อย่ามองข้าม ‘เบอร์ลิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550166

อย่ามองข้าม ‘เบอร์ลิน’

โดย /ภาพ : มิยาโตะ

กรุงเบอร์ลิน เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ทว่าเมื่อยามที่ใครบอกจะมาท่องเที่ยว ณ เมืองเบียร์แห่งนี้ มักจะต้องลงเอยกันที่เมืองมิวนิกเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางการปกครองและการศึกษาเป็นจุดหมายที่ไม่น่ามองข้าม ด้วยสภาพอากาศกลางๆ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป แถมมีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงธรรมชาติ ทั้งป่า สวน แม่น้ำ ทะเลสาบ รวมทั้งความไฮเทค ให้เที่ยวชมกันแบบครบถ้วน

เบอร์ลิน มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ในฐานะเมืองหลวงของแคว้นบรานเดนบวร์ก (ปี 1417-1701) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ตามด้วยการเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรปรัสเซีย (ปี 1701-1918) จักรวรรดิเยอรมัน (ปี 1871-1918) จักรวรรดิไวมาร์ (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1919-1933) รวมทั้ง เดอะ เติร์ด ไรค์ (เยอรมนียุคปกครองโดยพรรคนาซี ปี 1933-1945)

ในทศวรรษที่ 1920 กรุงเบอร์ลินเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ด้วยกำแพงเบอร์ลิน (ระหว่างปี 1961-1989) ซึ่งเบอร์ลินตะวันออกก็ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงของเยอรมนีตะวันออกด้วย เช่นเดียวกับเมื่อสองเยอรมนีได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งในปี 1990 ที่เบอร์ลินได้กลับมาเป็นเมืองหลวงแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

กรุงเบอร์ลิน เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม การเมือง ศูนย์กลางแห่งการสื่อสาร รวมทั้งเมืองแห่งวิทยาการล้ำสมัยของโลก เศรษฐกิจของเมืองนี้อาจจะไม่ได้มาจากการท่องเที่ยว ทว่ามาจากอุตสาหกรรมไฮเทคต่างๆ รวมถึงองค์กรสื่อ อุตสาหกรรมครีเอทีฟ ธุรกิจประชุมสัมมนา นอกจากนี้ ยังเป็นจุดศูนย์กลางทางการคมนาคม โดยเฉพาะทางอากาศและทางรถไฟของภูมิภาค

ที่นี่ยังเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นเมืองแห่งออร์เคสตรา และศิลปะบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังกอปรด้วยพิพิธภัณฑ์มากมาย นับตั้งแต่เชิงประวัติศาสตร์ ไปจนกระทั่งทันสมัยไฮเทคกันเลยทีเดียว อย่าง “เกาะพิพิธภัณฑ์” (Museum Island) ทางตอนเหนือของแม่น้ำสพรี (Spree River) อันเป็นส่วนของย่านโคน (Colln) ที่เป็นเมืองเก่านั้น ก็ประกอบด้วยโบสถ์เก่าแก่ พิพิธภัณฑ์ และหอศิลปะมากมายหลายหลาก โดยในปี 1999 ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก

 

พูดถึง “แม่น้ำสพรี” เป็นแม่น้ำสายหลักของยุโรปตะวันออก ไหลผ่านแซกโซนี บรานเดนบวร์ก เบอร์ลิน ของเยอรมนี และไหลไปถึงอุสติ นาด ลาเบม ของสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งกรุงเบอร์ลินนั้นมีสะพานข้ามแม่น้ำลำคลองมากกว่าเมืองเวนิสเสียอีก และกิจกรรมนั่งเรือเที่ยวชมธรรมชาติก็ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

ใครมาเยือนกรุงเบอร์ลิน ย่อมไม่พลาด “ประตูบรานเดนบวร์ก” (Brandenburg Gate) อนุสรณ์สถานสมัยนีโอคลาสสิกจากศตวรรษที่ 18 ที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระเจ้าเฟรเดริก วิลเลียม ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย หลังจากประสบความสำเร็จ (ชั่วคราว) ในการปราบกบฏบัตตาเวียจนเกิดความสงบในฮอลแลนด์

ประตูบรานเดนบวร์กสร้างขึ้นบริเวณที่เคยเป็นประตูเมืองเก่า ต้นถนนจากเบอร์ลินไปสู่เมืองบรานเดนบวร์ก อัน เดอร์ ฮาเวล อดีตเมืองหลวงของแคว้นบรานเดนบวร์ก ปัจจุบันอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน ติดกับ ปาริเซอร์ ปลาตซ์ (Pariser Platz หรือจัตุรัสปารีส) ถัดจากอาคารไรค์สทัก (Reichstag Building) หรืออาคารรัฐสภาไป 1 บล็อก ซึ่งประตูแห่งนี้ถือเป็นทางเข้าสู่ถนนหลวงแห่งประวัติศาสตร์ (Unter den Linden) ที่มุ่งสู่พระราชวังสมัยปรัสเซีย ซึ่งสองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นลินเดน

ออกแบบโดย คาร์ล กอตทาร์ด ลังฮันส์ ดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี 1788-1791 ทดแทนสิ่งปลูกสร้างเดิมที่เป็นป้อมยามธรรมดาๆ ประกอบด้วยเสาดอริกสไตล์กรีก 12 ต้น (ข้างละ 6 ต้น) โดยออกแบบให้มีช่องทางเข้าออก 5 ช่อง ประชาชนทั่วไปในยุคนู้นได้รับอนุญาตให้ใช้ได้เพียงช่องทางนอกสุดของทั้งสองฝั่งเท่านั้น

การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากประตูพร็อพพีเลีย (Propylaea) ทางเข้าสู่เมืองอะโครโพลิส ในกรุงเอเธนส์ ของกรีซ โดยยึดขนบของสถาปัตยกรรมในเบอร์ลิน (แบบบาโร้กและนีโอ-พัลลาเดียน) ด้านบนสุดของประตูประดับด้วย ควอดริกา (Quadriga) หรือรถเทียมม้าศึก 4 ตัว ที่ปั้นโดยโยฮันน์ กอตต์ฟรีด ชาโดว์ ประตูนี้เดิมชื่อว่า ไฟรเดนสเทอร์ หรือประตูแห่งสันติภาพ (Peace Gate) มีเทพธิดาแห่งชัยชนะ อย่างเทพวิคตอเรีย ประทับอยู่บนรถม้า

ติดกันเป็น “จัตุรัสปารีส” หรือ “ปาริเซอร์ ปลาตซ์” (Pariser Platz) ที่ตั้งชื่อตามเมืองหลวงของฝรั่งเศสจากเหตุการณ์การรวมตัวกันต่อต้านการขึ้นครองอำนาจของจักรพรรดินโปเลียน ในปี 1814 จัตุรัสแห่งนี้อยู่สุดเส้นทางอุนเทอร์ เดน ลินเดน (Unter den Linden)  นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมายืนถ่ายภาพประตูบรานเดนบวร์กกัน ณ บริเวณลานกว้างของจัตุรัสแห่งนี้

 

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปาริเซอร์ ปลาตซ์ คือจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเบอร์ลิน ขนาบข้างด้วยสถานทูตสำคัญๆ อย่าง สถานทูตอเมริกัน และสถานทูตฝรั่งเศส รวมไปถึงโรงแรมชั้นนำ ซึ่งในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ตึกรามใกล้เคียงนับว่าเสียหายจากการทิ้งระเบิดไปมากเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ ประตูแห่งสันติภาพ บรานเดนบวร์ก เท่านั้น

ใกล้ๆ กัน ที่ต้องนั่งรถผ่านไปมา คืออาคารรัฐสภา “อาคารไรค์สทัก” (Reichstag building) อาคารงดงามสมัยนีโอ-คลาสสิกที่เปิดใช้งานในปี 1894 จนกระทั่งปี 1933 ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ในยุคของนาซีเยอรมันจนตัวอาคารเสียหายเป็นอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารไรค์สทักก็ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน ก่อนจะมีความพยายามซ่อมแซมในทศวรรษที่ 1960 แต่ไม่ได้จริงจังเท่าไร กระทั่งเยอรมนีกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งในปี 1990 จึงซ่อมแซมจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 1999 แล้วกลับมาใช้เป็นอาคารรัฐสภาอีกครั้ง

“พระราชวังชาร์ลอตเทนบวร์ก” (Charlottenburg Palace) เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมอันงดงามที่ควรค่าไปเยี่ยมชม พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในสไตล์บาโร้กและร็อกโคโค อยู่ในฐานะพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน

พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ กอปรขึ้นด้วยสวนสวยขนาดใหญ่ที่ออกแบบตามมาตรฐานของสวนเคียงวัง รายรอบอีกชั้นด้วยสวนป่า นอกจากนี้ ยังมีหอสังเกตการณ์ สุสาน โรงละคร และศาลาชมสวน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังชาร์ลอตเทนบวร์ก เป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนจะได้รับการบูรณะจนพระราชวังเก่าและสวนสวยกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวไปอีกแห่ง

“กำแพงเบอร์ลิน” (Berlin Wall หรือ Berliner Mauer) แลนด์มาร์คสำคัญสำหรับคนที่เดินทางมาเที่ยวกรุงเบอร์ลิน สร้างขึ้นเมื่อปี 1961 โดยเยอรมนีตะวันออกที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งแบ่งเบอร์ลินและเยอรมนีออกเป็น 2 ฝั่ง ในยุคของสงครามเย็น

กำแพงอันน่าอับอายในสายตาของเยอรมนีตะวันตก สร้างขึ้นบริเวณที่เคยเป็นโอเดอร์ ไนเซอ ไลน์ (Oder Neisse Line) เส้นแบ่งเขตระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตามเส้นทางของคลองลูอิสเซนสตัดต์ (Luisenstadt Canal) เป็นกำแพงที่สูงตระหง่าน (เพื่อไม่ให้ปีนข้ามได้) พร้อมด้วยป้อมยามคอยสอดส่องไม่ให้มีใครเล็ดลอดเข้า-ออก

กำแพงเบอร์ลินพังทลายลงพร้อมๆ กับการล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่สหภาพโซเวียต โปแลนด์ และฮังการี ฯลฯ ในปี 1989 โดยได้เหลือบางส่วนเอาไว้เป็นอนุสรณ์ โดยได้รับการแปลงโฉมเป็น “อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่” (East Side Gallery) แกลเลอรี่ศิลปะกลางแจ้ง ที่มีความยาวและมีอายุยาวนานที่สุดในโลก โดยนำเอากำแพงเบอร์ลินบริเวณถนนมูเลนสทราสเซอ ในย่านฟรีดริกเชน-ครอยซเบิร์ก มาให้ศิลปินเริ่มวาดภาพกันตั้งแต่ปี 1990 นับเป็นอนุสรณ์แห่งเสรีภาพ และสัญลักษณ์แห่งการรวมเยอรมนีเป็นหนึ่งเดียว

ในปี 2006 มีการย้ายกำแพง 40 เมตร ไปยังเบอร์ลินฝั่งตะวันตก โดยตั้งคู่ขนานกับกำแพงเดิม และในปี 2013 มีการทลายกำแพงออกไป 23 เมตร เพื่อที่จะเปิดทางให้อพาร์ตเมนต์สุดหรู แต่ไม่มีภาพเขียนของใครถูกทำลายจากโปรเจกต์นี้

 

มาถึงย่านนี้ก็ต้องไม่พลาดเช็กอินที่ “เช็กพอยต์ชาร์ลี” (Checkpoint Charlie) จุดผ่านแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตกกับตะวันออกที่โด่งดังที่สุดในบรรดาเช็กพอยต์ทั้งหลาย ที่เป็นช่องทางผ่านเข้าออกระหว่างเบอร์ลินทั้งสองฝั่ง ชื่อ เช็กพอยต์ชาร์ลี หรือ เช็กพอยต์ ซี (Checkpoint C) มาจากชื่อเรียกในลำดับอักษรขององค์การนาโต้ ซึ่งนำมาเรียกจุดผ่านแดนต่างๆ อย่างเช็กพอยต์ เอ ก็คือ เช็กพอยต์อัลฟ่า เช็กพอยต์ บี ก็คือ เช็กพอยต์บราโว เป็นต้น

