มากกว่าสตรีทฟู้ดต้องสตรีท ‘ซีฟู้ด’ ท่าเรือพลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555509

มากกว่าสตรีทฟู้ดต้องสตรีท ‘ซีฟู้ด’ ท่าเรือพลี

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เสาร์หน้าไม่มีแผนจะไปไหน ลองไปเดินหาของอร่อยกินให้อิ่มหมีที่ “ตลาดประมงท่าเรือพลี” ตลาดนัดอาหารทะเลทุกวันเสาร์ ณ ตลาดประมงท่าเรือพลี อ.เมือง จ.ชลบุรี ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯ ไปกินมื้อเย็นได้ในเวลา 1 ชั่วโมง ตลาดเปิดขายตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. โดยชาวบ้านจะมาวางขายอาหารทะเลสดจากเรือประมงและอาหารปรุงสุกให้รับประทาน ท่ามกลางบรรยากาศเหนือน้ำทะเลหรือทะเลโคลนยามน้ำลง พร้อมชมวิวยามพระอาทิตย์อัสดงสาดแสงสุดท้ายบนท้องฟ้า

เดิมทีท่าเรือพลีเป็นท่าเรือประมงขนาดเล็ก คนในชุมชนเรียกว่า สะพานศาลเจ้า เนื่องจากมีศาลเจ้าฮกเกี้ยนเป็นเถ้า (ตั้งอยู่ต้นซอย) และศาลเจ้าทีตี้เปบ้อ (ตั้งอยู่ท้ายซอย) รวมถึงเป็นจุดศูนย์กลางของชาวประมงและชาวบ้านที่ใช้พบปะพูดคุยกัน โดยลักษณะของท้องทะเลที่ท่าเรือพลีเป็นพื้นที่ปากอ่าวรอยต่อป่าชายเลน เป็นทางผ่านของเรือประมงขนาดเล็ก ซึ่งชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแถบนี้ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพประมง ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้ทำการประมงเชิงอนุรักษ์ โดยใช้เรือขนาดเล็กและอุปกรณ์แบบภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจับสัตว์น้ำแทนเรือใหญ่ที่กวาดต้อนทุกสิ่งจากทะเล

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดให้มีตลาดประมงท่าเรือพลี หรือที่เรียกเก๋ไก๋ว่า “สตรีทซีฟู้ด” เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามนโยบายด้านการฟื้นฟูตลาดประมงของ อ.เมืองชลบุรี รวมถึงส่งเสริมการขายอาหารทะเลสด การประกอบอาชีพประมง เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน และสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนชาวเลให้เพิ่มมากขึ้น โดยครอบคลุมพื้นที่ ต.บางปลาสร้อย มะขามหย่ง บ้านโขด บางทราย และบ้านสวน

นักท่องเที่ยวจะตื่นตาไปกับบรรดากุ้ง หอย ปู ปลา เหมือนยกทะเลขึ้นมาให้จับจ่าย หากอยากกินตัวไหนไซส์ใดสามารถเลือกได้เพื่อให้แม่ค้านำไปนึ่ง ปิ้ง ย่าง ได้ทันที ทุกจานจึงอร่อยจากเนื้อแท้โดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ หรือใครอยากกินอาหารปรุงใหม่ก็มีให้เลือกละลานตาทั้งส้มตำปูม้า หอยแมลงภู่อบชีส หอยเชลล์อบกระเทียม หอยแครงลวก พล่ากุ้ง ยำไข่แมงดา ไข่ปลาหมึกย่าง ยำหอยนางรม หอยหวานเผา แจงลอนปลากรายหอยทอด แกงส้มไข่ปลาเรียวเซียว กุ้งอบวุ้นเส้น หมึกนึ่งมะนาว ต้มยำหัวปลาเก๋า น้ำพริกไข่ปู ผัดไทยทะเล และปิดท้ายมื้อด้วยความฟินกับของหวานทั้งข้าวหลาม ข้าวเหนียวมะม่วง ตะโก้ ไอศกรีมกะทิ และบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน เมื่อซื้อแล้วสามารถนั่งรับประทานได้ตามโต๊ะที่ทางตลาดจัดไว้ให้ตลอดทาง แล้วอย่าลืมช่วยกันเก็บภาชนะและเศษอาหารไปทิ้งถังขยะเพื่อความสะอาดของส่วนรวม

นอกจากนี้ หากใครต้องการหอบหิ้วอาหารทะเลสดๆ กลับบ้าน ทางร้านจะมีจำหน่ายกล่องโฟมพร้อมน้ำแข็งให้แช่อาหารกลับบ้าน และยังมีอาหารทะเลแปรรูปให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นกะปิเคย กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง ปลาเค็ม โดยมั่นใจได้ว่าอาหารทุกอย่างที่กล่าวไปขายราคาเท่าเดิมทุกเสาร์ไม่ปรับขึ้นในช่วงเทศกาล

ตลาดประมงท่าเรือพลี เปิดมาได้ประมาณ 2 ปี พบว่ามีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจจำนวนมาก ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) จึงได้จับมือกับประชาคมเครือข่าย จ.ชลบุรี ยกระดับตลาดประมงท้องถิ่นแห่งนี้ ภายใต้โครงการ “ไปรษณีย์ไทย… เพื่อแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” จัดให้มีการปรับภูมิทัศน์เป็นจุดชมวิวยามพลบค่ำเพื่อสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมากกว่าเดิม พัฒนากระบวนการตรวจสอบคุณภาพอาหาร และพัฒนาภูมิทัศน์ของตลาด เพื่อหวังกระตุ้นการท่องเที่ยว ยกระดับชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย โดยไปรษณีย์ไทยเตรียมต่อยอดไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทยไม่ต่ำกว่า 18 พื้นที่ในปีนี้

ด้าน สมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ตอนนี้ได้เริ่มจัดทำป้ายร้านค้าเพื่อพัฒนาทัศนียภาพภายในตลาดให้เป็นมาตรฐาน รวมถึงทำสื่อประชาสัมพันธ์ของตลาด มีความตั้งใจที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ประกอบการให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนให้เมืองไทยเป็นแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ตามแนวหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ตลาดประมงท่าเรือพลี เหมาะกับคนกรุงเทพฯ ที่นึกอยากกินอาหารทะเลขึ้นมาในวันหยุด ก็สามารถขับรถจากบ้านไปถึงตลาดภายใน 1 ชั่วโมง ลองลิ้มกินซีฟู้ดเนื้อแน่นรสหวานสดพร้อมชมพระอาทิตย์ตกริมทะเล หากวันไหนโชคดีจะได้พบกับวงดนตรีบรรเลงบนเวทีสร้างบรรยากาศความชิลแบบทวีคูณ

สำหรับการเดินทางจากกรุงเทพฯ ให้ใช้ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3) ตรงเข้าตัวเมืองชลบุรีมุ่งหน้าสู่บางทราย เมื่อถึงสามแยกบางทรายให้เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพิพิธ ตรงมาจนสุดถนนจะเป็นสามแยกให้เลี้ยวขวา จากนั้นเลี้ยวไปตามซอยบางทราย 37 จะเป็นถนนเลียบทะเล ตรงไปอีกประมาณ 2 กม. จะถึงตลาดประมงท่าเรือพลีอยู่ซ้ายมือ 

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มิ.ย. 2561 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555504

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด 1

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน สัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปทดลองขับรถเที่ยวตามคำเชิญของบริษัท Follow Me Japan (FMJ) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ที่มีความชำนาญเรื่องทัวร์ขับรถมานานนับสิบปี และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของบรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ผมเองเคยทำทัวร์ขับรถเที่ยวญี่ปุ่นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทย พอทราบว่าทาง FMJ จะเชิญไปขับรถเที่ยว ก็รีบรับปากเพราะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อคิดหาทางต่อยอดกับธุรกิจของเราในอนาคต เส้นทางที่ไปคือ ฮอกไกโดฝั่งตะวันออก ซึ่งน่าสนใจมากเนื่องจากยังไม่เป็นที่นิยมของตลาดไทย จึงเห็นเป็นโอกาสแนะนำเส้นทางใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวไทยด้วย พอลงไปดูในรายละเอียดก็พบว่าฝั่งตะวันออกของฮอกไกโดนั้นมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่เส้นทางรถไฟไม่ครอบคลุม การจะไปเที่ยวให้ทั่วมีวิธีเดียวคือต้องขับรถเท่านั้น

รอบนี้ผมบินจากไทยไปลงที่สนามบินฮาเนดะแล้วต่อสายการบินภายในประเทศไปลงที่สนามบิน Memambestu ตอนจองตั๋วต้องระวังให้ดี เพราะมีสนามบินอีกแห่งชื่อคล้ายกันคือ Mombetsu เวลาจองจึงมีโอกาสพลาดได้ทั้งผู้จองก็คือเรา หรือผู้รับจอง ถ้าจองตรงกับสายการบินคงพลาดยากเพราะเขาคุ้นเคย แต่ถ้าจองผ่านบริษัททัวร์ต้องย้ำให้ดี เพราะตัวย่อของสองสนามบินนี้มันดันคล้ายกันอีก MMB = Memambetsu และ MBE = Mombetsu เจอคนที่ไม่รู้จักและไม่รอบคอบ จองผิดกันมาไม่น้อย ไม่ต้องอื่นไกล ทีมถ่ายรายการทีวีของผมก็ยังเคยพลาดมาแล้วกับสองสนามบินนี้เมื่อหลายปีก่อน ผมเสียเวลาเปลี่ยนเครื่องไม่นาน แต่สำหรับมือใหม่อย่าชะล่าใจ ข้อเสียของสนามบินฮาเนดะ คือ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศกับในประเทศอยู่ห่างกัน ต้องนั่งรถบัสหรือรถไฟรางเพื่อเปลี่ยนอาคาร ดังนั้นเมื่อลงจากเครื่องแล้ว ขอให้รีบผ่าน ตม.แล้วไปรอรับกระเป๋า ถ้ากระเป๋ายังไม่มาก็แวะทำธุระในห้องน้ำให้เรียบร้อย แล้วให้รีบเดินผ่านศุลกากรออกไปยังเคาน์เตอร์เช็กอินเปลี่ยนเครื่องเพื่อส่งกระเป๋า จากนั้นจึงนั่งรถบัสรับส่งไปยังอาคารผู้โดยสารในประเทศซึ่งมีบริการทุก 15-20 นาที กระบวนการที่ว่ามาทั้งหมดนี้ผมใช้เวลาประมาณ 40 นาที ตั้งแต่เครื่องลงจนพาตัวมาถึงยัง Domestic Terminal เรียบร้อย ยังเหลือเวลานั่งจิบกาแฟและเข้าห้องน้ำอีกพักใหญ่ก่อนจะเรียกขึ้นเครื่อง

