อิ่มพุงปลิ้นในกรุง ร้าน ‘จานกับข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/554612

อิ่มพุงปลิ้นในกรุง ร้าน ‘จานกับข้าว’

โดย ลีลี่ โจว

เดี๋ยวนี้พอมีวันหยุดหน่อย เราก็อยากแสวงหาอาหารที่ว่า รสทีเด็ดน่าลิ้มลอง จะต้องเดินทางไปไกลร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ไม่หวั่น ขอแค่ได้ชิมอาหารรสเลิศสักครั้ง

แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่คนประเภทเดินทางไปไกลเพื่อตระเวนหาของกินอร่อย แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆ เดินทางสบายๆ ลุยไหนลุยกัน ก็คงจะชอบใจถ้าได้ลิ้มลองอาหารรสเด็ดของร้านในเมืองกรุง

ร้านจานกับข้าว เป็นหนึ่งในร้านที่อยากแนะนำสำหรับคนที่มองหาอาหารรสชาติดีที่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยที่ร้านแห่งนี้เน้นนำเสนออาหารไทยๆ ในบรรยากาศสบายๆ เสมือนกำลังรับประทานอาหารอยู่ในบ้านของตัวเอง

สำหรับร้านนี้ ตั้งอยู่ในซอยวิภาวดีรังสิต20 แยก 7 สามารถเดินทางด้วยรถยนต์เข้าไปได้ทั้งจากทางฝั่งถนนวิภาวดีฯ หรือจะใช้ทางลัดจากซอยลาดพร้าว 18 ก็ทำได้เช่นกัน

เมื่อไปถึงที่หน้าร้านแห่งนี้ บรรยากาศเหมือนการนำบ้านเดิมมาปรับแต่งทาสีให้สวยสดใส สีเหลืองโดดเด่นเห็นมาแต่ไกล จากนั้นหากเข้าไปในร้านแล้ว ตามฝาผนังก็จะมีการตกแต่งด้วยเครื่องครัว เช่น ตะหลิว ไม้พาย เขียง ผสมผสานกับของกุ๊กกิ๊กตกแต่งบ้านอื่นๆ ได้อารมณ์เหมือนเดินเข้าไปในบ้านเพื่อนที่เปิดเรือนชานไว้ต้อนรับแขกมารับประทานอาหารร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา

แนวคิดของร้านนี้ก็คือ อาหารไทยสูตรตำรับคุณย่า เรียกง่ายๆ ก็ได้อารมณ์เหมือนเราพาเพื่อนไปนั่งทานอาหารที่บ้าน พาเพื่อนไปลิ้มรสฝีมือคุณย่า ได้ความรู้สึกสบายๆ อบอุ่น

ขณะที่เมนูอาหารในร้านก็มีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารภาคกลาง อาหารเหนือ อาหารอีสาน ยันอาหารใต้ โดยเมนูเด็ดที่ไปลองรับประทานมาแล้วต้องบอกต่อ เห็นจะเป็น แกงเหลืองปลากะพง นี่รสชาติไม่ได้เผ็ดจี๊ดน้ำตาไหลมากเท่ากับการไปรับประทานแกงเหลืองถึงถิ่นเมืองปักษ์ใต้ แต่ก็รสชาติจัดจ้าน น้ำแกงเหลืองเข้มข้นพอตัว เช่นเดียวกับ ผัดสะตอกะปิกุ้งสด ที่เหล่าคนชอบเมนูที่มีกะปิน่าจะชื่นชอบพอดู

ทางด้านเมนูสบายๆ เบาๆ ที่อยากแนะนำให้ลองก็มี เช่น ผัดดอกขจรวุ้นเส้นไข่ และหมูกรอบบู๊ลิ้ม ที่มีทั้งความกรอบผสมผสานกับรสชาติชวนให้ตักมาชิมแล้วชิมอีก ชิมแล้วชิมอีก จนหมดจาน

นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเมนูที่อร่อย รับประทานเพลินๆ ถ้าจะให้แนะนำก็คือ ลองเปิดเมนูแล้วสั่งตามแบบฉบับที่ตัวเองชอบเลย เพราะเมนูอาหารที่นี่หลากหลายจริงๆ แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรพลาดเด็ดขาดคือการปิดท้ายมื้ออาหารอันโอชะด้วยการสั่งของหวาน โดยเฉพาะไอศกรีมทุเรียน ไอศกรีมมะม่วง หรือไอศกรีมมะพร้าว ที่มาเสิร์ฟเป็นแท่งๆ ด้วยหน้าตาไอศกรีมที่เหมือนกับตัวผลไม้ ส่วนรสชาตินั้น ก็อร่อยชวนติดใจเหมือนกับหน้าตานั่นเอง

ทั้งนี้ ร้านจานกับข้าว เปิดวันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ เอาเป็นว่าใครมีโอกาสต้องแวะไปลอง แต่ถ้ากลัวว่าไปแล้วจะไม่มีโต๊ะก็สามารถโทรศัพท์ไปจองก่อนได้ที่ 09-8276-1161 

‘บ้านฟ้าหยาด’ ฟื้นตำนานดอกไม้สวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/554610

‘บ้านฟ้าหยาด’ ฟื้นตำนานดอกไม้สวรรค์

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ชาวฟ้าหยาดร้อยมาลัยดอกมณฑารพ ได้ยินแบบนี้ทำให้จินตนาการถึงนางฟ้าเทวดาที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอย่างอ่อนช้อยบนสรวงสวรรค์ แต่ความเป็นจริงคือกำลังพูดถึงชาวบ้าน ต.ฟ้าหยาด อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร ชุมชนต้นกำเนิด “มาลัยข้าวตอก” หนึ่งเดียวในไทย

ป่านนี้แล้ว งานบุญบั้งไฟอีสานน่าจะสิ้นสุดลงพร้อมสายฝนที่โปรยปรายลงมา โดยปิดท้ายอย่างยิ่งใหญ่ใน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ช่วงสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. กับบั้งไฟเอ้ลายศรีภูมิและลายกรรไกรตัดจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่สำหรับงานบุญบั้งไฟยโสธรนั้นจัดขึ้นไปแล้วก่อนหน้าในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ชาวอีสานมีความเชื่อว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลปักดำทำนาจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาพญาแถนบนฟากฟ้า เพื่อขอให้พญาแถนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งฝนได้ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้สรรพสิ่งบนผืนโลกได้ดำเนินวิถีชีวิตไปตามครรลองที่ควรจะเป็น

โดยเฉพาะผู้คนบนแผ่นดินอีสานที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทำไร่ทำนา ต้องอาศัยข้าวและพืชผลทางการเกษตรในการหล่อเลี้ยงดำรงชีวิต น้ำฝนจากฟ้าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเพณีจุดบั้งไฟจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นความหวังและกำลังใจของชาวอีสานมาเนิ่นนาน

เมื่อวันเวลาผ่านไป งานประเพณีบุญบั้งไฟก็ถูกพัฒนาทั้งรูปแบบงานและรูปแบบบั้ง จากงานประเพณีบ้านๆ กลายเป็นงานประเพณีระดับจังหวัดที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาชมความเป็นอัตลักษณ์ของชาวอีสาน

ส่วนบั้งไฟที่เคยทำง่ายๆ ด้วยวัสดุธรรมชาติ ปัจจุบันทำจากท่อพีวีซีอัดด้วยดินปืนหรือดินดำ ติดตั้งระบบจีพีเอส และมีกลไกให้ร่มชูชีพกางเพื่อพยุงให้บั้งไฟค่อยๆ ตกลงมา ไม่สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนเหมือนแต่ก่อน

พิพิธภัณฑ์ข้าวตอกบนศาลาการเปรียญ วัดหอก่อง

รวมทั้งยังมีการแข่งขันบั้งไฟของแต่ละชุมชนในยโสธรว่า บั้งไฟของใครจะลอยล่องอยู่ในอากาศได้นานกว่ากัน กลายเป็นประเพณีแห่งความสนุกสนานและการประชันขันแข่ง แต่ก็ยังเปี่ยมด้วยความเชื่อความศรัทธาต่อพญาแถน

นอกจากนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานประเพณีคือ ขบวนแห่ ยโสธรมีการจัดงานแห่บั้งไฟโบราณและขบวนนางรำสุดอลังการ ถึงขนาดว่าขบวนแรกรำผ่านหน้าคณะกรรมการไปตั้งแต่สิบโมงเช้า คล้อยบ่ายสามขบวนสุดท้ายยังไม่เคลื่อนตัว

บนบั้งไฟโบราณขนาดเท่ารถบรรทุกสิบล้อ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นข้าวตอกที่หน้าตาเหมือนข้าวโพดคั่วถูกนำไปแขวนประดับอยู่บนนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่ความสวยงามที่สามารถหลอกตาว่าเป็นดอกพุดร้อยมาลัย มันยังมีเรื่องราวโยงใยไปถึงบ้านฟ้าหยาด แหล่งกำเนิดมาลัยข้าวตอก

ชุมชนบ้านฟ้าหยาดเป็นตำบลเล็กๆ ที่มีการจุดบั้งไฟเหมือนชุมชนอื่น แต่ที่นี่เป็นชุมชนเดียวที่มีงานประเพณี “แห่มาลัยข้าวตอก” บูชาพระพุทธเจ้าเนื่องในวันมาฆบูชา

แม่สุวรรณา ศิลาพล ชาวบ้านฟ้าหยาดและผู้สาธิตการทำมาลัยข้าวตอกที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชน เล่าว่า ข้าวตอกทำขึ้นเพื่อทดแทนดอกมณฑารพ หรือดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ โดยทุกวันมาฆบูชาชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจนำข้าวตอกมาร้อยเป็นมาลัยพวงใหญ่เพื่อถวายพระพุทธเจ้า

“ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอกสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ” แม่สุวรรณา กล่าว

พวงดอกไม้สีชมพูตกแต่งมาลัยข้าวตอกให้สวยงาม

“พวกเราต้องใช้เวลาทำเกือบ 3 เดือนกว่าจะเสร็จ โดยขั้นตอนแรกคือ คั่วข้าวเปลือก ข้าวเปลือกต้องเป็นข้าวเหนียวนาปี ภาชนะสำหรับคั่วต้องใช้หม้อดินเพราะเก็บความร้อนได้พอประมาณ ไม่ทำให้ข้าวไหม้ ใส่ข้าวเปลือกครั้งละ 1 กำมือเท่านั้น เพราะถ้าใส่ลงไปพร้อมกันมากๆ ข้าวจะไม่แตก และใช้ก้านกล้วยเป็นอุปกรณ์ในการคั่ว เพราะทนต่อความร้อน

