ร้านกาแฟญี่ปุ่นแบรนด์ดั้งเดิม ดิ ยูซีซี โอเรียนทอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 16:39 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556849

ร้านกาแฟญี่ปุ่นแบรนด์ดั้งเดิม ดิ ยูซีซี โอเรียนทอล

เรื่อง  ปอย ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

รุ่นใหญ่วัยเก๋าเคยถูกเรียกขานว่า “เด็กสยาม” ต้องมีร้านนี้อยู่ในดวงใจแน่นอน “ยูซีซี” (UCC) แต่เมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยนไป ก็ต้องเปลี่ยนสถานที่นัดพบกันใหม่อีกครั้ง จากสยามเซ็นเตอร์มาเจอกันใหม่อีกครั้งที่ร้านโฉมใหม่ ซึ่งคงใช้ชื่อที่โด่งดังเมื่อหลายสิบปีก่อน คราวหน้าคราวหลังมีนัดกัน ก็กลายเป็นว่าต้องมาเจอกันที่ “ดิ ยูซีซี โอเรียนทอล (The UCC Oriental)” คาเฟ่กึ่งร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น โลเกชั่นเดินทางสะดวกอยู่ที่ศูนย์การค้าเกตเวย์เอกมัย ร้านอยู่หน้าทางเข้าชั้นเดียวกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า

ร้านใหม่ใหญ่และกว้างขวาง มีที่นั่ง 2 ชั้น บรรยากาศในร้านและเฟอร์นิเจอร์ใช้สีน้ำตาลเป็นหลัก ตกแต่งหรูหราผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นกับยุโรป เพิ่มความคลาสสิกด้วยโคมไฟห้อยระย้า นั่งจิบกาแฟ กินอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ สุดแสนจะสบาย เป็นการสร้างบรรยากาศของร้านเช่นเดียวกับรสอาหารที่เน้นสไตล์ Yoshoku หรืออาหารแนวฟิวชั่นญี่ปุ่นผสานกับอาหารฝั่งตะวันตก เช่น เมนูสปาเกตตีให้เลือกหลายสิบอย่างและไม่ทิ้งรสชาติความอร่อยแบบอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม ข้าวห่อไข่ในสไตล์ของจังหวัดโกเบ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของร้านนี้ก็มีให้สั่ง หรือข้าวแกงกะหรี่แบบต่างๆ นอกเหนือไปจากอาหารแล้ว มีเมนูขนมรวมไปถึงเครื่องดื่มกาแฟแบรนด์ยูซีซี ก็มีให้เลือกสั่งครบและหลากหลาย ทั้งชา น้ำผลไม้ ตามรูปแบบของคาเฟ่จากแดนอาทิตย์อุทัย

เมนูอาหารของร้านนี้เน้นอาหารจานเดียว จากคนที่วัยเคยใสๆ เมื่อก่อน ถ้าใครได้มาเดินสยามเซ็นเตอร์ ก็คงไม่พลาดสั่งข้าวผัดอเมริกันโปะไข่ดาวที่มีน่องไก่ชิ้นโต หรือแม้แต่ข้าวผัดกะเพราเนื้อยังมีให้อร่อยแบบไทยแท้ แต่วันนี้เมื่อกลายมาเป็นเดอะ ยูซีซี โอเรียนทอล ซึ่งมีการปรับทั้งโฉมใหม่ของร้าน และปรับเมนูใหม่ทั้งหมด ให้เป็นรูปแบบโยโชกุเด่นชัดขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบเจแปนทาวน์ของศูนย์การค้าเกตเวย์

ข้าวผัดอเมริกัน ข้าวผัดกะเพราเนื้อ มาถึงวันนี้ที่ยูซีซีไม่มีให้สั่งแล้ว แต่ก็ยังมีความอร่อยเผ็ดจัดจ้านแบบไทยที่คงมีให้สั่งกันอีก 1 เมนู ก็คือ ยำวุ้นเส้น มีที่มาจากเชฟญี่ปุ่นซึ่งทำหน้าที่ครีเอทเมนูใหม่ ซักถามพนักงานที่ก็เป็นคนเก่าคนแก่ติดมาจากร้านเดิมว่าเมนูไหนอร่อย ขายดี คนชอบกินที่สุด คำตอบก็คือยำวุ้นเส้น ที่ ดิ ยูซีซี โอเรียนทอล จึงมีเมนูอาหารไทยแซ่บๆ จานนี้หลงติดมาด้วย

เมนูสปาเกตตีวาฟุใส่ไข่ ได้กลิ่นหอมของกระทะไหม้ที่กลายมาเป็นเสน่ห์อาหารผัดเส้นจานนี้ อาหารราคาหลัก 200 กว่าบาท มาในจานโตๆ ให้ได้แชร์ความอร่อยตามประสาคนไทยที่กินไม่เยอะ อีกจานที่แนะนำ Yoshoku Spa-Napolitan with Egg จานนี้ราคา 250 บาท เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่ม นำไปผัดกับซอสมะเขือเทศ ชีส และเบคอน เสิร์ฟมาพร้อมกับไข่ออนเซ็น เวลากินโรยชีสเพิ่มอีกสักนิด พริกไทยดำอีกสักหน่อยก็ได้ความอร่อยแบบลงตัวที่สุด หรือข้าวญี่ปุ่นผัดเนยหอมมาก เสิร์ฟพร้อมหมูชุบแป้งทอดแต่งด้วยฮารุมากิผักสด

มานั่งร้านกาแฟสไตล์ญี่ปุ่นแบรนด์ดั้งเดิม ที่นี่ใช้เครื่องชงไซฟ่อน กรรมวิธีการชงการแฟแบบสุญญากาศ ได้รสชาติกาแฟสดกลมกล่อม Iced Coffee แก้วละ 85 บาท กาแฟมีให้เลือกตามใจชอบหลายสายพันธุ์น่าจะถูกใจคอกาแฟ เบลนด์สูตรพะยี่ห้อยูซีซี ให้ได้กลิ่นหอมรสกลมกล่อมถูกใจ ใครชอบจิบกาแฟรสไม่เข้มข้นนักแบบไซฟ่อน แวะไปได้อีกร้านของแบรนด์ยูซีซีอยู่ที่พารากอน ชั้น 3 ในโซนร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ เป็นมุมกาแฟเล็กๆ ไม่มีอาหารปรุงจากครัวร้อน มีเพียงเครื่องดื่มกาแฟ ชา ขนม หรือแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ ให้หนอนหนังสือได้นั่งชิล

ของหวานทีเด็ดกินกับกาแฟ พุดดิ้งโกเบ นุ่มๆ เด้งดึ๋งหวานๆ อร่อยตบท้าย เป็นอีกร้านในกรุงเทพฯ ที่มีประวัติยาวนาน บรรยากาศน่านั่ง ผู้หญิงญี่ปุ่นมานั่งเมาท์กันมุ้งมิ้ง สั่งกาแฟคนละแก้ว นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นก็มานั่งคุยงานกัน ส่วนคนไทยมีกลุ่มเพื่อนๆ และครอบครัวพ่อแม่ลูกจับจองกันหลายโต๊ะ ที่ดูๆ แล้วก็น่าจะเคยคุ้นกับร้านอบอุ่นแห่งนี้กันดีเชียว

ดิ ยูซีซี โอเรียนทอล ศูนย์การค้าเกตเวย์เอกมัย โทร. 02-108-2853 เปิดบริการทุกวันเวลา 10.00 – 22.00 น.

อบ อบ อร่อย Warm Cheese Crumb

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 16:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556845

อบ อบ อร่อย Warm Cheese Crumb

เรื่อง สีวลี ตรีวิสวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อบ อบ อร่อยในส่วนของขนมนั้น ไม่อยากให้มีกรรมวิธีในการปรุงที่ยุ่งยากจนเกินไปเพราะอยากจะให้เป็นการอบไม่กี่นาทีแล้วได้รับประทานขนมนั้นแบบอุ่นๆ อร่อยจากการปรุงแบบ “อบ อบ” เพราะถ้ายุ่งยากและใช้เวลาในการอบนาน ขนมนั้นควรจะอยู่ในหมวดหมู่ของ Bakery ต้องใช้ Skill มากขึ้นและทำให้ความสนุกแบบ “อบ อบ อร่อย” ของเราน้อยลงไป

ขนมในอบ อบ อร่อย ฉบับนี้ อยากแนะนำเป็น Souffle แบบง่ายๆ ที่สุดแต่ได้รสชาติที่อร่อยเชื่อถือได้ ที่สำคัญใช้เวลาอบไม่เกิน 10 นาที ได้ขนมรสชาติแจ่มๆ จนเกือบรู้สึกไปว่ามาจากร้านขนมชั้นเลิศ รับประทานตอนออกจากเตาอบใหม่ๆ รสชาติคล้ายๆ กับชีสเค้กอุ่นๆ ผู้เขียนเลือกเอาแครกเกอร์กรอบๆ เพื่อให้เกิดเนื้อสัมผัสที่แตกต่างใส่ลงด้านล่างและโรยด้านบนอบไปพร้อมกัน เพื่อให้ได้ความกรุบๆ ทุกคำที่รับประทาน

ส่วนผสมของชีสครัมบ์สูตรนี้ผู้เขียนไม่ได้ไปดูสูตรมาจากที่ไหน เกิดจากการทดลองทำเองจะเรียกว่า “มั่วแบบมีหลักการ” เพราะได้ไปกินขนมชีสคัพจากร้านหนึ่ง พอกินแล้วเกิด “ปิ๊ง” ไอเดียในการทำขึ้นมาจากสูตรต่างๆ ที่เคยลองผิดลองถูก ทดลองเอาสูตรพื้นฐาน Souffle ขึ้นมาแล้วจัดการใส่ปริมาณลงไป ลองทำสูตรแล้วสูตรเล่า จนได้เนื้อสัมผัสที่พอใจ

เลือก Graham Cracker Crust มาใช้เป็นส่วน Crumb ที่กรอบๆ เลือกเอาคุกกี้และแครกเกอร์ที่ชอบ เช่น พวกคุกกี้เนย อาร์เซนอล ผสมกับขนมปังบุหรี่ ขนมปังเอบีซี หรือจะเป็นคุกกี้เนยแบบ Short Bread ก็ได้รสชาติหวานๆ หอมๆ เรียกว่า ยิ่งคุกกี้มีส่วนผสมเนยเยอะก็จะยิ่งหอมมัน แต่ถ้าชอบแบบไม่เลี่ยนมาก แนะนำให้เลือกใช้เป็นแครกเกอร์จืดๆ ก็จะได้รสชาติที่ไม่หวานเลี่ยนมาก ส่วนผู้เขียนขอพบกันครึ่งทาง มักจะผสมแครกเกอร์แบบจืดกับคุกกี้แบบหวานผสมกันไปเลยจะได้หอมหวาน ผสมกับเนยละลายและน้ำตาลอีกนิดหน่อย ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาลละลายเพราะจะได้กรุบๆ ขึ้นและกลิ่นหอมเวลากลายเป็นคาราเมล รอให้เย็นสนิทจะได้ส่วน Crumb กรอบๆ

