Japan Origin 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 12:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547189

Japan Origin 2

จากคำแนะนำของคุณทานากะ ทำให้เราอยากลองทำ Katsuo Tataki เมนูขึ้นชื่อที่สุดของโคจิขึ้นมาทันที และโดยความเอื้อเฟื้อของเจ้าหน้าที่ เราจึงรีบบึ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ Kuroshio Kobo สถานที่ที่เราจะมาทำเมนูคัทสึโอะทาทากิกัน มาถึงที่นี่ต้องตกใจกับความงามของทิวทัศน์ตรงหน้าหมู่บ้านชาวประมงและมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างไกลสุดสายตาเป็นอย่างแรก

ขออธิบายชื่อเมนูกันก่อนเลย ซึ่งมีความหมายแปลตามตัวคือ Katsuo มาจากวัตถุดิบหลักอย่างปลาคัทสึโอะ ส่วน Tataki หมายถึง ลานดินในครัวบ้านคนญี่ปุ่นสมัยก่อน มีไว้เพื่อใช้ก่อกองฟางในการเผาทำอาหาร และเมนูนี้เกิดขึ้นที่แรกที่แคว้นโทสะ เนื่องจากสมัยเอโดะเกิดการห้ามรับประทานคัทสึโอะซาชิมิจากเมืองโทสะ เพราะมีผู้คนจำนวนมากกินแล้วเกิดอาการอาหารเป็นพิษ เพราะในสมัยโน้นการขนย้ายปลาคัทสึโอะซึ่งเป็นปลาที่มีเลือดเยอะไปยังเมืองใหญ่ต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานทำให้เกิดการเน่าเสียโดยง่าย เลยแอบถูกเรียกว่าปลาพิษ และเพราะความที่เป็นของหากินได้ยากชนชั้นสูงในสมัยนั้นจึงโปรดปรานเมนูคัทสึโอะซาชิมิจากแคว้นโทสะ จนมีการคิดค้นวิธีการถนอมอาหารโดนการนำไปย่างบนกองฟางให้บริเวณผิวนอกไหม้เกรียม แต่ข้างในยังคงความสดชุ่มฉ่ำแดงสดเอาไว้ เกิดเป็นเมนู Katsuo Tataki หรือ Tosa Tsukuri โทสะทสึคุริ ซึ่งแปลว่า การประกอบอาหารแบบโทสะขึ้น

เมื่อรู้จักความเป็นมาแล้วเรามาลองลงมือทำเมนูนี้กัน เริ่มจากแล่ปลานำส่วนหัวและเครื่องในออกแล้วล้างให้สะอาด แล่ส่วนเนื้อทั้งสองข้างออกจากแกนกลางกระดูกปลา แล้วหั่นแบ่งเนื้อแต่ละข้างออกเป็น 2 ส่วน ปลาหนึ่งตัวจะแบ่งได้สี่ชิ้น เลาะก้างเล็กๆ ออกจากเนื้อปลาจนหมด นำเกลือป่นมาโรย จากนั้นนำเนื้อปลาไปวางบนตะแกรงย่าง จุดไฟเผากองฟางให้ไฟลุกท่วม แล้วนำตะแกรงวางลงบนกองไฟทันที โดยย่างให้ผิวรอบนอกไหม้เกรียมเป็นสีดำทั้งหมดห้ามเหลือส่วนที่เป็นเนื้อสดแม้แต่น้อย เป็นการเก็บรักษาเนื้อในให้คงความสดและฉ่ำอยู่มากที่สุด เวลาจะนำมารับประทานก็แค่นำเนื้อปลามาหั่นเป็นชิ้นหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ถ้ารับประทานแบบง่ายๆ ก็แค่โรยเกลือป่นพอให้มีรสชาติ หรือทานคู่กับกระเทียมและต้นหอมซอยจิ้มกับโชยุ หรือจะเลือกรับประทานคู่กับขิงสดและหัวไชเท้าซอยละเอียดก็ได้ตามชอบใจ

นอกจากเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อแล้ว ยังมีอาหารแปรจากปลาคัทสึโอะอีกหลายอย่าง แต่มหานิยมที่สุดคือ Katsuobushi มีลักษณะเหมือนท่อนไม้ขนาดเล็ก เวลาจะใช้ก็นำมาไสเหมือนไสไม้ ในปัจจุบันมีแบบบดเป็นผงสำเร็จรูปเพื่อความสะดวกสบาย คัทสึโอะบุชิเป็นสิ่งที่แม่บ้านญี่ปุ่นต้องมีติดครัวเสมอ เปรียบกับบ้านเราก็คงเหมือนกับผงรสดี ที่ใช้ได้กับอาหารเกือบทุกเมนู คัทสึโอะบุชิจึงเป็นต้นทางความอร่อยจากธรรมชาติที่คนญี่ปุ่นนำมาประกอบอาหารหลากหลาย เช่น นำคัทสึโอะบุชิกับสาหร่ายคอมบุมาต้มในน้ำแล้วกรองจนเหลือแต่น้ำซุปเรียกว่า ดาชิ เป็นหัวเชื้อสำหรับประกอบอาหารต่างๆ ตั้งแต่ซุปมิโซะ นิโมโนะผักต้มแบบญี่ปุ่น ไข่ตุ๋น โอเด้ง ข้าวหน้าสารพัด หรือนาเบะที่หลากหลาย และที่คุ้นตาที่สุดสำหรับคนไทยคงจะเป็นเครื่องโรยหน้าทาโกะยากิและโอโคโนมิยากิที่หลายคนก็ยังนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร

การทำปลาคัทซึโอะแห้งนี้ถูกทำขึ้นครั้งแรกในราวๆ ศตวรรษที่ 5 มีวิธีการที่แตกต่างไปจากยุคปัจจุบันที่เป็นการทำคัทสึโอะบุชิแบบรมควันโดยเริ่มจากยุคเอโดะ เนื่องจากตลาดผู้บริโภคปลาคัทสึโอะส่วนใหญ่อยู่ในโอซากาและเอโดะทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่ง จึงต้องคิดค้นวิธีการอบแห้งเพื่อป้องกันเชื้อรา การพัฒนาวิธีอบโดยการรมควันของโทสะไม่เพียงแต่สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น แต่กลับทำให้มีรสชาติดีขึ้นมาก ยิ่งทำให้คัทสึโอะบุชิของโทสะได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้น และเป็นความลับเฉพาะของชาวโทสะอีกด้วย จนมาถึงสมัยยุคโชวะจึงพัฒนาวิธีทำโดยการบ่มเชื้อรา แอสเปอร์จิลลัส กลอคัส เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของการเกิดเชื้อราที่ไม่พึงประสงค์อันจะทำให้แท่งคัทสึโอะบุชิเสื่อมคุณภาพเร็ว

ในรอบนี้เรามีโอกาสได้เข้าชมโรงงาน Takeuchi Shoten ซึ่งเป็นผู้ผลิต Katsuobushi เจ้าใหญ่ที่ได้รับรางวัลมากมาย เพื่อถ่ายทำขั้นตอนการแปรรูปอย่างละเอียดในสถานที่จริง เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นวิธีการแปรรูปแบบดั้งเดิมโดยพึ่งพาเครื่องจักรน้อยมาก เข้ามาปุ๊บในบริเวณแรกก็เจอกับเหล่าคุณป้าที่ช่วยกันแล่เนื้อปลาซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวกันกับการแล่ปลาทำเมนู คัทสึโอะทาทากิ เมื่อได้เนื้อปลาไร้ก้างแล้วจึงนำไปใส่ในกระบะเหล็กเพื่อเตรียมหย่อนลงบ่อต้มที่มีน้ำเดือดปุดๆ รอท่าอยู่ ใช้เวลาต้มประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำชิ้นปลาไปรมควันในปล่องลักษณะเหมือนคอนโด 5 ชั้นขนาดย่อม โดยแบ่งเป็นชั้นล่างสุดสำหรับเนื้อปลาที่มาใหม่รมควันมา 1 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบ 5 สัปดาห์ ในแต่ละวันจะใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง ในการรมควันแล้วผึ่งไว้ ทำแบบนี้ตลอดเวลาหนึ่งเดือนจึงนำออกมาตัดแต่งเอาคราบเขม่าและสิ่งสกปรกออกจากแท่งปลาให้หมด นำแท่งปลาไปตากแดดและบ่มด้วยเชื้อรา Aspergillus Glaucus ในห้องเพาะเลี้ยงแบบปิดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เชื้อราจะทำการหมักและดูดความชื้นที่เหลืออยู่ในแท่งปลา จากนั้นก็นำไปขูดราออกแล้วนำแท่งปลาไปตากแดดอีกครั้ง ทำซ้ำๆ แบบนี้จนกระทั่งได้แท่งปลาที่มีความแข็งเหมือนท่อนไม้และมีน้ำหนักเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จากตอนแรก มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงมีความสงสัยเหมือนกับเราว่าแล้วมันมีการหมดอายุมั้ย คำตอบจากเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวจังหวัดโคจิทำให้เรายิ่งอัศจรรย์ใจคือ ไม่มีวันหมดอายุเพราะมันแปรสภาพเป็นเหมือนไม้แข็งขนาดนี้แล้วก็จะไม่เปลี่ยนสภาพอีก เรียกว่าเป็นการแปรรูปขั้นสูงสุดจนเหลือแต่ความอร่อย (Umami) ของปลาคัทสึโอะแล้วนั่นเอง ต้องยอมรับเลยว่าคนชาตินี้ไม่เคยหยุดพัฒนาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่างๆ คิดค้นต่อยอดวัตถุดิบหรือสิ่งของในท้องถิ่นตัวเองให้มีตัวตนและโดดเด่นเพื่อวิถีชีวิตที่มั่นคงในระยะยาว สร้างประโยชน์ให้คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

ไม่น่าเชื่อว่าจากปลาธรรมดาที่เก็บไว้นานก็เน่าเสีย จะกลายมาเป็นต้นทางความอร่อยของอาหารญี่ปุ่นในแทบทุกจาน ภูมิปัญญาแบบนี้ ของดีๆ แบบนี้ บ้านเราเองก็มีมากมายมิใช่น้อย หากแต่ขาดการส่งเสริมและสนับสนุนเท่านั้น สัปดาห์หน้าเรายังมีสิ่งน่าสนใจใกล้ตัวมานำเสนอ จะเป็นอะไรต้องติดตามครับ

นุ่งซิ่นแอ่วน่าน ย้อนวันวาน ณ ตึกรังษีเกษม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547159

นุ่งซิ่นแอ่วน่าน ย้อนวันวาน ณ ตึกรังษีเกษม

โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

หลังจากออเจ้าแต่งชุดไทยทั่วปฐพีมาถึง “น่าน” ทั้งทีก็ต้องนุ่งผ้าซิ่นน่านที่มีความสวยงามและเอกลักษณ์ แปลงโฉมเป็นแม่หญิงแอ่วเมืองเก่า และเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่าน “ตึกรังษีเกษม”

