ซูชิไข่มดแดง อาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสานแซ่บเว่อร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550950

ซูชิไข่มดแดง อาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสานแซ่บเว่อร์

โดย ชินวัฒน์ สิงหะ

หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Attawut Pislok ซึ่งเป็นเจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ ได้ลงข้อความเชิญชวนให้ไปลิ้มลองอาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน คือ “ซูชิไข่มดแดง” แต่ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้า 1 วัน ถึงจะได้รับประทาน

ปรากฏว่ามีผู้สนใจสั่งจองกันจำนวนมาก โดยร้านโวยวายคาเฟ่แห่งนี้ ตั้งอยู่ในสวนดีปาร์ค ริมถนนสีหราชเดโชชัย ต.บ้านคลองอ.เมือง จ.พิษณุโลก

ร้านแห่งนี้เป็นร้านเล็กๆ แต่ตกแต่งร้านสไตล์สวยงาม เรียบง่าย ขายทั้งกาแฟ น้ำปั่น สลัด ซูชิ โก๊ยเจ๋ง ปีกไก่หม่าล่า ยำต่างๆ เช่น ยำเบอร์รี่กุ้งสด ยำไข่แดงเค็ม ยำสาหร่าย และโวยวายเบอร์เกอร์

แต่ที่เป็นเมนูเด็ดเฉพาะกิจเวลานี้ต้องยกความอร่อยแซ่บเว่อร์ ร้านแถวเมืองพิษณุโลกไม่มีขาย นั่นก็คือ ซูชิไข่มดแดง และมะปรางปั่น

อรรถวุฒิ บุญจันทร์ เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ บอกว่า หลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง จากกรุงเทพมหานคร จึงกลับมาบ้านเกิด จ.พิษณุโลก ยึดอาชีพหลักในการวาดภาพ ตอนแรกเช่าร้านเพื่อไว้สำหรับวาดภาพ และรับรองเพื่อนศิลปินวาดภาพด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ด้วยร้านนี้เดิมเป็นร้านอาหารมีเคาน์เตอร์สำหรับทำอาหารอยู่แล้ว ก็เลยขายกาแฟและอาหารด้วย เพราะเขาชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ปู่และย่าสอนให้ทำอาหารรับประทานเอง

“อีกทั้งร้านอยู่ไม่ไกลจากตลาดใต้ หรือตลาดสดเทศบาล 1 แต่ละวันมีพ่อค้าแม่ค้านำไข่มดแดงมาจำหน่าย จึงคิดว่าน่าจะลองทำเป็นซูชิไข่มดแดงในรูปแบบก้อยทางอีสานดูบ้าง”

ทั้งนี้ อรรถวุฒิ บอกว่าคิดสูตรดัดแปลงเองด้วยการนำข้าวเหนียวมาแทนข้าวปั้น

“ห่อด้วยสาหร่ายแล้วปรุงไข่มดแดงกับน้ำยำที่คิดสูตรขึ้นมาเองแซ่บจัดจ้าน นำมาโรยบนหน้าข้าวเหนียวในห่อสาหร่าย ก็จะกลายเป็นซูชิไข่มดแดง ที่ให้รสชาติเหมือนกินก้อยกับข้าวเหนียวแต่เป็นไปในรูปแบบสไตล์ลูกครึ่งคือญี่ปุ่นกับอีสาน ปัจจุบันผลตอบรับดีมากมีคนสั่งจองกันมากเลยทีเดียว”

หากใครผ่านมาเมืองสองแควพิษณุโลก ก็อย่าลืมแวะเวียนมาลองชิมซูชิไข่มดแดง อาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน อร่อยแซ่บเว่อร์ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า 1 วัน ถึงจะได้รับประทาน 

ตามหาทองใน ‘วังวน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550949

ตามหาทองใน ‘วังวน’

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

เพราะไม่ได้คาดหวังอะไร “ศรีสัชนาลัย” จึงมีสิ่งเหนือความคาดหมายตลอดทาง โดยเฉพาะบนเส้นทางท่องเที่ยว ท่าชัย-ศรีสัชนาลัย แหล่งร่อนทองสุโขทัยและแหล่งผลิตบายศรีบวงสรวงพระยาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเคยทรงปกครองเมืองศรีสัชนาลัยมาก่อน

แต่เดิมศรีสัชนาลัยมีฐานะเป็นเทศบาลเมืองครอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล คือ ตำบลท่าชัย (ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม) และตำบลศรีสัชนาลัย (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำยม) ปัจจุบันแม้ถูกยกฐานะให้เป็นอำเภอแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกเหมารวมว่า ท่าชัย-ศรีสัชนาลัย และคนทั้งสองฝั่งแม่น้ำยังมีการร่วมมือกันจัดตั้ง “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย” โดยมีพี่เลี้ยงเรื่องการท่องเที่ยวจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ในการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน

จุดนัดพบอยู่ที่ “บ้านวังวน” ชาวบ้านเชื่อว่ามีถ้ำอยู่ใต้แม่น้ำยมทำให้เกิดน้ำวนจึงเรียกว่าบ้านวังวน โดยบ้านแรกที่จะเปิดประตูเข้าไปคือ บ้านบายศรีของ “ป้าหนูเล็ก” ผู้สืบทอดการทำบายศรีจากปู่ย่าตายายและตอนนี้เธอกำลังกลายเป็นผู้ถ่ายทอดให้ลูกหลานต่อไปเอง

ป้าหนูเล็กเล่าว่า เธอเรียนการทำบายศรีด้วยวิธีครูพักลักจำจากผู้เฒ่าผู้แก่ จากนั้นได้ทำเป็นอาชีพสร้างรายได้ ขายบายศรี (ขนาดเล็ก) คู่ละ 200 บาท ปัจจุบันเธอกลายเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ยังสามารถทำบายศรีได้ และเป็นผู้เดียวที่ทำบายศรี 9 ชั้น สำหรับบูชาอนุสาวรีย์พระยาลิไทเป็นประจำทุกปี

“บายศรี 9 ชั้นใช้ในงานบวงสรวงตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป และพระเจ้าแผ่นดิน ประกอบด้วยบายศรี ดอกไม้ ธูป เทียน ซึ่งเป็นบายศรีแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานาน พอถึงยุคของป้า ป้าได้ดัดแปลงวิธีการพับและปรับขนาดจาก 9 ชั้นให้เหลือ 7 ชั้น และ 5 ชั้นสำหรับใช้ในงานบวชพระ” ป้าหนูเล็กเล่าให้ฟังขณะสาธิตการพับบายศรี

“ตอนนี้ดีใจมากที่เห็นลูกหลานในชุมชนมาขอเรียนทำบายศรีกับป้า เพราะอยากให้บายศรีเป็นสิ่งที่อยู่ในบ้านเราต่อไป”

นอกจากวิชาการงานพื้นฐานอาชีพที่ป้าเปิดคอร์สสอนใต้ถุนบ้านแล้ว บ้านป้าหนูเล็กยังเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้มาพักค้างแรมและมาลองกินอาหารแบบสุโขทัยแท้ๆ จากฝีมือปลายจวักของชาวบ้าน

จากนั้นบ้านต่อไปคงต้องลองแง้มประตูดูก่อนว่ามีลูกค้าอยู่หรือไม่ เพราะบ้านฟั่นเทียนของ “ป้าสมบูรณ์” เปิดเป็นซาลอน สถานที่เสริมสวยของคนในพื้นที่ แต่ถ้าป้ามีเวลาว่างเมื่อไรก็จะเห็นต้องง่วนกับการนั่งฟั่นเทียนขายในชุมชน

ย้อนกลับไปในอดีต บ้านเรือนยังไม่มีไฟฟ้าจึงต้องก่อไฟให้แสงสว่างด้วยวิถีธรรมชาติ ก่อเกิดเป็นภูมิปัญญาการฟั่นเทียนเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต โดยเทียนของป้าสมบูรณ์ยังคงผลิตแบบโบราณ คือยังใช้เครื่องชั่งน้ำหนักเทียนแบบโบราณ ยังใช้เตาถ่านลนไฟแบบโบราณ ยังใช้วิธีฟั่นเทียนแบบโบราณ และยังใช้เทียนขี้ผึ้งแบบโบราณ ทำให้ของโบราณกลายเป็นของราคาแพงกว่าเทียนในท้องตลาดโดยที่คนยินยอมจ่ายเพราะกรรมวิธีแบบโบราณนี่เอง

เทียนขี้ผึ้งทำมาจากการเคี่ยวรังผึ้งให้ไขลอย แล้วช้อนไขมาทำเป็นเทียน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ในพิธีทำน้ำมนต์เพราะน้ำตาเทียนจะเป็นดอกสวยงาม และใช้เฉพาะงานมงคล การฟังเทศน์ และการบวงสรวงเท่านั้น

ข้างๆ เตียงสระผม ป้าสมบูรณ์กำลังนั่งพับเพียบฟั่นเทียนด้วยความชำนาญ พร้อมบอกเล่าวิธีการว่าต้องเริ่มจากการนำก้อนเทียนขี้ผึ้งมาลนไฟให้อ่อน โดยใช้เตาถ่านแบบ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นที่ก่อไฟ ส่วนชั้นล่างนำเทียนก้อนไปวางไว้เพื่อรับไอร้อนจากเตาด้านบน เมื่อเทียนอ่อนตัวจะนำเทียนไปชั่งบนกระเต็ง (ใครก็ห้ามจับกระเต็งของป้า เพราะไม่มีที่ไหนรับซ่อมหรือทำใหม่แล้ว)

จากนั้นนำไส้เทียนวางเป็นแนวนอน หยิบเทียนที่ลนไฟจนอ่อนแล้วมาแปะลงที่ไส้เทียน ค่อยๆ คลึงให้เนื้อเทียนโอบไส้เทียนไว้จนได้ระดับความยาวที่ต้องการ ใช้มือเกลี่ยเนื้อเทียนให้เสมอกันตลอดเล่ม จากนั้นตัดไส้เทียนออกถือเป็นการเสร็จสิ้นการฟั่นเทียน

