เดอะ มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ ก้าวสู่โลกมาร์เวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/559840

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 09:43 น.

เดอะ มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ ก้าวสู่โลกมาร์เวล

โดย  กั๊ตจัง

หลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อยที่ เดอะ มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ มาตั้งที่เมกาบางนา กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย ที่ทำให้แฟนคลับมาร์เวลอยากจะมีโอกาสเดินทางมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยชีลด์ที่ศูนย์บัญชาการของเหล่าอเวนเจอร์สักครั้ง

การเดินทางมาเที่ยวที่ศูนย์บัญชาการอเวนเจอร์นี้ให้ตั้งพิกัดมาที่เมกาบางนา ตัวศูนย์บัญชาการมาร์เวลจะตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถด้านหลังเป็นอาคารสีแดงเห็นเด่นชัด สามารถจอดรถที่เมกาบางนา แล้วใช้บริการรถไฟฟ้าไปส่งที่มาร์เวล หรือจะจอดรถที่มาร์เวลเลยก็ได้เช่นกัน

ราคาค่าตั๋วเข้าใช้บริการจะอยู่ที่ 1,500 บาท สำหรับชาวต่างชาติ และราคาสำหรับเด็ก 1,350 บาท ส่วนคนไทยมีส่วนลด 100 บาท แต่ผมแนะนำว่าควรไปซื้อที่ศูนย์โดยตรงอาจจะได้ตั๋วราคาพิเศษ เช่น ช่วงที่เราเดินทางไปตอนเปิดตัวใหม่ๆ จะมีราคาโปรโมชั่นที่แสดงเฉพาะหน้างานอยู่ที่ 950 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าลดราคาลงเกือบครึ่งเลยทีเดียว หรือเว็บขายตั๋วบางเว็บมีโปรโมชั่น 950 บาท ซื้อ 3 แถม 1 ก็มี ลองศึกษาโปรโมชั่นก่อนไปดีๆ เพื่อความคุ้มค่า

ขั้นตอนการซื้อตั๋วค่อนข้างที่จะใช้เวลาสักหน่อย เริ่มจากกรอกชื่อและรายละเอียดส่วนตัวเล็กน้อย เลือกรอบที่จะเข้าชม ซึ่งบอกได้เลยว่ามีหลายรอบมาก สามารถเลือกภาษาที่จะเข้าชมได้ด้วย จากนั้นให้เดินไปถ่ายรูปที่แท่นรับสมัครหน่วยชีลด์ จะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ บางท่านอาจจะกรอกรายละเอียดพร้อมเลือกรูปภาพมาจากบ้านก็ได้เช่นกัน แต่ส่วนตัวแล้วผมแนะนำให้มาถ่ายรูปที่ศูนย์จะดีกว่า เพราะมีแบ็กดร็อปเป็นโลโก้หน่วยชีลด์ให้ด้วย

ครั้งแรกเราจะได้เป็นบัตรอ่อนชั่วคราวมาก่อน แต่หลังจากผ่านการฝึกและร่วมผจญภัยจนครบแล้วจะได้บัตรแข็งกลับบ้านเป็นที่ระลึก ระหว่างรอแนะนำให้ลองใช้บริการร้านอาหารของเหล่าอเวนเจอร์ และดูของมาร์เวลช็อปไปพลางๆ เล็งสินค้าที่สนใจแล้วค่อยออกมาซื้อหลังเล่นเสร็จ ราคาถือว่าไม่แรงเท่าไหร่เท่ากับร้านขายของเล่นลิขสิทธิ์ทั่วไป แล้วมีของบางอย่างที่หาซื้อยาก เช่น หนังสือแนะนำตัวละครมาร์เวล ฟิกเกอร์บางรุ่น ถุงมือทานอสไซส์ยักษ์ แกดเจ็ตไอรอนแมน เสื้อผ้าและชุดลำลองของหน่วยชีลด์

แต่ก่อนที่จะเข้าชมเราต้องรู้ก่อนว่าศูนย์บัญชาการมาร์เวลแห่งนี้ใช้ลิขสิทธิ์ของมาร์เวลเวอร์ชั่นคอมมิก ไม่ใช่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่คนไทยนิยม ดังนั้นคาแรกเตอร์ ชุดตัวละครจะดูแปลกตาไปสำหรับเราไม่ดูขลังดูเท่เหมือนเวอร์ชั่นภาพยนตร์ และออกมาในรูปแบบของประสบการณ์ผจญภัยกึ่งดิจิทัล ที่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาได้ในอนาคต

เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้าชมให้เดินขึ้นไปที่ชั้น 2 จะมีพนักงาน แต่ถ้าเรียกอย่างเป็นทางการก็คือเจ้าหน้าที่หน่วยชีลด์ (รุ่นพี่) มาเรียกจัดแถว ทุกอย่างเริ่มดูจริงจังขึงขังกันมากขึ้น บางทีความสนุกของการมาเที่ยวที่มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ จะสนุกได้ก็เพราะพวกเขานี่ละครับ

จากนั้นเราจะเริ่มเข้าสู่ห้องแนะนำเหล่าฮีโร่ เพื่อปูพื้นทำความรู้จักกับเหล่าฮีโร่ในทีมอเวนเจอร์กันเสียก่อน หลักๆ ก็จะมีธอร์ สไปเดอร์เมน ไอรอนแมน กัปตันอเมริกา นิค ฟิวรี่ ไอรอนฟิสต์ ฮัลค์ และตัวละครอื่นๆ บางตัวที่อาจจะดูไม่คุ้นตาสักเท่าไหร่ แต่มาแบบจัดเต็ม

ในห้องแรกคนที่รู้จักตัวละครเหล่านี้ดีอยู่แล้วอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าเป็นเด็กๆ หรือผู้หญิงที่ไม่รู้จักตัวละครเหล่านี้มากนักหรือรู้จักแค่บางตัว ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะได้รู้จักตัวละครใหม่ๆ อย่างเช่น ไอรอนฟิสต์ และชี-ฮัลค์ ที่ไม่ปรากฏในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ได้รู้จักจากที่นี่เช่นกัน

เมื่อชมวีดิทัศน์เสร็จเจ้าหน้าที่จะเรียกไปห้องข่าว เพื่อรับทราบข้อมูลที่สำคัญว่าตอนนี้แก๊งไฮดร้า ที่มีพี่ป้าง-นครินทร์ กิ่งศักดิ์ เป็นอดีตสมาชิก มีแผนทำลายกรุงเทพมหานคร พูดเล่นนะครับ พี่ป้างเขาเคยอยู่วงไฮดร้า ไม่ใช่แก๊งไฮดร้า ที่เรากำลังพูดถึงคือขบวนการไฮดร้าที่นำโดย เรด สกัล คู่ปรับตัวฉกาจของกัปตันอเมริกา และเหล่าลูกสมุนตัวร้ายอย่าง มาดุ๊ก และอแดปทอยด์ มีคุณไบรท์ เรื่องเล่าเช้านี้ เป็นผู้รายงานข่าว

จากนั้นเดินต่อไปที่ห้องของไอรอนแมนเพื่อพูดคุยกับ โทนี่ สตาร์ก และวิดีโอแนะนำหุ่นรุ่นต่างๆ ของ โทนี่ สตาร์ก จากนั้นไปห้องปฏิบัติการของ นิค ฟิวรี่ มีเซอร์ไพรส์ให้เราได้ตื่นเต้นนิดหน่อย แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องลองเข้าไปชมด้วยตัวเอง จากนั้นเราก็จะเริ่มเข้าสู่ห้องเครื่องเล่นอย่างเต็มรูปแบบ

เริ่มตั้งแต่ห้องฝึกซ้อมยิงปืนเลเซอร์ ที่จะให้เราใส่แว่น 3 มิติ ยิงเก็บคะแนนไปตามด่านต่างๆ โดยมีสไปเดอร์แมนเป็นผู้ช่วยแนะนำ ซึ่งตอนนี้แก๊งไฮดร้าเริ่มบุกเข้าศูนย์แล้ว จากห้อง 3 มิติ เราก็ไปห้องซิมูเลเรี่ยม 360 เป็นโดมฉายภาพ 360 องศาขนาดใหญ่

ให้เราใส่แว่น 3 มิติ จำลองเหตุการณ์การบุกฐานไฮดร้า โดยมีไอรอนฟิสต์และเหล่าฮีโร่เป็นตัวเดินเรื่อง บรรยากาศในห้องนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ครับ ทั้งภาพ เสียง อุณหภูมิความเย็นและลม มาแบบจัดเต็มเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ มีเหตุการณ์ชวนตื่นเต้นอยู่บ้างก็เล่นตามน้ำกันไป ต้องชมเจ้าหน้าที่ที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นและพยายามให้เราได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์

จากนั้นเราไปต่อกันที่ห้องรอการขนส่ง ตรงนี้ไม่มีอะไรมาก ชมการแสดงของเจ้าหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ พอสนุก เพราะความสนุกหลังจากนี้คือการได้เล่นเครื่องเล่น โฟร์ดี โมชั่นไรด์ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของที่นี่ก็ว่าได้ ทุกคนจะต้องนั่งยานขนส่งหนีออกจากฐานหน่วยชีลด์ โดยมีแก๊งไฮดร้าไล่ล่า และร่วมสู้ไปกับเหล่าฮีโร่ซึ่งถือว่าเดินทางกลับมาเร็วมาก จากห้องที่แล้วเหมือนเหล่าฮีโร่ไปบุกฐานไฮดร้าแถบไซบีเรีย เผลอแป๊บเดียวบินข้ามกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว

หากเทียบกับเครื่องเล่นที่ใกล้เคียงกันอย่าง สตาร์กทาวเวอร์ ที่ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง น่าจะเรียกว่าเป็นความสนุกคนละแบบที่ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง จะเป็นของไอรอนแมนอย่างเดียว เครื่องโฟร์ดีจะมีความโลดโผนมากกว่า และอาจจะมีความสมจริงมากกว่าในหลายๆ จุด แต่ที่มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ จะเป็นศูนย์บัญชาการหน่วยชีลด์ในภูมิภาคเอเซีย เรื่องราวและความสนุกก็แตกต่างกัน

เท่าที่เล่นมาทั้งหมดอยากให้ส่วนโฟร์ดีโมชั่นเล่นให้นานกว่านี้ อาจจะเพิ่มเรื่องราวหรือภารกิจก็แล้วแต่ ทุกคนรู้สึกประทับใจในส่วนนี้มากที่สุด แต่ด้วยเวลาจำกัดเราก็ต้องไปเล่นในโซนฝึกหัดเป็นเกมที่ให้เราควบคุมฮีโร่ในภารกิจต่างๆ ซึ่งส่วนตัวแนะนำให้เล่นไอรอนแมนก่อนเป็นอันดับแรก ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการถ่ายรูปกับเหล่าฮีโร่ที่รอเราอยู่ในห้อง ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะได้ถ่ายรูปกับฮีโร่คนไหน

แล้วออกมารับบัตรสมาชิกหน่วยชีลด์แบบการ์ดแข็งเป็นอันเสร็จสิ้นกิจกรรม โดยใช้เวลาราวๆ 1 ชั่วโมงกว่า แล้วออกมาดูสินค้าของที่ระลึกและของเล่นค่ายมาร์เวลกันต่อ

ภาพรวมของ เดอะ มาร์เวล เอ็กซ์พีเรียนซ์ ไทยแลนด์ ถือว่าสนุกใช้ได้ แต่อย่างที่บอกไปแต่แรกว่าเราต้องไม่คาดหวังว่าจะได้เห็นฮีโร่ออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ เปิดใจแล้วใช้เวลาทุกนาทีที่อยู่ข้างในให้คุ้มค่ามากที่สุด เราก็จะสนุกไปกับกิจกรรมของเขาได้ ส่วนคนที่ไม่สนใจร่วมกิจกรรม แค่มานั่งดื่มกาแฟที่คาเฟ่ ถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ด้านนอก ซื้อของในช็อป ก็มีความสุขแล้วสำหรับแฟนมาร์เวลที่ได้มาเที่ยวสถานที่แห่งนี้ 

ฮอยอัน ฉันรักเธอ (ยิ่งกว่าเดิม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/559774

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 13:46 น.

