ผัดไทย ร้านคุณน้อง อร่อยสมร่ำลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561177

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 17:56 น.

ผัดไทย ร้านคุณน้อง อร่อยสมร่ำลือ

เรื่อง/ภาพ ชายโย

ผัดไทยเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ใครๆ ก็ชอบรับประทาน แต่ครั้นจะหาร้านอร่อยถูกปากนั้น ก็ต้องใช้เวลาแสวงหากันสักหน่อย หากได้มีโอกาสเดินทางไปแถวพระที่นั่งอนันตสมาคม เราแนะนำให้เดินทางมาที่ร้านคุณน้อง

หากมาทางถนนสามเสน ผ่านโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนอู่ทองนอก จากนั้นให้เลี้ยวขวาซอยสถาบันกวดวิชา one2one เข้าซอยมาประมาณ 50 เมตร ให้เลี้ยวซ้ายซอยแรก เป็นร้านรั้วสีขาวเล็กๆ ตั้งอยู่ในซอยแต่มีชื่อเสียงจากสูตรผัดไทยชาววังจนบอกปากต่อปาก

เดินเข้ามาในร้านเราจะเห็นทั้งผัดไทย ขนมจีนแกงเขียวหวาน และข้าวคลุกกะปิ ลองสั่งผัดไทยมารับประทานสักจานก็ดูน่าประทับใจไม่น้อย เส้นเหนียวนุ่มส่งกลิ่นหอมของเส้นจันท์ผัดอย่างกลมกล่อม รสชาติออกมากำลังดี ห่อไข่ให้ดูน่ารับประทาน ซึ่งหาร้านที่จะทำผัดไทยห่อไข่แบบนี้น้อยลงทุกที

โรยหน้าด้วยกุ้งแห้งทอดแล้วนำมาคลุกน้ำตาล ตัดตักรับประทานกับผักสด ถั่วงอก ใบบัวบก และหัวปลี รวมเครื่องทุกอย่างที่ต้องมีในผัดไทยแบบไม่ต้องถามหาไม่ต้องปรุงก็อร่อย อยากเพิ่มรสชาติไหนก็มองหาเครื่องปรุงโรยตามชอบ เป็นผัดไทยสูตรชาววังที่คุณยายของเจ้าของร้านได้มาสมัยทำงานในครัววังรัชกาลที่ 6

นอกจากผัดไทยแล้ว ที่อร่อยไม่แพ้กันก็คือ ขนมจีนแกงเขียวหวาน ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังแน่นอน รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม น้ำไม่ข้นไม่เหลวจนเกินไป แตะน้ำปลาที่ปลายช้อนเหยาะเพียงเล็กน้อย ยิ่งทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น

เมนูแนะนำอีกอย่างที่ขายดีจนหมดก่อนบ่าย อย่างกากหมูทรงเครื่อง ที่คลุกเคล้าเครื่องปรุงจนได้ที่คลุกเคล้ากับน้ำตาล เกลือ พริกป่น รสชาติอร่อยเข้มข้นอย่างไม่ควรพลาด

ก่อนกลับลองสั่งข้าวคลุกกะปิ ที่ให้เครื่องมาอย่างแน่น หอมข้าวคลุกกะปิ มีความหวานจากหมูหวาน ปนรสเค็มจากกุ้งแห้งทอดคลุกน้ำตาล แบบเดียวกับเครื่องผัดไทย ทำให้ข้าวคลุกกะปินี้เป็นอีกหนึ่งเมนูน่าลองสำหรับร้านคุณน้อง หากสนใจร้านเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-14.00 น. สอบถามโทร. 02-281-3529, 08-6811-9904

ไก่บ้านพริกไทยดำ สองทศวรรษแห่งความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561175

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 17:10 น.

ไก่บ้านพริกไทยดำ สองทศวรรษแห่งความอร่อย

เรื่อง: วรธาร ทัดแก้ว ภาพ: ทวีชัย ธวัชปกรณ์

พลับพลาไชยเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหารมากมาย หนึ่งในร้านฮอตและเป็นที่รู้จักของลูกค้าในละแวกเยาวราช วรจักร ป้อมปราบ คลองถม พลับพลาไชย ยศเส ไปจนถึงโบ๊เบ๊ คงต้องยกให้ร้านไก่บ้านพริกไทยดำ ร้านอาหารไทยและสไตล์อีสาน อยู่ถนนไมตรีจิตต์ ตรงข้ามประตูทางเข้าวัดพลับพลาไชย ใกล้ห้าแยกพลับพลาไชย เป็นร้านที่โดดเด่นในเรื่องวัตถุดิบและรสชาติอาหารที่คงความอร่อยมาเกือบสองทศวรรษ

ลักษณะร้านเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ห้อง มี 2 ชั้น ชั้นล่าง ด้านหน้า ส่วนหนึ่งถูกแบ่งเป็นห้องกระจกสำหรับย่างไก่ ปลา หมู โดยเฉพาะ จึงไม่ต้องกลัวว่ากลิ่นหอมของไก่ หรือควันจะโชยเข้าไปในห้องอาหารซึ่งเป็นห้องแอร์ อีกส่วนหนึ่งถูกแบ่งเป็นเคาน์เตอร์และโต๊ะอาหารประมาณ 7 โต๊ะ

ถัดจากห้องอาหารไปด้านหลังจะเป็นครัวและมีบันไดขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งชั้น 2 จะมีที่นั่งอีก 5 โต๊ะ โดยโต๊ะกลมขนาดใหญ่ 1 โต๊ะ ไว้รองรับลูกค้า ปัจจุบันมี ติ่ง-อารักษ์ พัฒนเศรษฐ์ ลูกชายคนที่สองของเจ้าของร้าน (นิตยา รุ้งทวีทรัพย์) ที่สืบทอดกิจการร่วมกับคุณน้า (น้องสาวแม่) อีกสองคนที่ทำด้วยกันมาตั้งแต่แรก

เจ้าของร้าน (น้ากับหลานชาย)

“ตอนแรกที่เปิดร้านจะเป็นอาหารอีสาน มีลาบ ไก่ย่าง ส้มตำ น้ำตก ยังไม่มีอาหารไทย รสชาติอาหารไม่ได้เน้นจัดจ้านตามสไตล์อาหารอีสาน คุณแม่จะปรับลดจัดจ้านลงมาให้มีความกลมกล่อมเหมาะกับคนภาคกลาง โดยเฉพาะคนที่อยู่ละแวกนี้คนไทยเชื้อสายจีนจะเยอะและชอบมารับประทานอาหารที่ร้านประจำ

ต่อมาด้วยความที่ร้านอาหารต่างๆ เกิดขึ้นรายรอบและมีการแข่งขันสูงเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าคุณแม่กับคุณน้าจึงมีการเพิ่มเมนูอาหารไทยเข้ามามากมายหลายเมนู มีทั้งประเภทไข่ กุ้ง ปลาหมึก ผัดผัก ของทอด รวมทั้งประเภทปลา ทั้งยำ ต้ม ย่าง ขณะที่อาหารสไตล์อีสานก็หลากหลายไม่แพ้กัน

ถ้าเปิดเมนูอาหารไทยและอีสาน รวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 140 เมนู หากนับขนมหวานและอาหารจานเดียวด้วยก็อยู่ราวๆ 155 เมนู เรียกว่าถึงเป็นร้านอาหารไม่ใหญ่มาก แต่เมนูก็มากพอที่ลูกค้าเข้ามาร้านแล้วต้องได้รับประทานอาหารที่ตัวเองชอบแน่นอน เพราะอาหารหลากหลายราคาก็ไม่แพง ที่สำคัญวัตถุดิบคุณภาพ สะอาด และมีความสดใหม่” อารักษ์เจ้าของร้านให้ข้อมูลร้าน

หันมาเมนูอาหาร ถ้าเป็นซิกเนเจอร์และพระเอกของร้านจะเป็นเมนูอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ไก่บ้านพริกไทยดำ” ความอร่อยระดับ 5 ดาว สีสันน่ากิน เนื้อไก่แน่น ไก่ที่ย่างเสร็จแล้วจะมีความนุ่ม ไม่แห้งกระด้าง เวลาเคี้ยวเนื้อจะหนึบนุ่มชุ่มฉ่ำปาก รสชาติอร่อยถึงใจ ตอนสับใส่จานมาเสิร์ฟใหม่ๆ กลิ่นจะหอมฉุยมาก

เมนูไก่บ้านพริกไทยดำ

หอมทั้งเนื้อไก่ จากการหมักด้วยสูตรเฉพาะของร้าน ซึ่งสัมผัสได้เวลาเคี้ยวกลิ่นจะหอมแตะจมูก หอมทั้งจากงาดำและกระเทียมเจียวโรยหน้า กินกับน้ำจิ้มหวาน หรือจะจิ้มน้ำมะขามก็อร่อย สูตรเด็ดของทางร้าน…โอ้โฮช่างถูกปากอะไรอย่างนี้ มิน่าคนกรุงหรือคนไทยเชื้อสายจีนถึงชอบมากินที่ร้านประจำ