ตึกรังษีเกษมเป็นอาคารโบราณแบบตะวันตกอายุ 103 ปี เคยเป็นโรงเรียนรังษีเกษม หรือโรงเรียนหญิงแห่งแรกของจังหวัด ซึ่งปัจจุบันถูกบูรณะและอนุรักษ์ไว้ในฐานะของ “หอประวัติศาสตร์โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา” เป็นแหล่งศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ของเมืองน่านผ่านวัตถุพยานที่จัดแสดง เช่น วัตถุเครื่องใช้ในอดีตของมิชชันนารี วัตถุเครื่องใช้ของโรงเรียน 3 แห่ง คือ โรงเรียนน่านลินกัล์นอะแคเดมี (โรงเรียนชายแห่งแรกของจังหวัด) โรงเรียนรังษีเกษม และโรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา รวมไปถึงภาพถ่ายในอดีตมากกว่า 1,000 ภาพ ที่บอกเล่าเรื่องราวพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อเสด็จฯ มาทรงงานใน จ.น่าน ภาพพระราชกรณียกิจของเจ้าผู้ครองนครน่าน ภาพของอาคารสถานที่ เหตุการณ์สำคัญ และวิถีชีวิตของคนเมืองน่านในอดีต

ภาพจึงเป็นสื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ ส่วนผู้ที่ทำการสื่อสารให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจโดยง่ายคือ ครูต้น-หิรัญ อุทธวงค์ อนุกรรมการและเลขานุการ โครงการจัดทำหอประวัติศาสตร์ กล่าวได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกและผู้รู้ทุกส่วนของตึกรังษีเกษม ส่วนแรกที่ครูต้นอธิบายคือ ห้องเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้โบราณของไทย เพื่อย้อนไปให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ก่อนเข้าถึงยุคก่อสร้างตึกรังษีเกษม

จากนั้นครูต้นได้พาเดินไปยังห้องโถงชั้น 1 ที่มีภาพของมิชชันนารีผู้สร้างตึกนี้คือ ศาสนาจารย์ ดร.นพ.ซามูเอล ซี พีเพิลส์ และภรรยา ซาร่ห์ เวิร์ท ทั้งสองเป็นมิชชันนารีครอบครัวแรกที่อาสามาเปิดศูนย์มิชชั่นน่านในปี 2438 สร้างตึกรังษีเกษมขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนหญิงล้วน แต่เดิมชื่อโรงเรียนเมริเอริสมิท บราวส์ นับเป็นโรงเรียนที่ทำการสอนแบบตะวันตกเป็นแห่งแรกในน่าน

อีกทั้ง ดร.นพ.ซามูเอล ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองเป็นผู้เปิดโรงพยาบาลแห่งแรกในน่าน เป็นแพทย์ในกองทัพไทยตามคำขอของพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้ริเริ่มให้ปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ โรคฝีดาษ โรคอหิวาตกโรค ที่ระบาดหนักในน่าน และยังเป็นผู้นำอักษรล้านนาไปทำเป็นแม่พิมพ์ที่สหรัฐอเมริกาแล้วนำมาให้เพื่อนของเขา ชื่อ พ่อครูเดวิด โกรมเลย์คอลลินส์ เปิดโรงพิมพ์ที่ จ.เชียงใหม่ ชื่อว่า โรงพิมพ์อเมริกันวังสิงห์คำ ทำให้ล้านนามีหนังสืออ่านมากขึ้น

จากนั้นครูต้นได้ชี้ให้เห็นลักษณะการก่อสร้างของตึกที่มีภูมิปัญญาของตะวันตกแฝงอยู่ ทั้งขื่อบนเพดานที่มีลักษณะเหมือนเครื่องหมายกากบาท เพื่อเสริมความแข็งแรงและเป็นหนึ่งในลวดลายของตัวอาคารไป กลอนหน้าต่างที่ไม่ต้องลงกลอนก็สามารถล็อกได้โดยอัตโนมัติ มีหน้าต่างจำนวนมากเพื่อระบายอากาศร้อนในไทย แต่เป็นอาคารหลังเดียวในน่านที่มีเตาผิง และห้องโถงชั้น 1 มีเพดานสูงเหมือนบ้านคนไทย แต่สร้างในสไตล์โคโลเนียล

ว่าแล้วผู้บรรยายก็นำเดินต่อไปยังส่วนอื่นๆ บนชั้นแรก พร้อมเล่าว่า อาคารหลังนี้มีลักษณะเป็นตัวยู โดยแรกเริ่มมีเพียงอาคารใหญ่หลังกลางต่อมาได้สร้างอาคารฝั่งซ้าย เพื่อใช้เป็นห้องพักมิชชันนารีและหอพักนักเรียน และสุดท้ายได้สร้างอาคารฝั่งขวา เพื่อใช้เป็นห้องเรียนเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น รวมแล้วใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 9 ปี และยังคงสภาพเกือบจะสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน

จากนั้นได้เดินขึ้นบันไดเชื่อมไปยังชั้น 2 เป็นส่วนของห้องเรียน ยังคงมีโต๊ะนักเรียน เก้าอี้นักเรียนที่ถูกดีไซน์ให้สามารถต่อกันเป็นวงกลมและรูปทรงอื่นๆ กระดานดำ และที่เป็นจุดเด่นชัดคือ ไม้กางเขนขนาดใหญ่กลางห้อง ทำจากกระจกสีจำนวน 5 บาน ที่เหลือจากการรื้อถอนโบสถ์คริสตจักรไฮปาร์คอนุสรณ์

ครูต้นได้เล่าถึงประวัติของโบสถ์แห่งนี้พอสังเขปว่า เป็นโบสถ์หลังแรกของน่านที่ก่อสร้าง เพื่อเป็นสถานที่นมัสการพระเจ้าโดยตรง ไม่รวมเป็นที่พักของมิชชันนารี ตั้งชื่อเป็นอนุสรณ์แก่คริสตจักรไฮปาร์ค เมืองชิคาโก ที่ให้ทุนก่อสร้าง ถือว่าเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงาม เพราะช่องแสงใช้กระจกสีที่นำเข้ามาจากสหรัฐติดรอบอาคาร แต่แล้วก็ทรุดโทรมลงมากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุเพราะรัฐบาลยึดเป็นของรัฐ และห้ามไม่ให้ประกอบศาสนกิจนาน 4 ปี ภายหลังได้คืนก็มีการรื้อถอนและนำโครงสร้างบางส่วนมาก่อสร้างโบสถ์คริสตจักรประสิทธิพรหลังปัจจุบัน ส่วนกระจกที่เหลืออยู่จำนวน 5 บานนั้น ก็นำมาประกอบเป็นไม้กางเขนชื่อ ไฮปาร์คอนุสรณ์ จัดแสดงไว้บนชั้น 2 ของหอประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ภาพถ่ายชั้นบนยังแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์สำคัญของน่าน ไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์น้ำท่วมน่านปี 2451 และการสัมปทานป่าไม้ที่สะท้อนผ่านภาพช้างกำลังงัดท่อนซุงของควาญช้าง บริษัท บอมเบย์เบอร์ม่า คล้าค แอนด์ คอมปานี และบริษัท บอร์เนียว ช่วงปี 2440

อาคาร 2 ชั้นที่ก่อสร้างด้วยอิฐแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทั้งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถูกรัฐบาลยึดครองกิจการโรงเรียนรังษีเกษม ทำให้โรงเรียนต้องปิดกิจการและทางราชการไทยได้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด จากนั้น 2 ปีต่อมาได้เปลี่ยนเป็นที่พักของทหารไทยจนกระทั่งสงครามสิ้นสุด ซึ่งนอกจากจะเสียหายเพราะสงคราม ตึกรังษีเกษมยังเคยผ่านพายุใหญ่ที่พัดเอากระเบื้องดินขอพังเสียหายทำให้ทรุดโทรมหนัก และได้ทำการเปิดอีกครั้งเมื่อ 72 ปีที่แล้ว เพื่อใช้เป็นห้องประชุม ห้องเรียนสำหรับเด็ก และสถานที่ประกอบศาสนพิธีสำคัญ เช่น พิธีแต่งงาน และพิธีแต่งตั้งสถาปนา กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งความรู้ของชาวเมืองน่านและคนไทยสืบไป

สำหรับนักท่องเที่ยวถ้าให้เหมาะต้อง “นุ่งซิ่นแอ่วน่าน” ตามแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มสตรีของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแพร่ (รับผิดชอบพื้นที่แพร่และน่าน) เพื่อสร้างบรรยากาศและสีสันในการเดินทางท่องเที่ยวด้วยการแต่งกาย สร้างรายได้ให้กับชุมชน และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น สอดรับกับนโยบายส่งเสริมปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน และอะเมซิ่งไทยแลนด์โกโลคัล (Amazing Thailand Go Local) โดยหวังว่ากระแสแต่งชุดไทยหรือนุ่งซิ่นแอ่วน่านจะไม่เป็นเพียงกระแสเกาะความดังของออเจ้าเท่านั้น แต่จะกลายเป็นความภาคภูมิใจที่ได้แต่งกายแบบไทยเที่ยวเมืองไทยด้วยตัวเอง

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูล รายละเอียดของสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และการเดินทางใน จ.น่าน และแพร่ เพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ โทร. 054-521-127 ทุกวันในเวลาราชการ

ไม่หลงรักซาปาก็บ้าแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 14:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547088

ไม่หลงรักซาปาก็บ้าแล้ว

ภาพทุ่งนาขั้นบันไดเหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวสุก ตัดกับสีสันสดใสของเครื่องแต่งกายชนเผ่า ถนนลูกรังลัดเลาะผ่านหุบเหว รอยยิ้มอันไร้เดียงสาของเด็กน้อยโบกมือทักทาย บุคลิกซื่อๆ และมิตรไมตรีของผู้คนบนที่ราบสูง คือสิ่งที่ทำให้เมือง “ซาปา” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบ โอบล้อมด้วยขุนเขาและสายหมอก สร้างความประทับตราตรึงใจให้กับผู้มาเยือน จนถูกกล่าวขานและบอกต่อในหมู่นักเดินทางผู้รักการผจญภัย หมายมั่นว่าสักวันหนึ่งจะต้องมาเยือนสรวงสวรรค์ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามให้ได้

บรรยากาศเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายสิบปี ทุกวันนี้ซาปาก็ไม่อาจต้านกระแสของโลกยุคใหม่ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนชนเผ่าใจกลางหุบเขาแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้การมาเที่ยวที่นี่สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันมีการสร้างถนนโทลล์เวย์จากกรุงฮานอยเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาคตอนเหนือ สามารถลดจำนวนทางโค้งและเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาย่นระยะทางได้อีกเยอะเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม ทำให้การเดินทางจากกรุงฮานอยสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น

