โลกอีกใบใน ‘สังขละบุรี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:48 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558997

โลกอีกใบใน ‘สังขละบุรี’

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ราวกับว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยเมื่ออยู่ใน “สังขละบุรี” ดินแดนแห่งความหลากหลายทั้งชาวไทย มอญ กะเหรี่ยง ทั้งภาษา อาหาร และเสื้อผ้า จนลืมตัวนึกว่าเข็มนาฬิกากำลังเดินช้าลง

สายฝนตกต้อนรับตั้งแต่ข้ามสะพานปูนมายัง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อำเภอที่อยู่ห่างจากเมียนมาเพียง 30 นาที แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีถึง 4 ชั่วโมง ก้าวแรกที่ย่ำไปถึงคือ ท่าเรือวัดวังก์วิเวการาม จุดนัดพบกับ “แพลก” วิษณุ หงส์อุดมโชค ไกด์เยาวชนคนถิ่นวัย 16 ปี ที่จะพาลงแพเที่ยวแม่น้ำสามประสบ จุดบรรจบของแม่น้ำ 3 สาย สถานที่ตั้งของเรื่องราว 3 วัด 3 เชื้อชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสังขละฯ

แพลก เป็นชาวมอญช่างพูดช่างถาม เขาได้เรียนรู้วิชาไกด์มาจากโรงเรียน และดูถ้าจะเป็นศิษย์เอกจากการที่ถูกส่งมาต้อนรับนักท่องเที่ยวแทนคุณครู เขาเริ่มต้นเล่าด้วยการสรุปถึงเส้นทางการล่องแพ (หากมากันแค่ 5-7 คน สามารถนั่งเรือหางแทนแพจูงได้) ว่าจะไป 3 วัด วัดแรกคือ วัดสมเด็จพระสังฆราช เป็นวัดของคนไทย มีอายุเก่าแก่สร้างขึ้นในยุคแรกๆ และเป็นวัดเดียวที่สร้างอยู่บนเนินเขาจึงรอดพ้นจากน้ำท่วม

แห่งที่สองคือ วัดวังก์วิเวการาม เป็นวัดของคนมอญ หลังนี้เป็นหลังเก่า ถูกล้อมรอบด้วยน้ำและบางวันที่ปริมาณน้ำมากก็จะจมอยู่ใต้วารี อันเป็นที่มาของชื่อติดปากว่า วัดจมน้ำ ส่วนหลังใหม่สร้างอยู่แผ่นดินฝั่งมอญ ยังคงใช้ชื่อเดียวกัน และได้ถอดแบบสถาปัตยกรรมจากหลังเก่าไปสร้างใหม่

และแห่งสุดท้ายคือ วัดศรีสุวรรณาราม เป็นวัดของคนกะเหรี่ยง จมอยู่ใต้น้ำตลอดปี พ้นมาเพียงส่วนยอดซึ่งดูเหมือนฐานปูน แต่ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในสังขละฯ ก็ยังนั่งเรือมากราบไหว้ (บนเรือ) กันอยู่ แม้ว่าจะเห็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวก็ตาม

“ถ้าพิเศษๆ หน่อยจะเพิ่มเป็น 5 ที่ คือ เพิ่มประตูเมืองเก่า และหน้าผาญี่ปุ่น แต่ทางน้ำที่เข้าไปมีตอไม้เยอะต้องใช้แต่เรือหางอย่างเดียวจะใช้แพไม่ได้” เจ้าแพลกพูดให้อยากแล้วจากไป

“สาเหตุที่มีวัดอยู่กลางน้ำแบบนี้ ก็เพราะว่าเมื่อก่อนใต้ผืนน้ำเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านสังขละฯ ที่ทั้งมอญ ไทย กะเหรี่ยง อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลม ในปี 2527 บริเวณนี้จึงถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ คนที่ได้รับผลกระทบได้เงินชดเชยคนละ 2 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นคนจำนวนมากในเวลานั้น คนมอญได้อพยพขึ้นไปอยู่บนภูเขาตามคำบอกของหลวงพ่ออุตตมะ ทิ้งพื้นที่ข้างล่างไว้ให้กลายเป็นเมืองร้างใต้บาดาล และแยกเป็นฝั่งมอญ ไทย และกะเหรี่ยงเหมือนปัจจุบัน” แพลกชวนให้มองกองหญ้าแห้งๆ กลางแม่น้ำ เพื่อชี้ให้เห็นหลักฐานว่าตรงนั้นเคยเป็นป่ามาก่อน

หลังจากมีน้ำปล่อยลงมาจากเขื่อนก่อให้เกิดเป็นแม่น้ำสายใหญ่ชื่อ สามประสบ หรือแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน สายแรกคือ แม่น้ำซองกาเลีย มีต้นน้ำมาจากน้ำตกตะเคียนทอง ไหลผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มายังสังขละฯ สายที่สองคือ แม่น้ำรันตี ไหลมาจากทุ่งใหญ่นเรศวรเช่นกัน และสายสุดท้ายคือ แม่น้ำบีคลี่ (บีค-ลี่) ไหลมาจากเมียนมา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่คนมอญใช้เป็นเส้นทางอพยพหนีสงครามโลกครั้งที่ 2 มายังไทย ทั้ง 3 สายมาบรรจบกันเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่รวมกันกลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง ไหลไปทางสมุทรสงครามและออกสู่ทะเลอ่าวไทย

เมื่อหมู่บ้านส่วนหนึ่งจมน้ำไปทำให้สังขละบุรีกลายเป็นอำเภอที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ส่วนผู้คนก็ต้องอพยพไปจับกลุ่มตั้งถิ่นฐานกันเป็น 3 ชุมชนตาม 3 เชื้อชาติ แยกกันอยู่บนภูเขา 3 ลูก แต่ก็ไม่ได้แยกจากกันเสียทีเดียว เพราะมี 2 สะพานเชื่อมให้ผู้คนเดินไปมาหาสู่กัน คือ สะพานมอญเชื่อมมอญกับไทย และสะพานแดงเชื่อมไทยกับกะเหรี่ยง รวมถึงยังมีทางถนนอย่างดีให้สัญจร

“ฝั่งมอญหรือหมู่บ้านวังกะ มีคนมอญอาศัยอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ คนพม่า 5 เปอร์เซ็นต์ และคนทวายอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนฝั่งไทยหรือในตัวเมืองสังขละฯ มีคนไทยเป็นส่วนใหญ่ และชาวกะเหรี่ยงบ้างประปราย ซึ่งฝั่งไทยจะคึกคักและเจริญที่สุดเพราะตั้งอยู่ตรงกลาง คนมอญและคนกะเหรี่ยงเดินไปหาได้ มีตลาด โรงเรียน และโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ทำให้มีนักท่องเที่ยวมากด้วย”

ระหว่างที่ล่องผ่านวัดศรีสุวรรณาราม ซึ่งตอนนี้น้ำกลืนเกือบมิด ไกด์หนุ่มคนเดิมก็เล่าต่อว่า สะพานมอญ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สะพานอุตตมานุสรณ์ อันซีนไทยแลนด์ที่คนอยากมาเช็กอิน แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้เป็นสะพานสูงเช่นนี้ แต่ทำจากท่อนไม้มามัดต่อกันจนกลายเป็นแพลอยน้ำ เรียกว่า สะพานบวบ มีความยาว 400 เมตร สร้างขึ้นเมื่อ 46 ปีที่แล้ว จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นสะพานสลิง แต่ไม่มีการบันทึกว่าสร้างปีใดและเลิกใช้ในปีใด

จนกระทั่งกลายเป็นสะพานไม้สูงเหมือนในปัจจุบัน มีความยาว 445 เมตรเคยถูกกระแสน้ำซัดพังในปี 2534 และอีกครั้งในปี 2556 หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน ส่งผลให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาสะพานขาดออกเป็น 2 ท่อน แต่ชาวบ้านได้ร่วมมือกันสร้างสะพานบวบคู่ขนานกับสะพานเดิม ก่อนที่ทหารจะเข้ามาช่วยซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

“พี่ๆ เคยได้ยินคำว่าด่านเจดีย์สามองค์กันไหมครับ” เด็กหนุ่มที่สุดบนแพโพล่งขึ้นมา

“ด่านเจดีย์สามองค์เดิมทีไม่ได้อยู่ที่ชายแดนไทย-พม่า แต่อยู่ตรงนี้” เขาชี้ไปทางป้ายสีขาวริมตลิ่ง ดูอย่างไรก็ไม่เป็นเจดีย์

“เริ่มแรกเจดีย์สามองค์ที่คนเรียกกันเกิดจากการเรียงหินของชาวบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเคยเดินผ่านมาทางนี้แล้ว จากนั้นจากกองหินได้กลายเป็นจอมปลวก 3 กอง จนชาวบ้านลุกขึ้นมาบูชาและให้เรียกว่าเป็นเจดีย์ 3 องค์ แต่ตอนนี้จอมปลวกเหลือเป็นแค่กองดินสามกองในฤดูฝนน้ำขึ้นสูงแบบนี้ก็จะจมอยู่ใต้น้ำมองไม่เห็นอะไร”

จากนั้นไม่นาน เรือหางจูงแพก็ไปหยุดอยู่ที่ทางขึ้นวัดสมเด็จพระสังฆราช ตรงนั้นเด็กๆ ชาวมอญกำลังเล่นลิงชิงบอลกันอย่างไม่สนใจคนแปลกหน้า ส่วนแม่ค้าขายดอกไม้ ธูป เทียน ก็ไม่คะยั้นคะยอให้ซื้อเหมือนที่เจอในแหล่งท่องเที่ยว แพลกเริ่มอธิบายตั้งแต่ดอกไม้ไหว้พระว่า คนมอญจะไม่ใช้ดอกบัวหรือกล้วยไม้ แต่จะใช้ดอกพุดแก้ว สีขาวกลีบบานร้อยใส่ไม้และธูปก็มีกลิ่นหอมกว่าทั่วไปคล้ายกลิ่นดอกไม้ผสมน้ำอบ

ปัจจุบันวัดสมเด็จพระสังฆราชกลายเป็นวัดร้าง คือไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่ชาวบ้านทั้งไทยและมอญยังนิยมมากราบไหว้ เพราะด้านในอุโบสถยังมีพระประธานองค์ใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ สภาพของอุโบสถถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และรากไม้ ไร้หลังคาไร้ประตู ไร้หน้าต่าง ตะไคร่ขึ้นจับเป็นสีเขียวเรื่อทั้งหลัง เพิ่มความขลังให้ความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนรอบๆ อุโบสถมีแต่กองหินที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่เกิดจากความเชื่อของชาวมอญที่เชื่อว่า ยิ่งเรียงสูง ยิ่งอายุมั่นขวัญยืน

