นั่งรถไฟจะไป ‘วังกรด’ เงียบสงบและเชื่องช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 16:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553163

นั่งรถไฟจะไป ‘วังกรด’ เงียบสงบและเชื่องช้า

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ความคลาสสิกของบ้านเรือนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังหลงยุคย้อนกลับไปในช่วงสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไม่ใช่การจำลองหรือความพยายามให้เก่า แต่ทั้งหมดคือ วิถีและชีวิตจริงของชาวบ้าน “วังกรด” จ.พิจิตร ที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ทั้งตัวสถาปัตยกรรมและตัวตน

หอนาฬิกาหน้าสถานีรถไฟวังกรดยังคงเดินตรงเวลา ช่างตรงกันข้ามกับบรรยากาศโดยรอบที่เข็มนาฬิกากำลังหมุนย้อนกลับไปเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ย่านเก่าวังกรดเคยรุ่งเรืองสุดขีด เพราะเป็นย่านการค้าหลักของเมืองพิจิตร เนื่องด้วยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งทางรถไฟและทางเรือ

บ้านวังกรด อยู่ใกล้แม่น้ำน่านมากกว่าตัวเมืองพิจิตรจึงขนส่งได้สะดวกกว่า กอปรกับเวลานั้นยังไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำน่าน สินค้าจึงถูกค้าขายที่วังกรดเป็นหลัก โดยมีชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นเถ้าแก่เปิดร้านรวงมากมาย จนกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ตั้งแต่เหนือจรดใต้

ผังเมืองของบ้านวังกรดจึงแบ่งเป็นตรอกจากสถานีรถไฟทะลุไปยังแม่น้ำ โดยมีเรือนแถวไม้เรียงรายเป็นแนวยาวขนาบถนนในตรอกไว้สัญจร บ้านทุกหลังจึงมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟได้สะดวก เช่นเดียวกับไปสู่แม่น้ำน่านได้สบาย หากคนแปลกหน้ามาก็ไม่มีทางหลงได้ง่ายๆ  เพราะถนนในย่านตลาดล้วนเป็นเส้นตรง

ผู้นำคนสำคัญที่ทำให้บ้านวังกรดเกิดตลาดคือ หลวงประเทืองคดี อัยการชาววังกรด ผู้สนับสนุนให้ชาวบ้านสร้างตลาดจนรุ่งเรือง และเป็นที่นับถือของชาวบ้านมาก ซึ่งปัจจุบันบ้านของหลวงประเทืองคดีถูกบูรณะและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม

เพราะเป็นบ้านรูปแบบอาคารปูนผสมไม้หลังแรกในชุมชน วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.พิจิตร คนปัจจุบัน จึงจัดสรรงบประมาณราว 3 ล้านบาท ปรับปรุงบ้านหลังนี้ครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลงจากบ้านที่เด็กในชุมชนไม่กล้าเข้าใกล้ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน

เช่นเดียวกับชุมชนวังกรดที่วันนี้กลายเป็นชุมชนเป้าหมายในการส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” หลังจากความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟูกลับซบเซาไปพร้อมกับการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำน่านและถนนมุ่งตรงไปยังตัวเมืองพิจิตร ทำให้ศูนย์กลางการค้าถูกโยกย้าย ปล่อยให้ตลาดขนาดใหญ่กลายสภาพเป็นบ้านเรือนอยู่อาศัยของอดีตพ่อค้าแม่ขายไปเท่านั้น

ปัจจุบันชาวบ้านวังกรดต้องปรับตัวไปตามสภาพความเป็นจริง เมื่อไม่มีขบวนรถไฟขนส่งสินค้าหรือเรือเมล์มาเทียบท่าเหมือนแต่ก่อน ชาวบ้านที่ยังไม่ย้ายถิ่นกินนอนก็เริ่มทำการค้าขายในชุมชน เช่น เปิดร้านขายอาหาร ร้านขายยา ร้านค้าโชห่วย และเปลี่ยนจังหวะชีวิตที่เร่งรีบให้ช้าลงจนเหมือนทุกอย่างถูกแช่แข็งไว้ให้คงสภาพเดิม แตกต่างจากตัวเมืองพิจิตรที่อยู่ห่างออกไปแค่ 6 กม.

 ระยะทางจากตัวเมืองพิจิตรถึงวังกรด ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ไม่ถึง 10 นาที แต่เพื่อให้ได้อรรถรสเหมือนกับสมัย 100 กว่าปี การเดินทางด้วยรถไฟจึงเป็นวิธีที่สนุกและสะดวกไม่ต่างกัน โดยขบวนรถไฟที่จะผ่านสถานีพิจิตรและสถานีวังกรดมีตลอดวัน  ทั้งขบวนเร็วพิเศษ ตั๋วราคา 22 บาท และขบวนธรรมดา ราคาแค่ 2 บาท รถไฟไทยสมัยนี้ไม่ค่อยจะดีเลย์นัก ทำให้สามารถกะเวลาได้ชัดเจนว่าต้องไปให้ถึงสถานีรถไฟพิจิตรเวลาใด และจากสถานีพิจิตรไปสถานีวังกรดใช้เวลาแค่ 10 นาที

สถานีรถไฟวังกรดเป็นสถานีเล็กๆ เมื่อเดินออกจากสถานีไปก็จะถึงหอนาฬิกาและย่านตลาดเก่าทันที ดังนั้นการท่องเที่ยวในชุมชนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะสี่ล้อ เพราะแค่สองขาก็สามารถเดินได้ทั่วทั้งหมดแล้ว

จากหอนาฬิกาที่ยังเดินตรงต่อเวลาจะเห็นตรอกและเรือนแถวไม้ทั้งด้านหน้า ขวา และซ้าย (เมื่อหันหลังให้สถานีรถไฟ) ไฮไลต์อย่าง อาคารหลวงประเทืองคดี อยู่ทางตรอกด้านซ้ายหรือตลาดฝั่งใต้ ให้เดินตามกลิ่นผัดไทยและเสียงเคาะกระทะไป ก่อนถึงจุดหมายจะผ่าน ร้านผัดไทยป้าลั้ง วัย 71 ปี คุณป้าเริ่มขายปี 2523 ตั้งแต่ชามละ 3 บาท จนถึงวันนี้ชามละ 20 บาทก็ยังขายดี และยังคงความอร่อยเข้มข้นแบบบ้านๆ ไม่ต้องปรุงเพิ่มแบบโบราณ ทีเด็ดอยู่ที่ใช้น้ำตาลปี๊บ ใส่ถั่วฝักยาวและผักกาด เป็นสูตรเฉพาะของคุณป้า และในร้านเดียวกันยังขายก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า และผัดซีอิ๊ว ในราคา 20 บาท หากหิวก็แวะกินสักชามสองชาม แต่หากไปช่วงกลางวันคนแน่นคิวยาวก็พยุงท้องไว้แล้วไปเที่ยวที่บ้านของหลวงประเทืองคดีก่อน ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกไม่กี่สิบเมตร

อาคารทรงตึกหลังแรกของบ้านวังกรดถูกทิ้งร้างให้เก่าโทรม จนเมื่อปีที่ผ่านมานี้เองที่ทางจังหวัดได้เข้ามาบูรณะจนสวยงามน่ามอง ไม่เป็นบ้านผีสิงเหมือนที่เด็กๆ ในซอยกล่าวขานกัน ลักษณะเป็นอาคารปูนสองชั้น พื้น บันได และผนังบางส่วนทำจากไม้ โดยชั้นล่างประกอบไปด้วยห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหาร

จุดสำคัญคือ หลุมหลบภัยภายในบ้าน ได้มีการเจาะพื้นบ้านส่วนหนึ่งเป็นช่องลงไปด้านล่างและมีฝากระดานแบบเดียวกับพื้นห้องปิดไว้เพื่ออำพราง เนื่องจากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านวังกรดตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตี เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟและสะพานข้ามแม่น้ำ จึงมีการสร้างหลุมหลบภัยไว้ในตลาดและโรงเรียนหากมีภัยสงคราม

ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนของหลวงประเทืองคดี ยังมีข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากไม้เนื้อแข็งทั้งเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง ในสภาพสมบูรณ์ โดยมีห้องหนึ่งได้จัดแสดงภาพถ่ายบ้านวังกรดในอดีตไว้เผยให้เห็นความคึกคักของสถานที่ที่กำลังยืนอยู่ด้วย

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญและยังเกี่ยวข้องกับหลวงประเทืองคดีคือ ศาลเจ้าพ่อวังกลม (วังกลมเป็นชื่อเดิมของบ้านวังกรด) จากบ้านท่านหลวงฯ ให้เดินกลับทางเดิมไปยังหอนาฬิกาแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตรอกกลาง (ตรอกที่อยู่ตรงกลาง ตรงเป๊ะกับหอนาฬิกา) เดินไปจนสุดแม่น้ำน่าน ศาลเจ้าพ่อวังกลมจะอยู่สุดทางซ้ายมือ

ภายในศาลเจ้าพ่อวังกลม ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่วังกลม สถานที่แห่งนี้เป็นที่เคารพบูชาของพ่อค้าแม่ขายทั้งในและนอกตลาด โดยในช่วงเดือน พ.ย.ของทุกปีจะมีงานฉลองเจ้าพ่อวังกลม หรืองานงิ้ววังกรด มีการแสดงอุปรากรจีน 10-15 คืนต่อเนื่อง เพื่อถวายแก่เจ้าพ่อ และยังเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานชาววังกรดจะกลับบ้านเพื่อเฉลิมฉลองในประเพณีนี้ด้วย

บ้านวังกรดมีความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีน เห็นได้จากในชุมชนมีทั้งศาลเจ้าพ่อวังกลมและวัดวังกลม ที่อยู่ห่างออกไปจากย่านตลาดเก่าประมาณ 500 เมตร และชาวบ้านนิยมดูทั้งงิ้วและลิเก บ่งบอกถึงความปรองดองและสายสัมพันธ์ของสองเชื้อชาติ ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากกันได้

หลังจากนั้นให้เดินย้อนกลับมายังตรอกกลาง อดีตถนนสายหลักที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดในตลาด จึงหลงเหลือร้านค้าที่ยังมีชีวิตและบ้านเรือนดั้งเดิมอยู่มากที่สุด ทั้ง ร้านขายยาสมบูรณ์โอสถ ในห้องแถวเลขที่ 33 ภายในร้านยังมีตู้ลิ้นชักยาเต็มฝาผนังพร้อมป้ายชื่อสมุนไพร อายุตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันก็ยังขายยาสมุนไพรจีนและไทย โดยมีคุณลุงธีระ ตาบทิพย์วัฒนา เป็นเจ้าของร้าน

ลุงธีระเล่าว่า เขาเคยเป็นเซลส์แมนขายยาทำงานกับบริษัทแหลมทองมาก่อน มีหน้าที่ขับรถส่งยาตามสถานที่ต่างๆ พร้อมกับเปิดร้านขายยาที่บ้านเกิดควบคู่กันไป จากนั้นพออายุมากขึ้นก็ไม่อยากเดินทางอีกต่อไปจึงปักหลักดำเนินกิจการที่บ้าน เน้นขายยาโบราณผนวกกับยาแผนปัจจุบันแต่ไม่หลากหลายเท่า ทั้งยังมีโรงงานผลิตยาสมุนไพรอยู่ที่ตัวเมืองพิจิตรเป็นของตัวเองด้วย

ถัดมาไม่กี่หลังจะเห็นคนมุงอยู่หน้าบ้าน ทายได้ไม่ยากว่านั่นคือ ร้านสาคูไส้หมูแม่เฒ้า ขนมอร่อยของชุมชนขายหมดทุกวัน จุดเด่นอยู่ที่แป้งสาคูที่ใสนุ่มเหนียวกำลังพอดีและไส้หมูรสชาติกลมกล่อม เวลากินต้องเหยาะน้ำกะทิเล็กน้อยให้รสเค็มและกลิ่นหอมอร่อยอันเป็นเคล็ดลับที่ทำให้สาคูไส้หมูแม่เฒ้าขายดีมาตั้งแต่รุ่นแม่

