อบ อบ อร่อย บะหมี่เปาะอบเป๋าฮื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552282

อบ อบ อร่อย บะหมี่เปาะอบเป๋าฮื้อ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมนูอบๆ ว่ากันตั้งแต่อบแบบมีน้ำเยอะๆ คล้ายกับการตุ๋น อย่างหมูอบ ไก่อบ เนื้ออบ มาจนถึงในฉบับที่แล้วเป็นการอบแบบน้ำขลุกขลิกโดยอาศัยความร้อนจากการปรุงอาหารแล้วปิดฝาให้ระอุ อาหารจะสุกจากความชุ่มฉ่ำ ความชื้นจากตัวอาหารที่ระอุไปด้วยความร้อนในหม้อ อย่างกุ้งอบวุ้นเส้นปีกไก่เหล้าแดง มีเพียงซอสเล็กน้อยภายในหม้อเป็นตัวช่วย

ฉบับนี้เลยอยากเอาอีกสูตรที่มีความใกล้เคียงกับกุ้งอบวุ้นเส้นในฉบับที่แล้ว ทั้งกรรมวิธีการอบให้ระอุในหม้อหรือกระทะ ส่วนผสมเครื่องปรุงที่มีความใกล้เคียงกัน แต่ทำออกมาแล้วได้อาหารที่แตกต่างกันไปคนละจาน เพียงแค่ส่วนผสมเพิ่มเติมที่แตกต่างกันเล็กน้อยแค่นั้นเอง

ส่วนผสมอาหารจานอบแบบหม้ออบให้ระอุนั้น ต้องมีกรรมวิธีที่สำคัญคือ การผัดเครื่องเคราสมุนไพรต่างๆ ให้หอมหวน เพื่อให้เกิดเป็นน้ำมันหอมๆ ที่จะช่วยดึงเอารสชาติให้อาหารจานอบเด่นขึ้นมาได้

สำหรับบะหมี่อบเป๋าฮื้อในฉบับนี้มีเครื่องเคราพื้นฐานแบบอาหารจีนทั่วไปคือ หมูสามชั้นเป็นตัวเพิ่มความหอมให้กับอาหารจานนี้ หากไม่รับประทานหมูอาจจะใช้เป็นการเจียวหนังไก่ให้กรอบสักหน่อย เพราะไขมันจากสัตว์จะเหมาะสำหรับการเสริมรสชาติให้กับบะหมี่อบ

เมื่อได้น้ำมันจากการเจียวหมูสามชั้นได้พอเหมาะแล้ว เริ่มการผัดผักและสมุนไพรทั้งกระเทียม ขิง ต้นหอม และรากผักชี เพื่อนำเอาน้ำมันหอมระเหยออกมาจากสมุนไพร ตามด้วยพริกหอมเรียกว่าขาดไม่ได้เพื่อให้กลิ่นหอมที่พิเศษตามสไตล์อาหารอบ

เครื่องปรุงทุกอย่างคล้ายกับในกุ้งอบวุ้นเส้นไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหอย เหล้าจีน รวมไปถึงซอสต่างๆ ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในกุ้งอบวุ้นเส้นจะใช้นมข้นจืดเป็นตัวช่วยเพิ่มความหอมมันให้กับวุ้นเส้น แต่สำหรับบะหมี่เปาะเส้นแบนเหลืองมีความ “Rich” หรือเข้มข้นอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว จึงใช้เพียงแค่น้ำซุปเป็นตัวช่วยเพิ่มไอน้ำในระหว่างการอบช่วยให้เส้นนุ่ม หอมกลมกล่อมขึ้น เพราะผู้เขียนเลือกใช้หอยเชลล์แห้งที่เรียกว่ากังป๋วย ที่ช่วยเติมเต็มรสชาติจีนๆ ให้กับบะหมี่อบเป๋าฮื้อหม้อนี้ได้อย่างดี

คุณผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าส่วนผสมเริ่ม “เว่อร์” เกินไปนิดสำหรับส่วนผสมเจ้ากังป๋วยนี้ ผู้เขียนมีไว้ติดบ้านโดยซื้อมาห่อเล็กๆ จากเยาวราชบ้าง หรือถ้ามีเดินทางไปในประเทศที่กังป๋วยราคาไม่แพงและมีตัวเลือกเด็ดๆ อย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็มักจะฝากๆ เขาซื้อกลับมาติดบ้านไว้ ใส่กล่องพลาสติกทนความเย็นระดับแช่แข็ง แล้วเก็บไว้ในช่องฟรีซได้นานหลายเดือน เวลาจะใช้เพียงแค่แช่น้ำไว้สัก 2-3 ชั่วโมงให้ลืมๆ ไป หอยเชลล์แห้งแข็งๆ จะนุ่มขึ้น เวลาจะใช้ก็ตุ๋นที่ไฟอ่อนจนนุ่ม ถ้าแช่น้ำนานพอกังป๋วยจะเปื่อยนุ่มในเวลาไม่นาน

แค่นี้ผู้เขียนก็มีน้ำซุปกังป๋วยไว้ต้มจืดบ้าง ทำโจ๊กบ้าง บางครั้งก็เอามาผัดผัก เชื่อหรือไม่ว่ากังป๋วยเพียงอย่างเดียว สามารถปรับเปลี่ยนอาหารจานเดิมๆ อย่างผัดผักให้อร่อยขึ้น หอมขึ้นอย่างกับคนทำอาหารแบบมือโปร

ผู้เขียนใช้น้ำซุปกังป๋วยเป็นตัวเพิ่มความอร่อยให้กับสูตรบะหมี่อบเป๋าฮื้อสูตรนี้ อาจต้องใช้ความพยายามสักนิดในการหาซื้อบะหมี่เปาะ ซึ่งเป็นบะหมี่ไข่เส้นแบนๆ เพราะจะเข้ากับสูตรนี้มากกว่าบะหมี่เส้นกลมทั่วไป

นอกจากบะหมี่เปาะแล้ว ถ้าที่บ้านคุณผู้อ่านได้ทำหมูโสร่งควันหลงจากออเจ้าการะเกด สามารถใช้เส้นหมี่ซั่วลวกสัก 2-3 นาทีแล้วใช้แทนบะหมี่เปาะ ก็จะได้บะหมี่อบเป๋าฮื้อที่อร่อยไม่แพ้บะหมี่เปาะ เพราะเส้นหมี่ซั่วเข้ากันได้ดีกับสูตรนี้เช่นกัน

ที่ยากที่สุดคงเป็นเป๋าฮื้อกระป๋อง แหล่งที่ซื้อได้ง่ายและราคาไม่โหดมากนักคือร้านขายของแห้งแถวๆ เยาวราช เลือกร้านที่ไว้ใจได้ เป๋าฮื้อแบบกระป๋องราคามีตั้งแต่ 700 บาท ไปจนถึงกระป๋องละ 2,000 กว่าบาท ขึ้นกับขนาดตัวต่อกระป๋อง ตัวเล็กๆ ราคาจะไม่แพงขนาดพอดีคำก็น่าซื้อมาลองกับสูตรนี้

ในครั้งแรกๆ ผู้เขียนชอบเป๋าฮื้อกระป๋องของออสเตรเลีย หรือจะให้ขั้นเทพเขาว่าเม็กซิโกจะได้รสชาติดีที่สุด อันนี้ขึ้นกับงบประมาณกันไปเลย แต่ที่แน่ๆ รับรองว่าถูกกว่าร้านอาหารจีนเพราะผู้เขียนลูกหลายคน วิธีประหยัดที่สุดคือทำอาหารกินเองที่บ้านนี่แหละ นอกจากจะถูกปาก ครอบครัวอบอุ่นแล้ว ยังได้ทดลองสูตรใหม่ๆ มาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังด้วย 

บะหมี่เปาะอบเป๋าฮื้อ

ส่วนผสม

– บะหมี่เหลืองเส้นแบน หรือที่เรียกว่าบะหมี่เปาะ 3 ก้อน

– มันหมูหรือหมูสามชั้น หั่นบาง 3-4 ชิ้น

– กระเทียมไทย 20 กลีบ

– ต้นหอมส่วนต้นโคนสีขาว 3 ต้น

– ขิงแก่ ฝานแผ่นบาง 2 ต้น

– พริกหอมซวงเจียง ครึ่งช้อนชา

– รากผักชี ทุบพอแหลก 1 ต้น

– น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

– เหล้าจีน 2 ช้อนโต๊ะ

– ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

– ซีอิ๊วดำ ครึ่งช้อนชา

– ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

– เป๋าฮื้อกระป๋อง 1 กระป๋อง

– น้ำซุปกังป๋วย ครึ่งถ้วย

วิธีทำ

เตรียมหม้อขนาดเล็ก ต้มน้ำให้เดือดสำ หรับลวกแป้งและกลิ่นด่างออกจากเส้นบะหมี่สักหน่อย ใช้เวลาประมาณ 15 วินาที

ในหม้ออบหรือกระทะอีกใบ ตั้งให้ร้อนเจียวมันหมูหรือหมูสามชั้นให้มีน้ำมันออกมา ผัดกระเทียมทั้งเปลือกกับต้นหอมและขิง เติมรากผักชีลงไปผัด ตามด้วยพริกหอม

เติมน้ำมันหอย เหล้าจีน ซอสทั้ง 3 ชนิดลงไปพร้อมกับน้ำซุปกังป๋วยเคี่ยวให้เดือด

จากนั้นใส่เส้นบะหมี่ที่ลวกเอาแป้งออกลงไป ปิดให้เส้นเดือดในน้ำซุปประมาณ 2 นาที จากนั้นเติมเป๋าฮื้อลงไป หรี่ไฟลงอบให้ระอุประมาณ 2-3 นาที พร้อมเสิร์ฟ

