เที่ยวสุพรรณบุรี นวัตวิถีบ้านพุน้ำร้อน ชุมชนป่าสะแก ถิ่นกำเนิดขุนโจรเสือดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568973

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

เที่ยวสุพรรณบุรี นวัตวิถีบ้านพุน้ำร้อน ชุมชนป่าสะแก ถิ่นกำเนิดขุนโจรเสือดำ

เรื่อง ทีมงานโลก 360 องศา facebook: โลก 360 องศา,youtube: โลก 360 องศา

 

จ.สุพรรณบุรี มีคำขวัญว่า เมืองขุนแผน แดนยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน และภาษาถิ่นชวนฟัง จังหวัดนี้มีของดีอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด มีความหลากหลาย แล้วก็มีอีกหลายมนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราไปยังชุมชนต่างๆ เราจะค้นพบกับเสน่ห์ที่แปลกใหม่ของจังหวัดนี้

ด้วยความที่สุพรรณบุรีอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มาก ดังนั้น การเดินทางไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับก็จึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย จะมาเดินเที่ยวตลาดเก่าก็สนุกสนานเพลิดเพลินดี หรือจะมาทำบุญไหว้พระ ที่จังหวัดนี้ก็มีวัดอยู่มากมาย

แม้ว่าทุกวันนี้มีคนมาเที่ยว มาทำบุญไหว้พระไม่ขาดสาย แต่เราอยากให้การมาเที่ยวของพวกเขามีความหลากหลายมากขึ้น และอยากให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ดังนั้น โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงมีเป้าหมายให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างแท้จริง โดยการสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน ให้ทุกๆ ชุมชนลุกขึ้นมาสร้างความเข้มแข็ง สร้างเสน่ห์จากการท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ ผู้คนจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินที่อื่น ถ้ามองที่ผลประโยชน์โดยตรง ก็คือรายได้จากการขายสินค้า แต่ผลประโยชน์ทางอ้อมที่มาคู่กัน คือ จะเกิดความรัก ความสามัคคี และมีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตน ทั้งยังสร้างจิตสำนึกในการรักและหวงแหนทรัพยากรในชุมชนอีกด้วย

 

 

ชุมชนพุน้ำร้อน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้รับการจัดอันดับให้เป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี อันดับหนึ่งของ จ.สุพรรณบุรี เพราะว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ มีวัฒนธรรมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ แล้วก็มีธรรมชาติที่สวยงาม

พระอาจารย์เสน่ห์ หรือพระครูวิสิฐสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสวัดพุน้ำร้อน พระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนในชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า มีการพบเจอโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ทั้งที่นี่และหมู่บ้านใกล้เคียง จึงรวบรวมนำมาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์บางส่วน และอาศัยกรมศิลปากรที่สุพรรณบุรีเข้ามาศึกษาข้อมูล และช่วยเก็บข้อมูลให้ด้วย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชุมชนนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคหินกะเทาะ ยุคหินขัด ประมาณ 3,000-4,000 ปี เรียกว่ายุคของช่วงหินใหม่ แล้วก็เชื่อมต่อมายุคโลหะ ยุคหินสำริด และก็ยุคทวารวดีจนมาถึงยุคอยุธยา

ผู้ใหญ่ชุม นันทา ได้พาเราไปดูของจริงที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดพุน้ำร้อน พร้อมกับให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ของพุน้ำร้อนและชุมชนใกล้เคียง เวลาทำไร่ไถนา ก็จะเจอข้าวของโบราณแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งคนที่เจอส่วนใหญ่ก็จะไม่เก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง แต่จะนำมาถวายให้หลวงพ่อ พอมีข้าวของเยอะขึ้น หลวงพ่อจึงนำมาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์นี้ เพื่อให้ความรู้กับทุกคน

ถ้าคนชอบศึกษาของเก่า ได้มาที่นี่ก็จะชมเพลินเลยทีเดียว

 

 

คุณวันเพ็ญ กาฬภักดี หรือพี่เพ็ญ เจ้าบ้านใจดีอีกหนึ่งคน ที่เตรียมอาหารเช้าไว้ให้เรา ได้เล่าถึงเรื่องอาหารการกินพื้นบ้าน ที่นี่ว่าดูเผินๆ เหมือนอาหารภาคกลางทั่วไป แต่แตกต่างในวัตถุดิบ เน้นพืชผักในท้องถิ่น เมนูเด็ดคือ แจ่วเอาะไก่บ้าน จิ้มกับผักหนาม

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว พี่เพ็ญในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าบ้านพุน้ำร้อนก็ได้เล่าเรื่องผ้าทอให้เราฟังว่า ผ้าทอของที่นี่จะเป็นผ้าซิ่นตีนจก ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ต่างจากตีนจกของอีสาน เป็นลายที่จดจำมาจากปู่ย่า ตายายมีหลายลาย แต่ที่ได้รางวัล คือ ลาย “แมงกะบี้” ลาย “ขอเกาะดอก” ราคาขาย 3-4 หมื่นบาท แต่ละผืนใช้เวลาในการทอประมาณ 3-4 เดือน

ผู้ใหญ่ชุมได้นำเราออกสำรวจธรรมชาติ บ้านพุน้ำร้อน ด้วยการนำชมเขาเรือ โดยที่เขาเรือนี้เป็นป่าธรรมชาติ ชาวบ้านร่วมกันทำเป็นป่าชุมชน มีเรือหิน ซึ่งเป็นจุดชมวิว จึงทำให้เรียกที่นี่ว่า เขาเรือ

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมี “อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง” หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ปางอุ๋งสุพรรณ” ซึ่งได้รับการดูแลจากชุมชน มีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมาดูแล ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีถนนลาดยาง เพราะเป็นความต้องการของชุมชน ที่ไม่อยากให้ความเจริญมาทำให้พื้นที่เสื่อมเร็วเกินไป

สำหรับนักท่องเที่ยว ช่วงที่เหมาะที่สุดที่จะไปเที่ยวชุมชนบ้านพุน้ำร้อน ก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาว แต่ถ้าอยากดูวิถีชีวิต ก็มาได้ทุกวัน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยิ่งน่ามามากๆ เพราะเขามีผัก ผลไม้ พื้นบ้าน อาหารการกินอร่อยๆ ไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นขนมตาล ปลาส้ม ขนมบ้าบิ่น กระยาสารท ข้าวโพดต้ม ปลาทับทิม เรียกว่ามีทั้งคาว ทั้งหวาน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านอยู่แล้ว

 

 

 

การปรับให้ที่นี่กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ช่วยดึงคนให้มาเที่ยวมากขึ้น เมื่อมีคนมาเที่ยวมากขึ้น ก็จะมีคนแวะซื้อของกินของใช้มากขึ้น ยิ่งถ้าชุมชนเข้มแข็ง ร่วมไม้ร่วมมือกัน ก็สร้างสรรค์กิจกรรมและสินค้าใหม่ได้อีกมากมาย ซึ่งนั่นจะเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่เน้นการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ชุมชนป่าสะแก อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ที่นี่คือบ้านเกิดของสายัณห์ สัญญา และที่นี่คือถิ่นของเสือดำ ขุนโจรที่มีชื่อเสียงของ จ.สุพรรณบุรี นอกจากนั้น นี่คือหนึ่งในชุมชน OTOP นวัตวิถี ของ จ.สุพรรณบุรี

ชุมชนป่าสะแกไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังมาก่อน แต่อาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชน ที่พยายามดึงเอาเสน่ห์ของชุมชนออกมาสร้างเป็นกิจกรรมท่องเที่ยว จนกลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างที่เราเห็นอยู่ เช่น การแสดงเสือดำออกปล้น เป็นต้น

