่นี่เปิดกว้างสำหรับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาน่าจะต่อยอดทำอะไรเพิ่มเติมได้อีกเยอะ

ฤดูทรัฟเฟิล เพชรแห่งอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569594

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 14:30 น.

ฤดูทรัฟเฟิล เพชรแห่งอาหาร 

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง

เพราะกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยความที่เป็นของหายาก ทำให้ “ทรัฟเฟิล” มีคุณค่าและมีมูลค่าจนถูกขนานนามว่าเป็น “เพชร” แห่งอาหารเป็นวัตถุดิบของเมนูระดับโอต์กูตูร์

ทรัฟเฟิลเป็นผลิตผลจากฝรั่งเศส จึงเรียกว่า ดีเยี่ยม เห็นจะมีก็แต่ของจากอิตาลี ซึ่งสามารถเทียบชั้นได้ทรัฟเฟิลเป็นเห็ดตระกูลหนึ่ง เติบโตอยู่ใต้ดินใกล้รากไม้ มีอยู่ทั้งในเรือกสวนไร่นาและป่าเขาอย่างเช่น ต้นโอ้ก เฮเซลนัท เป็นต้น การเก็บทรัฟเฟิล นั้นต้องใช้หมาหรือหมูที่ฝึกมาอย่างดีให้ใช้ประสาทสัมผัสจมูกของพวกมันดมกลิ่น ทรัฟเฟิลที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น Périgord, Burgandy และ Champagne ส่วนทรัฟเฟิลอิตาลีก็มักจะมาจาก Alba, Langhe หรือไม่ก็ Umbria

ทรัฟเฟิลมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ทรัฟเฟิลขาวและดำ ทรัฟเฟิลสีขาวจะหาได้ยากกว่า ปกติแล้วทรัฟเฟิลหาได้ทั้งปี แต่ถ้าเป็นผลผลิตในช่วงปลายปีคือ ระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. ได้ชื่อว่า มีรสชาติอร่อยและกลิ่นหอมมากที่สุด ทุกปีฝรั่งเศสผลิตทรัฟเฟิลได้มากกว่า 5 หมื่นกิโลกรัม แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการส่งความอร่อยนี้ไปทั่วโลก

ปริมาณทรัฟเฟิลในแต่ละปีขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าปีไหนอากาศแห้งเกินไปก็จะหายาก สภาพอากาศในอุดมคติสำหรับความอุดมสมบูรณ์ของทรัฟเฟิลคือ ฤดูร้อนที่ฝนตกมาก ตามด้วยฤดูใบไม้ร่วงที่ชื้น

เมื่อถึงฤดูกาลล่าทรัฟเฟิลช่วงปลายปี ฟาร์มในฝรั่งเศสหลายที่ก็เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้สัมผัสประสบการณ์ตามล่าหาทรัฟเฟิล ทั้งยังมีตลาดทรัฟเฟิลที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำไข่เจียวทรัฟเฟิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นต้น ภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ ก็ขึ้นป้ายเมนูสุดพิเศษจากทรัฟเฟิลด้วย

ในร้านอาหารราคาของทรัฟเฟิลอาจจะฟิกเป็นราคาต่อจานหรือแต่ละเมนูไป แต่ก็มีบางภัตตาคารขายตามน้ำหนักเป็นกรัมหรือเป็นฝาน (Shave) จะรับกี่กรัม หรือกี่ฝานก็บอกพนักงานได้ หากเป็นทรัฟเฟิลขาว ซึ่งมีคุณภาพสูงจำนวน 3-4 กรัม ก็เพียงพอสำหรับหนึ่งจาน และหรือถ้าเป็นทรัฟเฟิลดำก็ประมาณ 10 กรัม เพราะทรัฟเฟิลขาวซึ่งหายากกว่านั้นมักจะมีรสและกลิ่นที่เข้มข้นกว่า ใครที่ยังใหม่กับทรัฟเฟิล ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำให้ลองสีดำดูก่อน

ทรัฟเฟิลควรรับประทานสด ไม่ต้องไปปรุงให้สุก แต่ก็มีบ้างอาหารบางอย่างที่นำไปปรุงกับเนยหรือพาสต้าบ้าง นอกจากนั้นก็นำไปทำเป็นซอสหรือน้ำมันเพื่อปรุงอาหารด้วย หากซื้อทรัฟเฟิลไปปรุงอาหารเอง ควรทำรับประทานให้หมดในวันเดียว หรือเก็บไว้ไม่ควรเกิน 3 วัน

อาหารที่ไปกันได้ดีกับทรัฟเฟิลคือ ไข่ พาสต้า ซึ่งมีไข่เป็นส่วนผสม ถ้าใส่ทรัฟเฟิลลงไปด้วยจะเพิ่มรสชาติมากขึ้นอย่างเช่น พาสต้า Fonduta ซึ่งราดด้วยซอสครีมทำจากชีส Fontina ผสมกับไข่แดง และนม ถ้าเสิร์ฟโดยมีทรัฟเฟิลใส่มาด้านบนก็จะอร่อยยิ่งขึ้น ปีนี้ ทรัฟเฟิลที่เมืองไทยก็ดกดื่นไม่น้อย ไปหามาลองชิมกันได้

เลอรสรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

ตั้งแต่วันนี้-15 ธ.ค. ที่สการ์เล็ต ไวน์ บาร์ แอนด์ เรสเตอร์รองท์ นำทรัฟเฟิลส่งตรงจากแคว้นเบอร์กันดี ประเทศฝรั่งเศส มาสร้างสรรค์เมนูอร่อย โดยเชฟซิลแวง รัวเยร์

ทรัฟเฟิลสีดำที่เลือกมานี้โดดเด่นในเรื่องของกลิ่นหอม มีเอกลักษณ์ของรสคล้ายกับถั่วเฮเซลนัท สร้างสรรค์ออกมาเป็น Egg Cocotte with Truffle ไข่อบสูตรต้นตำรับคลาสสิกฝรั่งเศส ผสมหน่อไม้ฝรั่ง แซลมอน และท็อปด้วยทรัฟเฟิล หรือจะเป็น Porcini Cappuccino with Grated Truffle ซุปเห็ดพอร์ชินีรสเข้มข้น และทรัฟเฟิลโฟม ส่วน Grilled Beef Tenderloin เป็นเนื้อย่างเทนเดอร์ลอยน์นุ่มๆ เสิร์ฟคู่มันฝรั่งบด ซอส Périgourdine โรยด้วยทรัฟเฟิล

ของหวานคือ Vanilla and White Truffle Oil Macaron มาการองวานิลลาและทรัฟเฟิลออยล์ เสิร์ฟคู่ครีมดาร์ก ช็อกโกแลต หรือ Chocolate and Black Truffle Mousse Soufflé ช็อกโกแลตและแบล็กทรัฟเฟิลมูสซูเฟลเข้ากันได้ดีกับไอศกรีมโฮมเมดน้ำมันมะกอก

ห้องอาหารสการ์เล็ตตั้งอยู่บนชั้น 37 ของโรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-01.00 น. โทร.09-6 860-7990 อีเมล scarlettbkk@randblab.com เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/Scarlettwinebarbangkok หรือไลน์ @scarlettbkk

สุดอร่อยแสนหอมจากอิตาลี

ห้องอาหาร 1 ดาวมิชลิน เอเลเมนท์ (Elements) นำเห็ดทรัฟเฟิลขาวจากประเทศอิตาลีมาปรุงเป็นอาหารจานพิเศษให้บริการตั้งแต่วันนี้-1 ธ.ค.