โบสถ์นอทเทอร์ดัมใจกลางเมืองซาปาเป็นทั้งสัญลักษณ์ เป็นจุดนัดหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาเสน่ห์ของซาปา เพราะเป็นสถาปัตยกรรมทรงยุโรปโดดเห็นแต่ไกล ใครมาแล้วก็ต้องมาเก็บภาพเป็นที่ระลึก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของการมองหาปลายทางแทร็กกิ้งเดินเท้าชมวิถีชีวิตชนเผ่าและธรรมชาติ เพราะจุดนี้จะมีชนเผ่าต่างๆ มายืนรอนักท่องเที่ยวเพื่อเสนอขายโปรแกรมแทร็กกิ้งนั่นเอง

ที่น่าแปลกใจคือพวกเขาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและแตกฉาน ไม่มีครูคนไหนมาสอน แต่ฝึกฝนด้วยการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะๆ คนที่นี่บอกกับเราว่าได้กลายเป็นสิ่งที่ปลูกฝังในหลายๆ ครอบครัวชนเผ่าที่นี่ เพราะถ้าพูดภาษาอังกฤษได้จะเป็นหนึ่งในวิธีการหารายได้ให้ครอบครัวอย่างดี แต่รัฐบาลก็ไม่สนับสนุนวิธีนี้ เพราะไม่การันตีเรื่องคุณภาพของการให้บริการ แนะนำให้ติดต่อผ่านทางบริษัททัวร์จะมีความน่าเชื่อถือกว่า

หมู่บ้านลาวไช (Lao Chai) และหมู่บ้านตาหว่าน (Ta Van) เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่เหมาะกับการแทร็กกิ้งชมวิถีชีวิตผู้คนและชนเผ่า ห่างจากตัวเมืองซาปาเพียงแค่ 6 กิโลเมตร และสองหมู่บ้านนี้ก็อยู่ติดกัน หมู่บ้านลาวไชผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง (Hmong) ส่วนหมู่บ้านตาหว่านผู้คนส่วนใหญ่ชาวเส่ย (Giay) ซึ่งทั้งสองหมู่บ้านได้ทำความตกลงร่วมกันว่าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนำรถยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน ถ้าอยากจะเข้าไปก็ต้องเดินเท่านั้น   จะจ้างผู้นำทางที่เป็นคนในหมู่บ้านก็ได้ หรือจะเดินเที่ยวด้วยตัวเองก็ได้ไม่มีการบังคับ

เส้นทางเดินก็สะดวกสบายและไม่ยากจนเกินไป บางส่วนต้องเดินผ่านนาขั้นบันได บางส่วนก็ราดด้วยซีเมนต์ มีร้านค้าเล็กๆ และร้านกาแฟให้นั่งพักตลอดสองข้างทาง เดินสวนทางกับชาวบ้านก็ส่งยิ้มให้กันตลอดทาง บางคนก็ทักทายว่า “Hello” หรือพยายามสื่อสารภาษาอังกฤษกับเรา ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ก็สนุกสนานเฮฮากันไป

บางจุดก็จะเจอแม่ค้าเร่ขายของที่ระลึกบ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากและไม่เดินตาม ตื๊อจนทำให้เกิดความรำคาญ โดยภาพรวมถือว่าเป็นหมู่บ้านที่น่ามาเดินเล่นเดินชม ช่วงเวลาที่สวยและควรมาเยือนมากที่สุดประมาณเดือน ต.ค.เป็นต้นไป เป็นช่วงเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศกำลังเย็นสบาย และเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว จึงเป็นช่วงที่มองเห็นนาขั้นบันไดเป็นสีเหลืองอร่ามไปทั้งหุบเขา

ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร อากาศที่นี่จึงเย็นสบายและยังมีธรรมชาติบริสุทธิ์ จนสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาแซลมอนคุณภาพดีที่สุดในเวียดนามได้ ดังนั้น รอบๆ ทะเลสาบใจกลางเมืองมีร้านชาบูหม้อไฟแซลมอนมากมาย อากาศหนาวๆ ซดน้ำซุปแซลมอนร้อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นได้อย่างดี แต่เมนูที่ไม่ควรพลาดเลยคือซาซิมิเนื้อแซลมอนดิบ ห่อด้วยแผ่นแป้งและผักเครื่องเคียงในแบบแหนมเนือง จิ้มด้วยซอสโชยุผสมวาซาบิในแบบญี่ปุ่น หรือจะเป็นซีอิ๊วผสมพริกในแบบเวียดนามก็อร่อยจนต้องยกให้เป็นเมนูเด็ดที่มาซาปาแล้วไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึง

ซาปาเคยเป็นจุดหมายของนักปีนเขาทั่วโลกที่ต้องการมาพิชิตยอดเขาฟานซิปัง บนจุดสูงที่สุดในอินโดจีนที่ระดับความสูง 3,143 เมตร จากระดับน้ำทะเล ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ในการพิชิต แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป  เทคโนโลยีกระเช้าไฟฟ้าทำให้เราสามารถขึ้นมาพิชิตยอดเขานี้ได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง บนระยะทาง 6.2 กิโลเมตร เป็นกระเช้าไฟฟ้าที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสเวิลด์เรคคอร์ด

ใครที่เป็นโรคหัวใจ ความดัน หรือโรคประจำตัวอื่นๆ ก็ควรพิจารณาก่อนขึ้นมาที่นี่ ส่วนคนปกติอย่าลืมหยิบเสื้อกันหนาวมาด้วย เพราะอุณหภูมิบนนี้อาจลดลงเหลือเลขตัวเดียวมิหนำซ้ำลมยังพัดแรงอีกด้วย แต่เชื่อเถอะว่าวิวข้างบนนี้มันช่างสวยงามอลังการ ทั้งสูงที่สุดและสวยที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียนเลยก็ว่าได้ แต่อากาศบนยอดเขาก็แปรปรวนตลอดเวลา มีเวลาให้เราดื่มด่ำความงามได้ไม่นานเมฆหมอกก็เข้าปกคลุมยอดเขา จนไม่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้  นี่ถือเป็นเรื่องปกติของยอดเขาสูง ไม่สามารถคาดเดา ถ้าได้มีโอกาสขึ้นมาแล้วก็ควรพกโชคพกดวงมาด้วย

ต้องขอขอบคุณแนวคิดของรัฐบาลเวียดนามที่เล็งเห็นว่ายอดเขาฟานซีปังเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกๆ คนสามารถขึ้นมาชื่นชมได้ จึงเป็นตัวจุดประกายให้มีการสร้างกระเช้าไฟฟ้านั่นเอง แต่ทุกวันนี้ก็ยังคงมีคนเดินเท้าปีนเขาขึ้นมาพิชิตยอดเขาฟานซีปัง ถ้าทำได้กลับลงไปจะได้รับเหรียญและประกาศนียบัตรเป็นที่ระลึกจากทางอุทยานแห่งชาติฟานซีปัง

แม้หลายสิ่งหลายอย่างในซาปาจะถูกแทนที่ด้วยการพัฒนารูปแบบใหม่ จนทำให้เสน่ห์เดิมๆ ลดน้อยลงไป แต่ความงดงามของทัศนียภาพ อากาศที่เย็นสบาย สูดหายใจลึกๆ ครั้งใดก็เหมือนเติมความสดชื่นให้ร่างกาย และวิถีชีวิตชนเผ่าที่อาจจะไม่เหมือนเก่าดั้งเดิม แต่เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความใสซื่อบริสุทธิ์ ทำให้การเดินทางมาซาปาในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของปี แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึงช่วงเวลาของการใช้ชีวิตที่นั่น ความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า “หลงรัก” เข้าแล้ว และอย่าลืมติดตามชมภาพสวยๆ ของบรรยากาศเมืองซาปาได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์ ทางช่องไทยรัฐทีวี 32 ตั้งแต่เวลา 08.00-08.30 น.

‘คำเสน่ห์’ ปทุมธานี อาหารไทยโบราณแท้ริมเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547055

‘คำเสน่ห์’ ปทุมธานี อาหารไทยโบราณแท้ริมเจ้าพระยา

โดย  พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ถ้าความสุขของคุณ คือการได้ทานอาหารอร่อยในบรรยากาศริมน้ำ พร้อมสัมผัสวิวสวยสุดโรแมนติกของแม่น้ำเจ้าพระยา พามาชิมความอร่อย และชมบรรยากาศดีๆ ของร้านอาหารเปิดใหม่ อยู่ใกล้เมืองปทุมธานี

ร้านอาหารนี้ชื่อว่า ร้านคำเสน่ห์ (Come Sane) เป็นร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์น ที่นี่เป็นร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชวนนั่งมากๆ เพราะด้วยบรรยากาศร้านที่ตกแต่งได้อย่างสวยงาม บรรยากาศติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ เป็นสถานที่เช็กอินแห่งใหม่ของเมืองปทุมธานี

วิรัช เปรมจิตต์ หรือ บุญทิ้ง หนุ่มวัย 33 ปี อดีตที่ปรึกษาทางกฎหมาย หันหน้ามาทำร้านอาหารไทยสไตล์ฝีมือแม่ กล่าวว่า ที่มาของร้านคำเสน่ห์ คือข้าวที่คุณแม่ป้อนตั้งแต่เด็กๆ

“ทุกคำที่แม่ป้อนมันเป็นเสน่ห์ตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้ ที่นี่เป็นร้านอาหารไทยโบราณแท้ๆ ที่รวบรวมอาหารไทยอร่อยๆ เมนูเก่าแก่ที่หาทานได้ยากมาให้ทุกคนได้ลิ้มลอง เพราะในสมัยนี้อาหารไทยโบราณได้รับความนิยมน้อย ทางร้านจึงมีแนวคิดที่จะรักษาความเป็นไทยให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยดั้งเดิมที่มีความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบและรังสรรค์รสชาติ รวมไปถึงการประยุกต์ตกแต่งอาหารให้ดูทันสมัยในจานสังกะสี”

ส่วนเรื่องอาหารที่ชวนสั่งให้มากินเคล้ากับบรรยากาศดีๆ ก็มีความชวนกินไม่ยิ่งหย่อนกัน วิรัชนำเสนออาหารที่มีความเป็นไทยสูง เน้นอาหารไทยที่เป็นเอกลักษณ์ เสมือนได้กลับมาทานข้าวฝีมือแม่ที่บ้าน

“อย่างเมนูจานเด่นที่เราได้สั่งมาลองลิ้มจนติดใจ แล้วก็อยากนำเสนอให้มาชิมกัน หลายคนที่ชื่นชอบเมนูปลา โดยเฉพาะปลาเนื้อแน่นๆ รสชาติเค็มๆ มันๆ อย่างปลาทู เรานำมาทำเมี่ยงปลาทูเป็นเมนูสุขภาพ แคลอรี่ต่ำอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์จากผักสดและเนื้อปลาทู ได้ทั้งไฟเบอร์จากผัก โปรตีนจากเนื้อปลา แถมด้วยน้ำจิ้มรสจัดจ้าน”