ตำนานเสือดำ เป็นสิ่งที่สร้างความแปลกใหม่ ให้กับกิจกรรมท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะสร้างเป็นการแสดงได้แล้ว ยังผนวกเข้ากับศิลปะการฟ้อนรำที่งดงามของชุมชนได้อีกด้วย ดังเช่น “รำฤกษ์ดาวโจร” ที่งดงามอ่อนช้อยแบบนี้ หาชมที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่ที่เดียว

 

 

เมื่อมีกิจกรรมที่น่าสนใจ คนก็อยากมาเห็น อยากมาเที่ยวดู มาซื้อข้าวของ ชาวบ้านก็สามารถเอาข้าวของมาขายได้ นักท่องเที่ยวก็สุขใจที่ได้ซื้อ ได้กินของอร่อย แม่ค้าก็สุขใจที่ได้ขาย ได้แถม บางคนก็สุขใจที่ได้ทำ ทำขนม ทอดไก่ และบางคนก็ภูมิใจที่ได้อวดโชว์ของดีชุมชน ให้คนทั่วไปได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นโชว์การถักแห โชว์การทำไม้กวาด การทอผ้าซิ่นงามๆ เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาว่ามีรายได้ไหลเข้าชุมชนนี้เป็นเงินกี่บาท แต่ที่เห็นชัดๆ คือ เราเห็นรอยยิ้มและความสุขกระจายไปทั่วทั้งชุมชน

นอกจากความคึกคักมีชีวิตชีวาของตลาดชุมชนแล้ว อีกมุมหนึ่งก็แอบมีบรรยากาศสบายๆ ภายใต้ผืนนาเขียวขจี ทั้งการขี่จักรยานในทุ่งนา หรือการเดินเล่นบนสะพานไม้ไผ่ สะพานแห่งนี้ ไม่มีค่าผ่านประตู ไม่มีการบังคับซื้อของ และที่สำคัญ จะนั่งนานเท่าไรก็ได้ ตราบที่หัวใจของคุณยังอยากอยู่ที่ชุมชนป่าสะแก

สุพรรณบุรีอยู่ไม่ไกล เดินทางไปเช้าเย็นกลับก็ได้ หรือจะค้างคืนเพื่อนอนดูดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าก็ได้เช่นกัน หากมีโอกาสอย่าลืมมุ่งหน้าสู่ชุมชนบ้านพุน้ำร้อน หรือจะเป็นชุมชนป่าสะแกก็ได้

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ขนมไทยความผูกพันตั้งแต่เด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568885

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 14:00 น.

ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ขนมไทยความผูกพันตั้งแต่เด็ก

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพราะเติบโตในครอบครัวที่เปิดร้านอาหาร มีคุณยายเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรม ทำให้ บอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ผูกพันกับอาหารและขนมไทยมาตั้งแต่เด็กและมีความหวังว่าวันหนึ่งจะสวมหมวกเชฟให้ได้ และวันนี้เขาก็ทำได้สำเร็จ สามารถเป็นเชฟขนม (Pastry Chef) ประจำร้านอาหารเสน่ห์จันทน์

“ผมเรียนจบจากวิทยาลัยดุสิตธานีตามที่ตั้งใจไว้แต่ต้นว่าอยากเรียนคณะที่เกี่ยวข้องกับสายอาหาร จนถึงวันนี้ผมยังรำลึกถึง อาจารย์จุรีรัตน์ บัวบาล หรือที่ผมเรียกท่านติดปากว่าคุณแม่มุ้ยเสมอ ถึงแม้ท่านจะเป็นอาจารย์สอนวิชาขนมไทยที่ค่อนข้างเข้มงวด แต่ได้ผล เรียกว่าเรียนกับท่านจากทำฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ไม่เป็น ไม่สวย ท่านก็เคี่ยวจนเป็น ซึ่งการได้เรียนทำขนมกับท่านทำให้ยิ่งรักในการทำขนมไทยมากขึ้นไปอีก”

แม้ด้วยตัวหลักสูตรจะเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ทั้งการทำอาหารคาว ขนมไทย การแกะสลัก และจัดดอกไม้ แต่หลังจากค้นหาตัวเองอย่างจริงจัง เชฟบอยกลับพบว่าขนมไทย คือ สิ่งที่เขาชื่นชอบที่สุด

“จริงๆ ผมชอบทุกอย่างที่เป็นไทยนะครับ อาหารไทยอย่างแกง น้ำพริกก็ทำได้ แต่ถ้าต้องเลือกที่ชอบที่สุดคือ ขนมไทย ผมว่าเสน่ห์ของขนมไทย คือ ความละเมียดละไมในการทำ ใจร้อนไม่ได้ ทุกขั้นตอนต้องประณีตและพิถีพิถัน ผมคิดเสมอว่าศาสตร์การทำขนมไทยเป็นภูมิปัญหาที่คนรุ่นหลังต้องหวงแหนและช่วยกันสืบสานก่อนที่จะสูญหายไป”

ความรักในความเป็นไทยของเชฟบอยในวัยเรียน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องครัว แต่เพื่อเข้าใจศาสตร์ของการอาหาร-ขนมไทยอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เชฟบอยมักหาเวลาว่างไปเปิดโลกของการทำอาหาร-ขนมไทยเพิ่มเติม

“ผมมีเป้าหมายว่าอยากจะพัฒนาขนมไทย ผมมองว่าการเรียนห้องเรียนอย่างเดียวอาจไม่พอ เลยเลือกไปศึกษาประวัติความเป็นมาขนมไทยเพิ่มเติมจากการอ่านตำราเก่าๆ เช่น สายปัญญาสมาคม แม่ครัวหัวป่าก์ ตำราอาหารไทยสมัย ร.2-ร.5 บางครั้งก็ไปหาอ่านตามหอสมุดแห่งชาติ หรือไม่ก็ไปหาซื้อตำราเก่าตามร้านหนังสือที่สวนจตุจักร บางครั้งโชคดีอาจจะได้เจอหนังสืองานศพของเจ้านายสมัยก่อน กลับมาศึกษาเรื่องราวของสังคมไทยในอดีต ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามีประโยชน์และเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้มากกว่าการหาความรู้ในอินเทอร์เน็ต”

เชฟบอย ยังบอกด้วยว่า การได้มีโอกาสซึมซับภูมิปัญญาในการทำอาหารและขนมไทย ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย และความพิถีพิถันของคนสมัยโบราณ

“ยิ่งศึกษาทำให้รู้เลยว่ากว่าบรรพบุรุษของเราจะคิดได้แต่ละเมนูไม่ง่ายเลย และยังต้องรังสรรค์อย่างละเมียดละไม เริ่มตั้งแต่พื้นฐานของขนมอย่างแป้งและกะทิ สมัยก่อนไม่มีสำเร็จจรูป แป้งต้องโม่เอง กะทิก็ต้องคั้นสดไม่ใช่กะทิกล่อง ถึงได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์”

สำหรับเป้าหมายในอนาคต เชฟบอยฝันว่าจะได้ทำงานที่รักควบคู่ไปกับการเป็นครูสอนทำขนม

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยไปเป็นอาจารย์สอนวิชาการครัว การโรงแรมอยู่ที่นครราชสีมาอยู่ 1 ปี ก่อนจะย้ายมาเป็นเชฟขนมอยู่ที่ ร้านเซียโล สกาย บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (Cielo Sky Bar & Restaurant) จากนั้นก็ย้ายมาเป็นที่ปรึกษาด้านขนมไทยที่ร้านหวานละมุน ก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันให้มาเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี อยู่ 2 ปี และย้ายมาเป็นเชฟขนมที่เสน่ห์จันทน์