เช็กพอยต์ชาร์ลี ในสมัยสงครามเย็นใช้เป็นจุดผ่านสำหรับบรรดาสายลับ นักการทูตโดยที่ประจำอยู่ ณ จุดนี้ นอกจากป้อมทหารและบังเกอร์แล้ว ยังมีรถถังของสหรัฐกับโซเวียตตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ด้วย ก่อนที่ปัจจุบันจะกลายเป็นจุดเช็กอินสุดฮิตของนักท่องเที่ยวที่จะต้องมาถ่ายภาพกับป้ายชื่อ ป้อมยาม และทหารที่แต่งตัวย้อนไปยังยุคนู้น ใครที่ต้องการรู้เรื่องราวของเช็กพอยต์ชาร์ลีเพิ่มเติม ยังมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย

กรุงเบอร์ลินมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์มากมาย ใครชอบประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่พลาด “โทโปกราฟฟี ออฟ แทร์เรอร์” (Topography of Terror) บนถนนนีเดอร์เคิร์ชเนอร์สตราส (Niederkirchnerstrasse) พิพิธภัณฑ์ในร่มและกลางแจ้งที่บอกเล่าความโหดร้ายของยุคนาซี หรือระหว่างปี 1933-1945

ในอดีตเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการเกสตาโปและหน่วยเอสเอส ซึ่งถูกระเบิดไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่บริเวณนี้มีกำแพงเตี้ยๆ ที่แบ่งเขตระหว่างโซนอเมริกาและโซนโซเวียต ตามแนวถนนพรินซ์-อัลแบรคกต์สตราส (เปลี่ยนชื่อมาเป็นนีเดอร์เคิร์ชเนอร์สตราส) อยู่เดิม แล้วอาศัยแนวกำแพงดังกล่าวจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา

นิทรรศการครั้งแรกที่จัดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 750 ปี กรุงเบอร์ลิน ซึ่งพาย้อนอดีตไปภายใต้หลังคาของหน่วยเกสตาโป ที่มีบรรดานักโทษการเมืองทั้งหลายถูกทรมานและสังหารจำนวนมากโดยมีหลักฐานมากมาย ส่วนหนึ่งได้จากการขุดค้นพบในบริเวณนี้เอง โดยในตอนนั้นเป็นการจัดแสดงในเยอรมนีตะวันออก ก่อนที่ในปี 1992 หลังการรวมตัวกันของเยอรมนี มีการก่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรขึ้น แต่มีปัญหาด้านการระดมทุน กว่าจะเสร็จสิ้นก็ปาเข้าไปในปี 2010 โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวาระครบรอบ 65 ปี สงครามโลกครั้งที่ 2

 

ดูนาซีแล้วก็ต้องไปดูยิว ที่ “อนุสรณ์แห่งการสังหารหมู่ยิวในยุโรป” (Memorial to the Murdered Jews of Europe หรือ Denkmal fur die ermordeten Juden Europas) หรือรู้จักกันในนามอนุสรณ์แห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust Memorial หรือ Holocaust-Mahnmal) ประกอบขึ้นด้วยเสาคอนกรีตสีดำจำนวน 2,711 ต้น และพิพิธภัณฑ์ใต้ดิน (Place of Information หรือ Ort der Information) ที่บรรจุรายชื่อของชาวยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยน้ำมือนาซีราว 3 ล้านชื่อ อ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์ ยาด วาสเชม ในอิสราเอล

อนุสรณ์สถานที่เริ่มสร้างบริเวณตอนใต้ของประตูบรานเดนบวร์ก ในปี 2003 แล้วเสร็จในปี 2004 และเปิดอย่างเป็นทางการในอีกปีถัดมา ในวาระครบ 60 ปี แห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ปิดท้ายทัวร์เบอร์ลินวันนี้ที่ “โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์ม” (Kaiser Wilhelm Memorial Church หรือ Kaiser-Wilhelm-Gedachtniskirche) โบสถ์โปรเตสแตนต์จากศตวรรษที่ 19 ที่นับเป็นศูนย์กลางของโบสถ์คริสต์ในนิกายเดียวกันของกรุงเบอร์ลิน บรานเดนบวร์ก และยุโรปกลาง ตั้งอยู่บนถนนคูร์ดามม์ (Kurfürstendamm) อเวนิวที่โด่งดังที่สุดในกรุงเบอร์ลิน ในจัตุรัสไบรต์ไชด์พลัตซ์ (Breitscheidplatz)

โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์ม สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1890 และก็กลายเป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกแห่ง โดยถูกระเบิดเสียหายในปี 1943 และมีความพยายามจะบูรณะขึ้นหลังสงครามในปี 1947 แต่ท้ายที่สุด ด้วยความเสียหายเกินเยียวยา ทั้งส่วนโบสถ์หลัก ยอดแหลมของโบสถ์ที่ลงมากองอยู่ที่พื้น และหอระฆัง ทำให้มูลนิธิอนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์มลงมติให้สร้างโบสถ์แห่งใหม่ขึ้นเคียงข้างซากโบสถ์เดิม ระหว่างปี 1959-1963 โดยส่วนเก่าก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์โบสถ์ไป โดยยังมีร่องรอยของภาพศิลปะในโบสถ์เดิม ที่เล่าเรื่องราวการขึ้นครองราชย์ของไคเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 1 ให้ชมกันสวยๆ ขณะที่ตัวโบสถ์ใหม่สุดแสนจะโมเดิร์นนั้น ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจแทน

ทุกวันนี้โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์มทั้งเก่าและใหม่ ที่ตั้งอยู่เคียงคู่กันนับว่าบ่งบอกบุคลิกของความเป็นเบอร์ลินได้เป็นอย่างดี ที่นี่คือแลนด์มาร์คสำคัญของเบอร์ลินฝั่งตะวันตก ที่ชาวเบอร์ลินเนอร์ตั้งชื่อให้แบบขำๆ ว่า “โบสถ์ฟันหลอ” (der hohle Zahn) ตามลักษณะของโบสถ์แห่งใหม่ที่ดูเป็นซี่ๆ เว้าๆ แหว่งๆ นั่นเอง

โกตากีนาบาลู ลองไปดูแล้วจะดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 09:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550154

โกตากีนาบาลู ลองไปดูแล้วจะดี

เมื่อเอ่ยชื่อประเทศมาเลเซียปุ๊บ หลายคนก็แอบคิดไปว่าประเทศนี้ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลย เคยไปเที่ยวมาก็หลายครั้งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกัวลาลัมเปอร์ที่ดูแล้วก็ไม่ต่างจากกรุงเทพมหานคร ข้ามไปเที่ยวเกาะปีนังก็มีแต่แหล่งช็อปปิ้ง หรือไปขึ้นเขาเก็นติ้งก็เฉยๆ หรือจะไปเที่ยวมะละกาก็ดูจะธรรมดาไปแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่รู้สึกแบบนั้นอยากให้ลองเปิดใจอีกครั้ง เพราะมาเลเซียไม่ได้มีแค่ส่วนที่ติดกับประเทศไทย แต่คนส่วนใหญ่อาจจะหลงลืมไปว่าประเทศนี้มีอีกซีกหนึ่งตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ดังนั้นใครที่คิดว่ารู้จักมาเลเซียดี แต่ยังไม่เคยเดินทางมาซีกนี้ คงต้องเปลี่ยนความคิดและมุมมองใหม่
การเดินทางไปประเทศมาเลเซียในซีกที่อยู่บนเกาะบอร์เนียวครั้งนี้ เป้าหมายของเราคือการไปทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในรัฐซาบะห์ หนึ่งในสองรัฐของมาเลเซียที่ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว อีกรัฐหนึ่งก็คือรัฐซาราวะก์ ถ้าได้มีโอกาสกลับอีกครั้งจะไปเยือนรัฐนี้แน่นอน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีสายการบินใดบินตรงจากประเทศไทย หนึ่งในวิธีการสะดวกที่สุดคือบินสองต่อด้วยสายการบินโลว์คอสต์ เพราะมีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังเมืองโกตากีนาบาลูเมืองเอกของรัฐซาบะห์มากที่สุด เบ็ดเสร็จแล้วออกจากประเทศไทยประมาณเจ็ดโมงเช้าไปถึงที่หมายประมาณบ่ายสองโมงกว่า

ด้วยความที่มาเลเซียขับรถพวงมาลัยขวาเหมือนไทย อีกทั้งราคาน้ำมันที่นี่ก็ถูกแสนถูกและยังมีถนนหนทางทันสมัย ดังนั้นเราจึงเช่ารถขับเองและจะต้องเตรียมเอกสารใบขับขี่สากลมาให้พร้อม ซึ่งการเช่ารถขับเองสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการเช่ารถพร้อมคนขับ อีกทั้งยังมีอิสระในการเดินทาง แต่เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติตามกฎจราจร เพราะจากการสังเกตคนใช้รถใช้ถนนที่นี่ปฏิบัติตามกฎจราจรและครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัดมากกว่าไทย
เมืองโกตากีนาบาลูคือจุดเริ่มต้นที่ดีของการค้นหาความน่าสนใจในมาเลเซียฝั่งตะวันออก เมืองนี้เป็นเมืองเอกของรัฐซาบะห์ จึงเป็นศูนย์กลางของความทันสมัย มีทั้งโรงแรมที่พักหรูหรา ร้านอาหารหลายระดับ ห้างสรรพสินค้ามากมาย และยังเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินจากต่างประเทศบินลงมากมาย แต่เมืองนี้กลับไม่ได้เก่าแก่เพราะก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 19 นี่เอง เมื่อครั้งที่รัฐซาบะห์ยังมีสถานะเป็นรัฐบอร์เนียวเหนือในการอารักขาของอังกฤษ ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีหอนาฬิกา Atkinson ที่ยังคงเป็นหนึ่งในอาคารเก่าแก่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยอังกฤษปกครอง ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง หอนาฬิกานี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Mr.Atkinson ตัวแทนของฝั่งอังกฤษที่เคยเข้ามาปกครองที่นี่ และเสียชีวิตลงด้วยโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งในขณะนั้นเมืองโกตากีนาบาลูยังใช้ชื่อว่า “Jesselton”

1 ใน 4 ของคนที่อาศัยอยู่ในโกตากีนาบาลูไม่ได้เป็นชาวมาเลเซีย แต่เป็นแรงงานที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวฟิลิปปินส์และชาวอินโดนีเซีย ส่วนชาวมาเลเซียอีก 3 ใน 4 มีเชื้อสายจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ และชนเผ่าต่างๆ ดังนั้นที่นี่จึงมีความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ศาสนาอิสลามยังคงเป็นศาสนาที่ถูกยกให้เป็นอันดับหนึ่ง ที่นี่จึงมีมัสยิดประจำเมืองที่มีความใหญ่โตและสวยงาม ชื่อว่ามัสยิดบันดารายา (Bandaraya Mosque) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่ามัสยิดลอยน้ำ เพราะรอบๆ ถูกขุดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่  ทำให้เกิดเป็นภาพสะท้อนน้ำที่สวยงามของกลุ่มอาคารมัสยิดสีฟ้า และจะยิ่งสวยงามที่สุดในยามพระอาทิตย์ตก
สิ่งที่ทำให้ความเป็นพหุสังคมหรือสังคมที่ประกอบไปด้วยกลุ่มชนหลากหลาย แตกต่างไปจากมาเลเซียฝั่งตะวันตก ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียเป็นหลัก ก็คือที่รัฐซาบะห์ประกอบไปด้วยชนเผ่าพื้นเมืองมากถึง 40 ชนเผ่า พวกเขาอาศัยอยู่บนเกาะบอร์เนียวมาตั้งแต่โบราณ แต่ปัจจุบันการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ถ้าอยากจะเห็นต้องมาที่หมู่บ้านวัฒนธรรมมารีมารี (Mari Mari Cultural Village) ที่นี่รวบรวมและจัดแสดงวิถีชีวิต 5 ชนเผ่าหลัก ได้แก่ เผ่ารุงกุส (Rungus) และเผ่ากาดาซัน ดูซุน (Kadazan Dusun) สองชนเผ่าที่มีความเชี่ยวชาญในการทำนา ชนเผ่าบาจาว (Bajao) ฉายาคาวบอยและยิปซีแห่งท้องทะเล ชนเผ่าลุนดายา (Lundayeh) ฉายานักจับปลาผู้เก่งกาจแห่งท้องทะเล และชนเผ่ามูรุท (Murut) เผ่านักล่าหัวมนุษย์แห่งบอร์เนียว ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ล่าแล้ว ที่นี่จัดแสดงวันละ 3 รอบ แต่ละรอบจะมีเจ้าหน้าที่พาชมและอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ แถมยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีประสบการณ์การใช้ชีวิตในมุมต่างๆ ที่น่าสนใจของชนเผ่า