เด็กๆ โบกมือลาคนแปลกหน้าก่อนจะหันหลังไปเล่นซนกันต่อ เรือหางกำลังเร่งเครื่องจูงแพผ่านยอดักปลากลางแม่น้ำก่อนจะไปหยุดที่วัดจมน้ำ อันซีนไทยแลนด์ (อีกแล้ว)

วัดวังก์วิเวการาม ทั้งหลังเก่าและหลังใหม่มีเจ้าอาวาสคนเดียวกันคือ หลวงพ่ออุตตมะ โดยที่นี่สร้างขึ้นเมื่อปี 2496-2498 เป็นวัดแรกๆ ของหลวงพ่อที่สร้างขึ้นในสังขละบุรี

“คนมอญอพยพมาจากเมืองโมกกะเนียง (เมียนมา) หลวงพ่ออุตตมะก็มาจากโมกกะเนียง” หนุ่มมอญเริ่มเล่าถึงบุคคลสำคัญ

“สำหรับคนมอญ พวกเรานับถือหลวงพ่ออุตตมะเหมือนพระเจ้า ท่านเป็นผู้นำชุมชน และผู้นำด้านจิตวิญญาณ ท่านคอยดูแลชาวมอญที่อพยพเข้ามา อย่างเรื่องแบ่งสรรพื้นที่ทำกินก็มาจากบารมีของหลวงพ่อทั้งนั้น ที่สำคัญคือ เด็กมอญรุ่นใหม่นี้มีบัตรไทย (บัตรประชาชน) กันทุกคนเพราะก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพ ท่านกล่าวไว้ว่า เด็กมอญทุกคนในสังขละบุรีต้องมีบัตรไทยเพื่อให้ได้สิทธิเท่าคนไทยโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา”

แพเทียบท่าอย่างเชี่ยวชาญขนาบอุโบสถของวัดจมน้ำพอดิบพอดี สิ่งแรกที่หนุ่มแพลกชี้ให้ดูคือ ขอบหน้าต่างของอุโบสถที่มีตะไคร่สีเขียวเกาะหนา เปน็ ตัวบ่งชี้ว่าทั้งหลังเคยอยู่ใต้น้ำมานานทีเดียว

“แต่ยังสวยอยู่ใช่ไหมครับ” เขาถามโดยไม่ต้องการคำตอบ เพราะไม่ว่าจะอยู่ร้างกลางแม่น้ำและจมอยู่ใต้บาดาลวัดเก่าแห่งนี้ก็ยังคงมีร่องรอยของความวิจิตรหลงเหลือ

สภาพของที่นี่ไม่ต่างจากวัดที่ผ่านมา คือไม่มีหลังคา ประตู และหน้าต่างแต่ยังคงมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ขอพรเมื่อเดินเข้าด้านในจะเห็นลายปูนปั้นนูนต่ำรอบผนังคล้ายๆ เป็นกรอบให้กับบางสิ่งที่หลุดล่อนไปตามกาลเวลา แพลกเล่าว่า สมัยก่อนจะมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อยู่ในกรอบทุกอัน แต่เมื่อกลายเป็นวัดร้างก็ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ เช่นเดียวกับพระประธานองค์ใหญ่ที่ถูกย้ายไปในวัดวังก์วิเวการามหลังใหม่ ซึ่งสถานที่ประดิษฐานไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม

สาวชาวมอญนั่งขายดอกพุดไหว้พระและอีกเช่นเดิมที่ไม่มีการรบเร้าให้ซื้อหรือทำบุญตามศรัทธา เพราะเช่นนี้จึงมีแต่คนอยากอุดหนุนซื้อดอกไม้ของเธอไปบูชาพระ และขอพรต่อภาพหลวงพ่ออุตตมะอดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้

สายฝนกลับมาปกคลุมเมืองสังขละบุรีอีกครั้ง ระหว่างที่กำลังล่องแพกลับ เสียงฝนกระทบน้ำทำให้เจ้าแพลกที่พูดมาตลอดทางเงียบลง แต่ก็อดได้ไม่นาน

“พรุ่งนี้พี่ๆ ไปใส่บาตรกันไหมครับ”เขาถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ถ้าใส่เดี๋ยวผมจะพาไปเลือกชุดมอญไว้ใส่ตอนเช้าให้เข้ากับบรรยากาศหรือถ้าใครอยากทาแป้งทานาคา ผมแนะนำว่าให้ทาเป็นวงกลมใหญ่ๆ ปะไปที่แก้มสองข้าง ไม่ต้องทำเป็นลายหรือใช้ตัวปั๊ม เพราะของแท้ต้องวงกลมเท่านั้น”เขายังบรรยายสรรพคุณด้วยว่า ทาแป้งทานาคาแล้วจะช่วยกันแดด ลดสิว และหน้าขาวขึ้นภายใน 2 เดือน รับประกันจากประสบการณ์จริงของแพลกเอง

“พี่ๆ สงสัยกันไหมว่าทำไมผมถึงพูดภาษาไทยชัด” คนฟังชินแล้วกับการเปลี่ยนเรื่องพูดของหนุ่มมอญ

“เพราะในโรงเรียนจะสอนภาษาไทยส่วนในบ้านจะพูดภาษามอญ อย่างตอนนี้เด็กตัวเล็กๆ ก็ยังพูดภาษามอญได้ เพราะในบ้านยังใช้ภาษามอญเป็นหลัก ไม่ต้องสอนก็พูดเป็น และหลวงพ่ออุตตมะก็เคยบอกไว้ว่าให้เราอนุรักษ์ภาษามอญไว้ อย่าให้มันหายไป คนรุ่นใหม่อย่างผมก็เลยไม่เขินที่จะพูดภาษามอญ”

เรือจูงดับเครื่องยนต์ แพบรรทุกคนลอยเทียบท่าเคียงข้างบ้านลอยน้ำของคุณลุงที่เป็นเจ้าของทั้งเรือและแพ คนที่นี่คุ้นเคยดีกับเรื่องน้ำหลากน้ำท่วมจึงเลือกสร้างบ้านเป็นแพลอยน้ำหรือไม่ก็อยู่บนภูเขา อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข่าวสังขละบุรีน้ำท่วมหนัก แต่อาจารย์ของหนุ่มแพลกยืนยันแล้วว่า ตอนนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ สะพานมอญไม่พัง ฝั่งมอญ ไทย และกะเหรี่ยงยังมาท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม

คุณลุงรับเงินค่าเหมาแพ 1,000 บาทส่วนเจ้าหนุ่มมอญยังไม่หมดหน้าที่ไกด์เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องกลับมาเจอกันใหม่ตอนตักบาตรพระฝั่งมอญ แพลกยกมือไหว้ขอบคุณและขอตัวเดินแยกกลับบ้านเขาเดินขึ้นลงเขาเป็นประจำ และเดินไปกลับจากบ้านถึงโรงเรียนทุกวัน เขาบอกเพราะที่บ้านไม่มีจักรยานทว่า ก่อนจากไปหนุ่มน้อยได้กลับหลังหันเหมือนลืมนัดแนะอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ใช่อย่างนั้น

“พี่ๆ เคยไปญี่ปุ่นกันไหม ญี่ปุ่นหน้าตาเป็นยังไง” เป็นอีกครั้งที่เขานึกอะไรได้ก็พูดออกมาอย่างไร้เดียงสา และเป็นอีกคราที่ไม่ต้องการคำตอบ เขาอาจแค่อยากบอกว่า ไม่เคยเห็นโลกภายนอกนอกจากสังขละบุรี

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม มะระผัดปลาเค็มพริกจินดาแห้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:48 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558928

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม มะระผัดปลาเค็มพริกจินดาแห้ง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศเวทย์ ภาพ Cookool Studio

“มะระ” บางคนแค่ได้ยินชื่อ สมองก็จินตนาการไปถึงความขม ถึงแม้ประโยชน์จะมากมายแต่รับประทานมะระขมๆ เพื่อเอาความเป็นยาอย่างที่คนโบราณเขาว่ากัน มันก็ไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ เพราะความขมนั่นติดปากติดคอไปสักพักหนึ่งเลย ผู้เขียนเองไม่ชอบรับประทานมะระมาตั้งแต่เด็กๆ ขนาดต้มจืดมะระที่คุณย่า คุณยายบอกว่าไม่ขมๆ ซดแค่น้ำแกงไปก็ได้กลิ่นความขมของมะระ ที่ทำให้จดจำไม่ลืมเลือน พานให้โตมาก็เลี่ยงที่จะรับประทาน

กว่าจะมาลองชิมมะระอีกครั้งก็อายุปาเข้าเป็น 20 กว่า ด้วยอายุที่ล่วงเลยมาทำให้ลิ้นมีความรู้สึกรับรสความขมมีความลึกขึ้น กลายเป็นว่าชิมมะระแล้วกลับกลายเป็นอร่อย หวานนิดๆ ขมหน่อยๆ ยิ่งถ้าปรุงได้ถูกวิธีกลายเป็นว่ามะระอร่อยสะใจเพราะความขมหน่อยติดปลายลิ้น ยกตัวอย่างก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ที่ปรุงให้รสจัดๆ ซดน้ำไปด้วยแล้วกัดมะระลวกตามทำให้ยิ่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยถูกปากขึ้น หรือจะเป็นต้มจืดมะระยัดไส้หมูสับ สูตรประจำของที่บ้านผู้เขียนผสมวุ้นเส้นนวดลงไปกับหมูสับปรุงรส ยัดไส้มะระแล้วตุ๋นไฟอ่อนๆ ซดคล่องคอทั้งน้ำเข้ากับมะระนุ่มๆ พร้อมหมูสับวุ้นเส้นแสนจะละมุนลิ้น หลายๆ ร้านข้าวต้มก็มีเมนูน้ำซุปมะระตุ๋นเป็นถ้วยๆ อยู่ในลังถึงให้สั่งรับประทานกัน

เมนูมะระอีกจานที่ผู้เขียนโปรดปรานที่สุดคือ มะระผัดปลาเค็ม ร้านโปรดต้องยกให้ฮงเส็งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเลยห้าแยกปากเกร็ดไป ร้านนี้เป็นร้านโปรดของครอบครัว กินกันมาตั้งแต่เด็กๆ จะว่าไปแล้วกินกันมาตั้งแต่มะระยังไม่อร่อยถูกปาก จนมาถึงวันที่เหมามะระผัดปลาเค็มคนเดียวทั้งจานไม่ขอแบ่งใคร