ผมหลับไปตั้งแต่เครื่องยังไม่เทกออฟ มาตื่นอีกทีตอนเกือบจะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ต้องงีบเอาแรงเพราะลงเครื่องปุ๊บทำงานทันที ตอนรับกระเป๋าสังเกตคนรอบกาย ทำไมส่วนใหญ่ใส่เสื้อหนาวกัน ตามความคิดผม ต้นเดือน มิ.ย.มันเข้าหน้าร้อนแล้วนิ เลยเตรียมเสื้อยืดแขนสั้นกับแขนยาวมาอย่างละ 3-4 ตัว กับแจ็กเกตคู่ใจที่ใส่ขึ้นเครื่อง เจอสภาพตรงหน้ารู้ชะตาตัวเองทันที แต่ทำใจดีสู้เสือรับกระเป๋าแล้วลากออกไปยังโถงขาเข้า เจ้าหน้าที่มายืนรอรับชื่อคุณมินาโกะ เพื่อนเก่าที่เจอกันตั้งแต่ทำทัวร์สกี้เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นเธอยังทำงานที่ Rusutsu Resort แล้วก็เปลี่ยนงานมา 2 แห่ง จนเมื่อปีที่แล้วมีโอกาสคุยกันเรื่องทัวร์ขับรถ เพราะผมเองก็เคยทำแต่ยังกระเตาะกระแตะมินาโกะเลยชวนให้มาดูวิธีการทำทัวร์ในแบบของ FMJ พร้อมเชิญชวนให้มาร่วมมือกัน เพราะฐานลูกค้าอยู่ในระนาบใกล้เคียงกัน จึงเกิดทริปนี้ขึ้น พอลากกระเป๋าออกนอกอาคารปุ๊บ ความเย็นระดับ 10 กว่าองศาก็มาปะทะทันที คำนวณแล้วว่าถ้าใส่แขนยาวทุกวันกับแจ็กเกตอีกตัวคงพอเอาตัวรอดได้ จึงละความคิดที่จะแวะร้านยูนิโคล แล้วรีบเอาสัมภาระขึ้นรถ รถที่ใช้ในครั้งนี้เป็น Toyota Prius ที่คุณมินาโกะเช่าจาก Toyota Rent a Car สาขา Poplar แถวหน้าสนามบิน Chitose แล้วขับมารับผม อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าขับตรงมาเลยหรอกครับ ตามรายการของ FMJ ทัวร์ขับรถเส้นทางนี้เริ่มต้นจากสนามบินชิโตเสะ ขับขึ้นฟุราโนะ โซอุนเคียว แล้วตัดข้ามมาเองการุ อะบาชิริ ใช้เวลา 3-4 วัน ผมมาเข้ารายการเขาในช่วงกลางของการเดินทางพอดี

การขับรถในญี่ปุ่นนั้นไม่ยากเลย โดยเฉพาะกับคนไทยเรา เพราะคนญี่ปุ่นขับกันอย่างเคร่งวินัย ถนนหนทางดีมีคุณภาพ ป้ายบอกเส้นทางชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ก็คือ เจ้าเครื่อง Navigator แค่ลำพังมีแต่เครื่องอย่างเดียวไม่พอครับ เพราะถึงแม้เครื่องนี้จะสามารถบอกเส้นทางเป็นภาษาอังกฤษได้ก็ตาม แต่หากท่านไม่ทราบตำแหน่งของจุดหมายปลายทาง ก็เป็นเรื่องยุ่งยากเหมือนกัน หลายท่านใช้วิธีกรอกเบอร์โทรศัพท์ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ได้กับสถานที่ที่มีการบันทึกไว้กับหน่วยงาน เช่น โรงแรม ร้านอาหาร แต่สถานที่เที่ยวหลายแห่งเมื่อท่านใช้หมายเลขโทรศัพท์ระบุตำแหน่ง มันอาจจะพาไปถึงก็จริงแต่ถึงด้านหน้า ซึ่งหลายแห่งไม่มีที่จอดรถหรือที่จอดรถอยู่คนละที่ ดังนั้นวิธีที่จะระบุตำแหน่งให้แม่นยำที่สุด คือ การใช้ Map Code เพราะสถานที่เที่ยวหลายแห่งไม่มีเบอร์โทรศัพท์ ลองนึกภาพว่าท่านจะขับรถไปชมวิวทะเลสาบหรือภูเขา ที่มันไม่มีเบอร์โทรสิครับ Map Code จึงเข้ามาตอบโจทย์นี้ได้อย่างลงตัว ทีมงานของ FMJ เขาเก่งเรื่องนี้ครับ เพราะเขาให้ Map Code ที่ระบุถึงตำแหน่งที่จอดรถของสถานที่นั้นๆ เลย และไม่ใช่ใครก็หาได้นะครับ มันต้องมีการไปสถานที่จริง ระบุตำแหน่งกันจริงๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่ FMJ เขาหนือชั้นกว่าใคร

คุณมินาโกะบันทึก Map Code เข้าไปในเครื่องบอกเส้นทาง ก่อนจะออกรถบึ่งไปยังจุดหมายปลายทางที่โรงแรม Hokuten no Oka ในเครือ Tsuruga เจ้าพ่อที่พักสไตล์ Ainu Contemporary ที่โดดเด่นที่สุดในฮอกไกโด เดิมทีผมจะต้องมาถึงคืนก่อนหน้าวันนี้ แต่ดันติดภารกิจด่วนเลยต้องบินมาถึงวันนี้แทน คุณมินาโกะอยากให้ผมเห็นที่พักที่เขาใช้บริการลูกค้า เลยพากันมาดู เมื่อเทียบกับสองสามแห่งที่ผมเคยเข้าพัก โรงแรมนี้อยู่ในระดับกลางๆ ของเครือ Tsuruga ไม่หรูเกินไป และก็ไม่ใช่ระดับที่กรุ๊ปทัวร์ส่วนใหญ่นอน แต่ถ้าอยากได้ห้องหรูหราเขาก็มีห้องพักระดับ Ko no Za ที่แยกออกมาเป็นเอกเทศบนชั้น 2 แต่ละห้องตกแต่งตามคอนเซ็ปต์ของ Tsuruga เป๊ะ แถมมีสวนเล็กๆ และบ่อแช่น้ำร้อนส่วนตัวให้ด้วย อีกอย่างที่ชอบมาก คือ บาร์ที่อยู่ชั้นล่าง นอกจากมีเตาผิงตามมาตรฐานของเครือแล้ว ยังมีบาร์เหล้าที่ใช้แผ่นไม้ขนาดใหญ่ทั้งแผ่นวางเป็นเคาน์เตอร์ให้นั่งจิบ พร้อมชมวิวด้านนอก ตกเย็นมีนักดนตรีมาเล่นพิณ (Harp) ให้ฟัง ตรงที่นั่งฟังก็เก๋ซะ ใช้เก้าอี้หลากสไตล์มาจัดวางให้ดูผ่อนคลาย และที่ขาดไม่ได้ คือ บ่อน้ำร้อนที่มองเห็นวิวด้านนอกสบายตา และมี Hot stone sauna แผ่นหินร้อนไว้นอนให้เหงื่อซึมบริการด้วย แอบเสียดายที่ไม่ได้มานอนโรงแรมดีๆ แบบนี้ แต่คงต้องมีโอกาสแหละ เพราะวางแผนไว้ว่าจะพาคนไทยมาขับรถเที่ยวแถวนี้ช่วงเดือน ต.ค. ใครสนใจหลังไมค์มาได้ครับ

ไปชมมวยไทยล้ำๆ ที่ริมน้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 13:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555413

ไปชมมวยไทยล้ำๆ ที่ริมน้ำเจ้าพระยา

โดย  วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : The Stage

ชอบดูมวยแต่ไม่นิยมความรุนแรง กีฬามวยไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะการป้องกันตัวชั้นสูง มีความสวยงามและมีประวัติอันยาวนาน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่นิยมกีฬามวยไทย ก็ขอเชิญไปชมการแสดงสดมวยไทยที่ เดอะ สเตจ แอท เอเชียทีค (The Stage @ ASIATIQUE) ตั้งอยู่ในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ไปลุยกันเลยดีกว่า…มวยไทย ตำนานมีชีวิต

เดอะ สเตจ แอท เอเชียทีค ที่นี่มีการแสดงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ…มวยไทยไลฟ์ (Muay Thai Live) ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว ประกอบด้วย รางวัล TAT People’s Choice Awards Thailand “The Best Show of Thailand Awards” ปี 2015 2016 2017 จากการท่องเที่ยวเเห่งประเทศไทย ​(ททท.) รางวัล Tripadvisor “Certificate of Excellence” ปี 2015 2016 2017 จาก Tripadvisor​ และรางวัล PATA Gold Awards ปี 2017 สาขา Heritage​ จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ​

ธวัลรัตน์ ปกรณ์มณีรัตน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยโชว์ 2013 ผู้ดำเนินการโครงการฯ เล่าว่า เดอะ สเตจฯ เป็นโรงละครแบบไตรทิศแห่งแรกของเมืองไทย ขนาดความจุ 600 ที่นั่ง สถาปัตยกรรมด้านนอกคงรูปแบบและโครงสร้างของโกดังสินค้าในอดีตตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงละครเวทีแห่งศิลปะ ด้วยความลงตัวของการจัดวางที่สวยงามและมีประสิทธิภาพ เพียบพร้อมด้วยระบบมัลติมีเดีย เทคโนโลยีแสงสีเสียง รวมทั้งผนังความละเอียดสูง พิเศษด้วยเวทีคู่ ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อรองรับรูปแบบการแสดงที่หลากหลายรับชมได้ 180 องศา

เดอะ สเตจฯ เปิดฉากมวยไทย ในฐานะการต่อสู้อันเป็นศิลปะ ถ่ายทอดเรื่องราวของต้นกำเนิดมวยไทย ศิลปะการป้องกันตัวชั้นสูงของไทย ที่มีประวัติอันยาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้คือเรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษมวยไทยที่ยิ่งใหญ่ เช่น เสืออำพราง เชลยศึกแปดหมัดเท้า และนักรบดาบสะบั้น การแสดงเน้นเทคนิคพิเศษ แสงสีเสียงตื่นตาตื่นใจ พร้อมกับชมการแข่งชกมวยมาตรฐานสากลสดๆ ได้ทุกวัน ที่นี่ยังมีร้านค้าแหล่งช็อปปิ้ง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพมหานคร

“ทีมนักชก 30 คน ทั้งชายหญิงและทีมเบื้องหลังอีกกว่าร้อยชีวิต ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมและนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้สัมผัสอีกรูปแบบความเป็นมวยไทย อิ่มเอมกับเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม” ธวัลรัตน์ เล่า

สำหรับการแสดง ตำนานเหล่าวีรบุรุษมวยไทย สร้างสรรค์จากผู้กำกับที่ได้รับการยอมรับ เอกชัย เอื้อครองธรรม MUAY THAI LIVE : THE LEGEND LIVES การแสดงสดที่ถ่ายทอดออกมาใน 5 องค์สำคัญ องค์ที่ 1 ราชาแห่งพยัคฆ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ณ งานวัดที่งานรื่นเริง ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นด้วยความองอาจกล้าหาญ องค์ที่ 2 นักโทษผู้ถูกปลดปล่อย หลังต้องเผชิญกับสงคราม ทหารมากมายถูกจับเป็นนักโทษ หนึ่งในนั้นคือนักรบสยาม ผู้ที่มีทักษะมวยโบราณที่แตกต่าง