ติดกับร้านขนมเป็นที่ตั้งของอดีตร้านขายผ้าชื่อ ฉั่วเซี่ยงฮวด บ้านเลขที่ 41 หลังนี้เจ้าของบ้านเคยมีอาชีพตัดเย็บผ้า แต่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น บอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านสิ่งของเก่าแก่ที่เจ้าของบ้านเก็บสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอหลายสิบม้วนที่เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยมาทำให้แหล่งความบันเทิงของชุมชนอย่าง โรงหนังมิตรบรรเทิง เสื่อมความนิยมลง จนต้องปิดตัวทิ้งร้างไป หีบเก็บสมบัติที่มาพร้อมกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ กระเป๋าใส่เสื้อผ้ายุคอากงอาม่า และข้าวของเครื่องใช้อีกมากที่เป็นตัวแทนของความทรงจำและอดีตของคนในชุมชน

เมื่อย่างก้าวมาจนถึงหอนาฬิกาอีกครั้ง จะเหลือตรอกอีกฝั่งที่ยังไม่ได้ไป นั่นคือตรอกเหนือหรือตลาดฝั่งเหนือที่มีความน่ารักซุกซ่อนอยู่เช่นกัน ทั้งร้านซาลอนสุดคลาสสิกที่บ้านเลขที่ 67 ชื่อ ร้านเสริมสวยคุณแมว เปิดให้บริการความสวยหล่อมาเกือบ 40 ปี เวลามีคนแปลกหน้าเยื้องย่างผ่านไป คุณป้าแมวก็จะส่งยิ้มมาให้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงมีลูกค้าต่อคิว เพราะฝีมือและรอยยิ้มของป้านั่นเอง

ถัดออกไปไม่กี่ห้องเป็นที่ตั้งของ ร้านก๋วยเตี๋ยวปิ่นโต ที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่กี่ปี แต่ได้รับความนิยมอย่างดีเพราะมีกิมมิกที่ใช้ปิ่นโตแทนชาม และสูตรพริกสดที่แซ่บเรียกน้ำหูน้ำตาตั้งแต่คำแรกถึงคำสุดท้าย หากถามคนท้องถิ่นทุกคนจะทราบดีว่า เมื่อก่อนบ้านวังกรดมีร้านก๋วยเตี๋ยวพริกสดเจ้าเก่าแก่อยู่อีกร้านชื่อ เจ๊ลุ่ย แต่เพิ่งปิดตำนานลงเมื่อต้นปี 2560 เพราะแม่ค้าอายุมากจนทำไม่ไหว จึงเกิดเป็นร้านรุ่นใหม่ซึ่งก็อร่อยไม่แพ้กัน ส่วนเจ๊ลุ่ยได้เปลี่ยนแนวไปขายมะนาวดองและน้ำมะนาวดองอยู่แถวร้านน้ำพี่นกหวีด ยังคงคอนเซ็ปต์อร่อยและขายดีไม่เปลี่ยนแปลง

เงยหน้ามองดูนาฬิกาบนยอดหอสูง ตกใจกับเวลาที่เดินไวกว่าจังหวะชีวิตที่ใช้ไป อีกไม่กี่นาทีรถไฟจะเข้าชานชาลาและพากลับไปสู่ตัวเมืองใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่าอดีตย่านการค้าที่อยู่ห่างจากตัวเมืองพิจิตรแค่ 10 นาที จะมีของดีและ “ชีวิตดี”

แม้จะเงียบเหงาเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ที่นี่ยังมีเหตุผลดีๆ ให้ชาวบ้านยังไม่ทิ้งและปักหลักค้าขายเล็กๆ เงียบๆ ต่อไป ซึ่งเหตุผลที่พอจะหาได้ในครึ่งวันนี้คงเป็น “ความสุข” ของการมีชีวิตสงบในบ้านเกิดและทำมาหากินแบบพอเพียง

เที่ยวเกาหลี…เที่ยวสุดฟิน กินสุดเพลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553130

เที่ยวเกาหลี...เที่ยวสุดฟิน กินสุดเพลิน

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา

“อย่าให้คำบอกเล่าของคนอื่น มาทำให้คุณเข้าใจผิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้!!!”เพราะว่าประเทศนี้ได้ขึ้นชื่อว่ามีความสร้างสรรค์ในแทบทุกด้าน รวมทั้งด้านการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน ทำให้ธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยว มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น แต่ละสถานที่ท่องเที่ยวก็หมั่นปรับปรุงและสร้างสรรค์กิจกรรมให้มีความสด มีความใหม่ และมีสีสันอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ก็การเปลี่ยนแปลง แข่งขันกัน ทั้งเรื่องรสชาติอาหารและบรรยากาศภายในร้าน ทำให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวแบบ F.I.T.

F.I.T. หรือ Free Independent Traveller เป็นรูปแบบของนักท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง เลือกวิธีการเดินทางเอง เลือกสถานที่เอง เลือกที่กิน เลือกที่พักเอง โดยไม่ได้ถูกกำหนดตารางกิจกรรมหรือเมนูอาหารจากบริษัททัวร์ ทำให้คนกลุ่มนี้มีอิสระในเลือก แน่นอนว่าน่าจะเป็นวิธีการท่องเที่ยวในฝันของหลายๆ คน แต่รูปแบบ F.I.T ก็ไม่ได้แพร่หลายทุกประเทศ เราจะพบเห็นได้มากในประเทศที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคเสียมากกว่า

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งประเทศปลายทางท่องเที่ยวที่มีความพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวเอง เพราะระบบขนส่งมีความพร้อม ผู้คนคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว​ และอาหารการกินหาได้ง่าย

ถ้าใครอยากลองเที่ยวเกาหลีใต้ด้วยตนเอง ก็สามารถเริ่มต้นได้จากการเปิดอินเทอร์เน็ต หาข้อมูลเมืองที่อยากไป ดูยูทูบรายการท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วจองตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด หาที่พักทำเลดีๆ และวางแผนเดินทางให้สอดคล้องกับสังขาร​ ส่วนเรื่องเงินช็อปปิ้ง ก็คงต้องพยายามหาจุดลงตัวระหว่างศักยภาพทางการเงินของตนเอง กับกิเลสที่จะเข้ามารุมเร้าตลอดเวลา

แน่นอนว่า ถ้าได้ไปเที่ยวเกาหลี จะต้องไม่พลาดไปกรุงโซล ซึ่งข้อมูลการเที่ยวกรุงโซล มีอยู่มากมายมหาศาล ในเว็บไซต์ และยูทูบ ดังนั้น คลิกเข้าไปดู เปิดเข้าไปชม ให้พอเข้าใจก่อนออกเดินทางไปเที่ยว ก็จะเป็นการดี

“นอกเหนือจากกรุงโซลแล้ว จะไปที่ไหนอีกล่ะ?” คำตอบคือ ไปได้ทุกจังหวัดเลยจ้า เพราะประเทศนี้ เขามีการส่งเสริมการท่องเที่ยวกันทุกจังหวัด แถมแต่ละจังหวัดก็จะพยายามดึงจุดดี ชี้จุดเด่นของตัวเองให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า “คุณคิดถูกแล้ว ที่มาเที่ยวจังหวัดของเรา!!!”

ตัวอย่างเช่น การไปที่จังหวัดชอลลาบุค (Chollabuk-do) ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตก เยื้องลงไปทางใต้ของประเทศนั้น เขามีจุดขายที่หลักๆ คือ (1) เมืองหลวงของจังหวัด ที่ชื่อว่า จอนจู (Jeonju) มีหมู่บ้านโบราณ ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเช่าชุดประจำชาติเกาหลี ที่เรียกว่า ฮันบก (Hanbok) แล้วเดินถ่ายรูปเล่นกับอาคารรูปทรงเก่าแก่ ได้สวยงามที่สุด (2) ถ้าใครอยากลองปั่นจักรยานบนรางรถไฟ (Rail Bike) ในเส้นทางที่ท้าทายที่สุด ก็ต้องมาที่จังหวัดนี้ (3) ใครอยากลองกินบิบิมบับ (Bibimbub) หรือข้าวยำเกาหลี ที่เป็นต้นฉบับเกาหลีแท้ๆ ก็ต้องมากินที่เมืองนี้

จอนจู (Jeonju) เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของคนเกาหลี มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีอาคารเก่าแก่​ มีของกินขึ้นชื่อ และเป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาขงจื๊อในสมัยโบราณของคนเกาหลี ทำให้ที่นั่นมีบรรยากาศของความเป็นเกาหลีโบราณในทุกมิติ ทั้งในแง่ของอาคาร และวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจะรู้สึกกลมกลืนกับบรรยากาศเป็นอย่างมาก ยิ่งได้ใส่ชุดฮันบกสีสดใสเดินเล่นในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ด้วยแล้วละก็ เสมือนว่าได้เดินย้อนยุคไปในอาณาจักรโชซอนกันเลยทีเดียว และด้วยความสร้างสรรค์ด้านอาหารและวัฒนธรรมของเมืองนี้ ทำให้จอนจูได้รับเลือกจากยูเนสโก ให้เป็น “Creative Cities for Gastronomy” ในปี 2012

 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตั้งเป้าว่า อยากจะเดินเที่ยวให้ครบทุกซอกทุกมุมของหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ คงต้องเผื่อเวลาไว้สัก 2-3 วันกันเลยทีเดียว เพราะขนาดที่ใหญ่โตของพื้นที่ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ตลอดสองข้างทางของการเดินเที่ยว ก็จะต้องโดนยั่วใจด้วยข้าวของที่วางขายและอาหารการกินที่มีสีสันยั่วยวนเสียเหลือเกิน

แม้ว่าใครจะใจแข็งไม่วอกแวกให้กับสิ่งดึงดูดข้างทางได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะไปชิมบิบิมบับ (Bibimbub) หรือข้าวยำเกาหลีแห่งเมืองจอนจู เพราะว่านี่คือต้นฉบับของข้าวยำเกาหลีที่แพร่หลายอยู่ทั่วประเทศ ณ เวลานี้ และคนเกาหลีเขาเชื่อกันว่า กินบิบิมบับที่ไหน ก็ไม่อร่อยเท่ากินที่เมืองจอนจู

ส่วนใครที่ไม่รู้ว่าบิบิมบับคืออะไร ก็ขออธิบายง่ายๆ ว่า มันคือ ข้าวสวยร้อนๆ นิ่มๆ ที่โปะมาด้วยผักสด ผักลวก ผักดอง อาจมีเนื้อสัตว์ และไข่ไก่โปะหน้ามาด้วย เวลาจะรับประทานก็ปรุงรสเองด้วยซอสพริกแบบเกาหลี จากนั้นก็คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อน แล้วใช้ช้อนด้ามยาวตามสไตล์เกาหลี ตักใส่ปากได้เลย ซึ่งว่ากันว่า ถ้าใครมาเกาหลีแล้วไม่เคยชิมบิบิมบับ ก็เหมือนมาไม่ถึงเกาหลี ส่วนใครลองแล้ว จะชอบหรือไม่ อันนี้ก็คงขึ้นกับรสนิยมส่วนตัวเสียมากกว่า แต่ที่แน่ๆ อาหารจานนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน 50 อาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

นอกจากบิบิมบับ หรือข้าวยำเกาหลีแล้ว ถ้าได้ไปถึงเกาหลีใต้ อีกหนึ่งเมนูที่ต้องลอง ก็คือ “นูรงจิ (Nurongji)” หรือ “ข้าวก้นหม้อ” นี่แหละ ซึ่งหลายคนคงสงสัยว่า ข้าวก้นหม้อคืออะไร แล้วทำไมคนเกาหลีถึงชอบกิน? คำตอบก็คือ ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้ คนเกาหลีต้องหุงข้าวในหม้อที่เป็นโลหะ (ไม่มีสารเทฟลอนเคลือบภาชนะ) ก็จะมีข้าวเหลือติดก้นหม้อ ซึ่งเป็นสิ่งน่าเสียดาย คนเกาหลีในสมัยโบราณจึงหาวิธีกิน ครั้นจะใช้ช้อนขูดออกมา ก็ยังไม่หมดเกลี้ยง จึงใช้วิธีเติมน้ำร้อนเข้าไป ให้ข้าวก้นหม้อนิ่ม และลอกออกมาผสมกัน กลายเป็นข้าวต้มที่มีกลิ่นหอมเกรียมๆ ได้รสชาติที่แปลกแต่เป็นเอกลักษณ์ แถมคนโบราณยังเชื่อกันว่าข้าวก้นหม้อนี่แหละ ดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันอาการท้องอืดหลังรับประทานอาหาร