ความอร่อยของมะระผัดปลาเค็มที่กินคู่กับข้าวต้มก็อร่อย ข้าวสวยก็เข้ากัน เพราะรสชาติเค็มๆ ที่ราดข้าวแล้วได้รสชาติ สัดส่วนของกระเทียมที่พอเหมาะและพริกจินดาที่ร้านเขาผัดมาพอดิบพอดีกับมะระ ที่ดูสีสันก็เดาได้ว่าเขาต้องลวกมาก่อนเพราะมะระมีสีที่บ่งบอกถึงระดับความร้อนที่ได้รับมา เริ่มจากสีเขียวอ่อนๆ เมื่อดิบๆ ยังไม่โดนความร้อนไปจนถึงสีเขียวอมเหลืองเมื่อสุกในระดับที่ยังกรอบนุ่ม ไปจนถึงเหลืองอมน้ำตาลเมื่อเคี่ยวได้ที่แล้ว ของร้านฮงเส็งริมน้ำผู้เขียนเดาว่าเขาลวกมะระมาในระดับหนึ่งก่อนจะเอาลงกระทะผัดพร้อมปลาเค็ม ทำให้มะระนั้นหวานกรอบ ปราศจากความขมที่ทำให้ต่อมรับรสที่ลิ้นต้องตื่นตะลึง

สำหรับปลาเค็มนั้นเขาผัดก่อนจนเหลืองหอม ไม่มีกลิ่นคาวปลาเค็มให้ต้องกังวล เลือกปลาเค็มให้ดีที่สุดผัดให้สุกเหลืองก่อนจะปรุงรส และโยนมะระลงไปแบบนี้ถึงจะเข้าท่าเพราะจะถึงจุดที่หอมที่สุดของปลาเค็ม

อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านที่กังวลเรื่องความขมของมะระ มาดูวิธีลดความขมของมะระง่ายๆ กันก่อน เริ่มจากทำความเข้าใจถึงความสามารถของเกลือที่ดึงเอาน้ำออกจากผักดิบได้ วิธีการง่ายๆ คือ เอาเกลือทะเลโรยให้ทั่วชิ้นมะระที่หั่นไว้แล้ว พักไว้จนมะระคายน้ำออก อาจจะใช้เวลาสักหน่อยและเกลือมากสักนิด จากนั้นล้างความเค็มและความขมออกไปด้วยน้ำสะอาด เท่านี้ความขมจะถูกดึงออกจากมะระด้วยวิธีธรรมชาติแล้วในเบื้องต้น ใครที่นิยมรับประทานมะระดิบ เช่น คู่กับยำหรือกุ้งแช่น้ำปลา พล่าชนิดต่างๆ วิธีนี้เหมาะที่สุดเพราะมะระดิบๆ จะหายขมไปได้เยอะเลย

มะระที่จะนำไปผัดต่อ เพื่อรักษาสีของมะระและลดความขมไปได้อีกคือ การเติมเกลือไม่มากลงในน้ำเดือดแล้วลวกมะระในน้ำเกลือเดือดๆ นั้นแล้วแช่น้ำเย็นทันที มะระลวกแบบนี้เอามาผัดต่อแบบเมนูผัดปลาเค็มของเราในฉบับนี้ จะเป็นมะระผัดไข่ ผัดกระเทียม ผัดน้ำมันหอยได้หมด วิธีนี้มะระรสชาติดีที่ขมน้อยลงไป แถมยังรักษาสีของมะระได้ในระดับหนึ่งให้คงความเขียวสวย จะเอาไว้จิ้มน้ำพริกได้ หรือจะใส่ก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยดี

เชื่อว่าทราบวิธีลดความขมของมะระแบบนี้แล้ว คุณผู้อ่านสามารถ “ครีเอท” เมนูมะระนานาชนิดเอาไว้รับประทานคู่กับข้าวต้ม หรือเป็นกับข้าวมื้อข้าวสวยได้อีกหลายสูตร แต่ที่เด็ดที่สุดผู้เขียนชอบมะระผัดปลาเค็มสูตรนี้ที่เข้มข้นเผ็ดหอมจากพริกแห้ง ไม่ใช่พริกสดเพราะได้ไอเดียมาจากอาหารอิตาเลียนที่เขาผัดแอนโชวี่กับพริกแห้งนั่นเอง

มะระผัดปลาเค็มพริกจินดาแห้ง

ส่วนผสม

มะระ ผ่าครึ่ง ขูดเอาเยื่อตรงกลางออก

หั่นหนา 2 มม. 2 ถ้วย (ประมาณ 1 ลูกไม่ใหญ่มาก)

เกลือป่น 1 ช้อนชา

น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

พริกแห้ง หั่นเป็นท่อน 2 เม็ด

กระเทียมไทย ทุบพอแหลก 3-4 กลีบ

ปลาเค็ม หั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 2 ช้อนชา

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

• เตรียมมะระ โดยการโรยเกลือ พักไว้สัก 10 นาทีล้างน้ำสะอาดให้หมดเค็ม

• เตรียมน้ำเกลือเดือด สำหรับลวกมะระ ตั้งน้ำสะอาดให้เดือด โรยเกลือลงไป ลวกมะระให้น้ำเกลือเดือดอีกครั้งประมาณ 2 นาที ตักขึ้นมาล้างน้ำเปล่ารอผัดทันที หรือถ้ายังไม่ผัด ต้องล้างด้วยน้ำเย็นจัดจะทำให้อร่อยไม่เละ

• ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไป เจียวกระเทียมกับพริกแห้ง เติมปลาเค็มลงไปผัดให้สุกเหลือง

• ใส่มะระ ตามด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด ผัดเร็วๆ ตักเสิร์ฟทันที

ปั่นเสือควบเดินป่า เที่ยวน้ำตกแม่กระดังลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 09:43 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558370

ปั่นเสือควบเดินป่า เที่ยวน้ำตกแม่กระดังลา

โดย /ภาพ : Withaya heng

หน้าฝนแบบนี้ มองไปที่ไหนก็มีแต่ความชุ่มฉ่ำ ป่าเขียวขจีเป็นเหมือนสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาปลุกเสือเข้าป่ากันอีกครั้ง หลายคนสงสัยว่าหน้าฝนไปปั่นในป่าแล้วไม่เละเหรอ คำตอบคือเละแน่นอนครับ แต่จะขี่เสือก็อย่ากลัวเลอะ มันทำมาสำหรับหน้าที่นั้นอยู่แล้ว สำคัญคือต้องเข้าใจในภูมิประเทศของที่ที่เราจะไปอย่าเป็นพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวเป็นพอ เพราะถ้าเจอดินเหนียวมันจะพอกติดล้อจนปั่นต่อไม่ได้

ทริปนี้เรามาที่บ่อน้ำพุร้อนหนองหญ้าปล้อง สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของท้องถิ่นนี้ แต่เดิมเป็นที่รู้จักกันแต่เพียงคนในพื้นที่เพราะอยู่ลึกเข้ามาจากถนนเพชรเกษมเกือบ 40 กิโลเมตร จนเมื่อประมาณปี 2548 ได้มีการจัดการแข่งขันรายการเพชรบุรีเสือภูเขา โดยมีจุดสตาร์ทอยู่บริเวณบ่อน้ำพุร้อนและใช้เส้นทางปั่นไปตามแทรกในภูเขาที่ล้อมรอบรวมถึงเส้นทางที่มายังน้ำตกแม่กระดังลาด้วย การจัดการแข่งขันประสบความสำเร็จอย่างดีมีการจัดแข่งอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี และได้รับการกล่าวขวัญถึงในแง่ที่เป็นเส้นทางแทร็กที่สมบูรณ์แบบ จนจังหวัดอื่นๆ ถือเป็นแม่แบบในการเตรียมเส้นทางแข่งเสือภูเขา

ปัจจุบันบ่อน้ำพุร้อนหนองหญ้าปล้องได้รับการส่งเสริมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของ อ.หนองหญ้าปล้อง ถนนหนทางได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ ถ้ามาจากกรุงเทพฯ จะมีสะพานยกระดับพาเลี้ยวลอยฟ้าเข้ามาได้เลย ส่วนเส้นทางปั่นจะออกไปด้านหลังบ่อน้ำพุร้อน ทางจะไหลลงไปเรื่อยๆ ข้ามเนินสามลูกจะมาถึงสามแยกฝายกั้นน้ำ ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าหมู่บ้านลิ้นช้าง เลี้ยวซ้ายจะเข้าน้ำตก ปกติเราจะปั่นไปทางขวาไปวนอ้อมบ้านลิ้นช้างต้นกำเนิดพริกกะเหรี่ยงกันก่อนจะเข้าน้ำตก แต่วันนี้เราเลือกเลี้ยวซ้ายไปทางเข้าน้ำตกเลย เพราะอยากจะเผื่อเวลาไว้สำหรับเดินป่าเข้าไปให้ถึงตัวน้ำตกแม่กระดังลา

เส้นทางจากสามแยกเข้ามาจะผ่านหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 5 (เขาพุพลู) แล้วตรงตลอดข้ามลำห้วยใหญ่น้อยเกือบสิบแห่ง ที่ระดับน้ำมีตั้งแต่แค่ตาตุ่มไปจนถึงต้นขา มีโอกาสเปียกแน่นอนไม่ห้วยใดก็ห้วยหนึ่ง ฉะนั้นโทรศัพท์มือถือ กุญแจรีโมทต่างๆ ควรเก็บใส่ถุงพลาสติกซิปล็อกไว้เพื่อความปลอดภัย ตลอดทางที่ปั่นเข้ามาทางจะเป็นขาขึ้นซึมน้อยๆ มีแค่ช่วงขึ้นลงห้วยเท่านั้นที่ชันหน่อย แต่มีของจริงรออยู่ปากทางเข้าน้ำตกคือ เนินแล้งน้ำใจ ซึ่งเป็นเนินชันยาวพับไปมาสามทบบวกกับทางที่ร่วน ร่องน้ำลึก ผลที่ได้คือเข็นกันถ้วนหน้า เส้นทางจะไปสิ้นสุดที่ป้ายน้ำตกแม่กระดังลา แต่จริงๆ จุดนี้จะเป็นเพียงแอ่งลำธารที่นักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำกัน ตัวน้ำตกจริงๆ ต้องเดินลึกเข้าไปในป่าอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เราจัดการรับประทานข้าวเที่ยงให้เรียบร้อยเสียก่อนที่ลำธาร แล้วจึงเริ่มภารกิจเดินป่าตามหาน้ำตก

