ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550166

โดย /ภาพ : มิยาโตะ
กรุงเบอร์ลิน เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ทว่าเมื่อยามที่ใครบอกจะมาท่องเที่ยว ณ เมืองเบียร์แห่งนี้ มักจะต้องลงเอยกันที่เมืองมิวนิกเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางการปกครองและการศึกษาเป็นจุดหมายที่ไม่น่ามองข้าม ด้วยสภาพอากาศกลางๆ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป แถมมีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม รวมไปถึงธรรมชาติ ทั้งป่า สวน แม่น้ำ ทะเลสาบ รวมทั้งความไฮเทค ให้เที่ยวชมกันแบบครบถ้วน
เบอร์ลิน มีประวัติศาสตร์ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ในฐานะเมืองหลวงของแคว้นบรานเดนบวร์ก (ปี 1417-1701) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ตามด้วยการเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรปรัสเซีย (ปี 1701-1918) จักรวรรดิเยอรมัน (ปี 1871-1918) จักรวรรดิไวมาร์ (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ปี 1919-1933) รวมทั้ง เดอะ เติร์ด ไรค์ (เยอรมนียุคปกครองโดยพรรคนาซี ปี 1933-1945)
ในทศวรรษที่ 1920 กรุงเบอร์ลินเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ด้วยกำแพงเบอร์ลิน (ระหว่างปี 1961-1989) ซึ่งเบอร์ลินตะวันออกก็ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองหลวงของเยอรมนีตะวันออกด้วย เช่นเดียวกับเมื่อสองเยอรมนีได้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งในปี 1990 ที่เบอร์ลินได้กลับมาเป็นเมืองหลวงแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
กรุงเบอร์ลิน เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรม การเมือง ศูนย์กลางแห่งการสื่อสาร รวมทั้งเมืองแห่งวิทยาการล้ำสมัยของโลก เศรษฐกิจของเมืองนี้อาจจะไม่ได้มาจากการท่องเที่ยว ทว่ามาจากอุตสาหกรรมไฮเทคต่างๆ รวมถึงองค์กรสื่อ อุตสาหกรรมครีเอทีฟ ธุรกิจประชุมสัมมนา นอกจากนี้ ยังเป็นจุดศูนย์กลางทางการคมนาคม โดยเฉพาะทางอากาศและทางรถไฟของภูมิภาค
ที่นี่ยังเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นเมืองแห่งออร์เคสตรา และศิลปะบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังกอปรด้วยพิพิธภัณฑ์มากมาย นับตั้งแต่เชิงประวัติศาสตร์ ไปจนกระทั่งทันสมัยไฮเทคกันเลยทีเดียว อย่าง “เกาะพิพิธภัณฑ์” (Museum Island) ทางตอนเหนือของแม่น้ำสพรี (Spree River) อันเป็นส่วนของย่านโคน (Colln) ที่เป็นเมืองเก่านั้น ก็ประกอบด้วยโบสถ์เก่าแก่ พิพิธภัณฑ์ และหอศิลปะมากมายหลายหลาก โดยในปี 1999 ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก

พูดถึง “แม่น้ำสพรี” เป็นแม่น้ำสายหลักของยุโรปตะวันออก ไหลผ่านแซกโซนี บรานเดนบวร์ก เบอร์ลิน ของเยอรมนี และไหลไปถึงอุสติ นาด ลาเบม ของสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งกรุงเบอร์ลินนั้นมีสะพานข้ามแม่น้ำลำคลองมากกว่าเมืองเวนิสเสียอีก และกิจกรรมนั่งเรือเที่ยวชมธรรมชาติก็ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
ใครมาเยือนกรุงเบอร์ลิน ย่อมไม่พลาด “ประตูบรานเดนบวร์ก” (Brandenburg Gate) อนุสรณ์สถานสมัยนีโอคลาสสิกจากศตวรรษที่ 18 ที่สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระเจ้าเฟรเดริก วิลเลียม ที่ 2 แห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย หลังจากประสบความสำเร็จ (ชั่วคราว) ในการปราบกบฏบัตตาเวียจนเกิดความสงบในฮอลแลนด์