เชฟเก่ง วิเชียรรัตน์ หัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ของเอเลเมนท์ นำเห็ดที่มีราคาแพงที่สุดในโลกมาปรุงเป็นอาหารฝรั่งเศส ซึ่งกรุ่นกลิ่นอายของอาหารญี่ปุ่น โดยจานแนะนำคือ เนื้อซี่โครงตุ๋นเสิร์ฟกับแก่นตะวันอบ โรยเห็ดทรัฟเฟิลขาวและซอสสาหร่ายญี่ปุ่น

ความอร่อยนี้พร้อมเสิร์ฟทุกวันอังคาร-เสาร์ ระหว่างเวลา 18.00-22.30 น. ระหว่างวันที่ 16 ต.ค.-1 ธ.ค. โดยราคาอาหารจานพิเศษขึ้นอยู่กับราคาซื้อขายเห็ดทรัฟเฟิลขาว ห้องอาหารเอเลเมนท์ตั้งอยู่ที่ชั้น 25 ของโรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โทร.02-687 9000 หรือelements@okurabangkok.com หรือ http://www.okurabangkok.com

ทรัฟเฟิลบานทุกฤดูกาล

ที่กรุงเทพฯ ยังมีภัตตราคารซึ่งทรัฟเฟิลมีเสิร์ฟตลอดทั้งปี ร้านน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดล่าสุดคือ เออร์บานี่ ทรัฟเฟิล บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์

กำเนิดจากเจ้าของกิจการส่งออกทรัฟเฟิลไปทั่วโลก แล้วจึงมาเปิดภัตตราคารแห่งแรกที่กรุงเทพฯ ให้บริการอาหารอิตาเลียนและฝรั่งเศส ในมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ทั้งแบบเซตเมนู และอะลาคาร์ต

หลากหลายเมนูซึ่งสามารถเลือกลิ้มลองความอร่อยของทรัฟเฟิลก็อย่างเช่น Truffle Caprese สลัดมะเขือเทศกับชีสบูราตามาในแบบเจลลี่ Pear and Truffle salad สลัดลูกแพร์กงฟีต์ ใส่น้ำมันเลมอน แบล็กทรัฟเฟิล และเบบี้สปีแนช Truffle Foie Gras Terrine เทอร์รีนตับห่านสไตล์โฮมเมด เสิร์ฟพร้อมครัมเบิลถั่วพิสตาชิโอ และไอศกรีมพิสทาชิโอ

Agnolotti al Tartufo เกี๊ยวอิตาเลียนสไตล์โฮมเมด ไส้เป็นรากูต์เนื้อวางุและทรัฟเฟิล ราดซอสเบยาร์เนสทรัฟเฟิล หรือ Tagliatelle Carbonara คาร์โบนาราเส้นทาลียาเตเลโฮมเมด เสิร์ฟพร้อมไข่แดงซูส์-วีด และทรัฟเฟิลสไลซ์

Acqua pazza ปลาซีบรีมอิตาเลียนนึ่ง รับประทานกับหอยแมลงภู่แบล็กมัสเซลในซอสมะเขือเทศ และทรัฟเฟิล หรือจะเป็น Pan Roasted Sea Bass ปลากะพงอบในกระทะ ไส้กรอกอิตาเลียนและฟักทองอบ มะเขือเทศกงฟีต์ และขิง

Tournedos Rossini เนื้อเทนเดอร์ลอยน์จากออสเตรเลียและฟัวกราส์ มันฝรั่ง มะเขือเทศเฮอริเทจ ราดด้วยซอสทรัฟเฟิล หรือ Slow cooked Lamb Tenderloin แกะเทนเดอร์ลอยน์ปรุงแบบสโลว์คุก คลุกเคล้าสมุนไพร เสิร์ฟกับผักไมโครกรีน ราดซอสทรัฟเฟิล

ขนมหวานร้านนี้ก็ยังมีทรัฟเฟิลเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ไม่ว่าจะ White Truffle Tiramisu หรือ Chocolate Fondant ใครสายมังก็สบายใจได้มีหลายจานให้สั่ง ร้านนี้เขายังมีผลิตภัณฑ์จากทรัฟเฟิล เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ทุเรียนทอดกรอบรสทรัฟเฟิล ฯลฯ น่าลองชิมมากๆ

เออร์บานี่ ทรัฟเฟิล บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 39 ของอาคารสาทรสแควร์ เปิดบริการทุกวัน เว้นวันอาทิตย์ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00-23.00 น. วันเสาร์ เปิดเฉพาะมื้อค่ำ เวลา 18.00-23.00 น. โทร.  02-233-1990-1, 08-1133-1337, 08-1815-5570 หรืออีเมลinfo@urbanithailand.com เว็บไซต์ http://www.ugolini.co.th/

อยากรู้ว่า ทำไม “ทรัฟเฟิล” ถึงถูกยกย่องให้เป็น “เพชร” แห่งอาหาร ก็ต้องไปลองพิสูจน์กัน 

รสเด็ด คุณเล็กก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นเห็ดหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569567

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

รสเด็ด คุณเล็กก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นเห็ดหอม

เรื่อง พี่เวส/ภาพ กีกี้

สวัสดีครับนักชิมทั้งหลาย วันนี้พามากินไกลจากที่เคยสักหน่อย แต่รับรองว่าอร่อยเด็ด รับรองว่ามาแล้วไม่รู้สึกว่าเสียเที่ยว ร้านนี้มีชื่อว่า คุณเล็กก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นเห็ดหอม ร้านเปิดขายอยู่ที่ซอย สุขสวัสดิ์ 70 แยก 21 เขตพระประแดง แขวงบางครุ จ.สมุทรปราการ โน้น คนแถวนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี

ร้านนี้เขามีทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปที่หอมกลมกล่อมละมุนลิ้นมาก เพราะว่าเขาใช้เห็ดหอมมาตุ๋นจนนุ่ม เวลาซดน้ำทีแหมมันได้ใจเพราะจะได้กลิ่นเห็ดหอมตีขึ้นมาเลย บอกตรงๆ ว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยได้เหลือประมาณ ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ป้าเล็กเจ้าของร้านคนขยันบอกว่าเปิดขายมา 20 กว่าปีแล้วละครับ

นอกจากน้ำซุปจะหอมได้ใจ ตัวเนื้อไก่เขาก็ไม่ธรรมดา เพราะตุ๋นจนได้ที่เรียกว่าเปื่อยกำลังดี ไม่เละจนเกินไป และไม่แข็งจนปวดใจ เอาเป็นว่านุ่มลิ้นกำลังดี ที่สำคัญยังใส่เห็ดหอมมาให้กินด้วยทุกชาม กัดทีน้ำซุปทะลักยิ่งหอมกันเข้าไปใหญ่ แล้วยังมีเก๋ากี้มาช่วยบำรุงสุขภาพอีกด้วยนะครับ

ด้านราคาก็น่าคบหาอย่างธรรมดาก็ 40 บาทเท่านั้น ส่วนพิเศษก็ 50 บาท เพิ่มไก่ตุ๋นอีกก็ชิ้นละ 10 บาท ซึ่งทางร้านเขามีให้เลือกทั้งเนื้อชิ้น เนื้อปีก และเนื้อน่อง นอกจากนี้ยังมีลูกชิ้นหมูปิ้งรสเด็ดให้ลิ้มลองอีกด้วยนะครับ

ร้านคุณเล็กก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋นเห็ดหอม (เยื้องๆ กับทางเข้าโรงเรียนสันติดรุณ) ซอยสุขสวัสดิ์ 70 แยก 21 เปิดขายตั้งแต่เวลา 09.30-15.30 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทรสอบถามกันได้ที่ 02-840-7496, 09-8376-5565 

ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569566

  • วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 12:00 น.