ทางเดินป่าเข้าไปตัวน้ำตกจะเป็นทางที่ชาวบ้านใช้เดินหาของป่า ดังนั้นจะเป็นธรรมชาติแบบดิบๆ เลย ไม่มีแผ่นอิฐเสริม ไม่มีราวจับ เวลาเจอทางขึ้นลงก็ต้องใช้การปีนป่ายเหนี่ยวโหนครบทุกกระบวนท่าให้ผ่านพ้นมาได้ ดีที่เส้นทางเป็นทางเดี่ยวไม่มีแยกให้งงจึงเดินไม่ยาก

ยิ่งเข้าใกล้น้ำตกเข้าไปเท่าไร ธรรมชาติรอบข้างดูจะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น รากไม้ที่แผ่กว้างลอยเด่นขึ้นมาเป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติที่งดงามน่าเกรงขาม โขดหินใหญ่น้อยเป็นปราการธรรมชาติที่จะพิสูจน์ใจของผู้มาเยือน แต่ในที่สุดพวกเราทุกคนก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าน้ำตกแม่กระดังลาจนได้ ตัวน้ำตกที่เราเห็นได้จะสูงประมาณ 12 เมตร แบ่งเป็นสองชั้น เมื่อปีนขึ้นไปชั้นที่สองจะมีแอ่งใหญ่ให้เล่นน้ำได้ ซึ่งแน่นอนว่าน้ำเย็นชุ่มฉ่ำสะใจมากๆ

เราใช้เวลาที่น้ำตกร่วมชั่วโมง รวมเวลาเดินเข้าออกอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ออกมาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ขากลับทางไหลลงยาวตลอดทางไปจนถึงเนินสามเนินที่ขามาเป็นเนิน แต่ขากลับทำไมเหมือนข้ามเขาสามลูก กลับมาถึงที่บ่อน้ำพุร้อนจะมีห้องแช่น้ำร้อนเป็นอ่างอย่างดี ค่าบริการคนละ 40 บาท บริเวณที่จอดรถยังมีร้านค้าขายผักผลไม้ผลิตผลในท้องถิ่นที่ราคาถูกมากๆ ถือว่าได้ช่วยอุดหนุนวิสาหกิจชุมชนไปในตัว จบทริปแบบสมบูรณ์ทั้งปั่นเสือ เดินป่า แช่น้ำร้อน ช็อปของฝาก ครบเลยครับ

ชวนกันไปว้าว ที่เมืองเว้ (HUE)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 13:50 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558286

ชวนกันไปว้าว ที่เมืองเว้ (HUE)

เว้ (Hue) คือเมืองที่ได้รับฉายาว่า “นครจักพรรดิ” และเป็นดินแดนประวัติศาสตร์แห่งเวียดนามกลาง หากใครได้ไปเห็นแล้ว คงต้องทึ่งกับอดีตที่ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิเวียดนาม บางคนอาจไม่เคยทราบเลยด้วยซ้ำไปว่า ประเทศนี้เคยมีจักรพรรดิปกครอง ซึ่งการที่ได้รับอิทธิพลจากจีนหลายศตวรรษ ทำให้ราชสำนักเวียดนามรับเอาแบบอย่างทางศิลปวัฒนธรรมมาจากจีน ดังจะเห็นได้จากราชวังของจักรพรรดิเวียดนาม ที่คล้ายกับราชวังฮ่องเต้ของเมืองจีน แถมเครื่องทรงของจักรพรรดิก็คล้ายกับเครื่องทรงของฮ่องเต้จีน จนแยกไม่ออก โดยสถานที่ที่สามารถเห็นภาพเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ก็คือที่ราชวังต้องห้าม และสุสานขนาดใหญ่ ของเหล่าจักรพรรดิผู้ล่วงลับของราชวงศ์เวียดนาม

ระบบจักรพรรดิถูกโค่นล้มไป จากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในประเทศ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ของเวียดนามไม่ได้ซาบซึ้งกับเรื่องราวของจักรพรรดิสักเท่าไรนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สุสานและราชวังที่ยังคงเหลืออยู่ คือแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้คนอยากเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองเว้

ภาพของเมืองเว้ ที่ถูกสื่อออกไปผ่านสื่อหลายแขนง และผ่านประสบการณ์ตรงของนักท่องเที่ยว ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า เมืองเว้เป็นเพียงเมืองเก่า ที่เหมาะกับการแวะมาถ่ายรูปเล่นกับสถานที่เก่าแก่ และมาฟังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แล้วก็จากไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เว้เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีธรรมชาติและมีทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดของเวียดนามกลาง

สถานที่แรกที่นักท่องเที่ยวจะสามารถรื่นรมย์กับธรรมชาติของเมืองเว้ได้ง่ายที่สุด ก็คือการล่องเรือชมธรรมชาติสองฟากฝั่งของแม่น้ำหอม หรือ “ซงเฮือง” (Son Huong) แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนทั้งในเมืองและนอกเมือง

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกล่องเรือได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หากเป็นกลางคืน ก็จะไม่เห็นวิวทิวทัศน์มากนัก แต่นักท่องเที่ยวไม่น้อยก็นิยม เพราะอากาศจะเย็นสบายกว่า แถมเรือที่ล่องกลางคืนจะมีดนตรีขับกล่อม และมีการแสดงบนเรือให้ได้รื่นรมย์ เสมือนหนึ่งว่านักท่องเที่ยวเป็นจักรพรรดิโบราณกันเลยทีเดียว

ส่วนการล่องเรือเวลากลางวัน แม้อากาศจะร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็จะเห็นบรรยากาศสองฟากฝั่งแม่น้ำที่ชัดเจนกว่า ได้เห็นวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนที่ยังอาศัยและพึ่งพิงสายน้ำ แถมยังได้มีโอกาสพิสูจน์ด้วยว่า ที่เขาเรียกว่า แม่น้ำหอมนั้น จะหอมจริงดังชื่อหรือไม่ เพราะว่ากันว่า ชื่อของแม่น้ำหอม ถูกตั้งขึ้นตามกลิ่นของแม่น้ำ ที่เคยหอมคละคลุ้งจากดอกไม้ ที่ลอยมาตามแม่น้ำ

เรือจ้างที่คอยบริการนักท่องเที่ยวนั้น สามารถสังเกตได้ง่ายมาก คือจะเป็นเรือหัวมังกร ที่มีลวดลายและสีสันสดใส ถูกสร้างเลียนแบบเรือโบราณของจักรพรรดิ แต่ก็ปรับประยุกต์ให้ทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่น ติดเครื่องยนต์เข้าไป หรือการใช้โลหะฉลุลายมาทำเป็นหัวเรือแทนวัสดุเดิมๆ โดยเรือที่บริการนักท่องเที่ยวก็มีทั้งแบบซื้อตั๋วที่นั่ง และแบบเหมาลำ ส่วนโปรแกรมหลักๆ ของการล่องเรือชมแม่น้ำหอม ก็จะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือได้ที่ท่าน้ำในเมือง จากนั้นก็จะล่องไปตามแม่น้ำ พานักท่องเที่ยวไปแวะ 2 สถานที่หลัก คือ ที่ราชวังต้องห้าม และที่วัดเทียนมู่ (Thien Mu pagoda) วัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเมืองเว้

วัดเทียนมู่ ห่างจากราชวังต้องห้ามที่อยู่ใจกลางเมืองออกไปประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1601 ตามบรรชาของจักรพรรดิ นูเย็น ฮง (Nguyen Hoang) ซึ่ง แปลว่า “เจดีย์แห่งเทพธิดาสวรรค์”

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่มีการเลือกปฏิบัติ และมีการกดขี่ทางศาสนาในเวียดนาม ชาวพุทธได้มีการรวมตัวกันประท้วงรัฐบาลที่เมืองเว้ เกิดความขัดแย้งรุนแรง แต่ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการที่ศาสนาพุทธกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ซึ่งวัดเทียนมู่เแห่งนี้ ก็คือศูนย์กลางการขับเคลื่อนของชาวพุทธในสมัยนั้น

เจดีย์แปดเหลี่ยม 7 ชั้น ที่มีชื่อว่า “เฝือกเหยียน” (Phuoc Duyen) เป็นทั้งสัญลักษณ์ของวัดเทียนมู่ และสัญลักษณ์ของเมืองเว้ เพราะเรามักจะเห็นภาพของเจดีย์เฝือกเหยียนปรากฏอยู่ในภาพเขียนหรือของฝากจากเมืองเว้

ใกล้กับองค์เจดีย์จะมีหินสลักขนาดใหญ่ ที่ทำเป็นรูปเต่า ซึ่งคนเวียดนามเชื่อว่า เต่าเป็นสัญลักษณ์ของความอายุยืน ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ ก็มักจะไปขอพรให้สุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาว นอกจากนั้นยังมีรูปหล่อพระสังกัจจายน์ ที่เชื่อว่าจะมอบความสมบูรณ์พูนสุข และความมั่งคั่งให้กับผู้ที่ไปสักการะ

เสร็จจากวัดเทียนมู่ เรือก็จะพานักท่องเที่ยวมาส่งที่ราชวังต้องห้าม สถานที่ซึ่งเป็นไฮไลต์ของเมืองเว้ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือจากตรงจุด และใช้เวลาชื่นชมราชวังได้เต็มที่

แม้ว่าเมืองเว้ จะเป็นเมืองเงียบๆ ที่มีบรรยากาศสบายๆ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเมืองที่ขาดสีสัน หรือเป็นเมืองเก่าที่ไร้ชีวิตชีวา เพราะแทบทุกเดือนจะมีประเพณีและเทศกาลต่างๆ มาช่วยเติมสีสันให้กับการท่องเที่ยวเมืองเว้ แถมยังมีบรรยากาศสนุกสนานตามชายหาดไว้เป็นอีกทางเลือก เพราะในช่วงหน้าร้อน (ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค.) อุณหภูมิแถวเวียดนามกลาง อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ผู้คนจึงนิยมไปพักผ่อนที่ชายทะเล ซึ่งหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเว้ ก็คือหาด “ถ่วนอัน” (Thuan An) เป็นหาดสาธารณะ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง (ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร) ทำให้หาดทรายแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าร้อน ที่เป็นช่วงที่คนท้องถิ่นมาเก็บเกี่ยวความสุขและความสนุกสนานไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะหากล่วงเข้าเดือน ก.ย. ก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูมรสุม ฟ้าก็จะครึ้ม ฝนก็จะตก แถมมีพายุอีกต่างหาก ดังนั้น จึงจะเห็นว่าเวลาคนเวียดนามไปเที่ยวทะเล เขาจะปล่อยพลังกันอย่างเต็มพิกัดเลยทีเดียว