แต่หม้อหุงข้าวไฟฟ้าสมัยใหม่ก็ช่างดีเสียเหลือเกิน ดีจนหุงข้าวอย่างไรก็ไม่มีทางติดก้นหม้อ

ปัจจุบันนี้ ถ้าคนเกาหลีอยากรับประทานข้าวก้นหม้อ ก็ต้องไปซื้อหม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบพิเศษมาโดยเฉพาะ หรือไม่ก็ต้องไปรับประทานที่ร้านอาหาร เพราะตามร้านอาหาร เขาจะหุงข้าวทีละถ้วยในชามหิน ซึ่งนอกจากจะเก็บความร้อน ทำให้ข้าวอุ่นได้นานแล้ว ยังจะได้ข้าวก้นหม้ออีกด้วย

ถ้าใครอยากจะลองชิมข้าวก้นหม้อที่ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในเกาหลีใต้ละก็ แนะนำให้ไปที่เมืองอิชอน (Icheon) เพราะเมืองนี้ เป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพของประเทศ แต่จะว่ากันไปตามจริงแล้ว หลายๆ เมืองในเกาหลีใต้ก็สามารถผลิตข้าวคุณภาพดีได้ไม่แพ้กัน เพียงแต่ว่าที่เมืองอิชอนนี้มีจุดขายตรงที่เป็นแหล่งปลูกข้าว สำหรับส่งเข้าไปในพระราชวัง ดังนั้น เขาก็เลยอาศัยจุดเด่นตรงนี้ทำการโปรโมทเสียเลยว่า นี่คือข้าวที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้ว จนได้รับเลือกให้เป็นข้าวที่เอาไปเสิร์ฟถึงในวัง

ถ้าใครมาถึงเมืองอิชอน ก่อนจะตรงไปกินข้าว ก็แนะนำให้แวะไปชมเครื่องปั้นดินเผาของเมืองนี้เสียก่อน เพราะว่าที่นั่นเป็นเมืองผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่ขึ้นชื่อที่สุดของประเทศ เนื่องจากเมืองนี้เป็นถิ่นที่อยู่ของศิลปินนักปั้นจำนวนมาก นอกจากเครื่องปั้นดินเผาของอิชอนจะมีความสวยงามแล้ว ยังมีรูปแบบที่สร้างสรรค์อีกด้วย

ส่วนใครที่คิดว่า การเดินทางไปเมืองจอนจู และเมืองอิชอน อาจจะยากเกินไป หรือใช้เวลาเดินทางมากไป ก็ขอแนะนำให้ไปที่เมืองโพชอน (Pocheon) แทนก็ได้ เพราะที่นั่นห่างจากกรุงโซลไม่มาก แต่มีอากาศเย็นสบาย และมีภูมิประเทศสวยงามแปลกตา เพราะเต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้

ส่วนสถานที่แนะนำของเมืองโพชอน ก็คือ “หุบเขาศิลปะโพชอน” (Pocheon Art Valley) ซึ่งเป็นเหมืองหินแกรนิตเก่า ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่มีภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตา ถูกนำมาเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสัน และชิ้นงานศิลปะอันงดงาม และไฮไลต์ของที่นั่นก็คือ สระมรกตขนาดใหญ่ ที่เป็นผลพลอยได้จากการขุดเอาหินแกรนิตไปใช้งาน จนเหลือเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ที่ตะกอนหินปูนทำปฏิกิริยากับน้ำและแสง เกิดเป็นสระน้ำสีเขียวมรกตขนาดใหญ่ แถมมีการจัดแต่งอย่างสวยงาม เหมือนดินแดนในเทพนิยายเลยก็ว่าได้

หลังจากชมธรรมชาติเสร็จ ก็ต้องไม่พลาดชิม “คาลบี้” (Galbi) หรือเนื้อย่างเกาหลีของเมืองโพชอน ซึ่งจะให้อร่อยเด็ด ต้องไปตามหาร้านที่ยังย่างด้วยเตาถ่านเท่านั้น

และไม่ต้องแปลกใจถ้าไปร้านเนื้อย่างเกาหลี แล้วเห็นเขาเสิร์ฟเนื้อติดกระดูกซี่โครงมาด้วย เพราะนั่นคือเนื้อส่วนที่เอามาย่างแล้วอร่อยที่สุด โดยคนเกาหลีจะรับประทานเนื้อย่างคู่กับผักสดและกิมจิ เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร และมักปิดท้ายมื้ออาหารด้วยข้าวสวย หรือเส้นหมี่ เพื่อให้อยู่ท้อง แถมบางทียังมีตบท้ายด้วยของหวานอีกต่างหาก

บทสรุปสั้น สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ ก็ต้องบอกว่า ประเทศนี้ เที่ยวสุดฟิน กินสุดเพลิน ของจริงเลย ซึ่งถ้าใครมีศักยภาพในการเดินทางท่องเที่ยวเองละก็ แนะนำเลยว่า ต้องไม่พลาดที่จะเดินทางไปประเทศนี้ ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์ หลังเคารพธงชาติทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32

เซลฟี่กับจระเข้ยักษ์ ณ เมืองชาละวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552491

เซลฟี่กับจระเข้ยักษ์ ณ เมืองชาละวัน

ความหมายของชื่อจังหวัด “พิจิตร” คือ ความงาม แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความงามนี้ไป ทำให้พิจิตรกลายเป็นเพียงเมืองทางผ่านของเส้นทางขึ้นเหนือ แต่หากได้ลองแวะแล้วจะพบกับสิ่งเหลือเชื่อทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และตำนาน

โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

 

ถ้าถามว่าพิจิตรมีอะไรดี คงต้องไปดูที่คำขวัญประจำจังหวัด ซึ่งมีความเก๋ไก๋เพราะสามารถตามไปเที่ยวตามไปลองได้เป็นวรรคๆ เริ่มจากวรรคแรก “ถิ่นประสูติพระเจ้าเสือ” พระนามเดิมของ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงประสูติที่ ต.โพธิ์ประทับช้าง เมืองพิจิตร และทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญคือ ทรงโปรดให้สร้างวัดโพธิ์ประทับช้าง และทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทำการฉลองด้วยพระองค์เอง ซึ่งนับว่าเป็นวัดที่เด่นที่สุดในเมืองพิจิตรเวลานั้น ปัจจุบันหลังจากกระแสละครบุพเพสันนิวาสโด่งดัง วัดโพธิ์ประทับช้างก็ได้รับความสนใจอีกครั้ง อีกทั้งประชาชนยังสนใจศึกษาประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเจ้าเสือ จึงพลอยทำให้รู้จักพิจิตรมากขึ้นไปด้วย 

จากนั้นต้นเดือน ก.ย.ของทุกปีต้องคิดถึงวรรคนี้ “แข่งเรือยาวประเพณี” จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ต้นเดือน ก.ย. บริเวณวัดท่าหลวง โดยการแข่งเรือยาวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2450 ซึ่งสิ่งที่สนุกไม่น้อยไปกว่าการแข่งขันก็คือ เสียงพากย์ของผู้บรรยายที่รวดเร็ว ดุดัน สร้างสีสันและความมันให้ผู้ชมได้เป็นไฮไลต์ที่คนอยากมาฟังพอๆ กับอยากมาเชียร์

ทั้งนี้ จ.พิจิตร มีแม่น้ำ 2 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ทั้งสองสายไหลผ่านจังหวัดเกือบเป็นลักษณะเส้นขนานจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ โดยมีแม่น้ำพิจิตรอยู่ระหว่างกลางความยาวของแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านจังหวัดมีระยะทาง 97 กิโลเมตร และความยาวของแม่น้ำยมที่ไหลผ่านจังหวัดมีระยะประมาณ 128 กิโลเมตร

วรรคสามสาธุขอพรกับ “พระเครื่องดีหลวงพ่อเงิน” หลวงพ่อเงินคือนามเดิมของหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ พระเกจิชื่อดังของเมืองพิจิตร โดยเฉพาะกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ได้ถวายพระองค์เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเงิน เพื่อศึกษาวิชาต่างๆ และท่านยังได้ก่อตั้งวัดตะโก หรือวัดหิรัญญาราม ต.บางคลาน ซึ่งปัจจุบันยังคงมีชื่อเสียงและมีลูกศิษย์มากมาย

 

จากนั้นวรรคสี่มีชื่อคุ้นหู คือ “เพลิดเพลินบึงสีไฟ” บึงนี้เป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่ราว 5,000 ไร่ โดยบริเวณที่เป็นสวนสาธารณะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ทุกเย็นชาวพิจิตรจะมาวิ่งออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานน้ำ (ปั่นเป็ด) และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชมพระอาทิตย์ตกขอบบึง

 

วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผวจ.พิจิตร เล่าให้ฟังว่า ราวปีที่ผ่านมาบริเวณสวนสาธารณะบึงสีไฟแห้งขอดไม่มีน้ำ เพราะลักษณะของบึงคล้ายกระทะ เทเอียงไปทางทิศตะวันตกประกอบกับมีสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้บริเวณที่เป็นสวนสาธารณะไม่มีน้ำจนเกิดไฟไหม้กลางบึงหลายครั้ง แต่เมื่อขุดลอกและระบายน้ำ น้ำก็สามารถไหลมาเติมเต็มสร้างทัศนียภาพที่สวยงาม บัวที่อยู่ใต้ตมก็สามารถเติบโตชูดอกพ้นน้ำได้อีกครั้ง ทำให้บึงสีไฟกลายเป็นสวนสาธารณะที่เพลิดเพลินใจของชาวพิจิตร และเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอินสักครั้ง

นอกจากนี้ ริมบึงสีไฟยังมีรูปปั้นพญาชาละวันยักษ์ ยาว 38 เมตร กว้าง 6 เมตร ให้แชะภาพเป็นที่ระลึกและในอนาคตผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ ยังจะสร้างเลนจักรยานรอบบึงสีไฟให้เป็นสาธารณประโยชน์แก่คนพิจิตร

 

วรรคห้าต้องไปสักการะพระคู่เมือง “ศูนย์รวมใจหลวงพ่อเพชร” หลวงพ่อเพชรคือ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพิจิตรเคารพศรัทธามีพระพุทธลักษณะที่งดงาม ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ วัดท่าหลวง (พระอารามหลวง) อายุเก่าแก่กว่า 800 ปี หล่อด้วยโลหะสำริด ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ชาวพิจิตรเชื่อว่า องค์หลวงพ่อเพชรจะช่วยปกป้องรักษาและปัดเป่าความทุกข์ยากให้หมดไป ทั้งยังเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งจังหวัดด้วย

 

หลังจากอิ่มบุญต้องไปตามหาของดีกันต่อที่ วรรคหก “รสเด็ดส้มท่าข่อย” ส้มโอท่าข่อยมีแหล่งเพาะปลูกแรกอยู่ที่บ้านท่าข่อย ต.เมืองเก่า จ.พิจิตร จนปัจจุบันถูกขยายพันธุ์ไปยังอำเภอต่างๆ จนกลายเป็นผลไม้ขึ้นชื่อ มีความโดดเด่นที่รสชาติหวาน เนื้อแน่น และเนื้อมีสีชมพูอ่อนน่ารับประทาน โดยสามารถหาซื้อเป็นของฝากกันได้ในช่วงเดือน  ต.ค.-เม.ย.

นอกจากส้มโอแล้ว ที่นี่ยังมีข้าวขึ้นชื่ออย่าง “ข้าวเจ้าอร่อยลือเลื่อง” ชื่อเสียงเรื่องนี้มาจากการที่พิจิตรเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเจ้าขนาดใหญ่ จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของภาคเหนือรองจาก จ.เชียงราย และนครสวรรค์ โดยมีข้าวสายพันธุ์ดีและรสชาติอร่อยอย่างข้าวหอมมะลิ ข้าวชัยนาท 1 และข้าวสุพรรณบุรี 60

 

ความที่จังหวัดนี้มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำทางธรรมชาติจากแม่น้ำ 3 สาย ทำให้มีน้ำใช้ทำนาตลอดปี โดยมีสถานที่เพาะปลูกสำคัญอยู่ที่ อ.เมือง บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม และตะพานหิน ซึ่งสามารถชิมความอร่อยของข้าวพิจิตรได้ตามร้านอาหารท้องถิ่น หรือจะไปลิ้มลองข้าวสวยร้อนๆ คู่กับกับข้าวรสดั้งเดิมได้ที่ตลาดหน้าจวนทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลาเช้ามืด 05.00-09.00 น.