“สำหรับไก่เราใช้ไก่บ้านเขาสวนกวาง (อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ถิ่นเลื่องชื่อเรื่องไก่บ้าน) จากแหล่งที่เลี้ยงตามธรรมชาติที่สะอาดปลอดภัย เนื้อไก่จะแน่นและหวาน เวลาย่างจะย่างทั้งตัว เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่สูตรการหมักไก่ คุณแม่จะใช้เวลาหมักประมาณ 30 นาทีแล้วนำไปย่าง” อารักษ์ กล่าว

ขณะที่เมนูอื่นๆ ที่ทางร้านนำเสนอวันนี้ เมนูที่เซอร์ไพรส์หน่อยก็คงเป็นส้มตำเบคอนถือว่าแปลกดี ซึ่งจริงๆ แล้วเมนูส้มตำของทางร้านมีมากถึง 17 เมนู ตำไทย ตำปู ตำปลา ยืนพื้นอยู่แล้วร้านไหนก็มี แต่ร้านนี้มีตำแปลกๆ เยอะ เช่น ส้มตำหอยดอง ส้มตำแครอต ส้มตำหมูย่าง ส้มตำหมูยอ ส้มตำผลไม้ ส้มตำข้าวโพด และอื่นๆ รวมถึงส้มตำเบคอน

เมนูส้มตำเบคอน

“ส้มตำเบคอนใช้เส้นมะละกอและแครอต ใส่ครีมสลัดและเบคอน คุณแม่กับคุณน้าได้ไอเดียจากสลัดฝรั่งในเมื่อใส่สลัดได้ทำไมจะใส่ในส้มตำไม่ได้ก็เลยเป็นที่มาของเมนู เบคอนจะนำไปทอดก่อนแล้วเอามาโรยหน้า ส่วนรสชาติส้มตำอารมณ์ตำไทยแต่ไม่เปรี้ยว ออกหวานมันเค็มจากเบคอน เด็กกินได้ผู้ใหญ่ชอบลองครับ”

เมนูอื่นที่น่าสนใจ เช่น ปลากะพงโบราณ แล่เนื้อปลาเป็นชิ้นแล้วนำไปทอดกรอบ ราดด้วยเครื่องยำสมุนไพรสูตรเฉพาะของทางร้านพร้อมน้ำราดซอสมะขามอร่อยมากครับ เหมาะสำหรับใครที่ชอบกินยำและสมุนไพร เมนูยำกุ้งสด ก็เหมือนยำทั่วไปแต่รสชาติออกหวานเปรี้ยวเค็มนิดและมีความมันจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์

เมนูปลากระพงโบราณ

เมนูสุดคลาสสิกต้องยกให้แกงส้มชะอมกุ้ง เมนูโปรดถูกปากคนไทยดังไกลถึงต่างแดน รสชาติเข้มข้นถึง 3 รส ทั้งรสเปรี้ยว เผ็ด และหวาน อัดแน่นด้วยไข่เจียวชะอมและกุ้งสดแสนหวาน ปิดท้ายด้วยของหวานพุดดิ้งมะพร้าวอ่อนและวุ้นมะพร้าวอ่อนทางร้านทำเองสดๆ รสชาติอร่อยหวานพอดี แต่หอมน้ำมะพร้าวมากขอบอก

เรื่องอาหารถึงใครจะบอกว่าอร่อยแค่ไหนถ้าไม่เคยลองย่อมไม่รู้ครับ เพราะฉะนั้นเชิญไปลองได้ ร้านเปิดเวลา 10.30-21.00 น. หยุดวันพุธที่ 3 ของเดือน สอบถามได้ที่เบอร์โทร. 02-224-2517 หรือติดตามได้ที่เพจไก่บ้านพริกไทยดำ ห้าแยกพลับพลาไชย

ชูก้า เรย์ บาร์ลับชวนหลงใหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561200

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 10:26 น.

ชูก้า เรย์ บาร์ลับชวนหลงใหล

เรื่อง: คุณมัลล์ ภาพ: วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เมืองหลวงที่ไม่เคยมืด แม้ดวงอาทิตย์หลับไหล ท้องถนน ตรอก ซอย แสงวับแวมพาจิตวิญญาณเราลัดเลาะไปไม่จบสิ้นแสงของถนนสุขุมวิท ซอย 24 พาเราเข้าไปสู่บาร์แห่งหนึ่ง หากเป็นการหลงทางก็เป็นการหลงทางที่ตั้งใจมาก

บาร์เล็กเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในชื่อ “ชูก้า เรย์” (Sugar Ray) ย้ายจากทองหล่อ 20 มาปักหลักที่นี่ หรือชื่อยาวๆ คือ “ชูก้า เรย์ ยูฟ จัสต์ บีน พอยซันด์” (Sugar Ray You’ve Just Been Poisoned) ยังคงเอกลักษณ์ห้องเล็กเสมือนพื้นที่ส่วนตัวของคนคอเดียวกัน หากแต่มีความลึกลับของทางเข้าไว้สำหรับแขกแปลกหน้าที่เพิ่งมาเยือน

ทางเข้าอยู่ด้านข้างตึก ออกโต ซีฟู้ด บาร์ (Octo Seafood Bar – ทางเข้าอาคารจอดรถ) ถ้าไม่ได้ถูกชี้พิกัดมาก่อน เราอาจไม่ค้นพบ ภายใต้กำแพงสีเขียววินเทจมีประตูที่ดูเหมือนประตูห้องครัว หากสิ่งที่โดดเด่น คือ โมเดลเด็กผู้ชายสวมหมวกมีเขา (จังหวะเผลอหันไปเจอมีสะดุ้ง) นั้นละเขารอต้อนรับผู้มาเยือน

อีกทางเข้าหนึ่งที่หลายคนมักหลงเข้าไป คือ ภายในร้านอาหาร ออกโต ซีฟู้ด บาร์ เดินผ่านร้านโอ่โถง จนเกือบสุดร้านข้างๆ เคาน์เตอร์บาร์มีประตูสีดำบานหนึ่ง ดูเหมือนไม่ใช่ทางเข้าของอะไรเลย หากเมื่อประตูสีดำถูกเปิด ความสว่างก็ถูกความมืดครอบคลุมทันที มีเพียงแสงเทียนสลัวๆ นำทาง

สุดท้าย มันดึงดูดให้เราเข้าไปพบกับ ชูก้า เรย์ สมกับที่ได้ไอเดียแบบ Speakeasy Bar ของสหรัฐ ในยุคที่มีกฎหมายห้ามขายเหล้า จึงต้องเปิดบริการกันอย่างลับๆ สายค็อกเทลคุ้นเคยกับเสน่ห์ของชูก้า เรย์ มืดแต่ไม่บอด เล็กแต่ส่วนตัว จำนวนพื้นที่สำหรับ 35 ที่นั่ง ถูกจัดวางตรงข้ามกับเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน เพื่อจะได้มองเห็นบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญสร้างงานศิลปะในแก้วเครื่องดื่มอย่างประณีต แสงเทียนเล่นแสงสะท้อนกับขวดเหล้าที่วางเรียงรายกว่า 300 ขวดจากทั่วโลก

โลกของศิลปะมักไม่มีกฎเกณฑ์ ทิ้งไว้เพียงจินตนาการ เช่นเดียวกับการตกแต่งร้านที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียจนหมดเสน่ห์ “ความไม่สมบูรณ์แบบ มักมีเสน่ห์ในตัวเสมอ และมีความงามในแบบของมัน”

กระจกที่มีร่องรอยของอดีตยังคงถูกนำมาประดับ ไม่ได้ต้องการความใหม่เอี่ยม หากแต่ร่องรอยนั้นให้จินตนาการได้อีกมาก หากจะละสายตาจากแก้วในมือชื่นชมบรรยากาศของร้าน พื้นที่ขนาดเล็กแต่มีรายละเอียดน่าสนใจ การตกแต่งมีความรัสติค อินดัสเทรียล ให้ความรู้สึกคาแรกเตอร์ของผู้ชายดิบ เถื่อน แต่มีเสน่ห์น่าค้นหา

เมนูเป็นเพียงคำแนะนำ ทางร้านไม่ได้ปิดกั้นจินตนาการของการออกแบบ ลูกค้าสามารถสั่งเครื่องดื่มนอกเหนือจากเมนู และร่วมคิดค้นรสชาติไปกับบาร์เทนเดอร์ได้

ชูก้า เรย์ ไม่เพียงแค่คัดสรรวัตถุดิบสมุนไพรปลอดสารพิษ แต่ยังนำวิสกี้หลากหลายชนิดจากทั่วทุกมุมโลกมาอยู่ในแก้วเดียวกัน เช่น เมนู East Coast Boulever มีเหล้าชั้นดีถึง 6 ชนิด ผสมผสานโดยใช้เทคนิคอินฟิวส์เครื่องเทศและสมุนไพร เช่น ชาอินเดีย กานพลู ซินนาม่อน ขิง และปิดท้ายด้วยผิวส้มเกรปฟรุต

อีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ คือ Born And Raise มีแรงบันดาลใจดั่งความหมาย “เกิดและเติบโต” เครื่องดื่มแก้วนี้นำเสนอชีวิตของค็อกเทล เลือกใช้วัตถุดิบหลักที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย เช่น ชาไทย ใบเตย นำมาอินฟิวส์กับจิน ผสมผสานกับน้ำมะนาวสด ส้มแมนดาริน ตกแต่งด้วยกุหลาบมอญและผงชาไทย เพียงยกแก้วขึ้นมากลิ่นกุหลาบก็ลอยมาสัมผัสจมูก และเมื่อชิมได้รสชาติเปรี้ยวนิดๆ แสดงถึงความสนุกสนานของเมืองไทยที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตอันหลากหลาย

เครื่องดื่มสีเขียวสดใส แก้วนี้ยังไม่มีชื่อเรียก เพราะทางร้านเพิ่งค้นพบวัตถุดิบที่น่าตื่นเต้นแถมได้รสชาติออกมาเพอร์เฟกต์เหนือความคาดหมายอีกด้วย แก้วนี้ตกแต่งด้วยดอกไม้หลากชนิด ดอกมากาเร็ต หรือดอกเอื้อมเข็มแสง ทำให้แก้วนี้มีเสน่ห์ชวนดื่มเหลือเกิน

สีเขียวสดใสได้มาจากการนำใบทารากอนและสวีท เบซิลมาบด จากนั้นนำมาผสมผสานด้วยเทคนิคเขย่าไปกับเหล้ารัม จาเมกา ไวท์เวอร์มุท ไข่ขาว น้ำมะนาวสด และอัลมอนด์ ไซรัป มอบประสบการณ์ใหม่ในรสชาติที่ประกอบไปด้วยรสเปรี้ยว หวาน มัน นุ่มลิ้นอยู่ในแก้วเดียว

บาร์ขนาดอบอุ่นแต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ทั้งวัตถุดิบ เทคนิคการผสมผสาน และความคิดสร้างสรรค์ ก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างความประทับใจทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ยังสามารถสนุกสนานไปกับ Live DJ ทุกวันศุกร์และเสาร์

ร้านชูก้า เรย์ สุขุมวิท 24 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19.00-02.00 น. โทร.09-4417-9898 และ 02-258-4756

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560610

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด 7 

สักพักใหญ่ๆ สมาชิกเกือบทุกคันก็มากันครบ เหลือเพียงคันเดียวที่หลงทางไปไกล ทีมงานจึงตัดสินใจเริ่มทัวร์ ทางฟาร์มจัดรถแทรกเตอร์ที่ต่อรถพ่วงมีที่นั่งแบบง่ายๆ 4-5 แถว นั่งกันเต็มมีที่ยืนบ้างนิดหน่อย คุณบิโตะเป็นผู้ขับรถพาเราเข้าไปในฟาร์มด้วยตัวเอง มีการจอดบรรยายเป็นระยะๆ ได้ใจความสำคัญว่า ที่นี่ปลูกมันเทศเป็นหลัก ผลผลิตทั้งหมดส่งขายให้กับบริษัท Calbee ที่เรารู้จักกันดีจากผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบกุ้งและของกินเล่นที่ทำจากมันเทศ เช่น  Jagarico และ Jagabee พื้นที่ฟาร์มของชาวไร่ในเขตโทกาจิมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 42 เฮกตาร์/ครอบครัว

แต่ฟาร์มของคุณบิโตะมีพื้นที่กว่า 150 เฮกตาร์ หรือราวๆ 937 ไร่ แต่ใช้คนดูแลและทำไร่เพียงแค่ 5 คนเท่านั้น มีจ้างคนงานเพิ่มก็เฉพาะช่วงเก็บเกี่ยวในเดือน ก.ย.และ ต.ค. อีกประมาณ 20 คน เพื่อเก็บผลผลิตให้เสร็จสิ้นก่อนหนาว ฟังแล้วทึ่งตรงที่ใช้คนแค่ 5 คนเท่านั้น มิน่าเมื่อครู่ก่อนจะออกรถ มองเข้าไปในโรงเก็บ เห็นรถไถ รถเก็บเกี่ยว และรถอีกหลายประเภทที่ไม่รู้จัก ล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร มีเครื่องทุ่นแรงแบบนี้ประหยัดแรงงานไปได้มากโขทีเดียว

คุณบิโตะขับรถตัดเข้าไปในไร่แล้วจอด จากนั้นก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปหยุดยืนในแปลงเกษตรพร้อมอธิบายว่า นี่คือแปลงมันเทศที่เราปลูก ว่าแล้วก็ขุดเอาต้นมันเทศขึ้นมา ในหนึ่งปีเราจะปลูกมันเทศได้เพียงฤดูกาลเดียวคือช่วงหลังจากหิมะละลายดังนั้น เราจึงผิดพลาดไม่ได้มันเทศทุกต้นมีชีวิต เราดูแลประดุจสมาชิกในครอบครัว แต่เราก็ไม่ประคบประหงมจนเกินไป เพราะพืชในฮอกไกโดต้องรู้จักดิ้นรนต่อสู้ เราจึงเตรียมสภาพแวดล้อมทุกอย่างให้เหมาะสมกับการสู้ชีวิต ดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำที่พอเพียง แสงแดดที่ธรรมชาติประทานให้

ทั้งหมดนี้ทำให้มันเทศของเราสุขภาพดี จึงให้ผลผลิตที่ดี แต่ก็มีบ้างที่หนอนอาจจะเจาะเข้าไปในหัวมันเทศ เพราะเราใช้สารเคมีน้อยมาก ดังนั้นอย่าแปลกใจ ถ้าเปิดกล่อง Potato Chip แล้วจะเจอแผ่นมันบางชิ้นที่เป็นรู ถึงตรงนี้ทุกคนบนรถฮากันตรึม คุณบิโตะกล่าวต่อ ขอให้รู้ว่าไม่ใช่คิวซีไม่ดี แต่มันคือร่องรอยของธรรมชาติ และเป็นข้อยืนยันว่าเป็นมันเทศแท้ ไม่ใช่แป้งมาอัดเป็นแผ่น อธิบายกันไปเรื่อยๆ จนจบเรื่องมันเทศก็ขึ้นรถขับพาเราข้ามฟากไปอีกแปลง แต่แปลงนี้เป็นแปลง Wheat หรือธัญพืช ลักษณะคล้ายต้นหญ้าและมีรวงเหมือนต้นข้าว เป็นพืชที่มีความอดทนสูง

ปกติจะปลูกช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวหลังเก็บมันเทศเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับความหนาวเย็นและหิมะได้ เป็นความรู้ใหม่จากเดิมที่คิดว่าหน้าหนาวไม่มีการปลูกพืชไร่ชนิดไหน แต่ Wheat สามารถเอาตัวรอดได้ ถ้าเติบโตและแข็งแรงพอ เมื่อหมดหน้าหนาวเข้าใบไม้ผลิก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และเป็นการไถเพื่อปรับปรุงคุณภาพของหน้าดิน เพื่อเตรียมปลูกมันเทศไปด้วยในตัว เมล็ด Wheat ที่ผ่านหน้าหนาวจะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและพลังชีวิตมากกว่า

พอนำมาสีและบดเป็นแป้งทำอาหารก็จะมีรสชาติและความอร่อยมากขึ้น เพื่อเป็นการพิสูจน์สัญชาตญาณเอาตัวรอดของ Wheat คุณบิโตะให้สังเกตลงไปในแปลงที่หนาแน่นว่า ไม่มีต้นไหนใบทับซ้อนกันเลย ทุกต้นเหมือนจะคุยกันรู้เรื่องและแบ่งพื้นที่ในการเจริญเติบโตซึ่งกันและกัน ไม่มีการทะเลาะกันแบบต้นไหนแข็งแรงก็อยู่รอดต้นไหนอ่อนแอก็แพ้ไป ทุกต้นเอื้อเฟื้อแบ่งปันพื้นที่รับแสงอย่างเท่าเทียม จึงให้ผลผลิตเต็มที่ทุกต้น ซึ่งตรงนี้คุณบิโตะบอกว่ามันคือความเข้าใจพืช พืชก็มีวิถีของพืช เราแค่หาทางทำความเข้าใจและสร้างสิ่งแวดล้อมให้พืชสามารถเติบโตตามธรรมชาติได้อย่างดี แค่นี้ก็จะได้ผลผลิตที่ดีและเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สรุปง่ายๆ คืออย่าไปฝืนธรรมชาติ ให้โอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อพืชมีความสุขก็จะให้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นแนวคิดที่ผิดแผกแตกต่างจากเกษตรกรส่วนใหญ่ของบ้านเราอย่างสิ้นเชิง เลยทำให้ผมนึกไปถึงคุณจอนนอนไร่ ที่ทำเกษตรด้วยความเข้าใจธรรมชาติของพืช ดิน น้ำ และศัตรูพืช จึงไม่ต้องใช้สารเคมี เป็นเกษตรออร์แกนิกที่เข้าใจวงจรชีวิต จึงทำให้ได้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่และอร่อยกว่าใครๆ  นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สนับสนุนการปลูกพืชตามวิถีธรรมชาติแล้วให้ผลผลิตที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยได้เช่นกัน

