Doungjai’s Café @Riverview ร้านสุดชิล…เมืองเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547841

Doungjai’s Café @Riverview ร้านสุดชิล...เมืองเพชร

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

พูดถึง จ.เพชรบุรี แล้ว ต้องบอกว่าเป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ด้วยความที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายอยู่ในท้องถิ่น เรียกว่าครบถ้วนทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ภูเขา ป่าไม้ น้ำตก ทะเล ให้ผู้คนท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

ไม่ว่าจะเป็นอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) ถ้ำเขาหลวง วัดพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังบ้านปืน โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริแหลมผักเบี้ย เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน รวมถึงหาดชะอำยอดนิยม

 ที่สำคัญอาหารรสเลิศมีก็มีให้เลือกชิมมากมาย แถมขนมหวานก็เลื่องชื่อไม่แพ้ที่ไหนๆ แต่วันนี้จะขอพาไปชิมร้านคาเฟ่ชิลๆ ที่เหมาะกับการพักผ่อนอย่างรื่นรมย์ หรือจะแฮงเอาต์ชิกๆ สไตล์ลอฟต์ ก็ไม่เลวทีเดียว

ถือได้ว่าเป็นสถานที่สุดชิลแห่งใหม่ของ จ.เพชรบุรี ที่มาพร้อมกับธรรมชาติ สายลมเย็นๆ จากแม่น้ำเพชรไหลผ่าน

 Doungjai ‘s Café @Riverview มีเมนูอาหารรสเด็ด ทั้งยำสามกรอบเลิศรสสูตรพิเศษของร้านเอง ซูเปอร์ขาไก่รสแซ่บ หมูทอดสมุนไพรอร่อยล้ำ หมูย่างกระเทียมโทนหากินที่ไหนไม่ได้ แกงป่าไก่-หมูรสจัดสูตรเด็ด แกงส้มชะอมไข่สุดกลมกล่อม

นอกจากนี้ ยังมีอาหารเส้นๆ อย่างสปาเก็ตตี้ ให้เลือกชิมอีกด้วย ส่วนอาหารทานเล่นอย่างปีกไก่ทอดหมักเข้าเนื้อสุดเข้มข้น รสชาติสุดฟิน และอีกหลากหลายเมนูที่พลาดไม่ได้จริงๆ

ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น ที่ขาดไม่ได้เมื่อมาคาเฟ่ชิลๆ ชิกๆ แบบนี้ ต้องลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นที่ทางร้านคัดสรรเมล็ดกาแฟมาแล้วอย่างดี ให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำพร้อมๆ กับบรรยากาศอันคลาสสิก รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

 ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีเมนูเครื่องดื่มสารพัด อาทิ สมูทตี้ ชาเขียว ชามะนาว ช็อกโกแลต  รวมทั้งอิตาเลียนโซดาแสนละมุนอีกด้วย

หากจะกล่าวถึงเอกลักษณ์ของทางร้านอีกอย่างหนึ่ง คงหนี้ไม่พ้นรูปแบบการก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาจากตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองตัดดำได้อย่างลงตัว ตกแต่งอย่างเท่ๆ แลดูสวยงาม ประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เข้ากันกับร้านเป็นอย่างดี แถมห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติของแม่น้ำเพชร ที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง

 ตกเย็นก็ยังนั่งจิบเบียร์ทอดสายตาชมแม่น้ำเพชรได้อย่างเบิกบานใจ นับเป็นคาเฟ่ที่ให้บริการครบทุกอย่าง ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม กาแฟ ขนมหวาน และยังเป็นคาเฟ่แห่งเดียวในเมืองเพชรที่เลือกใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาทำร้าน

ร้านเปิดทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร เปิดเวลา 10.00-22.00 น. โลเกชั่นใกล้ห้างโรบินสัน จ.เพชรบุรี ใครไปไม่ถูกติดต่อได้ที่เบอร์ 08-1936-2807 ไลน์ @paewkcl หรือเสิร์ชชื่อร้าน Doungjai’s Café @Riverview ใน google maps

‘ปอยส่างลอง’ เที่ยวแม่ฮ่องสอนสไตล์ดอยสเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547831

‘ปอยส่างลอง’ เที่ยวแม่ฮ่องสอนสไตล์ดอยสเตอร์

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

นอกจากแม่ฮ่องสอนจะเป็น “เมืองสามหมอก” ยังเป็น “เมืองหลากเชื้อหลายชาติ” กลุ่มคนที่ทำให้แม่ฮ่องสอนมีสีสันและชีวิตชีวา ทั้งเป็นวิถีชีวิตที่นักเดินทางต้องการสัมผัส

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่ ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน จัดแคมเปญ “เที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์ดอยสเตอร์” ที่จะพานักท่องเที่ยวไปรู้จักชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดงดอยและขุนเขา ให้ได้เข้าใจวิถี สัมผัสประสบการณ์แบบคนท้องถิ่น และสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ของแม่ฮ่องสอน คือ ไทใหญ่ หรือฉาน ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 150 ปี ปัจจุบันกระจายตัวอยู่ในทุกอำเภอ (ยกเว้น อ.สบเมย)

ข้อมูลจากหนังสือเที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์ดอยสเตอร์ ระบุว่า คนไทใหญ่เป็นคนสนุกสนาน จึงมีการละเล่นและการแสดงอยู่ในงานประเพณีต่างๆ เช่น ฟ้อนนกกิงกะหร่า รำโต ศิลปะการต่อสู้ ก้าลาย ก้าแลว นอกจากนี้ยังมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

โดยตลอดทั้งปีจะมีงานบุญประเพณีเกือบทุกเดือน เช่น ประเพณีตานข้าวหย่ากู้ ประเพณีบูชาจองพารา ประเพณีเขาวงกต และที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 3-6 เม.ย. คือ “ปอยส่างลอง”

ประเพณีปอยส่างลอง คือ การบรรพชาสามเณรหมู่ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวไทใหญ่ โดยมีความเชื่อว่า การบรรพชาสามเณรจะได้กุศลแรงกว่าบวชพระ ชาวไทใหญ่จึงจัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกเดือน เม.ย. และได้มีการกำหนดรูปแบบให้เป็นการบรรพชาสามเณรหมู่ ทำให้ประเพณีปอยส่างลองแม่ฮ่องสอนมีความยิ่งใหญ่และงดงาม

คำว่า ปอยส่างลอง เป็นภาษาไทใหญ่ เกิดจากคำ 3 คำมาสมาสกัน คือ ปอย แปลว่า งาน ส่าง หมายถึง สามเณร และลอง กร่อนมาจากคำว่า อลอง แปลว่า พระโพธิสัตว์

แต่ละปีงานปอยส่างลองจะจัดขึ้นในหลายวัด หนึ่งในนั้นคือ วัดกลางทุ่ง อ.เมือง มีส่างลองร่วมบรรพชาจำนวน 48 รูป และใช้เวลาจัดงานนานถึง 4 วันตามประเพณีโบราณ

วันรับส่างลอง

เช้ามืดของวันแรกเริ่มต้นด้วยวันรับส่างลอง พ่อแม่ส่างลอง หรือเจ้าภาพ จะนำบรรดาเด็กชายไปที่วัดกลางทุ่ง เพื่อทำพิธีโกนผม แต่ไม่โกนคิ้ว (พระภิกษุเมียนมาไม่โกนคิ้ว)

จากนั้นส่างลองจะแต่งกายด้วยชุดส่างลอง ด้วยการนุ่งโจงกระเบนสีสดปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดนาคหรือเงิน สวมเสื้อแขนกระบอกโค้งงอนปักฉลุลายดอกไม้ ศีรษะโพกผ้าแพรเกล้ามวยเสียบดอกไม้สีสันสดใส สวมใส่เครื่องประดับอันมีค่า เช่น สร้อย กำไล แหวน แต่งหน้าส่างลองด้วยการเขียนคิ้ว ทาปากสีแดง และสวมถุงเท้าสีขาว หลังจากนั้นจะร่วมพิธีรับส่างลอง พระสงฆ์ให้ศีลให้พรอบรมสั่งสอนพร้อมกันถ้วนหน้า

เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ตะแป หรือพี่เลี้ยง จะให้ส่างลองขี่คอลงมาจากวัดมาฟ้อนรำตามจังหวะกลองเพื่อเฉลิมฉลองและต้อนรับส่างลองอย่างเป็นทางการ ส่วนบรรดาพ่อแม่และเหล่าญาติก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุ

ฟ้อนรำจนเป็นที่พอใจแล้ว ส่างลองทั้งหมดจะเคลื่อนขบวนไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน และบ้านญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ในขณะที่บ้านของส่างลองจะมีคนคอยเตรียมอาหารไว้บริการทั้งส่างลอง ตะแปและผู้มาร่วมงานทุกคนตลอดทั้งวันมิให้ขาด

พอตกดึกจะมีการแสดงเฮ็ดกวาม หรือการร้องเพลงไทใหญ่ สลับกับการบรรเลงกลองมองเซิงจนถึงรุ่งเช้า