นักท่องเที่ยวที่สนใจจะไปเที่ยวหาดถ่วนอัน ก็สามารถเดินทางไปง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง โดยอาจจะนั่งรถบัสประจำทางหรือแท็กซี่ไปก็ได้ ใช้เวลาแค่ประมาณ 20-30 นาทีจากตัวเมืองก็ถึงหาดแล้ว แต่ถ้าใครสามารถขับมอเตอร์ไซค์เลนขวาได้ ก็เช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปเองจะสะดวกและประหยัดที่สุด และขอแนะนำว่า ถ้าไปถึงหาดถ่วนอันแล้ว ต้องไม่พลาดที่จะไปรับประทานอาหารทะเลที่นั่น เพราะย่านนั้นอยู่ใกล้กับหมู่บ้านชาวประมง และฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายแห่ง อาหารทะเลแถวนั้นจึงสด ใหม่ และราคาไม่แพง

นอกจากแม่น้ำหอม และหาดถ่วนอัน ยังสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่อยากแนะนำอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่าบึง “ทามซาง” (Tan Giang) เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 52 ตารางกิโลเมตร มีจุดเชื่อมต่อกับทะเล ผ่านแม่น้ำเป็นทางยาว เข้ามาในแผ่นดินถึง 24 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่โดยรอบสามารถทำประมง เลี้ยงสัตว์ และเพาะปลูกได้

นักท่องเที่ยวที่อยากเที่ยวบึงนี้ สามารถซื้อทัวร์ได้จากในเมือง โดยส่วนใหญ่จะเป็นโปรแกรมเต็มวัน เพราะนอกเหนือจากการเที่ยวชมวิวทิวทัศน์แล้ว นักท่องเที่ยวยังจะมีโอกาสได้เห็นวิถีชีวิตของชาวประมง ได้ไปชมงานจักสาน ได้ไปไหว้พระ แถมยังมีโปรแกรมปั่นจักรยานเที่ยวชมชนบทอีกด้วย ดังนั้น ใครคิดว่าจะไปเที่ยวบึงทามซาง คงต้องเผื่อเวลาไว้หนึ่งวันเต็มๆ เลยทีเดียว

หลังจากที่ได้ออกนอกเมือง ได้ไปเห็นภาพสวยงามแปลกตาได้ไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ แล้ว ก็ต้องไม่พลาดที่จะกลับมาหาอาหารเย็นอร่อยๆ รับประทานในเมือง โดยสถานที่แนะนำว่าไม่ควรพลาด ก็คือ Night Market ริมแม่น้ำหอม เพราะตลาดแห่งนี้เป็นตลาดนัดราคาประหยัดที่เปิดทุกวันตั้งแต่ห้าโมงเย็น ไปจนถึงห้าทุ่ม ส่วนข้าวของที่วางขายก็มีตั้งแต่อาหารการกิน ​เสื้อผ้าเครื่องประดับ และของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว ดูไปแล้วก็จะมีความคล้ายตลาดนัดสะพานพุทธในบ้านเรา เพราะนอกจากข้าวของที่วางขายแล้ว ที่นี่ยังดูคล้ายสตรีทอาร์ตเล็กๆ ให้ศิลปินได้มีโอกาสมาแสดงผลงานและสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน

และแน่นอนว่า สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติของเมืองเว้ไม่ได้มีแค่แม่น้ำ ชายหาด และบึงน้ำเท่านั้น ซึ่งคนที่สนใจท่องเที่ยวเมืองนี้ให้ครบทุกมิติจริงๆ คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 วันเลยทีเดียว แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปกับบริษัททัวร์ ดังนั้น คนที่จะมีโอกาสได้เห็นแง่มุมอื่นๆ ของเมืองเว้ คงต้องเป็นคนที่เดินทางท่องเที่ยวเองเท่านั้น แต่ถ้าใครยังไม่สะดวกเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตนเอง ก็ติดตามชมรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

อิ่มท้อง อิ่มใจ ‘ครัวริมน้ำ’ เมืองขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558263

อิ่มท้อง อิ่มใจ 'ครัวริมน้ำ' เมืองขอนแก่น

โดย ยินดี

ยินดียิ่งนัก ได้มีโอกาสเดินทางร่วมคณะไปเยือนเมืองขอนแก่น ทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางก็มักจะแสวงหา หรือมีโอกาสได้ไปลิ้มรสร้านอาหารที่คนท้องถิ่นจะแนะนำหรือพาไปชิมนั่นเองครั้งนี้เช่นกัน มีโอกาสไปชิมร้านโดยภริยาผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สิริพร สงบธรรม ได้พาคณะไปทานมื้อเย็นที่ร้าน “ครัวริมน้ำ” ร้านเขามีสโลแกนว่า อิ่มท้อง อิ่มใจ ไปครัวริมน้ำ และไม่ผิดไปจากสโลแกนที่ว่าเลยจริงๆ

ทุกเมนูที่ได้ชิมนั้นอร่อย แซบ สะใจ ร้านครัวริมน้ำบริหารงานและมีเจ้าของคือ นันทกา ขันตีแก้ว ซึ่งเธอบอกว่าเริ่มแรกที่ได้เข้ามาทำร้านอาหารนั้นมาจากมีญาติที่มาทำและสุดท้ายจะเลิก เธอจึงได้เข้ามาสานงานต่อและยังคงเปิดให้บริการมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งหากรวมๆ ร้านเปิดมาเกิน 10 ปีแล้ว และหวังให้ร้านเป็นที่ที่พบปะและสังสรรค์ของคนในครอบครัว ในบรรยากาศริมน้ำ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ตกแต่งสบายแบบอบอุ่น ไทยๆ พื้นถิ่น วันดีคืนดีเราอาจจะได้ฟังเสียงแคนแสนไพเราะจากคุณหมอซึ่งเป็นสามี ของนันทกา เมื่อรู้ว่าร้านมีที่มาที่ไปอย่างไรแล้ว เราลองมาส่องและชิมเมนูเด็ดของร้านกันโลดๆๆ

หากให้บอกว่าชอบที่สุดก็คือ ตำถั่วฝักยาว รสชาตินัวมากๆ เผ็ด จัดจ้าน หากเราไปเที่ยวแล้วในหนึ่งวันนั้นแสนจะร้อนและเพลีย เมื่อมาเจอตำถั่วฝักยาวจานนี้ บอกเลยหายเหนื่อย สดชื่น…พิเศษอีกนิดกัน ตำถั่วฝักยาวนี้จะเคียงคู่มากับหมูกรอบ…ยกนิ้ว

ถัดมาคือ ไก่แป๊ะซะ ทีแรกเมื่ออ่านเมนูก็ยังคิดภาพไม่ออกว่าไก่แป๊ะซะหน้าตาอย่างไร หรือจะใกล้ๆ กับปลาช่อนแป๊ะซะ คือนำปลาช่อนไปทอดกรอบๆ ราดด้วยน้ำแกงส้มกับผักรวม จึงนึกไปว่าเขาคงนำไก่ไปทอดแบบปลาแน่ๆ แต่เมื่อเมนูถูกนำมาวางบนโต๊ะ อุ๊ แม่เจ้า เปล่าเลย ไก่แป๊ะซะ คือไก่นึ่งที่ใช้ไก่บ้านแล้วราดด้วยกระเทียมเจียว ทานคู่กับเส้นหมี่ขาวและราดด้วยน้ำจิ้มรสหวานและแซบๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกน้ำจิ้มรสอะไร และยังมีผักหลากหลายทานคู่กันไป เมนูนี้ นันทกา บอกว่าเป็นเมนูดั้งเดิมของคนเชื้อสายจีนขอนแก่น ครั้งแรกได้ชิมอร่อยดีทีเดียว

ถัดมาก็จะเป็นเมนูปลาทอด 3 รส หมกปลาตอง ปลาช่อนลุยทุ่ง และอีกหลายๆ เมนู ทั้งแกงอ่อมและส้มตำหลากหลาย หากผ่านไปอยากลองลิ้มรสก็แวะไปได้หนา

ครัวริมน้ำ ตั้งอยู่ที่ 324/24 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไปไม่ถูกโทรไปได้ที่เบอร์ 08-1261-1599 เปิดบริการทุกวันเด้อค่ะ 

อยากไปไหน ไปกัน ‘ชวนกันไป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 11:31 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558257

อยากไปไหน ไปกัน ‘ชวนกันไป’

โดย รอนแรม ภาพ : ชวนกันไป

พี่น้องนักเดินทางชอบชวนกันไปถ่ายภาพ จึงชวนกันเขียนบันทึกความทรงจำผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chuankanpai : ชวนกันไป เพจของสองสาวที่ขออยู่หลังกล้องและหลังม่านเพจ คอยส่งมอบอัธยาศัยและมิตรภาพแก่คนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย

เจ้าของเพจชวนกันไป เล่าว่า เธอสองพี่น้องชอบท่องเที่ยวและถ่ายภาพเหมือนกันจึงชอบชวนกันไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือหากอยู่ในกรุงเทพฯ ก็อดไม่ได้ที่จะไปคาเฟ่หรือร้านอาหาร แล้วเก็บเกี่ยวเรื่องราวมาเขียนในพื้นที่เล็กๆ ของทั้งสองคน

“เพจของเราไม่มีคอนเซ็ปต์ตายตัว เพราะพอเราสองคนอยากไปไหนก็จะชวนกันไปเอง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วพอไปมาก็อยากจะชวนคนอื่นไปด้วย โดยส่วนใหญ่ถ้าในกรุงเทพฯ เราจะไปคาเฟ่ ร้านกาแฟ แต่ถ้าไปต่างจังหวัด พวกเราชอบไปภูเขา หรืออะไรก็ได้ที่เป็นสีเขียว เวลามองแล้วสบายตาดี ซึ่งชอบมากกว่าไปทะเลด้วย”

เธอยังกล่าวด้วยว่า สำหรับสไตล์การเขียนจะชอบเขียนเชิญชวนให้ผู้อ่านติดตามไปได้ง่าย เช่นเดียวกับการถ่ายภาพที่จะเก็บทุกมุม ทุกบรรยากาศ ให้รู้สึกเสมือนว่าได้ไปเที่ยวพร้อมๆ กัน

“เราสองคนชอบเดินทาง เพราะทุกครั้งที่ไปเราได้เจออะไรใหม่ๆ เสมอ ทุกครั้งจะรู้สึกสบายใจ ถึงแม้บางครั้งการเดินทางจะรู้สึกเหนื่อยไปบ้าง แต่เวลาไปถึงจุดหมายแล้ว มันจะรู้สึกสบายใจทุกครั้ง”