คั่วไปจนกว่าข้าวเปลือกเริ่มแตกตัวกลายเป็นข้าวตอก จากนั้นนำไปร่อนในกระด้งเพื่อกรองเปลือกข้าวออก ก็จะพร้อมนำไปร้อยเป็นมาลัย โดยจะเริ่มจากร้อยเป็นเส้นยาวประมาณ 1 เมตร แล้วค่อยนำไปขึ้นทรงและตัดต่อตามที่คิดไว้”

มาลัยข้าวตอกมี 2 ประเภท คือ มาลัยข้อ คือมีการร้อยเป็นข้อ เป็นปล้อง แลดูซับซ้อน และมาลัยสายฝน ลักษณะเป็นเส้นตรงยาวดูพลิ้วไหว สามารถเก็บได้นานเป็นแรมปีโดยไม่เหี่ยว ไม่เน่าเสีย และแมลงไม่กินด้วย แม่สุวรรณากล่าวต่อว่า แต่เดิมชาวบ้านฟ้าหยาดจะถวายข้าวตอกในช่วงวันพระหลังเสร็จฤดูกาลทำนา ในลักษณะนำข้าวตอกดอกไม้ใส่จานไปถวายพระสงฆ์ที่วัด แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นพวงมาลัยข้าวตอก จากพวงเล็กก็กลายเป็นพวงใหญ่สูงเป็นเมตรๆ เหมือนในปัจจุบัน

เมื่อชาวบ้านช่วยกันแห่ไปบูชาพระพุทธรูปตามวัดต่างๆ ใน ต.ฟ้าหยาดเสร็จสิ้นแล้ว หลังวันมาฆบูชามาลัยข้าวตอกของแต่ละบ้านจะนำไปเก็บไว้บนศาลาการเปรียญของวัดหอก่อง ซึ่งถูกสถาปนาให้เป็นพิพิธภัณฑ์มาลัยข้าวตอกไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

มาลัยข้าวตอกสีขาวนวลลวดลายประณีตถูกแขวนไว้บนเพดานชั้น 2 ของศาลาการเปรียญ ภาพที่เห็นต้องใช้คำว่า สุดยอดอลังการ เพราะมาลัยในจินตนาการกลายเป็นมาลัยยักษ์ที่ยังเก็บรายละเอียดทุกฝีเข็ม ทึ่งกับปริมาณข้าวตอกจำนวนมหาศาลที่ถูกเรียงร้อยชิ้นต่อชิ้นด้วยมือของชาวบ้านฟ้าหยาด และการออกแบบให้มีลวดลายอ่อนช้อยประหนึ่งว่าข้าวตอกเหล่านั้นมีความยืดหยุ่น แต่แท้ที่จริงแสนจะเปราะกรอบและบอบบางที่สุด จึงยิ่งนับถือฝีมือและความมานะของชาวบ้าน

ขณะที่แม่สุวรรณากำลังสอนร้อยข้าวตอกอยู่นั้น ก็พลางเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีแห่มาลัยข้าวตอกว่า เรื่องราวของดอกมณฑารพมีปรากฏในพระไตรปิฎกส่วนที่ว่าด้วยพระสุตตันตปิฎก บทปรินิพพานสูตร กล่าวคือ ดอกมณฑารพ เป็นดอกไม้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีความสวยงามและมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ เวลาที่ดอกมณฑารพบานหรือร่วงหล่นต้องมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ ดอกมณฑารพได้ร่วงหล่นมายังโลกมนุษย์ในเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ จตุรงคสันนิบาต และทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ข้าวตอกมีลายสีดำจากข้าวสเหนียวดำ

ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ดอกมณฑารพก็ได้ร่วงหล่นมาทั้งก้านและกิ่ง เปรียบเสมือนความเสียใจพิลาปรำพัน พระอรหันต์ทั้งหลายพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนทั้งหลายจึงพากันมาถวายสักการะพระบรมศพ และได้เก็บดอกมณฑารพที่ร่วงหล่นเพื่อไปสักการะบูชาและรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ชาวบ้านฟ้าหยาดจึงได้เปรียบข้าวตอกเป็นดอกมณฑารพนำไปบูชาพระเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน กลายเป็นประเพณีที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชุมชนลุ่มน้ำชีแห่งนี้ นอกจากนี้ บ้านฟ้าหยาดยังเปิดเป็นชุมชนท่องเที่ยวให้นักเดินทางได้สัมผัสวิถีถิ่นอีสาน ได้เรียนรู้การทำมาลัยข้าวตอก ได้ชิมลอดช่องข้าวตอก และพักโฮมสเตย์นอนดูมาลัยข้าวตอกริมหน้าต่าง

ยโสธรยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด หนึ่งในนั้นคือ สถาปัตยกรรมคางคกสีแสดนาม วิมานพญาแถน หรือพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก ตั้งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์พญานาคตัวเขื่องริมแม่น้ำทวน

พิพิธภัณฑ์พญาคันคากเป็นพิพิธภัณฑ์รูปคางคกมีความสูง 19 เมตร เท่ากับตึก 5 ชั้น เหตุที่ต้องเป็นคางคกนั้นเป็นเพราะชาวอีสานเชื่อว่า คางคกเป็นสัตว์ที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติ และมีตำนานที่เกี่ยวโยงกับประเพณีบุญบั้งไฟ

ตำนานเล่าว่า พญาคันคากเป็นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า พญาคันคาก เพราะเมื่อครั้งประสูติมีรูปร่างผิวพรรณเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก และถึงแม้พระองค์จะมีรูปร่างอัปลักษณ์ แต่พระอินทร์ก็คอยช่วยเหลือ จนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน

เมื่อชาวบ้านลืมเซ่นบูชาพญาแถน พญาแถนจึงโกรธาและไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ จึงเกิดเป็นศึกต่อสู้ระหว่างพญาคันคากและพญาแถนขึ้น โดยพญาคันคากได้นำทัพสรรพสัตว์ต่างขึ้นไปรบจนได้รับชัยชนะเหนือพญาแถน พญาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี จึงเป็นที่มาของประเพณีบุญบั้งไฟก่อนเริ่มต้นฤดูฝนนั่นเอง

นักท่องเที่ยวสวมชุดไทยเที่ยววัดหอก่อง

ภายในพิพิธภัณฑ์คันคากได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับคางคกกว่า 500 สายพันธุ์ และมีการจัดฉายตำนานของประเพณีบุญบั้งไฟในรูปแบบภาพยนตร์ 4 มิติให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาประเพณีและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน ส่วนพิพิธภัณฑ์พญานาคก็ได้รวบรวมตำนานไว้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเชื่อความศรัทธาที่ชาวอีสานมีต่อแม่น้ำโขง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี (ดูแลพื้นที่อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ) ยังแนะนำด้วยว่า ในยโสธรมีเส้นทางที่น่าสนใจอื่นๆ อย่างเส้นทางเยือนชุมชนบ้านสิงห์ท่าค้นหาอดีตเมืองยโสธร นมัสการรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทยโสธร วัดอัครเทวดามิคาแอล บ้านซ่งแย้ ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์ที่สร้างด้วยไม้หลังใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และหมู่บ้านหัตถกรรมสำคัญของยโสธรที่บ้านศรีฐาน บ้านนาสะไมย์ บ้านทุ่งนางโอก แหล่งผลิตหมอนขวานผ้าขิด และงานจักสาน หนึ่งในเอกลักษณ์ของจังหวัดที่อยู่ในคำขวัญที่ว่า “เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ”

สอบถามการท่องเที่ยวบ้านฟ้าหยาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงฟ้าหยาด โทร. 09-3183-4693 สอบถามการเดินทางและการท่องเที่ยวใน จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และอำนาจเจริญ โทร. 045-243-770, 045-250-714

Japan Origin 11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มิ.ย. 2561 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553960

Japan Origin 11

สวัสดีครับ มาคุยเรื่องเทศกาลฤดูร้อนในญี่ปุ่นกันต่อจากฉบับที่แล้ว ตอนนี้ขอพาท่านลงจากอีสานมาเมืองหลวงโตเกียวกันบ้าง เผื่อท่านใดมีแผนจะไปโตเกียวอยู่แล้วในช่วงเดือนสองเดือนข้างหน้า อาจจะเป็นทางเลือกเสริมที่เพิ่มสีสันและความกลมกล่อมให้กับทริปหน้าร้อนของท่านก็เป็นได้ครับ

เริ่มจากช่วงวันที่ 13-16 ก.ค.ของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาล Obon ที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว แล้วงานโอบ้งมันคืออะไร เปรียบเทียบง่ายๆ เลยก็คือ เทศกาลเช็งเม้งของญี่ปุ่นนั่นเอง โดยปกติแล้วกำหนดวันงานโอบ้งจะเป็นช่วงวันที่ 13-15 ส.ค.ของทุกปี แต่เฉพาะพื้นที่แถบคันโตและโตเกียวเท่านั้น ที่จะจัดงานโอบ้งในช่วงวันที่ 13-16 ก.ค.เทศกาลโอบ้งจะมีระยะเวลาเฉลิมฉลองเป็นเวลา 4 วัน และเป็นวันหยุดงานของชาวญี่ปุ่น ที่ต่างพากันเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ในช่วงเทศกาลจะมีการทำพิธีกรรมตามความเชื่อที่ว่า โอบ้งวันแรกนั้นต้องจุดไฟบริเวณหน้าบ้านเพื่อต้อนรับและนำทางดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจากยมโลกมายังโลกมนุษย์ พร้อมทั้งตั้งเครื่องเซ่นไหว้ที่เรียกว่า โชเรียวอุมะ ซึ่งประกอบด้วยมะเขือม่วงและแตงกวา ที่ใช้ไม้ไผ่ก้านแหลมมาเสียบให้เป็นลักษณะเหมือนสัตว์ 4 ขา ซึ่งเป็นความเชื่อถือกันมาแต่สมัยโบราณว่า มะเขือม่วง เปรียบได้กับ ม้า ส่วนแตงกวา เปรียบเหมือน วัว ซึ่งทั้งคู่เป็นพาหนะนำพาดวงวิญญาณของบรรพบุรุษเดินทางมายังโลก ในช่วงงานก็จะมีการร่ายรำเรียกว่า Bon Odori ระบำพื้นบ้านโบราณเพื่อรำลึกถึงเหล่าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และในวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะจุดไฟกันอีกครั้ง เพื่อเป็นการส่งวิญญาณบรรพบุรุษกลับสู่ยมโลก (แต่แอบแปลกใจว่า ทั้งเทศกาลเช็งเม้งและโอบ้ง ทำไมบรรพบุรุษถึงอยู่แต่ในยมโลก ไม่มีอยู่บนสวรรค์บ้างเลยหรือไร ใครช่วยตอบที) สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ หากอยากไปสัมผัสกับเทศกาลโอบ้งนั้น ขอแนะนำให้ไปเดินเล่นชมบรรยากาศในงานเทศกาลมิตามะ (Mitama Matsuri) ที่ศาลเจ้า Yasukuni ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นมาในสมัยเมจิ เพื่ออัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษโดยเฉพาะเหล่านักรบและทหาร ที่เสียชีวิตในสงครามตั้งแต่ช่วงปลายสมัยเอโดะจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้มาสถิตอยู่ที่ศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อให้ชาวบ้านได้มารำลึกบูชา เมื่อถึงช่วงเทศกาลโอบ้งจึงมีการจัดงานขนาดใหญ่ ตลอดทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปสู่ตัวศาลเจ้า ทั้งสองข้างทางจะประดับไปด้วยโคมกระดาษกว่า 3 หมื่นดวงที่ส่องแสงสีเหลืองนวลตา เชื่อกันว่าเป็นการนำทางดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมายังโลก ภายในวันงานก็จะมีขบวนแห่ศาลเจ้าจำลอง (Mikoshi) พร้อมทั้งการร่ายรำบ้งโอโดริและร้องเพลงพื้นบ้าน รวมถึงการออกร้านแผงลอยแบบญี่ปุ่นที่เรียกว่า ยะไต มีทั้งขนม อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงกิจกรรมสนุกๆ อย่างเกมปาเป้าทอยห่วง ตักปลาทอง เป็นบรรยากาศที่ครื้นเครงสนุกสนานสำหรับคนทุกวัย

