เมย์ การ์เด้น เฮาส์ ความสนุกปนความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 11:34 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557425

เมย์ การ์เด้น เฮาส์ ความสนุกปนความอร่อย

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมย์ การ์เด้น เฮาส์ เรสเทอรองต์ (May’s Garden House Restaurant) ร้านอาหารน้องใหม่ที่หยิบยกธีมบ้านหลังน้อยแสนอบอุ่นของ โทโทโร่ (Totoro) แอนิเมชั่นแสนน่ารักจากค่ายจิบลิ มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แฟนคลับโทโทโร่ สนุกและมีความสุขด้วยกัน

จุดเริ่มต้นของร้านนี้เกิดจากการที่ โทชิโอะ ซูซูกิ โปรดิวเซอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) บริษัทที่สร้างสรรค์ลายเส้น ภาพยนตร์และการ์ตูนแอนิเมชั่นชื่อดังมากมายจากประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย และรู้สึกชื่นชอบภาคอีสานเป็นพิเศษ เพราะมีบรรยากาศคล้ายกับบ้านเกิดของตัวเอง อีกทั้งยังมีบรรยากาศคล้ายกับฉากในโลกของโทโทโร่อีกด้วย

ในระหว่างท่องเที่ยว โทชิโอะ ก็ได้มีโอกาสแวะไปกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และเกิดติดใจในเมนูไก่ทอดของร้านนี้เข้าให้ ทว่าเมื่อพูดคุยกับเจ้าของร้านคือ เมย์-กานต์ญาดา พระแท่น ทำให้รู้ว่าร้านใกล้จะปิดตัวลงแล้ว

เพื่อนของโทชิโอะพูดขึ้นมาว่าถ้าร้านนี้ไปเปิดที่กรุงเทพฯ ก็คงจะขายได้แน่ๆ ทำให้เขาตัดสินใจชวนเจ้าของร้าน และบรรดาพี่น้องของเจ้าของร้านที่เป็นเชฟมาเปิดร้านนี้ขึ้นมา โดยใช้ชื่อเมย์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเจ้าของร้านที่ปักธงชัย และยังบังเอิญไปตรงกับตัวละครในโทโทโร่ พอดิบพอดี และนี่ยังเป็นร้านอาหารในธีมโทโทโร่ร้านแรกในเมืองไทย

ตัวร้านเป็นบ้านเก่าหลังใหญ่ในซอยสุขุมวิท 29 ที่รายล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียว และสระว่ายน้ำ ส่วนภายในร้านมีทั้งส่วนของห้องกระจกที่แลเห็นธรรมชาติที่รายล้อมได้อย่างถนัดตา นอกจากนี้ยังห้องโชว์สินค้าที่ระลึกของโทโทโร่และในอนาคตอันใกล้ยังจะมีห้องสำหรับเด็กๆ ให้มาร่วมกิจกรรมอันสนุกสนานกันอย่างเต็มที่

เมนูของที่นี่เน้นเสิร์ฟอาหารอีสานสูตรจากปักธงชัย ส่วนของหวานเน้นออกไปในทางญี่ปุ่นผสานกับวัตถุดิบของไทย ที่มีตัวโทโทโร่เป็นพระเอกในทุกเมนู

เริ่มต้นกันที่เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน อันเป็นแรงบันดาลใจให้เปิดร้านนี้อย่าง ปีกไก่ทอด โดยใช้ปีกส่วนกลางหมักเกลือแล้วนำมาทอดในสูตรของปักธงชัย ที่กรอบนอกนุ่มในกำลังกิน แถมยังหอมสมุนไพรอย่างใบเตย เสมือนเป็นของกินเล่นแสนเพลิน

ต่อด้วยหมูแดดเดียว ที่พิเศษคือใช้เนื้อหมูสันนอกนำไปหมักเครื่องเทศ แล้วนำไปตากแดด พอหมูหมาดก็นำมาทอดด้วยไฟแรงเพื่อให้ได้ความกรอบนอกนุ่มใน

ตามมาด้วยส้มตำไทย รสชาติจัดจ้านครบรส เปรี้ยว หวานสอดไส้ด้วยรสเผ็ด โดยสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตามต้องการ และยังใช้กุ้งแห้งตัวโตเคี้ยวเพลินทีเดียว

แหนมซี่โครงอีกเมนูที่อยากให้ลอง ส่งตรงมากจากปักธงชัย ที่ให้รสเปรี้ยวและเค็มที่พอดีและลงตัว

ตบท้ายของคาวด้วย แกงเขียวหวานไก่ ใช้เครื่องแกงจัดจ้านด้วยพริกชี้ฟ้าเขียวแดงเป็นสูตรจากปักธงชัย

ต่อกันที่ของหวานที่ครีเอทจากคาแรกเตอร์ของตัวการ์ตูนโทโทโร่ Totoro In The Rain เป็นตัวโทโทโร่กางร่มเป็นเค้กสอดไส้ด้วยชีสเค้กมะม่วงที่ให้รสเปรี้ยวเล็กน้อย ตกแต่งจานด้วยครัมเบิ้ลที่ทำจากโกโก้ และนม รวมถึงดอกไม้ที่กินได้

ตามมาด้วย Nekobus Has Come To Town คือ ทาร์ตรถบัสแมว หนึ่งในตัวละครสำคัญที่ทำหน้าที่ขับส่งภูตทั้งหลาย เป็นทาร์ตที่ทำจากชาไทย สอดไส้ด้วยกาแฟ และคาราเมล ให้ความสดชื่นดีไม่หยอก และ Mays Hat หรือหมวกของ เม คุซะกะเบะ ที่ทำจากมูสมะม่วง เป็นการตบท้ายมื้อที่สุดพิเศษ

เมย์ การ์เด้น เฮาส์ เรสเทอรองต์ อยู่สุดซอยสุขุมวิท 29 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 12.00 – 19.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร.02-034-9127

ร้อนนี้… ญี่ปุ่นมีอะไรกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 11:01 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557348

ร้อนนี้... ญี่ปุ่นมีอะไรกิน

เรื่อง ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ประเทศญี่ปุ่น ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องการรับประทานอาหารตามฤดูกาล โดยส่วนผสมที่นำมาปรุงเป็นจานเด็ดจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรียกว่ามีอาหารและส่วนผสมในอาหารหน้าตาใหม่ๆ มาให้ได้ตื่นตาตื่นใจกันตลอด

สำหรับฤดูร้อนในญี่ปุ่น ที่อยู่ในระหว่างเดือน มิ.ย.-ส.ค. จะว่าไปแล้วคนญี่ปุ่นก็มีรสนิยมเรื่องอาหารการกินไม่ค่อยแตกต่างจากคนไทย โดยเฉพาะการกินเพื่อความสดชื่น คลายร้อน และทำให้ร่างกายมีการชดเชยน้ำที่สูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อ ไม่ว่าจะเป็น โซเมน อาหารเส้นที่มักจะกินกันแบบหมี่เย็น จิ้มในน้ำซอสที่มีส่วมผสมของต้นหอมญี่ปุ่นและขิง ซึ่งนิยมไม่ต่างจาก ราเมนเย็น ฮิยาชิ-ชูกะ ที่มีมาทั้งเส้นราเมนเย็น ผักต่างๆ พร้อมแฮม หั่นเป็นเส้นๆ แต่งหน้าด้วยไข่ต้มฝานบางๆ

ขณะที่เมนูยอดฮิตอย่าง อูนางิ หรือปลาไหลญี่ปุ่น อาจจะมีเสิร์ฟตลอดทั้งปี ทว่าไม่มีช่วงไหนที่ปลาไหลญี่ปุ่นจะอร่อยเท่าฤดูร้อนอีกแล้ว

ชาวอาทิตย์อุทัยยังชื่นชอบรับประทานแตงโมในฤดูร้อนเช่นเดียวกับคนไทย แล้วก็ยังมี คากิโกริ หรือน้ำแข็งไสที่ท็อปรสชาติด้วยนมข้นและน้ำหวานเป็นจานโปรดที่ชื่นชอบไม่แพ้กัน

ซัมเมอร์นี้ ห้องอาหารเอเลเมนท์ (Elements) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ห้องอาหารที่ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก “มิชลิน ไกด์” ฉบับกรุงเทพฯ หรือ Michelin Guide Bangkok ฉบับแรก นำเสนอวัตถุดิบขึ้นชื่อในช่วงฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น ยกระดับปรุงเป็นอาหารฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องอาหาร ให้บริการเป็นเมนูพิเศษตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ แน่นอนว่าย่อมแตกต่างจากอาหารในแบบที่ชาวญี่ปุ่นรับประทานกันทั่วๆ ไป