ฮอยอัน ฉันรักเธอ (ยิ่งกว่าเดิม)

หลายคนได้เห็นภาพสวยๆ ของเมืองเก่าฮอยอัน แล้วก็อยากไปเที่ยวกันทั้งนั้น แต่บางคนก็แอบคิดว่าถ้าจะไปเที่ยวทั้งที มีแค่เมืองเก่า ตึกเก่าให้ดู อาจไม่คุ้มค่ากับการเดินทาง ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ได้เดินทางไปฮอยอัน ขอบอกเลยว่า เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ตึกเก่า แต่มีอะไรให้ได้เที่ยวกันเพลินๆ อีกมาก แถมมีของกินอร่อยๆ อีกเพียบ

ร้านอาหารที่ฮอยอันจะมีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ภัตตาคารหรูหราไปจนถึงร้านค้าหาบเร่ที่วางขายข้างทาง แต่ถ้าไปเที่ยวฮอยอันแล้ว ไม่รู้จะเริ่มต้นหาร้านอาหารจากตรงไหน ก็แนะนำว่า ให้ไปที่ย่านเมืองเก่าได้นั่นแหละ ใครชอบภัตตาคารหรือคาเฟ่ที่มีแอร์เย็นๆ บรรยากาศสบายๆ ก็ให้ข้ามสะพานไปฝั่งตึกใหม่ ส่วนใครที่ชอบของกินแบบบ้านๆ นั่งรับประทานเก้าอี้พลาสติกเล็กๆ แต่รสชาติได้ใจ ก็ต้องไปที่ร้านข้างทาง ซึ่งเราขอแนะนำร้านเกาเหลา ข้าวหน้าไก่ ตรงหัวมุมตึก ใกล้กับสะพานญี่ปุ่น โดยมีจุดสังเกตง่ายๆ ที่ป้าย “Com Ga” (อ่านว่า เกิ่ม-กา) และ “Cao Lao” (อ่านว่า เก่า-เหลา)

“เกิ่มกา” เป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั่วๆ ไป แทบทุกที่ในฮอยอัน โดยหน้าตาจะคล้ายๆ ข้าวมันไก่ในบ้านเรา แต่จะต่างกันตรงที่ข้าวมันไก่ของเรา คือไก่สับที่โปะมาบนข้าวที่หุงด้วยมันไก่ ข้าวจะต้องเป็นเมล็ดเงางามจึงจะน่ารับประทาน แต่เกิ่มกาจะเป็นเนื้อไก่ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ โรยหน้ามาบนข้าวเมล็ดหัก แถมมีน้ำพริกและผักหอม โปะมาด้านบน ตามสไตล์อาหารเวียดนาม ซึ่งแนะนำว่า ใครได้ไปฮอยอันไม่ควรพลาดไปชิม “เกิ่มกา” ที่ร้านนี้จะมีอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างเรียกว่า “เก่าเหลา” ซึ่งฟังจากชื่อแล้ว ก็ชวนให้นึกถึงเกาเหลา หรือก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ใส่เส้นในบ้านเรา แต่เก่าเหลาที่ฮอยอัน กลับเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ใส่เส้นจ้า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงชื่อคล้ายกับเกาเหลาของเรา จนชวนให้สับสน ส่วนเรื่องรสชาตินั้นก็ต้องบอกว่าอร่อยเข้มข้น ไม่แพ้ก๋วยเตี๋ยวต้มยำของบ้านเราเลย

อันที่จริงมีอาหารหลักอีกเมนูหนึ่ง ที่หารับประทานง่ายในย่านเมืองเก่าเช่นกัน และคาดว่าน่าจะถูกปากคนไทยอย่างเราๆ นั่นก็คือ “หมี่กวง” (Quang noodle) เป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นไม่ใหญ่มาก (ขนาดใหญ่กว่าก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก แต่เล็กกว่าก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ของไทยเรา) รับประทานแบบกึ่งน้ำกึ่งแห้ง คือจะมีใส่น้ำซุป (สีคล้ายๆ ต้มยำ แต่ไม่เผ็ด) แค่พอขลุกขลิกเท่านั้น ใส่เนื้อวัว เนื้อไก่ และโรยหน้าด้วยผักหอม ถั่วลิสงคั่ว และหอมเจียว แถมยังวางข้าวเกรียบทับมาด้วยอีกต่างหาก เรียกได้ว่าครบเครื่องแบบเคี้ยวมัน+ทานเพลินกันเลยทีเดียว

เชื่อว่าการรับประทานอาหารที่ร้านข้างทางในเขตเมืองเก่าของฮอยอัน เป็นบรรยากาศที่เพลินสุดๆ แถมราคาประหยัดอีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครรู้สึกว่าชมบรรยากาศเมืองเก่าจนอิ่มตัวแล้ว เราก็ยังมีร้านอาหารเด็ดอีกร้านหนึ่ง ที่อยู่นอกเมืองออกไป เป็นร้านอาหารอร่อย ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ชื่อว่าร้าน เดอะฟีลด์ (The Field) ร้านนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองออกมา 3 กิโลเมตร ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาและแม่น้ำ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เสิร์ฟธรรมชาติ มาข้างจานอาหาร” แม้ว่าราคาอาหารจะไม่ได้เป็นราคาประหยัดเหมือนร้านข้างทาง แต่เมื่อเทียบกับบรรยากาศที่ได้แล้ว ก็ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ ไปเลย

นอกจากจะมีของกินอร่อยแล้ว อดีตเมืองท่าปากแม่น้ำที่ชื่อว่าฮอยอันแห่งนี้ยังมีกิจกรรมให้ได้สนุกสนานอีกมาก แต่ที่พลาดไม่ได้เลย คือการไปลองนั่งเรือตะกร้า หรือ Basket boat ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนามกลาง โดยเจ้าเรือตะกร้าที่ว่านั้น ทำมาจากไม้ไผ่สาน เป็นทรงเหมือนตะกร้าใบใหญ่ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร ซึ่งจะมีบริการพานักท่องเที่ยวล่องไปตามแม่น้ำ และคลองเล็กๆ แถมบางลำยังมีบริการพายเรือซิ่งอีกต่างหาก รับรองว่าสนุกเร้าใจแน่ เพราะว่าเจ้าเรือที่เป็นรูปร่างกลมๆ แบบนี้ ลำพังแค่นั่งแบบธรรมดา ก็หวาดเสียวพอแล้ว

เรือตะกร้าเป็นเล็กๆ น้ำหนักเบา แต่พายยากมาก เพราะถ้าพายไม่เป็นมันก็จะวนอยู่ที่เดิม และถ้านั่งไม่ถูกตำแหน่ง เวลาออกพาย เรือก็จะล่มได้เช่นกัน ดังนั้นคนพายจะนั่งอยู่ข้างหน้า ส่วนผู้โดยสารอีก 2 คนก็นั่งกระจายน้ำหนักกันไปแต่ละมุม (อันที่จริงเรือแบบนี้สามารถจุคนได้สูงสุดถึง 10 คนเลยดีเดียว) โดยคนพายจะใช้พายจ้วงกวักน้ำ เพื่อให้เรือเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ว่ากันว่าเจ้าเรือตะกร้าที่เห็นอยู่นี้ มีจุดกำเนิดขึ้นตั้งแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส ที่ผู้เป็นเจ้าของเรือประมงต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาล แต่ชาวประมงส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่สามารถจ่ายภาษีไหว จึงเริ่มคิดค้นเรือแบบใหม่เพื่อใช้หาปลา และโต้แย้งว่านี่ไม่ใช่เรือประมง จึงไม่ควรต้องเสียภาษีและเดาว่าคงจะได้ผล เพราะหลังจากนั้น เรือแบบนี้ก็ใช้กันแพร่หลายในเวียดนามกลาง และก็ไม่ได้ใช้เพื่อหาปลาเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นเรือโดยสารขนาดเล็กได้อีกด้วย

ในสมัยโบราณ เขาจะใช้ไม้ไผ่มาจักเป็นตอก แล้วสานเป็นตะกร้าขนาดใหญ่ ฉาบด้วยมูลโคผสมกับปูน แล้วทางทับด้วยน้ำมันจากต้นยางนา แต่ปัจจุบันนี้ มีวัสดุสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ก็จะใช้เรซิ่นมาเคลือบแทน หรือบางลำก็อาจทำจากไฟเบอร์กลาสเลยก็มีค่าโดยสารก็ตกลำละ 300-500 บาท แล้วแต่ต่อรอง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งคนพายเรือ จะพานักท่องเที่ยวล่องตามแม่น้ำ แล้วก็เลาะไปตามคลองเล็กคลองน้อย ลุยเข้าไปในดงต้นจาก แล้วเด็ดใบจากมาสานเป็นของเล่นให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกัน แต่บางลำ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือที่บริการนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม) จะพยายามสร้างความสนุกสนานโดยการเปิดเพลงเสียงดังอึกทึก แล้วร้องเล่น หรือพายเรือซิ่งตามจังหวะดนตรี ซึ่งอันนี้ ก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพราะบางทีก็ถูกมองว่า เป็นการไปรบกวนธรรมชาติ และผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้น

แม้จะเป็นเรือที่ใช้กันแพร่หลายแทบทุกเมืองของเวียดนามกลาง แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้จะมีบริการเรือสำหรับนักท่องเที่ยวแบบนี้ เฉพาะที่ฮอยอันเท่านั้น ดังนั้น ใครอุตส่าห์ได้ไปถึงฮอยอันแล้วต้องไม่พลาดเด็ดขาด

ถัดจากนั่งเรือเล่น ถ้ายังมีเวลาเหลือ เราแนะนำให้ลองไปเที่ยวเล่นที่หาด “อันบัง (An Bang beach)” ซึ่งเป็นหาดที่มีชื่อเสียงและคับคั่งที่สุดของฮอยอัน ซึ่งอาจเป็นเพราะการเดินทางไปยังหาดที่ค่อนข้างสะดวก จึงเป็นเหมือนของแถม สำหรับการมาเที่ยวฮอยอัน ที่หลายคนจะไม่ยอมพลาดเป็นอันขาด

อันที่จริงแล้ว ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่ควรจะไปเที่ยวหาดอันบัง ก็อยู่ระหว่างเดือน มี.ค.ไปจนถึงเดือน ก.ย. เพราะลมจะไม่แรงมาก แต่ถ้าเป็นเดือนอื่นแล้วจะมีมรสุมเข้า ซึ่งทำให้ลมแรงและคลื่นสูง ซึ่งเวลาที่คลื่นสูงคือสูงมากถึง 3 เมตรเลยทีเดียว ดังนั้น ร้านค้าริมหาดจึงต้องยกสูงกว่าพื้นหาดมาก เพื่อให้หนีพ้นระดับคลื่นที่พัดเข้ามาแรงๆ

ด้วยเหตุที่นักท่องเที่ยวที่มายังหาดนี้ มีความหลากหลายกลุ่ม หลายระดับ ทำให้ข้าวของที่วางขายมีความหลากหลายตามไปด้วย อย่างเช่น ร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม ก็มีตั้งแต่ระดับหาบเร่ริมหาด ไปจนถึงภัตตาคารแบบซีวิวเลยทีเดียว ซึ่งนักท่องเที่ยวก็สามารถเลือกได้ตามความชอบและตามศักยภาพการจ่าย

นักท่องเที่ยวกลุ่มบนที่มายังหาดนี้ ส่วนมากจะเป็นคนจีนและคนเกาหลี ทำให้ร้านค้า ร้านอาหารหลายๆ ร้าน มักจะจัดร้านแบบกิ๊บเก๋ตามสไตล์เกาหลี แต่สำหรับคนที่อยากหาร้านอาหารทะเลสดๆ ปรุงอร่อยๆ ในราคาประหยัด ก็มีให้เลือกหลายร้านเช่นกัน ซึ่งสังเกตง่ายเลยว่า ถ้าร้านไหนมีคนพื้นเมืองนั่งเยอะๆ แปลว่ารสชาติอร่อย แถมราคาไม่แพงจนเกินไป และถ้าจะให้ฟินสุดๆ แนะนำว่าให้รับประทานมื้อค่ำที่หาดแห่งนี้เลย เพราะจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกเช่นกัน

มาถึงตอนนี้ เราอยากย้ำอีกทีว่า ฮอยอันไม่ได้มีแค่ความคลาสสิกของหมู่อาคารเก่าสีเหลืองเข้มเท่านั้น แต่เมืองนี้ยังมีความสดชื่นจากท้องทุ่งนา และมีความชุ่มฉ่ำจากสายน้ำ มีความสนุกสนานจากท้องทะเล และยังมีของกินอร่อยๆ อีกเพียบ ดังนั้น ถ้าใครมีศักยภาพเดินทางไปได้ เราแนะนำให้ไปเลย รับรองว่าจะประทับใจ และรู้สึกคุ้มค่าอย่างแน่นอน

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

‘AT345’ อาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/559732

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 10:30 น.