และหากพูดถึงเทศกาลที่แสดงถึงความเป็นหน้าร้อนของญี่ปุ่นได้อย่างดีที่สุดก็คงจะไม่พ้น เทศกาลชมดอกไม้ไฟ หรือในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า ฮานะบิ มัตสึริ มาจากฮานะ ซึ่งแปลว่าดอกไม้ และ บิ ที่มาจากคำว่า ไฟ สำหรับคอการ์ตูนอะนิเมะหรือแฟนซีรี่ส์ญี่ปุ่นคงจะชินตากับฉากงานเทศกาลนี้ บรรยากาศร้านรวงมากมายสองข้างทางในยามค่ำคืน ซุ้มเกมต่างๆ ให้เล่นสนุกกัน ที่เราคุ้นหูกับคำที่ใช้เรียกบรรยากาศงานแบบนี้ว่า งานวัดญี่ปุ่น ผู้คนสวมใส่ชุดยูกาตะหน้าร้อนสีสันสดใส โบกพัดคลายความร้อน มาเดินงานวัดยามค่ำคืน เด็กๆ ถือบ๊วยเชื่อมเดินกิน หนุ่มสาวยืนซัดยากิโซบะหรือของเสียบไม้ย่างแกล้มเบียร์กระป๋อง และปิดท้ายด้วยฉากดอกไม้ไฟตระการตา ที่ทุกคนต่างจ้องมองไปในตำแหน่งเดียวกัน บรรยากาศแบบนี้มีที่ไปที่มา เราลองมาทำความรู้จักกับต้นกำเนิดของเทศกาลฮานะบิกันดูบ้างครับ

ย้อนกลับไปยังสมัยเอโดะ ผู้ที่ได้ชมการแสดงดอกไม้ไฟเป็นคนแรกและถือเป็นครั้งแรกของการแสดงดอกไม้ไฟในประเทศญี่ปุ่นก็คือ โชกุนโทคุงาวะ อิเอะยาสุ ยุคต้นเอโดะเริ่มมีการเผยแพร่วิทยาการของปืนและดินปืนจากโลกตะวันตกเข้ามายังบริเวณ Tanega Shima หรือ เกาะทะเนะงะ ในเขตจังหวัดคาโกะชิมะ จากนั้นในปี 1613 พ่อค้าชาวอังกฤษได้แสดงดอกไม้ไฟชุดแรกให้ท่านโชกุน โทคุงาวะ ได้ชม ดอกไม้ไฟในยุคนั้นเกิดมาจากการนำดินปืนมาอัดแน่นภายในกระบอกไม้ไผ่แล้วจุดไฟที่ปลายกระบอกด้านบน สักพักดินปืนโดนประกายไฟก็จะเกิดประกายพุ่งสู่ด้านบนในลักษณะเหมือนน้ำพุที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ดอกไม้ไฟชนิดนี้มีชื่อเรียกกันว่า Tatebi ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์ดอกไม้ไฟในประเทศญี่ปุ่นต่อจากนั้นก็มีการแสดงดอกไม้ไฟอย่างแพร่หลายมากขึ้น และจัดกันอย่างจริงจังยิ่งใหญ่ขึ้นจนเป็นเทศกาลใหญ่ในปัจจุบัน

หนึ่งในเทศกาลจัดแสดงดอกไม้ไฟที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดของโตเกียวอยู่ที่บริเวณแม่น้ำสุมิดะ การแสดงดอกไม้ไฟกว่า 2 หมื่นชุด บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่ในแต่ละปีจะมีผู้ชมกว่าล้านคนเฝ้ารอและหลั่งไหลมาชมดอกไม้ไฟที่นี่ จริงๆ แล้วจุดเริ่มต้นของเทศกาลดอกไม้ไฟที่แม่น้ำสุมิดะแห่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่รื่นรมย์บันเทิงใจนัก เนื่องจากเหตุการณ์แสนสะเทือนใจที่เกิดขึ้นยุคเอโดะ สมัยการปกครองของโชกุนท่านที่ 8 Tokugawa Yoshimune ในช่วงนั้นมีการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคไปทั่ว ทำให้มีผู้ที่เจ็บป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก และร่างของผู้เสียชีวิตถูกทิ้งตามข้างทางบ้าง ถูกโยนทิ้งลงในแม่น้ำบ้าง เป็นเรื่องที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำแบบสุดๆ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากความอดอยาก จึงมีการจัดเทศกาลแม่น้ำ Kawa Segaki เพื่อเป็นการเคารพดวงวิญญาณคนตาย ภาวนาขอพรให้โรคระบาดนั้นหายไปและเยียวยาจิตใจของผู้คน โดยในงานจะมีการแสดงดอกไม้ไฟ Sumida Gawa No Kawa Biraki ซึ่งเป็นหนึ่งในประเพณีโบราณที่รอดจากการเปลี่ยนแปลงของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการสมัยเมจิ และมีการจัดงานอย่างต่อเนื่องในทุกปีจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยกเลิกการจัดเทศกาลนี้ไปอีกหลายสิบปี และในปี 1978 ประเพณีนี้ได้ถูกชุบชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง และยังคงจัดมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับการจัดการแสดงดอกไม้ไฟเทศกาลแม่น้ำสุมิดะมีกำหนดการจัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือน ก.ค.ของทุกปี

หน้าร้อนนี้ ท่านที่มีแผนไปโตเกียว ถ้ามีโอกาส อย่าพลาดไปร่วมงานเทศกาลหน้าร้อนกันนะครับ ใส่ชุดยูกาตะเดินดูดบ๊วยเชื่อม หรือกินน้ำแข็งไส มันได้อารมณ์ของหน้าร้อนญี่ปุ่นมากๆ เลยครับ

‘เลดี้ บุชเชอร์’ สวรรค์ของคนรักเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 12:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553862

‘เลดี้ บุชเชอร์’ สวรรค์ของคนรักเนื้อ

ใครที่ชื่นชอบรับประทานเนื้อวัว อยากแนะนำให้ไปลิ้มลองสุดยอดความอร่อยของเนื้อนำเข้าจากร้านเลดี้ บุชเชอร์ (Lady Butcher) เนื่องจากธุรกิจดั้งเดิมทำเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อจากประเทศต่างๆ เลยทำให้มีเนื้อจากหลากหลายประเทศมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย จากยุโรปอย่างเยอรมนี สเปน ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ (ไอริช) และอังกฤษ

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อนำเข้าจากเมืองที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น ฮอกไกโด ฮิตาชิ และคัมโป ที่ขุนด้วยสมุนไพร 14 ชนิด เรียกได้ว่าชอบเนื้อแบบไหน ก็สามารถสั่งให้ทางร้านเนรมิตเป็นอาหารได้เลยทันที

ณัฐธิดา หนูอินทร์ เจ้าของร้านเลดี้ บุชเชอร์ เล่าให้ฟังว่า เมนูที่ลูกค้านิยมสั่งรับประทาน คือสเต๊กเนื้อโทมาฮอว์ก ที่ใช้วัตถุดิบเนื้อนำเข้าจากยุโรป ตามด้วยและเมนูเนื้อนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย

ส่วนใครที่อยากจะลิ้มลองเนื้อแกะนำเข้าจากไอริช ก็มีเมนูเนื้อแกะให้ลูกค้าได้ลิ้มลองความอร่อยเช่นกัน ซึ่งในส่วนของเมนูนี้จะมีความพิเศษจากร้านทั่วไป คือเสิร์ฟมากถึง 13 ช็อป ขณะที่ร้านอาหารอื่นๆ เสิร์ฟที่ประมาณ 8 ช็อป และที่สำคัญไปกว่านั้น คือเนื้อแกะไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ

สำหรับใครที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อวัวและเนื้อแกะ ก็มีเมนูหมู ไก่ และปลาไว้คอยบริการลูกค้า ซึ่งในส่วนของจุดเด่นของเมนูหมู คือจะเสิร์ฟเป็นพอร์คโทมาฮอว์กเหมือนกับเมนูเนื้อที่มาแบบจานใหญ่ ส่วนเมนูไก่ ก็ได้มีการคัดสรรไก่ออร์แกนิก ขนาดเบบี้ชิกเก้นมาไว้คอยบริการลูกค้า

นอกจากจะมีเมนูสเต๊ก ซึ่งถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านให้ลูกค้าได้มาสัมผัสกับเนื้อนำเข้าชั้นดีแล้ว ยังมีเมนูเบอร์เกอร์ สปาเกตตี สลัด ซุป รวมไปถึงเมนูอาหารไทย อย่างเช่น ข้าวผัดกะเพราหมูไข่ดาว เนื้อผัดพริกแกงไข่ดาว ข้าวยำเนื้อย่าง เอ็นไก่ทอด และเนื้อแดดเดียว เป็นเมนูทางเลือกให้กับลูกค้า

หลังจากจบเมนูของคาวก็มีเมนูของหวานอย่างไอศกรีม “Tartufo Ferrero Rocher” ด้านนอกเป็นไอศกรีมวานิลลาสอดไส้ด้วยซอสช็อกโกแลตและถั่ว หอมรัมนิดๆ และ “Yogurt Blueberry” ไอศกรีมเจลาโต้รสบลูเบอร์รี่โยเกิร์ต