ด้วยแรงบันดาลใจจากห้องซีเอลเบลอ (Ciel Bleu) ห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลินอันโด่งดังของโรงแรม โอกุระ อัมสเตอร์ดัม ทีมงานฝ่ายครัวของห้องอาหารเอเลเมนท์ ทำงานร่วมกับทีมงานฝ่ายครัวของห้องอาหารซีเอลเบลอ โดยมีเชฟโอะโนะ ค็อกไมเยอร์ หัวหน้าพ่อครัวของห้องอาหารซีเอลเบลอ เป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาเพื่อสร้างสรรค์เมนูพิเศษโดยใช้วัตถุดิบชั้นดีในช่วงฤดูร้อน จากทั้งฟาร์มและท้องทะเลในประเทศญี่ปุ่น นำมาปรุงเป็นอาหารฝรั่งเศสที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น

เมนูแนะนำได้แก่ Taraba Crab Open Sandwich เนื้อปูทาราบะ เรดคิงแครบของญี่ปุ่นที่รสชาติหวานอร่อยที่สุดในฤดูนี้ ต่างจากอะแลสก้าคิงแครบที่ต้องกินกันในหน้าหนาว นำมาคลุกเคล้ากับมายองเนส หอมแดงและแตงกวาญี่ปุ่นดองวางบนสาหร่ายญี่ปุ่นทอดกรอบ ตกแต่งด้วยหัวไช้เท้าญี่ปุ่นดอง เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่นำวัตถุดิบนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมาปรุงแบบอาหารฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว

เมนูหอยเชลล์จากเกาะฮอกไกโด Nage of Hokkaido Scallop and Botan Ebi เชฟได้นำหอยเชลล์มาย่างด้วยไฟอ่อนๆ ให้บริการกับกุ้งโบตั๋นเนื้อหวาน ที่ลวกจนสุกกำลังพอดี แล้วจึงราดด้วยซอสสูตรพิเศษ ที่คล้ายๆ กับล็อบสเตอร์บิสก์ ทว่าอาศัยเพียงหัวและเปลือกกุ้งโบตั๋นผัดกับสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมผักและเห็ดชิเมจิผัดเนย โรยหน้าด้วยผักชีญี่ปุ่น

Hirame Flounder Paupiette เมนูจากท้องทะเลญี่ปุ่นอีกจาน เป็นปลาฮิราเมะสอดไส้ผักโขมนึ่ง เสิร์ฟพร้อมริซอตโต้ซีรีแลค ราดด้วยซอสปรุงรสกับชาเขียวข้าวคั่วเพื่อให้ได้กลิ่นหอม และโรยด้วยผิวเปลือกส้มยูสุ

ขณะที่เมนูที่คนชื่นชอบเนื้อวัว โดยเฉพาะเนื้อวางุห้ามพลาดเด็ดๆ คือ Satsuma Beef เนื้อซัทซึมะวางุ จากจังหวัดคาโกชิมะ เนื้อชั้นดีย่างสุกกำลังพอดี รับประทานกับโครแกตกระเทียม กระเทียมปรุงรสสูตรเฉพาะ คลุกเคล้าแป้งทอดกรอบ เสิร์ฟพร้อมหัวไช้เท้าญี่ปุ่นอบสอดไส้เห็ดชิเมจิผัดกับไขสันหลังวัว (Bone Marrow) และครีมซอสมะกอกลิเคอริช ราดด้วยซอสพริกไทยซาโรวัค

ปิดท้ายด้วย Mango Sorbet ของหวานแสนสดชื่น ที่ผสานรสชาติของมะม่วง ยูซุ ที่รสชาติอร่อยสุดๆ ในฤดูร้อน และมะพร้าวเอาไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น แมงโก้-ยูซุ เคิร์ด (Mango-Yuzu Curd) ไอศกรีมมะม่วง (Mango Cremeux) เสิร์ฟมาบนครัมเบิลมะพร้าว (Coconut Sable Crumble) ตัดรสเปรี้ยวตบท้ายด้วยเมอแรง

เมนูพิเศษที่คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีในช่วงฤดูร้อนจากประเทศญี่ปุ่นมาปรุงเป็นอาหารฝรั่งเศส ราคาเริ่มต้นที่จานละ 690 บาท++ ให้บริการระหว่างวันนี้-31 ส.ค.เท่านั้น

ห้องอาหารเอเลเมนท์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 25 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันอังคาร-วันเสาร์ เฉพาะมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. สำรองที่นั่ง โทร. 02-687-9000 หรืออีเมล elements@okurabangkok.com และ http://www.okurabangkok.com

Tasty America @กูร์เมต์ มาร์เก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 17:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557253

Tasty America @กูร์เมต์ มาร์เก็ต 

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

กูร์เมต์ มาร์เก็ต ร่วมกับ กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) และไลน์ แมน (Line Man) จัดงาน “Tasty America”เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ชวนเปิดประสบการณ์อร่อยรูปแบบใหม่ ง่ายๆ สไตล์อเมริกัน ด้วยที่สุดของไฮไลต์อาหารและวัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมบริการเดลิเวอรี่ทุกเมนู อร่อยจากสหรัฐส่งตรงถึงหน้าบ้านง่ายๆ ด้วยแอพพลิเคชั่นไลน์ แมน ระหว่างวันนี้-31 ก.ค. ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ตเมนต์สโตร์

งาน “Tasty America” เทศกาลอาหารสหรัฐ ในบรรยากาศสุดสนุกสไตล์อเมริกัน ตอกย้ำความเป็นเวิลด์คลาส กูร์เมต์ เดสติเนชั่นของนักชิม โดยอเมริกันฟู้ดเลิฟเวอร์จะได้ เต็มอิ่มกับอาหารและวัตถุดิบส่งตรงจากสหรัฐ อาทิ เนื้อโทมาฮอว์กขุนด้วยธัญพืช เนื้อวัวสายพันธุ์แองกัส จากสหรัฐ ขุนด้วยธัญพืชให้รสชาติเข้มแบบฉบับเนื้อฝั่งตะวันตก มีลายไขมันแทรกทำให้เนื้อเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ และมีรสชาติเข้มข้น ซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพโดย USDA โดยเนื้อโทมาฮอว์กนี้ ได้ทำการตัดแต่งให้ง่ายสำหรับการนำไปปรุงอาหาร ที่จะเติมเต็มมื้ออาหารให้พิเศษกว่าที่เคย

กุ้งเมนล็อบสเตอร์ กุ้งล็อบสเตอร์จากรัฐเมน สหรัฐ เป็นล็อบสเตอร์ที่ขึ้นชื่อว่า ตัวใหญ่ เนื้อแน่น หวานฉ่ำ โดยเมื่อโตเต็มวัยอาจหนักถึง 20 กก. สามารถนำไปรังสรรค์ได้หลายเมนู หรือเพียงแค่นำไปนึ่งและรับประทานกับซอสเนยก็อร่อยอย่าบอกใคร

แลมบ์เวสตัน มันฝรั่งอเมริกาแช่แข็งแบบเส้นเล็กสูตรต้นตำรับ แบรนด์นำเข้าจากสหรัฐ หรือที่นำมาทอดเป็นอเมริกันฟรายส์ ทำมาจากมันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง เมื่อนำมาทอดจะให้ความอร่อย กรอบนอก นุ่มใน อีกทั้ง ยังมีรูปแบบและรสชาติให้คนรักมันฝรั่งได้เลือกอร่อยมากมาย

แอปเปิ้ลแดงวอชิงตัน นับเป็นแอปเปิ้ลขึ้นชื่อจากสหรัฐ ซึ่งปลูกด้วยดินภูเขาไฟ ส่งผลให้อุดมไปด้วยน้ำและแร่ ธาตุ รวมถึงมีวิตามินและสารอาหารมากมาย รสชาติอร่อยเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว

นอร์ธเวสต์เชอร์รี่ เชอร์รี่ขนาดใหญ่มีทั้งสีแดงเข้มและสีทอง สดจากสหรัฐ เนื้อแน่น รสชาติหวาน และดีต่อสุขภาพ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ สามารถรับประทานสด หรือทำเป็นไส้พาย นำไปผสมในโยเกิร์ต ปรุงเป็นแยม ซอส เครื่องดื่มผลไม้ หรือไอศกรีมก็อร่อยอย่าบอกใคร

บลูเบอร์รี่ ผลไม้ขึ้นชื่อที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุที่ดีต่อสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระและไฟเบอร์ สูง แคลอรี่ต่ำซึ่งดีต่อสุขภาพ สามารถรับประทานสด หรือทำเมนูอื่นๆ ได้มากมาย

หลากหลายผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ จากแคลิฟอร์เนีย California Milk Products อาทิ ชีส เนย นม และไอศกรีมคริสตัล ไอศกรีมนมแคลิฟอร์เนีย รสมินต์ ช็อกโกแลตชิพ ส่งตรงจากฟาร์มนมโคแคลิฟอร์เนีย ทำจากนมวัวแท้ๆ คุณภาพชั้นเยี่ยม ให้ได้สัมผัสรสชาติใหม่ของไอศกรีมนมสดแท้ที่ลองแล้วจะต้องติดใจ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ จะได้เต็มอิ่มกับกองทัพสินค้าและขนมชื่อดังที่ส่งตรงจากสหรัฐ อาทิ ชีสเค้กชื่อดังอันดับหนึ่ง Cheesecake Factory มาพร้อมขนมขึ้นชื่ออย่างช็อกโกแลตนมผสมซีซอลต์เคลือบคาราเมล หรือจะเลือกซื้อขนม Pretzel Pete, Herr’s และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย ให้ได้เลือกอร่อยอย่างจุใจแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงอีกหนึ่งซีกโลก

พร้อมสั่งเมนูพิเศษจากเคาน์เตอร์ You Hunt We Cook เฉพาะในงานนี้เท่านั้น กับ เมนูเนื้อริบอายจากสหรัฐย่าง และหอยนางรมคุมาโมโตะ เสิร์ฟพร้อมอเมริกันฟรายส์ ใช้เนื้อริบอายย่างจากสหรัฐที่ผ่านกระบวนการเลี้ยงด้วยธัญพืช ส่งผลให้มีไขมันแทรก มีความนุ่ม ชุ่มฉ่ำ พร้อมซอสพริกไทยสดและซอสครีมไวน์ขาว เสิร์ฟคู่กับหอยนางรมคุมาโมโตะอบ และอเมริกันฟรายส์ ในราคาชุดละ 999 บาท

พิเศษ! สามารถสั่งซื้ออาหารและวัตถุดิบจากงาน Tasty America ด้วยบริการเดลิเวอรี่ทุกเมนู ส่งตรงถึงหน้าบ้านง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ แมน และรออร่อยได้ที่บ้านอย่างสะดวก รวดเร็ว

สายลมความสุขพัดโชย บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 13:58 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557347

สายลมความสุขพัดโชย บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์

เรื่อง: คีตะ pk_st@yahoo.com ภาพ: กิจจา อภิชนรจเรข

บางร้านอาหารก็ทำให้เราประทับใจตั้งแต่แรกเจอ เช่นเดียวกับ “บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์” ด้วยวิวริมทะเลสาบอันงดงามภายใต้แสงตะวันยามโพล้เพล้ บรรยากาศชิลๆ การตกแต่งสวยๆ สบายตา ชวนให้เอนกายพักพิง เมื่อได้รู้จักกันลึกซึ้งขึ้น อาหารและเครื่องดื่มของร้านนี้ก็มีผูกมัดใจผู้มาเยือนได้อย่างแน่นเหนียว

บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเมืองทองธานีหรือ “อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์” ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ใจกลางเมืองทองธานี นำเสนอหลากหลายกิจกรรมและพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ มีทั้งสนามแข่งโกคาร์ต “อิมแพ็ค สปีด พาร์ค” สำหรับผู้รักความเร็ว และมี 3 ร้านอาหาร ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ บรีซฯ นี่เอง

ภายในร้านตกแต่งด้วยโทนสีขาว โปร่งโล่ง สบายตา เรียบง่าย แต่ดึงดูดความสนใจ อย่างที่ถูกเรียกว่า สไตล์คินโฟล์ก ด้วยวัสดุที่ผสมผสานไม้ เหล็ก และอิฐเข้าด้วยกัน ทั้งยังมอบธรรมชาติมาอยู่ใกล้ชิดด้วยต้นไม้และใบไม้ซึ่งถูกนำมาประดับตกแต่ง

ความอิ่มเอมตาและใจถูกทำให้สมบูรณ์ขึ้นเมื่อได้ความอิ่มเอมท้องมาสมทบด้วยอาหารของบรีซฯ ซึ่งมาในสไตล์ฟิวชั่น ที่นำตะวันตกและไทยเดินทางมาพบกัน โดยการดูแลของ ชารีน แกรททอน เชฟหญิงชาวออสเตรเลียซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานในโรงแรมนานาชาติมากว่า 20 ปี

เมนูแนะนำของร้านที่ไม่ควรพลาดคือ ซี่โครงหมูบาร์บีคิวเกาหลีและอเมริกัน โดยซี่โครงที่หมักมาอย่างดี นุ่มนวล ละลายในปาก รับประทานกับเฟรนช์ฟรายส์ และผักที่เสิร์ฟมาด้วย ถ้าอยากลองพาสต้าก็ลองเลือก ริกาโตนี่และซอสรากูเนื้อซี่โครง สำหรับเนื้อซี่โครงนั้นนำเข้าจากออสเตรเลีย ผัดกับเส้นริกาโตนี่ เติมพาร์เมซานชีสขูดเพิ่มรสชาติและกลิ่นอายให้เข้มข้น ไก่พาร์เมซาน ซึ่งปรุงจากอกไก่ชุปเกล็ดขนมปังทอด ด้านบนหนึบนุ่มยืดด้วยมอสซาเรลลาและพาร์เมซานชีส มีเฟรนช์ฟรายส์เคียงข้างมาด้วย

ใครชอบปลาหมึกชุบแป้งทอดก็ลองสั่งมากรอบๆ หนึบๆ มาปรุงเป็นสลัดกับผักนานา เมนูเด็ดเผ็ดร้อนถูกลิ้นไทยๆ ก็มีอย่าง ผัดกะเพราเนื้อวากิว ซึ่งเลือกใช้เนื้อวัววากิวชั้นดีจากออสเตรเลีย นำมาผัดหอมกรุ่นด้วยสมุนไพรไทย และของหวานก็ไม่ขาดตกบกพร่อง จานที่เรียกว่า ช็อกโกแลต พัฟโลวา ตัวขนมคล้ายเมอแรงต์แต่งรสช็อกโกแลต รับประทานคู่กับไอศกรีมวานิลลาและครีมซอสมิกซ์เบอร์รี่ สีสันสวยงามรสชาติเปรี้ยวหวานกรอบนุ่ม

ยามบ่ายร้านนี้เหมาะมากสำหรับการมานั่งแฮงละเลียดบรรยากาศกับขนมและกาแฟ (ใช้เมล็ดจากแบรนด์วิททอเรีย คอฟฟี่ ประเทศออสเตรเลีย) หรือจะเป็นเครื่องดื่มอร่อยให้ความสดชื่อ อย่างเช่น น้ำสับปะรดปั่น มัจฉะกรีนทีครีมมี่ ฯลฯ ครั้นแดดร่มลมตกมีหลากเครื่องดื่มให้สั่งตามความชื่นชอบ เบียร์ขวดหลากหลายสัญชาติ รวมทั้งไซเดอร์ รวมทั้งคราฟต์เบียร์จากถังทั้งเยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และไทย หรือจะเป็นค็อกเทลไม่ว่าจะสูตรคลาสสิกหรือสเปเชียลเมนูของทางร้าน อย่างเช่น ดับเบิ้ลบรีซ (วอดก้า เตกีลา ดรัมบุย ท็อปด้วยจิงเจอร์เอล) เลคเพอร์เพิ้ล (มาร์ตินีเบียงโก ครีมเดอคาสซีส และน้ำมะนาว) ฯลฯ

บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์ ตั้งอยู่ที่ อิมแพ็ค เลคฟร้อนท์ (ริมทะเลสาบเมืองทองธานี) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. โทร. 02-033-1851, IG : breeze_cafeandbar และ FB : breezecafe.bar

ความประทับใจในที่ตั้งร้าน รวมทั้งบริการ อาหารและเครื่องดื่มทำให้เวลาระหว่างอยู่ที่ บรีซ คาเฟ่ แอนด์ บาร์ เราสัมผัสได้กับสายลมความสุขพัดโชย @

ดุ๊ก คอมเทมโพรารี อาร์ต ตาเสพศิลป์ลิ้นเสพรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 15:36 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557258

ดุ๊ก คอมเทมโพรารี อาร์ต ตาเสพศิลป์ลิ้นเสพรส

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จะมีอะไรที่สุขไปกว่าการได้สัมผัสงานศิลปะด้วยตา เครื่องดื่มรสเยี่ยม และยิ่งกว่านั้นคือการได้มิตรภาพใหม่ๆ กับคนที่รักชอบในสิ่งเดียวกัน ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในร้าน ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต ชั้น 1 เกษรวิลเลจ สถานที่ที่ให้ความสุนทรีย์ มีระดับที่คุณไม่ควรพลาด

ร้านนี้มีเสน่ห์หลายอย่างที่ทำให้เรารู้สึกประทับตั้งแต่ประตูทางเข้าเล็กๆ ที่ชวนให้เรารู้สึกฉงนใจว่าข้างในจะมีร้านเครื่องดื่ม แต่เมื่อเปิดเข้าไปแล้วราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะ และพื้นที่ก็กว้างขวางอย่างเหลือเชื่อ