มื้อค่ำสุดหรูโดย เชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ ณ ห้องอาหาร เดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551641

มื้อค่ำสุดหรูโดย เชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ ณ ห้องอาหาร เดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

เพลิดเพลินกับมื้อค่ำสุดหรู รังสรรค์โดยเชฟระดับสองดาวมิชลิน เชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ ณ ห้องอาหาร เดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล วันที่ 2-4 มิ.ย.นี้ 

เชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ (Sang Hoon Degeimbre) เกิด ณ ประเทศเกาหลี เมื่อเขามีอายุได้ 5 ปี เขาได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากครอบครัวชาวเบลเยียม ซึ่งเขาได้รับการฝึกฝนเพื่อทำธุรกิจขายเนื้อสัตว์ นอกจากนั้นเขายังได้กลายมาเป็นซอมเมอลิเย่ร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ต่อมาในปี 1997 เขาและภรรยาของเขาได้เริ่มดำเนินธุรกิจด้วยการเปิดห้องอาหารแห่งแรกของตัวเอง ที่มีชื่อว่า แลร์ ดู ตอมป์ (L’Air du Temps) ในประเทศเบลเยียม จากนั้นเขาได้รับรางวัลเชฟระดับหนึ่งดาวมิชลินในปี 2000 และได้ระดับสองดาวมิชลินในปี 2008

เชฟส่วนใหญ่ที่ได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารด้วยตัวเองนั้น มักมีการพัฒนารูปแบบการปรุงอาหารอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการนำเอารสชาติต่างๆ ที่นึกไม่ถึงว่าจะเข้ากันได้ มาผสมผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ผนวกกับความรักในอาหารเกาหลี และความหลงใหลในการเพาะปลูกผักในสวนที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 3 เอเคอร์ ณ ห้องอาหารแลร์ ดู ตอมป์ ซึ่งได้แสดงให้เห็นว่า ทำไมเชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ ถึงได้เป็นที่รู้จักในฐานะนักมายากลผู้สร้างสรรค์อาหารเลิศรส ผู้ที่ได้ค้นพบความสมดุลอันสมบูรณ์แบบระหว่างการปรุงอาหารในสไตล์ยุโรปร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากการปรุงอาหารจากครัวเกาหลี

เชฟ ซาง ฮุน เดครัมเบรอ ภูมิใจรังสรรค์เซตเมนูอาหารมื้อกลางวันแสนอร่อย จำนวน 3 และ 5 คอร์ส รวมทั้งเซตเมนูอาหารมื้อค่ำ จำนวน 7 และ 9 คอร์ส ทั้งแบบเสิร์ฟเฉพาะอาหาร และแบบรับประทานคู่กับไวน์ ในราคาเริ่มต้น 2,288 บาท++ ต่อท่าน

หลากหลายเมนูอาหารค่ำจานพิเศษ อย่างเช่น เริ่มต้นด้วยเมนูอาหารเรียกน้ำย่อย อามูส บุช (Amuse Bouches) ที่ประกอบด้วย เมนูตับห่าน ซอสเปรี้ยวพอนซึ ข้าวสาลี (Foie Gras, Punzu, Bulgur) เมนูหอยแมลงภู่และของทอด (Mussels & Fries) เมนูมะเขือเทศและกุ้ง (Tomato & Shrimp)

อร่อยกันต่อไปกับเมนูหน่อไม้ฝรั่ง ขนมปังอบ ซอสไวน์หวาน (Green asparagus with bacon croutons and sweet wine sauce) เมนูปลาคอด แอปเปิ้ล เม็ดยี่หร่า ปลาแอนโชวี่ และข้าวสาลี (Cod with apple, fennel, anchovies, bulgur) เมนูกุ้งก้ามกราม ดอกเจอราเนียม และเมนูมะเขือเทศ Jangagii (Blue lobster with tomato jangagii and geranium flowers) เมนูปลาไหล ตับห่าน และงาดำ (Eel with foie gras and black sesame) เมนู “วันอาทิตย์ ที่เบลเยียม” ไก่ แอปเปิ้ล มันฝรั่ง (“Sunday in Belgium”, chicken, apple, potato) ฯลฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร. 02-650-8800 ต่อ 4333 อีเมล : fb.theathenee@ luxurycollection.com สำหรับห้องอาหาร เดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ อยู่ที่ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก บริการมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.00 น. และมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น.

ความสุขหลังชัตเตอร์ ‘November25’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 17:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551745

ความสุขหลังชัตเตอร์ ‘November25’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : November25

ผู้บ่าวชัยภูมิ “หนุ่ม” อดิศักดิ์ อ้อนอุบล ขอกลับบ้านเกิดมาเปิดธุรกิจส่วนตัว และหาความสุขกับการถ่ายภาพธรรมชาติรอบบ้าน พร้อมส่งต่อความสุขเล็กๆ บนพื้นที่น้อยๆ บนเพจเฟซบุ๊ก Noverber25 (วันเกิดของเขาเอง) ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา

“เป็นเพจที่ผมอยากถ่ายทอดอะไรก็ตามที่ไปเจอมา แล้วเล่าเรื่องสิ่งที่ไปเจอผ่านภาพถ่ายและข้อความสั้นๆ ที่เล่าถึงความรู้สึกและความคิดในขณะนั้น ไม่ใช่เพจท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ใช่เพจสอนถ่ายภาพ แต่เป็นเพจของคนคนหนึ่งที่หาความสุขจากการถ่ายภาพและเก็บเกี่ยวความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัว” หนุ่ม อ.แก้งคร้อ วัย 34 ปี กล่าว

สไตล์การถ่ายภาพที่เขาชื่นชอบคือ ภาพบุคคล (Portrait) ทำให้แม้จะเป็นภาพสถานที่ท่องเที่ยวก็จะมีคนอยู่ในภาพด้วยเสมอ

“ตอนนี้สถานที่ท่องเที่ยวในเพจจะเป็นในชัยภูมิเป็นหลักอย่างมอหินขาว พระธาตุชัยภูมิ เพราะอยู่ใกล้บ้านและผมอยากนำเสนอชัยภูมิให้คนอื่นรู้จักมากขึ้น เพราะตอนนี้ชัยภูมิเป็นเหมือนเมืองที่ถูกลืม ถูกขนาบด้วยขอนแก่นกับโคราช และคนส่วนใหญ่จะคิดว่ามีแค่ดอกกระเจียว ซึ่งความจริงแล้วบ้านเกิดผมยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางศิลปวัฒนธรรมให้ค้นหาอีกมาก”

สำหรับในอนาคตหากมีเวลาท่องเที่ยวมากขึ้น เขาก็อยากนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ในเมืองไทยให้คนได้เห็นภาพความสวยงามจากการกดชัตเตอร์ของเขาเอง

“พอทำธุรกิจทำให้ผมมีเวลาเที่ยวไม่มาก แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็จะหยิบกล้องไปทันที ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากบอกทุกคนว่า อยากให้มีความสุขกับสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าแถวบ้าน ทุ่งนาข้างบ้าน หรืออะไรก็ตาม เพราะทุกอย่างมีเรื่องราวของมัน และทุกสิ่งสามารถแปลงเป็นความสุขได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลเลย”

อย่างไรก็ตาม หนุ่มยังมองว่าภาพที่ดีที่สุดไม่ใช่ภาพที่ถ่ายด้วยกล้องราคาแพงหรือภาพที่ได้รางวัลมาจากไหน แต่เป็นภาพที่คุณถ่ายเองและเก็บเกี่ยวความทรงจำไว้

ดังนั้น ความสวยงามจึงไม่มีคำนิยามใดๆ เพราะทุกภาพล้วนมีคำนิยามของมันเอง

ติดตามความสุขใกล้ตัวของหนุ่มชัยภูมิได้ทางเพจเฟซบุ๊ก November25 และเขายังฝากกระซิบบอกมาว่า ใครไปเที่ยวชัยภูมิแล้วอยากหาเพื่อนเดินทาง ลองทักทายไปหากันได้เด้อ 

‘ถ้ำเจ็ดคต’ ความงามใต้พิภพ 400 ล้านปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 16:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551739

‘ถ้ำเจ็ดคต’ ความงามใต้พิภพ 400 ล้านปี

เรื่อง / ภาพ : กาญจน์ อายุ

ความรู้สึกที่มีต่อ จ.สตูล เปลี่ยนไป ตั้งแต่ยูเนสโกประกาศให้พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของสตูลเป็น “อุทยานธรณีโลก” ซึ่งเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย และมีความสำคัญเทียบได้กับมรดกโลก

จากจังหวัดที่ธรรมดาก็มีความพิเศษขึ้นมาในพริบตา น่าดึงดูดใจกว่า และน่าไปค้นหาว่ายูเนสโกเห็นอะไรที่คนไทยไม่ได้มอง

อย่างแรกที่ทำให้ตาลุกวาวคือ อุทยานธรณีสตูลมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา 28 แห่ง ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ ทุ่งหว้า มะนัง ละงู และ อ.เมือง โดยทั้งหมดมีความสำคัญที่ทำให้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรณี 6 ข้อ คือ