ปิดท้ายด้วยเมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์ดริงก์ประเภทต่างๆ หรือไวน์ชั้นดี ใครสนใจจะแวะไปชิมก็เดินทางไม่ยาก ตัวร้านตั้งอยู่ภายในโครงการ เพอร์เฟ็กต์ พาร์ค บางบัวทอง ถนนหมู่บ้านเดอะวิลล่า บางบัวทอง นนทบุรี (ติดถนนกาญจนาภิเษก ตรงข้ามไทวัสดุก่อสร้าง เลยตลาดนัดสมบัติบุรี เลี้ยวซ้ายตรง Park Villa ถัดจากศูนย์รถยนต์โตโยต้า) ถ้ามาจากแจ้งวัฒนะก็ขับรถตรงมาอย่างเดียว จนเห็นป้ายบางกรวย ไทรน้อย (บางบัวทอง) เตรียมกลับรถใต้สะพาน ขับมาเรื่อยๆ จนเจอซอยสามวัง ขับเข้ามาประมาณ 300 เมตร ก็จะเจอร้านเลดี้ บุชเชอร์

แต่ถ้าใครมาจากแถวเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี ให้ไปกลับรถทางเข้าตลาดนัดสมบัติบุรี เจอศูนย์รถยนต์โตโยต้าให้เลี้ยวเข้าซอยมาเรื่อยๆ ประมาณ 500 เมตร ก็จะเจอร้าน

ในส่วนของเวลาเปิด-ปิด วันจันทร์-พฤหัสบดี จะเปิดให้บริการในเวลา 16.00-23.00 น. และวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะเปิดให้บริการในเวลา 11.00-23.00 น. ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 190 บาท

ยลคนงาม ‘ยวนต้นตาล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553849

ยลคนงาม ‘ยวนต้นตาล’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ ยวนต้นตาล ไม่เข้าใจว่าคืออะไร คือชื่อหมู่บ้านหรือไม่ หรือคือชื่อชนิดต้นไม้ก็ไม่แน่ใจ จนได้มาพบกับสาวงามนุ่งซิ่นลายสวยที่ อ.เสาไห้ ทำให้เข้าใจทันทีว่า “ยวนต้นตาล” คือ คนงาม

ชุมชนบ้านต้นตาลเป็นชุมชนไทยวนใน จ.สระบุรี ซึ่งชาวไทยวน หรือไตยวน หรือชาวโยนกจากนครเชียงแสนโบราณ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลักในภาคเหนือของไทย แต่ทำไมถึงมีการตั้งถิ่นฐานในภาคกลางได้นั้น มีคำตอบปรากฏอยู่ในตำนานสิงหนวัติ ระบุว่า

“ในปี 2347 ซึ่งเป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีบัญชาให้เจ้าพระยายมราช ยกทัพหลวงไปร่วมกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ยึดเชียงแสนคืนจากพม่า หลังจากล้อมเมืองนาน 1-2 เดือน จึงตีเมืองเชียงแสนสำเร็จ และกวาดต้อนชาวโยนกจากนครเชียงแสนกว่า 20,000 คนให้ไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ โดยแบ่งเป็น 5 สายหลัก ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย ลำพูน และน่าน บางส่วนไปเวียงจันทน์ และบางส่วนเดินทางมาบางกอกเพื่อแปงเมืองใหม่ โดยอาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้ง 2 ฝั่งคือ สระบุรี และราชบุรี”

ชาวไทยวนต้นตาลก็คือ ชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ 214 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันก็ยังลงหลักปักฐานอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก และรักษาขนบวัฒนธรรมล้านนาไว้ไม่จืดจาง ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่คนเฒ่าและหนุ่มสาวยังสื่อสารกันเป็นภาษาไทยวน การนุ่งซิ่นและฝีมือการทอผ้าที่สืบต่อมา และเรือนกาแลมีไม้ไขว้บนหน้าจั่วที่ยังมีให้เห็นจนชินตา ต่างเป็นวิถีชีวิตของชาวไทยวนต้นตาลซึ่งแตกต่างจากคนภาคกลางทั่วไป

ความต่างนี้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สืบสายกันมาถึง 5 ชั่วอายุคน และที่น่าดีใจคือ วันนี้ชาวบ้านได้นำเสน่ห์แห่งโยนกเชียงแสนกลับมาเป็นต้นทุนเพื่อใช้ในการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ย้อนอดีตที่บ้านเก่า

ริมถนนสระบุรี-ปากบาง มีหมู่เรือนไทยอายุ 80-100 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักช่วงโค้งน้ำที่งดงาม ปกคลุมด้วยต้นไม้เฒ่าที่แผ่กิ่งก้านเป็นหลังคาให้อีกชั้น มีป้ายติดไว้หน้าบ้านว่าเป็น “หอวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไทยวน สระบุรี”

สถานที่แห่งนี้ก่อตั้งโดย ตาทรงชัย วรรณกุล ปราชญ์ท้องถิ่นชาวไทยวนรุ่นที่ 5 ให้เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสืบสานมรดกทางด้านภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ไทยวนสระบุรี โดยมีการฝึกอบรมเยาวชนให้เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านและศิลปะการแสดงพื้นถิ่น เช่น การฟ้อนรำ ทำอาหาร ทอผ้า ย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ตามอย่างบรรพบุรุษ

ชั้นบนของบ้านเป็นที่เก็บสะสมผ้าซิ่นโบราณ บริเวณริมตลิ่งมีการรวบรวมเรือขุดและเรือโบราณต่างๆ ไว้มากกว่า 20 ลำ ทั้งยังเปิดบ้านให้คนทั่วไปเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่าย สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายริมแม่น้ำป่าสัก และสัมผัสวิถีชาวไทยวนโดยไม่ต้องเดินทางไกลถึงภาคเหนือ

นอกจากนี้ หอวัฒนธรรมฯ ยังเปิดเป็นสถานที่จัดกิจกรรม งานสมรส และถ่ายทำภาพยนตร์ หากนัดล่วงหน้าสำหรับนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะก็สามารถจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมให้เห็นจริง โดยมีชาวไทยวนตัวจริงใส่ผ้าไทยนุ่งผ้าซิ่นมานั่งสาธิตวิถีชีวิตแต่ละอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าด้วยกี่ไม้ การปักผ้าลวดลายโบราณ การทำขนมครก ขนมไข่ปลา กาแฟโบราณ และการฟ้อนจ้อง ฟ้อนขันดอก ซึ่งเป็นการแสดงฟ้อนล้านนาโดยหญิงสาวรุ่นใหม่ชาวไทยวน

“บ้านนี้พ่อสร้างและสั่งสม เพื่อบ่มให้ลูกหลานไทยวนไม่ลืมรากเหง้าของตน”

เจตนารมณ์ของตาทรงชัยกลายเป็นรูปธรรมและเป็นจริงแล้ว เพราะวันนี้หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของสระบุรี และเป็นแหล่งรวมตัวของลูกหลานบ้านต้นตาลไม่ต่างไปจากโรงเรียนอีกแห่งที่สอนแต่เรื่องวิถีและวัฒนธรรม

คว้าดวงมณีแห่งเสาไห้

วัดที่ได้ชื่อว่าเป็นดวงมณีแห่งเสาไห้ “วัดเขาแก้ววรวิหาร” ตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ริมแม่น้ำป่าสัก ภายในวัดมีเจดีย์ห้ายอดรูปทรงสวยงาม ภายในบรรจุพระบรมธาตุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และพระปางห้ามสมุทร ฐานเป็นหินธรรมชาติที่แสดงถึงการก่อสร้างที่ทับซ้อนมานานหลายสมัย แต่ไม่มีหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด

นอกจากบันทึกที่บ่งบอกว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมือง เมื่อถึง อ.เสาไห้ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดแห่งนี้ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง

พ่อสมจิตต์ ยะกุล ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเสาไห้ เล่าว่า วัดแห่งนี้ถูกขนานนามว่าเป็นดวงมณีแห่งเสาไห้ เนื่องจากชาวบ้านเคยเห็นดวงแก้วสุกสว่างลอยอยู่เหนือวิหารวัดเขาแก้วหลายครั้งหลายครา จึงเชื่อกันว่าแสงสีเขียวที่สว่างเรืองนั้นคือ การแสดงปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุในองค์พระเจดีย์

พ่อสมจิตต์ยังกล่าวด้วยว่า วัดเขาแก้ววรวิหารมีตำนานเกี่ยวกับพญานาคว่า ภายในวัดมีถ้ำให้พญานาคขึ้นมาเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุ และมีปล่องนาคยาวจากวัดไปโผล่ที่แม่น้ำป่าสัก ทำให้ทางบันไดขึ้นวัดจึงสร้างเป็นบันไดนาคทอดยาว

อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ของชุมชนบ้านต้นตาลก็เป็นรูปนาค สื่อถึงผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาตามคติของชาวล้านนา และยังหมายถึงกำเนิดของชนชาติโยนกด้วย

สักการะท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์

แม่น้ำป่าสักคือ หนึ่งในเบญจสุทธิคงคา หรือน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำสายสำคัญทั้งห้าที่ใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีบรมราชาภิเษกของราชวงศ์จักรี ซึ่งท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับตักน้ำจากแม่น้ำป่าสักนั้นอยู่ที่ “โยนกอุทยานท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์” ในบ้านท่าราบ ต.ต้นตาล ซึ่งเป็นท่าน้ำบนพื้นที่ส่วนบุคคลเพียงแห่งเดียว เพราะอีก 4 แห่งที่เหลือล้วนอยู่ในวัดทั้งสิ้น

เบญจสุทธิคงคา ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา (จาก จ.อ่างทอง) แม่น้ำเพชรบุรี (จากจ.เพชรบุรี) แม่น้ำราชบุรี (จาก จ.สมุทรสาคร) แม่น้ำบางปะกง (จาก จ.นครนายก) และแม่น้ำป่าสัก (จาก จ.สระบุรี)

เจ้าของที่ดินแห่งนี้คือ กฤษฏิ์ ชัยศิลบุญ อาจารย์ภาควิชานาฏศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาได้อุทิศพื้นที่ริมท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าสักการะพระสีวลีริมท่าน้ำ ลอยดอกไม้ถวายคงคา และเปิดเป็นสถานที่ร่ำเรียนศัสตราวุธ และนาฏศิลป์ไทยให้เยาวชนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ ฝึกฝน และเข้าร่วมเป็นกลุ่มเยาวชนโยนกนาคพันธุ์

ประวัติศาสตร์ของโยนกอุทยานท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้องย้อนไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จประพาสทางชลมารค และแวะลงสรงน้ำที่บ้านท่าราบ ปรากฏว่า เรือพระที่นั่งติดสันดอนทรายที่บริเวณนี้ จึงมีการให้สาวยวนต้นตาลหลายร้อยนางมาช่วยกันฉุดลากเรือข้ามสันดอนจนสำเร็จ