วันข่ามแขก

วันที่ 2 จะเข้าสู่วันข่ามแขก หรือวันรับแขก เป็นวันที่ญาติพี่น้องจากหมู่บ้านอื่น หรืออาจไกลถึงญาติพี่น้องในเมียนมาจะมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา บ้านของส่างลองจึงต้องตระเตรียมข้าวปลาอาหารและขนมนมเนยไว้มากกว่าปกติ เพราะบนโต๊ะอาหารจะขาดของกินไม่ได้เลยสักนาที

ญาติที่มาหาจะผูกข้อมือให้ส่างลอง ส่างลองก็จะกล่าวคำพรตอบกลับไป หากบ้านไหนอยากให้ส่างลองไปหา ก็จะมาเชิญส่างลองไป เพราะเชื่อว่าจะเป็นสิริมงคลแก่บ้านและครอบครัว นอกจากนี้ญาติมิตรที่มาเยี่ยมเยือนยังจะช่วยกันจัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารที่ใช้ในขบวนแห่ครัวหลู่ บ้างก็อยู่ค้างคืนเพื่อร่วมขบวนแห่ใหญ่ในวันรุ่งขึ้น

วันแห่ครัวหลู่

เช้าตรู่ของวันที่ 3 ส่างลองทั้ง 48 รูป แต่งกายเต็มยศตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจะมารวมกันที่วัดกลางทุ่ง เพื่อไหว้พระอย่างพร้อมเพรียง ตามมาด้วยขบวนครัวหลู่หรือขบวนเครื่องไทยธรรมที่ญาติของส่างลองจะแบกหามมาด้วย

จากนั้นตะแปจะหามส่างลองลงจากโบสถ์ เสียงกลองและเครื่องดนตรีดังประโคม ทีคำ หรือกลดทองแบบเมียนมาทั้ง 48 คัน กางกันแดดให้ส่างลองแต่ละรูป มุ่งหน้าออกจากประตูวัดกลางทุ่งเพื่อแห่ไปรอบเมืองแม่ฮ่องสอนให้ชาวบ้านร่วมโปรยข้าวตอกอนุโมทนา

ขบวนแห่จะอึกทึกด้วยเสียงดนตรี ตะแปและส่างลองจะเต้นระบำตามจังหวะกลองพร้อมเคลื่อนขบวนไปข้างหน้าแทบไม่หยุดนิ่ง ยิ่งเดินขบวนก็ยิ่งยาว เพราะระหว่างทางจะมีชาวบ้านเข้าร่วมฉลองเป็นระยะ ยิ่งเพิ่มความสนุกและคึกคักให้เมืองแห่งขุนเขาที่เงียบสงบ

ระยะเวลาเกือบ 4 ชั่วโมง ที่ตะแปหามส่างลองไปทั่วเมืองจนกลับมาที่จุดเริ่มต้น ส่างลองจะแยกย้ายกลับบ้านเพื่อพักผ่อน ก่อนกลับมารวมตัวที่วัดอีกครั้งในช่วงเย็น เพื่อเข้าพิธีเรียกขวัญส่างลอง และรับประทานอาหาร 12 อย่างที่แต่ละบ้านจะจัดเตรียมมาอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งวงเวลาเลี้ยงอาหารส่างลองเป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันในครอบครัว เพราะพ่อแม่ของส่างลองจะป้อนอาหารให้ลูกชายเป็นมื้อสุดท้าย ก่อนส่างลองจะเปลี่ยนสถานะเป็นสามเณรในวันรุ่งขึ้น

วันข่ามส่าง

วันข่ามส่างหรือวันหลู่ คือ วันสำคัญที่สุดของส่างลอง เมื่อมาถึงวัดตั้งแต่หัวรุ่งตะแปจะหามส่างลองเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ จากนั้นพระสงฆ์จะมีการถ่อมลีก คือ การอ่านหนังสือธรรมะให้ทุกคนฟังเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ผู้ฟังก็จะนั่งอย่างสงบและสำรวมกิริยาอาการ

เมื่อถึงเวลาอันสมควรจะเริ่มพิธีอุปสมบทตามหลักพระพุทธศาสนา และสิ้นสุดที่การถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ และสามเณรที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาเสร็จหมาดๆ จึงค่อยตามด้วยผู้มาร่วมงาน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

งานปอยส่างลองในวัดที่อื่นๆ ได้แก่ วัดแม่สะงา ต.หมอกจาแป่ วัดป่าปุ๊ ต.ผาบ่อง วัดม่วงสร้อย อ.ปาย วัดศรีบุญเรือง และวัดสุพรรณรังษี อ.แม่สะเรียง

พลอย ตระกูลเลิศวิริยะ แม่ของส่างลองโอมที่เข้าร่วมงานปอยส่างลองวัดกลางทุ่ง เล่าให้ฟังว่า เธอใช้เวลาเตรียมงานล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน ทั้งแจกการ์ดเชิญญาติมิตรในแม่ฮ่องสอนและเมียนมา สั่งตัดชุดส่างลองโดยช่างในเมียนมา และสำคัญที่สุดคือการเตรียมงบประมาณประมาณ 2 แสนบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานตลอดทั้ง 4 วัน

 ด้วยค่าใช้จ่ายที่มากเอาการทำให้ส่างลองบางรูปมีเจ้าภาพ กล่าวคือหากบ้านไหนมีฐานะ แต่ไม่มีลูกชายก็สามารถขออุปถัมภ์ลูกชายบ้านอื่นที่ยินดีพร้อมใจ เพื่อเป็นเจ้าภาพส่างลองได้ ถือว่าเป็นการทำบุญร่วมกัน

นอกจากนี้ ระหว่างทางที่ขบวนปอยส่างลองผ่านไปนั้น สามารถกล่าวถึงจุดที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวไปตามรอยได้ ไม่ว่าจะเป็น วัดพระนอน ตั้งอยู่ตรงเชิงดอยกองมู เป็นที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ สร้างด้วยศิลปะไทใหญ่ เป็นพระนอนองค์ยาว 12 เมตร ภายในวัดยังมีการสอนวิปัสสนาและมีพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาโบราณวัตถุให้เข้าชมด้วย

วัดจองคำ ตั้งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะหนองจองคำ เป็นวัดเก่าแก่อายุ 191 ปี เป็นศิลปะแบบไทใหญ่ที่แปลกและงดงาม หลังคาวัดเป็นรูปปราสาท เพราะมีคติว่าปราสาทเป็นของสูง ผู้ที่ประทับอยู่ในปราสาทควรเป็นพระมหากษัตริย์ หรือตัวแทนพระศาสนา

ในวิหารประดิษฐานหลวงพ่อโตเป็นพระประธานโดยช่างฝีมือชาวเมียนมา เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่คล้ายพระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) ที่วิหารวัดสุทัศนเทพวรารามฯ และเหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องมาจากเสาวัดประดับด้วยทองคำเปลว

เคียงข้างกับวัดจองคำ คือ วัดจองกลาง ในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลัก ฝีมือแกะสลักช่างชาวเมียนมา ภาพจิตรกรรมบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดก หลายภาพมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเมียนมา และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือช่างไทใหญ่จากมัณฑะเลย์

สุดท้ายไปหยุดที่ ตลาดสายหยุด เป็นตลาดเช้าตั้งอยู่ใกล้วัดหัวเวียง ในอดีตตลาดจะเริ่มตั้งแต่รุ่งสางจนถึงเวลา 09.00 น. จึงได้ชื่อว่าตลาดสายหยุด แต่ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งจำหน่ายสินค้าตลอดทั้งวัน นักท่องเที่ยวสามารถชมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวแม่ฮ่องสอน หาซื้อสินค้าพื้นเมืองโดยเฉพาะถั่วลายเสื้อคั่วหอมมันอร่อย และกุ๊บไต หรือหมวกสาน ที่ชาวไทใหญ่สวมใส่เป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์

แม่ฮ่องสอนยังเป็นถิ่นที่อยู่ของชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ ลีซู ม้ง จีนยูนนาน ปะเกอกะเญอ ลาหู่แดง ลาหู่แชแล เลอเวือะ ปะโอ โปว์ กะยา และกะยัน ให้เหล่าดอยสเตอร์ได้ไปทำความรู้จักตามคอนเซ็ปต์ “รู้จักกันไว้ แล้วไปด้วยกัน” เพราะความหลากหลายคือความงดงาม ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีสีสันแปลกใหม่ และได้รับประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ

เบนโตะ ท่าเรือเพียร์ 88 เมนูรสเด็ดญี่ปุ่นผสมปักษ์ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 11:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547680

เบนโตะ ท่าเรือเพียร์ 88 เมนูรสเด็ดญี่ปุ่นผสมปักษ์ใต้

โดย /ภาพ เมธี เมืองแก้ว

เบนโตะ หรือ เบ็นโตตามภาษาญี่ปุ่น หมายถึงอาหารที่จัดเตรียมใส่กล่องเพื่อสะดวกต่อการพกพาไปรับประทานนอกบ้าน หรือระหว่างการเดินทาง คล้ายกับข้าวกล่อง (Lunch Box) ของชาวอเมริกัน โดยส่วนมากกล่องที่ใส่จะมีลักษณะเป็นหลุมหลายหลุมเหมือนกับถาดหลุม เพื่อจะได้สามารถจัดอาหาร เช่น ข้าวสวย กับข้าว รวมถึงเครื่องเคียงอื่นๆ ใส่ลงในกล่องได้อย่างเป็นสัดส่วน 4-5 อย่าง อาทิ ข้าวซูชิ ปลาแซลมอน กุ้งเทมปุระ ซุป สลัด