ส่วนของ Cheese เลือกใช้เป็นครีมชีสผสมกับ Pastry Cream ที่กวนขึ้นมาจากแป้งข้าวโพดและแป้งอเนกประสงค์ และเพื่อให้เกิดการเบาฟูใช้วิธีที่คุ้นเคยของ Souffle โดยใช้โฟมของไข่ขาวเป็นตัวช่วยให้ชีสของเรานุ่มฟูขึ้น ต้องใช้ความชำนาญนิดนึงในการตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟูตั้งยอดสักหน่อย ถึงจะได้ขนมที่ฟูน่ากิน

บ้านไหนไม่มีเตาอบไม่ต้องกังวลเพราะสูตรนี้สามารถใช้หม้ออบลมร้อน หรือฝาอบลมร้อนในการอบให้ขึ้นฟูได้ แต่ไม่ต้องตั้งอุณหภูมิให้สูงเท่าเตาอบใหญ่ ตั้งถ้วยให้อยู่ห่างจากฝาอบสักหน่อย ให้ผลใกล้เคียงเตาอบใหญ่ แต่เตาติ๊งอาจมีปัญหานิดหน่อย เพราะเตาติ๊งมีระยะห่างจากไฟบนน้อยไปนิด จะมีผลให้หน้าไหม้ไปเสียก่อน

Warm Cheese Crumb เหมาะสำหรับทำแล้วกินเลย เก็บไว้จะไม่อร่อย เพราะไข่ขาวจะแฟบลงไปไม่ให้ความเบาฟูเท่ากับเวลาที่ออกมาจากเตาอบใหม่ๆ รอให้สมาชิกพร้อมหน้าแล้วค่อยตะล่อมไข่ขาวแล้วอบ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีก็ได้กินขนมแล้ว เทคนิคความเร็วอยู่ที่การเลือกภาชนะอบด้วย อย่าใช้ภาชนะก้นลึกไป เพราะจะสุกช้า กะให้สูงสัก 3-6 ซม. จะอร่อยที่สุด 

Warm Cheese Crumb

ส่วนผสม Crumb (สำ หรับ 3-4 ที่)

แครกเกอร์ชนิดที่ชอบหรือคุกกี้เนย

บดหยาบๆ 1 ถ้วย

เนยจืดละลาย 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

• เทเนยละลายลงในคุกกี้ คนผสมกับน้ำตาลทรายและเกลือป่น

• ตักใส่ภาชนะอบทนไฟ ชามละประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

• อบในเตาอบที่อุ่นไว้ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 5 นาทีหรือจนเป็นสีเหลืองทอง

• รองใส่ส่วนก้นพิมพ์ และใช้สำหรับโรยลงบนด้านบนของส่วนชีส

ส่วนผสมครีมชีส

ครีมชีส 1 ก้อน

น้ำตาลไอซิ่ง 1 ส่วน 4 ถ้วย

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 1 2 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

นมจืด 200 มล.

ไข่แดง 2 ฟอง

ไข่ขาว 4 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 2 1/4 ถ้วย

วิธีทำ

• บี้เนยจืดกับแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันจนเนียน อุ่นนมให้เดือดเบาๆ แบ่งนมส่วนหนึ่งมาผสมกับแป้งที่บี้ไว้ คนให้เข้ากัน เติมส่วนผสมทั้งหมดกลับลงไป คนต่อในหม้อให้เดือดเบาๆ ส่วนผสมจะข้นขึ้น ยกลงมาพักให้เย็นสนิท

• ตีครีมชีสให้นุ่ม เติมน้ำตาลไอซิ่งลงไป ตีให้เบาฟู เติมส่วนผสมแป้งที่เย็นแล้วตีให้เข้ากัน

• เติมไข่แดงลงไป คนผสมให้เข้ากัน

• ตีไข่ขาวให้เป็นฟอง เติมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อย ตีต่อไปให้ขึ้นฟู

• ตะล่อมไข่ขาวลงในส่วนผสมไข่แดง

• ตักใส่ถ้วยที่มีแครกเกอร์ที่อบแล้ว อบในเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส อบประมาณ 8-10 นาทีหรือขึ้นกับขนาดพิมพ์

อากาศดี อารมณ์ดี ‘สกาดดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 17:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556246

อากาศดี อารมณ์ดี ‘สกาดดี’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

คนน่านรู้จัก “ตำบลสกาด” จากใบเมี่ยง แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ แค่ชื่อก็ไม่เคยได้ยิน

ต.สกาด อยู่ใน อ.ปัว จ.น่าน เป็นดินแดนบนยอดเขา ถิ่นชาวลั๊วะ ผู้มีอาชีพขายใบเมี่ยงมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่กลับไปพัฒนาบ้านเกิดทั้งในแง่เกษตร อาชีพ และการท่องเที่ยว

คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีคือ ชัยยินดิ์ สุมทุม เจ้าของ สกาดดี โฮมสเตย์ วัย 33 ปี ที่ได้ลาออกจากอาชีพครูโรงเรียนเอกชนกลับบ้านมาเปิดโฮมสเตย์ และจัดสรรกิจกรรมท่องเที่ยวโดยไม่เปลี่ยนแปลงชุมชน เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา

“โฮมสเตย์ตรงนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ แต่ผมเป็นคนที่ชอบประดิษฐ์ ชอบออกแบบ เลยเล่นใหญ่ไปถึงการสร้างบ้าน ปรากฏว่ามีเพื่อนมาพักเยอะ เวลาใครมาก็จะกดเช็กอินที่สกาดดี โฮมสเตย์ ซึ่งเป็นชื่อที่ผมตั้งมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว โดยลักษณะคนที่มาพักจะเป็นลูกบ้านมากกว่าลูกค้า และมีผมเป็นเจ้าบ้านพาไปเดินป่า ขึ้นเขา

ประกอบกับน้องชาย “จักษ์” ปลูกกาแฟและมีชื่อเสียงในวงการกาแฟน่านอยู่แล้ว เราเลยเปิดเป็นเส้นทางกาแฟให้คอกาแฟเดินป่าตามหาต้นกาแฟและดริปกาแฟกลางป่า ซึ่งคนที่เข้ามาจะเป็นคนลุยๆ อยู่กับธรรมชาติได้อยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่ต้องการโรงแรม แต่ต้องการแค่ที่พักที่สะอาดและปลอดภัย”

บ้านของชัยยินดิ์รับนักท่องเที่ยวได้ 3 ห้อง และเขาได้ต่อเติมห้องพักเล็กๆ อีก 1 ห้อง ด้วยน้ำพักน้ำแรงและเงินทุนหลักหมื่นของตัวเอง

“ผมจะเน้นเรื่องการท่องเที่ยวมากกว่า” เขากล่าวต่อ

“เพราะผมเองเป็นคนชอบเดินป่า ตื่นเช้ามาผมจะพาเดินไปตามถนนเส้นเล็กๆ ในหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลครึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผมและชาวบ้านทุกคนใช้เป็นปกติ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวเขาชอบเรียกว่าที่นี่ยังดิบอยู่ เพราะสองข้างทางเป็นจุดชมวิวได้หมด

เห็นต้นไม้ใบหญ้าตลอด และไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง เพราะคนที่นี่น่ารักมาก เขาจะเห็นเราเป็นญาติเป็นลูกเหมือนอย่างที่ผมรู้สึก แต่สำหรับใครที่ไม่อยากทำอะไรก็สามารถอยู่บ้านเฉยๆ ได้เพราะบ้านสกาดของเราอากาศดีตลอดปี เวลาใครมาก็ชอบอยู่นิ่งดื่มด่ำบรรยากาศไปเรื่อยๆ”

สำหรับเส้นทางท่องเที่ยวแบ่งเป็น3 เส้นทาง เส้นทางแรกคือ ทริปกาแฟ โดยเขายกให้เป็นความรับผิดชอบของน้องชายที่ปลูกและทำกาแฟขาย เขาเล่าว่า เป็นทริปที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อพูดถึงทริปกาแฟบางคนอาจนึกถึงแค่การขึ้นไปจิบกาแฟบนดอย แต่ที่สกาดมันมากกว่าจินตนาการ เพราะบนไร่กาแฟเป็นจุดที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นดอยภูคาฝั่งตรงข้าม และรอบตัวจะถูกล้อมด้วยไร่กาแฟและภูเขา ทุกอย่างจะผสมปนกันเป็นอีกโลกหนึ่งที่คอกาแฟหลงรัก

ไร่กาแฟจักษ์กะพัฒน์ อยู่ห่างจากสกาดดี โฮมสเตย์ ประมาณ 4 กม. ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อขับขึ้นไป โดยจะใช้เวลาบนไร่กาแฟ 2-3 ชั่วโมง ในการศึกษากระบวนการต่างๆ ของกาแฟ ดริปกาแฟ และจิบกาแฟ

“ถ้าไปในช่วงฤดูเก็บผลแดงหรือเชอร์รี่ประมาณเดือน ธ.ค.-ก.พ. จะเป็นช่วงที่น่าเที่ยวมาก โดยเฉพาะหลังปีใหม่เป็นต้นไป เพราะไม่ต้องไปแย่งกับใครและอากาศจะหนาวแบบไม่มีฝน”

อีก 2 เส้นทางคือ ทริปขึ้นเขาลงห้วย นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วย หากขึ้นเขา ชัยยินดิ์ จะพาไปเดินป่าพิชิตยอดดอยภูหวดที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,427 เมตร

“ดอยภูหวดเป็นดอยที่สวยมาก มียอดแหลมเหมือนหวดข้าว สมัยก่อนตอนที่ผมเป็นเด็กๆ ยอดดอยจะโล้นเตียนหมดเพราะชาวบ้านปลูกข้าวไร่และข้าวโพดกันมานานหลายชั่วอายุคน แต่ช่วงหลังๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพราะมีการปลูกต้นสน และเมื่อไม่มีการทำไร่ทำให้ต้นไม้กลับมาปกคลุม

ตอนนี้เส้นทางเดินป่าจึงกลายเป็นป่าทึบหนา คนที่เดินก็จะเจอกับทาก กับแมลง เป็นเรื่องปกติ ด้านบนจะมีพืชท้องถิ่นให้เห็นอย่างต้นเกาลัดไทย หรือที่ท้องถิ่นเรียกว่า มะก่อ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่รักษาน้ำใต้ดินไว้ และคอยรักษาต้นน้ำด้านบนไว้ด้วย มันเลยเป็นเส้นทางที่ไม่ร้อนแต่เหนื่อยแน่ ใช้เวลาไปและกลับประมาณ 5 ชั่วโมง เหมาะแก่การเดินขึ้นไปกินข้าวเที่ยงข้างบนและดริปกาแฟดื่มยามบ่าย ก่อนจะเดินลงกลับมาพักที่บ้าน”