การพิชิตยอดเขากีนาบาลู ความสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 4,095 เมตร เป็นเป้าหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามวันในการปีนเขา ต้องลงะเบียนกับอุทยานล่วงหน้าเป็นระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งมีค่าธรรมเนียมและค่าบริการเบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทขึ้นไป และที่สำคัญร่างกายต้องฟิต ไม่เป็นโรคต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นที่สูง แต่ถ้าคุณมีความไม่พร้อมทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ยังสามารถแวะมาเที่ยวชมที่อุทยานกีนาบาลูได้ ที่นี่ตั้งอยู่เชิงเขากีนาบาลู รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์  ซึ่งมีการทำเส้นทางเดินเทรลเทรกกิ้งชมธรรมชาติไว้หลากหลายระดับ ไล่จากยากไปง่าย ไล่จากระยะทางสั้นๆ ไประยะไกลๆ ในวันที่ฟ้าเปิดสามารถมองเห็นยอดเขากีนาบาลูสูงเสียดฟ้าเบื้องหน้าได้ เส้นทางนี้ใครๆ ก็สามารถมาเดินได้ ถ้าได้มาแล้วก็อย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปติดเลนส์ระยะเทเลหรือกล้องส่องทางไกล เพราะตลอดเส้นทางจะเต็มไปด้วยนกป่าสีสันสดใส บินโฉบลงมาทักทายกันแบบใกล้ชิด คนรักนกชอบส่องนกน่าจะชอบที่นี่ เสียค่าธรรมเนียมผ่านประตูเพียง 15 ริงกิต และใช้เวลาขับรถเพียงสองชั่วโมงจากเมืองโกตากีนาบาลู ถ้าหากมีเวลาเหลือก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวเมืองกุนดาซัง (Kundasang) ที่อยู่ใกล้ๆ กัน เมืองนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่สามารถมองเห็นความสวยงามของยอดเขากีนาบาลู และยังเป็นที่ตั้งของฟาร์มโคนมที่มีชื่อเสียงอีกด้วย

ไม่ว่าจะเดินทางไปเที่ยวใกล้ไกลขนาดไหน ตกเย็นแนะนำว่าให้กลับมารับประทานอาหารซีฟู้ดสดๆ กันที่ตลาดฟิลิปีโนที่ตั้งติดกับตลาดปลา ที่นั่นเต็มไปด้วยร้านอาหารซีฟู้ดสดใหม่และราคาถูก จึงเป็นหนึ่งในสีสันยามค่ำคืนของเมืองโกตากีนาบาลู เมืองเอกแห่งรัฐซาบะห์ อีกซีกหนึ่งของประเทศมาเลเซียที่ควรหาโอกาสมาเที่ยวสักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วคุณจะรู้ว่ามาเลเซียกว้างใหญ่กว่าที่เคยรู้จัก และอย่าลืมติดตามชมภาพบรรยากาศการเดินทางได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์หลังเคารพธงชาติ ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32

Japan Origin 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 12:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549509

Japan Origin 5

 หากท่านผู้อ่านมีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าในตารางการเดินทางของท่านจะต้องมีไปวัดหรือศาลเจ้าอย่างแน่นอน ซึ่งหลายท่านก็ปฏิบัติตามธรรมเนียมได้ดี ทั้งล้างมือ บ้วนปาก โยนเหรียญขอพรตบมือ ตามคำแนะนำที่รับทราบกันมา แต่จะมีกี่ท่านที่ทราบว่า อันที่จริงแล้วเทพแต่ละองค์ให้เทพคุณที่แตกต่างกันไป หากอยากจะขอพรในเรื่องใดก็ควรไปให้ถูกที่ถูกองค์ ดังนั้นในวันนี้จะขอแนะนำให้รู้จักกับเทพมหานิยมของคนญี่ปุ่นกันก่อน และไม่ใช่เทพองค์เดียว แต่มากันเป็นทีมที่คนญี่ปุ่นเรียกหา

กันว่า Shichi Fukujin หรือ เจ็ดเทพแห่งความสุข อันประกอบไปด้วย 6 เทพ และ 1 เทพี เทพทั้งเจ็ดนั้นเกิดขึ้นจากแนวคิดเดียวกับคณะเทพโป๊ยเซียนของจีน ส่วนที่มาของเหล่าเทพนั้นก็มาจากความเชื่อของประเทศจีน อินเดีย และเทพพื้นเมืองของญี่ปุ่นจากการสืบค้นข้อมูลนั้นผู้ที่คิดรวมคณะเทพทั้งเจ็ดองค์นี้ คือ พระภิกษุชาวญี่ปุ่นชื่อว่า เท็งเคอิ Tenkei แห่งวัดคิตะอิน เมืองคาวะโกเอะ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อของสมัย Azuchi Momoyama และ Edo หลวงพ่อเท็งเคอิมีบทบาทสำคัญในกองกำลังของโชกุนโตกุกาวา อิเอยาสุ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่าง โชกุนในเอโดะ และราชสำนักในเกียวโต ซึ่งครั้งหนึ่งหลวงพ่อเท็งเคอิได้แสดงปรัชญาแก่โชกุนไว้ว่า หลักแห่งความผาสุกของมนุษย์โดยทั่วไปนั้นมีเจ็ดประการ คือ ความมีอายุยืน ความมีโชคดี ความนิยม ความไม่มีอคติ ความเอื้อเฟื้อ ความมีเกียรติ และความไม่พยาบาท หากผู้ใดมีคุณสมบัติทั้งเจ็ดประการ ก็ย่อมพบกับความสุขได้อย่างแท้จริง ปรากฏว่าโชกุนเลื่อมใสในคำสอนของหลวงพ่อเป็นอย่างมาก จึงให้หลวงพ่อคัดเลือกเทพเจ้าที่คนญี่ปุ่นนับถือมา 7 องค์จากทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวแทนของคุณงามความดีทั้งเจ็ด ประกอบด้วย

 

เทพีเบนไซเท็น Benzaiten หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เบนเท็น เป็นเทพีองค์เดียวในหมู่เทพแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด มีรูปลักษณ์เป็นสตรีถือบิวะ (พิณของญี่ปุ่น) มีหน้าที่รักษาพระไตรปิฎก รวมทั้งปกป้องผู้ที่ครอบครองพระไตรปิฎก แต่ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อเกี่ยวกับเบนเท็น ให้เป็นเทพแห่งน้ำและผืนดิน ที่มาของเทพองค์นี้คือพระแม่สรัสวดีของฮินดู เข้ามายังประเทศญี่ปุ่นโดยผ่านพุทธศาสนานิกายมหายานในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 13 นอกจากนี้ยังเป็นที่นับถือเหล่าผู้ใช้ศิลปะการแสดง จึงกลายเป็นเทพคุ้มครองเหล่าเกอิชาอีกด้วย และในภายหลังท่านจึงได้รับการนับถือในฐานะเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ

เทพไดโคคุ Daikoku มีรูปลักษณ์เป็นชายอ้วนลงพุงใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสสวมหมวกมือถือค้อนตะลุมพุก และอีกข้างหนึ่งจะแบกถุงใส่สมบัติใบใหญ่ ว่ากันว่าหากสั่นตะลุมพุกเมื่อไหร่เงินทองจะไหลมาเทมา ที่มาของเทพองค์นี้มีที่มาจาก

 

พระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธมหายาน คือ พระมหากาล ซึ่งท่านเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและร่ำรวย

เทพเอบิสุ Ebisu มีรูปลักษณ์เป็นชายสวมหมวกทรงแหลม มือข้างหนึ่งถือคันเบ็ดและอีกข้างมาพร้อมกับปลาไทตัวยักษ์ ที่มาของเทพองค์นี้ไม่แน่ชัด บางตำนานเล่าว่าเป็นลูกชายของเทพไดโคคุ และในบรรดาเทพเจ้าทั้งเจ็ด เทพเอบิสุเป็นเทพดั้งเดิมของญี่ปุ่นเพียงองค์เดียว และเป็นที่นิยมบูชากันมากในแถบโอซากา และแหล่งอุตสาหกรรมการประมง ท่านจึงได้รับการเรียกขานเป็นเทพเจ้าแห่งการประมงและการค้าขาย

เทพฟุคุโรคุจู Fukurokuju มีรูปลักษณ์เป็นชายแก่หนวดยาว หน้าผากสูง และใส่ชุดจีนยาวมักมีสัตว์มงคลข้างกาย เช่น นกกระเรียน กวาง หรือเต่า ซึ่งสัตว์เหล่านี้ทางความเชื่อของจีนล้วนแต่เป็นตัวแทนของความมีอายุยืนทั้งสิ้น ดังนั้นเทพองค์เปรียบได้กับเทพ ซิ่ว ในกลุ่มเทพ ฮก ลก ซิ่ว ของจีน ซึ่งการเกิดของเทพฟุคุโรคุจูนั้น เกิดจากการรวมกันของพร 3 ประการ คือ

 

Fuku ความสุข Roku ทรัพย์สมบัติ และ Ju อายุยืน ท่านจึงได้รับการนับถือในฐานะเทพผู้ประทานพรให้มีอายุยืนยาว นอกจากนี้ท่านยังสามารถบันดาลให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองและข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ด้วย

เทพแห่งปัญญา จุโรจิน Jurojin ท่านเป็นลูกชายของเทพฟุคุโรคุจู มีรูปลักษณ์เป็นชายร่างเล็กเตี้ย ศีรษะใหญ่ ถือไม้เท้ายาวที่มีสมุดเล่มเล็กๆ เอาไว้คอยจดอายุขัยของบรรดาสรรพสัตว์ในโลกนี้ห้อยไว้ มีกวางอยู่ข้างกาย นอกจากนี้ยังโปรดเหล้าสาเก และดื่มเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเมา จึงเป็นที่นับถือของคนที่มีอาชีพต้มเหล้า ผลิตเหล้า เวลาไหว้ท่านก็ต้องมีเหล้าสาเก เชื่อว่ารับอิทธิพลจากเทพอายุยืนยาวที่รับมาจากจีน

เทพบิชามอน Bishamon มีรูปลักษณ์เป็นชายใส่ชุดเกราะนักรบ ใบหน้าดุดันเคร่งขรึม ถืออาวุธในมือข้างหนึ่ง และถือเจดีย์อีกข้างหนึ่ง เป็นเทพที่รับมาจากอินเดีย (บางครั้งก็เรียกว่าบิชามอนเทน) เป็นเทพนักรบและผู้ลงทัณฑ์ความชั่วร้าย

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นเทพแห่งทรัพย์สมบัติ ว่ากันว่าท่านเป็นเทพที่สามารถประทานโชคลาภ 10 ประการ รวมทั้งทรัพย์สินเงินทอง ท่านจึงเป็นเทพแห่งสงคราม ที่พิทักษ์ความดีและบันดาลความสงบสุขด้วย

 

เทพโฮเตอิ Hotei มีรูปลักษณ์เป็นชายรูปร่างอ้วน แก้มยุ้ย ใบหน้ายิ้มแป้นตลอดเวลา ในมือถือพัด สะพายย่ามใบใหญ่ เล่ากันว่าย่ามใบนี้ใส่ของได้ไม่มีวันเต็ม ที่มาของเทพองค์นี้คือพระศรีอริยเมตไตรยของจีน มักตั้งบูชาเอาไว้ที่บริเวณทางเข้าร้านค้าเชื่อว่าช่วยให้ทำมาค้าขายดี เป็นเทพแห่งความสุขและความรู้จักพอ

เมื่อหลวงพ่อเลือกเสร็จจึงให้จิตรกรนามว่า คาโนะ ผู้มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้นวาดภาพเทพเจ้าทั้งเจ็ดรวมเป็นคณะเดียวกัน ซึ่งท่านโชกุนชื่นชอบมาก จึงให้เผยแพร่ไปทั่วญี่ปุ่นและบูชามาถึงปัจจุบัน เพราะความเชื่อนี้จึงมีการสร้างศาลเจ้าสำหรับเทพคณะนี้ขึ้นโดยเฉพาะ ในเทศกาลมงคลหรือวันขึ้นปีใหม่