ประตูบรานเดนบวร์กสร้างขึ้นบริเวณที่เคยเป็นประตูเมืองเก่า ต้นถนนจากเบอร์ลินไปสู่เมืองบรานเดนบวร์ก อัน เดอร์ ฮาเวล อดีตเมืองหลวงของแคว้นบรานเดนบวร์ก ปัจจุบันอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน ติดกับ ปาริเซอร์ ปลาตซ์ (Pariser Platz หรือจัตุรัสปารีส) ถัดจากอาคารไรค์สทัก (Reichstag Building) หรืออาคารรัฐสภาไป 1 บล็อก ซึ่งประตูแห่งนี้ถือเป็นทางเข้าสู่ถนนหลวงแห่งประวัติศาสตร์ (Unter den Linden) ที่มุ่งสู่พระราชวังสมัยปรัสเซีย ซึ่งสองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นลินเดน
ออกแบบโดย คาร์ล กอตทาร์ด ลังฮันส์ ดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี 1788-1791 ทดแทนสิ่งปลูกสร้างเดิมที่เป็นป้อมยามธรรมดาๆ ประกอบด้วยเสาดอริกสไตล์กรีก 12 ต้น (ข้างละ 6 ต้น) โดยออกแบบให้มีช่องทางเข้าออก 5 ช่อง ประชาชนทั่วไปในยุคนู้นได้รับอนุญาตให้ใช้ได้เพียงช่องทางนอกสุดของทั้งสองฝั่งเท่านั้น
การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากประตูพร็อพพีเลีย (Propylaea) ทางเข้าสู่เมืองอะโครโพลิส ในกรุงเอเธนส์ ของกรีซ โดยยึดขนบของสถาปัตยกรรมในเบอร์ลิน (แบบบาโร้กและนีโอ-พัลลาเดียน) ด้านบนสุดของประตูประดับด้วย ควอดริกา (Quadriga) หรือรถเทียมม้าศึก 4 ตัว ที่ปั้นโดยโยฮันน์ กอตต์ฟรีด ชาโดว์ ประตูนี้เดิมชื่อว่า ไฟรเดนสเทอร์ หรือประตูแห่งสันติภาพ (Peace Gate) มีเทพธิดาแห่งชัยชนะ อย่างเทพวิคตอเรีย ประทับอยู่บนรถม้า
ติดกันเป็น “จัตุรัสปารีส” หรือ “ปาริเซอร์ ปลาตซ์” (Pariser Platz) ที่ตั้งชื่อตามเมืองหลวงของฝรั่งเศสจากเหตุการณ์การรวมตัวกันต่อต้านการขึ้นครองอำนาจของจักรพรรดินโปเลียน ในปี 1814 จัตุรัสแห่งนี้อยู่สุดเส้นทางอุนเทอร์ เดน ลินเดน (Unter den Linden) นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมายืนถ่ายภาพประตูบรานเดนบวร์กกัน ณ บริเวณลานกว้างของจัตุรัสแห่งนี้

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปาริเซอร์ ปลาตซ์ คือจัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเบอร์ลิน ขนาบข้างด้วยสถานทูตสำคัญๆ อย่าง สถานทูตอเมริกัน และสถานทูตฝรั่งเศส รวมไปถึงโรงแรมชั้นนำ ซึ่งในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ตึกรามใกล้เคียงนับว่าเสียหายจากการทิ้งระเบิดไปมากเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ ประตูแห่งสันติภาพ บรานเดนบวร์ก เท่านั้น
ใกล้ๆ กัน ที่ต้องนั่งรถผ่านไปมา คืออาคารรัฐสภา “อาคารไรค์สทัก” (Reichstag building) อาคารงดงามสมัยนีโอ-คลาสสิกที่เปิดใช้งานในปี 1894 จนกระทั่งปี 1933 ก่อนจะเกิดเพลิงไหม้ในยุคของนาซีเยอรมันจนตัวอาคารเสียหายเป็นอย่างมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารไรค์สทักก็ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน ก่อนจะมีความพยายามซ่อมแซมในทศวรรษที่ 1960 แต่ไม่ได้จริงจังเท่าไร กระทั่งเยอรมนีกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งในปี 1990 จึงซ่อมแซมจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 1999 แล้วกลับมาใช้เป็นอาคารรัฐสภาอีกครั้ง
“พระราชวังชาร์ลอตเทนบวร์ก” (Charlottenburg Palace) เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมอันงดงามที่ควรค่าไปเยี่ยมชม พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในสไตล์บาโร้กและร็อกโคโค อยู่ในฐานะพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในเบอร์ลิน
พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ กอปรขึ้นด้วยสวนสวยขนาดใหญ่ที่ออกแบบตามมาตรฐานของสวนเคียงวัง รายรอบอีกชั้นด้วยสวนป่า นอกจากนี้ ยังมีหอสังเกตการณ์ สุสาน โรงละคร และศาลาชมสวน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พระราชวังชาร์ลอตเทนบวร์ก เป็นอีกสถานที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนจะได้รับการบูรณะจนพระราชวังเก่าและสวนสวยกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวไปอีกแห่ง
“กำแพงเบอร์ลิน” (Berlin Wall หรือ Berliner Mauer) แลนด์มาร์คสำคัญสำหรับคนที่เดินทางมาเที่ยวกรุงเบอร์ลิน สร้างขึ้นเมื่อปี 1961 โดยเยอรมนีตะวันออกที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งแบ่งเบอร์ลินและเยอรมนีออกเป็น 2 ฝั่ง ในยุคของสงครามเย็น
กำแพงอันน่าอับอายในสายตาของเยอรมนีตะวันตก สร้างขึ้นบริเวณที่เคยเป็นโอเดอร์ ไนเซอ ไลน์ (Oder Neisse Line) เส้นแบ่งเขตระหว่างกลุ่มพันธมิตรกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ตามเส้นทางของคลองลูอิสเซนสตัดต์ (Luisenstadt Canal) เป็นกำแพงที่สูงตระหง่าน (เพื่อไม่ให้ปีนข้ามได้) พร้อมด้วยป้อมยามคอยสอดส่องไม่ให้มีใครเล็ดลอดเข้า-ออก
กำแพงเบอร์ลินพังทลายลงพร้อมๆ กับการล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่สหภาพโซเวียต โปแลนด์ และฮังการี ฯลฯ ในปี 1989 โดยได้เหลือบางส่วนเอาไว้เป็นอนุสรณ์ โดยได้รับการแปลงโฉมเป็น “อีสต์ ไซด์ แกลเลอรี่” (East Side Gallery) แกลเลอรี่ศิลปะกลางแจ้ง ที่มีความยาวและมีอายุยาวนานที่สุดในโลก โดยนำเอากำแพงเบอร์ลินบริเวณถนนมูเลนสทราสเซอ ในย่านฟรีดริกเชน-ครอยซเบิร์ก มาให้ศิลปินเริ่มวาดภาพกันตั้งแต่ปี 1990 นับเป็นอนุสรณ์แห่งเสรีภาพ และสัญลักษณ์แห่งการรวมเยอรมนีเป็นหนึ่งเดียว
ในปี 2006 มีการย้ายกำแพง 40 เมตร ไปยังเบอร์ลินฝั่งตะวันตก โดยตั้งคู่ขนานกับกำแพงเดิม และในปี 2013 มีการทลายกำแพงออกไป 23 เมตร เพื่อที่จะเปิดทางให้อพาร์ตเมนต์สุดหรู แต่ไม่มีภาพเขียนของใครถูกทำลายจากโปรเจกต์นี้

มาถึงย่านนี้ก็ต้องไม่พลาดเช็กอินที่ “เช็กพอยต์ชาร์ลี” (Checkpoint Charlie) จุดผ่านแดนระหว่างเบอร์ลินตะวันตกกับตะวันออกที่โด่งดังที่สุดในบรรดาเช็กพอยต์ทั้งหลาย ที่เป็นช่องทางผ่านเข้าออกระหว่างเบอร์ลินทั้งสองฝั่ง ชื่อ เช็กพอยต์ชาร์ลี หรือ เช็กพอยต์ ซี (Checkpoint C) มาจากชื่อเรียกในลำดับอักษรขององค์การนาโต้ ซึ่งนำมาเรียกจุดผ่านแดนต่างๆ อย่างเช็กพอยต์ เอ ก็คือ เช็กพอยต์อัลฟ่า เช็กพอยต์ บี ก็คือ เช็กพอยต์บราโว เป็นต้น
เช็กพอยต์ชาร์ลี ในสมัยสงครามเย็นใช้เป็นจุดผ่านสำหรับบรรดาสายลับ นักการทูตโดยที่ประจำอยู่ ณ จุดนี้ นอกจากป้อมทหารและบังเกอร์แล้ว ยังมีรถถังของสหรัฐกับโซเวียตตั้งเผชิญหน้ากันอยู่ด้วย ก่อนที่ปัจจุบันจะกลายเป็นจุดเช็กอินสุดฮิตของนักท่องเที่ยวที่จะต้องมาถ่ายภาพกับป้ายชื่อ ป้อมยาม และทหารที่แต่งตัวย้อนไปยังยุคนู้น ใครที่ต้องการรู้เรื่องราวของเช็กพอยต์ชาร์ลีเพิ่มเติม ยังมีพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย
กรุงเบอร์ลินมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์มากมาย ใครชอบประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่พลาด “โทโปกราฟฟี ออฟ แทร์เรอร์” (Topography of Terror) บนถนนนีเดอร์เคิร์ชเนอร์สตราส (Niederkirchnerstrasse) พิพิธภัณฑ์ในร่มและกลางแจ้งที่บอกเล่าความโหดร้ายของยุคนาซี หรือระหว่างปี 1933-1945
ในอดีตเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการเกสตาโปและหน่วยเอสเอส ซึ่งถูกระเบิดไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่บริเวณนี้มีกำแพงเตี้ยๆ ที่แบ่งเขตระหว่างโซนอเมริกาและโซนโซเวียต ตามแนวถนนพรินซ์-อัลแบรคกต์สตราส (เปลี่ยนชื่อมาเป็นนีเดอร์เคิร์ชเนอร์สตราส) อยู่เดิม แล้วอาศัยแนวกำแพงดังกล่าวจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา
