นครพนม เมืองแห่งความศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548714

นครพนม เมืองแห่งความศักดิ์สิทธิ์

โดย กั๊ตจัง

หากคิดถึงการเดินทางไปสักการะพระธาตุประจำปีเกิด ต้องดูว่าเราเกิดในปีนักษัตรใดและพระธาตุประจำปีเกิดนั้น ตั้งอยู่ที่จังหวัดอะไร แต่ถ้าคุณต้องการเดินทางไปสักการะพระธาตุประจำวันเกิด ต้องมาที่ จ.นครพนม จังหวัดเดียวมีครบทุกพระธาตุวันเกิด และที่สำคัญยังมีแหล่งท่องเที่ยวริมโขง อย่าง พญาศรีสัตตนาคราช เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ควรพลาด

การเดินทางไป จ.นครพนม ครั้งก่อนอาจนับย้อนหลังไปถึง 7 ปี แต่ครั้งล่าสุดที่ได้ไปเยี่ยมเยือนนั้นต้องบอกว่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก แหล่งท่องเที่ยวที่เคยทรุดโทรมได้รับการปรับปรุงให้สวยงามเหมือนใหม่ ไม่เพียงแค่ตัวพระธาตุต่างๆ ที่ได้รับการปรับปรุง เส้นทางริมฝั่งแม่น้ำโขงก็ได้รับการปรับทัศนียภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชนิดที่เรียกได้ว่า สวยงามน่าอยู่ไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เลยทีเดียว

จุดแรกที่เราต้องเดินทางไปถึงก่อน ก็คือ พระธาตุพนม พระธาตุประจำปีวอก หรือปีลิง อีกทั้งยังเป็นพระธาตุประจำวันอาทิตย์ เราจึงเห็นศาสนิกชนหลั่งไหลมาเที่ยวที่เมืองนี้อย่างมากมาย เห็นความสวยงามขององค์พระธาตุแล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเพิ่งสร้างมาได้ไม่กี่ร้อยปี สืบประวัติจากสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดนครพนม จึงได้ความว่าสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 8 หรือ 8 ปีหลังเสด็จปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร โดยมี พระมหากัสสปเถระ นำส่วนพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ) ของพระพุทธเจ้าจากประเทศอินเดียมาประดิษฐานไว้ภายใน เรียกว่าเป็นพระธาตุที่เก่าแก่ที่สุดนับแต่ยุคเริ่มแรกแห่งพุทธศักราชกันเลยทีเดียว

ไม่แปลกใจว่าจะมีชาวพุทธ ทั้งชาวลาว ชาวไทย จีน และเวียดนาม ให้ความเคารพศรัทธาพระธาตุพนมแห่งนี้เป็นอย่างมาก เวลาสืบมาล่วง 2,000 กว่าปี ได้มีการบูรณะองค์พระธาตุอยู่หลายครั้งหลายสมัย จนกลางปี 2518 องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ ทับวัตถุก่อสร้างโดยรอบจนเสียหายเป็นข่าวร้ายสะเทือนจิตใจชาวพุทธในอุษาคเนย์ทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้เข้ามาสำรวจวางแผนการบูรณะซ่อมแซม ค้นหาพระธาตุและสำรวจข้าวของเครื่องใช้ที่บรรจุภายในพระธาตุ และใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะบูรณะแล้วเสร็จอย่างที่เห็นเช่นทุกวันนี้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นพระธาตุองค์จริงว่ามีลักษณะคล้ายรูปหัวใจเป็นแก้วใสวาวมีความงดงามอย่างมาก ในขณะที่ชิ้นส่วนอิฐที่เป็นรากฐานเดิม รวมทั้งเครื่องใช้โบราณที่บรรจุอยู่ภายในองค์พระธาตุ และวัตถุโบราณอันประเมินค่ามิได้ มารวมไว้ที่สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม

อยู่ในบริเวณใกล้เคียงหากมาสักการะเราแนะนำให้มาที่สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม อยู่ห่างจากองค์พระธาตุพนมเพียง 200 เมตรเท่านั้น

จากพระธาตุพนมให้ต่อที่พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 8 แห่ง แต่สำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์นั้น ไหว้ที่พระธาตุพนมแห่งเดียวได้ทั้งปีเกิดและวันเกิดในคราวเดียว คนที่เกิดวันจันทร์ให้เดินทางไปไหว้พระธาตุเรณู อ.เรณู

คนเกิดวันอังคาร ให้เดินทางไปพระธาตุศรีคุณ อ.นาแก คนเกิดวันพุธให้เดินทางไปวัดพระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก คนเกิดวันพุธกลางคืนให้ไหว้ พระธาตุมรุกขนคร อ.ธาตุพนม คนเกิดวันพฤหัสบดี ให้ไหว้พระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า คนเกิดวันศุกร์ ให้ไหว้พระธาตุท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน สุดท้ายคนเกิดวันเสาร์ ให้ไหว้พระธาตุนคร อ.เมือง

เปิดแผนที่ดูเส้นทางกันให้ดีว่าควรไหว้ที่ไหนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะแต่ละอำเภอนั้นค่อนข้างไกลกันมากไปกลับจะใช้เวลานาน อีกทั้งแต่ละวัดแต่ละพระธาตุจะมีของไหว้ไม่เหมือนกัน แนะนำให้หาวันธรรมดาที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมากจะมีพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่วัดให้คำแนะนำเรื่องขั้นตอนการไหว้ที่ถูกต้องตามประเพณีอย่างละเอียด

ปิดท้ายการเที่ยว จ.นครพนม ให้สมบูรณ์ที่ พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.นครพนม ที่เพิ่งแล้วเสร็จไปเมื่อปี 2559 เป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งลุ่มน้ำโขงที่ชาวอีสานและชาวลาวอยากมาเที่ยวชมมากที่สุดแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม

พญาศรีสัตตนาคราช เป็นพญานาคขดหาง 7 เศียร ประดิษฐานบนแท่นฐานแปดเหลี่ยม หล่อด้วยทองเหลืองหนัก 9 ตัน ความสูงรวมฐาน 15 เมตร ออกแบบให้พ่นน้ำได้ สร้างขึ้นเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อพญานาคของชาวไทยและชาวลาวที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง

ใต้ฐานพญาศรีสัตตนาคราช มีลานสำหรับกราบไหว้บูชาขอพร และยังทำเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความรู้ ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคให้แก่ผู้ที่สนใจ ไม่เพียงแค่สร้างพญาศรีสัตตนาคราชเท่านั้นทาง จ.นครพนม ยังได้ปรับปรุงพื้นที่ริมฝังโขงโดยรอบให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เหมาะแก่การเดินเล่นดูวิวริมฝั่งโขงยามเช้าและเย็น สามารถวิ่งออกกำลังกายหรือปั่นจักรยานได้อย่างปลอดภัย

ทำให้ จ.นครพนม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ศูนย์รวมศรัทธาของชาวพุทธ คนท้องถิ่นที่ยังคงวิถีชีวิตอันดีงามมีความสงบ และด้วยความเป็นเมืองแห่งศาสนาและวัฒนธรรม เราจึงพบเห็นร้านบันเทิงเพียงน้อยนิด ให้ทุกคนในครอบครัวเดินทางมาเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอย่างสบายกายสบายใจ

เวียดนาม ยลบุปผาบานสะพรั่ง หลังลมหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 13:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548636

เวียดนาม ยลบุปผาบานสะพรั่ง หลังลมหนาว

อากาศเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุเหลือเกินบางช่วงก็แปรปรวนด้วยพายุฤดูร้อน เชื่อเหลือเกินว่าช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ หลายคนคงอยากจะหลีกลี้หนีไปรับลมหนาว ชมดอกซากุระบานสะพรั่ง ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิกันที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  ปลายทาง

ท็อปฮิตติดลมบนของคนไทย แน่นอนว่าช่วงเวลานี้คนไทยแทบจะเดินชนไหล่ที่นั่น ถ้าหากคุณเป็นคนที่เบื่อและอยากมองหาปลายทางอื่นๆ ที่มีบรรยากาศใกล้เคียงกัน แต่เดินทางไม่ไกล และใช้เงินไม่มาก  ลองมาทำความรู้จักกับปลายทางนี้ “เวียดนาม”เราเองนึกไม่ถึงมาก่อนว่าประเทศเวียดนามเพื่อนบ้านอาเซียน จะเป็นประเทศที่มี 4 ฤดูกาล  คือ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว และฤดูใบไม้ผลิ จนกระทั่งได้เห็นภาพหุบเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม บานสะพรั่งไปด้วยดอกท้อและดอกพลัม พืชในสกุลพรุนเหมือนต้นซากุระ นี่เองคือเหตุผลที่โลก 360 องศา ตั้งใจเดินทางมายังทางตอนเหนือของเวียดนาม มาเริ่มต้นกันที่กรุงฮานอยเมืองหลวงของประเทศ ในบรรยากาศเย็นฉ่ำปลายเดือน มี.ค. ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ

ช่วงเวลานี้กรุงฮานอยถูกแต่งแต้มด้วยดอกไม้หลากสีสัน โดยเฉพาะเขต Old Quarter เมืองเก่ารอบๆ ทะเลสาบฮว่านเกี๊ยม นอกจากนั้นตามหัวมุมถนนก็จะพบกับสีสันเคลื่อนที่ได้ของแม่ค้าใส่งอบเร่ขายดอกไม้อัดแน่นบนท้ายจักรยาน เป็นภาพที่มีให้เห็นในประเทศนี้เท่านั้น เพราะชาวเวียดนามมีความผูกพันและมีความสุนทรียะกับดอกไม้มาก ไม่ว่าจะเป็นการนำดอกไม้สดมาตกแต่งบ้าน ใช้ประดับศาลเจ้า ไปจนถึงมอบแด่คนรักในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นวัฒนธรรมที่ชาวเวียดนามซึมซับมาตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคม

ฤดูใบไม้ผลิถือเป็นช่วงเวลาที่ชาวเวียดนามแสดงออกถึงความผูกพันกับดอกไม้เป็นพิเศษ ช่วงนี้ทั่วทั้งประเทศจะมีการจัดเทศกาล l&s877; h&s897;i hoa xuân หรือเทศกาลดอกไม้บานประจำฤดูใบไม้ผลิ สวนสาธารณะจะประดับประดาด้วยดอกไม้ ส่วนสวนไม้ดอกของเอกชนจะพากันตกแต่งสวนให้สวยงามและเก็บค่าเข้าชม ช่วงเวลานี้ชาวเวียดนามจะนิยมนัดหมายแต่งกายด้วยชุดอ๊าวหย่ายเป็นหมู่คณะ เพื่อเก็บภาพความประทับใจร่วมกันกับสีสันดอกไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิ

เมื่อดอกไม้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเวียดนาม ความต้องการดอกไม้ภายในประเทศจึงเพิ่มขึ้นทุกปี แต่สวนทางกับแหล่งปลูกดอกไม้นับวันจะลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านดอกไม้รอบๆ ชานกรุงฮานอย ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยตึกรามบ้านช่อง อย่างไรก็ตามหมู่บ้านดอกไม้ก็ยังคงพบเห็นได้ตลอดสองฝั่งแม่น้ำแดง เพราะมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ตลอดปี ดินดี อากาศดี และที่สำคัญการปลูกดอกไม้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการปลูกข้าว จึงยังคงมีหมู่บ้านดอกไม้เหลืออยู่ เช่น หมู่บ้านซวนกวน (Xuan Quan) และเตตู (Tay Tuu) แหล่งปลูกดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุด และหมู่บ้านเมลิงห์ (May Linh) ที่เน้นปลูกดอกกุหลาบ ซึ่งหมู่บ้านเหล่านี้มีรัศมีห่างจากกรุงฮานอยประมาณ 20 กิโลเมตรเท่านั้น จึงถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามาเยือน

ตลาดดอกไม้ก่วงอัน (Quang An) เปรียบได้กับตลาดปากคลองตลาดของกรุงเทพมหานคร ที่นี่คือตลาดค้าส่งดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดและมีสีสันที่สุดของกรุงฮานอย จะเริ่มคึกคักตั้งแต่ 5 ทุ่มเป็นต้นไป บรรดาเกษตรกรจากหมู่บ้านดอกไม้จะนำดอกไม้มาส่งที่นี่ จากนั้นตั้งแต่ 1 นาฬิกาเป็นต้นไป บรรดาร้านค้าปลีกมาเลือกซื้อดอกไม้ ช่วงเวลานี้ตลาดจะคึกคักไปด้วยผู้คนและรถจักรยานยนต์ส่งดอกไม้ วิ่งเบียดเสียดผู้คนบีบแตรดังสนั่น แต่อย่าไปยืนขวางทางพวกเขาเชียวล่ะอาจจะถูกบ่นได้ เพราะพวกเขารีบไปส่งดอกไม้ให้ทันก่อนรุ่งสาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้านดอกไม้จะต้องรีบจัดกระเช้าหรือจัดเป็นช่อเพื่อให้ทันก่อนร้านเปิด

โลก 360 องศา ไปตลาดดอกไม้ก่วงอันตรงกับวันสตรีสากลพอดี จึงทำให้ทราบว่าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันพิเศษของชาวเวียดนาม เพราะเป็นวันที่จะมีการมอบดอกไม้ให้แก่กันเพื่อแสดงถึงความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกมอบให้แม่ สามีมอบให้ภรรยา และชายหนุ่มมอบให้หญิงสาว ซึ่งชาวเวียดนามบอกกับเราว่าเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมานานแล้ว และยังเป็นช่วงเวลาที่ชาวเวียดนามมอบดอกไม้ให้กันมากกว่าวันวาเลนไทน์เสียอีก ดังนั้นตลาดดอกไม้จึงคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีบรรดานักเรียนนักศึกษาพากันมาซื้อดอกไม้ไปขายเป็นรายได้พิเศษในวันนี้ ส่วนบรรดาร้านดอกไม้จะวุ่นวายกับการจัดกระเช้าและช่อดอกไม้ เหล่าบรรดาแม่ค้าเร่ดอกไม้ก็จะขายดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกกุหลาบ

การมาเยือนกรุงฮานอยในฤดูใบไม้ผลิ เป็นหนึ่งในประสบการณ์ดีๆ ที่ทำให้รู้จักและเข้าใจประเทศเวียดนามมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบายๆ ได้ชมดอกไม้สวยๆ ได้เห็นความสุนทรียะของชาวเวียดนาม ประเทศนี้นอกจากจะเดินทางไม่ไกลจากประเทศไทยแล้ว ค่าใช้จ่ายที่นี่ก็ค่อนข้างถูก แต่การเดินทางเรายังไม่หยุดอยู่ที่กรุงฮานอย เพราะเราจะเดินทางขึ้นไปทางตอนเหนือ ดินแดน 4 ฤดูแห่งเวียดนาม บรรยากาศในฤดูใบไม้ผลิที่นั่นจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามต่อไป และอย่าลืมติดตามภาพสวยๆ และเนื้อหาดีๆ ของโลก 360 องศา ตอนเวียดนาม ยลบุปผาบานสะพรั่ง หลังลมหนาว ได้ทางช่องไทยรัฐทีวี 32 เช้าวันอาทิตย์หลังเคารพธงชาติ

ออเจ้า… เรียกลูกค้ากินก๋วยเตี๋ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 11:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548604

ออเจ้า... เรียกลูกค้ากินก๋วยเตี๋ยว

โดย  ​นพรัตน์ กิ่งแก้ว

แวะเวียนมาเที่ยวถิ่นเมืองช้าง จ.สุรินทร์ ได้พบร้านก๋วยเตี๋ยวเรือตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุรินทร์ มีผู้คนเข้าไปรับประทานกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากก๋วยเตี๋ยวเรือที่มีสูตรเด็ด มีรสชาติอร่อยแล้ว ยังพบว่าร้านดังกล่าวยังมีกลยุทธ์ในการเรียกลูกค้า

จากความฟีเวอร์ของละครดัง “บุพเพสันนิวาส” เจ้าของร้านที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง และพนักงานต่างแต่งชุดไทยคอยเสิร์ฟและให้บริการลูกค้า

นับเป็นความสวยงามและเป็นที่ประทับใจของลูกค้าที่มากินก๋วยเตี๋ยวในร้านดังกล่าว ตลอดจนผู้ที่ผ่านไปมาได้พบเห็น

ร้านดังกล่าวชื่อร้าน “รสนิยม” เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกลางเมืองสุรินทร์ เลขที่ 402-404 ถนนธนสาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ตรงข้ามวัดกลางสุรินทร์ มีเจ้าของร้านชื่อ ธัญนันท์ เกียรติสุรนนท์ มีชื่อเล่นเรียกกันง่ายๆ ว่า ซิน ภายในร้านมีการตกแต่งสวยงามและสะอาด โดยมีลูกค้าเข้ามากินก๋วยเตี๋ยวอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว

สูตรเด็ดของก๋วยเตี๋ยวเรือ คือ น้ำซุปที่มีรสเด็ดจัดจ้านแทบไม่ต้องปรุง เป็นที่ถูกใจลูกค้า มีทั้งเนื้อวัวและเนื้อหมู น้ำตก น้ำใส แล้วแต่ชอบ ราคาอยู่ที่ชามละ 40 บาท และยังมีต้มกระดูกหมู หรือเล้งสูตรเด็ด ให้ได้รับประทานไปพร้อมกันอีกด้วย

ซิน เล่าว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรสนิยม สาขาสุรินทร์ เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในตัวเมืองสุรินทร์ ตั้งอยู่เยื้องกับวัดกลางสุรินทร์ เปิดตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ช่วงนี้ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสกำลังดัง ทำให้ทางร้านจึงได้แต่งชุดไทยให้บริการประชาชน ซึ่งทางร้านต้องการที่จะอนุรักษ์ประเพณีไทยและวัฒนธรรมไทยเอาไว้

“ก็อยากเชิญชวนมาแต่งชุดไทยกัน ซึ่งในช่วงนี้ทางร้านก็มีโปรโมชั่นให้ได้รับประทานกัน คือ แต่งชุดไทยมารับประทาน แจกฟรีต้มกระดูกหมูมูลค่า 50 บาทให้ทันที”

ซิน เล่าถึงที่มาของร้านว่า ร้านเป็นแฟรนไชส์มาจาก จ.ขอนแก่น เปิดได้อำเภอละ1 ที่ ทางร้านจึงอยากให้ชาวสุรินทร์ ได้รับประทานของอร่อยกัน ก๋วยเตี๋ยวราคาเริ่มต้นที่ 40 บาท ลูกค้าตอบรับดี วันๆ หนึ่งจะขายได้ประมาณร้อยกว่าชาม ลูกค้ามีทุกกลุ่ม

สุดท้ายอยากจะให้มาร่วมแต่งชุดไทยกันเพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของไทยไว้ ซึ่งถ้าใครไม่มีแล้วอยากใส่กินก๋วยเตี๋ยว ทางร้านมีให้ยืมได้

สบาย สบาย สุโขทัย สบายกาย สบายใจ สบายตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548597

สบาย สบาย สุโขทัย สบายกาย สบายใจ สบายตา

โดย นิทรา ราตรี

ดอกบัวบานแลยอดข้าวพลิ้วไหวกลางธรรมชาติ เป็นทิวทัศน์ที่งามตาของโรงแรม สบาย สบาย สุโขทัย ที่พักเปิดใหม่ในเครือเดอะ โมเสค คอลเลคชั่น ตั้งอยู่ในอาณาเขตของสนามบินสุโขทัย เป็นรุ่นน้องของสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท แต่มีความทันสมัยกว่า เน้นความอยู่สบาย และไม่มีพิธีรีตองใดๆ

โรงแรมประกอบด้วยห้องพักจำนวน 52 ห้อง แบ่งเป็นห้องดีลักซ์ ขนาด 32 ตร.ม. เน้นความสบายของห้องนอนขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง

พร้อมมุมโต๊ะทำงาน มินิบาร์ และพื้นที่แต่งตัวด้านหน้าห้องน้ำ สีสันของห้องให้ความอบอุ่นด้วยพื้นไม้สีอ่อน และหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์ด้านนอกเป็นสนามหญ้าสบายตา ซึ่งสามารถเปิดรับลมช่วงแดดร่มลมตกได้สบายใจ

อีกประเภทคือ ห้องสวีท ขนาด 64 ตร.ม. อยู่บนชั้น 2 ของอาคารจึงเห็นวิวกว้างกว่า ทั้งบึงบัวหลวงสุดอลังการและทุ่งนาที่จะกลายเป็นสีเขียวชอุ่มในหน้าฝนนี้ พื้นที่ใช้สอยในห้องมีห้องนั่งเล่นพร้อมโซฟายาวแยกต่างหากจากห้องนอน  ห้องน้ำแยกพื้นที่เปียกแห้ง แยกห้องอาบน้ำและห้องสุขา รวมทั้งมีระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่สำหรับนั่งผ่อนคลายชมธรรมชาติรอบโรงแรม