ห้องอาหารเบญจรงค์ คงความอร่อยมา 48 ปี

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว  ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

ใครยังไม่เคยไม่ลิ้มรสอาหารไทย ณ ห้องอาหารเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ต้องรีบไปแล้วล่ะ เพราะอีกประมาณ 2 เดือน ห้องอาหารแห่งนี้จะหยุดให้บริการไปพร้อมกับโรงแรม ในวันที่ 5 ม.ค. 2562 เวลา 22.00 น. เนื่องจากโรงแรมดุสิตธานีซึ่งเปิดให้บริการมายาวนานตั้งแต่ปี 2513 มีโครงการบูรณะโรงแรมใหม่ในพื้นที่เดิม ซึ่งกว่าโรงแรมที่สร้างใหม่จะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาอีกนาน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้อีกในปี 2564

ดังนั้น จึงไม่อยากให้ผู้ชื่นชอบอาหารไทยพลาดโอกาส เพราะห้องอาหารเบญจรงค์นั้นเป็นการนำเสนออาหารไทยสไตล์ร่วมสมัย ที่นอกจากรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทั้งคนไทยและนานาชาติแล้ว รูปลักษณ์หน้าตาแต่ละเมนูก็มีความโดดเด่น แตกต่าง น่าสนใจ เห็นแล้วชวนหลงใหลใคร่ลิ้มลองมากๆ

“เบญจรงค์มีความโดดเด่นที่แตกต่าง อาหารไทยที่นี่ออกสไตล์ร่วมสมัย เมนูมีการคิดค้นขึ้นใหม่อยู่เสมอ โดยได้รวมเทคนิคการปรุงสมัยใหม่มาประยุกต์กับการทำอาหารไทยต้นตำรับ เพื่อสร้างสรรค์อาหารแนวร่วมสมัยที่โดดเด่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพ รูปลักษณ์น่ารับประทาน และยังคงรสชาติต้นตำรับความเป็นไทยอยู่ครบถ้วน” ปฐวีร์ ฉันทารุมัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของดุสิตธานีเล่าสไตล์อาหารของเบญจรงค์

ไม่เพียงแค่อาหารที่สร้างความสุขและความประทับใจให้ลูกค้า แต่ศิลปะและธรรมชาติถือเป็นส่วนหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเฉกเช่นนั้นเมื่อยามก้าวเข้ามาในห้องเบญจรงค์ เพราะภายในห้องอาหารแห่งนี้ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะไทยงดงามและทรงคุณค่า นั่งรับประทานอาหารอร่อยๆ ไปพลางเสพศิลปวิจิตรไปด้วยซึ่งหาที่ไหนแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว

ศิลปะที่ว่านั้น มีทั้งลายแกะฉลุไม้ งานตกแต่งผนังด้วยไม้สักทอง และภาพจิตรกรรมฝาผนังและเสาเพนต์ลายไทยที่เสากลมขนาดใหญ่ 2 ต้น ในห้องอาหาร โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนัง (เดินเข้าประตูห้องอาหารมาจะอยู่ซ้ายมือ) และเสาเพนต์ลายไทยเป็นผลงานสุดอลัง ฝีมือของท่านกูฏ (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ) ปรมาจารย์ช่างศิลป์ของไทยในอดีต

แม้ว่าในปี 2562 โรงแรมดุสิตธานีจะสร้างใหม่ แต่ทางผู้บริหารโรงแรมมีความตั้งใจที่จะเก็บรักษาองค์ประกอบหลักๆ และงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ที่รวมกันเป็นอัตลักษณ์ของดุสิตธานีเอาไว้ เพื่อเป็นมรดกทางศิลปะและสถาปัตยกรรมสำหรับผู้คนร่วมสมัยได้รำลึกถึงและคนรุ่นหลังได้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ต่อไป

“ดุสิตเราโชคดีมากที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีเจตนารมณ์เดียวกับเรา และยินดีร่วมมือให้ความช่วยเหลือในโครงการบูรณาการโรงแรมดุสิตธานีในหลายๆ มิติ โดยมีส่วนสำคัญ คือ การจัดเก็บข้อมูลทางประวัติศาสตร์และการรื้อถอนเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนต่างๆ นำไปเก็บรักษาเพื่อนำไปใช้ในโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ที่มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564 อีกด้วย” ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานกรรมการบริหาร ดุสิตธานี บอกถึงเจตนารมณ์และความตั้งใจในการอนุรักษ์มรดกศิลปะชิ้นสำคัญๆ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ห้องเบญจรงค์จะมีโซนเอาต์ดอร์ มีน้ำตกขั้นบันไดให้ลูกค้าได้นั่งดูเพลินๆ ถ่ายรูปเก็บภาพสวยๆ หรือจะสั่งเครื่องดื่มหลากชนิดมานั่งดื่มชิลๆ และมีความสุขไปกับการบริการที่ประทับใจของพนักงานที่บริการด้วยความสุภาพและใส่ใจเสมอ

สำหรับห้องอาหารก่อนที่จะมาเป็นเบญจรงค์เดิมใช้ชื่อห้องอาหารสุโขทัย แล้วเปลี่ยนมาเป็นบุษราคัมและเบญจรงค์ในปัจจุบัน และแต่เดิมเสิร์ฟในแบบตำรับชาววัง แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาเป็นสไตล์ไทยร่วมสมัย ทุกเมนูถูกปรุงด้วยด้วยความพิถีพิถันครบทุกสัมผัสของอายตนะทั้ง 6 ทั้งรูป (รูปลักษณ์) เสียง (เวลาเคี้ยว) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัส) และธัมมารมณ์ (จับจิตจับใจ) ซึ่งต้องมาชิมด้วยตัวเองจึงจะรับรู้ในสัมผัสนั้นๆ อย่างแท้จริง

เมนูน่ากินทั้งนั้น อาทิ กุ้งลายเสือห่มสไบ ปลาหมึกทอดขมิ้นสด เกี๊ยวกรอบทูน่ากินกับตะไคร้สด ต้มยำกุ้ง ยำปลาดุกฟูที่กินพร้อมกับคัสตาร์ดรสต้มยำใส่เนื้อปู กุ้งแม่น้ำข้าวเม่ากรอบซอสมะขาม แกงปูใบชะพลูหมี่หุ้น ปลาย่างสมุนไพร แกงเขียวหวานซี่โครงเนื้อตุ๋น ฯลฯ ส่วนของหวานก็หลากหลาย ถูกใจที่สุดขอยกให้เค้กกะละแมที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมและกล้วยทอด อร่อย หอม เย็นชื่นใจมากๆ

เชิญมาลิ้มรสชาติอาหารไทยรสเลิศ พร้อมชื่นชมงานศิลปะอันทรงคุณค่า ที่ห้องอาหารเบญจรงค์โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ วันเปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. (จันทร์-ศุกร์) มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.00 น. (วันจันทร์-อาทิตย์) โทร.02-200-9000 ขอย้ำว่าอย่าช้าเพราะจะเปิดให้บริการถึง วันที่ 5 ม.ค. 2562 เท่านั้น 

Mensooree Okinawa (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569080

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 13:26 น.