 

นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์เวลาประมาณ 07.30 น. ชาวเมืองพิจิตรทราบกันดีว่าจะมีกิจกรรมใส่บาตรพระริมกำแพงแห่งความภักดี บริเวณใกล้กับตลาดหน้าจวน กำแพงดังกล่าวมีความสวยงามและมีความหมาย จากพระบรมสาทิสลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในพระราชกรณียกิจต่างๆ พระสงฆ์และสามเณรจะเดินบิณฑบาตริมกำแพงแห่งความภักดีต่อเนื่องเข้าไปยังตลาด ทุกเช้าวันเสาร์จึงจะเห็นภาพชาวบ้านแต่งกายด้วยผ้าไทยมา ปูเสื่อพร้อมข้าวปลาอาหารและดอกไม้ มารอใส่บาตรพระอย่างพร้อมเพรียง

ส่งท้ายที่วรรคสุดท้าย “ตำนานเมืองชาละวัน”ชาละวันคือชื่อจระเข้ตัวเขื่องแห่งแม่น้ำพิจิตร และเป็นตำนานของเมือง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่องไกรทอง และให้นามจระเข้ใหญ่ชื่อพญาชาละวัน จึงทำให้ตำนานชาละวันกลายเป็นที่รู้จักและเป็นสมญานามของ จ.พิจิตร ไปแล้ว

เมืองงามพิจิตรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ โดยรถยนต์ประมาณ 346 กิโลเมตร หรือสามารถโดยสารเครื่องบินมาลงที่ จ.พิษณุโลก และต่อรถยนต์มาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ซึ่งเสน่ห์ที่ว่าไปทำให้ทราบแล้วว่าพิจิตรไม่ใช่เมืองผ่าน แต่เป็นเมืองที่ต้องตั้งใจไปถึงจะได้เห็นความสวยงามที่ถูกซ่อนเร้น

อีทไทย ชวน ‘หรอยจังฮู้! อู้หู…ของดีเมืองใต้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552288

อีทไทย ชวน ‘หรอยจังฮู้! อู้หู...ของดีเมืองใต้’

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

อีทไทย (Eathai) ที่สุดแห่งอาณาจักรอาหารไทย ชวนสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมภาคใต้ และหลากหลายเมนูขึ้นชื่อเมืองปักษ์ใต้ ในงาน “หรอยจังฮู้! อู้หู…ของดีเมืองใต้” ระหว่างวันนี้-3 มิ.ย. ศกนี้!

เริ่มความหรอยแรง! กับหลากหลายเมนูขึ้นชื่อเมืองปักษ์ใต้จาก ร้าน ณ หาดใหญ่ ร้านอาหารใต้ สูตรหาดใหญ่ ที่เรียกว่าเหมือนยกอาหารเมืองหาดใหญ่มาไว้ให้ได้ลิ้มลองความอร่อยกันถึงที่ วัตถุดิบต่างๆ สั่งตรงมาจากภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น ใบเหลียง ที่คัดแต่ยอดอ่อนๆ จาก จ.ระนอง กุ้งแก้วหรือกุ้งเสียบจาก จ.สงขลา สะตอใต้แท้จาก อ.หลังสวน จ.ชุมพร เป็นต้น

สำหรับเมนูที่ยกมาให้รับประทานกัน อาทิ ใบเหลียงผัดไข่กุ้งแก้ว ที่ใช้ใบเหลียงเฉพาะยอดอ่อนผัดกับไข่และหอมใหญ่ ความพิเศษของเมนูนี้ อยู่ที่การคั่วกุ้งเสียบหรือกุ้งแก้วสงขลา จนกรอบได้ที่ รับประทานกับใบเหลียงที่ผัดใหม่ๆ ให้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อม คั่วกลิ้งกุ้งกรอบ ใช้กุ้งขาวคัดไซส์พิเศษ ที่คั่วแล้วจะสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือก นำมาผัดคั่วกับเครื่องแกงคั่วกลิ้งสูตรพิเศษจนเข้าเนื้อ ทำให้ได้รสชาติจัดจ้านและกรอบนอกนุ่มใน รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าหรอยแรง!

ต่อกับเมนูรสชาติจัดจ้านสูตรนครศรีธรรมราชแท้ๆ กับ ร้านปลากัด ร้านอาหารปักษ์ใต้รสชาติถึงเครื่อง 100% ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ สมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ ส่งตรงจาก จ.นครศรีธรรมราช

เมนูแนะนำของร้าน ต้องยกให้เมนู ต้มหมูใบชะมวงเมืองคอน ใช้ซี่โครงหมูนุ่มจากการหมักด้วยกะปิ ต้มกับใบชะมวงอ่อนที่ให้รสชาติเปรี้ยวโดยธรรมชาติ พร้อมด้วยสมุนไพรพื้นบ้านให้รสกลมกล่อม แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว ปลากะพงสดใหม่ พร้อมเครื่องแกงส้มส่งตรงมาจากนครศรีฯ รสชาติเผ็ดเปรี้ยว หมูผัดสะตอกะปิ ทางร้านใช้กะปิส่งตรงจากนครศรีฯ รสชาติเค็มหวาน ผัดกับสะตอและหมูจนเข้าเนื้อ และแกงพริกกระดูกหมู ใช้กระดูกอ่อนส่วนปลายนุ่ม คั่วกับเครื่องแกงเผ็ดจนแห้งขลุกขลิกได้รสที่เข้มข้น และพลาดไม่ได้กับ ไก่ต้มขมิ้น ใช้ไก่ต้มด้วยสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็น ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง พร้อมปรุงรสเพิ่มด้วยพริกเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความเผ็ดและกลมกล่อม

ใครชอบรับประทานขนมจีน ขอแนะนำเมนูเด็ด เมนูดังจาก ร้านขนมจีนน้ำยาปูแม่ติ๋ม ที่ยกขนมจีนสูตรเด็ดของร้านมาเสิร์ฟให้ชิมกันถึงที่ ไม่ว่าจะเป็น ขนมจีนน้ำยาปูและไข่ปูสูตรใต้ หรือขนมจีนเส้นสดแกงไตปลากุ้งสด รสชาติจัดจ้านอร่อยไม่แพ้กัน ส่วนใครชอบอาหารทะเลแบบสดๆ ร้านเดอะเคป บายแหลมเจริญซีฟู้ด ร้านอาหารทะเลชื่อดัง กับเมนู หอยนางรมสุราษฎร์ ที่รับประกันความสด

งานนี้ยังมี ไก่ทอดสูตรหาดใหญ่แท้ๆ ก็พร้อมมาเสิร์ฟร้อนๆ ให้ได้ชิมกันถึงที่ หรือจะเป็นหมูย่างเมืองตรัง ซึ่งใช้เวลาในการหมักเครื่องปรุงกว่า 10 ชนิด นานถึง 12 ชั่วโมง จากนั้นนำมาย่างนานกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้ได้รสชาติเนื้อหวานชุ่ม นุ่มอร่อย หอมกลิ่นเครื่องเทศ และอีกหลายหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ข้าวยำปักษ์ใต้ ไก่กอและซุปเนื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ยังมีการจัดแสดงผลงานรูปหนังตะลุงจาก บ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ที่ทุกท่านจะได้มาสัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมภาคใต้ผ่านผลงานจาก วาที ทรัพย์สิน ทายาท สุชาติ ทรัพย์สิน (ศิลปินแห่งชาติ) ที่นอกจากจะนำผลงานมาโชว์แล้ว ยังมาเปิดเวิร์กช็อปสอนทำรูปหนังตะลุงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 26- 27 พ.ค. และ 2-3 มิ.ย. เวลา 12.00-16.00 น. พร้อมชวนชมศิลปะการแสดงยอดนิยมจากภาคใต้ อาทิ “รำมโนราห์” และ “กีปัสเรนัง” ได้ในวันที่ 27 พ.ค. และวันที่ 3 มิ.ย. เวลา 13.00-14.00 น.

พิเศษ! ฟรีของที่ระลึกจากภาคใต้ เมื่อรับประทานอาหาร, ช็อปฯ หรือสั่งบริหารเดลิเวอรี่ที่ อีทไทย (โทร. 02-160-5995, Line: @eathaibycentral) ครบ 1,200 บาท (เฉพาะช่วงการจัดงานเท่านั้น)

Japan Origin 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ค. 2561 เวลา 09:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552483

Japan Origin 9

วันนี้ขอถือโอกาสเล่าเรื่อง รายการ Japan Origin ให้ท่านผู้อ่านทราบพอสังเขปครับ แต่เดิมเราผลิตรายการทีวีในชื่อ มาจิเด๊ะ! เจแปนเพื่อส่งเสริมการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองมาตั้งแต่ปี 2012 (ในปีแรกใช้ชื่อรายการว่า JapanX) ในตอนนั้นรายการทีวีส่วนใหญ่จะพูดเรื่องสถานที่เที่ยว หรือ Where แต่ไม่มีใครพูดถึงวิธีการเดินทาง หรือ How กันเลย จึงเกิดไอเดียเที่ยวแล้วบอกต่อ ดูแล้วไปตามไม่มีหลง แรกๆ ทางญี่ปุ่นก็ไม่เชื่อว่ามัน Work เวลาถ่ายรายละเอียดตามสถานีรถไฟก็เกร็งไปหมด จนในที่สุดญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เข้าใจเพราะมัน Work จริงๆ ตอนนี้คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นเองเยอะมาก ตัวเลขประมาณการคือ 75% ของคนไทยที่ไปญี่ปุ่นคือไปเองครับ และแล้วก็มาถึงยุคทองของสื่อออนไลน์ที่บันดาลให้ใครก็ผลิตคอนเทนต์ได้ จึงทำให้เกิดภาวะคอนเทนต์ล้นตลาด จนไม่รู้ว่าจะเลือกอ่านของใครดีเพราะดีกันแทบทุกคน (ยกเว้นบล็อกเกอร์สายทำเงินที่จะเขียนก็ต่อเมื่อเขาจ่ายตังค์) เราก็เลยต้องมองหาพื้นที่ใหม่ที่ไม่ทับซ้อนกับตลาดส่วนใหญ่ คิดไปคิดมา ก็เลยขอลงไปทางแนวลึก เพราะคนทำคอนเทนต์ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปในทางกว้าง การเจาะลึกบางทีต้องอาศัยคนท้องถิ่นจึงจะได้ข้อมูล ซึ่งเรามีคอนเนกชั่นตรงนั้นอยู่ ก็เลยกลายร่างมาเป็นรายการ Japan Origin และอยากจะขยายความรู้ที่ได้มาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่าน เผื่อไปเที่ยวจะได้อรรถรสมากขึ้นครับ

เราไปมาแล้วหลายจังหวัดเริ่มตั้งแต่ Kochi, Ishilawa, Tokyo, Wakayama และ Saga ซึ่งใครที่เคยติดตามรายการ หรือคอลัมน์นี้มาหลายปี ก็คงจะสังเกตเห็นว่า เป็นจังหวัดที่เราเคยไปและเขียนมาแล้วแทบทั้งสิ้น หลายจังหวัดหลายเมือง สงสัยทำไมไม่พูดเรื่องเที่ยวเยอะๆ เหมือนเมื่อก่อน เราก็บอกว่า คนอื่นพูดเยอะแล้ว คุณติ๊กก็พูด คุณฮีโระก็พูด ลุงนั่นน้องนี่เซนเซย์โน่น พูดเรื่องเที่ยวกันหมด เราขอพูดเรื่องอื่นบ้างเถอะ หลายจังหวัดงอแง แต่ในขณะที่เพื่อนๆ หลายคนสนับสนุน ก็เป็นการท้าทายอีกครั้งว่า สิ่งที่เราคิดจะผิดหรือถูก แต่เราเชื่อว่า หากไม่มีใครแผ้วถางบุกเบิกเส้นทางใหม่ ทุกคนก็จะไปตามร่องรอยเดิม แล้วเมื่อไหร่ เราถึงจะได้พบสิ่งใหม่ๆ กันเล่า รายการ Japan Origin จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ท่ามกลางความสงสัยจากบางท่าน และได้รับการสนับสนุนจากหลายคน ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอให้เวลาและท่านผู้ชมผู้อ่านเป็นคนพิสูจน์ครับ