คนญี่ปุ่นนิยมให้มอบของขวัญที่เกี่ยวกับเทพแห่งความสุของค์ใดองค์หนึ่งหรือทั้งเจ็ดองค์ให้แก่กัน และหนึ่งในของขวัญที่นิยมคือภาพเทพเจ้าทั้งเจ็ดประทับในเรือ เรียกว่า Takarafune หรือ เรือมหาสมบัติ โดยมีเรื่องเล่าว่าเทพทั้งเจ็ดนำเรือมหาสมบัติมาสู่โลกมนุษย์ทุกวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมว่า ในคืนวันที่สองของปีใหม่ ใครนำรูปเรือมหาสมบัติไว้ใต้หมอนแล้วหนุนนอน จะพบกับความโชคดีตลอดทั้งปี และในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่จะมีการแสวงบุญวิหารเทพแห่งความสุขทั้งเจ็ด Shichi Fukujin Meguri โดยจะเดินทางออกไปไหว้บูชาขอพรเหล่าเทพและสะสมตราประทับ Shuin จากแต่ละศาลเจ้าในสมุดที่มีชื่อเรียกว่า Shuincho ซึ่งเป็นอีกธรรมเนียมที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย

อยากหยุดเวลาที่ห่าซาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 15:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549403

อยากหยุดเวลาที่ห่าซาง

จังหวัดห่าซางคือจังหวัดที่ตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศเวียดนาม คนเวียดนามทางใต้มักจะออกเสียงชื่อจังหวัดนี้ว่า “ห่ายาง” ที่นี่รายล้อมด้วยขุนเขาและภูมิประเทศแปลกตา อีกทั้งยังมีหลากสีสันของชนเผ่า เย้ายวนให้พวกเราเดินทางมาค้นหาเสน่ห์บนเส้นทางที่ไม่ได้สะดวกสบาย แต่มากมายด้วยประสบการณ์ดีๆ ที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ อยากรู้แล้วสิว่าที่นี่มีอะไรดี ออกเดินทางไปกับพวกเราทีมงานโลก 360 องศาด้วยกัน

ห่าซางเคยเป็นจังหวัดด้อยพัฒนาที่สุดของประเทศ เพราะเป็นเขตห่างไกลความเจริญและยากลำบากในการเดินทาง ดังนั้นที่ผ่านมาความศิวิไลซ์ของโลกยุคใหม่จึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนเปลี่ยนแปลงผู้คนที่นี่ ภาพของวิถีเกษตรกรรมแบบพึ่งพาแรงงานสัตว์ ไปจนถึงภาพของเด็กสาววัยแรกรุ่นกำลังเลี้ยงลูกวัยแบเบาะ ยังคงธรรมเนียมปฏิบัติและวิถีชีวิตของผู้คนชนเผ่าในแถบนี้   แต่อีกไม่นานสิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตพุ่งทะยานของประเทศจีน ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งกำลังพัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมเศรษฐกิจมายังจังหวัดนี้ นี่เองที่ทำให้ห่าซางเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ควรค่าในการเดินทางมาทำความรู้จักเสียก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากนี้

เมืองห่าซางคือศูนย์กลางการบริหารและปกครอง เมืองนี้ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่สิบปี เพราะไม่ไกลจากที่นี่คือหนึ่งในด่านพรมแดนสำคัญประตูการค้าสู่มณฑลยูนนานประเทศจีน แต่สำหรับนักเดินทางผู้รักการผจญภัยแล้ว เมืองนี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนที่มีภูมิประเทศสวยงามแปลกตา และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ควรค่าอย่างยิ่งที่จะมาเยือน โดยมีถนนหมายเลข 4 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่เมืองห่าซาง จะพาเราไปยังเส้นทางที่ค่อยๆแคบลง สูงชันและคดเคี้ยวมากขึ้น จนกระทั่งไต่ระดับความสูงไปจนถึงระดับ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ซึ่งว่ากันว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเวียดนาม

เดินทางออกจากตัวจังหวัดห่าซางได้ไม่นาน รถยนต์ของเราก็ต้องเร่งเครื่องเต็มกำลังฝ่าเนินเขาและโค้งหักศอก จนกระทั่งมาหยุดตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นช่องเขาเล็กๆ เพื่อให้ถนนตัดผ่าน จุดนี้มีชื่อว่า “Heaven Gate หรือประตูสวรรค์” เพราะผ่านพ้นช่องเขานี้ไป เบื้องหน้าคือทิวทัศน์ตระการตาของภูเขาหินปูนที่ดูงดงามราวภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ถัดไปไม่ไกลจากที่นี่คือจุดชมวิวเมืองก่วนบ่ะ (Quan Ba) สามารถมองลงไปเห็นเมืองทั้งเมือง เรียงรายด้วยกระเบื้องมุงหลังคาสีแดงสลับกับสีเขียวและสีเหลืองของแปลงผักและนาข้าว ใกล้ๆ กันยังมองเห็นภูเขาหินปูนทรงกรวยคว่ำ รูปทรงสมมาตร 2 ลูกติดกัน มีชื่อเรียกว่านุยโด่ย (Nui Doi) หรือแปลได้ว่าภูเขาอกนางฟ้า

เมื่อขับรถผ่านพ้นเมืองก่วนบ่ะได้ไม่นาน บรรยากาศเขียวขจีของต้นไม้สองข้างทาง ก็ถูกแทนที่ด้วยภูมิประเทศที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่หินโผล่พ้นจากพื้นดิน ที่นี่คือส่วนหนึ่งของอุทยานทางธรณีวิทยาที่ราบสูงด่งวาน (Dong Van Karst Plateau Geopark) มีอายุเก่าแก่นับล้านปีและมีซากฟอสซิลแทรกอยู่ในหินจำนวนมาก ซึ่งบางช่วงที่ถนนตัดผ่านสองข้างทางมองไปทางไหนก็มีแต่หินจนแทบจะไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นเลย แต่เชื่อหรือไม่ว่าชนเผ่าม้งที่อาศัยอยู่ที่นี่เพียรพยายามในการเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติ ด้วยการลงแรงขุดไถจนพอจะมีที่ว่างให้เพาะปลูกได้อย่างน่าทึ่ง

ท่ามกลางภูมิประเทศที่มีแต่หินใครจะเชื่อว่าจะเป็นที่ตั้งของเมืองด่งวานที่เพียบพร้อมด้วยโรงแรมที่พักชั้นดีและร้านอาหารมากมาย เมืองนี้ในอดีตเคยเป็นฐานบัญชาการของกองทัพฝรั่งเศสเพื่อปกป้องการรุกรานจากจีน แต่ปัจจุบันเมืองนี้กลายเป็นเขตปกครองพิเศษที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งสินค้าไปสู่ประเทศจีน ซึ่งมีพรมแดนห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร และไม่ไกลจากพรมแดนยังเป็นที่ตั้งของจุดเหนือสุดของประเทศเวียดนาม และหอธงชาติหลุงกู๋ (Lung cu) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองด่งวาน

ถนนหมายเลข 4 ช่วงเส้นทางระหว่างเมืองด่งวานไปเหมี่ยวแวค (Meo Vac) คือช่วงที่ทั้งสวยงามที่สุดและอันตรายที่สุด เพราะถนนช่วงนี้เลาะเลียบหน้าผาของหุบเขามาปิเล็ง (Ma Pi Leng) ซึ่งมีความลึกและสูงชันที่สุดในเวียดนาม กว่าถนนสายนี้จะสร้างเสร็จก็ต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางที่ผ่านหุบเขาแห่งนี้ก่อสร้างยากลำบากที่สุด แต่เชื่อหรือไม่ผู้คนเรียกขานถนนช่วงนี้ว่า “ถนนแห่งความสุข” (Happiness Road) เพราะในอดีตการสัญจรที่นี่ลำบากเพราะภูมิประเทศสูงชันและต้องอ้อมไปใช้เส้นทางอื่น เมื่อทราบว่าจะมีการสร้างถนนที่นี่ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันมาช่วยสร้างถนนช่วงนี้ ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากและต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการก่อสร้าง แต่เมื่อถนนสายนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่ด่งวานและเหมี่ยวแวคก็สามารถไปมาหาสู่สะดวกสบายขึ้น และที่สำคัญที่นี่ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้ผู้คนมาชื่นชมความงดงามของหุบเขามาปิเล็งได้ง่ายขึ้น

ประเทศเวียดนามใครยิ่งมาก็ยิ่งหลงรักประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางตอนเหนือของประเทศ เป็นดินแดนที่มีทั้งภูมิประเทศสวยงามและมีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์หาชมได้ยากยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่สำหรับนักเดินทางที่รักการผจญภัยจากทั่วโลกแล้ว ทางตอนเหนือของเวียดนามคือหมุดหมายสำคัญที่จะต้องมาเยือนให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่เหมาะจะมาเที่ยวที่นี่คือเดือน ต.ค.ไปจนถึง ก.พ.ของทุกปี เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวข้าวบนนาขั้นบันได อากาศเย็นสบายๆ ส่วนช่วงฤดูใบไม้ผลิก็มีดอกไม้หลากสีสันและเทศกาลเฉลิมฉลองที่หลากหลาย และอย่าลืมติดตามชมภาพสวยๆ และเรื่องราวที่น่าสนใจของจังหวัดห่าซางได้ทางรายการโลก 360 องศา ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 วันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ

สถานีบางพลูถึงตลาดบางใหญ่ เที่ยวได้แต่เช้าจรดเย็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 14:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549385

สถานีบางพลูถึงตลาดบางใหญ่ เที่ยวได้แต่เช้าจรดเย็น

โดย กั๊ตจัง

ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงมีสถานีที่เป็นจุดขึ้นลงหลักอยู่สถานีหนึ่ง ก็คือสถานีบางพลูและสถานีตลาดบางใหญ่ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งของกินและสินค้าช็อปปิ้งมากมายในย่านนี้

เริ่มต้นการเดินทางเราไปที่ตลาดบางใหญ่ โดยใช้รถไฟฟ้าสายสีม่วงหากเดินทางจากตัวเมืองให้ใช้รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ลงที่สถานีบางซื่อ แล้วขึ้นรถไฟฟ้าต่อจากสายสีม่วงไปยังสถานีตลาดบางใหญ่ เพื่อเดินเที่ยวตลาดบางใหญ่เพื่อซื้ออาหารทะเลราคาถูก

ถูกขนาดที่เรียกได้ว่าเกือบจะเท่าๆ กับซื้อที่สะพานปลาเลยก็ว่าได้ แต่ว่าแนะนำให้ไปกันแต่เช้าครับ เพราะของหมดเร็ว รอบตี 4-5 เป็นเวลาของพ่อค้าแม่ค้าจะมาซื้อไปประกอบอาหารขาย หลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของประชาชนทั่วไปมาเดินเลือกซื้อ ซึ่งจะเป็นอีกราคาหนึ่งที่แพงกว่าแต่ไม่มาก

แล้วถ้าไปถึงสายละเราจะทำอย่างไร ผมแนะนำให้เปลี่ยนมาลงที่สถานีบางพลูก่อน แล้วนั่งรถแท็กซี่ไม่เกิน 100 บาท เพื่อมาตลาดพระราม 5 อีกแหล่งหนึ่งที่ขายอาหารทะเลแถมมีหลายร้านบริการปิ้งย่าง พร้อมน้ำจิ้มให้เสร็จสรรพ ระหว่างทางยังผ่านวัดสวนแก้ว ที่มีบรรยากาศน่าเดินเที่ยว ร่วมทำบุญและซื้อหาสินค้ามือสองสภาพสวยๆ กลับไปใช้ที่บ้าน

จะว่าไปแล้วหากเทียบสินค้ามือสองของวัดสวนแก้วกับสินค้ามือสองญี่ปุ่น สินค้าของวัดสวนแก้ว สินค้าของวัดสวนแก้วจะมีคุณภาพที่ดีกว่าเพราะผ่านมือช่างซ่อมมาให้เรียบร้อย ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าที่วัดสวนแก้วนอกจากจะเป็นที่รับของเหลือใช้ของประชาชนที่นำมาทำบุญแล้ว ยังมีเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพให้คนยากจนได้มีอาชีพติดตัว

ของใช้หลายๆ อย่างที่วัดสวนแก้ว โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี ไมโครเวฟ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จากขยะที่เจ้าของนำมาให้วัดสวนแก้วก็ถูกแยกชิ้นส่วนนำมาประกอบเป็นเครื่องใหม่ใช้งานได้แล้วขายเพื่อนำเงินเข้าวัด และเป็นทุนการศึกษาแก่ผู้ยากไร้

ไม่นับรวมเฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ในบ้านสภาพดีที่เหมาะกับการซื้อไปแต่งร้าน แต่งบ้านในสไตล์ของเก่า ของโบราณก็เท่ไม่หยอก เห็นร้านกาแฟเก๋ๆ สไตล์เรโทร ใน จ.นนทบุรี อาจจะมีหลายๆ ชิ้นที่ซื้อจากวัดสวนแก้วก็เป็นไปได้