‘AT345’ อาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น

โดย ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

ตลาดนัดจตุจักรสถานที่ที่เป็นเสมือนสวรรค์ของนักช็อปทั้งชาวไทยและต่างชาติ สถานที่ที่รวบรวมสินค้ามากมายตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของตกแต่งบ้าน สัตว์เลี้ยง ต้นไม้นานาชนิด และเมื่อเดินจนเหนื่อยก็ไม่พลาดต้องหาอาหารอร่อยเติมพลัง

ร้านอาหารที่เป็นกระแสในสังคมออนไลน์จีนมากที่สุด เมื่อมาเยือนตลาดนัดจตุจักร ต้องแวะมาเช็กอินและลิ้มรสอาหารร้าน “AT345 Restaurant by YORWOR” ร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่น ที่เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 5 ปี ตั้งอยู่โครงการ 3 ซอย 45

ร้านนี้ถูกเรียกกันติดปากในกลุ่มลูกค้าขาประจำว่า “แอทสามสี่ห้า” ได้รับการการันตีด้วยรางวัลร้านอาหารยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน 2 ปีซ้อน ในปี 2560 และ 2561 จาก Ctrip บริษัทท่องเที่ยวชั้นนำของเมืองจีน รวมถึง Dazhongdianping แอพพลิเคชั่นจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้ผู้บริโภคให้คะแนนและวิจารณ์บริการและสินค้าต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงแก่ผู้บริโภครายอื่นๆ โดยโหวตให้เป็นร้านอาหารที่ได้การันตี 5 ดาว และล่าสุดยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านค้าแนะนำจากตลาดนัดจตุจักรอีกด้วย จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องแวะมาเยี่ยมเยือนและเช็กอินในวันนี้

ด้วยบรรยากาศการตกแต่งร้านสไตล์ลอฟท์ที่ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกและเอเชียอย่างลงตัว ประกอบกับดนตรีสไตล์ Bossanova ทำให้ผู้ที่แวะเวียนเข้ามารู้สึกว่าได้มาใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างคุ้มค่า และช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารเป็นทวีคูณ

สำหรับอาหารมีการปรุงแต่งในรูปแบบฟิวชั่น โดยดึงความเป็นไทยมาปรับให้เข้ากับอาหารสไตล์ตะวันตกได้อย่างลงตัว พร้อมการพิถีพิถันในการตกแต่งอาหารในแต่ละเมนูด้วยความใส่ใจ ซึ่งมองแล้วน้ำลายสอชวนให้ลิ้มลองกว่า 50 รายการ โดยภายในร้านแบ่งเป็น 2 โซน ประกอบด้วยโซนแอร์คอนดิชั่นและโอเพ่นแอร์ที่สามารถรองรับได้กว่า 20 โต๊ะ ทั้งในรูปแบบเคาน์เตอร์บาร์และโต๊ะที่นั่งแบบปกติ

สำหรับเมนูที่เป็นพระเอกของร้าน คือ “สปาเกตตีเส้นดำซอสกะเพราซีฟู้ด” ที่ยกเอากุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาหมึก และไข่ต้มยางมะตูมเรียงรายอยู่ในจาน พร้อมซอสกะเพราที่ผัดคลุกเคล้าเข้ากันบวกกับกลิ่นหอมชวนเรียกน้ำย่อยอย่างไม่มีที่ติ

เมนูถัดมาที่พลาดไม่ได้ คือ “ข้าวกะเพราหมูชุบแป้งทอด” ที่แสนจะดูง่ายแต่แฝงด้วยการหมักหมูสูตรพิเศษที่ชุบแป้งทอดราดด้วยซอสกะเพราสูตรเด็ดของทางร้าน บ่งบอกความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

หากต้องการอาหารรสชาติจัดจ้านสไตล์ไทย ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ต้องยกให้ “ยำกุ้งสด” ที่น้ำยำมีรสเผ็ด เปรี้ยวอมหวาน ตัดด้วยรสเค็มได้อรรถรส พร้อมปรุงรสด้วยสมุนไพรในครัวเรือนที่ลงตัว

ส่วนเมนูที่ถูกปากทั้งชาวไทยและต่างชาติคงหนีไม่พ้น “ผัดไทยกุ้งสด” ที่เส้นเหนียวนุ่ม นำมาใส่เครื่องปรุงอย่างหัวไชโป๊หวาน ถั่วงอก เต้าหู้ กุยช่าย และซอสผัดไทยที่ทำมาจากน้ำมะขามเปียกสูตรลับของร้านและกุ้งสดตัวโตๆ วางเรียงรายอยู่ในจาน

อาหารเบาๆ สบายท้อง แนะนำ “สลัดแซลมอน” ที่เนื้อปลาแซลมอนหนึบหนับ หวานมันแบบธรรมชาติ ตัดขนาดพอดีคำมาพร้อมผักสดๆ สีสันดึงดูดน่ารับประทานราดน้ำสลัดสูตรพิเศษอร่อยสมคำร่ำลือ

ถัดไปเมนูรับประทานเล่นเรียกน้ำย่อย “ปีกไก่ทอด” รสชาติกลมกล่อมด้วยการหมักที่เข้าถึงรสต้นฉบับแบบชาววัง และตบท้ายด้วยของหวานยอดนิยม “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่นำข้าวเหนียวมูนกับน้ำกะทิรสมันหวานกินกับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ลูกใหญ่หอมหวาน พร้อมตกแต่งจานได้ประหนึ่งอยู่โรงแรม 5 ดาวเลยทีเดียว

ไฮไลต์เด็ดต้องยกให้ “กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม” ที่เสิร์ฟพร้อมเส้นหมี่ขาว ด้วยการปรุงรสซอสมะขามเข้าถึงเนื้อกุ้งตัวใหญ่ๆ ที่จัดเรียงในจานเปลยาว พร้อมเครื่องเคียง โรยด้วยหอมเจียวทอดพริกแดงเข้ากันเพิ่มความกลมกล่อมของรสชาติ

เครื่องดื่มต้องไม่พลาดชาเย็น กระเจี๊ยบ มะนาว ชาพีช ที่เสิร์ฟในกระบอกไม้ไผ่ทรงสูงประดับด้วยดอกกล้วยไม้ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของร้านที่เรียกความประทับใจให้กับผู้มาเยือน

สำหรับใครที่ต้องการพักผ่อน เดินชิลวันหยุด และตบท้ายด้วยการรับประทานอาหารอร่อย แนะนำให้แวะเวียนมาที่ตลาดนัดจตุจักรที่เดียวมีครบทุกอย่าง และอย่าลืมแวะเข้ามาลองชิมรสชาติความอร่อยของร้าน “AT345 Restaurant by YORWOR” ที่พร้อมบริการและดูแลเอาใจใส่ผู้มาเยือนด้วยความยิ้มแย้มสมเป็น “Thailand : Land of Smiles” พร้อมเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.30 น. หรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 08-6967-0617

มอญซ่อนผ้า ‘บ้านวังกะ’ อยู่ข้างหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/559724

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 09:50 น.

มอญซ่อนผ้า ‘บ้านวังกะ’ อยู่ข้างหลัง

โดย เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

เมื่อข้ามสะพานมอญมายัง “หมู่บ้านวังกะ” เหมือนก้าวออกจากชายแดนไทยสู่แคว้นมอญแห่งสังขละบุรี ในภาคกลางของไทยที่มีประชากรมอญจำนวน 1.2 แสนคน อาศัยอยู่ในแถบ จ.ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และกาญจนบุรี แต่หนึ่งในชุมชนที่เข้มแข็งและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้ คือ มอญ อ.สังขละบุรีชาวมอญมีภาษาพูดและภาษาเขียนของตัวเอง อย่างชื่อของไกด์หนุ่ม “แพลก” ก็เป็นภาษามอญ แปลว่า กินเก่ง กินง่าย เขารับหน้าที่เป็นคนพานักท่องเที่ยวไปรู้จักกับบ้านเกิด คือ ฝั่งบ้านวังกะ หรือฝั่งมอญ ที่เชื่อมต่อกับฝั่งไทยหรือฝั่งตัวเมืองสังขละบุรี ด้วยสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แพลกนัดพบที่สะพานมอญตอน 6 โมงเช้า วันนั้นฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนและดูเหมือนจะไม่หยุดอีกหลายวัน ทำพื้นไม้เปียกแฉะสะท้อนแสงไฟเหลืองนวลเหมือนเห็นดวงจันทร์หลายสิบดวงบนสะพาน ทดแทนบนท้องฟ้าที่ไม่เห็นแม้แต่แสงดาว ในเช้าตรู่เช่นนี้แทบไม่มีผู้คนทั้งชาวท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ทำให้มองเห็นสะพานมอญรูปร่างบิดเบี้ยวแบบไม่ต้องหลบมุมใคร

ไกด์หนุ่มเดินเท้ามาจากบ้านเพื่อมาตามนัดที่ฝั่งไทย เขาทำหน้าที่ไกด์ด้วยการเล่าทุกเรื่องที่รู้ตามสิ่งที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์และประสบการณ์ 16 ปี

“พอสายๆ จะเห็นเด็กมาเดินตามสะพาน แม่ของพวกเขาจะนั่งมองใกล้ๆ ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนสนใจอยากให้เด็กทาแป้งทานาคาให้ก็จะต้องจ่ายเงิน กี่บาทก็ได้ตามใจ ส่วนใหญ่ก็ 20 บาทหรือถ้าโชคดีหน่อยก็จะได้แบงก์ร้อย

พอเด็กได้เงินมาก็จะรีบวิ่งไปให้แม่ ส่วนใหญ่เงินที่ได้มาแม่ของเขาจะไม่ได้เก็บไว้ให้ลูกเรียน แต่จะนำไปใช้ซื้ออย่างอื่น ผมเลยไม่ขอตอบว่าแนะนำหรือไม่แนะนำ ขึ้นอยู่กับพี่ๆ เลย” เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกวันบนสะพานมอญ โดยเฉพาะวันหยุดจะเห็นเด็กๆ เดินถืออุปกรณ์ประแป้งทานาคานับสิบคน

เดินหันหลังให้อาคารปูนสูงจากฝั่งไทย มุ่งหน้าไปยังอาคารไม้ชั้นเดียวของฝั่งมอญ เวลา 06.15 น. ร้านค้าริมถนนที่ตรงมาจากสะพานตอนนี้เปิดเกือบครบแล้ว ทั้งร้านโจ๊ก ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก และร้านเสื้อผ้า อย่างที่แพลกเคยพูดไว้ว่า ธุรกิจอีกอย่างของร้านขายเสื้อผ้า คือ การให้เช่าชุดมอญตอนใส่บาตร หรือให้เช่าทั้งวัน เพราะเทรนด์นักท่องเที่ยวยุคนี้ต้องแต่งตัวเหมือนคนท้องถิ่นถึงดูเก๋ไก๋ แต่ครั้นจะซื้อกลับกรุงเทพฯ ไปก็ไม่รู้ว่าจะหาโอกาสไหนใส่ ธุรกิจให้เช่าชุดจึงรุ่งเรือง

ขณะเดียวกันกิจกรรมของคนท้องถิ่นก็ได้รับความนิยม อย่างการตักบาตร กิจวัตรธรรมดาแต่กลายเป็นเรื่องพิเศษของคนมาเที่ยว ทำให้ร้านเช่าชุดเพิ่มบริการขายชุดใส่บาตร แค่ต้องมาก่อนเวลาพระบิณฑบาตเพื่อมาแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อย แล้วนั่งรอพระ ทุกวันพระสงฆ์จะเดินจากวัดมาถึงแหล่งร้านค้าบริเวณหัวสะพานมอญฝั่งบ้านวังกะ ประมาณ 06.40 น. ท่านจะไม่เดินข้ามสะพานมอญไปบิณฑบาตฝั่งไทย แต่จะแยกย้ายไปตามซอยต่างๆ ในฝั่งมอญ