หลังจากได้ลองมาทั้งสองอย่าง ผมตอบไม่ได้ว่าชอบอย่างไหนมากกว่ากัน รู้แต่ว่าทั้งสองสิ่งที่ผมรัก เกื้อกูลซึ่งกันละกัน เพราะถ้าผมเป็นอาจารย์อย่างเดียวแต่ไม่เคยผ่านงานในครัว ผมคงไม่มีความรู้ในเชิงปฏิบัติไปถ่ายทอดให้นักเรียน”

มองหามุมสงบ สุดชิล ที่ ‘พิเมนตอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568882

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

มองหามุมสงบ สุดชิล ที่ ‘พิเมนตอน’

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ความดิบแบบนี้ มันเท่ มันได้อารมณ์จุดมนต์เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้หลายคนสนใจได้ ร้านพิเมนตอน (Pimenton) เน้นบรรยากาศการตกแต่งร้านสไตล์อินดัสเทรียล เทรนด์การตกแต่งมาแรง กับรูปแบบการโชว์โครงสร้างอาคาร และงานระบบก่อสร้าง ใช้วัสดุดิบๆ แกร่งๆ จำพวกเหล็กโลหะ ผนังก่ออิฐโชว์ลาย และดวงไฟสีส้ม คือ ความเก๋ล้ำสมัยแบบไม่ต้องเยอะ ดูเรียบง่าย อยากเข้ามานั่งชิล ชิม บรรยากาศผ่อนคลายในร้านใหม่เอี่ยมแกะกล่องย่านสุขาภิบาล 2

คอนเซ็ปต์ที่นี่ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม คือ เน้นความแปลกใหม่ Amazing food, fun atmostpere and exciting cocktails!!! เมนูมีทั้งสเต๊ก พิซซ่า ทาปาส พาสต้า และล่าสุดเพิ่มซีฟู้ดแบบไทยๆ เพิ่มความหลากหลาย บริการตั้งแต่อาหารกลางวัน ไปถึงอาหารค่ำ เคาน์เตอร์บาร์มีให้สั่งครบทุกชนิดถูกใจคอแอลกอฮอล์ ทั้งไวน์ ค็อกเทล เหล้า เบียร์ นั่งจิบไปคุยกับบาร์เทนเดอร์ไป ได้เห็นพ่อครัวตระเตรียมอาหาร กับเตาอบพิซซ่าด้านหลังใช้ฟืนไม้สนกลิ่นหอม การตกแต่งที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมของร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังนั่งแฮงเอาต์อยู่ในร้านสุดอบอุ่น แล้วที่สำคัญอาหารที่สั่งไป ก็ดูว่าไม่น่าพลาดความอร่อย

ก่อนอื่นพร้อมเสิร์ฟทาปาส ห้ามพลาดกันเลย ทาปาสแนวสเปนฟิวชั่นฝีมือเชฟใหญ่ลูกครึ่งฝรั่งเศส ลาว เชฟเซิร์จ แซลบ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับวัตถุดิบของดีมีคุณภาพ สร้างสรรค์ทาปาสในแบบของเชฟเซิร์จ ด้วยการผสมผสานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เพิ่มรสชาติความเป็นไทยลงไปในแต่ละจานด้วย เริ่มเรียกน้ำย่อยจานแรก Rioja Grilled Beef Skewers – เนื้อวัวหมักไวน์แดงเสียบไม้ย่างเตาถ่าน เสิร์ฟพร้อมบลูชีส กินเป็นกับแกล้มก็ดี เสิร์ฟมาจานเล็กๆ เริ่มต้นที่ค็อกเทลเบาๆ Summer is Coming เรียกหาความสดชื่นกันก่อนดีกว่า

เชฟเซิร์จ ภาคภูมิใจนำเสนอทาปาส อีก 4-5 จาน ก็จานเล็กๆ ไม่จุกๆ Gambas al Ajillo – กุ้งผัดกระเทียม พริกแห้ง และน้ำมันมะกอก จานนี้ช่างถูกปากคนไทยดีนักแล Mejillones – หอยแมลงภู่อบซอสไอโอลี่ Grilled Chicken Skewers – ไก่หมักปาปริก้าย่างเตาถ่าน และจานนี้เด็ดมาก Calamares Diablo – ปลาหมึกผัดซอสมะเขือเทศสด และหมึกดำ Grilled Scallop – หอยเชลล์ย่างเสิร์ฟกับมะกอกเขียวสับ เห็ด และซอสบัลซามิค

ตบท้ายทาปาสเรียกน้ำย่อย Foie Gras – ตับห่านย่างเสิร์ฟกับโพเลนตา บัลซามิค และเรดิชชิโอ้ ใครก็คิดว่าอาหารสเปนราคาก็ต้องแพง ทาปาสฝีมือ เชฟเซิร์จ เริ่มต้นที่ 140-400 บาท ราคาจัดว่าดี

อาหารวันนั้นสั่งไปหลายอย่าง พิเมนตอล ไม่ได้มีดีเพียงแค่ทาปาส หรือแฮม เมนูไฮไลต์ก็มีทั้งข้าวผัดอาหารทะเล ปรุงด้วยหมึกดำจากปลาหมึก พิซซ่าสไตล์อาร์เจนตินา โรยหน้าด้วยซอสมะเขือเทศสด ชีสมอสซาเรลล่าและเบซิล เอาใจคนมากับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จิบ Margarita ไปชิลๆ ลูกก็หม่ำพิซซ่าอบใหม่ๆ ร้อนๆ ร้านมีค็อกเทลแบบคลาสสิกให้ได้เลือกจับคู่กับอาหาร แต่ถ้าอยากลองค็อกเทลสูตรพิเศษ ก็ต้อง 2 แก้วนี้เลย Lemonceilo คอกาแฟมีค็อกเทลเรียกความกระชุ่มกระชวยหลังเลิกงาน Espresso Martini ตบท้ายด้วย Rum Sunset

ห้องแช่ไวน์ด้านหลัง มีให้เลือกจิบคู่กับ ริบอายสเต๊ก เพื่อให้ได้รับรสชาติที่ดีของเนื้อเน้นความสุกแบบมีเดียมแรร์ คนไม่กินเนื้อ มีพอร์คช็อป หมูนุ่มมากหมักซอสพิเศษ มีซอสขวดสีส้มผสมมาจากพริกสูตรของร้าน สเต๊กราคาดีงามอีกเช่นกัน อาหารอร่อยคุ้มราคา เหมาะกับครอบครัว หรือใครที่กำลังมองหามุมสงบ ระหว่างเอนจอยกับอาหารอร่อยๆ ก็แวะมากินมาดื่มได้หลังเลิกงานก็เหมาะสมที่สุด

พิเมนตอน ติดริมถนนสุขาภิบาล 2 เดินทางได้ไม่ยากเพียงสองต่อถ้าใช้รถสาธารณะ จากรถไฟฟ้าอ่อนนุช แล้วเรียกแท็กซี่เข้าซอยมาเรื่อยๆ หรือบริเวณร้านอาหารมีที่จอดรถกว้างขวาง นำรถเข้ามาจอดได้สะดวกสบายมาก เปิดร้านทุกวันจันทร์-ศุกร์ 17.00-23.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ 11.00-23.00 น. โทร.09-1915-6999 

กรอบเค็ม เปรี้ยว หวาน โปรตีนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568886

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กรอบเค็ม เปรี้ยว หวาน โปรตีนเกษตร