สัปดาห์นี้พาท่านผู้อ่านบุกเข้าป่ากันบ้าง ผมได้แรงบันดาลใจของรายการตอนนี้จากภาพยนตร์เรื่อง Wood Job เรื่องของเด็กหนุ่มที่เข้าไปฝึกงานกับชุมชนนึงที่มีอาชีพตัดไม้และดูแลป่าไปพร้อมๆ กัน เอาจริงๆ คือผมดูหนังเรื่องนี้แล้วอยากชวนคนในรัฐบาล ในกระทรวง ในจังหวัด อำเภอ หรือตำบล ให้ลองดูวิธีการจัดการเรื่องป่าจากหนังเรื่องนี้ ถ้าคิดว่าดีน่าทำตาม แล้วค่อยไปดูของจริงกัน หลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นหรือที่เห็นในหนังญี่ปุ่นมันมีจริงๆ ครับ อย่างอาชีพคนตัดไม้และดูแลรักษาป่า (Forester) นั้นมีอยู่จริง และบังเอิญว่าเพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งได้ออกแบบกิจกรรมที่เรียกว่า Inaka Tourism เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือบ้านนอกขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์อยากให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับวิถีท้องถิ่น และในกิจกรรมหนึ่งของทัวร์นี้ก็มีการตัดไม้รวมอยู่ด้วย พอผมทราบข่าวจึงรีบติดต่อขอไปทำรายการ เพราะเวลาคนไทยเราเวลาพูดถึงคำว่าตัดไม้ ก็จะมีคำว่า ทำลายป่า พ่วงท้ายมาด้วยเสมอ แต่ที่เราจะไปดูกันนี่คือการตัดไม้ แต่ไม่ทำลายป่า มันถึงน่าสนใจ อยากให้ลุงตู่พาคนในรัฐบาลมาดูไงครับ

เมือง Misugi เป็นเมืองเล็กๆ ในหุบเขา ห่างจากอำเภอ Tsu เมืองเอกของจังหวัด Mie อยู่พอสมควร ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้มีรีสอร์ทชื่อเดียวกับเมืองตั้งอยู่ เพื่อนผมเป็นเจ้าของรีสอร์ทแห่งนี้ และสนับสนุนกิจกรรมของเรามาตลอด ตั้งแต่การขอไปถ่ายมิวสิควิดีโอของคุณไอซ์ ศรัณยู และรายการของเราอีก 2-3 ครั้ง ทุกครั้งจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากคุณรอยที่เป็นเจ้าของ มารอบนี้คุณรอยก็เป็นธุระจัดการให้ไปถ่ายทำกิจกรรมตัดไม้และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่เป็นกิจกรรมในโครงการ Inaka Tourism อันประกอบด้วย การเดินชมถนนสายเก่า ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน นอร์ดิควอร์กกิ้ง ฟอร์เรสเทอราปี นั่งรถไฟชมวิวดูดาวยามค่ำคืน นั่งสมาธิ เก็บผักออร์แกนิก รวมถึงการตัดต้นไม้ที่เป็นพระเอกของเราในครั้งนี้ด้วย ForestryExperience ไม่ใช่แค่การพานักท่องเที่ยวไปตัดต้นไม้เท่านั้น หากแต่เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นไม้และป่าไม้ ผมเคยได้ยินเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ไม้สนเป็นไม้ที่นิยมในการปลูก เพราะลำต้นตรงสูง ไม่ระเกะระกะ และแปรรูปง่าย ในการตัดก็มีสูตรคำนวณง่ายๆ ในการปลูกทดแทนคือ ตัดหนึ่งปลูกสองดังนั้นป่า (ปลูก) ก็จะอุดมสมบูรณ์เสมอ (ตามสูตรคณิตศาสตร์)

แต่เอาเข้าจริงๆ บ่อยครั้งที่ป่ามันแน่นไป จนบดบังแสงที่จะส่องลงมายังพื้นดิน ทำให้พืชขนาดเล็กรวมถึงวัชพืชต่างๆ ไม่สามารถงอกเงย ส่งผลให้สัตว์ป่าที่กินพืชเรี่ยดินอย่างกวางหรือหมูป่า ไม่สามารถหาอาหารในถิ่นอาศัยได้ จึงต้องมีการข้ามถิ่นมาหากินในเขตพืชไร่ของมนุษย์จนสร้างความเสียหายนับหมื่นล้านเยน ทางภาครัฐถึงกับยอมแก้กฎหมายให้ล่ากวางและหมูป่ามาเป็นอาหารได้ แต่ก็มีความยุ่งยากวุ่นวายเพราะกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใบอนุญาตให้ล่าสัตว์ ที่จะไปพันกับเรื่องอาวุธปืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ทดสอบแม้กระทั่งกระบวนการทางจิตวิทยา แต่ทุกปัญหามีทางออกเสมอ เมื่อมองให้ดีจะพบว่า สัตว์ป่าไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือแสงแดดที่ส่องลงมาไม่ถึง จึงมีความคิดเรื่องการออกแบบป่าขึ้น โดยให้ Forester เป็นผู้บริหารจัดการ และด้วยแนวคิดนี้ การตัดต้นไม้จึงไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการคืนความสมดุลให้กับป่า ในหนึ่งวันเหล่า Forester จะตัดต้นไม้ราว 80 ต้น โดยจะคัดเลือกต้นที่เสียหายเกินเยียวยา หรือต้นที่บังแสงแดดเป็นบริเวณกว้าง ไม่ใช่สักแต่ว่าตัดๆ มันไป ในสมองต้องมองภาพรวมของป่าในอนาคตด้วย ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจะได้ทำคือการตัดต้นไม้ภายใต้การดูแลของ Forester อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงไม้ล้ม

นอกจากการตัดไม้ยังมีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ ฟอร์เรสเทอราปี (Forest Theraphy) ก่อนทำกิจกรรมต้องทำแบบสอบถามเรื่องความเครียดก่อน เพราะหลังจบกิจกรรมจะมีการวัดผลว่าความเครียดหายไปมากน้อยแค่ไหน กิจกรรมนี้เริ่มจากการกอดต้นไม้ หลับตาสัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ ละทิ้งโลกแห่งความเป็นจริงไว้ชั่วครู่ แล้วจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ต่อด้วยการยืดเส้นยืดสายแล้วปูเสื่อนอนเพื่อผ่อนคลาย จากนั้นจึงเริ่มเดินเข้าป่าที่ลึกขึ้นเพื่อไปยังจุดชมวิว ระหว่างเดินทางนั้นขอแนะนำให้ท่านสูดหายใจเข้าลึกๆ อัดอากาศให้เต็มปอด เพราะอากาศแถบนี้มีสาร Phytoncide จากต้นฮิโนะกิ ที่ช่วยเพิ่มความเยาว์วัย และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย

กินตามรอยคุณนายผู้ว่าฯ ดอกไม้ฟาร์ม ไก่ย่างเขาสวนกวาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552383

กินตามรอยคุณนายผู้ว่าฯ ดอกไม้ฟาร์ม ไก่ย่างเขาสวนกวาง

โดย  ยินดี ฤตวิรุฬห์

ร่วมเดินทางสัมผัสเมืองขอนแก่นกับ สิริพร สงบธรรม ภรรยาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ที่พาคณะร่วมชม ชิมของดี ของเด่น และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมแห่งเมืองขามแก่นนคร

มีโอกาสแบบนี้ย่อมพลาดไม่ได้ จะพาไปชิมและลิ้มลองร้านอาหารอร่อยและขึ้นชื่อของเมืองขอนแก่น ตามรอยคุณนายผู้ว่าฯ และหนึ่งในร้านเด่นๆ ที่จะพาไปชิมก็คือ ร้านดอกไม้ฟาร์ม ร้านอาหารอีสานที่มีเมนูขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักคือ ไก่ย่างเขาสวนกวาง ซึ่งถือว่าเป็นเมนูพระเอกของร้านนั่นเอง

เมื่อได้ชิมแล้วต้องบอกเลยว่า ไก่ย่างเขาสวนกวางอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ (บอกได้แบบไม่อายเลยว่าผู้เขียนไม่อยากหยุดมือในการหยิบน่องไก่เขาสวนกวาง เข้าปากเลย ถ้าหากใจหนึ่งไม่บอกว่าท้องนั้นอิ่มมากแล้ว)

ด้วยเหตุผลที่ว่าไก่ย่างเขาอร่อยจริงๆ สามารถที่จะกินเฉพาะไก่ย่างโดยมิต้องจิ้มน้ำจิ้มได้เลย เพราะในการหมักไก่นั้นสามารถผสมสมุนไพรได้ลงตัวมาก ได้ความเค็มในระดับที่พอดี ถึงเนื้อไก่หอมสมุนไพรนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังไม่นับเมนูอื่นๆ ของร้านที่จัดได้ว่ารสชาติโอเค แม้บางเมนูจะไม่จัดจ้าน แต่ก็ซดได้คล่องคอ เช่น เมนูต้มแซ่บกระดูกอ่อน เมนูลาบปลา และลาบหมู เป็นต้น

ทั้งนี้ ร้านดอกไม้ฟาร์ม ปัจจุบันดูแลกิจการโดย รัตนา บุญสิทธิ์ เธอเล่าว่า การเกิดขึ้นมาของร้านดอกไม้ฟาร์มนั้น เป็นการต่อยอดมาจากธุรกิจดั้งเดิมของสามีที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงชำแหละไก่

เมื่อต้องผลิตไก่อยู่แล้ว จึงอยากมีหน้าร้านในการขายไก่ย่างด้วย เพราะอยากให้ผู้บริโภคทั้งในและนอกขอนแก่น รวมถึงคนที่เดินทางมาเที่ยวขอนแก่นได้ลิ้มรส “ไก่สายพันธ์ุไข่มุกอีสาน” ซึ่งเป็นไก่ที่ถูกพัฒนาสายพันธ์ุมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในสายพันธ์ุ KKU1

ทั้งนี้ ไก่สายพันธ์ุนี้ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลในเรื่องของกรดยูริก เพราะเป็นสายพันธ์ุที่มีต่ำมาก ผู้บริโภคที่มีภาวะเสี่ยงเรื่องโรคเกาต์สามารถที่จะรับประทานได้

เนื้อไก่ก็จะนุ่มขึ้นมามากกว่าสายพันธ์ุดั้งเดิม ที่จะหนังกรอบเนื้อล่อนและแห้ง แต่ก็จะให้สัมผัสถึงความนุ่มของเนื้อไก่นั่นเอง และทางร้านอยากให้ผู้บริโภคได้รับประทานไก่ที่ควบคุมการเลี้ยง การผลิตด้วยคุณภาพสดปลอดภัยนั้น

“ทางฟาร์มจะควบคุมการผลิตทั้งหมด และเมื่อมีพันธุ์ไก่มากก็จะให้ชุมชนนำไปเลี้ยงภายใต้การควบคุมที่มีมาตรฐานทั้งหมด และเมื่อถึงเวลาก็จะนำกลับมาขาย ซึ่งในแต่ละวันนั้นจะผลิตไก่รวมๆ ได้ประมาณสองพันตัว”

สำหรับราคาขายไก่นั้นจะตกอยู่ที่ตัวละ 120 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพง และในแต่ละวันนั้นจะผลิตไก่ออกมาได้ ขณะที่เมนูอื่นๆ ก็จะเป็นราคาที่จับต้องและไม่ได้สูงมากนัก หากใครได้ผ่านไปทางขอนแก่นไปเขาสวนกวางก็สามารถแวะชิมได้

อย่างไรก็ตาม หากไปในช่วงนี้อาจจะต้องโทรไปบอกล่วงหน้า เนื่องจากทางร้านอยู่ระหว่างปรับปรุง โดยจะย้ายร้านออกมาในระยะที่คนสัญจรมองเห็นได้ชัด จากทุกวันนี้ที่ร้านจะอยู่ลึก มองยาก แต่ร้านจะเปิดและรับลูกค้าเป็นคณะเหมือนเดิม รวมถึงรับในการออกไปจัดนอกสถานที่ด้วย