ช่วงเวลาที่เราได้เข้าเยี่ยมเยือน ร้านดุ๊กแห่งนี้กำลังจัดนิทรรศการ “NUDE” โดยศิลปิน 8 คน ได้แก่ เมืองไทย บุษมาโร ธวัชชัย สมคง ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ พลุตม์ มารอด เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล วัชระ กล้าค้าขาย และดาว วาสิกศิริ ช่วยทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเพลินตามีเสน่ห์น่าดึงดูด ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของร้าน ดุ๊ก นั้นก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านเล่าที่มาที่ไปว่า หลังจากเห็นพื้นที่นี้ตั้งแต่ครั้งแรกก็เกิดไอเดียที่ทำให้โลเกชั่นที่ไม่ได้โดดเด่น ให้กลายเป็นร้านที่ผสมผสานสิ่งที่ผู้ชายทุกคนชอบ

ด้านการเติมแต่งงานศิลปะจากศิลปินที่มากฝีมือ คนส่วนมากนิยมหาซื้อผลงานศิลปะจากศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่สำหรับที่นี่เราจะได้เห็นทั้งผลงานศิลปะจากศิลปินชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ไปจนถึงศิลปินมากฝีมือที่ควรค่าแก่การแสดงผลงาน พื้นที่ภายในร้านมีส่วนทางเดินที่เชื่อมต่อไปยัง ตัดสูท ตัดกางเกงยีนส์ และร้านตัดผม ทรูฟิทท์ & ฮิลล์ ร้านตัดผมที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษระดับตำนานที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ลูกค้าจึงสามารถเลือกเดินมาตัดผม เลือกเสื้อผ้า และมากินดื่มต่อที่ร้านดุ๊กได้สบายๆ

นอกจากนี้ยังมีมีลิฟต์ที่สามารถเข้าขึ้นมาจากลานจอดรถแล้วเข้ามาที่ร้านได้โดยตรง ไม่ต้องเดินผ่านทางเข้าศูนย์การค้าทั่วไปให้คนพบเห็น จึงมีความเป็นส่วนตัวและที่นี่ก็มีความสงบอย่างมากด้วยด้วยเช่นกัน

คุณจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับการนั่งจิบไวน์ เบียร์ แชมเปญ ซิงเกิ้ลมอลล์ และเครื่องดื่มนำเข้าที่มีให้เลือกสรรมากมายตามรสนิยม หรืออยากจะลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ด้วยการสั่งเครื่องดื่มทีละแก้วก็น่าสนใจไม่น้อย ทั้งเครื่องดื่มและเมนูอาหาร และไม่ได้มีแค่เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เท่านั้น กาแฟของทางร้านก็มีรสชาติและกลิ่นหอมไม่แพ้กาแฟของร้านอื่นแน่นอน ลูกค้าหลายคนก็นิยมมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านนี้ เพราะทุกอย่างเสิร์ฟบริการตามมาตรฐานของวอเตอร์ ไลบารี่

มีราคาสำหรับการลองชิมเครื่องดื่มเป็นเซต ตามรสนิยมของลูกค้า ซึ่งที่จริงแล้วจุดประสงค์อย่างหนึ่งของ ดุ๊ก คอมเทมโพรารี อาร์ต ก็คือการเปิดให้ลูกค้าโดยเฉพาะคุณผู้ชายทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ดูบ้าง เพื่อเปิดความคิด เปิดโลกใหม่ๆ รสชาติใหม่ๆ ว่าเครื่องดื่มในโลกนี้นั้นมีความหลากหลายและน่าค้นหาแค่ไหน ดังนั้นลูกค้าแต่ละคน จึงเลือกเครื่องดื่มไม่เหมือนกัน ไม่มีการรีวิวเครื่องดื่ม มีแต่คำแนะนำจากพนักงาน กับรสนิยมของคุณเท่านั้น

ที่สำคัญกว่านั้น คือเพื่อนใหม่ที่มีโอกาสได้พบเจอจากคนที่ชอบในสิ่งเดียวกันสิ่งเหล่านี้สะท้อนจากการตกแต่งร้านเน้นเปิดพื้นที่โล่งโต๊ะยาวและม้านั่ง สังเกตได้ว่าในร้านจะไม่ค่อยมีที่นั่งเป็นโต๊ะเล็กๆ มากเท่าไหร่นัก เน้นไปที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ให้ลูกค้านั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งลูกค้าที่มาคนเดียวก็สามารถหาเพื่อนใหม่ๆ ได้จากที่ร้านนี้

บางคนก็เลือกที่จะมานั่งทำงาน บ้างก็นั่งผ่อนคลายความเครียดหลังการประชุมอันหนักหน่วง แม้กระทั่งการนัดพูดคุยธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมาก ก็มีห้องรับรองการพูดคุยงานกันส่วนตัวแบบที่ต่อให้แอบฟังผ่านประตูก็ไม่ได้ยิน

หากสังเกตที่ผนังร้านคุณก็จะพบเห็นภาพวาดจนเต็มพื้นที่ภาพเหล่านี้เป็นผลงานของศิลปินที่ทางร้านเชิญให้มาวาดใหม่อยู่เป็นระยะๆประมาณ 6 เดือนก็จะมีการลบภาพเก่าแล้ววาดใหม่

หากนานๆ มาเยี่ยมเยือนสักครั้งลูกค้าจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร้านเสมอ ทำให้รู้สึกเหมือนได้นั่งเจอเพื่อนเก่าในบรรยากาศใหม่ๆ มีหัวข้อใหม่ๆ ให้พูดคุย และทำให้เราอยากกลับมาใช้บริการที่ ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต อีกครั้ง

ร้าน ดุ๊ก คอมเทมโพรารี อาร์ต ชั้น 1 เกษรวิลเลจ โซนอาร์ต สเปซ เปิดเวลา 11.00-24.00 น. โซนบาร์เครื่องดื่มและซิกการ์เลานจ์ เปิดเวลา 12.00-24.00 น.

ขนมไทยโบราณลูกปรง อาหารท้องถิ่นสุโขทัย-หากินยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ก.ค. 2561 เวลา 15:13 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557252

ขนมไทยโบราณลูกปรง อาหารท้องถิ่นสุโขทัย-หากินยาก

เรื่อง/ภาพ ภูเบศวร์ ฝ้ายเทศ

ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ยังคงเป็นผืนป่าที่ความอุดมสมบูรณ์ เพราะชาวบ้านร่วมใจอนุรักษ์ป่าชุมชนให้อยู่คู่กับวิถีชีวิตชนบท แต่ละวันชาวบ้านที่นี่จึงพากันเข้าป่าไปเก็บพืชผักผลไม้นำไปปรุงเป็นอาหารประจำวัน แต่ที่นิยมเป็นพิเศษคือ เก็บลูกปรง ซึ่งเป็นผลไม้ท้องถิ่นออกผลปีละครั้งในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. เพื่อนำมาแปรรูปเป็นแป้งใช้ทำขนมไทยโบราณ สำหรับกินในงานบุญและพิธีต่างๆ รวมทั้งเอาไว้เลี้ยงต้อนรับญาติพี่น้องและแขกผู้มาเยือนหมู่บ้านนี้ด้วย

ขนมปรงถือว่าเป็นอาหารประจำท้องถิ่นหากินได้ยาก มีรสชาติหวาน หอม อร่อย นุ่มลิ้น ทำกินกันมาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด โดยชาวบ้านจะเข้าไปเก็บลูกปรงป่าตามธรรมชาติ เฉพาะสีเหลืองแก่เท่านั้น ก่อนนำมาผ่าเอาเนื้อในออก แล้วปั่นบดละเอียด ใส่ผ้ากรองน้ำแป้ง แช่ในถังให้แป้งตกตะกอน พอน้ำใสเททิ้ง แล้วเติมน้ำแช่ใหม่ ทำวันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน เพื่อเอาพิษเมาออกจากนั้นนำไปตากแห้ง ก่อนนำแป้งไปปั่นให้เป็นฝุ่นขายกิโลกรัมละ 200 บาท

“แป้งปรงนอกจากนำมากวนใส่น้ำตาล โรยหน้าด้วยมะพร้าวคลุกเกลือ ทำเป็นขนมหวานได้รสชาติอร่อยแล้ว ยังสามารถนำไปทำห่อหมกไข่มดแดง ผักชุบแป้งทอด หรือจะใช้เป็นส่วนประกอบทำขนมกล้วย ขนมแตงก็อร่อย” ตัน มีกิจ ชาวบ้านน้ำด้วน หมู่ 6 ต.เมืองขลัง กล่าว

สำหรับต้นปรงชาวบ้านถือเป็นผลประโยชน์จากการที่ได้ร่วมใจกันดูแลอนุรักษ์ป่าชุมชนเอาไว้และยังมีผักหวาน เห็ดโคน กลอย ผักสาบ สมุนไพร ไข่มดแดง ฯลฯ ให้เก็บผลผลิตหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ทำให้คนที่นี่ต่างรู้สึกหวงแหนและเห็นคุณค่าของป่าชุมชนอย่างมาก