องค์ที่ 3 นักรบดาบหัก นักดาบฝีมือชั้นยอด ได้รับมอบหมายให้ต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินบ้านเกิด องค์ที่ 4 มวยไทย ศาสตร์สุดอันตราย การถ่ายทอดภาพเทคนิคการต่อสู้ที่อันตรายของศิลปะมวยไทยในอดีต องค์ที่ 5 นักต่อสู้แห่งยุคสมัยใหม่ ปัจฉิมบทแห่งมวยไทยที่จะคงอยู่ไปตลอดกาล

มวยไทยล้ำๆ ไปชมได้ที่เดอะ สเตจฯ ตั้งอยู่ในเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ที่นี่แบ่งเป็นโซน เรียกชื่อโซนว่า โกดัง (ตามโครงสร้างเดิมที่เคยเป็นโกดังเก็บสินค้า) ทั้งหมดมี 12 โกดัง แบ่งเป็น 4 ย่าน ได้เเก่ ย่านเจริญกรุง ย่านริมน้ำ ย่านโรงงาน ย่านกลางเมือง สำหรับการเเสดงมวยไทยไลฟ์ ตั้งอยู่ในในย่านเจริญกรุง โกดังที่ 4 ช่วงนี้มีโปรโมชั่นลูกค้าคนไทย บัตรราคา 499 บาท จากปกติ 1,500 บาท ตั้งแต่วันนี้-15 ก.ค.นี้ โดยการเดินทางก็สะดวกมาก

โรงละครตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีตากสิน ลงจากสถานีรถไฟฟ้าแล้วต่อแท็กซี่มาอีก 15 นาที หรือจะโดยสารมาทางเรือก็ได้ โดยมีเรือรับส่งฟรีจากท่าเรือสะพานตากสินทุก 15 นาที อนึ่ง การแสดงมีทุกวัน (หยุดวันจันทร์) เวลา 20.00 น. สำรองที่นั่งโทร.02-108-5999

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.muaythailive.com

‘ลุงเปี๊ยก’ กาแฟชาวบ้าน รสชาติระดับบาริสต้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555389

‘ลุงเปี๊ยก’ กาแฟชาวบ้าน รสชาติระดับบาริสต้า

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

กาแฟร้านลุงเปี๊ยก เครื่องดื่มจากชาว จ.นนทบุรี ชาวบ้านผู้มีใจรักกาแฟ ผ่านการคิดค้นและพัฒนาสูตรมานาน ภายใต้คอนเซ็ปต์ชงจากใจและทำจากมือล้วนๆ กระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาร่วม 20 ปี เรียกว่าเครื่องดื่มไม่แพ้เชนร้านกาแฟชื่อดังทั้งจากไทยและต่างประเทศ

เครือวัลย์ ไชยสมบัติ เจ้าของร้านกาแฟ ชา ลุงเปี๊ยก เล่าว่า ลุงเปี๊ยก ซึ่งเป็นสามีของเธอคิดค้นสูตรกาแฟ ชาเย็นขึ้นมาเอง กระทั่งเป็นสูตรที่ลงตัวเข้ม ข้น หวาน มัน เป็นรสชาติที่กลมกล่อมมาก และเป็นที่เลื่องลือในย่านวัดคงคา จ.นนทบุรี เป็นอย่างมาก

จุดสังเกตของร้าน คือการมีกระป๋องนมข้นหวานตรามะลิเป็นจำนวนมากที่ใช้ และบริเวณนั้นจะมีรถจอดซื้อเป็นจำนวนมากในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งกาแฟลุงเปี๊ยก เป็นสูตรการชงจากมือ และผ่านการต้ม ใส่นมตรามะลิและนมคาร์เนชั่น ไม่ได้ผ่านเครื่องทำกาแฟแต่อย่างใด

“กว่าจะพัฒนาสูตรกาแฟ ชา ลุงเปี๊ยก ใช้ระยะเวลานานมาก สำหรับการคิดค้นและพัฒนาผสมสูตรนั้นสูตรนี้ เพราะหลงใหลกับการทำกาแฟ และกาแฟที่ทำ ป้ามองว่าไม่ได้ทำง่ายๆ เหมือนร้านทั่วๆ ไป ที่ใช้อุปกรณ์การชงกาแฟ ใครได้ลองกาแฟทางเราจะรับรู้เลยว่าอร่อย เราต้มกาแฟเป็นหม้อๆ และปรุงตามสูตรของลุงเปี๊ยก และเน้นที่ความเข้มข้นของตัวชาและกาแฟแท้จริงๆ ซึ่งยืนหยัดและขายในบริเวณดังกล่าวมาร่วม 20 ปี”

ทั้งนี้ ความตั้งใจของการทำร้านกาแฟลุงเปี๊ยก อยากให้คนไทยได้ลิ้มลองเครื่องดื่มที่ราคาไม่แพง แก้วละ 20 บาท เป็นราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้สูตรการปรุงที่คิดค้นมานั้น เพื่อทำให้ร้านกาแฟไทยให้ทัดเทียมกับแบรนด์ต่างชาติ โดยใช้กาแฟและชาตรามังกรบิน แต่ผู้ชงกาแฟกลับชงได้ราวกับบาริสต้า

แต่ขณะนี้ลุงเปี๊ยกได้เสียชีวิตลงเมื่อเดือน ม.ค. และสูตรการทำกาแฟ ชา และเครื่องดื่มต่างๆ เป็นภรรยาและลูกๆ ช่วยกันทำขึ้นมาเอง ซึ่งยังคงรสชาติกลมกล่อมตามสูตรดังเดิม ซึ่งเมนูเครื่องดื่มที่เป็นไฮไลต์ คือ กาแฟ ชานมเย็น โกโก้

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมีเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ เป็นจำนวนมาก เช่น โอเลี้ยง ชาเย็น นมเย็นใส่น้ำหวานเฮลซ์บลูบอย ซึ่งหากใครไปซื้อในช่วงบ่ายเครื่องดื่มไฮไลต์ชานมเย็นและกาแฟจะหมด เพราะเป็นการต้มกาแฟชนิดวันต่อวันกันเลยทีเดียว เพื่อให้เครื่องดื่มสดใหม่ ด้วยราคาและปริมาณของกาแฟร้านลุงเปี๊ยกทำให้ขายเครื่องดื่มหมดไวมาก

อีกทั้งภายในร้านยังจำหน่ายขนมไทย หลากหลายที่รับมาจากชาวบ้านในนนทบุรี ไม่ว่าจะเป็น ขนมชั้น ถั่วแปบ ข้าวเกรียบกุ้ง น้ำพริกเผา ขนมใส่ไส้ ขนมตะโก้ ที่รสชาติอร่อย เหมาะกับการซื้อเป็นของฝาก

เครือวัลย์ กล่าวว่า การเลือกนำขนมไทยๆ เพื่อรักษาวิถีการทำขนมไทยของชาวบ้าน ที่นับวันจะเลือนหายไปจากตลาด และมีขนมต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาแทนที่ และต้องการเด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักขนมไทย

อย่างไรก็ดี บริเวณร้านลุงเปี๊ยก นอกจากจะเป็นร้านกาแฟที่ใครๆ แวะเวียนมากินแล้ว อีกจุดหนึ่งที่ต้องแวะเมื่อมาเยือนเมืองนนทบุรี ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก พระปรางค์เก่าแก่อายุกว่า 600 ปี วัดแห่งนี้เดิมชื่อว่า “วัดหลวง” สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง สามารถแวะมาสักการะกันได้ ซึ่งปัจจุบันชื่อว่า วัดปรางค์หลวง

“พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ เลื่องลือทุเรียนนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ” คือคำขวัญประจำจังหวัดนนทบุรี และสิ่งที่อะเมซิ่งไทยแลนด์ คือ วัดปรางค์หลวง ที่แทบไม่มีใครรู้ถึงความสวยงามของวัดนี้ และยังสามารถแวะมาซื้อเครื่องดื่มร้านกาแฟลุงเปี๊ยกได้ไม่ยาก เพราะมีชื่อเสียงมาก หากแต่ว่าต้องมาซื้อช่วงเช้ากันหน่อย ซึ่งสามารถซื้อกลับบ้านได้ เพราะมีบริการใส่ถุงและนำไปแช่ดื่มหรือใส่น้ำแข็งได้เองที่บ้าน 

ถิ่นใต้ หัวใจเก่า แต่ความรู้สึกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 10:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555385

ถิ่นใต้ หัวใจเก่า แต่ความรู้สึกใหม่

โดย /ภาพ : บงกชรัตน์ สร้อยทอง

จะออกตัวว่าเป็นคนใต้แท้ก็ไม่หาญกล้า เพราะย้ายมาร่ำเรียนที่เมืองหลวงและอยู่กรุงเก่าบ้านเกิดคุณแม่ นานทีถึงได้กลับถิ่นใต้บ้านเกิดคุณพ่อ พอได้โอกาสจึงขนทัพญาติพี่น้องเมืองกรุงเก่าไปเยี่ยมบ้านฝั่งพ่อที่หัวเมืองอันดามัน โดยตั้งใจไว้ว่าจะขับรถล่องใต้แวะเยือนวันละจังหวัด ไปในที่ที่ไม่เคยไป และไปตระเวนกินอาหารใต้ตามใจเรียกร้อง

ประตูบานแรกของภาคใต้คือ ชุมพร ที่นอกจากจะไปสักการะและเคารพกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เราตั้งใจจะกลับไปกินมื้อเที่ยงที่ร้านยายปวด ร้านอาหารธรรมดาแต่รสชาติเด็ดดวงจนชาวคณะให้คะแนนความฟินเต็มขีด และเมื่อเติมพลังงานเต็มที่ก็มุ่งหน้าไปสู่ สุราษฎร์ธานี โดยจุดแรกจะไปสัมผัสธรรมชาติที่ ป่าต้นน้ำ บ้านป่าน้ำลาด อ.คีรีรัฐนิคม ซึ่งเวลาที่ไปถึงเรียกว่าทันแบบฉิวเฉียดทันเวลาปิดตอน 18.00 น.