ในครั้งนั้นพระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยสายน้ำที่เย็น ลึก และนิ่ง จึงมีพระราชประสงค์ให้นำน้ำบริเวณนี้ไปทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดพระพุทธบาท ก่อนจะนำไปใช้พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก รวมถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในพระราชวัง ทำให้แม่น้ำป่าสัก ณ บ้านท่าราบ กลายเป็นหนึ่งในเบญจสุทธิคงคาที่ยังคงถูกนำตักไปใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

นอกจากนี้ กฤษฏิ์ยังมีแนวคิดจะเปิดโฮมสเตย์ริมแม่น้ำป่าสัก เนื่องจากเป็นทำเลที่มีทัศนียภาพสวยงาม และอยู่ใกล้กับตลาดต้าน้ำโบราณ แหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ของบ้านต้นตาลเพียงไม่กี่ร้อยเมตร

อิ่มพุงลุยตลาดต้าน้ำ

“ตลาดต้าน้ำโบราณบ้านต้นตาล” คือ ตลาดนัดริมแม่น้ำป่าสัก เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ เวลา 08.00-16.00 น. ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผ่านการแต่งกายของพ่อค้าแม่ขายที่จะแต่งกายด้วยชุดไทยวน พูดภาษาไทยวน และจำหน่ายอาหารพื้นเมืองทั้งคาวหวาน รวมไปถึงผักผลไม้จากสวนแม่ค้านำมาวางขายในราคาเพื่อนบ้าน

อาหารถิ่นขึ้นชื่อต้องพูดถึง หมี่แจ๊ะหรือผัดหมี่ไทยวนโบราณ ขนมกงหรือขนมหวานกินเล่นทำจากถั่วเขียวของคนเหนือ และหมี่กรอบสามรสแม่นิดที่ตอนนี้ถูกต่อยอด จากแต่เดิมมีแค่สูตรโบราณรสดั้งเดิม กลายเป็นมีรสสับปะรด ช็อกโกแลต กระเจี๊ยบ อัญชัน และใบเตย ซึ่งยังคงความอร่อยเหมือนเดิมเพราะยังใช้ส่วนผสมหลักคือ เส้นหมี่ มะขามเปียก เกลือ น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทราย

นอกจากนี้ เวลาเที่ยงตรงเป๊ะจะมีการแสดงฟ้อนล้านนาและรำโทนให้นักท่องเที่ยวได้ชมความสวยงามของวัฒนธรรมไทยวน และเป็นเวทีให้คนรุ่นใหม่สนใจใคร่รู้นำไปสู่การเผยแพร่รากเหง้าของตัวเอง

ปัจจุบันประชากรชาวไทยวนสระบุรีมีจำนวนมากถึง 8 หมื่นคน ทำให้เกิดการขยายพื้นที่จากบ้านต้นตาลริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก กระจายเข้าไปยัง อ.เมือง และเกือบทุกอำเภอในจังหวัด (สระบุรีมี 13 อำเภอ) ยกเว้นเพียง อ.หนองโดน และ อ.ดอนพุด เท่านั้นที่ยังไม่มี

แต่กระนั้นเสาไห้ยังคงเป็นอำเภอที่มีคนไทยวนมากที่สุด และบ้านต้นตาลก็ยังเป็นศูนย์กลาง หากอยากทราบว่าคนไทยวนมีวิถีชีวิตเช่นไรก็ต้องมาศึกษาและสัมผัส “ยวนต้นตาล” &O5532;

เกาหลีใต้แหล่งเที่ยวมากมาย หลากหลายของกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มิ.ย. 2561 เวลา 09:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553836

เกาหลีใต้แหล่งเที่ยวมากมาย หลากหลายของกิน

เกาหลีใต้มีอะไรดีนักหนา ทำไมคนถึงไปแล้วไปอีก ไปเที่ยวกันได้ทีกปี ไม่เบื่อเลยรึงัย?

คำตอบง่ายๆ ของคำถามนี้คือ เกาหลีสร้างสรรค์ เกาหลีหลากหลาย และเกาหลีเข้าใจความต้องการนักท่องเที่ยว…

ความสร้างสรรค์ และความหลากหลาย เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในทุกมิติของการท่องเที่ยวเกาหลี อย่างเช่น การไปเที่ยวสถานที่เดิมๆ ในฤดูกาลที่แตกต่าง เขาก็จะออกแบบกิจกรรมที่แตกต่างกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่รู้สึกซ้ำซากจำเจ และการเดินทางไปเที่ยวแต่ละเมืองในเกาหลีใต้ เราก็พบว่า เขาพยายามสร้างสรรค์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้น จึงมีโอกาสน้อยเหลือเกิน ที่นักท่องเที่ยวจะรู้สึกซ้ำซากจำเจ หรือรู้สึกว่าไปเที่ยวประเทศนี้ครั้งเดียวก็พอแล้ว

เรื่องอาหารการกินก็เช่นกัน เพราะว่าอาหารเกาหลีนั้น มีให้เลือกหลากสไตล์ หลากหลายเมนู แถมราคาก็มีหลายระดับ เรียกได้ว่ามีตั้งแต่ร้านค้าแบบ “แพงหรู-ดูดี” ไปจนถึงร้านค้าแบบ “อิ่มท้อง-สบายกระเป๋า” ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ต้องชอบแบบ อิ่มท้อง-สบายกระเป๋าอยู่แล้ว และแหล่งอาหารที่ว่านั้น มักจะอยู่ตามร้านค้าข้างทางนั่นเอง

อาหารจากร้านค้าข้างทางในเกาหลีใต้นั้นมีอยู่แทบทุกที่ ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยแล้ว หารับประทานได้ง่ายมาก แต่ถ้าอยากกินให้อร่อย แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการสร้างความคุ้นเคยกับกลิ่นและรสชาติกิมจิเสียก่อน จากนั้นก็หัดกินก้อนแป้งข้าวเหนียวที่เรียกว่าต๊อกป๊อกกี (Ddeok) ให้เป็น และไม่รังเกียจรสชาติของน้ำพริกที่เรียกว่าโกชูจัง (Gochujang) ถ้าทำได้ 3 อย่างนี้แล้ว รับรองว่ากินอาหารร้านข้างทางในเกาหลีใต้ได้สบายมาก

ใครที่อยากลองชิมอาหารร้านข้างทางแบบเกาหลี แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากที่ไหน แนะนำให้ไปที่ “ตลาดกวางจาง” (Gwangjang market) เพราะที่นั่นเป็นตลาดในร่มขนาดใหญ่ ที่มีร้านค้ามากๆ มีคนเกาหลีไปเที่ยวเยอะ ทำให้มีของกินขายเยอะเช่นกัน โดยร้านค้าที่นั่น ก็มีตั้งแต่ร้านที่เป็นแผงเล็กๆ ไปจนถึงร้านอาหารแบบมีโต๊ะนั่งเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งถ้าใครได้ไปที่นั่น ก็เชื่อว่าจะต้องเพลินตาเพลินใจอย่างแน่นอน

อาหารที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ก็คือ “ซุนแด” (Soondae) หรือไส้กรอกเลือด “พาจอน” (Pajon) หรือพิซซ่าเกาหลี ส่วน “จิมบับ” (Gimbab) หรือข้าวห่อสาหร่าย กับ “ต๊อกป๊อกกี” ก็เป็นไม้ตายสำหรับใครที่อยากกินแบบอยู่ท้อง นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีอาหารทานเล่นอีกมากมายหลายอย่าง

ส่วนใครที่อยากหาร้านนั่งกินแบบเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย และอยากได้อาหารอร่อยๆ ในปริมาณมากๆ ด้วยราคาประหยัด ภายใต้บรรยากาศร้านที่เก๋ไก๋ ก็แนะนำให้ไปย่านการค้า ที่อยู่ใกล้กับสถานศึกษา อย่างเช่น ย่านอีแด (Edae) ย่านฮงแด (Hongdae) ย่านคอนแด (Kondae) นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังมีย่านดงซุงดง (Dongsung-dong) ซึ่งเป็นย่านสถานศึกษาเช่นกัน แต่คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อนัก แต่สำหรับคนเกาหลีแล้ว จะรู้กันดีว่า ถ้าอยากกินอาหารเมนูสร้างสรรค์ต้องไปกินที่ร้านแถวนั้น

ย่านดงซุงดง มีร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ แต่ขายดีมาก มีชื่อร้านเป็นภาษาเกาหลีว่า “&>4800;&>1270;&&0707;&&8957;&>2823;&>1460;” เสียดายที่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษ แต่สามารถตามหา อาคารเลขที่ 23 ถนนเมียงยุน (Myeongnyun)

ร้านนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก รองรับลูกค้าได้ 20-30 คนเท่านั้น ภายในตกแต่งให้มีบรรยากาศเหมือนห้องเรียนสมัยประถม ซึ่งนอกจากบรรยากาศจะเป็นแบบง่ายๆ สบายๆ แล้ว อาหารที่ขายในร้านก็แสนจะธรรมดา แต่ถึงแม้จะเป็นเมนูธรรมดาๆ แต่กลับมีรสชาติอร่อยจนเป็นที่ติดใจของหลายๆ คน ซึ่งเดาว่ารสชาติส่วนหนึ่งคงได้มาจากบรรยากาศเหมือนในห้องเรียนนั่นเอง

และเมนูแนะนำของร้านนี้ ก็คือ มาม่าเกาหลี ข้าวผัดกิมจิ ต๊อกป๊อกกี และพิซซ่า

คนที่เคยชิมมาม่าเกาหลี จะรู้ดีว่า เส้นของเขาจะนุ่มเหนียวกว่าของไทย และวิธีรับประทานต้องต้มเพียงวิธีเดียวเท่านั้น ไม่มีแบบแกะเส้นใส่ชาม เติมน้ำร้อน แล้วปิดฝาทิ้งไว้ เหมือนของไทย ดังนั้น ถ้าใครไปสั่งมาม่าที่ร้านนี้ เขาก็จะยกเตาแก๊สเล็กๆ มาให้เราต้มเองที่โต๊ะเลย ส่วนข้าวผัดกิมจิที่ร้านนี้ ก็จะโปะหน้ามาด้วยไข่ดาวและสาหร่าย ทำให้ได้รสชาติและคุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น

ต๊อกป๊อกกีของร้านนี้จะพิเศษตรงที่ใส่ชีสมาด้วย ทำให้ได้ความหอม มัน และอร่อยยิ่งขึ้น ส่วนพิซซ่าก็เป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบที่ไม่ได้เน้นเครื่องเยอะ แต่เน้นชีสหอมๆ ยืดๆ ช่วยเพิ่มความสนุกสนานเวลารับประทานกับเพื่อนๆ

