กะเพราถาด 40 บาท เมนูฮิตอร่อยอิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 17:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557417

กะเพราถาด 40 บาท เมนูฮิตอร่อยอิ่มท้อง

เรื่อง/ภาพ เอกพงษ์ พุทธา

ในช่วงเที่ยงและมื้อเย็นของทุกวันจะมีลูกค้าเดินทางมาสั่งอาหารตามสั่งรับประทานจำนวนมากที่ร้านกะเพราถาด 40 บาท ริมถนนบ้านดอนยาง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพราะร้านนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร เนื่องจากทางร้านเลือกภาชนะที่ใช้ใส่อาหารเป็นถาดขนาดใหญ่ ทำให้ในช่วงมื้อเที่ยงและมื้อเย็นจะมีลูกค้าทุกอาชีพมานั่งรับประทานอาหารที่ร้านแห่งนี้จนเต็มร้าน

พิศณุ ม่วงคราม เจ้าของร้านกะเพราถาด 40 บาท กล่าวว่า เนื่องจากเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารตามสั่ง จากการที่เคยไปนั่งรับประทานอาหารตามสั่งตามร้านต่างๆ แต่รู้สึกว่าอาหารที่รับประทานคนขายจะตักข้าวให้น้อย รับประทานแล้วไม่อิ่มท้อง จนกระทั่งมีคนแนะนำว่ากะเพราถาดใส่ถาดราดข้าวเยอะน่าจะเป็นวิธีให้ลูกค้าติดใจได้

จากนั้นจึงเปิดร้านขายกะเพราถาด ซึ่งเปิดได้มาประมาณ 5 เดือน มีลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพ ต่างเดินทางมานั่งรับประทานอาหารจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่ติดใจในรสชาติ อีกทั้งอาหารตามสั่งทุกเมนูโดยทางร้านจะใส่ถาดราดข้าวเต็มที่ให้ลูกค้าได้รับประทานอย่างอร่อยและอิ่มท้อง สำหรับเมนูพิเศษก็จะมีกะเพราปลาไหล กะเพราจระเข้ หรือจะเป็นผัดเผ็ดหมูป่า ทุกเมนูขายเพียง 40 บาทเท่านั้น

พิศณุ กล่าวอีกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติอาหารอร่อยถูกปาก มีเมนูหลากหลายให้เลือกรับประทาน และที่สำคัญได้เยอะอิ่มสบายท้อง แต่เมนูยอดฮิตที่ลูกค้าจะสั่งรับประทานคือกะเพราเป็นหลัก ส่วนเมนูพิเศษที่นิยมสั่งรับประทานไม่แพ้กันคือ กะเพราจระเข้ ผัดเผ็ดหมูป่า จะมีลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารป่ามาสั่งอย่างต่อเนื่อง

ทุกท่านหากแวะเวียนมาเยือนเมืองขอนแก่น อยากรับประทานเมนูฮิตหลากหลายเมนูเด็ดสามารถแวะไปรับประทานได้ที่ร้านกะเพราถาด 40 บาท ริมถนนบ้านดอนยาง ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น เปิดให้บริการทุกวัน

อร่อย ‘แพนเค้ก’ มื้อเช้าอเมริกันสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 11:01 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557427

อร่อย ‘แพนเค้ก’ มื้อเช้าอเมริกันสไตล์   

เรื่อง : เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อคิดถึงมื้อเช้า ชาวอเมริกันรวมทั้งชาวโลกจำนวนไม่น้อยจะนึกถึง “แพนเค้ก”

แพนเค้ก (Pancake) เป็นเค้กหรือขนมปังแผ่นแบนๆ ซึ่งทำจากแป้งผสมกับนม เนย ไข่ น้ำตาล ฯลฯ แป้งนี้นำไปทอดด้วยน้ำมันหรือเนยให้สุกในกระทะ (แพน) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ แพนเค้ก ขนมอันนุ่มฟูนี้รับประทานตอนร้อนๆ จะดีที่สุด รับประทานเปล่าๆ ก็ได้ หรือใครชอบหวานก็ราดไซรัป หรือจะนำไปสร้างสรรค์เมนูที่สวยงามเอร็ดอร่อยในสไตล์ของตัวเองก็ตามใจชอบ เป็นได้ทั้งของคาวและของหวาน

แพนเค้กเป็นรูปแบบหนึ่งของขนมปังหรือเค้กที่เก่าแก่ที่สุด ว่ากันว่า บรรพบุรุษของแพนเค้กนั้นปรากฏตั้งแต่ยุคหินด้วยซ้ำ เรื่อยมาถึงยุคกรีกและโรมัน สมัยนั้นแพนเค้กทำจากแป้งข้าวสาลี น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง และนมเปรี้ยว กวีกรีกโบราณอย่าง คราตินัส และแม็กเนสเขียนเกี่ยวกับแพนเค้กในบทกวีของพวกเขา เช่นเดียวกับ เชกสเปียร์ กล่าวถึงในบทละครที่มีชื่อเสียงของตนเอง

ชื่อ “แพนเค้ก” ปรากฏในศตวรรษที่ 15 และตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาคนอเมริกันใช้คำนี้เรียกชื่ออาหาร ซึ่งเมื่อก่อนเคยถูกเรียกว่า อินเดียนเค้ก จอห์นนีเค้ก บัควีทเค้ก บัควีท กริดเดิลเค้ก แฟลปแจ็ค ฯลฯ แพนเค้กอเมริกันในยุคต้นๆ ทำจากบัควีทหรือคอร์นมีล ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐ คือ โทมัส เจฟเฟอร์สัน นั้นเรียกได้ว่าเป็นแฟนคลับของแพนเค้กตัวยง

ผ่านกาลเวลา แพนเค้กกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก เพราะทำง่ายที่สุด ไม่ต้องอบ แต่อร่อยมาก ในสหรัฐอเมริกา แพนเค้กนิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า เพิ่มรสด้วยไซรัป บัตเตอร์ หรือมี กล้วย เบอร์รี่ และเครื่องเคียงต่างๆ มาด้วย เอกลักษณ์ของแพนเค้กในสไตล์อเมริกันคือ แป้งจะหนา นุ่ม ฟู และชอบเสิร์ฟทีละหลายๆ แผ่นวางเรียงกัน

ส่วนแพนเค้กของบางประเทศในยุโรปจะแผ่นบางกว่า ไม่ปรุงรสเนื้อแป้ง มีทั้งแผ่นเล็ก แผ่นใหญ่ แพนเค้กของชาวฝรั่งเศสนั้นก็คือ เครปแผ่นบางๆ ขณะที่แพนเค้กของอังกฤษจะหนากว่าเครปนิดหน่อย บางครั้งก็เสิร์ฟด้วยการม้วนกับไส้ต่างๆ ไม่ว่าจะช็อกโกแลต แยม เป็นต้น

แม้จะนิยมรับประทานเป็นมื้อเช้า แต่แพนเค้กไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่นั้น แผ่นแป้งนี้สามารถอร่อยได้ทุกเวลามื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อค่ำ เป็นทั้งของคาว ของหวาน ของว่าง

และเมื่อนึกถึงอเมริกันแพนเค้ก ก็จะมีชื่อ “ไอฮ็อป” ผุดขึ้นมาในหัว ด้วยร้านนี้มีแพนเค้ก … แพนเค้ก และแพนเค้ก หลากชนิดหลายแบบให้ได้รับประทาน

ไอฮ็อป (iHop) หรืออินเตอร์เนชั่นแนล เฮาส์ ออฟ แพนเค้กส์ (International House of Pancakes) เป็นร้านเก่าแก่จากลอสแองเจลิส มีอายุราว 60 ปี แพนเค้กเป็นซิกเนเจอร์เมนู ซึ่งสร้างชื่อเสียง และทำให้ขยายสาขาไปทั่วโลก โดยที่เมืองไทยเปิด ณ ชั้น G และชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

ถ้าหากอยากรู้จักอเมริกันแพนเค้กมากขึ้น เราสามารถทำความรู้จักผ่านเมนูของ ไอฮ็อป ได้ ถ้าอยากลองแพนเค้กแบบเรียบง่ายให้สั่ง “ออริจินัล บัตเตอร์มิลค์” รสชาติดั้งเดิมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งชิ้นเดียวไม่พอ ต้องสั่งเป็นสแต็คสัก 5 ชิ้นเรียงเป็นชั้นๆ สำหรับอาหารเช้าของไอฮ็อปมี “เบรกฟาสต์ แซมเพลอร์” บัตเตอร์มิลค์ แพนเค้ก เสิร์ฟกับไข่ดาว 2 ใบ กับเบคอนทอด แฮม ไส้กรอกหมู และแฮชบราวน์เนื้อนุ่ม