ดูป้าสมบูรณ์ทำเทียนแต่ละเล่มได้รวดเร็วและง่ายดาย ผิดกับตอนที่ขอลองทำบ้างมันช่างตรงกันข้ามเพราะทั้งยากเย็น ทั้งบิดเบี้ยว ทั้งไม่เรียวงามเหมือนตัวอย่าง จนป้าสมบูรณ์ทนไม่ได้ ต้องวางมือทาบแล้วพามือข้างล้างให้เคลื่อนที่ตาม ตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้สึกว่ามือที่สัมผัสกับเทียนขี้ผึ้งแท้ๆ มานานหลายสิบปีนั้นช่างนุ่มเนียนเหมือนมือเด็กเสียจริง

ขณะกำลังพร่ำสอนศิษย์ไร้ฝีมืออยู่นั้น ป้าสมบูรณ์ก็เล่าต่อว่า ตอนนี้รังผึ้งแถวบ้านไม่มีให้เก็บมาทำเทียนแล้ว ต้องสั่งซื้อมาจากต่างจังหวัดราคากิโลกรัมละกว่า 300 บาท ถ้าไม่มีความชำนาญในการทำก็จะสิ้นเปลืองมาก ซึ่งวิชาการฟั่นเทียนนี้ป้ารักมาก เวลาว่างไม่มีอะไรทำก็มานั่งฟั่นเทียนอยู่เรื่อย เพราะขายได้ตลอดไม่ขาด และมีความสุขและดีใจที่มีคนมาขอเรียน ทั้งยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่มีฝีมือการฟั่นเทียนแล้ว

บ้านต่อไปที่เปิดประตูรอไว้อยู่แล้วคือ บ้านเครื่องไทยของ “พี่วุฒิชัย แสนแสง” โดยอย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ หลายคนเรียกที่นี่ว่าบ้านเครื่องทรง แต่พี่วุฒิชัยยืนยันเสียงแข็งว่าสิ่งที่เขาทำอยู่แท้จริงต้องเรียกว่า เครื่องไทยหรือเครื่องประดับ ที่ทำเลียนแบบเครื่องประดับเงินและทองของชุดแต่งกายในการแสดงระบำและนาฏศิลป์ เช่น ระบำเทวีศรีสัชนาลัย

“ผมเคยทำทองลายโบราณจึงมีความรู้และฝีมือเรื่องศิลปะ จากนั้นได้ออกมาทำงานเครื่องประดับตรงนี้เอง เพราะต้องการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำแต่ยังคงสวยงาม ลวดลายถูกต้อง และคงทนแข็งแรง”

เขาได้คิดค้นวัสดุทำเครื่องประดับ โดยใช้ส่วนผสมของแป้งมัน กระดาษฟาง กาวลาเท็กซ์ นำไปเคี่ยวให้สุก และผสมกับปูนซีเมนต์เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งหลังจากสร้างธุรกิจของครอบครัวได้แล้ว พี่วุฒิชัยยังได้ส่งเสริมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านช่วยทำส่วนประกอบชิ้นเล็กชิ้นน้อย สร้างรายได้ และเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะให้ผู้สูงอายุ

ส่วนบ้านหลังสุดท้ายที่จะไปเยือนเป็นบ้านหลังใหญ่ มีประตูให้เลือกมากกว่า 20 บาน เพราะที่นี่คือ บ้านทองโบราณ ย้อนกลับไปในอดีต ย่านท่าชัย-ศรีสัชนาลัยเคยเป็นแหล่งร่อนทองที่สำคัญ

“เมื่อก่อนไม่มีเขื่อน หน้าแล้งน้ำยมจะแห้ง ชาวบ้านจะมาร่อนทองกัน เก็บได้เป็นขดๆ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว คนก็ย้ายไปร่อนหาทองที่ใต้เขื่อนแทน” ป้าหนูเล็กกล่าวพลางชี้ไปที่ท่าน้ำหลังบ้าน

นอกจากจะมีทองตามธรรมชาติ ชาวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ยังเรียนรู้กรรมวิธีทำทองจากช่างชาวจีนที่ล่องเรือมาตั้งถิ่นฐาน คนแรกที่เรียนคือ พ่อเชื้อ วงศ์ใหญ่ บิดาของเจ้าของร้านทองสมสมัย ซึ่งเมื่อสามารถทำทองเองได้แล้วก็ได้เผยแพร่ความรู้ต่อไปยังลูกหลานในชุมชน ทำให้ปัจจุบันชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัยมีร้านทองถึง 22 แห่ง เช่น ร้านขวัญเงิน ร้านทองบ้านเจ้าจอม ร้านทองสมศักดิ์ ร้านทองอรพิน ร้านต่อเงินต่อทอง ร้านเงินช่างวิเชียร ร้านเงินสมคิด ซึ่งแน่นอนว่าร้านที่ใหญ่ที่สุดคือร้านแห่งตำนานอย่าง ร้านทองสมสมัย

ราว 10 กว่าปีที่แล้ว ลูกสาวของพ่อเชื้อได้คิดค้นลวดลายเฉพาะตัว โดยได้ถอดรูปแบบมาจากเส้นถักสำริดโบราณ เธอค่อยๆ ศึกษาและทดลองถักเส้นทอง แกะลายทีละปล้องทีละข้อ โดยลองขมวดเส้นทองแล้วเริ่มถักขึ้นมาเป็นเส้นสร้อย จนในที่สุดก็ได้เส้นทองลวดลายโบราณที่มีเอกลักษณ์ขึ้นมา

จากนั้นสมสมัยได้พัฒนารูปแบบขึ้นอีกเรื่อยๆ ทั้งการเดินลายงานฉลุ การถม และลงยา การลงยาคือ การแต้มสีหรือน้ำยาลงในร่องลายของเครื่องประดับที่เป็นโลหะแทนการฝังอัญมณี เดิมทีใช้เฉพาะสีแดงและเขียว ต่อมามีเพิ่มสีน้ำเงิน สีฟ้า และสีเขียวอมฟ้าหรือที่เรียกว่าสีราชาวดี นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบให้มีลวดลายหลากหลาย เช่น ลายหัวใจ ลายดอกพิกุล ลายไข่ปลา ลายหยดน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตทองโบราณในปัจจุบันยังคงผลิตด้วยมือ ไม่ใช้เครื่องจักรใดๆ แต่ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยในการทำ เช่น เครื่องชั่งทอง เครื่องพ่นไฟ เครื่องตีทอง เครื่องรีดทอง เครื่องแกะทอง เครื่องตัดทอง ซึ่งทั้งหมดเป็นอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นเอง โดยนักท่องเที่ยวที่ไปเคาะประตูร้านทองสมสมัยจะได้เห็นกรรมวิธีการทำทองโบราณแบบใกล้ชิดซึ่งแทบไม่ผิดเพี้ยนไปจากยุคแรก

นอกจากนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมร้านทองสุโขทัยถึงขายแพงกว่าร้านทองเยาวราช นั่นเป็นเพราะเนื้อทองของสุโขทัยเป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99% และความที่มีเนื้อทองมากจึงทำให้สีของทองสุโขทัยมีสีเหลืองจำปา ต่างจากทองรูปพรรณตามท้องตลาดที่มีเนื้อทอง 96.50% เป็นสีเหลืองดอกบวบ รวมถึงยังมีคุณค่าที่ลวดลายละเอียดประณีตเหล่านั้นด้วย

ก่อนจะหันหลังให้ประตูทุกบ้าน ชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ยังเหลือประตูบานสุดท้ายที่ไม่มีที่ใดเหมือน และบายศรีจากบ้านป้าหนูเล็กก็จะถูกนำมาไว้ที่สถานที่แห่งนี้ ณ วัดเชิงคีรี ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดในสุโขทัย ที่ตั้งของรอยพระพุทธบาทพุทธศิลป์สวยงาม และบันไดนาคที่นำไปสู่จุดชมวิวในมุมที่สวยที่สุด ซึ่งหลังจากถวายบายศรีบูชาพระพุทธเสร็จสิ้น ก็น่าจะทำให้เส้นทางท่องเที่ยวท่าชัย-ศรีสัชนาลัย ปิดประตูได้อย่างสมบูรณ์

กลายเป็นว่า จุดสุดท้ายคือจุดบรรจบของจุดเริ่มต้น ดังชื่อ “วังวน” ชุมชนที่มีเรื่องราวให้ค้นหาโดยแทบไม่รู้ตัวเลยว่า แต่ละจุดได้เชื่อมโยงถึงกันเป็นวงกลม เกี่ยวโยงจากประตูหนึ่งถึงอีกประตู จากคนหนึ่งถึงอีกหลายคน และจากตะวันตกถึงตะวันออกของแม่น้ำยม เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีจุดจบของชุมชนท่าชัย-ศรีสัชนาลัย 

ท่องรัฐซาบาห์ เที่ยวเกาะเลาะป่าตามหาบ่อโคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550932

ท่องรัฐซาบาห์ เที่ยวเกาะเลาะป่าตามหาบ่อโคลน

ถ้าพูดถึงรัฐซาบาห์ในประเทศมาเลเซีย หลายคนคงสงสัยว่ารัฐนี้ตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของมาเลเซีย ทำไมไม่ค่อยรู้จักเกี่ยวกับรัฐนี้เลย ก็คงไม่แปลกที่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะรัฐนี้ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งตั้งอยู่คนละฟากฝั่งกับพื้นที่ที่ติดกับประเทศไทย อย่าว่าแต่คนไทยเลยที่ไม่ค่อยรู้จัก คนมาเลเซียด้วยกันเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปที่นั่น เพราะใช้เวลาบินเกือบ 3 ชั่วโมง แต่หลายคนได้มาแล้วติดใจในธรรมชาติที่สวยงามทั้งบนบกและทะเล

แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็คือการพิชิตยอดเขากีนาบาลู ยอดเขาสูงที่สุดอันดับ 4 ของอาเซียน แม้จะเป็นยอดเขาที่ไม่สูงที่สุด แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพให้กับนักปีนเขามากที่สุด ขอแค่มีเงินมีเวลาและมีพละกำลังก็พิชิตได้แล้ว ในขณะเดียวกันสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่นี่ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเช่นเดียวกัน