นอกจากนี้ การเดินทางยังเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตของสองสาว ทั้งทัศนคติการไปเที่ยวคนเดียวที่เธอเคยคิดว่าผู้หญิงเดินทางคนเดียวจะน่ากลัว แต่เมื่อได้ลองไปด้วยตัวเองกลับพบว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และยังทำให้กล้าเริ่มมิตรภาพใหม่ๆ และกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีด้วย

“การออกไปเจอโลกกว้างทำให้เราได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ และไม่ว่าทริปนั้นจะมีอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ้าง แต่เชื่อเถอะว่าทุกทริปจะมีเรื่องที่ดีและน่าจดจำเสมอ”

ติดตามการเดินทางของสองพี่น้องได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Chuankanpai : ชวนกันไป เธอทั้งสองคนหวังว่า ทุกการเดินทางจะเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคนออกเดินทางได้เช่นกัน 

เที่ยว ‘ขนอม’ แบบไม่ง้อโลมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 10:22 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558250

เที่ยว ‘ขนอม’ แบบไม่ง้อโลมา

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หากมาขนอมแล้วไม่เจอโลมา แล้วจะมาทำไม ไม่ใช่คำถามน้อยใจ หลังจากทราบว่า วันนี้คงไม่เห็นโลมาสีชมพู แต่อยากรู้จริงๆ ว่า ขนอมมีอะไรน่าเที่ยว นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่การันตีการปรากฏตัว

ขนอม เป็นอำเภอหนึ่งใน จ.นครศรีธรรมราช แต่อยู่ค่อนไปทาง จ.สุราษฎร์ธานี นักท่องเที่ยวจึงเลือกนั่งเครื่องบินมาได้ทั้งสองจังหวัดเพราะใช้เวลาเดินทางพอๆ กัน และถ้าถามว่าทำไมคุ้นชื่อ อ.ขนอม นัก สำหรับสายดนตรีที่ชอบดูคอนเสิร์ตคงเคยได้ยินมาจากเทศกาลขนอมเฟสติวัล งานบันเทิงริมหาดประจำปีที่ได้รับความนิยมล้นหลาม จนทำให้เกิดที่พักเล็กๆ กระจายตัวใกล้ชายหาดขนอมซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ชื่อขนอมน่าจะติดหูมาจากชื่อ โรงไฟฟ้าขนอม ที่ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเมื่อปี 2550 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีการก่อตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โดยมีพันธกิจเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า รวมถึงมีการกำหนดพื้นที่ให้ชุมชนที่อยู่ในรัศมีจากศูนย์กลางโรงไฟฟ้าในระยะทางตั้งแต่ 1, 3 และ 5 กม. เข้าร่วมบริหารจัดการเงินกองทุน เพื่อนำเงินไปดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชน และยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว

อย่างโครงการปรับปรุงท่าเทียบเรือบ้านแหลมประทับ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ชาวบ้านใช้สำหรับเข้าออกของเรือประมง และเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวใช้ขึ้นเรือไปดูโลมาสีชมพู

วิโชติ สุขใส กำนันตำบลท้องเนียน เล่าว่า ชาวบ้านที่นี่กว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพประมง ทุกวันจะออกเรือไปหาปลาและกลับมาจอดที่ท่าเรือบ้านแหลมประทับ

ส่วนฤดูดูปลาโลมาประมาณเดือน ก.พ.-ก.ย. ชาวบ้านจะนำเรือมารอรับนักท่องเที่ยวสร้างรายได้พิเศษ ซึ่งหลังจากท่าเรือได้รับการปรับปรุงให้ขึ้นลงสะดวกและปลอดภัยเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว พบว่ามีนักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการที่ท่าเรือแหลมประทับมากขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว

ชาวท้องเนียน ยังรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับ เพื่อรณรงค์การท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ไม่ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์การล่องเรือดูโลมาสีชมพูที่ต้องห่างจากโลมา 300 เมตร ไม่ให้อาหาร ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวลงว่ายน้ำกับโลมา และดับเครื่องยนต์เมื่อโลมาว่ายเข้ามาใกล้เรือ

“ถ้าไม่เจอโลมา ที่นี่จะมีอะไร” ใครสักคนยกมือถามกำนันวิโชติ

เขาตอบว่า โอกาสที่จะได้เห็นโลมาคือช่วงเช้าตรู่ไปจนถึงก่อนเที่ยงวัน แต่ถ้าโชคไม่เข้าข้างโลมาไม่ล้อคลื่น นักท่องเที่ยวก็ยังคงได้เห็นความงดงามตามธรรมชาติ ว่าแล้วกำนันให้นักท่องเที่ยวทุกคนสวมเสื้อชูชีพแล้วลงเรือหัวโทงของชาวบ้านลำละ 8 คน นายท้ายเรือใช้ไม้คัดท้ายดันเรือออกไปนอกท่า ก่อนติดเครื่องยนต์ส่งแรงให้แล่นฉิว

กินลมชมธรรมชาติไปได้สักพัก เสียงเครื่องยนต์ได้ผ่อนความเร็วทำให้ได้ยินเสียงนายท้ายเรือตะโกนมาว่า “ข้างหน้าคือเขาพับผ้า”

พอมองไปตามทิศทางก็ถึงอมยิ้ม เพราะเขาที่เห็นคือ เทือกเขาหินปูน หลักการทางธรณีวิทยาอธิบายไว้ว่า เขาพับผ้าเป็นหินปูนสลับกับช่วงกลางเป็นชั้นหินดินดานทำให้หินมีลักษณะคล้ายแพนเค้ก ความหนาของแต่ละชั้นประมาณ 10-15 ซม.และพบซากดึกดำบรรพ์พวกพลับพลึงทะเล คตข้าวสาร ปะการัง หอยตะเกียงหอยกาบเดี่ยว และรูหนอน ลักษณะทางธรณีวิทยาดังกล่าวจึงทำให้เกิดเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติสมกับชื่อเขาพับผ้า และบริเวณเดียวกันยังพบเจดีย์ที่ก่อสร้างด้วยปะการังจากชายทะเลซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านมาช้านาน

หลังจากนั้นเมื่อพ้นเหลี่ยมหน้าผา จะเห็นเกาะกลางทะเลที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนมองไม่เห็นว่าด้านบนมีพระพุทธรูปประดิษฐาน เรือหัวโทงได้ทอดสมอที่เกาะนุ้ยนอก เกาะที่ชาวประมงทราบกันดีว่าถ้าต้องการดื่มน้ำจืดต้องแวะมาที่นี่ เพราะบริเวณด้านล่างของเกาะมีบ่อน้ำจืดขนาดกว้างประมาณ 30 นิ้ว ช่วงที่น้ำทะเลลงจะเห็นชัดและไม่มีน้ำเค็มเจือปน สามารถตักซดดับกระหาย และด้วยรูปร่างของบ่อมีความคล้ายรอยเท้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านจึงเชื่อว่า ที่นี่เป็นตำนานของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด จึงมีการนำพระพุทธรูปและรูปปั้นของหลวงปู่ทวดไปประดิษฐานไว้บนยอด สร้างบันไดให้คนขึ้นไปสักการะขอพร จนกลายเป็นอันซีนประเทศไทยที่ใครมาขนอมต้องมา

ในขณะที่บ้านท้องเนียนโด่งดังเรื่องโลมา หมู่บ้านในเพลา ต.ขนอม ก็โด่งดังเรื่องปลาทราย ทุกปีช่วงต้นเดือน ก.ค.ชาวบ้านจะจัดเทศกาลตกปลาทราย ปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ซึ่ง 3 ปีให้หลังชุมชนได้ขอเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า

มาเนก เสือทอง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า เหตุที่ต้องจัดเทศกาลช่วงฤดูฝนเพราะเป็นช่วงที่มีปลาทรายมาก ปีนี้มีชาวบ้านแข่งขัน 25 ทีม กติกาคือ ต้องตกด้วยเบ็ดออกเรือพร้อมกันที่หาดในเพลาเวลา 9 โมงเช้าและกลับมาเวลาบ่าย 2 จากนั้นนำปลาทรายที่ได้มาชั่งน้ำหนัก ทีมที่ชนะจะได้รับความภูมิใจและรับเงินรางวัลกลับไป

ผลการแข่งขันปีนี้ทีมชนะตกปลาทรายได้น้ำหนัก 4 กิโลกรัมกับอีก 3 ขีด ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ได้มากกว่า 10 กิโลกรัม ผู้ใหญ่มาเนกคาดว่า น่าจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนทำให้ปลาทรายไม่ชุกชุมเหมือนแต่ก่อน แต่ปลาทรายคงไม่หมดไปจากทะเลในเพลา เพราะชาวบ้านที่นี่ยังทำประมงแบบพื้นบ้านคือ หาปลาทรายไว้กินเองในบ้านและเหลือขายบ้างในตลาดเทศกาลแข่งขันตกปลาทราย ปีที่ 15 และปีต่อๆ ไปก็จะยังคงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความสุขให้คนในชุมชน

นอกจากธรรมชาติ ขนอมยังอุดมไปด้วยความเชื่อและความศรัทธาโดยเฉพาะกับศิลปวัฒนธรรมด้านหนังตะลุง การละเล่นหนังตะลุงปักษ์ใต้นิยมจัดแสดงในตอนกลางคืน หลังชาวบ้านเสร็จสิ้นภารกิจทำนา ทำสวน ทำประมง แล้วมารวมตัวกันดูมหรสพเพื่อผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยร่วมกันในชุมชน ทว่าปัจจุบันหนังตะลุงกลายเป็นการละเล่นทางวัฒนธรรมที่ต้องอนุรักษ์ ผ่านการส่งต่อไปรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างใน อ.ขนอม ก็มีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยมีหนังตะลุงเป็นหัวใจสำคัญ

อรรถชัย ตรึกตรอง ทายาทคณะหนังตะลุงมโนราห์ ชะลอศิลป์ ก่อตั้งโดยบิดาซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เล่าว่า ในขนอมมีคณะหนังตะลุงอยู่ไม่มาก และลูกหลานก็เหินห่างทำให้เกรงว่าจะไม่มีผู้สานต่อ เขาจึงอยากร้องขอให้โรงเรียนในขนอมนำวิชาหนังตะลุงบรรจุเป็นหนึ่งวิชา เพื่อให้เด็กทุกคนรู้จักและเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของการละเล่นอายุหลายร้อยปีนี้