1.มีปรากฏการณ์ของโลกในมหายุคพาลีโอโซอิก (ประมาณ 500 ล้านปีก่อน เก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์) ครบทั้ง 6 ยุคในเขตพื้นที่อุทยานธรณีสตูล ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากที่จะพบซากดึกดำบรรพ์กำกับครบ

2.มีความหลากหลายทางธรณีทั้งทางบกและทางทะเล

3.มีปรากฏการณ์ถ้ำในพื้นที่มากมาย ทั้งถ้ำบนภูเขาและถ้ำลอดใต้ภูเขา

4.มีความหลากหลายของธรรมชาติ เช่น น้ำตก ถ้ำ และหน้าผา

5.มีคนพื้นเมืองหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งคนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาพุทธ อิสลาม คนไทยเชื้อสายจีน และชนเผ่ามานิที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างสงบสุข

และ 6.ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่ เช่น ผลิตสินค้าในชุมชนออกจำหน่าย กลุ่มแม่บ้านทำอาหารพื้นเมืองขายนักท่องเที่ยว และมีกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ยูเนสโกจึงได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านหน้าเว็บไซต์ http://www.unesco.org ให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีอุทยานธรณีโลกทั้งสิ้น 140 แหล่งใน 38 ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านที่มีอุทยานธรณีโลก ได้แก่ อินโดนีเซีย 2 แห่ง มาเลเซีย 1 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง

ทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ระบุไว้ในคำนำคู่มือท่องเที่ยวอุทยานธรณีสตูลตอนหนึ่งว่า

“สำหรับอุทยานธรณีสตูล แม้จะไม่เห็นความโดดเด่นโดยชัดในพื้นที่ แต่เมื่อมองลึกลงไปในเนื้อแท้จะเห็นว่าพื้นที่มีความหลากหลาย…”

เป็นดังนั้นโดยเท็จจริง ทว่านอกจากจะมองให้ลึกลงไปถึงธรณีแล้ว ยังต้องมองอย่างมีความรู้เพื่อเห็นอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เช่นนั้นหินก็จะกลายเป็นเพียงหินเท่านั้น

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ตาลุกวาว เพราะแผ่นดินของอุทยานธรณีสตูลใน 4 อำเภอมีความพิเศษตรงที่ล้วนแต่มีซากฟอสซิล จนมีคนเคยพูดว่าถนนบางสายในทุ่งหว้าทำด้วยซากฟอสซิลทั้งหมด และซากฟอสซิลที่พบนั้นเป็นซากสัตว์ทะเลหรือสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลมหายุคพาลีโอโซอิกอายุตั้งแต่ 542-251 ล้านปี!

เหตุที่พบซากสัตว์ทะเลบนบกในปัจจุบัน ก็เพราะโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในระยะเวลานับล้านๆ ปีแผ่นเปลือกโลกได้เคลื่อนที่มาเบียดชนกันทำให้บางส่วนถูกดันขึ้นมากลายเป็นภูเขา สิ่งมีชีวิตในน้ำที่ตายและทับถมอยู่ในน้ำจนเกิดดินตะกอนซ้อนทับจนเป็นหินในน้ำก็ถูกดันขึ้นมาบนพื้นดิน

หมายความว่าแผ่นดินสตูลก็เป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกมาชนกันและดันแผ่นหินที่เคยอยู่ใต้น้ำขึ้นมา โดยนักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหา เพราะนักธรณีวิทยาได้ค้นหา ค้นคว้า และค้นเลือกไฮไลต์ทั้ง 28 แห่งในอุทยานธรณีสตูลไว้ให้แล้ว เพียงแค่เลือกเส้นทางที่สะดวกและสนใจ อย่างเส้นทางระหว่างมะนังถึงละงูที่จะกล่าวต่อไปนี้

เจ็ดคต เจ็ดโค้ง เจ็ดร้อยเมตร

ณ บ้านป่าพน ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง มีโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไม่ธรรมดา เพราะข้างๆ สนามฟุตบอลที่นักเรียนกำลังเล่นสนุกสนาน มีลานหินล้านปีรูปร่างประหลาดโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน

โรงเรียนบ้านป่าพน เป็นสถานที่ตั้งของ “ลานหินป่าพน” เป็นหินปูนที่มีลักษณะเป็นชั้น โดยแต่ละชั้นแสดงโครงสร้างของซากฟอสซิลของสโตรมาโตไลต์ หรือแบคทีเรียโบราณที่อาศัยอยู่ใต้ทะเล

หากอธิบายให้ลึกไปกว่านั้น สโตรมาโตไลต์คือผลผลิตของไซนาโนแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกของโลก แบคทีเรียชนิดนี้จะดูดเอาแคลเซียมจากน้ำมาสร้างเกราะคลุมตัวเอง มีการเกิดต่อกันเป็นสาย พอมันตายลงแล้วเกิดการทับถมจนกลายเป็นฟอสซิล จึงมองเห็นเป็นรูปตาราง

ไม่ห่างจากโรงเรียนนัก จะพบกับอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ว่าจะสายธรณีวิทยา สายลุย สายวิบาก สายธรรมชาติก็ต้องชอบ เพราะที่นี่คือ “ถ้ำเจ็ดคต” ถ้าเป็นนักธรณีวิทยาจะเรียกชื่ออย่างถูกต้องว่า ถ้ำ “ลอด” เจ็ดคต เพราะถ้ำแห่งนี้มีลักษณะเป็นถ้ำลอด มีลำคลองลำโลนไหลลอดภูเขาหินปูนออกไปรวมกับคลองละงู โดยนักท่องเที่ยวจะใช้วิธีชมถ้ำด้วยการพายเรือคายักเข้าไป

องค์การบริหารส่วนตำบลปาล์มพัฒนา เป็นผู้ดูแลการท่องเที่ยวในพื้นที่ รองรับการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ทั้งเดินป่า เที่ยวถ้ำ ล่องแก่ง เล่นน้ำตก ชมวิถีชีวิตชาวมานิ การศึกษาสำหรับนักวิจัย และเข้าค่ายพักแรม ทาง อบต.จะชักชวนชาวบ้านมาเป็นฝีพายคายักให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งทำหน้าที่เป็นไกด์ให้ข้อมูลไปด้วยในตัว

เริ่มแรกที่จุดลงคายักจะเป็นลำธารกลางป่าชื้น ผ่านแก่งเล็กน้อยพอเสียวไส้ และให้ซึมซับแสงธรรมชาติเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร ก่อนถึงปากความมืด ซึ่งบริเวณปากถ้ำนี้จะมีกองหินขัดขวางกลางคลองลำโลนอยู่ ทำให้ฝีพายต้องออกแรงขนถ่ายเรือข้ามก้อนหินไปยังลำธารด้านในถ้ำลอด

ถ้ำเจ็ดคตมีความยาวประมาณ 700 เมตร ขนาดกว้าง 70-80 เมตร ความสูงประมาณ 40-50 เมตร มีทั้งหมด 7 โค้ง หรือ 7 คต อันเป็นที่มาของชื่อถ้ำ ได้แก่ คตบัวคว่ำ คตหัวสิงโต คตม่านเพชร คตลานกุหลาบหิน คตส่องนภา คตประติมากรรมพระพุทธรูป และคตแผนที่ประเทศไทย

ลักษณะเป็นถ้ำลอดหินปูนยุคออร์โดวิเชียนอายุ 444 ล้านปี ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นตระกูลปลาที่ยังไม่มีครีบและขากรรไกร และเป็นยุคของสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัว เช่น ไทรโลไบต์แกรปโตไลต์ และนอติลอยด์

บริเวณปากถ้ำจะต้อนรับด้วยหินย้อยสีเหลืองมัสตาร์ด ซึ่งเป็นสีธรรมชาติของสีหินปูนผสมสารละลายธาตุเหล็กทำให้มีสีเหลืองอมน้ำตาล ซึ่งเข้มกว่าสีเหลืองอ่อนๆ ของสีหินปูนทั่วไป

จากนั้นเมื่อพายเรือเข้าไปอีกหน่อย จะถูกทักทายด้วยฝูงค้างคาวขนาดใหญ่ที่เข้ามาอาศัย พวกมันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือนกำลังบ่นรำคาญพวกมนุษย์ที่เข้ามารบกวนเวลานอน แต่หลังจากนั้นเพียงแวบเดียว ทุกสรรพเสียงก็สงบลงเหลือเพียงเสียงพายวักน้ำ และเสียงหยดน้ำดังติ๋งๆ จากเพดาน ซึ่งสามารถอธิบายได้ถึงการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ

เนื่องจากหินปูนสามารถละลายน้ำได้ น้ำฝนที่ตกลงมาจะละลายหินปูนไหลไปตามร่องแตกของภูเขา สารละลายหินปูนจะค่อยๆ สะสมตัวกลายเป็นหินย้อย และส่วนที่ตกลงมาถึงพื้นก็จะค่อยๆ สะสมกลายเป็นหินงอก ซึ่งถ้ำเจ็ดคตพบหินย้อยขนาดใหญ่หลายจุด

รูบางแห่งที่แตกเป็นช่องน้ำขนาดใหญ่ก็จะปล่อยให้น้ำไหลตกลงมา หินปูนจะสะสมตัวกลายเป็นเนินหินปูนลดหลั่น เป็นลักษณะที่เรียกว่า น้ำตกถ้ำ แต่ถ้าช่องที่น้ำหินปูนไหลออกมามีพื้นต่างระดับไม่มาก หินปูนก็จะค่อยๆ สะสมตัวเป็นขอบลดหลั่นลงมาเรียกว่า ทำนบถ้ำ ซึ่งทำนบในถ้ำเจ็ดคตยังมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ยังเห็นเม็ดหินเล็กๆ ในแอ่งทำนบ เรียกว่า ไข่มุกถ้ำ