Mensooree Okinawa (5)

หลายตอนที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่าอาณาจักรริวกิวกันบ่อยๆ ฉบับนี้ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับคำว่า ริวกิว ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการไปเยือนสถานที่สำคัญและสิ่งของ ที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของอาณาจักรริวกิวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากพูดถึงโอกินาวาแล้ว หนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญ อันเปรียบเสมือนตัวแทนและความภาคภูมิใจของอาณาจักรริวกิวที่ทุกคนยอมรับก็คือ ปราสาทชูริ (Shuri Castle) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1300 ชื่อของปราสาทแห่งนี้มาจากคำว่า Shuri ที่เป็นชื่อเมืองหลวงในอดีตของอาณาจักรริวกิว ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองนาฮา ปราสาทชูริเป็นทั้งที่ประทับของกษัตริย์และศูนย์กลางการบริหาร มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเพื่อรวมศูนย์อำนาจการปกครองของหมู่เกาะโอกินาวา การทูต การต่างประเทศ และศิลปวัฒนธรรม ไว้ในที่เดียว ปราสาทแห่งนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายครั้ง แต่ครั้งที่เสียหายมากที่สุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1945 จากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 Battle of Okinawa (ยุทธการโอกินาวา) เป็นการสู้รบบนหมู่เกาะริวกิว ซึ่งเป็นสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่ที่สุดในภาคพื้นแปซิฟิก อเมริกาวางแผนใช้โอกินาวาเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการบุกแผ่นดินใหญ่ในญี่ปุ่น ปราสาทชูริได้ผลกระทบจากการสู้รบครั้งนั้นและทำให้ตัวอาคารเสียหายทั้งหมด เหลือเพียงเศษซากกำแพงหินเท่านั้น ตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างงดงามในปี ค.ศ. 1992 และต่อมาปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ในฐานะปราสาทของราชอาณาจักรริวกิว

ย้อนเวลากลับไปอีกหน่อย ในช่วงปี ค.ศ. 1429 ฮะชิฮะชิผู้รวบรวมหมู่เกาะโอกินาวาให้เป็นปึกแผ่น ได้ก่อตั้ง ราชวงศ์โช ขึ้นเป็นราชวงศ์แรก คำว่า “โช” นั้น เป็นชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงของประเทศจีน จึงได้สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของอาณาจักรริวกิวพระนามว่า พระเจ้าโชฮะชิ อันเป็นจุดเริ่มแรกของอาณาจักรริวกิว หรือ ลูจูคุคุ ในภาษาถิ่นโอกินาวา ที่สมัยนั้นเป็นเอกเทศไม่ขึ้นตรงกับชาติใด มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองชูริในเกาะโอกินาวา และมีอาณาเขตครอบคลุมเกาะอื่นในบริเวณใกล้เคียง มีการใช้ภาษาอุจินากุจิเป็นภาษาพูดของตัวเอง แต่ใช้อักษรจีนในการจดบันทึกเนื่องจากได้รับอิทธิพลด้านต่างๆ จากประเทศจีนซึ่งเป็นชาติคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของริวกิวในยุคนั้น รวมทั้งยังมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนด้วยระบบจิ้มก้อง โดยการส่งเครื่องราชบรรณาการไปให้จักรพรรดิจีนเพื่อแสดงไมตรีจิต เหมือนกับประเทศไทยของเราในสมัยอโยธยา นอกจากด้านภาษาแล้วริวกิวยังรับอิทธิพลอื่นมาจากจีน ทั้งการแต่งกายรวมถึงสถาปัตยกรรม เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ปราสาทชูริมีกลิ่นอายของจีน แตกต่างจากปราสาทบนแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งหมด

พระเจ้าโชฮะชิได้ทรงนำระบบราชสำนักแบบมีลำดับศักดิ์จากจีนมาใช้ และทรงรับสั่งให้ก่อสร้างปราสาทชูริขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครอง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นพื้นที่ส่วนพระองค์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ มีชื่อเรียกว่า โอะอุชิบะระ ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเรียกว่า คิโยะโนะอุชิ และส่วนที่สาม เป็นลานกว้างเรียกว่า อุนะ มีอาคารรายล้อมอยู่ทั้งสามด้าน ประกอบด้วย หอด้านเหนือ หอด้านใต้ เซอิเด็น และประตูโฮชิน หอทั้งสองด้านเป็นส่วนที่ใช้ในการบริหารราชการและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เช่น คณะทูตจากประเทศจีนหรือญี่ปุ่น แต่สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวาที่ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหราที่สุด ก็คือ เซอิเด็น ซึ่งใช้ประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองอาณาจักรรวมถึงพิธีการต่างๆ จะถูกจัดขึ้นที่นี่ ในปัจจุบันนี้ภายในอาคารหอด้านเหนือและใต้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอาณาจักรริวกิว และความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและจีน ส่วนเซอิเด็นก็ได้รับการบูรณะตกแต่งแบบดั้งเดิมทุกอย่าง รวมถึงเจ้าหน้าที่ในปราสาทก็จะแต่งกายด้วยชุดของอาณาจักรริวกิวแบบดั้งเดิมเช่นกัน

เดินเล่นกันจนหนำใจได้ชมปราสาทกันจนทั่วแล้ว ก็นั่งรถออกมาราว 5 นาที ถึงยังร้าน Shuri Ryusen เป็นร้านผ้าบิงงาตะสมัยใหม่ ที่สืบสานและปรับปรุงผ้าบิงงาตะซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมของราชวงศ์ริวกิวให้กลับคืนมาสู่ยุคปัจจุบัน เป็นร้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของโอกินาวา เดิมเป็นบ้านที่เปิดเป็นร้านขายผ้าบิงงาตะโดยท่านอาจารย์ Koto Yamaoka ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำผ้าบิงงาตะ และภายหลังได้เพิ่มส่วนของพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานผ้าบิงงาตะเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการทำผ้าบิงงาตะของอาณาจักรริวกิวโบราณ สมัยก่อนผ้าบิงงาตะเป็นที่รู้จักกันในฐานะผ้าเขียนลายงานหัตถกรรมพื้นบ้านอันเป็นสัญลักษณ์แห่งริวกิว และถูกจำกัดไว้สำหรับพระราชวงศ์สวมใส่เท่านั้น หรือถ้าจะมีกรณีพิเศษอย่างเช่น ใช้ตัดเป็นชุดสำหรับฟ้อนรำเพื่อต้อนรับราชทูตจีน ก็ต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ และในส่วนของสามัญชนจะได้รับการอนุญาตให้สวมบิงงาตะเฉพาะในโอกาสพิเศษที่ประกาศโดยราชสำนักเท่านั้น ลวดลายดั้งเดิมของผ้าบิงงาตะมีประมาณ 20 แบบ การเลือกใช้ลวดลายหรือสีผ้าก็ขึ้นอยู่กับชนชั้นทางสังคมเช่น บิงงาตะสีเหลืองสำหรับสุภาพสตรีในงานราชพิธีเท่านั้น ส่วนสีฟ้าและอาซาจิใช้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ลายผ้าอย่าง มังกรหรือนกฟีนิกซ์ ที่เรียกกันว่าลายผ้าใหญ่ จะใช้สำหรับสมาชิกในราชวงศ์เท่านั้น ยิ่งขนาดของลายใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ก็หมายความว่าลำดับชั้นยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และเมื่อเริ่มแก่ชราลงก็จะลดขนาดของลายผ้าให้เล็กลง หรืออีกนัยหนึ่ง บิงงาตะ คือเครื่องแสดงลำดับชั้นในสมัยนั้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ส่วนใหญ่และกระดาษลวดลายดั้งเดิมได้ถูกเผาทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ด้วยความโชคดีที่เหล่าศิลปินย้อมผ้าของโอกินาวา ที่เรียกกันว่า บิงงาตะซูเกะ ให้ความสำคัญและพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรักษาและสืบทอดงานหัตถกรรมพื้นบ้านชิ้นนี้เอาไว้ แม้ว่าหลังสงครามจะมีการขาดแคลนวัสดุ แต่เสน่ห์ของบิงงาตะก็ยังไม่เสื่อมคลาย บิงงาตะซูเกะยังคงรักษาภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าชิ้นนี้ไว้ และผลิตผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่องให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันต่อไป

สวนนกชัยนาท ไม่แวะถือว่าพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569050

  • วันที่ 28 ต.ค. 2561 เวลา 10:12 น.