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ cookool studio

ตั้งชื่อเสียยาวเฟื้อยสำหรับเมนูนี้ เพราะเป็นสูตรที่ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอ รับรองว่ายังไม่เคยรับประทานจากที่ไหน สูตรนี้จะเรียกว่ามั่วขึ้นมาก็ว่าได้แต่มั่วไปมั่วมา ออกมาอร่อยจนได้รับ “3 ผ่าน” จากสมาชิกครอบครัว

แม้ว่าสูตรนี้จะเป็นสูตรจากอาหารเจ แต่รสชาติไม่ออมมือความอร่อยเข้มข้น เริ่มจากการอยากหาสูตรอาหารเจใหม่ๆ เก็บเข้าคลังสูตรส่วนตัว ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่ารั้วนนทรีตั้งแต่เด็กๆ โตมากับโรงอาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เช้าก็กินข้าวกับคุณแม่ที่เป็นอาจารย์อยู่คณะวิศวะฯ เที่ยงกินอาหารโรงเรียนสาธิตฯ ผ่านมาเป็นนิสิตก็ยังกินอาหารเที่ยงที่มหาวิทยาลัย เปลี่ยนโรงอาหารไปเรื่อยๆ ตามตึกที่เรียน บางครั้งมื้อเย็นถ้าคุณแม่สอนเลิกเย็น เราพี่น้องก็ฝากท้องไว้กับโรงอาหารมหาวิทยาลัยอีกเช่นกัน

ที่โรงอาหาร สมก. ในเกษตรฯ มีร้านอาหารมังสวิรัติอยู่หนึ่งร้าน ร้านนี้มีมาตั้งแต่ผู้เขียนเด็กๆ ถ้าวันไหนผู้เขียนไม่รู้สึกอยากกินเนื้อสัตว์ก็มักจะเลือกฝากท้องไว้กับร้านนี้ ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือที่เขามีบริการ เลือกกับข้าวจากถาดข้าวแกงแบบร้านทั่วไป เพียงแต่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมเลย ผู้เขียนมักจะเลือกผัดผัก หรือไม่ก็เต้าหู้พะโล้ คล้ายๆ ไข่พะโล้นั่นแหละ กับข้าวอย่างที่ 2 ที่ชอบคือ โปรตีนเกษตรผัดพริกแกง คล้ายปลาดุกกรอบผัดเผ็ดแบบหวานๆ นั่นเอง รสชาติของโปรตีนเกษตรที่ทอดจนกรอบ คลุกกับผัดพริกแกงที่รสออกหวานเค็ม โรยใบมะกรูด แสนจะเข้ากันดี กินแล้วเพลินข้าวหมดจานพร้อมไปเรียน

จากสูตรที่เคยกินเลยพัฒนามาเป็นสูตรในฉบับนี้ที่ผู้เขียน “twist” เอาความบ้าๆ ของตัวเองเข้าไปนิดหนึ่งแถมด้วยเปิดตู้เย็นมามีอะไรก็มักจะเอามาประยุกต์ มั่วสูตรไปมาแบบที่ชอบ ครั้งนี้ถือว่าสำเร็จเพราะออกมาอร่อยและมีเอกลักษณ์

เริ่มต้นจากโปรตีนเกษตรกันก่อน โปรตีนที่ได้จากกากถั่วเหลือง คุณค่าทางอาหารอยู่ครบมีโปรตีนเต็มเปี่ยมสำหรับแทนเนื้อสัตว์ จะต้องนำมาทอดก่อน แต่ก่อนจะทอดนั้นผู้เขียนแนะนำให้แช่น้ำให้โปรตีนเกษตรที่แห้งๆ นั้นนุ่มทั่วทั้งชิ้น บีบน้ำให้หมาดที่สุดอย่างเบามือไม่เช่นนั้นมันจะเละไปก่อน แล้วนำลงทอดในน้ำมันร้อนๆ จนกรอบเหลือง ชิ้นเล็กจะทอดได้ง่ายกว่าชิ้นใหญ่นิดหนึ่งแต่เมื่อคุ้นเคยกับการทอดแล้ว ชิ้นใหญ่ถ้าทอดได้กรอบทั่วถึงกันทั้งชิ้นจะกรอบอร่อยกว่า

สำหรับสูตรน้ำราด เริ่มต้นจากพริกขี้หนูผัดกับไชโป๊หวานสับละเอียดที่จะให้รสชาติอร่อยเมื่อเคลือบติดๆ อยู่บนชิ้นของโปรตีนเกษตร ผัดกับน้ำมันเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความหอม ถ้าไม่อยู่ในช่วงเจส่วนผสมตรงนี้อาจเปลี่ยนเป็นกระเทียมโขลกกับรากผักชีแทนไชโป๊ก็ย่อมได้

สิ่งสำคัญคือ คุณภาพของน้ำตาลปี๊บที่เลือกใช้จะเป็นน้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าวก็ตามแต่ ขอให้เลือกคุณภาพดีแล้วอาหารจานนี้จะอร่อยที่สุด เคี่ยวให้เกือบเป็นน้ำตาลไหม้ ย้ำว่าแค่ใกล้ๆ จะได้ไม่ขมมาก หมั่นสังเกตโดยการดมกลิ่นหอมๆ ที่จะเปลี่ยนไปของน้ำตาลรวมทั้งสีสัน จากนั้นจึงค่อยๆ เติมเครื่องปรุงอื่นๆ ลงไป อีกเช่นกันสำหรับช่วงเจจึงเป็นซีอิ๊วและซอสปรุงรส ถ้านอกช่วงเจจะใช้เป็นน้ำปลาดีๆ ลงไปแทนก็จะได้รสชาติต่างกันออกไป ก่อนจะเอาโปรตีนเกษตรลงไปเคล้าถ้าชอบรสจัดเข้มข้นอย่าลืมพริกป่นเหยาะลงไปสักหน่อยจะทำให้กลิ่นหอมและจี๊ดจ๊าดขึ้น

จานนี้ทำแล้วรับประทานเลยจะอร่อยที่สุด หากจะเก็บไว้รับประทานไม่ควรจะเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะอุ่นแล้วจะนิ่มไม่กรอบเหมือนเดิม อย่างมากที่สุดคือเก็บไว้นอกตู้เย็น ไว้รับประทานวันรุ่งขึ้นยังพอได้อยู่ แต่ถ้าอยากทำไปโชว์หรือมีโอกาสแสดงฝีมือ แนะนำให้ปรุงน้ำไว้ให้พร้อม ทอดโปรตีนเกษตรให้กรอบเก็บไว้ในถุงปิดสนิทจะรับประทานเมื่อไหร่อุ่นน้ำปรุงรสแล้วด้วยไฟอ่อนๆ รอให้น้ำปรุงเหลวได้ที่แล้วจึงเอาโปรตีนเกษตรที่ทอดกรอบแล้วลงไปเคล้า 

ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น 35 ปี คู่น้ำยมสวรรคโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568883

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น 35 ปี คู่น้ำยมสวรรคโลก

เรื่อง/ภาพ ภูเบศวร์ ฝ้ายเทศ

ลูกค้าขาจรและขาประจำแวะเวียนมาอุดหนุนเต็มร้านทุกวันเพราะติดใจในฝีมือและรสชาติความอร่อยของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น” ซึ่งเปิดอยู่ชั้นล่างของบ้านไม้เก่าเลขที่ 40/4 หมู่ 4 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ต.ในเมือง ใกล้กับศาลหลักเมืองเก่า อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งเปิดขายมายาวนานถึง 35 ปี