สำหรับทริปลงห้วยจะเดินป่าไปเจอน้ำตก แม่น้ำปัว (แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชาว อ.ปัว) และแม่น้ำกอน (แม่น้ำที่เลี้ยงชาวเชียงกลาง) และจะได้เรียนรู้ป่า กินอาหารกลางวันกลางป่า ดูการจับปลาด้วยแหติดปลายไม้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า มอง จากฝีมือนายพรานตัวจริง

ต.สกาด มีประชากรร้อยละ 70 เป็นชาวลั๊วะ อีกส่วนหนึ่งเป็นคนพื้นเมือง ส่วนชัยยินดิ์เป็นลูกครึ่ง เพราะคุณตาเป็นคนลั๊วะ ส่วนคุณยายเป็นคนเมือง ซึ่งแม้ว่าเขาจะไปทำงานที่อื่นนาน 7 ปี แต่ทั้งชีวิตของหนุ่มวัย 33 ปี ก็รู้จักสกาดเป็นอย่างดี โดยทุกครั้งที่มีนักท่องเที่ยวมา เขาจะเล่าถึงประวัติศาสตร์ของใบเมี่ยง ซึ่งเป็นสินค้าการเกษตรที่คนน่านรู้จัก แต่ไม่ใช่กับนักท่องเที่ยว

“ประวัติศาสตร์ของใบเมี่ยงถูกบันทึกไว้ในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ข้างๆ ภาพกระซิบรักจะมีภาพบรรพบุรุษของคนลั๊วะอยู่ เป็นภาพที่วาดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมการเคี้ยวเมี่ยงของคนภาคเหนือมีมาเป็นร้อยๆ ปี” เขาชี้ให้ดูลายสกรีนบนเสื้อยืดที่คัดลอกลายมาจากวัดภูมินทร์

ใน ต.สกาด มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1.5 แสนไร่ โดยมีประมาณ 1 แสนไร่ เป็นพื้นที่เขาหัวโล้นที่ชาวบ้านใช้ทำไร่ข้าวโพด แต่พื้นที่ที่เหลือนั้นเป็นป่าและปลูกเมี่ยง

“ถามว่าทราบได้อย่างไรว่าคนในภาพเป็นคนลั๊วะ เป็นเพราะว่าในน่านมีชาติพันธุ์อยู่ 14 ชาติพันธุ์ ทุกชาติพันธุ์มีวัฒนธรรมการทอผ้า ยกเว้นคนลั๊วะ แต่คนลั๊วะจะใช้การแลกเปลี่ยนด้วยเมี่ยงเพื่อได้เสื้อผ้ามา นอกจากนี้ชาติพันธุ์อื่นๆ จะมีที่มาว่าอพยพมาจากดินแดนอื่นใด แต่คนลั๊วะนั้นเรียกได้ว่าเป็นคนป่าซึ่งก็ไม่น่าน้อยใจ เพราะนั่นหมายความว่าเราเป็นคนที่นี่หรือคนถิ่นนั่นเอง”

ชัยยินดิ์ กล่าวด้วยว่า ต.สกาด ปลูกเมี่ยงกว่า 2 หมื่นไร่ เขาชี้ให้ดูป่ารอบบ้านที่เห็นเป็นเพียงผืนป่าใหญ่ แต่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นมีเมี่ยงปลูกอยู่ทั้งหมด โดยชาวบ้านจะเก็บใบเมี่ยงไปนึ่งแล้วมัดเป็นปึกขาย แต่ในหลายพื้นที่อย่างอินเดียจะเก็บยอดไปทำชาเรียกว่า ชาอัสสัม

“ปัจจุบันคนเคี้ยวเมี่ยงลดน้อยลง ทำให้ขายได้น้อยลง และอนาคตของเมี่ยง 2 หมื่นไร่ที่สกาดจะเป็นยังไงต่อไป ถ้าไม่มีคนเคี้ยวเมี่ยงแล้ว ผมเลยพยายามที่จะนำใบเมี่ยงมาทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งจริงๆ แนวคิดในการต่อยอดเมี่ยงมีมานาน มีนักวิชาการส่งเสริมหลายหน่วยงานเข้ามาหลายครั้ง แต่ผมคิดว่าอะไรที่พัฒนาจากบนลงล่างมักไม่ค่อยได้ผล เพราะชาวบ้านไม่สานต่อ และคนท้องถิ่นไม่เอาด้วย ผมเลยลุกขึ้นมาทำเอง แปรรูปใบเมี่ยงเป็นทอฟฟี่เมี่ยงผสมผลไม้กวน ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทดลอง ทั้งลองทำลองกิน ลองขาย ลองตลาด เพื่อหาทางออกว่าควรต่อยอดเมี่ยงไปในทิศทางไหนจะดีที่สุด”

เขาอธิบายเพิ่มว่า ต้นเมี่ยงจะขึ้นในพื้นที่ที่ไม่โดนแดดมาก จึงไม่จำเป็นต้องโล่งเตียน และต้นไม้ใหญ่จะทำให้ดินชุ่มน้ำช่วยให้ต้นเมี่ยงเติบโตได้ในฤดูแล้ง ที่สำคัญคือ เมี่ยงเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก และสามารถเก็บยอดได้ทั้งปี อย่างทุกวันนี้ชาวสกาดใต้ยังเก็บเมี่ยงขายทุกหลังคาเรือน กิโลกรัมละ 8-20 บาท แล้วแต่ฤดูกาล

นอกจากเมี่ยงที่ขึ้นอยู่ในป่าหลังบ้าน ในรอบรั้วบ้านของชาวสกาดยังมักปลูกขิงพันธุ์พื้นเมืองไว้ใช้ประกอบอาหาร เขาจึงลองนำขิงไปตากแห้ง เพิ่มความหวานด้วยหญ้าหวาน และสร้างจุดเด่นด้วยการผสมเปลือกฝางลงไป ทำให้มันกลายเป็นน้ำขิงสีชมพู

“ผมเห็นขิงดอยอื่นปลูกเป็นขิงหยวกที่นำไปกินกับแหนม เป็นขิงที่มีรสชาติเผ็ดนิดๆ แต่สำหรับขิงที่บ้านสกาดนี่เผ็ดมาก ทั้งเผ็ด ทั้งหอม เป็นขิงที่ชาวบ้านไม่ปลูกขาย แต่ปลูกไว้กินเองรอบบ้าน ทำให้ผมหาซื้อขิงทั้งดอยมาได้แค่ 30 กิโลกรัม ทำเป็นขิงตากแห้งบรรจุซองพร้อมดื่มลองขายในเพจ ปรากฏว่ามีออร์เดอร์เข้ามาเยอะมากจนไม่พอขาย

ผมเลยไปขอให้ชาวบ้านปลูกขิงแล้วจะรับซื้อทั้งหมด ชาวบ้านที่นี่อะไรที่ปลูกแล้วขายได้ เขาจะปลูก ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ย่อท้อต่อการปลูกข้าวโพด แต่เบื้องหลังการทำน้ำขิง ผมไม่ได้ทำเพื่อหวังรวย แต่ทำไปเพราะอยากต่อยอดพืชในท้องถิ่น ทำให้คนน่านรู้จักสกาดมากกว่าแค่เมี่ยง และทำให้คนไทยได้ยินชื่อสกาดมากขึ้น”

ชัยยินดิ์ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า นิยามของสกาดดี โฮมสเตย์ ไม่ใช่รีสอร์ทหรือโรงแรม แต่เป็นโฮมสเตย์ขนาดเล็กที่สามารถต้อนรับเพื่อนๆ ในจำนวนจำกัด “ครั้งละไม่เกิน 15 คน” ส่วนบรรยากาศให้นึกถึงภาพว่ากำลังไปเที่ยวบ้านเพื่อนต่างจังหวัด หรือการเข้าค่ายลูกเสือ

กิจกรรมเดินป่าขึ้นเขาลงห้วยต้องเจอกับความลำบากแน่นอน และการบริการบางอย่างต้องดูแลตัวเอง แต่ความสวยงามของธรรมชาติและอากาศที่ดีเกือบตลอดทั้งปีจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเกินราคาแน่นอน

“ผมเป็นคนท้องถิ่น ผมไม่รู้หรอกว่าเรามีอะไรดี แต่พอเราไปอยู่ที่อื่นแล้วมองเข้ามาปรากฏว่า เราเห็นสิ่งที่ที่อื่นไม่มี” เขากล่าวทิ้งท้าย

กลายเป็นเหตุผลว่าทำไมอาจารย์ชัยยินดิ์ถึงลาออกจากอาชีพที่มั่นคง มาเปิดโฮมสเตย์ที่บ้านเกิด และใส่แนวคิดสมัยใหม่เข้าไปพัฒนาสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่นให้มีมูลค่าและคุณค่า ภายใต้ความระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะดำรงไว้ซึ่งธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวบ้านบนดอยในแบบที่ทุกคนภูมิใจและควรจะเป็น

ด่าหนัง ประตูสู่เวียดนามกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556202

ด่าหนัง ประตูสู่เวียดนามกลาง

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา

ในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีความน่าสนใจ ณ เวลานี้ คงต้องยกให้เวียดนาม ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพทางการเมือง มีอำนาจซื้อ และยิ่งไปกว่านั้นคือ นักธุรกิจหรือพ่อค้ารายย่อยชาวเวียดนามเข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้แทบทั้งนั้น ดังนั้น การทำความรู้จักกับเวียดนาม และทำความเข้าใจคนเวียดนามอย่างลึกซึ้ง จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคนไทย แต่การเรียนรู้ในยุคนี้ อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การศึกษาตำราวิชาการเพียงอย่างเดียวเพราะเราสามารถเรียนรู้โลกกว้างผ่านการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ตรงได้เช่นกัน

ถ้าอยากเข้าใจประวัติศาสตร์ อยากเข้าใจการเมืองของเวียดนาม ก็ควรต้องไปที่ฮานอยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นปลายทางที่น่าเที่ยวมาก เพราะเป็นเมืองที่มี 4 ฤดูที่เดินทางไปเที่ยวง่ายที่สุดสำหรับคนไทย นอกจากนั้นแล้ว หากได้เดินทางขึ้นเหนือไปยังจังหวัดด้านบนของประเทศ ก็จะเห็นถึงความหลากหลายของชนเผ่าและความงดงามของภูมิประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฮานอยก็ไม่สามารถบอกเล่าความเป็นเวียดนามได้ทั้งประเทศ เพราะประเทศนี้มีรูปร่างคล้ายตัว “S” ที่ทอดยาวจากเหนือลงใต้ด้วยระยะทางกว่า 1,650 กิโลเมตร ทำให้ทางเหนือกับทางใต้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของสภาพอากาศ และวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ที่ส่งผลต่อความแตกต่างภายในประเทศเดียวกัน ดังนั้น ถ้าอยากรู้จักอีกครึ่งหนึ่งของเวียดนาม ก็ควรไปเที่ยวที่โฮจิมินห์ซิตี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่นั่นคุณจะได้เห็นการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ (ทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค) ยิ่งไปกว่านั้น โฮจิมินห์ซิตี้ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักชิมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารจากร้านค้าข้างทาง แบบฉบับที่เรียกว่า สตรีทฟู้ด (Street Food) จะต้องเพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวที่เมืองนี้อย่างแน่นอน

