‘สยาม’ แหล่งรวมความสวยของผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568383

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

‘สยาม’ แหล่งรวมความสวยของผู้หญิง

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่านไปผ่านมาแถวสยามนาทีนี้ สาวๆ หลายคนต้องสะดุดตากับ “แฟล็กชิปบิวตี้สโตร์” สุดชิกแห่งใหม่อย่าง บิวตี้ ทเวนตี้โฟร์ (Beauty 24) ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงข้ามมาบุญครองไม่พอ ยังชวนเข้าด้วยการออกแบบร้านให้เป็นสีชมพูหวานแหวว

บอกเลยว่าคอนเซ็ปต์แตกต่างจาก “บิวตี้สโตร์” ทั่วไปแน่นอน เพราะหุ้นส่วนของร้านทั้งสี่ นำทีมโดย สุริยน ศรีอรทัยกุล นภัสนันท์ พรรณนิภา ดร.เฉลิมรัฐ นาควิเชียร และ “น้ำชา” ชีรณัฐ ยูสานนท์ ตั้งใจเนรมิตพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตรให้เป็นสวรรค์ของสาวๆ ในบรรยากาศที่เข้ามาแล้วชวนหลงรัก

ด้วยการตกแต่งในคอนเซ็ปต์ “โมเดิร์น เอทตี้ นีออน” (Modern 80’s Neon) สะท้อนกลิ่นอายแห่งความสนุกสนานและสีสันของยุค 80 ผ่าน 2 โทนสีหลัก ได้แก่ สีชมพู ตัวแทนของความสวยงามและมีเสน่ห์ แต่แฝงด้วยความเก๋ไก๋สุดชิก และสีน้ำเงิน ตัวแทนของไลฟ์สไตล์ ความทันสมัย และความเรียบหรูที่เข้าถึงง่าย ตัดกับพื้นลายตารางหมากรุกสีขาวสลับดำสุดคลาสสิก

นอกจากบรรยากาศสุดเก๋พาให้มาเช็กอินแล้ว แต่ละชั้นยังอัดแน่นด้วยกองทัพสินค้าความงามที่รับรองว่าสาวๆ มาแล้วต้องอดใจไว้ไม่อยู่

เริ่มจากชั้น 1 ประกอบด้วย โซนน้ำหอม ยกทัพหลากหลายแบรนด์ทั่วโลกมาให้เลือกสรร โซนเมกอัพ รวบรวมไว้หลากหลายแบรนด์พร้อมให้เมกอัพเลิฟเวอร์ได้มาสัมผัสและทดลองอย่างจุใจ และพิเศษสุดกับโซนโปรดักต์เอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมอวดโฉมกระเป๋าจูดิธ ลีเบอร์ (Judith Leiber) และเครื่องประดับเพชรบิวตี้ ไดมอนด์ (Beauty Diamond)

ส่วนชั้น 2 ประกอบด้วย โซนสกินแคร์ ประกอบด้วยสกินแคร์หลากหลายประเภท รวมทั้งยังมีเมกอัพและสกินแคร์แบรนด์ของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและอาหารเสริมอีกด้วย

ชั้น 3 พบกับโซนผลิตภัณฑ์จากดาราเดลี่ช็อปปิ้ง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นวางจำหน่าย และโซนบิวตี้ไลฟ์สไตล์ ซึ่งออกแบบเป็นลานกิจกรรมสำหรับเวิร์กช็อปกับเหล่าบิวตี้บล็อกเกอร์และเมกอัพกูรู รวมถึงเป็นไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ สำหรับแชร์ทริกในการดูแลตัวเองและอัพเดทเทรนด์บิวตี้และไลฟ์สไตล์

นอกจากนี้ เพื่อเอาใจสาวๆ ยุคดิจิทัลที่อาจจะไม่มีเวลาเดินช็อปปิ้ง มีบริการพิเศษให้สาวช็อปออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ beauty24online แถมยังมีคนดูแลและคอยตอบคำถามลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพราะอาณาจักรเพื่อความงามแห่งนี้เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ “Beauty Never Sleeps”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการช็อปปิ้งได้แล้วที่สยามสแควร์ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 09-8276-3017

ตลาดสุขใจสัญจร มาตามนัด @เอสซีบีปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568382

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 09:10 น.

ตลาดสุขใจสัญจร มาตามนัด @เอสซีบีปาร์ค

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

อยากกินผักผลไม้ออร์แกนิก ที่กินได้อย่างมั่นใจ แต่ยังไม่รู้ที่เหมาะๆ ใช่มั้ย ถ้าอยู่ใกล้ๆ หรือผ่านมาแถวเอสซีบีปาร์ค อาคารที่ทำการธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ บริเวณสี่แยกรัชโยธิน ถนนรัชดาภิเษก ก็ไม่ยาก

เพราะตรงมาที่นี่ จะมีตลาดสุขใจสัญจรให้ได้ช็อปชิมกันแบบชิลๆ ในทุกๆ เดือน รับรองว่าจะได้ช็อปพืชผลทางการเกษตร อีกผักผลไม้สดออร์แกนิกที่ส่งตรงจากผู้ผลิต

ตลาดออร์แกนิกแหล่งใหญ่ ที่ตลาดสุขใจสัญจร ดำเนินงานโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้เครือข่ายสามพรานโมเดล อ.สามพราน จ.นครปฐม ต้นแบบเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ ไร้สารพิษไร้สารเคมี

หลายคนที่นิยมในพืชผักปลอดสารล้วนแต่มีนัดและไปตามนัดที่ตลาดสุขใจ นครปฐม ทุกสุดสัปดาห์ เสาร์-อาทิตย์ แต่ใครจะรู้หรือไม่ ตลาดสุขใจก็มีสัญจรแล้วนะจ๊ะ

วิชัย มีสวัสดิ์ ผู้จัดการตลาดสุขใจ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์สามพรานโมเดล เล่าให้ฟังว่า ยกตลาดสุขใจสามพรานมาไว้ที่นี่…ณ ใจกลางกรุงเทพฯ อยู่กรุงก็ช็อปสุขใจได้ โดยสัญจรมาเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าอินทรีย์โดยตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องอาหารยั่งยืน และการสร้างความตระหนักรู้แก่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อาหาร

“คอนเซ็ปต์ของการสัญจรของสุขใจก็คือ การที่เรายกตลาดสุขใจมาถึงผู้บริโภคเลย ยกมาถึงที่ โดยผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางออกไปถึงแหล่งปลูกออร์แกนิก แต่ออร์แกนิกยกขบวนกันมาให้เลือกซื้อแบบจุใจ”

ในแนวทางก็คือการเลือกเฟ้นสถานที่ที่มีผู้บริโภคที่ยังไม่เข้าถึงสินค้าอินทรีย์หรือสินค้าเกษตรแปรรูปอินทรีย์ โดยเกณฑ์แล้วก็จะเป็นบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานเยอะ สำหรับที่เอสซีบีปาร์คคือ 3,000 คน

วิชัย เล่าว่า ข้อดีของตลาดสุขใจสัญจรคือตลาดสินค้าอินทรีย์ ถือเป็นตลาดทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ทุกอย่างทุกชิ้นที่นำมาจัดจำหน่ายมีที่มาที่ไป รู้แหล่งที่มา การสัญจรแต่ละครั้งจะมีผู้จัดจำหน่าย ซึ่งก็เป็นเกษตรกรในท้องถิ่นหรือเป็นสมาชิกอยู่ในเครือข่ายสามพรานโมเดลนั่นเอง

สำหรับสามพรานโมเดล เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ เครือข่ายครอบคลุมพื้นที่และเกษตรกรในเขตพื้นที่สามพรานและใกล้เคียง รวม 12 กลุ่ม หรือประมาณ 130 กว่าครัวเรือน ทั้งนี้จะที่หมุนเวียนกันมา 14 ร้าน หรือ 14 เจ้า ต่อการสัญจรตลาดในครั้งหนึ่งๆ ซึ่งก็รับรองได้ว่า สินค้าหรือผลิตผลเกษตรอินทรีย์มีมากมายให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจแน่นอน

“แรกๆ คนก็ยังไม่เข้าใจนะ ช่วงแรกยังติดภาพลักษณ์ ภายนอกต้องสวย ต้องไร้แมลงกัดกิน เราจึงได้เชิญเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมายืนกำกับให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เรื่องผักผลไม้ปนเปื้อนสารเคมี ตั้งบูธตรวจเลือด ตรวจพิสูจน์สารเคมีในเลือดกันแบบเดี๋ยวนั้นเลย”

จากลูกค้าขาจรกลายเป็นลูกค้าขาประจำ ลูกค้าชาวกรุงช่วงแรกนิยมเลือกแต่ผักผลไม้ไม่มีตำหนิ จากเมื่อก่อนเลือกเฟ้นแต่ลูกไม้หรือผลไม้สวยๆ เดี๋ยวนี้ไม่ยึดติดรูปลักษณ์แต่เปลือก เพราะรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า คือคุณภาพและประโยชน์ที่ไร้โทษ