ความที่เราเป็นก๊วนสุดท้ายของวัน ทำให้บ้านป่าน้ำลาดร้างผู้คน สามารถยกกล้องถ่ายรูปเก็บวิวได้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ มองเห็นบ่อกว้างน้ำใสขนาดใหญ่แบบไม่มีใครบดบังสายตา และสามารถเลือกที่นั่งเล่นแกว่งขาในน้ำดูฝูงปลาเล็กปลาน้อยว่ายไปมาประหนึ่งว่าเป็นสระว่ายน้ำของตัวเอง

แม้แดดจะแรงเท่าไร นักท่องเที่ยวก็ไม่ย่อท้อต่อวิวอ่าวพังงาที่เสม็ดนางชี

ป่าต้นน้ำ ในความหมายของตัวมันเองบ่งบอกถึงการก่อเกิดน้ำบริสุทธิ์ และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ซึ่งก็เป็นอย่างที่เห็นตำตา เพราะน้ำที่ซึมออกมาใสกิ๊งและบริสุทธิ์ ดังนั้นเมื่อมาเยี่ยมเยือนเขาแล้ว ก็อย่าได้ขุ่นข้องหมองใจกับกฎเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัดว่า ห้ามนำสิ่งของใดๆ เข้าไป เว้นเพียงแต่เสื้อผ้าของเราเท่านั้น ภาพที่เห็นจึงไม่มีถุงพลาสติก เศษอาหาร กระดาษ แชมพู หรือสัตว์เลี้ยง เพราะหากเราทำให้เกิดขยะและสิ่งสกปรกตั้งแต่ต้นน้ำ แล้วคนปลายน้ำจะมีน้ำสะอาดใช้กันได้อย่างไร

สำหรับเส้นทางการเดินทางจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานีไปบ้านป่าน้ำลาด ใช้ทางหลวงหมายเลข 401 มุ่งหน้าไปยัง อ.คีรีรัฐนิคม ระยะทางประมาณ 70 กม. เมื่อถึงสี่แยกไฟแดง อ.คีรีรัฐนิคม ให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ต.บ้านทำเนียบ มุ่งหน้าไปยังบ้านน้ำลาด ระยะทางประมาณ 10 กม. ก่อนถึงจุดหมายประมาณ 4 กม. ทางจะเป็นลูกรัง ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่จากนั้นเดินเท้าเข้าไปอีกนิดหน่อยประมาณ 200 เมตร ก็จะได้พบกับอันซีนเมืองใต้

จากสุราษฎร์ฯ มุ่งหน้าลงใต้ต่อไปที่เมืองร้อยเกาะ จ.กระบี่ โดยตั้งใจว่าจะไปเล่นน้ำที่สระมรกต แต่ต้องกลับหลังหันเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวล้นหลาม โดยเฉพาะชาวจีนที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนใจหันหน้าไปที่ป่าพรุท่าปอมคลองสองน้ำ ทว่าความตั้งใจก็ถูกสกัดซ้ำสอง เพราะฝูงชนเต็มท่าปอม ต้องเปลี่ยนทิศทางลมไปหาท้องทะเลที่คุ้นเคยแทน

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา คือเป้าหมาย แต่ไม่ใช่ไปเพื่อขึ้นเรือทัวร์พีพี เราแค่อยากไปเล่นน้ำ นั่งรับลม สูดกลิ่นทะเล และเดินรอเวลาน้ำลงเพื่อเดินไปยังเกาะเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้าหาดชื่อ เกาะเขาปากคลอง แต่เดิมชาวบ้านจะเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่าหาดคลองแห้ง เพราะในช่วงเวลาที่น้ำลงจะแห้งขอดจนสามารถมองเห็นหาดทรายขาวยาวเหยียดที่ทอดตัวลงไปในทะเลบรรจบกับเกาะหน้าหาดนพรัตน์ธาราได้

เกาะเขาปากคลองมีเกาะเล็กๆ อยู่ 3 เกาะที่สามารถเดินเชื่อมถึงกัน พร้อมชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตก เรือประมงลำน้อยเข้าฝั่ง และเห็นชาวประมงกำลังเลือกเอาลูกปลาและสัตว์ทะเลต่างๆ ออกจากแหที่ชักมาปล่อยคืนสู่ทะเล

จำได้ว่าเราเคยมาที่หาดคลองแห้งตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเจอเกาะรูปหัวใจอย่างที่เห็นตรงหน้าในวันนี้ ที่ผ่านมาอาจจะเป็นเพียงเด็กที่เที่ยวเล่นสนุก แต่พอโตเหมือนเราได้ใช้ความละเมียดและสำรวจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากขึ้น

เมื่ออิ่มหนำกับบรรยากาศเมืองกระบี่จนแสงสุดท้าย รถได้มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไปที่ จ.พังงา จังหวัดที่บริบูรณ์ด้วยทรัพยากรอย่างพังงาทำให้เราได้สัมผัสกับความรู้สึกใหม่ และครั้งนี้ยังรู้สึกได้ว่าพังงาเป็นจังหวัดที่มีอะไรน่าค้นหากว่าที่เคยพบเจอ

จากแต่ก่อนคิดว่าพังงาเป็นแค่เมืองเงียบหรือเมืองผ่านไปภูเก็ต แต่วันนี้กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งซ่อนเร้นที่ซุกซ่อนอยู่ โดยเฉพาะช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีการพบสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เพิ่มขึ้น พังงาไม่ได้มีเพียงถ้ำพุงช้างที่เป็นสัญลักษณ์ ไม่ได้มีแค่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เขาตะปู หรือย่านเขาหลัก แต่ยังมีวิวระดับชาติที่ เสม็ดนางชี อันซีนที่เพิ่งมาฮอตได้ 1-2 ปีนี้ จนมีบูติกโฮเทลเกิดขึ้น และล่าสุด แจ็กสัน หวัง นักร้องเกาหลีวง GOT7 ก็ใช้วิวนี้เป็นฉากหลังในเอ็มวี

เส้นทางจาก อ.ตะกั่วทุ่ง ไปเสม็ดนางชี ให้ใช้เส้นทางไปยังบ้านท่าอยู่ สังเกตสะพานลอยก่อนถึงทางเข้าบ้านท่าอยู่ให้ดี ตรงนั้นจะมีซอยเล็กๆ ให้เลี้ยวเข้าไป ขับตรงไปผ่านสวนยางสวนปาล์มประมาณ 13 กม. จะถึงจุดจอดรถ เหตุที่ต้องจอดรถไว้ เพราะห้ามนักท่องเที่ยวขับรถขึ้นไปเอง เนื่องจากทางมีความสูงชันมาก ถ้าฝนตกจะทำให้ถนนลูกรังลื่นกว่าเดิมหลายเท่าจึงต้องอาศัยคนในพื้นที่จะดีที่สุด ค่าบริการขึ้นและลงเฉลี่ยครั้งละ 40-45 บาท/คน หรือใครจะเดินขึ้นไปชมเองก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้กำลังแรงกายและแรงใจที่เข้มแข็งไม่น้อย

วิวพาโนรามาธรรมชาติที่สมบูรณ์เช่นนี้ ใครๆ ก็ขึ้นมาสัมผัสแบบไปกลับได้ หรือหากใครต้องการพักค้างคืนแบบฮิปส์ๆ เพื่อชมทะเลดาวตอนกลางคืน ชมทางช้างเผือกช่วงตี 3 ตี 4 ชมทะเลหมอกทั่วอ่าวพังงาที่อยู่ตรงหน้า หรือชมพระอาทิตย์ดวงกลมโตโผล่จากท้องทะเลรับเช้าวันใหม่ พร้อมกับแสงสีส้มที่สะท้อนกับน้ำทะเล

สีสันชุมชนย่านเมืองเก่าที่ภูเก็ต

พังงายังทำให้ประทับใจอีกครั้งเมื่อได้ไปเยือนบริเวณหาดนาใต้หรือ หาดทะเลเขาปิหลาย อ.โคกกลอย ซึ่งถือว่าอยู่ไม่ห่างจากบ้านคุณพ่อเลย ส่วนตัวเพิ่งไปแถวนี้ได้ 2-3 หน โดยก่อนหน้านี้ได้รับเพียงข้อมูลว่า มีชาวต่างชาติมาปลูกบ้านพักที่บริเวณหาดาใต้ แม้ทะเลจะเล่นเต็มแรงไม่ได้ เพราะเหมาะกับการทำประมงเป็นหลัก แต่ยังพอมีแนวหินให้ดำน้ำ และมีความเงียบสงบมาก ครั้งนี้จนได้ไปเห็นกับตาว่าเริ่มมีรีสอร์ทและโรงแรมเริ่มก่อสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม หาดทะเลเขาปิหลาย ก็ยังเห็นวิถีชีวิตชุมชน เด็กๆ เล่นน้ำ ชาวประมงกำลังเก็บอุปกรณ์ และสาวมุสลิมที่ผลัดกันถ่ายภาพรอชมพระอาทิตย์ตกเช่นเดียวกับเรา

สัญลักษณ์ของที่นี่คือ สะพานไม้เก่าหาดเขาปิหลาย สะพานเก่าที่ทิ้งร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรือง เหลือให้เห็นเพียงโครงสร้างสะพานที่ในอดีตเคยถูกใช้งานในการขนแร่ ถ้าหากจับมุมภาพดีๆ และก้อนเมฆไม่แกล้งเราก็จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกลอดช่องไม้ที่ปักอยู่ในทรายและมีคลื่นทะเลซัดสาด แม้จะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าดวงสีส้มโตจนจมมิดลงทะเลไป แต่ภาพที่สัมผัสมันช่างสวยงามจับใจไม่น้อย

สิ่งที่พบเจอใหม่ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้ว ธรรมชาตินั้นล้วนอยู่รอบตัวเราทุกวัน เพียงแต่จะออกเดินทางไปหามากน้อยขนาดไหน สิ่งที่มีอยู่คือการมีอยู่ แต่หลายครั้งเราอาจจะไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจในรายละเอียดที่อยู่รอบตัวมากน้อยขนาดไหน ทว่าอีกส่วนมาจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของเราที่มากขึ้น จนทำให้เห็นได้ว่าที่ผ่านมาเราละเลยรายละเอียดในชีวิตประจำวัน หรือสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยไปมากขนาดไหน

ส่วนจังหวัดสุดท้ายที่ไปเก็บตกคือ ชุมชนย่านเมืองเก่า จ.ภูเก็ต นานมาแล้วที่ไม่ได้เดินเล่นเรื่อยเปื่อยเก็บภาพสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ตื่นเต้นกับสีกำแพงตึกที่ชุมชนต่างปรับปรุงไว้รอรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีลวดลายจิตรกรรมบนอาคารที่เพิ่มขึ้นรอรับไปแชะเก็บเป็นที่ระลึกไว้ แถมมีร้านกาแฟสไตล์เก๋ไก๋ให้แวะดื่มคลายร้อน

วิวสวยงามแห่งท้องทะเลอันดามัน

ทริปนี้ถือว่าภารกิจสมบูรณ์ แต่ละคนได้เที่ยวที่ใหม่และสัมผัสกับความรู้สึกใหม่ โดยเฉพาะอาหารการกินแบบคนท้องถิ่นที่จัดเต็มไปหลายร้านทั้งเมนูแกงส้ม (แกงเหลือง) ผัดกะปิสะตอกุ้ง ทอดปลาเห็ด (ทอดมัน) ห่อหมกกรุ่นกลิ่นพริกแกงแสบร้อนถึงใจ เอาเป็นว่าครบเครื่องทั้งในรูปแบบน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และความสดใสเก็บไว้เป็นแบตเตอรี่สำรองกลับไปชาร์จตัวเองต่อเมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ 

กิน เที่ยว เกาหลีแบบฉบับ ‘เที่ยวอิ่มท้อง สมองอิ่มเอม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555381

กิน เที่ยว เกาหลีแบบฉบับ ‘เที่ยวอิ่มท้อง สมองอิ่มเอม’