หากใครได้ไปทำความรู้จัก ไปทำความเข้าใจกับเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ครบแล้ว ก็ถือว่ารู้จักประเทศนี้กว่า 80 เปอร์เซ็นแล้ว และถ้าใครอยากรู้จักให้ครบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปเที่ยวที่เวียดนามกลางอีกที่หนึ่งด้วย

คำว่าเวียดนามกลางก็คือพื้นที่ตรงส่วนกลางของประเทศ บริเวณที่ติดกับลาวและกัมพูชา ทำให้เวียดนามกลางมีความสำคัญไม่แพ้พื้นที่ของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้เลย โดยเมืองท่าที่เป็นประตูสู่เวียดนามกลางก็คือ เมืองที่ชื่อว่า “Danng” ซึ่งชาวต่างชาติจะออกเสียงว่า “ดานัง” ส่วนคนเวียดนามจะออกเสียงว่า “ด่าหนัง”

ด่าหนัง คือเมืองท่าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส และปัจจุบันก็เป็นเมืองพัฒนามากที่สุดของเวียดนามกลาง โดยมีสนามบินนานาชาติ มีท่าเรือ และมีถนนเชื่อมต่อจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งหากจะขับรถไปเองจาก จ.มุกดาหาร ผ่าน สปป.ลาว แล้วเข้าสู่ด่าหนัง ก็สามารถทำได้ภายใน 1 วัน ส่วนเที่ยวบินตรงจากเมืองไทยก็มีบินทุกวัน วันละ 2-3 เที่ยวบิน ซึ่งก็มีบริษัทนำเที่ยวของไทยจำนวนไม่น้อยที่จัดแพ็กเกจท่องเที่ยว เวียดนามกลาง โดยรวมเอาเว้ (Hue) และฮอยอัน (Hoi An) เข้าไว้ด้วยกัน เพราะอีก 2 เมืองที่ว่า เป็นปลายทางท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคุ้นหูคนไทยมานานหลายปีแล้ว

ด่าหนัง ถูกมองว่าเป็นประตูสู่เวียดนามกลาง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่จะเดินทางจะมาเริ่มต้นที่นี่ และมาพักที่เมืองนี้ ก่อนที่จะไปเที่ยวยังเมืองเว้และฮอยอัน และเดินกลับมาขึ้นเครื่องบินกลับประเทศที่สนามบินด่าหนังอีกครั้ง โดยบางคนไม่ได้มีโอกาสท่องเที่ยวหรือทำความรู้จักด่าหนังเลยด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่เมืองนี้ก็มีอะไรน่าเที่ยวไม่แพ้กันเลย

เริ่มต้นจากแลนด์มาร์คของด่าหนัง นั่นก็คือ สะพานมังกร (Dragon Bridge) ซึ่งเป็นสะพานยาว 666 เมตร ที่มีการออกแบบและตกแต่งให้เป็นรูปร่างเหมือนมังกรทอดตัวข้ามแม่น้ำ “หาน” (Han River) แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านเมืองด่าหนังออกสู่ทะเล

สะพานมังกรเป็นแค่ 1 ใน 6 ของสะพานซึ่งเชื่อมต่อการพัฒนาสองฝั่งแม่น้ำ ในตัวเมืองด่าหนัง ซึ่งแต่ละสะพานในเมืองนี้จะมีความสวยงาม และมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของงานก่อสร้างสะพานอีกต่างหาก เพราะสะพานหมุน (เพื่อเปิดช่องให้เรือผ่านได้) แห่งแรกของประเทศอยู่ที่เมืองนี้ สะพานแขวนที่ยาวที่สุดของประเทศ (ยาว 1,850 เมตร) ก็อยู่ที่นี่ แถมสะพานรูปร่างเหมือนมังกรข้ามน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็มีให้เห็นที่เมืองด่าหนังเช่นกัน ทำให้ด่าหนังมีอีกหนึ่งฉายาว่า “เมืองแห่งสะพาน” ซึ่งถ้าใครอยากเห็นงานออกแบบสะพานที่หลากหลายและสร้างสรรค์ ก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะไปดูสะพานที่ด่าหนัง

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่ต้องไม่พลาด คือ “พิพิธภัณฑ์รูปปั้นงานศิลปะของอาณาจักรจามปา” (Museum of Cham Sculpture) เพราะจะได้เห็นภาพอีกมุมหนึ่งของเวียดนามที่แตกต่างออกไป โดยสถานที่ดังกล่าวจะมีการจัดแสดงและบอกเล่า เรื่องราวของอาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) ที่เคยยิ่งใหญ่ในเวียดนามกลาง ซึ่งมีความคล้ายกับศิลปะของเขมร ในประเทศกัมพูชา เพราะรูปแบบงานศิลปะและงานสถาปัตยกรรม ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากศาสนา แต่อย่างไรก็ตามศิลปะของอาณาจักรจามปา ก็จะมีความแตกต่างในรายละเอียด

เสร็จจากเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ก็แนะนำว่าต้องไปที่โบสถ์เมืองด่าหนัง (Danang Cathdral) หรือที่ชาวบ้านแถวนั้น จะเรียกเป็นภาษาเวียดนามว่า “ข่อน กา” (Con Ga Church) ซึ่งหมายถึง โบสถ์ไก่โต้ง เพราะว่าบนยอดของหอระฆัง จะมีกังหันบอกทิศทางลมซึ่งมีรูปไก่ร่วมอยู่ด้วย

โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสต์แห่งเดียวของเมืองด่าหนัง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1923 สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งแม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่โต และไม่ได้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอะไร แต่อาจเป็นเพราะสีสันสดใส และความสะดวกในการเดินทางมาที่นี่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด่าหนัง จะต้องแวะมาถ่ายรูปคู่กับโบสถ์ไก่โต้ง สีชมพูหวานแหววแห่งนี้

ถัดจากโบสถ์ไก่โต้งมาไม่ไกล ก็จะเป็นตลาดกลางเมืองด่าหนัง ที่เป็นแหล่งซื้อหาซื้อผ้า และของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว โดยตลาดแห่งนี้ชื่อว่า “หาน มาร์เก็ต” (Han Market) เพราะตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำหาน แม่น้ำสายหลักของเมืองด่าหนัง

หาน มาร์เก็ต เป็นตลาดในอาคาร 2 ชั้น ที่มีบรรยากาศคับคั่งทั้งวัน ด้านในแน่นขนัดไปด้วยร้านค้าและนักท่องเที่ยว ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ที่วางขายในตลาดแห่งนี้ก็เป็นสินค้าคุณภาพ ส่วนราคาตั้งของสินค้า อาจจะฟังดูสูงไปนิด จนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะราคาบอกผ่านเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะลดได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ส่วนใครที่ไม่อยากช็อปปิ้ง และอยากเห็นว่าชายหาดของด่าหนังจะหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ต้องแวะไปที่หาด “มี๋เค” (My Khe Beach) เพราะเป็นหาดที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดแล้ว (ห่างจากตัวเมืองออกมาแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น) และหากไปถึงหาดในช่วงเย็นแล้วละก็ จะต้องเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า นี่คือหาดยอดนิยมจริงๆ เพราะทั้งหาดจะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ชนิดที่ว่ากวาดสายตาไปทางไหน ก็จะหาที่ว่างบนหาดทรายเพื่อปูเสื่อสักผืนหนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องยากเลย

แต่ถ้าอยากเห็นอะไรที่แปลกตากว่าทะเล ก็ต้องไปที่ภูเขาซึ่งมีชื่อเรียกว่า “หงู่หั่งเซิน” (Ngu Hanh Son) หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า The Marble Mountains ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร โดยความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ คือ ภาพภูมิประเทศที่สวยงามแปลกตา เพราะเป็นกลุ่มภูเขา 5 ลูก ที่เป็นตัวแทนของ 5 ธาตุหลัก ตามหลักความเชื่อโบราณ อันได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ ดิน

ภูเขาทั้ง 5 ลูกตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ละภูเขามีถ้ำอยู่ด้านใน และบางถ้ำก็มีอุโมงค์เข้าออกได้หลายทาง แถมบนสุดของยอดเขา ก็สามารถปีนขึ้นไปชมวิวสวยๆ ได้อีกต่างหาก

เสร็จจากเรื่องเที่ยวก็ต้องมองหาของกิน ซึ่งถ้าใครได้ไปเที่ยวด่าหนัง ก็ต้องไม่พลาดชิมอาหารและเครื่องดื่มขึ้นชื่อของเวียดนามกลาง ถ้าหากเป็นอาหารก็ต้องไม่พลาด “หมี่กวง” แต่ถ้าเป็นเครื่องดื่ม ก็ต้องไม่พลาด “นึกเมียะ”

หมี่กวง (Mi Quang) ถูกเรียกชื่อตามชื่อจังหวัด ก่วงนัม (Quang Num Province) ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่เมืองด่าหนัง แยกตัวออกมา โดยหมี่ชนิดนี้จะคล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กของไทย แต่จะมีเส้นหนากว่า และขนาดกว้างกว่าเล็กน้อย นิยมรับประทานเป็นหมี่น้ำ โดยใส่น้ำซุปในปริมาณขลุกขลิกเท่านั้น (ไม่ใส่น้ำซุปมากเหมือนเฝอ หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำแบบไทยๆ) ส่วนเนื้อสัตว์ ก็ใส่ได้ทั้งหมูแดง กุ้ง ไก่ ​และไข่ต้ม เวลารับประทานก็มักจะวางมะนาวผ่าซีก และข้าวเกรียบมาด้วยในชาม ส่วนรสชาติก็มีส่วนคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำ แต่ไม่จัดจ้านเท่า

หลังจากชิมหมี่กวงเสร็จแล้ว ต้องไม่พลาดที่จะไปหาเครื่องดื่มที่เรียกว่า “นึกเมียะ” (Nouc Mia) ที่เป็นน้ำอ้อยคั้นสด รสชาติหวาน หอม ชื่นใจ ซึ่งบางร้านอาจเพิ่มรสชาติและความอร่อยโดยการเติมน้ำมะนาว น้ำสับปะรด หรือสตรอเบอร์รี่เข้าไปด้วย แต่ที่น่านิยมมากที่สุดก็คือ น้ำอ้อยผสมมะนาว ซึ่งนึกเมียะเป็นเครื่องดื่มที่หารับประทานได้ทั่วไปในด่าหนัง ไม่ว่าในร้านอาหารหรือร้านข้างทางก็ตาม

เชื่อว่าหลายคนที่อยากไปเที่ยวเวียดนาม คงไม่ได้มีปลายทางหลักเป็นเมืองด่าหนัง แต่เชื่อเถอะว่า หากคุณได้มีโอกาสเดินทางไป และได้ใช้เวลาท่องเที่ยวอยู่ที่เมืองนี้สักหน่อย คุณจะต้องประทับใจกับเมืองนี้อย่างแน่นอน ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00 น. ทางไทยรัฐทีวี