ตลาดสุขใจสัญจร ที่เอสซีบีปาร์ค ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก สำหรับผู้ช็อปผักผลไม้หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์สูงสุด 20 คนของวันนั้นๆ ได้สิทธิไปเยี่ยมฟาร์มแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สนับสนุนให้ผู้บริโภคเข้าถึงผู้ผลิตและฟาร์มที่ปลอดภัย ได้พบและสัมผัสเกษตรกรผู้ผลิต รวมทั้งได้ซึมซับซึ่งกันและกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

“ใครช็อปสูงสุด 20 ท่านของวันนั้น เตรียมตัวไปเยี่ยมถึงฟาร์มกันเลย ฟาร์มออร์แกนิกใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไปมาใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุกวันนี้ก็ยังมีกิจกรรมนี้ทุกเดือน”

คนชอบอาหารปลอดภัยต้องรักตลาดสุขใจสัญจร ตลาดที่ช็อปแล้วสุขใจสมชื่อแห่งนี้ บูธต่างๆ วางเต็มพื้นที่ มีตั้งแต่ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผักผลไม้ตามฤดูกาล ผักผลไม้พื้นบ้าน มะเขือ คะน้า กวางตุ้ง มะเขือเทศ มะเขือยาว กล้วย มะนาว ฝรั่ง ฯลฯ ยังมีสินค้าแปรรูป ได้แก่ ขนมปัง แยม คุกกี้ น้ำตาลอ้อยอินทรีย์ สังขยา ขนมไทย ข้าวต้มมัด ไอศกรีมไรซ์เบอร์รี่ นมแพะ และน้ำฝรั่ง เป็นต้น

ได้ลองชิมผลไม้และสินค้าแปรรูปต่างๆ ก็ต้องยกนิ้วให้สำหรับความสดอร่อย กินแล้วสบายใจมั่นใจว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ ที่สำคัญได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรและสินค้าปลอดสาร เกษตรกรผู้ปลูกอยู่ได้ เราๆ ท่านๆ ที่เป็นผู้บริโภคก็ “อยู่ได้” เช่นกัน

ขายดีอันดับหนึ่ง คือ ผลไม้พร้อมรับประทาน รวมทั้งผักผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะเฟือง มะม่วง และมะพร้าวน้ำหอม ครั้งหนึ่งๆ จะมีร้านค้าเกษตรกรมาร่วมออกร้านประมาณ 14 ร้านค้า ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของตลาดสินค้าอินทรีย์ สัญจรมาสำหรับคนรักสุขภาพ ประหยัดเวลา ประหยัดการเดินทาง ไม่ต้องออกไปไกลถึงสามพรานอีก

“ตลาดสุขใจสัญจร ไม่ปรับราคาเพิ่ม เราสัญจรมาแล้ว 3 ปี โดยอนาคตอันใกล้ยังมีแผนที่จะสัญจรต่อไปอีกหลายที่ ล่าสุดคือที่ตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ที่เรารับเชิญไปออกอีเวนต์ กับตั้งเป็นช็อปเล็กๆ ชื่อ ‘สุขใจออร์แกนิก’ อย่าลืมไปอุดหนุนกันให้ได้”

ติดตามข้อมูลตลาดสุขใจสัญจร @เอสซีบีปาร์ค มาขายวันไหนๆ มีอะไรมาขายบ้างรอบนี้ หรือมีผักผลไม้ตามฤดูกาลอะไรที่เป็นพิเศษ ราคาพิเศษ ติดตามได้ที่ http://www.sookjaiorganics.com รวมทั้งติดตามเครือข่ายสามพรานโมเดล รวมทั้งตลาดสุขใจ (สามพราน นครปฐม) ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : เครือข่ายสามพรานโมเดล

Mensooree Okinawa (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568328

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 13:55 น.

Mensooree Okinawa (4)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปพิชิตพื้นที่ทางตอนเหนือสุดของเกาะโอกินาว่ากัน ซึ่งยังไม่ค่อยนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจากการเดินทางที่ยาก และระบบขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง จึงยังเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่แถมทั้งยังมีสิ่งที่น่าสนใจให้ค้นหาอีกมากมาย Yanbaru คือชื่อเรียกบริเวณทางตอนเหนือของโอกินาว่า คำนี้มาจากการผสมคันจิ 2 ตัว คือ ภูเขา และดั้งเดิม บ่งบอกถึงภูมิศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าว ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและป่าไม้ริมทะเล ตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์รวมถึงสัตว์แปลกๆ ที่สามารถพบเห็นได้ในบริเวณพื้นที่นี้เท่านั้น และเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา พื้นที่ยันบารุก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 33 ของญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการอีกด้วย

การเดินทางของเรายังคงใช้บริการ One Day Tour ของ Hiphop Bus เจ้าเดิม วันนี้เราออกกันค่อนข้างเช้าเนื่องจากเส้นทางไปยังจุดเหนือสุดนั้นต้องใช้เวลากันพอสมควร จากเมืองนาฮะไปยังจุดหมายปลายทางแรกที่แหลมเฮโดะ (Hedo Misaki) ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 120 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า แหลมเฮโดะนั้นตั้งอยู่สุดปลายขอบทางตอนเหนือเกาะโอกินาว่า เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามและกว้างไกลสุดสายตาของมหาสมุทรแปซิฟิกที่มาบรรจบกับทะเลจีนตะวันออกได้จากบริเวณริมหน้าผาชายฝั่งทะเลที่อยู่ตรงหน้า พอหันกลับมาก็พบกับความสมบูรณ์ของธรรมชาติแบบเต็มร้อย ทั้งแนวภูเขา ป่าไม้ และน้ำทะเลสีครามที่กระทบกระแทกเข้ากับหินผา ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงอันทรงพลังแต่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เชื่อว่าใครที่ได้มาเห็นต้องหลงเสน่ห์ความงดงามของที่นี่แน่นอน และไม่เฉพาะเพียงแค่ภาพและเสียงเท่านั้น อากาศของที่นี่ก็ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ได้เช่นกัน เคยได้ยินโฆษณาสมัยเด็กว่า อากาศสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนยอดเขา ตอนนั้นไม่เข้าใจ จนได้มีโอกาสมาญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เฮ้ย! ทำไมสูดหายใจแล้วมันเต็มปอดขนาดนี้ ที่แหลมเฮโดะนี่ก็เป็นจุดหนึ่ง ที่ให้ความรู้สึกหายใจได้เต็มปอดเช่นกัน สูดอากาศกันจนชื่นมื่นแล้วก็ได้เวลาเคลื่อนตัวออกไปยังจุดหมายปลายทาง ที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นขุมพลังจากธรรมชาติ

นั่งรถจากแหลมเฮโดะเพียง 5 นาที ก็มาถึงยังหมุดหมายของวันนี้ หากท่านอยากสัมผัสกับความเป็นยันบารุ อย่างถึงที่สุด แนะนำว่าต้องไม่พลาดการมาเยือน Daisekirinzan ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ashimui ซึ่งชาวโอกินาว่าเชื่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า ที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของโอกินาว่าที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพเจ้า พื้นที่แถบนี้ประกอบไปด้วยยอดเขาหินปูนสี่ยอด ที่ถูกกัดเซาะจากสายลมแสงแดดเป็นเวลานานกว่า 200 ล้านปี จนกระทั่งมาถึงสมัยราชวงศ์ริวกิว ผู้ปกครองอาณาจักรจะเดินทางมาที่นี่ เพื่ออธิษฐานขอพรให้อาณาจักรริวกิว มีความมั่งคั่งจากการค้าขาย มีความอุดมสมบูรณ์จากการเก็บเกี่ยว และปลอดภัยจากภัยพิบัติทางทะเล ความเชื่อแบบนี้ได้ตกทอดมาถึงปัจจุบันว่า ทั่วทั้งบริเวณนี้มีจุด Power Spot หรือพลังจากธรรมชาติสะสมอยู่ คนญี่ปุ่นนิยมไปแสวงหาจุดรับพลังธรรมชาติแบบนี้กันนานแล้ว มีจุดรับพลังแบบนี้เยอะมาก ผมเคยไปมาหลายแห่ง แต่ละแห่งดูมีพลังแอบแฝงอยู่จริง แต่ไม่ได้ลี้ลับหรือมีสิ่งซ่อนเร้น เป็นเรื่องของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ก้อนหินขนาดใหญ่บนยอดเขา ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนโดดเดี่ยวกลางป่า เนินกว้างบนพื้นราบที่แสงส่องถึงตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานหลายร้อยหลายพันปี ย่อมสะสมพลังงานของธรรมชาติและจักรวาลไว้อย่างยาวนาน มนุษย์เราที่มีอายุขัยไม่ถึงร้อยปี เมื่อไปยืนในตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งเหล่านี้ จึงเหมือนการนำถ่านชาร์จก้อนเล็กๆ ที่ไปเสียบยังแท่นชาร์จพลังงานขนาดใหญ่นั่นเอง