ชุดใส่บาตร ประกอบด้วย ข้าวสวย อาหารแห้ง และดอกไม้ ต้องอธิบายแบบนี้ว่า การใส่บาตรครั้งนี้จะเกิดขึ้นเร็วมาก คือ เมื่อพระสงฆ์เดินแถวมา (วันละไม่น้อยกว่า 5 รูป) ให้ตักข้าวใส่บาตร รูปละ 1 ทัพพี เมื่อเห็นว่าเป็นรูปสุดท้ายให้ถวายของแห้งและดอกไม้ ถือว่าเสร็จสิ้น

พระสงฆ์จะไม่หยุดให้พรซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมของที่นี่ เนื่องจากในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ชาวมอญจะใส่บาตรเพียงข้าวสวย ส่วนกับข้าวจะนำไปถวายที่วัดอีกทีและพระสงฆ์จะให้พรในตอนนั้น เหมือนกับธรรมเนียมการใส่บาตรข้าวเหนียวของชาวอีสานและชาวลาว ที่ชาวบ้านจะนำสำรับอาหารคาวหวานไปถวายพระสงฆ์ที่วัดหลังจากใส่บาตรข้าวเหนียวเสร็จแล้ว

“วันไหนฝนตกพระท่านจะเดินเร็วแบบนี้แหละ” แพลกกระซิบบอก บางคนเร็วไม่พอถวายอาหารแห้งและดอกไม้ จึงฝากไว้กับศิษย์วัดเพื่อให้นำไปวัดด้วย

เวลา 06.45 น. นักท่องเที่ยวต่างแยกย้ายไปตามทาง บ้างกลับที่พัก บ้างเข้าร้านกาแฟคว้ากาเฟอีน ส่วนเจ้าแพลกเดินนำเข้าร้านโจ๊ก เขาคุยกับเจ้าของร้านเป็นภาษามอญและสั่งออร์เดอร์เป็นภาษาไทย โจ๊กร้านนี้ใช้หมูสับ ต้องกินคู่กับปาท่องโก๋ร้อนๆ ที่เพิ่งทอดออกมาจากหลังร้าน

ส่วนกาแฟสดฝั่งบ้านวังกะน่าจะมีแค่ร้านกาแฟดริปเล็กๆ ของหนุ่มชาวกะเหรี่ยงตรงตีนสะพาน เขาแจงว่า ถ้ามาช่วงวันหยุดหรือเทศกาลร้านจะป๊อปปูลาร์ จนลูกค้าต้องบดเมล็ดกาแฟเอง แต่วันธรรมดาและฝนตกเยี่ยงนี้ไม่มีลูกค้าสักคน เขาจึงทำทุกกระบวนการด้วยจังหวะเชื่องช้า กินโจ๊กหมดชามแล้วถึงเสร็จ

สำหรับเส้นทางวันเดย์ทริปเที่ยวบ้านวังกะ แพลกบอกว่าถ้าเป็นเขาจะไม่เรียกว่าแหล่งท่องเที่ยว เพราะทุกที่ที่จะไป คือ สถานที่ปกติทั้งตลาดหรือวัด ทุกอย่างคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไปอยู่แล้วทุกวัน

เริ่มต้นที่ ตลาดเช้า ขนาดพอดีกับหมู่บ้าน แม่ค้าเป็นชาวมอญที่นำพืชผักตามรั้วบ้านมาขาย หรือไม่ก็ปลาที่ติดยอขึ้นมาจากแม่น้ำสามประสบ หรือไม่ก็ผลไม้ที่รับซื้อมาขายต่ออีกที

ที่น่าสงสัย คือ ไม่มีร้านไหนขายข้าวแกง จะมีก็แค่ขายของหวานตำรับคนมอญ เช่น ข้าวเหนียวกวนน้ำอ้อย หรือขนมทำจากแป้งโรยมะพร้าว นั่นเพราะทุกบ้านทำอาหาร จะมาซื้อแค่วัตถุดิบนำกลับไปทำเองที่บ้าน กินเองที่บ้าน ใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาที ก็รอบตลาด ได้ข้าวเหนียวกวนติดมือกลับมา ชิ้นละ 5 บาท แบ่งกันได้ 5 คน

หลังจากนั้นเส้นทางทัวร์วัดก็เริ่มขึ้น แพลก กล่าวว่า ถ้ามีอะไรให้นักท่องเที่ยวไปได้ก็น่าจะเป็นวัด เพราะจะได้ขอพรไหว้พระและถือโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของชาวมอญให้ฟัง ประเดิมวัดแรก วัดวังก์วิเวการาม (หลังใหม่) คำในวงเล็บระบุชัดเจนว่า ต้องมีหลังเก่า โดยตอนนี้วัดวังก์วิเวการามหลังเก่าจมอยู่ใต้น้ำ หลังสังขละบุรี เจอน้ำท่วมสูงเมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และสถานะของวัดหลังเก่าได้กลายเป็นวัดร้างเพราะไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา แต่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ เพราะใช่ว่ามาทุกครั้งจะเห็นวัดทุกครั้ง

ส่วนวัดหลังใหม่ได้ถอดรูปแบบมาจากหลังเก่าทุกประการ โดยเฉพาะความสวยงามของซุ้มหน้าต่างภายนอกอุโบสถ แต่ที่ไม่เหมือนเดิม คือ วัสดุที่เปลี่ยนมาใช้สเตนเลส ต่างจากหลังเก่าที่สร้างจากอิฐจากปูนทั้งหมด โดยอุโบสถไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไป จึงได้แต่ถามหนุ่มแพลกว่า ภายในเหมือนของเดิมไหม เขาตอบว่า เหมือนและงดงาม

ภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานองค์เก่าที่เคยอยู่ในวัดหลังเดิม แต่ปัจจุบันไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม แพลก บอกว่า เปิดให้เฉพาะแขกวีไอพีหรือคนสำคัญเท่านั้น ส่วนเขาเคยเห็น 1 ครั้ง ตอนบวชเป็นเณรวัดนี้ และอีกจุดที่สำคัญคือ ศาลาหลวงพ่ออุตตมะ หลวงพ่ออุตตมะ คืออดีตเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ตั้งแต่หลังเก่าถึงหลังใหม่ หลังจากที่ท่านละสังขารไปเมื่อปี 2549 สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อยและถูกเก็บรักษาไว้ในโลงแก้วภายในศาลาหลวงพ่ออุตตมะ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวมอญ

เท้าความกลับไป หลวงพ่ออุตตมะท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำชาวบ้านให้อพยพจากฝั่งเมียนมาเข้ามายังฝั่งไทย และตั้งรกรากอยู่ในสังขละบุรี ท่านเป็นผู้หล่อหลอมให้ชาวมอญเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งยังเป็นผู้เรียกร้องสิทธิให้ลูกหลานชาวมอญที่เกิดบนแผ่นดินไทยมีบัตรประชาชนเพื่อรับสิทธิเท่าเทียมพลเมืองไทยคนหนึ่ง

แม้วันนี้หลวงพ่ออุตตมะจะจากไป แต่คนรุ่นใหม่อย่างแพลก ก็ยังเรียนรู้คำสอนของท่านผ่านพ่อแม่ ทำให้ความศรัทธาและความเลื่อมใสยังคงอยู่

นอกจากนี้ ระหว่างทางเดินจากอุโบสถไปวิหารพระพุทธรูปหินอ่อน (ตอนนี้กำลังปิดซ่อมแซม) ทางวัดได้ทำเป็นนิทรรศการจัดแสดงภาพวิถีชีวิตในสังขละบุรี จำนวนกว่า 100 ภาพ จากช่างภาพไม่ทราบชื่อหลายคน ที่เตะตาคือ ภาพสะพานมอญรูปร่างคดโค้งจนงงว่าคนสร้างกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะหรืออย่างไร แต่แพลกก็มาแถลงไขว่า มันเป็นความไม่ตั้งใจของกระแสน้ำที่พัดพาให้เสาสะพานบิดเบี้ยวจนทำให้พื้นสะพานไม่เป็นเส้นตรง ผิดกับตอนนี้ที่แข็งแรงไม่โค้งเท่าไรแล้ว

อีกภาพคือ ภาพผู้เฒ่าผู้แก่ใส่บาตรพระ ในมือของพวกเขาไม่มีอย่างอื่น นอกจากข้าวและในบาตรพระก็ไม่มีอาหารอย่างอื่น ส่วนอีกภาพข้างๆ กันก็แสดงให้เห็นว่า หลังใส่บาตรชาวบ้านได้นั่งพับเพียบพนมมือให้เบื้องหลังของพระภิกษุสงฆ์ที่เดินจากไป ไม่มีการพนมมือรับพรเหมือนที่คนไทยคุ้นเคย

เวลา 2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนใครหมุนเข็มนาฬิกา ยังมีเวลาให้อีกวัด คือ เจดีย์พุทธคยา วัดที่เห็นเจดีย์สีทองบนเขาตอนล่องแม่น้ำสามประสบ ทางเข้าวัดมีประติมากรรมสิงห์ 2 ตัว ภายในมีพระประธานสถาปัตยกรรมแบบพระเมียนมา มีพระพุทธรูปประจำวันเกิดรอบฐานเจดีย์ และมีบันไดวนขึ้นไป สถาปัตยกรรมของเจดีย์ถอดลักษณะมาจากวัดมหาโพธิ ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย แต่ที่นี่ทาสีทองอร่าม มลังเมลืองบนเนินเขาจนไม่ว่าจะอยู่จุดไหนในบ้านวังกะก็จะเห็นเจดีย์พุทธคยาเสมอ

ภายนอกวัดเป็นเรือนร้านค้าขายของที่ระลึก แพลกชักชวนให้เข้าร้านแม่ค้าหน้าตาสวยที่ขายตั้งแต่ทานาคาไปจนถึงเพชรพลอยและหยกเมียนมา สินค้าขายดี คือ แป้งทานาคาออร์แกนิก ไม่ต้องฝนเองเพราะทำมาเป็นตลับพร้อมใช้งาน แม่ค้าคนงามการันตีด้วยใบหน้าของตัวเอง มองดูราคาแพ็กละหลักร้อยก็ยิ่งตัดสินใจง่ายว่าควรซื้อไปลองหรือไม่

ก่อนไกด์หนุ่มจะหมดหน้าที่ เขาอยากร่ำลาด้วยเมนูเด็ดในร้านขนมจีนแบบมอญแท้ๆ แท้ตั้งแต่แม่ค้าที่พูดภาษาไทยไม่ได้แต่ฟังออกบ้างบางคำ แท้ไปจนถึงวัตถุดิบที่ไม่มีน้ำยาหรือน้ำเงี้ยว แต่เป็นน้ำแกงผสมหยวกกล้วย ราดน้ำมะขามเปียก พริก และผงชูรส โดยขนมจีนเป็นเส้นสดที่บีบใหม่ ต้มใหม่ทุกชาม จากนั้นเลือกว่าจะกินแบบน้ำหรือแห้ง

ถ้ากินแบบน้ำ คือ ใส่น้ำซุปที่ข้นคลั่กไปด้วยเยื้อหยวกกล้วยลงไป เด็ดถั่วฝักยาวใส่ และเสริมรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปียก เผ็ดด้วยพริก และรสนัวด้วยผงชูรส ส่วนขนมจีนแห้งจะหน้าตาคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ลูกค้าจะลงมือยำเองว่าอยากได้รสชาติไหน ใส่เครื่องปรุงเท่าไรก็ได้แม่ค้าไม่หวง

แพลกเลือกความรู้สึกส่งท้ายได้ดี หลังจากได้เห็นและเรียนรู้เรื่องราวของชาวมอญมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้คนมาเยือนกำลังกินรสชาติท้องถิ่นที่หาไม่ได้จากที่ไหน เป็นบทสุดท้ายที่รสชาติจะติดอยู่ในความทรงจำ และภาพของหนุ่มแพลกกินขนมจีนหมดเกลี้ยง 2 ชาม ในพริบตาก็ยังติดตา

เขาบอกว่าเป็นขนมจีนที่อร่อยที่สุด และเป็นครั้งแรกที่กินอิ่มที่สุด “อยู่บ้านกินไม่ค่อยอิ่มเพราะต้องแบ่งกัน” รู้เลยว่าเขาไม่ได้น้อยใจ แต่กำลังมีความสุขกับความเอร็ดอร่อยนั้นจริงๆ

หนุ่มน้อยขอเดินกลับบ้านจากตรงนั้น เขาทำหน้าที่ไกด์อย่างเต็มความสามารถและบอกเล่าทุกประสบการณ์ที่มีให้ฟังอย่างหมดเปลือก แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่า คือการแลกเปลี่ยนความสุขซึ่งกันและกัน จนอาจเรียกว่าเป็นความผูกพันระยะสั้น หากได้กลับมาสังขละบุรีอีกก็คงคิดถึงเขาเป็นคนแรก