บริเวณตอนกลางของถ้ำจะมีช่องแสงบนเพดาน ทำให้ในยามเที่ยงวันแสงอาทิตย์จะส่องลอดลงมา เกิดความสว่างเป็นสีเขียวมรกตจากแสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้

นอกจากนี้ จะเห็นริ้วของหินบนเพดานถ้ำ ริ้วเหล่านี้เกิดจากกระแสน้ำที่เคยไหลในอดีต ต่อมาถ้ำมีการปรับเปลี่ยนรูปร่างจากการดันของแผ่นเปลือกโลก ทำให้หินที่เคยอยู่ในระดับน้ำไหลถูกดันยกขึ้นไปอยู่บนเพดานถ้ำ

จากนั้นเมื่อถึงคตสุดท้าย ฝีพายจะชี้ให้มองแผนที่ประเทศไทยจากรูปทรงของหินและช่องแสงที่ปลายทาง ก่อนจะจ้ำหัวเรือไปทางนั้นเพื่อออกไปยังทิศตะวันตก จุดที่ลำคลองลำโลนไปบรรจบกับคลองละงูเป็นพื้นที่ล่องแก่งวังสายทอง โดยบริเวณปากถ้ำทิศตะวันตกมีหาดทรายให้พักก่อนล่องคายักออกไปยังคลอง และเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จะเก็บเกี่ยวความงดงาม ก่อนจะนั่งไทม์แมชีนออกจากยุคออร์โดวิเชียนสู่โลกปัจจุบัน

ลักษณะดีของถ้ำเจ็ดคตคือ มักมีหาดทรายให้จอดเรือลงไปเดินส่องไฟฉายดูรายละเอียดของธรรมชาติได้ใกล้ๆ แถมยังไม่รู้สึกอึดอัดเวลาหายใจ และระยะทางที่ไม่ใกล้ไม่ไกลทำให้ไขข้อยังไม่ติดขัดเวลานั่งอยู่บนคายักนานๆ โดยใช้เวลาเที่ยวถ้ำเจ็ดคตตั้งแต่ขึ้นถึงสละเรือประมาณ 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยายังชี้นำไปยังละงู อำเภอที่อยู่ติดกัน มีอาณาเขตติดกับทะเลอันดามัน และมีความน่าตื่นตาตื่นใจทางธรณีวิทยาไม่แพ้กัน เพราะเป็นที่ตั้งของเขตข้ามกาลเวลา

เขาโต๊ะหงาย สองกาลเวลา

นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวมะนัง มักไปค้างแรมที่ละงู เนื่องจากมีที่พักสะอาดสบาย และละงูยังมีที่เที่ยวอีกมากอย่างในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา หนึ่งในนั้นคือ “เขาโต๊ะหงาย”แหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาบนบกแต่ติดทะเล มีสะพานเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานฯ เลียบไปตามชายฝั่งผาชันด้านตะวันออก โค้งไปทางตะวันตกผ่านเขตรอยต่อระหว่างหินปูนสีเทาและหินทรายสีแดง ซึ่งถูกตั้งชื่อเก๋ไก๋ว่า “เขตข้ามกาลเวลา”

แม้ไม่มีหลักฐานจากซากฟอสซิลแต่จากการเปรียบเทียบลำดับชั้นหิน กล่าวได้ว่า หินทรายสีแดงเป็นหินทรายกลุ่มตะรุเตายุคแคมเบรียน (อายุประมาณ 541-485 ล้านปี) ส่วนหินปูนสีเทาเป็นหินปูนกลุ่มหินยุคออร์โดวิเชียน (อายุประมาณ 485-444 ล้านปี)โดยรอยสัมผัสของหินทั้งสองยุค เป็นรอยสัมผัสที่เกิดจากรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่มีความชัดเจนมากและหาดูได้ยาก เสมือนหนึ่งว่ากำลังก้าวย่างข้ามกาลเวลาจากยุคหนึ่งไปยังอีกยุคได้เพียงก้าวเดียว

เมื่อมองจากเขตข้ามกาลเวลาออกไปจะเห็นเกาะเขาใหญ่อยู่เบื้องหน้า โดยเส้นทางท่องเที่ยวเกาะเขาใหญ่ มีจุดห้ามพลาดอย่างปราสาทหินพันยอดที่แหลมคมน่าเกรงขาม ทั้งยังมีหลักฐานชี้ว่าเกาะเขาใหญ่เคยเป็นทะเลโบราณมาก่อน ก่อนจะมาเป็นเกาะกลางทะเลในปัจจุบัน ซึ่งคงต้องยกไปเล่าต่อในฉบับหน้า

นับพระอาทิตย์ที่เขาโต๊ะหงายขึ้นใหม่อีก 7 ครั้ง วันนั้นเรือคายักจะกลับมาพาไปตะลุยอุทยานธรณีโลกแห่งแรกในประเทศไทยอีกหน

ท่องบอร์เนียวเที่ยวซันดากัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 11:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551716

ท่องบอร์เนียวเที่ยวซันดากัน

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา

หลายคนคงลืมไปว่าประเทศมาเลเซีย มีอีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของเกาะบอร์เนียว เกาะที่มีขนาดใหญ่อันดับสามของโลก เกาะนี้ประกอบไปด้วยประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน ซึ่งเราเลือกที่จะเดินทางไปยังรัฐซาบาห์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว เพราะที่นั่นมีบรรยากาศที่แตกต่างไปจากมาเลเซียที่เรารู้จักและคุ้นเคย อีกทั้งยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจให้ได้ศึกษา

ปัจจุบันเมืองเอกของรัฐซาบาห์คือเมืองโกตากีนาบาลู เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางความเจริญ การปกครองและเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติ แต่เมืองเอกนี้ก็ก่อตั้งขึ้นมาได้ไม่ถึงร้อยปี เพราะก่อนหน้านี้มีเมืองเอกชื่อว่าซันดากัน ซึ่งในอดีตคือเมืองท่าที่มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางการค้าการปกครองที่อยู่ภายใต้การอารักขาของอังกฤษ แต่ความเสียหายจากการปูพรมทิ้งระเบิดของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลก ทำให้ยากเกินกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหญ่ อังกฤษจึงตัดสินใจย้ายเมืองเอกใหม่ไปที่โกตากีนาบาลูนั่นเอง

ปัจจุบันเมืองซันดากันเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางความเจริญของรัฐซาบาห์ เมืองนี้อยู่ห่างจากโกตากีนาบาลูไปทางทิศตะวันออกประมาณ 300 กิโลเมตร เคยมีฉายาว่า Little Hong Kong เพราะประวัติศาสตร์มีการบันทึกไว้ว่า ผลจากความย่อยยับของสงคราม ทำให้มีอังกฤษนำเข้าแรงงานก่อสร้างจากฮ่องกงจำนวนมาก เพื่อมาสร้างบ้านเมืองใหม่อีกครั้ง ผลก็คือทำให้มีคนฮ่องกงจำนวนมากมาตั้งรกรากที่นี่ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของซันดากันเป็นชาวจีนที่พูดภาษากวางตุ้ง ภาษาถิ่นของชาวจีนฮ่องกงเพียงแห่งเดียวในรัฐซาบาห์ ในขณะที่เมืองอื่นๆ ก็มีคนจีนอาศัยอยู่มากเช่นกัน แต่พูดภาษาจีนฮกเกี้ยนหรือจีนกลางเสียมากกว่า ปัจจุบันคนจีนคือเจ้าของกิจการร้านค้าและธุรกิจต่างๆ ในซันดากัน แต่เรากลับพบเห็นภาพของคนจีนที่นั่นค่อนข้างน้อย เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ใช้ลูกจ้างที่เป็นชาวมลายูหรือแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย แต่ป้ายโฆษณาสินค้าหรือป้ายชื่อร้านก็ยังจะต้องมีภาษาจีนกำกับ ควบคู่ไปกับอักษรรูมีหรืออักษรโรมันที่ใช้เขียนภาษามลายูนั่นเอง

ชาวฮ่องกงที่เข้ามาบุกเบิกบางส่วนก็เข้ามาเริ่มต้นทำธุรกิจประมง เพราะเป็นน่านน้ำที่อุดมสมบูรณ์และชุกชุมด้วยสัตว์ทะเล พวกเขาสร้างบ้านเป็นชุมชนลอยน้ำขนาดใหญ่ยื่นออกไปในทะเล ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุจากไม้และสังกะสี เพราะหาได้ง่ายและมีราคาถูกในสมัยนั้น ปัจจุบันชุมชนลอยน้ำแทบจะไม่ค่อยมีคนจีนอาศัยอยู่แล้ว กลายมาเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมาเลย์และแรงงานต่างถิ่น บางแห่งเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมวิถีชีวิตผู้คนได้ เช่น ที่หมู่บ้านลอยน้ำซิมซิม (Sim Sim) แต่บางแห่งมีสภาพเป็นชุมชนแออัด ไม่แนะนำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไป

ชาวฮ่องกงที่อพยพเข้ามาได้นำศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ที่นี่ ดังนั้นเมืองซันดากันจึงเป็นที่ตั้งของวัดอยู่หลายแห่ง แต่วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดผู่ จิห์ ซื่อ (Puu Jih Shih) เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขา มีระเบียงยื่นออกไปสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์มุมสูงของเมืองซันดากัน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสวยงาม สร้างขึ้นโดยเงินบริจาคของชาวฮ่องกงที่เข้ามาตั้งรกรากจนมีฐานะร่ำรวย