นักท่องเที่ยวผ่านมา อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หากอยากลิ้มลองรับประทานขนมไทยโบราณทำจากลูกปรงอร่อยถูกปากขอแนะนำให้ไปบ้านน้ำด้วน ต.เมืองบางขลัง

ร้านจิ๊บกี่ ณ นางเลิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 17:12 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556937

ร้านจิ๊บกี่ ณ นางเลิ้ง

เรื่อง : สิทธิปูทะเลย์

มาตลาดนางเลิ้ง ทานอะไรดี อิฉันขอแนะนำร้านนี้เลยจ้า ร้านจิ๊บกี่ ร้านนี้ขายหมูแดง หมูกรอบ เป็ดย่าง แสนอร่อย (จริงๆ) 

ร้านจิ๊บกี่ตั้งอยู่ที่ตลาดนางเลิ้ง ถนนนครสวรรค์ ฝั่งตรงข้ามตลาดนางเลิ้ง หาไม่ยากค่ะ หน้าทางม้าลายข้ามไปป้ายตลาดเลย แต่หากจะมาทานร้านนี้ ต้องรีบมาค่ะ เพราะหลังเที่ยงไม่เกิน 14.00 น. อาจจะหมด เพราะขายดีเหลือเกิน

หมูกรอบสีเหลืองอร่าม แขวนรอตารอใจในตู้ ใครเห็น ก็น่าคิดเหมือนอิฉัน… น่ากินเหลือเกิน รสชาติคงไม่ต้องบอก หนังกรอบ เนื้อหมูมีรสชาติ ไม่จืดชืด นั่งกินหมูกรอบเปล่าๆ ยังเพลิน

หมูแดง อร่อยมากเช่นกัน ข้าวหมูแดงหมูกรอบนี่ ไม่ต้องคิดมาก สั่งเลยค่ะ ข้าวหมูแดง 1 จานใส่ทุกอย่าง

ส่วนเป็ดย่าง ก็อร่อยอีกเช่นกัน เท่าที่กินมายังไม่เห็นว่ามีอะไรไม่อร่อย อย่างเป็ดย่างเนี่ย ต้องสั่งไส้และเครื่องในด้วยค่ะ อร่อยค่ะ ต้องทานกับพริกดองซีอิ๊ว อร่อยลืมอ้วนไปเลยค่ะ

เป็ดย่าง เขาย่างได้แห้ง หั่นเป็นชิ้นพอคำราดน้ำเค็มๆ หวานๆ มีทั้งแบบสั่งสับเป็นจาน มีจานเล็ก กลาง ใหญ่ และราดข้าว ที่สำคัญอย่าลืมสั่งเป็ดตุ๋นมาซดน้ำร้อนๆ คล่องคอนักเชียว

ร้านนี้เวลาไปทานจะได้อารมณ์แบบย้อนยุคค่ะ เพราะนอกจากอาคารร้านค้าที่เป็นตึกเก่าแล้ว บรรดาลูกค้าของร้านร้านนี้ ล้วนเป็นมิตรรัก แฟนเก่า มาแวะเวียนทานกันเยอะมาก นั่งทานเป็นกลุ่ม สิบคนยี่สิบคน สนทนากับเจ้าของร้าน ย้อนอดีตในฐานะลูกค้าเก่า สนุกๆ เพราะตลาดแห่งนี้มีเรื่องเล่า

ร้านนี้เป็นห้องแถวริมถนน เลขที่ 355-359 ซอยนครสวรรค์ 7 ถนนนครสวรรค์ แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ เปิด 08.00-14.00 น. โทร.02-281-1283

หนีออกจากโลกใบเดิม ฉบับ ‘บันทึกนักหนีเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 17:04 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556934

หนีออกจากโลกใบเดิม ฉบับ ‘บันทึกนักหนีเที่ยว’

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : บันทึกนักหนีเที่ยว

สาวไฮเปอร์ไม่เคยอยู่นิ่ง “ลิเดีย หนุนอนันต์” เธอเป็นนักเดินทางวัย 25 ปี ที่เขียนเรื่องราวผ่านเพจเฟซบุ๊ก “บันทึกนักหนีเที่ยว” และเว็บไซต์ neetiewdiary.com ไดอะรี่ที่เก็บสะสมความทรงจำมานาน 1 ปี ซึ่งนับเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งในชีวิตการเดินทางของเธอ

ลิเดียเป็นเด็กใต้ จ.พัทลุง เริ่มเดินทางไปต่างประเทศเมื่อราว 4 ปีก่อน จนกระทั่งได้ไปทริปสหรัฐอเมริกาเมื่อกลางปีที่ผ่านมา เธอก็มีความคิดอยากเปิดเพจเฟซบุ๊ก เพราะรู้สึกเสียดายที่จะเก็บเรื่องราวและภาพถ่ายไว้คนเดียว

“ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า เพราะลิเดียเป็นแค่คนชอบเที่ยว ชอบพูด ชอบถ่ายรูป ไม่ได้เก่งเหมือนบล็อกเกอร์คนอื่น ปรากฏว่าพอทำออกไปมีคนแชร์ คนคอมเมนต์ และมาถามข้อมูลเราเพิ่มเติม ลิเดียเลยรู้สึกว่า สิ่งที่เราทำได้ไปสะกิดต่อมอยากเที่ยวของคนอื่น และเป็นประโยชน์ต่อคนที่วางแผนไปที่เดียวกับเราด้วย”

เธอเชื่อว่า ทุกคนก็ต่างมีสถานที่ในฝันของตัวเอง แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ทำให้ความฝันของบางคนนั้นเริ่มแฟบไป หากเรื่องราวและรูปถ่ายของเธอจะไปกระตุ้นความฝันนั้นได้ เธอเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจอย่างยิ่ง

“คนทุกวันนี้ชอบบอกว่าไม่มีเวลา แต่ลิเดียอยากให้คุณลองหาเวลาให้ตัวเองสักนิด หนีออกจากโลกของตัวเอง หนีการตื่นขึ้นมาเจอเจ้านายในตอนเช้า หนีการนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านในตอนเย็น ลองหนีออกไปเที่ยวบ้าง แล้วคุณจะรู้ว่าไม่ต้องใช้เวลามากเลยที่จะหาความสุขจากการเดินทาง”

นอกจากนี้ สำหรับเธอแล้วสิ่งที่สำคัญพอๆ กับจุดหมายปลายทางคือ “ระหว่างทาง” เพราะไม่ว่าอย่างไรปลายทางก็เหมือนเดิม แต่ที่ไม่เคยเหมือนคือ เรื่องราว ผู้คน และบรรยากาศระหว่างทาง

“ปีนี้ลิเดียจะเที่ยวในไทยหรือประเทศที่อยู่ใกล้ไทยมากขึ้น เพราะลิเดียเชื่อว่าการเปิดประสบการณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทาง แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองที่เรามองโลกใบนี้มากกว่า”

ตอนนี้เพจบันทึกนักหนีเที่ยวมาไกลกว่า 1 ปีกับ 7 หมื่นกว่าไลค์ ซึ่งเธอสารภาพว่า มาไกลกว่าที่คิดไว้มาก ซึ่งต่อไปเธออยากทำมันเป็น “งาน” เพราะจะได้ทำทุกวัน

“สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่เพราะเราเดินทางอยู่แล้ว แต่ลิเดียอยากทำทุกวันให้มันเป็นงาน และลิเดียรักงานนี้มาก รักสิ่งที่ทำอยู่มากเพราะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมากับมือ จนวันนี้มันกลายเป็นชุมชนของคนที่ชอบหนีเที่ยวเหมือนกันแล้ว”

การเดินทางทำให้เธอมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่คาดหวัง ไม่ตัดสินจากสายตาตัวเอง ซึ่งทำให้ทุกวันนี้เธอตื่นขึ้นมาเพื่อมองหาสิ่งดีๆ และมีความสุขกับมัน

สามารถติดตามการเดินทางครั้งล่าสุดของเธอได้กับทริป เลห์ ทิเบตน้อยแห่งประเทศอินเดีย ที่เธอพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าจะมีเวลากี่วันก็สามารถไปท่องเที่ยวอย่างสมบูรณ์แบบได้ถ้าอยากไปเสียอย่าง!