ออกจากวัดสวนแก้วกลับมาที่สถานีรถไฟฟ้า เพื่อต่อไปยังตลาดบางใหญ่ คราวนี้เป้าหมายอยู่ที่เซ็นทรัลเวสต์เกต ศูนย์การค้าที่น่าเดินเที่ยวและซื้อของที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในย่านตะวันตก ซึ่งไม่เพียงแต่เราจะได้เดินเที่ยวเซ็นทรัลเท่านั้นแต่ยังได้เดินเที่ยวอิเกีย ศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์จากสวีเดน ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ในที่เดียว แนะนำว่าคุณอาจจะต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงเพื่อเดินให้ทั่วทั้ง 2 ที่

ลงสถานีตลาดบางใหญ่ แล้วเดินสกายวอล์กเข้ามาที่เซ็นทรัลเวสต์เกตได้เลย เมื่อเข้ามาก็จะเห็นได้ว่าเป็นศูนย์การค้าที่ออกแบบมาให้มีพื้นที่ส่วนกลางเป็นสวนหย่อมและลานน้ำพุขนาดใหญ่ อยู่ทั่วศูนย์ให้ลูกค้าได้เดินเที่ยวถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะ แต่จุดที่สวยงามไม่เปลี่ยนแปลงและดูเป็นไฮไลต์ของที่นี่ก็คือลานน้ำพุเต้นระบำขนาดใหญ่ มีแสงสีเสียงตระการตา ถ้าโชคดีอาจจะได้เข้าร่วมกิจกรรมสนุกๆ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนี่เซ็นทรัลเวสต์เกตโดยเฉพาะ

ถัดจากโซนเซ็นทรัลก็มาต่อกันที่อิเกีย ที่ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงบางนาก็หาซื้อของแต่งบ้านสวยๆ จากที่นี่ได้ แต่ถ้าเทียบสองสาขา อิเกียบางนาจะกว้างมีจุดนั่งเล่นและน่าเดินมากกว่า แต่ที่บางใหญ่ก็ออกแบบพื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เดินวนขึ้นลงระหว่างชั้นให้ลูกค้าได้เดินดูสินค้าจนครบ ที่น่าซื้อของก็มีอยู่หลายชิ้น โดยเฉพาะนาฬิกาแขวน โคมไฟแอลอีดี และเครื่องใช้ในครัว จะมีราคาถูกน่าซื้อกลับมาก

ถ้าซื้อเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ แต่มารถไฟฟ้าแล้วขนกลับไม่ไหวก็ใช้บริการส่งกลับบ้านเสียค่าขนส่งประมาณ 500-1,000 บาท ไม่เกิน 1 สัปดาห์ของก็ส่งถึงบ้านให้ไปฝึกทักษะการประกอบของกัน

ก่อนกลับบ้านด้วยรถไฟฟ้า คุณอาจจะเลือกเที่ยวต่อตอนเย็นด้วยการนั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงไปลงที่เกาะเกร็ด สถานีสะพานพระนั่งเกล้า เพื่อข้ามไปยังเกาะเกร็ด เดินเที่ยวชมร้านค้า ร้านอาหาร บ้านเรือนเก่าแก่ของคนในชุมชน หรือจะเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะเป็นอันปิดทริปตะลอนเที่ยวตามรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ยังเหลืออีกหลายที่ที่ น่าเดินทางอย่างมาก

‘ดิออคโทเบอ’ เสิร์ฟอาหารเติมพลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549354

‘ดิออคโทเบอ’ เสิร์ฟอาหารเติมพลัง

โดย ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ถ้าเราเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า…คงใช้ได้ไม่บ่อยครั้งกับมนุษย์เงินเดือน หรือพนักงานออฟฟิศในสังคมเมืองหลวงที่อยากพักกายพักใจ เดินทางเที่ยวป่า ภูเขา หรือทะเล

แต่ถ้าอยากบรรเทาอาการที่เหนื่อยล้าจากงาน เชื่อว่าเพียงแค่ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ เครื่องดื่มเย็นๆ กับกลุ่มเพื่อน หลังเสร็จจากเวลางาน ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า แม้จะมีเปิดให้บริการมากมายตลอดทั้งแนวรถไฟฟ้า แต่มีร้านหนึ่งที่พิเศษและอยากแนะนำมนุษย์เงินเดือน รวมทั้งผู้ที่อยากเติมพลังกายพลังใจด้วยอาหารที่อร่อย รสชาติถูกปาก หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการสู้กับงานตลอดทั้งวันได้ไปลิ้มลอง

“ดิ ออคโทเบอ คาเฟ่บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์” เปิดให้บริการอยู่หน้าซอยกรุงธนบุรี 2 ถนนกรุงธนบุรี กรุงเทพมหานคร ใกล้กับทางลงสถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ ทางออกที่ 2 ซึ่งร้านแห่งนี้มีเมนูอาหารให้เลือกสรรกว่า 100 เมนู และเครื่องดื่มต่างๆ กว่า 40 ชนิด

พลัง คุณทรัพย์สถิต เจ้าของร้าน “ดิ ออคโทเบอ” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำร้านเพื่อตอบโจทย์และมอบความสุขให้กับกลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศ นักศึกษา ผู้อาศัยคอนโดมิเนียมในย่านนี้ และกลุ่มครอบครัว ที่สามารถเดินทางมานั่งรับประทานอาหาร สังสรรค์ หรือแวะพักเหนื่อยในช่วงเวลาหลังเลิกงาน

เริ่มต้นแนะนำเมนูที่ได้รับความนิยม คือข้าวไข่ข้นแกงกะหรี่ชีสหมูทงคัตสึ ที่มีไข่ข้นนุ่มๆ คลุมบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมหมูทงคัตสึ ที่ใช้ส่วนสันคอนำไปหมักกับเครื่องเทศ ก่อนที่ชุบแป้งผสมไข่ และเกล็ดขนมปังนำไปทอด ทำให้มีความกรอบนอก นุ่มใน เคล้าด้วยรสชาติของแกงกะหรี่ที่นุ่มและหอมด้วยส่วนผสมของชีส นม ครีมซอสสูตรพิเศษของทางร้าน และความเผ็ดของพริกป่นละเอียด ซึ่งช่วยให้แกงกะหรี่ที่นี่ต่างจากทั่วไป เพราะจะไม่มีความเลี่ยนของแกงกะหรี่เข้ามาขัดข้องใจ

ส่วนเมนูยอดฮิตในบรรดาสาวๆ วัยทำงานและนักศึกษา คือสปาเกตตีพริกคั่วกุ้งกระเทียม ด้วยกลิ่นของกระเทียมและเครื่องเทศ พริกไทยดำ ที่หอมกรุ่น กุ้งสดตัวใหญ่เนื้อแน่น มาพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรของร้าน ซึ่งเมื่อคลุกเคล้าน้ำจิ้มซีฟู้ดกับเส้นสปาเกตตีก็จะได้รสชาติที่อร่อยไปอีกแบบ

ไม่เพียงแค่นี้ ยังมีอีกหนึ่งเมนูที่พ่อครัวปรุงอยู่เป็นประจำทุกวัน เพื่อตอบสนองออร์เดอร์ของลูกค้าต่างชาติที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านและสั่งอยู่เป็นประจำไม่แพ้เมนูต้มยำกุ้ง คือ เมนูไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ด้วยการที่นำไก่คลุกแป้งบางๆ ทอดด้วยไฟแรง แล้วตักขึ้นมาพักไว้ จากนั้นจึงนำวัตถุดิบเครื่องปรุง ทั้งถั่ว พริกหยวก หอมใหญ่ ต้นหอม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผัดคลุกกับพริกเผา ก่อนที่จะนำไก่กรอบมาคลุกอีกที

ทันทีที่เมนูนี้มาเสิร์ฟตรงหน้า สิ่งที่ช่วยเพิ่มความละมุนและความอร่อยให้กับเมนูนี้ คงจะหนีไม่พ้นข้าวสวยร้อนๆ ที่ช่วยให้เกิดรสชาติที่ลงตัว ประกอบกับไก่กรอบที่เรียกว่ากรอบถึงใจ จึงเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

พลัง กล่าวว่า นอกจากเมนูอาหารจานเดี่ยวแล้ว ยังมีเมนูที่กินเล่นหรือกินแกล้ม เคล้าวงปาร์ตี้ วงสนทนา ที่ได้รับความนิยมคือ พล่าแซลมอนทอด ที่ครบองค์ด้วยรสเปรี้ยว หวาน เค็ม ผสมอย่างลงตัว มีกลิ่นหอมของตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และความกรอบจากแซลมอนทอด ทำให้เมนูนี้เป็นที่นิยมเสิร์ฟขึ้นบนโต๊ะของกลุ่มเพื่อนและกลุ่มครอบครัว

เรียกว่าเมื่อได้ลิ้มลองและเพลิดเพลินกับรสชาติของเมนูอาหารทั้งหมด โดยเฉพาะข้าวไข่ข้นแกงกะหรี่ชีสหมูทงคัตสึ ที่มีรสชาติหอมหวานแตกต่างจากที่อื่น อาการเหนื่อยล้าจากงาน ได้ผ่อนหนักเป็นเบา และแทบจะลืมไปเลยว่าตลอดทั้งวันที่ผ่านมาเราได้ผจญภัยกับงานมาหนักแค่ไหน

ใครที่ผ่านมาตามแนวรถไฟฟ้า หากอยากพักเหนื่อยพร้อมรับประทานฟิวชั่นฟู้ดแบบจัดหนักเต็มอิ่ม ราคาเริ่มต้นที่ 80-200 บาท หรือแวะมานั่งพัก นั่งชิล ดื่มด่ำบรรยากาศและสังสรรค์กับเพื่อนฝูง

ร้าน ดิ ออคโทเบอ จะเปิดให้บริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 16.00-24.00 น. ส่วนวันอาทิตย์จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 12.00-24.00 น.

สงกรานต์ยังชื้นใจ ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 เม.ย. 2561 เวลา 11:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549353

สงกรานต์ยังชื้นใจ ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติหลังเทศกาลสงกรานต์จบบริบูรณ์ทุกพื้นที่ แต่สิ่งที่จะยังอยู่ทุกเมื่อที่ไปคือ เรื่องราวของจุดหมายปลายทาง อย่าง เมืองศรีสัชนาลัย และ เมืองเก่ากำแพงเพชร เมืองแห่งอารยธรรมในอดีตและร่ำรวยความเป็นไทย

ด้วยเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์ใน 2 พื้นที่ ซึ่งสงกรานต์ที่ผ่านมา ทั้งสองเมืองได้จัดงานสงกรานต์ได้งดงามและทำให้คิดถึงรากเหง้าความเป็นไทยได้ชัดเจน

สรงน้ำโอยทานสงกรานต์ศรีสัชนาลัย

สงกรานต์ศรีสัชนาลัยได้จัดขึ้นตามหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2 ซึ่งบ่งบอกถึงวิถีของคนสุโขทัยว่า “คนสุโขทัยมักทรงศีล มักโอยทาน” คำว่า โอย หมายถึง ทำ เมื่อร่วมกับคำว่า ทาน จึงหมายถึง การทำทาน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิถีของชาวสุโขทัยโบราณที่ถูกจารึกไว้ และยิ่งดูขลังเข้าไปใหญ่เมื่อใช้พื้นที่ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เป็นพื้นที่จัดงาน

ความสวยงามต้องยกให้ขบวนแห่ช้างพ่อเมืองมากกว่า 10 เชือก พร้อมขบวนสลากภัตรและเครื่องบวงสรวง เดินแถวอย่างยิ่งใหญ่ผ่านโบราณสถานและไปสิ้นสุดที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ทำให้ภาพที่เห็นประหนึ่งกำลังอยู่ในเหตุการณ์สมัยสุโขทัยที่ปรากฏใหม่อีกครั้ง โดยช่วงสุดท้ายช้างทุกเชือกจะลอดผ่านซุ้มอุโมงค์น้ำมนต์ที่พ่นออกมาจากหัวฉีด ซึ่งหนาเม็ดพอให้หัวเปียก รวมทั้งพี่ป้าน้าอาในขบวนจะเปียกชุ่มเพราะถูกเด็กๆ เฝ้าโจมตีด้วยขันน้ำ สร้างเสียงหัวเราะแต่พองามให้สมเป็นสงกรานต์ศรีสัชนาลัย

เมืองศรีสัชนาลัยเป็นเมืองโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดนางพญา ในเขตกำแพงเมืองศรีสัชนาลัย มีลวดลายปูนปั้นประดับผนังวิหารที่สวยงาม วัดเจดีย์เจ็ดแถว มีสถาปัตยกรรมของเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงศิลปะสุโขทัยอย่างแท้จริง