สวนนกชัยนาท ไม่แวะถือว่าพลาด

โดย / ภาพ : กั๊ตจัง

สวนนกชัยนาทเป็นสวนนกที่มีชื่อเสียงมาช้านานมากกว่า 35 ปี เราเองก็ได้แต่ขับผ่านทุกครั้งที่เดินทางขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือโดยที่ไม่รู้เลยว่า ที่สวนนกแห่งนี้มีดีมากกว่าการดูนก เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของ จ.ชัยนาท ที่คุณควรแวะพาเด็กๆ เข้ามาเที่ยวชมสักครั้งในชีวิต

จุดเด่นของสวนนกแห่งนี้คือ กรงนกขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย และแหล่งความรู้สำหรับเด็กๆ ที่มีมากกว่านก เพราะมีทั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด และท้องฟ้าจำลอง รวมอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน เรียกได้ว่าเสียค่าบัตรผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท แต่ความรู้ความสุขที่ได้รับคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แม้สถานที่จะดูเสื่อมโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่ความสะอาดและการบริการของเจ้าหน้าที่ไม่เคยลดลงไปเลย

การเดินทางไปเที่ยวที่สวนนกชัยนาท จากกรุงเทพฯ ไปใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเราแนะนำให้เดินทางไปเที่ยวในวันธรรมดาช่วงปิดเทอม นักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก และยังพอมีที่จอดรถฟรีด้านหน้าสวนนก หากไปช่วงวันหยุดคุณอาจจะต้องจอดรถบริเวณริมถนนด้านหน้า หรือจอดรถในสถานที่จอดรถเอกชนที่คิดค่าจอดรถฝั่งตรงข้ามสวนนกแทน

ช่วงเวลาที่ควรไปถึงประมาณ 9 โมงเช้ากำลังดีครับ อากาศยังไม่ร้อนมาก เจ้าหน้าที่ตระเตรียมสถานที่ไว้พร้อม และเราจะได้มีเวลาเดินเที่ยวชมได้โดยไม่เร่งรีบ หากไปเช้ากว่านี้บางจุดอาจจะยังไม่เปิดให้บริการ หรือสายกว่านี้เราจะเดินเที่ยวชมไม่ทันครบก็ต้องกลับเสียก่อน อีกทั้งตามธรรมชาติของนกจะมีวิถีชีวิตออกหากินในช่วงเช้าเสียมากกว่า ตกบ่ายเราจะไม่ค่อยเห็นนกบินไปบินมาสักเท่าไร

จุดแรกหลังจากผ่านประตูคุณจะเห็นรูปปั้นนกอินทรียักษ์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างหน้า ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่จุดไหนของสวนนกที่มีพื้นที่กว่า 50 ไร่ คุณก็จะเห็นแลนด์มาร์คแห่งนี้อย่างแน่นอน แวะถ่ายภาพให้อาหารปลา หากคุณไปถึงแต่เช้า เราแนะนำให้รอรถไฟฟ้านำเที่ยวเพื่อพาคุณไปส่งที่กรงนกยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่กว่า 26 ไร่

คำแนะนำสำหรับการเที่ยวกรงนกยักษ์แห่งนี้คือการเดินเที่ยวชมด้วยความสงบ และงดสูบบุหรี่ ทำตัวเสมือนเรากำลังเดินเข้าป่าจริงๆ บรรยากาศจะดูคล้ายกับภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกพาร์คนิดๆแต่สนุกและเด็กๆ จะตื่นเต้นกับบรรดานกยูงที่เดินไปมาอย่างอิสระ นกที่บินคาบกิ่งไม้ขึ้นไปทำรัง และสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ภายในกรงนกยักษ์แห่งนี้ทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีความน่าสนใจอย่างมาก

นอกจากจะเหมาะกับเด็กๆ ได้เดินศึกษาวิถีชีวิตของนกเหล่านี้แล้ว ยังเหมาะกับช่างภาพสมัครเล่นที่กำลังเริ่มต้นหัดถ่ายภาพนก และสัตว์ป่าด้วยเช่นกัน ถ่ายแล้วบอกว่าไปถ่ายในป่ามาก็มีคนเชื่อนะเพราะข้างในเป็นพื้นที่ป่าที่ค่อนข้างใหญ่มาก

ออกจากกรงนกยักษ์แล้วค่อยมาเดินดูนกหายากที่อยู่ในกรงกว่า 60 ชนิด เดินชมกันเพลินๆ แต่ส่วนใหญ่จะเดินดูแบบผ่านๆ ก็ไม่ว่ากันเพราะยังมีไฮไลต์ของสวนนกชัยนาทรออยู่อีกจุดหนึ่งก็คือ อาคารแสดงพันธุ์ปลาลุ่มน้ำเจ้าพระยา สวนนกชัยนาท ที่เน้นปลาและสิ่งมีชีวิตแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวสยามมาแต่โบราณกาล ข้างในมีปลาหลากหลายสายพันธ์ุซึ่งเราส่วนใหญ่จะเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเจอตัวเป็นๆ ว่ายอยู่ในน้ำให้เราได้เห็นกัน

มองภาพแล้วอาจจะว่าเล็กแต่ของจริงปลาตัวใหญ่มากครับ เผลอๆ ตัวใหญ่กว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆท่านๆ เสียอีก และแต่ละสายพันธุ์อ่านข้อมูลแล้วก็ได้ความรู้แล้วก็ได้ความอยากอาหารผุดขึ้นมาในสมอง พลางคิดไปว่าจับมานึ่งบีบมะนาวก็ดี เอามาทอดแล้วราดพริกแกงก็คงอร่อยไปอีกแบบ เพราะปลาเหล่านี้คืออาหารของคนไทยที่เราคุ้นเคยกันดี บางพันธุ์เป็นที่นิยมก็เพาะเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจ บางสายพันธุ์ไม่เป็นที่นิยมก็เป็นปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติให้ชาวบ้านไปตกไปจับมารับประทานกัน จะว่าไปแล้วคนต่างจังหวัดโชคดีกว่าคนเมืองอย่างหนึ่งตรงที่มีอาหารตามธรรมชาติให้รับประทานมากกว่าทั้งพืชผักผลไม้ และสัตว์น้ำเหล่านี้นั่นเอง

จบจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเราไปต่อกันที่ท้องฟ้าจำลอง มาต่างจังหวัดก็มีท้องฟ้าจำลองให้ได้ชมเหมือนกันครับ แม้จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับที่กรุงเทพฯ แต่ถือว่ามีและเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์ที่ดีแห่งหนึ่ง รอบการแสดงจะมีขึ้นทุก 45 นาที ระหว่างรอเราสามารถเดินชม นิทรรศการด้านดาราศาสตร์ไปพลางๆ ก่อน ความรู้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะซึ่งเป็นเรื่องดาราศาสตร์ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด

ส่วนการฉายท้องฟ้าจำลองก็ดูเพลินๆ เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่ยังไม่ได้มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์มากนัก ส่วนผู้ใหญ่ก็ดูได้มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อและความแตกต่าง บนท้องฟ้าที่เราอาจจะคิดไม่ถึงก็หาดูได้จากที่ท้องฟ้าจำลองแห่งนี้

ออกมาจากท้องฟ้าจำลองจะมีอีก 2 จุด ที่เราเที่ยวได้ก็คือ สวนน้ำอวกาศ เป็นสวนน้ำขนาดเล็กในธีมหุ่นยนต์อวกาศ ค่าเข้าไม่แพง แต่ต้องเตรียมชุดเล่นน้ำไปเอง และที่อยู่ใกล้ๆ กันก็คือ พิพิธภัณฑ์ไข่นก เป็นส่วนที่ให้ความรู้เรื่องไข่นกแต่ละชนิด ขนาด และรูปแบบของรังที่ใช้ฟักไข่นกในแต่ละสายพันธ์ุทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วนกที่เราเห็นอยู่มากมายนั้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เปราะบางกว่าที่เราคิดไว้มาก

กล่าวกันว่า ถ้าเราอยากรู้ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าและพืชพรรณไม่ต้องส่งโดรนขึ้นไปสำรวจให้เหนื่อย ให้ดูที่นกนี่ละ ป่ายิ่งสมบูรณ์นกยิ่งมาก ส่วนป่าไหนมีสัตว์อาศัยอยู่มากให้ดูที่เสือเพราะเสือจะอาศัยอยู่ใกล้แหล่งฝูงสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น

สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะพูดถึงสวนนกชัยนาทแห่งนี้ก็คือ น่าเสียดายที่แหล่งท่องเที่ยวดีๆ แบบนี้กลับถูกมองข้ามจากนักท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ จนทำให้ดูทรุดโทรมลงไปมากถ้ามีเงินทุนเข้ามาปรับปรุงก็คงจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งที่เชิดหน้าชูตาประเทศไทยของเราได้ดี

‘ดิสคัฟเวอร์ ไทย’ โซนช็อปปิ้งใหม่ของคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569008

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 14:40 น.

‘ดิสคัฟเวอร์ ไทย’ โซนช็อปปิ้งใหม่ของคนเมือง

เรื่อง : ภาดนุ

ใครที่กำลังมองหาของขวัญหรือของฝากเก๋ๆ จากไอเดียและฝีมือคนไทย ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหาที่ต่างจังหวัดอีกต่อไป เพราะตอนนี้สยามดิสคัฟเวอรี่ได้เปิดโซนใหม่ที่ชื่อว่า “ดิสคัฟเวอร์ ไทย” (Discover Thai) เป็นการเอาใจคนกรุงกันแล้ว

โซนดิสคัฟเวอร์ ไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 4 ของสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพื้นที่รวมกว่า 437 ตารางเมตร โดยมีจุดประสงค์หลักในการนำเสนอจุดหมายแห่งใหม่ เพื่อการช็อปปิ้งของขวัญของฝากของไทย

ย้ำแนวคิดการคัดสรรสินค้าที่ดีเลิศมาให้เลือกหลากหลาย ครบครัน และจบในที่เดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง

อุสรา ยงปิยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า วันสยาม (One Siam) ถือเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิ้งอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ มาโดยตลอด เพียบพร้อมด้วยที่สุดแห่งการช็อปปิ้ง อาหารการกิน งานศิลป์ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก

รวมทั้งเป็นแหล่งวัฒนธรรมและการศึกษาที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ในแต่ละปีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้มาท่องเที่ยวในวันสยามแห่งนี้มากกว่า 160 ล้านคน สยามดิสคัฟเวอรี่จึงได้ร่วมเติมคุณค่าให้กับวันสยาม ด้วยการสรรค์สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าทั้งคนไทยและทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง

โซนใหม่ “ดิสคัฟเวอร์ ไทย” นี้ เกิดจากการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแบบอินไซด์ แล้วพบว่าการสรรหาของขวัญของฝากของไทย ปัจจุบันยังคงเป็น Unmet Need เพราะทั้งลูกค้าคนไทยมีความต้องการหาซื้อของขวัญของฝากจากไทย เพื่อเป็นที่ระลึกให้กับเพื่อนหรือคู่ค้าทางธุรกิจชาวต่างชาติ

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ก็ต้องการหาของที่ระลึกจากเมืองไทยกลับไปเช่นเดียวกัน แต่ทว่าด้วยเวลาที่มีอย่างจำกัดและไม่สามารถหาจุดหมายเพียงแห่งเดียว ที่เข้ามาเยือนแล้วครบทุกความต้องการซึ่งมีความเหมาะสมลงตัว ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ราคา และดีไซน์ได้

ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์ใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว สยามดิสคัฟเวอรี่จึงเปิด ดิสคัฟเวอร์ ไทย ซึ่งเป็นโซนของขวัญของฝากสุดยิ่งใหญ่บนพื้นที่ชั้น 4 ขึ้น ภายใต้แนวคิด Celebrate Localnity (Local-Community) Everyday Thai Gift

ด้วยการส่งเสริมผลงานที่ออกแบบโดยความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนเรื่องราวภูมิปัญญาของไทย และได้รับความนิยม คัดสรรมาเป็นของขวัญของฝากอันทรงคุณค่า มีคุณภาพในระดับไฮเอนด์ ด้วยราคาที่เหมาะสม เสมือนเป็นฟาสต์แทร็กให้ลูกค้าได้สินค้าครบทุกประเภทตามความต้องการได้ภายในโซนดิสคัฟเวอร์ ไทย แห่งนี้เพียงแห่งเดียว

ภายในโซนดิสคัฟเวอร์ ไทย มีสินค้าหลากหลายกว่า 3,000 รายการ แบ่งออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ สินค้าสปา เครื่องสำอางความงาม สินค้าไลฟ์สไตล์ ของที่ระลึก สมุนไพรไทย อาหารปรุงสำเร็จและของกินเล่น

– สินค้าสปา ของขวัญยอดนิยมจากเมืองไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เพื่อการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ครบครันทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขัด นวด บำรุง บำบัด และอโรม่า พร้อมแพ็กเกจจิ้งที่สวยงามและสะท้อนคุณค่าแบบไทย เหมาะกับการเป็นของฝากระดับพรีเมียม อาทิ Bath & Bloom Akaliko Shidara Pranali และ Urbanban

– สินค้าความงาม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณชั้นนำแบรนด์ไทย ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก จนเป็นของฝากที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนเมืองไทย อาทิ Mistine Voodoo ELE Snail White Ramayana และ Water Angle

– สินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติของไทย สะท้อนภูมิปัญญาแบบไทย แต่ยกระดับดีไซน์ให้เข้ากับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ของต่างชาติ อาทิ ผ้าพันพอ เนกไท ลวดลายไทย จาก Parcharakorn สินค้าดีไซน์จากผ้าขาวม้าที่เป็นเอกลักษณ์ไทยจาก Bussaba เครื่องประดับเงินแท้ออกแบบทันสมัยจาก Siam Original เสื้อผ้าสำหรับสปาจาก Shadara กระเป๋ารูปช้าง จาก Eleph กระเป๋าดีไซน์ด้วยกลิ่นอายเอเชียร่วมสมัยจาก Juno สินค้าทำจากวัสดุบรอนซ์สเตนเลส และทองแดงรูปต่างๆ จาก Siam Bronz Factory