ชมไร่กันพอสมควรแล้วคุณบิโตะก็พาเรากลับมาที่เดิม เพื่อทดลองชิมผลผลิตที่คุณแม่บ้านเตรียมไว้ มีซุปถั่วแดงที่หอมหวานอร่อย และมันหวานบดผสมกับแป้งที่ทำจาก Wheat ให้รสสัมผัสที่นุ่มหนึบและมีรสหวานอร่อยโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล พวกเรากินกันหนุบหนับอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็พาไปชมโรงเก็บ

พืชผลที่ใช้ความเย็นจากหิมะแทนการใช้เครื่องทำความเย็นเป็นการประหยัดพลังงานโดยใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ ดูเสร็จก็ถึงช่วงอุดหนุนสินค้าที่มีทั้งเส้นโซบะที่ทำจาก Wheat แป้งแพนเค้ก และเสื้อยืด ผมซื้อแป้งแพนเค้กกลับบ้านมา 5 ห่อ ราคาเมื่อเทียบกับที่ซื้อตามซูเปอร์แล้วแพงกว่าเล็กน้อย แต่พอกลับบ้านแล้วเอาทำให้ลูกกิน ปรากฏว่าอร่อยและคุณภาพดีกว่ามาก

จบจากกิจกรรมในฟาร์มบิโตะ เราขับรถไปยังที่พักโรงแรม Tokachikawa Onsen Daiichi Hotel ที่อยู่ห่างไปไม่ไกล เป็นโรงแรมสไตล์เรียวกังที่มีชัยภูมิดี อยู่ริมแม่น้ำโทคาจิและมองเห็นสะพานขึงแลนด์มาร์คของเมืองได้ชัดเจน จุดเด่นที่สุดของที่พักแถบนี้คือน้ำแร่ที่เรียกว่า Moor ซึ่งมีเพียง 2 แห่งในโลก คือ ที่เยอรมนีกับที่นี่ น้ำแร่ Moor เกิดจากการผสมประสานของน้ำ และ Peat หรือพืชที่ทับถมเป็นเวลานาน ถ้าแข็งตัวก็กลายเป็นถ่านหินชนิดอ่อน ถ้าอยู่ในลุ่มน้ำก็กลายเป็นโคลน ถ้าทับถมอยู่ในชั้นดินและมีสายน้ำแร่ซึมผ่านก็จะกลายเป็นน้ำแร่คุณภาพสูง

เพราะได้ทั้งแร่ธาตุและอินทรียสาร ออกสีเหลืองอำพัน มีคุณสมบัติต่างๆ มากมายตั้งแต่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณ คลายกล้ามเนื้อ ลดความปวดเมื่อยและติดขัดตามข้อต่อ รักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง ผิวหนังที่เกิดจากการถูกเผาไหม้ ไปจนถึงบรรเทาอาการของริดสีดวง และหากดื่มน้ำแร่ Moor ก็จะไปเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบย่อยอาหาร ปรับปรุงระบบทางเดินอาหารให้ทำงานดีขึ้น ลดอาการท้องผูก รักษาโรคเบาหวานและตับอักเสบ

นี่มันยิ่งกว่าน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เสียอีก เลยลองค้นหาข้อมูลและพบว่า ความลับของน้ำแร่ Moor คือ กรดฮิวมิก (Himic Acid) ที่ไปช่วยเพิ่มอินทรียสารให้กับดิน มีผลทำให้พืชเจริญงอกงามได้ดีตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงไม่เป็นอันตรายกับร่างกายของมนุษย์ แต่กลับช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานดีขึ้นตามธรรมชาติเหมือนพืชนั่นเอง ทราบเช่นนี้แล้วแทบจะรอไปแช่น้ำแร่ไม่ไหว รีบเช็กอินนำสัมภาระขึ้นห้องพักโดยพลัน

ย้อนรอยเมืองเทียน เรียงร้อยเรื่องผ้าแห่งคำปุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560593

  • วันที่ 12 ส.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

ย้อนรอยเมืองเทียน เรียงร้อยเรื่องผ้าแห่งคำปุน

โดย กาญจน์ อายุ

ตลอด 20 ปี “บ้านคำปุน” ได้เปิดบ้านให้คนภายนอกเข้ามาเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องผ้าทอปีละครั้งในช่วงแห่เทียนเข้าพรรษา ที่ผ่านมาคือ วันที่ 27-29 ก.ค. 2561 เป็นกิจกรรมเพื่อการกุศล ริเริ่มโดยมีชัย แต้สุจริยา เจ้าของบ้านคำปุน และครูศิลป์แห่งแผ่นดิน

“นักท่องเที่ยวที่มาอุบลฯ ส่วนใหญ่จะมาชมงานแห่เทียนเข้าพรรษา แต่อาจไม่ทราบว่าก่อนจะเป็นขบวนแห่เทียนยิ่งใหญ่ ชาวอุบลฯ เคยมีวัฒนธรรมเก่าแก่อย่างไร ทางบ้านคำปุนจึงจัดให้มีกิจกรรมทำผาสาทผึ้งหรือปราสาทผึ้งในช่วงที่เปิดบ้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำด้วยตัวเอง” โดยเงินที่ได้จากการขายบัตรเข้าชมคนละ 100 บาท ตลอด 3 วัน แบบไม่หักค่าใช้จ่าย เขาจะนำไปพัฒนาวัดและสร้างพิพิธภัณฑ์ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

ทว่าน่าเสียดายที่วันเข้าพรรษาปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่บ้านคำปุนเปิดให้เข้าชม เนื่องจากเจ้าของบ้านได้ทำ “พิพิธภัณฑ์คำปุน” ไว้เคียงข้างกัน จึงตัดสินใจปิดบ้านแล้วให้นักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมและเรียนรู้เรื่องผ้าไทย รวมถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวอุบลฯ ส่วนบ้านคำปุนนั้นจะปิดเป็นพื้นที่ส่วนตัวตลอดเวลา

“ผมสร้างบ้านคำปุนและใช้งานมาเกิน 25 ปีแล้ว โดยที่ผมเองเป็นผู้ออกแบบอาคารและบรรยากาศทั้งหมด อาคารด้านหน้า 4 หลังจะเป็นส่วนของเรือนทอ เราได้ว่าจ้างชาวบ้านที่มีฝีมือมาทำ ซึ่งเปิดเผยให้เห็นทุกขั้นตอนของการทอผ้าโดยไม่ปิดบังอำพราง เพื่อถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นกระบวนการดั้งเดิม”

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้นผ้าลาย “กาบบัว” ในปี 2543 ซึ่งในอีก 14 ปีต่อมา กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศให้ผ้ากาบบัวเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และถูกคัดเลือกให้เป็นลายผ้าเอกลักษณ์ประจำ จ.อุบลราชธานี โดยผ้ากาบบัว คือ ผ้าทอที่ใช้เส้นด้ายยืนอย่างน้อย 2 สี ทอเป็นพื้นลายริ้วตามลักษณะซิ่นทิว และใช้เส้นด้ายพุ่งทอเป็นลาย คั่นด้วยหางกระรอก มัดหมี่ และขิด ทำให้มีความพิเศษจากการรวบรวมเทคนิคการทอผ้าดั้งเดิมของชาวอุบลฯ ไว้ในผืนเดียว

“ผมพยายามรักษาและสืบทอดเอกลักษณ์ของผ้าทออุบลฯ ไว้หลายอย่างทั้งผ้ามัดหมี่ ซึ่งบ้านคำปุนทำให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองด้วยการผสมเส้นเงินเส้นทองด้วยวิธีเกาะล้วง และผ้าซิ่นทิวมุก ซึ่งในอดีตเป็นผ้าที่เจ้านายใช้เท่านั้น และหัวซิ่นจกดาว ซึ่งเป็นลายที่ไม่มีจังหวัดอื่นในอีสานใช้ นอกจากอุบลฯ

นอกจากการรักษามรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ผมก็ยังพยายามคิดค้นนวัตกรรมการทอผ้า โดยในปีนี้ผมได้รับมอบหมายจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้คิดค้นผ้าชนิดใหม่ของบ้านซะซอม อ.โขงเจียม เรียกว่า ผ้าแสงแรก เนื่องจากโขงเจียมเป็นจุดที่ชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม มากไปกว่านั้นผมยังได้นำผ้าลายกาบบัวซึ่งเป็นสมบัติของชาติมาทำเป็นเวอร์ชั่นผ้าแสงแรก คือ มีเทคนิคการทอเหมือนผ้ากาบบัวทุกประการ แต่ที่สำคัญคือ มีมัดหมี่ในเส้นยืนเพื่อสร้างความรู้สึกเคลื่อนไหวคล้ายแสงสว่าง”

อาคารหลังอื่นในบริเวณบ้านคำปุน ประกอบด้วย ห้องพระ บ้านพักอาศัยของบิดามารดา และบ้านของเขา ส่วนของพิพิธภัณฑ์คำปุนนั้นตั้งอยู่ริมรั้วบ้านคำปุน โดยเขาตั้งใจเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต (Living Museum) เปิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา

“ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ผ้าทั่วไป แต่เราจะแสดงขั้นตอนของการทอผ้า ซึ่งผมไม่คิดว่ามีพิพิธภัณฑ์บนโลกนี้ที่แสดงให้เห็นตั้งแต่เส้นจนกลายเป็นผืนผ้า ที่สำคัญคือ เรามีเครื่องมือทอผ้าหายาก อายุไม่ต่ำกว่า 80 ปี และบางชิ้นอาจอยู่ในยุคอยุธยา นอกจากนี้ เรายังเปิดพิพิธภัณฑ์เป็นโรงเรียนเปิดสอนการทอผ้าให้นักเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างโอกาสให้สถานที่แห่งนี้สร้างบุคลากรในด้านการทอผ้าได้ ซึ่งจะมีความยั่งยืนมากกว่าการจัดแสดงเพียงอย่างเดียว” มีชัย กล่าวเพิ่มเติม

อีกสถานที่ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงวันเข้าพรรษาคือ ทุ่งศรีเมือง สถานที่จัดงานและเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดตั้งอยู่บนถนนอุปราช บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีหลังเก่า (ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑ์เมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไล) ประกอบด้วย คูเมืองเป็นน้ำล้อมรอบ มีประตูทางเข้า 4 ทิศ 4 ประตู ซึ่งตั้งชื่อตามนามของเจ้านายพื้นเมือง คือ อุบลเดชประชารักษ์ อุบลศักดิ์ประชาบาล อุบลการประชานิตย์ และอุบลกิจประชากร

ภายในยังมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ เช่น อภิมหาเทียนพรรษาเฉลิมพระเกียรติหรือต้นเทียนจำลอง โดยในเวลากลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับสวยงามตั้งตระหง่านตลอดปี อนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี ลานออกกำลังกาย และลู่วิ่งรอบสวนสาธารณะ ซึ่งช่วงเย็นจะเนืองแน่นไปด้วยประชาชน

ล่าสุดภายในทุ่งศรีเมืองได้เปิดบริการห้องน้ำแห่งใหม่ โดย คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ส่งมอบ “สุขา สุขใจ” เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เป็นโครงการเพื่อสังคม ภายใต้แนวคิดคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ด้านชุมชน มีเป้าหมายมอบห้องน้ำให้กับชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่งทั่วไทย รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยสุขามีรูปแบบสากล (Universal Design) สำหรับชาย หญิง และผู้พิการ ซึ่งทุ่งศรีเมืองนับเป็นแห่งที่ 2 หลังจากได้มอบแห่งแรกไปแล้ว ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ คิง เพาเวอร์ ยังมีการจัดกิจกรรมทำความดี โดยจิตอาสาจากกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปลูกต้นไม้ปรับภูมิทัศน์บริเวณรอบห้องน้ำ และทาสีห้องน้ำหลังเก่าในพื้นที่สวนสาธารณะทุ่งศรีเมืองด้วย โดยคาดว่าโครงการจะก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้ง 10 แห่ง ภายในเดือน ธ.ค. 2561

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนทุ่งศรีเมือง สามารถข้ามถนนไปสักการะศาลหลักเมือง และไปทำบุญไหว้พระที่วัดใกล้เคียง เช่นวัดศรีอุบลรัตนาราม วัดไชยมงคล วัดสุทัศนาราม และวัดทุ่งศรีเมือง ที่สำคัญอย่าลืมไปเรียนรู้เรื่องผ้าที่พิพิธภัณฑ์คำปุน เปิดทุกวัน เวลา 09.00-17.00 น. หรือติดตามได้ที่เพจ

เฟซบุ๊ก Khampun Museum 

กัมพูชา ร่ำรวยประวัติศาสตร์ รื่นรมย์ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560519

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 13:24 น.

กัมพูชา ร่ำรวยประวัติศาสตร์ รื่นรมย์ธรรมชาติ

หากชีวิตต้องการความรื่นรมย์ของธรรมชาติ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสัมผัสวัฒนธรรมได้อย่างเพลิดเพลิน แถมยังอยู่ไม่ไกลจากเราด้วย ก็ต้องเป็นประเทศนี้เลย “กัมพูชา”

ปัจจุบันการเดินทางจากประเทศไทยไปกัมพูชา เราสามารถเลือกเที่ยวบินไปลงที่กรุงพนมเปญ หรือไปที่เสียมราฐก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ จะเป็นปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมากกว่า เพราะเป็นที่ตั้งของปราสาทนครวัด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

สำหรับเที่ยวบินกรุงเทพฯ-เสียมราฐนั้น แต่ละวันมีหลายเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวจึงสามารถเลือกได้ว่าจะมาถึงเช้าตรู่ แล้วตรงไปเที่ยวนครวัดได้เลย หรือจะมาถึงตอนเย็น เพื่อนอนพักก่อนหนึ่งคืนแล้วค่อยตื่นไปเที่ยวตอนเช้าก็ได้

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสได้มาสัมผัสเสน่ห์ของนครวัด จุดหมายแรก ก็คือ การได้มาเห็นภาพแสงแรกของพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างมาทางด้านหลังของปราสาทนครวัด ทำให้เห็นเงาของปราสาทสะท้อนบนผิวน้ำ สวยงามคุ้มค่าแก่การได้มาชม

หลังจากชมแสงแรกแล้ว นักท่องเที่ยวบางคนอาจกลับไปพักยังที่พักต่อ หรือบางคนก็อาจรอเที่ยวชมความอลังการของปราสาทต่อกันเลยก็ได้

นอกจากนครวัดแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลทางทิศเหนือ คือ พื้นที่ของนครธม อดีตเมืองหลวงเก่าแห่งสุดท้ายของอาณาจักรขอม ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9 ตารางกิโลเมตร ถือได้ว่าเป็นเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขอมก่อนล่มสลาย

ทุกคนที่ได้มาเที่ยวชมเมืองเสียมราฐ ก็จะได้สัมผัสว่า ชาวกัมพูชานั้นใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อโบราณ แล้วก็ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อชาวกัมพูชาเดินทางไปไหนมาไหนก็จะต้องมาสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองก่อน ถ้ามาที่จังหวัดเสียมราฐก็ต้องมาสักการะพระพุทธรูป 2 องค์ คือ องค์เจ๊ก องค์จอม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นศาลหลักเมืองของเสียมราฐ นักธุรกิจหรือใครๆ ที่จะมาดำเนินกิจการใดๆ ที่เมืองนี้ ก็มักจะต้องมาสักการะขอพรพระพุทธรูป 2 องค์นี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเสมอ

นอกจากเที่ยวปราสาท สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ที่เสียมราฐก็ยังมีตลาดอยู่อีกหลายแห่ง ส่วนใหญ่ก็จะเปิดขายของฝากของที่ระลึก เรามักพบเจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยพบคนพื้นเมืองเท่าไรนัก แต่ถ้าอยากเห็นคนพื้นเมืองก็ต้องไปที่ตลาดแห่งนี้ ที่เรียกกันว่า ปซาเลอทมทะเมย (Phsar Leu Thom Thmey)

ตลาดปซาเลอ ถือเป็นตลาดท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของเสียมราฐ มีสินค้าให้เลือกซื้อครบทุกประเภท สินค้าที่ขึ้นชื่อที่สุด ก็คือ ไส้กรอกและปลาแห้ง

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะไปที่ตลาดแล้วก็ Pub Street นั่งกินนั่งดื่มกันในเมือง แต่สำหรับชาวกัมพูชาถ้ามาที่เสียมราฐก็ต้องมาที่ถนนสายนี้ เขาเรียกว่า พะโลวหกแซ็บ หรือว่า “ถนนสาย 60” ที่นี่มีทั้งอาหารการกิน มีข้าวของเครื่องใช้ แล้วก็มีกิจกรรมสนุกๆ สำหรับเด็กๆ ด้วย

ถนนสาย 60 เส้นนี้มีความยาวกว่า 6 กิโลเมตร โดยบริเวณที่สามารถตั้งร้านค้าได้อยู่ที่ประมาณ 1 กิโลเมตร ฟังดูเหมือนระยะทางอาจจะไม่มากนัก แต่ตลอดสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยร้านค้านับร้อย โดยจะแบ่งเป็นโซนขายเสื้อผ้า ขายของใช้ต่างๆ โซนกิจกรรมของเด็กๆ และที่เด็ดที่สุด ก็คือ โซนอาหาร

สำหรับคนเสียมราฐแล้ว ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่แหล่งซื้อขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งนัดพบของเพื่อนฝูงและครอบครัว ในบรรยากาศแบบสบายๆ เป็นกันเองอีกด้วย