หากใจรักในชีสอย่างแรงกล้า ไม่อาจจะมองข้าม “นิวยอร์ก ชีสเค้ก แพนเค้ก” บัตเตอร์มิลค์แพนเค้ก ราดสตรอเบอร์รี่เกลซ และชีสเค้กไบท์ อยากเข้มข้นขมหวานต้อง “แพนเค้กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตชิพ”  ช็อกโกแลตแพนเค้ก ใส่ช็อกโกแลตชิพ โรยด้วยชูการ์พาวเดอร์ หรือจะ “ชังกี้ ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตแพนเค้ก ใส่ช็อกโกแลต ชังค์ และไอศกรีมช็อกโกแลต หวานเปรี้ยวนิดๆ ก็มี “รูตี้ ทูตี้ เฟรช แอนด์ ฟรุตตี้” บัตเตอร์ มิลค์แพนเค้ก ราดด้วยพีช หรือแอปเปิ้ลเชื่อม หรือสตรอเบอร์รี่เกลซ ร้านไอฮ็อปจะมีไซรัปหรือน้ำเชื่อมหลากรสวางพร้อมให้เลือกอยู่บนโต๊ะเสมอ

ที่นี่มีอาหารเช้าให้อิ่มอร่อยได้ทั้งวัน นอกจากแพนเค้กแล้วยังมีวาฟเฟิล เฟรนช์โทสต์ เครป เบอร์เกอร์ รวมทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารกินเล่นอย่างเช่น ไก่ทอด เป็นต้น ถ้าอยากลอง เฟรนช์โทรต์ ก็เลือก “บานานา ฟอสเตอร์ บริยอช เฟรนช์ โทสต์” เฟรนช์โทสต์สไลด์ ราดคลาสสิกนิวออร์ลีนส์ฟอสเตอร์ซอส กับกล้วยหอมคาราเมลในบัตเตอรี่บราวน์ชูการ์เกลซ

หรือจะลอง “เบอร์รีส์ แอนด์ ครีม วาฟเฟิล” เป็นเบลเยียมวาฟเฟิล ราดครีมวานิลลา บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่เกลซ และชูการ์พาวเดอร์ กรอบนอก นุ่มแป้งด้านใน และญาติของแพนเค้กก็คือ เครปส์ ที่น่าลอง คือ “สวีต ครีม ชีส เครปส์” เครปม้วนผสมสวีทครีมชีส ราดราสเบอร์รี่หรือพีช รสครีมชีสตัดกับราสเบอรี่หรือพีชซอสติดเปรี้ยวนิดๆ

แพนเค้กสามารถเรียกได้ว่าเป็น คอมฟอร์ตฟู้ด อาหารง่ายๆ รับประทานแล้วรู้สึกอร่อยและดีต่อใจ อาหารของครอบครัว เป็นความทรงจำวัยเด็ก อาหารมื้อสบายๆ วันหยุด หรือแม้แต่เป็นความอิ่มเอมในวาระการเฉลิมฉลอง

แพนเค้กเหมือนมีมนตราบรรจุอยู่ในแป้งแผ่นกลมๆ ทอดจนมีสีอำพัน นุ่มๆ หวานหอม ท็อปปิ้งด้วยของโปรด ไม่ว่าจะผลไม้ น้ำหวาน ไข่ เบคอน ฯลฯ รับประทานตอนยังอุ่นอยู่ มันอร่อยลิ้นจนหยุดไม่อยู่ ต้องขออีกแผ่นๆ

ถอดรหัสจิตรกรรม ‘โบสถ์ศูนย์คณะพระมหาไถ่’ อันซีนใหม่ในพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ก.ค. 2561 เวลา 09:27 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557623

ถอดรหัสจิตรกรรม ‘โบสถ์ศูนย์คณะพระมหาไถ่’ อันซีนใหม่ในพัทยา

โดย/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

แทบไม่เชื่อสายตาว่า อันซีนแห่งใหม่ของประเทศจะตั้งอยู่ใน “ศูนย์คณะพระมหาไถ่ พัทยา”จ.ชลบุรี สถานที่ตั้งของโบสถ์คาทอลิกที่มีสถาปัตยกรรมไม่เหมือนโบสถ์คริสต์ทั่วไป แต่ถูกสร้างขึ้นแบบสถาปัตยกรรมวัดไทย

“โบสถ์ศูนย์คณะพระมหาไถ่” ได้รับการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดย บาทหลวงเรย์มอนด์ อัลลีน เบรนนัน หรือคุณพ่อเรย์ผู้ก่อตั้งงานสังคมสงเคราะห์และมูลนิธิคุณพ่อเรย์ที่ดูแลเด็กและคนพิการมากกว่า 850 ชีวิต ใน11 โครงการ

คุณพ่อเรย์ได้จากโลกนี้ไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โครงการต่างๆ ของมูลนิธิฯ ได้ถูกสืบสานต่อโดยมูลนิธิคุณพ่อเรย์ ซึ่งหนึ่งคนที่สำคัญและต้องกล่าวถึงคือ บาทหลวง ดร.พิชาญ ใจเสรี รองประธานมูลนิธิคุณพ่อเรย์ และอธิการศูนย์คณะพระมหาไถ่ พัทยา ผู้ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวของโบสถ์แห่งนี้ให้ฟัง

บาทหลวงพิชาญ เล่าว่า หลายคนเข้ามาเห็นโบสถ์ที่นี่แล้วตกใจและต้องมีคำถามเช่นว่า “ที่นี่มีวัดพุทธด้วยเหรอ” เพราะข้างนอกดูเป็นแบบวัดไทย ส่วนข้างในเป็นแบบคาทอลิก

บาทหลวงพิชาญให้สังเกตลักษณะตัวโบสถ์ พร้อมกล่าวอธิบายว่า โบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมของวัดสมัยกรุงธนบุรี ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ 27 ปีที่แล้ว ภายนอกมีกระเบื้องเคลือบและกระจกสีประดับเป็นรูปดอกไม้ และจะสวยงามเป็นพิเศษเมื่อกระทบแสงแดดสะท้อนเป็นแสงสีสันงามตา

“เราจะปิดประตูโบสถ์อยู่เสมอ คนที่เข้ามาแล้วประสงค์จะเข้าชมโบสถ์ต้องขออนุญาตที่ล็อบบี้โรงแรม เพราะต้องมีคนคอยอธิบายรายละเอียดด้านในทุกครั้ง”

ศูนย์คณะพระมหาไถ่มีที่พักให้บริการชื่อว่า โรงแรมมหาไถ่พัทยา (www.redemptorists.or.th) มีทั้งห้องพักสำหรับคนทั่วไป คนพิการ พร้อมสระว่ายน้ำ ห้องอาหาร และห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับงานแต่งงาน งานประชุมสัมมนา และงานเลี้ยงสังสรรค์

เมื่อพินิจจากภายนอกแล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหนโบสถ์ศูนย์คณะพระมหาไถ่ก็ดูไม่เหมือนโบสถ์แต่ความคิดกลับเปลี่ยนทันทีเมื่อเปิดประตูเข้าไป เพราะภายในมีรูปปั้นพระแม่มารี และกางเขนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นตัวแทนของศาสนาคริสต์

บาทหลวงพิชาญ เล่าให้ฟังต่อว่า แนวคิดของคุณพ่อเรย์ในการสร้างและออกแบบโบสถ์แห่งนี้ คือ การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมคาทอลิก โดยได้ถ่ายทอดออกมาเป็นจิตรกรรมฝาหนังที่มีความวิจิตรอ่อนช้อยเหมือนในวัดไทย แต่แทนที่จะเล่าถึงประวัติของพระพุทธเจ้า กลับบอกเล่าถึงประวัติของพระเยซู พระแม่มารี และคณะพระมหาไถ่ แทน

“คุณพ่อเรย์หาศิลปินได้ 8 คน มากินนอนอยู่ที่นี่เพื่อวาดจิตรกรรมฝาผนัง แบ่งเป็นชาวคาทอลิก 3 คน และชาวพุทธ 5 คน ใช้เวลาวาด 1 ปี8 เดือนจนแล้วเสร็จ” บาทหลวงพิชาญ ชี้ชวนให้ดูโดยรอบ

“เวลาเราเข้าโบสถ์ คือ การเข้ามาหาพระเจ้า และพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ ดังนั้นเมื่อเรามองขึ้นไปบนเพดาน เราจะเห็นดวงดาว ส่วนทางด้านหน้าที่โต๊ะทำพิธีของบาทหลวง โบสถ์ที่อื่นจะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยม แต่ที่นี่เป็นพาน นั่นเป็นเพราะในวัฒนธรรมไทยเวลาเรามอบของให้ใครอย่างเป็นพิธีการ เราจะวางของไว้บนพาน ส่วนชาวคาทอลิกจะต้องเข้าพิธีมิสซาทุกวันอาทิตย์ พวกเขาจะนำคำภาวนาของเขาทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะถวายให้กับพระเป็นเจ้า คุณพ่อเรย์จึงเลือกใช้โต๊ะที่ออกแบบให้เป็นพานเพื่อแสดงให้เห็นชัดถึงการถวายคำภาวนาแก่พระเยซูเจ้า”

จากนั้นบาทหลวงพิชาญได้ผายมือขึ้นไปเหนือพาน พร้อมอธิบายต่อว่า “โดยทั่วไปในโบสถ์คาทอลิกจะมีกางเขนและพระเยซูตรึงแขนอยู่ แต่ที่นี่คุณพ่อเรย์อยากแสดงให้เป็นสากล เพราะพระเยซูได้ตายไปแล้ว ถูกทรมานแล้ว เราอย่าทรมานท่านต่อ เราจึงนำท่านออกจากกางเขน แต่ทุกครั้งที่เรามองไปที่กางเขน เราจะเห็นกระจกเงาอยู่บนนั้นเพื่อเตือนใจให้เรานึกถึง 2 เรื่อง คือ กระจกเงาหมายถึงพระเนตรของพระเจ้าที่มองเห็นเราทุกหนทุกแห่งและทุกด้านของชีวิต สองคือ กางเขนจะไม่มีความหมายเลยถ้าเราไม่สามารถระลึกถึงการทรมานของพระเยซูเจ้าที่วาดอยู่ด้านหลังและสะท้อนเข้ามาในกระจก ดังนั้นแม้ว่าจะไม่มีพระเยซูเจ้าอยู่บนกางเขน เราก็ยังเห็นท่านอยู่ดี”