กิจกรรมในวันนี้คือการเดินเขา ซึ่งที่นี่ก็จะมีแผ่นพับแนะนำสถานที่ให้กับเรา ในแผ่นพับมีแผนที่เส้นทางเดินเขารวมอยู่ด้วย ซึ่งจะบอกทั้งระยะทางและตำแหน่งที่น่าสนใจ รวมถึงแนะนำด้วยว่าตรงไหนเป็นจุดรับพลังงานธรรมชาติ เส้นทางมีให้เลือกเดินทั้งแบบสั้นและจัดเต็ม ไหนๆ ก็มายากแล้ว ขอเลือกเส้นทางยาวและครอบคลุมทั่วบริเวณได้มากที่สุด จะได้เก็บสะสมพลังงานกันให้เต็มประจุ โดยจะใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที มีไกด์ของพื้นที่เป็นผู้นำทางและให้ความรู้ตลอดเส้นทาง เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีเสียงนกร้อง มีต้นไม้แปลกตามากมาย แต่ก็แอบมีบรรยากาศคล้ายกับเดินอยู่ในป่าของบ้านเราอยู่เช่นกัน อาจเป็นเพราะสภาพป่าไม้แบบร้อนชื้นของแถบนี้ประกอบกับอากาศที่ร้อนเหมือนกันนั่นเอง แต่สิ่งที่เห็นและแตกต่างจากบ้านเราก็คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาจับแมลง มีทั้งผู้ใหญ่ คนสูงอายุ คู่รัก วัยรุ่น ไปจนถึงเด็กตัวเล็กตัวน้อย ก็มากันไม่น้อย เป็นการเดินป่าที่คึกคักที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาก็ว่าได้

ตลอดเส้นทางเจ้าหน้าที่คอยแนะนำให้เราดูนี่โน่นนั่นกันไปเรื่อยๆ จนเมื่อออกจากเขตป่ามาเจอภาพตรงหน้า เป็นลานหินขนาดใหญ่สีขาว กลุ่มหินกระจัดกระจายเต็มพื้นที่ และตรงกลางมีหินก้อนใหญ่รูปร่างเหมือนกอริล่ากำลังนั่งเฝ้ามองเราอยู่ เป็นความอลังการของธรรมชาติที่สะกดสายตาเราไว้ได้นานเลยทีเดียว เส้นทางบังคับให้ต้องไต่ขึ้นไปบนกลุ่มหิน จนสุดทางเดินก็จะพบกับจุดชมวิวทะเล Churaumi และเมืองชายฝั่ง เป็นจุดที่ได้พักกายและใจไปกับการทอดตามองความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ยังไม่จบแค่นี่นะครับ หลังพักขากันแล้วเรายังต้องเดินต่อไปยังจุดรับพลังที่มีชื่อเสียงที่สุดและสวยที่สุดของที่นี่ เป็นกลุ่มต้นไทรที่แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้างสร้างความร่มรื่นให้กับพื้นที่ มีม้านั่งกระจายอยู่รอบๆ ลานใต้ต้นไทร เพื่อให้นักเดินทางนั่งรับพลังจากธรรมชาติ ทำให้ผมนึกถึงแอนิเมชั่นของฝรั่งเรื่อง Avarta ขึ้นมาทันที นึกถึงชนเผ่านาวีแห่งดาวแพนโดร่า ที่ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพราะพลังแห่งธรรมชาติคือพลังที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน การรับพลังธรรมชาติเข้าสู่ร่างกาย จึงเหมือนการได้บำบัดทั้งภายนอกและภายในจิตใจเรานั่นเอง

เตรียมตัวหลงทาง ระวังหลงรัก ‘No Plan Trip’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568274

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

เตรียมตัวหลงทาง ระวังหลงรัก ‘No Plan Trip’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : No Plan Trip

นอกจากความน่ารักของ “นัท” ณัฏฐา สักกพันธุ์นิกร ที่ทำให้เพจเฟซบุ๊ก No Plan Trip (โน แพลน ทริป) ดูสดใสขึ้นมาแล้ว ภาพทิวทัศน์และสถานที่ท่องเที่ยวก็สวยงามจนอยากตามไป แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้นยังมีความหลงตามนิสัยส่วนตัวที่ชอบลุยเดี่ยวและไปเที่ยวแบบไม่มีแผน

“นัทเป็นคนชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูป และชอบถูกถ่าย” เธอเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของเพจโน แพลน ทริป

“เวลาไปเที่ยวมาก็จะลงรูปในเฟซบุ๊กส่วนตัวจนเพื่อนๆ แนะนำให้เปิดเพจ และส่วนตัวนัทเองก็อยากลองแชร์ อยากเล่าเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางของตัวเองดูอยู่แล้ว เลยคิดว่ามันน่าจะดี น่าสนใจดี แต่กว่าจะเปิดเพจได้ก็คิดนานพอสมควรว่าจะใช้ชื่อเพจว่าอะไรดี

สุดท้ายแล้วคิดได้ว่า เวลาเราไปไหน เราไม่เคยแพลนเลย อยากไปก็ไป แล้วบางทีก็ผิดแผนตลอด เลยตัดสินใจใช้ชื่อเพจนี้”

นักเดินทางวัย 26 ปี กล่าวต่อว่า ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวของเธอน่าจะเหมือนกับผู้หญิงทั่วไป คือ ชอบไปในที่สวยๆ มีของกินอร่อยๆ แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากเป็นพิเศษก็คงเป็นธรรมชาติ และเป็นผู้หญิงที่ชอบพกกล้องไปทุกที่แม้ว่าจะต้องไปในที่ที่ลำบากก็ตาม

“นัทเป็นคนเขียนไม่เก่ง แต่พูดเก่ง เลยชอบเขียนเล่าเรื่องเหมือนเพื่อนคุยกัน บ่นให้กันฟัง และสอดแทรกความรู้เล็กๆ น้อยๆ ลงไป เพื่อคนอ่านจะได้เข้าถึงได้ง่ายผ่านภาษาพูดธรรมดาบ้านๆ และตอนนี้นัททำงานอยู่ญี่ปุ่นก็จะมีอัพเดทข่าวสารบ้านเมืองและพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นให้ลูกเพจได้ทราบกันบ้าง

ส่วนการถ่ายภาพ นัทชอบถ่ายภาพแคนดิด เพราะเราอยากให้ภาพเล่าเรื่องได้ อยากให้ภาพสื่ออารมณ์ออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่นัทจะเที่ยวคนเดียว เวลาอยากไปไหนก็จะไปให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีเพื่อนก็จะไป ปล่อยให้การเดินทางพาเราไปเจอเรื่องที่ไม่คาดคิดระหว่างทาง”

นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เธอมองเห็นโลกกว้างขึ้น เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ ได้เห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร อยู่กันแบบไหน กินอะไร และที่สำคัญคือได้รับมิตรภาพดีๆ กลับมา

“การได้พูดคุยกับคนมากหน้าหลายตาทำให้เราเข้าถึงมุมมอง ความคิด ทัศนคติของสิ่งต่างๆ เป็นการขยายกรอบความคิดของเราให้กว้างมาก ไม่ใช่แค่ทำงานแล้วกลับบ้านนอน” ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น

“และการเดินทางยังทำให้เราเก่งขึ้น ทั้งการวางแผน การบริหารเงินและเวลา ทักษะการสื่อสาร การเอาตัวรอด และการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งทำให้เราเป็นคนปรับตัวง่าย อยู่ได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญคือ ทำให้เรากล้าขึ้น กล้าออกไปจากที่ที่คุ้นชินสู่การเดินทางครั้งใหม่ไปเรื่อยๆ”

ติดตามการเดินทางแบบหลงๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก No Plan Trip โดยเฉพาะสาวกแดนปลาดิบจะได้ลงลึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวแบบอันซีนในญี่ปุ่นก่อนใคร

กลับมาอีกครั้ง ตลาดน้ำอัมพวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568290

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

กลับมาอีกครั้ง ตลาดน้ำอัมพวา

โดย สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

แม้ตลาดน้ำหลายแห่งจะปิดตัวลงไป หรือไม่ก็มีคนมาเที่ยวบางตากว่าเดิม แต่สำหรับตลาดน้ำอัมพวา ถึงวันนี้ยังมีผู้คนเวียนมาเที่ยวหนาตาเหมือนเดิม และคงจะเป็นตลาดน้ำยอดฮิตตลอดไป

ในทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลาดนี้แห่งนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษ ทั้งเพื่อนฝูง คู่รัก ครอบครัว แม้กระทั่งมาเดี่ยวๆ ก็ไม่เคยเหงา เพราะที่นี่มีอะไรให้ชมและชิมกันเยอะมากทีเดียว

ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า อ.อัมพวา มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์กันเลยทีเดียว โดยในสมัยก่อนเรียกกันว่า “แขวงบางช้าง” เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีความเจริญทั้งในด้านการเกษตร และการพาณิชย์ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้น แขวงบางช้างมีตลาดค้าขายเรียกว่า “ตลาดบางช้าง” นายตลาดเป็นหญิงชื่อน้อย มีบรรดาศักดิ์เป็นท้าวแก้วผลึก นายตลาดผู้นี้อยู่ในตระกูลเศรษฐีบางช้าง ซึ่งต่อมาเป็นราชินิกุล “ณ บางช้าง”

ตลาดน้ำอัมพวานั้นตั้งอยู่ริมคลองใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม จ.สมุทรสงคราม ความสวยงามของตลาดแห่งนี้คือจะมีบ้านเรือนเก่าแก่และวีถีชุมชนโบราณที่หลงเหลืออยู่ ยิ่งได้กระแสการชมหิ่งห้อยของที่นี่ ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย จากชุมชนที่เงียบสงบ มีเสน่ห์ของความเรียบง่ายและความเป็นวิถีไทย กลายเป็นตลาดอัมพวาที่คึกคักมากยามนี้