อุ่นเรือน จำรูญ หรือป้าอุ่น วัย 68 ปี เจ้าของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวกะลาป้าอุ่น” กล่าวว่า ยึดอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงครอบครัวมานาน 35 ปีแล้ว โดยฝึกทำและคิดค้นสูตรอาหารขึ้นมาเอง พร้อมนำกะลามะพร้าวที่เป็นวัสดุเหลือใช้ ทำเป็นภาชนะใส่ก๋วยเตี๋ยวแทนชามจนเป็นที่รู้จัก แต่หลังเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายปีก่อน กะลาในร้านลอยหายไปกับน้ำยมจนหมดเกลี้ยง ก็เลยไม่ได้ใช้ตั้งแต่นั้นมา ทว่าความอร่อยยังคงอยู่ ลูกค้าแน่นทุกวัน

สำหรับเมนูอร่อยของร้านนี้นอกจากผัดไทยเกี๊ยวกรอบ ก๋วยเตี๋ยวไทยสวรรคโลก ก๋วยเตี๋ยวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ซี่โครงหมูตุ๋น ใส่มะระกับลำไยให้กลิ่นหอมน่ากินแล้ว ก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ รวมทั้งข้าว อาหารตามสั่ง ขนมเบื้องไข่ และออร์เดิร์ฟที่ลูกค้าทุกคนมาต้องสั่งกินเรียกน้ำย่อยก่อน ก็คือ เกี๊ยวทอดน้ำจิ้มรสเด็ด กับขนมปังหน้าหมู

แต่ละเมนูไม่แพง ราคา 20-35 บาท ร้านเปิดทุกวัน 09.00-16.00 น. สอบถามโทร. 08-7312-3220 

ฮาโอม่า กินกลางสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568880

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ฮาโอม่า กินกลางสวน

เรื่อง/ภาพ ฟร็อกกี้ลิเชียส

แรกได้เห็นชื่อ Haoma และบรรยากาศร้านจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ก โดยไม่รู้การออกเสียงและความหมายของชื่อ ทำให้คิดไปเองว่า คงต้องเสิร์ฟอาหารจีนแบบร่วมสมัยในบรรยากาศร้านรูฟท็อปเป็นแน่แท้ กระทั่งได้มาสัมผัสด้วยตัวเองนั้นกลายเป็นคนละเรื่องแบบพลิกฟ้าพลิกดิน (แอบฮา)

ฮาโอม่า (Haoma) คือชื่อของร้านอาหารใจกลางเมืองที่ซอยสุขุมวิท 31 แห่งนี้ ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ตั้งแต่สมัยเปอร์เซียโบราณ หมายถึงต้นไม้แห่งชีวิต ด้วยเพราะร้านนี้วางคอนเซ็ปต์ไว้เป็นดินเนอร์กลางสวนออร์แกนิก ที่บริเวณด้านหลังร้านจะเต็มไปด้วยสีเขียว นอกจากบรรดาต้นไม้ใหญ่ที่เป็นต้นไม้ดั้งเดิมของบ้านหลังงามแล้ว ยังมีกระบะสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวชนิดที่ไม่ธรรมดา สำหรับนำมาใช้ในครัวของทางร้าน โดยที่ระบบน้ำสำหรับปลูกผักนั้นก็มาจากตู้ปลา ที่ไหลวนไปวนมาเป็นระบบนิเวศอยู่ในร้านแบบไม่เปลืองทรัพยากร

การตกแต่งร้านเน้นความเป็นธรรมชาติ โต๊ะเก้าอี้ เน้นสีธรรมชาติของไม้ ทั้งประดับตกแต่งมุมต่างๆ ด้วยไม้ประดับต้นเล็กต้นน้อย ไม่ให้ขาดสีเขียวของธรรมชาติไปจากมุมมอง ร้านกรุกระจกโดยรอบเพื่อรับแสงธรรมชาติ แล้วยังเอื้อให้เห็นวิวสีเขียวของสวนออร์แกนิกด้านนอกได้ชัดถนัดตาอีกด้วย

ผนังด้านหนึ่งตรงกลางร้าน ประดับประดาไว้ด้วยท่อนไม้ขนาดต่างๆ กัน เป็นกำแพงศิลปะที่ประดิษฐ์ขึ้นจากไม้ ทางร้านบอกว่า เนื่องจากจำเป็นต้องตัดต้นไม้บางส่วนเพื่อที่จะปลูกพืชสวน ชิ้นส่วนของต้นไม้ดังกล่าวจึงกลายมาเป็นส่วนของร้าน ณ บริเวณนี้

ฮาโอม่า การันตีว่า อาหารทางร้านเป็นแนว Sustainability อย่างแน่นอน พืชผักต่างๆ ปราศจากการขนส่งมาจากที่อื่นๆ อาหารที่เสิร์ฟ (ไม่ใช่อาหารจีนอย่างแน่แท้-ฮา) ต้องเรียกว่าเป็นอาหารนานาชาติแนวโมเดิร์น รังสรรค์โดยเชฟ Deepanker Khosla หรือเรียกง่ายๆ ว่า เชฟดีเค กับผู้ช่วย เชฟตารุน บาเตีย ที่อาศัยพืชผักในสวนหลังร้านมารังสรรค์เป็นอาหาร

ทว่า อย่าเข้าใจผิดว่าร้านนี้เสิร์ฟอาหารวีแกนหรืออาหารเพื่อสุขภาพ หากเป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นที่อาศัยเทคนิค ฝีไม้ลายมือของเชฟในการปรุงเป็นเมนูอร่อย เป็นประสบการณ์ที่บรรดาสายชิมต้องมาสัมผัสกันแบบห้ามพลาดอีกร้านหนึ่ง

ช่วงนี้เทสติ้งเมนูของฮาโอม่าเป็นอาหารของฤดูมรสุม (Monsoon) ที่มีเสิร์ฟแบบ 7 คอร์สเมนู เริ่มเรียกน้ำย่อยกันด้วย Lacto-Fermented Local Berries, Pickled Seasonal Fruit, Re-Constructed Cracker, Miang Kham (Fermentated Acidic taste, Sharp, Robust) เมี่ยงคำสไตล์เชฟดีเค ที่กินคำเดียวได้ครบทั้งรสชาติเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และรสสัมผัส กรอบ นุ่ม ชุ่มฉ่ำ

ต่อด้วย Egg, Smoked Hollandaise, Hazelnut & Burnt Butter, Broad Beans ไข่เบเนดิกต์แบบไม่ธรรมดา ที่เชฟแยกไข่แดงออกมาผสมกับซอสฮอลแลนเดส พร้อมพริกไทยรสปะแล่มๆ ก่อนจะใส่กลับเข้าไปในไข่ขาวได้แบบไม่เสียทรงไข่ เสิร์ฟพร้อม Bread-House churned Butter, Semi-Dried Tomato ขนมปัง และเนยที่ทำมาจากผักในสวน รวมทั้ง มะเขือเทศตากแห้งแบบเซมิดรายด์

จานต่อมาเป็น Scallop, Ice Apple, Avocado, Green Mango, Tiger Milk, Quinoa, Pickled Chilli เซวิเชหอยเชลล์ เปรี้ยวนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ แสนสดชื่น

ขณะที่เมื่อเสิร์ฟ Goat cheese-Magnum, 100% Cocoa, Pumpkin, Citrus, Chicken Liver-Magnum, 100% Cocoa, Pumpkin, Citrus มา พอเห็นหน้าตาหลายคนนึกว่า อ้าว… ของหวานแล้วเหรอ เพราะหน้าตาช่างเหมือนไอศกรีมแม็กนั่ม ทว่า ด้านในเป็นตับไก่เคลือบช็อกโกแลต 100% เสิร์ฟมาพร้อมชีสนมแพะ ให้รสชาติขมๆ เค็มๆ มันๆ