ทุกวันนี้สนามบินนานาชาติโกตากีนาบาลูเปิดประตูต้อนรับเที่ยวบินจากต่างประเทศจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากจีนหรือเกาหลีใต้ ที่วันนี้กวาดสายตาไปก็จะเห็นแต่นักท่องเที่ยวจากสองชาตินี้มากที่สุด ซึ่งมีหนึ่งในเป้าหมายหลักคือการมาท่องเที่ยวทะเล โดยมีเกาะกายา (Gaya) เป็นแม่เหล็กดึงดูด เพราะเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่มีแหล่งดำน้ำดูปะการังมากมายมีโรงแรม รีสอร์ท พร้อมสรรพ และมีกิจกรรมทางน้ำให้เลือกเยอะแยะ ที่สำคัญคือตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับเมืองโกตากีนาบาลู สามารถนั่งเรือข้ามฟากไปแป๊บเดียว จะซื้อทัวร์ไปนอนเล่นบนเกาะ หรือท่องเที่ยวในแบบวันเดย์ทริปก็เลือกได้ตามความต้องการ แต่สำหรับพวกเราทีมงานโลก 360 องศา มองว่าเกาะกายาดูจะธรรมดาไปสำหรับพวกเรา เพราะความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลไทยสามารถสู้กับที่นี่ได้สบายๆ แต่มีเกาะอยู่แห่งหนึ่งห่างจากโกตากีนาบาลูลงไปทางใต้ประมาณร้อยกิโลเมตร เป็นเกาะที่ไม่ธรรมดาและมีกิจกรรมผจญภัยที่น่าสนใจ

เกาะที่ว่านี้ก็คือเกาะปูเลาตีกา (Pulau Tiga) การจะเดินทางไปที่นั่นมี 2 วิธี วิธีที่ง่ายสุดคือซื้อทัวร์ที่ท่าเรือเจสเซลตันพอยต์ โกตากีนาบาลู ได้เลย ใช้เวลาเดินทางด้วยสปีดโบตประมาณ 2 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ออกเดินทางสายๆกลับขึ้นฝั่งบ่ายๆ และรวมอาหารเที่ยงไว้แล้ว หรืออีกวิธีก็คือมาขึ้นเรือที่เมืองกัวลาเป็นยู (Kuala Penyu) แล้วต่อเรือไปอีกประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ซึ่งพวกเราเลือกวิธีการนี้ เพราะจะได้ถือโอกาสมาสำรวจเมืองนี้ไปในตัว

ขับรถใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงก็มาถึงเมืองกัวลาเป็นยู เพราะถนนแคบและอยู่ในระหว่างปรับปรุงขยายเส้นทาง เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ตามข้อมูลบอกว่ามีผู้คนอาศัยเพียง 600 คน เห็นจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเมืองนี้เงียบมาก จะมีผู้คนพลุกพล่านที่สุดเฉพาะแค่ใจกลางเมืองที่เป็นที่ตั้งของอาคารไม้โบราณสีฟ้า และเป็นร้านค้าที่ผู้คนจะต้องมาซื้อหาข้าวของ ซึ่งแน่นอนว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงกลุ่มเดียวในเมืองนี้ เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะซื้อทัวร์มาจากโกตากีนาบาลู และที่เมืองนี้ก็มีเพียงรีสอร์ทเล็กๆ ไม่กี่แห่งเท่านั้น แต่กระนั้นก็ใช่ว่าเมืองนี้จะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆงามๆ

ห่างออกไป 10 กิโลเมตร จากเมืองกัวลาเป็นยูคือหาดบาตูลูอัง (Batu Luang) ชายหาดที่มีบรรยากาศแปลกตา มีลักษณะเป็นหน้าผาที่แทรกตัวไปด้วยก้อนหินจำนวนมาก ซึ่งถูกกัดเซาะด้วยแรงลมและน้ำทะเลจนกลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา นอกจากนั้นแล้วชายหาดที่นี่ก็มีแต่หินก้อนกลมมนทับถมกันเป็นจำนวนมาก ก้อนหินบางส่วนก็ถูกปกคลุมไปด้วยสาหร่ายทะเลสีเขียว ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกที่นี่สวยงามจนดึงดูดให้ช่างภาพเดินทางมาปักหลักตั้งกล้องถ่ายภาพ

หลังจากได้ชื่นชมกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม เราตื่นเช้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังเกาะปูเลาตีกา ใช้เวลาไม่นานเรือก็พาเรามาถึงเกาะแห่งนี้ ซึ่งมีบรรยากาศสวย น้ำใส หาดทรายสะอาด เพราะอยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะปูเลาตีกา นักท่องเที่ยวที่จะมาที่นี่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าอุทยานด้วย ถ้าหากจองที่พักบนเกาะไว้ก็จะบวกค่าธรรมเนียมแล้ว

เกาะปูเลาตีกามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาเพราะที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทำรายการ Survivor ซีรี่ส์บอร์เนียว เป็นหนึ่งในรายการโทรทัศน์ที่โด่งดังและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในฉากที่ปรากฏในรายการคือการแช่บ่อโคลนภูเขาไฟของผู้เข้าร่วมรายการ และนั่นเองที่ทำให้หลังจากนั้นชื่อเสียงของเกาะปูเลาตีกาโด่งดังขึ้นมา เพราะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากเดินทางมาแช่บ่อโคลนภูเขาไฟ แต่การจะไปให้ถึงที่นั่นจะต้องเดินเท้าผ่านเส้นทางป่าธรรมชาติระยะทางมากกว่า 1 กิโลเมตร

บ่อโคลนภูเขาไฟแห่งนี้สันนิษฐานว่าในอดีตที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของปล่องภูเขาไฟเล็กๆ ที่ดับตัวไปแล้ว แต่ยังคงมีความคุกรุ่นอยู่เล็กน้อย และยังมีกลิ่นเจือจางของกำมะถัน เมื่อมีน้ำฝนจากธรรมชาติไหลลงมาในปล่องจึงเกิดเป็นบ่อโคลนธรรมชาติขึ้น ซึ่งเชื่อกันว่ามีแร่ธาตุที่ช่วยทำให้ผิวพรรณดี และได้กลายเป็นหนึ่งในจุดขายทางด้านการท่องเที่ยว

เราโชคดีเจ้าหน้าที่รีสอร์ทแอบกระซิบว่ามีบ่อโคลนอีกแห่งหนึ่ง ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเข้าไป แต่จะต้องเดินเท้าผ่านเส้นทางที่รกทึบ อุตส่าห์มาไกลจากประเทศไทยมีหรือจะพลาด เมื่อไปถึงก็พบว่าบ่อโคลนมีขนาดเล็กพอให้คนหนึ่งคนสามารถลงไปจุ่มได้เท่านั้น เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่าเดิมทีบ่อโคลนที่เราลงไปแช่ก่อนหน้านี้ก็มีขนาดเท่าบ่อนี้ แต่เมื่อคนแห่มาเที่ยวเยอะบ่อก็ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ จนสามารถจุคนได้มากกว่า 10 คน

รอบๆ บ่อโคลนไม่มีห้องอาบน้ำ นักท่องเที่ยวจะต้องพาร่างที่เต็มไปด้วยโคลน เดินเท้ากลับไปยังเส้นทางเดิมเพื่อไปล้างตัวที่ทะเล จุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สนุกสนานและดูจะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ที่ต่างพากันถ่ายรูปและขำขันไปกับสภาพร่างกายที่เปื้อนไปด้วยโคลน

ใครที่สนใจจะมามีประสบการณ์แช่โคลนก็ควรเตรียมชุดว่ายน้ำหรือเสื้อผ้าที่ทำความสะอาดได้ง่ายจะสะดวกที่สุด ส่วนใครที่ผิวพรรณแพ้ง่ายก็อาจจะพิจารณาก่อนตัดสินใจลงแช่ในบ่อโคลน แต่รับรองว่านี่เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่มีใครเหมือน และคุ้มค่าที่จะมาเที่ยวถ้าได้มาถึงเมืองโกตากีนาบาลู รัฐซาบาห์ อีกฟากฝั่งหนึ่งของประเทศมาเลเซียที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และอย่าลืมติดตามชมภาพบรรยากาศความสนุกสนานของการเดินทางของพวกเราได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์หลังเคารพธงชาติ ทางไทยรัฐทีวีช่อง 32

อบ อบ อร่อย หมูอบซอสญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550869

อบ อบ อร่อย หมูอบซอสญี่ปุ่น

เรื่อง สวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อบ อบ อร่อยในหลายฉบับที่ผ่าน เป็นวิธีการอบแบบสไตล์ไทยๆ เอเชียนิดๆ เพราะบ้านเราไม่ได้ใช้การหุงหาอาหารแบบเตาอบ ถ้าอยากได้รสชาติที่ดีเลยต้องเริ่มจากการทอดหรือจี่แล้วเติมน้ำลงไปอบให้ระอุด้วยไอน้ำในกระทะหรือหม้อต่อไป อย่างพะโล้ก็ใกล้เคียงกับอาหารจานอบเพราะผัดก่อนแล้วตุ๋น แม้แต่ขาหมูแบบจีนที่ต้องเผาหรือทอดขาหมูก่อน ก็หลักการเดียวกัน

ทีนี้การทำอาหารด้วยการอบแบบ 2 ขั้นตอน ขั้นแรกไม่ยาก ขอให้เตาร้อน น้ำมันน้อยๆ จี่ให้เหลืองด้านนอกทั้งหมดไม่ต้องให้สุกถึงด้านใน ขั้นถัดมาถือเป็นจุดสำคัญ เพราะต้องคุมความร้อนให้ดี ให้ปริมาณความร้อนและไอน้ำพอเหมาะ ไม่ให้มันเดือดมากเพราะถ้าความร้อนสูงเกินไป เดือดพล่านๆ แทนที่ไอน้ำจะแทรกซึมให้อาหารเปื่อยยุ่ยอร่อย กลายเป็นว่า น้ำในอาหารจะออกมาแทนทำให้เนื้อสัตว์นั้นๆ กระด้างไป