เสน่ห์ของตลาดแห่งนี้นอกจากตั้งอยู่ริมคลองอัมพวา และมีบ้านเก่าๆ เป็นไฮไลต์แล้ว ที่นี่ยังจะมีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารและเครื่องดื่มกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย อาหารทะเลเผา ก๋วยเตี๋ยวเรือ ผัดไทย หอยทอด ขนมใส่ไส้ ขนมกล้วย และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบทานเลยทีเดียว

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ เราจะซื้อของต่างๆ ได้จากเรือพายของพ่อค้าแม่ค้า ชวนให้นึกถึงอดีตอันแสนคลาสสิกได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังมีรถเข็นขายของบนบกด้วย และก็มีร้านรวงเปิดให้เดินชิล หรือจะนั่งจิบกาแฟชมบรรยากาศก็ได้ เสียงตามสายของชาวชุมชนที่เปิดตลอดเวลาทำให้นึกถึงสมัยยังเยาว์วัย

นอกจากนี้ สามารถนั่งเรือท่องเที่ยวตามแม่น้ำแม่กลอง และไหว้พระตามวัดริมแม่น้ำได้อีกด้วย สำหรับไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ ก็คือ ในตอนค่ำๆ คุณสามารถเช่าเรือไปเที่ยวชมดูหิ่งห้อยระยิบระยับตาได้อย่างเพลิดเพลินและมีควาสุขยิ่ง แถมค่าบริการก็ไม่แพง ถ้าจำไม่ผิดก็คนละ 60-80 บาทเท่านั้นเอง

ผมว่าตลาดน้ำอัมพวาไม่มีลำคลองและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยหิ่งห้อย ผมว่าเสน่ห์คงลดไปเยอะ เรือยาวลำไม่โตไม่เล็กพาเราสวมเสื้อชูชีพสีล้มฝ่าสายลมยามพลบค่ำไปตามบ้านเรือนไม้ริมคลองยิ่งทำให้มีความสุขขึ้นได้อีกเป็นกอง

ถ้ามีเวลามากหน่อยก็ลองเดินกลับออกมาทางท่าเรือแล้วไปเที่ยวที่วัดบางนางลี่กันดูเพราะหากมาถูกช่วง ต้นตะแบกดอกสีม่วงหรือชมพู จะพรั่งพรูร่วงลงจากบนต้นสู่พื้นดินไม่ขาดสาย สวยงามมาก ให้ความรู้สึกชื่นใจ

รับรองว่า ทริปนี้ใช้เวลาไม่นาน ไม่เหนื่อย และยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ได้กินของอร่อยๆ อีกทั้งยังได้ชมหิ่งห้อยใกล้ชิดธรรมชาติแบบสุดๆ อีกด้วยนะครับ

ตลาดน้ำแห่งนี้เขาจะเปิดต้อนรับกันทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยจะเริ่มมีผู้คนมาเยือนในช่วงบ่ายไปจนถึงเวลาสามทุ่ม

การเดินทางไปตลาดน้ำอัมพวา

1.ทางรถยนต์ จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 325 ทางเดียวกับไป อ.ดำเนินสะดวก และอุทยาน ร.2 ประมาณ 6 กม. ก่อนถึงสามแยกไฟแดง มีทางแยกทางซ้ายเข้า อ.อัมพวา ไปอีกประมาณ 800 เมตร ทางแยกซ้ายมือเข้าตลาดอัมพวาจอดรถบริเวณใกล้ตลาดมีที่จอดรถให้บริการมากมายหลายเจ้า

2.รถประจำทาง จากสถานีขนส่งสายใต้ รถสาย 996 กรุงเทพฯ-ดำเนินฯ เป็นรถปรับอากาศ ผ่าน จ.สมุทรสงคราม ถึงตลาดอัมพวา สาย 976 กรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม ถึงสถานีขนส่งสมุทรสงคราม ขึ้นรถประจำทางสาย 333 แม่กลอง-อัมพวา-บางนกแขวก ถึงตลาดอัมพวา

3.รถตู้ มีจุดขึ้นรถจากกรุงเทพฯ-อัมพวา มีดังนี้

– อนุสาวรีย์ชัยฯ บริเวณใต้ทางด่วนพหลโยธิน ฝั่งไปสะพานควาย ค่ารถโดยสาร 70 บาท ขาไป อนุสาวรีย์ชัยฯ-แม่กลอง รถจอดบริเวณตลาดแม่กลอง จากนั้นต่อรถสองแถวแม่กลอง โรงเจอัมพวา ไปยังตลาดน้ำอัมพวา รถจอดบริเวณหน้าร้าน 7-11 ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทยเข้าตลาดอัมพวา เวลาในการเดินรถวันจันทร์-พฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 08.30-19.00 น. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 05.30-20.00 น. โทร.08-7414-5522,08-6807-0745

4.รถไฟ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ มีรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย ออกทุกวัน ลงรถไฟที่สถานีมหาชัย ข้ามเรือจากฝั่งมหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม เพื่อต่อรถไฟจากสถานีรถไฟบ้านแหลม ไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง จ.สมุทรสงครามติดต่อสอบถามตารางรถไฟได้ที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โทร.02-465-2017 หรือ http://www.railway.co.th แล้วต่อรถสองแถวแม่กลอง โรงเจอัมพวา ไปยังตลาดน้ำอัมพวา รถจอดบริเวณหน้าร้าน 7-11 ตรงข้ามธนาคารนครหลวงไทย

เปิดลายแทง 4 ร้าน ในตำนานแห่งซัมซุยโป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568273

  • วันที่ 21 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

เปิดลายแทง 4 ร้าน ในตำนานแห่งซัมซุยโป

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

จดจำภาพเมืองทันสมัยที่มีแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม 5 ดาว และคอนโดมิเนียมหรูเอาไว้ เพราะห่างจากสถานีมงก๊กออกไปแค่นับหนึ่ง สอง แล้วลืมตา ภาพต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาจะเปลี่ยนไป

แค่ 2 สถานีจากมงก๊กสู่ “ซัมซุยโป” ราวกับว่าได้เดินทางไกลไปโผล่อีกด้านของฮ่องกง บรรยากาศเหนือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินคึกคักไปด้วยผู้คน แต่มองไปไม่เห็นนักท่องเที่ยว ไม่เจอสินค้าแบรนด์ดัง และไม่ต้องกลัวว่าจะเสียตังค์เพราะไม่มีร้านค้าล่อใจ

ทว่าซัมซุยโปให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในฉากหนังฮ่องกงสมัยเฉินหลงยังหนุ่ม ตัวตึกไม่สูงจนบดบังแสง ผู้คนไม่แต่งสูท แต่สวมผ้ากันเปื้อนวิ่งวุ่นกันใหญ่ บ้างกางผ้าใบเปิดแผงลอยริมฟุตปาท บ้างกำลังเลื่อนประตูเหล็กพับส่งเสียงสนิมดังเอี๊ยดอ๊าด ส่วนร้านอาหารส่งกลิ่นหอมพร้อมเสิร์ฟตั้งแต่หัววัน รอฝูงผึ้งงานออกจากรังมาหากิน

ย่านนี้มีร้านอาหารถิ่นบรรยากาศบ้านๆ หลายร้าน แต่หากถามถึงร้านเก่าในตำนานที่เรียกว่า “ต้นตำรับ” การท่องเที่ยวฮ่องกงได้แนะนำ 4 ร้าน ตั้งแต่มื้อเช้าจรดมื้อค่ำ

เริ่มต้นที่ร้านอาหารเช้าสไตล์ฮ่องกงแท้ ร้านเต้าหู้กังหว่อ (Kung Wo Dou Bun Chong) ร้านขายอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ทั้งน้ำเต้าหู้ เต้าหู้นิ่ม และเต้าหู้ทอด อร่อยเพราะผลิตใหม่ทุกวัน พิสูจน์ได้จากโรงงานเล็กๆ หลังร้านที่ส่งออกเต้าหู้มาอยู่บนโต๊ะอาหารทันที

“เรเน่ โซ” ทายาทรุ่นที่ 5 วัย 34 ปี เล่าให้ฟังว่า ร้านแรกของครอบครัวไม่ได้อยู่ที่ซัมซุยโป แต่เปิดอยู่ที่ซิมซาจุ่ย เพราะค่าที่แพงขึ้นจึงย้ายร้านมาอยู่ที่นี่บนถนนเป่ยโฮ (Pei Ho Street) โดยตั้งแต่วันแรกเปิดขายมานานกว่า 100 ปี แต่ถ้านับเฉพาะร้านนี้มีอายุ 60 ปีได้ ยังคงจุดเด่นของร้านไว้เหมือนเดิมคือ รสชาติของเต้าหู้ที่แทบไม่มีกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เนียน นุ่ม ไม่เละ ไม่กระด้าง ทำให้คนที่ไม่ชอบกินเต้าหู้ต่างมาศิโรราบให้ร้านนี้

“เพราะเรายังใช้วิธีคั้นน้ำจากเมล็ดถั่วเหลืองด้วยเครื่องโม่ที่หมุนแบบช้าๆ และนุ่มนวล ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำเต้าหู้ของเราถึงมีรสชาติแตกต่างจากในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอื่นๆ