ต้องยอมรับว่าในห้วงเวลานับสิบปีที่ผ่านมา อาหารญี่ปุ่นนั้นอยู่ในใจนักชิมชาวไทยอันดับต้นๆ ขณะเดียวกันอาหารปักษ์ใต้ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งหน้าตาและรสชาติที่ไม่เหมือนใคร หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “วิน” หรือ วศิน พิตรปรีชาทายาทบิ๊กธุรกิจแห่งเมืองตรัง ทั้ง “ห้างสิริบรรณช้อปปิ้งเซ็นเตอร์” และ “โรงแรมเรือรัษฎา” ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้มาดูแลร้านอาหารชื่อดัง “เพียร์ 88” จึงคิดนำความเป็นญี่ปุ่นและความเป็นปักษ์ใต้มาผสมผสานกันอย่างลงตัว จนได้เมนูใหม่รสเด็ดแห่งเดียวของไทย

“เบนโตะ ท่าเรือเพียร์ 88” ก่อเกิดมาจากการนำข้าวกล่องญี่ปุ่นที่ได้จัดแจงตกแต่งเพื่อพกพาไปรับประทาน แล้วเอาวัตถุดิบที่หาซื้อในจังหวัดมาใช้ให้ได้ประโยชน์ที่สุด เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม อาทิ พริก ตะไคร้ มะกรูด มะนาว รวมทั้งพืชผักประจำถิ่นและของดีของเมืองตรัง อาทิ เครื่องแกง เคย (กะปิ) ปลาทะเล กุ้งทะเล หรือแม้แต่เอกลักษณ์ของความเป็นไทย เช่น ใบตอง แล้วมานำเสนอในรูปแบบอาหารปักษ์ใต้สไตล์ญี่ปุ่น เพื่อเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของร้านอันขึ้นชื่อ ที่ใครๆ ต่างจะต้องแวะเข้ามาชิม

วิน บอกว่า สำหรับอาหารเซตนี้ ประกอบด้วย 7 เมนู ได้แก่ 1.แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าวอ่อน หรืออาจเปลี่ยนเป็นแกงส้มกุ้งยานัด (สับปะรด) ก็ได้ 2.สะตอผัดเคย (กะปิ) กุ้ง ซึ่งเมนูนี้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว 3.ใบเหมียง (ผักเหรียง) ผัดไข่ พืชผักชื่อดังประจำถิ่น 4.กุ้งฝอยใบเล็บครุฑ หนึ่งในเมนูปักษ์ใต้ที่หารับประทานได้ยาก 5.น้ำพริกกุ้งเสียบกับผักเหนาะ (ผักสด) ที่มีรสชาติเผ็ดเปรี้ยวแบบลงตัว 6.ไข่เจียว ซึ่งดัดแปลงให้มีรูปแบบแปลกๆ และ 7.ข้าวสวย โดยทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเมนูยอดฮิตที่ผู้คนมักจะนิยมสั่งมารับประทานกันเป็นประจำ

วิน บอกอีกว่า อาหารปักษ์ใต้มีเสน่ห์ในเรื่องความอร่อยและความกลมกล่อมอยู่แล้ว แต่การจะรับประทานได้ครบทุกเมนู ก็ต้องใช้ความพยายามเพื่อเดินทางไปตามร้านต่างๆ ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับชาวต่างจังหวัด หรือชาวต่างชาติ ดังนั้น “เบนโตะ ท่าเรือเพียร์ 88” จึงตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาชุดละ 280 บาท ซึ่งรับประทานได้ถึง 2-3 คน ทำให้อาหารเซตนี้เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว แม้จะเปิดตัวมาแค่ไม่กี่เดือน ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมปรับเมนูเพิ่มเป็นเซต 2-3 และพัฒนากล่องเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการสั่งไปต่างจังหวัด

ร้านอาหารเพียร์ 88 ยังมีอาหาร Fusion นานาชาติให้ชิมกันอีกมากมาย อาทิ ซีฟู้ดอบชีส ขาหมูเยอรมัน หรือยำที่ใช้มะม่วงเบา ซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่น เช่น ยำปลาทูน่า ยำปูนิ่ม รวมทั้งเครื่องดื่มแก้กระหายคลายร้อน อย่างน้ำมะม่วงเบาปั่น เปิดให้บริการทุกวันอาทิตย์-พฤหัสบดี เวลา17.00-01.00 น. และศุกร์-เสาร์ เวลา 17.00-02.00 น. สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 075-217-666, 08-8762-2207

เย็นฉ่ำชื่นใจ อาหารไทยคาว-หวาน @ อีทไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 11:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547677

เย็นฉ่ำชื่นใจ อาหารไทยคาว-หวาน @ อีทไทย

โดย แบมบี bambi5789@gmail.com

ตลอดเดือน เม.ย.นี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เอาใจคนชอบกิน ด้วยหลากหลายเมนูเย็นฉ่ำชื่นใจจากร้านดัง มาเสิร์ฟให้ได้อร่อยกันที่อีทไทย (Eathai) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี พร้อมด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ เฉพาะช่วงวันนี้-16 เม.ย.

ร้อนๆ แบบนี้ต้องเริ่มด้วยเมนูดับร้อนไทยสุดคลาสสิก ข้าวแช่ หนึ่งปีมีครั้ง ไฮไลต์พิเศษอยู่ที่ส่วนผสมและเครื่องเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ หอมแดงสอดไส้ ปลายี่สนผัดหวาน หัวไชโป๊ผัดหวาน หมูปรุงรสปั้นก้อนทอด เสิร์ฟมาให้รับประทานแกล้มกับมะม่วงเปรี้ยว กระชายสลักใบสวยงาม พร้อมด้วยดอกจำปี ต้นหอมริ้ว พริกชี้ฟ้าแกะดอก เสิร์ฟพร้อมข้าวขัดให้ขาว ซึ่งนำไปนึ่งให้สุกกำลังดี รับประทานคู่กับน้ำลอยดอกมะลิ ที่ปรุงความหอมด้วยดอกไม้ไทยอีกนานาพรรณ

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยแนะนำให้รับประทานลูกกะปิทอดแนมกับมะม่วงเปรี้ยวอมหวานจะเข้ากันดี ส่วนกระชายอ่อนแกะสลักดอกจำปีควรรับประทานคู่กับพริกหยวกสอดไส้ จะช่วยเพิ่มกลิ่นรสและความหอมให้กับเครื่องเคียงได้เป็นอย่างดี และปีนี้เพิ่มความพิเศษกับชุดข้าวแช่เสิร์ฟพร้อมลูกตาลลอยแก้ว ตลอดเดือน เม.ย. กันไปเลย (สามารถสั่งจองเมนูข้าวแช่ล่วงหน้าได้ที่ โทร. 02-160-5995 หรือ Line: @eathaibycentral)

คลายร้อนกันต่อกับเมนู มะปรางริ้วลอยแก้ว ที่นอกจากความพิถีพิถันในการทำริ้วที่ตัวมะปรางแล้ว รสชาติยังมีความหวานอมเปรี้ยวช่วยให้ชื่นใจคลายร้อนได้ดี มะยงชิดสอดไส้ข้าวเหนียวมูน เมนูจากภูมิปัญญาไทยที่ผลไม้ชนิดนี้จะมีมากในหน้าร้อน นำมาคว้านเม็ดแล้วสอดไส้ข้าวเหนียวมูนรสชาติหวานอมเปรี้ยว ตัดกับข้าวเหนียวมูนที่หวานละมุน ราดด้วยกะทิเค็ม เป็นของว่างที่เลิศเลอด้วยความอร่อยในทุกคำ

เมนู ค้างคาวเผือก ชื่ออาจจะฟังดูไม่เข้ากับหน้าตา เพราะแท้จริงแล้วทำจากเผือก ในส่วนไส้ทำจากกุ้งนาง โดยเอามันกุ้งมาปรุงรสให้มีความละมุนลิ้น เพียงแค่รับประทานคำแรกก็ได้ลิ้มรสของเนื้อเผือกและไส้กุ้งที่รสจัดจ้าน หากรับประทานแนมกับอาจาด ยิ่งชูรสให้อร่อยขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายเมนูแนะนำ อาทิ ขนุนสอดไส้ข้าวเหนียวมูน ลูกตาลลอยแก้ว และที่ขาดไม่ได้สำหรับหน้าร้อนก็ต้องเมนู ข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ลอยแก้ว ไอศกรีมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำปลาหวาน และชื่นใจกับน้ำมะพร้าวหอมหวานสดๆ ส่งตรงจากสวน