เราเชื่อว่าแต่ละคนมีเหตุผลต่างกัน ที่จะรู้สึกประทับใจกับประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ และเราก็เชื่ออีกว่า เรื่องของอาหารการกินนั้น จะเป็นหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้คุณรู้สึกประทับใจกับการเดินทางหรือไม่ ซึ่งหลายคนเดินทางมาเที่ยวเกาหลีใต้แล้ว ไม่รู้สึกประทับใจกับอาหารการกินเอาเสียเลย เหตุผลก็เพียงเพราะบริษัททัวร์ต้องการประหยัดต้นทุน ทำให้ลูกค้าไม่ได้มีโอกาสรับประทานอาหารเกาหลีที่แท้จริง พานให้เข้าใจผิดไปว่า อาหารเกาหลีไม่อร่อย ไม่หลากหลาย และไม่น่ารับประทาน

ตัวอย่างเช่น อาหารเกาหลีที่ชื่อว่า ตั๊กคัลบี้(Dak Kalbi) ถ้าแปลตามตัวก็จะหมายถึง ไก่ย่างแบบบาร์บีคิว แต่เวลาคนไปเที่ยวเกาหลีแล้วบริษัททัวร์พาไปกินตั๊กคัลบี้ ก็จะได้กินไก่ผัดซอสสีแดงๆ และเพิ่มกะหล่ำปลี กับหอมใหญ่เข้าไป เพื่อให้ได้ปริมาณมากๆ ทำให้ลูกทัวร์หลายคนไม่ค่อยประทับใจกับอาหารเกาหลีเมนูนี้

แต่ถ้าใครได้ไปกิน ตั๊กคัลบี้ ที่เมืองชุนชอน (Chuncheon) แล้วละก็ คุณจะลืมไก่ผัดซอสแบบเดิมๆ ไปเลย เพราะตั๊กคัลบี้ของเมืองชุนชอน เป็นแบบปิ้งย่าง สไตล์บาร์บีคิว ที่มีน้ำจิ้มแถมกินแกล้มกับกิมจิและผักสดๆ ทำให้มีรสชาติอร่อยจนเป็นที่รับรู้ของคนเกาหลีว่า ถ้าจะกินตั๊กคัลบี้ให้อร่อยที่สุด ก็ต้องไปกินที่เมืองชุนชอนเท่านั้น

แม้ว่าชื่อเมืองชุนชอน อาจฟังดูไม่คุ้นหูคนไทยนัก แต่สำหรับชาวเกาหลีใต้แล้ว เดทแรกของวัยรุ่นมักจะต้องไปเริ่มต้นที่เมืองนี้ สาเหตุก็เพราะว่าเมืองชุนชอนมีอากาศดี อยู่ไม่ไกลจากกรุงโซลมากนัก ซึ่งบางคนน่าจะพอคุ้นกับภาพบรรยากาศโรแมนติก ที่มักจะปรากฏอยู่ในซีรี่ส์ชื่อดังของเกาหลี โดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำซังกัง ถือว่าเป็นหนึ่งจุดที่โรแมนติกที่สุดก็ว่าได้ ดังนั้น เราจะเห็นภาพคู่รักแทบทุกวัย มาเดินจูงมือเล่นกันแถวนี้ บางคู่ก็ไปเดินเล่นบนสะพานกระจกที่ทอดยาวไปในแม่น้ำ ซึ่งแม้ว่าจะแลดูหวาดเสียวอยู่สักหน่อย แต่ก็จะช่วยให้คู่รักบีบมือกันได้แน่นขึ้น

หลังจากเดินเล่นริมน้ำเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะไปยังย่านการค้าที่มีชื่อว่า ชุนชอนเมียงดง ซึ่งก็เป็นความตั้งใจที่จะเลียนแบบชื่อถนนให้เหมือนกับชื่อแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังในกรุงโซล เพื่อที่จะบอกว่า ที่นี่เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีสีสันและมีความทันสมัยเหมือนกับย่านเมียงดงในกรุงโซล

เมื่อเดินเล่นไปเรื่อยๆ ตามถนนเส้นนี้ เราก็จะสะดุดตากับรูปปั้นไก่โต้งตัวโต ที่อยู่หน้าปากซอยซอยหนึ่ง มีตัวหนังสือบอกว่า นี่คือ ซอยตั๊กคัลบี้และถ้าเดินเข้าไปในซอย ก็จะพบว่า ทุกร้านในซอยนี้ ขายตั๊กคัลบี้เหมือนกันหมดเลย

ย้อนหลังไป 50 กว่าปี ตั๊กคัลบี้ยังเป็นเพียงแค่หนึ่งเมนูที่มีขายในร้านอาหารเล็กๆ เท่านั้น แต่ด้วยรสชาติและปริมาณที่คุ้มค่า ทำให้เมนูนี้กลายเป็นที่นิยมในหมู่ทหารและนักศึกษา จนมีร้านอาหารที่เปิดขายตั๊กคัลบี้เพียงอย่างเดียวเพิ่มมากขึ้น กระทั่งปลายทศวรรษ 1990 การมารับประทานตั๊กคัลบี้ที่ชุนชอนก็กลายเป็นหนึ่งธรรมเนียมของคู่รักเกาหลีไปโดยปริยาย แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ที่ทำให้ตั๊กคัลบี้ที่ขายในเมืองอื่นๆ กลายเป็นไก่ผัดซอสไปเสียนั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั๊กคัลบี้ที่ขายในกรุงโซล ก็เป็นแบบผัดซอส ก็ยิ่งทำให้คนที่ไปเที่ยวจำภาพว่า ตั๊กคัลบี้ เป็นได้แค่ไก่ผัดซอส

เรื่องของตั๊กคัลบี้ เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างเท่านั้นที่สะท้อนให้เห็นว่า คนจำนวนไม่น้อย ที่ด่วนสรุปว่าอาหารเกาหลีไม่มีอะไรน่าสนใจซึ่งถ้าใครสนใจอยากลองชิมอาหารเกาหลีแบบแท้และดั้งเดิม เราแนะนำว่า ถ้าเดินทางไปเที่ยวเกาหลีคราวหน้า ลองหาโอกาสเดินทางท่องเที่ยวเอง เพราะเราสามารถเลือกกิน เลือกชิมได้ตามใจชอบ

แนวคิดที่เรียกว่า FIT หรือว่า Free Independent Travellers คือนักท่องเที่ยวแบบอิสระ อันหมายถึง คุณเดินทางเอง จองตั๋วเอง เลือกที่พักเอง หาที่กินที่เที่ยวเอง ถ้าหากว่าคุณมีศักยภาพแบบนั้น รับรองได้เลยว่า การมาท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้ จะสนุกสนานและน่าจดจำกว่าเดิมเยอะ ส่วนเรื่องของที่พัก ถ้าหากว่าคุณอยากสัมผัสวิถีชีวิตคนเกาหลีอย่างแท้จริง ลองพักที่ Hanok Stay เพราะเขาจะเสิร์ฟอาหารเกาหลีแบบที่เขาทำรับประทานเองที่บ้าน ซึ่งบางเมนูก็ไม่มีขายตามร้านอาหารเกาหลีทั่วไป

อีกสถานที่หนึ่งที่อยากแนะนำให้ไปลองหาชิมอาหาร นั่นก็คือตลาดปลาในเกาหลี เพราะนอกจากจะเพลินตากับการได้ชมอาหารทะเลสดๆ ตัวโตๆ กันแล้ว ยังสามารถหาอาหารอร่อยๆ รับประทานได้อีกด้วย

นอร์ยางจิน (Noryangjin Fish Market) คือ ตลาดค้าส่งและค้าปลีกอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุด ของกรุงโซล ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ นอร์ยางจินมีจุดเริ่มต้นจากตลาดเก่าหลังเล็กๆ แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาจนเป็นตลาดค้าอาหารทะเลชั้นนำของประเทศ ปัจจุบันมีร้านค้าเกือบ1,000 ร้านที่วางขายอาหารทะเลอยู่ในตลาดแห่งนี้

ภาพจากซีรี่ส์เกาหลี ทำให้คนไทยหลายคนรู้ว่า คนเกาหลีกินปลาหมึกสดที่ยังดิ้นได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะปลาหมึกสดที่คนเกาหลีกิน เป็นปลาหมึกหนวดยาว ตัวเล็กเท่านั้น และเวลาจะรับประทาน ก็หั่นเอาเฉพาะหนวด ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ราดน้ำมันงา และจิ้มซอสก่อนรับประทาน ซึ่งถ้าใครอยากลองของจริงก็ไปหารับประทานได้ที่ตลาดปลาแห่งนี้เช่นกัน

นอกจากนั้น ยังมีอาหารทะเลหน้าตาแปลกๆ อีกหลายชนิด ที่คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นตา หากว่าใครอยากลองรับประทานก็สามารถซื้อหาอาหารทะเลสดๆ แล้วนำไปให้ร้านอาหารที่อยู่ชั้นบนของตลาดช่วยปรุงให้ก็ได้

หรือถ้าอยากลองอาหารเกาหลีที่ได้รสชาติแบบเกาหลีแท้ๆ ก็ต้องไปในย่านที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางไปถึงน้อย อย่างเช่นตามชนบท หรือชุมชนที่อยู่นอกเมือง รับรองว่าได้ทั้งรสชาติและได้บรรยากาศแบบเกาหลีแท้อย่างแน่นอน

ทุกวันนี้การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้หลายคนมีโอกาสได้ไปเรียนรู้โลกอีกมุมหนึ่ง ได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ แต่อย่าเดินทางไปเพียงเพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าเคยไป แต่จงไป เพื่อให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ และประสบการณ์ดีๆ กลับมา ซึ่งเกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งปลายทางที่เราเชื่อว่าจะมอบทั้งความสนุกความอิ่มอร่อย และข้อมูล ความรู้ดีๆ ให้กับผู้เดินทางที่เปิดใจใฝ่เรียนรู้

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00 น. ทางไทยรัฐทีวี

‘โอลาสเปน’ 7 วัน 7 เมนู @ อูโนมาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555291

‘โอลาสเปน’ 7 วัน 7 เมนู @ อูโนมาส

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตามแบบฉบับสเปนกับ “โอลาสเปน” 7 วัน 7 เมนู ณ ห้องอาหารอูโนมาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ดื่มด่ำกับบรรยากาศกลิ่นอายของอาหารสเปน 7 วัน 7 เมนู ด้วยวัตถุดิบเกรดพรีเมียมที่นำเข้าจากสเปน และนำมาปรุงแต่งรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูอาหารสเปนจานเด็ดให้คุณได้ลิ้มลองเหมือนอยู่สเปนเลยก็ว่าได้ พิเศษสุดๆ เฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย.นี้

วันจันทร์ – Say Cheese! หนึ่งในวัตถุดิบที่ดีของสเปนร่วมพิสูจน์ความอร่อยกับชีสหลากหลายชนิดที่คัดสรรมากว่า 10 ชนิด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงในราคา 890 บาท++

วันอังคาร – The “Rubia Gallega” fat old cow “Carsegal” ฟินไปกับเนื้อวัว “รูเบีย กัลเลกา” จากฟาร์ม Carsegal เนื้อวัวสายพันธุ์เยี่ยมจากสเปน ซึ่งเรานำส่วนไพรม์ริบขนาดครึ่งกิโลกรัม ย่างบนเตาถ่านโจสเปอร์ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมซอสพริกเขียวสเปน น้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด และซอสไวน์แดงในราคาเพียง 2,550 บาท++