ทุกวันตอนตี 1 พนักงานจะมาทำน้ำเต้าหู้ที่ครัวหลังร้าน แล้วเปิดขายตอน 6 โมงเช้า จากนั้นพนักงานอีกกะจะเข้ามาทำน้ำเต้าหู้ตอน 8 โมงเช้าเพื่อขายในช่วงบ่ายอีกที

และหากนับตั้งแต่ขั้นตอนแรกถึงขั้นตอนสุดท้าย เราใช้เวลาทำน้ำเต้าหู้นาน 18 ชั่วโมง ส่วนเต้าหู้เรามีโรงงานอีกที่ทำต่างหาก เพราะต้องใช้เวลาทำนานกว่า แต่ทำสดใหม่ทุกวันเหมือนกัน”

เรเน่ กล่าวด้วยว่า สมัยที่เปิดร้านใหม่ๆ ครอบครัวของเธอขายแค่ 2 เมนู คือ น้ำเต้าหู้ และเต้าหู้ แต่เพราะปัจจุบันวิถีชีวิตคนฮ่องกงเร่งรีบและยุ่งมาก พวกเขาไม่มีเวลาทำอาหารเช้ากินเองที่บ้าน ทางร้านจึงได้เพิ่มเมนูอาหารจานด่วนอย่างเต้าหู้ทอด เข้าไปกลายเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดที่คนแวะมาซื้อและถือกินระหว่างเดินไปทำงาน

“ซัมซุยโปมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเมื่อก่อนคนมาซื้อเต้าหู้เพื่อกลับไปทำกินเองที่บ้าน ก็กลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลา เปลี่ยนเป็นซื้ออาหารสำเร็จรูปแทน”

นอกจากกระบวนการที่เป็นเคล็ดลับความละมุนและความสดใหม่วันต่อวัน เธอยังเผยด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ แหล่งที่มาของเมล็ดถั่วเหลือง เพราะมันคือวัตถุดิบหลักในการทำเต้าหู้

เรเน่ อธิบายขั้นตอนการทำเต้าหู้ว่า เริ่มจากการแช่เมล็ดถั่วเหลืองในน้ำเปล่า 7-10 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละฤดูกาล โดยในฤดูร้อนจะใช้เวลาแช่น้อยกว่าฤดูหนาว จากนั้นนำเมล็ดเข้าเครื่องคั้นน้ำ นำน้ำที่ได้ไปต้มให้เดือดประมาณ 30 นาที จากนั้นนำไปกรองและใส่ผงยิปซัมให้ตกตะกอนโปรตีนนมถั่วเหลืองกลายเป็นเต้าหู้ และนำไปใส่ในบล็อกไม้ปล่อยให้แข็งตัว

สำหรับเต้าหู้นิ่ม (Tofu Pudding) ซึ่งมีความนุ่มนิ่มมากกว่า จะเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปในกระบวนการคั้นน้ำไม่ให้เข้มข้นเหมือนการทำเต้าหู้ปกติ

“แต่ละวันเราขายเต้าหู้นิ่มได้หลายร้อยถึง 1,000 ถ้วย และร้านของเราขายได้ตลอดเวลา เพราะคนสามารถมากินเป็นอาหารเช้า กินเป็นอาหารกลางวัน มากินเป็นของว่างตอนบ่าย หรือกินเป็นมื้อเย็นก็ได้ เพราะคนฮ่องกงสามารถกินเต้าหู้ได้ทุกมื้อและทุกวัน แม้ว่าร้านของเราจะมีเมนูไม่มากเหมือนร้านอื่น แต่มันก็ขายได้ตลอดเวลา”

ในฮ่องกงมีร้านขายเต้าหู้ไม่ถึง 10 ร้าน เธอแสดงความเห็นว่า อาจเป็นเพราะอุตสาหกรรมอาหารลักษณะนี้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าที่ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่มาสืบทอด และมันไม่เหมือนงานอาร์ตที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่มันเป็นงานที่ต้องทำเหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ดีเหมือนเดิมทุกวัน มันจึงไม่ง่ายนักที่จะรักษากิจการไว้ตลอดไป

“เหตุผลที่ฉันตัดสินใจทำต่อจากพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะความพิเศษของเต้าหู้ที่ครอบครัวเราคิดและทำมานานเท่านั้น แต่ฉันคิดว่ามันเป็นการส่งต่อประวัติศาสตร์ของฮ่องกง อย่างน้อยๆ ตอนนี้ฉันกำลังส่งต่ออาหารที่มีอายุกว่าร้อยปีให้คนรุ่นใหม่ได้กิน ซึ่งในอดีตเต้าหู้คืออาหารที่ดีต่อสุขภาพและราคาถูก

จนมาถึงวันนี้ฉันก็ยังอยากให้มันเป็นอาหารที่ทุกคนสามารถซื้อได้ และทำให้เด็กรุ่นใหม่ชอบกินมันต่อไป แม้ว่าฮ่องกงจะพัฒนาไปสู่ยุคโมเดิร์นแล้วก็ตาม”

ความป๊อปปูลาร์ของร้าน การันตีได้จากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จนเธอมีแผนขยายร้านไปยังคูหาข้างๆ ในปีหน้า ซึ่งเมื่อถามว่าทำไมไม่เปิดสาขาใหม่ในย่านอื่นบ้าง เธอคิดว่าซัมซุยโปเหมาะสมกับร้านที่สุด เพราะประการแรก คือ ค่าเช่าที่ไม่แพงเกินไป และประการที่สอง คือ คนในย่านนี้ต้องการของกินอร่อยๆ และราคาไม่แพง

เมนูแนะนำคือ เต้าหู้นิ่ม เวลากินต้องโรยน้ำตาลอ้อย (น้ำตาลสีเหลือง) ให้ได้ระดับความหวานตามใจชอบ ถ้วยใหญ่ 48 บาท ถ้วยเล็ก 40 บาท น้ำเต้าหู้มีทั้งแบบร้อนและเย็น แก้วใหญ่ 40 บาท แก้วเล็ก 24 บาท เต้าหู้ทอด 4 ชิ้น 44 บาท เต้าหู้ทอดผสมเนื้อปลา 4 ชิ้น 44 บาท และชุดรวมของทอด 6 ชิ้น 60 บาท ร้านเปิดทุกวัน เวลา 06.00-21.00 น. ตั้งอยู่บนถนนเป่ยโฮ สถานีซัมซุยโป ทางออกบี 2

ของหวานสักชิ้นต้องระดับมิชลิน

ตรงสถานีซัมซุยโปหัวมุมถนนเป่ยโฮตัดถนนฟุกวา (Fuk Wa Street) จะเห็นร้านเล็กๆ มุมตึกมีคนมุงเหมือนรุมสินค้าลดราคา เป็นสถานที่ตั้งของ ร้านขนมกวานกี (Kwan Kee Store) ซึ่งล่าสุดถูกบรรจุเป็นร้านสตรีทฟู้ดแนะนำในมิชลินไกด์ปี 2561

ร้านกวานกี ขายขนมมานาน 58 ปี เมนูที่คล้ายๆ กับไทยจะเป็นจำพวกขนมเปียกปูนและของทอดคล้ายไข่เต่า ส่วนชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นแป้งผสมน้ำตาล เน้นรสหวาน คนฮ่องกงมักกินกับชาตัดเลี่ยน ดังนั้นถ้าต้องการชิมให้ซื้ออย่างละชิ้น แล้วเดินไปหาชาจิบจะได้รสสไตล์ฮ่องกง

ฟิวชั่นรุ่นแรก อาหารจีนใส่ชีส!

จากถนนฟุกวาเดินไปตัดถนนกีลัง (Ki Lung Street) จะพบร้านอาหารที่ดูเหมือนเจ้าของเป็นติ่ง บรูซ ลี และหนังสงคราม นั่นคือ ร้านโหลฟัง (Lo Fung) ร้านอาหารหนึ่งคูหาหน้าแคบ ตกแต่งด้วยภาพ บรูซ ลี และกองทัพทหารอังกฤษ บ่งบอกถึงธีมร้านแบบวินเทจย้อนไปสู่ยุคที่ฮ่องกงถูกอังกฤษปกครอง

อังกฤษเคยปกครองฮ่องกงตั้งแต่ปี 1841-1941 จากนั้นญี่ปุ่นเข้ายึดครองปี 1941-1945 และกลับมาอยู่ภายใต้อังกฤษอีกครั้งจนถึงปี 1997 ทำให้วัฒนธรรมด้านอาหารเกิดการผสมปนเประหว่างอาหารตะวันตกและตะวันออก กลายมาเป็นเมนูของร้านที่มีความแปลกประหลาดอย่างเมนูมาม่าราดชีส ก๋วยเตี๋ยวใส่ชีส และเบอร์เกอร์ไส้หมูแดง ซึ่งมันไม่ใช่อาหารฟิวชั่นที่เชฟคิดขึ้นใหม่ แต่เป็นอาหารที่มีอยู่จริงในยุคนั้น

แล้วถามว่า บรูซ ลี เกี่ยวอะไร บรูซ ลี ได้รับสมญานามว่าเป็นมังกรของชาวฮ่องกง เพราะเขาเปรียบเหมือนสิ่งมีชีวิตแสนพิเศษที่ทำให้ประชาชนมีความสุขและความบันเทิงได้ แม้ในยามที่ประเทศไม่มีอิสรภาพ