คอร์สถัดไป เชฟให้เลือกระหว่าง Grouper, Lettuce Cream, Beer Batter, Sweet Potato, Caper Salt ปลาเก๋าราดซอสผักกาดหอม หรือจะกิน Pasta-Root & Greens, Hazelnut, Parmesan Mousse พาสต้าราดพาร์เมซานมูส

ขณะที่อาหารจานหลักมีให้เลือกถึง 3 อย่าง ตามชอบ สายเนื้อมี Wagyu Tenderloin & Cheek, Burnt Leek & Potato Puree, Braised Cabbage เป็นทางเลือก เนื้อวางุละลายในปาก ทั้งเทนเดอร์ลอยน์และส่วนแก้ม เสิร์ฟพร้อมพูเรมันฝรั่ง และกะหล่ำปลีตุ๋น

คนไม่กินเนื้อวัว ต้องนี่เลย Duck and Chicken Sandwich, Burnt Leek & Potato Puree, Braised Cabbage เห็นชื่อแล้ว อย่าคิดว่าเชฟจะเสิร์ฟแซนด์วิชที่เป็นขนมปังสอดไส้ต่างๆ แต่เป็นเนื้อเป็ดและเนื้อไก่มาประกบกันเองจนเป็นเนื้อเดียวเหมือนแซนด์วิช เสิร์ฟพร้อมพูเรมันฝรั่ง และกะหล่ำปลีตุ๋น

อีกจานเป็นทางเลือกของคนกินมังสวิรัติ Cauliflower, Curry Cream, Crispy Jobs Tears, Sour Cream ที่เชฟนำรสชาติแบบอินเดียตอนใต้มานำเสนอกับจานแกงดอกกะหล่ำ

มาที่จาน พรี-ดีเซิร์ต แสนสดชื่น Balsa mic, Strawberry, Vanilla, Honeycomb, Whey, Cucumber, Borage ตามด้วยของหวานจานที่ 1 Caramelised Milk Bread, Sunchoke, Wood Ants, Sorrel ที่เคยแต่เล่นเกมช็อกโกแลตเทียร์และมีสูตรช็อกโกแลตใส่มดจากอเมซอน ไม่คิดว่าจะกินได้ เอ๊ย… ได้กินจริงๆ กับเขาในวันนี้ในจานขนมฮันนี่โทสต์!

จานนี้พลาดไม่ได้ ฟร็อกกี้ลิเชียส ปลื้มสุดๆ นับเป็นปาฟโลวาที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย (ไม่ได้โม้) Corn Parfait, Charcoal, Coconut, Passion Fruit เนื้อเมอแรงสุดบางกรอบ ไม่หวานเกินไปด้วยไส้ครีมข้าวโพด ปิดท้ายด้วยพูเรเสาวรสเปรี้ยวอมหวาน

ปิดท้ายด้วย เปอตีต์ ฟูร์ Chocolate, Buttermilk, Cocoa nib, Mango 4 ชิ้น 4 รสชาติ อ้าว เชฟยังแถมจานอมยิ้มไอศกรีมปิดท้ายอีกอย่าง

นอกจากเซตเมนูแล้ว ยังสามารถสั่งเป็นแบบอะลาคาร์ตได้ตามสะดวก

ฮาโอม่า อยู่ที่สุขุมวิท 31 (ใกล้ๆ ร้านเสือนอนกิน) เปิดให้บริการทุกวันเวลา 18.00-23.00 น. สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ มีบริการวีกเอนด์บรันช์ เวลา 11.00-15.00 น. สไตล์เมนูตามสั่งอีกด้วย จองโต๊ะได้ที่ โทร. 02-258-4744 อีเมล : reservartions@haoma.dk หรือเว็บไซต์ http://www.haoma.dk/

กาแฟ + น้ำผลไม้ เข้ากันได้ (ยังไงหว่า)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568884

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

กาแฟ + น้ำผลไม้ เข้ากันได้ (ยังไงหว่า)

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

มหัศจรรย์ใจจริงๆ อะไรๆ ก็เข้ากับกาแฟได้ แม้กระทั่ง “น้ำผลไม้” ที่ไม่น่าจะมีรสชาติไปด้วยกันได้ กลับปะทะสังสรรค์กันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

Coffee Juice คอฟฟี่จูซ ไม่ใช่คอฟฟี่ (ขี้) จุ๊ย (ซ์) จึงกลายเป็นเครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ ที่ฮิตอยู่ทุกทั่วหัวระแหงมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว โดยเฉพาะบรรดาร้านคาเฟ่อินดี้ที่เปิดใหม่ หรือแม้แต่ร้านกาแฟเชนใหญ่ๆ ก็ไม่วายที่จะต้องตามกระแส คิดค้นสูตรกาแฟที่มีกลิ่นรสของน้ำผลไม้เข้ามาผสม ให้ได้รสชาติที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ของคุณลูกค้า

จะว่าไปกาแฟกับน้ำผลไม้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรมาก แต่เป็นเทรนด์ฮิตมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยคนดื่มกาแฟก็เยอะ ขณะที่คนไม่ดื่มก็มี ทีนี้พอไปแฮงก์ด้วยกัน ฝ่าย “ติด” กาแฟก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ขณะที่พวกไปดื่มก็ต้องมีทางเลือกที่จะทำตัวกลมกลืนกันไป การนำกาแฟมาผสมน้ำผลไม้รสชาติต่างๆ นอกจากจะยกให้เป็นเมนูสร้างสรรค์แล้ว ยังเรียกว่าช่วยดึงคอกาแฟหน้าใหม่ๆ ที่ไม่ฮาร์ดคอร์เข้ามาสู่โลกของกาแฟได้อีกมากมาย

สูตรโบร่ำโบราณที่นำกาแฟมาผสมกับน้ำผลไม้ ก็ต้องยกให้เอสเปรสโซ่ โรมาโน (Espresso Romano) กาแฟใส่เลมอนแสนสดชื่น ที่เล่าว่ามีจุดกำเนิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นู่นแน่ะ จากการต้องการประหยัดทรัพยากรน้ำที่มีอยู่น้อยนิดในช่วงสงคราม (แต่มีมะนาวแฮะ)

บ้างก็ว่าเป็นพวกอเมริกันมากกว่าที่บีบมะนาวลงไปในกาแฟที่รู้สึกว่ารสชาติไม่ค่อยโอเค เพื่อช่วยเจือจางรสขมที่ไม่น่าพิสมัยในกาแฟลงได้ อีกเรื่องก็เล่าว่ามีมาตั้งแต่ยุคโรมัน เป็นความนิยมของคนในสมัยนั้นที่ชื่นชอบการบีบมะนาวลงในกาแฟ จากเมนูประจำบ้านก็กระจายไปตามร้านกาแฟและร้านอาหารต่างๆ

ยังไงก็ตามเมนูนี้บ้านเรายังไม่ค่อยนิยมเท่ากาแฟใส่น้ำส้ม ที่รสหวานนำ อมเปรี้ยวน้อยๆ ติดขมปลายๆ เข้ากันได้ดีกับรสขมๆ ของกาแฟ และจะดียิ่งขึ้นเมื่อเติมโซดาเข้าไปสักหน่อย อย่างที่ร้านคอฟฟี่ คลับ มีเมนูออเรนจ์ โทนิก โคลด์บริว (Orange Tonic Cold Brew) กาแฟโคลด์บริวรสละมุน ผสมน้ำส้มแมนดาริน ท็อปปิ้งด้วยน้ำโทนิกเล็กน้อย