บางคนอาจรู้สึกว่า ไหนๆ จะต้องเสียเงินกินทั้งที ก็อยากได้กินร้านที่อร่อยที่สุด ซึ่งการหาร้านที่อร่อยที่สุดจริงๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าร้านอร่อยมีหลายร้าน แถมยังเป็นที่ยอมรับเหมือนๆ กันด้วย ดังนั้น ก็ลองเลือกจากร้านที่ได้การการรันตีจากสื่อที่เชื่อถือได้ ซึ่งถ้าเป็นร้านในเกาหลีใต้ตอนนี้ ก็ต้องมองหาร้านที่ได้รับการแนะนำใน The Michelin Guide อย่างเช่น ร้าน “ม๊อกเมี๊ยกซานบัง” (MokMyyeokSanbang) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับนัมซานทาวเวอร์

ภายนอกของร้าน ม๊อกเมี๊ยกซานบัง ดูเผินๆ คล้ายกับวัดเกาหลีโบราณ แต่พอเห็นป้ายร้านค้า และป้ายโฆษณาแล้ว ก็เชื่อได้ว่า นั่นเป็นร้านอาหารเกาหลีจริงๆ ซึ่งนอกจากอาคารที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เมนูอาหารก็เป็นเอกลักษณ์เช่นกัน เพราะว่าร้านนี้ขายแค่บีบิมบับ (Bibimbub) หรือข้าวยำเกาหลีเท่านั้น

ถ้าเขากล้าขายแค่อย่างเดียว แต่มีชื่อเสียงดังได้ขนาดนั้น ก็คงต้องมีดีอย่างแน่นอน ดังนั้น ใครได้มีโอกาสไปเที่ยวแถวนัมซานทาวเวอร์ ก็ลองแวะไปชิมแวะไปชมดูได้ ราคาก็ไม่ได้แพงเลย แถมบรรยากาศก็ดีสุดๆ อีกด้วย

ส่วนใครที่อยากนั่งจิบชา-กาแฟในบรรยากาศดีๆ ก็มีอยู่หลากหลาย แต่ถ้าอยากชมวิวสวยๆ ไปด้วย ก็แนะนำให้ไปยังหมู่บ้านเกาหลีโบราณที่ชื่อว่า “บุคชอน” (Bukchon Hanok Village) เพราะที่นั่นมีหมู่บ้านโบราณขนาดใหญ่ ที่เดินทางไปค่อนข้างสะดวก แถมอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างราชวังเคียงบุคกง อีกด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเช่าชุดฮันบกไปเดินถ่ายรูปเล่นกับบ้านเรือนรูปทรงโบราณในหมู่บ้านนี้

ความพิเศษของหมู่บ้านเกาหลีโบราณบุคชอน คือเป็นหมู่บ้านที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่จริง ทำให้เป็นหมู่บ้านที่มีชีวิตชีวา โดยบ้านบางหลังในหมู่บ้านก็เปิดบริการเป็นเกสต์เฮาส์เป็นร้านอาหาร เป็นร้านน้ำชา-ร้านกาแฟ ​ หรือแม้แต่เปิดเป็นอาร์ตแกลลอรี่

เสร็จจากเดินเที่ยวในหมู่บ้านโบราณแล้ว ก็แนะนำให้ตามหาร้านอาหารที่ชื่อว่า “ฮวางแซงกา” (Hwangsaengga) ซึ่งเป็นร้านขายเกี๊ยวชื่อดังในละแวกนั้น สังเกตง่ายๆ คือเป็นร้านที่มีป้าย The Michelin guide สีแดงๆ ติดอยู่หน้าร้าน และร้านที่ได้รางวัลแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้ขายอาหารหลากหลายอยู่แค่ไม่กี่อย่าง แต่มักจะอร่อยมาก โดยจานเด็ดของร้านนี้เป็นเกี๊ยวนึ่ง ที่เรียกว่า “มันดุ” (Mandu) และ “คัลกุ๊กซู” (Kalguksoo) ที่มีลักษณะเป็นบะหมี่เส้นหนาๆ ใหญ่ๆ ในน้ำซุปใสที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกจนได้รสชาติที่หอม หวาน กลมกล่อม

อันที่จริงแล้ว อาหารเกาหลีมีมากมายหลากหลาย แถมยังเป็นเมนูสร้างสรรค์อยู่ตลอด แต่น่าเสียดายที่บางคนยังไม่รู้ หรือได้รับประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจเกี่ยวกับอาหารเกาหลีจากบริษัทนำเที่ยวที่ประหยัดต้นทุนจนเกินไป ดังนั้น ถ้าวันข้างหน้า ใครได้มีโอกาสไปเที่ยวเอง และสามารถเลือกกินเลือกเที่ยวได้เอง ก็แนะนำว่าลุยเลย รับรองว่าคุณจะสนุกสนานและเพลิดเพลินสุดๆ กับการกินอาหารเกาหลี

เพราะเราเชื่อว่าความประทับใจจากการเดินทางท่องเที่ยวของแต่ละคนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ ไม่กี่อย่าง หนึ่งคือ ความสวยงามหรือแปลกตาของสถานที่ สองคือประสบการณ์เกี่ยวกับผู้คน และสามคือเรื่องอาหารการกิน ซึ่งเกาหลีใต้เป็นหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวคนไทยแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรเลย เพราะหากินง่าย มีหลายร้าน หลายแบบ หลายเมนู หลายระดับ และหลายราคา เรียกได้ว่า อยากกินแบบไหน ก็มีให้เลือกทุกแบบเลย

วัดเชิงท่า เที่ยวตามรอย บุพเพสันนิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553208

วัดเชิงท่า เที่ยวตามรอย บุพเพสันนิวาส

กลับมาตอกย้ำความแรงอีกครั้งสำหรับละครดังแห่งปีอย่าง บุพเพสันนิวาส หลายฉากในละครสร้างปรากฏการณ์ปลุกฟื้นสถานที่ที่ละครอ้างถึง และเข้าไปถ่ายทำ หนึ่งในฉากที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้นั้น คือฉากที่แม่หญิงการะเกดมาทำบุญกรวดน้ำที่วัดแห่งหนึ่ง และนั่นคือ “วัดเชิงท่า” ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี่เอง

โดย สืบสิน ภาพ : กรกิจ ดิษฐาน
“วัดเชิงท่า” มีชื่อเรียกมากมาย ทั้งวัดตีนท่า วัดติณ วัดคลัง หรือวัดโกษาวาสน์ ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง
วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเมือง ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำลพบุรี ใกล้กับคูไม้ร้อง ซึ่งเป็นอู่เก็บเรือพระที่นั่ง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ฝั่งตรงข้ามวัดคือป้อมท้ายสนม และปากคลองท่อ ซึ่งเป็นท่าข้ามเรือของฝั่งเกาะเมือง มาขึ้นฝั่งที่ท่าน้ำหน้าวัดเชิงท่า

จากตำนานคำบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของวัดนี้ไว้ว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่ง มีบุตรสาวสวยอยู่ 1 คน ด้วยความมั่งคั่งของฐานะ จึงได้สร้างเรือนไม้อันวิจิตรไว้ให้บุตรสาวออกเรือน แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งบุตรสาวคนสวยของเศรษฐีได้หนีออกจากบ้านไปกับผู้ชาย ครั้นบุตรสาวหนีออกจากบ้านไปแล้วเศรษฐีก็ตกอยู่ในอาการเศร้าโศก ตั้งหน้าเฝ้าคอยหวังว่าสักวันหนึ่งบุตรสาวของตนต้องกลับบ้าน รอแล้วรอเล่ารออยู่หลายปีบุตรสาวก็ไม่กลับมาสักที เศรษฐีจึงยกเรือนหอถวายให้กับวัด ซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลของเศรษฐีนั่นเอง จึงได้ชื่อว่า วัดคอยท่า
จากตำนานยังบอกเล่าว่าเหตุที่มาของชื่อ วัดตีนท่า นั้นสืบเนื่องมาจากวัดสร้างอยู่ใกล้ท่าเรือปากคลองท่อ (ด้านเหนือ) ตรงกับวัดพุทไธศวรรย์ ตามแนวคลองท่อทางด้านใต้ของเกาะ หรืออาจจะมาจากที่ตั้งของวัดอยู่นอกเมือง และใกล้กับท่าเรือ ผู้คนสามารถสัญจรข้ามไปมาได้ ชาวบ้านชาวเมืองจึงพากันเรียกว่า วัดตีนท่า ที่เรียกต่อกันมาภายหลังว่าวัดเชิงท่านั่นเอง
ส่วนเหตุที่มาของชื่อ วัดติณ นั้นน่าจะมาจากคำว่า ติณ ซึ่งแปลว่า หญ้า เพราะตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชาถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บริเวณที่ตั้งวัดคงจะเป็นที่รวบรวมหญ้า เพื่อนำข้ามฝั่งไปให้ช้าง ม้า ในพระบรมราชวัง จึงเป็นที่มาของชื่อ วัดติณ

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่างปีพุทธศักราช 2199-2231 กล่าวว่า ครั้งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส ครั้นกลับจากประเทศฝรั่งเศสแล้วได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดคอยท่าเสียใหม่ทั้งอาราม บูรณะวัดเสร็จจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดโกษาวาสน์
ครั้นพอถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ระหว่างปีพุทธศักราช 2275-2301 โปรดฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดโกษาวาสน์ อีกครั้ง (สันนิษฐานว่าน่าจะบูรณะในขณะพระภิกษุสิน (สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช) บวชเป็นพระจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้) ครั้นทำการบูรณะเสร็จแล้ว โปรดฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดเชิงท่า
นอกจากนี้ วัดเชิงท่ายังมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยพระองค์หนึ่ง คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช หรือพระเจ้าตากสิน โดยในปีพุทธศักราช 2284 สมัยที่พระองค์ยังเป็นเด็กชายสิน อายุได้ 7 ขวบ เจ้าพระยาจักรี (โรงฆ้อง) ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรม ได้นำเข้ามาสำนักการศึกษากับพระอาจารย์ (มหาเถร) ทองดี

ครั้นได้รับตำแหน่งเป็นมหาดเล็กสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้นายสินได้บวชเป็นพระภิกษุและจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ และเล่ากันว่ามีซินแสเจอนายสินขณะบิณฑบาตแล้วทำนายว่าพระองค์จะได้เป็นกษัตริย์ในภายภาคหน้า
ส่วนในละคร บุพเพสันนิวาส ฉากที่แม่หญิงการะเกดมาทำบุญกรวดน้ำนั้น ถ่ายทำกันบริเวณศาลาการเปรียญหลังใหญ่ริมน้ำ มีธรรมาสน์สำหรับพระสงฆ์ 4 รูป สวดรับเทศน์นั่งได้ 4 รูป เป็นสังเค็ดไม้ 1 หลัง สลักปิดทองอีก 1 หลัง ฝีมือประณีตงดงาม กล่าวกันว่าเป็นฝีมือช่างครั้งสมัยอยุธยา ภายในยังประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งและยืน โดยมีอาคารมุขด้านทิศใต้เป็นพระวิหารมีขนาดใหญ่ที่สุด