ขณะที่โซนมุมอร่อยที่ผลัดเปลี่ยนอาหารจากร้านเด็ดๆ มาแวะเวียนให้รับประทานที่อีทไทยกันทุกๆ 2 สัปดาห์ ซึ่งครั้งนี้ยกความอร่อยแบบชาววังกับร้าน ครัวชาววัง ม.ล.เนื่อง นิลรัตน์ ซึ่งหารับประทานได้ยากในปัจจุบัน อาทิ แกงนางลอย (ไก่) ไก่สับปรุงรสด้วยน้ำพริกแกงเผ็ด น้ำปลา เกลือ น้ำตาล ยัดไส้พริกหยวก ตั้งกะทิหัวหางปนกัน เอาน้ำพริกลงละลาย ตามด้วยพริกหยวกที่ยัดไส้ไว้ ปรุงรสให้กลมกล่อม หวาน มัน เค็ม ครบรส กระทงทอง มีให้เลือกทั้งไส้ผักและไส้ไก่ โดยตัวกระทงทำจากแป้งข้าวเจ้า ใช้พิมพ์ทองเหลืองร้อนๆ จุ่มแป้งแล้วทอดในน้ำมันร้อนให้เหลืองสวย เวลารับประทานก็ตักไส้ใส่กระทง ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้นและใบผักชี หรือ แกงรัญจวน (หมู) หอมกลิ่นน้ำพริกกะปิ มีสามรส เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดนิดๆ หน่อยๆ รับประทานร้อนๆ กับข้าวสวย รัญจวนสมชื่อ

ร้านเดอะฟู๊ดดี้ บาย กาญจน์ณิชา คิทเช่น กับเมนู พะโล้ไข่เค็ม สูตรหม่อมปัทมา (หม่อมปลั่ง) จักรพันธุ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ดูแลเครื่องเสวยต่างๆ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เนื้อเค็มต้มกะทิ อีกหนึ่งเมนูชาววังที่หารับประทานยาก เนื้อแดดเดียวหรือเนื้อเค็มต้มกับกะทิ ใส่ด้วยสมุนไพรไทย ออกแนวแกงกะทิข้นๆ เปรี้ยว เค็ม หวาน

ซุปก๊กเซียมบี๊ อาหารที่ทำยากและหารับประทานได้ยาก พระกระยาหารโปรดของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ก๊กเซียมบบี๊คือเห็ดชนิดหนึ่งของจีน ที่มีลักษณะคล้ายเห็ดหูหนูเล็กๆ ซึ่งหายากมาก จึงใช้เห็ดหูหนูขาวและเห็ดหูหนูธรรมดาทดแทน ปรุงแต่งด้วยแฮมสับ ไก่สับ แป้งมัน และไข่ รสชาติคล้ายซุปเสฉวนแต่ไม่มีรสเปรี้ยว

สำหรับผู้ที่แวะมาในช่วงวันสงกรานต์ วันที่ 13-16 เม.ย. ยังดื่มด่ำกับบรรยากาศสงกรานต์แบบดั้งเดิม ร่วมสรงน้ำพระ ชมบรรยากาศการขนทรายเข้าวัด และสนุกไปกับการทำเวิร์กช็อปร้อยมาลัย สานปลาตะเพียน ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วยังสามารถเลือกซื้อสินค้าคลายร้อนและสินค้าหัตถกรรมได้ที่ตลาดอีทไทย (Eathai Market) หรือจะเลือกไปเรียนรู้การทำอาหารได้ทุกวันที่ Issaya cooking studio ก็ยังได้

อิตาเลียนคาเฟ่ใจกลางห้าง อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 11:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547675

อิตาเลียนคาเฟ่ใจกลางห้าง อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์

โดย คาเอรุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ขาช็อปทั้งหลายผ่านไปผ่านมาระหว่างทางเชื่อมห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จะต้องสังเกตเห็นร้านอาหารสุดแสนจะโดดเด่นในโซนไทยไทย (Thai Thai) ท่ามกลางเสื้อผ้าที่ออกแบบโดยไทยดีไซเนอร์ทั้งหลาย กับบรรดาเก้าอี้ลายเสือ พร้อมครัวเปิดตรงกลางร้าน รวมทั้งบาร์เครื่องดื่มร้อน-เย็น และตู้โชว์ขนมเค้ก

หากเดินมุ่งหน้ามาจากเซ็นทรัล ชิดลม อาจเหมาเอาว่า ร้านนี้เน้นขายขนมเค้กมีชากาแฟให้จิบกันกิ๊บเก๋ยามบ่าย ถ้าลองส่องดูในครัวกลางร้านจะเห็นบรรดาเส้นพาสต้าและเครื่องเทศมากมาย ให้ร้องอ๋อว่า แท้ที่จริงแล้ว อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ (It’s Happened to be a Fox Princess and a Spider) เป็นอิตาเลียน คาเฟ่ ที่เสิร์ฟตั้งแต่อาหารเช้า กลางวัน ดินเนอร์ รวมทั้งเครื่องดื่มแบบฟูลบาร์ เช่นเดียวกับร้านพี่ๆ น้องๆ กันอย่าง อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ โคลเซ็ต (It’s Happened to be a Closet) ที่ซอยสุขุมวิท 23 และสยามพารากอนนั่นเอง

เจ้าของร้านบอกว่า ฟอกซ์ พรินเซสส์ฯ เป็นภาคขยายที่แสดงออกถึงประสบการณ์อันเชี่ยวชาญของเชฟครัวอิตาเลียน ที่ผ่านการเดินทาง ทั้งในชีวิตการครัว และการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มามากมาย

เครื่องปรุงจากที่นั่นที่นี่ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดรสชาติใหม่ๆ ที่หลากหลายในอาหารอิตาเลียนแต่ละจาน ที่เชฟไม่ลังเลที่จะทดลองให้เกิดการทวิสต์ในแต่ละเมนู ในขณะที่รสมือจากแนวคิดที่เรียบง่ายและสไตล์โฮมคุกกิ้ง อันเป็นหัวใจของอาหารอิตาเลียนก็ยังคงอยู่

อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ ต้อนรับทุกท่านที่แวะมานั่งลงบนเก้าอี้ลายหนังเสือดาว ด้วย เมลบา เบรด (Melba Bread) ขนมปังขาวก้อนสี่เหลี่ยมกรอบนอกนุ่มใน กินร้อนๆ จิ้มกับน้ำมันมะกอกที่หยอดบัลซามิกผสมมาเล็กน้อย

ซิกเนเจอร์ดิชของที่นี่ที่สั่งมาแล้วรับรองจะไม่ผิดหวัง อย่าง สลัดคีนัวสไปเดอร์ ฟังชื่อว่าดีต่อสุขภาพอย่ากลัวว่าจะไม่อร่อย เพราะประกอบขึ้นด้วยหลากหลายรสชาติของสมุนไพร รวมถึงเทกซ์เจอร์ของถั่ว อย่างอัลมอนด์และเฮเซลนัท ที่ผ่านการคั่วให้หอมกรอบกำลังดี กับน้ำสลัดที่ออกแนวสไปซี่เล็กๆ ทำให้กินได้ไม่รู้เบื่อ โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่หอมสดชื่น

มาร้านอิตาเลียนก็ต้องสั่งพิซซ่า แนะนำพิซซ่ากินง่ายๆ แต่ความอร่อยนั้นมาก อย่าง อะ ฟอกซ์ส ซิกเนเจอร์ พิซซ่า ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นซิกเนเจอร์จึงไม่ควรพลาด ประกอบด้วยมะเขือม่วงย่าง พริกยักษ์ย่าง มะเขือเทศย่างและแบบซันดรายด์ พริกแห้ง โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่และโหระพา มาพร้อมซอสโหระพา เสริมรสด้วยชีสนมแพะ กินเพลินแบบไม่เลี่ยน และไม่กังวลเรื่องน้ำหนักตัว

พาสต้าที่ยังไงก็ต้องสั่ง อย่าง สปาเกตตี เฟรช โปโมโดโร ที่ทำสดจานต่อจาน หอมกลิ่นสมุนไพร ที่แสดงความเป็นครัวอิตาเลียนแบบโฮมคุก กินแล้วนอกจากท้องอิ่มแล้วยังสดชื่น อีกจานเก๋ๆ เป็นซิกเนเจอร์มาจากร้านที่สุขุมวิท 23 คือ แบล็กราวิโอลี ราวิโอลีหมึกดำสอดไส้ปู ราดซอสแซลมอนเข้มข้น แต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอน หวานมันกลมกล่อม กินแล้วไม่อยากให้หมดจาน

อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ ยังมีพิซซ่าและพาสต้าให้เลือกอีกมากมายหลายรสชาติตามรสนิยมชมชอบ ส่วนใครรีบไปรีบมามื้อกลางวัน ยังมีทางเลือกเป็นข้าวสตูเนื้อรสชาติสุดเข้มข้น ในราคาย่อมเยาไว้คอยบริการด้วย

ขณะที่สเต๊กเองก็มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อไก่ หมู ปลาแซลมอน เนื้อวัว เนื้อแกะ แนะนำจานสุขภาพ อย่าง แซลมอนกรีน สเต๊กแซลมอนหนังกรอบ มาพร้อมถั่วบดและซอสโหระพา ใครชอบเนื้อๆ เน้นๆ ลองสั่งซี่โครงแกะ คลุกขมิ้น และโรสแมรี่ ที่ย่างซี่โครงแกะมาสุกกำลังดีแบบมีเดียมแรร์ คลุกเคล้ากับขมิ้นและโรสแมรี่ พริกไทยดำ และกระเทียมหอมกรุ่นสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งลูกเล็กๆ อบ