อบ อบ อร่อย Warm Cherry Pudding

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 มิ.ย. 2561 เวลา 14:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556153

อบ อบ อร่อย Warm Cherry Pudding

Warm Cherry Pudding

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio
ทุกๆ ซีรี่ส์เรื่องอาหาร ผู้เขียนมักจะสลับทั้งอาหารคาวและอาหารหวานเพื่อเอาใจแฟนคอลัมน์ที่ชอบอาหารคาวด้วย และแฟนๆ ขนม ในตอนอบ อบ อร่อย ก็เช่นกัน ผู้เขียนวางเรื่องราวว่าด้วยอาหารอบๆ ตั้งแต่อบในหม้อ กระทะจนมาถึงเตาอบ ตามมาด้วย “ขนม” จากกระบวนการปรุงด้วยการอบ
ขนมจากการอบ โดยมากจะใช้เตาอบเป็นอุปกรณ์หลัก อาจจะมีขนมไทยบางอย่างที่เข้าข่ายอบอยู่หลายเมนูเพราะใช้การส่งผ่านความร้อนแบบ Indirect Heat คือ อาหารนั้นๆ ไม่ได้โดนความร้อนโดยตรง แต่จะส่งผ่านความร้อนจากแหล่งความร้อนไปที่อาหารอีกทีโดยผ่านอากาศบ้าง ผ่านแผ่นเหล็กบ้าง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อย่างขนมหม้อแกงไทยๆ เรานี่เป็นขนมอบนะคุณผู้อ่าน สมัยโบราณเมื่อผสมไข่ไก่ กะทิ น้ำตาล แล้วเทใส่หม้อแกงนั่นแหละ แต่ปัจจุบันใช้พิมพ์อะลูมิเนียมสี่เหลี่ยม เรียงใส่ถาดเหล็กแล้วจัดการเอาสังกะสีครอบเป็นหลังคาไว้ รุมด้วยถ่านระอุทั้งด้านล่างแผ่นเหล็กนั้น แล้ววางถ่านอีกส่วนพร้อม
ขี้เถ้าจำนวนมากเพื่อให้ความร้อนสม่ำเสมอ อังหรือผิง หรือจริงๆ ก็คือ “อบ” แบบเปิด ไปเรื่อยๆ จนขนมสุก ยังมีพวกขนมผิง ขนมกลีบลำดวน ขนมหม้อแกงลิง ตัวแป้งของขนมกระเช้าสีดา จริงๆ แล้วผู้เขียนว่า ข้าวหลามเองก็จัดอยู่ในขนมอบแบบไทยๆ ได้อยู่เพราะเป็นการผิงด้วยความร้อนผ่านกระบอกไม้ไผ่
เกริ่นมาเสียยืดยาว ก่อนที่จะมาเป็นเตาไฟฟ้าแสนสะดวกสบายอย่างปัจจุบัน สมัยก่อนฝรั่งเขาก็ไม่ได้มีเตาอบก็ใช้วิธีใกล้เคียงกับเรานี่แหละ อาจจะพิเศษกว่าตรงที่เขาอาจจะก่ออิฐขึ้นมาเป็นโครงเตาอบแล้วใช้ไม้ฟืนก่อไว้ด้านในของเตาอิฐนั้น หรืออาจจะเป็นการก่อไฟด้านล่าง แล้วมีชั้นตะแกรงเหล็กอยู่เหนือกองไฟนั้น เหล่านี้ก็เป็นเตาอบยุคแรกๆ ของฝรั่งเขา
อย่างขนมในฉบับนี้ ถือเป็นขนมสไตล์ Farm House ของฝรั่งก็ว่าได้ มันหายหน้าหายตาไปจากร้านขนมยุคใหม่ๆ เสียหมดแล้ว เพราะถูกแปลงร่างเป็นขนมที่หรูหราขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เคร็มบรูเล่ หรือ Cherry Clafoutis แต่ผู้เขียนว่ามันยังคงความอร่อยแบบคลาสสิกอยู่ จึงอยากนำมาเก็บไว้ในขนม อบ อบ อร่อยของเรา ขนมที่จะเข้ามาอยู่ในตอนนี้ได้ ต้องเป็นขนมอบที่ง่ายๆ เสร็จได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที ถึงจะเหมาะที่แยกออกจากพวกขนมอบเบเกอรี่ ขั้นตอนการทำต้องง่ายไม่ยุ่งยาก

สำหรับ Warm Cherry Pudding เป็นขนมที่ใช้กระบวนการอบคล้ายๆ หม้อแกงนั่นแหละ มีส่วนผสมไม่ยุ่งยากเลย แค่ครีม นมสด น้ำตาลทราย ไข่ เพิ่มเนยให้หอมๆ มีแป้งช่วยป้องกันไม่ให้ไข่กลายเป็นไข่กวนเนื้อนุ่มแบบพุดดิ้ง สูตรนี้ง่ายเหมาะสำหรับคนไม่ถนัดขนมอบ ที่สำคัญกินได้ทั้งร้อนๆ ออกจากเตาอบมาหรือจะให้เย็นสักหน่อย หรือจะกินที่อุณหภูมิห้องก็ไม่ผิด
สูตร Warm Cherry Pudding ก็คือ คัสตาร์ดที่เข้มข้นที่แตกต่างออกไปคือใส่เชอร์รี่สดๆ ที่แกะเอาเม็ดออกมาแล้ว รสหวานอมเปรี้ยวของเชอร์รี่ช่วยให้คัสตาร์ดน่าสนใจยิ่งขึ้นเพราะมีตัดให้รสชาติแตกต่าง ถ้าหาเชอร์รี่สดไม่ได้เลือกเป็นเชอร์รี่กระป๋องที่เรียกว่า Sour Cherry in Light Syrup ได้
วิธีอบเชอร์รี่พุดดิ้งอาศัยการอบแบบมีไอน้ำเข้ามาช่วย คืออบในเตาอบที่อุ่นอุณหภูมิไว้ที่ 180 องศาเซลเซียส ผู้เขียนใช้วิธีเรียงถ้วยพุดดิ้งในถาด เมื่อจะอบเพียงแค่เติมน้ำเดือดลงไปในถาดเพื่อให้น้ำล้อมรอบถ้วยพุดดิ้ง แบบนี้จะช่วยให้อบสุกเร็วขึ้น สำหรับถาดสูงสัก 2-3 เซนติเมตร มีเนื้อพุดดิ้งสัก 2 ซม. อบเพียงแค่ 12-15 นาทีก็เรียบร้อย
นำออกมาจากเตาอบพักไว้ 5 นาทีก่อนเสิร์ฟ ถ้าแช่เย็นจนเย็นสนิทนึกอยากจะทำให้หรูหราขึ้นก็แค่โรยน้ำตาลแล้วเป่าด้วย Blow Torch ก็กลายเป็น Creme Brulee ง่ายๆ แล้ว
ใครชอบคัสตาร์ดผสานขนมอย่างผู้เขียนชอบแนะนำสูตรนี้เลย อบ อบ อร่อยง่ายๆ

ส่วนผส

ครีมสด 1 ถ้วย

นมจืด 1 ถ้วย

น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 6 ฟอง

ไข่ไก่ 1 ฟอง

แป้งเค้ก 2 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

เชอร์รี่กระป๋อง แบบในน้ำเชื่อมหรือเชอร์รี่สดสำหรับเชอร์รี่สด ล้างให้สะอาด ผ่าครึ่ง แกะเอาเมล็ดออกใช้ได้เลย

วิธีทำ

• ผสมแป้งเค้ก น้ำตาลทราย และนมสักครึ่งถ้วยเข้าด้วยกัน

• จากนั้นเทครีมสด นมจืดลงในหม้อ อุ่นจนเดือดเบาๆ

• ผสมไข่แดง ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมส่วนผสมแป้งและนมที่ผสมไว้ลงในไข่ไก่ คนให้เข้ากัน

• ค่อยๆ รินครีมร้อนๆ ลงในส่วนผสมไข่ไก่ เติมเนยจืดลงไปคนให้เข้ากัน

• กรองส่วนผสมด้วยตะแกรงตาถี่ๆ เพื่อเอาส่วนผสมที่เป็นเม็ดออกเพื่อให้เนียนเป็นเนื้อเดียว

• เทส่วนผสมที่กรองจนเนียนดีแล้วลงในภาชนะอบที่ทนความร้อนได้ วางเชอร์รี่ลงไป

• นำเข้าอบในเตาอบที่อุ่นไว้ 180 องศาเซลเซียส โดยวางภาชนะในถาดอบอีกชั้น แล้วเทน้ำร้อนๆ ลงไปเพื่อให้น้ำร้อนล้อมรอบพิมพ์ จะช่วยให้สุกเร็วขึ้นและได้พุดดิ้งเนื้อเนียน อบประมาณ 10-15 นาที หรือจนพุดดิ้งสุก สังเกตว่าเนื้อจะแน่นขึ้นคล้ายๆ คัสตาร์ด

แหลมเจริญซีฟู้ด ยกทะเลมาไว้ที่นี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 มิ.ย. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555679

แหลมเจริญซีฟู้ด ยกทะเลมาไว้ที่นี่

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อก่อนอยากกินอาหารทะเลต้องไปบางแสน หัวหิน พัทยา ถ้าใกล้หน่อยก็แถวบางขุนเทียน มหาชัย เพราะหากจะกินอาหารทะเลตามร้านทั่วไปในกรุงเทพฯ ก็ราคาแพง หรือไม่ก็อาหารไม่สดใหม่เท่าที่ควร แต่ตอนนี้ไม่ต้องมีปัญหาดังกล่าวอีกต่อไป เพราะในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเกือบทุกห้าง มีร้านอาหารแหลมเจริญซีฟู้ด ที่รุ่นที่สองของธุรกิจนี้ได้ขยายกิจการต่อจากยุคคุณพ่อคุณแม่ที่เปิดร้านแรกอยู่ที่ปากอ่าวแหลมเจริญ ที่ จ.ระยอง มานานกว่า 40 ปี จนเมื่อ 10 กว่าปีให้หลังมานี้เริ่มเข้ามาขยายสาขาในกรุงเทพฯ

โดยเริ่มเข้ามาในห้างสรรพสินค้าสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา และแน่นอนว่ารสชาติและเมนูอาหารยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ เช่นเดียวกับสาขาแม่ที่ จ.ระยอง นั่นเอง

สาธิยา บัวงาม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และลูกค้าสัมพันธ์ ของแหลมเจริญซีฟู้ด เล่าว่า สาขานี้นอกจากเป็นสาขาแรกที่เข้ามาในห้างสรรพสินค้าแล้วยังเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ อีกด้วย การตกแต่งเน้นความโล่งโปร่งสบายในโทนสีเขียวอ่อนตัดกับสีครีม ใช้กระจกเป็นองค์ประกอบหลัก เพื่อให้ดูโล่งกว้างและดูมีสีสันสดใสขึ้นอีกนิด รองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีที่นั่งกว่า 246 ที่นั่ง และยังมีห้อง VIP 2 ห้องบรรจุลูกค้าได้ห้องละ 12 คน ถ้ามีบัตรสมาชิกแล้วมาเป็นหมู่คณะ สามารถจองห้องนี้ได้ฟรี