เวลาล่วงเลยถึงบ่ายแก่ๆ สายฝนในสังขละบุรียังขยันทำบรรยากาศตอนบ่ายกลายเป็นยามเย็นชวนฝัน ก่อนไปเกิดคร่ำครวญหันไปมองสะพานมอญอีกครั้ง

แวบหนึ่งเหมือนเห็นผู้หญิงผมเทาในชุดสีชมพูอ่อนเดินกลางเม็ดฝน เธอช่างสวยแปลกตา ก่อนที่ต้องละสายตามองขึ้นไปยังท้องฟ้า มันเป็นแสงแรกในสังขละบุรีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นคำทักทายหรือคำบอกลา แล้วเมฆสีควันก็ปกคลุม 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ไชโป๊ผัดไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 14:36 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559684

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม ไชโป๊ผัดไข่

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถ้าพูดถึงอาหารที่กินคู่กับข้าวต้มกุ๊ยร้อนๆ เป็นกับข้าวง่ายๆ ที่รับประทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่แล้ว เชื่อว่าเมนูไชโป๊ผัดไข่น่าจะติดอันดับในดวงใจกันอยู่บ้าง ด้วยรสชาติหวานเค็ม กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของไชโป๊หวานมาเจอกับไข่ไก่ในอุณหภูมิน้ำมันที่พอเหมาะ ได้เป็นกับข้าวกินได้ทั้งข้าวต้มและข้าวสวย อร่อยถูกใจสมาชิกในบ้าน

ผู้เขียนเกิดคลั่งไคล้เมนูไชโป๊หวานผัดไข่จากทริปภูเก็ตที่เพิ่งกลับมาเมื่อเดือนก่อน ในร้านอาหารใต้เข้มข้นรสจัด ขณะที่กำลังเผ็ดหูดับจากแกงเหลือง ผัดสะตอกุ้ง ยำมังคุดและน้ำพริกกุ้งเสียบที่เคี้ยวโดนพริกทุกเม็ด ทันทีที่น้ำตาไหลจากความเผ็ดสะสม สายตาพลันเหลือบไปเห็นสมาชิกในโต๊ะสั่งไชโป๊ผัดไข่มา กลายเป็นว่าเหมือนระฆังช่วยชีวิตด้วยความหวานกำลังดีของไชโป๊ผสานกับไข่ที่ผัดมาจนหอมกระทะ อร่อยจนต้องสะดุด เพราะมันทำให้อรรถรสในการรับประทานอาหารวันนั้นเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง เชื่อแล้วว่าอาหารใต้เผ็ดๆ ต้องมีจานเล็กๆ เอาไว้ดับเผ็ดถึงจะลงตัว

แม้ว่าวันนั้นจะรับประทานข้าวสวย ไม่ใช่ข้าวต้ม ไชโป๊หวานเป็นแค่อาหารจานรองที่ไม่โดดเด่นเท่าจานอื่นๆ กลับกลายเป็นจานที่ช่วยสร้างสมดุลให้อาหารร่วมโต๊ะได้มีอรรถรสยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะร้านอาหารใต้มือหนักร้านนั้นเขามีฝีมือในการผัดกับข้าวเป็นทุนเดิม ผู้เขียนสังเกตเคล็ดลับคือ เขาใช้ทั้งกระเทียมและหอมแดง กระเทียมนั้นเป็นกระเทียมไทย โขลกทั้งเปลือก สำหรับหอมแดงเป็นหอมแดงลูกเล็กที่เผ็ดหอมจัดจ้าน เมื่อทั้งสองอย่างมาเจอกับน้ำมันที่ร้อนกำลังเหมาะและผัดอย่างใจเย็นที่เวลาสมควร จนเหลืองได้ที่ กลิ่นหอมของน้ำมันจะเพิ่มขึ้นจากหัวหอมและกระเทียม จนช่วยชูรสให้น้ำมันพืชธรรมดาๆ กลายเป็นหัวน้ำหอมอย่างดีที่เพิ่มความอร่อยให้กับไชโป๊ผัดไข่ธรรมดาๆ จานนี้

ไม่เพียงแค่ฝีมือในการเจียวกระเทียมและหัวหอมที่ใช้ในการผัดไชโป๊หวานเท่านั้น ต้องอาศัยไชโป๊หวานคุณภาพที่เนื้อแน่นๆ ชิ้นโตๆ สักหน่อย สำหรับมือใหม่ในการทำกับข้าว เวลาไปซื้อไชโป๊หวานจะเห็นว่าท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ไชโป๊หวานทั้งชิ้นเห็นเป็นลูกๆ ยาวๆ แล้วก็มีแบบที่ตัดเป็นขนาดต่างๆ กัน ทั้งหั่นเป็นแว่น เป็นเต๋า สับละเอียด และแบบเส้นๆ แต่ละแบบสามารถนำมาปรุงเป็นไชโป๊ผัดไข่ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าชอบเนื้อสัมผัสแบบไหน แบบที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นแบบเส้น เพราะได้ปริมาณไข่ที่กำลังพอเหมาะสัมพันธ์กับเนื้อไชโป๊ แต่ถ้าชอบไชโป๊เน้นๆ แนะนำเป็นแบบแว่น แบบเต๋า จะกัดถูกชิ้นไชโป๊แบบเต็มๆ

ไชโป๊หวานปกติจะมีรสชาติหวานนำชัดเจน สมัยก่อนต้องระวังมากๆ เพราะนอกจากไชโป๊หวานแล้วยังมีไชโป๊แบบเค็ม ซื้อผิดจะเศร้ามากเพราะแทนกันไม่ได้ ปัจจุบันผู้เขียนพบว่าไชโป๊หวานมีขายเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่เห็นแบบเค็มตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แต่ตลาดใหญ่ๆ ยังคงมีอยู่ ไชโป๊แบบหวานจะสังเกตได้ง่ายตรงที่จะอวบเต่งกว่าแบบเค็มที่จะเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด

ไชโป๊หวานคุณภาพดีๆ จะยิ่งเพิ่มความอร่อยมากขึ้น เพราะไชโป๊หวานดีๆ เนื้อจะแน่นเคี้ยวอร่อย สำหรับความหวานในการแช่อิ่มไชโป๊หวานนั้นถือเป็นเทคนิคที่มีผลกับรสชาติ บางเจ้าใช้น้ำตาลทราย บางเจ้าผสมน้ำตาลโตนด บางเจ้าใช้น้ำผึ้ง เรียกว่าหวานทุกสูตร แต่ความหอมจะแตกต่างกันออกไป

วิธีง่ายๆ ที่แนะนำ ต้องตอบให้ได้เสียก่อนว่าคุณชอบรสชาติหวานมากน้อยแค่ไหน ถ้าชอบแค่เนื้อสัมผัสของไชโป๊หวาน แนะนำให้ล้างไชโป๊ด้วยน้ำสะอาดสัก 1-2 น้ำเสียก่อนแล้วสะเด็ดน้ำให้หมาดๆ หากไม่ชอบหวานเลยแนะนำให้ลวกในน้ำเดือดสักครั้งแล้วล้างน้ำเปล่าอีกสักรอบ แบบนี้จะหายหวานไปเยอะกว่าแค่ล้างน้ำ ส่วนใครถนัดหวานๆ จะโยนลงไปผัดเลยก็ไม่ว่ากัน แค่ระวังว่าความหวานจากน้ำตาลในหัวไชโป๊จะทำให้ไหม้ได้ง่ายกว่าสักหน่อย

เคล็ดลับความอร่อยเมื่อเริ่มต้นการผัด นอกจากต้องเจียวกระเทียมและหอมแดงให้เหลืองหอมแล้ว ผู้เขียนนิยมเอาหัวไชโป๊ลงไปผัดกับน้ำมันร้อนๆ ด้วย น้ำมัน ความร้อน จะยิ่งเพิ่มความหอมของไชโป๊ให้มากขึ้นไปอีก ปรุงรสได้เล็กน้อยก่อนที่จะเติมไข่ไก่ลงไป

ขั้นตอนเติมไข่ไก่ก็สำคัญ เพราะไชโป๊วผัดไข่ที่อร่อย ต้องมีทั้งไข่ที่สุกเป็นชิ้นๆ ปะปนกับไชโป๊วเส้น และต้องมีส่วนของไข่ที่เคลือบอยู่บนเส้นไชโป๊บางส่วนแล้วสุกจนเคลือบเส้นไชโป๊จนเหลืองสวย แบบนี้จะอร่อยที่สุด

สำหรับใครที่ชอบเกรียมสักนิด เพราะความเกรียมจะทำให้หอมกลิ่นคาราเมลมากขึ้น แนะนำให้อย่ากลับหรือผัดไชโป๊ถี่เกินไป ต้องรอให้ไข่ ไชโป๊สัมผัสบนกระทะสักระยะจนสีสวยเสียก่อนจึงค่อยกลับแบบนี้จะหอมอร่อย

ท่านไหนที่ไม่ชอบเมนูไชโป๊ผัดไข่ อย่าเพิ่ง “เซย์โน” จนกว่าจะได้ทดลองทำไชโป๊ผัดไข่แบบที่มีรายละเอียดเยอะแยะในฉบับนี้ แล้วคุณจะรู้เลยว่า ไชโป๊ผัดไข่แบบที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณก้นครัวนั้น อร่อยหอมคู่ข้าวต้มมาชามแล้วชามเล่า 

ไชโป๊ผัดไข่ สำหรับ 2-3 คน พร้อมกับข้าวอื่นๆ

ส่วนผสม

ไชโป๊หวาน 200 กรัม

น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ

หอมแดง ซอยตามยาว 2-3 หัว

กระเทียมไทย โขลกหยาบ 2-3 กลีบ

ไข่ไก่ 3 ฟอง

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา

ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา

วิธีทำ

• ล้างไชโป๊ด้วยน้ำสะอาด บีบให้หมาดแล้วผึ่งให้แห้ง

• ตั้งกระทะให้ร้อนจัด เติมกระเทียมและหอมแดงลงไปผัดให้เริ่มเหลือง

• เติมไชโป๊ที่ล้างน้ำไว้ลงไปผัดกับน้ำมันให้หอม เติมเครื่องปรุงลงไปครึ่งหนึ่ง

• แหวกตรงกลางแล้วเติมไข่ไก่ลงไป เติมเครื่องปรุงทั้งหมดลงให้ทั่ว ยีไข่ให้พอแตก ค่อยๆ ตะล่อมไชโป๊ลงมาที่ไข่ที่ยังไม่สุกมาก ผัดอย่างใจเย็นจนไข่เคลือบไชโป๊บ้างและสุกไปเองบ้าง เร่งไฟแล้วตักขึ้นมาใส่จานเสิร์ฟ

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (5)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 13:04 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559120

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (5)

กินข้าวเที่ยงกับปลาคิงกินึ่งซีอิ๊วเสร็จ ฝนเริ่มลงเม็ด เลยต้องรีบขึ้นรถขับฝ่าสายฝนไปยังจุดหมายปลายทางถัดไป ก่อนจะวิ่งรถไกลขอแวะเข้าห้องน้ำที่ Rausu Michinoeki ก่อน เพราะห้องน้ำที่ร้านอาหารทั้งเล็กและจำกัด ตามเมืองเล็กๆ ของญี่ปุ่นจะมี Michinoeki ที่เป็นจุดแวะพักรถ มีสินค้าท้องถิ่นจำหน่าย มีห้องน้ำให้เข้า มีร้านอาหารหรือร้านกาแฟเล็กๆ อยู่ด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีที่น่าจะนำมาเป็นแบบอย่างในบ้านเรา

โดยเฉพาะการส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพราะจุดแวะพักรถส่วนใหญ่ในเมืองไทยคือปั๊มน้ำมันถ้าแต่ละอำเภอแต่ละจังหวัดสามารถจัดสถานที่แวะพักรถแบบนี้ได้ ก็จะเป็นการส่งเสริมทั้งสินค้า บริการและการท่องเที่ยวไปในตัว ได้ทั้งเงินได้ทั้งประชาสัมพันธ์ เพราะคนขับรถทางไกลย่อมอยากจอดรถพักในที่ที่มีความสะดวกสบายและมีของขาย เข้าห้องน้ำเสร็จก็ออกเดินทางต่อไปยังเมือง Nakashibetsu