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่เน้นห้องพักและความสบาย ทำให้บริการบางอย่างไปอยู่ที่โรงแรมรุ่นพี่ เช่น บริการอาหารเช้าที่ใช้บริการร่วมกับสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท โดยช่วงเช้าจะมีรถรางคอยรับ-ส่งระหว่าง 2 โรงแรม และด้วยที่ตั้งที่อยู่ห่างจากสนามบินสุโขทัยเพียง 1 กม. ทำให้เดินทางสะดวกสบายและสามารถไปท่องเที่ยวที่ โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย เพื่อเรียนรู้และลงมือเป็นเกษตรกรได้ โดยมีพี่เลี้ยงเป็นเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริงคอยให้คำแนะนำ

โปรแกรมห้องเรียนกลางแจ้งมี 3 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมชาวนาสมัครเล่น ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง เริ่มจากเดินเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ ชมโรงนิทรรศการ เรียนรู้การแปรรูปกล้วยตาก แปรรูปไข่เค็ม เรียนรู้กระบวนการทำก๊าซชีวภาพ การเลี้ยงไส้เดือนในบ่อ ชมโรงเพาะเห็ด แปลงกุหลาบ แปลงนา และปิดท้ายที่คอกควาย

รูปแบบที่ 2 คือห้องเรียนกลางแจ้งแบบครึ่งวัน ผู้เข้าร่วมต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดม่อฮ่อมแบบชาวนา นั่งรถอีแต๋นทัวร์โครงการ เก็บไข่เป็ดในเล้า ชมฝูงควายกว่า 200 ตัว ชมสวนสัตว์ในสนามบิน ชมโรงสีข้าวกล้อง เที่ยวแปลงผักอินทรีย์ เที่ยวคอกควาย ลงมือถอนกล้า ดำนา และจบที่การรับประทานอาหารกลางวันเมนูออร์แกนิก ด้วยวัตถุดิบที่โครงการปลูกเอง

รูปแบบสุดท้าย คือห้องเรียนกลางแจ้งแบบเต็มวัน โปรแกรมช่วงเช้าถึงเที่ยงเหมือนกันรูปแบบที่ 2 แต่เพิ่มเติมด้วยกิจกรรมช่วงบ่ายกับการเรียนรู้งานใบตองและแปรรูปผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ สำหรับใครที่สนใจและอยากลงมือทำอย่างเจาะลึก ทางโครงการมีหลักสูตรมืออาชีพ 3 วัน 2 คืน ให้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบเจาะลึกในทุกขั้นตอน (โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย ปิดทำการทุกวันพุธ)

ขึ้นชื่อว่าสุโขทัย คงขาดไม่ได้ที่จะไปท่องเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ซึ่งโรงแรมอยู่ห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย 23 กม. และห่างจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย 26 กม. หลังจากท่องเที่ยวจนสำราญใจก็สามารถกลับมาพักอย่างสบายๆ รอขึ้นเครื่องบินกลับอย่างสบายใจได้เลย

แห่ยักษ์ พักแก่ง แห่งอำนาจอุบล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548595

แห่ยักษ์ พักแก่ง แห่งอำนาจอุบล

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า น่ายักษ์ หรือน่ารัก เพราะบรรดายักษ์ในชานุมานต่างน่ารักน่าชัง มิมีตนไหนน่าเกรงขามเหมือนในตำนานสักคน

ตำนานยักษ์คุ อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ เล่าขานสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งพระลักษมณ์ พระราม และนางสีดาเดินดง ยักษ์ทศกัณฐ์มาแย่งตัวนางสีดาไปขังที่ท่าน้ำริมลำน้ำโขง (ต่อมาเรียกบริเวณดังกล่าวว่า ท่านางสีดา)

ฝ่ายทศกัณฐ์เกรงว่า พระลักษมณ์ พระราม จะได้ยินเสียงนางสีดาร้องไห้ เลยพานางสีดาเหาะข้ามแม่น้ำโขงไปขังไว้ที่ปราสาทเฮือนหินซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านท่ายักษ์คุ อ.ชานุมาน ปัจจุบันคือบ้านเฮือนหิน แขวงสะหวันนะเขต  สปป.ลาวนั่นเอง

ครั้นพระลักษมณ์ พระราม รู้ข่าวจึงตามไปที่นั่นและได้ทำการสู้รบกับยักษ์ทศกัณฐ์ในขณะที่ม้าตัวเก่งของพระรามกระโดดเตะปราสาทเฮือนหินจนตัวปราสาทพัง ยักษ์ผู้ชายสู้กันกับพระลักษมณ์ พระราม นางสีดา ก็แอบหลบออกมาแต่งหน้าแต่งตารอพระราม เกาะที่นางสีดามารอพระรามเรียกเกาะดอนสีนวดหรือดอนชะโนด รบไปรบมาจนมาถึงฝั่งขวาแม่น้ำโขง ทศกัณฐ์เป็นฝ่ายแพ้จึง “คุกเข่า” ร้องขอชีวิตพระลักษมณ์ พระราม และบริเวณที่ยักษ์คุกเข่านั่นเองคือที่มาของยักษ์คุ กลายมาเป็นยักษ์คุในปัจจุบัน

ความยิ่งใหญ่ของหน้าผาหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเป็นลวดลาย

 

เมื่อวันที่ 7-9 เม.ย. 2561 จ.อำนาจเจริญ จัดงาน “แห่ยักษ์ พักแก่ง ชมเมือง เล่าเรื่องชานุมาน” ขบวนแห่ยักษ์คุตั้งขบวนแห่ยืดยาวหลายหมู่บ้าน หลายหน่วยงาน จากงานชุมชนแสนธรรมดา บัดนี้เปลี่ยนเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งหน้าเป็นยักษ์มาเป็นประธานเปิดงาน

องค์ของขบวนแห่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ประติมากรรมยักษ์คุตัวเขื่อง นั่งคุกเข่าพนมมือ แต่จะหน้าตาดุดันหรือน่ารักก็แล้วแต่จินตนาการของแต่ละหมู่บ้านที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา รวมทั้งอาหารและผลไม้ที่ล้วนคัดไซส์ใหญ่ยักษ์เพื่อเป็นตัวแทนอาหารของยักษ์นั่นเอง

รวมทั้งยังสวยงามไปด้วยบรรดานางรำแต่งหน้าเป็นนางยักษ์ ตั้งแถวฟ้อนรำอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งใบหน้าของนางยักษ์นั้นไม่มีเขี้ยวยาวให้เด็กกลัวโดนจับกิน แต่จะแต่งคิ้วและปากให้มีลวดลายอย่างยักษ์ในละครจักรๆวงศ์ๆ จึงยังดูสวยงามชวนมอง และยังเห็นรอยยิ้มแลแววตาที่ฉายแววสนุกสนาน

เสียงดนตรีจากลำโพงใหญ่หลังรถกระบะเปล่งเสียงเพลงภาษาอีสาน เป็นจังหวะและทำนองให้นางรำแถวตอนลึกเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน โดยปีหลังๆ มานี้ทางจังหวัดจัดการประกวดเต้น ทำให้ชุดนางรำและท่าฟ้อนรำยิ่งดูสวยงาม

ทุกขบวนจะเดินไปสิ้นสุดที่ที่ว่าการอำเภอชานุมาน นางรำของทุกหมู่ทุกหน่วยตั้งแถวเรียงเต็มสนามหญ้า สีสันของเสื้อผ้าทำให้ตระการตา และยิ่งตื่นตามากกว่าเมื่อทุกคนรำเพลงเดียวกันแต่คนละท่าทางตามที่ฝึกซ้อมมา ทำให้เป็นภาพความคึกคักแบบอีสานแท้ที่มองแล้วหยุดขยับสะโพกตามไม่ได้

จากตำนานกลายเป็นงานวัฒนธรรมที่ชาวชานุมานเฝ้ารอ โดยต้นเดือน เม.ย.ของทุกปี เด็กๆ ลูกหลานบ้านชานุมานจะทราบกันดีว่า จะได้แต่งหน้ายักษ์และจูงมือพ่อแม่ออกไปเที่ยวงานครึกครื้น

ความอลังการของสามพันโบก

 

จ.อำนาจเจริญ อยู่ห่างจาก จ.อุบลราชธานี 75 กม.แต่หลังงานยักษ์คุเสร็จสิ้นสามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงไปยัง อ.นาตาล และ อ.โพธิ์ไทร ที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างจังหวัด ซึ่งบริเวณนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวโด่งดังอย่างหาดชมดาว และสามพันโบก

สำหรับ “หาดชมดาว” ชื่อระบุไว้ชัดเจนว่าที่นี่เป็นสถานที่ชมดาว แต่ก็ไม่ผิดหวังและน้อยหน้าถ้าจะไปยามเช้าให้เป็นหาดชมตะวัน

ตี 5 ล้อหมุนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดชมดาว หรือแก่งหินงาม (ที่เดียวกัน) ตรงปากทางเข้ามีรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อให้บริการเขียนระบุไว้ว่า “จากจุดนี้ไปถึงหินชมนภาระยะทาง 1,200 เมตรโดยประมาณ ทางเลือกที่ไม่ต้องเดินไกล มีรถรับจ้างและคนนำทาง 300 บาท/1 เที่ยว ไป-กลับ” พร้อมรูปประกอบเป็นภาพกองหินรูปทรงแปลกตาตั้งตระหง่าน จนต้องเข้าไปสอบถามและตกปากรับคำขึ้นรถไปชม

สำหรับคนที่ไม่อยากพลาดชมพระอาทิตย์ขึ้น เพราะเดินช้าและไม่รู้ว่าเส้นทางหินต้องเดินไปทางใด การเช่ารถกระบะมาส่งก็ถือเป็นไอเดียที่สมควร เพราะจากจุดที่ลงรถ เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอหินชมนภา ลักษณะเป็นหินทรงกลมขนาดมหึมาตั้งอยู่ในน้ำด้วยพลังของธรรมชาติ เป็นแลนด์มาร์คของหาดชมดาวที่จะงดงามมากในช่วงเช้า เพราะแสงแดดอ่อนสีส้มจะอาบหินทั้งก้อนเป็นสีทอง ขับลวดลายการกัดเซาะของสายน้ำโขงบนหินแกร่งให้เด่นชัด ทำให้คิดถึงฮอร์สชู เบนด์ (Horseshoe Bend) จุดชมโค้งน้ำรูปเกือกม้ากลางทะเลสาบที่สหรัฐอเมริกา สถานที่ที่นักท่องเที่ยวและช่างภาพทั่วโลกต้องไปเยือน