เหนือกางเขนขึ้นไปเป็นจิตรกรรมพระเยซูเจ้านั่งรถม้าขึ้นไปยังสวรรค์ ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจ เนื่องจากที่นั่งบนรถม้ามีลักษณะเหมือนธรรมาสน์ โดยมีม้าสีขาว 4 ตัวเป็นพาหนะ ซึ่งไม่เหมือนกับในบันทึกที่ระบุว่า พระเยซูเจ้าลอยขึ้นไปต่อหน้าคน 500 คน และหายไปในกลีบเมฆ

“คุณพ่อเรย์ได้ประยุกต์ภาพนี้มาจากเรื่องรามเกียรติ์ แสดงให้เห็นถึงความสนใจในเรื่องวรรณคดีไทยของท่าน”

นอกจากนี้ จิตรกรรมฝาผนังทั้งหมดได้แบ่งออกเป็น 3 เรื่องราว หนึ่ง คือ ประวัติคณะพระมหาไถ่ที่ก่อตั้งครั้งแรกในอิตาลีก่อนที่นักบวชชาวอเมริกันหรือมิชชันนารี 4 คน จะล่องเรือมาที่ประเทศไทย ไปเผยแผ่ศาสนาทางภาคอีสาน จากนั้นเมื่อกลุ่มใหญ่ขึ้นจึงได้มีการกระจัดกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ รวมถึงในพัทยา

สอง คือ ประวัติของพระแม่มารี โดยมีภาพวาดของพระแม่มารี ชื่อ พระมารดานิจจานุเคราะห์แขวนอยู่ บาทหลวงพิชาญได้อธิบายลักษณะของพระแม่มารีที่ปรากฏในรูปวาดว่า มือของพระแม่มารีในภาพนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ กำลังรองรับมือของพระเยซูเจ้าในวัยทารกไว้ คนส่วนใหญ่จึงมักมาสวดวิงวอนขอบุตรต่อพระแม่มารี

สุดท้ายคือ ประวัติพระเยซูเจ้าตั้งแต่เกิดจนตายและฟื้นคืนชีพกลับสู่สวรรค์ หากเดินดูจิตรกรรมฝาผนังให้ละเอียดและรอบคอบจะเสมือนว่าได้อ่านพระคัมภีร์ไบเบิลจบ 1 เล่ม

“อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมถึงมีช้าง เพราะในประเทศอิสราเอลไม่มีช้าง แต่จะเดินทางด้วยอูฐ ม้า หรือลา แต่เพราะคุณพ่อเรย์อยากให้เป็นศิลปะแบบไทย จึงใส่ความเป็นไทยเข้าไปในทุกรายละเอียด อย่างผู้คนในภาพก็แต่งชุดไทยเป็นออเจ้า บ้านเรือนก็เป็นแบบไทย สภาพแวดล้อมทุกอย่างเป็นประเทศไทยทั้งหมด โดยช่วงแรกที่โบสถ์เปิดก็มีคนต่อต้านและไม่เข้าใจ แต่ในตอนนี้โบสถ์ของเรากลับเป็นสถานที่ศึกษาศิลปะไทย และเป็นต้นแบบให้กับโบสถ์คาทอลิกอื่นๆ ด้วย” บาทหลวงพิชาญ กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เมื่อมาเยี่ยมชมอันซีนแห่งใหม่ในพัทยาแล้ว ในรั้วเดียวกันยังมีร้านกาแฟ เรย์เบเกอรี่ บริการกาแฟและขนมสุดอร่อย แนะนำว่าต้องแวะมาจิบ มาชิม และมาสนทนากับมิตรใหม่ในมูลนิธิคุณพ่อเรย์ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะได้รับมุมมองการใช้ชีวิตใหม่ๆ กลับไป

โบสถ์ศูนย์คณะพระมหาไถ่ไม่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่จะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับคนที่สนใจซึ่งต้องมาติดต่อหรือประสานงานล่วงหน้าก่อนเท่านั้น สอบถามโรงแรมมหาไถ่พัทยา โทร. 038-422-290-1 ฟ

ไปเที่ยวเมืองเว้… โอเคไปเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 14:17 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557555

ไปเที่ยวเมืองเว้... โอเคไปเลย

คงมีคนอยู่ไม่น้อยที่เห็นชื่อภาษาอังกฤษของเมืองนี้บนแผนที่ครั้งแรก แล้วออกเสียงว่าเมือง “หูย” เพราะเขาสะกดด้วยอักษร “H-U-E” แต่อันที่จริงแล้ว ต้องออกเสียงว่า “เหว” (เสียงควบกล้ำ) อย่างไรก็ตาม ชื่อเมืองนี้ถูกเรียกโดยคนไทยว่า “เว้” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น ถ้าออกเสียง “เว้” จะช่วยให้คนไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้น

จากเมืองไทยไปเมืองเว้ ก็ไปได้ทั้งทางรถและทางเครื่องบิน ถ้าเป็นทางรถยนต์ก็ต้องไปเริ่มต้นที่ จ.มุกดาหาร นั่งรถบัสข้ามไป สปป.ลาว จากแขวงสะหวันนะเขต แล้ววิ่งตรงไปถึงเมืองเว้เลย ใช้เวลา 1 วัน แต่ถ้าจะอยากได้แบบสบายกว่านั้น ก็สามารถนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ด่าหนัง แล้วต่อรถบัสหรือรถไฟไปอีกประมาณ 100 กม. ก็ถึงเมืองเว้แล้ว ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวเว้ ก็มักจะผนวกเอาเมืองด่าหนัง (DaNang) และเมืองฮอยอัน (HoiAn) เข้าไปในโปรแกรมท่องเที่ยวด้วย

เว้ ได้รับฉายาว่าเป็นนครแห่งจักรพรรดิ เพราะว่าที่นั่นเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม โดยสมัยนั้นมีจักรพรรดิเป็นผู้ปกครองประเทศ และได้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองเว้ รวมทั้งสุสานที่ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิหลายประองค์ก็อยู่ที่เมืองเว้เช่นกัน

พระราชวังต้องห้ามแห่งเมืองเว้ (Imperial City) ถอดแบบมาจากพระราชวังต้องห้าม (Imperial Palace หรือ Forbidden City) หรือ “กู้กง” (Gu Gong) ที่อยู่กรุงปักกิ่ง เพราะว่าในยุคนั้น จักรพรรดิเวียดนามได้รับอิทธิพลโดยตรงจากจีน อย่างไรก็ตาม พระราชวังต้องห้ามแห่งเมืองเว้ ก็ยังมีขนาดเล็กกว่าพระราชวังวังต้องห้าม ที่กรุงปักกิ่ง อยู่มากทีเดียว

ในช่วงสงครามเวียดนาม พระราชวังแห่งนี้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าสงครามจะยุติลง พระราชวังแห่งนี้ไม่ได้ถูกบูรณะในทันที เพราะผู้นำระบบคอมมิวนิสต์ (ที่ขึ้นมาแทนที่) มีความเชื่อว่า สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของระบบศักดินาที่ขัดแย้งกับแนวคิดสังคมนิยม แต่ต่อมาภายหลังเมื่อแนวคิดทางการเมืองเปลี่ยนไป และรัฐบาลเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว จึงเริ่มมีการบูรณะซ่อมแซม และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่คนไปเที่ยวเมืองเว้จะต้องไม่พลาด

พระราชวังต้องห้ามเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการเมืองเว้ (Citadel of Hue) ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสี่เหลี่ยม ยาวด้านละ 2 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยคูน้ำทุกด้าน ภายในกำแพงมีส่วนที่เป็นวัด สระบัว สวนดอกไม้ และพระราชวังที่มีชื่อภาษาเวียดนามว่า “ตือกามแทงห์” (Tu Cam Thanh ภาษาอังกฤษเรียกว่า Purple Forbidden City) ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนไว้สำหรับจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น

แม้ว่าอาคารบางส่วนจะพังทลายไปในช่วงสงคราม จนเกินกว่าจะสร้างกลับคืนได้ แต่เห็นจากส่วนที่เหลือก็พอจินตนาการได้ว่า สถานที่แห่งนี้เคยยิ่งใหญ่และงดงามเพียงใด

อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีนทั้ง 100% เช่นกัน นั่นก็คือสุสานจักรพรรดิมินห์หม่าง (Tomb of Minh Mang) จักรพรรดิที่ได้รับการยกย่องว่าทรงยึดมั่นในแบบแผนการปกครองแบบจีน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนัก นอกจากนั้น ยังเป็นยุคที่มีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินให้มีเป็นแบบศูนย์กลางอำนาจ เป็นยุคที่มีนโยบาย ห้ามคนรวยกว้านซื้อที่ดิน แถมยังกำหนดว่า คนร่ำรวยที่มีที่ดินมาก จะต้องยกที่ดิน 1 ใน 3 ของตนให้กับชุมชน เพราะต้องการให้มีการใช้พื้นที่ในทางเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นอีกยุคแห่งความรุ่งเรืองของราชวงศ์เวียดนาม

อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็เป็นที่จดจำว่า มีส่วนทำให้เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เพราะนโยบายต่อต้านตะวันตก และปราบปรามพวกนอกศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งรัชสมัยพระเจ้ามินห์หม่าง เป็นยุคที่ห้ามมิชชันนารีเข้ามาในเวียดนาม มีการกดขี่ทางศาสนา รวมทั้งมีการจับกุมและประหารชีวิตมิชชันนารี จนฝรั่งเศสใช้เป็นหนึ่งเหตุผลประกอบในการยึดเวียดนามเป็นเมืองขึ้นในเวลาต่อมา

สุสานของจักรพรรดิมินห์หม่าง ตั้งอยู่นอกเมือง ห่างจากตัวเมืองเว้ออกมาประมาณ 12 กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นตามหลักฮวงจุ้ยของจีนแท้ๆ เลย คือ ด้านหน้าเป็นน้ำ ด้านหลังเป็นเขา ส่วนพื้นที่ของสุสานก็กว้างใหญ่ เสมือนหนึ่งจะเป็นตำหนักย่อมๆ เลยทีเดียว เพราะด้านนอกถูกล้อมรอบด้วยกำแพง ส่วนด้านในก็มีประตูถึง 3 ชั้น แถมยังมีพื้นที่สวน สระน้ำ วัด และหลุมศพพระเจ้ามินห์หม่าง แต่ว่าพื้นที่ด้านในสุด ซึ่งเป็นหลุมศพนั้นจะไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม

สุสานที่ 2 ซึ่งแลดูมีความร่มรื่นกว่า ตั้งอยู่ในเมือง ห่างจากพระราชวังต้องห้ามไม่มาก เรียกว่าสุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก (Tomb of Tu Duc) ผู้ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 36 ปี พระองค์มีมเหสีและสนมกว่า 100 คน แต่กลับไม่มีรัชทายาท

ว่ากันว่าจักรพรรดิทรงออกแบบสุสานแห่งนี้เองเกือบทั้งหมด โดยใช้แรงงานและเงินภาษีจำนวนมาก ทำให้เกิดการต่อต้านขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะการก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไป และพระองค์ก็ยังทรงใช้พื้นที่บริเวณสุสานแห่งนี้เป็นสถานที่อ่านหนังสือและพักผ่อน

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ พระศพของพระองค์ไม่ได้อยู่ในสุสานแห่งนี้ แต่อยู่ในอีกที่หนึ่ง ซึ่งยังคงเป็นความลับ จนถึงปัจจุบัน ว่ากันว่า คนสร้างหลุมศพและคนทำพิธีกว่า 200 คนถูกตัดหัวหลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว เพื่อเป็นการรักษาความลับไว้

อันที่จริงแล้วมีสุสานของจักรพรรดิอยู่อีกหลายแห่งในเมืองเว้ แต่มีอยู่เพียง 7 แห่งเท่านั้น ที่มีความสำคัญ ซึ่ง 3 ใน 7 แห่ง ได้ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดก็คือ สุสานจักรพรรดิมินห์หม่าง สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก และสุสานจักรพรรดิไคดิงห์

สุสานจักรพรรดิไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) มีทั้งความสวยงาม แปลกตา และมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสุสานนี้ในส่วนของความสวยงามนั้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะจักรพรรดิไคดิงห์ ใช้ทั้งเงินทองและแรงงานจำนวนมาก เพื่อให้ได้สุสานที่สวยงามแปลกตาที่สุด แต่พระองค์ก็ไม่ได้มีโอกาสเห็นสุสานแล้วเสร็จ เพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน อย่างไรก็ตาม สุสานแห่งนี้ก็ถูกสร้างจนแล้วเสร็จ โดยจักรพรรดิเบ๋าได่ (Bao Dai) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม เมื่อรวมเวลาก่อสร้างทั้งหมดแล้ว สุสานแห่งนี้จึงใช้เวลาก่อสร้างนาน 11 ปีเลยทีเดียว

จักรพรรดิไคดิงห์ไม่ได้เป็นที่รักใคร่ของประชาชนนัก เนื่องจากการรีดภาษี และฝักใฝ่รัฐบาลฝรั่งเศสอย่างชัดเจน

จนกระทั่งถูกมองว่า พระองค์เป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนของรัฐบาลฝรั่งเศสเท่านั้น และด้วยความใกล้ชิดกับฝรั่งเศส จักรพรรดิไคดิงห์จึงเคยเสด็จประพาสฝรั่งเศส ซึ่งเดาว่าพระองค์คงชื่นชอบและจดจำเอาสถาปัตยกรรมกลับมาด้วย ทำให้สุสานของจักรพรรดิไคดิงห์เป็นส่วนผสมของสถาปัตยกรรมตะวันตกและตะวันออกอย่างชัดเจน

ด้านนอกมีรูปสลักของช้าง ม้า และบริวาร ตามหลักของจีน ราวบันไดทางขึ้นแต่ละชั้น ปั้นเป็นรูปมังกรเลื้อย ซึ่งได้ชื่อว่ามีความสวยงามอ่อนช้อย แต่ก็ดูน่าเกรงขาม และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรูปปั้นมังกรเลื้อยที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ส่วนตัวอาคารหลักของสุสานเป็นรูปแบบผสมผสานอย่างเห็นได้ชัด คือมีซุ้มหน้าต่างที่ประดับด้วยลวดลายเสาโรมัน แถมบานประตูก็เป็นช่องกระจกและมีเหล็กดัดตามสไตล์ฝรั่งเศส

ผนังด้านใน บางมุมจะเห็นปูนปั้นเป็นภาพนูนสูง ตกแต่งด้วยเศษกระเบื้องและชิ้นแล้ว บางมุมก็จะเป็นลวดลวยเขียนแบบจีน และบางมุมก็ตกแต่งด้วยหินอ่อนอย่างสวยงาม

แม้เรื่องราวของจักรพรรดิเอง จะฟังดูไม่น่าประทับใจสักเท่าไร แต่ก็ต้องยอมรับ สุสานแห่งนี้มีความสวยงามและยิ่งใหญ่จริงๆ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับภาพเขียนมังกรในม่านเมฆที่บนฝ้าเพดาน ที่ว่ากันว่า ศิลปินต้องห้อยหัวลงมา แล้วใช้เท้าเขียนภาพแทน เพราะเวลาที่จักรพรรดิมาตรวจงาน จะได้ไม่ต้องมองเห็นเท้าของศิลปินในระดับสายตา

คนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวเมืองเว้ มักไม่มีเวลาจะไปได้ครบทั้ง 7 สุสานอย่างแน่นอน เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลา ลำพังแค่ไปเที่ยวพระราชวังต้องห้าม บวกกับอีก 3 สุสานนี่ก็ใช้เวลาแทบทั้งวันแล้ว เอาเป็นว่าถ้าใครอยากไปให้ครบทั้ง 7 สุสาน คงต้องเผื่อเวลาไว้อย่างน้อยสัก 3 วันน่าจะดี

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทางรายการ โลก 360 องศา วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00 น. ทางไทยรัฐทีวี

วัดหัวลำโพง วัดเก่าเล่ากรุงรัตนโกสินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 12:03 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557528

วัดหัวลำโพง วัดเก่าเล่ากรุงรัตนโกสินทร์

โดย กั๊ตจัง

ทุกครั้งที่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที มาซื้อหนังสือที่จามจุรีสแควร์ สถานีสามย่าน จะเห็นวัดหัวลำโพงตั้งโดดเด่นอยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอ

หากจะว่าไปแล้ว นี่อาจจะเป็นวัดเดียวที่สร้างมาตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น และอยู่ยืนยาวมาตลอด 200 กว่าปีที่ผ่านมา ก็เชื้อชวนให้เดินก้าวเท้าเข้าวัดท่ามกลางวิกฤตศรัทธาแห่งศาสนา

วัดนี้แต่เดิมเป็นเพียงวัดราษฎร์ หมายถึงวัดที่ประชาชนช่วยกันสร้างขึ้นมา หรืออาจจะมีเศรษฐีสักคนในยุคสมัยนั้น สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นวัดประจำชุมชน

บางตำราบอกว่าเดิมชื่อวัดวัวลำพอง และเพี้ยนเปลี่ยนชื่อเป็นหัวลำโพง ตามสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงในช่วงรัชกาลที่ 5 แต่ชื่อเดิมของวัดและผู้สร้างก็ไม่ได้ปรากฏแน่ชัด มีความคลุมเครือใกล้เคียงกับชื่อของสถานีรถไฟหัวลำโพงที่อยู่ห่างออกไปอีก 2 กม.