วันพุธ – Iberico Pork Carpaccio หมูอิเบริโก จากทางตอนใต้ของประเทศสเปน สไลซ์บางเฉียบรสชาติจัดจ้าน โรยหน้าด้วยออเซียสตรา คาเวียร์และกระเทียมดำ ในราคาเพียง 555 บาท++

วันพฤหัสบดี – Seasonal Mediterranean Mussels สัมผัสอรรถรสแห่งความอร่อยของหอยแมลงภู่จากแคว้นกาตาลันที่ผสมผสานความลงตัวของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของสเปนมาไว้ในจานเดียวในราคาเพียง 555 บาท++ ต่อพอร์ชัน

วันศุกร์ – The Gillardeau’s ลิ้มลองรสชาติอันโอชะของหอยนางรม “จิลลาร์โด” หอยนางรมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหอยนางรมที่ดีที่สุดในโลก ทานแบบสดๆ ตัวโตๆ เนื้อนุ่มละมุนลิ้น ในราคาเพียง 180 บาท++ ต่อ 1 ตัว

วันเสาร์ – Atlantic Turbot Fish พลาดไม่ได้เลยกับเมนูเนื้อปลาเทอร์โบต์จากมหาสมุทรแอตแลนติกทอด หนังกรอบนอกเนื้อนุ่มหวานฉ่ำน่าลิ้มลอง ในราคาเพียง 2,200 บาท++ เท่านั้น

วันอาทิตย์ – The Seafood Paella แชร์ความอร่อยกับเมนูอาหารประจำชาติสเปนสุดฮอตอย่าง ปาเอญา ข้าวผัดสเปนกระทะร้อนที่เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งมังกร กุ้งสเปน หอยเชลล์ และกุ้งลายเสือ ในราคา 2,990 บาท++

ห้องอาหารอูโนมาส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 16.00-01.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร. 02-100-6255 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th หรือสำรองที่นั่งผ่านเว็บไซต์ http://www.unomasbangkok.com

อบ อบ อร่อย Banana Cheddar Cheese

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555282

อบ อบ อร่อย Banana Cheddar Cheese

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool studio

อบ อบ ไม่ใช่เสียงร้องเรียกของกบในช่วงที่ฝนตกชุกๆ ในฤดูนี้ แต่เป็นเสียงท้องร้องเรียกเมนูอาหารจานอบที่เรากำลังนำเสนอ

เรามีอาหารจานอบที่เป็นเมนูอาหารคาวมาถึง 14 ตอนแล้ว ฉบับนี้อยากนำเสนออาหารจานอบที่เป็นของหวานบ้าง เพราะเตาอบเดียวกันนี่แหละสามารถทำอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เราชาวไทยและเอเชียหลายๆ ชาติ อาจจะไม่คิดเตาอบเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำอาหารเท่ากับชาติตะวันตก สำหรับชาวตะวันตกเขามีเตาอบอยู่แทบทุกบ้าน เพราะเอะอะอะไรก็เอาอาหารใส่เตาอบ เพราะถือว่าเป็นการปรุงอาหารง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ Attention หรือความเอาใจใส่เท่ากับการทำอาหารบนเตา เนื่องจากความร้อนคงที่ ถ้าคุมอุณหภูมิพอเหมาะ เดาได้เลยว่าอาหารต้องออกมากินได้ในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับไหม้เสียหายไปแม้ว่าจะมีฝีมืองานครัวไม่มาก

เพื่อนแม่บ้านฝรั่งของผู้เขียนหลายคนถึงกับเชื่อมั่นในการทำอาหารด้วยเตาอบ เพราะมีถาดหรือแก้วทนความร้อนสักใบ ใส่เนื้อสัตว์ ปลา ไก่ หมู พร้อมเครื่องปรุงต่างๆ ลงไปใส่เข้าเตาอบที่ตั้งอุณหภูมิไว้ แล้วไปทำงานบ้านอื่นๆ เช่น โยนผ้าเข้าเครื่องหรือดูดฝุ่นบ้าน งานเสร็จก็มาเอาอาหารออกจากเตาอบที่ตั้งเวลาไว้ ถือเป็นการบริหารเวลาอย่างดี แถมไม่ต้องล้างหม้อชามไหให้มากมาย เพราะอบในชามแก้วหรือเซรามิกสวยๆ ยกขึ้นโต๊ะเสิร์ฟได้เลย

ขนมของเราในฉบับนี้ก็เช่นกัน อยากจะทำความเข้าใจแบบง่ายๆ กับคุณผู้อ่านก่อนว่า ขนม “อบ อบ” มีได้ทั้งแบบอบๆ ทั่วๆ ไป และอบๆ ในแนวเบเกอรี่ ผู้เขียนจะไม่ลงลึกถึงแนวเบเกอรี่จ๋าๆ เพราะจะไม่สนุกเท่ากับขนมง่ายๆ ที่เข้าเตาอบ ขนมในอบ อบ อร่อย ของเราจึงอยากเป็นขนมง่ายๆ สูตรไม่ยุ่งยาก และอบสุกได้ภายในเวลาไม่เกิน 20 นาที เพื่อให้ขนมอบ อบ อร่อย น่าสนใจ เพราะทำเสร็จได้เร็วไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับสไตล์เบเกอรี่ ที่สำคัญเสน่ห์ของขนมอบ อบ อร่อย ของเราอยู่ที่อบออกมาแล้วรับประทานร้อนๆ เป็นความอร่อยแบบสดๆ ใหม่ๆ จากเตาอบเลยก็ว่าได้

ฉบับนี้ขอเปิดด้วยเมนูง่ายๆ ที่ผู้เขียนทำบ่อยๆ ที่บ้าน มักเป็นจานปิดท้ายมื้ออาหารแบบไม่ได้ตั้งใจจะทำขนมมากนัก อาศัยที่บ้านมีกล้วยเป็นผลไม้ติดบ้านไว้ มี Processed Cheddar Cheese ติดตู้เย็นไว้ให้ลูกๆ รับประทานเป็นอาหารว่างเวลากลับมาจากโรงเรียน แล้วเปิดตู้เย็นแล้วเอาของที่มีอยู่ในตู้เย็นมาประกอบขึ้นเป็นขนม จึงกลายมาเป็นเมนู Banana Cheddar Cheese ขนมอบ อบ ที่อร่อยขั้นสุดจากความอุ่นๆ ของขนมอบของเรา ผสานกับความเย็นๆ ของไอศกรีมวานิลลาที่มีอยู่ในช่องแช่แข็งที่บ้าน

แปลความง่ายๆ ของเมนู Banana Cheddar Cheese คือ กล้วยอบเนย หวานด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลทรายแดง อบจนนุ่มฉ่ำ ตักไอศกรีมวานิลลาโปะลงไปแล้วรีบขูดเชดดาร์ชีสลงไปบนไอศกรีมและกล้วย ความเย็นของไอศกรีมจะทำให้ชีสแข็งขึ้น ส่วนความร้อนจากกล้วยและชามอบจะทำให้ชีสละลายเยิ้มๆ ความหวานธรรมชาติของกล้วยบวกกับความหวานของน้ำตาลทรายแดงและน้ำผึ้ง มาเจอกับความเค็มๆ มันๆ ของเชดดาร์ชีส ถือว่าเป็นความขัดแย้งที่อยู่ร่วมกันอย่างสวยงามในปากเราในแต่ละคำที่กินเข้าไป

เริ่มต้นง่ายๆ โดยการผสมเนยน้ำผึ้งขึ้นมาจากเนยที่เลือกใช้ มีน้ำผึ้งที่ชอบ น้ำตาลทรายเล็กน้อย ตัดรสด้วยเกลือ ถ้าใช้เนยเค็มอยู่แล้วให้ตัดเกลือทะเลป่นทิ้งไป ป้ายๆ ลงบนกล้วยหอมแล้วนำเข้าอบไฟแรงๆ ให้เนยละลายและกล้วยนุ่มขึ้น ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ขึ้นกับขนาดเตาอบ ถ้ามีไฟบนแนะนำให้ใช้ไฟบนร่วมด้วย เพื่อให้กล้วยเกรียมนิดๆ จะได้หอม

สำหรับชีสที่ใช้เป็นชีสเชดดาร์แบบ Processed มาแล้ว ราคาย่อมเยา แต่เหมาะกับเมนูนี้ที่สุดเพราะกลิ่นชีสไม่รุนแรงจนเกินไป เนื้อสัมผัสนุ่มหยุ่นๆ ละลายได้ง่าย เข้ากับรสหวานก็ได้เค็มก็ดีเข้ากับทั้งกล้วยและไอศกรีมของเรา รสชาติเหมาะกับเด็กและผู้ใหญ่

เตรียมไอศกรีมให้พร้อมและต้องมีชีสพร้อมที่ขูดอยู่ใกล้ๆ มือ กล้วยออกจากเตาอบปุ๊บ ก็จัดการเครื่องเคราต่างๆ ให้ลงตัวอย่างรวดเร็วแล้วเสิร์ฟทันที เพราะขนมอบๆ รอไม่ได้ แถมยังต้องรีบกินด้วยจึงจะได้ความอร่อยสูงสุด

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

กล้วยหอมสุกกำลังดี 2 ลูก

น้ำตาลทรายแด 1 ช้อนชา

น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือทะเล 1/8 ช้อนชา

เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา และเชดดาร์ชีส

วิธีทำ

ผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง เนยจืดและเกลือทะเลเข้าด้วยกัน ถ้าชอบกลิ่นหอมๆ ของเครื่องเทศ แนะนำให้ใส่ผงอบเชยสัก 2-3 เหยาะ

ผ่ากล้วยหอมตามยาว เรียงใส่ชามอบทนความร้อน เช่น แก้วเนื้อหนาทนความร้อนหรือเซรามิก

ป้ายเนยที่ผสมไว้แล้วลงไป

อบที่อุณหภูมิ 200 C ประมาณ 5-7 นาที

ตักไอศกรีมวานิลลาวางลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขูดเชดดาร์ชีสลงไปให้ทั่ว เสิร์ฟทันที

คาโนปี วอล์กเวย์ เดินย่องท่องป่าเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 มิ.ย. 2561 เวลา 15:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/554769

คาโนปี วอล์กเวย์ เดินย่องท่องป่าเหนือ

เรื่อง : พี่กั๊ตจัง

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นมีอยู่หลายแนว บ้างก็เที่ยวแบบถึงไหนถึงกันบุกป่าฝ่าดงเข้าไปกินดื่มนอนยลชมความสวยงามของธรรมชาติ บ้างก็อยากเที่ยวแบบสะอาดแค่อยากเห็นแต่ไม่อยากเปื้อน ก็เป็นความสุขอีกแบบของการท่องเที่ยว

ถ้าคุณชอบการเที่ยวแนวนี้เราขอแนะนำให้เดินทางมาที่ คาโนปี วอล์กเวย์ พฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สถานที่ที่จะทำให้คุณชมความงามของป่าไม้ไปพร้อมๆกับความสนุกบนเส้นทางลอยฟ้ากว่า 400 เมตร และจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่