และ วัดพระปรางค์ (วัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดพระบรมธาตุเมืองเชลียง) ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่าศรีสัชนาลัย ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ ปรางค์ประธาน ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน ภายในพบรอยจิตรกรรมฝาผนังแต่ลบเลือนไปมาก ส่วนด้านหน้ามีวิหารประดิษฐาน พระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชัย ทางขวามีพระพุทธรูปปูนปั้นปางลีลา ทางด้านกำแพงวัดเป็นศิลาและแท่นกลมขนาดใหญ่เรียงชิดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เหนือซุ้มประตูทำเป็นรูปคล้ายหลังคายอด และเหนือซุ้มขึ้นไปเป็นปูนปั้นรูปพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

ทั้งนี้ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยมีเนื้อที่ 28,217 ไร่ และมีโบราณสถาน 283 แห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง

สงกรานต์มงคล ก่อพระทรายน้ำไหล ยิ่งใหญ่พวงมโหตร

จ.กำแพงเพชร จัดงานสงกรานต์ได้ไทยแท้ไม่แพ้กัน ด้วยการหยิบยก “พวงมโหตร” มาเป็นสัญลักษณ์ในการจัดงานบนเกาะกลางแม่น้ำปิง

พวงมโหตร หรือที่ชาวแพร่ น่าน เชียงใหม่ เรียกว่า ตุงไส้หมู หรือที่ชาวลำปางเรียกว่า ช่อพญายอ หรือที่ชาวเชียงรายและลำพูนเรียกว่า ตุงไส้ช้าง แต่สำหรับคนภาคกลางตอนบนหรือภาคเหนือตอนล่างอย่างชาวกำแพงเพชรเรียกว่า พวงมโหตร (พวง-มะ-โหด) มีรูปทรงเหมือนเจดีย์ ทำจากกระดาษว่าวหลากสี ใช้เพื่อบูชาพระพุทธศาสนา

แต่การนี้ถูกนำมาประดับประดานับพันๆ พวงตลอดสะพานที่ทอดข้ามไปเกาะกลางแม่น้ำปิง สร้างสีสันสวยงามยิ่ง แลดูพลิ้วไหวทำให้รู้สึกเย็นใจเมื่อลมพัดพา และสะท้อนภูมิปัญญาแห่งศรัทธาของชาวบ้าน

ปีนี้กำแพงเพชรจัดงานสงกรานต์ใหญ่เป็นพิเศษ เนื่องจากถูกคัดเลือกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคเหนือ ให้เป็นพื้นที่จัดงานสงกรานต์เมืองรอง บนเกาะกลางแม่น้ำปิงหรือชายหาดของชาวกำแพงเพชร สถานที่รวมตัวคนทุกผู้ทุกวัยมาเล่นน้ำดับร้อนกลางแม่น้ำใหญ่ที่ตื้นเขินจนยืนเดินได้ในยามหน้าแล้ง

นอกจากสีสันของพวงมโหตรที่สะดุดตาเป็นอันดับแรกแล้ว สิ่งที่น่าตื่นตาต่อไปคือจำนวนคนมากมายนับไม่ไหวที่กำลังเล่นน้ำกลางลำน้ำปิง โดยบริเวณชายฝั่งมีให้บริการเช่าห่วงยางทั้งแบบห่วงยางธรรมดาและแฟนซี ทำให้กลางลำน้ำมีทั้งฟลามิงโก้ ฉลาม จระเข้ ปลากระเบน และวาฬเพชฌฆาต ลอยละล่องอยู่หลายตัว

ไม่เว้นแม้แต่เจ็ตสกีก็มีให้เห็นจนนึกว่าเป็นทะเลบางแสน แต่ที่เด็ดสุดน่าจะเป็นสไลเดอร์เป่าลมริมชายฝั่งที่มีให้บริการหลายสเตชั่น เป็นที่ถูกอกถูกใจเด็กเล็กและวัยรุ่นให้เล่นกันสนุกสนาน

จากนั้นเมื่อเท้าได้เหยียบเกาะกลางแม่น้ำปิง เวลานั้นก็เท่ากับไปเยือนเกาะศักดิ์สิทธิ์เพราะได้รวบรวมความมงคลไว้หลายประการ ทั้งการสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ที่ชาวกำแพงเพชรเคารพนับถือ สรงน้ำพระประจำวันเกิด และการก่อพระทรายน้ำไหล ซึ่งส่วนใหญ่คำว่า การก่อพระทรายน้ำไหล จะได้ยินในประเพณีวันไหลของชาวชลบุรี ที่กำแพงเพชรนั้นมีลักษณะและวัตถุประสงค์เหมือนกันคือ ในช่วงฤดูแล้งน้ำในแม่น้ำปิงจะลดลงจนมีหาดทราย ชาวบ้านจึงช่วยกันขนทรายนั้นขึ้นมาก่อพระเจดีย์ทรายริมฝั่งแม่น้ำเนื่องในวันสงกรานต์ แต่ที่ต่างออกไปคือ งานนี้มีประติมากรรมทรายฝีมือนักศึกษาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัดช้างรอบ หนึ่งในวัดสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งเป็นการประยุกต์พระเจดีย์ทรายให้เป็นงานศิลปะที่สวยงาม

งานสงกรานต์มงคล ก่อพระทรายน้ำไหล ยิ่งใหญ่พวงมโหตร สามารถดึงดูดคนกำแพงเพชรและนักท่องเที่ยวให้ไปร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้คนเดินทางต่อเนื่องไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดอย่าง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

องค์การยูเนสโกประกาศให้ “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร” (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2534 ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

เมืองกำแพงเพชรตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง มีคูเมืองรอบแนวกำแพง มีป้อมตามมุมกำแพง 4 มุม มีประตูเข้า-ออก 10 ประตู และอีกฝั่งของเมืองกำแพงเพชรมีเมืองโบราณชื่อว่า นครชุม ทั้งสองเมืองเป็นเมืองโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20 โดยเมืองกำแพงเพชรมีลักษณะเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของกรุงสุโขทัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา โดยเฉพาะในการป้องกันข้าศึก จึงเป็นมูลเหตุให้มีการก่อสร้างกำแพงเมืองด้วยศิลาแลงที่แข็งแกร่ง

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรประกอบด้วยโบราณสถานกว่า 80 แห่งทั้งในและนอกกำแพงเมือง โดยโบราณสถานในเขตกำแพงเมืองที่น่าไปยลคือ วัดสิงห์ สิ่งก่อสร้างสำคัญภายในวัดประกอบด้วย พระอุโบสถซึ่งเดิมน่าจะเป็นวิหารแต่ถูกดัดแปลงให้เป็นอุโบสถ มีรูปสิงห์ปูนปั้นแกนศิลาแลง และทวารบาลประดับอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ

วัดพระสี่อิริยาบถ มีความสวยงามและไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเพราะมีมณฑปแบบจตุรมุข แต่ละด้านประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางต่างๆ ได้แก่ ตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปปางลีลา (เดิน) เหนือประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (นอน) ใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย (นั่ง) และตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานอภัย (ยืน)

รวมไปถึง วัดพระนอน ประกอบด้วย ศาลา ห้องน้ำ ห้องส้วม บ่อน้ำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโบราณสถานในเขตอรัญญิก เพราะก่อนที่ประชาชนจะเข้าไปประกอบพิธีกรรมในวัดจะต้องชำระร่างกายให้สะอาดในห้องน้ำ ห้องส้วม โดยใช้น้ำจากบ่อ อีกนัยหนึ่งยังเป็นการกล่าวถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่แยกการใช้ห้องน้ำห้องส้วมออกจากพระภิกษุด้วย

นอกจากนี้ อุโบสถวัดพระนอนยังคงหลงเหลือเสาแปดเหลี่ยม และมีฐานเสมาแปดฐานโดยรอบซึ่งทำมาจากหินชนวน ส่วนภายในวิหารยังปรากฏแนวแท่นอาสนสงฆ์และแท่นประดิษฐานพระประธาน องค์พระประธานชำรุดหักพังหมดแล้ว เหลือไว้เพียงเสาศิลาแลงแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทำให้ฉงนใจว่าคนสมัยสุโขทัยขนย้ายและตั้งให้ตรงได้อย่างไร

อย่างไรแล้ว โบราณสถานในเมืองโบราณกำแพงเพชรไม่มีที่ไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่า วัดพระแก้ว วัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองโบราณ โดยมีการค้นพบฐานที่เชื่อกันว่าเป็นบุษบกประดิษฐานพระแก้วมรกต มีพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ประกอบด้วย พระปางมารวิชัย 2 องค์ และพระไสยาสน์ 1 องค์ ตอนหลังสุดของวัดมีเจดีย์ทรงระฆังฐานสี่เหลี่ยมอยู่ในระเบียงคด เรียกเจดีย์องค์นี้ว่า เจดีย์ช้างเผือก เนื่องจากฐานเดิมเคยประดับช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวโดยรอบจำนวน 32 เชือก และยังมีร่องรอยพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ แต่องค์พระและซุ้มหักพังจนหมดเหลือเฉพาะส่วนพระบาททั้งสองข้าง เรียกพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่เช่นนี้ว่า พระอัฏฐารศ

นอกจากนี้ ภายนอกกำแพงเมืองเก่ายังมีโบราณสถานที่ห้ามพลาด หนึ่งในนั้นคือ วัดช้างรอบ ใช้วิธีการกำหนดอายุจากการเทียบเคียงรูปแบบศิลปกรรมที่เหมือนกับเจดีย์วัดช้างล้อม อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จึงสันนิษฐานได้ว่าเจดีย์วัดช้างรอบสร้างขึ้นราวปลายสมัยพ่อขุนรามคำแหง และต่อมาในสมัยอยุธยามีการซ่อมแซมเจดีย์อีกครั้ง

ข้อมูลจากกรมศิลปากร ระบุว่า วัดช้างรอบตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเนินเขาลูกรังเขตอรัญญิก เมืองกำแพงเพชร สิ่งก่อสร้างสำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ ทำฐานสี่เหลี่ยมล่างสูงใหญ่มีบันไดทั้งสี่เพื่อขึ้นไปถึงลานด้านบน ชานบันไดแต่ละด้านประดับสิงห์และทวารบาลปูนปั้นแต่ชำรุดเสียหายไปจนเกือบหมด และจากบันไดเข้าสู่ลานด้านบนทำเป็นซุ้มประตูหลังคาซุ้มมีเจดีย์ยอดระฆังขนาดเล็กประดับ นับเป็นรูปแบบที่แปลกไม่ปรากฏตามโบราณสถานอื่นๆ ทั้งที่สุโขทัยและกำแพงเพชร

ส่วนผนังของฐานสี่เหลี่ยมล่างประดับรูปช้างปูนปั้นครึ่งตัวจำนวนทั้งสิ้น 68 เชือก ตัวช้างปั้นด้วยปูนแกนในเป็นศิลาแลง หัวและสองขาหน้าโผล่พ้นจากผนังประดับลวดลายปูนปั้นที่แผงคอ กำไลโคนขา และข้อขา ผนังระหว่างช้างแต่และเชือกตกแต่งลายปูนปั้นนูนสูงรูปต้นไม้ แต่ปัจจุบันงานปูนปั้นดังกล่าวชำรุดหลุดร่วงไปมาก ทว่าก็ยังคงความงดงามของความรุ่งเรืองสมัยสุโขทัยได้ประจักษ์ชัดเจน

แม้ว่าทั้งสองสถานที่จะเป็นเมืองโบราณสมัยสุโขทัยและอยู่ในพื้นที่มรดกโลก แต่ยังไม่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเต็มตัวเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเสียมาก ทว่าก็กลายเป็นเสน่ห์ของศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชรที่รอให้คนไทยเข้าไปศึกษาอดีตของตัวเองผ่านของจริงในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สุโขทัยและกำแพงเพชรจัดอยู่ในเมืองรอง ซึ่งทาง ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2561 โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในเมืองรองมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ตามจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก รวมไปถึงรีสอร์ทและโฮมสเตย์ นับเป็นโอกาสอันดีที่ปีนี้จะหาเรื่องเที่ยวให้บ่อยขึ้น

อบ อบ อร่อย น่องไก่อบพริกไทยดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/549289