ในส่วนของขนม นอกจากเซต ไฮที ฟอร์ อะ ฟอกซ์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ ที่เป็นขนมชิ้นเล็กๆ ยอดนิยมของทางร้านแล้ว ก็สามารถไปจิ้มสั่งเค้กชิ้นที่ชื่นชอบได้ที่ตู้โชว์เค้กกันเลย ที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้านมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ก็ต้อง สตรอเบอร์รี่ ชอร์ต เค้ก, ไชนี่ ออเรนจ์ เค้กส้มที่มาพร้อมเนื้อส้มชิ้นโตๆ กินได้ทั้งเปลือก ตามมาติดๆ ด้วย ทาโร ช็อก เค้กเผือกช็อกโกแลต รสชาติสองส่วนผสมที่เข้ากันอย่างเหลือเชื่อ รวมทั้งน้องใหม่ไฟแรง ซอฟต์ช็อก เค้กช็อกโกแลต

ดื่มแกล้มขนมด้วยชามาคริยาจ แฟรส์ จากฝรั่งเศส ที่มีเสิร์ฟทั้งร้อนและเย็นในสไตล์ของ อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ สำหรับคอกาแฟ ที่นี่เสิร์ฟกาแฟอิตาเลียน ลาวาซซา ซึ่งสำหรับคนชอบกาแฟเย็น แนะนำ ไอซด์ ลาเต้ คิวบ์ ที่นำทั้งกาแฟและนมไปแช่เป็นก้อนน้ำแข็ง เสิร์ฟพร้อมช็อกเอสเปรสโซ่และนมสด เรียกว่าเป็นกาแฟที่ไม่มีวันละลายจนจืดชืด เพราะที่ละลายออกมายังเป็นส่วนผสมที่เข้มข้นของกาแฟกับนมนั่นเอง

สำหรับขาดื่ม เจ้าของร้านการันตีความเลอเลิศของคลาสสิกค็อกเทลทั้งหลาย ส่วนคอไวน์ที่นี่มีเสิร์ฟ 2 แบรนด์คือ เลเยอร์เค้ก และมอลลีดูเคอร์ ที่ขนมาทุกเรนจ์ ตั้งแต่เฮาส์ไวน์ไปจนถึงตัวท็อปกันเลย

อิทส์ แฮปเปนด์ ทู บี อะ ฟอกซ์ พรินเซสส์ แอนด์ อะ สไปเดอร์ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล ชิดลม (โซนไทยไทย) เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 08-8088-5031 ไปดูเมนูได้ที่ Facebook.com/pg/afoxprincessandaspider

ดื่มจินกินบรรยากาศ ‘เอบาร์ รูฟท็อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547674

ดื่มจินกินบรรยากาศ 'เอบาร์ รูฟท็อป'

โดย คีตะ pk_st@yahoo.coom ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ว้าว!

ใครๆ ก็คงจะอดใจไม่ไหวต้องร้อง “ว้าว!” ออกมา เมื่อได้ไปเยือน เอบาร์ รูฟท็อป (ABar Rooftop) บาร์ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ซอยสุขุมวิท 22

แม้จะใช้ชื่อเดียวกัน แต่เอบาร์ รูฟท็อป แยกตัวอยู่คนละชั้นคนละพื้นที่กับเอบาร์ แถมคอนเซ็ปต์เครื่องดื่มนั้นก็แตกต่างกันแทบจะเรียกว่าอย่างสิ้นเชิง

เอบาร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 37 เป็นบาร์คลาสสิก กรุ่นกลิ่นอายวินเทจ เมื่อเดินขึ้นบันไดไปอีกหนึ่งชั้นก็จะได้พบกับ เอบาร์ รูฟท็อป เป็นบาร์ที่อยู่เอาต์ดอร์บนยอดตึก เป็นบาร์ที่สว่างสดใสงดงาม สิ่งที่ทำให้รู้สึกว้าว คือ วิวทิวทัศน์อันตระการตา ด้วยความสูงระดับนี้ทำให้มองเห็นตึกราม ถนนสุขุมวิท ถนนรัชดาฯ รถไฟฟ้า สวนสาธารณะ ท้องฟ้า ฯลฯ ยิ่งถ้าเป็นในช่วงต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืน แสงสีที่ระบายทั่วท้องฟ้ายิ่งทำให้ดูงดงามมากขึ้นไปอีก เก้าอี้ที่ดูสบายชวนให้หย่อนกายลงนั่ง ไม้ประดับทั้งดอก-ใบสดใสเย็นตาน่ามอง

ขณะที่ เอบาร์ เสิร์ฟเครื่องดื่มเข้มๆ จาก “ดาร์ก สปิริต” สำหรับ เอบาร์ รูฟท็อป เป็นคลังคอลเลกชั่นของจินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ จินเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สีใสๆ ซึ่งมีความเป็นมายาวนาน และ “หัวใจ” ของจิน คือ “จูนิเปอร์เบอร์รี่” ซึ่งปรุงรสและกลิ่นให้แตกต่าง ทุกวันนี้จินเป็นองค์ประกอบสำคัญของค็อกเทลมากมาย โดยแต่ละเจ้านั้นก็ผ่านกรรมวิธีหมักกลั่นที่ผิดแผกกันไป บ้างเติมกลิ่นสีรสของผลไม้ ดอกไม้ สมุนไพร เครื่องเทศ ฯลฯ ให้ความรู้สึกหลากสีสัน

เอบาร์ รูฟท็อป มี “จี แอนด์ ที ซิกเนเจอร์ เซิร์ฟ” ซึ่งนำเสนอเมนูจินกับโทนิคที่สร้างสรรค์ หรือจะเลือกผสมโทนิคที่ใช่กับจินแบบที่ชอบ ซึ่งสะท้อนตัวตนของคนสั่งก็ย่อมได้ เครื่องดื่มสูตรคลาสสิกที่เคยคุ้นมีไว้ให้เลือกพรั่งพร้อม อีกทั้งมิกโซโลจิสต์ของเอบาร์ รูฟท็อปยังนำเสนอ “เฮาส์ ซิกเนเจอร์” ไม่ว่าจะเป็น “บี จิน” ผสมจากจิน มาราชีโน (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากผลเชอร์รี่มาราสกา) ลาเวนเดอร์ไซรัป น้ำมะนาว และไข่ขาว

“รีจูเวเนท” แก้วนี้ผสมจิน แตงกวา ใบกะเพรา น้ำมะนาว และน้ำผึ้ง ส่วน “เอเชียนวินด์” เป็นการรวมตัวของ จิน สาเก ส้มยูซุ-มะม่วงคอเดียลแบบโฮมเมด และน้ำมะนาว ขณะที่ “เนเบอร์” มี จิน น้ำขิง และแอปเปิ้ลบรั่นดี เครื่องดื่มแบบเสิร์ฟออน เดอะ ร็อก อย่างเช่น “โบทานิสต์ แฟชั่น” จิน ไซรัปกาแฟ-วานิลลาแบบโฮมเมด น้ำมะนาว ไข่ขาว และส้มอบแห้ง “ฟรอนต์ ไลน์” จินหมักชะเอม ไซรัปหญ้าฝรั่น-กระเจี๊ยบ “แพ็กเกจวิธเลิฟ” ฯลฯ แต่ถึงคุณจะไม่ใช่คอจิน แต่ทางเลือกยังมี ไม่ว่าจะวิสกี้ เบียร์ ม็อกเทล ซอฟต์ดริงก์ ฯลฯ

เอบาร์ รูฟท็อป เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-059-5999 หรือที่ www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com บอกไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมว่า เอบาร์ รูฟท็อป รองรับได้ถึง 60 ที่นั่ง และไม่รับสำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยจะมอบที่นั่งให้กับแขกผู้มาก่อนมีสิทธิก่อน

เมื่อต้องการพักจากงานอันวุ่นวายหรือชีวิตประจำวันที่ยุ่งเหยิง ไม่จำเป็นต้องขับรถออกไปไหนไกลๆ ณ ใจกลางมหานครแห่งนี้มีพื้นที่หนึ่งซึ่งพร้อมเสิร์ฟความสดชื่นมีชีวิตชีวา คุณสามารถมาดื่มจิน กินบรรยากาศกับเพื่อนๆ ครอบครัว หรือแม้แต่จะมาเดี่ยว และสถานที่นั้นก็คือ … เอบาร์ รูฟท็อป

ชิมชิมให้ถ้วนทั่ว เมนู (จานเล็กๆ) เพื่อการลิ้มลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547665

ชิมชิมให้ถ้วนทั่ว เมนู (จานเล็กๆ) เพื่อการลิ้มลอง

โดย ปณิฏา สุวรรณปาล

เริ่มเป็นที่นิยมกันมาตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1990 สำหรับเมนูจานเล็กจานน้อยเพื่อการลิ้มลอง (Degustation Menu) หรือเรียกง่ายๆ ตรงๆ ว่าเป็นเทสติง เมนู (Tasting Menu) ซึ่งบรรดาร้านอาหารที่เน้นการครัวแบบสร้างสรรค์ นำมาเป็นจุดขายที่โดดเด่น เน้นการโชว์ฝีมือของสุดยอดเชฟประจำร้าน ที่พวกเขาแสนจะภูมิใจ