ส่วนเมนูทานเล่นเมนูนี้รับรองต้องสั่งอีกจานเป็นแน่นอน วิรัชแนะนำหมูสามชั้นผัดพริกเกลือ หมูสามชั้นทอดกรอบๆ เคล้ารสพริกเกลือเข้มข้น เผ็ดเค็ม

“ถ้าได้เริ่มคำแรก ยากที่จะหยุดไหว ถ้าใครชอบขนมจีนน้ำยาปู มาร้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง เป็นน้ำยาปูสูตรคำเสน่ห์ เป็นสูตรที่ตกทอดมาจากรุ่นแม่สู่รุ่นลูกที่คงความอร่อยเส้นขนมจีนทำจากแป้งสดสีขาวสวย น้ำยาปูนั้นเครื่องแกงเราทำเองในสูตรเฉพาะ ปรุงเพิ่มจนมีรสชาติเข้มข้นหอมตลบอบอวลในปากอย่างเด่นชัด กะทินั้นก็หอมกำลังดี เนื้อปูใส่มาไม่ยั้ง เคี้ยวได้เต็มคำ พอได้ชิมคำแรกแล้วหยุดไม่ได้ เติมแล้วเติมอีก อร่อยพุงกางเลยทีเดียวเชียว”

เมนูอื่นก็มีข้าวผัดคำเสน่ห์ เสน่ห์แห่งข้าวผัด นำข้าวมาผัดกับน้ำพริกกะปิ ใส่เนื้อปลาทู หอมแดง ถั่วฝักยาวซอยโรยหน้าและด้วยหอมเจียวเป็นข้าวผัดโบราณที่หาทานได้ยากแล้วในสมัยนี้

หลนปลาเค็มเป็นกับข้าวพื้นเมืองของไทยที่นับวันยิ่งหาทานยากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอาหารสุขภาพ มีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่นจากความหอมความมันของกะทิ ผสมรสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด ที่ลงตัว ทานคู่กับผักสดนานาชนิด

ตามมาอีกเมนูแกงไตปลาผักสด รสชาติจัดจ้านเสิร์ฟมาพร้อม ไข่ต้มยางมะตูมนุ่มลิ้น ทานกับข้าวสวยร้อนๆ

นอกจากนี้ ร้านคำเสน่ห์ ยังมีเมนูอีกมากมาย อาทิ กุ้งเผาคำเสน่ห์ หมูสามชั้นทอดเกลือ ผัดไก่ใบยี่หร่า ปลาส้มในคาเฟ่ แกงเลียงกุ้งสด ยำไข่ยางมะตูม ข้าวผัดปลาทูโบราณ ปลากะพงทอดน้ำปลา แกงคั่วหอยขม สปาเกตตีผัดฉ่าทะเล ยำวุ้นเส้นทะเล กุ้งปลาหมึก ปีกไก่ทอด กับน้ำจิ้มแจ่ว ไข่ลูกเขย ฯลฯ

สักครั้งในชีวิตที่ต้องมาลองทั้งเมนูอาหารไทยโบราณหรือจะเป็นเมนูอาหารไทยอื่นๆ ที่ทานได้ง่ายๆ ก็มีให้เลือกอีกเพียบ พร้อมถ่ายรูปสวยๆ จากอาหารที่ถูกจัดในจานสังกะสี นอกจากอาหารจะรสชาติดีแล้วบรรยากาศในร้านก็น่านั่ง อบอุ่น เหมือนได้นั่งทานอาหารฝีมือคุณแม่อยู่บ้านเลยทีเดียว

ร้านคำเสน่ห์ ตั้งอยู่เลขที่ 54/9 ถนนเทพบำรุง ต.บางปรอก เทศบาลเมืองปทุมธานี เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 19.00-24.00 น. สอบถามเส้นทางมาร้านคำเสน่ห์ 02-011-6341 หรือ 06-4831-2705

ทิ้งหัวใจไว้ที่ ‘ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547048

ทิ้งหัวใจไว้ที่ ‘ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท’

โดย พุสดี

ถ้าเลือกได้ไม่มีใครอยากหลงลืมของสำคัญ หรือสิ่งมีค่าไว้ที่ไหน แต่ถ้าลองได้มาเยือน “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” (Silavadee Pool Spa Resort) คุณอาจอยากลืมของสำคัญที่มีค่าทางใจมากพอไว้ที่นี่ เพื่อเป็นเหตุผลให้ตัวเองได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ครั้งนี้ ชาวคณะของเรา เลือกทิ้งหัวใจเอาไว้ที่นี่…

ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่แหลมน่าน ระหว่างหาดเฉวง และหาดละไม สร้างขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Back to the nature“ ที่ชวนให้อิงแอบแนบชิดไปกับธรรมชาติในทุกอณู

นอกจากบรรยากาศในโรงแรมจะร่มรื่นด้วยร่มไม้ใหญ่ ช่วยดับร้อนในช่วงซัมเมอร์ได้เป็นอย่างดี ด้วยที่ตั้งของโรงแรมซึ่งเหมือนเป็นอ่าว ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ราวกับได้รับการโอบกอดจากท้องทะเลและเกลียวคลื่นอันแสนอบอุ่น

เพลินตาด้วยความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์จากหมู่มวลโขดหินที่เรียงรายอยู่รอบๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ศิลาวดี” ซึ่งมีความหมายว่า “หินงาม“ ยามเมื่อเกลียวคลื่นซัดมากระทบ เกิดเป็นภาพชวนมองไม่รู้เบื่อ

อิ่มเอมกับบรรยากาศที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่แล้ว เพลินใจกันต่อกับห้องพักที่แม้กาลเวลาจะล่วงเลย แต่ดีไซน์ยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ไม่รู้คลาย โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของหลังคาทรงสูงที่ทำจากไม้ซีดาร์นำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด นอกจากจะมีคุณสมบัติยืดหยุ่นดี ทนกับสภาพอากาศร้อนและลมทะเลแบบบ้านเราแล้ว ยังช่วยลดอุณหภูมิในห้องได้

ภายในศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท ประกอบไปด้วยห้องพักทั้งสิ้น 80 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักแบบดีลักซ์ขนาด 50 ตารางเมตร จำนวน 36 ห้อง และพูลวิลล่า  44 ห้อง

สำหรับห้องพักแบบดีลักซ์ ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นไอพอด ห้องน้ำในตัวที่แยกอ่างอาบน้ำและฝักบัว พร้อมทั้งระเบียงและอ่างน้ำวนที่อยู่บริเวณระเบียงห้องเพื่อชมวิวทะเล

ส่วนใครที่มองหาความเงียบสงบและความเป็นส่วนตัว พูลวิลล่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว มาพร้อมพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง เริ่มต้นที่ 140-300 ตารางเมตร ภายในวิลล่ามีสระว่ายน้ำส่วนตัวร่วมกับเตียงนวดในน้ำให้ได้ผ่อนคลาย

แต่ห้องพักที่เป็นซิกเนเจอร์ของศิลาวดีคือ โอเชี่ยน ฟร้อนท์ พูล วิลล่า สวีท และศิลาวดี โอเชี่ยน ฟร้อนท์ พูลวิลล่า สวีท ขนาด 300 ตารางเมตร เป็นลักษณะห้องพักที่แบ่งเป็น 2 หลัง แยกระหว่างห้องนอนและห้องนั่งเล่น พร้อมกับห้องน้ำส่วนตัวของแต่ละส่วน ซึ่งมีเพียงแค่ 4 หลังเท่านั้น

 ความพิเศษคือวิวทะเลแบบไร้อะไรมาบดบัง ชมวิวกันได้แบบอินฟินิตี้ ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงตัวเรากับผืนน้ำ

อีกหนึ่งไฮไลต์ของรีสอร์ทที่พลาดไม่ได้ ต้องไปสัมผัสคือ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่ดีไซน์อย่างพิถีพิถัน อยู่ท่ามกลางโขดหิน หันหน้าเข้าสู่ทะเล เชื่อมต่อพื้นผิวน้ำและทะเลเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว นับเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหน

ยิ่งเหล่านักล่าตะวัน ถ้าได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นและลับขอบฟ้าที่ริมสระนี้จะลืมไม่ลงทีเดียว จากตรงนี้ ใครอยากได้ฟีลของการมาทะเลจริงๆ สามารถเดินลงไปที่ชายหาดได้ ซึ่งทางโรงแรมมีกิจกรรมมากมายไว้รองรับ ทั้งดำน้ำตื้น ชกมวย และพายเรือคายัก

เมื่อพลิดเพลินกับความสวยงามในทุกอณูของรีสอร์ทแล้ว อย่าปล่อยให้ร่างกายได้รับแต่วิตามินซี ถึงเวลาเติมพลังด้วยอาหารรสเลิศ มีบริการทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ แต่ถ้าอยากผ่อนคลายอย่าพลาดหลากหลายทรีตเมนต์จากศิลาวดี สปา ซึ่งผ่านการคิดค้นท่านวดอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการผสมผสานศาสตร์การนวดไทยแผนโบราณและการนวดแบบประยุกต์ของทางตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ช่วยปลดล็อกความเหนื่อยล้า ทวงคืนความสดชื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งหมดนี้คงพอทำให้คุณเชื่อว่า ทำไมใครๆ ถึงทิ้งหัวใจไว้ที่ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท

‘พะงัน’ ตะวันเต็มดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547047

‘พะงัน’ ตะวันเต็มดวง

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

นอกจากฟูลมูนปาร์ตี้ มีใครคิดถึงพะงันในภาพอื่นบ้าง

นี่เป็นคำถามที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเกาะสมุย และสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ในฐานะ “คนในพื้นที่” ต้องการป่าวประกาศคำตอบออกไปว่า “มี!” เพราะคืนวันเพ็ญมีเพียงเดือนละครั้ง วันอื่นนอกเหนือจากนั้นจึงเป็นคำตอบ

เกาะพะงันเป็นเกาะขนาดใหญ่ 168 ตร.กม. เป็นรองเกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะช้าง และเกาะตะรุเตา มีสภาพภูมิศาสตร์ที่สมบูรณ์ทั้งชายหาดที่มีอยู่เกือบรอบเกาะ มีแนวปะการังอยู่ทางด้านทิศตะวันตก มีที่ราบเชิงเขาเหมาะแก่การทำสวนมะพร้าว สวนผลไม้ และยางพารา ทั้งยังมีต้นน้ำลำธารและน้ำตกหล่อเลี้ยงชีวิตคนเกาะพะงัน