การคุมไฟจึงเป็นเรื่องสำคัญ เชฟตามร้านใหญ่ๆ จึงอาศัยหม้ออัดความดันใช้เวลาสั้นๆ แต่ใช้ความดันเข้าช่วย ผู้เขียนไม่ค่อยถนัดวิธีนี้ เพราะไม่ชอบใช้หม้ออัดความดัน ความรู้สึกว่าเวลากับอุณหภูมิที่เหมาะจะช่วยให้อาหารอร่อยกว่า น้ำซุป น้ำซอสที่ได้จะมีรสชาติหอมหวนกว่า ปัญหาจึงมาตกที่วิธีคุมไฟจากเตา ถ้าเรามีเวลาทำตั้งแต่เช้า เราคุมไฟได้ง่ายเพราะหมั่นตรวจจากหม้อที่ตั้งไฟไว้ แต่ถ้าเราทำกลางคืน ไม่กล้าตั้งไฟทิ้งไว้เพราะกลัวปัญหาอัคคีภัย ผู้เขียนจึงหันมาทดลองทำอาหารจานอบกับเตาอบแทน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอันตราย แต่ต้องเป็นเตาอบขนาดใหญ่ จะเหมาะสำหรับการอบข้ามคืน

วิธีง่ายๆ คือ ผู้เขียนใช้ความร้อนต่ำตั้งอุณหภูมิเตาอบไว้ที่ 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น อาศัยถาดอบที่มีขอบสูงเพื่อใส่ของเหลวลงให้พอท่วมชิ้นเนื้อ ตั้งน้ำซุปที่ปรุงรสแล้วให้เดือดเพื่อเป็นการเพิ่มอุณหภูมิการอบแล้วราดลงบนชิ้นเนื้อที่เราต้องการจะอบกะให้ท่วมไม่ต่ำกว่า 2 ส่วน 3 ของความสูงชิ้นเนื้อ ใส่เตาอบแล้วเข้านอนเลย ความร้อนต่ำๆ จะค่อยๆ ทำให้เนื้อสัตว์เปื่อยยุ่ยจากเวลายาวๆ ตลอดทั้งคืน ถามว่าน้ำถาดอบนั้นเดือดไหม จากเตาอบขนาด 70-80 ลิตร เมื่อตั้งอุณหภูมิที่ 100 องศาฯ น้ำซุปที่อยู่ในนั้นแทบจะไม่เดือดปุดๆ เลย เป็นเพียงแค่ความร้อนในลักษณะ Poaching คือ ร้อนแบบรุม ผลที่ได้คือ เนื้อสัตว์จะเปื่อยนุ่ม เพราะเกือบๆ จะเป็นการ Sous vide บ้านๆ ที่หลักการอาจจะไม่เป๊ะแต่ได้ความฉ่ำเพราะเนื้อไม่ทันได้รู้ตัวว่าตัวเองสุก เพราะความร้อนและน้ำซุปจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าชิ้นเนื้อแลกเปลี่ยนกันแบบพอดีๆ

ผู้เขียนทดลองวิธีเตาอบนี้กับน่องสะโพกเป็ด ไก่ หมูทั้งชิ้น หางวัวชิ้นโตๆ ได้ผลเปื่อยยุ่ยออกมาพอดีๆ สูตรนี้จึงเหมาะสำหรับบ้านที่มีเตาอบขนาดสัก 70 ลิตร เพราะง่าย สะดวก ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก หาถาดอบลึกๆ เนื้อหนาๆ จะทำให้ง่ายยิ่งขึ้น

อย่างในฉบับนี้ผู้เขียนแกะสูตรมาจากหมูอบซอสญี่ปุ่น ที่บุฟเฟ่ต์อาหารที่ คริสตัล พาเลซ ร้านอาหารหน้าปราสาทซินเดอเรลลาที่ โตเกียว ดิสนีย์แลนด์ ไปเที่ยวทีไรลูกๆ ต้องรบเร้าไปกินร้านนี้ เพราะมีขนมหวานเป็นไลน์บุฟเฟ่ต์ มีลวดลายเป็นตัวการ์ตูนคาแรกเตอร์น่ารักของดิสนีย์เพียบ เมนูที่อร่อยที่สุดของอาหารคือ หมูอบที่เชฟจะคอยสไลซ์มาเป็นชิ้นบางๆ หมูเป็นชิ้นแบบแถวยาว อบมาเปื่อยนุ่ม หั่นแล้วยวบยาบความฉ่ำเห็นได้ชัด ราดซอสที่เป็นโชยุเบส คือใช้ซีอิ๊วญี่ปุ่นเป็นตัวปรุงรสนำ เค็มหวาน เปรี้ยวนิดๆ กำลังดีหอมกลิ่นขิงแผ่วๆ กินอร่อยเพลินดี คู่กับข้าวสวยหรือจะสลัดผักก็อร่อย

แต่ถ้าที่บ้านไม่ได้ใช้เตาอบขนาดใหญ่ ผู้เขียนว่าหม้อเนื้อหนาๆ ใบโตๆ ใช้ได้ แต่ต้องเฝ้าไฟให้ดีอย่าให้เดือดเกินไป หั่นหมูชิ้นหนาๆ ใหญ่ๆ ให้ยาวสัก 1 ไม้บรรทัด เรียงใส่หม้อน้ำซุปแล้วหรี่ไฟให้เบาๆ เดือดให้เบาที่สุด กะเวลาสัก 4 ชั่วโมง น่าจะเปื่อยกำลังดี สำคัญที่น้ำซุปอย่าทิ้งเชียวเพราะเราเอาปรุงเป็นซอสต่อได้สบายๆ

สูตรนี้พิสูจน์มาแล้วว่าทำไว้ได้ล่วงหน้า ผู้เขียนทำหมูทีละ 3-4 ชิ้น หั่นเรียงใส่จาน คลุมฟิล์มพลาสติกไว้ พอถึงเวลาเลี้ยงแขกก็เอามานึ่งสัก 4 นาที ราดน้ำซอสที่ปรุงไว้ร้อนๆ รับประกันว่าอร่อยแบบไม่หัวฟู

ส่วนผสมสำหรับหมูอบ

– หมูสันคอ 1.5 กิโลกรัม

– ขิงแก่หั่นแว่น 3-4 แว่น

– น้ำซุปต้มกระดูกหมู 5 ถ้วย

– ซีอิ๊วญี่ปุ่น (โชยุ) 1 ส่วน 2 ถ้วย

– เกลือป่น 1 ช้อนชา

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

– เหล้าสาเกหรือสาโทบ้านเรา 0.5 ถ้วย

สำหรับซอส

– น้ำซุปหมูจากการอบหมู 4 ถ้วย

– ซีอิ๊วญี่ปุ่น (โชยุ) 1 ส่วน 4 ถ้วย

– เกลือป่น 1 ส่วน 2 ช้อนชา

– น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

– น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 2 ช้อนโต๊ะ

– เหล้าสาเกหรือสาโทบ้านเรา 2 ช้อนโต๊ะ

– หัวไช้เท้าขูดละเอียด บีบน้ำออกให้แห้ง 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

แนะนำสำหรับเตาอบขนาดใหญ่ : อุ่นเตาอบไว้ที่ 200°C เรียงเนื้อหมูที่หั่นเป็นเส้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว ให้เป็นแถวในถาด แนะนำว่าหมูควรวางให้มีช่องว่างระหว่างกัน อุ่นน้ำซุปในหม้ออีกใบให้เดือด ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด เทราดลงบนเนื้อหมู นำเข้าเตาอบ ใช้เวลา 15 นาที จากนั้นปรับให้มีอุณหภูมิ 100°C อบต่อไปโดยใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง นำหมูออกมาเรียงพักให้เย็นจะหั่นเป็นชิ้นบางๆ ได้ง่ายด้วยมีดคมๆ

แนะนำ สำหรับหม้อ : เลือกหม้อขนาดใหญ่ที่มีเนื้อหนา อุ่นน้ำซุปให้เดือด ปรุงด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด เรียงเนื้อหมูลงในหม้อ ปิดฝาแบบแง้มเล็กน้อยปล่อยให้เดือดเบาที่สุด ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนำออกมาพักไว้ให้เย็นก่อนสไลซ์บางเป็นชิ้นๆ

สำหรับซอส : เทน้ำซุปที่ได้ลงในหม้อ เติมส่วนผสมทั้งหมดลงไปยกเว้นหัวไช้เท้าขูดฝอยเคี่ยวให้เดือดประมาณ 5 นาที จากนั้นเติมไช้เท้าขูดละเอียดบีบน้ำออกให้แห้ง หรี่ไฟลงเคี่ยวต่อไปอีก 15 นาทีที่ไฟอ่อน

สำหรับการเสิร์ฟ : ซอยผักกาดแก้วหรือกะหล่ำปลีเป็นเส้นฝอย รองไว้ที่จาน เรียงเนื้อหมูลงไป จากนั้นราดซอสร้อนๆ ลงบนเนื้อหมู เสิร์ฟกับข้าวสวยหรือข้าวสวยญี่ปุ่นหุงร้อนๆ

R.Haan สำรับรสไทย เสิร์ฟสไตล์โมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550468

R.Haan สำรับรสไทย เสิร์ฟสไตล์โมเดิร์น

เรื่อง คาเอรุ  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เว้นวรรคการทำร้านอาหารไปเป็นอาจารย์บ้าง ทูตอาหารไทยบ้างอยู่พักใหญ่ เชฟชุมพล แจ้งไพร กลับมาแล้วกับร้านอาหารใหม่แกะกล่อง อาหาร (R.Haan) ที่ร่วมหุ้นกับ ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี ตั้งอยู่ ณ หัวมุมของบล็อกแรกของทองหล่อซอย 9

เรื่องรสมือของเชฟชุมพลนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ร่ำลือกันว่า แม้แต่น้ำปลาพริกก็ยังอร่อย นั่นก็เพราะว่า ล้วนเลือกสรรแต่ของดีๆ มาจากแหล่งต่างๆ ของประเทศไทย โดยร้านอาหาร มีโลโก้เป็นรูป อ. อ่าง ที่ออกแบบแสดงให้เห็นคอนเซ็ปต์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ของร้านนี้

อาหารไทยแท้ๆ ทั้งรสชาติ วิธีปรุง และอาศัยวัตถุดิบของไทยทั้งหมด รวมถึงเมนูที่หารับประทานได้ยาก เสิร์ฟมาในกิมมิกแบบร่วมสมัยเป็นเซตเมนูสไตล์ “เมนูทดลองชิม” (Degustation) แบ่งเป็น สำรับเอก, โท, ตรี แต่ละสำรับมี 18 รายการ ซึ่งในแต่ละครั้งเชฟจะมีเมนูเซอร์ไพรส์อีก 1 เมนูที่จะไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน (รวมเป็น 19 เมนู ต่อ 1 สำรับ) ราคาเริ่มต้นที่ 2,012 บาท++, 2,412 บาท++ และ 2,612 บาท++