อีกผลไม้ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะนำมาใส่กาแฟแล้วเวิร์กก็คือ เสาวรส มีมีรสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม ก็เข้ากันได้ดีกับรสขมๆ ของกาแฟ สูตรของปิ๊กบ้าน คาเฟ่ จ.ลำพูน ที่เสิร์ฟเมนูนี้เรียกว่า แพสชิโน่ (Passhino) ก็คือใส่เสาวรสพูเรลงไป ก่อนท็อปปิ้งด้วยกาแฟที่ผ่านการเชคกับน้ำแข็ง ปิดท้ายด้วยฟองกาแฟที่ได้จากการเชก กินแล้วเย็นฉ่ำชุ่มคอ อาฟเตอร์เทสต์ขมๆ เล็กน้อย

ที่ล้ำๆ ก็ต้องยกให้เกรฮาวด์ คอฟฟี่ ที่คับเฮาส์ เอกมัย ซอย 3 ที่มีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ อย่าง คับเฮาส์ มังกี้ (CUB House Monkey) กาแฟปั่นกับนมกล้วย แต่งหน้าด้วยวิปครีมและกล้วยหอมสดๆ สามารถเรียกแขกที่ไมีกินกาแฟได้มากมายทีเดียว เพราะรสชาติเหมือนกินขนมมากกว่าเครื่องดื่มกาแฟ

อีกรสชาติผลไม้ที่เข้ากับกาแฟได้ดีคือน้ำมะพร้าว ที่คาเอรุเคยชิมแบบที่นำกาแฟไปแช่เป็นโคลด์บริวในน้ำมะพร้าว รสชาติหอมหวนชวนกินมากๆ และยังเคยได้ยินคนนำน้ำมะพร้าวมาใส่ในอเมริกาโน่เย็น แถมท็อปปิ้งด้วยมะพร้าวอ่อนให้เคี้ยวกันหนุบหนับอีกต่างหาก

ต้องติดตามกันต่อไปว่า ในอนาคต คอฟฟี่จูซ จะล้ำไปได้ถึงไหน… 

คาลิ เม็กซ์ กินง่ายๆ สไตล์เม็กซิกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568876

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 12:30 น.

คาลิ เม็กซ์ กินง่ายๆ สไตล์เม็กซิกัน

เรื่อง กั๊ตจัง

ตามล่าร้านเด็ดวันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศไปลองอาหารเม็กซิกัน ง่ายที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นร้านอาหารหรูก็มีให้เรารับประทานกันริมถนน ร้านนั้นมีชื่อว่าคาลิ เม็กซ์ (Cali-Mex) เป็นร้านขนาดเล็กตั้งอยู่ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินท์ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ถนนสีลม

เป็นร้านเล็กๆ ไม่กี่ที่นั่ง เน้นการขายให้ลูกค้าขาจร ใครเดินผ่านไปผ่านมาแถวสีลมเดินเข้าไปซื้อได้เลยครับ อาหารรับประทานง่ายๆ แต่ได้คุณภาพ ด้วยเมนูอาหารเด่นๆ ของเขาอย่างทาโก้ (Tacos) ที่ให้ลูกค้าเลือกได้เลยว่าจะรับประทานกับเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ใส่ซอสคลุกเคล้ากับซัลซามะเขือเทศ กัวคาโมเล หัวหอม ผักกะหล่ำซอยวางบนแป้งตอร์ติญา

ส่งกลิ่นหอมน่ารับประทาน พนักงานบอกกับเราว่าแป้งของร้านนั้นใช้แป้งแบบฟรีกลูเตน คนที่แพ้กลูเตนสามารถรับประทานได้เกินอาการแพ้แน่นอน สามารถสั่งได้ทั้งแป้งหนานุ่มและบางกรอบ

อีกเมนูที่แนะนำ คือ เกซาดิย่า (Quesadilla) สามารถสั่งแบบวงกลมเต็มถาดหรือครึ่งถาดก็ได้ รสชาติจะคล้ายๆ กับทาโก้ แต่ใส่ชีส ใส่เครื่องต่างๆ มาแน่นกว่า และแน่นอนว่าอร่อยกว่า

รับประทานแล้วได้ความรู้สึกคล้ายๆ กับพิซซ่าอยู่เหมือนกัน แต่ถ้ารับประทานกับซอสของทางร้านที่ให้ลูกค้าเลือก 4 ระดับตั้งแต่อ่อนออกทางรสเปรี้ยวไปจนถึงเผ็ดสุดจะมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่า

ปิดท้ายที่เมนูนาโช (Nachos) แป้งตอร์ติญาอบจนสุกกรอบและคล้ายขนมที่เราชอบรับประทานมาคลุกเคล้ากับชีส ซัลซ่าซอส ผักและเนื้อต่างๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ วัยรุ่นน่าจะชอบเมนูนี้ไม่ยาก สำหรับคนที่เป็นวีแกนหรือคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่าง ก็สามารถบอกกับพนักงานให้ทำเมนูเฉพาะของชาววีแกนได้ด้วย

สำหรับคนที่อยากจะลองอาหารเม็กซิกัน แนะนำร้านนี้รสชาติจัดจ้านถูกปากคนไทยแน่นอน ร้านเปิด-ปิดเวลา 10.00-02.00 น. โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-318-4748 

ใหม่ใหม่ ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซรสคงเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568875

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 11:30 น.

ใหม่ใหม่ ก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซรสคงเดิม

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จุดกำเนิด “ก๋วยเตี๋ยวเรือเพนนินฯ” ด้วยเหตุผลก็เพื่อ “อำนวยความสะดวก” ให้แก่คนในแวดวงสังคมผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยากแซ่บกับรสชาติจัดจ้านของอาหารสตรีทฟู้ด บริการยกขึ้นห้างหรูหราให้ได้กินในบรรยากาศสวยงาม แอร์เย็นฉ่ำสะดวกสบาย จึงเป็นที่มาของก๋วยเตี๋ยวเรือจากอยุธยาขึ้นห้างกลางกรุงเจ้าแรกของเมืองไทย และเป็นที่รู้จักกันมา 33 ปีบนศูนย์การค้าเดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ในย่านราชดำริ

วันนี้เปลี่ยนโฉมร้านในชื่อใหม่ใหม่ (MaiMai) ทุกอย่างก็คงอยู่ครบ เดินเข้ามาศูนย์การค้าชั้นล่างสุดก็เดินเข้าร้านในเลยอยู่บริเวณโถงเปียโนมาถึงทั้งทีก็ต้องสั่งของที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ย้อนเวลาก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซในตำนาน หลายคนเคยสั่งกันตั้งแต่วัยรุ่น วันเวลาผ่านไปก็คงเป็นแฟนประจำร้าน หลายๆ โต๊ะเลยที่เป็นรุ่นใหญ่วัยเก๋า นัดพบเพื่อนรียูเนียนย้อนความหลังกัน นัดเจอความอร่อยกับเมนูดั้งเดิมและรสชาติคงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ก๋วยเตี๋ยวเรือมีเนื้อหมู เนื้อวัวให้เลือก และปรับสูตรให้เข้ากับรสนิยมการกินของคนรุ่นใหม่อีกด้วย จัดมาเต็มทั้งเนื้อริบอายและหมูคุโรบุตะ อร่อยจัดจ้านด้วยรสชาติของน้ำซุปตำรับดั้งเดิม เคี่ยวมาอย่างเข้มข้น หอมด้วยกลิ่นของเครื่องเทศสมุนไพร หมูหมักได้เข้าที่มากหรือเนื้อตุ๋นที่เคี่ยวจนเนื้อนิ่มเปื่อย ช่วยเพิ่มความอร่อยให้แก่ก๋วยเตี๋ยวเรือชามนี้มากยิ่งขึ้น ครบรส เปรี้ยว หวาน เผ็ด หอมน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนข้นจากสมุนไพรและเครื่องเทศ