นอกจากจะมีฉายาว่า Little Hong Kong แล้วซันดากันยังเป็นเมืองที่มีสมญานามว่า City of Nature เพราะเป็นที่ตั้งของผืนป่าฝนเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งรอบๆ เมืองมีผืนป่าอนุรักษ์ที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ดังเช่นที่ Rain Forest Discovery Center ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 20 กิโลเมตร ที่นั่นมีการทำเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติของป่าฝนเขตร้อน ที่ป่าแห่งนี้ถ้าโชคดีคุณจะได้พบกับนกป่าสีสันสดใสพันธุ์หายาก หรืออาจได้เจอกับลิงอุรังอุตังตัวโตที่มาห้อยโหนโชว์ตัวเป็นๆ แบบใกล้ชิด เพราะผืนป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับศูนย์อนุรักษ์และฟื้นฟูลิงอุรังอุตัง หรือใครที่ชอบอะไรใหญ่ยักษ์ต้องไม่พลาดไปชมต้น Sepilok Giant ต้นไม้ยักษ์ ลำต้นมีเส้นรอบวงถึง 7 เมตร และอาจมีอายุมากถึงหนึ่งพันปีเลยทีเดียว

การจะมาชมสัตว์ป่าในพื้นที่อนุรักษ์บางครั้งก็ต้องมีโชคมีดวงด้วยถึงจะมีโอกาสเห็นสัตว์ตัวเป็นๆ แต่ถ้าจะให้มั่นใจว่าไม่พลาดก็ต้องมาตามเวลาที่มีการป้อนอาหาร ดังเช่นที่ Labuk Bay Proboscis Monkey Sanctuary ศูนย์อนุรักษ์ลิง Proboscis หรือลิงจมูกยาว พบได้เฉพาะบนเกาะบอร์เนียวเท่านั้นและในปัจจุบันมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันถูกบุกรุก สถานที่แห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่ออนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ของลิงพวกนี้ ซึ่งในทุกๆ วันเจ้าหน้าที่จะมีการป้อนอาหารให้วันละ 4 ครั้งในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ให้เฉพาะ ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสเห็นอย่างใกล้ชิดที่สุด แต่ถ้ามาในช่วงเวลาอื่นๆ พวกลิงก็จะกลับเข้าไปในป่า หรือพักผ่อนอยู่บนต้นไม้ไกลๆ เพราะฉะนั้นมาตรงกับช่วงเวลาป้อนอาหารจะดีที่สุด

ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์เผยความลับได้ว่าเพราะเหตุใดลิงสายพันธุ์นี้จึงมีจมูกยาว แต่ที่พิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วก็คือลิงตัวใดยิ่งมีจมูกยาวและใหญ่ ก็จะยิ่งดึงดูดเพศเมียได้มากขึ้น ลิงจมูกยาวเป็นสัตว์ที่มีระบบการย่อยซับซ้อน พวกมันสามารถย่อยแม้กระทั่งใบไม้มีพิษ แต่เชื่อหรือไม่ว่ากลับไม่สามารถย่อยผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น กล้วยได้ ดังนั้นห้ามนำมาป้อนให้ลิงเด็ดขาด เพราะอาหารที่รสหวานจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกมันตายได้ มีความพยายามจะนำพวกมันไปเพาะขยายพันธุ์ตามสวนสัตว์ทั่วโลก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกมันกินได้แต่อาหารที่เป็นใบไม้และผลไม้ประจำถิ่นที่พบได้บนเกาะบอร์เนียวเท่านั้น ส่วนอาหารที่เจ้าหน้าที่ป้อน คือขนมปังไม่มีรสชาติและแตงกวาก็เป็นเพียงอาหารเสริม ส่วนสาเหตุที่ต้องให้อาหารก็เพราะว่า แหล่งอาหารของพวกมันมีจำกัดและเพื่อให้มั่นใจได้ว่าลิงทุกตัวได้รับอาหารเพียงพอต่อการอยู่รอด ใครที่ชื่นชอบความน่ารักและหน้าตาที่ทะเล้นชวนหัวเราะของลิงจมูกโตก็แวะเวียนมาชมพวกมันได้ ตามตารางการป้อนอาหารวันละ 4 ครั้ง คือ 9, 11, 14 และ 16 นาฬิกา เป็นประจำทุกวัน แต่ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือเช้าวันอาทิตย์ เวลา 8 นาฬิกา อย่าลืมตื่นเช้ามารับชมรายการโลก 360 องศา ทางช่องไทยรัฐทีวี จัดเต็มทั้งเนื้อหาดีๆ และภาพสวยๆ ของเมืองซันดากัน รวมถึงภาพความน่ารักของลิงจมูกยาวมีให้ชมกันอย่างแน่นอน

ไอร่อน เชฟ ดราก้อน เสิร์ฟลุคใหม่แบบหมวยอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551640

ไอร่อน เชฟ ดราก้อน เสิร์ฟลุคใหม่แบบหมวยอินเตอร์

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กลืนน้ำลายผ่านหน้าจอโทรทัศน์มาหลายครั้ง หากใครหวังไว้สักครั้งจะได้ลิ้มรสอาหารฝีมือเชฟกระทะเหล็กจากรายการเชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย (Iron Chef Thailand) ถึงคราได้สมใจหมายแล้ว แต่ต้องบอกว่า เน้นเฉพาะอาหารจีน จากสูตรเด็ดของ เชฟป้อม-ธนรักษ์ ชูโต เพียงท่านเดียวเท่านั้น

ไอร่อน เชฟ ดราก้อน (Iron Chef Dragon) ร้านอาหารจีนโมเดิร์นย่านทองหล่อ ถูกปรับเปลี่ยนจากร้านไอร่อน เชฟ เทเบิ้ล ตกแต่งภายในใหม่ เพียงแค่สัมผัสแรกที่เห็นก็บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของร้าน สีแดง-ดำ ถูกนำมาใช้เพิ่มความโดดเด่น

เมนูอาหารเป็นจีนโมเดิร์น มีกลิ่นอายของจีนกวางตุ้ง รสชาติละมุน กลมกล่อมของเครื่องเคราต่างๆ ที่คัดสรรมาปรุงรส ไม่ค่อยมันเลี่ยน โดดเด่นในการตกแต่งจานอาหาร-เครื่องดื่ม ให้ออกมาดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น และใส่ใจในความหมายทุกองค์ประกอบของเมนู

หมวยอินเตอร์ คือคาแรกเตอร์ของร้าน บรรยากาศจึงไม่หรูหราเท่ากับไฟไดนิ่งเพราะเติมความสดใส ขี้เล่นแต่พองาม เพื่อลดความเป็นทางการลง และหมวยอินเตอร์ก็ช่างเลือกสิ่งที่ดูดีเด่นที่สุดให้กับมื้อพิเศษ

เมนูเรคคอมเมนด์ คือ Premium Platter ติ่มซำ 10 ชิ้น คัดวัตถุดิบชั้นเลิศ เช่น ฮะเก๋าปลาหิมะ ฮะเก๋าฟัวกราส์คาเวียร์ ฮะเก๋าวางุเยื่อไผ่ เกี๊ยวเนื้อปูไส้ปลาแซลมอนและคาเวียร์ ฮะเก๋าเป๋าฮื้อ เกี๊ยวผักโขมไข่กุ้ง เกี๋ยวหอยเชลล์ หงส์เหนือมังกรไส้เหนือวากิว กุ้งจักรพรรดิ ฮะเก๋าเป๋าฮื้อชาร์โคลทรัฟเฟิล

ไก่จี้กง อีกเมนูที่ทางร้านแนะนำ มีแรงบันดาลใจมาจากไอ้หนุ่มหมัดเมา ก็เลยกลายเป็นไก่ขี้เมา เรียกว่าดับเบิ้ลความเมาก็ได้ เพราะนำไก่ไปต้มกับเหล้าข้าวเหนียวแบบเซี่ยงไฮ้นานหลายชั่วโมง ขั้นตอนนี้เพื่อให้เหล้าแทรกซึมเข้าถึงเนื้อไก่จนชุ่มฉ่ำ เนื้อไก่นุ่มเด้ง ตอนเสิร์ฟยังจัดจานมาเก๋ไก๋ ในขวดน้ำเต้ามีเหล้าเส้าชิ่ง จากจีน มีไนโตรเจนเหลวที่ทำให้มีควันพวยพุ่งออกมาจากปากน้ำเต้า ก่อนกินเทเหล้าราดบนไก่เพื่อเพิ่มรสให้กลมกล่อมขึ้น แต่กินแล้วไม่ต้องกลัวเมาเพราะทั้งกลิ่นและรสสัมผัสได้เพียงละมุน

อีกเมนู เนื้อวางุอบขิงต้นหอมผัดซอสฮอยซิน นำเนื้อไปผัดซอสซิกเนเจอร์ของร้านมีรสหวานอมเปรี้ยวที่ได้จากวัตถุดิบผลไม้ เสิร์ฟคู่กับแตงกวาญี่ปุ่น มะม่วงสุก และแผ่นแป้งสาลี ใช้แป้งห่อทุกอย่างกินได้เลย