นักประวัติศาสตร์ศิลป์คาดการณ์อายุของวัดจากรูปทรงของพระอุโบสถ และเจดีย์เก่าด้านหลังวัด ใช้ศิลปะในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี 2310 ประชาชนที่อยู่ในบริเวณนี้แต่แรกล้วนเป็นประชาชนที่อพยพมาในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2

จนกระทั่งปี 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จมาทำพิธีเปิดสถานีรถไฟหัวลำโพงในครั้งนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินภายในวันเดียวกัน 3 วัด ได้แก่ วัดสามจีน(วัดไตรมิตรวิทยาราม) วัดตะเคียน (วัดมหาพฤฒาราม) และวัดวัวลำพอง (วัดหัวลำโพง)

เมื่อทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้าพระกฐินที่วัดวัวลำพองนั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ พระราชทานนามว่าวัดหัวลำโพง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานีหัวลำโพง และทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เจ้าอาวาส คือ พระอาจารย์สิงห์ เป็นพระครูสัญญาบัตร

จนถึงปัจจุบันนี้ วัดหัวลำโพง กลายเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ท่ามกลางคอนโดมิเนียมและศูนย์การค้า แต่ก็ยังเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของการทำบุญของศาสนิกชนได้เป็นอย่างดี เมื่อเดินเข้าไปภายในวัด จะมีทั้งจุดเปิดรับบริจาคค่าน้ำ-ค่าไฟ ไถ่ชีวิตโค-กระบือ และมูลนิธิต่างๆ

เข้ามาเปิดจุดรับบริจาคก็สามารถบริจาคได้ตามกำลังศรัทธามากน้อยไม่สำคัญเท่ากับการได้ร่วมทำความดี โดยเฉพาะการทำบุญบริจาคโลงศพของมูลนิธิร่วมกตัญญูก็เป็นที่นิยมของประชาชนอย่างมาก

ทุกวันก็จะมีประชาชนเดินทางเข้ามากราบไหว้พระประธานพระอุโบสถ ชมภาพเขียนที่ฝาผนังที่เกี่ยวกับเรื่องนรก สวรรค์ เทพ เทวดา หลังจากนั้นก็ออกมาเดินตีระฆังรอบพระอุโบสถ เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมทำบุญไหว้พระเสร็จต้องตีระฆังด้วย

หลวงพ่อท่านให้เหตุผลว่าคนไทยเราตีระฆังเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตหลายอย่าง ประการแรก ระฆังหรือฆ้องใช้ตีบอกโมงยาม ใช้ในพิธีมงคลเป็นเสียงแห่งสิริมงคลต่อมาเชื่อว่าตีแล้วเป็นการบอกกล่าวแก่เหล่าเทวดาชั้นฟ้าให้รับรู้ถึงการทำบุญ และสุดท้ายเสียงของระฆังเองจะช่วยทำให้ใช้สงบลงได้ในทางอ้อม

สำหรับพื้นที่ภายในวัดหัวลำโพงนั้นจัดว่าค่อนข้างกว้างขวาง มีที่ดินรวมกว่า 20 ไร่ รวมพื้นที่ของโรงเรียนพุทธจักรวิทยา เมื่อออกมาจากวัด นอกจากจามจุรีสแควร์ที่เป็นจุดเด่นแล้ว ร้านอาหารในย่านวัดหัวลำโพงก็เด็ดไม่แพ้กัน หากมาในช่วงเช้าถึงเที่ยว แนะนำให้รับประทานอาหารที่ร้าน “ร้านสุกี้สามย่าน เป็นร้านห้องเช่าเล็กๆ ที่เปิดมาช้านาน ขายทั้งสุกี้ เกาเหลา ข้าวมันไก่ และข้าวขาหมู เด็ดที่น้ำจิ้มสุกี้และเนื้อหมูที่หมักมานุ่มๆ ร้านอยู่ซอยจุฬาลงกรณ์ 50 เปิดเวลา 06.00-13.00 น. โทรสอบถามที่เบอร์ 02-215-0472

แต่ถ้าแวะมาทำบุญช่วงเย็นต้องไม่พลาดร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่รองเมือง เส้นก๋วยเตี๋ยวผัดในกระทะจนสุกหอม เต็มไปด้วยไข่และไก่ อร่อยๆ ร้านตั้งอยู่ที่ซอยรองเมือง 5 ถนนจรัสเมือง เปิดวันธรรมดา ตั้งแต่เวลา 16.00-21.30 น.

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานที่ร้านเช็งซิมอี๊ ตลาดสวนหลวง ของหวานอย่างน้ำแข็งไส มีเครื่องให้เลือกมากกว่า 30 อย่าง ร้านตั้งอยู่ในซอยจุฬาลงกรณ์ 5ถนนเจริญเมือง เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-23.59 น. น่าจะเรียกได้ว่าเป็นร้านของหวานที่เปิดยันดึกมาก โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 02-214-0612 เป็นอันจบทริปวัดหัวลำโพงที่จะได้ทั้งบุญและอาหารอร่อยอิ่มท้อง 

สุขลาวัลย์ ชื่อนี้มีดีที่กวยจั๊บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 11:01 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557350

สุขลาวัลย์ ชื่อนี้มีดีที่กวยจั๊บ

เรื่อง / ภาพ ชายโย

เส้นกวยจั๊บเหนียวนุ่ม รสชาติน้ำซุปกลมกล่อมจนแทบไม่ต้องปรุง อร่อยจนลูกค้าติดใจกลับมารับประทานอีกครั้ง ต้องที่ร้านสุขลาวัลย์ ริมถนนเตชะวนิช ใกล้ซอยข้างโรงหนัง ร้านเก่าแก่แห่งย่านบางซื่อที่มาตั้งแต่ปี 2516 จนถึงวันนี้ก็อายุได้ 45 ปีพอดิบพอดี

จุดเด่นของกวยจั๊บร้านนี้คือ น้ำซุปที่กลมกล่อม ปรุงรสชาติมากำลังดี ไม่เข้มข้น แต่ก็ไม่เจือจาง ซดได้คล่องคอ เนื้อหมูนั้นใช้หมูหมักและตุ๋นจนเนื้อนุ่มน้ำชุ่มเนื้อใน ใส่หมูกรอบ เลือดหมู ไข่พะโล้ฝานเสี้ยว เต้าหูกรอบ ต้นหอม ผักชี หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ โรยให้ทั่วชาม รับประทานพร้อมกันอร่อยเข้ากันดี

ก่อนหน้านี้ ถ้าเบื่อกวยจั๊บแล้วก็ยังมีก๋วยเตี๋ยวหมูแบบน้ำและแห้งให้เลือกตามอัธยาศัย แต่ที่เห็นนิยมรับประทานกันก็จะเป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูบวกกับหมูตุ๋น อร่อยไม่แพ้กวยจั๊บแน่นอน หากมาในช่วงเทศกาลกินเจ ทางร้านจะหยุดให้บริการกวยจั๊บหมู ขายแต่กวยจั๊บเจแทน ลูกค้าส่วนใหญ่เขาว่าอร่อยถึงขนาดยอมยืนต่อคิวเพื่อซื้อกันเลยทีเดียว

การเดินทางเราแนะนำให้นั่งรถมาลงที่สถานีรถไฟใต้ดินบางซื่อแล้วต่อแท็กซี่ หรือมารถประจำทางจะสะดวกที่สุด เพราะมีแค่ที่จอดรถริมถนนหน้าร้านเท่านั้น

ร้านนี้เปิดเวลา 07.00-14.00 น. โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 02-587-0629 แนะนำให้มาช่วงประมาณ 10.00 -11.30 น. เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าไม่มากเกินไป เครื่องก๋วยเตี๋ยวอยู่ครบ หากมาช่วงบ่ายอาจจะหมดก่อนเพราะมีทั้งไลน์แมนมาสั่งอาหารและลูกค้าที่ซื้อใส่ถุงกลับบ้านก็เยอะ แต่ดีอย่างหนึ่งว่าร้านนี้เขาทำเร็วคล่องมือจากประสบการณ์มากกว่า 40 ปี ไม่เกิน 10 นาที ก็ได้รับประทานให้หายหิวกันแล้ว

‘ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ’ คอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพหัวใจสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:55 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557519

‘ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ’ คอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพหัวใจสีเขียว

โดย พุสดี

การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ นอกจากจะขยันออกกำลังกายดูแลรูปร่าง ต้องอย่ามองข้ามเรื่องอาหารการกินที่ต้องไม่ทำร้ายสุขภาพด้วย

ใครที่ประกาศตัวว่าเป็นสายเฮลตี้ พลาดไม่ได้ต้องไปเช็กอินที่ “ปิติ โค-เฮลท์ตีสเปซ” ร้านอาหารแนวคิดใหม่เพื่อคนรักสุขภาพ นำเสนอเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารว่างเพื่อสุขภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์การเสนอผลิตผลจากเกษตรกรไทยในรูปแบบเมนูร่วมสมัย ให้คนเมืองได้ลิ้มลองอาหารรสชาติอย่างมีสไตล์

จากแรงบันดาลใจของ นลินรัตน์ บุญนิกรวรวิทย์ ผู้ก่อตั้ง ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ ที่หันมาสนใจอาหารสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย จึงได้ชักชวนพาร์ตเนอร์ที่มีใจรักสุขภาพและต้องการนำเสนอสินค้าจากเกษตรกรไทยให้กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ เนรมิตคอมมูนิตี้เพื่อคนรักสุขภาพแห่งใหม่ขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ จากเกษตรกรที่จริงใจ ปรุงแต่งรสชาติด้วยความใส่ใจ เพื่อนำเสนอเมนูอาหาร และอาหารว่างเพื่อสุขภาพในราคาที่สัมผัสได้