เชฟชุมพลเล่าว่า แต่ละสำรับผ่านการคิดค้นโดยอิงประวัติศาสตร์อาหารไทย เน้นความถูกต้องของการตั้งสำรับไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยสำรับเอก เป็นเมนูที่จัดเตรียมสำหรับผู้สูงศักดิ์ระดับหม่อมเจ้าขึ้นไป ขณะที่สำรับโท-ตรี ก็ลดหลั่นชั้นชนลงมาตามลำดับ โดยเมนูจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ตามวัตถุดิบที่สดใหม่ทุกๆ 4 เดือน

เบิกลิ้นทุกสำรับด้วย เครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย ปิติ ใครสั่ง สำรับตรี (ราคา 2,012 บาท++ ต่อท่าน) ประกอบด้วย อมูสบุช หรืออาหารเรียกน้ำย่อย เป็น ลาบทอดไข่สวรรค์เขาใหญ่ ตามด้วยแอปเปอไทเซอร์ หรืออาหารว่าง เป็น ยำทวาย ไม่วายรส, ผัดไทยห่อกุยช่ายเขียว, ไก่โคราชย่างถ่าน

ก่อนจะเข้าสู่เมนคอร์ส เชฟเสิร์ฟซุปสไตล์ไทย โดยพรีเซนต์มาในไซฟ่อน นอกจากจะได้ความโมเดิร์นร่วมสมัยแล้ว ยังจะช่วยให้ได้ซุปร้อนๆ ซดกันที่โต๊ะอีกด้วย สำหรับสำรับตรี เชฟเสิร์ฟต้มซุปเปอร์ไก่บ้าน

ตามมาด้วยสำรับเมนคอร์ส ตั้งแต่ห่อหมกใบยอปลาสองน้ำ, น้ำพริกมะขามอ่อนเครื่องแนม, ผัดกะเพราแดงเนื้อโคราชวางุ และมัสมั่นเนื้อน่องไก่รสร้อนแรง เสิร์ฟพร้อมหัวน้ำปลาแท้ระยองกับพริกขี้หนูสวนราชบุรี

รับประทานกับข้าว 7 อย่างหุงรวมกัน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 2 ภาค คือจากแม่จัน เชียงราย และทุ่งกุลาร้องไห้ อุบลราชธานี ที่ล้วนเป็นเป็นข้าวชนะเลิศอันดับหนึ่งของประเทศ ส่วนคนที่นิยมรับประทานข้าวกล้อง จะได้กินผสมกัน 5 อย่าง คือ ข้าวสังข์หยด, ข้าวไรซ์เบอร์รี่, ข้าวกล้องดอย, ข้าวกล้องหอมมะลิ โครงการหลวง จิตรลดา และข้าวกายาไรซ์

ปิดท้ายด้วยสำรับของหวาน มีรายการอย่าง ขนมตาลหวานโตนดเพชรบุรี, ไอศกรีมชาเย็น, ขนมน้ำสี่ถ้วย และผลไม้ไทย แล้วยังมีเปอตีต์ ฟูร์ ขนมไทยชาววังชิ้นเล็กชิ้นน้อย อย่างดาราทอง ลูกชุบ กลีบลำดวน ฝอยทอง ที่ทำเองทั้งหมดในครัวร้านอาหารอีกด้วย

ด้าน สำรับโท (ราคา 2,412 บาท++ ต่อท่าน) ประกอบด้วย อมูสบุช เป็น แตงโมปลาแห้งสิงห์บุรีสี่รส, ตามด้วยแอปเปอไทเซอร์ อย่างพล่าส้มโอท่าข่อยกุเลาแดดเดียว, ไส้กรอกปลาแนมชาววัง, ขนมเบื้องโบราณกุ้งทะเลไทย

ซุปไซฟ่อนสำรับโท เป็น ต้มจิ๋วลูกรอกหมูดำคอนซอมเม่ ตามมาด้วยสำรับเมนคอร์ส ตั้งแต่งบปลาหมอนาย่างถ่าน, แสร้งว่าเค็มบักนัดกุ้งเผา, ผัดเผ็ดหมูป่าหน่อกระวานจันทรบูร และแกงคั่วปูปลาป่นอยุธยาใบชะพลู เสิร์ฟมาพร้อมข้าว 7 อย่างเช่นกัน

สำรับของหวาน มี ขนมเปียกปูนแป้งสดชาร์โคลกาบมะพร้าว, ไอศกรีมกาแฟไทย, ส้มฉุนร้อยรสกลิ่น และผลไม้ไทย ปิดท้ายด้วย เปอตีต์ ฟูร์ ขนมไทยชาววัง

สำรับเอก (ราคา 2,612 บาท++ ต่อท่าน) ประกอบด้วย อมูสบุช ขนมครกครีมต้มข่า แต่งหน้าด้วยคาเวียร์โครงการหลวงดอยอินทนนท์, ตามด้วยแอปเปอไทเซอร์ อย่างขนมจีนน้ำพริกคุณทวดสงวนศรี, หมี่กรอบไทยชาววัง, ทอดมันปลากรายปากน้ำโพ

ซุปสไตล์ไทยในสำรับเอก เป็น ต้มยำกุ้งแม่น้ำร่วมสมัย ขณะที่เมนคอร์ส มีตั้งแต่ไข่มดแดงต้นมะม่วงผักหวานป่าหมดขี้เถ้า, หลนปูม้าปากน้ำบางตะพูน, ผัดพริกขิงปลากะพงบางปะกง สูตรคุณแม่จง และแกงเขียวหวานพริกขี้หนูสวนปิติ กับโคขุนไทยกำแพงแสน เสิร์ฟมาพร้อมข้าว 7 อย่าง

ด้านสำรับของหวาน มีรายการอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วงภักดี, ไอศกรีมกะทิสดกะเทาะเปลือก, มะกรูดลอยแก้ว และผลไม้ไทย พร้อมทั้งเปอตีต์ ฟูร์ ขนมไทยชาววังชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นเดียวกัน

อาหารทุกสิ่งอย่างผ่านการตระเตรียมและปรุงสดใหม่ในครัว จึงเปิดบริการเฉพาะมื้อดินเนอร์ เนื่องจากต้องอาศัยเวลาในการปรุง ซึ่งนอกจากสำรับเอก-โท-ตรี ที่เน้นรสชาติและวัตถุดิบความเป็นไทยแท้ๆ แล้ว เชฟชุมพลคนเก่งบอกว่า สำหรับแฟนๆ ที่อยากกินของดีๆ สไตล์ เชฟ’ส เทเบิล ที่นี่ก็มีบริการ ครั้งละไม่เกิน 12 คน ราคาเริ่มต้นที่ 5,000 บาท++ โดยอาจจะมีวัตถุดิบพรีเมียมจากต่างประเทศเข้ามาปรุงด้วย (ต้องจองล่วงหน้า)

อิ่มเอมรสชาติอาหารไทยแท้ๆ ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งร้านแบบไทยร่วมสมัย ร้านที่ดูภายนอกสุดแสนจะโมเดิร์น แต่พอเดินเข้ามาในร้านจะสัมผัสได้ถึงความเป็นไทยอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งงานศิลปะลวดลายไทย ผนังร้านที่ออกแบบให้เหมือนเรือนไทยโบราณ ฯลฯ

ร้านอาหาร ทองหล่อ ซอย 9 เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-059-0433-4 และ 09-5141-5524 เฟซบุ๊ก RHAANThai หรือเว็บไซต์ : http://www.r-haan.com

‘ดิน’ เมนูตอบรับระบบนิเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550464

‘ดิน’ เมนูตอบรับระบบนิเวศ

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกของธรรมชาติที่สมบูรณ์ โดยการจำลองระบบนิเวศด้วยหิ่งห้อย แมลงที่เสมือนเป็นตัวแทนวัดค่าความสมบูรณ์ของธรรมชาติ มาให้คนเมืองได้ชมแสงระยิบระยับตาไปพร้อมๆ กับการรับประทานอาหารอร่อยๆ ให้ได้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ในคราวเดียวกัน

วังหิ่งห้อย (Wang Hinghoi) คือร้านอาหารไทยสไตล์ไฟน์ ไดนิ่ง ที่ได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ป่าและเมืองมาผสมผสานกัน ด้วยจำลองบรรยากาศของระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของป่ามาไว้ในเมือง ผ่านการเล่าเรื่องของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทางร้านจึงนำหิ่งห้อยมานำเสนอ รวมถึงเล่าผ่านรสชาติของอาหารที่เน้นตามธาตุนั่นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยทางร้านจะเปิดให้บริการเพียง 18 เดือน ตามวงจรชีวิตของหิ่งห้อยนั่นเอง

ด้านอาหารทางร้านนำเสนอในรูปแบบของ Thai Inspired Cuisine โดยนำวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารไทยมาทวิสต์ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยหน้าตาของอาหารจะแตกต่างไปจากเดิม ทว่ายังคงรสชาติสูตรดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

ทุกเมนูของทางร้านจะผ่านการครีเอทโดย เชฟนิค-ณัฐพล ภวไพบูลย์ ที่สร้างสรรค์ตามแนวคิดธาตุแห่งชีวิต ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่นำมาใช้ออกแบบเมนูธีมธาตุตามช่วงเวลา เริ่มจากธาตุดินที่คัดสรรวัตถุดิบพืชผักและเนื้อสัตว์ออร์แกนิกที่มีความเกี่ยวข้องกับธาตุดินมาเป็นคอร์สเมนูให้ได้รับประทานกัน

“เพื่อสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ เลยหยิบเอาประสบการณ์ของการกินมารวมอยู่ในอาหาร เลยแบ่งออกโดยยึดตามธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