สำหรับหาดชมดาวหรือแก่งหินนภาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น แต่กำลังเป็นขวัญใจช่างภาพทั่วไทย ด้วยแลนด์สเคปของหินเกาะ แก่ง กลางแม่น้ำโขงที่มีหลุม มีบ่อ และรูปทรงหินแปลกตา ซึ่งสามารถเดินลงไปถ่ายได้ง่ายดายกว่าสามพันโบก จึงชวนให้หามุมจนลุ่มหลงในความแปลกประหลาดที่ธรรมชาติมอบให้ แต่ละคนจะได้มุมได้เหลี่ยมต่างกันไปและแต่ละวันหินก้อนเดิมก็สวยต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเฉดแสงที่ตะวันมอบให้ทำให้ไม่ว่ามากี่ครั้งก็ไม่น่าเบื่อเสียเลย

หากตั้งใจมาถ่ายดาวให้สมกับชื่อหาดชมดาว ต้องมาคืนเดือนมืดช่วงกลางดึกประมาณตี 1ถึงตี 3 เพื่อดักถ่ายช้างเผือกกลางนภา และถ้าใจรักก็อยู่ต่อยาวๆ ถึงช่วงพระอาทิตย์ขึ้น จะได้ชมทั้งดาวและตะวันในทีเดียว

จากหาดชมดาวสามารถท่องเที่ยวต่อไปยัง“สามพันโบก” แลนด์มาร์คชื่อดังของ จ.อุบลราชธานี ที่จะสวยงามเป็นอย่างยิ่ง 2 ช่วง คือพระอาทิตย์ขึ้นและตก แต่หากเลือกไม่ได้ต้องมาสามพันโบกช่วงกลางวันก็ต้องเตรียมร่ม หมวก ทาครีมกันแดด และพกน้ำเปล่าไปด้วยเพราะเกาะแก่งหินกลางแม่น้ำโขงไม่มีต้นไม้ให้หลบร่มแม้แต่ต้นเดียว

นั่งเหม่อท่ามกลางแนวหินสวย

 

ตั้งแต่ปากทางเดินลงจะมีเด็กเดินมาถามว่า อยากได้ไกด์เยาวชนพาชมหรือไม่ พร้อมทิ้งท้ายว่าพวกหนูไม่คิดเงิน แล้วแต่พี่จะให้ เด็กๆ เป็นลูกหลานของพ่อค้าแม่ขายบริเวณนั้นที่มาหาค่าขนมช่วงปิดเทอม น้องจะพาเดินไปดูจุดถ่ายภาพไฮไลต์ และคอยนำทางว่าต้องเดินตามหินก้อนไหนอย่างชำนิชำนาญ สมกับเป็นเจ้าถิ่นที่มีสามพันโบกเป็นสวนหลังบ้านให้วิ่งเล่น

จุดถ่ายภาพที่ถูกกล่าวขานว่าน่ารักที่สุดคงหนีไม่พ้น โบกมิกกี้ หลุมตามธรรมชาติลักษณะมีวงกลมใหญ่หนึ่งวงตรงกลาง และสองวงกลมเล็กอยู่ข้างบนซ้ายขวาเหมือนรูปทรงของตัวการ์ตูนมิกกี้เมาส์ ใกล้ๆ กันเป็นก้อนหินที่มีความซื่อสัตย์ที่สุด นั่นคือ หินหมา ลักษณะเป็นชะง่อนหินยื่นออกมาจากหน้าผา หน้าตาคล้ายหัวหมาอย่างไรอย่างนั้น

นอกจากนี้ สายช่างภาพจะทราบกันว่าที่นี่มีสะพานดาว ลักษณะเป็นสะพานหินเล็กๆ ตามธรรมชาติ แต่เมื่อใช้เทคนิคของเลนส์และการถ่ายภาพจะเป็นเหมือนสะพานหินขนาดใหญ่พาดผ่านท้องฟ้า กลายเป็นสะพานดาวที่ตากล้องต้องค้นหาให้เจอ

นอกนั้นจะเป็นโบกเป็นหินรูปทรงประหลาดที่แล้วแต่คนจะจินตนาการ บ้างก็ว่ามีโบกหัวใจ โบกแม่ลูก สารพัดสารพันโบก คิดถึงเวลาเข้าถ้ำแล้วต่างคนต่างตั้งชื่อหินงอกหินย้อยที่เจอ สามพันโบกก็เป็นเช่นนั้น ถ้าจะมีสักสามพันชื่อก็ไม่น่าแปลกอะไร

ตามหลักธรณีวิทยาอธิบายถึงสามพันโบกว่าบริเวณสามพันโบกและใกล้เคียงเป็นส่วนหนึ่งของหมวดหินภูพาน และกลุ่มหินโคราช ประกอบด้วยหินทรายและหินทรายเนื้อกรวด สีเทาอ่อนและสีขาว เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทางน้ำ เมื่อ 110 ล้านปีที่ผ่านมา

การวางตัวของชั้นหินบริเวณนี้อยู่ในแนวระนาบเอียงเทไม่เกิน 10 องศา ส่งผลให้เกิดลักษณะผาหินที่มีความสูงต่ำค่อนข้างสม่ำเสมอตามลำน้ำโขง บริเวณที่เป็นลานหินมักพบลวดลายของชั้นเฉียงระดับ ซึ่งแสดงทิศทางการไหลของกระแสน้ำโบราณและมักพบเม็ดกรวดขนาดเล็กสีต่างๆ ฝังตัวอยู่ในเนื้อหินทรายอยู่ทั่วไป

ตามพื้นผิวหน้าของลานหินพบว่าเต็มไปด้วย “กุมภลักษณ์” หรือ “หลุมปากหม้อ” ซึ่งเกิดจากกระบวนการกัดเซาะและขัดสีลานหิน โดยก้อนกรวดและทรายที่พัดพามากับแม่น้ำโขงในฤดูน้ำหลาก

ต่อมาเมื่อประมาณ 55-30 ล้านปีได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ทำให้แผ่นดินอีสาน ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ราบกว้างใหญ่ได้ยกตัวขึ้นเป็นที่ราบสูงโคราช และเกิดการคดโค้งของชั้นหินโดยทั่วไป จากนั้นได้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ทำให้เกิดแม่น้ำโขงในปัจจุบันไหลผ่านพื้นที่สามพันโบก

และด้วยปัจจัยทางภูมิประเทศที่เหมาะสมนั่นคือ แนวชั้นหินบางส่วนได้ขวางทางน้ำทำให้เกิดลักษณะของน้ำวนโดยทั่วไป ดังนั้น เมื่อถึงฤดูน้ำหลากแม่น้ำโขงที่มีพลังที่รุนแรงได้พาเอาเม็ดกรวดหรือก้อนหินขนาดใหญ่มาด้วย เม็ดกรวดทรายดังกล่าวได้ถูกบังคับโดยทิศทางของแม่น้ำโขงให้มาหมุนวนซ้ำๆ อยู่ในแอ่งเล็กๆ จำนวนมากบนผิวหน้าของแก่งหินนานหลายฤดูกาลเข้าการขัดสีดังกล่าวก็ทำให้แอ่งเดิมขยายและลึกเว้าจนเป็นรูปโบก

พระอาทิตย์ขึ้นที่หาดชมดาว

 

นอกจากนี้ ยังพบลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ ที่เกิดจากการกัดเซาะหินบางส่วนโดยทางน้ำ จนเกิดโพรงโดยที่หินส่วนที่เหลืออยู่เหนือโพรงมีลักษณะโค้งคล้ายสะพานที่สวยงาม

ฤดูกาลเที่ยวสามพันโบกแต่เดิมขึ้นอยู่กับฤดูกาล นั่นคือ ช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือน ธ.ค.-เม.ย.ของทุกปี แต่หลังจากจีนสร้างเขื่อนกลางแม่น้ำโขงจึงทำให้กระแสน้ำขึ้นอยู่กับการปล่อยน้ำของคน ฤดูกาลจึงไม่แน่นอน

จ.อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เป็นสองจังหวัดเชื่อมต่อที่ไม่ค่อยมีใครเชื่อมถึง อาจเป็นเพราะระยะทางจากตัวเมืองอุบลฯ ถึงจ.อำนาจเจริญ ห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง ทำให้นักท่องเที่ยวหยุดอยู่ที่จังหวัดที่มีระบบขนส่งมวลชนทั้งเครื่องบินและรถทัวร์ หรือไกลสุดแค่สามพันโบก

จ.อำนาจเจริญ จึงกลายเป็นน้องผู้พลัดพราก ซึ่งก็หวังว่าความน่ารักของหน้ายักษ์จะทำให้คนสนใจไม่มากก็น้อย

อบ อบ อร่อย ข้าวเนื้ออบเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 10:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548496

อบ อบ อร่อย ข้าวเนื้ออบเกาหลี

โดย สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ตอนผู้เขียนเด็กๆ ไม่ค่อยมีปัญหากับอาหารโรงเรียนเหมือนกับที่คนอื่นๆ เขาเป็นกัน ไอ้ประสบการณ์เกลียดถั่วฝักยาวเหี่ยวๆ ผัดหมูสามชั้น หรือจะเป็นเต้าส่วน ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ล้วนไม่เป็นปัญหา เพราะเป็นอาหารจานโปรดล้วนๆ ใครว่าแกงส้มโรงเรียนไม่อร่อย เถียงขาดใจเพราะชอบแกงส้มน้ำใสๆ รสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ผักเละๆ เป็นที่สุด อาหารถาดที่พี่ภารโรงตักแล้วกระฉอกลงไปในหลุมอาหารข้างเคียงในถาดของเราก็ไม่สะดุ้ง ผู้เขียนกินได้หมดจนเพื่อนๆ บอกกินน้ำล้างจานเธอก็คงจะไม่รู้สึกอะไร จะว่าไปผู้เขียนขอเข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนกินง่าย อยู่ง่ายที่สุดแล้วขออย่างเดียวให้ถูกในบริบท ไอ้ที่ต้องเสียสตางค์ซื้อบริการความอร่อยแบบนั้นก็จะวิจารณ์หนักนิดหนึ่ง แต่ถ้าอาหารโรงเรียน อาหารดอย ร้านข้างทาง รับได้หมดทุกสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนชั้นเรียน