ทว่าสิ่งที่ทางชมรมร่วมกับชาวบ้านในต.ควนทอง เรียกร้องสำเร็จ นั่นคือ การจัดทำประชาคมขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าจำนวน5 หมื่นบาท เพื่อทำตัวหนังตะลุงและซื้ออุปกรณ์ในการแสดง ได้แก่ จอหนังพร้อมฉาก อุปกรณ์ไฟส่องฉากหนังและตัวหนังเวทีเพื่อสร้างโรงหนังตะลุง และชุดเครื่องเสียง ให้กลุ่มเยาวชนได้มีเวทีในการฝึกฝนและไปเปิดการแสดงตามสถานที่ต่างๆได้ ไม่ว่าจะตามร้านอาหาร งานบุญ งานบวช งานเลี้ยงสังสรรค์ตามภาษาคนปักษ์ใต้ จะช่วยให้เยาวชนได้ฝึกปรือฝีมือและสร้างรายได้ให้กับพวกเขาด้วย

นอกจากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่กำลังได้รับการดูแลจากคนในท้องถิ่นด้านประวัติศาสตร์ของเมืองขนอมก็กำลังถูกบันทึกอย่างเป็นทางการในรูปแบบของศาลหลักเมืองขนอม ซึ่งน่าแปลกใจว่าทำไมฐานะของอำเภอจึงจำเป็นต้องมีศาลหลักเมืองเฉกเช่นจังหวัด แต่เมื่อฟังประวัติจาก หนูกิต รูปสะอาด รองประธานกรรมการศาลหลักเมืองแล้วจึงเข้าใจ

เนื่องจากย้อนกลับไปเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 หรือราว 500 ปีที่แล้ว ขนอมหรือในขณะนั้นเรียกว่า เมืองตระนอม เป็นเมืองหน้าด่านในการจัดเก็บภาษีอากรจากชาวต่างชาติที่เดินทางมาค้าขายทางทะเล ทำให้เมืองตระนอมเจริญรุ่งเรืองมากเทียบเท่าจังหวัดการค้าที่สำคัญ จึงสมควรที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์การสร้างบ้านเมืองและการปกครองในยุคนั้นไว้ภายในศาลหลักเมืองขนอม โดยจะมีพิธีอัญเชิญและบวงสรวงหลักเมือง วันที่9-10 ส.ค. 2561 และจะเปิดให้คนเข้าสักการบูชาต่อไป

ข้างๆ กันยังเป็นที่ตั้งของศาลพ่อตาคูระที่ชาวบ้านมักมาขอคู่รักและเงินทองโดยด้านหลังของศาลเป็นซุ้มต้นไม้ขนาดใหญ่ 2 ต้นที่โอบรัดกัน มีคนตั้งนามให้ว่าต้นไม้คู่รัก ซุ้มนางค้ำ พร้อมมีป้ายบอกวิธีขอพรคือ ให้เดินลอดซุ้มนางค้ำตามเข็มนาฬิกาพร้อมอธิษฐาน 3 รอบ คนโสดจะพบเนื้อคู่ คนมีคู่จะรักกันยืนยาว และคนมีครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุข

นอกจากนี้ ทั้งสองสถานที่ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะจึงเห็นภาพความหลากหลายของสารพัดกิจกรรมทั้งคนออกกำลังกาย คนเดินวนใต้ต้นไม้ และคนจุดธูปไหว้หลักเมือง

แม้ขนอมจะได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองโลมาสีชมพู มีวงเวียนโลมา มีโคมไฟถนนรูปโลมา มีร้านอาหารมากมายที่ขึ้นต้นหรือลงท้ายด้วยคำว่าโลมา และไม่ว่าจะไปที่ไหนแม้แต่ในห้องน้ำก็ยังเห็นรูปปั้นโลมา แต่ไม่ได้หมายความว่าอำเภอนี้จะมีแค่นั้น และใช่ว่าจะเจอทุกครั้งที่มา

แต่สิ่งที่ขนอมมีเสมอมาคือ ชาวบ้าน ชาดหาด ความเชื่อ และความศรัทธาที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ต้องลุ้นไม่ต้องพึ่งโชค เพราะมันคือวิถีและจิตวิญญาณของคนขนอม

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม กุ้งเสียบหวานเค็มสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 10:20 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558157

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม กุ้งเสียบหวานเค็มสมุนไพร

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

กับข้าวสำหรับข้าวต้มกุ๊ย แบ่งเป็นได้หลายประเภท อย่างร้านข้าวต้มที่ผู้เขียนรับประทานเป็นประจำที่เล่าให้ฟังในฉบับที่แล้ว หรืออีกหลายๆ ร้านข้าวต้ม เขาแบ่งกับข้าวเป็นกลุ่มกับข้าวทำร้อนใหม่ๆ ปรุงเสร็จเสิร์ฟทันทีเลย ยังมีกับข้าวที่ปรุงแล้วใส่ถาดรอให้เลือกตักไปรับประทาน กับข้าวลักษณะนี้ต้องมีความพิเศษคือ ทำไว้แล้วยังคงความอร่อยอยู่ ร้านเขาถึงจะกล้าทำไว้ เช่น ผัดใบปอ ยำเกี้ยมไฉ่ กินเมื่อไหร่ก็อร่อย กินอุณหภูมิห้องก็ได้ไม่ต้องกินร้อนๆ กับข้าวอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ บรรดาของแห้ง ของหมัก ที่เข้ากับข้าวต้ม มักเกิดจากการถนอมอาหารไว้แล้วเลือกเอามารับประทาน รสเค็มๆ หวานๆ เข้มข้นเข้ากับข้าวนักเชียว

เมนูกุ้งแห้งถือว่าขาดไม่ได้เลยในร้านข้าวต้มกุ๊ย จะเป็นยำกุ้งแห้ง ยำกุ้งแห้งโรยไข่เค็ม ยำกุ้งแห้งกับเกี้ยมไฉ่หรือจะเป็นผัดผักบุ้งกะปิที่แอบใส่กุ้งแห้งลงไปด้วย อาจจะเป็นต้มจืดไชเท้า โรยกุ้งแห้งลงในน้ำซุปช่วยให้น้ำซุปหวานหอมขึ้น หรือจะทอดกุ้งแห้งให้กรอบแล้วคั่วกับถั่วลิสง คีบใส่ปากคำแล้วพุ้ยข้าวต้มเข้าปาก เรียกว่า เป็นวัตถุดิบอูมามิที่ต้องมี ส่วนใครแพ้กุ้งต้องขออภัยที่เกริ่นไว้เสียน่ากิน

สำหรับในฉบับนี้ ผู้เขียนเอากุ้งเสียบ วัตถุดิบจากทริปพักผ่อนที่ภูเก็ตมาใช้ปรุงเป็นกับข้าวข้าวต้มแทนกุ้งแห้งทั่วไป ข้อดีของกุ้งเสียบคือ ตัวใหญ่ บาง มีเปลือกที่บางพอเหมาะ ถ้าทอดเก่งๆ จะได้กุ้งเสียบกรอบๆ เคี้ยวเพลินที่สุด แต่ถ้าทอดไม่เก่งจะเศร้านิดนึง เพราะกุ้งเสียบจะกลายเป็นเป็นกุ้งที่ทั้งแข็งและเหนียว

หลักในการทอดกุ้งเสียบคือ น้ำมันต้องร้อนพอเหมาะและเน้นเป็นน้ำมันสำหรับทอดเพื่อไม่ให้อมน้ำมัน รอให้น้ำมันร้อนแต่ไม่ถึงกับร้อนจนควันขึ้น จากนั้นใส่กุ้งเสียบลงไปในน้ำมันร้อนๆ สังเกตว่าจะมีฟองอากาศรอบๆ ถือว่าน้ำมันร้อนใช้ได้ ค่อยใช้กระชอนสำหรับช้อนอาหารในน้ำมัน พลิกกุ้งไปมาในน้ำมันร้อนๆ สักชั่วครู่ ตักขึ้นมาพักให้เย็น ทดสอบความกรอบดูก่อนจะลงกุ้งแห้งชุดถัดไป เป็นวิธีที่แนะนำมือใหม่ในการทอดกุ้งแห้งทุกคน ทอดทีละน้อยๆ คั่วในน้ำมันไปเรื่อยๆ ถ้านานเกินไปถึงกุ้งจะกรอบแต่มักจะเหนียว แข็งและขม แต่ถ้าใช้เวลาแป๊บเดียว กุ้งมักจะยังไม่กรอบ ถ้าทอดแล้วอมน้ำมันแสดงว่าน้ำมันยังร้อนไม่พอ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์ในการทอด ถือว่าไม่ยากเพราะกุ้งเสียบนั้นแห้งไม่มีน้ำมันกระเด็นแน่นอน

จริงๆ รสชาติกุ้งเสียบอร่อยทันทีหลังจากทอดอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนอยากเอาสูตรเด็ดของที่บ้านมาอวด เพราะบ้านเรามีเด็กหลายคน ผู้เขียนทอดกุ้งเสียบแล้วเอามาคั่วกับน้ำตาลทราย ซอสปรุงรสเล็กน้อยให้พอหอมๆ วิธีในการคั่วคือ จากกุ้งเสียบร้อนๆ หลังจากทอดเสร็จ ใส่กระทะแล้วค่อยๆ โรยน้ำตาลลงไป ใช้ตะหลิวคั่วแห้งๆ กลับไปมาจนน้ำตาลละลายเคลือบกุ้ง เหยาะซอสลงไปพอแค่ให้หอมๆ เพื่อให้ได้กลิ่นรสยอดนิยมยิ่งขึ้นกว่าเกลือทั่วไปถือเป็นเคล็ดลับ ได้เป็นกุ้งเสียบกรอบๆ ที่มีรสเค็มหวาน ถือเป็นแคลเซียมธรรมชาติที่สมาชิกกินกันไม่หยุดในข้าวต้มมื้อเช้า

สำหรับบ้านไหนผู้ใหญ่เยอะกว่าเด็ก แนะนำเป็นสูตรนี้เลย เพราะสามารถทอดตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแห้งไว้ต่างหาก เอาไว้ตัดรสกุ้งเสียบหวานเค็ม เคี้ยวกุ้งไปคำตามด้วยใบมะกรูดและตะไคร้สักหน่อย สลับกับพริกแห้งทอด รับรองว่าจากกับข้าวจะกลายเป็นกับแกล้มได้ไม่รู้ตัว