เมนูเครื่องดื่มก็ตกแต่งมาได้อย่างมีศิลปะ เริ่มที่ Let Take A Bath อาบน้ำกันเถอะ เป็นเบสต์เซลเลอร์ มีส่วนผสมของชาเอิร์ลเกรย์ผสมกับน้ำเชื่อมกุหลาบ โฟมเป็นโรสโฟม เป็ดน้อยสีเหลืองไม่ได้วางประดับให้ดูน่ารักเท่านั้น หากยังกินได้เป็นน้ำตาลฟองดองต์ แต่นอกนั้นกินไม่ได้แล้วนะ อย่าเผลอเชียว

Oh My Little Bird นกน้อยคอยรัก พรีเซนเทชั่นมาแบบนกน้อยในกรงไม้ ที่รอโผบินออกมาเสิร์ฟความสดชื่น ส่วนผสมของน้ำที่อยู่ในแก้วรูปทรงนก เป็นไซรัปสตรอเบอร์รี่ปั่นกับไซรัปมินต์และน้ำมะนาว เสิร์ฟพร้อมสตรอเบอร์รี่อบแห้งในจานเล็ก เสมือนอาหารนก เมนูนี้มีเสียงนกร้องด้วยนะ อยากให้ได้ยินเสียงกันจัง

นอกจากพิถีพิถันในแต่ละเมนูแล้ว รายละเอียดในการตกแต่งร้านก็ขับความเป็นจีนโมเดิร์นออกมาด้วย วอลเปเปอร์ออกแบบลวดลายขึ้นมาเฉพาะ มังกรมีความร่วมสมัยไม่เหมือนมังกรตามสถานที่ต่างๆ

ร้านมี 2 ชั้น ชั้นล่างมี 6 โต๊ะ มีครัวมองเห็นผ่านกระจกใส ให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดสัมผัสบรรยากาศแบบอยู่ในสเตเดี้ยม การแข่งขันรายการเชฟกระทะเหล็ก ชั้น 2 โต๊ะเก้าอี้เน้นสีดำ เน้นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถขยับได้เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าตั้งแต่มาเป็นคู่หรือกลุ่มใหญ่

หมวยอินเตอร์ยังมีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อีกหลายอย่าง รอให้คุณมาสัมผัส ที่ร้านไอร่อน เชฟ ดราก้อน ตั้งอยู่ซอยทองหล่อ 11 ถนนสุขุมวิท 55 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น. โทร. 08-1819-6262

ร้านมะลิ เมืองภูเก็ต อร่อยเลิศรสอาหารพื้นเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551635

ร้านมะลิ เมืองภูเก็ต อร่อยเลิศรสอาหารพื้นเมือง 

เรื่อง/ภาพ อชัถยา ชื่นนิรันดร์

ดอกมะลิ เป็นดอกไม้กลิ่นหอมสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่แม่มีต่อลูก จึงเป็นที่มาของชื่อร้านมะลิ ที่ลูกสาว ชลัญธิภัฏฐ์ ปลั่งศิริ ตั้งชื่อร้านมะลิ อาหารพื้นเมือง ตั้งอยู่บริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันตก อ.เมือง จ.ภูเก็ต

ชลัญธิภัฏฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวชอบทำอาหารรับประทานกันเป็นครอบครัว และมีความสุขที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน จึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารพื้นเมืองภูเก็ตเพื่อให้บริการลูกค้า โดยช่วงเปิดร้านใหม่ๆ มีเมนูอาหารบริการลูกค้าไม่กี่เมนู แต่หลังตกแต่งร้านเต็มรูปแบบ ประดับด้วยภาพวิวเมืองภูเก็ตสวยงาม แล้วจึงเพิ่มเมนูอาหารให้มากขึ้นและคัดเลือกภาชนะถ้วย จาน ชาม ลวดลายเก่าๆ แบบโบราณให้มีความรู้สึกเหมือนนั่งรับประทานอาหารที่บ้าน ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก

“กลุ่มลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหารเป็นทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ มีการบอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้ามาอุดหนุนเนืองแน่นตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำมาซ้ำหลายครั้ง ทางร้านมะลิรองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 คน หรือสามารถจัดงานเลี้ยงแบบกลุ่มเล็กๆ ได้”

อาหารแนะนำของทางร้าน ได้แก่ หมูฮ้อง แกงเนื้อปูใบชะพลูกับเส้นหมี่ลวก แกงลูกชิ้นปลาใบรา แกงส้มขาหมู แกงส้มเนื้อปลากะพง แกงพริกปลาทราย แกงพริกไก่บ้าน ต้มส้มปลากระบอก ไก่บ้านต้มขมิ้น แกงเลียงกุ้งสด ใบเหมียงต้มกะทิกุ้ง สายบัวต้มกะทิปลาทู กุ้งสด ต้มยำทะเล แกงจืดหมูสับ กุ้งสับ มีเมนูเรียกน้ำย่อย เช่น เมี่ยงปลากะพง ทอดมันกุ้ง กุ้งชุบแป้งทอด ลูกชิ้นปลาลวกจิ้ม ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีผัดผักและยำต่างๆ น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกปลาทูทอด ไข่เจียวห่อหมก กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา กุ้งราดซอสมะขาม ต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อน เนื้อปูผัดเต้าซี่ ปลาหมึกไข่นึ่งมะนาว เต้าหู้ปรุงรสต่างๆ มีเมนูประเภทปลา ปู กุ้ง หมึก อีกมากมาย และอาหารจานเดียวสั่งได้เช่นกัน ส่วนเครื่องดื่มและของหวาน มีน้ำส้มคั้นสด มะม่วงเบาปั่น แตงโมปั่น ฯลฯ โอ้เอ๋วถั่วแดง พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน มะม่วงเบาแช่อิ่ม ฯลฯ ราคาอาหารเริ่มที่ 80-400 กว่าบาท

ชลัญธิภัฏฐ์ กล่าวอีกว่า เคล็ดลับความอร่อย ทางร้านจะเน้นความสด สะอาด คัดเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ใช้กุ้งแชบ๊วย ปลาสดๆ จากชาวประมง และผักปลอดสารพิษจากชาวบ้าน ทุกอย่างต้องสด ใหม่ สะอาด รสชาติจัดจ้าน ปรุงอาหารโดยกุ๊กเป็นคนภาคใต้ มีความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหารพื้นเมืองเป็นอย่างดี อยากให้ทุกคนมาชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองภาคใต้แท้ๆ การันตีความสะอาด ความสดของวัตถุดิบ ถูกสุขอนามัย

ร้านมะลิ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. หรือสั่งจองโต๊ะได้ที่โทร. 09-0324-6351

หมุดหมายแห่งค่ำคืน โอ้ ชิค อีทเทอรี่ & โซเชียล บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 14:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551658

หมุดหมายแห่งค่ำคืน โอ้ ชิค อีทเทอรี่ & โซเชียล บาร์ 

เรื่อง แสตมป์-ลีโอ เคน ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

อย่างที่รู้กันดีว่าในทุกเย็นย่ำของวันศุกร์การจราจรกลางเมืองใหญ่มักจะจลาจล กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มห้าทุ่ม แต่ในเมื่อวันรุ่งเป็นวันหยุดของใครหลายคน ทำไมเราไม่หาหมุดหมายแห่งค่ำคืนที่ไหนสักแห่งกันเล่า ถ้านึกไม่ออกว่าจะไปไหนดี งั้นค่ำคืนนี้เรามีนัดกันที่นี่ที่ โอ้ ชิค อีสเทอรี่ & โซเชียล บาร์ (Oh Chic Eatery & Social Bar) แล้วค่ำคืนวันศุกร์อันแสนวุ่นวายก็จะมีความหมายมากยิ่งขึ้น

โอ้ ชิค อีทเทอรี่ & โซเชียล บาร์ บาร์ขนาดใหญ่ ที่มองแวบแรกก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงเตี๊ยมจีนโบราณ เพราะตกแต่งโดยใช้คอนเซ็ปต์วัฒนธรรมของเอเชีย มาผสานเข้ากับความหรูหราและทันสมัยในสไตล์ยุโรป พร้อมแสงไฟสีแดงผสานกับสีม่วงกระตุ้นอารมณ์แห่งความสุขให้ลุกโชน

ตัวร้านแบ่งออกเป็น 3 โซนหลักๆ ซึ่งแต่ละโซนมีรูปแบบการตกแต่งและการจัดวางที่ต่างกัน โซนแรก อีสเทอรี่ ซึ่งเป็นโซนที่นั่งรับประทานอาหารในบรรยากาศโปร่งสบายด้วยผนังกระจกรอบด้าน

ต่อด้วยโซนโซเชียล คลับ ที่เปิดต้อนรับด้วยกลิ่นอายของห้องโบราณ ที่ใช้ร่มจีนมาประดับประดาไว้บนเพดานของร้าน สอดรับกับแสงไฟที่สาดส่องลงมาสะท้อนให้เห็นลวดลายอันสวยงาม ทั้งยังเป็นห้องที่สามารถเพลิดเพลินไปกับการรับประทานอาหาร และสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ได้อย่างสบายอารมณ์

โซนเอาต์ดอร์ บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไทรขนาดใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เหมาะกับผู้ที่ชอบนั่งรับลม และนั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดแบบชิลๆ

ในส่วนของเมนูอาหารได้เชฟโจ๊ก-ไพเราะ อรุณงาม มาเป็นเชฟใหญ่ประจำร้าน ที่มีรางวัล Global Master Chef Shanghai and World Master Chef Taipei 2018 และประสบการณ์การเป็นหัวหน้าเชฟประจำร้านที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเน้นเสิร์ฟอาหารฟิวชั่นทวิสต์เอเชีย ผสานกับวัตถุดิบออร์แกนิกอย่างลงตัว