หากย้อนหลังไปก่อนหน้านี้สักสิบปี การไปเที่ยวกัมพูชาเราก็จะคิดถึงแค่การไปเที่ยวปราสาทนครวัด นครธม บางคนยังติดภาพมาจนถึงปัจจุบันว่าประเทศนี้มีแต่โบราณสถาน ทั้งที่จริงแล้วกัมพูชาเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีทั้งเมืองทันสมัย เมืองธรรมชาติ และมีเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอันเลื่องชื่อ ดังเช่นที่คนส่วนใหญ่เลือกมาเที่ยวที่สีหนุวิลล์ เพราะชื่อเสียงและความแปลกใหม่ แถมที่นี่ยังมีชายหาดและที่พักให้เลือกได้หลายระดับอีกด้วย

ที่สีหนุวิลล์ มีชายหาดสวยๆ อยู่หลายแห่ง มีทั้งที่เป็นชายหาดสาธารณะและหาดส่วนตัว ในบรรดาชายหาดเหล่านั้น หาดสุขา เป็นชายหาดส่วนตัว มีหาดทรายขาวยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ถือเป็นหาดที่สวยงามและสะอาดที่สุด ด้วยเนื้อทรายละเอียด และมีการดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาชมที่นี่ได้ โดยส่วนใหญ่ก็จะต้องมาพักที่โรงแรม หรือมาใช้บริการร้านอาหาร หรือกาสิโนของที่นี่

แต่แม้ว่าหาดสุขาจะเป็นหาดส่วนตัว แต่ก็ยังเหลือพื้นที่ด้านท้ายส่วนหนึ่งให้คนภายนอกได้ไปเที่ยวเล่น

นักท่องเที่ยวที่มาพักหาดสุขาส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ มาเป็นครอบครัว หรือผู้สูงอายุมาพักผ่อน แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นและคู่รักก็จะนิยมไปอีกหาดหนึ่ง ที่ชื่อว่า หาดโอเตรส ซึ่งดูจะมีชีวิตชีวา และมีความเก๋ไก๋มากกว่า

หาดโอเตรส สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของสีหนุวิลล์ ไม่ต่างจากหาดสุขานัก คนท้องถิ่นเรียกที่นี่ว่า ชะแน โอแต๊ะ ซึ่งเป็นภาษากัมพูชา หาดนี้เป็นเนื้อทรายละเอียดยาวต่อเนื่องประมาณ 3 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งก็แบ่งเป็นร้านอาหาร เป็นคาเฟ่ อีกส่วนหนึ่งก็เปิดเป็นหาดสาธารณะ

ด้วยความยาวกว่า 3 กิโลเมตรของหาดโอเตรส ทำให้การแบ่งสัดส่วนของหาดส่วนตัว และหาดสาธารณะทำได้ไม่ยาก ซึ่งก็แน่นอนว่านักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการหาดส่วนตัวนั้น จะเป็นชาวต่างชาติเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงเต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร บาร์ และร้านนวด มีการออกแบบตกแต่งให้ดูสวยงามและมีสไตล์ ถูกใจหนุ่มสาวและคนที่ชอบบรรยากาศเพลิดเพลิน และธรรมชาติสบายๆ ส่วนหาดสาธารณะนั้นก็จะมีนักท่องเที่ยวที่หลากหลายกว่า รวมไปถึงชาวกัมพูชาเองด้วย

สถานที่อีกแห่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลย เมื่อมาเยือนสีหนุวิลล์ ก็คือ หาดโอเชอเตียล ซึ่งเป็นหาดสาธารณะที่มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเดินทางมาสะดวก มีร้านค้าร้านอาหารให้เลือกเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าถ้ามาถึงเมืองนี้แล้วไม่ได้มาเหยียบน้ำทะเลที่โอเชอเตียล เหมือนมาไม่ถึงสีหนุวิลล์

ถึงแม้ว่าสีหนุวิลล์จะมีท่าเรือน้ำลึกที่มีเรือสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน ขณะที่ไม่ไกลจากที่นี่ก็มีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แต่ว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสีหนุวิลล์ก็ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ท้องทะเลก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนยังสามารถหากุ้งหอยปูปลาได้เหมือนเดิม

ชุมชนชาวประมงแห่งนี้ มีชื่อว่า ชุมชนตุมนุ๊บ-โรล็อค ซึ่งคำว่า ตุมนุ๊บ ก็คือทำนบนั่นเอง เพราะหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในแนวกำแพงกันคลื่นของท่าเรือสีหนุวิลล์ พ่อค้าแม่ค้าจะมารอรับซื้อกุ้งหอยปูปลากันถึงที่ โดยจะนำไปขายปลีกอีกทีหนึ่ง โดยอาหารทะเลจะถูกนำไปส่งที่ตลาดเก่า ใจกลางเมืองสีหนุวิลล์ ตลาดแห่งนี้ก็ไม่ได้มีแค่อาหารทะเลเท่านั้น แต่ยังมีของกินของใช้อื่นๆ อีกหลายอย่างด้วย ส่วนสินค้าที่คุณภาพดีๆ ส่วนใหญ่ก็จะถูกส่งไปยังกรุงพนมเปญ

ที่เมืองสีหนุวิลล์ ไม่มีห้างสรรพสินค้า เพราะฉะนั้นถ้าหากใครต้องการซื้อข้าวของเครื่องใช้ ไม่ว่าจะเป็นของกิน-ของใช้ หรือเสื้อผ้า เครื่องประดับ ก็ต้องแวะมาที่ตลาดบน หรือ ปซา-เลอ เป็นตลาดเก่าที่อยู่ใจกลางเมืองสีหนุวิลล์ ที่นี่มีของขายครบทุกอย่าง เรียกได้ว่า ใครขาดเหลืออะไร มาที่นี่ รับรองไม่ผิดหวัง

อีกจังหวัดหนึ่งของกัมพูชา ชื่อคุ้นหูเรามาก เพราะเรามักได้ยินชื่อเมืองนี้ในสมัยเรียนวิชาประวัติศาสตร์และสังคม ก็คือ พระตะบอง เป็นจังหวัดที่มีความใกล้ชิดกับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง อยู่ติดกับ จ.สระแก้ว และจันทบุรี ของไทยเรานี่เอง ผู้คนก็เดินทางไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

ใครที่มาถึงพระตะบองครั้งแรก ก็มักจะไปดูรูปปั้นพญาตะบองขยูง (ขะ-ยูง) เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพระตะบอง เดิมทีก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตนัก เป็นเพียงรูปปั้นของมนุษย์ที่ทาสีเหลืองนวลคล้ายสีผิวของคน แต่เมื่อมีการบูรณะใหม่ ปั้นให้มีขนาดใหญ่ ทำหน้าให้ดุดัน และทาสีผิวกายให้เป็นสีดำแทน ทำให้มีความน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

จังหวัดพระตะบอง ปลูกข้าวได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศกัมพูชา มีคำเปรียบเปรยว่า ที่นี่คืออู่ข้าวของประเทศนี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ามีระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ชาวนามีน้ำใช้ตลอดทั้งปี

ประเทศไทยกับกัมพูชา เรามีประวัติศาสตร์ร่วมกันหลายยุคหลายสมัย แม้วันเวลาผ่านไปหลายร้อยปี บางเรื่องราวก็ยังถูกบันทึกไว้ บางสถานที่ก็ยังคงอยู่ ดังเช่น ศาลากลางจังหวัดพระตะบอง คือ สถานที่ซึ่งสามารถบอกให้เรารู้ได้ว่า สยามเคยมีอิทธิพลและมีบทบาทในดินแดนแถบนี้

ศาลากลางแห่งนี้ คือ ต้นแบบการสร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ จ.ปราจีนบุรี ของไทย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในอดีตสมัยที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เคยมาเป็นเจ้าเมืองพระตะบอง ได้มีการสั่งให้ออกแบบและสร้างอาคารในสไตล์โคโรเนียลขึ้น เมื่อท่านย้ายกลับประเทศไทย ไปอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี จึงนำเอารูปแบบการสร้างแบบเดียวกันนี้ ไปสร้างศาลากลางจังหวัด ซึ่งก็คือโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั่นเอง

ในจังหวัดพระตะบองมีวิหารเก่าแก่และปราสาทมากมาย อาจจะมากกว่าในจังหวัดเสียมราฐเสียด้วยซ้ำไป แต่ว่าด้วยความที่ปราสาทเหล่านั้นตั้งอยู่กระจัดกระจายในท้องทุ่งนา และหลายๆ สถานที่ก็ยังไม่ได้รับการโปรโมทให้เป็นที่ท่องเที่ยว จึงยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร

อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งถ้ามีโอกาสมาท่องเที่ยวพระตะบองแล้วต้องไม่พลาด ก็คือ ปราสาทพนมบานอน ซึ่งเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง สร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ 11-12 ในยุคเดียวกับนครวัด โดยใช้เวลาสร้างนานกว่า 39 ปี ตามความเชื่อนั้นปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการสรรเสริญและบูชาเทพเจ้า การเดินทางขึ้นไปสักการะต้องขึ้นบันไดประมาณ 350 กว่าขั้น เป็นการพิสูจน์ศรัทธาในระดับหนึ่ง

นอกจากปราสาทพนมบานอนแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ของพระตะบอง ก็คือ พนมสำเภา ที่นี่มีธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม แล้วก็มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติกัมพูชาให้ได้เรียนรู้กัน เมื่อขึ้นมาบนจุดสูงๆ ยังได้มีโอกาสเห็นวิวสวยๆ ครบ 360 องศาเลยทีเดียว

ที่พนมสำเภามีถ้ำเล็กถ้ำใหญ่อยู่หลายแห่ง ซึ่งถ้ำที่มีความสำคัญกับผู้คนของเมืองนี้ ก็คือ ถ้ำผีหรือถ้ำหัวกะโหลก เหตุที่ถ้ำถูกเรียกชื่อแบบนี้ ก็เพราะว่าด้านล่างเป็นที่เก็บชิ้นส่วนของกระดูก หัวกะโหลกของผู้ที่เสียชีวิตในยุคเขมรแดงเรืองอำนาจ

กิจกรรมที่เป็นไฮไลต์ของพนมสำเภา นั่นก็คือ การได้มารอชมฝูงค้างคาวนับแสนนับล้านตัว บินออกจากถ้ำในตอนเย็นๆ

กิจกรรมที่มีเสน่ห์ และสนุกสนานที่สุด นับว่าเป็นเสน่ห์ของการมาเที่ยวพระตะบอง ก็คือ การมานั่ง รถไฟไม้ไผ่ หรือ Bamboo Train ซึ่งเป็นยานพาหนะหนึ่งเดียวในโลกที่สร้างจากไม้ไผ่

ยุคที่เขมรแดงครองเมือง รถไฟไม้ไผ่ถูกใช้เป็นพาหนะลำเลียงทหารและยุทโธปกรณ์ เพื่อเข้าสู่สนามรบ ต่อมาเมื่อสงครามยุติลง รางรถไฟถูกปล่อยร้าง ชาวบ้านจึงได้สร้างรถไฟไม้ไผ่ ให้กลับขึ้นมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ และเปิดเป็นรถไฟรับจ้างให้บริการขนส่งข้าวของและผู้โดยสารในพื้นที่

เมื่อภาพเหล่านั้นออกสู่สายตานักท่องเที่ยวก็ได้รับความสนใจอย่างมาก จนกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของนักท่องเที่ยวที่มาพระตะบอง

เส้นทางรถไฟไม้ไผ่ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ไป-กลับ ก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นอกจากจะได้ประสบการณ์แปลกใหม่แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถไฟไม้ไผ่สองคันต้องสวนทางบนรางเดียวกัน มีกฎกติการ่วมกันว่า ถ้าจำนวนคนฝั่งไหนน้อยกว่า จะต้องเป็นฝ่ายยกรถไฟหลบ เพื่อให้อีกทางหนึ่งไปก่อน

ใครที่มากัมพูชาก็ต้องหาโอกาสมาลองประสบการณ์แบบนี้ เพราะนอกจากจะสนุกและเป็นหนึ่งเดียวในโลกแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีแบบนี้อยู่อีกไหม เพราะว่าล่าสุดทางรัฐบาลกัมพูชาเพิ่งมีโครงการที่จะพัฒนาระบบรางรถไฟเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพณิชย์มากขึ้น นั่นหมายความว่า Bamboo Train หรือว่ารถไฟไม้ไผ่แบบนี้ก็อาจจะไม่มีให้เห็นแล้ว

ปลายปี 2016 เป็นช่วงที่กัมพูชามีการปรับปรุงระบบรถไฟใหม่ ทำให้ต้องยกเลิกรถไฟไม้ไผ่ไป นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว เล็งเห็นว่า นี่เป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก และกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกไปแล้ว จึงได้อนุญาตให้นำรถไฟไม้ไผ่กลับมาบริการนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่นี้

ทั้งหมดนี้ พบได้ที่ “กัมพูชา” ประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง

ผ่อนคลายไปกับคู่รักสายชิล ‘กินเพลิน เดินเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560479

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

ผ่อนคลายไปกับคู่รักสายชิล ‘กินเพลิน เดินเที่ยว’

โดย รอนแรม ภาพ : กินเพลิน เดินเที่ยว

เพราะอาการภูมิแพ้กรุงเทพฯ ทำให้คู่รัก 2 อ. “อู๊ด” นิติรัฐ จันทวโร และ “เอี้ยง” ทองสาคา อังกาบ ออกไปท่องเที่ยวทุกวันหยุด จนตอนนี้ทั้งคู่เลยเถิดเปลี่ยนการเดินทางให้กลายเป็นอาชีพภายใต้เพจเฟซบุ๊ก กินเพลิน เดินเที่ยว

“ตั้งแต่ตอนทำงานประจำ ผมกับแฟนชอบขับรถไปเที่ยวทุกวันเสาร์-อาทิตย์” อู๊ดขอเป็นตัวแทนเล่าถึงที่มา

“เราเป็นพวกชอบไม่อยู่กรุงเทพฯ แต่ชอบหาที่เที่ยวไปถ่ายรูปเล่นตามจังหวัดใกล้ๆ ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าสถานที่ที่เราไปมันมีความน่าสนใจ ก็เลยคิดอยากแชร์ประสบการณ์ที่เราได้รับเล่าผ่านตัวหนังสือและรูปภาพ เพื่อให้คนอื่นได้เห็นว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นยังไง มีอะไรน่าสนใจ เผื่อถ้าเขาสนใจจะได้ไปตามได้”

เขากล่าวด้วยว่า หน้าที่การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือเป็นของทั้งคู่ แต่สำหรับภาพถ่ายเขาจะรับหน้าที่เป็นตากล้อง ส่วนเอี้ยงจะเป็นนางแบบ

“เวลาไปไหนเราก็อยากมีรูปภาพสวยๆ เพื่อบันทึกความทรงจำไว้ ผมเลยหัดถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เกิดเป็นความรู้สึกชอบไปแล้ว”

ภาพที่ออกมาก็พอเดาได้ว่า คู่รักคู่นี้เป็นนักเดินทางสายชิล ไม่ใช่นักผจญภัยหนักๆ แต่ก็ไม่หรูหราจนขาดรสชาติ โดยจะเน้นความชิลของธรรมชาติและทิวทัศน์สวยงาม ที่สำคัญคือทั้งคู่มักสรรหาสถานที่ซ่อนตัวใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนในเมืองหรือพนักงานประจำที่เบื่อหน่ายความเร่งรีบ

“ตามชื่อเพจเลยคือ กินเพลิน เดินเที่ยว ไลฟ์สไตล์ของเราสองคนและคอนเซ็ปต์ของเพจก็จะเน้นเรื่องกินและการท่องเที่ยวแบบชิลๆ เพราะส่วนใหญ่คนที่ตามเพจเรามีตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงวัยทำงานที่เขาต้องการหาสถานที่เที่ยวใกล้ๆ ไปในวันหยุด ไปแล้วมีมุมถ่ายรูป มีอาหารอร่อย มีที่พักที่ไม่แพงเกินไป และมีความชิลให้ผ่อนคลายหลังจากเรียนหรือทำงานมาทั้งสัปดาห์”

ราวๆ 2 ปีหลังเปิดเพจ งานอดิเรกได้กลายเป็นงาน อู๊ดและเอี้ยงตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาเป็นนักเดินทางและบล็อกเกอร์เต็มตัว โดยปัจจุบันผ่านมากว่า 3 ปีแล้ว เพจก็ยังได้รับความนิยมด้วยยอดไลค์หลัก 2 แสน และเขายังต่อยอดไปสู่เว็บไซต์ http://www.9aooddytravel.com เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล

ให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งค้นหาเจอง่ายกว่าในเพจเฟซบุ๊ก และเนื้อหามีความละเอียดไว้สำหรับเป็นไกด์บุ๊กออนไลน์ให้ผู้ที่สนใจ

“ตอนนี้เราทั้งคู่ได้ทำงานที่เรารัก เราได้ออกเดินทาง ได้ถ่ายรูป ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ ถ้าถามว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนไปไหมจากไปเที่ยวเองชิลๆ กับไปเที่ยวเพื่อทำงาน สำหรับผมแล้วไม่เปลี่ยน ผมยังมีความสุขที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าวันนี้จะได้ไปเที่ยว และการรีวิวของเราก็ยังเหมือนเดิม คือเล่าสิ่งที่เจอมาจริงๆ และรู้สึกจริงๆ หรือถ้าหากเราอยากไปไหน ผมกับเอี้ยงก็ยังขับรถไปเที่ยวกันเองเหมือนเดิมอยู่ ทำให้เนื้อหาในเพจยังเป็นตัวตนของเราทั้งคู่”

ในฐานะที่เดินทางไม่หยุดหย่อน เขาได้กล่าวถึงคำว่า “การเดินทาง” ว่า มันเป็นวิธีที่ทำให้เขาและคนรักได้ไปเจอสถานที่ใหม่ๆ พบเจอคนใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากไปเจอด้วยตัวเอง

“บางครั้งเราดูภาพผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านสื่อต่างๆ แต่ความรู้สึกมันก็ไม่เท่ากับได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะมันคือความสุขที่ได้รับจากของจริง ไม่ใช่แค่มองผ่านหน้าจอ ที่สำคัญคือ การเดินทางกับคนรัก มันคือช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้กัน และเมื่อผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ไปด้วยกัน ได้รู้จักกันและกัน

ผมเชื่อว่าทุกคู่จะรักกันมากกว่าเดิมผ่านการเดินทาง” เขากล่าวทิ้งท้าย 

ไก่ย่างเขาสวนกวาง ขอนแก่น คนพิการ-คนยากจนกินฟรีไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560478

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:44 น.