หากใครสนใจและผ่านไป ไก่ย่างเขาสวนกวาง ดอกไม้ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ ต.คำม่วง ถนนมิตรภาพ อ.เขาสวนกวาง สามารถโทรไปถามหรือจองได้ที่ 08-9777-6928 หรือ 08-8572-7634 รับรองไม่ผิดหวัง

‘เกาะเขาใหญ่’ ยลปราสาทงามยิ่งใหญ่กลางอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552375

‘เกาะเขาใหญ่’ ยลปราสาทงามยิ่งใหญ่กลางอันดามัน

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

จากเขตข้ามกาลเวลา เขาโต๊ะหงาย ที่มองเห็นเกาะเขาใหญ่อยู่ไกลๆ วันนี้ถึงเวลาข้ามมาสำรวจความงามและตามหาปราสาทกลางทะเลอันดามันด้วยตาตัวเอง

เกาะเขาใหญ่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล เช่นเดียวกับเขาโต๊ะหงายที่ได้พาไปรู้จักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และยังเป็น 1 ใน 28 แหล่งธรณีวิทยาในอุทยานธรณีสตูลที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานโลก โดยองค์การยูเนสโกได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

เกาะเขาใหญ่มีลักษณะหมู่เกาะของภูเขาหินปูนกระจายอยู่กลางทะเล ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือปากบาราและชุมชุนบ้านบ่อเจ็ดลูก ซึ่งการที่เป็นภูเขาหินปูนทำให้มีภูเขารูปร่างประหลาดจากการกัดกร่อนของน้ำฝนและน้ำทะเล

รวมทั้งยังเป็นแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญ เพราะบริเวณเกาะเขาใหญ่เคยเป็นทะเลโบราณในยุคออร์โดวิเชียน (ประมาณ 450 ล้านปีที่แล้ว เก่าแก่กว่ายุคจูราสสิก) โดยมีหลักฐานเป็นซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่พบในเนื้อหินปูน

ความงดงามทางธรรมชาติของเกาะเขาใหญ่ เพิ่งถูกโปรโมทให้เห็นผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชนเมื่อปีที่ผ่านมา หลังการค้นพบปราสาทหินพันยอดที่มีลักษณะโดดเด่นและถูกยกให้เป็นพระเอกของเส้นทางการท่องเที่ยว

ฟารีดา ทุมมาลี หรือ “ก๊ะฟารีดา” ชาวบ้านบ่อเจ็ดลูกผู้มารับหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่นของกลุ่ม “วิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางทะเลบ้านบ่อเจ็ดลูก” เล่าให้ฟังว่า ทั้งอ่าวปากบารามีทั้งสิ้น 14 วิสาหกิจชุมชนแยกไปตามแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งได้บริหารจัดการการท่องเที่ยวในละแวกหมู่บ้านโดยคนในชุมชนเอง อย่างบ้านบ่อเจ็ดลูกก็การจัดการที่เข้มแข็งทำให้นายทุนรายใหญ่ไม่สามารถเข้ามาคุมการท่องเที่ยวที่นี่ได้

“ถามว่าก๊ะมาทำงานตรงนี้ทำไมเพราะเราเองก็มีอาชีพหลักอยู่แล้ว” เธอเป็นเจ้าของแพปลาและแม่ค้าขายอาหารทะเลทุกชนิด

“การท่องเที่ยวเป็นงานที่เหนื่อยนะสำหรับก๊ะ แต่เราทำไปเพราะใจรัก ถ้าไม่รักคงทำไม่ได้”

ก๊ะฟารีดากล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวยังทำให้คนในชุมชนอยากเรียนรู้เรื่องธรณีวิทยา เรียนรู้เกี่ยวกับซากฟอสซิล และที่สำคัญที่สุด การท่องเที่ยวทำให้ชาวบ้านรักธรรมชาติ และหวงแหนทรัพยากรของบ้านเกิดมากขึ้น

“ตอนนี้คนรุ่นใหม่ที่บ้านบ่อเจ็ดลูกสนใจเรื่องธรณีวิทยามาก มีความกล้าแสดงออก และกล้ามาเป็นไกด์ท้องถิ่นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในฐานะที่บ้านเกิดของตัวเองเป็นอุทยานธรณีโลก ซึ่งก๊ะอยากให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาไม่มาทำลาย แต่อยากให้รักเหมือนที่เรารัก และก๊ะอยากให้เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นหน้าที่ของทุกคนทั้งคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว”

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะเขาใหญ่จะเริ่มต้นทริปด้วยการนัดหมายนักท่องเที่ยวมาพบกันที่ “ท่าเรือบ้านบ่อเจ็ดลูก” เนื่องจากเป็นท่าเรือที่สะดวกที่สุด ไม่ว่าน้ำทะเลจะขึ้นหรือลงก็สามารถขึ้นเรือได้สะดวกตลอดเวลา

เรือไม้ลำย่อมบรรทุกนักท่องเที่ยวได้ 10-12 คน พร้อมไกด์ท้องถิ่น 1 คน และคนพายเรือคายัก โดยคายักจะถูกผูกพ่วงไปกับเรือใหญ่ไว้สำหรับใช้เป็นพาหนะเข้าสู่ปราสาทและแหล่งท่องเที่ยว

“ยูยะ” ไกด์ท้องถิ่นสาวที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยด้านการท่องเที่ยวมาหมาดๆ เล่าบรรยายขณะที่เรือกำลังแล่นออกจากท่าว่า จุดแรกที่เรือมุ่งหน้าไปคือ “ทะเลแหวกสันหลังมังกร” แต่บางวันอาจไม่เห็นเพราะขึ้นอยู่กับระดับน้ำทะเล หากวันที่น้ำทะเลขึ้นทำให้สันหลังมังกร “หลับ” ก็จะไม่เห็นแนวสันทราย แต่หากน้ำทะเลลงสันหลังมังกร “ตื่น” ก็จะเป็นจุดที่แวะชมความสวยงามทางธรรมชาติเป็นจุดแรก

ระหว่างทางยูยะยังชี้ให้ดู “ผาใช้หนี้” พร้อมเล่าตำนานที่มาที่ไปของชื่อสุดแปลกนี้ว่า

“มีผู้ชายคนหนึ่งติดหนี้ไม่มีปัญญาจ่าย เจ้าหนี้จึงบอกให้เขาไปปีนหน้าผา ถ้ารอดชีวิตแล้วจะยกหนี้ให้ แต่ก่อนปีนชายผู้นั้นได้ขอ 2 อย่างคือ กริช และเครื่องร่อนที่ทำด้วยใบจากและทางมะพร้าว จากนั้นเขาได้ปักกริชตามซอกหินแล้วปีนขึ้นไป เมื่อถึงยอดแล้วก็อาศัยทิศทางลมใช้เครื่องร่อนร่อนลงมา ปรากฏว่าสามารถรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้ เจ้าหนี้จึงยกหนี้ให้กลายเป็นที่มาที่ไปของผาใช้หนี้ ซึ่งใกล้ๆ กันยังมีหาดศิลา โดยมีตำนานสืบเนื่องกันมาว่า หลังจากร่อนลงมาแล้ว ชายผู้คนได้ไปนั่งขัดสมาธิบนหาด ภาษามลายูเรียกว่า นั่งสีหล่า จึงกลายเป็นชื่อว่า หาดศิลา ดังในปัจจุบัน”

จากนั้นเรือใหญ่ได้แล่นต่อไปผ่านภูเขาหินปูนน้อยใหญ่ ก่อนจะลดความเร็วแล้วไปหยุดอยู่หน้าประตูปราสาทแห่งเดียวกลางทะเลอันดามัน “ปราสาทหินพันยอด” ก๊ะฟารีดาชี้ให้ดูประตูทางเข้าปราสาท 3 บาน ลักษณะเป็นช่องโหว่ของภูเขาหินปูนที่กว้างพอให้เรือคายักลอดผ่านเท่านั้น

ว่าแล้วก๊ะก็ปลดคายักให้หลุดพันธนาการแล้วพายมาเทียบกราบเรือใหญ่เพื่อขนถ่ายนักท่องเที่ยวลำละ 2 คน ไปสู่ปราสาท ยูยะ ไกด์คนงามก็เปลี่ยนมาทำหน้าที่พายคายักอีกลำ ส่วนนักท่องเที่ยวที่มีฝีมือการพายก็สามารถพายคายักเองได้ ไม่อันตราย เพราะบริเวณนั้นแทบไม่มีคลื่นใหญ่และทางเข้าปราสาทก็ไม่อันตรายสำหรับมือใหม่หรือมือสมัครเล่น

เมื่อเข้าไปใกล้ยิ่งเห็นรายละเอียดและความยิ่งใหญ่ของปราสาทหินปูนยอดแหลม ประหนึ่งสถาปัตยกรรมสไตล์กอธิกแบบตะวันตกอย่างไรอย่างนั้น และเมื่อพายลอดเข้าไปก็ยิ่งอลังการตรึงตรา นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงเดินพรมแดงเข้าปราสาท ด้านในเป็นลากูนสีเทอร์ควอยส์งามตา ล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนที่มียอดแหลมสมชื่อปราสาทหินพันยอด ซึ่งเมื่อเวลาน้ำทะเลลงภายในปราสาทจะเผยให้เห็นหาดทรายด้านใน แต่ถ้าวันใดที่น้ำทะเลขึ้นเหมือนวันที่ไป นักท่องเที่ยวก็สามารถว่ายน้ำเล่นได้เหมือนมีสระว่ายน้ำกลางทะเล

ยูยะ ทำหน้าที่บรรยายการเกิดของปราสาทแห่งนี้ว่า เมื่อหลายล้านปีก่อนน้ำใต้ดินได้กัดเซาะและละลายหินปูนที่อยู่ใต้ดินจนเกิดเป็นรูโพรงมากมาย ขนาดของโพรงได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเชื่อมกันเป็นโพรงใหญ่ ต่อมาหินปูนถูกยกตัวขึ้นตามการเคลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ทำให้กลายเป็นเทือกเขาหินปูนเกาะเขาใหญ่ จากนั้นเพดานของโพรงที่อยู่ในหินปูนถูกน้ำฝนกัดเซาะจนบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งรับน้ำหนักไม่ไหวจึงเกิดการยุบตัวลงมากลายเป็นหลุมยุบในภูเขา ซึ่งก็คือบริเวณปราสาทหินพันยอดในปัจจุบัน

“ปราสาทหินพันยอดเป็นเกาะหินปูน ซึ่งหินปูนมีคุณสมบัติสามารถละลายน้ำได้ หินปูนที่ละลายน้ำได้ง่ายจะถูกละลายไปอย่างรวดเร็วทำให้เห็นเป็นร่องลึก ส่วนหินปูนที่ละลายน้ำได้ยากกว่าจะมีความคงทนทำให้มองเห็นเป็นส่วนยอดแหลม เป็นคำตอบว่าทำไมปราสาทหินพันยอดจึงมียอดแหลมคม” ไกด์สาวกล่าวเพิ่มเติม

หลังจากเก็บภาพและเก็บความทรงจำจนเต็มอิ่ม และก่อนที่น้ำทะเลจะขึ้นสูงจนปิดปากประตูทางเข้า คายักในปราสาทได้ทยอยออกไปขึ้นเรือใหญ่เพื่อยังไปจุดต่อไปที่ “อ่าวหินงาม” โดยต้องเปลี่ยนถ่ายมาลงคายักอีกเช่นกันเพราะเรือใหญ่ไม่สามารถแล่นเข้าไปเทียบท่าได้เนื่องจากโขดหินใต้ทะเล

ก๊ะฟารีดา เล่าขณะที่กำลังพายคายักให้ฟังว่า ลักษณะหินบนอ่าวหินงามไม่ต่างจากเกาะหินงามที่หลีเป๊ะ แต่ที่นี่ไกด์ทุกคนจะถูกกำชับว่า ห้ามให้นักท่องเที่ยวเรียงหินหรือนำหินกลับบ้านเป็นอันขาด เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้คงเดิม ซึ่งนอกจากหินกลมมนดูสวยงาม บนอ่าวหินงามยังมีร่องรอยของคลื่นทะเลโบราณปรากฏบนเนื้อหิน และร่องรอยของการชนกันของแผ่นแปลกโลกจากหินที่มีลักษณะโค้งงอแต่ไม่แตกหักซึ่งน่าอัศจรรย์