เพื่อง่ายต่อการหาคำตอบ ทางสมาคมโรงแรมฯ จึงแบ่งพื้นที่บนเกาะพะงันออกเป็น 5 โซน ตามคาแรกเตอร์ของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ โซน 1 Centre of Lifestyles โซน 2 Full Moon Destination โซน 3 Heritage and Nature โซน 4 Into the Sea และโซน 5 Healthy and Wellness โดยการท่องเที่ยวบนเกาะพะงันสามารถเที่ยวได้เกือบทั้งปี (ยกเว้นช่วงมรสุมตั้งแต่กลาง ต.ค.-พ.ย.) แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดกลับเป็นช่วงสั้นๆ ระหว่าง ก.พ.-เม.ย. เวลานี้จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะลงพื้นที่และหาคำตอบ

Centre of Lifestyles ตะวันรอนท้องศาลา

โซนแรกกินพื้นที่ตามแนวชายหาดท้องศาลาไปจนถึงชุมชนบ้านใต้ บ้านค่าย ซึ่งบริเวณหาดท้องศาลาถือเป็นศูนย์กลางความเจริญของเกาะพะงัน ด้วยมีท่าเรือเฟอร์รี่ ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม อย่างในช่วงเทศกาลสงกรานต์เช่นนี้ หาดท้องศาลาจะเป็นที่รวมตัวเล่นสาดน้ำเหมือนถนนข้าวสารหรือสีลมในกรุงเทพฯ

รวมทั้งช่วงวันออกพรรษา จุดนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานประเพณีชักพระ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ที่กำเนิดขึ้นบนเกาะพะงันและยังยึดถือปฏิบัติกันสืบมา

ขาดไม่ได้สำหรับแหล่งรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่จะมีถนนคนเดิน ที่นี่เปิดบนถนนตลาดเก่า ทุกวันเสาร์ เวลา 16.00-21.00 น. ถนนสายนี้เป็นย่านการค้าโบราณ สภาพบ้านเรือนสองฟากถนนยังเป็นห้องแถวเรือนไม้ บางหลังเคยเป็นร้านค้าของคหบดี จึงให้บรรยากาศย้อนยุค โดยพ่อค้าแม่ขายจะจำหน่ายสินค้าราคาถูกและอาหารท้องถิ่นอย่าง ขี้หมาต้วง และข้าวตู ก็มีให้ลองชิม

ส่วนวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนแถบท้องศาลายังมีให้เห็นแถวท่าเรือเฟอร์รี่ กับวิถีของพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้รถเข็นขายอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารทะเลตากแห้ง เมื่อตกเย็นบรรดาร้านรถเข็นจะไปรวมตัวที่ตลาดพันธ์ทิพย์ ศูนย์อาหารท้องถิ่นในบรรยากาศชาวบ้านร้านถิ่นราคาย่อมเยา

ขณะเดียวกันอย่าพลาดชมช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกที่หาดท้องศาลา ยิ่งหน้าร้อนตะวันจะกลมโตใหญ่สาดแสงแดงรอนทิ้งไว้บนท้องฟ้านานกว่าและงามกว่าฤดูกาลอื่น

โซนที่ 1 ยังรวมไปถึงพื้นที่ชุมชนบ้านใต้ 1 ใน 3 ชุมชนเก่าแก่บนเกาะพะงัน เป็นชุมชนชาวจีนไหหลำที่อพยพมาตั้งรกราก ทำอาชีพประมง และแต่งงานกับคนในท้องถิ่นจนกลายเป็นชุมชนคนเลเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ ใกล้กันมีพื้นที่เชื่อมต่อกับบ้านค่าย จนบางครั้งถูกเรียกเป็นที่เดียวกันว่า ชุมชนบ้านใต้ บ้านค่าย โดยทั้งสองชุมชนมีชายหาดที่ทอดยาวต่อมาจากหาดท้องศาลา รวมความยาวไม่ต่ำกว่า 7 กม.

ศูนย์กลางของเกาะพะงัน ถูกจัดให้เป็นโซนแรก นักท่องเที่ยวที่ลงเรือเฟอร์รี่สามารถค้นหาตัวตนของเกาะพะงันในโซนนี้ได้ทันที ผ่านอาหารการกินและชุมชนเก่าแก่บนผืนหาดเดียวกัน

Full Moon Destination ฟื้นคืนการกินห่อ

ปาร์ตี้บนหาดริ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง กลายเป็นอีเวนต์ระดับนานาชาติที่วัยรุ่นทั่วโลก อยากมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต โดยข้อมูลจาก ททท. ระบุว่า ในปี 2559 มีนักท่องเที่ยวมาเกาะพะงันรวม 974,131 คน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อร่วมกิจกรรมฟูลมูนปาร์ตี้ และเป็นกลุ่มวัยรุ่น รองลงมาคือ กลุ่มแก๊ปเยียร์ (Gap Year) หรือคนที่ออกท่องโลกหาประสบการณ์ชีวิต 1 ปีก่อนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นชาวอังกฤษ อิสราเอล เยอรมัน ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย ตามลำดับ

เหตุที่หาดริ้นเป็นจุดชมพระจันทร์เต็มดวงสวยงามกว่าหาดอื่นบนเกาะพะงัน เป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์ที่มีชายหาดยาว 700 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำให้ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์จะลอยผุดขึ้นมาจากผืนน้ำ เด่นตระหง่านเป็นสปอตไลต์เปลี่ยนทะเลสีดำให้เป็นสีทอง

ส่วนเหตุที่ต้องมีปาร์ตี้ในคืนวันเพ็ญนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ย้อนกลับไปประมาณปี 2519 ชาวเกาะพะงันพบปะกับกลุ่มคนแปลกหน้าผมทองเป็นครั้งแรก พวกเขาเป็นฝรั่งแบ็กแพ็กเกอร์ 3-4 คน ที่ข้ามเรือมาเที่ยวบนเกาะพะงัน โดยชาวบ้านให้ฝรั่งพักอยู่ในบ้านตามอุปนิสัยของชาวชนบท หรือบางครั้งก็ให้เช่ากระต๊อบในสวนมะพร้าวใกล้ชายหาดเป็นที่หลับที่นอน

ผู้มาเยือนกลุ่มแรกใช้ชีวิตอยู่กับชาวพะงันเป็นแรมปี ทั้งออกเรือหาปลา ทำอาหารกินข้าวด้วยกัน และบางครั้งที่ชาวบ้านมีนัด ‘กินห่อ’ บนชายหาดก็จะมีฝรั่งร่วมวงด้วย

การกินห่อ เป็นคำเรียกของชาวเกาะพะงันถึงการนัดแนะมากินข้าวปลาอาหารกันบนชายหาด บ้านไหนทำกับข้าวอะไรมาก็ใส่ห่อมากินด้วยกัน เหมือนเป็นการปิกนิกระดับชุมชน แต่คำที่ฝรั่งกลุ่มนั้นใช้ได้เรียกการกินห่อว่า ‘ปาร์ตี้’ จนชาวเกาะพะงันติดหูและติดปากว่า วัฒนธรรมที่ตัวเองทำสืบทอดต่อกันมาในภาษาฝรั่งเรียกว่า ปาร์ตี้

จากนั้นเมื่อฝรั่งกลุ่มแรกกลับไป การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นบนเกาะพะงัน เมื่อฝรั่งได้นำรูปภาพและบันทึกประสบการณ์ไปถ่ายทอดลงไกด์บุ๊กเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เหล่าแบ็กแพ็กเกอร์ที่ไม่เกี่ยงที่จะใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติเดินทางมาเกาะพะงันมากขึ้น

จากหลักสิบคนกลายเป็นร้อยคน จนชาวบ้านเองเริ่มมองเห็นลู่ทางทำมาหากินจึงสร้างที่พักแบบบังกะโล หลังคามุงจาก ผนังกั้นด้วยไม้ไผ่ ราคาหลักสิบถึงร้อยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติพักอาศัย

บังกะโลแห่งแรกเกิดขึ้นบนหาดริ้นชื่อ บูรณ์ บังกะโล เปิดเมื่อปี 2523 กระทั่งปัจจุบัน 38 ปีผ่านไป บนเกาะพะงันมีที่พักรวม 383 แห่ง คิดเป็นจำนวน 9,025 ห้อง

ส่วนกิจกรรมกินห่อก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นงานพบปะสังสรรค์ของชาวต่างชาติ ไม่มีใครห่ออาหารมาล้อมวงกินกันเหมือนแต่ก่อน แต่เปลี่ยนเป็นปาร์ตี้อย่างที่ฝรั่งกลุ่มแรกเรียกขานอย่างเต็มรูปแบบ

กระทั่งประมาณปี 2532 ปาร์ตี้ธรรมดามีคำนำหน้าเพิ่มเข้ามาเป็น ฟูลมูนปาร์ตี้ ตามไอเดียของผู้ประกอบการ พาราไดซ์ บังกะโล ที่จัดปาร์ตี้บนหาดริ้นนอกในคืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นครั้งแรก เป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวต่างชาติจนถูกพูดต่อขจรไปไกลว่า พะงันมีฟูลมูนปาร์ตี้แห่งเดียวในโลก

ปัจจุบันสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเกาะพะงัน ต้องการพลิกฟื้นวัฒนธรรมกินห่อให้กลับมา เพื่อตามหารากเหง้า และให้มองกิจกรรมคืนวันเพ็ญอีกด้าน ถึงประวัติอันยาวนานและแสนอบอุ่นระหว่างชาวไทยและต่างชาติ ก่อนมีไฟนีออนเรืองแสงและเพลงอีดีเอ็มเข้ายึดหัวหาดทุกเดือน

Heritage and Nature เกาะแห่งน้ำตก รอยจารึก และมะพร้าว

เกาะพะงันมีชายหาดล้อมรอบไม่ต่ำกว่า 20 หาด ส่วนบนเกาะก็ไม่น้อยหน้าอุดมไปทั้งป่าไม้และสวนมะพร้าวตามธรรมชาติ มีต้นน้ำก่อเกิดเป็นลำธารหลายสาย น้ำตกหลายแห่ง และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด

น้ำตกที่คนนิยม เช่น น้ำตกแพง น้ำตกขนาดใหญ่กลางป่าครึ้ม จากน้ำตกมีเส้นทางตัดชันขึ้นไปยังจุดชมวิวโดมศิลา เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามและเห็นทิวทัศน์เกาะแก่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เกาะเต่า เกาะสมุย และเกาะพะงันทางด้านใต้และตะวันตก

ยังมีน้ำตกพุแดง โดดเด่นด้วยสายธารไหลลงมาจากหน้าผาหินด้านบนเป็นทางยาว ด้านล่างเป็นแอ่งใหญ่ให้ลงเล่นน้ำประหนึ่งสระว่ายน้ำกลางไพร โดยน้ำตกนี้เป็นสายธารเดียวกันกับน้ำตกธารเสด็จ มีลักษณะเป็นลานหินกว้าง สายน้ำจะลัดเลาะซอกหินรวมกันเป็นธารน้ำยาวกลายเป็นแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติที่มีให้ใช้ตลอดทั้งปี ทั้งยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