อบ อบ อร่อย น่องไก่อบพริกไทยดำ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อาหารจานอบสไตล์ไทยๆ มีข้อดีสำหรับแม่บ้านครัวสมัยใหม่ตรงที่ทำได้ง่าย สามารทำไว้ได้ในปริมาณมากๆ ไม่ต้องอาศัย “Skill” งานครัวขั้นเทพทำในการทำอาหารมากนัก รสชาติมักจะออกมาอร่อยได้ไม่ยากเย็น ขอเพียงเข้าใจในหลักการทำอาหารอบๆ เบื้องต้นสักนิดหนึ่ง

ขั้นแรกคือ ต้องเลือกเนื้อสัตว์ที่เข้าท่ากับการอบสักหน่อย ควรเป็นเนื้อในส่วนที่เรียกว่า Red Meat คือ มีส่วนของกล้ามเนื้อแดงที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสัตว์ เช่น น่อง สะโพก สันคอ ยิ่งถ้าติดกระดูกสักหน่อยจะทำให้อาหารจานอบอร่อยยิ่งขึ้น เพราะอาหารจานอบต้องอาศัยMoist heat คือความร้อนและไอน้ำความชื้น ที่เป็นซอสในการอบ รวมทั้งต้องมีเวลาที่ยาวเหมาะสมกับขนาดชิ้นของเนื้อสัตว์นั้นๆ นี่แหละขั้นแรกที่จะทำให้อาหารจานอบนั้นอร่อยเข้าขั้น ถ้าใช้เนื้อสัตว์ส่วนที่เหมาะสำหรับการใช้การปรุงแบบ Flash heat คือ เร็วและไฟแรง อย่างพวกส่วนอก ส่วนสันใน แบบนี้อาหารจานอบจะออกมาแห้งแข็ง ไม่ชุ่มฉ่ำเปื่อยยุ่ยแบบที่เราต้องการเพราะกล้ามเนื้อมันคนละแบบกัน

ถัดมาคือ อบ อบ อร่อย ต้องอาศัยขั้นตอนการปรุงที่เรียกว่า Twice Cooked คือ ต้องจี่หรือทอดก่อนแล้วค่อยเอาไปเคี่ยวในน้ำซอส แบบนี้จะได้รสชาติที่ดีกว่า เพราะกลิ่นหอมๆ จากการทอดเบื้องต้นนั้นจะซึมซาบเข้าชิ้นเนื้อแล้วเกิดการแลกเปลี่ยนรสชาติออกมาเป็นซอสที่อร่อยของอาหารจานอบได้

สุดท้ายคือกระบวนการปรุงรส อยากให้ฝรั่งก็อาศัยเครื่องปรุงเครื่องเทศฝรั่ง อาศัย Mire Poix ที่มีหัวหอมใหญ่เซเลอรี่ แครอต อยากให้จีนๆ หน่อยก็ต้องมีซอสจีน เติมขิง ต้นหอม กระเทียมลงไปพอเหมาะ ถ้าอยากให้รสไทยๆ ก็เช่นกัน เติมเครื่องปรุงที่เป็นตัวบ่งบอกรสชาติ เช่น น้ำปลา กระเทียม พริกไทย รากผักชี และเชื่อหรือไม่ ระดับความร้อนในการผัดเครื่องปรุงเครื่องเทศนี้ก็สำคัญ อย่างไทยๆ เราต้องผัดให้เหลืองหอมแล้วค่อยๆ เคี่ยวไป ส่วนฝรั่งเขาจะผัดที่ความร้อนน้อยๆ แต่ใช้เวลานานๆ เรียกว่า Sweat จนหัวหอมใสไล่ความหวานออกมาในน้ำซุป

สำหรับสูตรของเราในฉบับนี้ เป็นสูตรที่ผู้เขียนอยากเล่าให้คุณผู้อ่านฟังว่า เดิมทีเป็นสูตรไก่อบที่ทำให้ลูกๆ ที่บ้านรับประทาน แต่ด้วยสูตรเดียวกัน เพิ่มเพียงแค่ส่วนผสม 1 อย่างเท่านั้น รสชาติแตกต่างจากเดิมจนเกิดเป็นอาหารจานใหม่ๆ ขึ้นมา เรียกว่าจากไก่อบเด็กๆ กลายเป็นไก่อบสูตรผู้ใหญ่ เพราะใช้พริกไทยดำเป็นตัวปรับรสชาติ ให้หอมเผ็ดร้อนมากขึ้น

ความหอมของพริกไทยดำในไก่อบนี้เติมลงไปในขั้นตอนการผัดเครื่อง ใช้น้ำมันและความร้อนเป็นตัวเรียกความหอมของพริกไทยดำที่โขลกใหม่ๆ ออกมา จากนั้นค่อยๆ เคี่ยวให้ซึมซาบเข้าเนื้อไก่เข้าไป

ผู้เขียนทำตามขั้นตอนเดิมๆ ของการ “อบ อบ” แบบไทยๆ นี่แหละเคล็ดลับความอร่อยต้องเติมน้ำให้แค่พอท่วมน่องไก่ น้ำซอสที่สัมผัสน่องไก่จะช่วยให้อบได้เปื่อยยุ่ยเร็วขึ้น แต่ถ้าน้ำมากจนเกินไปซอสจะไม่อร่อยใสจ๋องแจ๋ง แต่ยังมีทางแก้ตรงที่เมื่อเนื้อไก่เปื่อยได้ที่แล้วตักเนื้อไก่ออกมาแล้วระเหยน้ำซอสในหม้อให้งวดที่ไฟแรงๆ จนได้น้ำซอสที่เข้มข้นขึ้นแล้วจึงเติมน่องไก่กลับลงไป วิธีนี้ใช้กับอาหารอบตุ๋น เคี่ยวได้ทุกประเภท

ผู้เขียนชอบอาหารจานอบ เพราะถ้าว่างๆ หน่อย ซื้อกับข้าวเปิดครัวแล้วลงมือ “อบ อบ” เมื่อเปื่อยพอประมาณแล้วเรียงใส่กล่องเก็บอาหารแบบแก้วหรือพลาสติกเนื้อหนาๆ เติมน้ำซอสที่อบลงไปให้ท่วมจากนั้นปิดฝาแช่ช่องแช่แข็งในตู้เย็น เก็บไว้เป็นอาหารยามยากในช่วงระหว่างอาทิตย์ที่ไม่มีเวลาทำกับข้าว หรือยิ่งถ้ามีงานเลี้ยง งานปาร์ตี้ งานPot Luck สามารถวางแผนทำไว้ก่อนได้ล่วงหน้า ใกล้ๆ เวลาจะรับประทานเอามาเคี่ยวไว้อีกสักรอบเพื่อให้เข้าเนื้อยิ่งขึ้นเท่านี้ก็อร่อยแล้ว

น่องไก่อบพริกไทยดำ

ส่วนผสมสำหรับหมัก

น่องไก่ 10 น่อง

พริกไทยดำ โขลกใหม่ 1 ช้อนชา

ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมสำหรับไก่อบ

หัวหอม หั่นเต๋า 1 ถ้วย

แครอต หั่นเต๋า 1 ถ้วย

กระเทียม สับละเอียด 1 ช้อนชา

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

พริกไทยดำ 1/2 ช้อนชา

มะเขือเทศ หั่นเต๋า 1 ถ้วย

ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 2-3 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

• หมักส่วนผสมไก่ทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมงหรือหมักทิ้งไว้ในตู้เย็น นำ ออกมาพักไว้ให้คลายความเย็นและซับให้หมาด

• เติมน้ำมันพืชลงในกระทะ ใส่ไก่ลงไปโดยเอาด้านหนังลงไปก่อน จี่ให้เหลือง เอาขึ้นมาพักไว้

• ในกระทะใบเดิม เติมกระเทียม หอมใหญ่แครอตและพริกไทย ผัดกับน้ำมันพืช เติมซีอิ๊วและซอสปรุงรส ทั้งสอง ชนิดพร้อมน้ำมันหอย ปรุงรสด้วยน้ำตาล เติมมะเขือเทศหั่นเต๋าลงไป

• เรียงไก่กลับลงในหม้อ เติมน้ำซุปหรือน้ำเปล่าพอท่วม ตั้งไฟให้เดือดแล้วเคี่ยวประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ถ้าชอบน้ำข้นแนะนำให้เติมแป้งข้าวโพดละลายลงไปเคี่ยวให้เดือดน้ำจะข้นขึ้น

• เสิร์ฟพร้อมสปาเกตตีลวกสุก ผักสลัดหรืออาจจะเป็นข้าวสวย

เที่ยววัดป่าดาราภิรมย์ และพิพิธภัณฑ์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 14:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548776

เที่ยววัดป่าดาราภิรมย์ และพิพิธภัณฑ์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

โดย สมาน สุดโต

โครงการฝรั่งในล้านนา ยังมีอีกหลายตอน เพราะในเชียงใหม่มีทั้งเรื่องฝรั่งและเรื่องล้านนา เช่น เรื่องที่เสนอวันนี้เป็นเรื่องชาวล้านนาล้วนๆ เมื่อกลุ่มแปลและเรียบเรียงสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร นำคณะไปไหว้พระ ณ วัดป่าดาราภิรมย์ พระอารามหลวงชั้นตรี และเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ตั้งอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยทั้งสองแห่งมีความสัมพันธ์กันทั้งชื่อและสถานที่

วัดป่าดาราภิรมย์

 ก่อนจะเป็นวัดนั้น พระอาจารย์มั่นภูริทตฺโต เคยมาปักกลดบำเพ็ญภาวนาบริเวณที่เคยเป็นป่าช้า ที่อยู่ใกล้สวนเจ้าสบายของพระราชชายา จนถึง พ.ศ. 2481 คณะพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธา จึงพร้อมใจกันสร้างเสนาสนะ มีกุฏิและศาลา ถวายแก่พระกรรมฐานโดยได้ตั้งชื่อวัดว่า “วัดป่าวิเวกจิตตาราม”

กระทั่งปี พ.ศ. 2484 ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีเจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ เป็นหัวหน้าได้น้อมถวายที่ดินจำนวน 6 ไร่ อันเป็นเขตพระราชฐาน คือ สวนเจ้าสบาย ให้แก่วัด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี และพร้อมใจกันถวายนามให้แก่วัดใหม่ว่า “วัดป่าดาราภิรมย์”

 อุโบสถล้านนา

ศาสนสถานที่โดดเด่นของวัดหลวงล่าสุดของเชียงใหม่แห่งนี้ ได้แก่ พระอุโบสถ ที่รวมศิลปะล้านนาไว้ ตั้งแต่หน้าบันที่เป็นลวดลายเครือเถาล้านนา ล้อมรอบดาว 3 ดวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ประตู หน้าต่าง แกะสลักด้วยลวดลายล้านนา ลงรักปิดทอง มีพญานาค 3 คู่ สิงห์ 1 คู่เทวาดา 1 คู่ ความงามของอุโบสถได้เป็นแบบอย่างให้รัฐบาลนำไปสร้างหอคำหลวงในงานพืชสวนโลก เชียงใหม่

เมื่อผู้เขียนและคณะ นำโดย ประนอม คลังทอง รองอธิบดีกรมศิลป์ เข้าไปชมในพระอุโบสถ และกราบพระสยัมภูโลกนาถ ซึ่งเป็นพระประธานนั้น พบว่า พระประธาน ซึ่งประดิษฐานในโขงที่งดงามนั้น ถูกบดบังด้วยพระพุทธรูป และสิ่งบูชาอื่นๆ ที่อยู่ด้านหน้าจำนวนมาก จนแจกแจงไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร

ภายในอุโบสถที่กว้างใหญ่นั้น นอกจากประดิษฐานพระรูปพระราชชายาเจ้าดารารัศมีแล้ว ยังเป็นที่เก็บ ที่กองอาสนสงฆ์ และอื่นๆ อีกมาก ไม่รู้ว่าท่านต้องการให้พระอุโบสถเป็นที่เก็บสัมภาระ เป็นที่สวดมนต์ภาวนา หรือเป็นที่ประกอบสังฆกรรม กันแน่

ส่วนบริเวณวัดที่ใหญ่โตโอฬารนั้น เต็มไปด้วยถาวรวัตถุต่างๆ ดูแล้วประเทืองศรัทธา แต่ไม่ประเทืองปัญญา ยกเว้นต้นไม้พูดได้ ที่เกิดจากการเขียนคติธรรมติดไว้

นอกจากที่ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ยังมีศาลที่สร้างใหม่ เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปหล่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 และพระรูปหล่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ด้วย