นิทรรศการครั้งแรกที่จัดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 750 ปี กรุงเบอร์ลิน ซึ่งพาย้อนอดีตไปภายใต้หลังคาของหน่วยเกสตาโป ที่มีบรรดานักโทษการเมืองทั้งหลายถูกทรมานและสังหารจำนวนมากโดยมีหลักฐานมากมาย ส่วนหนึ่งได้จากการขุดค้นพบในบริเวณนี้เอง โดยในตอนนั้นเป็นการจัดแสดงในเยอรมนีตะวันออก ก่อนที่ในปี 1992 หลังการรวมตัวกันของเยอรมนี มีการก่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรขึ้น แต่มีปัญหาด้านการระดมทุน กว่าจะเสร็จสิ้นก็ปาเข้าไปในปี 2010 โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวาระครบรอบ 65 ปี สงครามโลกครั้งที่ 2

ดูนาซีแล้วก็ต้องไปดูยิว ที่ “อนุสรณ์แห่งการสังหารหมู่ยิวในยุโรป” (Memorial to the Murdered Jews of Europe หรือ Denkmal fur die ermordeten Juden Europas) หรือรู้จักกันในนามอนุสรณ์แห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust Memorial หรือ Holocaust-Mahnmal) ประกอบขึ้นด้วยเสาคอนกรีตสีดำจำนวน 2,711 ต้น และพิพิธภัณฑ์ใต้ดิน (Place of Information หรือ Ort der Information) ที่บรรจุรายชื่อของชาวยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยน้ำมือนาซีราว 3 ล้านชื่อ อ้างอิงจากพิพิธภัณฑ์ ยาด วาสเชม ในอิสราเอล
อนุสรณ์สถานที่เริ่มสร้างบริเวณตอนใต้ของประตูบรานเดนบวร์ก ในปี 2003 แล้วเสร็จในปี 2004 และเปิดอย่างเป็นทางการในอีกปีถัดมา ในวาระครบ 60 ปี แห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ปิดท้ายทัวร์เบอร์ลินวันนี้ที่ “โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์ม” (Kaiser Wilhelm Memorial Church หรือ Kaiser-Wilhelm-Gedachtniskirche) โบสถ์โปรเตสแตนต์จากศตวรรษที่ 19 ที่นับเป็นศูนย์กลางของโบสถ์คริสต์ในนิกายเดียวกันของกรุงเบอร์ลิน บรานเดนบวร์ก และยุโรปกลาง ตั้งอยู่บนถนนคูร์ดามม์ (Kurfürstendamm) อเวนิวที่โด่งดังที่สุดในกรุงเบอร์ลิน ในจัตุรัสไบรต์ไชด์พลัตซ์ (Breitscheidplatz)
โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์ม สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1890 และก็กลายเป็นเหยื่อของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกแห่ง โดยถูกระเบิดเสียหายในปี 1943 และมีความพยายามจะบูรณะขึ้นหลังสงครามในปี 1947 แต่ท้ายที่สุด ด้วยความเสียหายเกินเยียวยา ทั้งส่วนโบสถ์หลัก ยอดแหลมของโบสถ์ที่ลงมากองอยู่ที่พื้น และหอระฆัง ทำให้มูลนิธิอนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์มลงมติให้สร้างโบสถ์แห่งใหม่ขึ้นเคียงข้างซากโบสถ์เดิม ระหว่างปี 1959-1963 โดยส่วนเก่าก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์โบสถ์ไป โดยยังมีร่องรอยของภาพศิลปะในโบสถ์เดิม ที่เล่าเรื่องราวการขึ้นครองราชย์ของไคเซอร์ วิลเฮล์ม ที่ 1 ให้ชมกันสวยๆ ขณะที่ตัวโบสถ์ใหม่สุดแสนจะโมเดิร์นนั้น ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจแทน
ทุกวันนี้โบสถ์อนุสรณ์แห่งไคเซอร์วิลเฮล์มทั้งเก่าและใหม่ ที่ตั้งอยู่เคียงคู่กันนับว่าบ่งบอกบุคลิกของความเป็นเบอร์ลินได้เป็นอย่างดี ที่นี่คือแลนด์มาร์คสำคัญของเบอร์ลินฝั่งตะวันตก ที่ชาวเบอร์ลินเนอร์ตั้งชื่อให้แบบขำๆ ว่า “โบสถ์ฟันหลอ” (der hohle Zahn) ตามลักษณะของโบสถ์แห่งใหม่ที่ดูเป็นซี่ๆ เว้าๆ แหว่งๆ นั่นเอง








