นอกจากนี้ เมื่อเข้าไปในร้านยังจะได้สัมผัสประสบการณ์การกินแบบ ชา ชาน เต็ง (Cha Chaan Teng) หรือการรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่น และนั่งติดกับโต๊ะอื่นจนรู้เรื่องว่าอีกโต๊ะกำลังนินทาใคร บรรยากาศเช่นนี้คนไทยอาจเรียกว่าปกติ แต่สำหรับชาวต่างชาติคงไม่เคยชินกับการนั่งกินอาหารกับคนแปลกหน้า

ร้านโหลฟังจึงสามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมการกินและวัฒนธรรมอาหารในอดีต บวกกับความที่เจ้าของเป็นคนรุ่นใหม่ การตกแต่งภายในจึงดูฮิปสเตอร์ ช่วยดึงดูดลูกค้าวัยรุ่น วัยทำงาน และนักท่องเที่ยวมาทำรู้จักกับอาหารฟิวชั่นยุคดั้งเดิม ซึ่งหารับประทานได้ยากในปัจจุบัน

ซดซุปงูข้างกรงงู

เดินย้อนจากถนนกีลังกลับไปยังสถานีซัมซุยโป จะสะดุดตาเข้ากับความคึกคักของถนนอัพหลิว (Apliu Street) ถนนขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามือหนึ่งและมือสอง ซึ่งท่ามกลางกองสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้มีเพียงลำโพงหรือรีโมท แต่ยังมีร้านอาหารแปลกชวนสยอง

จุดสังเกตให้แหงนหน้ามองป้ายไฟที่มีรูปงูเห่า หน้าร้านมีกรงตาข่ายงู มองลอดเข้าไปเห็นโต๊ะกลม และลูกค้าที่กำลังนั่งซดซุปเสียงซู้ดซ้าด

ร้านเชีย วัง ฮิป (Shia Wong Hip Snake Restaurant) เปิดขายอาหารที่ใช้เนื้องูเป็นวัตถุดิบมาตั้งแต่ปี 2508 ซิกเนเจอร์ของร้านคือ ซุปงูผสมเต่า เป็นซุปสีดำใส คนจีนกวางตุ้งนิยมกินเพื่อคุณประโยชน์ทางยา

เจ้าของร้านบรรยายสรรพคุณว่า งูเป็นอาหารธาตุร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนเต่าจะช่วยให้ตับแข็งแรง ไขข้อไม่ติดขัด และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นเมื่องูและเต่าอยู่ในหม้อเดียวกันจะกลายเป็นยาทรงพลัง หากกิน 10 ถ้วยติดต่อกันภายใน 5-7 วัน จะช่วยบำบัดโรคผิวหนังและสิว สนนราคาถ้วยใหญ่ 120 บาท และถ้วยเล็ก 88 บาท

แต่ที่ลูกค้าส่วนใหญ่กำลังกินอยู่เป็นซุปข้นเหมือนกระเพาะปลา แต่เปลี่ยนกระเพาะเป็นเนื้องู 5 ชนิด หนึ่งในนั้นคือเนื้องูเห่า ไม่มีกลิ่นสาบเพราะถูกกลบด้วยกลิ่นเครื่องเทศ ส่วนเนื้อถูกลอกหนังออกหมดจด เหลือให้เห็นเพียงริ้วที่ทำให้นึกภาพได้ว่าเคยเป็นงูมาก่อน

แม้ว่าฤดูนี้ฮ่องกงจะยังไม่หนาว แต่คนท้องถิ่นยังนิยมกินเพราะรสชาติดี อิ่มท้อง และให้สรรพคุณทางยา (นอกจากเนื้องู ในซุปยังมีเครื่องเทศอีกหลายชนิดตุ๋นไปด้วยกัน) ทางเจ้าของร้านมีคำเตือนเล็กน้อยว่า คนที่เป็นไข้ไม่ควรกินซุปงู แต่สำหรับท่านชายที่ไม่ค่อยทำการบ้านต้องรีบกิน

คนที่อยากลองของแปลก ร้านนี้จะเปิดประสบการณ์ให้ไปรู้จักกับเนื้ออีกประเภท รสสัมผัสเหมือนเนื้อไก่ แต่รสชาติบอกไม่ได้ว่าเหมือนอะไร เพราะลิ้นของแต่ละคนคงตอบไม่เหมือนกัน

หลังจากนั้นถ้าต้องการของหวานล้างลิ้น สามารถวกกลับไปกินเต้าหู้นิ่มอีกสักถ้วย หรือปิดท้ายมื้อเย็นเบาๆ ด้วยน้ำเต้าหู้ร้อนสักแก้วอย่างคนจีนกวางตุ้งตัวจริง ปิดจ๊อบวันเที่ยวผสมวันกินไปหนึ่งวัน

ซัมซุยโป เป็นย่านที่ยากจนที่สุดในฮ่องกงก็จริง แต่กลับร่ำรวยไปด้วยวิถีท้องถิ่นที่ไม่ประดิดประดอย โดยเฉพาะอาหารริมฟุตปาทและในร้านธรรมดาที่ไม่ต้องตกแต่งหรูหราก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อย เพราะรสชาติที่สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน ซึ่งทุกร้านที่ยกมาไม่มีสาขาและไม่คิดจะย้ายไปเปิดในที่ที่ทันสมัยกว่า

ดังนั้น ถ้าอยากกินของแท้ต้นตำรับ ต้องมาลองลิ้มที่ร้านเจ้าเก่าซัมซุยโป

เที่ยวกาฬสินธุ์ เยือนถิ่นผู้ไท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568190

  • วันที่ 20 ต.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

เที่ยวกาฬสินธุ์ เยือนถิ่นผู้ไท

โดย..ทีมงาน โลก 360 องศา  facebook, youtube : โลก 360 องศา

เมื่อพูดถึง จ.กาฬสินธุ์ หลายคนก็มักจะต่อด้วย กาฬสินธุ์ถิ่นไดโนเสาร์ บางคนก็ว่ากาฬสินธุ์ถิ่นผู้ไท ซึ่งหากจะว่าไปแล้วที่พูดมาทั้งหมด ก็มีอยู่ที่กาฬสินธุ์จริงๆ แต่ที่มากกว่านั้นคือ กาฬสินธุ์ยังมีอย่างอื่นอีก และมีความน่าสนใจ มีเรื่องราว และเสน่ห์อันเป็นอัตลักษณ์ ที่ทำให้ผู้มาเยือนพูดได้อย่างเต็มปากว่า กาฬสินธุ์ ดินแดนแห่งความสุข กันเลยทีเดียว

ต้อนรับกันด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบนี้

เรื่องราวของ จ.กาฬสินธุ์ ที่ต้องเรียกว่าโดดเด่นไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ คือ วิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของชาว “ผู้ไท” หรือ “ภูไท” โดยสิ่งแรกที่เห็นได้ก่อนอย่างอื่นคือ เสื้อพื้นดำแถบแดงที่เป็นเสื้อผ้าสวมใส่แบบภูไท ซึ่งเป็นการเย็บและปักด้วยมือทั้งตัว เรียกว่า Handmade 100% ที่นอกจากจะใส่กันในชีวิตประจำวันแล้ว

ทุกวันนี้มีการพัฒนาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถนำไปสวมใส่ในโอกาสต่างๆ ได้ จากแต่เดิมที่เป็นเสื้อพื้นสีดำและแขนยาวเท่านั้น หลังพัฒนาเป็นสินค้า OTOP ของชุมชนแล้ว ก็มีการเพิ่มสี เพิ่มแบบให้เป็นทางเลือกมากขึ้น จึงกลายเป็นของขวัญของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ ซึ่งสามารถสืบทอดอัตลักษณ์สำคัญด้านการแต่งกายให้คงอยู่ควบคู่กันไปด้วย

สืบทอดมรดกภูมิปัญญามาเนิ่นนาน

หนึ่งในหมู่บ้านที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวในการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวภูไท คือ “บ้านเหล่าใหญ่” หมู่ 1 ต.เหล่าใหญ่ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 50 “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” ที่ขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

ภูมิปัญญาโบราณ ทุกบ้านมีงานมีอาชีพ

โครงการ “ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีต้นแบบ” อยู่ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้การท่องเที่ยวชุมชนเข้มแข็ง สร้างอาชีพและรายได้ให้ชาวบ้านจำนวน 3,273 ชุมชนทั่วประเทศ โดยดึงเสน่ห์ของชุมชนเป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในชุมชนของโครงการที่เรียกกันว่า “แอ่งเล็ก…เช็คอิน”

เมื่อมาเยือน “บ้านเหล่าใหญ่” สิ่งแรกที่จะได้พบคือรอยยิ้มอย่างมีไมตรีจิตของคนที่นี่ ซึ่งดำเนินชีวิตตามแนววิถีพุทธ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา และยึดมั่นในวัฒนธรรมแบบชาวบ้านจะใส่บาตรกันตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน นอกจากจะได้ทำบุญร่วมกันแล้ว ยังเป็นโอกาสสอบถามสารทุกข์สุกดิบเฉกเช่นญาติสนิทอีกด้วย