เส้นทางที่ทำด้วยเหล็กกล้ายกตัวเป็นทางเดินชมธรรมชาติเหนือพื้นดินราว 20 เมตรนี้จะช่วยทำให้เราได้เห็นความสมบูรณ์ของป่าไม้ในมุมสูง ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเห็นภาพรวมระบบนิเวศของป่าและพื้นที่เขตรอยต่อต่างๆ ได้ชัดเจน ที่สำคัญกว่านั้นเราจะได้เห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนต้นไม้สูง เช่น นก กิ้งก่าบินได้

โดยไม่ต้องแหงนคอมองเหมือนตอนเดินบนพื้นราบ นั่นจึงทำให้คาโนปี วอล์กเวย์ เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย นั่งรถเข็นก็สามารถชมความสวยงามของป่าไม้ได้

เมื่อมาถึงจะมีการจำกัดรอบการเข้าชมไม่ให้เกิน 20 คน/รอบ เพื่อความปลอดภัย หลายคนเริ่มสงสัยว่าเส้นทางก็ดูแข็งแรงแต่ทำไมถึงจำกัดนักท่องเที่ยว เมื่อย่างเท้าเข้าส่วนทางเดินเพียงไม่กี่ก้าวทุกคนรู้สึกได้ทันทีถึงความไหวเอนเล็กน้อย แค่ 20 คนก็คิดว่าจะน่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้ว

ระหว่างเดินจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำและอธิบายเรื่องราวของป่าให้เราได้รู้จัก แนะนำว่าเวลาเดินเที่ยวโดยที่มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำนั้นเราควรจะเดินตามอย่างใกล้ชิด เพื่อฟังความรู้ให้ชัดเจน บางทีความสนุกของการเที่ยวป่านั้นอยู่ที่เรื่องราวที่ทำให้เราได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมนั่นเอง

จุดแรกที่เราจะได้เห็นก็คือกล้วยไม้ที่อาศัยอยู่บนยอดไม้สูงมองจากข้างล่างอาจจะเห็นไม่ถนัดตานักแต่ถ้าอยู่บนคาโนปี วอล์กเวย์ แล้วจะเห็นได้ถนัดตา ว่ากันว่ากล้วยไม้ในโลกนี้ที่ค้นพบแล้วมีอยู่ทั้งหมด 900 สกุล กับอีก 2.5 หมื่นชนิด พบได้ตั้งแต่เส้นศูนย์สูตรไปจนถึงขั้วโลก

เฉพาะในประเทศไทยมีอยู่ถึง 177 สกุล และมีอีก 150 ชนิด ที่พบได้เฉพาะในประเทศไทยเราเท่านั้น และหนึ่งในนั้นเราจะเห็นได้ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ถ้าโชคดีนอกจากจะได้เห็นกล้วยไม้แล้วคุณอาจจะได้เห็นกิ้งก่าบิน บินโชว์ความสามารถระหว่างการเดิน ซึ่งเราจะต้องใช้สายตาสอดส่องพวกเขาให้ดี ลักษณะของกิ้งก่าบินจะแตกต่างจากกิ้งก่าทั่วไปตรงที่หางของมันจะยาวกว่าลำตัวเกือบ 2 เท่า เรียวเล็ก ลำตัวเป็นสีส้มเพราะเป็นชั้นผิวหนังขดอยู่ข้างลำตัว

จะกางออกก็ต้องเมื่อต้องการร่อนไปต้นไม้อีกต้นหนึ่ง มีบันทึกไว้ว่ากิ้งก่าบินของไทยนั้นสามารถบินได้ไกลถึง 60 เมตร

ระหว่างทางถ้าไม่ได้สนใจเรื่องราวของเจ้าหน้าที่นำเที่ยวมากนักก็ยังสามารถแยกตัวออกมาถ่ายภาพทางเดินกับวิวสวยๆ ได้บางจุดมีที่ยืนชมวิวเป็นกระจกนิรภัยใสทดสอบความกล้า มีอยู่วิวหนึ่งที่ชื่อว่าจุดชมวิว ดอยม่อนคว่ำล่อง

มีตำนานของล้านนา กล่าวว่า ขุนหลวงวิลังคะ ผู้ปกครองอาณาจักรลัวะแห่งล้านนา หลงรักพระนางจามเทวีแห่งเมืองหริภุญชัย แต่พระนางไม่ชอบขุนหลวง จึงออกอุบายให้ขุนหลวงพุ่งเสน้า (หอกด้ามยาวมีสองคม) 3 ครั้งจากเมืองลัวะให้มาตกที่ในเมืองหริภุญชัยการพุ่งครั้งแรก ตกใกล้เขตกำแพงเมือง

พระนางจามเทวี เห็นทีท่าแล้วว่าขุนหลวงคงมีวิชาและกำลังมากพอที่จะทำสำเร็จจึงออกอุบายมอบผ้าถุงทำเป็นหมวกให้ขุนหลวงใส่ ขุนหลวงด้วยมีใจรักต่อพระนางอยู่แล้วเมื่อเห็นสิ่งของที่หญิงสาวมอบให้จึงใส่อย่างไม่ลังเลใจ แต่ผ้าถุงนั้นกลับทำให้มนตร์เสื่อมลง กำลังวังชาไม่มากเหมือนดังเก่า จึงทำให้หอกนั้นตกอยู่ห่างจากเขตเมือง

ขุนหลวงเริ่มสิ้นหวังและเสียใจการพุ่งครั้งที่ 3 จึงพุ่งหอกขึ้นไปบนฟ้าและแอ่นอกรับหอกหมายให้ตัวตาย ก่อนสิ้นใจสั่งทหารให้ฝังพระศพบนยอดเขาแห่งใดแห่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นเมืองหริภุญชัยได้ตลอดเวลา เพื่อจะได้อยู่เคียงข้างพระนางจามเทวีแม้จะไม่สมหวังในรักก็ตาม ดอยนั้นจึงได้ชื่อว่า ดอยม่อนคว่ำล่อง แปลว่า ภูเขาที่มีลักษณะคล้ายโลงศพ นั่นเอง

เมื่อเดินไปได้ประมาณ 100 เมตร จะมีทางเลี้ยวกลับ สำหรับคนที่กลัวความสูงมากๆ สามารถเดินเลี้ยวกลับเพื่อไปพักที่ร้านขายของที่ระลึกได้ แต่ถ้าเดินต่อไปก็จะได้เห็นจุดชมวิวสวยๆ และจุดเรียนรู้ธรรมชาติอีกมากมาย ยิ่งถ้ามีกล้องส่องทางไกล หรือกล้องดูนกโดยเฉพาะจะตื่นตาตื่นใจกับนกนานาพันธุ์ที่ส่งเสียงให้เราได้ยินตลอดทางเดิน

เสร็จจากทางเดิน คาโนปี ใช้บริการรถนำเที่ยวไปยังกลุ่มอาคารเรือนกระจกที่หลายคนน่าจะเคยเดินทางมาเที่ยวชมกันบ้างแล้ว กลุ่มอาคารเรื่องกระจกนี้ประกอบไปด้วย เรือนกระจกไม้ป่าดิบชื้น เรือนพืชทนแล้ง และเรือนกระจกขนาดกลางแสดงพืชทั่วไป

พันธุ์ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่รวบรวมกล้วยไม้ต่างสายพันธุ์ไว้ได้มากที่สุดแห่งหนึ่ง และสำหรับชาวฮิปสเตอร์ ไม่ควรพลาดเรือนแคคตัส ซึ่งเกือบทุกคนจะถามเป็นเสียงเดียวกันว่าซื้อกลับบ้านได้ไหม

โดยรวมแล้วการมาเข้าชม คาโนปี วอล์กเวย์ ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ นั้นจัดว่าเป็นการเที่ยวแบบสบายๆ แม้ในยามฤดูร้อนแต่บนยอดเขาก็ยังมีลมพัดเย็นเสมอ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะเด็กๆ จะรู้สึกสนุกกับการเดินบนเส้นทางลอยฟ้านี้มากที่สุด

กินเที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์เกาหลี Trendy Gourmets Culture

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 14:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/554653

กินเที่ยวเก๋ไก๋ สไตล์เกาหลี Trendy Gourmets Culture

คุณไปเที่ยวกรุงโซลมาครั้งล่าสุดเมื่อไร? แล้วรู้จักสถานที่เช็กอินแห่งใหม่ของวัยรุ่นเกาหลีหรือยัง?

…ที่นั่นมีชื่อว่า “ซออุลโล 7017” (Seoulro 7017)

ซออุลโล 7017 เป็นสวนพฤกษศาสตร์กลางเมือง บนทางเดือนลอยฟ้า หน้าสถานีรถไฟ “โซล สเตชั่น” (Seoul Station)

ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ที่คนไปเที่ยวกรุงโซลจะต้องไปเช็กอิน เพราะที่นั่นน่าจะเป็นสวนลอยฟ้ากลางเมืองแห่งเดียวของโลก

เดิมทีเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเป็นสวนลอยฟ้าอย่างทุกวันนี้หรอก แต่สร้างทางยกระดับขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ต่อมาภายหลังระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ปัญหาจราจรก็เบาบางลงได้บ้าง ประกอบกับทางยกระดับเริ่มเสื่อมโทรมลง รัฐบาลท้องถิ่นก็มีแผนจะรื้อถอนออก แต่ด้วยแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเปลี่ยนแผนมาสร้างพื้นที่สีเขียวกลางเมืองแทน เพื่อปรับทัศนียภาพและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นโครงการบูรณะและปรับเปลี่ยนทางยกระดับเก่าๆ ให้กลายเป็นสวนลอยฟ้าความยาวเกือบ 1 กม.อย่างทุกวันนี้

ชื่อ ซออุลโล 7017 เกิดขึ้นจากการผสมคำว่า “ซออุล” หรือ “โซล” (ชาวต่างชาติออกเสียงคำว่าซออุลไม่ได้ จึงออกเสียว่า โซล แทน) กับคำว่า “โล” หรือ “โร” ที่เป็นการเล่นคำเกาหลี อันหมายถึง “ทางเดิน” บวกกับเลข “70” คือปี “ค.ศ. ​1970” ที่ทางยกระดับเดิมสร้างเสร็จ และเลข “17” คือปี “ค.ศ. 2017” ที่ทางยกระดับเก่าๆ ถูกคืนชีพให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ลอยฟ้า กลางเมืองหลวง

เส้นทางเดินนี้ถือได้ว่าเป็นเส้นทางที่น่าเดินและสะดวกมาก เพราะนอกจากจะเชื่อมต่อกับสถานี โซลสเตชั่นแล้ว ยังเชื่อมไปถึงตลาดนัมแดมุน ตลาดเมียงดง และทางไปภูเขานัมซานได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางเดินลอยฟ้าแห่งนี้ยังเชื่อมต่อกับอาคารและร้านค้าที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ และเอาต​์เลตขายสินค้าแบรนด์ต่างๆ อีกด้วย

ถัดจากสวนพฤกษศาสตร์ลอยฟ้า ก็ไปต่อกันที่ย่านฮงแด (Hongdae) แหล่งรวมของวัยรุ่นและฮิปสเตอร์เกาหลี

ถ้าหากใครอยากไปเห็นบรรยากาศที่มีสีสันที่สุดของย่านฮงแด ก็ควรไปถึงที่นั่น ในช่วงเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ หลัง 11 โมงเช้าเป็นต้นไป รับรองว่าจะได้เพลินตาเพลินใจอย่างแน่นอน เพราะร้านค้าแถวนั้นจะนำสินค้าทันสมัยที่อัพเดทตามสไตล์วัยรุ่นเกาหลีมาวางจำหน่ายแข่งกัน แถมร้านอาหาร ร้านกาแฟ ก็ตกแต่งแบบไม่ธรรมดากันเช่นกัน

บริเวณลานกิจกรรม และบางซอกบางมุมของถนน ก็จะเห็นกลุ่มแก๊งเด็กวัยรุ่นมาเปิดการแสดง มีการติดตั้งเครื่องเสียง มีเครื่องดนตรี และมีอุปกรณ์การแสดงเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว โดยเด็กๆ เหล่านั้นเขามีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนฝีมือ และความกล้าแสดงออก ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เลยทีเดียว

และถ้าขึ้นชื่อว่าเกาหลีใต้ ก็จะต้องมีความสร้างสรรค์ในทุกด้าน ดังนั้น ความเก๋ไก๋ จึงไม่ได้มีแค่ในการแสดงและแหล่งช็อปปิ้ง แต่ยังพบเห็นได้ในทุกสถานที่และทุกกิจกรรมการท่องเที่ยว ไม่เว้นแม้แต่…ถ้ำ!!!