สำหรับเมนูเด็ดในวันนี้และขายดีสุดๆ ในทุกสาขาที่มีอยู่ตอนนี้กว่า 22 สาขาก็คือ ปลากะพงทอดราดน้ำปลา ถือว่าเป็นเมนูไฮไลต์ที่ใครๆ ก็ถามหา เป็นเมนูท้องถิ่นของคนระยอง เป็นเมนูตั้งแต่เปิดร้านเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เป็นรสชาติของน้ำปลาแท้ๆ ที่เป็นสูตรพิเศษ เพราะน้ำปลาที่นี่จะไม่เค็มไม่เหม็นคาว มีรสชาติหวานเข้ามาแทรกให้มีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

“ปลาทอดน้ำปลาที่นี่เราจะเป็นปลาทอดน้ำปลาล้วนๆ ไม่มีเครื่องเคียงเป็นน้ำยำมะม่วงใดๆ เพื่อให้ได้รสชาติความกรอบนุ่มของเนื้อปลาและความหอมหวานของน้ำปลา เพราะใช้หัวน้ำปลาของแท้ เนื่องจากธุรกิจดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งทำโรงงานน้ำปลามาก่อนจึงมั่นใจใช้หัวน้ำปลาอย่างดีไม่ต้องมีเครื่องเคียงช่วย”

เมนูถัดมาคือปูเนื้อผัดผงกะหรี่ โดยจะใช้ปูขนาด 8 ขีดขึ้นไปเพื่อให้มีเนื้อใหญ่ๆ แน่นๆ โดยผัดแบบไทยแท้ๆ ไม่ใช่สไตล์จีน จึงไม่ใส่ไข่และน้ำพริกเผา รสชาติจะกลมกล่อมไม่เลี่ยนมาก เนื้อจะเบาๆ ละมุนไม่หนักลิ้น

ตามด้วยฉูฉี่ปลาแซลมอน เมนูนี้เป็นเมนูใหม่เพื่อให้ดูพรีเมียมขึ้นไปอีก จะมีเฉพาะที่ 3 สาขาเท่านั้นคือ สยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ และเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะเป็นสาขาที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเยอะ จึงทำเมนูแนวฟิวชั่นขึ้นมารองรับบ้าง

แกงส้มไข่ปลาเรียวเซียวใส่ผักรวม มีกะหล่ำ ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน เมนูนี้ทำยากเพราะถ้าไข่ปลาสุกไปก็จะแข็งเป็นก้อนไม่อร่อย หากสุกน้อยก็จะนิ่มเกินไปเละและเหม็นคาว ดังนั้นไข่ปลาต้องสดใหม่ โดยคัดไข่ปลาไซส์ใหญ่ขนาดเท่าๆ กันจะได้สุกเสมอกัน ถือเป็นของดีภาคตะวันออกเลยทีเดียว

ห่อหมกที่นี่จะไม่ใช้ปลาเป็นชิ้นๆ แต่จะปั่นจนละเอียด รวมทั้งเอาผักโหระพา ปั่นรวมจนเป็นเนื้อครีมเนียนนุ่มละมุนลิ้น เพื่อให้กินง่าย ไม่มีก้างติดมาให้สะดุดเวลาเคี้ยว รสจะจัดกำลังดีไม่มีความหวานนำ

สำหรับของหวานคือไอศกรีมสับปะรด เป็นไอศกรีมเนื้อสับปะรดปั่นเป็นเกล็ดหิมะเหมือนหวานเย็นเนื้อจะเบาๆ ไม่ปรุงแต่งมาก ไม่หนักเหมือนไอศกรีมทั่วไป โดยเลือกสับปะรดภูแลขนาดเท่าฝ่ามือพอเหมาะไม่ใหญ่เกินไปพอดีสำหรับ 3 คน

ร้านเปิดเวลา 10.30-22.00 น. โทรจองล่วงหน้าได้ที่ 02-690-2555

ถึงทีเมนู ‘ไข่มดแดง’ แซ่บนัวสมการรอคอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555676

ถึงทีเมนู 'ไข่มดแดง' แซ่บนัวสมการรอคอย

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ อมรเทพ โชติพงษ์

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ง นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาของเมนูอันโอชะของชาวอีสานเสียที นั่นคือ “ไข่มดแดง” หลายครอบครัวออกตามล่ากระทุ้งรังไข่มดแดงที่จะมีชุกในช่วงเดือน ก.พ. ยาวไปจนถึงต้นฤดูฝน คือประมาณเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงพักจากการเก็บเกี่ยวข้าวพอดี

นอกจากจะนำมาปรุงเป็นเมนูโปรดของหลายครอบครัว “ไข่มดแดง” ยังเป็นรายได้อันงดงาม ถ้านำไปขายตามตลาดสดจะได้ถึงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 400-500 บาท เลยทีเดียว

ทั้งที่คนอีสานกินกันมานานจนไม่มีใครสนใจเท่าไรนัก แต่พลันที่ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) แนะให้กินไข่มดแดงเท่านั้นแหละ ถึงขั้นยกระดับเป็นเมนูตามภัตตาคารในโรงแรมระดับ 5 ดาว ทั้งยังนำไข่มดแดงอัดใส่กระป๋องขายแข่งกับคาเวียร์ได้อย่างสบายใจเฉิบ

“ไข่มดแดง” สุดยอดอาหารตามฤดูกาลของภาคอีสาน หลายคนที่ได้ลิ้มลองมักติดอกติดใจในรสชาติ โดยปกติไข่มดแดงจะมีสีขาวขุ่น เต่งตึง มีน้ำหนัก ให้รสชาติออกมันๆ ถ้ากินแบบมีตัวอ่อนหรือที่เรียกว่า “เป้ง” ก็จะให้รสชาติมันอมเปรี้ยว แถมยังนำมาทำได้หลากหลายเมนูทั้ง ต้ม ยำ แกง หรือแม้กระทั่งนำมาใส่ในไข่เจียวก็ล้วนอร่อยเด็ดทั้งนั้น ซึ่งจะหาได้ในฤดูร้อนตั้งแต่เดือน ก.พ. จนถึงเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่มดแดงกำลังเร่งขยายพันธุ์และทำการสร้างรัง หากเป็นรังใหญ่ๆ สามารถเก็บไข่มดแดงได้เกือบกิโลกรัมทีเดียว

ในปัจจุบันได้มีผู้ที่ทำการทดลองเลี้ยงในหลายวิธี ให้ออกไข่ทั้งนอกและในฤดูกาลเพื่อทำเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริม และก็มีราคาสูงขึ้นตามลำดับ เกษตรกรหลายคนหัวใสถึงขั้นเพาะเลี้ยงมดแดงและส่งขายทั้งในและนอกฤดูกาล ทำให้มีไข่มดแดงกินได้เกือบตลอดทั้งปี แม้จะราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 800- 1,000 บาท ก็ยังขายได้

ไข่มดแดงสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย แถมมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะโปรตีน ฟอสฟอรัส และแคลเซียม และยังมีสรรพคุณทางยาช่วยระบายท้องและเจริญอาหาร การปรุงอาหารสามารถประยุกต์เข้ากับส่วนผสมหรือเครื่องปรุงที่มีตามความถนัดและความต้องการ

นอกจากไข่มดแดงจะเป็นเมนูที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว วิธีการนำไข่มดแดงมาปรุงประกอบให้สะอาดและปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาประกอบอาหาร และควรลวกให้สุกทุกครั้ง ไม่ควรกินแบบสุกๆ ดิบๆ เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือว่าแพ้ได้ สำหรับวัตถุดิบที่นิยมนำมาปรุงประกอบกับไข่มดแดงมักจะเป็นผักพื้นบ้าน ซึ่งจะต้องล้างทำความสะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและพยาธิ สารพิษหรือยาฆ่าแมลงด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันเมนูไข่มดแดงกลายเป็นที่โปรดปรานของผู้คนไปทั่วสารทิศ ไม่เว้นแม้กระทั่งคนกรุงก็มีเมนูไข่มดแดงมาให้ลิ้มลองและสมการรอคอยกันอยู่ทุกปี

อร่อยเด็ด เมนูไข่มดแดง @ร้านหอมปลาเผา 

ร้านนี้เริ่มต้นจากขายปลาเผา ไก่ย่างขมิ้น และจิ้มจุ่มแนวอีสานจนโด่งดัง ก่อนจะมาเปิดเป็นเมนูอีสานอย่างครบครันและครองใจผู้คนที่ชอบรสแซ่บนัวมากว่า 5 ปีแล้ว และเมนูที่ลูกค้าโปรดปรานที่มากี่ครั้งก็ต้องเรียกหาประจำทุกปี นั่นก็คือเมนูไข่มดแดง

“ถือว่าเป็นไฮไลต์ของร้านเลยก็ว่าได้ค่ะ ที่ลูกค้ามาต้องสั่งเมนูไข่มดแดง ไข่มดแดงของเราจะเป็นไข่สดที่สั่งมาจากตลาดสดบางกะปิ ถ้าใกล้หมดฤดูเราก็จะสั่งมาเยอะๆ แล้วนำมาแช่ในช่องฟรีซไข่ก็ยังสดเหมือนเดิม ทำให้เรามีขายตลอดทั้งปี ยิ่งตอนนี้เขามีแบบเพาะเลี้ยงเองก็ทำให้เรามีกินตลอด” สาวบี-กิติยา อาศัยสงฆ์ กัปตันร้าน เล่าให้ฟังอย่างออกรส

เริ่มต้นเมนูแรกกับแกงเห็ดรวมไข่มดแดง แกงลาวที่ปรุงด้วยน้ำใบย่านาง ตามมาด้วยนานาเห็ด อย่างเห็ดโคน เห็ดออรินจิ เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และยังมีฟักทอง บวบหอม ที่ปรุงแบบเมนูต่อเมนู อร่อยถึงใจ

ยำไข่มดแดง เมนูยอดฮิตของชาวอีสาน ยำแซ่บแบบลาบแต่ใส่ไข่มดแดงแทนหมู ใส่ข้าวคั่ว และพริกป่นที่ทางร้านคั่วเอง แม้แต่มะนาวก็ใช้น้ำมะนาวสด แซ่บหลายขอบอก

ตบท้ายด้วย แกงอ่อมผักหวานไข่มดแดง รสชาติแซ่บนัว มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยความมันกรอบของยอดผักหวานและความมันของไข่มดแดง และได้ความนัวของข้าวเบือ

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ซอยรัชดาภิเษก 18 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00-23.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-23.30 น. โทร. 08-9893-2735