ช่วงเปลี่ยนชั้นเรียนสมัยอยู่ชั้น ม.1 นั้น เพื่อนๆ ตื่นเต้นกันมาก เพราะจะได้เปลี่ยนจากอาหารหลุมมาเป็นเลือกซื้อได้ตามชอบในส่วนของโรงอาหารที่โรงเรียนผู้เขียนกลับรู้สึกขี้เกียจ คือ ขี้เกียจเลือกอาหาร อยากให้เป็นอาหารหลุมเหมือนเดิม เพราะมันง่ายจังนั่งแป๊บเดียวถาดหลุมก็มาวางอยู่ตรงหน้า กินเสร็จก็ไปเล่นได้

ในปีนั้นเองที่ผู้เขียนได้เลือกซื้อข้าวกลางวันเอง มีปรากฏการณ์ใหม่เกินขึ้นที่โรงเรียน นักเรียนต่อแถวกันยาวเฟื้อยเพื่อซื้อข้าวเนื้อเกาหลีจากร้านเปิดใหม่ในโรงเรียน วันแรกๆ เข้าใจได้ว่าเห่อของใหม่แต่ผ่านไปสิบกว่าวัน ร้านนี้ยังคงคิวยาวจนร้านอื่นเซ็ง ทุกคนขนานนามให้ว่าร้านคุณเฉื่อย เนื่องจากตักช้ามาก ค่อยๆ เกลี่ยเรียงเนื้อให้สวยบนข้าว และบรรจงคีบผักดองอันประกอบไปด้วยไช้เท้าและแครอตดองแบบเปรี้ยวๆ หวานๆ รายละเอียดเยอะ ดูพิถีพิถันเหมือนอาหารโฮมเมด

มีกับข้าวอยู่แค่ 2-3 อย่างเท่านั้น เป็นหมูผัดซีอิ๊ว ไก่ซีอิ๊วและเนื้อเกาหลี เป็นอาหารจานเด็ดของคุณเฉื่อยทั้งพี่สาวและน้องสาว อร่อยชนิดที่ว่าอาจารย์หลายท่านซื้อกลับบ้านกันทั้งผักดองและเนื้ออบเกาหลีผู้เขียนต้องยอมต่อคิวยาวเพื่อลองชิมกับเขาบ้าง ผลออกมาติดใจในคุณภาพอาหารที่ไม่เหมือนร้านข้าวในโรงเรียนทั่วๆ ไปเหมือนอาหารรสมือบ้านนี่เองที่เป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน

จริงๆ แล้วสัก 20-30 ปีก่อน ใช่ค่ะมันนานขนาดนั้นจริงๆ ที่ผู้เขียนอยู่ชั้นม.1 ม.2 เกาหลีคืออะไร อาหารเกาหลีหน้าตาเป็นอย่างไรยังไม่รับรู้แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน การที่ร้านตั้งชื่ออาหารว่าเนื้อเกาหลีมันทำให้ตื่นตาตื่นใจ ใคร่รู้ถึงรสชาติเนื้อเกาหลีที่ว่านี้ ชัดเจนเลยว่าเนื้อเคี่ยวในน้ำซีอิ๊วสีน้ำตาลเข้มโรยงา และเสิร์ฟกับผักดอง มันกลายเป็น Perception หรือบันทึกเข้าสู่ระบบรับรู้ของร่างกายว่าโอเคนะ เนื้อเกาหลีหน้าตาแบบนี้ สำหรับอาหารโรงเรียนแล้วมันเจ๋งมากๆ

เมื่อความเป็นเกาหลีแทรกซึมเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อพูดถึงเนื้อเกาหลีแล้วมันมีความแตกต่างกันออกไป เกาหลีในปัจจุบันมันเข้าใกล้เรามากกว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อน ทั้งๆ ที่ประเทศเกาหลีก็ตั้งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ที่ผู้เขียนจำต้องบรรยายเสียยืดยาวเพราะแค่อยากระบุไว้ให้ชัดว่า สูตรนี้เป็นเนื้อเกาหลีที่ผู้เขียนเก็บเอาความทรงจำมาปรุงแต่งเป็นเมนูขึ้นมา

เนื้อเกาหลีสูตรนี้ ถือว่าเป็นอาหารกึ่งอาหารอบ เพราะเริ่มจากการจี่เนื้อหั่นบางๆ ให้หอมๆ แล้วเติมน้ำลงไปให้ขลุกขลิกเคี่ยวต่อไปอีกสักพักให้งวดและเนื้อเปื่อยซับเอารสชาติเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันน้ำจากเนื้อก็ออกมาทำให้เนื้อเกาหลีหอมอร่อยยิ่งขึ้นด้วย

สูตรฉบับนี้จึงเป็นอาหารเกาหลีแบบง่ายๆ ที่ทำด้วยซอสที่ไม่ยุ่งยากต้องไปหาซื้อของเกาหลีแท้ๆ มา ได้จากการปรับรสชาติจากซอสที่เราคุ้นเคยนี่แหละ

จุดเด่นของสูตรนี้ที่ผู้เขียนพยายามแกะจากความทรงจำคือ การกินเนื้อเกาหลีเคี่ยวนุ่มๆ กับซอส ราดลงบนข้าวให้ฉ่ำๆ ตามด้วยผักดอง เรียกว่าชีวิตวัยเด็กกินผักได้ง่ายและอร่อยก็จากผักดองสูตรนี้เอง

ข้าวเนื้ออบเกาหลี และผักดอง

ส่วนผสมสำหรับผักดอง

หัวไช้เท้า ไสเป็นเส้น 250 กรัม

แครอต ไสเป็นเส้น 250 กรัม

น้ำสะอาด 1/4 ถ้วย

น้ำส้มสายชูกลั่น 1/2 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

เกลือป่นสำ หรับล้าง

ส่วนผสมเนื้ออบเกาหลี

เนื้อวัวส่วนสะโพก หั่นบาง 5 ขีด

ซอสปรุงรส แบบฝาเขียว 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันงา 2 ช้อนชา

กระเทียมจีน สับละเอียด 2 ช้อนชา

ต้นหอมส่วนสีขาว สับละเอียด 1/2 ช้อนชา

น้ำมันพืช สำหรับหมัก 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วญี่ปุ่น ส่วนที่ 2

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

เหล้าขาวหรือเหล้าสาเกะ 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืชสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ

เสิร์ฟพร้อมกับ กะหล่ำปลีผัดน้ำมัน โรยด้วยงาขาวคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ผสมน้ำสะอาด น้ำส้มสายชู น้ำตาลและเกลือให้เข้ากัน ตั้งไฟให้เดือดยกลง พักไว้ให้เย็นสนิท

เคล้าหัวไช้เท้าและเกลือป่น 1 ช้อนชา กับหัวไช้เท้าและแครอต หมักไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกให้หายเค็ม บีบน้ำออกให้หมาดที่สุดเท่าที่จะทำได้

เติมน้ำส้มสายชูปรุงรสให้ท่วมผัก พักไว้ 1 คืนในตู้เย็น

สำหรับเนื้อเกาหลี : หมักส่วนผสมเนื้อเข้าด้วยกัน พักไว้ในตู้เย็นสัก2-3 ชั่วโมง นำออกมาพักไว้ให้คลายความเย็นเมื่อตอ้ งการจะปรุงด้วยความร้อน

ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไป เทส่วนผสมเนื้อที่หมักไว้ในกระทะ ค่อยๆ ให้เนื้อสุกเหลืองทีละด้านที่ไฟแรง กลับแบบมีสติเพื่อให้เหลืองทั่วถึงกันทั้งกระทะ เมื่อกลับครบทั้งกระทะแล้วปรุงรสเพิ่มด้วยซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ค่อยๆ เติมน้ำสะอาดลงไปให้พอท่วม ค่อยๆ เคี่ยวต่อไปจนงวดที่ไฟอ่อนๆ

โรยด้วยงาขาวคั่ว แล้วเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยและผักดอง

อบ อบ อร่อย ข้าวมันไก่อบซีอิ๊ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547685

อบ อบ อร่อย ข้าวมันไก่อบซีอิ๊ว

โดย สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมื่อ 20 กว่าปีก่อนได้รับหนังสือ Yan Kit รวมตำรับอาหารจีนที่คุณสามีซื้อให้เป็นของขวัญ เหตุผลของเขาคือ ชอบอาหารจีน และจะได้ทดลองทำอาหารหลากหลายนอกจากการเรียนอาหารตะวันตกอย่างเดียว ในเล่มนั้นมีโครงสร้างหนังสือทำอาหารที่ผู้เขียนประทับใจมาก แม้ว่าเราจะเป็นคนเอเชีย แต่วิธีทำอาหารจีนที่เน้นไฟฟู่ๆ แรงๆ มีเคล็ดลับหลายอย่างที่เราไม่คุ้นเคย

ในหนังสือเล่มนั้นให้เราทำความรู้จักกันตั้งแต่กระทะเหล็ก ตะหลิว ไปจนถึงเครื่องปรุงต่างๆ ที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ซีอิ๊ว ยังมีน้ำส้มสายชูแบบจีนที่มีตั้งแต่สีแดง สีดำ สีเหลือง ที่ต่างกันด้วยวิธีการหมักและส่วนผสมในกระบวนการหมักน้ำส้ม กว่าจะถึงบางอ้อว่าจิ๊กโฉ่วที่เราจิ้มขนมจีบ ที่แท้มันคือ Black Vinegar นี่เอง สำหรับถั่วเหลืองหมักยังแบ่งได้เป็นกลุ่มของเต้าเจี้ยวขาว เต้าเจี้ยวดำที่เรียกว่าเต้าซี่ ไปจนถึงเต้าหู้ยี้สีขาว สีแดง สารพัดที่เรียงรายมาให้ดูภาพพร้อมเนื้อหา เรียกว่าเปิดโลกทัศน์อาหารเหลาอย่างแท้จริง

 