กล่าวคือชื่อ ธารเสด็จ เป็นนามพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์เคยเสด็จประพาสหลายครั้ง หากกล่าวถึงเกาะพะงัน ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสมาถึง 14 ครั้ง ระหว่างปี 2431-2452 เพราะเป็นทางผ่านตามเส้นทางเสด็จสู่แหลมมลายู

สำหรับการเสด็จประพาสมายังเกาะพะงันครั้งแรกในปี 2431 พระองค์ได้เสด็จไปที่น้ำตกธารเสด็จ และโปรดให้จารึกอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ‘หิน จปร ที่ ๑’ ไว้ที่โขดหิน เพื่อเป็นการบันทึกประวัติการเดินทาง และประกาศพระราชอาณาเขตด้วยอีกนัยหนึ่ง

อีกทั้งบริเวณปลายลำธารของน้ำตกธารเสด็จยังพบจารึกอักษรพระปรมาภิไธย ‘จปร. ๑๐๘ ต่อไปมีไร่’ ดังความปรากฏในพระราชหัตถเลขาเรื่อง เสด็จประพาสแหลมมลายูคราว ร.ศ. 108 ว่า “… ขึ้นถึงหลังเขาเป็นที่ราบ พบไร่พริกมะเขือกล้วย ซึ่งพวกบ้านใต้ขึ้นมาทำ เรียกว่าท้องชะนาง อยู่ในระหว่างยอดเขาสูงล้อม พื้นที่นี้สูงกว่าทเล ๕๕๐ ฟิต จึงได้ให้จารึกก้อนศิลาที่ปลายธารนั้นไว้อีกว่าต่อไปมีไร่…”

ในครั้งต่อๆ มา พระองค์ได้ทรงสำรวจน้ำตกแห่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก และพระราชทานนามว่า น้ำตกธารประพาส และน้ำตกธารประเวศ ส่วนบริเวณน้ำตกธารเสด็จยังพบจารึกพระปรมาภิไธยย่อของพระเจ้าอยู่หัว 3 รัชกาล คือ รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 บนแผ่นหินจำนวน 10 แห่งโดยรอบน้ำตก

โซนที่ 4 จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับธรรมชาติ และด้วยพื้นที่ของโซนนี้อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะพะงัน จึงต้องกล่าวถึงความสวยงามของชายหาดรูปโค้งเป็นวงพระจันทร์เสี้ยวชื่อ หาดท้องนายปานใหญ่ และท้องนายปานน้อย

หาดท้องนายปานน้อยมีความยาวราว 700 เมตร มีเม็ดทรายขาวเนียนและละเอียดกว่าหาดอื่นบนเกาะพะงัน จึงถูกยกให้เป็นหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะ ส่วนหาดท้องนายปานใหญ่จะถูกกั้นด้วยเนินเขาและโขดหิน มีความยาวประมาณ 1,000 เมตร ปัจจุบันทั้งสองหาดเป็นที่ตั้งของโรงแรมห้าดาวหลายแห่ง ทางเลือกที่หรูหราเพื่อชายหาดงามและทะเลสงบ

ปัจจุบัน มะพร้าวเกาะพะงันได้รับมาตรฐาน GI (Geographical Indications) หรือมาตรฐานสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากการวิจัยพบว่า มะพร้าวเกาะพะงันมีความมัน มีคุณค่าทางอาหารสูง เนื้อหนานุ่ม มีเนื้อ 2 ชั้น มีน้ำที่หอมอร่อย ไม่หวานจัด และอุดมด้วยแร่ธาตุบำรุงสุขภาพ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังสนับสนุนและหวังให้เกษตรกรปลูกมะพร้าวแบบอินทรีย์ทั้งเกาะ จำนวนกว่า 3 หมื่นไร่เศษ

ขณะเดียวกันก็มีเรื่องน่าเป็นห่วง เนื่องจากต้นมะพร้าวบนเกาะพะงันกำลังถูกโค่นเพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างที่พักมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่มีขีดจำกัด ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่จะหายไป และวิถีชีวิตคนกับมะพร้าวก็มีแนวโน้มจะสูญหายด้วย

Into the Sea ดำดิ่งใต้ทะเล

ช่างเป็นการรังสรรค์จากธรรมชาติ เพราะโซนที่ 4 เต็มไปด้วยจุดดำน้ำดูปะการังนอกชายฝั่ง เริ่มต้นจากหาดเจ้าเภา หาดสน หาดยาว หาดสลัด ไปจรดแม่หาด จะเป็นแนวปะการังที่ทอดตัวยาวเหยียดต่อกันจึงดำน้ำได้ต่อเนื่องเป็นแนวเหนือจรดใต้

บริเวณแม่หาดยังเป็นจุดที่มีทะเลแหวกเกือบตลอดปี ปรากฏเป็นสันทรายจากแม่หาดเชื่อมไปยังเกาะม้าความยาวราว 350 เมตร จนสามารถเดินเชื่อมถึงกัน ซึ่งเกาะม้าเป็นจุดดำน้ำตื้นสำคัญของเกาะพะงัน พบปะการังหลายชนิดทั้งปะการังสมอง ปะการังโขดหิน ปะการังเห็ด และฝูงปลาหลากสีสันทั้งปลานกแก้ว ปลาสินสมุทร ปลาอินเดียนแดง ปลาสลัดหิน ปลาตะกรับลายเสือ และหนอนดอกไม้พู่ฉัตรสุดงดงาม

คนละบรรยากาศกับชายหาดโฉลกหลำ บริเวณนี้มีชายหาดเป็นครึ่งวงกลมราวจันทรา และเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวประมงเก่าแก่ที่ใช้ชีวิตยึดโยงกับท้องทะเล มิใช่การท่องเที่ยว อาชีพหลักคือ ประมง ออกเรือหาปลาและเรือไดหมึก โดยทุกค่ำคืนจะเห็นแสงไฟสีเขียวจำนวนมากอยู่กลางทะเลบ่งบอกถึงความชุกชุมของหมึกและสัตว์น้ำ

สินค้าขึ้นชื่อคือ หมึกตากแห้ง ทุกเช้าชาวประมงจะบรรทุกหมึกกลมสดมาเต็มเรือ ขายยกลำให้ร้านค้าริมหาด แต่ละเจ้าจะล้างหมึกด้วยน้ำทะเล เป็นเคล็ดลับให้หมึกโฉลกหลำมีรสชาติอร่อยเฉพาะตัว จากนั้นนำวางเรียงบนตาข่ายกลางแดดแรงกล้า และแพ็กขายวันต่อวัน ทั้งยังเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน เพราะตากแห้งเป็นการถนอมอาหารไว้กินยามหน้ามรสุมที่ออกเรือหาปลาไม่ได้

โซน 4 อินทู เดอะ ซี จึงเข้าถึงเกาะพะงันด้วยการลงไปดูให้เห็นกับตา และสัมผัสความอร่อยจากท้องทะเลแบบธรรมชาติโดยไม่ปรุงแต่งใดๆ

Healthy and Wellness

โยคะ สมาธิ

เส้นทางท่องเที่ยวโซนสุดท้ายอยู่ทางด้านทิศตะวันตก วกกลับมาใกล้กับจุดเริ่มต้นที่ศูนย์กลางของเกาะหาดท้องศาลา แต่ดูเหมือนว่าในโซนนี้จะรักความเงียบและการขยับเขยื้อนที่เชื่องช้า สำหรับคนรักสุขภาพและบำบัดจิตใจ

พุ่งเป้าไปที่ จรัลโยคะ สถานที่เอกชนของหญิงสาวผู้หลงใหลโยคะและการบำบัดสุขภาพ จิตใจ ด้วยธรรมชาติ ที่นี่ให้บริการอาหารมังสวิรัติ โดยเก็บผักผลไม้จากสวนที่ปลูกเอง ให้บริการคอร์สโยคะ และคอร์สบำบัดจิตใจทางเลือกหลายรูปแบบทั้งของไทยและต่างประเทศ

สำหรับผู้ที่ต้องการวิปัสสนาและฝึกตนตามหลักพระพุทธศาสนา วัดสมัยคงคา เป็นสถานที่แห่งนั้นที่เปิดรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนเป็นภาพชินตาที่จะเห็นฝรั่งเดินจงกลมอยู่ภายในรั้ววัดผ่านรูปปั้นเปรตสองตนไปอย่างสงบนิ่ง และเป็นภาพอันน่าทึ่งที่กลับตาลปัตรจากภาพแห่งความครึกครื้นริมหาดริ้น

ความพยายามในการป่าวประกาศว่าเกาะพะงันมีมากกว่าปาร์ตี้ โดยการแบ่งพื้นที่บนเกาะออกเป็น 5 โซนให้เห็นภาพชัดถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และการนำเสนอภาพพะงันในอดีตเพื่อระลึกถึงตัวตนที่ถูกลืม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะไม่มีบ้านเมืองไหนจะเจริญอย่างยั่งยืนได้โดยปราศจากการให้คุณค่ากับภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์

การบันทึกเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะกลาย เป็นอดีตในวันข้างหน้าคือตัวกำหนดรากเหง้าใหม่ จึงขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวจะจดจำเกาะพะงันในภาพไหน และคนท้องถิ่นเลือกใช้ชีวิตบนเกาะพะงันอย่างไร ภาพของเกาะพะงันก็จะเป็นไปตามแรงคลื่นที่ซัดมานั่นเอง

”ไทยทาวน์” ในมาเก๊า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 เม.ย. 2561 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547044

”ไทยทาวน์” ในมาเก๊า

 โดย ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

“มาเก๊า” เอ่ยชื่อนี้ทีไร  ว้าปแรกต้องนึกถึงดินแดนแห่งการแสวงโชค รับรู้ไปทั่วโลก คือย่านกาสิโนแห่งเอเชียและติดอันดับเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์  ยิ่งใหญ่สะดวกสบายกว่าลาสเวกัสเสียด้วยซ้ำ

หากแต่การเข้าไปสัมผัสเขตปกครองพิเศษแห่งนี้อย่างลึกซึ้ง ดูมีอะไรต่อมิอะไรมากกว่าความเข้าใจเพียงแค่”ศูนย์รวมการพนัน”

เพราะทันทีที่ย่างก้าวเข้าไปปักหมุด ใช้เวลาทอดสายตาไปทั่วเกาะ ล้วนชวนให้เราค้นหาสถานที่อันเก่าแก่ในระดับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มีที่มาที่ไปสะท้อนถึงรากวัฒนธรรมผสมผสานของโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน  ระหว่างโปรตุเกสที่มีประวัติเข้ามาล่าอาณานิคม โดยมีชนชาติพื้นเมืองเดิม จีน และสืบทอดมาจากโปรตุเกสจนถูกเรียกว่า แมกกานีส(โปรตุเกส+ มาเก๊า)  นี่จึงเป็นมนต์เสน่ห์ให้ผู้มาเยือน