Vip ส้มตำ Club แซ่บนัวทุกเมนู

จากร้านดังใน จ.ขอนแก่น ซึ่งเปิดมาได้ 3 ปี ก่อนขยายร้านมาให้คนกรุงได้ลิ้มลองกันที่สาขา ลาดพร้าว 71 ซอยนาคนิวาส 34 ได้ปีเศษ และก็สาขาที่ จ.อุดรธานี ซึ่งจะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้ รวมถึงร้านแฟรนไชส์ที่มีสาขาทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง

เริ่มต้นจากเปิดเป็นร้านกาแฟ และเริ่มนำส้มตำมาขายผลตอบรับดีเกินคาด จึงเป็นร้านขายส้มตำและอาหารอีสานตามมา ทีเด็ดของส้มตำที่ร้านนี้จะอยู่ที่น้ำปลาร้าที่ใช้ปลาร้าลาวจริงๆ และทำเอง ทำให้ปลาร้าเองมีทั้งสูตรดั้งเดิม นัว และก็นัวลึกที่ให้กลิ่นและรสชาติเข้มข้นขึ้น และอีกหนึ่งเมนูอร่อยเด็ดและหากินยาก นั่นคือ “ไข่มดแดง” ก็สามารถหากินได้ที่ร้านนี้

“เมนูไข่มดแดงเป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งที่เราทำขายมาตั้งแต่เริ่มต้นเปิดร้านส้มตำ อย่างเมนูไข่มดแดงผักหวานก็เป็นอาหารที่คนอีสานเขาทำกินกันทุกบ้าน จากนั้นเราก็นำมาเพิ่มเป็นเมนูอื่นๆ อย่างไข่เจียวมดแดง ตำไข่มดแดง อร่อยมากค่ะ กินแล้วอร่อย แถมยังทำได้หลายเมนู” ดา-วนิดา คำพร เจ้าของร้าน เล่าให้เราฟังจนเราน้ำลายสอ

“เมนูไข่มดแดงทางร้านก็มีให้กินเกือบทั้งปี ยิ่งตอนนี้เขาจะมีเพาะเลี้ยงกันนอกฤดูกาลราคาก็จะแพงตามไปด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเกรดที่สั่ง จะมีทั้งไข่มดแดงล้วนและแบบที่มีตัวปนมาด้วย ราคาก็จะต่างกัน อย่างนอกฤดูกิโลหนึ่งก็เป็น 1,000 บาท จากที่ในฤดูก็กิโลกรัมละ 400-500 บาท ยิ่งตัวไข่สวยราคาก็จะยิ่งสูง เราจะตระเวนหามาให้ลูกค้าได้กินเกือบทั้งปี อย่างถ้าหาที่ขอนแก่นไม่ได้ เราก็จะเดินทางไปหาที่ จ.ระยอง จันทบุรี เขาจะมีสวนทำให้เราได้ของสดตลอดเวลา”

ไข่มดแดงที่ทางร้านใช้จะเป็นไข่มดแดงสดที่ต้องนำมาลวกให้สุกก่อนนำไปปรุง เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่มากินแล้วท้องร่วงหรือท้องเสีย

สำหรับเมนูไข่มดแดงของร้านนี้มีให้เลือกลิ้มลองอยู่หลากหลาย ทั้งข้าวผัดไข่มดแดง คือข้าวผัดแล้วท็อปด้วยไข่มดแดงแบบเต็มๆ อร่อยไปเลย

ต่อด้วยแกงผักหวานไข่มดแดง ผักพื้นบ้านพร้อมด้วยนานาเห็ด ข้าวโพด ชะอม ใบแมงลัก ปรุงรสชาติด้วยข้าวเบือและน้ำใบย่านาง นัวสุดๆ

ตามมาด้วยตำไข่มดแดง ตำปลาร้าใส่ไข่มดแดง โรยด้วยเม็ดกระถิน ได้ความแซ่บและความมันของเม็ดกระถินแล้วก็ไข่มดแดงที่ช่วยชูรสให้จานนี้

นอกจากนี้ ยังมีไข่เจียวไข่มดแดง ก้อยไข่มดแดง แกงหน่อไม้ใส่ไข่มดแดง เกาเหลาไข่มดแดง ตำถั่วโคตรไข่มดแดง และอื่นๆ เสิร์ฟมาแบบจัดหนักจัดเต็มได้รสชาติแบบอีสานแท้ดั้งเดิม

ร้านนี้ตั้งอยู่ที่ ลาดพร้าว 71-ซอยนาคนิวาส 34 เปิดทุกวัน เวลา 11.30-22.00 น. โทร. 08-6240-1235 และ 09-5398-1708

อิซากายะ 555 เมื่อความอร่อยพบกับความสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555673

อิซากายะ 555 เมื่อความอร่อยพบกับความสนุก

เรื่อง คุณมัลล์  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

555 ถ้าเป็นคนไทยเห็นเลขนี้ คงนึกถึงเสียงหัวเราะ แล้วรู้สึกมีความสุข สนุก

แวบแรกที่เห็นป้ายชื่อร้าน “อิซากายะ 555” (Izakaya 555) ก็รู้สึกหัวเราะในใจขึ้นมาทันที จนรู้สึกอยากเข้าไปสัมผัสภายในร้านว่าจะมีบรรยากาศครื้นเครง เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะไหม 555

เลข 5 เป็นสัญลักษณ์ที่ถอดความหมายมาจากภาษาญี่ปุ่น ออกเสียงว่า Go เจ้าของร้านจึงนำมาเล่นคำ ตั้งเป็นชื่อร้าน Izakaya 555 (Go Go Go)

ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะ ดื่มๆ กินๆ ตอนนี้ในบ้านเรามีให้เห็นเยอะ แต่ละร้านมีเสน่ห์แตกต่างกันไป ส่วนมากขนาดร้านกะทัดรัด บรรยากาศเป็นกันเอง ไม่ค่อยส่วนตัวสักเท่าไร แต่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้มากินดื่มสังสรรค์ เจอคนคอเดียวกันว่างั้น

อิซากายะ 555 ร้านขนาดเล็ก โดดเด่นด้วยคอนเซ็ตป์การตกแต่งร้านแบบงานวัดญี่ปุ่น เพดานถูกประดับประดาด้วยโคมไฟเรียงรายในรางไม้ เสริมให้เป็นบรรยากาศเหมือนอยู่ในเทศกาลรื่นเริงจริงๆ โต๊ะเก้าอี้ก็ใส่สีสันเต็มที่

ผนังสีขาวมีงานเพนต์ของศิลปินชาวญี่ปุ่น เป็นรูปยักษ์ลมกับยักษ์สายฟ้า มีภูเขาไฟฟูจิ ช่วยขับให้บรรยากาศของการนั่งดื่มเสมือนอยู่ในร้านอิซากายะที่ญี่ปุ่นจริงๆ

ตามมุมต่างๆ ของเคาน์เตอร์ครัวมีแผ่นป้ายเขียนตัวอักษรญี่ปุ่น เป็นชื่อเมนูอาหาร เป็นกิมมิกเล็กๆ ประหนึ่งเป็นของประดับตกแต่งร้านให้มีสีสัน

โซนครัวเป็นครัวเปิด แบ่งเป็นซุ้มๆ จัดเป็นเคาน์เตอร์ที่มีเก้าอี้ทรงสูงให้นั่งตรงนั้นด้วย มีเคาน์เตอร์ปิ้งย่าง เคาน์เตอร์เทปันยากิ เคาน์เตอร์ซาชิมิ

อีกฝั่งเป็นบาร์น้ำ มีพวกเหล้าญี่ปุ่น เบียร์ สาเก โชจู เครื่องดื่มผสมซาวา (เหล้าชนิดหนึ่ง) มีทั้งผสมกับน้ำผลไม้คั้นสดและไซรัป เช่น มะม่วงซาวา สตรอเบอร์รี่ซาวา พีชซาวา

แก้วที่เป็นซิกเนเจอร์ คือ โตเกียวเลมอนซาวา ใช้เลมอนแช่แข็งแทนน้ำแข็ง สามารถใช้ที่คนน้ำแทงเนื้อเลมอนเพื่อให้ได้รสเปรี้ยวขึ้นตามใจชอบมีความขมของเปลือกหน่อยๆ

ต่อให้ความเย็นละลายแต่รสชาติก็ไม่จืด และยังสามารถเติมซาวา โซดา ในแก้วเดิมแต่จ่ายราคาครึ่งหนึ่งอีกด้วย สถิติสูงสุดที่ลูกค้าเคยเติม คือ 15 ครั้ง จนกว่าความเย็นความแข็งของเลมอนจะละลาย

อีกแก้ว คือ เบียร์แอปเปิ้ล ที่ใส่ไซรัปแอปเปิ้ล เลือกใช้แอปเปิ้ลที่ปลูกจาก จังหวัดอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นหอมมีรสหวานละมุน แก้วนี้นอกจากมีกลิ่นรสหอมของแอปเปิ้ลแล้ว ยังมีกลิ่นหอมของซากุระและชาเขียวด้วย

มาถึงเมนูอาหาร การันตีในเรื่องของรสชาติอาหารแบบออริจินัลเพราะเจ้าของเป็นชาวญี่ปุ่น จึงไม่แปลกใจว่าลูกค้าเกินครึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาดื่มเบียร์ตั้งแต่หัวค่ำกันเลยเชียว

เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นกับแกล้ม ถ้าพวก ปิ้ง ย่าง ทอด ค่อนข้างชูรสของวัตถุดิบ บางเมนูอาจจะมีซอสราดให้ความกลมกล่อม รสเข้มขึ้นมานิดเพื่อเหมาะกับเครื่องดื่ม แต่ถ้าเป็นอาหารที่ผ่านการปรุงหลายขั้นตอนรสชาติจะจัดขึ้นมาอีกระดับเพื่อให้ถูกลิ้นนักดื่ม

ซิกเนเจอร์ ที่ อิซากายะ 555 แนะนำ คือ เต้าหู้หม้อไฟ เต้าหู้ถั่วเหลืองญี่ปุ่นอบในหม้อดินเผา (เต้าหู้โมเมน หรือเต้าหู้ถั่วเหลืองแข็งของญี่ปุ่น) ราดซอสรสชาติเผ็ดร้อน มีส่วนผสมของพริกหลายอย่าง โรยด้วยต้นหอมไทยและซันโช เครื่องเทศญี่ปุ่นหรือพริกไทยญี่ปุ่น ให้รสชาติเผ็ดฉุนรู้สึกชาที่ลิ้นนิดๆ คล้ายหม่าล่า เมนูนี้แทบทุกโต๊ะสั่ง

เมนูถัดมา ลูกค้าแค่ตกลงใจว่าจะสั่งพอแต่ไม่ต้องเลือก คือ โอมาคาเสะ ของย่าง 8 ชิ้น ที่เชฟจะคัดสรรและรังสรรค์วัตถุดิบทั้งผักและเนื้อสัตว์ที่จะให้รสชาติความอร่อยไต่ระดับไปจนต้องหัวเราะ 555 มีความสุขนี่นา มีทั้งแบบย่างราดซอสเทอริยากิ แบบโรยพริกไทยเกลือ หรือถ้าอยากจะเลือกสั่งเองก็ได้มีให้เลือกหลายสิบอย่าง