ในการคัดสรรเมนูเพื่อการลิ้มลอง ไม่ใช่ว่ามีอะไรเด่นก็ใส่ๆ เข้าไปในลิสต์ หากนอกจากจะต้องประกอบขึ้นมาด้วยรสชาติอันหลากหลายแล้ว ยังต้องมีการจัดเรียงลำดับของรสชาติของแต่ละจานอย่างมีระบบ ให้สอดคล้องกันไปเป็นเซตเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จัดให้มีการแพริ่งกับเครื่องดื่มที่เสริมรสชาติกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพริ่งแต่ละเมนูกับไวน์, บรั่นดี, สกอตช์วิสกี้, ค็อกเทล หรือแม้แต่กาแฟ และชา ก็ตาม

Degustation มาจากภาษาฝรั่งเศส เป็นการเสิร์ฟเซตเมนูที่แตกต่างไปจากฟูลคอร์สทั่วไป เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เช่น ในเซตเมนูอาหารฝรั่งเศส จะต้องเสิร์ฟอมุสบุช ตามด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารทะเล จานปลา สัตว์ปีก อาหารจานหลัก ฯลฯ เรียงตามลำดับไปจนถึงของหวานอย่างละ 1 จาน ทว่า ในเมนูเพื่อการลิ้มลองนั้น อาจจะเสิร์ฟแบบที่เป็นเนื้อสัตว์ประเภทเดียวกันให้ชิมในปริมาณที่เล็กลงมาได้มากกว่า 1 เมนู

สำหรับคนที่อาจจะคิดว่า ไม่เห็นจะแปลกเลย เมนูเพื่อการลิ้มลองจะต่างอะไรกับเมนูทาปาสจานเล็กจานน้อยของสเปนล่ะ? ต่างอย่างแน่นอน อย่างแรก ทาปาสไม่จำเป็นต้องจัดเป็นเซตเมนู ไม่ต้องเรียงลำดับของรสชาติ และที่สำคัญ เมนูเดกัสเทชั่น จะต้องเป็น “ซิกเนเจอร์” ของเชฟที่แต่ละภัตตาคารแสนภูมิใจด้วย จึงจะเรียกว่าถูกต้องตามคอนเซ็ปต์

บรรดาเชฟดังๆ ของโลกล้วนมีบริการเมนูจานเล็กจานน้อยเพื่อการลิ้มลองกันทั้งนั้น และขาชิมทั้งหลายก็ล้วนแต่ต้องไปจ่อคิวกันลองลิ้มชิมรสกันดูสักครั้ง โดยเชื่อว่า การเสิร์ฟเมนูเพื่อการลิ้มลองนี้ ต้นตำรับน่าจะมาจากอังกฤษ ที่หยิบยืมเอาภาษาฝรั่งเศสมาใช้ให้กิ๊บเก๋ โดยเจ้าของภาษาอย่างฝรั่งเศสนั้น มีการเสิร์ฟอาหารแบบเซตเมนูที่เรียกว่า ตาบล์ โดต (Table d’Hote) หรือโต๊ะของเจ้าภาพ ที่จัดเซตเมนูพร้อมตั้งราคาแบบตายตัว โดยผู้ที่เลือกชิมไม่ต้องเลือกสั่ง แต่เชฟจัดให้เอง ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1617 โดยส่วนใหญ่จะเป็นเทศกาลพิเศษ อย่างวันวาเลนไทน์ อีสเตอร์ หรือปีใหม่ ก่อนที่บริบททั้งหลายจะถูกตีความใหม่ในยุคโมเดิร์น

ในบ้านเราทั้งร้านอาหารตะวันตกและร้านอาหารไทยก็เริ่มนำเมนูแนวเดกัสเทชั่นมาเสิร์ฟให้ลิ้มลอง เช่นเดียวกับ ห้องอาหารจีนเหม่ยเจียง โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ ที่นำเสนออาหารจีนกวางตุ้งในรูปแบบ “เมนูเพื่อการลิ้มลอง” (Degustation Menu) เป็นครั้งแรกของวงการอาหารจีนเมืองไทย รังสรรค์โดยเชฟบอลล์ เหยา เชฟใหม่แกะกล่องของที่นี่

แต่ละเมนูยังรสชาติต้นตำรับกวางตุ้งอย่างแท้จริง หากดูสวยงามชวนรับประทานมากยิ่งขึ้น ด้วยศิลปะในการนำเสนอให้มีอัตลักษณ์และโดดเด่น โดยนำเสนอแบบเมนูเพื่อการลิ้มลอง 16 คอร์ส เพื่อเปิดประสบการณ์ความอร่อยแบบใหม่ให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบอาหารจีน พร้อมด้วยชาจีนคุณภาพเยี่ยม จับคู่กับอาหารแต่ละคอร์ส ให้เสริมรสชาติในการรับประทานให้รื่นรมย์ยิ่งขึ้น

เมนูเพื่อการลิ้มลองของเชฟเหยา นำเสนอทั้งประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการปรุงอาหาร ที่เขาสะสมมาตั้งแต่เด็กจนโตและตลอดการใช้ชีวิตในฮ่องกง รวมทั้งความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดจากเชฟที่มีชื่อเสียงระดับอาจารย์หลายท่าน ทั้งในฮ่องกง มาเก๊า และจีน ผสานกับวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่คัดสรรมาจากแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดทั้งในเอเชีย และทั่วโลก ถ่ายทอดออกมาเป็นเมนูแนะนำทั้ง 16 เมนู ซึ่งได้รับการคัดสรรให้ร้อยเรียงกันอย่างลงตัว

ใน 16 คอร์ส ประกอบด้วย “เปาะเปี๊ยะฟองเต้าหู้ไส้เห็ดรวม” ซึ่งเชฟเหยาได้คิดสูตรทำฟองเต้าหู้ขึ้นเองเพื่อใช้ในครัวเหม่ยเจียงด้วย “ฟักทองในซอสบ๊วย” รสชาติจัดจ้าน เบิกลิ้นสำหรับคอร์สต่อไป “ซุปหอยสังข์ตุ๋นเห็ดมอเรล” รสชาติละมุนละไม ตามด้วย “กุ้งมังกรผัดไข่ขาวซอสมันปู”

รสชาติเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กับ “หอยเชลล์ยัดไส้กุ้งซอสพอร์ตไวน์” “มะเขือเทศห่อผักตุ๋นในซอสฟักทอง” “เนื้อปลาหิมะเจี๋ยนซอสพริกซีอิ๊ว” เนื้อปลานุ่มๆ ปะทะสังสรรค์กับน้ำซอสสุดเข้มข้น แฝงความจัดจ้าน

มาถึง “กุ้งพระราชาซอสเปรี้ยวหวาน” ที่ใช้กุ้งแดงการาบิเนรอสจากสเปน เสิร์ฟพร้อมหัวกุ้งสุดกรอบ นอกจากประดับจานมาให้ดูเก๋ๆ แล้ว ยังเป็นเทกซ์เจอร์ให้เคี้ยวเล่นกรอบๆ อีกด้วย ใครไม่กินหัวกุ้งเสียดายแย่

ตัดสลับมาที่ “เนื้อปลาเก๋าแดงกับฟองเต้าหู้ซอสกระเทียมน้ำแดง” ก่อนจะคั่นอารมณ์ด้วยความละมุนลิ้นของ “ซุปเนื้อวางุห่อหัวผักกาดตุ๋น” ที่นำเสนอราวจานอาหารญี่ปุ่นสุดเก๋ เชฟเหยาเอาเนื้อวางุ M6 มาตุ๋นและห่อด้วยหัวผักกาดเสิร์ฟในน้ำซุปเนื้อที่ใสสไตล์คอนซอมเม่

ซิกเนเจอร์ดิชของเชฟเหยา “ฟองเต้าหู้ราดซอสเห็ดทรัฟเฟิล” ที่เขาเริ่มคิดวิธีทำฟองเต้าหู้ครั้งแรกก็เพื่อเมนูนี้ ก่อนจะตบท้ายเมนูหนักๆ อีก 3 จาน (เล็กๆ) คือ “ไก่ห่อนึ่งใบบัว” “บะหมี่หมูดำไอบีเรียย่าง” ปิดท้ายจานคาวด้วย “ข้าวผัดกุนเชียงและเผือก”

ของหวานสุดเก๋มีทั้งร้อนและเย็น (ไม่ให้เลือก ให้กินไปทั้งหมด) โดยเชฟดัดแปลงของหวานซึ่งเป็นเมนูแบบดั้งเดิมตำรับกวางตุ้ง อย่าง ครีมฟักทอง ให้เป็น “รังนกครีมฟักทอง” ทิ้งท้ายแบบสวยๆ ด้วย “เต้าฮวยแปะก๊วยและเห็ดหูหนูขาวเย็น” ที่ออกแบบมาราวกับรูปของดอกไม้ทะเลแสนสวย