ร่องรอยดึกดำบรรพ์ที่เห็นยังไปพ้องกับจุดสุดท้ายคือ “สุสานฟอสซิล” แหล่งค้นพบซากฟอสซิลนอติลอยด์ อายุกว่า 450 ล้านปี จัดเป็นสัตว์ในชั้นเดียวกับหมึก หมึกยักษ์ และหอยงวงช้าง (นอติลุส) ที่พบบนเกาะเขาใหญ่นั้น มีทั้งฟอสซิลนอติลอยด์ตัวตรงและม้วนขดเกลียวเป็นวง เมื่อสังเกตจะเห็นลำตัวและช่องเล็กๆ แบ่งกั้นในลำตัว คาดว่าช่วยในการเคลื่อนที่ขึ้นลงในน้ำ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกดัดแปลงมาใช้ในการออกแบบเรือดำน้ำด้วย

ทั้งรอยคลื่นทะเลโบราณ ซากฟอสซิลนอติลอยด์ และหินปูนยุคออร์โดวิเชียน ล้วนเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าแผ่นดินสตูลเคยเป็นทะเลโบราณอายุ 495-470 ล้านปีมาก่อน นอกจากหลักฐานในยุคออร์โดวิเชียน สตูลยังมีซากฟอสซิลอีก 5 ยุค ครบทั้งหมด 6 ยุคในมหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และกลายเป็นจุดเด่นทางธรณีวิทยาทำให้สตูลกลายเป็นอุทยานธรณีโลก

วันเดย์ทริปสิ้นสุดที่สุสานฟอสซิล หลังจากนั้นเรือใหญ่จะพาไปรับประทานอาหารกลางวันบนแพปลา กับเมนูซีฟู้ดทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา โดยระหว่างมื้ออาหารนั้น ก๊ะฟารีดาได้เล่าให้ฟังว่า ค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวจ่ายมาจะถูกจัดสรรไปยังชาวบ้านทั้งค่าเรือคายัก ค่าเสื้อชูชีพ และค่าเรือหางยาวที่ล้วนเช่ามาจากชุมชนบ้านบ่อเจ็ดลูก รวมถึงยังแบ่งไปที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา และกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อนำเงินไปบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวในชุมชน

การท่องเที่ยวจึงไม่เพียงสร้างรายได้ให้กลุ่มวิสาหกิจฯ แต่ยังลงไปถึงชาวบ้านให้มีรายได้เสริมจากการทำประมง ส่วนนักท่องเที่ยวก็ไม่เพียงได้รับความสุขความเพลิดเพลิน แต่ยังได้ความรู้ทางธรณีวิทยาและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านการบอกเล่าและความหวงแหนที่สะท้อนออกมาจากไกด์ท้องถิ่น เหมือนกับที่ก๊ะฟารีดาพูดตั้งแต่นาทีแรกที่เจอกันว่า

“อยากให้นักท่องเที่ยวรักเหมือนที่เรารัก” ซึ่งสุดท้ายก็รู้สึกรักและอยากอนุรักษ์สตูลจริงๆ &O5532;

ไวน์พอร์ท บรรยากาศสุดโรแมนติกริมเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552285

ไวน์พอร์ท บรรยากาศสุดโรแมนติกริมเจ้าพระยา

เรื่อง/ภาพ พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

ใครกำลังมองหาร้านอาหารสวยๆ บรรยากาศดีๆ หรือใครที่กำลังมีแพลนจะชวนแฟนหรือครอบครัว ไปนั่งชิลร้านอาหาร มองวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องไปลองสักครั้งในชีวิตไวน์พอร์ท (Wine Port Restaurant) ร้านอาหารและบาร์ร่วมสมัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา สังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงเบาๆ รับรองไม่ผิดหวัง เพราะห้องอาหารได้ถูกจัดแบ่งอย่างลงตัวออกเป็น 2 โซน ทั้งแบบห้องปรับอากาศ และแบบรับลมริมน้ำ โดยมีที่นั่งให้เลือกทั้งโซฟา โต๊ะ และเก้าอี้แบบสูงให้คุณเลือกพักผ่อนตามสบายในบรรยากาศแบบริมน้ำ แวะมาชาร์จแบตชีวิตที่นี่ กับบรรยากาศชิลๆ ฟินๆ

ธาดา เหลืองธาดา หนุ่มใหญ่ เจ้าของธุรกิจนำเข้าเรือยอชต์ที่หันมาทำธุรกิจอาหารร้านไวน์พอร์ท กล่าวว่า มีสถานที่เก็บเรือยอชต์ติดริมน้ำเจ้าพระยาใน จ.ปทุมธานี เลยคิดที่จะลองทำร้านอาหารสไตล์บ้านๆ บรรยากาศดีๆ โทนสีอ่อนๆ และลูกค้ายังสามารถเดินชมเรือต่างๆ ที่จอดเก็บไว้ได้ สามารถถ่ายรูปเรือยอชต์หลายขนาดที่จอดไว้ที่นี่ เป็นแหล่งพบปะเพื่อนที่ชอบเล่นเรือ หรือสนใจการนำเช่าเรือขนาดต่างๆ ด้วยบรรยากาศร้านที่ตกแต่งได้อย่างสวยงาม พร้อมด้วยบรรยากาศร่มรื่น แดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ จึงเป็นสถานที่เช็กอินแห่งใหม่ของเมืองปทุมธานี นอกจากขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศแล้ว ร้านไวน์พอร์ทยังโดดเด่นด้วยเมนูอาหารไทย-ซีฟู้ด เน้นรสชาติเข้มข้นจัดจ้านถูกปากคนไทย

ร้านไวน์ พอร์ท มีจุดเด่นในเรื่องของความสดและคุณภาพของวัตถุดิบที่มาปรุงอาหาร เมนูแรกที่แนะนำ สามชั้นทอดเกลือ รสชาติดี กรอบนอกนุ่มใน เนื้อหวานชุ่มฉ่ำ น้ำจิ้มรสเด็ด หนังกร๊อบกรอบ เนื้อหมูนุ่มๆ จิ้มน้ำจิ้มแซ่บอร่อย เป็นเมนูที่ต้องสั่งเพิ่มอีกจาน เนื้อผัดใบยี่หร่า เมนูจัดจ้านสะใจ ยี่หร่านั้นให้ทั้งความหอมและความซ่า เอามาผัดเผ็ดก็ต้องได้รสที่ร้อนแรงด้วย แม้ว่าจะเผ็ดร้อนแต่เพราะความอร่อยแล้ว กินกับข้าวสวยหุงใหม่ๆ โอ้ว รสเลิศมากจริงๆ เมนูนี้

ปลาทูต้มมะดัน เมนูแปลกที่คุณต้องลอง คล้ายๆ กับต้มยำปลาทู เพียงแต่ใส่มะดันแทนมะนาว มะดันมีประโยชน์ทั้งขับเสมหะแก้ไอ ได้ซดน้ำซุปร้อนๆ คล่องคอโล่งจมูก รสชาติเปรี้ยวจี๊ดนำมาทำต้มยำเปรี้ยวคล้ายมะนาวแต่ได้รสชาติดีไปอีกแบบ

ปลาแซลมอนจี๊ดจ๊าด เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านมีจุดเด่นของจานนี้อยู่ที่น้ำยำมีส่วนผสมของวาซาบิ เนื้อปลาแซลมอน สดๆ ผสมน้ำยำที่มีรสจี๊ดจ๊าด

ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนทอด ปลาเนื้ออ่อนทอดกรอบสีเหลืองนวล ราดกับน้ำฉู่ฉี่ ที่คลุกเคล้าเข้มข้นและกลมกล่อม แต่ถ้าเอ่ยถึงคุณค่าทางอาหารแล้วก็มีมากเลยทีเดียว เช่น ปลาเนื้ออ่อนเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ต้มปลาทู ไข่เจียวหมูสับ อร่อย กุ้งคั่วพริกเกลือ แกงป่าปลาเนื้ออ่อน มัจฉาหลงรัง ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน

บรรยากาศดี มีนักร้องเล่นกีตาร์สไตล์คลาสสิกให้ฟัง หรือใครอยากจะนั่งเรือยอชต์เที่ยวชมวัดต่างๆ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือชมวิวยามพระอาทิตย์ตกดินทางร้านก็มีไว้บริการ ส่วนใครที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว หรือต้องการห้องเพื่อจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ที่นี่มีบริการห้องจัดเลี้ยงให้ด้วย

ร้านไวน์พอร์ท ตั้งอยู่ ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี การเดินทางใช้เส้นทางปทุมสายใน ปทุมธานี ลงทางด่วน ข้ามสะพานนวลฉวี ไฟแดงที่สองเลี้ยวขวาตรง ปั๊ม ปตท. ขับมาอีก 1.8 กม. ร้านจะอยู่ขวามือ สอบถามเส้นทางได้ที่ โทร. 09-5458-4949

ซาบาห์เที่ยวเพลินจริงๆ เที่ยวดูลิงเที่ยวดูหมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ค. 2561 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552368

ซาบาห์เที่ยวเพลินจริงๆ เที่ยวดูลิงเที่ยวดูหมี

หนึ่งในป่าฝนเขตร้อนชื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซียที่รัฐซาบาห์ ทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเกาะนี้มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นเกาะที่มีความเก่าแก่และมีวิวัฒนาการของพืชพรรณ และสัตว์ป่ามาหลายล้านปี จึงเป็นป่าที่มีพืชหายากและสัตว์ป่าหน้าตาแปลกประหลาด หรือมีสีสันแตกต่างไปจากที่พบบนแผ่นดินใหญ่ ดึงดูดให้คนรักธรรมชาติจากทั่วโลกอยากเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่เป็นจำนวนมาก

เมืองซันดากันทางตะวันออกของรัฐซาบาห์ เป็นอดีตเมืองเอกเก่าและเมืองท่าที่ยังคงมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของรัฐซาบาห์ รองจากเมืองเอกโกตากีนาบาลู อีกทั้งรอบๆ เมืองซันดากันเป็นที่ตั้งของพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่ง แต่ละแห่งก็ทำหน้าที่ในการปกปักรักษาพืชพรรณและรวมไปถึงสัตว์ป่าหายากหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าจากธรรมชาติที่กำลังถูกรุกรานจากการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย

พื้นที่อนุบาลสัตว์มีโอกาสได้เห็นลูกลิงอุรังอุตังอย่างแน่นอน

Orangutan Rehabilitation Centre หรือศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตัง คือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองซันดากันแค่เพียง 25 กิโลเมตร ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1964 บนเนื้อที่ผืนป่าอนุรักษ์ขนาด 43 ตารางกิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีลิงอุรังอุตังอาศัยอยู่อย่างอิสระในป่านี้ประมาณ 60-80 ตัวเลยทีเดียว แต่การจะเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่นี้จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ห้ามสะพายกระเป๋าไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เข้าไปอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่อธิบายให้เราฟังว่าอาจมีโอกาสสูงที่ลิงจะเข้ามายื้อแย่งกระเป๋าเพราะคิดว่าข้างในมีอาหาร ถึงแม้ว่าในกระเป๋าจะไม่มีอาหารก็ตาม แต่สัญชาตญาณของลิงก็พร้อมที่จะจู่โจมได้เสมอ ที่สำคัญคือลิงอุรังอุตังที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์ฟื้นฟูนี้ ส่วนมากได้รับการช่วยเหลือมาจากกลุ่มผู้ลักลอบค้าสัตว์ รวมถึงลิงที่ถูกมนุษย์นำไปเป็นสัตว์เลี้ยง เพราะฉะนั้นพวกมันจะคุ้นเคยและกล้าเข้าใกล้มนุษย์