หลายปีที่ผ่านมา ด้วยเทรนด์สุขภาพที่มาแรง ทำให้มีร้านอาหารเพื่อสุขภาพหลายแห่งถือกำเนิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ ปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ แตกต่างจากที่อื่น คือ การคัดเลือกวัตถุดิบเมนูอาหาร และสินค้าที่มาวางขายในร้านจากผลิตผลจากเกษตรกรไทยที่ทั้งรสชาติดีและปลอดสารพิษ

มาถึงปิติ โค-เฮลท์ตี สเปซ จะพบกับ ชา-บาร์ (CHA-BAR) บาร์น้ำชายอดฮิตที่มาพร้อมแนวคิดสุดเก๋ให้คนเมืองได้แวะมาจิบชาอย่างมีสไตล์ คัดสรรใบชาสดคุณภาพดีจากเกษตรกร จ.เชียงราย มาพร้อมท็อปปิ้งยอดฮิตอย่างไข่มุกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ใช้ความหวานจากน้ำตาลมะพร้าวทำเองเพิ่มรสชาติ

ถัดมา ฮาร์เวสเตอร์ (Harvester) บาร์อาหารสุขภาพที่คัดเลือกวัตถุดิบที่เก็บเกี่ยวด้วยวิถีธรรมชาติจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ในรูปแบบอาหารจานด่วน อาทิ แซนด์วิช สลัดข้าวไรซ์เบอร์รี่ สลัดผักปลอดสาร คลุกด้วยซอสสูตรพิเศษที่มีให้เลือกหลากหลายชนิด

ปิดท้ายด้วยมุมแกร็บ แอนด์ โก (Grab & Go) เอาใจขาช็อปได้อุดหนุนผลิตผลจากเกษตรกรไทย

ว่างเมื่อไรแวะมา เปิดบริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-16.00 น. มีบริการเดลิเวอรี่สินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น NOW Delivery และ LINEMAN สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเฟซบุ๊ก pyticohealthyspace

บะหมี่จับกังพิษณุโลก บิ๊กเบิ้มอร่อยในชามเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 10:31 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557513

บะหมี่จับกังพิษณุโลก บิ๊กเบิ้มอร่อยในชามเดียว

โดย ชินวัฒน์ สิงหะ

ย่านเยาวราช แถววัดมังกร เล่งเน่ยยี่ มีร้านบะหมี่จับกังที่เก่าแก่และขึ้นชื่อลือชามายาวนาน มีซิกเนเจอร์หรือจุดขายที่บะหมี่ก้อนใหญ่เต็มชามใหญ่อัดแน่นสะใจ หมูฝานชิ้นโตพอๆ กับฝามือหลายชิ้น น้ำซุปหอมกรุ่นแบบโบราณเปี่ยมไปด้วยไขมัน ซึ่งไม่ต้องประหลาดใจ เพราะแต่แรกดั้งเดิมบะหมี่จับกังถูกออกแบบมาเพื่อขายให้กับผู้ใช้แรงงาน จึงเน้นหนักไปที่แป้งซึ่งคือบะหมี่ก้อนโต โปรตีน คือหมูชิ้นใหญ่ล้นปากล้นคำ และน้ำซุปที่มีไขมันให้กำลังงาน เพราะฉะนั้นจึงเอามาตรฐานของบะหมี่แบบทุกวันนี้ไปวัดไม่ได้

บะหมี่จับกังอยู่ยงคงกระพันมีชื่อเสียงมายาวนาน จนมีคนเอาไปเลียนอย่าง เป็นบะหมี่จับกังที่แตกต่างออกไปจากต้นแบบ ขอแนะนำกันไปรับประทานที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งเปิดบริการขายบะหมี่จับกังและเย็นตาโฟหม้อไฟที่อร่อยถูกปาก

ร้านนี้คือร้านบะหมี่จับกัง ที่ตั้งอยู่ที่อาคาร@พระลือ เลขที่ 37 ถนนพระลือ ซอย 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก สุทธิภัทร ชูสกุลพัฒนา อายุ 47 ปี หรือ เซฟท็อป เป็นเจ้าของร้าน เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีคนที่ชื่นชอบรับประทานบะหมี่เดินทางมารับประทานกันเป็นจำนวนมาก

ร้านบะหมี่จับกังแห่งนี้มีเมนูที่เด่นก็คือ บะหมี่จับกัง เย็นตาโฟหม้อไฟ โดยเฉพาะบะหมี่จับกังที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก

สุทธิภัทร บอกว่า ร้านของตนได้นำสูตรบะหมี่จับกังมาจากกรุงเทพฯ จากนั้นได้มีปรับปรุงสูตรเพิ่มเติม จนมีรสชาติอร่อยในแบบของตัวเอง ไม่เผ็ด และไม่เลี่ยน สามารถรับประทานได้อย่างลงตัวอร่อยกลมกล่อม

ในชามหนึ่ง สุทธิภัทร บอกว่าตนก็จะใช้บะหมี่ 4 ก้อน เพื่อให้ผู้บริโภคอิ่มได้ในชามเดียว หรือหากถูกปากก็สามารถต่อชามที่ 2 ได้

นอกจากนี้ ยังมีเย็นตาโฟหม้อไฟที่เป็นเมนูรอง ซึ่งสามารถสั่งรับประทานได้อย่างลงตัว ซึ่งราคาทั้งสองเมนู เพียงชามละ 40 บาทเท่านั้น หรือหากต้องการสั่งกลับบ้าน ก็สามารถใส่กล่องกลับไปรับประทานที่บ้านเช่นกัน

ขณะที่ผู้ใดต้องการสั่งไปส่งถึงบ้าน(ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก) ก็สามารถไปส่งได้ โดยคิดเพียงยอดสั่งราคา 200บาทขึ้นไป ก็จัดส่งให้ฟรี หากต่ำกว่า 200 บาทก็คิดค่าส่งเพียง 20 บาทเท่านั้น

สำหรับร้านบะหมี่จับกัง ที่ จ.พิษณุโลก แห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.11-19.00 น. ทุกวันอังคาร-อาทิตย์ หยุดวันจันทร์เพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งหากผู้ใดสนใจสามารถสั่งบะหมี่จับกังกับเซฟท็อป ได้ที่ 08-0789-3969 

บ้านนาเกลือ ชุมชนที่ยังหลงเหลือในพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:34 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557507

บ้านนาเกลือ ชุมชนที่ยังหลงเหลือในพัทยา

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ใครชวนไปพัทยา อยากส่ายหน้าแทนคำตอบ แต่ต้องคิดให้รอบคอบเมื่อได้ยินคำว่า “ชุมชนเก่านาเกลือ”ต้องอธิบายระบบการปกครองส่วนภูมิภาคก่อนว่า เมืองพัทยา เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิเศษตั้งอยู่ใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งในอำเภอเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดในพัทยา เรียก “บ้านนาเกลือ” 1 ใน 8 ตำบลของบางละมุงที่คนในชุมชนกำลังร่วมมือกันพัฒนาการท่องเที่ยวแบบท้องถิ่น กินแบบชาวบ้าน มากกว่าจะสร้างสถานบันเทิงจนกลายเป็นแหล่งรวมตัวของนายทุนต่างชาติ

ธิติ จันทร์แต่งผล ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 (พัทยา) องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เล่าว่า ปัจจุบัน อพท.กำลังพัฒนาชุมชนนาเกลือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เนื่องจากมีศาลเจ้าใหญ่น้อย วิถีชีวิตชาวประมง และเส้นทางเดินหรือเลนปั่นจักรยานให้ลัดเลาะหาชาวบ้าน

“เราได้รับการเชิญชวนจากกลุ่มอนุรักษ์อ่าวนาเกลือให้เข้ามาพัฒนาบ้านนาเกลือตรงนี้ เริ่มจากจุดแรกคลองนกยาง จากคลองที่เต็มไปด้วยขยะเราได้ร่วมมือกับชาวบ้านร่วมกันเก็บขยะ ซึ่งตอนนี้คลองด้านใต้ฝั่งที่ติดกับทะเลไม่มีขยะแล้ว เหลือทางด้านเหนือฝั่งติดถนนสุขุมวิทที่ยังเหลือขยะอยู่ เรามีแหล่งดูนก และยังได้เชื่อมโยงกับกลุ่มประมงที่อาสาพานักท่องเที่ยวลงเรือไปดูวิถีประมง ตกปลา ตกหมึกด้วย” ธิติ กล่าว

“ในชุมชนยังเป็นที่ตั้งของตลาดเก่านาเกลืออายุกว่า 100 ปี ที่เราพยายามฟื้นคืนชีวิตให้กลับมา แต่ยังทำไม่สำเร็จเพราะพ่อค้าแม่ขายมักเดินทางไปขายของตามงานอีเวนต์และทิ้งหน้าร้านตัวเอง พอนักท่องเที่ยวมาก็ไม่เจอของขายทำให้ไม่มีใครมาเที่ยว แต่ยังดีที่เรายังมีตลาดลานโพธิ์ที่เป็นตลาดขายอาหารทะเลสดเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญ รวมทั้งตอนนี้ อพท.กำลังส่งเสริมให้นาเกลือเป็นเมืองจักรยาน และมีการจัดตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน”