ศาลาการเปรียญหลังใหญ่แห่งนี้นั้นมีลักษณะเป็นพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพเขียนสีแบบไทยที่สวยงามยิ่ง แม้ว่าบางส่วนจะมีสภาพไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากเกิดน้ำท่วมเมื่อปีพุทธศักราช 2011 จึงเกิดความเสียหายพอควร แต่อีกหลายๆ ส่วนก็ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์แม้ว่าจะมีอายุผ่านมาเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม &O5532;

Japan Origin 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 09:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553198

Japan Origin 10

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หมดช่วงปิดเทอมบ้านเรากันแล้ว แต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ โชคดีที่มีฝนตกลงมาหลายช่วง ช่วยคลายร้อนกันไปได้บ้าง ในช่วงเดียวกันนี้ที่ญี่ปุ่นก็กำลังจะสิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ เดือน มิ.ย.ของเขาฝนก็จะตกชุกหน่อย จากนั้นก็จะเข้าสู่ฤดูร้อน เด็กๆ ปิดเทอมกันทุกระดับชั้น คนญี่ปุ่นวางแผนท่องเที่ยวในวันหยุดฤดูร้อน (Natsu Yasumi) กันเยอะ อากาศที่ร้อนชื้นไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย เพราะเป็นฤดูกาลแห่งการท่องเที่ยวและทำกิจกรรม แต่สำหรับคนไทยเราการไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อนกลับเป็นเรื่องที่ไม่นิยมกันนัก สังเกตได้จากตั๋วเครื่องบินส่วนใหญ่จะแห่กันลดราคา ยกเว้นเส้นทางฮอกไกโดอันเป็นจุดหมายปลายทางเดียวกันกับคนญี่ปุ่น ที่จะหลบร้อนไปท่องเที่ยวหรือพักผ่อนระยะสั้น

แต่ก็ใช่ว่าส่วนอื่นของประเทศจะไม่มีอะไร สิ่งหนึ่งที่มากับหน้าร้อนก็คือ งานเทศกาล หรือ มัตสึริ (Matsuri) ที่จัดกันแทบจะทุกจังหวัดสลับช่วงกันไป วันนี้เลยอยากมาแนะนำเทศกาลหน้าร้อนที่น่าสนใจ เผื่อท่านผู้อ่านอยากไปลองใส่ชุดยูกาตะ ถือพัด เดินเล่น กินน้ำแข็งไสในงานเทศกาลของญี่ปุ่นกันบ้างครับ

ภูมิภาคโทโฮคุ หรืออีสานของญี่ปุ่น เป็นหนึ่งภูมิภาคสำหรับการไปเยือนในหน้าร้อน ด้วยความที่ตั้งอยู่สูงกว่าภูมิภาคอื่น เป็นจุดเชื่อมต่อกับเกาะฮอกไกโด มีภูเขาสูงเกือบตลอดภูมิภาค อากาศถึงจะร้อนแต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากับแถบคันโตลงไป นอกจากนี้ยังมีเทศกาลที่น่าไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุสึนามิในปี 2011 ทั้งภูมิภาคได้ร่วมกันจัดงาน Rokkon ที่รวมเอาเทศกาลหน้าร้อนของทั้ง 6 จังหวัด อันประกอบด้วย Morioka Sansa Odori, Aomori Nebuta, Akita Kanto, Yamagata Hanagasa, Sendai Tanabata และ Waraji Fukushima ซึ่งปกติจะจัดสลับกันในช่วงต้นเดือน ส.ค. มาไว้ในงานเดียว เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของผู้คน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้คนกลับมาเยือนภูมิภาคนี้กันอีกครั้ง

โดยแต่ละจังหวัดจะสลับกันเป็นเจ้าภาพคนละปี และได้จัดวนจนครบ 6 จังหวัดไปแล้วในปี 2016 แต่ปรากฏว่ายังมีผู้คนให้ความสนใจอยู่ จึงได้จัดงานต่อเนื่องแต่เปลี่ยนชื่อเป็น Tohoku Kizuna โดยเริ่มจากเมืองเซนได จังหวัดมิยากิเหมือนเมื่อครั้งแรกเริ่มจัดงาน Rokkon และในปี 2018 นี้ ทางเมืองโมริโอกะ จังหวัดอิวาเตะ ก็ได้รับเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะมีงานในช่วงนี้พอดี (2-3 มิ.ย.) และในบรรดาเทศกาลทั้ง 6 Sendai Tanabata ดูเหมือนจะคุ้นหูคนไทยมากที่สุด วันนี้จึงถือโอกาสแนะนำที่มาของเทศกาลนี้ให้ท่านผู้อ่านทราบ เผื่อมีแผนไปจะได้สนุกกับการเที่ยวมากขึ้นครับ

เมืองเซนไดในช่วงต้นเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงการจัดงานเทศกาลทานะบาตะ (Tanabata Matsuri) หรือเทศกาลแห่งดวงดาว จะอุดมไปด้วยกิ่งไม้ไผ่ที่ถูกประดับประดาด้วยกระดาษสีห้อยแขวนอยู่ตลอดทั้งเมือง กระดาษสีเหล่านี้เรียกว่า Tanzaku ซึ่งจะมีด้วยกัน 5 สี แต่ละสีบ่งบอกความหมายที่แตกต่างกันออกไปคือ สีเขียว หมายถึง ความก้าวหน้าในการศึกษา หรือการงาน สีเหลือง หมายถึง โชคลาภเงินทอง สีแดง หมายถึง ชัยชนะ หรือความสำเร็จ สีชมพู หมายถึง ความรัก และสีฟ้า หมายถึง ความสงบสุข ในช่วงเทศกาลทานะบาตะนี้ ตามอาคารบ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ จะพร้อมใจกันเขียนคำอธิษฐานลงบนกระดาษสีแล้วนำไปห้อยบนกิ่งไผ่ ก่อนจะนำไปประดับประดา ปัจจุบันนอกจากจะแขวนแผ่นกระดาษสีแล้ว ยังมีการประดิษฐ์เป็นรูปนกกระเรียน รูปถุง รูปกระเป๋า รูปแหอวน ตามความเชื่อของแต่ละอาชีพอีกด้วย

ที่มาของเทศกาลทานะบาตะนั้นมีต้นกำเนิดจากตำนานจีน ญี่ปุ่นยืมมาใช้แล้วเปลี่ยนชื่อตัวละครเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวความรักระหว่างเจ้าหญิงทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว ตามตำนานเล่าขานกันว่า เจ้าหญิงโอริฮิเมะ ซึ่งเป็นดาวที่สดใสที่สุดในกลุ่มดาวพิณ เป็นบุตรีของ Tentei ราชันแห่งท้องฟ้า (หรืออีกนัยหนี่งก็คือ จักรวาลนั่นเอง) Orihime มีฝีมือในการเย็บปักถักทอ ทุกวันจะทอเสื้อผ้าอยู่ริมแม่น้ำอะมาโนะหรือที่เรารู้จักกันในนามว่า ทางช้างเผือก Tentei โปรดปรานเสื้อผ้าที่โอริฮิเมะถักให้มาก โดยหารู้ไม่ว่าบุตรสาวของตนต้องทนทำงานหนักขนาดไหนถึงจะทอเสื้อผ้าให้ใหญ่และงดงามพอที่จักรวาลสวมใส่ได้

แต่ในที่สุดท่านพ่อจักรวาลก็ทราบความนัยของลูกสาวที่เปลี่ยวเหงาจากการทำงานหนัก จึงทำหน้าที่พ่อสื่อ นัดหมายให้ Hikoboshi หรือหนุ่มเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นดาวที่สุกสว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรีมาเจอกับลูกสาวของตน ฝ่ายหนึ่งก้มหน้าก้มตาทอผ้าทั้งวัน อีกฝ่ายวันๆ ก็เจอแต่วัว พอมาเจอหน้ากันก็ปิ๊งรักแทบจะทันที Tentei เลยรวบรัดจัดงานแต่งให้ลูกสาวเป็นฝั่งเป็นฝาด้วยความปรารถนาดีว่า คงไม่ต้องทอผ้าเหงาๆ อีกแล้ว ทว่าความรักที่เก็บกดคงเอ่อล้นจนทำให้โอริฮิเมะละเลยการทอเสื้อผ้าให้ท่านพ่อ

ส่วนฮิโกะโบชิก็ปล่อยให้วัวเพ่นพ่านไปทั้งจักรวาลขาดการดูแล Tentei ทนไม่ไหวเลยจับทั้งคู่แยกกันให้ไปอยู่คนละฝั่งของฟากฟ้า โดยมีแม่น้ำอะมาโนะ หรือทางช้างเผือกขวางกั้นอยู่ โอริฮิเมะเมื่อโดนพรากจากชายที่รักก็ร้องไห้ฟูมฟายจนท่านพ่อจักรวาลใจอ่อนยอมอนุญาตให้ทั้งคู่ได้เจอกัน โดยมีข้อแม้ว่าโอริฮิเมะต้องทอเสื้อผ้าให้เสร็จ แล้วถึงจะอนุญาตให้ไปเจอกับฮิโกะโบชิปีละครั้งในวันที่ 7 เดือน 7 เจ้าหญิงดีใจรีบทอผ้าจนเสร็จแล้วรีบซิ่งไปหาคนรัก

ปรากฏว่ามีทางช้างเผือกขวางกั้นอยู่ ทั้งคู่จึงได้แต่มองหน้ากัน แต่ชะตาไม่ได้โหดร้ายจนถึงที่สุด เพราะมีฝูงนกกางเขนเห็นใจในความรักของดวงดาวทั้งสอง จึงอาสาใช้ปีกต่อกันเป็นสะพานให้เจ้าหญิงเดินข้ามไปพบกับหนุ่มเลี้ยงวัว แต่ถ้าบังเอิญปีไหนฝนตกหนัก ฝูงนกกางเขนไม่สามารถบินมาช่วยสร้างสะพาน ทั้งคู่ก็ได้แต่ชะเง้อคอรอคอยและหวังว่าจะได้พบกันในปีถัดไป ทำให้ในช่วงเทศกาลทานะบาตะนี้ นอกจากผู้คนจะเขียนกระดาษขอพรให้กับตัวเองแล้ว ยังขอให้อากาศดีไม่มีฝน เพื่อช่วยให้เจ้าหญิงทอผ้าและหนุ่มเลี้ยงวัวได้กระดี๊กระด๊าข้ามสะพานนกกางเขนมาพบกันอีกด้วย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ!แล้วทำไมไปจัดงานกันช่วงต้นเดือน ส.ค.ล่ะ คำตอบคือวันที่ 7 เดือน 7 ทางจันทรคติมันใกล้เคียงกับช่วงต้นเดือน ส.ค.ของปฏิิทินสากล คล้ายๆ กับของประเทศจีนหรือไทยเรานั่นเอง ใครมีแผนจะไปญี่ปุ่นช่วงนั้น ลองหาโอกาสแวะไปให้กำลังใจชาว Tohoku และไปช่วยกันภาวนาให้ดวงดาวทั้งสองโคจรมาเจอกันด้วยนะครับ