ในหนังสือมีหลายสูตรที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากเย็น จนหลายจานกลายเป็นอาหารประจำบ้านของผู้เขียน แรกๆ เริ่มต้นจากก๊อบปี้ตามสูตรเป๊ะๆ แต่หลังๆ เริ่มมีปรับเปลี่ยนไปตามสไตล์ของตัวเอง เอากลิ่นๆ ของอาหารจีนมา เก็บพวกเครื่องปรุงบางอย่างที่หาได้ไม่ยากนักในบ้านเราไว้ รสชาติก็ปรับตามซีอิ๊วบ้านเรา อย่างอาหารจานอบในฉบับนี้ เป็นไก่อบซีอิ๊วที่ใน Yan Kit ทำโดยใช้ไก่ทั้งตัว เริ่มต้นด้วยการวางไก่ในหม้อแล้วตักน้ำมันเดือดราดลงบนตัวไก่ ก่อนนำมาตุ๋นต่อในน้ำซีอิ๊วจนเข้าเนื้อ เอามาผึ่งไว้ให้หนังแห้งแล้วราดด้วยน้ำมันงาร้อนๆ อีกครั้ง ผู้เขียนเคยทดลองทำรสชาติออกมาอร่อยมาก แต่วิธีในการทำไก่ซีอิ๊วแบบทั้งตัวนั้นยากเย็นและอันตรายจากน้ำมันร้อนๆได้หากไม่ชำนาญ ยิ่งใครกลัวน้ำมันกระเด็น เห็นทีจะไม่ไหวแน่ๆ

จากตำรับของ Yan Kit เลยเปลี่ยนมาเป็นตำราลูกทุ่งจีนปนไทยของผู้เขียน เลือกเป็นไก่ส่วนที่ทุกคนในบ้านชอบ คือ ส่วนสะโพกชิ้นพอดีอิ่ม แต่จริงๆ ไม่อิ่มหรอก ต้อง 2 ชิ้นสำหรับสมาชิกกินจุบางคน แทนที่จะราดด้วยน้ำมันร้อนๆ ผู้เขียนขอจี่สะโพกไก่ให้หอมและเหลืองดูน่ากินเสียก่อนเพื่อเพิ่มความอร่อยให้กับไก่อบซีอิ๊วของเรา จากนั้นผัดเครื่องแบบจีนๆ เริ่มต้นจากการฉ่าต้นหอมกับน้ำมัน ผัดกับพริกหอมซวงเจียง น้ำมันไก่ในกระทะจะช่วยดึงเอาความหอมของพริกหอมออกมาได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น ขาดไม่ได้ต้องราดเหล้าจีนให้หอมแล้วเติมน้ำมันหอยลงไป ปรุงรสด้วยพวกซีอิ๊ว เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ต้องเติมน้ำแค่พอดีๆ ท่วมไก่เท่านั้นถึงจะอร่อยที่สุด

 

ผู้เขียนขอเสิร์ฟไก่อบซีอิ๊วกับข้าวมันหอมๆ ที่เริ่มคล้ายๆ กับการทำข้าวมันไก่ เน้นความหอมของขิงแก่และกระเทียมเจียวให้เหลือง ผัดข้าวสารแล้วเติมทุกอย่างลงในหม้อหุงข้าว ขี้เกียจหน่อยก็ใช้แค่น้ำเปล่าก็พอ แต่ถ้าขยันต้มน้ำสต๊อกจากโครงไก่ รับรองว่าเมนูนี้จะอร่อยเด็ดไปเลย

น้ำจิ้มของ Yan Kit หรือไก่ซีอิ๊วแบบร้านอาหารจีนทั่วไปจะเป็นต้นหอมและขิงสับละเอียดผัดกับน้ำมัน ผู้เขียนนิยมรสจัดจ้านของตำพริกเหลืองปรุงเป็นน้ำส้มพริกดองสำหรับราดลงบนไก่ซีอิ๊วของเรา เชื่อว่าอร่อยถูกปากไม่แพ้ต้นตำรับ โดยเฉพาะถ้าชอบรสจัดๆ

Japan Origin 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 13:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548004

Japan Origin 3

วันนี้เรายังคงเดินทางตามหาของดีกันต่อบริเวณตอนกลางของจังหวัดโคจิ ที่เมืองอิโนะ เมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการทำกระดาษญี่ปุ่นและเป็นต้นกำเนิดของ โทสะวะชิ เนื่องจากความบริสุทธิ์ของธรรมชาติและสายน้ำที่ใสสะอาดของแม่น้ำนิโยะโดะ รวมทั้งความสมบูรณ์ของพืชที่เป็นต้นทางของวัตถุดิบในการทำกระดาษ ทำให้เมืองอิโนะแห่งนี้มีผลิตภัณฑ์กระดาษที่มีคุณภาพสูงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่สมัยโบราณ

คนญี่ปุ่นถือว่าการทำกระดาษเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของชาติ ตามหลักฐานและข้อมูลที่ไปสืบค้นมาพบว่า กระดาษถูกเผยแพร่เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 610 ซึ่งเป็นยุคทองของการเขียนบทประพันธ์และจดหมาย จึงมีการใช้กระดาษเป็นจำนวนมากขึ้น คำว่ากระดาษญี่ปุ่นที่เรียกว่า วะชิ เกิดจากการผสมอักษร 2 ตัวคือ วะ ซึ่งมีความหมายว่า ญี่ปุ่น และ ชิ ที่แปลว่า กระดาษ

วะชิ จึงไม่เพียงแค่เป็นกระดาษธรรมดา หากแต่เป็นกระดาษที่ทำด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วถูกทำขึ้นโดยใช้ใยพืชเป็นวัตถุดิบ พืชที่นิยมใช้ก็เช่น ป่าน (อะสะ) หม่อน (โคโซะ) และยังมีกระดาษญี่ปุ่นที่เรียกว่า มิสึมะทะ ซึ่งเป็นกระดาษที่ทำด้วยมืออย่างประณีต มีลักษณะเด่นคือความบาง ทนต่อน้ำ และมีคุณสมบัติเป็นกลางทำให้เสื่อมสลายได้ยาก

โดยปกติกระดาษทั่วไปจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 100 ปี แต่สำหรับกระดาษญี่ปุ่นว่ากันว่ามีอายุการใช้งานสูงถึง 1,000 ปี จึงถูกนำมาใช้เป็นกระดาษสำหรับการวาดภาพ การประดิษฐ์ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น การทำธนบัตรญี่ปุ่น และใช้ทำประตูบานเลื่อนแบบญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่าโชจิ

เมื่อรู้จักความเป็นมาของวะชิกันแล้ว คราวนี้เราก็มารู้จัก โทสะวะชิกันบ้าง ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี ค.ศ. 920 ในยุคเฮอัน จังหวัดโคจิหรือแคว้นโทสะในสมัยนั้นได้สมญานามว่า “ประเทศแห่งการทำกระดาษ” เนื่องจากมีเมืองอิโนะที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบในการทำกระดาษชั้นยอด จึงเป็นแหล่งผลิตกระดาษขนาดใหญ่ส่งขายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ และในช่วงยุคเอโดะ ครอบครัว อากิ ซาบุโร่ ซาเอม่อน Aki-Saburou zaemon

ตระกูลช่างฝีมือทำกระดาษโทสะวะชิได้คิดค้นสิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการกระดาษญี่ปุ่นอย่าง Tosa Nana Iro kami กระดาษเจ็ดสีแห่งโทสะ ประกอบด้วยสีเหลือง เหลืองอ่อน สีพีช สีส้ม สีม่วง สีเขียว และสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งกระดาษเจ็ดสีในช่วงนั้นทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องบรรณาการให้กับผู้ปกครองแคว้นโทสะ แต่เนื่องด้วยกระดาษเจ็ดสีมีชื่อเสียงไปถึงเอโดะ

ทำให้ต่อมากรรมสิทธิ์ในเทคนิคการทำกระดาษสีได้ตกไปเป็นของโชกุนโตคุกาวะ เพื่อผลิตให้เฉพาะชนชั้นปกครองและเชื้อพระวงศ์ใช้เท่านั้น กระดาษเจ็ดสีแห่งโทสะจึงถูกส่งไปยังราชสำนักเพื่อใช้ในงานเขียนต่างๆ เช่น ราชโองการ บันทึกข้อกฎหมาย บทประพันธ์ จดหมาย เป็นต้น

ความรุ่งเรืองของโทสะวะชิไม่ได้หยุดลงแค่นั้น ในช่วงปลายของยุคเอโดะได้กำเนิดบุคคลสำคัญในวงการกระดาษขึ้นอีกท่านคือ โยชิอิ เกนตะ Yoshii Genta ซึ่งกำเนิดในครอบครัวช่างทำกระดาษเมืองอิโนะ ผู้คิดค้นปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยในช่วงแรกกระดาษโทสะวะชิจะทำจากเส้นใยป่านและหม่อนเป็นส่วนใหญ่ ในการปรับปรุงครั้งนี้มีจุดประสงค์ต้องการให้กระดาษโทสะวะชิมีคุณภาพที่สูงขึ้น จึงมีการใช้เยื่อไม้ชนิดอื่นผสมประสาน

ทำให้ได้เนื้อกระดาษที่มีคุณภาพแตกต่างไปจากเดิมและมีความหลากหลาย เช่น การเลือกใช้เส้นใยจากมิสึมะทะ และกันบิ ซึ่งโยชิอิ เกนตะเป็นคนแรกที่ปลูกต้นมิสึมะทะ ทำให้มีกระดาษโทสะวะชิเกิดขึ้นใหม่ถึง 28 ประเภท ความสำเร็จจากการพัฒนาในครั้งนี้ทำให้แคว้นโทสะในยุคนั้นได้รับการขนานนามว่า เป็นยุคทองของกระดาษโทสะ และในปี ค.ศ. 1976 โทสะวะชิก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น National Traditional Handicrafts ของประเทศญี่ปุ่น

สำหรับขั้นตอนในการทำกระดาษแบบดั้งเดิมของอิโนะนั้น เริ่มจากการเอาต้นไม้วัตถุดิบหลักมาเข้าเครื่องอบไอน้ำที่ตั้งอยู่บนปล่องไฟขนาดใหญ่ โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง หลังจากนั้นก็เอาไปต้มต่อในหม้อขนาดใหญ่ แล้วเอาใยไม้ที่ได้จากการต้มมาล้างยังบริเวณแม่น้ำนิโยโดะ แล้วนำไปฟอกขาว จากนั้นจึงนำใยไม้ไปทุบจนนุ่มแล้วใส่ในตะกร้าใหญ่ที่แช่อยู่ในแม่น้ำแล้วใช้ไม้พายกวนจนแยกสลายกลายเป็นเส้นใยที่เล็กยุ่ย ซึ่งก็คือเยื่อไม้วัตถุดิบหลักในการทำกระดาษ