ใจกลางความสุข เขียวชอุ่มกลางภู ‘เชียงกลาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 16:40 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556932

ใจกลางความสุข เขียวชอุ่มกลางภู ‘เชียงกลาง’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

สองขากับสองล้อคู่กายพาไปสู่ใจกลางความสุข ณ เมืองเชียงกลาง อำเภอเล็กๆ ใน จ.น่าน ที่ตอนนี้ชาวบ้านกำลังลงแขกดำนากลางฝน ต้นอ่อนพลิ้วโอนส่งกลิ่นความชอุ่มมากับสายลม

คนบนอานสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดขึ้นไปถึงสมอง ปล่อยให้มันบำบัดความขุ่นหมองและชำระร่างกายที่บอบช้ำ ส่งแรงไปยังสองเท้า ปั่นมุ่งหน้าไปตามทางที่ขนาบด้วยทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาจรดภูเขาเบื้องหน้าที่ปกคลุมด้วยหมอกหรือเมฆฝนก็ไม่แน่ใจ

นักท่องเที่ยวที่มาน่าน ส่วนมากจะมาไม่ถึงหรือเลยผ่านอำเภอนี้ไป คือหยุดเที่ยวที่ปัวก่อนถึงเชียงกลาง หรือขับรถเลยไปทุ่งช้างแล้วปล่อยเชียงกลางไว้กลางทาง เชียงกลางจึงมีเครื่องหมายคำถามว่า มีอะไรเที่ยว?

น่าดีใจที่เชียงกลางไม่ได้มีแค่ทุ่งนา แต่ยังมีที่พักให้คุณมาเที่ยวและพักค้างแรม ซึ่งคงต้องกล่าวถึง “แสงทอง รีสอร์ท” ที่พักริมนามีจักรยานให้ใช้บริการฟรี โดยถนนเล็กๆ หน้าโรงแรมเป็นเส้นทางปั่นจักรยานเลาะเลี้ยวไปหาคนเกี่ยวข้าว แนะนำ 2 ระยะ คือ 10 และ 20 กม. ซึ่งสามารถปั่นได้เองหรือใช้บริการไกด์นำทางของรีสอร์ท มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมคนละ 100 บาทเท่านั้น

เดือน ก.ค. ชาวเชียงกลาง จะขี่รถเครื่องออกจากบ้านมายังทุ่งนา เพื่อนำต้นอ่อนที่ปลูกไว้ปักดำลงอีกแปลง แต่ละต้นห่างกัน 1 คืบเท่ากันตามความชำนาญประหนึ่งมีไม้บรรทัดวัด ซึ่งช่วงนี้เวลาปั่นไปตามถนนปูน (ถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจร) จะเห็นต้นข้าวสีเขียวอ่อนเต้นระบำ เวลาปั่นฉิวจะอ้าปากกินลมแทนอาหารเช้า แวะหยุดทักทายชาวบ้านบ้างแม้ไม่รู้จัก เก็บรอยยิ้มกลับมา หรือหากใครมีเวลาอยากลองดำนา พี่ป้าน้าอาก็ยินดีให้ช่วย

จากถนนเส้นเล็กๆ ทะลุออกไปยังถนนใหญ่ไม่จอแจ ถนนสายน่าน-ชายแดนด่านห้วยโกร๋น เงียบสงบในยามเช้าตรู่ มองเห็นแต่วัวเท่านั้นที่ตื่นขึ้นมากินหญ้า ส่วนรถรายังคงนอนหลับอยู่ที่ไหนสักแห่ง ถนนทั้งสายจึงแทบเป็นเลนจักรยานแต่ก็ครอบครองได้ไม่นานเส้นทางก็นำไปสู่ถนนสายเล็กอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยัง “วัดเจดีย์ (คาว)” วัดสำคัญของชุมชนบ้านเจดีย์

ลงจากอาน ถอดหมวกจักรยาน เข้าวิหารไปไหว้พระขอพร พระสงฆ์ยังออกไปบิณฑบาตจึงได้แต่ทำบุญในตู้บริจาค จากนั้นอย่าลืมไปชมวิวภูเขา ทุ่งนา และพักขาสักพักก่อนเดินทางต่อบนถนนปูนสายเล็ก (อีกครั้ง) ที่ทอดยาวไปกับทุ่งนา ปั่นผ่านผืนแล้วผืนเล่าเหมือนกับว่าถนนสายนั้นเป็นคันนาสายหรู

ไม่ต้องทำเวลา ไม่ต้องเร่งฝีเท้า ค่อยๆ ปั่นไปตามจังหวะหมอกไหลเชื่องช้าบนภูเขาที่ทอดยาว เพราะจะเร็วจะช้าปลายทางก็ยังไม่รอเวลาเหมือนเดิมคือ แม่น้ำกอน เส้นเลือดใหญ่ของชาวเชียงกลางที่กั้นพื้นราบเป็นสองฝั่ง โดยมี “สะพานแสงตะวันรุ่ง” เป็นตัวกลางเชื่อมผืนนาทั้งหมดเข้าหากัน

ส่วนความหมายของชื่อสะพานก็ไม่อ้อมค้อม เพราะวันไหนฟ้าเปิดเป็นใจจะสามารถยืนบนสะพานชมพระอาทิตย์ขึ้นพ้นเหลี่ยมเขาได้อย่างสวยงาม

จากสะพานแรกในเขตบ้านเจดีย์ ถนนปูนอย่างดีจะเปลี่ยนเป็นถนนดินลูกรังเลี้ยวเข้าชุมชนบ้านเชียงโคม เลียบแม่น้ำกอนและไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังไม่มีฝักจะไปเจอกับอีกสะพานชื่อ “สะพานสายรุ้ง” สีสันทั้ง 7 บนรั้วสะพานบ่งบอกว่าไม่ผิดที่แน่ ซึ่งจุดนี้แม่น้ำกอนด้านล่างดูจะเกรี้ยวกราดกว่า จากการสอบถามคนเลี้ยงวัวแถวนั้นจะทราบมาว่า เป็นจุดที่แม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกันจนไหลแรงและเร็ว

จากนั้นสองเท้ายังพาสองล้อปั่นไปที่บ้านสบกอน อดีตชุมชนที่เคยรุ่งเรืองและควันโขมงไปด้วยกลิ่นยาสูบ ด้วยเป็นที่ตั้งของโรงบ่มยาสูบจำนวนมากที่สุดใน จ.น่าน

ร่องรอยความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมใบยาสูบในภาคเหนือยังมีให้เห็นที่ “สถานีบ่มใบยาสบกอน” ที่ตั้งของอาคารก่ออิฐถือปูน ไม่มีประตูและหน้าต่าง ทุกหลังถูกทิ้งร้าง และรายล้อมด้วยหญ้าและวัชพืชสูงเหนือเข่า สถานีแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2493 หรือ 68 ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้อบใบยาสูบ ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง และส่งไปทำบุหรี่ทั่วประเทศไทย

“เมื่อก่อนบ้านสบกอนปลูกใบยาสูบเยอะมาก มีคนมารับซื้อใบยาสูบแห้งตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 1 ตี 2 แต่เมื่อคนเลิกสูบบุหรี่เยอะขึ้น ทำให้ขายได้น้อยลง ชาวบ้านจึงปลูกน้อยลง แรงงานคนหายาก ฟืนก็หายาก เจ้าของกิจการคุณสมชาย โลหะโชติ อดีต สส.น่าน จึงเปลี่ยนจากโรงบ่มด้วยฟืนเป็นเตาอบไฟฟ้า สถานีเดิมแห่งนี้เลยถูกทิ้งร้างไว้เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา โรงบ่มจำนวน 114 เตาถูกทิ้งให้กลายเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของคนรุ่นหลังถึงอาชีพและวิถีชีวิตของชาวเชียงกลางในอดีตต่อไป” ผู้ดูแลสถานีบ่มใบยาสบกอนเล่า

เธอกล่าวต่อว่า จ.น่าน มีโรงบ่มใบยาสูบที่เชียงกลาง ปัว และท่าวังผา แต่สถานีแห่งนี้ใหญ่และสวยงามที่สุด ซึ่งปีนี้จะเป็นปีแรกที่โรงบ่มไฟฟ้าจะเลิกอบใบยาสูบเปลี่ยนไปอบลำไย ส่วนบ้านไหนที่ยังปลูกใบยาสูบจะต้องนำไปอบที่ปัวแทน

“ปกติประตูสถานีจะปิดตลอดเวลาเพราะเป็นที่ของเอกชน แต่จะเปิดเมื่อมีการขออนุญาตมาล่วงหน้าทั้งมาท่องเที่ยว ถ่ายภาพ และถ่ายพรีเวดดิ้ง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะสามารถแวะเวียนมาถ่ายภาพได้แค่ด้านหน้าประตู” ผู้ดูแลสถานีกล่าว

หลังจากส่องดูอาคารร้างที่ไม่ไร้เสน่ห์จนหนำใจ เส้นทางปั่นจักรยานระยะ 10 กม. จะจบลงตรงนี้ ให้ปั่นกลับไปยังรีสอร์ทเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย ส่วนอีก 10 กม. ที่เหลือของระยะไกล สองล้อจะแล่นต่อไปสู่ “สนามบินเหล็ก” หรือสนามบินเชียงกลางที่ปัจจุบันเลิกใช้งานแล้ว

สนามบินเชียงกลางเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2506 แต่เดิมปูพื้นรันเวย์ด้วยลูกรัง อีก 4 ปีต่อมาจึงขยายขนาดและเปลี่ยนมาปูพื้นด้วยแผ่นเหล็กนำเข้าจากไต้หวัน โดยทหารช่างจากลพบุรีเป็นผู้ปูพื้น มีทหารช่างอเมริกันเป็นผู้ควบคุมดูแล วัตถุประสงค์ในการก่อสร้างเพื่อรับ-ส่งกำลังพล เพื่อปฏิบัติภารกิจในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ตอนบนของ จ.น่าน โดยสามารถจอดได้ทั้งเครื่องบินลำใหญ่และเครื่องบินใบพัด และครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสนามบินเฝ้าฯ รับเสด็จในหลวง เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2537 ด้วย

สำหรับสถานที่สุดท้ายของภารกิจสองล้อได้ไปสิ้นสุดที่ “วัดหนองแดง” นมัสการพระครูพิบูลนันทวิทย์ เจ้าอาวาสวัด และถือโอกาสสอบถามประวัติของโบราณสถานวิหารไทลื้อ วัดหนองแดง แห่งนี้

หลวงพ่อเล่าให้ฟังโดยสังเขปถึงเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาแบบมุขปาฐะเล่าว่า วัดหนองแดงสร้างขึ้นมากว่า 800 ปี โดยชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน มาตั้งรกรากที่นี่ จากหมู่บ้านเล็กๆ กลายเป็นหมู่บ้านใหญ่และมีวัดหนองแดงเป็นวัดประจำหมู่บ้าน

300 ปีผ่านไป ชาวไทลื้อได้หาทางกลับไปสิบสองปันนาเพื่อไปตามหานายช่างกลับมาซ่อมแซมวัด และถือโอกาสไปเยี่ยมญาติพี่น้อง โดยก่อนกลับพวกเขาได้นำทรัพย์สมบัติไปฝังไว้ที่วัดหนองแดง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขนสมบัติไปเสี่ยงกับการถูกปล้น แล้วปลูกต้นโพธิ์ทับหลุมฝังสมบัติอีกที คิดว่าถ้าเสร็จภารกิจกลับมาจะกลับมาขุดขึ้นมาใช้

อีก 14-15 ปีผ่านไป ชาวบ้านได้กลับมาปรากฏว่าต้นโพธิ์ได้โตใหญ่จนไม่มีใครกล้าขุด จนถึงปัจจุบันก็ยังเชื่อว่า ทรัพย์สมบัติถูกฝังอยู่ใต้ต้นโพธิ์เหมือนเดิม ต้นโพธิ์หลังวิหารจึงเป็นจุดที่ชาวไทลื้อจัดพิธีกรรมห่มค้ำโพธิ์ตามความเชื่อศรัทธา

“ตัววิหารถ้ามองภายนอกโครงสร้างต่างๆ จะเป็นแบบไทลื้อทั้งหมด คือ ทรงเตี้ย ภายนอกดูเหมือนจะเล็ก แต่พอเข้าไปข้างในจะใหญ่โล่งสบาย องค์พระประธานประดิษฐานอยู่บนนาคบัลลังก์ ช่อฟ้าที่มองเห็นอยู่บนยอดวิหาร เรียกว่า นกหัสดีลิงค์ เป็นความเชื่อของคนไทลื้อที่จะนับถือช้าง เพราะถือว่าเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ตอนหลังเห็นฝูงนกบินบนท้องฟ้า จึงนับถือนกเพราะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ทั้งสองความเชื่อจึงปลูกฝังร่วมกันมากลายเป็นนกหัสดีลิงค์ที่บริเวณอกเป็นนก และมีงวงเป็นช้าง ประดับอยู่บนช่อฟ้าสวยงาม

ส่วนเสาวิหารแต่ละต้นเป็นไม้โบราณอายุ 700-800 ปี ทุกต้นเจาะรูไว้ หลวงพ่อเรียกว่า รูใจ เพราะคำว่า ใจ ชาวเหนือหมายถึง แวะเวียนมาดู แต่เหตุที่ต้องมีรูนั้นก็คงเป็นเพราะการขนส่งในอดีตที่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงจึงต้องเจาะรูกลางไม้แล้วใช้ไม้สอดเข้าไปเป็นคานหาม”

นอกจากนั้น เจ้าอาวาสยังอยากให้ทุกคนที่มาไหว้พระได้จุดผางประทีสหรือผางประทีป เครื่องสักการบูชาในพระพุทธศาสนา โดยคำว่า ผาง คือภาชนะดินเผาคล้ายถ้วยเล็กๆ ใช้เป็นถ้วยสำหรับใส่ขี้ผึ้งหรือน้ำมันและไส้ของประทีสที่ทำมาจากเส้นฝ้าย ส่วนคำว่า ประทีส คือแสงสว่าง เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์ และเจริญงอกงาม

“พื้นที่ตรงนี้ในอดีตเรียกว่า เมืองเปือ คือ เป็นตำบลที่มีแม่น้ำ 7 สาย จุดที่แม่น้ำไหลมารวมกันทำให้ถูกตีฟองขึ้นซึ่งชาวบ้านเรียกว่า น้ำเปือ ต่อมาแม่น้ำสายที่ 7 แตกแขนงเป็น 8 สาย ซึ่งสายที่ 8 นี้เองที่ชาวบ้านมักนำศพมาโยนทิ้งจนหนองน้ำแดงไปด้วยเลือด เป็นที่มาของบ้านหนองแดง ขณะเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า เชียงกลางเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์เพราะมีแม่น้ำถึง 8 สาย คนที่นี่จึงทำนาได้ไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำท่า”

เป็นจริงอย่างเจ้าอาวาสวัดหนองแดงกล่าว เพราะเวลานี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นทุ่งนา วัวกำลังเล็มหญ้า และผืนป่าข้างทางสีเขียวสดชื่น การเดินทางด้วยสองล้อจึงเป็นการสัมผัสความชอุ่มที่ชุ่มฉ่ำที่สุด ไม่รบกวนยอดข้าวที่กำลังโตวันโตคืน และดื่มด่ำความสุขในใจกลางความเงียบ

ไปด่าหนัง ชมประวัติศาสตร์ ดูชายหาด เที่ยวเมืองท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 11:03 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/556894

ไปด่าหนัง ชมประวัติศาสตร์ ดูชายหาด เที่ยวเมืองท่า

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา

ถ้าใครเคยเข้าใจว่า “เวียดนามก็คือเวียดนาม เหนือ กลาง ใต้ ก็เวียดนามเหมือนกัน ส่วนคนเวียดนามไม่ว่าจะมาจากส่วนไหนของประเทศก็เหมือนกันหมด…” อันนี้คงต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะเวียดนามเหนือต่างจากเวียดนามใต้โดยสิ้นเชิง ส่วนเวียดนามกลางก็มีความต่างจากเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้โดยสิ้นเชิงเช่นกัน

เวียดนามเหนืออยู่ทางตอนบนของประเทศ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มี 4 ฤดู คล้ายยุโรป มีวัฒนธรรมที่เรียบง่ายและงดงาม ภายใต้ความหลากหลายของชนเผ่า ส่วนเวียดนามใต้มีภูมิอากาศแบบมรสุม คือ ฤดูร้อนกับฤดูฝน มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และมีชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนเวียดนามกลางนั้นแม้จะมีอากาศคล้ายเวียดนามใต้ แต่ก็มีภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป คือ เป็นที่ราบสูง มีหาดทราย และบางที่ก็มีเนินทรายขนาดใหญ่ คล้ายทะเลทรายอีกด้วย

นอกจากความแตกต่างทางภูมิประเทศแล้ว ก็ได้สร้างความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวที่ต่างกันไป เช่น ถ้าอยากสัมผัสลมหนาว ได้บรรยากาศคล้ายเกาหลีใต้ ก็ต้องไปเที่ยวเวียดนามเหนือ แต่ถ้าชอบชีวิตมีสีสันและกิจกรรรมสนุกสนานมากกว่า บวกกับสตรีทฟู้ดที่หลากหลาย ก็ต้องไปที่เวียดนามใต้ ขณะที่เวียดนามกลางจะมีความโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจามปา​ เคยเป็นนครแห่งจักรพรรดิในยุคแห่งราชวงศ์ และมีสถานที่ท่องเที่ยวมรดกโลกอีกหลายแห่ง

อาณาจักรจามปา (Champa Kingdom) เป็นอาณาจักรโบราณตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 2 แผ่อิทธิพลไปทั่ว แนวชายฝั่งของเวียดนามกลางไปถึงบริเวณแผ่นดินส่วนหนึ่งของลาวและกัมพูชาในปัจจุบัน