เมนูทั้ง 16 จาน ยังนำเสนอในรูปแบบของอาหารจานเดี่ยว (A la carte menu) ควบคู่ไปกับเมนูยอดนิยมของเหม่ยเจียง อาทิ เป็ดปักกิ่ง ปลาหิมะทอดพริกเกลือ และกุ้งอบหม้อดินซอสพอร์ตไวน์ ฯลฯ ด้วย

เมนูเพื่อการลิ้มลอง ราคาท่านละ 4,900 บาท++ เมนูเครื่องดื่มชา จับคู่กับอาหารเมนูเพื่อการลิ้มลอง (Tea pairing) ราคาท่านละ 888 บาท++ รายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร. 02-020-2888 อีเมล diningpbk@peninsula.com เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.peninsula.com/bangkok

เจ๊น้อย อาหารเวียดนาม เครื่องแน่นอิ่มเต็มคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547664

เจ๊น้อย อาหารเวียดนาม เครื่องแน่นอิ่มเต็มคำ

โดย / ภาพ ชายโย

หากมีโอกาสเดินทางไปที่ จ.นครพนม เพื่อสักการะพระธาตุพนม และเดินทางไปยัง อ.เมือง เพื่อเที่ยวชมริมฝั่งโขง เราแนะนำให้ลองไปที่ร้านเจ๊น้อย อาหารเวียดนาม รับประทานกันดูสักครั้ง ร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนนิตโย ใกล้แยกพญานาคเจ็ดเศียร หากโชคดีได้นั่งติดริมถนนก็ยังสามารถมองเห็นพญานาคเจ็ดเศียร แลนด์มาร์คสำคัญใน จ.นครพนม ได้อย่างชัดเจน

การเดินทางมาที่ร้านนี้ จึงสามารถตั้งจุดหมายปลายทางมาที่พญานาคเจ็ดเศียร จอดรถริมถนนแล้วเดินมาที่ร้านได้เลย ร้านเจ๊น้อยเป็นร้านอาหารพื้นเมืองที่ตกแต่งสไตล์ลอฟท์ ดูกว้างขวาง เน้นขายอาหารเวียดนาม และอาหารท้องถิ่นของ จ.นครพนม อย่างเฝอ ไข่กระทะ แหนมเนือง โจ๊กหมู ข้าวหมูแดง และข้าวขาหมู

แต่ดูเหมือนว่าอาหารที่มีชื่อสำหรับร้านที่เราอยากแนะนำมากที่สุดน่าจะเป็นไข่กระทะแบบเครื่องจัดเต็ม ตอกไข่ 2 ฟอง พอเริ่มสุกใส่หมูสับที่ผ่านการต้มจนสุกได้ที่ ตามด้วยมะเขือเทศฝานบาง หมูยอ และกุนเชียง โรยพริกไทยเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนนิดๆ จะเหยาะแม็กกี้ หรือซอสมะเขือเทศ ก็อร่อยตามสไตล์ไข่กระทะ เมนูอาหารเช้าที่หารับประทานได้ง่ายใน จ.นครพนม

ตามด้วยโจ๊กหมูอาหารเช้าง่ายๆ แต่ได้รสชาติอร่อยร้านนี้ ใช้หมูบดหมักเครื่องเทศให้รสชาติเค็มมัน มีกลิ่นหอมเครื่องเทศ พร้อมใส่เนื้อส่วนซี่โครงหมูให้ด้วย

สำหรับเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวเวียดนามนั้น รสชาติอร่อยใช้ได้ ที่สำคัญให้เส้นเยอะมากถึงมากที่สุด เส้นนุ่มกำลังดี ชามเดียวอิ่มถึงบ่ายได้เลย บางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพื้นที่ติดกับลาวแต่กลับมีอาหารเวียดนามอยู่มากมาย ต้องย้อนความไปถึงสมัยฝรั่งเศสรบกับเวียดนาม ได้มีชาวเวียดนามบางส่วนล่องแพมาตามแม่น้ำโขงเพื่อขึ้นฝั่งไทยที่ จ.นครพนม แล้วก็ปักหลักขออยู่อาศัยในแผ่นดินไทยจนถึงทุกวันนี้

พวกเขาไม่ได้มาแค่ตัว แต่ยังนำเอาวัฒนธรรมอาหารอร่อยอย่างเฝอ แหนมเนือง ฯลฯ ให้กลายเป็นอาหารขึ้นชื่อใน จ.นครพนม อีกด้วย สำหรับร้านเจ๊น้อย อาหารเวียดนาม เปิดตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.

เอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ อร่อยคู่คนไทยมา 63 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 10:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547663

เอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ อร่อยคู่คนไทยมา 63 ปี

โดย วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

ความสุขของคนชอบกินจะมีอะไรดีไปกว่าการได้กินของอร่อย ไม่ก็ปลาบปลื้มของอร่อยสีสันหน้าตาน่ากินที่เสิร์ฟลงตรงหน้า นั่นแหละคือที่มาของการเสาะแสวงหาร้านอาหารอร่อยระดับตำนาน และแล้วก็พบจนได้ “ร้านเอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ 1955” ที่คงความอร่อยคู่คนไทยมา 63 ปี ใครได้ลิ้มลองเป็นต้องติดใจ โดยเฉพาะเนื้อหมักสูตรเฉพาะของทางร้านที่สร้างตำนานความอร่อยอันลือลั่นให้กับเอี้ยวฮั้วตั้งแต่รุ่นอากงจนมาถึงรุ่นหลานในปัจจุบัน

สรีวรรณ ผาสุขกิจวัฒนา รุ่นที่ 3 ของเอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ เล่าว่า จุดเริ่มตำนานความอร่อยได้เกิดในปี 1955 หรือ พ.ศ. 2498 โดยอากงเอี้ยวฮั้วที่เดินทางจากเมืองไท่หยวน มณฑลซานซี ทางเหนือของประเทศจีน มาเปิดร้านขายโจ๊กเนื้อที่เยาวราชเป็นที่แรก ลูกค้าต่างติดใจในรสชาติโจ๊ก โดยเฉพาะเนื้อที่ใส่ในโจ๊กที่อากงหมักจนเนื้อนุ่มด้วยสูตรเฉพาะจากเมืองจีน

“ระหว่างเปิดร้านเห็นคนญี่ปุ่นกำลังล้อมวงกินสุกี้ของตัวเองและได้มาขอเนื้อหมักของอากงไปใส่ในสุกี้ พอใส่เนื้อหมักลงไปกลับทำให้น้ำซุปมีความเข้มข้น หอม อร่อย ตัวเนื้อก็นุ่มมาก เมื่อได้ชิมแล้วก็บอกว่าอร่อยมาก เหตุการณ์นั้นได้เป็นแรงบันดาลใจให้อากงนำสูตรหมักเนื้อมาใช้ในเมนูสุกี้ และเอี้ยวฮั้ว สุกี้โบราณ ก็ถูกพูดถึงความอร่อยของเนื้อหมักที่หวานนุ่มและน้ำซุปที่เข้มข้นหอมอร่อยตั้งแต่นั้น กลายเป็นสุกี้เจ้าแรกที่อร่อยที่สุดในย่านเยาวราช”

หลังสร้างตำนานความอร่อยที่เยาวราชหลายปี จึงได้ย้ายไปอยู่ที่กาแล็คซี่ภัตตาคารตรงข้ามจามจุรีสแควร์เป็นเวลาหลายปี ต่อมาเจ้าของที่ดินได้ขายที่ทั้งผืนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เอี้ยวฮั้วจึงไปเปิดในห้างเซ็นทรัล เอ็มบาสซี แต่เสิร์ฟเป็นอาหารจานด่วน และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้เปิดเป็นฟูลเซอร์วิสที่โครงการสวนหลวงสแควร์ จุฬาซอย 12 ล่าสุดได้เปิดสาขาใหม่ ลาดพร้าว 71 ไปเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา

สาขาลาดพร้าว 71 เข้าไปในซอยประมาณ 100 เมตร ก็จะเห็นร้านโทนสีแดงสดใสใหม่เอี่ยมทั้งข้างนอกข้างใน มีลานจอดรถกว้างขวาง ข้างในร้านโอ่โถง บรรยากาศน่านั่ง โต๊ะเก้าอี้อย่างดี นอกจากนี้ในร้านยังมีโซนคาเฟ่ที่พอเข้าไปในร้านจะอยู่มุมซ้ายมือถูกตกแต่งสวยงามอารมณ์แบบจีนผสมโมเดิร์นน่านั่งอย่างชิลสบาย พนักงานบริการประทับใจ