เพราะความน่ารัก จึงมักถูกจับไปเป็นสัตว์เลี้ยง

ทุกๆ วันทางศูนย์จะมีการป้อนอาหารให้ลิงอุรังอุตังวันละ 2 ครั้ง คือ 10.00 น. และ 15.00 น. แต่ก็ขึ้นอยู่กับโชคและดวงว่าลิงอุรังอุตังจะลงมากินอาหารหรือไม่ เจ้าหน้าที่อธิบายให้ฟังว่าถ้าอาหารในป่าเพียงพอพวกมันก็จะไม่ลงมากินอาหาร หรืออีกกรณีหนึ่งก็คือฝนตกพวกมันก็จะหลบฝนอยู่ในรังบนต้นไม้ ซึ่งวันที่พวกเราไปก็โชคไม่ดีมีฝนตกลงมาอย่างหนักลิงจึงไม่ออกมาปรากฏตัว แต่เจ้าหน้าที่แนะนำว่าให้ไปยังพื้นที่อนุบาลลูกลิงอุรังอุตัง ที่นั่นมีการจำกัดพื้นที่เฉพาะไว้สำหรับลิงอุรังอุตังเด็กที่ยังไม่สามารถออกไปเผชิญชีวิตในป่าได้ แต่ก็ได้เห็นเพียงความน่ารักไกลๆ ผ่านกระจกใสที่กันไว้ โชคยังเข้าข้างพวกเราและนักท่องเที่ยวที่มาในวันนั้นอยู่บ้าง เพราะขณะเดินกลับก็มีลิงอุรังอุตังปรากฏตัวปีนป่ายต้นไม้ให้เห็นในระยะใกล้ แม้จะได้เห็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็รู้สึกได้ว่าลิงชนิดนี้ทั้งน่ารักน่าเอ็นดู จึงไม่แปลกที่พวกมันจะถูกจับจากป่าเพื่อนำไปขายเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและอาจเป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงเมื่อมันโตขึ้น เพราะสัตว์ป่าก็คือสัตว์ป่าที่ยังคงมีสัญชาตญาณดุร้ายแฝงอยู่

พื้นที่ที่ติดกับศูนย์ฟื้นฟูลิงอุรังอุตังยังเป็นที่ตั้งของอีกหนึ่งศูนย์ฟื้นฟูและอนุรักษ์สัตว์ป่าที่น่าสนใจ นั่นก็คือ Borneon sun bear conservation centre ทำหน้าที่ในการฟื้นฟูสุขภาพหมี Bornean Sun Bear หรือที่รู้จักกันในชื่อของหมีหมาและหมีคน แต่สายพันธุ์ที่พบบนเกาะบอร์เนียวเป็นสายพันธุ์เล็กที่สุดในโลก ความสูงเมื่อโตเต็มวัยเพียงแค่ 120-150 เซนติเมตรเท่านั้น แต่เมื่อยังมีสภาพเป็นหมีเด็ก พวกมันดูน่ารักจึงถูกจับไปเป็นสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังถูกล่าอวัยวะไปปรุงเป็นยาจีน หมีชนิดนี้ยังเคลื่อนไหวช้าและใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอนพักผ่อน จึงตกเป็นเป้านิ่งของนักล่าและนักล่าอันตรายที่สุดของพวกมันก็คือมนุษย์ ประชากรหมีบนเกาะบอร์เนียวจึงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นที่ศูนย์นี้จึงฟื้นฟูและปรับพฤติกรรมหมีที่ได้รับการช่วยเหลือ เพื่อให้พวกมันมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในป่าได้อีกครั้ง ซึ่งพวกมันเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศป่า เพราะหนึ่งในอาหารโปรดของหมีคือปลวก การที่พวกหมีกินปลวกตามต้นไม้ก็ช่วยทำให้ต้นไม้อายุยืนนั่นเอง นอกจากนั้นแล้วอีกหนึ่งอาหารโปรดของพวกมันก็คือทุเรียน

พฤติกรรมชอบนอนนิ่งๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้หมีตกเป็นเป้านิ่งของนายพราน

ถ้ายังเห็นลิงและหมีไม่จุใจ อยากไปเห็นสถานที่แปลกๆ ก็ต้องไปที่ถ้ำโกมันตอง (Gomantong) ถ้ำแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซันดากันประมาณ 100 กิโลเมตร ที่นั่นคือถ้ำที่ภายในเป็นโถงขนาดใหญ่ ซึ่งบนเพดานถ้ำเต็มไปด้วยรังนกแอ่นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ทำให้เราต้องหยุดชะงักตรงปากถ้ำคือกลิ่นเหม็นของแมลงสาบ ใช่แล้วล่ะ นี่คือสิ่งที่เราเกริ่นไปว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่แปลก เพราะภายในถ้ำแห่งนี้มีแมลงสาบอาศัยอยู่นับล้านตัว อ่านไม่ผิดแน่นอน เพราะพวกมันคือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศภายในถ้ำแห่งนี้ ที่ประกอบไปด้วยสัตว์หายากนานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกแอ่นและค้างคาวจำนวนมาก พวกมันขับถ่ายมูลจำนวนมากลงสู่พื้นถ้ำ และแมลงสาบก็ทำหน้าที่ย่อยสลายมูลเหล่านั้น ดังนั้นถ้าลองสาดไฟฉายไปตามพื้นและเพดานถ้ำ ก็จะพบกับแมลงสาบยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ใครที่ทั้งเกลียดทั้งกลัวแมลงสาบเข้าไปในถ้ำนี้ก็อาจจะเป็นลมได้ เพราะถ้าพูดด้วยความสัตย์จริงที่นี่คงไม่ใช่สถานที่สวยงาม แต่ที่นี่คือสถานที่ที่นักชีววิทยาและนักวิจัยทั่วโลกยกให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของเกาะบอร์เนียว

หนึ่งในลิงอุรังอุตังที่ถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในป่า

มาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะด้วยความที่เรามีพรมแดนติดกัน มีการไปมาหาสู่และมีวัฒนธรรมร่วมกันมาช้านาน แต่อย่าลืมไปว่ามาเลเซียยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนอีกฝั่งบนเกาะบอร์เนียว ที่นั่นมีภูมิหลังมีประวัติศาสตร์และยังรวมถึงเชื้อชาติที่ค่อนข้างแตกต่างไปจากมาเลเซียฝั่งที่ติดกับไทย ดังนั้นถ้าอยากรู้จักประเทศนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็ยิ่งต้องหาโอกาสมาเยือนให้ได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นที่ดีนั่นก็คือมาที่รัฐซาบาห์ มาเริ่มต้นที่เมืองโกตากีนาบาลู เมืองเอกของรัฐที่มีความสะดวกสบาย และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางท่องเที่ยวมากมาย อย่าลืมติดตามชมภาพบรรยากาศสวยๆ ส่งท้ายการเดินทางในรัฐซาบาห์ ดินแดนมหัศจรรย์ธรรมชาติของมาเลเซียได้ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์ หลังเคารพธงชาติทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32

ร้านนี้ต้องมา… บอย แอนด์ ซัน คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/552287

ร้านนี้ต้องมา... บอย แอนด์ ซัน คาเฟ่

เรื่อง คาเอรุ ภาพ ณัฐพล โลวะกิจ

อยากนั่งมานานแล้ว สำหรับร้านคาเฟ่เล็กกะทัดรัดสุดแสนเท่ บอย แอนด์ ซัน คาเฟ่ (Boyy & Son Cafe) ที่ชั้น G เกษร ทาวเวอร์ ข้างๆ ร้านกระเป๋าชื่อดังเจ้าของเดียวกัน ที่สร้างชื่อเสียงดังไกลระดับโลกอย่าง บอย (Boyy) นั่นเอง ใครช็อปปิ้งกระเป๋าแล้วเหนื่อย เมื่อย หรือคอแห้ง แวะมานั่งที่นี่รับรองว่าดีแน่

ความเท่นั้นไม่เข้าใครออกใคร ไหนๆ ก็โด่งดังจากแบรนด์แฟชั่นขนาดนี้แล้ว เมื่อมาเปิดคาเฟ่เป็นสาขาที่ 4 อย่างบอย แอนด์ ซัน คาเฟ่ แห่งนี้ เป็นต้องคุมโทนไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว โดยเฉพาะโทนของร้านที่นอกจากจะได้ไอเดียการออกแบบประหนึ่งอะควอเรียมสุดเก๋ ที่พื้นของร้าน และโต๊ะเก้าอี้ด้านหนึ่งได้คัดสรรหินอ่อนที่ลวดลายดูเหมือนพื้นของตู้ปลา ออกแบบตกแต่งเอาไว้อย่างลงตัว ละเอียดแม้กระทั่งโคมไฟประดับโต๊ะ ที่อาศัยแก้วมูราโน จากเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เป็นรูปปลาสารพัดสีที่แตกต่างกันแต่ละโต๊ะ

อีกด้านหนึ่งของร้าน คุมโทนสีพาสเทล ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ เบาะนั่ง ไปจนถึงเครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซ่ ดูน่ารักผสมความเท่ ดูเรียบๆ ซอฟต์ๆ เหมือนอยู่ใต้น้ำ ประกอบกับกรอบประตูหน้าต่าง ที่ออกแบบเป็นทรงกลมเหมือนกระจกเรือ พร้อมวิวหน้าต่างส่องโลกใต้ท้องทะเล

โทนสีพาสเทลยังลามมาถึงซิกเนเจอร์ดริงก์ใหม่ล่าสุด อย่างเมนูเครื่องดื่มสีเทอร์ควอยส์ อันเป็นสีหลักประจำแบรนด์บอยด้วย อย่าง “ช็อกโกแลตมินต์” (Chocolate Mint) ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นที่ประกอบด้วยช็อกโกแลตชื่อดัง อย่าง ช็อกโกแลตวาลโรห์นา ผสมกับความเย็นหอมจากมินต์ ส่วนใครไม่ถนัดรสชาติของมินต์ ก็สามารถสั่ง ดาร์กช็อกโกแลตเย็น (Iced Valrhona Chocolate) มารื่นรมย์กับความหอมอร่อยได้เช่นกัน

สาวกช็อกโกแลตมินต์ แนะนำให้รับประทานคู่กับครัวซองต์มะพร้าว (Coconut Croissant) สูตรพิเศษ ที่ออกแบบโดยเชฟชูนา ไลดอน เมนูขนมใหม่จากวัตถุดิบท้องถิ่น เสิร์ฟมาในแบบอุ่นร้อนเบาๆ ความกรอบจากขนมปัง ลงตัวกับครีมมะพร้าวรสชาติกลมกล่อมที่อบอวลอยู่ด้านใน หอมหวานพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการโรยมะพร้าวอบแห้งสร้างลูกเล่นและความอร่อย เป็นการมิกซ์ แอนด์ แมตช์ที่ลงตัว ไม่แพ้ ครัวซองต์ อัลมอนด์ (Almond Croissant) ขนมขายดีของทางร้าน ที่ทั้งคู่ใช้เนยและแป้งครัวซองต์สูตรพิเศษของฝรั่งเศส กินเสร็จถึงกับต้องร้องขอเพิ่มอีกชิ้น

ใครไม่ถนัดของหวาน ที่นี่เขาก็มีครัวซองต์แบบคาวๆ ให้ชิมด้วย อย่าง ครัวซองต์ไส้แฮมชีส (Ham & GruyereCheese Croissant) ที่ไม่ได้ใช้ชีสธรรมดาๆ หากเลือกใช้ชีสกรูแยร์จากสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มมิติของรสชาติ

เครื่องดื่มสีหวานน่ารัก ไม่ทิ้งโทนพาสเทลอีกแก้ว ไอซี่ บอยแอนด์ซัน คาราเมล (Icy Boyy and Son Caramel) เมนูที่หอมหวานจนหยดสุดท้าย ประกอบด้วยทั้งคาราเมลซอสโฮมเมด บัตเตอร์สกอตช์ และเจลลี่คาราเมลรสเข้ม แต่ไม่หวานเลี่ยน เป็นอีกเมนูที่แก้วเดียวไม่เคยพอ… บอกเลย

ทางร้านเสิร์ฟเมนูกาแฟแนวเอสเปรสโซ่ครบลูป ทั้งเอสเปรสโซ่ อเมริกาโน่ มัคเคียโต คาปูชิโน ลาเต้ แฟลตไวท์ ขณะที่เมนูชา เน้นเป็นชาเขียวจากญี่ปุ่น ทั้งมัตฉะ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ ฯลฯ ทั้งร้อนและเย็น รวมทั้งทางเลือกแบบ น้ำผลไม้ ขณะที่ของกินเล่นยังมีไอศกรีม และคุกกี้โฮมเมดหลากรสที่ไม่ธรรมดาให้เลือกอีกด้วย

ร้านบอย แอนด์ ซัน คาเฟ่ ชั้น G เกษร ทาวเวอร์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น. โทร. 02-235-8300