การท่องเที่ยมาเก๊าประจำประเทศไทย พาเรามาติดตามความเจริญเติบโตของมาเก๊าชนิดไม่มีวันหยุดนิ่ง จากสภาพเกาะเล็กๆพื้นที่ 29.9 ตารางกิโลเมตรมีการถมทะเลขยายแผ่นดิน  ตึกราอาคารสูงผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

โรงแรมตั้งแต่ระดับสี่ดาว ห้าดาว แข่งขันอวดโฉมชนิดไม่มีใครยอมใคร เช่น  โรงแรมWynn Palace  หรือ MGM COTAI รูปโฉมใหม่สุดอลังการที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆนี้   แม้แต่บรรดาห้างสรรพสินค้าแบรนด์ดัง เธียเตอร์ขนาดใหญ่  รวมไปถึง สวนน้ำ สวนสนุก  ขยายรองรับการเดินทางมาของผู้คนทั่วทุกมุมโลก

ระยะเวลาอันใกล้นี้สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านสะพานข้ามทะเลเชื่อมระหว่าง มาเก๊า – ฮ่องกง- จูไห่ ของมณฆลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือว่าเป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง โดยจะเปิดให้บริการภายในปี 61 นี้

แผ่นดินแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากประเทศไทย จึงมีชาวไทยเข้ามาทำมาหากินบนเกาะแห่งนี้หลายพันคน  โดยเฉพาะถ้าผ่านไปยังสถานที่ท่องเที่ยวย่านทาบแสก บ้าน 8 หลัง สไตล์ชิโนะโปรตุเกส  เดินดิ่งลงมาถึงถนนหยี่หมาโหล่  ตลอดแนวถนนสองฝั่ง 300 เมตร จะพบร้านรวงที่มีสินค้าไทยจำหน่ายจำนวนมาก จนเป็นที่รู้จักกันว่าที่นี่คือ “ไทยทาวน์” ในมาเก๊า

“ไทยทาวน์” ถูกตั้งขึ้น เนื่องจาก มีคนไทยมาพำนักอาศัย เช่าอาคารพาณิชย์ ประกอบธุรกิจ ตามที่กฎหมายมาเก๊าเปิดช่องให้ ทั้งธุรกิจรับโอนเงินด่วน “ไทย-มาเก๊า  มาเก๊า –ไทย”   ภัตตาคาร ร้านอาหารไทย  ซึ่งมีเมนูหลากหลาย เช่น ผัดไทย ลาบส้มตำไก่ย่าง ไปจนถึงเครื่องดื่มน้ำผลไม้ปั่น  กาแฟสดถูกปาก  ดังนั้น หากคิดถึงอาหารไทยต้องแวะมา หรือแม้แต่การตามหา อาหารสด เครื่องเทศ เครื่องปรุงรส ของไทยจะถูกลำเลียงมาไว้  จึงเป็นแหล่งที่ คนไทย ลาว เวียดนาม ฟิลลิปปินส์จับจ่ายซื้อของ

“ประเดิม  ผมทำ”  หนึ่งในคนไทยชาวบุรีรัมย์ใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยทาวน์นานกว่า 30 ปี  จากอาชีพจับกังขนส่งสินค้าทางเรือ พบรักกับหญิงมาเก๊า จึงตั้งหลักแหล่งเปิดร้านขายส่งชื่อ “ร้านต้นสินค้าไทย”  พร้อมพ่วงธุรกิจรับโอนเงินด่วน ไทย-มาเก๊า  เขาขายสินค้าที่นำส่งมาจากประเทศไทยตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ สินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ  ข้าวสารอาหารแห้ง  ผักสด มะนาว หัวปลี ปลาทู ปลาร้า ไปจนถึงเครื่องอุปโภค ยาสระผม ยาสีฟัน  ผงซักฟอก ฯลฯ  เรียกว่าเหมือนยกตลาดสดมาไว้ในร้านแห่งนี้

” มีความสุขดีครับ” ประเดิมบอกเล่าถึงการใช้ชีวิตค้าขายสินค้าในมาเก๊า  เขาบอกว่า นอกจากคนไทยจะมีชาวจีน เวียดนามมาจับจ่ายซื้อของ มีลูกค้าประจำ  สินค้าที่นำเข้ามาขายจะสั่งจากตลาดไทบ้าง แหล่งค้าขายย่านปากคลองตลาดบ้าง  พ่อค้าแม่ค้าทางไทยจะจดแจ้งรายการ  คิดคำนวณค่าขนส่ง แปลงค่าเงิน อะไรต่างๆ ให้เราเรียบร้อย มาถึงก็พร้อมขายได้ทันที ซึ่งจะเปิดร้านตั้งแต่บ่ายสามโมงเย็นปิดตีสามครึี่ง

สำหรับย่านไทยทาวน์นั้น ประเดิม บอกว่า  ก่อนนั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่พอมีไกด์เข้าทำการศึกษาพื้นที่ต่างๆ เวลาชวนคนไทยมาเที่ยว จะชี้ว่า ไทยทาวน์อยู่ตรงนี้นะ  คนไทยเขาก็สนใจ เวลามาเที่ยวครั้งต่อไปจะแวะมา มาดูวิถีชีวิตคนไทยในต่างประเทศว่าเขาทำอะไร ค้าขายอะไรกัน

ขณะที่กำลังสนทนา หญิงไทยวัยสี่สิบปีเข้ามาซื้อของในร้านพอดี  เธอชือ “อัญชลี อาริต “  เป็นชาวขอนแก่น เธอแต่งงานกับผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งของมาเก๊า มีลูกสามคนเติบโตมีอาชีพการงานกันหมดแล้ว โดยลูกชายทำงานโรงแรมแห่งหนึ่งในมาเก๊า ได้รับเงินเดือนหกหมื่นเหรียญดอลลาห์ฮ่องกงหรือเป็นเงินไทยราว 2.4 แสนบาทต่อเดือน

หญิงสาวชาวไทยสะท้อนวิถีชีวิตในต่างแดนให้เราฟังว่า “อยู่ที่นี่ไม่ลำบากหรอกค่ะ ถ้าเรารู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่เข้าสังคมชั้นสูง  ถ้าไปเข้าสังคมแบบนั้นก็หล่ะก็ต้องมีเฟอร์นิเจอร์( เครื่องเพชร ของมีค่า เอามาอวดกัน ) ตอนนี้ฉันอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ทางลูกชายส่งเงินให้ใช้”

“ที่นี่ค่าครองชีพสูง ก๋วยเตี๋ยวชามละ 100-200 เหรียญฮ่องกงดอลลาห์ เทียบเป็นเงินไทยราคาเท่าไหร่คูณด้วย 4 ดู  ตกชามละ 400 บาท  ค่าเช่าบ้านเดือนละ 8,000  เหรียญดอลลาห์ฮ่องกง  คนละเรื่องกับบ้านเราเลยเนอะ ” พี่แดงเล่าไปยิ้มไป

อีกรายหนึ่ง คนในมาเก๊ารู้จักเธอในชื่อ “เจสซิก้า”   แต่ถ้ากลับไทยเมื่อไหร่ ต้องเรียก วิไลรัตน์ แดงเรืองรัมย์  สุภาพสตรีนิสัยดี จากกรุงเทพมหานครแต่ต้องย้ายตามคุณพ่อไปอยู่บุรีรัมย์ จนพบรักหนุ่มมาเก๊า และชีวิตก็หันเหมาประกอบอาชีพในมาเก๊าด้วย

นอกจากทำธุรกิจในเมืองไทย ด้วยความที่มีสามีอยู่มาเก๊า  เธอจึงสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการโรงแรม เมื่อสำเร็จการศึกษาก็มาประกอบอาชีพนำเที่ยว เวลาคณะชาวไทยมาเยือน  คุณเจสซิก้าจะมาต้อนรับขับสู้ เนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากการท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทยให้เป็นผู้ประสานงานมาโดยตลอด  เรียกได้ว่า มาถิ่นมาเก๊าหากขาดเหลืออะไร คุณเจ๊สประสานแนะนำให้

แม้จะออกมาขุดทองทำกินในต่างแดน แต่ทว่า ความเป็นคนไทย ไม่ได้ทิ้งถิ่นฐานชาติกำเนิด   “ประเดิม” จะพาครอบครัวเดินทางกลับเมืองไทยทุกปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนมาเก๊าปิดเทอม  กลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิดพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด  และเข้าร่วมกิจกรรมการกุศล อย่างการวิ่งเพื่อสุขภาพ ครั้งหนึ่งยังได้ร่วมรายการวิ่งการกุศลกับบริษัทบางกอกโพสต์พับลิชชิ่ง  เช่นเดียวกับ อัญชลี  ทุกครั้งที่เดินทางกลับขอนแก่น จะนำเงินที่สะสมไปซื้อที่ดินปลูกบ้าน ทำบุญ จนคนย่านนั้นรู้จักเธอในอีกฉายาหนึ่งว่า”พี่แดงมาเก๊า”

คนไทยที่นี่จะมีการรวมตัวตั้งเป็นสมาคมไทยในมาเก๊า เมื่อจัดกิจกรรม งานประเพณี จะมีการบอกกล่าวรวมตัวกัน เฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม มีการจัดงานประเพณีไทย โดยมีการออกร้านขายอาหาร สินค้าไทย ซึ่งทางการมาเก๊า อำนวยความสะดวกปิดถนนหยี่มาโหลเลยทีเดียว สร้างความคึกคักให้มาเก๊าไปในตัว

ไทยทาวน์ จึงเป็นอีกย่านหนึ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตคนไทยได้อย่างน่ารักและอบอุ่นแม้จะอยู่ต่างแดนก็ตาม

ร้านลาบเป็ดชาละวัน อร่อยตามสไตล์ชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546892

ร้านลาบเป็ดชาละวัน อร่อยตามสไตล์ชนบท

โดย/ภาพ สิทธิพจน์ เกบุ้ย

ช่วงนี้ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ หลายท่านต้องขับรถขึ้นสู่ภาคเหนือ หรือขับรถจากภาคเหนือมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ที่ต้องใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 วังทอง-สากเหล็ก-เขาทราย เมื่อถึง อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ซึ่งถือได้ว่าเป็นระยะครึ่งทางระหว่างเชียงใหม่-กรุงเทพฯ หากรู้สึกหิว ขอแนะนำให้แวะร้าน “ลาบเป็ดชาละวัน” ตั้งอยู่เลขที่ 117 บ้านถ้ำคะนอง ต.สากเล็ก อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ร้านเป็นแบบเรียบง่าย บรรยากาศร่มรื่น ลมโชยเย็นสบายแบบร้านอาหารตามสไตล์ชนบท