– สินค้าของที่ระลึก ที่ออกแบบสวยงาม ฝีมือประณีต พัฒนารูปแบบให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์แบบไทย เหมาะกับเป็นของขวัญของฝากให้กับทุกเพศทุกวัย อาทิ แม็กเน็ตสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ จาก T Original โปสการ์ดสุดเก๋ จาก Op Post Card และป๊อปอัพการ์ด รูปสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ จาก T Jack เป็นต้น

– สินค้าสมุนไพร จากภูมิปัญญาของคนไทย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ถึงคุณประโยชน์ที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดต่างๆ อาทิ ยาหม่อง Tiger Balm น้ำมัน Siang Pure, น้ำมันนวด Jan Hom ฯลฯ

– สินค้าอาหารปรุงสำเร็จและของกินเล่นที่มีรสชาติแบบไทย แต่ขึ้นชื่อและถูกปากคนทั่วโลก อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ต้มยำ พริกแกงปรุงสำเร็จ จาก Thai Aree ส้มตำอบแห้ง จาก แม่ตุ๊ก น้ำปลาร้าปรุงรส ยำขนมจีนอบแห้ง จาก หม่อนจันทร์ เครื่องต้มยำ พริกไทยตรามือ เครื่องเทศ จาก Spice Story ไอศกรีม DIY รสทุเรียนและรสกะทิ จาก Happy Plus รวมถึงขนมกินเล่นจากแบรนด์ดังของไทยต่างๆ เช่น Freppy บ้านมะขาม Almilk, Benefruit และ J fruit

นอกจากของขวัญของฝากของไทยที่ ดิสคัฟเวอร์ ไทย ได้คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีบริการส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่โรงแรม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวให้สามารถท่องเที่ยวต่อได้ตลอดวัน โดยไม่ต้องกังวลกับการถือสินค้าอีกด้วย

ดิสคัฟเวอร์ ไทย อยู่ที่ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ โทร. 02-658-1000 หรือ FB : siamdiscovery 

ตลาดรักพูนพูน ชุมชนคนรักอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569007

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 14:10 น.

ตลาดรักพูนพูน ชุมชนคนรักอินทรีย์

เรื่อง : แมงโก้หวาน ภาพ : รักพูนพูน ออร์แกนิก

 

ไปเมืองลำพูนอย่าลืมไปเดินตลาดเลิฟพูนพูน (Lovepoonpoon) หรือตลาดรักพูนพูน ตลาดเกษตรอินทรีย์เล็กๆ ในตัวเมืองลำพูน อยู่ในซอยเพิ่มมิตร ถนนสันเหมือง ไม่ไกลจากพระธาตุหริภุญชัยเท่าใดนัก มีเฉพาะวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 09.00-14.00 น.

ตลาดที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าจากหลากหลายอำเภอในลำพูน ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์จริงๆ ไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงในกระบวนการผลิต แล้วนำผลผลิตออร์แกนิกที่ได้จากสวนของตัวเองมาขายในราคาที่ทุกคนสามารถซื้อหาได้ กินแล้วดีต่อสุขภาพ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย

ภายในตลาดจะมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์ให้ได้เลือกช็อปปิ้งมากมาย รวมไปถึงอาหารออร์แกนิกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้สดปลอดสารพิษ เช่น ผักไมโครกรีน ผักกาด ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว พริก แตงกวา ฟักทอง ข้าวโพดหวาน ผักสลัด ชาสมุนไพร ลูกพลับ กล้วย ลำไย แตงโม น้ำผลไม้เย็นฉ่ำ มันม่วงญี่ปุ่น อโวคาโด เป็นต้น

ขณะที่อาหารก็มีให้เลือกไม่น้อย เช่น หมูอินทรีย์สด หมูอินทรีย์คั่วกลิ้ง แหนมหมูอินทรีย์ ขนมเส้นผัด อาหารปักษ์ใต้ เช่น ขนมจีนแกงไตปลา อาหารทะเลปลอดฟอร์มาลีน ขนมปังปลอดสารกันบูด กาแฟสด พิซซ่าอบเตาดิน ไก่อบเตาดิน ไอศกรีมแท้หลากรส เบเกอรี่สดใหม่ ขนมปังโฮลวีต เค้กลูกหม่อน เค้กกระเจี๊ยบ เค้กกล้วยฟักทอง ขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติ กะปิ น้ำปลา ดอกเกลือ เป็นต้น

ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ “รักพูนพูน” จ.ลำพูน เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2559 ดำเนินงานโดยกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ชาวลำพูนและสมาชิกหลากวัยที่มีหัวใจอินทรีย์และรักสิ่งแวดล้อม นำโดย อุทัยวรรณ บุญลอย เจ้าของสวนลำสะปูน หนึ่งในสมาชิกหลักของตลาดที่สวมหมวกอีกใบคือเป็นผู้จัดการตลาดด้วย

เสน่ห์ของตลาดรักพูนพูนหนีไม่พ้นการสาธิตการทำอาหารหรือเมนูของกินต่างๆ ให้กับคนที่มาเดินตลาดได้ดูชมและสามารถนำกลับไปทำกินเองที่บ้านได้ เช่น การสาธิตการทำคอมบูชาที่ซ่าอร่อยและมีคุณประโยชน์หลายอย่าง (คอมบูชาเป็นพวกชาหมัก น้ำผลไม้หมัก) การทำน้ำยาล้างจานชีวภาพ ถนอมมือ ล้างจานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำบะจ่าง ของกินอุดมโภชนาการ พกพาง่าย เก็บได้นาน เป็นต้น

“เราไม่ได้แค่ทำอาหารอร่อยให้คนที่มาเดินตลาดได้กินอาหารเท่านั้น แต่เราได้นำเอาผัก ผลไม้อินทรีย์ อาหารอินทรีย์ทั้งหลายมาจำหน่ายให้คนในท้องถิ่ินได้กินของสดใหม่ในราคาไม่แพง นั่นเพราะเราต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนเหล่านั้นหันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินที่ควรเลือกกินแต่อาหารที่ปลอดภัยโดยที่ไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกาย” ผู้จัดการตลาด กล่าว

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือมีการผุดแคมเปญ “ไม่ใช้ถุงหิ้วพลาสติกและหลอดดูดพลาสติก” นั่นหมายความว่าลูกค้าที่เดินซื้อของที่ตลาดแห่งนี้ ต้องพกถุงผ้าหรือตะกร้าไปใส่ของด้วย

หากลูกค้าไปซื้อของที่ตลาดรักพูนพูน แล้วแม่ค้าไม่ให้ถุงพลาสติกก็อย่าโกรธแม่ค้า หรือหากแม่ค้าพ่อค้ารายใดให้บริการถุงพลาสติกอยู่ นั่นหมายความว่าแม่ค้าอะลุ้มอล่วยโดยพิจารณาถึงความจำเป็นเนื่องจากลูกค้าไม่ได้นำเอาตะกร้าหรือถุงผ้ามาเอง แต่มิวายที่แม่ค้าจะบอกลูกค้าถ้ามาครั้งต่อไปอย่าลืมนำถุงผ้าหรือตะกร้ามาด้วย

“นอกจากพวกเราต้องการให้คนลำพูนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย และในราคาไม่แพงแล้ว ขณะเดียวกันเราก็อยากปลูกฝังให้ทุกคนใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงออกแคมเปญ ดังกล่าวเพื่อต้องการลดการใช้พลาสติกไม่ว่าจะเป็นถุงหิ้ว หลอดดูด และบรรจุภัณฑ์ให้ได้สักวันหนึ่ง เพื่อที่เราไม่ต้องแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัสในอนาคต” ผู้จัดการตลาดกล่าวทิ้งท้าย

วัดโพธิ์จัดใหญ่ 10 วัน 10 คืน งานสมโภชพระอาราม 230 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569005

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:50 น.