“แอนนี่” อรุณี ห่อทองคำ สมาชิกชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และมัคคุเทศก์พาเที่ยวชุมชนนาเกลือ เล่าว่า ชุมชนนาเกลือเป็นชุมชนเก่าแก่ของชาวจีนที่มาตั้งรกรากเมื่อ 70 ปีที่แล้ว

แอนนี่ ยืนรออยู่หน้ามูลนิธิสว่างบริบูรณ์ ซึ่งเป็นจุดนัดพบกับนักท่องเที่ยว และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินย้อนกลับไปสู่อดีตในชุมชนเก่าแก่ เธอเล่าว่า ชาวจีนบ้านนาเกลือได้สร้างบ้านไปพร้อมกับการสร้างศาลเจ้าเล็กๆ เพื่อเก็บรักษาและกราบไหว้เทพเจ้าที่ตัวเองนำมาจากบ้านเกิด

จากนั้นศาลเจ้าก็ได้ถูกพัฒนามาเป็นมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน ทำหน้าที่ช่วยกู้ภัยในเมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยทุกปีทางมูลนิธิจะจัดเทศกาลกินเจต่อเนื่อง 10 วัน สืบทอดมานานกว่า 40 ปี เป็นงานประจำปีของชุมชนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก

“ในมูลนิธิเป็นที่ตั้งของโป๊ยเซียนโจวซือ ซึ่งชาวบ้านที่นี่มาขออะไรก็สำเร็จ และมีเจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่กวนอิม และเหล่าซือ ให้กราบไหว้อยู่บนชั้นสอง โดยนักท่องเที่ยวจะมาจอดรถที่นี่ แล้วขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในท้องถิ่นก่อนออกเดินทาง” แอนนี่ กล่าวเพิ่มเติม

หลังจากไหว้เทพเจ้าจีนและทำบุญโลงศพเรียบร้อยตามศรัทธา ไกด์วัย 50 กว่าได้พาเดินเข้าซอยไทยสินที่สองข้างทางยังเป็นเรือนแถวเก่า 2 ชั้น ด้านบนมีระเบียงยื่นออกมา ส่วนประตูชั้นล่างยังเป็นบานเฟี้ยมแบบโบราณ แสดงให้เห็นอายุของชุมชนว่าอยู่มานานกว่า 100 ปี นับเป็นชุมชนจีนที่เก่าแก่ที่สุดในพัทยา

“สมัยก่อนคนที่นี่ทำโรงก๋วยเตี๋ยว เพาะถั่วงอก ทำเต้าหู้ ลูกชิ้นปลา ทำประมง ทำโป๊ะเรือ และที่บ้านเรายังมีป่าชายเลนขนาดกว่า 10 ไร่ เป็นป่าชายเลนผืนสุดท้ายของเมืองพัทยา” แอนนี่ เล่าข้อมูลตามที่ฟังมาจากคุณพ่อ คุณพ่อของเธอเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านนาเกลือ

“ตรงไหนคือนาเกลือ?” ผู้มาเยือนถามเพื่อตามหาที่มาของชื่อ

แอนนี่ หัวเราะก่อนเล่าตำนานที่ฟังต่อๆ กันมาว่า จากการสืบค้นยังไม่พบว่าที่นี่เคยทำนาเกลือ จึงเชื่อกันว่ามาจากคำว่า “น่ากลัว” เนื่องจากตลาดนาเกลือสมัยก่อนมีต้นไม้ใหญ่และเป็นป่าช้า เวลาชาวบ้านจากชุมชนอื่นอย่างบ้านชากแง้วหรือบ้านหนองปรือเดินทางมาค้าขาย เขาจะบอกกันว่า กลัวโดนโจรปล้น จึงมีการบอกต่อๆ กันว่า ที่นี่น่ากลัว จากน่ากลัวก็เพี้ยนมาเป็นนาเกลืออย่างในปัจจุบัน

บริเวณปากซอยไทยสิน มีสตรีทอาร์ตริมกำแพง เป็นรูปร้านก๋วยเตี๋ยวและแม่ค้าหาบเร่ที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีการเร่ขายของบนบ่า แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวยังเป็นกิจการที่รุ่งเรือง มีให้เลือกอย่างน้อย 5 ร้านบนถนนสายสั้นๆ นอกจากนั้น ยังมีร้านขายยาจีน ร้านขายแจงลอน ร้านช่างลับมีดและกรรไกรตัดผมยอดนิยมของช่างซาลอน และร้านขายอุปกรณ์ทำประมงที่ตอนนี้ปรับมาเป็นร้านโชห่วยขายสากกะเบือจนเรือรบ

“ที่นี่ขายก๋วยเตี๋ยวหมูสับแต่ใส่ลูกชิ้นปลา อร่อยมาก” แอนนี่ ลากเสียงยาวในคำสุดท้าย

“ถัดไปอีกหน่อยเคยมีค่ายมวยยอดธง มีศิษย์คนดังอย่าง สามารถ พยัคฆ์อรุณ และก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ ตอนนี้ค่ายมวยยังมีอยู่ แต่ย้ายจากตรอกหลังมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ไปเปิดที่อื่นแล้ว”

เธอเล่าไปเดินไปต่อว่า ส่วนการทำประมงของชุมชนนาเกลือซบเซาลงกว่าแต่ก่อน เนื่องจากชาวบ้านออกเรือจับสัตว์ทะเลได้น้อยลง จากในอดีตคนจากชุมชนอื่นต้องมาซื้อกุ้ง หอย ปู ปลาที่ตลาดนาเกลือกลายเป็นว่าตอนนี้คนนาเกลือต้องไปซื้อจากจังหวัดอื่นมาขายแทน

“คนมาที่นี่อยากให้มาดูความเก่าแก่ของชุมชนนาเกลือ” เจ้าของร้านหนังสือเก่าแก่ทักทายระหว่างทาง

“ตึกที่นี่ยังเตี้ยๆ ทำให้มองเห็นท้องฟ้า ที่สำคัญที่นี่มีร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อยเยอะมาก เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่รุ่นพ่อ อร่อยที่น้ำซุปและลูกชิ้นปลาจากปลาแท้ๆ แนะนำให้มากินเป็นอาหารเช้าสัก 10 โมงตอนน้ำต้มกระดูกยังสดอร่อย จากนั้นก็เดินเที่ยวชุมชนไปเรื่อยๆ จนถึงสะพานยาว ไปดูนกกระยางกินปลาตอนน้ำลด หรือถ้ามีเวลาไม่มาก แค่แวะมากินก๋วยเตี๋ยวที่นี่ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”

แอนนี่ เสริมทัพว่า สมัยก่อนเหลือนกกระยางอยู่แค่ตัวสองตัว เพราะคลองนกยางที่ไหลลงทะเลเป็นคลองที่รับน้ำเสียจากเมืองพัทยา ทำให้ไม่มีอาหารให้นกมาหากิน แต่ตอนนี้มีนกกระยางมากขึ้นกว่า 10 ตัว เพราะมีห่วงโซ่อาหารที่ดีขึ้น น้ำสะอาดขึ้น กลายเป็นแหล่งดูนกกระยางตลอดปี และอาจได้ทักทายนกนางนวลบ้างตอนปลายปีด้วย

ระหว่างสังเกตพฤติกรรมนกกระยางกินเหยื่อจนน่าเบื่อ แอนนี่คนเดิมได้ยกจานขนมเปียกปูนใบเตยฝีมือชาวบ้านมาให้กินรองท้อง ก่อนจะออกเดินต่อไปยังตลาดเก่านาเกลือที่ได้ยินมาว่าร้างมานาน

ทุกวันนี้ตลาดเก่านาเกลือแทบไม่มีร้านค้าเปิดแผง นักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้ออาหารทะเลจะไปจับจ่ายที่ตลาดลานโพธิ์แทน ที่นั่นมีครบทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ล็อบสเตอร์ กั้ง แมงดา แบบเป็นๆ สดๆ พร้อมมีบริการปิ้งย่างและน้ำจิ้มซีฟู้ด สามารถหิ้วอาหารไปนั่งปิกนิกใต้ต้นไม้ ที่สวนสาธารณะลานโพธิ์ โดยตลาดเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น.