กุ้งเสียบหวานเค็มสมุนไพร

ส่วนผสม

กุ้งเสียบ 2 ถ้วย

น้ำมันพืชสำหรับทอด 3 ถ้วย

ใบมะกรูด เด็ดใบ 10 ใบ

ตะไคร้ ซอยเฉียงบาง ครึ่งถ้วย

พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด

น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

เกลือทะเลป่น 1/8 ช้อนชา

(ถ้าไม่ชอบเค็ม ตัดเกลือส่วนนี้ทิ้งไปเลยก็ได้)

วิธีทำ

• ตั้งหม้อหรือกระทะก้นลึกให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไป รอให้น้ำมันร้อนจัดแล้วทอดกุ้งเสียบทีละน้อย ทอดจนกรอบ ตักขึ้นมาพักไว้

• ทอดใบมะกรูด ตะไคร้ พริกขี้หนูจนกรอบ

• เทน้ำมันออกจากกระทะ เช็ดให้แห้ง เติมกุ้งกลับลงไปเติมน้ำตาลทรายค่อยๆ คั่วให้น้ำตาลเคลือบกุ้งค่อยๆ โรยเกลือและซอสปรุงรส เมื่อคั่วได้แห้งเสมอกันแล้ว

• เติมสมุนไพรที่ทอดไว้กลับลงไปผสมคลุกเคล้ากันจนทั่ว

รสเด็ด ก๋วยเตี๋ยวเรืออุดมทรัพย์พรชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ก.ค. 2561 เวลา 11:01 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557431

รสเด็ด ก๋วยเตี๋ยวเรืออุดมทรัพย์พรชัย

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

สาวกคนรักก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่ควรพลาดร้านนี้อย่างยิ่ง “ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา อุดมทรัพย์พรชัย” ที่เปิดขายมากว่า 30 ปี พี่จำลองเจ้าของร้านใจดีกล้าการันตีว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาแท้ 100% เนื่องจากบ้านเกิดอยู่ที่ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา กินก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยามาตั้งแต่เป็นเด็ก ซึ่งทีเด็ดจะอยู่ที่น้ำต้องขลุกขลิกและเข้มข้น ที่สำคัญต้องหอมสมุนไพรจากหม้อน้ำซุปที่ปรุงสดทุกวัน และขอย้ำว่าต้องมีกากหมูที่เจียวเอง

พี่จำลองยังเล่าให้ฟังอีกว่าก่อนหน้านี้เคยทำนาแล้วขายไม่ได้ราคาจึงมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ มาช่วยพี่สาวขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่แถวลาดพร้าว ซอย 1 พอแต่งงานมีครอบครัวจึงย้ายมาเปิดร้านขายอยู่ตรงข้ามกับเดอะมอลล์ บางกะปิ ซึ่งเริ่มขายก่อนที่ห้างนี้จะเปิดเสียด้วยซ้ำ

เริ่มต้นจากชามละ 3 บาท แล้วก็เพิ่มราคาขึ้นมาเรื่อยๆ จนสัญญาที่มีหมดลง จึงย้ายมาเปิดร้านขายอยู่ริมถนนลาดพร้าวใกล้ป้ายรถเมล์ ระหว่างซอยลาดพร้าว 128/2 กับซอยลาดพร้าว 128/3 ลูกค้าเก่าและใหม่ยังแวะเวียนมาอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน แม้ว่าจะขึ้นราคามาอยู่ที่ชามละ 20 บาทก็ตามที พิเศษก็ 25 บาท ถือว่าถูกเว่อร์ในยุคนี้

ทีเด็ดของก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนี้อยู่ที่น้ำซุปที่เข้มข้น หอมสมุนไพร และปรุงรสมาให้แบบจัดจ้าน ก่อนปรุงต้องลองชิมกันดูก่อน ทางร้านมีทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และก๋วยเตี๋ยวหมู แยกหม้อน้ำซุปกันแบบชัดเจน และทั้งเนื้อ ตับ ลูกชิ้นให้แบบจัดเต็ม ที่ชอบใจคือให้น้ำขลุกขลิกกำลังกิน แถมยังมีกากหมู เกี๊ยวทอด ที่ทำเองทุกวันให้ลิ้มลอง และทุกโต๊ะมีใบโหระพา และถั่วงอกให้กินแกล้มอีกด้วย

สุดท้ายยังมีขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล อร่อยๆ ไว้ให้ล้างปากกันตามอัธยาศัยด้วยนะครับ

ร้านนี้ตั้งอยู่ระหว่าง ซอยลาดพร้าว 128/2 และ 128/3 (ตรงข้ามปากซอยลาดพร้าว 101) เปิดขายตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. โทร. 02-377-9284

เลคแอนด์พาร์ค ตำนานคู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ก.ค. 2561 เวลา 11:01 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/557430

เลคแอนด์พาร์ค ตำนานคู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

จุดเริ่มต้นของเลคแอนด์พาร์ค (Lake ‘n Park) คงต้องย้อนกลับไปสมัยเมื่อประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ครั้งที่ 46 (World Bank) ณ กรุงเทพมหานคร รัฐบาลไทยในขณะนั้นมีมติให้ก่อสร้างสถานที่จัดงานประชุมแห่งชาติขึ้นในปลายปี 2532

นั่นคือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างอย่างเร่งด่วน ภายใต้การกำกับของกรมธนารักษ์ เพื่อรองรับการประชุมระดับโลกที่เป็นหน้าเป็นตาที่สุดของประเทศในครั้งนั้น และก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้านอาหารตำนานแห่งนี้ด้วย

เอนก บุญธรรม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟ แอนด์ บี อินเตอร์เนชั่นแนล ในเครือบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เล่าว่า นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 26 ปีแล้วที่เลคแอนด์พาร์คได้ถือกำเนิดขึ้น โดยร้านเปิดดำเนินการในปีถัดมาหลังเปิดศูนย์ประชุมฯ อย่างเป็นทางการ (ต.ค. 2534)

“เมนูช่วงแรกมีไม่มาก แต่ก็ยังเล่าขานต่อมาถึงปัจจุบัน ความอร่อยและความยูนีกที่ไม่เหมือนใคร ถึงวันนี้ก็ยังมีให้บริการ เช่น ตระกร้าอีสาน ขาหมูเยอรมันทอดกรอบ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้ามหาสมุทร ในส่วนบุฟเฟ่ต์ ‘เรโทร’ ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของเลคแอนด์พาร์คด้วย ก็เปิดดำเนินการไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่หัวละ 199 บาทในวันนั้น ถึงหัวละ 580 บาทในวันนี้” เอนกเล่า

สำหรับการตกแต่งร้านเป็นสไตล์โมเดิร์น ลอฟต์ ที่เน้นบรรยากาศและกลิ่นอายความอบอุ่น ไฮไลต์คือทิวทัศน์ห้องกระจกแบบ 360 องศาริมน้ำ โดยร้านตั้งอยู่ริมทะเลสาบในสวนเบญจกิติบริเวณโรงงานยาสูบเดิม สวยงามและเป็นธรรมชาติอย่างมาก เมนูที่นี่เป็นฟิวชั่นอินเตอร์แนชั่นแนลคูซีนที่หลากหลาย และได้รับการยอมรับในความอร่อยกับราคาที่คุ้มค่า

เมนูพิเศษจานแรก “สลัดหอยเชลล์ย่างซอสแอปเปิ้ล” หอยเชลล์สดตัวใหญ่รสดีชุ่มฉ่ำด้วยซอสแอปเปิ้ล รับประทานกับผักย่าง มีแตงกวา มะเขือม่วง และมะเขือเทศ รสชาติแอบเจือพริกไทยดำ ที่ทำให้พอดีและลงตัว จานถัดมาเป็นเมนูขึ้นชื่อ “อีสานหลงกรุง” กินแล้วหลงใหลได้ปลื้ม โดยเฉพาะเนื้อย่าง ตับย่าง แหนมและซี่โครงแหนมทอด กินกับเครื่องมีถั่วและขิงสดแนม สุดยอดจริง และแจ่วก็เด็ด

จานต่อมาต้องรีบซดตอนร้อนๆ “โป๊ะแตกทะเลฟ้าผ่า” ต้มยำโป๊ะแตกสูตรนุ่มนวล ต้มยำน้ำข้นไม่เผ็ดมาก เป็นโป๊ะอาหารทะเลแบบเสิร์ฟร้อนพร้อมหม้อไฟ ยกทัพมาน่ากินทั้งนั้น ได้แก่ ปูอลาสกา กุ้งใหญ่ หอยเชลล์ และหอยแมลงภู่สุดหวาน ถัดมาเป็นซิกเนเจอร์ของเลคแอนด์พาร์ค “เนื้อวากิวย่างจิ้มแจ่ว” รสชาติของเนื้อวากิวพรีเมียมที่นุ่มลิ้นและชวนเชิญ กินกับแจ่วอีสานรสแซ่บที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

จานสุดท้ายขึ้นชื่อไม่แพ้กันคือสะเต๊ะซีฟู้ด ก่อนจะนำไปเสียบไม้ย่าง กุ้ง ปลาหมึก และหอยเชลล์ก็เคล้าเครื่องสะเต๊ะมาเต็มที่ เหลืองหอมและอร่อยมากทีเดียว จานนี้มีน้ำจิ้ม 2 แบบให้เลือกทั้งแบบซีฟู้ด เปรี้ยวนำเผ็ดน้อย และน้ำจิ้มถั่วแบบสะเต๊ะ หอมหวานกลมกล่อม อ้อ!ห้ามพลาดคือเครื่องดื่มสุขภาพ  “Lake ‘n Park” ซิกเนเจอร์ที่ทุกคนมาต้องสั่ง จิบดื่มก่อนเจริญอาหาร สดชื่นแจ่มใส เพราะมีส่วนประกอบของน้ำตาลทรายแดง แอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดงและสะระแหน่เข้มข้นนั่นเอง

สำหรับช่วงนี้ (ก.ค.) เลคแอนด์พาร์คจัดโปรโมชั่ น “สามแซ่บ” กุ้งแม่น้ำราด 3 ซอสพิเศษ “สะเต๊ะลือ 2019” สะเต๊ะหมูควงคู่มากับ 3 น้ำจิ้มแห่งอนาคต และ “Lamb Brochette” แกะย่างกับข้าวเหนียวทอด ค่าอาหารลด 15% สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงศรี กสิกรไทยและ KTC

นอกจากจะเป็นแหล่งชิลเอาต์แห่งตำนาน เลคแอนด์พาร์คยังให้บริการจัดเลี้ยง ตั้งแต่งานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์และงานอีเวนต์ต่างๆ ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. วิวกลางวันท่ามกลางธรรมชาติ และวิวกลางคืนในบรรยากาศสุดโรแมนติก สำรองที่นั่งโทร. 02-203-4021-2 http://www.facebook.com/Lake ‘n Park