วัดโพธิ์จัดใหญ่ 10 วัน 10 คืน งานสมโภชพระอาราม 230 ปี

เรื่อง : ทราเวลเลอร์ travel@posttoday.com

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ร่วมกับ มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้าในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิสิริวัฒนภักดี เตรียมจัดงาน “สมโภชพระอาราม 230 ปี วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” ระหว่างวันที่ 1-11 พ.ย. 2561 เวลา 10.00-22.00 น.

ร่วมย้อนรอยประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรม 230 ปี ชวนแต่งกายชุดไทยย้อนยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เพลิดเพลินใจไปกับมหรสพ และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมแบบชาววังที่หาชมได้ยาก ท่ามกลางบรรยากาศงานวัดร่วมสมัย

การจัดงานสมโภชพระอาราม ถือเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์สำคัญของการสถาปนาวัด ตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาวัดขึ้นมา

ดังนั้น พุทธสถานแห่งนี้จึงมีความสำคัญและมีความสวยงามตระการอย่างยิ่ง โดยปีนี้นอกจากจะเป็นการเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมเฉลิมฉลองความเป็นมรดกพุทธ มรดกโลก ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่สำคัญอันดับ 17 ของโลกแล้ว ยังได้ร่วมเสริมความเป็นสิริมงคลด้วยการทำบุญไหว้พระ สักการะพระพุทธไสยาสน์ที่งดงามที่สุดในโลก สักการะพระพุทธเทวปฏิมากร และชมความงามของพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล

นักท่องเที่ยวจะได้ชมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม เช่น การแสดงและสาธิตการละเล่นของหลวงที่ปรากฏอยู่ในจารึกวัดโพธิ์ การแสดงฤาษีดัดตน ระบำแม่ซื้อ รำฉุยฉายพราหมณ์ โขน จำอวดหน้าม่าน การบรรเลงวงเครื่องสาย การแสดงลำตัดคณะแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ การแสดงกระบี่กระบองจากสำนักดาบดาบพุทสวรรย์ระบำวิชนี การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งจีนรำพัด การแสดงสิงโต ออกแขก 12 ภาษา และการแสดงลิเก

นอกจากนี้ จะได้ชมงานศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 ด้วยการนำชิ้นงานของศิลปินชื่อดังระดับโลกมาจัดแสดงไว้ที่วัดโพธิ์ ตั้งแต่วันนี้-ก.พ. 2562 

ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่กับ ‘U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/569000

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:30 น.

ค้นหาแรงบันดาลใจใหม่กับ ‘U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด

 

สาวหน้าหวานที่หลายคนคุ้นหน้าในฐานะนักแสดง แต่อีกด้านหนึ่งของ “มิ้งค์” ยูมิโกะ สุชิยะ เธอเป็นนักเดินทางขาลุยที่จะพาทุกคนไปเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด

“มิ้งค์เป็นคนชอบถ่ายรูปและชอบเที่ยว เพราะรู้สึกว่าการท่องเที่ยวทำให้เราได้พัก ดังนั้นเมื่อว่างจากงานเมื่อไร ก็ต้องหาที่เที่ยวทันที” เธอกล่าวถึงที่มาที่ไปของเพจ

“เวลาเที่ยวกลับมาก็จะชอบเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ถ้าไปมาแล้วดีก็อยากให้เขาไปด้วย ไปเห็นเหมือนที่เราเห็น จนวันหนึ่งรู้สึกว่าต้องเปิดเพจแล้ว เพราะลงรูปในอินสตาแกรมอย่างเดียวไม่พอ แต่อยากให้คนอื่นเห็นภาพสวยๆ และข้อมูลที่เราไปมาได้กว้างขึ้น”

ประเดิมโพสต์แรกกับทริปเที่ยวบาหลี ที่เธอรู้สึกว่าภาพดีและมีเรื่องราวน่าสนใจจึงนำมาแบ่งปัน สร้างความปัง! ให้เพจด้วยยอดแชร์กว่า 7,000 ครั้ง

“ถ้าถามสไตล์การเดินทาง มิ้งค์เป็นคนชอบธรรมชาติ หรือชอบไปพักโรงแรมที่อยู่ใกล้ธรรมชาติทั้งทะเลและภูเขา แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนมิ้งค์ต้องรู้สึกกับสถานที่นั้นๆ ไม่ใช่ไปแค่รีวิว แต่ต้องรู้สึกมีความสุขกับที่แห่งนั้นด้วย”

นักเดินทางสาวกล่าวด้วยว่า เธอออกเดินทางเดือนละครั้ง หรือหากว่างกว่านั้นก็จะไปเที่ยวบ่อยขึ้น

“โดยเฉพาะพอมีเพจก็ไปเที่ยวบ่อยขึ้น เพราะรู้สึกอยากหาเรื่องใหม่ๆ มาอัพเดทให้ลูกเพจฟังทุกอาทิตย์ และรู้สึกเอนจอยกับการเที่ยวมากขึ้นด้วย เพราะเหมือนเรามีเป้าหมายว่าเรื่องราวครั้งนี้จะไปเล่าให้คนอื่นฟัง แค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว”

สำหรับเนื้อหาเธอจะเขียนอย่างละเอียดยิบแบบที่สามารถไปตามรอยได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย วิธีการเดินทาง สภาพอากาศ ช่วงที่ควรไป โรงแรมที่พัก รวมถึงอาหารการกิน สมกับชื่อเพจ “แบบนี้ต้องไปจัด” เพราะสามารถอ่านครบจบภายในโพสต์เดียว

“การเดินทางได้ให้อะไรหลายอย่างกับมิ้งค์ จากเมื่อก่อนที่เราอยู่ในโลกใบเดิม แต่พอได้ออกไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศมันทำให้เราโตขึ้น มันมีผลต่อการตัดสินใจหลายๆ อย่างของเรา เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าการไปในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคยจะเจอกับอะไรบ้าง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมและรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอด

จากเมื่อก่อนมิ้งค์เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง การท่องเที่ยวก็ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น กล้าคุยกับคนอื่นมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ถามหรือไม่คุยกับเขา เราก็จะไม่รู้เรื่องราวของสถานที่ตรงนั้น และที่สำคัญคือมิ้งค์ได้รับแรงบันดาลใจใหม่ๆ ได้ไอเดียมาใช้กับการทำงาน”

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า หากความสุขของคนอื่นคือการได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ เธอก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวเลือก และเธอหวังว่าคนอื่นจะ “รู้สึก” ไปกับสถานที่นั้นๆ ด้วย เพื่อค้นหามุมมองแห่งความสุขอีกด้านที่อาจไม่เคยพบมาก่อน

ติดตามการเดินทางครั้งใหม่ไปกับนักเดินทางคนสวยได้ทางเพจเฟซบุ๊ก U Me Go แบบนี้ต้องไปจัด และอินสตาแกรม minkumiko