ด้าน บุญมา กอเซ็ม ประธานกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ เล่าถึงสถานการณ์การทำประมงของชาวนาเกลือว่า ปัจจุบันสามารถจับหมึกได้มาก ซึ่งมากพอให้เลี้ยงครอบครัวได้ ส่วนซีฟู้ดที่เห็นขายในตลาดส่วนใหญ่มาจากเรือประมงท้องถิ่น เช่น หมึกไข่และหอยหวาน แต่ก็มีบ้างที่มาจากแหล่งอื่น ยกตัวอย่าง หมึกไซส์ใหญ่จากมหาชัย และปลาจากแสมสาร

“ทะเลบ้านเราเริ่มกลับมาดีเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว พอทรายดีขึ้นทำให้มีหอยมากขึ้น และพอน้ำทะเลสะอาดขึ้นก็ทำให้มีปลาและหมึกมากขึ้น โดยแต่ก่อนทะเลของเราจะได้รับผลกระทบจากท่าเรือ แต่ผลกระทบสำคัญที่สุดคือ ธรรมชาติของทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่วนชาวบ้านเราก็ได้ช่วยกันทำปะการังเทียม ร่วมกับหน่วยงานรัฐปล่อยลูกกุ้งแชบ๊วยลงทะเล 2 ล้านตัว และชาวบ้านเองก็ยังทำประมงพื้นบ้านทำให้ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลมากเกินไป”

ขณะที่ชาวบ้านกำลังเดินๆ ก้มๆ เก็บหอยบนชายหาด ขบวนจักรยานได้ปั่นมาเช็กอินที่ท่าเรือใกล้ๆ ลานโพธิ์ ได้ยินมาว่า พวกเขาได้ปั่นมาเส้นเดียวกับเส้นทางเดินสำรวจชุมชนนาเกลือที่แอนนี่พามา โดยปั่นมาตามเส้นทางในแอพพลิเคชั่น Smart Pattaya Plus ซึ่งเป็นแอพฯ ที่ อพท.พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความหลากหลายในการท่องเที่ยว

เมื่อเลือกเมนู Journey จะพบเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน เส้นทางท่องเที่ยวทางทะเล เส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม โดยแอพฯ จะพานักท่องเที่ยวไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยด้วยระบบเสียงนำทาง (Voice Guidance) ที่จะบอกทุกรายละเอียดในการเดินทางให้ไม่พลาดจุดหมายอย่างแน่นอน

“เราอยากให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่ชุมชนเก่านาเกลือเยอะๆ” แอนนี่ เปิดใจทิ้งท้าย

“อยากให้มาเห็นพัทยาอีกมุมหนึ่งที่แทบไม่มีฝรั่ง แต่มีคนท้องถิ่นที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาอร่อยๆ ให้เลือกรับประทานได้มื้อละร้าน มีอาหารทะเลราคาไม่แพง และมีเสน่ห์ของชุมชนเก่าแก่ให้ซึมซับจิตวิญญาณของชาวนาเกลือจริงๆ”

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนได้แนะนำเส้นทางเดินสำรวจชุมชนนาเกลือเริ่มตั้งแต่มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานถึงตลาดลานโพธิ์มาได้ประมาณ 6 เดือน โดยนักท่องเที่ยวสามารถเปิดแอพพลิเคชั่นแล้วเดินลัดเลาะได้ด้วยตัวเอง หรืออยากเดินเที่ยวเจาะลึกกับไกด์ท้องถิ่นอย่างแอนนี่มีค่าใช้จ่ายคนละ 300 บาท เงินจำนวนนี้รวมค่าขนมเปียกปูนและกาแฟโบราณที่แอนนี่จะซื้อมาจากชาวบ้าน เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน ติดต่อแอนนี่ โทร. 08-1809-0968

วินด์ & คลาวด์ ในวันที่ลมและเมฆมาบรรจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 11:38 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557426

วินด์ & คลาวด์ ในวันที่ลมและเมฆมาบรรจบ

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คืนนี้ฟ้าฝนเป็นใจ ไม่กระหน่ำลงเหมือนเช่นเคย แล้วจะมัวปล่อยให้โมงยามอันมีค่าผ่านไปอย่างเฉยเมยได้อย่างไร สู้นัดก๊วนสนิทแล้วไปสังสรรค์กันให้สำราญกันเป็นไร นึกหมุดหมายไม่ออกนั้นผมขอแนะนำให้มารวมพลกันให้สนุกสนานกันได้ที่นี่ วินด์ & คลาวด์ (Wind and Cloud) บาร์ที่ลมและเมฆมาบรรจบกัน พร้อมกับควาสุขที่เริ่มต้น

บาร์น้องใหม่ ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของ คลาวด์ โฮสเทล ซึ่งเป็นตึกเก่าของมูลนิธิโหง่วตระกูล และนำมาดัดแปลงเป็นโฮสเทล ซึ่งยังคงกลิ่นอายของจีนโบราณเอาไว้ทุกมุมมอง

บะหมี่-ประภาวี เหมทัสน์ หนึ่งในหุ้นส่วนที่เชี่ยวชาญเรื่องคราฟต์เบียร์ามาอย่างยาวนาน เล่าให้ฟังอย่างออกรสว่า เนื่องจากบาร์อยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมที่มีลมผ่าน เลยตั้งชื่อให้สอดรับกับโรงแรมว่า วินด์ & คลาวด์ ซึ่งตรงกับภาษาจีนว่า “ฟงหวิน” พอดี ลูกค้าก็เลยเรียกชื่อร้านนี้ว่า ฟงหวิน จนติดปาก

บาร์แบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนเอาต์ดอร์ที่เปิดรับลมฟ้าอย่างเต็มที่ มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้ให้นั่งเอกเขนก เย้ยวันอากาศสดใสได้อย่างสบายกายสบายใจ และโซนอินดอร์ที่มีกระจกใสให้มองทิวทัศน์มุมสูงได้อย่างสบายตา มาพร้อมกับเพดานสูงโปร่งลดทอนความอึดอัดได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับสไตล์การตกแต่งยังคงสอดรับกับตัวโรงแรม ให้สัมผัสเสมือนหลุดเข้าไปในโรงเตี๊ยมจีนสักแห่ง ผสานความเป็นโมเดิร์นนิดๆ ด้วยตัวเก้าอี้ไม้ผสานกับเหล็ก รวมไปถึงเคาน์เตอร์บาร์ที่ติดราวธงทีมชาติที่เข้ารอบฟุตบอลโลกปี 2018 พร้อมกับโปรเจกเตอร์จอยักษ์ ให้ชมการถ่ายทอดฟุตบอลได้อย่างเมามัน

ความสนุกยังไม่จบ ที่บาร์แห่งนี้ยังเปิดเพลงสไตล์แจ๊ซชิลๆ ฟังง่ายๆ และยังมีแผนว่าจะมีไลฟ์แบนด์มาย้อมอารมณ์กันทุกค่ำคืน

ด้วยสไตล์การตกแต่งและสถานที่ตั้งที่นี่จึงเน้นเสิร์ฟคราฟต์เบียร์มีทั้งหมด 6 แท็ป ซึ่งเป็นคราฟต์เบียร์ในโซนประเทศแถบเอเชียทั้งหมด ที่สลับหมุนเวียนเปลี่ยนมาเอาใจคนรักคราฟต์เบียร์กันทุกๆ สัปดาห์ ทั้งใน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม รวมถึงคราฟต์เบียร์ไทยที่ล้วนมีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีเบียร์ขวดจากต่างประเทศอีกหลากหลายแบรนด์ ทั้ง เยอรมนี อเมริกา เบลเยียม และของประเทศไทย เอาไว้รองรับแบบเต็มที่

ด้านเมนูเน้นเสิร์ฟอาหารสไตล์เอเชียนฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นเอเชียกับยุโรปไว้อย่างลงตัว โดยได้เชฟแบงค์-ติยะทักษ์ ทักษ์สิน หนึ่งในหุ้นส่วนร้านที่โชว์เสน่ห์ปลายจวักมัดใจกันอย่างเต็มที่

เริ่มต้นด้วยเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านที่เข้าขากันดีกับคราฟต์เบียร์ อย่าง ลาบคั่วหมู ถ้าพูดถึงลาบคั่วจะนึกไปถึงเมนูของทางภาคเหนือ แต่ทางร้านจะทำเป็นแบบภาคกลาง คือไม่ใส่มะแขว่นแบบทางเหนือ วิธีทำคือนำเครื่องแกงไปคั่วกับน้ำมันจนหอม แล้วนำหมูสับมาผัดลงไปจนเข้ากัน เพิ่มเทกซ์เจอร์ความอร่อยด้วยผักสด

ต่อด้วยเมนู ไก่ทอดเทบาซากิ ที่เชฟแบงค์ได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อคราวเดินทางไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น แล้วได้ไปดื่มเบียร์ ที่มีเมนูไก่เย็นเพียงอย่างเดียวเป็นกับแกล้ม โดยได้ดัดแปลงด้วยการนำไก่หมักซอสสูตรพิเศษของทางร้าน แล้วนำไปทอดโดยไม่ต้องแช่เย็น โรยด้วยงา สาหร่าย และปลาโอแห้ง

เมนูนี้ต้องชอบแน่ ซี่โครงหมูตุ๋นกับเบียร์ ที่มีกลิ่นของคราฟต์เบียร์ที่มีส่วนผสมของเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยดับเลี่ยน โดยใช้เวลาตุ๋น 48 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อนุ่มลิ้นและยังติดกับซี่โครงอยู่ กินคู่กับแมชโปเตโต้ สวีทโปเตโต้ และแครอตพูเร

ตบท้ายด้วย เนื้อย่างซอสไวน์แดงน้ำจิ้มแจ่ว เนื้อเซอร์ลอยน์สันนอกหมักเครื่องเทศแล้วนำมาย่าง กินกับน้ำจิ้มแจ่ว และซอสไวน์แดง พร้อมด้วยผักเคียง และกระเทียมอบ ซึ่งจะออกรสหวานมัน ต่างเสริมรสชาติกันและกัน

บาร์แห่งนี้ตั้งอยู่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรม คลาวด์ โฮสเทล ซอยศาลาแดง 1/1 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 09-6886-4104