วสันต์ เสงี่ยมวิไล เจ้าของร้านลาบเป็ดชาละวัน กล่าวว่า เคยทำร้านอาหารอยู่ในต่างจังหวัดมาหลายแห่ง มีประสบการณ์มาก แต่ถึงเวลาก็อยากกลับบ้านเกิดมาดูแลแม่ที่บ้านถ้ำคะนอง จึงปรับปรุงบ้านเป็นร้านอาหาร เปิดมาได้ 8 ปีแล้ว

เคล็ดลับการทำอาหารก็เนื่องมาจากตนเองเป็นนักตระเวนชิม ที่ไหนว่าอร่อยก็ครูพักลักจำนำมาปรับปรุงพัฒนาต่อยอดให้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง ลองผิดลองถูกตามที่ลูกค้าติชม จนในที่สุดก็ค้นพบว่าคนไทยชอบอาหารป่า รสจัด รสแซ่บ ราคาต้องไม่แพง จึงตัดสินใจเปิดเป็น “ร้านลาบเป็ดชาละวัน” มีเมนูหลากหลายกว่า 100 เมนู ที่ใครมาก็ต้องสั่งก็คือ ลาบเป็ด ลาบจระเข้ ลาบเนื้อแพะ เนื้อกวาง-เนื้อจระเข้แดดเดียว เมนูปิ้งย่าง ลิ้นย่าง เนื้อย่าง เสือร้องไห้ นมย่าง กบ ปลาไหลผัดเผ็ด ขาดไม่ได้คือส้มตำ อาหารจากเมนูหลากหลายนี้ราคาเริ่มต้นที่ 60-120 บาท เท่านั้น

วสันต์ กล่าวถึงเคล็ดลับความร่อยว่า อาหารทุกอย่างต้องปรุงสด โดยเฉพาะของปิ้งย่าง จะไม่ย่างใส่ตู้เย็นแล้วเอามาเข้าไมโครเวฟให้ลูกค้ากิน เนื่องจากความหอมนุ่มจะไม่ได้อรรถรสที่เป็นธรรมชาติ ส่วนประเภทผัดเผ็ด พริกขี้หนู เครื่องเทศ เครื่องแกง ก็ต้องโขลกกันวันต่อวัน เมื่อนำลงกระทะก็จะมีรสชาติอร่อย กลิ่นหอมกรุ่น ซึ่งเป็นเสน่ห์ของอาหารไทย อาหารป่ารสแซ่บ ส่วนที่ว่าอาหารป่าประเภทเนื้อจระเข้ เนื้อกวางนั้น ก็ซื้อมาจากฟาร์มที่ใส่แพ็กมาขายถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้ไปล่าในป่า ส่วนกบ นก ตะพาบ หนูนา ก็มีขายอยู่ในท้องถิ่น พืชผักเครื่องปรุง พริก มะกรูด มะนาว ก็ปลูกข้างรั้วบ้าน จึงทำให้ไม่มีต้นทุนเรื่องค่าเช่าบ้าน

ร้านลาบเป็ดชาละวัน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น. สนใจไปชิม สำรองจองโต๊ะหรือสอบถามเส้นทาง โทร. 08-2833-1664, 08-9860-6378

ชวนออเจ้ามาชิมอาหารไทย ชุด ‘บุพเพสันนิวาส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546891

ชวนออเจ้ามาชิมอาหารไทย ชุด ‘บุพเพสันนิวาส’

โดย แบมบี bambi5789@gmail.com

ห้องอาหารไทยสวนบัว โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ขอเชิญออเจ้าทั้งหลาย ลิ้มลองชุดสำรับอาหารไทยเมนูเด่นเมนูดังหารับประทานยาก อบอวลในบรรยากาศความเป็นไทย ตามรอยซีรี่ส์ดังแห่งยุค กับโปรโมชั่นชุดอาหาร “บุพเพสันนิวาส” ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เม.ย.ศกนี้เท่านั้น

มาร้อยเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน กับอาหารไทยชุด “บุพเพสันนิวาส” ที่เชฟปอ-สันติภาพ เพชรว่าว นอกจากนั่งส่องหน้าจอจากสำรับของออเจ้าการะเกดแล้ว ยังมีสำรับแม่จันทร์วาด และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งนั่งอ่านนิยายผลงานของ “รอมแพง” จนจบเล่ม เพื่อที่จะสร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนูย้อนยุคชุดนี้ ให้ทุกๆ ท่านได้เพลิดเพลินกับเครื่องคาวหวาน

เริ่มกันตั้งแต่ของว่างเรียกน้ำย่อยอย่าง “ขนมจีบพี่ขุน” ขนมจีบแบบไทยโบราณ ปั้นห่อเป็นรูปนกน้อยน่ารัก เสิร์ฟ 2 ชุด ชุดละ 2 ตัว ตามมาด้วยสำรับอาหารแบบจัดเต็ม ตั้งแต่ “ต้มโคล้งปลากรอบแม่จันทร์วาด” ที่หอมกลิ่นเครื่องเทศจากการที่นำบรรดาพริก หัวหอม ไปย่างก่อนนำมาแกง แกงคั่วขุนเรือง กุ้งย่างคุณหญิงจำปาเคียงคู่กับน้ำจิ้มรสเด็ด เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่รูปหัวใจ

ปิดท้ายด้วยของหวานล้างปากอย่างมะม่วงน้ำปลาหวานแม่การะเกด ข้าวตอกตั้ง หน้านวล กลีบลำดวน และขนมส้มฉุน ที่เป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหารไทยสวนบัวอยู่แต่เดิมแล้ว พร้อมทั้งกาแฟและชาไทยโบราณ ทั้งหมดนี้ในราคา 1,666 บาทถ้วน สำหรับ 2 ท่าน

.ห้องอาหารสวนบัว อยู่ที่ชั้น LL โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น.ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151 อีเมล : fb_office@chr.co.th

อร่อยไม่มีเบื่อ @ โคล สโตน ครีมเมอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546890

อร่อยไม่มีเบื่อ @ โคล สโตน ครีมเมอรี่

โดย ยู่ยู้ ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

อากาศร้อนๆ แบบนี้ ใครกำลังมองหาเมนูคลายร้อน ลองแวะไปโคลสโตน ครีมเมอรี่ ไอศกรีมมิกซ์-อินระดับซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกา ที่ล่าสุดไม่เพียงปรับโฉมใหม่เอาใจเจนวาย ด้วยบรรยากาศร้านที่ดูสดใส น่านั่งขึ้นในสไตล์โมเดิร์น ลอฟต์ แต่ยังอัพเลเวลความสนุกให้มื้อของหวานด้วยการแตกไลน์ความอร่อยยกทัพเมนูมาให้เลือกฟินกันแบบไม่รู้เบื่อถึง 40 เมนู

แฟนคลับของโคล สโตน จากนี้ไปไม่ต้องไปรอสั่งเมนูที่หน้าเคาน์เตอร์อีกแล้ว เพราะจะมีพนักงานมารับออร์เดอร์ถึงโต๊ะ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะมิกซ์ไอศกรีมรสที่ชอบแบบที่คุ้นเคย หรือจะเลือกอิ่มอร่อยกับกองทัพเมนูใหม่ที่รังสรรค์มาให้แบบสำเร็จรูปก็ฟินไม่แพ้กัน รับรองว่า เปิดเมนูดูแล้วต้องเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง ชวนให้ลองทุกหมวด

เริ่มจากหมวดไฮไลต์เมนู รวมสุดยอดเมนูไอศกรีมและเบเกอรี่ตัวท็อปของร้านไว้หน้าเดียว น่าสนใจทุกเมนู ไม่ว่าจะเป็น Fancy Overload เต็มอิ่มกับไอศกรีม 4 รสชาติ ได้แก่ ชาเขียว สตรอเบอร์รี่ วานิลลาและช็อกโกแลต ท็อปด้วยวิปครีม สตรอเบอร์รี่สด เสิร์ฟพร้อมวาฟเฟิล ถัดมาเอาใจช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ด้วยสารพัดเมนูที่ชวนให้ฟินไปกับความเข้มข้นของไอศกรีมช็อกโกแลตที่ไม่เป็นสองรองใคร แนะนำ Chocolate Extreme ไอศกรีมช็อกโกแลตเข้มข้นสไตล์อเมริกันถึง 2 ลูก พร้อมข้าวพอง วิปครีมช็อกโกแลต

ต่อด้วยหมวดเบเกอรี่ ที่นำเอาวาฟเฟิลและบราวนี่สูตรพิเศษของทางร้านมาเป็นตัวชูโรง อร่อยคู่กับไอศกรีม แนะนำ Banana Brulee เมนูนี้นอกจากจะได้จุใจกับไอศกรีม 3 รสชาติที่คุณชื่นชอบ ยังเสิร์ฟพร้อมบานาน่าเบิร์นน้ำตาล ท็อปปิ้งด้วยสตรอเบอร์รี่ อัลมอนด์ และบราวนี่

ใครที่เป็นสายช่างเบื่อ แนะนำหมวดวันเดอร์ฟูล แฟนตาซี ที่มาพร้อมหลากหลายรสชาติความสนุก ด้วยรสชาติของไอศกรีมกว่า 10 เมนูที่พาเพลินอร่อยแบบไม่ซ้ำ แนะนำ Vanilla Wonder ไอศกรีมวานิลลาหอมๆ เสิร์ฟพร้อมวิปปิ้งครีมเข้มข้น วาฟเฟิลกรุบกรอบ และคุกกี้แสนอร่อย สำหรับหมวดปาร์ตี้ เอาใจน้องๆ หนูๆ ด้วยเมนูสุดมุ้งมิ้งน่ารัก พร้อมรสชาติไอศกรีมสีสันสดใส น่ารักกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แนะนำ Twin Baby เสิร์ฟไอศกรีมรสคอทตอนแคนดี้ คู่กับสตรอเบอร์รี่ ท็อปด้วยเจลลี่กัมมี่ แบร์, เรนโบว์ สปริง ข้าวพองเคลือบช็อกโกแลต คิทแคท และวาฟเฟิล

ปิดท้ายด้วยไฮไลต์ที่สาวกคนรักมะม่วงพลาดไม่ได้คือ Mango Mania รสชาติที่ใช่สำหรับฤดูกาลนี้เท่านั้น ทีเด็ดอยู่ที่ไอศกรีมมะม่วงสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวใบเตยเนื้อนุ่ม อัดแน่นไปด้วยท็อปปิ้งอย่างอัลมอนด์ เนื้อมะม่วง เนื้อมะพร้าว มะพร้าวอบแห้ง วาฟเฟิลสูตรเฉพาะที่หอมกลิ่นมะพร้าวใบเตย และน้ำกะทิ ใครสนใจรีบกันหน่อย เพราะเสิร์ฟถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น

สัมผัสความสนุกรูปแบบใหม่กับโคล สโตน ครีมเมอรี่ โฉมใหม่ได้แล้ววันนี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 ชั้น 6 และสาขาอื่นๆ ภายในปีนี้ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 09-1576-