บรรยากาศที่ อิซากายะ 555 คัลเลอร์ฟูลจริงๆ เหมือนอยู่ในงานวัดของญี่ปุ่น ได้กินอาหารอร่อย เครื่องดื่มถูกคอ และเพื่อนคุยถูกใจ เป็นอีกหนึ่งแห่งที่เหมาะแก่การแฮงเอาต์

หลังเลิกงาน

อิซากายะ 555 ตั้งอยู่ที่ โครงการ Summer Hill ติดสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส พระโขนง เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-15.00 น. และ 17.00-24.00 น. โทร. 02-392-3525

รสละมุน กล้วยปิ้งหินลาวาภูเขาไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 17:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555678

รสละมุน กล้วยปิ้งหินลาวาภูเขาไฟ

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

กลิ่นหอมลอยมาแต่ไกล ยิ่งหลอกล่อเข้าไปใกล้ๆ ไม่ใช่สิ่งใดแต่เป็นกลิ่นหอมละมุนของกล้วยปิ้ง ที่เลือกกล้วยน้ำว้าพันธุ์มะลิอ่องห่ามๆ ลูกอวบใหญ่ที่ให้ความหวาน นำมาย่างบนหินลาวาภูเขาไฟ ที่นอกจากจะให้ความร้อนสม่ำเสมอแล้วยังช่วยให้กล้วยปิ้งสุกอย่างทั่วถึงทั้งลูก ด้านนอกสุกกำลังดี ด้านในก็นุ่มลิ้นสุดๆ เหนืออื่นใดยังปราศจากเขม่าไฟ และขี้เถ้าให้กวนใจ แถมยังราคาไม่แพงชุดหนึ่งก็แค่ 30 บาทเท่านั้น

ร้านนี้เขามีกล้วยให้เลือก 3 ระดับ คือ กล้วยนิ่ม กล้วยกลาง และก็กล้วยสุก แล้วแต่ลูกค้าจะเลือก ทีเด็ดยังอยู่ที่น้ำราดซึ่งจะใช้น้ำตาลโตนดเคี่ยวกับกะทิจนหอม บางคนบอกว่าแค่กล้วยปิ้งอย่างเดียวก็อร่อยแล้ว วันหนึ่งปิ้งเกินกว่า 200 ไม้

ร้านนี้เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00 น. ยาวไปจนถึงบ่าย 2 ยกเว้นเสียแต่ว่าหากล้วยพันธุ์ที่ต้องการไม่ได้ ร้านตั้งอยู่ตลาดนครไทย ปากซอยลาดพร้าว 101 ว่างๆ ลองแวะไปชิมกันดูนะครับ รับรองจะติดใจชัวร์ หาไม่เจอโทร. 06-5226-9016 

ปาป้า ชาบู ฟาร์ม ให้ทุกวันเป็นมื้อพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 16:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/555669

ปาป้า ชาบู ฟาร์ม ให้ทุกวันเป็นมื้อพิเศษ

เรื่อง คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ตอนนี้ร้านอาหารชาบูแบบบุฟเฟ่ต์มีจำนวนมาก มีการแข่งขันกันสูงทั้งในเรื่องราคาและการคัดสรรวัตถุดิบ หากแต่การเกิดขึ้นของ “ปาป้า ชาบู ฟาร์ม” ไม่ได้ต้องการลงห้ำหั่นราคาหรือแข่งขันแย่งชิงลูกค้าจากใคร ทว่าต้องการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนที่อยากรับประทานชาบู หรือชอบรับประทานชาบูมาก อยากรับประทานบ่อยๆ แต่จะให้ไปร้านบุฟเฟ่ต์ตลอดเวลาก็ไม่ไหว

ปาป้า ชาบู ฟาร์ม บริการแบบอะลาคาร์ท เป็นชาบูสไตล์ญี่ปุ่นสายพันธุ์ไทย ที่ต้นตำรับรุ่นคุณพ่อใช้ชีวิตและทำอาหารญี่ปุ่นมานาน จนกลิ่นหอมและรสชาติละมุนของน้ำซุปขจรออกจากก้นครัวที่บ้านไปสู่เพื่อนบ้าน เพื่อนของลูก เพื่อนของญาติ ฯลฯ จนทุกคนลงความเห็นว่า เปิดร้านให้คนไทยได้รับประทานชาบูรสชาติอร่อยๆ เถอะ

เมื่อมีสูตรเด็ด คอนเซ็ปต์ของร้านก็เริ่มต้นที่ชาบูสายครีเอทีฟ หรือสตรีทชาบูสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงง่ายราคาไม่แพง

ไอเดียการตกแต่งร้านจึงลงตัวที่คอนเทนเนอร์สีดำ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ลูกค้าจดจำ เรียกขานกันปากต่อปาก ชาบูคอนเทนเนอร์ตู้ดำ

ปัจจุบัน ปาป้า ชาบู ฟาร์ม มีทั้งหมด 4 สาขา เมนูอาหารเหมือนกันหมด ต่างกันในเรื่องรายละเอียดการตกแต่งร้านให้เหมาะกับพื้นที่ แต่ยึดเอกลักษณ์ตู้คอนเทนเนอร์ ที่คงความรู้สึกของความเป็นสตรีทฟู้ด และใกล้ชิดกับลูกค้าทุกระดับ

สาขาที่ ฮาบิโตะ อ่อนนุช มีพื้นที่กว้างขวาง และค่อนข้างจะแหวกแนวจากสาขาอื่นๆ ที่มีความเป็นสตรีทเข้มข้น แต่สาขานี้ลดความดิบของโครงสร้างตู้เหล็ก ด้วยการเสริมบรรยากาศของความเป็นฟาร์มเข้าไป ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมาะกับคอมมูนิตี้มอลล์ ที่มีคอนโดรายล้อมหลายพันยูนิต

ตู้คอนเทนเนอร์สีดำ วางซ้อนกัน 2 ชั้น ตั้งตระหง่านมีต้นไม้สูงใหญ่สีเขียวขจีเป็นฉากหลัง ส่วนของชั้นบนหลังคาใช้ไม้หมอนรถไฟตกแต่งลดทอนรูปทรงสี่เหลี่ยมให้เป็นเหมือนโรงนาในฟาร์ม

ร้านเป็นแบบเซมิเอาต์ดอร์ คือผนังถูกดีไซน์เป็นบานพับติดกระจกสามารถเปิดโล่งได้หมด แต่ด้วยอากาศเมืองไทยร้อน จึงปิดหมดแต่ก็มองเห็นวิวด้านนอกชัดเจน

ถ้าวันไหนมีลมหนาวมาเยือนทางร้านก็จะเปิดผนังให้โล่งเชื่อมไปยังที่นั่งโซนเอาต์ดอร์ ยามพลบค่ำที่นั่งโซนนี้มักถูกจับจองมากกว่าภายในที่อากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศเสียอีก แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนก็ตาม

ภายในยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตู้คอนเทนเนอร์ แต่ลดทอนความดิบของโครงสร้างแนวอินดัสเทียลลงด้วยการนำไม้ อิฐมอญให้ดูเป็นฟาร์มขึ้นมาหน่อย และใช้ลวดลายกราฟฟิกเสริมเข้าไปไม่ทิ้งกลิ่นอายสตรีท

การตกแต่งเรียบง่ายแต่มีรายละเอียดให้ค้นหา เป็นอีกเสน่ห์ที่เสริมบรรยากาศของปาป้า ชาบู ฟาร์ม ให้น่านั่งรับประทานกันไปแบบชิลๆ ยาวๆ ไม่รีบเร่ง ประหนึ่งที่พบปะสังสรรค์ของคนในครอบครัวนอกบ้าน หรือก๊วนเพื่อน

ที่น่าสนใจคือ ลูกค้ามาคนเดียวมีสัดส่วนเยอะ ด้วยบรรยากาศดูสบายๆ ไม่เป็นทางการมาก ช่วยลดความเก้อเขินสำหรับคนที่ต้องมานั่งรับประทานชาบูมีหม้อโตวางด้านหน้าคนเดียวได้

มาถึงสูตรเด็ดที่มัดใจชาวชาบู คือ น้ำซุป มีให้เลือก คือ น้ำซุปใส มิโซะ สุกียากี้ (น้ำดำ) เรดฮอต หม่าล่า และซุปโบราณ ซึ่งตอนนี้น้ำซุปที่ลูกค้าติดอกติดใจมากที่สุด ยกให้ หม่าล่า แต่ถ้าความกลมกล่อมแบบต้นตำรับปาป้า ชาบู ต้องมิโซะ ที่ผสานสมุนไพรไทยอย่างขิงลงไปด้วย กับ สุกียากี้ ที่ได้กลิ่นหอมอ่อนของปลาโอ

น้ำจิ้มมี 3 อย่าง คือ น้ำจิ้มสุกี้ พอนสึ และน้ำจิ้มงา ทีเด็ดไม่อยากให้พลาดคือ น้ำจิ้มงา ที่ใช้วัตถุดิบใหม่ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน คั่วงาเองให้ได้ความสุกที่งามีผิวสีเหลืองมันวาวและได้กลิ่นหอม ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าการคั่วงาไม่ง่ายนัก เสี่ยงต่อการไหม้เสียมากกว่าหากใช้ไฟแรง และถ้าจังหวะการคั่วไม่ดีความสุกก็ไม่สม่ำเสมอ

ในส่วนของการปรุงรสนอกจากซอสต่างๆ สัญชาติญี่ปุ่นแล้ว ไม่มีวัตถุดิบอื่นใดนอกจากงา จึงได้รสชาติความมันของงาเน้นๆ และหอมมัดใจจริงๆ

ปาป้า ชาบู ฟาร์ม วัตถุดิบทุกอย่างส่งตรงจากครัวกลางไม่ใส่สารกันเสีย หัวซอสของน้ำซุปทำใหม่ทุกวัน ผักสั่งวันต่อวัน

เมนูสุดฮอต สันคอหมู ผ่านการหมักด้วยซอสสูตรทางร้าน ส่วนเนื้อประเภทอื่นไม่หมักแต่ไม่เหนียวเพราะการคัดสรรวัตถุดิบเกรดดี เช่น เนื้อใบพาย สันคอเนื้อ สดใหม่ ไม่ผ่านการแช่แข็ง ไม่นำเนื้อเก่าแช่แข็งหลายๆ วันมาบริการ นอกจากนำเนื้อมาฟรีซเพื่อให้เนื้อเป็นก้อนสำหรับหั่นเท่านั้น

ราคาเริ่มต้นต่อถาด 29 บาท เป็นเซต 89 บาท ที่ตั้งราคาต่ำเพราะอยากให้ปาป้า ชาบู ฟาร์ม เป็นร้านชาบูที่สามารถรับประทานได้บ่อยๆ เสมือนเดินมาสั่งข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวอย่างนั้นละ

ปาป้า ชาบู ฟาร์ม สาขา ฮาบิโตะ มอลล์ ถนนสุขุมวิท 77 เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 16.00-22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-22.00 น. โทร.09-5545-5516