พระตำหหนักพระราชชายา

จากวัดป่าดาราภิรมย์ ก็มายังพระตำหหนักพระราชชายา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ อยู่ในความดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์ทิพย์จักร ผู้มีบทบาทสำคัญต่อการรวมล้านนาเข้ากับสยาม โดยการถวายตัวเป็นสนมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบทบาทในการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา ขณะเสด็จมาประทับที่พระตำหนักแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2457 หลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงเป็นพระธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 ประสูติจากแม่เจ้าทิพเกสร เมื่อวันอังคาร เดือน 10 เหนือ (ตรงกับเดือน 8 ใต้) วันที่ 26 ส.ค. 2416 ที่คุ้มหลวงกลางเมืองเชียงใหม่ สิ้นพระชนม์ วันที่ 9 ธ.ค. 2476 ณ คุ้มรินแก้ว สิริพระชันษา 60 ปี 3 เดือน 13 วัน พระอัฐิบรรจุที่สุสานหลวงวัดราชบพิธ กรุงเทพมหานคร และกู่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่

ขณะที่ดำรงตำแหน่งพระสนมนั้นได้สร้างปรากฏการณ์หลายอย่างในพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ประทับ กล่าวคือทรงนำขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนามาปฏิบัติ เช่น โปรดนุ่งผ้าซิ่น ไว้ผมยาว เกล้ามวย ทรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวเหนืออย่างเคร่งครัด

ส่วนพระตำหนักดาราภิรมย์ สร้างขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงย้ายกลับมาประทับที่เชียงใหม่ แต่มิได้ทรงใช้พระตำหนักหลังนี้เพื่อเป็นที่พำนักเท่านั้น หากแต่ใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการทั้งด้านการเกษตรและศิลปวัฒนธรรม และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วย

ทรงสร้างสวนทดลองการเกษตร ชื่อ“สวนเจ้าสบาย” เนื่องจากทรงสนพระทัยในการเกษตรและทรงหวังที่จะช่วยการกสิกรรมของภาคเหนือ ทรงทดลองปลูกดอกกุหลาบพันธุ์ใหม่ๆ ที่ทรงได้มาจากสมาคมกุหลาบแห่งอังกฤษที่ทรงเป็นสมาชิก และพันธุ์ที่โปรดที่สุดเป็นกุหลาบดอกใหญ่สีชมพู กลิ่นหอมเย็น จึงทรงตั้งชื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบรมราชสวามีว่า “จุฬาลงกรณ์”

พิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนชม 19 ปี แล้ว แต่อ่อนประชาสัมพันธ์ จึงเป็นที่รู้จักกันน้อย ดังนั้น จึงบอกต่อว่ามีพิพิธภัณฑ์ ที่ อ.แม่ริม น่าศึกษามาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมชาวล้านนาชั้นสูง เปียโนที่พระราชายาทรงโปรด และกุหลาบจุฬาลงกรณ์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น. สอบถามข้อมูลได้ที่โทร.053-299-175

Japan Origin 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 13:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/548755

Japan Origin 4

สัปดาห์นี้ขอเริ่มจากการแนะนำของดีประจำสัปดาห์กันก่อนเป็นอันดับแรก นั่นก็คือ Yuzu หรือส้มยูซุ หลายท่านคงแปลกใจทำไมถึงเฉลยกันง่ายๆ ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงไปตามหาเหมือนหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเลยเหรอ คืออย่างนี้ครับ เจ้าส้มยูซุนี่มันไม่ใช่ของแปลกพิสดารหายากอะไรเลย พบเห็นได้ในตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทุกหนแห่ง แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังส้มยูซุคือการเดินทางไปพบเรื่องราวที่น่าสนใจ จึงอยากนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเรื่องราวดีๆ แบบนี้ และที่สำคัญคือมันเหมาะจะนำมาปรับใช้กับบ้านเราเป็นอย่างยิ่งครับ

จากสัปดาห์ที่แล้วเราอยู่กันที่เมืองอิโนะ ทางตอนกลางของจังหวัดโคจิ วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเพื่อเดินทางข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่การทำเกษตรปลูกส้มยูซุกัน ยูซุเป็นพืชในเขตอบอุ่น มีเปลือกหนาสีเหลือง รสชาติออกเปรี้ยวเหมือนกับมะนาว ผิวเปลือกมีน้ำมันกลิ่นหอมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย น้ำมันยูซุยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้ดีอีกด้วย ในหนึ่งปีสามารถเก็บส้มยูซุได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือในช่วงเดือน พ.ย.

การดูแลตั้งแต่ออกดอกจนกว่าจะเก็บผลผลิตได้นั้นใช้เวลากันถึง 6 เดือนเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นจังหวัดโคจิก็ยังสามารถผลิตได้มากเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 51% ของผลผลิตรวมทั้งหมดในประเทศ เจ้าส้มยูซุจึงได้ชื่อว่าเป็นผลไม้เศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดโคจิอีกด้วย เมื่อรู้จักกับส้มยูซุพอหอมปากหอมคอกันแล้ว มาพบเรื่องราวดีๆ ของส้มยูซุแห่งหมู่บ้านอุมะจิ กับความเป็นมาที่น่าประทับใจและเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนกันครับ

บริเวณแถบตะวันออกของจังหวัดโคจิมีภูมิประเทศเป็นชายฝั่งทะเลที่อยู่ติดกับภูเขาสูง อันเป็นแหล่งของป่าสนพันธุ์ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น Yanase Cedar ที่มีประวัติอันยาวนาน คนญี่ปุ่นใช้ไม้ชนิดนี้ก่อสร้างสถานที่สำคัญมากมายในญี่ปุ่น เช่น วัดบุคโคจิ ปราสาทนิโจ ที่เกียวโต ปราสาทเอโดะ และอีกหลายต่อหลายแห่ง  เนื่องจากเป็นไม้คุณภาพสูงที่มีความหนาแน่น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และออกสีชมพู ถือเป็นไม้สนที่ดีที่สุดในประเทศ ทำให้บริเวณฝั่งตะวันออกของจังหวัดโคจินั้นเป็นถิ่นของอุตสาหกรรมทำไม้ มีความรุ่งเรืองและมั่งคั่ง และเกิดเส้นทางรถไฟขนไม้ตั้งแต่ปลายสมัยเมจิ ซึ่งหมู่บ้านอุมะจิก็เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรืองจากการพึ่งพิงอุตสาหกรรมป่าไม้สนในช่วงนั้นเช่นเดียวกัน

หมู่บ้านอุมะจิแห่งนี้แฝงตัวอยู่ท่ามกลางป่าในหุบเขาลึก สมัยก่อนการจะเดินทางเข้าออกหมู่บ้านนี้ได้ก็ต้องอาศัยเพียงม้าเท่านั้น ชื่อของหมู่บ้าน Umaji ที่แปลว่า เส้นทางม้า ก็มาจากข้อจำกัดนี้เอง จุดเด่นอีกอย่างของหมู่บ้านแห่งนี้คือ วัฒนธรรมการเรียกชื่อของคนในหมู่บ้าน ปกติคนญี่ปุ่นจะเรียกชื่อกันด้วยนามสกุล ที่คุ้นๆ หูก็อย่างเช่น Takahashi (สะพานสูง) Tanaka (กลางทุ่งนา) Yamada (ภูเขาและทุ่งนา) Nakamura (กลางหมู่บ้าน) แต่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เขาเรียกชื่อตัว (First name) ไม่เรียกชื่อสกุล (Family name) เหมือนที่อื่น

เพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างความเท่าเทียมและให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าเดิมอุมะจิเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมทำไม้โดยการพึ่งพาภาครัฐเพียงอย่างเดียว จนมาถึงถึงยุคตกต่ำที่สุดในปี ค.ศ. 1980 เมื่อบริษัททำไม้ล้มละลาย ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของหมู่บ้าน จึงต้องหาหนทางใหม่ เช่น การแปรรูปไม้เป็นผลิตภัณฑ์อื่นแล้วส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ตลอดจนการก่อสร้างออนเซนในหมู่บ้านเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ร่วงโรยไป รวมถึงการส่งเสริมการปลูกส้มยูซุด้วย จริงๆ แล้วส้มยูซุเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนาราประมาณปี ค.ศ. 797 ซึ่งนำมาจากทางตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีเกียงในประเทศจีน แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น

แต่ในช่วงตกต่ำของอุตสาหกรรมไม้นั้นเองที่ทางรัฐบาลมีการสนับสนุนให้พื้นที่ทางตะวันตกของประเทศปลูกส้มยูซุขึ้น อย่างไรก็ตามเพราะการส่งเสริมกันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัดทางภาคตะวันตกของญี่ปุ่น จึงทำให้เกิดภาวะล้นตลาด เศรษฐกิจของหมู่บ้านยิ่งหดตัวลงไปอีก ทำให้คนในหมู่บ้านพบว่าการทำอะไรตามคนอื่นนั้นไม่ใช่หนทางแห่งความสำเร็จ ดังนั้นเมื่อเข้าตาจนจึงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ต้องเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจอย่างมืออาชีพ เมื่อผลผลิตเยอะแต่มีตลาดไม่เพียงพอ ทางหมู่บ้านจึงสร้างตลาดขึ้นมาเองโดยไม่พึ่งพารัฐหรือพ่อค้าคนกลาง

เกิดการตั้งสหกรณ์การเกษตรแห่งหมู่บ้านอุมะจิเพื่อเป็นตลาดกลางรองรับผลผลิตของทุกครอบครัว กลยุทธ์คือการขายตรงเพื่อทำกำไรสูงสุด โดยเน้นการติดต่อตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรหมู่บ้านอุมะจิมีลูกค้ามากถึง 3.5 แสนรายทั่วโลก ไม่เพียงแต่เท่านั้น สหกรณ์ยังได้สร้างโรงงานผลิตภายใต้แบรนด์ ยูซุโนะโมริ (หมู่บ้านยูซุ) เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้แบรนด์ของหมู่บ้านและส่งขายไปทั่วประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะประเภทของกินอย่าง เครื่องปรุงอาหาร อาทิ ยูซุโคโช น้ำจิ้มพอนสึ น้ำส้มปรุงรส ผงยูซุรสเผ็ด เครื่องดื่มน้ำส้มยูซุพร้อมดื่ม หรือของหวาน อาทิ แยม เจลลี่ ไอศกรีม และไม่หยุดเพียงของกินเท่านั้น

ยังมีการวิจัยพัฒนาสินค้าให้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เช่น สกินแคร์ โฟมล้างหน้า เซรั่มบำรุงผิวหน้า และอีกมากมาย ซึ่งคนในหมู่บ้านเชื่อว่าการวิจัยและพัฒนาสินค้าทุกชนิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอยู่เสมอ จึงทำให้หมู่บ้านอุมะจิมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างหลากหลาย สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือความทันสมัย ถึงหมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ในป่าท่ามกลางหุบเขา แต่ก็ทันสมัยไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี มีโฮมเพจสำหรับขายผลิตภัณฑ์และเผยแพร่ข่าวสารไปได้ทั่วโลก ปัจจุบันสหกรณ์หมู่บ้านอุมะจิไม่เพียงแค่เลี้ยงดูหมู่บ้านตัวเองได้เท่านั้น ยังเป็นศูนย์กลางตลาดขายตรงที่รับผลผลิตส้มยูซุของหมู่บ้านอื่นในละแวกเดียวกันมาจำหน่ายให้อีกด้วย

ถึงรสชาติของส้มยูซุจะไม่ได้อร่อยที่สุดในบรรดาผลไม้ประเภทเดียวกัน เพราะยังมีส้มชนิดอื่นที่อร่อยกว่าส้มยูซุซึ่งมีเพียงรสเปรี้ยวและกลิ่นหอม แต่เรื่องราวตลอดการเดินทางครั้งนี้ กลับเพิ่มสีสันและรสชาติของส้มยูซุแห่งหมู่บ้านอุมะจิ ให้เปล่งประกายมากขึ้นกว่าเดิมอีกร้อยพันเท่า จากผลไม้ธรรมดาที่หาได้ดาษดื่น กลายมาเป็นตำนานแห่งการต่อสู้และเอาชนะอุปสรรคได้โดยไม่ท้อถอย ที่สำคัญที่สุดคือ การพึ่งพาตัวเอง ตรงนี้แหละครับที่ผมว่าบ้านเราควรนำมาเป็นกรณีศึกษา เพราะหากมัวแต่พึ่งพาภาครัฐ เราก็ไม่อาจหลุดพ้นจากกับดักความเคยชิน รอคอยความหวังอย่างเดียว แต่หากเรารวมพลังและพึ่งพาตนเอง ความสำเร็จที่ได้รับ จะยิ่งใหญ่และภาคภูมิ เหมือนที่หมู่บ้านอุมะจิแห่งนี้ครับ