ขอแนะนำเมนูแรก Beef Truffle Ravioli Soup เนื้อสันช่วงหน้าท้องนำมาตุ๋นด้วยไฟอ่อน 4-5 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อนุ่ม นำตัวซอสมาเป็นดาร์คกงซอมเม่ พร้อมด้วยมันฝรั่งและทรัฟเฟิล คล้ายก๋วยเตี๋ยวตุ๋นบ้านเรา

ต่อด้วย Homemade Pomodoro Meatball เนื้อบดสายพันธุ์ไทย-เฟรนช์ หมักกับออริกาโน่ สอดไส้เชดด้าชีส กินคู่กับโฮมเมดโพโมโดโร่ซอส หรือซอสมะเขือเทศสดผัดกับน้ำมันมะกอก

หรือจะเป็น Black Squid Ink Pasta with Ponzu Wasabi Sauce เมนูฟิวชั่นระหว่างอิตาลีและญี่ปุ่น ด้วยการนำเส้นพาสต้าหมึกดำ ผสมกับซอสโฮมเมดพอนสึวาซาบิและน้ำมันงา คลุกเคล้าเข้ากับแซลมอนสด ให้รสชาติเปรี้ยวเค็มและรสเผ็ดจากวาซาบิ

นอกจากเมนูอาหารยังมีเมนูเครื่องดื่มให้ลิ้มลองหลากหลาย โดยบาร์เทนเดอร์ครีเอทเมนูสุดพิเศษ ที่เอาเครื่องดื่มเอเชียมาเป็นส่วนผสม

ขอแนะนำ Granny Smith ที่มีส่วนผสมของแอปเปิ้ลเขียวและเหล้าหวานผสานกันอย่างลงตัว ต่อด้วย Honey Cinnamon Balsamic Old Fashioned มีส่วนผสมของรัมที่ทางร้านหมักเอง น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ก้านชินนามอน เป็นการตบท้ายมื้อ

ร้านโอ้ ชิค อีสเทอรี่ & โซเชียล บาร์ อยู่ติดกับโรงแรมซีวิค โฮเทล (Civic Hotel) ต้นซอยเอกมัย (BTS เอกมัย ทางออก 1) ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 08-1403-8159

เพลินๆ ไป…อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551065

เพลินๆ ไป...อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

โดย สืบสิน ภาพ กีกี้

วันใดที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเบื่อๆ ไม่อยากออกไปไหน อยากนอนแช่อยู่บนที่นอนนานๆ แถมยังมีอาการอ่อนล้าเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว หัวใจไม่ชุ่มชื่น นั่นแสดงว่าคุณอาจจะเป็นโรคแพ้ภูมิกรุงเทพเข้าแล้วก็เป็นได้ และเมื่ออาการออกมาประท้วงขนาดนี้ก็เห็นทีต้องแวะเติมพลังใจ พลังกาย ด้วยการพาเรือนร่างและหัวใจอันเหนื่อยล้าไปพักผ่อนและสูดโอโซนอันบริสุทธิ์ที่ไหนสักแห่งเสียแล้วกระมัง

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด คือ อีกหนึ่งจุดหมายที่จะช่วยชะล้างความอ่อนล้า นอกจากไม่ต้องใช้เวลามากแล้วยังได้รับโอโซนบริสุทธิ์ได้เต็มปอด และยังได้ความประทับใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดตั้งอยู่ในเขต อ.กุยบุรี และปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากหัวหินลงมาทางใต้ประมาณ 63 กิโลเมตร

ตามตำนานของเทือกเขาสามร้อยยอด เล่ากันว่าพื้นที่แถบนี้เคยเป็นทะเลมีเกาะใหญ่น้อยอยู่มากมาย ในสมัยนั้นมีขบวนเรือสำเภาจีนแล่นผ่านมา และประสบกับลมพายุมรสุมจนเรืออับปางลง คนบนเรือที่รอดชีวิตจึงได้ไปอาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ จำนวน 300 คน จึงเรียกกันว่า “เกาะสามร้อยรอด” ต่อมาเพี้ยนเป็น “เขาสามร้อยยอด” จนทุกวันนี้

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 98 ตารางกิโลเมตร หรือ 6.13 หมื่นไร่ ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน มีที่ราบน้ำท่วมถึงอยู่ริมชายฝั่งทะเล และยังเป็นที่อาศัยของนกนานาชนิด ซึ่งจะมีมากในช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. และได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2509 ซึ่งถือเป็นอุทยานแห่งชาติประเภทชายฝั่งทะเลแห่งแรกของประเทศไทย

มาถึงที่นี่ก็มีสิ่งน่าประทับใจหลายอย่าง อาทิ จุดชมวิวเขาแดง ซึ่งอยู่บนยอดเขาหนึ่งของเขาแดง เวลาที่เหมาะแก่การขึ้นชมวิวคือ ตอนเช้ามืดประมาณเวลา 05.30 น. เพราะสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบทะเลบ้านเขาแดงและทัศนียภาพรอบๆ ได้ดี ตลอดจนชมเลียงผาเดินเล่น รวมไปถึงจะได้เห็นนกออกมาบินร่อนเพื่อหาอาหาร และอาจจะพบลิงแสม หรือค่างแว่นโหนตัวเล่นบนคาคบไม้อย่างเริงร่า

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถเช่าเรือโดยลงเรือที่ท่าน้ำหน้าวัดเขาแดงล่องไปตามลำคลองประมาณ 3-4 กิโลเมตร ก็จะได้เห็นนกนานาชนิดออกมาให้ชม และยังสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงาม

ความสุขยังไม่จบแนะนำให้มาต่อกันที่ทุ่งสามร้อยยอด ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีน้ำขังตลอดทั้งปี มีทั้งส่วนที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อย นับเป็นเอกลักษณ์ของระบบนิเวศ ซึ่งมีความหลากหลายชนิดของพืช สัตว์

ทุ่งสามร้อยยอดยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาล นับเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว

เรายังสามารถเดินเล่นที่หาดแหลมศาลาและถ้ำพระยานคร ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไปทางทิศเหนือประมาณ 16 กิโลเมตร หาดแห่งนี้ตามประวัติเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 ขณะที่เจ้าพระยานคร ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช แล่นเรือผ่านทางเขาสามร้อยยอด บังเอิญเกิดพายุใหญ่ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ จึงจอดเรือหลบคลื่นที่ชายหาดแห่งนี้ระหว่างที่พักแรมอยู่บริเวณนั้นได้ค้นพบถ้ำขนาดใหญ่ เพดานถ้ำมีปล่องให้แสงสว่างลอดเข้าไปมอง เห็นความสวยงามภายในถ้ำ จึงได้รับการขนานนามว่า “ถ้ำพระยานคร”

ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยเป็นเชิงชั้นหลืบม่านงดงามมาก บางส่วนก็หยดย้อยลงมาเป็นรูปร่างต่างๆ ระหว่างทางมีบ่อน้ำกรุด้วยอิฐดินเผารูปสี่เหลี่ยมคางหมูเรียกว่า “บ่อพระยานคร” จุดเด่นของถ้ำนี้ก็คือ พลับพลาแบบจตุรมุข ชื่อว่า “พระที่นั่งคูหาหาสน์” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้น พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ นับเป็นเครื่องเชิดชูอย่างยิ่งของถ้ำพระยานคร และกลายเป็นสัญลักษณ์ตราประจำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีถ้ำอีกหลายถ้ำให้สัมผัสไม่ว่าจะเป็นถ้ำแก้ว ถ้ำไทร ที่ล้วนมีความงดงามแตกต่างกัน

หากอยากชมท้องทะเลที่งดงามแนะนำให้มาที่หาดสามพระยาเป็นหาดทรายที่สวยงามสงบเงียบอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไปประมาณ 3.5 กิโลเมตร บริเวณหาดมีต้นสนทะเลปลูกอย่างเป็นระเบียบ ความยาวของชายหาดทรายประมาณ 1 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีเขากะโหลก ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอุทยานฯ มีชายหาดอันสวยงามและ เกาะต่างๆ ในทะเล ได้แก่ เกาะโครำ นมสาว ระวิง ระวาง และสัตกูด

ติดต่อสอบถาม : อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด โทร.032-619-078

Japan Origin 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/551060

Japan Origin 7

สัปดาห์นี้เรายังคงวนเวียนกันอยู่ในเรื่องความเชื่อและศาสนาของแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า คนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่สามารถระบุได้ว่าตัวเองนับถือศาสนาอะไร เพราะในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นนั้นเข้าออกทั้งวัดและศาลเจ้าโดยไม่มีการแบ่งแยกศาสนา แต่ถ้าไปย้อนดูอดีตก็พออนุมานได้ว่าศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น และเชื่อว่าท่านที่เคยไปญี่ปุ่นคงได้ไปเยี่ยมชมศาลเจ้าชินโตมาแล้วบ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับศาสนาชินโตเพิ่มเติมกันอีกสักนิด เผื่อรอบหน้าไปเที่ยวจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