เดิมทีคุณมินาโกะตั้งใจจะพาไปร้านขายโยเกิร์ตท้องถิ่นชื่อดัง แต่วันนี้ร้านดันปิดโดยไม่ทราบล่วงหน้า จึงต้องเปลี่ยนแผนเป็นไปช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า Tobu South Hills แทน เป็นห้างชั้นเดียวแต่ใหญ่มาก ขนาดประมาณแม็คโครบ้านเรา ด้านในมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านค้าปลีกประเภทเสื้อผ้า รองเท้า และซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งใหญ่มากๆ กะด้วยสายตาเดินจากฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึงต้องมี 200 เมตร

ผมไม่ได้ซื้ออะไรมาก แต่มีเพื่อนฝากซื้อผงชูรสยี่ห้อดัง เลยสอยมาให้ตามต้องการ หลังจากปรึกษากับคุณมินาโกะแล้ว จึงตัดสินใจขับรถตรงเข้าที่พักเลย เพราะตามพยากรณ์อากาศฝนจะตกถึงพรุ่งนี้เช้า นี่เป็นข้อดีอีกประการของการขับรถเที่ยว คือ ไม่ต้องเดินทางตามรายการที่ระบุ ตัดสินใจฉับพลันปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ขอเพียงแค่มีข้อมูลที่เพียงพอ ที่ลานจอดรถผมก็ยังเห็นรถคันอื่นๆ ของลูกค้า FMJ ที่ยังคงเอนจอยช็อปปิ้งอยู่ในห้าง อันนี้คือความอิสระของการขับรถเที่ยว คือไม่ต้องรอกัน

จากห้างสู่จุดหมายปลายทางที่ทะเลสาบ Akan เราใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ทั้งๆ ที่ระยะทางเพียง 80 กว่ากิโลเมตร แต่เนื่องจากฝนตกหนักและช่วงท้ายเป็นเส้นทางขึ้นเขา จึงไม่สามารถทำเวลาได้ เรามาถึงที่โรงแรม Akan Yuku no Sato ในเครือของ Tsuruga เจ้าพ่อเรียวกังแนวไอนุร่วมสมัยของเกาะฮอกไกโดประมาณบ่าย 4 โมง ที่น่าประทับใจ คือ เจ้าหน้าที่ของ FMJ มารออยู่แล้วพร้อมเตรียมกุญแจห้องพักเรียบร้อย และบอร์ดข้อมูลสำคัญของโรงแรมที่เขียนด้วยลายมือ ในระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาต้อนรับ คุณมินาโกะพาไปนั่งรอด้านในซึ่งมีกระบะนึ่งมันเทศฮอกไกโดพร้อมเนยไว้บริการฟรีสำหรับลูกค้า มันร้อนๆ กับเนยนี่มันเข้ากันดีมาก เดิมตั้งใจจะชิมแค่หัวเดียวสุดท้ายไปจบที่ 4 หัว

เจ้าหน้าที่ของโรงแรมมาพาผมไปชมห้องหับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่นี่มี 2 อาคารคือ Yuku no Sato ที่ผมพัก และ Tsuruga Wings ที่เกรดรองลงมาในอาคารถัดไป จริงๆ มีอีกโรงแรมนึงคือ Hinanoza แต่อยู่ห่างออกไปไกลหน่อย เลยเก็บไว้ไปดูวันพรุ่งนี้แทน ดูเสร็จก็ขึ้นห้องพัก คืนนี้ได้พักห้องดีมีอ่างส่วนตัวอีกแล้ว แต่เหมือนเดิมครับ ขอลงไปแช่บ่อรวมดูลาดเลาก่อน คำตอบคือ แช่บ่อรวมครับ ทั้งสวยทั้งใหญ่ แถมมีบ่อกลางแจ้งที่ชั้นดาดฟ้า มองเห็นวิวทะเลสาบอะคังเต็มตา เสียดายที่วันนี้ฝนตกจึงแช่ไม่ได้นาน รีบลงมาทานอาหารค่ำ คืนนี้เป็นชุด Kaiseki เริ่มจากออร์เดิร์ฟหน้าตาดี ตัวแรกนี่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของอาหารได้เลย ถ้าจานแรกดี อนุมานว่าจานถัดไปก็ดีเช่นกัน แต่ถ้าจานแรกแย่ ก็ต้องลุ้นกันต่อ

จานถัดมาคือซาชิมิที่วางมาบนน้ำแข็ง ชิมแล้วสดอร่อยทุกอย่างทั้งกุ้งหอยปลา โดยเฉพาะกุ้งตัวยังใสตายังแป๋วอยู่เลย ซาชิมิเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ถ้ามีการวางจานซาชิมิไว้ตั้งแต่ก่อนเราไปนั่ง ก็พออนุมานได้ว่าคุณภาพยังไม่ถึงระดับ เพราะซาชิมิเน้นที่ความสด ตามด้วยซุปอาหารทะเลรสละมุน ต่อมาเป็นปลาย่างหน้าตาแปลกๆ คล้ายเรือดำน้ำดูแล้วไม่น่ากิน แถมแกะยากเพราะหนังหนาและแข็ง ทางโรงแรมเลยผ่ามาให้เรียบร้อย ผมมีหน้าที่กิน เจ้านายเก่าผมคนนึงเคยกล่าวไว้ว่า ปลาหน้าตาน่าเกลียดหรือก้างเยอะ เนื้อมักอร่อย ซึ่งเป็นจริงดังว่า ปลาตัวนี้เนื้อดีมากทั้งแน่นและมีรสชาติ เบรกด้วยถ้วยธัญพืชแล้วตามด้วยจานหลักเป็น Kushiro Wagyu เนื้อท้องถิ่นชั้นดีที่แน่นแต่นุ่มไม่เหนียวแม้สักนิด ปิดท้ายด้วยไข่ตุ๋น ข้าว ผักดอง และซุป แล้วจบด้วยของหวานหน้าตาดี๊ดีมีชาติตระกูล อิ่มเกินพอดีไปนิดนึง

หลังอาหารค่ำออกไปเดินสำรวจถนนด้านหน้าโรงแรม ที่เป็นเมนสตรีทของเมืองนี้ มีร้านรวงที่ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เยอะเหมือนกัน ร้านส่วนใหญ่ขายของที่ระลึกจำพวกงานไม้แกะสลัก ผ้าและเครื่องแต่งกายของชาวไอนุ คล้ายๆ กับที่เมืองโนโบริเบทสึ แต่ที่นี่ดูใหญ่และเยอะกว่า เนื่องจากฝนตกพรำๆ เลยเดินไปได้ไม่ไกล ย้อนกลับมาเดินเล่นต่อในโรงแรม มีกิจกรรมนึงที่น่าสนใจคือ คนพื้นเมืองหรือชาวไอนุมานั่งเล่าเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันพร้อมเปิดสไลด์ให้ดู มีคนญี่ปุ่นนั่งล้อมวงฟังกันเยอะ มีงานไม้แกะขนาดใหญ่ประดับอยู่โดยรอบ อีกทั้งร้านขายขนมนมเนยของฮอกไกโดก็มีพร้อม ข้อดีของ 2 โรงแรมนี้คือมีทางเชื่อมถึงกันโดยไม่ต้องออกนอกโรงแรม ลูกค้าของทั้งสองแห่งก็สามารถข้ามมาใช้ Facility ของอีกแห่งได้ ทั้งร้านอาหารและออนเซน

ใจนึงก็อยากมาลองแช่ออนเซนฝั่งโรงแรม Wings ดูบ้าง แต่ของฝั่งโรงแรม Yuku no Sato ก็ยังแช่ไม่ครบ รอเวลาอีกแป๊บก็จะเปลี่ยนกะแล้ว หลายโรงแรมมีการสลับห้องออนเซนชายหญิง เพื่อให้ลูกค้าเปลี่ยนบรรยากาศการแช่ บ้างก็เปลี่ยนตอนเช้า บ้างก็เปลี่ยนตอนดึก ของที่นี่เปลี่ยนตอนสี่ทุ่มครึ่ง ซึ่งไม่ผิดหวังเลย บ่อชั้นหนึ่งมีลักษณะของแนวธรรมชาติมากกว่าชั้น 8 ที่น่าประทับใจคือบ่อออนเซนกลางแจ้ง ที่เห็นวิวทะเลสาบเสมือนแช่อยู่ในทะเลสาบเลย แช่เสร็จกลับขึ้นห้อง แอบมองบ่อส่วนตัวอย่างน่าเสียดาย เอาวะพรุ่งนี้ค่อยแช่ในห้องละกัน แล้วก็นอนฟังเสียงฝนริมทะเลสาบ หลับไปแบบไม่รู้ตัว

อนุสรณ์แห่งความรัก ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ก.ค. 2561 เวลา 10:25 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559093

อนุสรณ์แห่งความรัก ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

โดย สืบสิน ภาพ กรกิจ ดิษฐาน

นอกจากหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกง แห่งวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผู้คนมาสักการะกันอย่างหนาตาทุกวันแล้ว ใกล้กันนั้นยังมี “ศาลพระนางสร้อยดอกหมาก” หรือ “ศาลเจ้าแม่แอเนี้ย” อันเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมในยุคก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ที่มีผู้คนที่ต้องการขอพรแห่งความรักมาสักการะไม่น้อยเช่นกัน

ตามตำนานพระราชพงศาวดารเหนือ กล่าวถึงพระนางสร้อยดอกหมากไว้ว่า พระเจ้ากรุงจีนทรงมีบุตรบุญธรรมจากจั่นหมากชื่อว่า สร้อยดอกหมาก ครั้นนางจำเริญวัยเป็นสาวแรกรุ่นที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันงดงาม โหรหลวงได้ทำนายว่าจะได้กษัตริย์กรุงอโยธยาเป็นพระสวามี พระเจ้ากรุงจีนจึงทรงมีพระราชสาสน์มาถวายพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระเจ้าสายน้ำผึ้งหลังจากรับราชสาสน์จึงเสด็จไปกรุงจีนด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย

ด้วยพระบารมีพระราชกุศลที่สั่งสมมาแต่ปางหลังนำพาให้พระองค์ฝ่าภยันตรายไปถึงกรุงจีนด้วยความปลอดภัย พระเจ้ากรุงจีนทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง พร้อมทั้งให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง

เวลากาลผ่านไป พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร พระเจ้ากรุงจีนจึงพระราชทานเรือสำเภา 5 ลำ กับชาวจีนที่มีฝีมือในการช่างสาขาต่างๆ จำนวน 500 คน ให้เดินทางกลับสู่กรุงอโยธยาด้วย

เมื่อเดินทางถึงปากน้ำแม่เบี้ย ใกล้แหลมบางกะจะ (บริเวณหน้าวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน) พระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครก่อน เพื่อจัดเตรียมตำหนักซ้ายขวามาต้อนรับพระนางสร้อยดอกหมาก ครั้นรุ่งเช้าก็จัดขบวนต้อนรับโดยให้เสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่มาอัญเชิญพระนางสร้อยดอกหมากเข้าเมือง โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จไปด้วย พระนางสร้อยดอกหมากไม่เห็นพระเจ้าสายน้ำผึ้งมารับก็เกิดความน้อยพระทัย จึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ พร้อมกล่าวว่า “มาด้วยพระองค์โดยยาก เมื่อมาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับ ก็จะไม่ไป”

เสนาบดีนำความขึ้นกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่น จึงกล่าวสัพยอกว่า “เมื่อมาถึงแล้ว จะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด” ครั้นรุ่งขึ้น พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง เมื่อเสด็จขึ้นไปบนเรือสำเภา พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่ามากมาย พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงทรงสัพยอกอีกว่า “เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด”

ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น เข้าพระทัยผิดคิดว่าตรัสเช่นนั้นจริงๆ ก็เสียพระทัยยิ่งนัก จึงกลั้นพระหฤทัยจนถึงแก่ทิวงคต ณ บนสำเภาเรือพระที่นั่ง ที่ท่าปากน้ำแม่เบี้ยนั่นเอง ยังความโศกสลดพระทัยแก่พระเจ้าสายน้ำผึ้งยิ่งนัก จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระศพมาพระราชทานเพลิงที่แหลมบางกะจะ และสถาปนาบริเวณนั้นเป็นพระอารามนามว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” หรือ “พแนงเชิง” ซึ่งแปลว่า “พระนางผู้มีแง่งอน”