ท่องโลกมุมเฉียง ผ่านเพจ ‘ไปอยู่ไหนมา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 16:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553168

ท่องโลกมุมเฉียง ผ่านเพจ 'ไปอยู่ไหนมา'

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : ไปอยู่ไหนมา

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เดินทางอยู่ตลอด ยังอยากเดินทางต่อในวันหยุดพักผ่อน เพราะความหลงใหลในการเดินทาง “เฉียง” วรฉัตร ธำรงวรางกูร สจ๊วดและเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ไปอยู่ไหนมา” วัย 26 ปี สารภาพว่า เขาเคยเป็นคนไม่ชอบท่องเที่ยวมาก่อน แต่พอได้ลองแล้วติดใจ จนกลายเป็นคนเสพติดการเดินทางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“ผมไม่ได้เป็นคนชอบเที่ยว” เขายืนยัน

“แต่วันนั้นผมเปิดไปเจอรายการท่องเที่ยวในโทรทัศน์ แล้วมันเป็นสไตล์ที่เราอยากไป และผมรู้จักกับคนที่ทำรายงานนั้นพอดี ทำไปทำมาผมเลยได้กลายเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยว”

หลายคนอาจคุ้นหน้าชายอารมณ์ดีคนนี้ ผ่านรายการบอร์ดดิ้งพาส ช่องทราเวลชาแนล ซึ่งนอกจากจะเป็นงานพิธีกรครั้งแรกแล้ว ยังเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ออกเดินทางอย่างจริงจังด้วย

“ด้วยความที่เป็นคนชอบเขียน พอเดินทางเยอะเลยอยากเขียนเล่าประสบการณ์ โดยเริ่มต้นจากเขียนกระทู้ในพันทิป หลังจากนั้นก็ลองเปิดเพจเฟซบุ๊กดู แต่ก็ทิ้งไปนานจนได้กลับมาลงมือทำจริงจังเมื่อต้นปีนี้เอง” เฉียง กล่าวเพิ่มเติม

หลังจากบทบาทพิธีกร เขายังเลือกทำงานที่ได้เดินทางอยู่กับอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อมีวันหยุดยาว เขาก็ยังเลือกออกเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาแบ่งปันกับเพื่อนๆ

“จากเด็กเนิร์ด จากคนขี้อาย แต่วันนี้ผมกลายเป็นคนกล้า ชอบท้าทายตัวเองด้วยการออกเดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ มีความสุขกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากผมได้ออกเดินทาง”

นอกจากนี้ เฉียงเคยท้าทายตัวเองด้วยการไปเที่ยวคนเดียวหลายครั้งแล้วเจออุปสรรคหลายรูปแบบ ทั้งหลงทาง ถูกขโมยของ และชีวิตไม่เป็นไปตามแผน แต่เขายังรู้สึกสนุกไปกับประสบการณ์ไม่ว่าดีหรือร้าย เพราะทุกเรื่องล้วนสอนและทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดี

“คอนเทนต์ในเพจ ผมจะเล่าประสบการณ์ที่เจอมาจริงๆ ทั้งเรื่องเยินๆ และเรื่องประทับใจ ผ่านบทความและคลิปท่องเที่ยวสั้นๆ ที่ผมทำขึ้นเอง ตัดต่อเอง ทำกราฟฟิกเอง ซึ่งหวังว่ามันจะกลายเป็นรายการท่องเที่ยวเล็กๆ ให้คนติดตามได้สนุกเหมือนไปเที่ยวพร้อมกับผมด้วย”

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่เฉียงเลือกไปนั้น เขามักจะค้นหาสถานที่ที่อันซีน ซึ่งบางแห่งอาจมีคนเคยไปแล้ว แต่เขาเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนจะเคยไป และเขาอยากพาทุกคนไปก่อนที่จะมีคนมากล่าวหาว่า “ไปอยู่ไหนมา”

“ผมเคยเป็นคนที่ไม่กล้าเดินทาง และไม่คิดว่าตัวเองจะชอบท่องเที่ยวมาก่อน ดังนั้นผมก็เหมือนคนทั่วไป แต่วันนี้ผมทำให้เห็นแล้วว่าทุกคนสามารถเดินทางคนเดียวได้ ออกเดินทางโดยไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อนได้ และอย่าไปกลัวสิ่งที่อยู่ข้างหน้า แต่อยากให้มีความสุขกับสิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวสุดท้ายบนเส้นทางนั้น”

ติดตามการเดินทางในนานาประเทศและนานาสาระได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ไปอยู่ไหนมา รับรองว่าเฉียงจะทำให้คุณมีความสุขเหมือนที่เขารู้สึกแน่นอน

แดนสวรรค์เขตร้อน ดุสิต ปริ๊นเซส มูนไรส์ บีช รีสอร์ท ฟู้โกว๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มิ.ย. 2561 เวลา 16:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/553166

แดนสวรรค์เขตร้อน ดุสิต ปริ๊นเซส มูนไรส์ บีช รีสอร์ท ฟู้โกว๊ก

เรื่อง : นิทรา ราตรี

เกาะใหม่มาแรงแห่งเวียดนามใต้อย่างเกาะฟู้โกว๊ก เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยตั้งแต่มีสายการบินเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-ฟู้โกว๊ก และยิ่งน่าสนใจกว่าเดิมหลังการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการของ “ดุสิต ปริ๊นเซส มูนไรส์ บีช รีสอร์ท ฟู้โกว๊ก” (Dusit Princess Moonrise Phu Quoc) ซึ่งนับเป็นการปักหมุดในเวียดนามครั้งแรกของดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล

เกาะฟู้โกว๊กได้รับสมญานามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งเวียดนามใต้” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีพื้นที่ 574 ตร.กม. มีชายหาดที่งดงามหลายแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นหาดไบ่ไต๋ หนึ่งในหาดทรายที่สวยที่สุดของเกาะ ยาวกว่า 15 กม. หาดไบ่สาวหรือหาดปลาดาว ชายหาดที่ได้ชื่อว่ามีน้ำทะเลใสที่สุดบนเกาะฟู้โกว๊ก และหาดไบ่เตรือง ชายหาดที่มีทรายละเอียดนุ่ม และเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งรีสอร์ทตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกที่สามารถมองเห็นชายหาดไบ่เตรืองนี้

รีสอร์ทได้รับการออกแบบในสไตล์ร่วมสมัย มีการผสมผสานความเป็นไทยในแบบดุสิตกับวัฒนธรรมเวียดนาม ประกอบด้วยห้องพักทั้งหมด 108 ห้อง โดยห้องพักส่วนใหญ่มองเห็นวิวทะเล เริ่มจากห้องดีลักซ์ ขนาด 32 ตร.ม. ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายไปกับความสดชื่นของสวนเขียวชอุ่มจากระเบียงส่วนตัว ห้องพรีเมียม ดีลักซ์ ห้องพักขนาดเท่ากันแต่ได้วิวเด็ดกว่ากับทิวทัศน์ทะเลสีครามเต็มตาด้วยโลเกชั่นบนชั้น 5

ห้องจูเนียร์ สวีท ขนาด 60 ตร.ม. อบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มและโดดเด่นด้วยอ่างอาบน้ำมองเห็นวิวทะเล ถัดมามีขนาดกว้างขึ้นอีกนิดกับห้องเอ็กเซ็กคิวทีฟ สวีท พร้อมระเบียงกว้างอีก 14 ตร.ม. ภายในห้องพักได้แยกสัดส่วนห้องนอนและห้องนั่งเล่น มีอ่างอาบน้ำ และห้องอาบน้ำแบบเรนชาวเวอร์แยกจากกัน

ปิดท้ายที่ห้องมูนไรซ์ สวีท ห้องที่ดีที่สุดในตำแหน่งชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุด มีขนาดกว้างถึง 90 ตร.ม. และห้องนั่งเล่นให้ผ่อนคลายพร้อมชมวิวทะเลจากในห้องพัก

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกมีให้บริการครบถ้วนตามความคาดหวังของโรงแรมระดับ 4 ดาว ได้แก่ สระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ ห้องออกกำลังกาย ลูน่าไทยสปา ห้องจัดเลี้ยง (รองรับได้ 190 คน) และห้องอาหารหลากสไตล์ ทั้งปาล์มคิทเช่น ให้บริการบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าและอาหารจานเดียวในช่วงกลางวันและเย็น บริการอาหารเวียดนาม ไทย และตะวันตก รวมถึงกาแฟเวียดนามหอมนวลเพื่อปลุกให้ชีวิตมีชีวา

นอกจากนี้ ยังมีบาร์สุดเก๋ชื่อ ซอย 14 เสิร์ฟอาหารในคอนเซ็ปต์ไทยสตรีทฟู้ดที่นำมายกระดับให้สามารถเสิร์ฟบนโต๊ะดินเนอร์ เคียงคู่ไวน์และเครื่องดื่มสไตล์ท้องถิ่น โดยได้รับการดูแลจากเชฟสมนึก อรรถาวร เชฟคนไทยที่ถนัดด้านการนำวัตถุดิบแบบพรีเมียมมาปรุงแต่งรสชาติให้เป็นอาหารไทยสไตล์สตรีทฟู้ด รวมทั้งล็อบบี้บาร์และพูลบาร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มเรียกความสดชื่นและอาหารว่างรับประทานง่ายไว้เป็นทางเลือกระหว่างวัน

ดุสิต ปริ๊นเซส มูนไรส์ บีช รีสอร์ท ฟู้โกว๊ก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาติฟู้โกว๊ก และไม่ไกลจากใจกลางเมือง ปัจจุบันมีเส้นทางบินตรงมายังเกาะแห่งนี้มากขึ้น ทั้งจากจีน เกาหลี รัสเซีย ฟินแลนด์ สวีเดน เยอรมนี และอังกฤษ รวมถึงเส้นทางการบินในประเทศไปยังโฮจิมินห์และฮานอย และยังอนุญาตให้ชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวบนเกาะโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้เป็นเวลา 30 วันด้วย