เยี่ยมเยือนสิมโบราณของชาวภูไท

“สิมโบราณ” เป็นสถานที่แนะนำที่ชาวบ้านจะบอกว่า มาถึงแล้วต้องไปยังศูนย์รวมศรัทธาของชาวภูไทแห่งบ้านเหล่าใหญ่ ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานร่วม 200 ปี แต่ที่ยังดูใหม่และสะอาดสะอ้านเพราะได้รับการดูแลอย่างดีจากชาวบ้าน

พืชผักปลอดภัย ใส่ใจปลูกเอง

วิถีชีวิตเรียบง่ายงดงาม ทั้งยังเป็นวิถีเกษตรที่แม้จะไม่ได้เรียกว่า เกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถพูดได้ว่า อาหารการกินของที่นี่ห่างไกลจากสารเคมี เพราะว่าเน้นการปลูกผักกินเอง และใส่ปุ๋ยธรรมชาติ และด้วยเสน่ห์จากความเป็นอยู่แบบบ้านๆ กินอยู่ง่ายๆ ตามวิถีพอเพียง มีวิถีพุทธ มีวิถีภูไทเป็นรากฐาน มีงานหัตถกรรมทรงคุณค่า บวกกับความสามารถในการคิดต่อยอด จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำให้ใครต่อใครที่ได้มาที่นี่เป็นต้องหลงเสน่ห์ไปตามๆ กัน

แฟนๆ รายการโลก 360 องศา เก็บความประทับใจกันแล้ว อย่าลืมติดตามจุดหมายใหม่กันในสัปดาห์หน้า แวะไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

กล้วยปิ้งยายนวย ตำนาน 25 ปี คู่เมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568173

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 20:00 น.

กล้วยปิ้งยายนวย ตำนาน 25 ปี คู่เมืองชัยนาท

เรื่อง/ภาพ ชูเดช สีหะวงษ์

หากเอ่ยถึงตำนานกล้วยปิ้งรสเด็ด อร่อยเลิศรสที่เปิดให้บริการลูกค้าคู่เมืองชัยนาทมายาวนานกว่า 25 ปี ต้องไปรับประทานที่ร้านนางอำนวย กลิ่นละออ หรือยายนวย อายุ 73 ปี ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากซอยพัฒนาราษฎร์ 3 บ้านสวนมะม่วง หมู่ 3 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

ยายนวย บอกว่า ยึดอาชีพขายกล้วยปิ้งเลี้ยงครอบครัวมากว่า 25 ปีแล้ว จนปัจจุบันลูกๆ 4 คนเรียนจบระดับปริญญาตรีมีงานการทำและมีครอบครัวไปกันหมดแล้ว แม้ว่าหมดภาระที่ต้องรับผิดชอบไปแล้วแต่เพราะจิตใจรักในอาชีพปิ้งกล้วยขาย ไม่อยากเหงาที่จะต้องอยู่บ้านคนเดียว และยังมีแรงพอไหว จึงเปิดร้านขายทุกวัน ได้พบปะพูดคุยกับลูกค้าทำให้คลายเหงาไปได้

เคล็ดลับความอร่อยของกล้วยปิ้งยายนวย ที่ทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่ร่ำลือ ก็คือ การเลือกกล้วยที่สุกพอห่ามๆ หรือ ”กระดังงา” ซึ่งจะสังเกตจากเปลือกกล้วย ที่จะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีอมเหลือง จะเป็นระยะที่นำมาปิ้งแล้วได้กล้วยเนื้อนุ่มรสชาติดีมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยปิ้งร้านยายนวย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าในวงกว้าง

นอกจากการเลือกกล้วยความห่ามแบบ “กระดังงา” แล้ว ทีเด็ดเป็นที่มัดใจลูกค้าของกล้วยปิ้งยายนวยอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำเชื่อมที่ใช้ชุบกล้วยที่ปิ้งสุกทับให้แบน แล้วนำลงแช่ในน้ำเชื่อมสูตรเฉพาะ ที่ยายนวยจะใช้น้ำกะทิเคี่ยวกับน้ำตาลทรายแดงด้วยไฟอ่อนๆ จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็นเอง จึงนำมาชุบกล้วยปิ้งแล้วนำไปปิ้งต่อด้วยหางถ่าน หรือไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อกล้วย อันเป็นเคล็ดลับความอร่อยของสูตรกล้วย “ยายนวย บ้านสวนมะม่วง” ส่วนสนนราคาของกล้วยปิ้งยายนวยก็ขายในราคาที่แสนถูก คือ 4 ลูก 10 บาท

หากท่านที่สนใจจะมาแวะมาชิมความอร่อยของกล้วยปิ้งยายนวย สามารถแวะมาซื้อเลือกชิมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึงช่วงบ่ายๆ โดยไม่มีวันหยุด 

หลากรสชาติบนชั้นท็อป @ รีนาเชนเต กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568166

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

หลากรสชาติบนชั้นท็อป @ รีนาเชนเต กรุงโรม

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล

การบินไทยบินไปกรุงโรมมาเป็นเวลา 44 ปีแล้ว และยังบินตรงแบบไม่แวะพักที่ไหนอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ด้วยเครื่อง A350 เครื่องใหม่เอี่ยม

ไปถึงกรุงโรมต้องไปเที่ยวน้ำพุเทรวี่ แม้น้ำพุจะไม่ค่อยเปิดน้ำเท่าไหร่นะเดี๋ยวนี้ แต่ก็โยนเหรียญตามทำเนียมได้ เสร็จวิ่งรี่ไปปีนบันไดสเปน เหนื่อยแล้วจะกินอะไรดี…

ถ้างงๆ ไม่รู้จะกินอะไรที่ไหน ร้านอาหารอิตาเลียนที่เปิดเยอะแยะตามรายทาง ไม่รู้จะอร่อยหรือเปล่า ร้านมิชลินสตาร์ถ้าไม่จองล่วงหน้ามา2-3 เดือน ไม่มีทางจะมีที่นั่ง ให้ลองมาที่ห้างของคนไทยใกล้ๆ แถวนั้นเลย ห้างรีนาเชนเต (Rinacente) แฟล็กชิปโตร์อายุกว่า 150 ปี บนถนนเวีย เดล ตริโตเน (Via Del Tritone) ที่นอกจากจะมีเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชั่นสุดหรูของแบรนด์เนมชั้นนำเอาไว้ให้ช็อปแล้ว ณ ชั้น 6 และชั้น 7 ของห้างยังมีศูนย์อาหาร ร้านอาหาร ฟู้ดฮอลล์ ฟู้ดมาร์เก็ต คาเฟ่ เล้าจน์บาร์ และระเบียงสาหรับชมวิวไว้คอยบริการ

รูฟท็อปของห้างสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์สถาปัตยกรรมรอบเมืองโรมได้อย่างสวยงาม ถือเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชั้นนี้ออกแบบโดย Lifschutz Davidson Sandilands ในคอนเซ็ปต์ “จุดสูงสุดของโลก” ด้วยถือเป็นจุดที่สูงสุดเมื่อเทียบกับอาคารในบริเวณนั้น ทำให้ชมวิวประวัติศาสตร์กว่าสองพันปีของกรุงโรมได้แบบ 180 องศา

ศูนย์อาหารที่รีนาเชนเต รวบรวมร้านอาหารชื่อดังไว้มากมาย ตั้งแต่ร้าน เมดีแตร์ราโน (MadeITerraneo) โดยเชฟริคการ์โด ดิ จาชินโต (Riccardo Di Giacinto) ผู้มากประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร้านนี้เน้นอาหารจากหลากวัฒนธรรมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งอิตาเลียน กรีก ฮิบรู ฯลฯ ปรุงโดยวัตถุดิบชั้นเยี่ยมผนวกกับร้าน อัพ-ซันเซ็ต บาร์ เลานจ์ (Up-Sunset Bar Lounge) สวนลอยฟ้าที่เสิร์ฟอาหารร่วมสมัยของว่าง และเครื่องดื่มจากหลากหลายประเทศ

เมดีแตร์ราโน+อัพ-ซันเซ็ต บาร์เลานจ์ เสิร์ฟทั้งอาหารเที่ยงแบบสบายๆ แกล้มวิวอลังการ ขณะที่ดินเนอร์สุดหรูก็เหมาะเหม็งสุดๆ

มาถึงอีกร้าน ถึงไม่มีวิว แต่มีไวน์ ซาน เกรโกริโอ(San Gregorio) ร้านอาหารที่มีต้นกำเนิดมาด้วยการต่อยอดจากไร่ไวน์ดังของอิตาลี เฟอูดี ดิ ซาน เกรโกริโอ (Feudi di San Gregorio) กลายเป็นเมนูอาหารที่เสิร์ฟเข้าคู่ไวน์อิตาเลียนหลากชนิดของที่นี่ โดยส่วนใหญ่เป็นซาลามีและชีสจากลาสิโอ และคัมปานยา

ซาน เกรโกริโอ เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนสไตล์โรมันโดยแท้ ทั้งคาโบนารา (Carbonara) พาสต้าครีมซอส อมาทริชาน่า (Amatriciana) พาสต้าใส่ซอสที่ทำจากแก้มหมู หรือพาสต้าใส่ชีสและพริกไทยง่ายๆ ก็มีเสิร์ฟ