พร้อมทั้งสร้างศาลขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักนั่นก็คือ ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากนั่นเอง และศาลแห่งนี้ยังถือเป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างไทย-จีนมาช้านานตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา จนปัจจุบัน ยังมีการจัดงานสืบสานประเพณีจีน เช่น งานเทกระจาด งานล้างป่าช้าจีน เป็นต้น

ศาลพระนางสร้อยดอกหมากนั้นเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบจีน ป้ายหน้าศาลมีทั้งอักษรไทยและจีน เขียนว่า เปยเหนียง หากแปลแยกจะได้ความว่า หญิงสาวผู้โศกเศร้า แต่หากแปลรวมจะหมายถึง พระแม่ผู้เปี่ยมเมตตา

ตัวศาลเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น ตกแต่งลวดลายปูนปั้นสวยงาม ชั้นล่างเป็นเจ้าที่ ส่วนชั้น 2 ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งนับถือกันว่าเป็นตัวแทนรูปเคารพของพระนางสร้อยดอกหมาก อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากที่แต่งองค์แบบจีน ชาวจีนให้ความเคารพนับถือมาก แทบทุกคนเมื่อมาปิดทองหลวงพ่อโตในพระวิหารแล้ว จะต้องแวะมาสักการะองค์เจ้าแม่สร้อยดอกหมากด้วย ที่สำคัญศาลแห่งนี้ยังเก็บสมอเรือเก่าแก่ไว้อันหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นสมอเรือของพระนางสร้อยดอกหมากนั่นเอง

ความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก มีผู้กล่าวขานมาเนิ่นนาน ว่ากันว่าท่านเป็นผู้ถือพระองค์ และมีรักเดียวใจเดียวต่อพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ไม่โปรดให้ผู้ชายเข้าไปแตะต้องพระรูปของท่านไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อหลายสิบปีก่อนเคยมีผู้ชายเข้าไปทำความสะอาดพระรูปเจ้าแม่ ปรากฏว่า เมื่อชายผู้นั้นกลับไปบ้านก็เกิดเจ็บอย่างกะทันหันและถึงแก่ความตายไปโดยไม่รู้สาเหตุ และหากย้อนหลังไปอีก เหตุการณ์เช่นกรณีนี้ก็เคยมีผู้ชายเข้าไปทำความสะอาดพระรูปเจ้าแม่แล้วถึงแก่ความตายถึง 2 คน และเป็นความตายโดยฉับพลันทั้งสิ้น จึงเป็นที่รู้กันว่า เจ้าแม่ไม่ยินดีและไม่ยอมให้ชายคนใดถูกพระวรกายของท่าน

แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เวลามีงานงิ้วเดือน 9 ของวัดพนัญเชิง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก จะมีการทำพิธีบูชาเจ้าแม่ การแห่เจ้าแม่ออกนอกศาลก็เพียงแต่ใช้วิธีอัญเชิญเอาเฉพาะกระถางธูปออกไปเท่านั้น ในงานนี้จะมีบรรดาคนทรงเจ้าแม่สร้อยดอกหมากมาจากทั่วทุกสารทิศ เล่ากันว่าเมื่อประทับทรงเจ้าแม่สร้อยดอกหมากนั้น ร่างทรงซึ่งปกติจะพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ก็กลับกลายเป็นพูดจีนได้อย่างน่าอัศจรรย์

สมัยก่อนเจ้าหน้าที่ประจำศาลเจ้าแม่เป็นคนจีน ฟังภาษาจีนและพูดภาษาจีนได้เล่าว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากเคยถามหาทรัพย์สมบัติโบราณที่พระองค์นำมาจากเมืองจีนและเคยเก็บรักษาไว้ที่นี่ ตอนนี้เอาไปเก็บเสียที่ไหนแล้ว และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ที่ดูแลศาลเคยเห็นเจ้าแม่มาแล้ว ท่านจะแต่งชุดจีนสีขาว พระพักตร์สวยมาก

ปัจจุบันความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ก็ยังคงมีอยู่ ใครมาบนบานขออะไรท่านไม่ว่าจะขอลูก ขอความสำเร็จหรือขอให้มีความรักก็มักจะได้ตามนั้น จนมีผู้นำของมาแก้บนเต็มไปหมด โดยส่วนมากจะบนด้วยสร้อยไข่มุก เครื่องสำอาง สิงโตเชิด และเครื่องสังเวย

ตำนานรักเรื่อง “เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก” ยังเป็นตำนานแห่งการสร้างวัดพนัญเชิงวรวิหาร ซึ่งทำให้ต่างมีความเชื่อกันว่า เจ้าแม่สร้อยดอกหมากสามารถดลบันดาลให้ผู้ที่กราบไหว้ได้สมปรารถนาดังที่ขอไว้ได้ทุกเรื่องทุกประการ 

ฮอยอัน เหลืองดี มีเสน่ห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 13:38 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559042

ฮอยอัน เหลืองดี มีเสน่ห์

ทำไมเวลาที่เอ่ยชื่อเมือง “ฮอยอัน (Hoi An)” แล้วคนส่วนใหญ่จะมีคำสร้อยต่อท้ายว่า “…ฉันรักเธอ” หรืออาจเป็นเพราะคนไทยรู้จักชื่อเมืองนี้จากละครไทยเรื่องหนึ่งที่เคยโด่งดังในอดีต (พ.ศ. 2548) เกิดเป็นกระแสนิยมท่องเที่ยวเวียดนามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งทุกวันนี้ฮอยอันก็ยังเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนไทยเช่นเคย แถมบางคนยังไปเที่ยวซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆ ที่เมืองนี้เป็นเมืองเล็กนิดเดียวเอง ไปครั้งเดียวก็น่าจะเที่ยวทั่วเมืองแล้วไม่ใช่หรือ คำตอบน่าจะเป็นเพราะคนที่ได้ไปฮอยอันจำต้องหลงเสน่ห์เมืองนี้ทุกคน

คำว่า ฮอยอัน หมายถึง “ที่ที่คนมาพบกันอย่างสันติ” คนเวียดนามออกเสียงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “โห่ยอัน” เป็นเมืองเล็กๆ ปากแม่น้ำทูโบน (Thu Bon River) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรจามปาโน่นเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงศตวรรษที่ 16-17 เป็นยุคที่เมืองท่าแห่งนี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อตลาดการค้าเครื่องเทศของจามปา โดยสมัยนั้นผู้คนรู้จักเมืองท่าแห่งนี้ในชื่อเดิมว่า “ไฮโฟ (Hai Pho)” และด้วยความรุ่งเรืองทางการค้า ทำให้มีชาวต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนที่มาจากหลากหลายมณฑล ชาวโปรตุเกส ชาวดัตช์ ชาวอินเดีย และชาวญี่ปุ่น

คลองเล็กๆ ที่เชื่อมกับแม่น้ำทูโบนแบ่งพื้นที่เมืองออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นชุมชนชาวญี่ปุ่น ส่วนอีกฝั่งเป็นชุมชนชาวจีน ซึ่งต่อมามีการสร้างสะพานข้ามคลองเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางไปมาระหว่างสองฝั่ง โดยชาวญี่ปุ่นเป็นคนสร้างจึงมีสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นและถูกเรียกจนติดปากมาถึงปัจจุบันว่า “สะพานญี่ปุ่น (Japanese Bridge)” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่ และกลายเป็นแลนด์มาร์คของเมืองฮอยอันไปแล้ว แถมยังปรากฏให้เห็นอยู่บนด้านหลังของธนบัตรมูลค่า 2 หมื่นด่อง อีกด้วย

เมืองท่าฮอยอันเริ่มหมดบทบาทลงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เพราะปากแม่น้ำเริ่มตื้นเขิน พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ไปสร้างเมืองท่าแห่งใหม่ขึ้นที่ดานัง (Da Nang) ทิ้งให้ฮอยอันเงียบเหงาอยู่ข้างหลัง จนกระทั่งมีการโปรโมทให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ฮอยอันจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในปี 1999 เขตเมืองเก่าริมแม่น้ำทูโบนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ด้วยเหตุผลที่เมืองนี้ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีและเป็นตัวอย่างของเมืองท่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศตวรรษที่ 15-19

นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มักเข้าใจผิดว่าฮอยอันคือเมืองเก่าบนพื้นที่ 2.8 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วเมืองฮอยอันทั้งเมืองมีพื้นที่รวมถึง 60 ตารางกิโลเมตร แต่คนส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวก็จะตรงมาที่เขตเมืองเก่าแห่งนี้เท่านั้น

ประชากรของฮอยอันมีแค่ประมาณ 1.2 แสนคนเท่านั้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปที่นั่นมีมากกว่าคนท้องถิ่นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เห็นเดินกันเกลื่อนเมืองฮอยอันนั้นเป็นนักท่องเที่ยวเกือบทั้งหมดเลย เพราะแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาที่ฮอยอันไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน แล้วนักท่องเที่ยวเขามาทำอะไรกันมากมายที่เมืองนี้ คำตอบง่ายๆ ก็คือมาเที่ยวชมและมารื่นรมย์กับบรรยากาศเมืองเก่าฮอยอัน

เขตเมืองเป็นกลุ่มอาคารสีเหลืองเข้ม (คล้ายสีขมิ้น) ที่มีการวางผังเมืองแบบตะวันตก คือมีอาคารที่แบ่งเป็นห้องหน้ากว้างใกล้เคียงกันและหน้าบ้านทุกหลังหันเข้าหาถนน ซึ่งเชื่อมต่อและตัดกันเป็นระบบกริด อาคารเกือบทุกหลังทาสีโทนเดียวกันหมด ไม่เว้นแม้แต่อาคารสร้างใหม่ที่อยู่นอกเขตเมืองเก่าก็พลอยทาสีเหลืองเข้มไปด้วย ซึ่งทำให้เขตเมืองเก่าดูกว้างออกไปยิ่งกว่าเดิม

เขตเมืองเก่าไม่ได้มีประตูเมืองปิดกั้น ดังนั้นใครจะเดินเข้าไปเที่ยวเลยก็ได้ ไม่มีค่าผ่านประตู เพียงแต่ในเมืองแห่งนี้มีสถานที่เก่าแก่ซึ่งต้องมีค่าบำรุงรักษา ดังนั้นการจะเข้าไปชมในบ้านหรือพิพิธภัณฑ์ ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายนิดหน่อย โดยนักท่องเที่ยวสามารถซื้อคูปองชุดได้ที่จุดขายคูปองตรงทางเข้าเมืองเก่า ราคาชุดละ 1.2 แสนด่อง หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 170 บาท คูปองชุดดังกล่าวจะสามารถใช้ผ่านเข้าชมสถานที่สำคัญๆ ได้ทั้งหมด 5 สถานที่ด้วยกัน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเข้าชมได้ทุกสถานที่ที่เก็บค่าผ่านประตู ดังนั้น จึงต้องเลือกว่าจะเข้าไปชมสถานที่ใดบ้าง

สถานที่แรกที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดก็คือไปชมการแสดงที่ Hoi An Traditional Art performance house ซึ่งจะมีการแสดงร้องเพลง ร่ายรำ และมีการละเล่นให้ชมกันวันละ 3 รอบ คือ เวลา 10.15 น. 15.15 น. และ 16.15 น. แต่ด้วยขนาดของโรงละครที่ไม่ได้กว้างขวางมาก นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากพลาดที่นั่ง ก็ต้องไปก่อนเวลาเริ่มการแสดงมากสักหน่อย

หลังจากชมการแสดงที่มีความยาวกว่า 1 ชั่วโมงจบแล้ว เราก็จะเหลือคูปองอีก 4 ใบ แนะนำว่าให้ไปใช้คูปองอีกหนึ่งใบที่สะพานญี่ปุ่น เพราะถึงแม้ว่าเราจะไปชมและไปถ่ายรูปกับสะพานญี่ปุ่นได้โดยไม่เสียเงิน แต่การจะเดินเข้าไปชมในอาคารที่อยู่บนสะพานก็ต้องเสียค่าเข้าชม ส่วนด้านบนสะพานทำเป็นอาคารที่มีหลังคาครอบ ฝั่งหนึ่งเป็นช่องทางเดิน อีกฝั่งถูกสร้างเป็นห้อง คล้ายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีรูปปั้นเทพเจ้า และมีแท่นสักการะ

รูปปั้นเทพเจ้าลิงเพราะว่าสะพานนี้เริ่มสร้างในปีวอก และรูปปั้น (เทพเจ้า) สุนัข เพราะสะพานนี้สร้างเสร็จในปีจอ