เราเริ่มต้นจากการเสิร์ฟด้วยธาตุดินซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมชาติ อย่างเมนูเราจะเสิร์ฟด้วยขอนไม้ ซึ่งดูเหมือนขอนไม้ที่ตายแล้วแต่กลับมีชีวิตอีกครั้งจากสีสันของอาหาร รวมถึงพืชผักเราจะใช้ตั้งแต่พืชใต้ดิน จนกระทั่งลำต้น ใบ ดอก และผล เป็นผลผลิตจากพื้นดิน ทำให้ได้ประสบการณ์การกินอาหารที่แตกต่างไปจากเดิม มันแปลกนะแต่ยังยืนอยู่บนวัตถุดิบของไทย เป็นการสร้างความสมดุล และประสบการณ์ใหม่ที่คุณจะได้พบเจอ”

เริ่มต้นจากการรองท้องเบาๆ กับ Pork Rib Satay หมูสะเต๊ะที่เสิร์ฟมาในรูปแบบของซี่โครงหมู ที่มีลักษณะเหมือนขอนไม้ อันเป็นที่อยู่ของเหล่าหิ่งห้อย หมักเครื่องเทศแล้วนำไปอบ 24 ชั่วโมง และนำมาย่างด้วยเตาถ่านหินลาวา เพื่อให้ได้กลิ่นหอม มาพร้อมซอสถั่วที่ปรุงรสชาติเหมือนน้ำจิ้มสะเต๊ะ และประดับจานด้วยแตงกวาที่ปรุงรสเหมือนน้ำอาจาด เครื่องจิ้มของหมูสะเต๊ะนั่นเอง

ต่อด้วยเมนู Savoury Sea Bass Cake แรงบันดาลใจมาจากห่อหมก ที่มีเครื่องสมุนไพรใต้ดิน อย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ และใบผักโขมสีเขียวนำมาปั่นรวมกัน จากนำปลาซีบาสมาคลุกกับเครื่องเทศแล้วนำไปอบ แล้วเพิ่มกลิ่นหอมด้วยซอสที่ทำจากใบโหระพาทอด และใบมะกรูดทอดมาปั่นรวมกัน แล้วราดบนตัวปลาอีกที พร้อมเพิ่มความสนุกด้วยไข่กุ้ง กลายเป็นห่อหมกสีมรกตที่ให้รสชาติที่คุ้นเคย

สำหรับเมนูซุป ทางร้านเสิร์ฟ WHH Tom Yum Tiger Prawn แรงบันดาลใจมาจากต้มยำกุ้งเมนูยอดฮิต ซึ่งเลือกใช้กุ้งแม่น้ำลายเสือหมักกับเนยแล้วไปทอดบนกระทะที่ใช้ไฟอ่อนๆ ให้มีกลิ่นหอม ก่อนจะราดซุปต้มยำที่ได้จากการเคี่ยวเครื่องสมุนไพรไทย มันกุ้ง ปู เห็ด และมะเขือเทศเชอร์รี่ แล้วนำมาปั่นจนได้รสชาติเข้มข้นแบบไทยและกินได้ทุกอย่าง สร้างความละมุนได้ไม่น้อย

เพิ่มรสชาติกันแบบต่อเนื่องกับเมนูยำอย่าง Pomelo Garden หรือยำส้มโอที่เลือกใช้ส้มโอขาวแตงกวาจากชัยนาทที่มีจุดเด่นคือเปรี้ยวนำหวาน และทับทิมสยามที่มีสีสวยและให้รสชาติหวานนำ ตัดด้วยรสเปรี้ยวอมหวานของลูกพีช ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพิ่มด้วยซอสบนจานที่สกัดจากผักผลไม้สด และเพิ่มเทกซ์เจอร์ด้วยไก่กรอบ จากนั้นท็อปบนด้วยหอมเจียว เรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

มาถึงเมนูจานหลักกับ Spicy Duck Confit เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากแกงเผ็ดเป็ดย่างที่ทำออกมาในลักษณะของ Duck Confit นำขาเป็ดมาตุ๋น โดยใช้เทคนิกพิเศษ ตุ๋นเป็นระยะเวลานาน 12 ชั่วโมงจนเนื้อเป็ดแห้ง มีหนังกรอบนุ่มใน หอมกลิ่นสมุนไพรไทย ก่อนจะนำน้ำแกงเผ็ดเข้มข้นสูตรเฉพาะมาราด พร้อมตกแต่งจานด้วยผักออร์แกนิก

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานอย่าง Thai Charcoal Pudding หรือขนมเปียกปูน จานนี้ประยุกต์หน้าตาขนมให้มีลักษณะเหมือนดิน โดยปั้นขนมเปียกปูนเป็นก้อนกลมชุบด้วยไวท์ช็อกโกแลต ด้านล่างเพิ่มความกรุบกรอบด้วยครัมเบิลงาดำ งาขาวที่นำไปบดกับเนย แล้วตกแต่งด้วยเมล็ดทับทิม บลูเบอร์รี่ และผักออร์แกนิก ให้ดูคล้ายกับการจัดสวน

ที่ตั้ง สนามกอล์ฟ RCA Driving Range เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 09-1979-6226

อร่อยแท้ที่…ลำดีตี้ขัวแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550462

อร่อยแท้ที่...ลำดีตี้ขัวแดง

เรื่อง/ภาพ ชายโย

ออร์เดิร์ฟเมืองของชาวเชียงรายถูกจัดวางเรียงอย่างสวยงาม หมูยอ แคบหมู น้ำพริกอ่อง ไส้อั่วแบบค็อกเทล จิ้มรับประทานกันคนละนิดละหน่อย พอรองท้องเตรียมรับอาหารอีกหลายเมนูอันขึ้นชื่อของชาวเชียงใหม่ที่ร้าน ลำดีตี้ขัวแดง ภาษาพื้นเมืองที่แปลได้ความว่า อร่อยดีที่สะพานแดง

คำว่า สะพานแดง ไม่ใช่ชื่อตำบลแต่เป็นเพราะมีสะพานแดงเป็นสัญลักษณ์เด่นตั้งอยู่ที่ร้าน ดังนั้นหากจะเดินทางไปที่ร้านให้ตั้งพิกัดร้านไว้ที่โครงการ สี คอมมูนิตี้ ถนนวงแหวนรอบ 2 (มหาวิทยาลัยพายัพ) อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

เมนูที่ต้องลองก็คือ แหนมซี่โครงหมู ให้รสชาติเปรี้ยวกำลังดี มีกลิ่นหอมๆ น่ารับประทาน เสิร์ฟพร้อมขิง พริก และถั่วลิสง ตามด้วยเมนูเด็ดประจำร้านอย่าง คั่วเห็ดถอบ และผักเชียงดาผัดไข่ เมนูพื้นเมืองที่เราจะได้รับประทานกันแทบทุกร้านในเชียงใหม่ แต่ร้านนี้จะมีรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความหอมและรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม

ปิดท้ายด้วยเมนูยำเด็ดๆ อย่าง ปลาน้ำตก ปลาทับทิมตัวใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำนำไปทอดจนสุกกรอบหอมฟุ้ง ให้ลูกค้าได้ตักใส่จานของตัวเองไม่ต้องเสียเวลาฉีกแกะ จากนั้นนำกลับมาวางเรียงบนจาน ราดเครื่องยำน้ำตกเปรี้ยวนำเผ็ด มีความหวานและเค็มพอเชื่อมรสให้เข้ากัน โรยหน้าด้วยผักชีอย่างงาม อร่อยแบบนี้ควรพาครอบครัวมาลองกันสักครั้ง ร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00-21.00 น.

สอบถามเส้นทางและโทรจองที่นั่งได้ที่เบอร์ 08-6688-3688 

เดอะ เฟิร์ม แบงค็อก ชิลได้ 24 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 17:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550465

เดอะ เฟิร์ม แบงค็อก ชิลได้ 24 ชั่วโมง

เรื่อง อีตติง อาร์ต ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

ถ้าพูดถึงคลับ บาร์ ร้านอาหาร และวีไอพี เลานจ์ สุดหรูแห่งใหม่ในซอยสุขุมวิท 33 ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ภายในสถานที่เดียวแล้วละก็ ชื่อของ เดอะ เฟิร์ม แบงค็อก (The Firm Bangkok) ถือเป็นจุดหมายอันดับแรกที่ชาวแฮงเอาต์ตัวจริงต้องไม่พลาด

บรรยากาศภายใน เดอะ เฟิร์มฯ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ลักซ์ชัวรี่ พร้อมทั้งนำเสนอมิติใหม่ของประสบการณ์ กิน ดื่ม เที่ยว ครบครันในสถานที่เดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองภายใต้แนวคิด “Come As A Guest, Leave As A Friend” ได้อย่างดี ซึ่งเป็นการร่วมทุนของ สเตฟาน ลีแบ็ค และวีรพันธุ์ ชยางกูร ณ อยุธยา เพราะต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยเสิร์ฟอาหารฟิวชั่น เช่น อาหารอิตาเลียนผสมผสานกับอาหารอาเซียน ควบคุมความอร่อยโดยหัวหน้าเชฟ ธเนศ เนาวรัตน์ ผู้มีประสบการณ์จากห้องอาหารในโรงแรมชั้นนำ และเชฟกระทะเหล็ก รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

เมนูแนะนำเริ่มจาก Prawn Samurai จานนี้เป็นฟิงเกอร์ฟู้ดที่ประกอบด้วยกุ้งทอด อโวคาโด รากบัวทอดกรอบ วางบนสาหร่ายสด แล้วราดด้วยวาซาบิมายองเนสอีกที เป็นเมนูกินง่ายๆ แต่รสชาติอร่อย เหมาะกับการเรียกน้ำย่อยมากๆ

ตามด้วย The Firm Salad เมนูที่เลือกใช้ผักสลัดจากฟาร์มออร์แกนิกของทางร้าน ท็อปปิ้งด้วยขาหมูสเปน กุ้ง อโวคาโด ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิก ตัดด้วยมิโซะ ให้รสชาติเค็มซ่อนเปรี้ยว อร่อยได้ใจ

มาที่ Cheese Nirvana เมนูนี้เป็นชีสบูราต้าสดทรงกลมเนื้อเนียน ท็อปปิ้งบนมะเขือเทศสด มะเขือเทศอบแห้ง น้ำมันมะกอก และบัลซามิก เป็นเมนูที่เรียกความสดชื่นได้อย่างดีเชียวละ