พูดถึงเมนูสุกี้มีทั้งแบบน้ำซุปสูตรดั้งเดิมและน้ำซุปสูตรหมาล่า มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่หมักพิเศษ ชุดเล็ก กลาง ใหญ่ เลือกได้ตามชอบ สุกี้รวมมิตรทุกอย่าง (เนื้อวัวหมัก เนื้อหมูหมัก เนื้อไก่หมัก ตับหมู เซี่ยงจี๊หมู แมงกะพรุน ปลาหมึกกรอบ กุ้งสด เนื้อปลากะพง) และรวมมิตรทะเล ชุดกลางและใหญ่ เสิร์ฟด้วยน้ำจิ้ม 3 สูตรเด็ด ได้แก่ น้ำจิ้มเผ็ดสูตรดั้งเดิม น้ำจิ้มหวานสูตรโบราณ น้ำจิ้มไม่เผ็ดสูตรเต้าหู้ยี้สำหรับมังสวิรัติ เหมาะสำหรับเด็กๆ ทั้ง 3 สูตรสามารถนำมาผสมกันเองได้ตามชอบก็จะได้น้ำจิ้มรสชาติใหม่ที่กลมกล่อมถูกลิ้น

นอกจากนี้ ยังมีสุกี้สูตรดั้งเดิมชุดเดี่ยว 1 คนให้เลือกด้วย ส่วนคนที่ชอบปิ้งย่างต้องบอกว่าเข้าทาง เพราะเอี้ยวฮั้วเป็นเลิศในการหมักเนื้อสูตรพิเศษอยู่แล้วจึงรับประกันในความอร่อย สาขาลาดพร้าว 71 ตอนนี้อยู่ในช่วงฉลองเปิดสาขา ถ้ามา 4 คนขึ้นไปลด 10% มา 6 คนขึ้นไปลด 15% โปรโมชั่นนี้ถึงสิ้นเดือน เม.ย.เท่านั้น

เปิดบริการทุกวัน 11.00-22.00 น. สำรองที่นั่งได้ สาขาลาดพร้าว 71 โทร. 08-0581-1955 สาขาสวนหลวงสแควร์ โทร. 08-0619-8955, 08-6814-1188

อบ อบ จานอร่อย ข้าวหมูอบน้ำใสก้านคะน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 17:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547308

อบ อบ จานอร่อย ข้าวหมูอบน้ำใสก้านคะน้า

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

หมูอบ แต่ละบ้านมักจะมีสูตรเด็ดที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบ้านผู้เขียน หมูอบจะใช้ส่วนสันคอหมูหั่นเป็นก้อนเต๋า ทำคล้ายสตูว์ใส่ซอสมะเขือเทศนิดหน่อยและซอสแม็กกี้ให้หอมๆ เคี่ยวจนหมูเปื่อยๆ ใส่แป้งมันละลายน้ำให้น้ำราดข้นๆ ราดข้าวแล้วเกาะเมล็ดข้าว บางคนรับประทานแล้วบอกว่านี่ไม่ใช่หมูอบ แต่เป็นสตูว์หมู พานต้องเปิดประเด็นเถียงกันถึงลักษณะที่แท้จริงของหมูอบ อย่างที่เราเคยเปิดประเด็นไปเมื่อฉบับแรกของชุด “อบ อบอร่อย” ที่ผู้เขียนใช้หมูอบแบบร้านอาหารรอบรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเกณฑ์ในการทำความรู้จักกับอาหารจานอบ

ถ้าพูดถึงอาหารจานอบในบ้านเรา จะหมายถึงเอาไปทอดให้สีสวย กลิ่นหอมๆ เกิดขึ้นจากไขมันที่ผิวของชิ้นเนื้อเมื่อถูกความร้อนก่อนแล้วเติมน้ำลงไปขลุกขลิกเคี่ยวเบาให้เนื้อสัตว์นั้นเปื่อยนุ่ม ชุ่มน้ำซอสที่ปรุงรสให้เข้มข้นไว้ ความหอมของการทอดจะกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้น้ำซอสหอมอร่อยกว่า เมื่อเทียบกับการต้มหรือเคี่ยวในน้ำซอสเพียงขั้นตอนเดียว ขั้นตอนนี้มีหลักการในเชิง Culinary อธิบายได้ว่า ในการจี่ด้วยความร้อนสูงๆ หรือ Searing จะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า Maillard Reaction จากกรดอะมิโนและน้ำตาลในเนื้อสัตว์กลายเป็นสารสีน้ำตาลเกรียมนิดๆ รอบๆ ผิวของชิ้นเนื้อเมื่อถูกความร้อนสูงๆ ส่งผลให้เกิดกลิ่นรสเฉพาะตัว ซึ่งเรียกแบบง่ายว่าเกิดเป็น Umami Taste ที่จะลงในอยู่ในน้ำซอสนั่นเอง

สำหรับสูตรหมูอบในฉบับนี้ เป็นหมูอบที่เรียกได้ว่า ง่ายที่สุด “Simple” ที่สุดด้วยเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง มีเพียงเนื้อหมูที่อยากเลือกเป็นส่วนสันคอหมู จะได้เนื้อที่อบหรือเคี่ยวออกมาแล้วไม่แห้งแข็ง มีมันแทรกเล็กน้อยเพื่อให้หอมอร่อย หมักให้หอมด้วยซีอิ๊วขาวเครื่องปรุงพื้นฐานที่ให้ทั้งกลิ่นและรส เพิ่มความหอมด้วยพริกไทยขาวป่นละเอียด เพียงแค่ 2 เครื่องปรุงในการหมักที่ง่ายๆ รอแค่ขั้นตอนของการจี่ที่จะทำให้เกิดความหอมจากการจี่ผิวของเนื้อหมูให้กลายเป็นริ้วสีน้ำตาลสักหน่อย ก่อนเติมซีอิ๊วขาวให้ทั่วแล้วเติมน้ำให้ขลุกขลิก

เทคนิคเดียวกันกับเนื้ออบในฉบับที่แล้ว เราจะไม่เติมน้ำตาลลงไปก่อนที่เนื้อหมูจะเปื่อยเพราะน้ำตาลจะเข้าไปรัดชิ้นเนื้อจนกระด้างไม่เปื่อยนุ่มละลายในปาก อาศัยความร้อนและปริมาณน้ำที่พอเหมาะเคี่ยวให้หมูสุกเปื่อยแล้วจึงเติมน้ำตาลปี๊บที่เคี่ยวให้หอมๆ เป็นคาราเมลลงไป จะช่วยเพิ่มความหอมอร่อยได้เป็นอย่างดี อาจจะยุ่งยากแต่ถือว่าคุ้มค่าความอร่อยๆ

หมูอบสูตรนี้เป็นหมูอบน้ำใสที่ผู้เขียนได้สูตรมาจากร้านอาหารร้านหนึ่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถือว่าสูตรที่น่าลองเพราะเครื่องปรุงน้อย ต้องอาศัยเทคนิคในการทำกับข้าวที่จะทำให้อาหารอร่อยขึ้นด้วยเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง เคี่ยวเนื้อหมูจนนุ่มแล้ว เสิร์ฟคู่กับคะน้าต้นอ่อนๆ ลวก รับประทานกับข้าวสวย ใครชอบรสจัดๆ มีพริกน้ำปลา หรือพริกเหลืองดองน้ำส้มสักหน่อยช่วยเพิ่มรสชาติได้

หมูอบน้ำใส หวานๆ เค็มๆ แบบนี้ ผู้เขียนมักทำติดตู้เย็นใส่กล่องแช่แข็งเอาไว้ คิดอะไรไม่ออกเอามาอุ่นให้ร้อนๆ รอให้ลูกๆ หิวจัดๆ จากการวิ่งเล่นนอกบ้านให้เหงื่อท่วม พออาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จ หมูอบร้อนๆ กับข้าวสวย ราดน้ำให้ข้าวฉ่ำๆ ข้าวสวยมีเท่าไหร่ หมดหม้อทุกครั้งไปสิน่า

หมูอบน้ำใสก้านคะน้า

ส่วนผสมสำหรับหมัก

หมูสันคอ หั่นเป็นชิ้นหนา 1 ซม. 8 ชิ้น

พริกไทยขาว 1/2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมสำหรับหมูอบ

น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 1/2 ถ้วย

น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ

เสิร์ฟพร้อมกับก้านคะน้าลวก

วิธีทำ

• หมักส่วนผสมหมักหมูแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน นำออกมาพักไว้ให้คลายความเย็น

• ตั้งกระทะให้ร้อน จี่ให้หมูเหลืองด้านเดียว ราดซีอิ๊วขาวให้ทั่ว เติมน้ำเปล่าลงไปให้พอท่วม เคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมงที่ไฟอ่อนจนเริ่มเปื่อยนุ่ม

• ในหม้อหรือกระทะอีกใบหนึ่ง เคี่ยวน้ำตาลปี๊บให้เริ่มกลายเป็นคาราเมล เติมลงในหม้อที่มีหมูอยู่ เคี่ยวต่อให้เข้าเนื้ออีกประมาณ 15 นาที

• ลวกคะน้ำก้านอ่อนในน้ำเกลือเดือดๆ แช่น้ำเย็นแล้วสะเด็ดน้ำขึ้นมา

• เสิร์ฟหมูอบน้ำใสกับก้านคะน้าลวกพร้อมข้าวสวย

• น้ำจิ้มพริกเหลืองตำ สามารถทำได้ง่ายๆ คือ โขลกพริกเหลืองกับหอมแดงสัก 1 ลูก กระเทียมสัก 2 กลีบพร้อมเกลือประมาณหยิบมือเติมน้ำส้มสายชูลงไปให้พอประมาณ ใช้เป็นน้ำจิ้มพริกตำ