ชินโต &&1070;&&6947; มาจากอักษรจีนสองตัว คือ เชน ซึ่งแปลว่า เทพเจ้า และ เต๋าที่แปลว่า วิถีทาง รวมกันแล้วมีความหมายว่า วิถีแห่งเทพ ชาวญี่ปุ่นนับถือเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในธรรมชาติจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อนศตวรรษที่ 6 มีบันทึกแสดงชาติกำเนิดของคนญี่ปุ่นที่เชื่อกันว่าสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าหรือคามิในภาษาญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นมีประเพณีบูชาบรรพบุรุษและดำเนินชีวิตโดยการนำทางของเทพเจ้า จนเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิจึงได้มีการรวบรวมคำสอนและพิธีกรรมของศาสนาชินโตทั่วทุกศาลเจ้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยยึดถือพิธีกรรมของราชวงศ์เป็นหลัก และนักบวชชินโตมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น ประชาชนทุกคนถือเป็นสาวกเรียกว่า Kokka Shintou (ชินโตที่เป็นของชาติ) ต่อมาหลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสัมพันธมิตรได้ประกาศยุบศาสนาชินโตแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2488 แต่เว้นไว้ซึ่งศาสนาชินโตของราษฎรเนื่องจากไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับสงคราม และยังคงอนุญาตให้ประกอบพิธีกรรมได้ตามศรัทธา ศาสนาชินโตจึงถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่นไปตั้งแต่ตอนนั้น

รู้จักศาสนาชินโตกันพอสังเขปแล้ว ลองมารู้จักบางสิ่งในศาลเจ้ากันบ้าง ศาลเจ้าชินโตในภาษาญี่ปุ่นมีอยู่หลายคำ เช่น จินจะ ไทฉะ จิงงู ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเทพที่สถิต สิ่งแรกที่เป็นเอกลักษณ์และภาพจำสำหรับเราชาวต่างแดนก็คงจะเป็นเสาซุ้มประตูแบบญี่ปุ่นตรงทางเข้าเรียกว่า โทริอิ ที่ตั้งไว้เพื่อบ่งบอกอาณาเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าชินโต คำว่า โทริอิ มีความหมายว่า ที่ของนก มาจากหลายความเชื่อ แต่ที่ดูจะใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นตำนานเทพีอะมะเทระสึที่งอนเพื่อนเทพจนไปหลบอยู่ในถ้ำ จวบจนได้ยินเสียงไก่ขันจึงเปิดปากถ้ำโผล่หน้าออกมาดู เสาโทริอิ (โทริ แปลว่า นก หรือไก่ก็ได้) จึงมีนัยของการอัญเชิญเทพเจ้านั่นเอง ก่อนเข้าประตูโทริอิตามธรรมเนียมเราต้องโค้ง 90 องศา เพื่อแสดงความเคารพ เวลาเดินผ่านประตูไม่ควรเดินตรงกลางเพราะเป็นช่องทางสำหรับเทพเจ้า มนุษย์อย่างเราทานพลังเทพไม่ได้ควรเดินด้านข้าง เมื่อผ่านเสาโทริอิไปตามทางก็สังเกตเห็นศาลเล็กๆ หรือก้อนหินสลักทำให้สงสัยว่ามันคืออะไร สอบถามจากผู้ประสานงานชาวญี่ปุ่นได้ความว่า ในความเชื่อของศาสนาชินโต ธรรมชาติทุกอย่างมีเทพสถิต ไม่เพียงเฉพาะสิ่งใหญ่โตอย่าง ภูเขา ท้องฟ้า ผืนดิน มหาสมุทร เท่านั้น แต่ธรรมชาติรอบตัวอย่าง ก้อนหิน ต้นไม้ ลำธาร ก็มีเทพองค์เล็กๆ สถิตอยู่เช่นกัน ดังนั้นเราจึงมักจะพบเจอศาลเล็กๆ ตามรายทางที่คนญี่ปุ่นสร้างไว้เพื่อบูชาเทพองค์เล็กเหล่านั้น และเมื่อโอกาสอำนวยก็จะมีการปรึกษากันว่าควรเลือกเทพเล็กๆ ท่านไหนมาโปรโมท ในตอนแรกก็จะทดลองสร้างศาลสถิตให้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยแล้วรอดูผลตอบรับจากชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร หากเป็นที่นิยมมากก็จะขยับขยายเป็นศาลเจ้าใหญ่เหมือนที่เราเห็นกันตามที่ต่างๆ นั่นเอง ดังนั้นขนาดของศาลเจ้าจึงขึ้นอยู่กับการนับถือและศรัทธาของชาวบ้านด้วยเช่นกัน

เมื่อเข้าไปยังบริเวณอาคารศาลเจ้า เรามักจะเห็นเจ้าหน้าที่ชายใส่ชุด Hakama เป็นชุดลำลองที่ใส่ทำงานภายในศาลเจ้า ที่สะดุดตาคือเสื้อด้านบนเป็นสีขาวเหมือนกันหมด แต่กางเกงฮากามะ มีทั้งสีม่วง ฟ้า แดง แตกต่างกันไป ด้วยความอยากรู้จึงต้องหาคำตอบจนได้ความว่า กางเกงฮากามะเป็นตัวบ่งบอกสถานะหรือตำแหน่งหน้าที่ โดยระดับนักบวชชนชั้นพิเศษที่เป็นผู้ดูแลศาลเจ้าหรือที่ปรึกษาอาวุโสของศาลเจ้าจะสวมกางเกงสีขาวลายดอกฟูจิ รองผู้ดูแลศาลเจ้าจะสวมกางเกงสีม่วงผ้ามันวาวลายดอกฟูจิสีขาว นักบวชอาวุโสผู้บริหารศาลเจ้าจะสวมกางเกงสีม่วงลายดอกฟูจิสีม่วงอ่อน ผู้จัดการศาลเจ้าจะสวมกางเกงสีม่วงไม่มีลาย และนักบวชระดับเจ้าหน้าที่จะสวมกางเกงสีฟ้าน้ำทะเล และที่เตะตานักท่องเที่ยวมากที่สุดคงเป็นหญิงสาวสวมฮากามะและกางเกงแดงที่เรียกกันว่า มิโกะ

ใครที่ชื่นชอบมังงะและอนิเมะ หรือมีความสนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่น คงต้องรู้จักมิโกะอย่างแน่นอน ภาพลักษณ์ของมิโกะที่เราเข้าใจคือหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีหน้าที่สื่อสารกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต แต่ทราบหรือไม่ว่าปัจจุบัน มิโกะ เป็นอาชีพหนึ่งในญี่ปุ่น มีทั้งแบบเป็นพนักงานประจำและแบบพาร์ตไทม์โดยมีเงินเดือนหรือค่าจ้างเหมือนพนักงานบริษัท และการเป็นมิโกะในปัจจุบันไม่ได้เคร่งครัดเหมือนในอดีต แต่อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติดังนี้ ผมสีดำเท่านั้นและต้องมีหางม้ายาว 30 ซม.ขึ้นไป นับจากตำแหน่งที่มัดผม ห้ามใส่ต่างหูและ เครื่องประดับ ห้ามทาเล็บและไว้เล็บยาว ที่สำคัญคือต้องโสด หากคิดจะแต่งงานก็ต้องลาออกจากการเป็นมิโกะ ในอดีตคุณสมบัติข้อนี้ระบุถึงขนาดที่ว่า ต้องถือพรหมจรรย์ด้วยซ้ำ หน้าที่ของมิโกะมีตั้งแต่กวาดพื้น จัดทำเครื่องรางและจำหน่าย แสดงการร่ายรำ (มิโกะไม) และร่วมประกอบพิธีกรรม

และสิ่งหนึ่งที่คนญี่ปุ่นมักจะไม่พลาดเมื่อไปศาลเจ้า คือการเช่าเครื่องรางกลับบ้าน เครื่องรางญี่ปุ่นแบ่งตามลักษณะได้ 2 แบบคือ โอะฟุดะ เป็นกระดาษขาวที่ห่อแท่งไม้ ใช้ในการปกปักรักษาคนในสถานที่ที่ตั้งไว้ จึงนิยมไว้ในบ้านเพื่อปกปักรักษาคนในบ้านจากสิ่งไม่ดี หรือไว้ในบริษัทเพื่อปกป้องพนักงาน หรือกรณีที่เป็นเครื่องรางนำพาโชคลาภก็นิยมตั้งไว้ตรงหน้าประตูทางเข้า อีกแบบคือโอะมาโมริ เป็นถุงเล็กๆ หลากสีที่เรานิยมเช่ากลับมาเป็นของฝากหรือพกเป็นเครื่องรางติดตัว มีหลากหลายสรรพคุณ ทั้งเครื่องรางสุขภาพ เครื่องรางสอบผ่าน เครื่องรางคลอดลูกปลอดภัย เครื่องรางขับรถปลอดภัย เครื่องรางค้าขาย เครื่องรางโชคดี เครื่องรางความรัก เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเครื่องรางญี่ปุ่นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และที่ต้องจำคือพลังของเครื่องรางจะหมดลงเมื่อครบหนึ่งปี ให้นำกลับไปคืนยังศาลเจ้าที่เช่ามา และควรคืนด้วยความรู้สึกขอบคุณ เราจึงเรียกว่าการเช่าไม่ใช่การซื้อ คนญี่ปุ่นมักนิยมเช่าเครื่องรางในช่วงปีใหม่ เพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่และนำสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ดังนั้นศาลเจ้าญี่ปุ่นในช่วงต้นปีจะแน่นมาก จึงต้องจ้างมิโกะพาร์ตไทม์เพิ่มเติมมาเพื่อช่วยงานในช่วงนั้น