มาที่เมนูเส้น Penne for your Thoughts เส้นเพนเน่ต้มสุก กับซอสเนื้อสไตล์ออสเตรเลียที่ผ่านการตุ๋นนานกว่า 4 ชั่วโมง จนได้เนื้อนุ่มเปื่อย แล้วนำมาผัดด้วยกันจนได้ความเข้มข้น ก่อนตักใส่จานโรยเห็ดพอร์ชินี่และทรัฟเฟิลส์ลงไปเพื่อเพิ่มความหอม

ตามด้วยจานหลัก Lamb Milanese ซี่โครงแกะที่ผ่านการซูส์-วีดก่อนย่าง เสิร์ฟพร้อมสปริงอันเนียน ผักชีไทย มินต์ กระเทียม จมูกข้าวโพด และชีสพาร์เมซาน พรีเซนต์ความเป็นอิตาเลียนทวิสต์ที่ผสานความเป็นเอเชียลงไป เนื้อแกะนุ่ม เข้ากันได้ดีกับตัวซอส

ปิดท้ายด้วยของหวาน Chocolate Ecstasy เมื่อตักลงไปจะได้รสสัมผัสช็อกโกแลตลาวาอุ่นๆ เนื้อนุ่ม กินคู่กับไอศกรีมซอลเต็ด คาราเมล ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อมเข้ากั๊น เข้ากัน

นอกจากนี้ ยังมีเมนูรับประทานง่ายอย่างเบอร์เกอร์ พิซซ่า รวมทั้งอาหารไทยเลิศรสที่ผสมผสานระหว่างรสชาติตะวันออกและตะวันตก เหนือและใต้ และอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกด้วย ราคาอาหาร 200-1,200 บาท

เมื่ออิ่มจากอาหารก็ต้องตามด้วยซิกเนเจอร์ค็อกเทล แก้วแรกสีชมพูใส Pomegranate Bellini มีส่วนผสมของสปาร์กลิ้ง ไวน์ บรั่นดี และเมล็ดทับทิมสด

แก้วต่อมา Sweet Poison สีส้มใส มีส่วนผสมของรัม บลูคาราเซา และน้ำสับปะรด ตกแต่งด้วยใบมินต์และเปลือกส้มฝาน ปิดท้ายด้วย Apple Caramel Martini มีส่วนผสมของวอดก้า คาราเมล และแอปเปิ้ลเขียว ขอบแก้วโรยด้วยเกลือสมุทรเพื่อตัดรสชาติตอนดื่ม

สำหรับใครที่เป็นขาแดนซ์ ช่วงดึกๆ จะย้ายไปร่วมโยกย้ายส่ายสะโพกกับเสียงดนตรีฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีสุดมันส์ที่คลับหรือวีไอพี เลานจ์ ที่โซนด้านบนของร้านก็ได้

เดอะ เฟิร์ม แบงค็อก อยู่ในซอยสุขุมวิท 33 เปิดบริการ 24 ชั่วโมง โซนคลับเปิดบริการตั้งแต่เวลา 22.00-01.00 น. โทร. 02-258-3644 หรืออัพเดทข้อมูลได้ที่ Page FB : The Firm Bangkok และ IG : thefirmbangkok

กวนอา เสิร์ฟอาหารจีนไหหลำมา 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 17:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550456

กวนอา เสิร์ฟอาหารจีนไหหลำมา 70 ปี

เรื่อง วราภรณ์

คนผ่านไปผ่านมาย่านพระราม 3 คงเคยเห็นภัตตาคารพื้นที่กว้างขวางที่ชื่อ “กวนอา” ตั้งเด่นตระหง่านเตรียมต้อนรับแขกมานานกว่า 7 ทศวรรษ ให้บริการความอร่อยสไตล์จีนไหหลำ ปัจจุบันเจเนอเรชั่นที่ 2 แน่งน้อย หาญตระการพงษ์ วัย 70 ปี เป็นผู้ดูแลธุรกิจของครอบครัวของสามีผู้ล่วงลับ แน่งน้อยเล่าว่า ภัตตาคารกวนอาได้ทำการย้ายร้านผ่านร้อนผ่านหนาวมา 4 แห่งแล้ว

“ตอนหม่าม้าคือคุณแม่ของสามี (ซิ้วเอง แซ่หั่น) ปัจจุบันอายุ 94 ปี ทำร้านอาหาร สามีของดิฉันอายุได้ 1 ขวบ ร้านกวนอาสาขาแรกอยู่ในตลาดหลวง บางรัก ขายอาหารจานเดียว บวกสุกียากี้โบราณแบบไหหลำ จากนั้นได้ย้ายมาอยู่ตึกแถวย่านสีลมใกล้ๆ กับเซ็นทรัลสีลม ซึ่งถือเป็นย่านธุรกิจ พอตอนหลังตึกแถวขายไป หม่าม้าก็ย้ายร้านมาอยู่ที่สาทรเหนือตรงสะพานไทย-เบลเยียม

อยู่ตรงนั้นนานกว่า 44 ปี จนเจ้าของที่ขายที่ไปทำโรงแรม กวนอา จึงย้ายไปอยู่ที่พระราม 3 ได้ 11 ปีแล้ว “ตั้งแต่ร้านย้ายไปจากบางรัก แล้วมาอยู่สีลม คุณแม่สามีเริ่มขยับขยายจากร้านอาหารเล็กๆ สู่ภัตตาคาร เริ่มคิดสูตรข้าวมันไก่สไตล์ไหหลำ ทดลองปรุงครั้งแรกให้กลุ่มเพื่อนๆ รับประทานต่างชื่นชอบ คุณแม่สามีจึงบรรจุเพิ่มเมนูข้าวมันไก่ตอนไหหลำ ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งจานที่ขึ้นชื่อของทางร้าน เมนูนี้ความอร่อย แน่งน้อยบอกว่าอยู่ตรงไก่ที่นำไก่ตอนสดๆ มาต้มจนเนื้อนุ่ม มื้อเช้าต้มครั้งหนึ่ง หากไก่หมดจะทำการต้มมื้อบ่ายอีกครั้ง เพื่อรักษาความสดความหวานของเนื้อไก่และน้ำซุป

เมนูนี้เราใช้ไก่ตอนพันธุ์พิเศษของไหหลำ เทคนิคการต้มเรามีเทคนิคต้มสักระยะหนึ่ง ไม่ให้หนังเละ ต้มไฟกลางๆ ไปเรื่อยๆ สักครึ่งชั่วโมง โดยเลือกไก่น้ำหนักตัว 3 กิโลกรัมขึ้นไป อายุไก่ราวๆ 5-6 เดือน เพื่อให้ได้เนื้อไก่เต็มที่ เนื้อนุ่มกำลังอร่อย เคล็ดลับคือต้มไก่เนื้อไม่ต้องเละ เนื้อจะออกนุ่มนิดๆ ไม่มันมาก กินเพื่อสุขภาพ ส่วนสูตรน้ำจิ้มทางร้านใช้สูตรเต้าเจี้ยวบด ใส่พริก กระเทียม ขิง อร่อยครบรส ใส่น้ำสต๊อกต้มไก่ลงไปอีกนิด รสชาติจะออกมากลมกล่อมกำลังดี”

นอกจากข้าวมันไก่ตอนที่ต้องสั่งแล้ว เมนูที่ห้ามพลาดคือ ผัดจับฉ่ายไหหลำ ความพิเศษของที่ร้านคือปกติจับฉ่ายของที่อื่นจะนำผักมาต้ม แต่ทางร้านนำวุ้นเส้นอย่างดีมาผัด แล้วใส่กุ้ง ปลาหมึกเรียกว่าผัด ใส่เครื่องใน เช่น กระเพาะหมู เซี่ยงจี๊ ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู้ เรียกว่าเครื่องเคียงเต็มจาน

อีกหนึ่งเมนูคือ แพะตุ๋น สูตรของกวนอาคือแพะมีกลิ่นหอมเพราะตุ๋นด้วยยาจีนจึงไม่มีกลิ่นสาบ คนชอบกินเนื้อแพะต้องมากินที่นี่ เมนูสุกียากี้สูตรโบราณของหม่าม้า ที่ส่งต่อสูตรความอร่อยทุกเมนูมาให้ลูกๆ หลานๆ คงเคล็ดลับการปรุงที่อร่อยไว้ เช่น วิธีการหมักเนื้อ เป็นต้น โดยสูตรน้ำจิ้มสุกียากี้เป็นสูตรเต้าหู้ยี้ อร่อยรสชาติกลมกล่อม ไม่เผ็ดมาก น้ำจิ้มรสกลางๆ หากลูกค้านิยมกินเผ็ดมีพริกกระเทียมเพิ่มให้ เคล็ดลับน้ำจิ้มอร่อยอีกนิดคือใส่น้ำพริกเผาลงไปด้วยทำให้น้ำจิ้มออกมันนิดๆ หอมน้ำมันงาหน่อยๆ เป็นสูตรที่ลูกค้าชอบ

เมนูตับทอดกระเทียมก็ห้ามพลาด ความอร่อยอยู่ตรงเป็นตับแป้ง คือเลือกตับที่มีความสมบูรณ์สีไม่เข้ม เวลานำมาทอดก่อนก็ต้องทอดให้พอดี ไม่สุกเกินไป เมื่อนำไปผัดกับกระเทียมแล้วจะนุ่มพอดี ปรุงรสด้วยพริกไทย ซีอิ๊ว กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก หรือจะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยก็ได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากเมนูให้เลือกสรรถึง 30 รายการ หรือคนสมัยใหม่ที่นิยมกินเมนูเพื่อสุขภาพ แน่งน้อย แนะนำให้สั่งยำตะไคร้และยำส้มโอ โดยเฉพาะยำตะไคร้มีการใส่มะพร้าวคั่วบวกหมูแผ่นบดทำให้มีรสชาติเปรี้ยวพอดีๆ แบบนุ่มนวล กินกับใบชะพลูรับรองอร่อยติดใจ