ซาน เกรโกริโอ สาขาแรกเปิดในไร่ไวน์ ภายใต้ชื่อ มาเรนนา (Marenna) ในปี 2004 และได้รับมิชลินสตาร์ 1 ดาวจนถึงปี 2009 และเมื่อออกมาเปิดสาขานอกไร่ไวน์ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ซาน เกรโกริโอ เพื่อให้เชื่อมโยงกับจุดกำเนิด โดยมีทั้งในสนามบินคาโปดิชิโน ในเมืองเนเปิลส์ และตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างที่รีนาเชนเต กรุงโรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสอาหารคู่กับไวน์

ร้านอาหารสีสันสดใสสุดๆ บนชั้น 6 เทมาคินโย (Temakinho) ร้านอาหารชื่อดังที่เสิร์ฟอาหารสไตล์ญี่ปุ่น-บราซิเลียน (Nippo-Brazilian) ที่ตกแต่งเหมือนสวนสไตล์โคโลเนียลในบราซิล และเรือในแม่น้ำอะเมซอน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากชุมชนชาวญี่ปุ่น ที่อพยพมาอยู่ยังประเทศบราซิลเป็นจำนวนมาก นับจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1

อาหารญี่ปุ่นรสชาติละมุนละไม ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ ดีต่อสุขภาพ มากคุณค่าทางอาหาร เสิร์ฟในสไตล์ที่ผ่านการอะแดปต์มาอยู่ในชุมชนคนบราซิล

เทมาคินโย ทำงานร่วมกับเกษตรกรและชาวประมงพื้นถิ่น ที่คัดสรรแล้วว่าสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ทั้งซูชิ มากิ ปลาดิบ กับอีกหลากหลายเมนู ล้วนปลอดจากสารเคมี การันตีว่าดีต่อสุขภาพ

ทางร้านยังเด่นที่เครื่องดื่มสไตล์บราซิเลียนทั้งน้ำผลไม้และค็อกเทล รวมทั้งคราฟต์เบียร์จากบราซิล

ร้านพีซ่า (PZA) มาพร้อมกับพิซซ่ารสเด็ด ที่ทำสดใหม่จากเตาออกมาพร้อมเสิร์ฟ จะนั่งกินแบบสบายๆ ที่ร้าน หรือแกร็บ แอนด์ โก ซื้อไปถือเดินกินก็ได้อย่างสะดวกสบาย เพราะออกแบบมาให้มีชิ้นเล็กๆ กินง่ายๆ หน้าตาเหมือนพาย (Pie) ไม่ขายเป็นถาดกลมๆ แบบเทรดิชันนัล

นอกจากนี้ สิ่งที่บรรจงประดับลงบนหน้าพิซซ่าก็ยังสร้างสรรค์สุดๆ อย่างพิซซ่าพายหน้ามอซซาเรลลาชีส พิซซ่าพายหน้าซีซาร์สลัดพิซซาพายหน้าพาร์เมซานซอส ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารเพื่อสุขภาพทั้ง วีวี่ บิสโทรต (Vivi Bistrot) ออร์แกนิก จูซ แอนด์ สลัด บาร์ (Organic Juice & Salad Bar) ที่มีทั้งสลัด ซุป ขนมออร์แกนิก และเครื่องดื่มจากผลไม้สดที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ใครจะซื้ออาหารและช็อกโกแลตจากอิตาลี ติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้าน หรือซื้อเป็นของฝากก็มีมากมายให้เลือก 

ยูซุราเมน รสชาติแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/568172

  • วันที่ 19 ต.ค. 2561 เวลา 19:00 น.

ยูซุราเมน รสชาติแห่งความสุข

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ลืมภาพราเมนรสชาติเดิมๆ ที่คุ้นเคยไปก่อน เพราะ “ยูซุราเมน” (Yuzu Ramen) พร้อมนำเสนอประสบการณ์ราเมนรูปแบบใหม่ที่จะทำให้ทุกคนตกหลุมรัก ฟินกับยูซุราเมนที่เจ้าของร้านกล้าการันตีว่าหารสชาติแบบต้นตำรับแถมถูกปากคนไทยแบบนี้ไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว

“ยูซุราเมน” โดดเด่นชวนสะดุดตาให้เข้าไปเช็กอินตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่ป้ายหน้าร้านที่พาให้นึกว่ากำลังเดินเล่นอยู่ย่านโดทงโบริ ในโอซากา เมื่อเข้ามาภายในร้านยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น ที่เพิ่มกลิ่นอายความสนุกแบบบรูคลินไว้อย่างลงตัว

ดื่มด่ำกับบรรยากาศการตกแต่งร้านพอหอมปากหอมคอ ได้เวลาท้าพิสูจน์ความอร่อยว่าจะเด็ดสมคำร่ำลือหรือไม่ อุ่นเครื่องด้วยกองทัพเมนูของกินเล่นที่มากมายละลานตาจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ถ้ามาแล้วต้องสั่ง คือ ชุดเกี๊ยวซ่ารวมไส้ จัดเต็มมาให้ได้ชิมกันถึง 3 รสชาติ ทั้งเกี๊ยวซ่าหมู เกี๊ยวซ่าหมูมันม่วง และเกี๊ยวซ่าหมูเผือก เสิร์ฟพร้อมซอสสูตรพิเศษ รับประกันความฟินหาชิมไม่ได้ที่ไหนเพราะทางร้านครีเอทขึ้นมาเอง

ถัดมาเป็นเมนู Spicy Tuna Tartare ทูน่าทาร์ทาร์รสเผ็ดเสิร์ฟพร้อมผักดองญี่ปุ่น เกล็ดขนมปังทอดกรอบ และผักต่างๆ รับประกันความจัดจ้าน แถมยังได้เทกซ์เจอร์กรุบกรอบจากโนริสาหร่ายแผ่นใหญ่มาช่วยชูรส

อุ่นเครื่องกับอาหารเรียกน้ำย่อยไปแล้ว ถึงเวลาพระเอกของร้านออกโรง ซิกเนเจอร์เมนู คือ Spicy Yuzu

Tonkotsu Ramen ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของน้ำซุปส้มยูซุแสนกลมกล่อม ได้รสชาติแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ถูกปากคนไทยกว่าที่เคย เพราะทางร้านนำมาปรับสูตรเล็กน้อย

ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของน้ำซุปอันเป็นเอกลักษณ์ยากจะเลียนแบบ เพราะไม่เพียงใช้เวลาเคี่ยวกว่า 8 ชั่วโมง ยังได้รสชาติของน้ำซุปจากหมูชาชู ซึ่งทางร้านทำสดใหม่มาเสริมทัพ เพิ่มรสเผ็ดด้วยพริกญี่ปุ่นให้รสละมุนเข้ากันได้ดีกับเส้นราเมนเหนียวนุ่ม หมูชาบูหวานๆ และไข่ต้ม

อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ คือ Truffle Ramen ความน่าสนใจของเมนูนี้คือส่วนผสมล้ำค่า อย่างเห็ดทรัฟเฟิลนำเข้าจากฝรั่งเศส นอกจากเสิร์ฟมาในชามแล้วยังถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในน้ำซุปสูตรพิเศษ ที่เสิร์ฟมาพร้อมเส้นราเมนเหนียวนุ่มท็อปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์ หมูชาบูและไข่ต้ม เมนูนี้บอกเลยอย่าพลาดเพราะยังไม่ทันชิมก็ฟินกับกลิ่นหอมๆ ของทรัฟเฟิลที่ลอยมาเตะจมูกแล้ว

นอกจากสองเมนูไฮไลต์น่าลอง ทางร้านยังมีอีกหลากหลายเมนูราเมนให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Miso Tonkotsu Ramen, Yuzu Shoyu Ramen ทั้งนี้ทุกเมนูสามารถเลือกท็อปปิ้งเพิ่มความอร่อยได้ แต่ที่แนะนำคือกุ้งฝอยและกากหมูเจียวสดใหม่ทุกวัน

จุใจกับเมนูราเมนแล้ว ถ้ายังไหวแนะนำให้ลองเมนูข้าว น่าลองทั้งข้าวผัดบ๊วยหมักใบมิโสะและข้าวหน้าหมูสามชั้นตุ๋น เมนูธรรมดาแต่รสชาติเหลือร้าย โดยเฉพาะหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนเปื่อย ราดด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน เต็มอิ่มกับของคาว ก่อนกลับล้างปากด้วย Yuzu Honey Slushies เมนูเครื่องดื่มที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจกับรสชาติของส้มยูซุแท้นำเข้ามาจากญี่ปุ่นผสมน้ำผึ้งเกล็ดหิมะให้ความสดชื่น

สุดสัปดาห์นี้ใครยังว่างอย่าพลาดแวะมาเช็กอินที่ “ยูซุราเมน” เดสทิเนชั่นแห่งใหม่ของคนรักราเมน ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสุขแบบไม่จำกัด ตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ซอย 3 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึงเที่ยงคืน โทร. 02-086-9659 และเพื่อฉลองเปิดร้านใหม่ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี อิ่มอร่อยครบ 2,000 บาท จะได้รับบัตรลด 10% สามารถนำกลับมาใช้ได้ในครั้งต่อไป ไม่มีวันหมดอายุ