ทำเลที่ตั้งในพื้นที่ทุรกันดาร ห่างไกลจากมหาอำนาจ อาณาจักรจามปาจึงรอดพ้นจากการครอบครองของจีนมาได้หลายยุคหลายสมัย แต่ท้ายที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีนอยู่ดี เมื่อถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรได๋เวียด (Dai Viet) โดยจักรพรรดิมินห์หม่าง (Minh Mang Emperor) ผู้ซึ่งรับอิทธิพลด้านศาสนาและการปกครองจากจีนมาแบบเต็มๆ ดังนั้น หากใครได้ไปเที่ยวเวียดนามกลางก็จะพบเจอกับสถาปัตยกรรมโบราณ 3 ยุค ได้แก่ ยุคอาณาจักรจามปา​ ยุคที่อยู่ภายใต้อิทธิพลจีน และยุคอาณานิคมตะวันตก

อาณาจักรจามปา ซึมซับเอาศาสนาฮินดูมาจากอาณาจักรฟูนัน (Funan) ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 4 ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมของอาณาจักรจามปา มีความคล้ายกับโบราณสถานที่อยู่ในกัมพูชา ดังปรากฏให้เห็นที่ “หมี่เซิน” (My Son) วัดฮินดูซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองด่าหนังออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 69 กิโลเมตร

ถ้าใครได้มีโอกาสไปถึงเมืองด่าหนังของเวียดนามกลาง ก็มีสถานที่ซึ่งสามารถแวะไปทำความรู้จักกับเรื่องราวของอาณาจักรจามปาได้ 2 แห่ง คือ วัดหมี่เซินและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นงานศิลปะของอาณาจักรจามปา รับรองว่าจะเห็นภาพอีกมุมหนึ่งของเวียดนามที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

หรือถ้าไปถึงด่าหนังแล้วเกิดไม่รู้สึกซาบซึ้งกับประวัติศาสตร์โบราณ แต่อยากเที่ยวชมธรรมชาติแทน ที่นั่นก็มีทั้งภูเขา แม่น้ำ และท้องทะเล นอกจากนั้นยังมีแลนด์มาร์คของเมืองด่าหนังที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ สะพานมังกร แม่น้ำหาน อาคารศูนย์ราชการ และวัดหลินอึ๋ง

สะพานมังกร เมืองด่าหนัง (Daragon Bridge) เป็นสะพานเหล็ก ยาว 666 เมตร ที่ตกแต่งเป็นรูปมังกรสีทอง ทอดตัวข้ามแม่น้ำหาน (Han River) โดยที่ปลายสุดของสะพานด้านที่เป็นหัวมังกร เป็นมุมยอดฮิตสำหรับการถ่ายรูป ดังนั้นก็จะมีบริการถ่ายรูปที่ระลึกเคลื่อนที่ ชนิดที่รอรับได้เลย โดยช่างภาพจะขับมอเตอร์ไซค์พร้อมกล้องถ่ายรูปและพรินเตอร์เคลื่อนที่มาคอยดักรอนักท่องเที่ยวถึงบนสะพานเลย

อาคารศูนย์ราชการ (Danang Administrative Center) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนภาพความเป็นเมืองพัฒนาทางเศรษฐกิจของด่าหนังได้เป็นอย่างดี เพราะอาคารสูงทรงกระบอกป่องกลางที่ประดับด้วยกระจกแบบนี้ มักจะพบเห็นในประเทศที่มีการพัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจ

สองฝั่งของแม่น้ำหานในตัวเมืองด่าหนัง ถูกทำเป็นทางเดินเด่นเลียบแม่น้ำ และเป็นลานกิจกรรมกลางแจ้ง บางจุดมีการตกแต่งด้วยชิ้นงานศิลปะ ทำให้ดูสวยงาม เป็นระเบียบ ได้บรรยากาศคล้ายๆ ไปเดินเล่นริมแม่น้ำในยุโรปช่วงหน้าร้อนเลยทีเดียว

“วัดหลินอึ๋ง” (Linh Ung Pagoda) เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์เมืองด่าหนัง โดยคนที่นั่นเชื่อว่าเจ้าแม่กวนอิมจะช่วยประทานพรให้ชาวประมงเดินเรือได้อย่างปลอดภัย

นอกจากจะมีเจ้าแม่กวนอิมองค์โตที่สูงถึง 67 เมตรแล้ว ทำเลที่ตั้งของวัดหลินอึ๋งยังมอบวิวสวยๆ ของอ่าวด่าหนังให้กับผู้ไปเยือนอีกด้วย เพราะวัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา ทิศเยื้องกับตัวเมือง ถ้ามองจากระเบียงด้านหนึ่งของวัด จะเห็นภาพมุมกว้างที่สวยงามของด่าหนัง และจะยิ่งสวยงามมากยิ่งขึ้น หากไปชมวิวที่นั่นในเวลากลางคืน เพราะแสงไฟที่ประดับสะพานและตึกสูง ช่วยส่งให้เมืองดูมีความสว่างไสวและงดงาม

วัดหลินอึ๋งเป็นวัดสร้างใหม่ จึงมีความผสมผสานระหว่างวัสดุสมัยใหม่กับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมตามความเชื่อเดิม โดยทางเข้าวัดจะมีซุ้มประตูทั้งหมด 3 ชั้น เป็นหินสลักมีความงดงามตามแบบศิลปะแบบเวียดนามที่ได้รับอิทธิพลจากจีน นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นและบอนไซ ที่ดัดแต่งเป็นรูปทรงสวยงามแปลกตา ดึงดูดให้หลายคนชอบมาถ่ายรูปที่วัดนี้

ด่าหนังเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ทำให้มีชายหาดสวยอยู่หลายแห่ง โดยมีหาดมี๋เค (My Khe Beach) และหาดนอนนึก (Non Nuoc Beach) เป็นหาดที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด จึงมีร้านอาหารและที่พักให้เลือกเป็นจำนวนมาก

หาดมี๋เค ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในหาดที่สวยงามที่สุดของเวียดนาม และเป็นสถานที่ยอดนิยมที่สุด สำหรับคนมาเที่ยวทะเลที่เวียดนามกลาง เพราะนอกจากจะเดินทางมาสะดวกแล้วยังเป็นชายหาดที่มีกิจกรรมทางน้ำให้ได้เล่นมากที่สุดอีกด้วย หาดนี้เคยเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของทหารอเมริกันในช่วงสงครามเวียดนาม และชื่อมี๋เคก็ถูกตั้งขึ้นโดยทหารอเมริกันเช่นกัน ภายหลังสงครามจบลงหาดนี้ยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากรายการโทรทัศน์ของอเมริกัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมามาก ในช่วงแรกๆ นักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่นจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์ แต่ต่อมาก็ถูกยกระดับให้รองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้น

หาดนอนนึก (Non Nouc Beach) จะมีภาพความหรูหราขึ้นมาอีกขั้น เพราะว่าเป็นย่านโรงแรมและรีสอร์ทระดับ 5 ดาว อยู่ใกล้สนามกอล์ฟ และภัตตาคารหรูริมทะเล ดังนั้นหาดนี้จึงไม่พลุกพล่านเท่าหาดมี๋เค เหมาะสำหรับคนที่อยากได้บรรยากาศการพักผ่อนสบายๆ ภายใต้บริการดีมีระดับ

นอกจาก 2 หาดชื่อดังที่กล่าวมาแล้ว ด่าหนังก็ยังมีหาดอื่นๆ ที่สวยงามและเงียบสงบ แถมมีรีสอร์ทระดับ 5 ดาวไว้บริการอีกด้วย เช่น หาดบัคมี๋อัน (Bac My An Beach) หาดไบ๋แบก (Bai Bac Beach)

ส่วนคนพื้นเมืองที่อยากประหยัดค่าใช้จ่าย ก็มีหาดอื่นๆ เป็นทางเลือกอีกหลายแห่ง เช่น หาดแทร็งบิ่งห์ (Thanh Binh Beach) หาดลั๋งโก๋ (Lang Co Beach) หาดซวนถุ่ย (Xuan Thieu Beach) หาดเตี่ยนซา (Tien Sa Beach) หาดนัมโอ (Nam O Beach) เรียกได้ว่า ถ้ามาเที่ยวด่าหนังแล้วอยากไปทะเล ไปตรงไหนก็ได้แทบทั้งนั้น

สรุปคือถ้าใครอยากรู้จักเวียดนามในอีกมุมหนึ่ง ควรเดินทางไปเที่ยวเวียดนามกลาง ซึ่งสามารถไปเริ่มต้นได้ที่ด่าหนัง เมืองที่คุณสามารถไปชมประวัติศาสตร์ ไปดูชายหาด และไปเที่ยวเมืองท่า ได้ในทริปเดียวกัน