ใกล้กับสะพานญี่ปุ่นจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ไม่ควรพลาด นั่นก็คือสมาคมจีนกวางตุ้งที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ซึ่งภายในรั้วของสมาคมจะมีทั้งวัดและอาคารที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เพราะในสมัยนั้นชาวจีนกวางตุ้งที่มาค้าขายที่ฮอยอัน มีความมั่งคั่งร่ำรวย ก็ช่วยกันสร้างสถานที่นี้ขึ้นมา โดยหลายๆ ชิ้นส่วนของอาคาร ก็ถูกทำขึ้นที่ประเทศจีน แล้วส่งลงเรือมาประกอบที่ฮอยอัน ทำให้มีความเป็นศิลปะแบบจีนอย่างชัดเจน

ส่วนที่เป็นไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ คือ รูปปั้นมังกรในสระน้ำที่ปั้นได้อ่อนช้อยแต่ดูแข็งแรง มีการประดับเกล็ดมังกรด้วยชิ้นกระเบื้องและแก้วอย่างงดงาม ทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้เข้ามาที่นี่มักจะใช้เวลาเดินชมและถ่ายรูปเล่นอยู่นานเลยทีเดียว

นอกจากสมาคมจีนกวางตุ้งแล้ว ยังมีสมาคมจีนฮกเกี้ยน หรือจีนฟูเจี้ยนอีกต่างหาก เพราะแผ่นดินจีนที่กว้างใหญ่ ทำให้มีคนจีนจากหลายมณฑลเข้ามาที่นี่ และรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนตามพื้นเพเดิม ซึ่งจีนฮกเกี้ยนเป็นสมาคมจีนที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 5 สมาคมจีนในฮอยอัน โดยด้านในมีวัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่าวัดเทียนหาว ที่นอกจากจะยิ่งใหญ่แล้ว ยังมีความสวยงามอีกด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า คนที่ชอบถ่ายภาพไม่ควรพลาดไปวัดนี้

หลังจากเยี่ยมชมสมาคมจีนทั้งสองที่แล้ว ก็ลองหาเวลาแวะไปบ้านตระกูลเติ่นกี๋ (Tan Ky) บ้านคหบดีใจบุญผู้เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านในสมัยก่อน ซึ่งเราสามารถใช้คูปองเข้าไปชมในบ้านหลังนี้ได้ โดยด้านในก็จะเห็นการตกแต่งที่สวยงาม ด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่บ่งบอกถึงความมีฐานะของเจ้าของบ้าน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าของบ้านนี้ ที่ชื่อว่า ลีเติ่นกี๋ ว่าเป็นเด็กกำพร้าฐานะยากจน แต่ขยันขันแข็งทำงาน จนมีฐานะร่ำรวย เป็นเจ้าของที่ดินและไร่นาจำนวนมาก แต่ท่านก็เป็นคนใจบุญสุนทาน ใครเดือดร้อนอะไรมา ท่านเศรษฐีลีเติ่นกี๋ ก็ช่วยเหลือตลอด จนแก่ตัวลงก็ยกสมบัติให้ลูก แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านท่ามกลางธรรมชาติจนสิ้นชีวิต และเมื่อชาวบ้านทราบข่าวการตายของเศรษฐีลีเติ่นกี๋ต่างก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันลูกหลานตระกูลเติ่นกี๋ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านนี้แล้ว จึงเปิดให้คนเข้าชมข้าวของเครื่องใช้และเรียนรู้เรื่องราวช่วงหนึ่งของเมืองท่าฮอยอัน ผ่านความเป็นอยู่ของตระกูลเติ่นกี๋

มีบ้านของตระกูลเก่าแก่อีก 2-3 ที่สำหรับคนที่สนใจ และยังมีพิพิธภัณฑ์เซรามิก พิพิธภัณฑ์การค้า พิพิธภัณฑ์พื้นเมือง ซึ่งถ้าจะเข้าชมให้ได้ครบทั้งหมดในหนึ่งวัน คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นคงต้องตัดสินใจเลือกไปเฉพาะสถานที่ที่เราสนใจจริงๆ เพราะต้องไม่ลืมเผื่อเวลาออกมาถ่ายรูปเล่นกับถนนและอาคารสวยๆ ด้านนอกด้วย

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

ร้านอาหารออร์แกนิก ‘ออกัส’เต็มรสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559007

ร้านอาหารออร์แกนิก ‘ออกัส’เต็มรสชาติ

โดย จะเรียม สำรวจ

ใครที่รักสุขภาพชื่นชอบอาหารออร์แกนิก อยากแนะนำให้แวะมาชิมอาหารและเครื่องดื่มที่ร้านออกัส ตั้งอยู่ชั้น 2 โซนฟู้ดวอล์ก ของศูนย์การค้าเมกาบางนา จุดเด่นของร้านนี้คือการมีเมนูอาหารแบบออร์แกนิก 100%

ตาล ฝ่ายการตลาดของร้านออกัส เล่าให้ฟังว่า จุดเด่นของร้านออกัสที่แตกต่างไปจากร้านอาหารออร์แกนิกทั่วไปคือ การใช้วัตถุดิบที่ไม่มีสารเคมี หรือสารตกค้างมาทำอาหาร เนื่องจากทางร้านห่วงใยใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ และต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสกับอาหารออร์แกนิกอย่างแท้จริง จึงต้องคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ

ดังนั้น วัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบอาหาร โดยเฉพาะผัก ตาล บอกว่าเป็นวัตถุดิบออร์แกนิก 100% เพราะสั่งตรงมาจากเกษตรกรที่ปลูกผักออร์แกนิก

ในส่วนของเมนูอาหารก็มีให้เลือกอย่างหลากหลายเกือบ 100 เมนู ทั้งเมนูอาหารไทย และเมนูอาหารฝรั่ง มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างน้ำผักผลไม้สกัดเย็น เช่น น้ำดีทอกซ์ ซึ่งประกอบไปด้วยแอปเปิ้ลเขียว ต้นอ่อนข้าวสาลี แตงกวา ปวยเล้ง และน้ำมะนาว

นอกจากนี้ ยังมีน้ำไฟต์เตอร์ ซึ่งประกอบไปด้วยแครอต สับปะรด และแอปเปิ้ลเขียว รวมไปถึงน้ำเรเดียนท์ สกิน ประกอบไปด้วยบีตรูต สับปะรด และมะเขือเทศ ซึ่งทั้ง 3 สูตรเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

สำหรับเมนูอาหารที่ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านมาแล้วต้องสั่ง ถ้าเป็นเมนูอาหารไทยคือ ลาบควินัว เมี่ยงปลากะพงทอด ข้าวผัดสมุนไพร แกงเหลืองปลากะพง ต้มกะทิสายบัวปลาทู และคะน้าปลาเค็ม

แต่ถ้าเป็นเมนูอาหารฝรั่งมาถึงแล้วต้องลองชิมคือ ซุปครีมเห็ดข้น สเต๊กปลากะพงมันม่วง ซี่โครงหมูบาร์บีคิว สปาเกตตีผัดพริกแห้งปลาสลิดกรอบ และออกัสการ์เดนควินัวสลัด

ใครที่สนใจจะเข้ามาชิมอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกที่ร้านออกัสก็แวะมาได้ สาขาเมกาบางนาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ส่วนสาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 วันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 10.30-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดให้บริการเวลา 10.00-22.00 น.

ใกล้สาขาไหนก็ลองแวะเข้าไปชิม ใครที่กลัวว่าอาหารออร์แกนิกจะรสชาติจืด ฝากบอกว่าไม่ใช่ร้านออกัสแน่นอน 

เปิดบันทึกการเดินทางของ ชาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 10:16 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/559002

เปิดบันทึกการเดินทางของ ชาลี

โดย รอนแรม ภาพ : ชาลี

หนุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ออกเดินทางพร้อมกล้องคู่ใจไปค้นหามุมมองใหม่ ซึ่งสุดท้ายเขากลับค้นพบอีกด้านหนึ่งของชีวิต “โจ้” วันชนะ บัวเผื่อน ช่างภาพอิสระและเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ชาลี เล่าว่า การเดินทางทำให้เขาเปลี่ยนจากคนเที่ยวกลางคืนมาเป็นนักเดินทาง ที่พร้อมเปิดรับประสบการณ์และกล้าค้นหาสิ่งใหม่อยู่เสมอ

“ผมเป็นคนชอบถ่ายภาพและชอบเที่ยวอยู่แล้ว ทำให้มีรูปเก็บไว้เยอะมาก เลยอยากจะหาที่เก็บรูปและที่ที่ผมสามารถแชร์ประสบการณ์ที่ไปเที่ยวมาได้ เพื่อนเลยแนะนำให้ผมลองเปิดเพจดู ซึ่งไม่คิดว่าจะมีคนติดตามมากมายขนาดนี้” โจ้เล่าถึงที่มา

เขาเปิดเพจชาลีเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน ปัจจุบันมียอดไลค์มากกว่า 1 แสน พร้อมรูปและเรื่องราวอีกนับไม่ถ้วน

“ถ้าถามถึงคอนเซ็ปต์ของเพจ ผมจะชอบเล่าเรื่องคือ เล่าตั้งแต่ออกจากบ้านว่าเดินทางยังไง พักที่ไหน ไปถึงที่นั่นแล้วทำอะไรบ้าง เล่าเหมือนผมเขียนไดอารี่ว่าแต่ละวันไปเจออะไรมา ประทับใจอะไร หรือมีอุปสรรคตรงไหน เพื่อให้คนอ่านอ่านแล้วจะรู้สึกว่าเขาไปกับเรา หรือถ้าเขาอยากเดินทางเองก็สามารถนำเรื่องราวตรงนี้ไปตามรอยได้”

โจ้ กล่าวด้วยว่า เขาชอบท่องเที่ยวแบบเน้นธรรมชาติ เดินป่า ขึ้นเขา กางเต็นท์ โดยเริ่มเที่ยวสไตล์นี้มานานกว่า 4 ปี และไปมาแล้วกว่า 10 ประเทศ

“การเดินทางทำให้รู้จักคนเยอะขึ้น” แบ็กแพ็กเกอร์วัย 26 ปี กล่าว

“และมันยังเปลี่ยนการใช้ชีวิตของผม จากเมื่อก่อนผมเป็นคนเที่ยวกลางคืน ใช้เงินไปกับตรงนั้นเยอะ แต่พอได้ท่องเที่ยวแล้วทำให้รู้สึกว่าการใช้เงินเพื่อไปเที่ยวในประเทศใหม่ๆ หรือสถานที่ใหม่ๆ มันคุ้มค่าและมีประโยชน์กว่าเยอะเลย บางคนบอกว่าไปเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินเยอะ แต่สำหรับผมผมคิดว่า มันไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถ้าเราวางแผนงบ วางแผนการเดินทางให้ดี เราก็จะควบคุมเงินให้อยู่ในงบประมาณได้”

นอกจากข้อมูลเรื่องการเดินทางอย่างละเอียดยิบ โจ้ ยังสอดแทรกเทคนิคการถ่ายภาพ เช่น การใช้กล้อง และเผยจุดหรือมุมใหม่ๆ ที่สวยไม่เหมือนใคร เพื่อให้คนที่ไปตามรอยได้ภาพมุมเดียวกับที่เขาไปมา

ทิ้งท้ายกับคำถามชวนสงสัยถึงที่มาของชื่อเพจ ชาลี ว่าทำไมถึงใช้ชื่อนี้ เขาตอบว่า มันเป็นความตั้งใจที่อยากตั้งชื่อให้ไม่เหมือนคนอื่น แต่ก็อยากใช้ชื่อที่ติดหูและจำได้ง่าย เขาจึงคิดถึง ชาร์ลี แชปลิน นักแสดงตลกที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก และแฝงไปด้วยความหมายว่า

“อยากให้คนที่เข้ามาอ่านแล้วสนุก เหมือนกำลังดูชาลีอีกคนที่กำลังสร้างความสนุกและเพลิดเพลินไปด้วยกัน”

ติดตามไดอารี่เล่มหนา หรือร่วมเดินทางไปกับทริปที่เขาจัดเองได้ที่เพจ ชาลี นอกจากนี้ เขายังสัญญาว่าจะพยายามหามุมถ่ายรูปใหม่ๆ และหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ซ้ำใครมาให้เพื่อนๆ ได้ติดตาม