มาถึงขั้นตอนการทำกระดาษ ขั้นแรกนำเยื่อไม้ใส่ลงในบ่อขนาดใหญ่ที่มีน้ำสะอาดอยู่เต็ม ใช้ไม้พายกวนให้เข้ากัน แล้วใช้ สุเกตะ อุปกรณ์ดั้งเดิมในการทำกระดาษ ที่มีลักษณะเป็นกรอบไม้สี่เหลี่ยมปูพื้นตรงก้นด้วยไม้ไผ่สาน ช้อนวัตถุดิบในน้ำขึ้นมา เคล็ดสำคัญอยู่ที่การช้อนโดยเขย่าสุเกตะเป็นแนวตั้ง และแนวนอนสลับกันให้เยื่อไม้กระจายทั่วสุเกตะ ยิ่งเราช้อนเยื่อไม้มากครั้งเท่าไหร่กระดาษก็จะมีขนาดหนาขึ้นเท่านั้น พอได้ความหนาตามต้องการแล้วก็ดึงแผ่นไม้ไผ่ออก และใช้สองมือกดให้แน่นเพื่อช่วยไล่น้ำออกจากเยื่อไม้ แล้วนำไปตากให้แห้ง ก็จะได้กระดาษโทสะวะชิ

ปัจจุบันกระดาษโทสะวะชิยังเป็นที่นิยม โดยไม่ได้สูญหายไปกับกาลเวลา ซึ่งกระดาษโทสะวะชินั้นก็มีหลากหลายประเภท เช่น กระดาษจากหม่อน หรือ โคโซะ เนื่องจากเส้นใยที่ยาวและหนาในพืชของตระกูลหม่อนจึงทำให้กระดาษมีความคงทนมาก เกิดการพัฒนาจนเป็นกระดาษที่มีชื่อเสียงอย่าง โทสะเทงกุโจชิ กระดาษที่มีความบางที่สุดในบรรดา กระดาษทำมือในโลก ด้วยความหนาเพียง 0.03 มิลลิเมตรเท่านั้น ปัจจุบันกระดาษชนิดนี้ใช้ทำงานฝีมือและซ่อมแซมงานศิลปะ หรือกระดาษจากมิสึมะทะที่มีเส้นใยสั้นทำให้ได้กระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีผิวเรียบและมันวาวจึงใช้ในการผลิตธนบัตร 1 หมื่นเยนของญี่ปุ่น เป็นต้น

กระดาษที่มีชื่อเสียงอย่าง โทสะเทงกุโจชิ กระดาษที่มีความบางที่สุดในบรรดา กระดาษทำมือในโลก ด้วยความหนาเพียง 0.03 มิลลิเมตรเท่านั้น ปัจจุบันกระดาษชนิดนี้ใช้ทำงานฝีมือและซ่อมแซมงานศิลปะ หรือกระดาษจากมิสึมะทะที่มีเส้นใยสั้นทำให้ได้กระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีผิวเรียบและมันวาวจึงใช้ในการผลิตธนบัตร 1 หมื่นเยนของญี่ปุ่น เป็นต้นไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ของธรรมดาๆ อย่างกระดาษก็มีรายละเอียดมากมายขนาดนี้ และที่สำคัญคือ การส่งมอบความรู้และทักษะการผลิตแบบดั้งเดิม ที่ยังคงถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันได้อย่างไม่ตกหล่นนั้นน่าสนใจเป็นที่สุด เพราะการจะรักษาอดีตไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์เท่านั้น หากแต่ยังต้องพัฒนาและต่อยอดขึ้นไปโดยไม่ให้เลือนหายไปกับกาลเวลา อีกทั้งยังต้องสามารถกลมกลืนไปกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง และเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบันให้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก หากท่านไม่เชื่อ ลองมาที่นี่ ที่เมือง อิโนะแห่งนี้ แล้วท่านจะพบกับอดีตที่ยังโลดแล่นอย่างมั่นคงในปัจจุบัน และมีหนทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคตอย่างไม่หยุดยั้งอย่างแน่นอนครับ

ออกย่ำไปในเมืองสองแคว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547959

ออกย่ำไปในเมืองสองแคว

โดย สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จบลงไปอย่างดงามสำหรับละครสุดฟินอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ที่ทำให้คนไทยหันมาแต่งกายชุดไทยกันทั่วบ้านทั่วเมือง แถมยังท่องเที่ยวไปในถิ่นที่ละครกล่าวถึง ทำให้หลายสถานที่กลับมาคึกคักตามๆ กัน

คราก่อนเคยพาไปเยี่ยมวัดไชยวัฒนารามอันเป็นบ้านเกิดของพี่หมื่น มาคราวนี้จะพามาย่ำแดนเกิดของออเจ้าการะเกดกันบ้าง นั่นคือเมืองสองแคว หรือ จ.พิษณุโลก

เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยขอม โดยมีชื่อเรียกต่างๆ กันในศิลาจารึก ตำนาน นิทาน และพงศาวดาร เช่น สองแคว สองแควทวิสาขะ และไทยวนที เหตุที่เรียกว่า “เมืองสองแคว” นั้น สาเหตุมาจากที่ตั้งของเมืองจะตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อย แต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยนทางเดินออกห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร

เมืองสองแควอยู่ในอำนาจของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราชจึงได้ยึดเมืองสองแคว ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบัน คือ บริเวณวัดจุฬามณี ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลก แต่เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) โปรดเกล้าให้ย้ายเมืองสองแควมาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบันและยังคงเรียกกันติดปากว่าเมืองสองแควเรื่อยมา

ครั้นสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) เสด็จฯ มาประทับที่เมืองสองแคว พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ในการทำนุบำรุงนำความเจริญเป็นอย่างยิ่ง เช่น การสร้างเหมืองฝาย สนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างทางคมนาคมจากเมืองพิษณุโลกไปเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาที่ประดิษฐานไว้ในพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

ทุกวันนี้เมืองพิษณุโลกนอกจากเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งเรื่องการเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนพิษณุโลกประทับใจและกลับมาเยือนอีกหลายครั้ง

เมื่อมาถึงพิษณุโลกสิ่งที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด คือ การได้แวะมาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดใหญ่” เป็นอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองของ จ.พิษณุโลก

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และประติมากรรมที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง ถือได้ว่าเป็นเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของเมืองพิษณุโลกเลยทีเดียว

ที่สำคัญวัดนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธชินราช หรือที่ชาวพิษณุโลกเรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หล่อขึ้นด้วยทองสัมฤทธิ์สร้างในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในโลก และยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพิษณุโลก

ในทุกๆ ปีจะมีงานนมัสการพรพุทธชินราช ซึ่งจะจัดขึ้นในวันขึ้น 6 ค่ำ ไปจนถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 เรียกว่า “งานวัดใหญ่” หากมีโอกาสต้องไม่พลาดมาเที่ยวกันสักครั้ง และใกล้กับตัววัดเรายังจะได้แวะชิมก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อคู่เมืองพิษณุโลกมาช้านานเช่นกัน

นอกจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่นี่ยังมีวัดจุฬามณีโบราณสถานเก่าแก่ที่มีมาก่อนสมัยสุโขทัย เคยเป็นที่ตั้งของเมืองสองแควเก่า ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างพระวิหารและเสด็จออกผนวชที่วัดนี้เมื่อปี 2007 เป็นเวลาถึง 8 เดือน 15 วัน โดยมีข้าราชบริพารออกบวชตามเสด็จถึง 2,348 รูป

ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ ปรางค์แบบขอมขนาดย่อมที่ก่อด้วยศิลาแลงและมีลวดลายปูนปั้นประดับอย่างสวยงามโดยรอบ ใกล้เคียงกันมีมณฑปพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น

แผ่นจารึกหน้ามณฑปมีใจความสรุปได้ว่า เมื่อปี  2221 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระบรมราชโองการให้ใช้ผ้าทาบรอยพระพุทธบาท สลักลงบนแผ่นหิน และพระราชทานไว้ให้เป็นที่กราบไหว้ของประชาชน

ปัจจุบันวัดจุฬามณีมีพิธีการบวชต้นไม้ที่ไม่เหมือนใคร โดยทารักสีดำที่เปลือกของต้นไม้ และแปะลวดลายกนกสีทองแบบไทยโบราณ ที่ดัดแปลงมาจากลวดลายกนกบนซากพระปรางค์เก่าแก่ภายในวัด

ไม่ไกลกันนักเรายังได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ซึ่งจัดเป็นแหล่งความรู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ ความเชื่อ และภูมิปัญญาพื้นบ้านของผู้คนเมืองพิษณุโลกในอดีตได้เป็นอย่างดี และเคยคว้ารางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทหน่วยงานส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว เมื่อปี 2541 มาแล้วด้วย

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีถือกำเนิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงและชีวิตจิตใจของ จ.ส.อ.ทวี บูรณเขตต์ โดยเริ่มต้นจากความสนใจส่วนตัวของท่านในการเก็บรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านทุกประเภท ทั้งเครื่องดนตรี เครื่องมือช่าง เครื่องมือดักสัตว์ เครื่องมือทำงาน เครื่องจักสาน และอาวุธรวมกันนับหมื่นชิ้น ดำเนินการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวของจ่าทวีเองทั้งหมด

หากเวลายังเหลือแนะนำให้มาเที่ยวที่พระราชวังจันทร์ ตั้งอยู่ติดค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นที่ตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตัวศาลเป็นศาลาทรงไทยโบราณตรีมุขสีขาว ภายในประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรขนาดเท่าองค์จริง ประทับนั่งหลั่งน้ำจากสุวรรณภิงคารเพื่อประกาศอิสรภาพแก่ปวงชนชาวไทยที่เมืองแครง

พระราชวังจันทน์แห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ครองเมืองพิษณุโลก เคยเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงกรุงศรีอยุธยา เชื่อว่ามีการต่อเติมขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถย้ายราชธานีมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลก และเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ต่อมาพื้นที่บริเวณพระราชวังจันทน์ได้ใช้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม มาตั้งแต่ปี  2475 จนกระทั่งเมื่อปี 2535 มีการขุดพบซากอิฐเก่าบริเวณนี้ ทางกรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่บริเวณนี้ เป็นโบราณสถานเพื่อให้กรมศิลปากรเข้ามาบูรณะพระราชวังจันทน์ต่อไป และจัดศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่ในพื้นที่พระราชวังจันทน์

เมืองพิษณุโลกยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกชาติตระการ ที่มีน้ำตกทั้งหมดถึง 7 ชั้น แต่ละชั้นจะงดงามแตกต่างกันออกไป หรือเมื่อลมหนาวมาเยือนแนะนำให้มาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา ทั้งยังเป็นดินแดนประวัติศาสตร์และยุทธภูมิสำคัญในช่วงที่เกิดความขัดแย้งของลัทธิและแนวคิดทางการเมืองในอดีตด้วย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพิษณุโลก (พื้นที่รับผิดชอบ พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, พิจิตร) โทร. 055-252-742-3, 055-259-907

เที่ยวเมืองบัคฮา ลิตเติ้ลซาปา ตระการตาชนเผ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 13:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/547866

เที่ยวเมืองบัคฮา ลิตเติ้ลซาปา ตระการตาชนเผ่า

ประมาณ 100 กิโลเมตรทางตะวันออกของเมืองซาปา  เมืองท่องเที่ยวชื่อดังทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม  เป็นที่ตั้งของเมืองบัคฮา (b&s855;c hà) เมืองเล็กๆ โอบล้อมด้วยขุนเขาและมีทะเลสาบใจกลางเมือง บรรยากาศดูคล้ายๆ กับเมืองซาปาเมื่อหลายสิบปีก่อน  เมืองนี้จึงได้รับฉายาว่า “ลิตเติ้ลซาปา”  และที่นี่ยังเป็นบ้านของ 14 ชนเผ่า ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตดั้งเดิม

ชนเผ่าส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมากที่สุดในบัคฮา คือ ม้ง (Hmong) แต่ชนเผ่าที่มีอิทธิพลในอดีตกลับเป็นเผ่าไต (Tày) ย้อนกลับไปในสมัยฝรั่งเศสปกครองที่นี่  ตระกูล “ฮวง” ควบคุมเส้นทางการค้าและจัดเก็บภาษีส่งให้ฝรั่งเศส  เพื่อแลกกับสิทธิในการสัมปทานเกลือ ฝิ่น และสินค้าเกษตร  พวกเขาจึงร่ำรวยและมีอิทธิพลเหนือชนเผ่าอื่นๆ หลักฐานที่ปรากฏจนถึงปัจจุบันก็คือราชวังฮวง อา เตือง (Hoang A Tuong palace)  กลุ่มอาคารเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมแบบเฟรนช์โคโลเนียลในอดีตเคยเป็นที่พำนักของตระกูลฮวง ภายหลังอิทธิพลของตระกูลนี้ก็ถดถอยลงเมื่อสิ้นสุดยุคอาณานิคม  สถานที่แห่งนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  แต่น่าเสียดายปล่อยให้ทรุดโทรมขาดการบำรุงและรักษาความสะอาด  ทั้งๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม

ที่เมืองบัคฮาก็มีกิจกรรมเทรคกิ้งเดินเท้าชมวิถีชีวิตผู้คนตามหมู่บ้านเหมือนเช่นที่เมืองซาปา ที่บัคฮานักท่องเที่ยวนิยมไปที่หมู่บ้านบั่นโฝ (B&s843;n Ph&s889;)  เพราะเดินทางสะดวกและไม่ไกลจากตัวเมือง  ที่นี่คือหมู่บ้านชาวม้งเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม  แต่สิ่งที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้โดดเด่นกว่าที่อื่นๆ คือเกือบทุกบ้านจะเลี้ยงม้าเพื่อใช้เป็นพาหนะและเป็นแรงงานในการเกษตรมาตั้งแต่โบราณ  ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ชุมชนทางตอนเหนือของเวียดนามที่มีการเลี้ยงม้า ผู้คนที่นี่จึงเชี่ยวชาญการขี่ม้าและในทุกๆ ปีจะมีเทศกาลแข่งม้า นอกจากนั้นแล้วหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในการผลิตเหล้าข้าวโพด  เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สูงชันปลูกข้าวโพดได้ดี  อีกทั้งในฤดูหนาวยังมีอุณภูมิลดต่ำลงมาก เหล้าข้าวโพดจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายได้อย่างดี  นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมบ้านเรือนของผู้คนและสามารถชมกระบวนการผลิตเหล้าข้าวโพดได้อย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่าบัคฮาจะเป็นบ้านของ 14 ชนเผ่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเห็นชนเผ่าสวมใส่ชุดประจำเผ่าสีสันสดใสเดินกันขวักไขว่ทั่วเมือง เพราะในตัวเมืองผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นชาวเวียดนาม  ส่วนชนเผ่าต่างๆ จะอาศัยอยู่นอกเมืองและบนภูเขา จะลงจากมารวมตัวกันในวันที่มีตลาดนัดนั่นเอง ซึ่งจะเป็นวันที่พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าประจำเผ่าสีสันสดใสที่สุด จนทำให้ภาพของตลาดนัดที่นี่มีสีสันสะดุดตา ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันมาเที่ยวชมจำนวนมาก

ตลาดนัดที่เมืองบัคฮาไม่ได้มีทุกวัน แต่จะมีเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์เท่านั้น ซึ่งตลาดนัดวันเสาร์จะต้องไปที่หมู่บ้านกานโกว (Cán C&s845;u)  ห่างจากเมืองบัคฮาประมาณ 20 กิโลเมตร  ตลาดแห่งนี้จะเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่  ผู้คนจะพากันแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าสีสันสดใส  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนเผ่าม้งดอกไม้  (Flower Hmong) สังเกตง่ายๆ ชุดของพวกเขาจะมีลวดลายและสีสันจัดจ้านมากที่สุด   เมื่อมารวมตัวกันจำนวนมากที่ตลาดแห่งนี้  ก็เลยกลายเป็นภาพของตลาดที่มีความสวยงามแปลกตาและมีชีวิตชีวามากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม  ของที่นำมาขายในตลาดแห่งนี้ก็มีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ต่างๆ เช่น หมู ม้า แพะ วัว ควาย ไปจนถึงสุนัข  ซึ่งเราทราบมาว่าที่นี่ไม่นิยมรับประทานเนื้อสุนัข แต่นิยมเลี้ยงไว้เฝ้าสวนเฝ้าไร่ ส่วนแผงขายเสื้อผ้าก็น่าดูชมไม่แพ้กัน เพราะแทบจะมองไม่เห็นแผงขายเสื้อผ้าสมัยใหม่ ถ้าจะมีก็แค่ไม่กี่ร้าน ส่วนมากจะเป็นร้านเสื้อผ้าชนเผ่าสีสันสดใส ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีนและบางส่วนก็เป็นงานฝีมือของชนเผ่าที่นี่ แต่ราคาก็จะแพงกว่า  เพราะเป็นงานถักทอละเอียดกว่าชุดชนเผ่าจากจีน  เอาไว้ใส่เฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น

ส่วนวันอาทิตย์ตลาดนัดจะจัดขึ้นที่ตลาดใจกลางเมืองบัคฮา ตลาดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังจนทำให้เมืองบัคฮาที่เงียบเหงากลับคึกคักเต็มไปด้วยรถบัสและนักท่องเที่ยว ผู้คนจะเริ่มพลุกพล่านตั้งแต่เย็นวันเสาร์ชนเผ่าต่างๆ จะเริ่มหอบหิ้วสินค้าจัดร้านรวงตั้งแต่เนิ่นๆ  สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีตั้งแต่ผักผลไม้ กล้วยไม้ พืชสุมนไพรป่า ไปจนถึงปศุสัตว์ ซึ่งถ้าได้มาที่นี่แล้วอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการมาลองชิมเมนูเด็ดถังโก๋ (th&s855;ng c&s889;) ซุปเนื้อม้าเคี่ยวจนเปื่อยในน้ำซุปสมุนไพร เนื้อเปื่อยนุ่ม และไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อม้า รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันได้ดี หารับประทานได้ที่นี่เท่านั้น  ตลาดแห่งนี้ชาวเวียดนามชื่นชอบกันมาก  เพราะนอกจากจะสีสันของชนเผ่าที่หลากหลายแล้ว  พวกเขาก็ชื่นชอบผักผลไม้และพืชสุมนไพรต่างๆ พากันซื้อหาหอบหิ้วกลับบ้านจำนวนมาก ตลาดนัดบัคฮาจะคึกคักกันตั้งแต่หัวรุ่งไปจนถึงช่วงบ่ายๆ  หลังจากนั้นแล้วเมืองทั้งเมืองก็จะกลับมาเงียบเหงาอีกครั้งในช่วงเย็น  เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางกลับไปกันหมดและจะกลับมาเริ่มคึกคักอีกครั้งช่วงเย็นวันศุกร์

เอาเข้าจริงๆ แล้วถ้าจะมาเที่ยวเมืองบัคฮาให้สนุก ก็ต้องมาให้ตรงกับวันที่มีตลาดนัดวันเสาร์และอาทิตย์ เพราะเมืองนี้เล็กมากๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่กี่แห่ง แนะนำว่าถ้าได้โอกาสมาเที่ยวเมืองซาปาทั้งนี้ ก็ควรวางแผนแวะมาเที่ยวที่นี่ด้วย  เดินทางออกจากซาปาเช้าตรู่วันศุกร์  สายๆ ก็มาถึงบัคฮา  แวะเที่ยวราชวังฮวง อา เตือง และเดินเล่นหมู่บ้านบั่นโฝ  วันเสาร์ออกนอกเมืองไปเที่ยวตลาดนัดกานโกว เช้าวันอาทิตย์เที่ยวตลาดนัดบัคฮา บ่ายเดินทางกลับฮานอย  ก็เป็นหนึ่งในแผนการเดินทางที่นิยมกัน  การได้มาเห็นวิถีชนเผ่าและบรรยากาศการซื้อขายสินค้า ท่ามกลางชุดประจำเผ่าสีสันฉูดฉาด  นี่อาจจะเป็นภาพที่หาชมไม่ได้ง่ายนักในประเทศเวียดนาม  แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ไม่ลองแวะมาเที่ยวที่บัคฮา และอย่าลืมติดตามชมภาพสวยๆ และบรรยากาศของเมืองบัคฮาได้ในรายการโลก 360 องศา  วันอาทิตย์ที่ 22 เม.ย.นี้ หลังเคารพธงชาติทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32