ภัตตาคารกวนอา สาขาพระราม 3 ตกแต่งสไตล์ทันสมัย แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ ด้านหน้าแบ่งเป็นห้องวีไอพี หากใครต้องการพื้นที่ส่วนตัวเหมาะกับส่วนนี้ จุคนได้ห้องละ 20-24 คน มีทั้งหมด 6 ห้อง ห้องใหญ่สุดนั่งได้ 50 คน ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ส่วนรวมจุคนได้ 27 โต๊ะ ประมาณ 200 คน เซ็กชั่นที่ 3 เป็นห้องจัดเลี้ยงวิวติดแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นสะพานภูมิพล สวยงามเป็นที่นิยมมาก นอกจากคนไทยที่นิยมมากินเป็นครอบครัว

สำหรับเส้นทางการไปมา 2 เส้นทาง หากมาจากฝั่งธนวิ่งมาถนนพระราม 3 กวนอา จะอยู่ฝั่งทางขาออกเมือง อยู่เลยธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่สัก 600 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ อีกเส้นทางหากมาจากทางด่วนดินแดง ให้ออกเส้นทางดาวคะนอง ลงทางออกแรก วิ่งขึ้นสะพาน 2 สะพานข้ามไฟแดง ให้ลงสะพานที่ 2 เลยธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายใหญ่โชว์เด่นเป็นสง่า

หากใครอยากไปชิมในช่วงเทศกาลหรือสุดสัปดาห์ แนะนำให้โทรไปจองโต๊ะก่อนล่วงหน้า 1 วัน โดยเฉพาะถ้าจะจองอิ่มอร่อยเป็นห้องวีไอพี โทร. 02-682-7747-8

พักการเมือง ลุยธุรกิจร้านอาหาร Brainwake

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 11:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/550171

พักการเมือง ลุยธุรกิจร้านอาหาร Brainwake

โดย  ปริญญา ชูเลขา

ประกาศเว้นวรรคทางการเมืองแล้ว “ปุ้ม” สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หันหน้าเข้าครัวจับตะหลิวเป็นเชฟทำธุรกิจร้านอาหารอย่างเต็มตัว

เปิดร้านกาแฟ เบเกอรี่ และอาหาร ชื่อ Brainwake เจ้าตัวถึงกับถ่อมตัวว่าตอนแรกคิดว่าเปิดเล่นๆ เพียงไม่นานขยายสาขาไปแล้วหลายสาขา อาทิ ร้าน Brainwake Cafe สุขุมวิท 33 Brainwake Organics ซอยทองหล่อ 55 Brainwake Green มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน Brainwake Bakery ที่โชว์ ดีซี และ Brainwake Mobile รถ Food Truck แต่ละร้านคนเข้ามารับประทานอาหารแน่นเต็มร้าน

จุดเริ่มในการทำธุรกิจร้านอาหาร สุรนันทน์ เล่าว่า ตอนเป็นสื่อสารมวลชน ช่วงพักงานการเมืองหลังเกิดปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 ได้หันมาทำรายการร้านอาหารได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าของร้านและเชฟมากมาย ยิ่งตัวเองเป็นคนชอบกินและชิมอยู่แล้ว จึงได้สะสมความรู้จากตรงนั้นมา

“จนมาวันหนึ่งคิดได้ว่าตัวเราเองเป็นมาหลายอย่างตั้งแต่ลูกจ้าง ข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้แต่เป็นสื่อมวลชนก็ทำมาหมดแล้ว จึงอยากหันมาเป็นนักธุรกิจร้านอาหารบ้าง จึงเปิดร้านกาแฟเล็กๆ แต่ในที่สุดในฐานะที่เป็นนักชิมได้รวบรวมเมนู ที่ชื่นชอบจึงเปิดร้านอาหารสไตล์ตะวันตกผสมผสานกับอาหารไทย ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวหน้าไก่ ข้าวไข่พะโล้ อเมริกัน เบรกฟาสต์ และเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น”

แนวคิดในการทำธุรกิจของสุรนันทน์ คือ อาหารง่ายๆ รับประทานแล้วสบายใจไม่ได้เกี่ยวกับต้องเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่น เพราะร้านอาหารญี่ปุ่นมาเปิดในภายหลัง

“เพราะทำธุรกิจไประยะหนึ่ง มองดูรอบๆ ในร้านตัวเราทำเองได้หมด ยกเว้นขนมไม่สามารถทำเองได้ จึงต้องไปซื้อของคนอื่นมาขาย ยิ่งถูกเอาเปรียบและไม่ค่อยจะได้กำไรสักเท่าไร พอดีมีเพื่อนเป็นคนญี่ปุ่น จึงแนะนำให้ไปเจรจา พอคุยไปคุยมาถูกใจถูกคอกันจึงมาลงทุนร่วมกันโดยไม่ต้องซื้อแฟรนไชส์ ทำให้บริษัทผมมีผู้ถือหุ้นเป็นคนญี่ปุ่น 10% จึงเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นที่รับประทานง่ายๆ สบายๆ และราคาไม่แพง เน้นราคาที่เหมาะสม คือ สามารถมารับประทานได้ทุกวัน เช่น Brainwake Cafe สุขุมวิท 33 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมารับประทานทุกวัน ราคาอาหารไม่แพง กาแฟราคาถูกกว่าร้านที่อยู่ละแวกนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองเปิดร้านจนมาที่ร้าน Brainwake Organics ซอยทองหล่อ 55 เป็นร้านอาหารแนวญี่ปุ่น”

ส่วน Brainwake Green ร้านสาขาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นร้านอาหาร เล็กๆ เน้นอาหารง่ายๆ สบายๆ เช่น ข้าวผัดสามารถขายได้ในราคานักศึกษา ทั้งอาจารย์และผู้ปกครองสามารถซื้อรับประทานได้ทุกวัน โดยแนวคิดในการเปิดร้าน คือ ยึดชุมชนเป็นตัวตั้งเพราะแต่ละชุมชนแตกต่างกัน

“ตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่าจะเปิดร้านให้เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ดูแล้วไม่สนุกเพราะแต่ละชุมชนมีบุคลิกและลักษณะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าทำร้านให้เข้ากับชุมชนคนก็จะมาใช้มากิน อย่างร้าน Brainwake Organics ซอยทองหล่อ 55 แม่บ้านญี่ปุ่นเต็มทุกวัน เพราะเขารู้สึกว่ากินแล้วเหมือนอยู่บ้านตัวเองที่ญี่ปุ่น และก็เป็นอาหารทำง่ายๆ ราคาไม่ได้แพงมากเข้าร้านแล้วบรรยากาศเหมือนที่บ้านตัวเอง

ผมบริหารเองทั้งหมด ตั้งแต่บริหารบริษัทและผู้ถือหุ้นไปจนถึงเก็บจานในร้าน ผมก็ทำเองหมด เพราะที่ผ่านมาชีวิตทำมาหมดแล้ว ซึ่งเมนูอาหารหรือร้านต่างๆ ไม่ได้ไปเดินตระเวนชิมแล้วดึงมาร่วมทุน เพราะหุ้นส่วนแต่ละคนเป็นเพื่อนกันมานาน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือรู้จักกันมากว่า 20 ปี ซึ่งก็คุยกันว่าอยากนำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือมาขายแบบทันสมัย ก่อนหน้านี้เคยไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่เมืองนอกมาแล้วด้วย แต่ก็เจ๊ง จึงเปลี่ยนแนวหันมาขายที่บ้านเราเองดีกว่า”

สำหรับสุรนันทน์งานร้านอาหารยากตรงที่เป็นงานจุกจิกเยอะมาก เพราะงานต้องให้บริการตั้งแต่คุณภาพอาหารเลือกวัตถุดิบจนการทำเสร็จแล้วมาเสิร์ฟถึงที่โต๊ะ ทุกขั้นตอนมีความละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลากับการทำธุรกิจให้มากๆ

“แต่ผมโชคดีอย่างหนึ่ง เรารับพนักงานมาหลายๆ คนทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เปิดร้าน ตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วพนักงานส่วนใหญ่ยังอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่แรก ซึ่งสิ่งนี้ได้จากการเมือง คือ ถ้าเราให้สวัสดิการดีและค่าจ้างที่เหมาะสมเราไม่ไปเอาเปรียบ พนักงานก็มีใจให้เรา

ตอนนี้บริษัทเลี้ยงตัวเองได้แล้วทุกร้าน แต่เมื่อคิดการณ์ใหญ่ย่อมต้องมีค่าโสหุ้ยต่างๆ เมื่อธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ อย่างมั่นคงแล้วค่อยขยายกิจการ เพราะเมื่อขยายสาขาออกไปแล้วลูกค้ายอมรับเราก็จะอยู่ได้ ซึ่งตัวผมเองก็อยากทำอะไรแบบไม่ฉาบฉวย ผมอยากให้ร้านหรือธุรกิจคงอยู่ได้อย่างมั่นคงอยู่ได้เป็นสิบๆ ปี ลูกน้องผมทุกคนสามารถเติบโตทางการงานได้ อยู่ที่นี่โดยไม่ต้องไปที่อื่น”

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า อนาคตในการขยายสาขาจะมองหาโอกาสไปเรื่อยๆ ซึ่งเรามองว่าจะมุ่งทำร้านอาหารอย่างเดียวแต่อาจจะมีผสมผสานบ้าง เช่น บางจุดที่จะเปิดร้านอาจจะเป็นร้านกาแฟผสมร้านหนังสือ หรือร้านอาหารสไตล์อื่นๆ เช่น บุฟเฟ่ต์

“ตอนนี้กำลังดูๆ อยู่ อาจจะเน้นเป็นร้านเล็กๆ เป็นเคาน์เตอร์ อาจมีแค่ขนมปังกับกาแฟ หรืออาจจะเน้นเปิดร้านตามห้างสรรพสินค้าหรือสำนักงานใหญ่ จึงทำให้ประเมินว่าภายใน 3 ปีจากนี้ไป จะเปิดให้ได้ปีละ 2-3 ร้านใหญ่ และเคาน์เตอร์เล็กๆ ปีละ 8-10 เคาน์เตอร์ ปีนี้อาจจะช้าเล็กน้อยเพราะเพิ่งเปิดร้านใหญ่ไปได้เพียง 5 เดือน จึงค่อยๆ ขยับ แล้วถ้าลงตัวอีก 2 ปีข้างหน้าจะลุยหนัก

ดังนั้น จึงขอเวลา 3 ปีจากนี้ไป จึงขอเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อทำธุรกิจร้านอาหารให้เติบโตอย่างมั่นคง”