เสียงเปียโนบรรเลงสดคงปักหลักอยู่ที่นี่ไม่เคยหนีไปไหน ความประทับใจในความทรงจำอีกอย่างคือเสียงน้ำตกไหลพลิ้วที่อยู่ข้างๆ โถงเปียโน ใครชอบความเงียบ ไม่เสียงดัง ไม่วุ่นวาย นั่งสบาย ยิ่งถ้าหลังมื้อเที่ยงช่วงบ่ายๆ ก็ยิ่งดีเลย สั่งอาหารจานง่ายๆ สบายๆ รสชาติคุ้นเคยกินกันไป คุยกันไปยาวๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมาะสำหรับมาคุยงานธุรกิจหรือมากินอาหาคุณภาพดีกับครอบครัว มีที่จอดรถรองรับแสนสะดวกสบาย

ร้านใหม่ใหม่ เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า มีเมนูหลากหลายสไตล์ฟิวชั่นกว่า 80 รายการให้เลือกความอร่อย เริ่มต้นที่เมนูกลางวัน มีตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยกินเล่น โครเกต์เนื้อปูก้อนกับซอสทาร์ทาร์ เนื้อปูเน้นๆ อัดแน่นๆ เต็มก้อนกลม คลุกเคล้ากับส่วนผสมสูตรพิเศษนำลงทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟคู่ซอสทาร์ทาร์ซีฟู้ดสลัด สลัดผักสด อีกจานที่ควรสั่งตับไก่บดกินกับขนมปังอบกระเทียม สูตรเจ้าของร้าน คุณใหม่-สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค หรือคออาหารไทยลองสั่งได้เลยอร่อยไม่แพ้ใครในโลก ข้างตังหน้าตั้งเจ้าของร้านจัดมาในตำรับไทยแท้รสชาววัง

อาหารจานหลักทั้งเมนูข้าวที่เป็นอาหารจานเดียวในมื้อเร่งด่วนช่วงพักกลางวันกินง่ายๆ สบายๆ มีทั้งข้าวผัดคลุกปลาทู เมนูเส้นผัดไทยสปาเกตตี รวมถึงเมนูสเต๊กแบบตะวันตก ใครหลายๆ คนก็ชอบสั่งกันสเต๊กปลาแซลมอน คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมียมมาตรฐานโรงแรมห้าดาว ปรุงสดใหม่ทุกจานโดยเชฟมืออาชีพ และคนไทยเราก็ต้องมีจานเด็ดจานนี้สำหรับมื้อกลางวัน ไปจนมื้อเย็นมื้อค่ำก็กินได้ ขาดไม่ได้เลยส้มตำไทยรสจัดจ้าน กินแนมกับซี่โครงหมูอ่อนย่างกะทิ ข้าวเหนียวหอมนุ่ม

ของหวานขึ้นชื่อไอศกรีมกะทิสดทรงเครื่อง หรือกล้วยไข่เชื่อมก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย กล้วยไข่ที่นี่ทางร้านคัดมาอย่างพิเศษ เนื้อแน่น เชื่อมจนหวานชุ่มเข้าเนื้อกำลังดี ราดด้วยน้ำกะทิเข้มข้นหวาน เค็ม หอม ครบรสแบบขนมไทย ขนมฝรั่งหน้าตาสวยก็มีให้เซลฟี่ถ่ายรูปกันเก๋ๆ ด้วย อร่อยดีด้วย พานาคอตตาไมโล เข้มข้นหวานมันที่สุด ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ต้องลองกันน้ำผลไม้แยกกาก สดชื่นสำหรับวันเหนื่อยๆ มีให้เลือกทั้งน้ำฝรั่ง น้ำแครอต น้ำแอปเปิ้ล หรือคอกาแฟ ที่นี่คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมมาให้สั่งกันได้ครบครัน

ร้านใหม่ใหม่ เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ราชดำริ กรุงเทพฯ เปิดบริการ เวลา 10.00-20.00 น.โทร. 02-652-1399 เฟซบุ๊ก maimaibangkok 

กาล่าดินเนอร์ฉลองวันชาติตุรกี @ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568878

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

กาล่าดินเนอร์ฉลองวันชาติตุรกี @ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ร่วมกับสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส นำเซเลบริตี้เชฟ โทล์การ์ มิเรลี บินตรงจากประเทศตุรกีกลับมาอีกครั้ง ที่ร้านอาหารนิมิตร พร้อมพกพาวัฒนธรรมและฝีมือในการปรุงอาหารตุรกีแบบต้นตำรับ เพื่อพาแขกทุกท่านให้ร่วมเดินทางพร้อมไปกับการเฉลิมฉลองอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสแห่งการระลึกถึงวันแห่งชาติของประเทศตุรกี ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ต.ค.

งาน “อาหารเลิศรสจากประเทศตุรกี” (Culinary Delights from Turkey) ในครั้งนี้ จะเปิดบริการให้แขกได้เข้าร่วมเดินทางไปกับเชฟโทล์การ์อย่างใกล้ชิด ด้วยกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ เพียงสองมื้อค่ำเท่านั้น ที่ทุกท่านจะได้สัมผัสกับประเพณีเก่าแก่ และลิ้มลองรสชาติอาหารในแบบต้นตํารับของประเทศตุรกี ควบคู่ไปกับไวน์ที่ซอมเมอลิเย่ร์ของโรงแรมได้เลือกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ให้เข้ากันกับรสชาติของอาหารในแต่ละเมนู

เชฟโทล์การ์ มิเลรี เป็นหนึ่งในเชฟที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่องมากที่สุดในประเทศตุรกี ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสมาร่วมงานเทศกาลเอเชียน ออร์แกนิก กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 4 ที่ผ่านมาซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกที่ 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้จัดแสดงสาธิตการทำอาหาร และโชว์ฝีมือในการปรุงอาหารกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ ร่วมไปถึงได้ผนึกกำลังร่วมแสดงความสามารถในการปรุงอาหารกับเชฟท่านอื่นๆ ในกาล่า ฟินาเล่ บรันช์ บุฟเฟต์ ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลเอเชียน ออร์แกนิก กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 4 อีกด้วย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี เป็นที่ประทับใจกับผู้ที่มีโอกาสมาร่วมงานอย่างล้นหลาม

มื้อค่ำสุดพิเศษเพียง 2 มื้อ จัดในวันที่ 26 และ 27 ต.ค. กับ 5 คอร์สเมนู อาทิ ฮัมมูส (Hummus) เครื่องจิ้มสไตล์ตะวันออกกลาง ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นถั่วลูกไก่ มันติ (Manti) เกี๊ยวเนื้อตุรกีขนาดเล็กปรุงรสด้วยเครื่องเทศซูแม็ก เนื้อแกะส่วนไหล่อบแบบสโลว์คุกห่อด้วยคาดายูบ ซึ่งเป็นแป้งละเอียดที่หั่นบางๆ กับข้าวพิลาฟคลุกกระเทียม ขนมหวานฟักทองแบบดั้งเดิมเสิร์ฟกับซอสทาฮีนีและวอลนัต และครีมยัดไส้แอปริคอตแห้งและมะเดื่อ ราคา 3,000 บาท++ ต่อท่าน (สำหรับอาหาร) และราคา 4,000 บาท++ ต่อท่าน (สำหรับอาหารและไวน์)

บริการเวลา 18.30 น. เป็นต้นไป วันที่ 26 และ 27 ต.ค. ที่ร้านอาหารนิมิต ชั้นที่ 27 137 พิลลาร์ส สวีทส แอนด์ เรซิเดนเซส กรุงเทพฯ สุขุมวิท 39 โทร. 02-079-7000 อีเมล :sales_ambassador@137pillarsbangkok.com