ถ้ำควางมยอง (Gwangmyeong cave) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสร้างสรรค์ โดยมีพื้นฐานการคิดมาจาก “Rethink – reuse-recycle” เพราะถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงานรีไซเคิลขยะ และถ้ำนี้ก็เคยถูกปล่อยทิ้งร้างให้เปล่าประโยชน์มานาน ก่อนที่จะถูกนำกลับมาสร้างประโยชน์ใหม่ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างทุกวันนี้

ถ้ำควางมยอง เกิดจากการขุดอุโมงค์ลงใต้ดินเพื่อทำเหมืองแร่ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910-1945 ช่วงหนึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจของญี่ปุ่น จึงมีการบอกเล่ากันว่ากองทัพญี่ปุ่นขนทองคำหลายตันไปจากถ้ำนี้ ภายหลังปี ค.ศ. 1945 เหมืองแร่ปิดตัวลง ที่นี่ก็ถูกทิ้งให้เปล่าประโยชน์ จนมีแผนปรับปรุงให้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวและเปิดบริการได้ในปี ค.ศ. 2011

แม้จะความน่าสนใจและมีความโดดเด่นทางด้านประวัติศาสตร์ แต่นักท่องเที่ยวที่มาถ้ำแห่งนี้ มักจะมาแสวงหาความเพลิดเพลินเสียมากกว่า เพราะภายในถ้ำไม่ได้จัดแสดงเป็นนิทรรศการที่ซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย หรือสามารถคาดเดาได้ง่าย แต่ภายในถ้ำกวางเมียง มีการจัดแสดงแสง สี เสียง อย่างสร้างสรรค์และตระการตาเป็นอย่างมาก

พื้นที่ด้านใน มีทั้งนิทรรศการ ประติมากรรม อควาเรียม อุโมงค์แห่งแสง และที่เก๋ไก๋ที่สุดคือมีร้านอาหารในถ้ำ ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ใช้ผักที่ปลูกในถ้ำ และมีห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในถ้ำแห่งนี้อีกด้วย

คนเกาหลีชอบมาที่ถ้ำนี้กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าร้อน เพราะภายในถ้ำแห่งนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 12 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี

อันที่จริงแล้ว ถ้ำควางมยองมีความยาวถึง 7.8 กม.เลยทีเดียว แถมยังลึกลงไปใต้ดินอีกหลายร้อยเมตรอีกต่างหาก แต่พื้นที่ส่วนปลายถ้ำจมอยู่ใต้น้ำ ประกอบกับอากาศที่เบาบาง ดังนั้น จึงเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้แค่ช่วง 2 กม.แรกเท่านั้น แม้ว่าจะฟังดูเหมือนเป็นระยะทางสั้นๆ แต่ถ้าได้ไปเดินเที่ยวจริงๆ แล้ว จะรู้สึกว่าระยะเวลา 1 วัน อาจจะยังไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำกับการเดินเที่ยวให้จุใจ

สิ่งที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งของการที่ได้ไปเที่ยวถ้ำนี้ คือ การที่เขาสามารถสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างเนี้ยบเนียน เพราะการสาธิตการปลูกพืชในถ้ำ ก็สื่อให้เห็นว่าไม่มีอากาศเสียหรือสารพิษตกค้างอยู่ในเหมืองเก่าแห่งนี้ และยิ่งไปกว่านั้นการนำปลาแม่น้ำมาเลี้ยงในถ้ำนี้ ก็สื่อให้เห็นว่าทั้งอากาศและน้ำในถ้ำยังบริสุทธิ์และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ออกจากถ้ำกวางเมียงมาอีกประมาณ 3-4 กม. ก็มีร้านอาหารยอดนิยมชื่อ “산촌신쭈꾸미” (ป้ายชื่อร้านมีแต่ภาษาเกาหลีเท่านั้น) ซึ่งคนเกาหลีจะต้องแวะไปรับประทาน หากไปได้ไปแถวนั้น ถึงแม้ว่าจะตั้งอยู่โดดเดี่ยวบริเวณตีนเขา แถมค่อนข้างห่างไกลจากชุมชน แต่คนจำนวนมากก็ยังดั้นด้นกันไป จนร้านดูแน่นขนัดแทบทุกวัน เพราะว่าร้านนี้เขามีเมนูเด็ด คือ แพนเค้กที่ทำจากลูกโอ๊ก และปลาหมึกผัดน้ำพริกเกาหลีรสเด็ด

เชื่อว่าหลายคนจะไม่เคยทราบ และไม่เคยเห็นด้วยซ้ำไป ว่าต้นโอ๊กหน้าตาเป็นอย่างไร และผลของต้นโอ๊กนำมารับประทานได้ด้วยหรือ? ซึ่งก็คงไม่แปลกสำหรับคนไทย เพราะต้นโอ๊กไม่ได้เป็นไม้ที่เติบโตได้ในเมืองไทย แต่ถ้าใครเคยดูการ์ตูนฝรั่ง ก็อาจจะเคยเห็นภาพกระรอกชอบถือถั่วเม็ดใหญ่ๆ หน้าตาคล้ายเกาลัด ซึ่งนั่นแหละคือผลของต้นโอ๊ก

ลูกโอ๊ก ถูกนำมาบดเป็นแป้งและทำเป็นแพนเค้กสีน้ำตาลอ่อน รสชาติก็ไม่ได้จืดๆ เหมือนธัญพืชทั่วไป แต่จะมีกลิ่นเฉพาะตัว และถือว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง เพราะมีกรดที่ช่วยล้างโลหะหนักออกจากร่างกาย รวมทั้งบำรุงลำไส้และกระเพาะอาหาร

นอกจากแป้งจากลูกโอ๊กจะนำมาทำเป็นแพนเค้กแล้ว ยังสามารถทำเป็นอาหารคล้ายวุ้น ที่เรียกว่า “โดโทรีมุก” (Dotori-muk) ซึ่งก็อาจจะไปทำเป็นยำ หรือใส่มาในน้ำซุปเย็น เพื่อรับประทานเป็นเครื่องเคียงก็ได้ เหมาะกับการรับประทานในช่วงหน้าร้อน

ครั้งต่อไป ถ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวเกาหลีใต้ช่วงหน้าร้อน แนะนำว่าคุณควรแวะไปสัมผัสอากาศเย็นสบายที่ถ้ำควางมยอง จากนั้นก็แวะไปกินโดโทรีมุกในน้ำซุปเย็นๆ ที่ร้าน “산촌신쭈꾸미” และจะให้ดีกว่านั้น ควรหาโอกาสแวะไปนั่งกิน ชีแม็ค (ChiMaek) ที่ริมแม่น้ำฮันตอนเย็นๆ ด้วย เพื่อจะได้สัมผัสความเป็นเกาหลีได้หลากหลายขึ้น

ถ้าคุณไปกรุงโซลหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยไปเดินเล่นริมแม่น้ำฮันเลยสักครั้ง ถือว่าคุณไปไม่ถึงโซล เพราะริมแม่น้ำฮันมีทุกสีสันและความสนุกสนานในแบบฉบับเกาหลี พูดง่ายๆ ว่าถ้าคู่รักเกาหลีอยากได้บรรยากาศโรแมนติกก็จะไปริมแม่น้ำฮัน ถ้าครอบครัวอยากไปปิกนิกแบบสบายๆ ก็จะไปริมแม่น้ำฮาน ถ้าวัยรุ่นนัดกันไปเล่นกีฬาหรือซ้อมกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ก็จะไปที่แม่น้ำฮัน, หรือแม้แต่ใครอกหัก ก็ยังแอบไปเดินเล่นเหงาๆ ริมแม่น้ำฮัน

ส่วนนักท่องเที่ยวที่อยากล่องเรือชมบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำ รับประทานอาหารบนเรือไปด้วย ชมการแสดงไปด้วย ก็มีเรือพาเที่ยวขนาดใหญ่ไว้บริการอยู่หลายแห่งด้วยกัน หรือจะเช่าจักรยานปั่นเล่นกินลมชมวิว ก็มีไว้บริการเช่นกัน

แต่ไม่ว่ากิจกรรมจะแตกต่างกันอย่างไร คนเกาหลีส่วนใหญ่มักลงเอยด้วยการทำสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน นั่นก็คือการโทรสั่งอาหารมารับประทานที่ริมแม่น้ำฮัน และเมนูยอดฮิตสำหรับคนเกาหลีก็คือชีแม็คนั่นเอง

ชีแม็ค เป็นคำผสมที่ระหว่างคำว่า “ชี (Chi)” ที่ย่อมาจาก ชิคเค่น (Chiken) ที่แปลว่า ไก่ ส่วนคำว่า “แม็ค (Meak)” เป็นคำย่อของ แม็คจู (Meakjoo) ที่แปลว่า “เบียร์” ในภาษาเกาหลี ดังนั้น ชีแม็คจึงหมายถึงไก่ทอดกับเบียร์นั่นเอง แม้ว่าจะฟังดูธรรมดาๆ แต่สิ่งนี้เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของเกาหลีไปแล้ว

และชีแม็คก็ไม่ได้เป็นที่นิยมแค่ในเกาหลีเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงประเทศจีนอีกด้วย อันเป็นผลมาจากซีรี่ส์เกาหลีนั่นเอง

ในประเทศไทยเราก็มีการนำเอาชีแม็คเข้ามาขายด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากวัฒนธรรมไทยไม่ส่งเสริมการดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ทำให้ร้านชีแม็คที่เข้ามาในไทย เน้นขายเฉพาะไก่ทอดสูตรเกาหลีเท่านั้น ถ้าใครอยากลองแบบต้นฉบับก็แนะนำให้ไปลองชิมเองที่เกาหลีใต้ และจะให้ได้ทั้งรสชาติและบรรยากาศ ก็ต้องไปนั่งรับประทานที่ริมแม่น้ำฮันเท่านั้น

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00 น. ทางไทยรัฐทีวี