ไก่ย่างเขาสวนกวาง ขอนแก่น คนพิการ-คนยากจนกินฟรีไม่อั้น

โดย จักรพันธ์ นาทันริ

มาเยือนเมืองขอนแก่นหากไม่ได้ไปรับประทานอาหารร้านวรรณไก่ย่างเขาสวนกวาง ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ฝั่งขาเข้าเมืองขอนแก่น เลขที่ 172 ต.เขาสวนกวาง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ก่อนถึงธนาคารกรุงเทพ สาขาเขาสวนกวาง ถือว่ายังมาไม่ถึงขอนแก่น เพราะร้านอาหารแห่งนี้ถือว่าเปิดขายอาหารอีสานเจ้าตำรับและอร่อยที่สุดในเมืองขอนแก่น

ที่พิเศษสุดร้านนี้เป็นร้านใจบุญสุนทาน เพราะติดป้ายไว้ที่บริเวณหน้าร้านว่า “คนพิการ-คนจน กินฟรี อิ่มไม่อั้น” ท่ามกลางความสนใจของบรรดาลูกค้าและผู้ที่มีใจเป็นเมตตาที่ชื่นชอบในการทำบุญมารับประทานอาหารอย่างมาก

ขณะที่ผู้พิการและผู้ยากไร้ทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ที่ทราบข่าวต่างแวะเวียนมาขอรับบริการที่ร้านนี้วันละไม่ต่ำกว่า 10 ราย โดยทางร้านได้จัดให้รับประทานแบบอิ่มไม่อั้น ทั้งที่รับประทานที่ร้านหรือห่อกลับบ้านแบบไม่คิดเงินอีกด้วย

สุคนธ์ พงษ์สมบัติ อายุ 56 ปี เจ้าของร้าน บอกว่า เป็นร้านไก่ย่างปลอดสาร อาหารปลอดภัย ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันได้สานต่อแนวทางการขายไก่ย่างเขาสวนกวางเข้าสู่รุ่นลูก ด้วยการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการตลาดที่โดนใจลูกค้า

ที่สำคัญคือการทำธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไรมากนัก และทำประโยชน์ให้กับชุมชนและสังคม ซึ่งการจัดกิจกรรมหรือการสร้างความสุขให้กับผู้พิการและผู้ยากไร้ ด้วยการทำในสิ่งที่มีอยู่คือให้บริการอาหารได้อิ่มท้องโดยไม่เสียเงิน แถมทางร้านยังอิ่มบุญและอิ่มใจอีกด้วย

“ทุกวันจะมีคนยากคนจน คนพิการ เดินมาขอไก่ย่าง ขอเศษไก่ กระดูกไก่ หรือแม้กระทั่งหัวไก่ รวมทั้งการขออาหารจากทางร้านไปรับประทาน ทั้งแบบมาคนเดียว มาแบบคนเร่ร่อน มาแบบครอบครัวยากไร้หรือคนพิการ ทางร้านก็ให้ข้าว ให้อาหาร โดยเฉพาะไก่ย่าง ให้กับคนเหล่านี้โดยตลอด เฉลี่ยไม่น้อยกว่าวันละ 10 คน

ครอบครัวของเรานั้นชื่นชอบการทำบุญ จึงขอร่วมทำบุญกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ด้วยการติดป้ายไว้หน้าร้านให้คนพิการและคนยากคนจนได้มารับประทานที่ร้าน โดยร้านของเราจะจัดอาหารให้แบบอิ่มท้องทุกคน โดยเฉพาะเมนูข้าวเหนียว ไก่ย่างและส้มตำ” สุคนธ์ กล่าว

ครอบครัว “พงษ์สมบัติ” อิ่มบุญและอิ่มใจที่ได้มีส่วนทำบุญกับคนยากไร้และคนด้อยโอกาส ตลอดทั้งเปิดโอกาสให้กับกลุ่มคนที่ไม่กล้าที่จะนั่งรับประทานอาหารในร้านได้มานั่งรับประทานอาหารเฉกเช่นลูกค้าทั่วไป เพื่อให้ทุกคนนั้นได้อิ่มท้อง ขณะที่บางคนไม่กล้าหรืออายก็มาขออาหารแบบนำกลับไปรับประทานกับครอบครัวที่บ้าน ทางร้านก็จัดให้แบบเต็มอิ่มโดยไม่คิดเงินอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากการจัดกิจกรรมทำบุญด้วยการให้คนพิการและคนยากคนจนได้รับประทานไก่ย่างฟรีนั้น ตลอดทั้งช่วงที่ผ่านมาได้รับคำชมกับลูกค้าที่มาใช้บริการกับร้าน บางคนขอทำบุญด้วย การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวนี้จะจัดต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหมด เพราะร้านเปิดให้บริการทุกวัน 

จากพื้นที่สีแดงกลายเป็นดินแดนสีเขียว กรีนบุรี กุยบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/560472

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:00 น.

จากพื้นที่สีแดงกลายเป็นดินแดนสีเขียว กรีนบุรี กุยบุรี

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

หมู่บ้านที่ต้องตั้งใจมา มาหาชุมชนกลางทุ่งหญ้าและโขลงช้างในป่า ที่นี่คือ บ้านรวมไทย อดีตพื้นที่สีแดง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นดินแดนสีเขียวขจี โดยคนส่วนใหญ่อาจรู้จักในนาม “กุยบุรี” แต่ในกุยบุรียังมีการท่องเที่ยวชุมชน

“น้อย” หญิงวัยกลางคนที่มีอายุเท่าหมู่บ้าน เล่าว่า บ้านรวมไทยก่อตั้งตั้งแต่ปี 2521 ในอดีตพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่สีแดง คือที่ตั้งของคอมมิวนิสต์ ทางราชการจึงมีแนวคิดเปลี่ยนพื้นที่อ่อนไหวให้เป็นพื้นที่กันชน โดยให้ชุมชนเข้ามาอยู่ จึงเปิดรับสมัครชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินและมีความกล้าเข้ามาอยู่อาศัย รัฐจะมอบที่ทำกินให้ 20 ไร่ และพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยอีก 3 ไร่ รวมเป็น 23 ไร่/ครอบครัว

“ที่นี่เปิดรับสมัครรอบแรก 150 ครอบครัว โดยกลุ่มแรกๆ ที่ได้สิทธิคือ ตำรวจเกณฑ์และทหารผ่านศึก จากนั้นก็เป็นชาวบ้านจากทั่วประเทศที่ขาดแคลนและต้องการที่ทำกิน แล้วรัฐก็ส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างการปลูกฝ้าย นุ่น พริก และมาจบที่สับปะรด พืชเศรษฐกิจของหมู่บ้าน เพราะเป็นพืชทนแล้ง โตเร็ว เก็บเกี่ยวผลผลิตไว แต่ก็ขายไม่ค่อยได้ราคา ทำให้ตอนนี้บางบ้านก็หันมาปลูกยางพาราแทน เหนื่อยกว่าแต่ได้กำไรบ้าง”

หมู่บ้านรวมไทยแบ่งเป็นซอย ตั้งแต่ซอย 1-25 คนเก่ามาก่อนจะอยู่ซอยต้นๆ มีพื้นที่รอบบ้านกว้าง 3 ไร่ แต่ซอยท้ายๆ รั้วบ้านจะแคบลง เพราะได้จัดสรรพื้นที่น้อยลงเหลือครอบครัวละ 1 ไร่ครึ่ง โดยปัจจุบันไม่มีการจัดสรรพื้นที่เพิ่มและชาวบ้านดั้งเดิมก็ไม่มีสิทธิขายที่ดินให้ใคร เพราะกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของกรมป่าไม้ ทำให้บ้านรวมไทยไม่มีนายทุนเข้ามากว้านซื้อทำรีสอร์ทหรือตั้งโรงงาน

บ้านรวมไทยมีประชากรประมาณ 2,000 คนเศษ จำนวนมากกว่า 600 ครัวเรือน อพยพมาไม่ต่ำกว่า 40 จังหวัดทั่วไทย และนับเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดใน ต.หาดขาม อ.กุยบุรี โดยชาวบ้านร้อยละ 70 ทำอาชีพเกษตรกรรมและปศุสัตว์ จำนวนที่เหลือทำงานรับจ้าง ส่วนการท่องเที่ยวเป็นเพียงรายได้เสริมไว้ทำเวลาว่างเว้นจากไร่และสวน

“คนกรุงเทพฯ อาจมองว่าพื้นที่ 23 ไร่ เยอะมาก แต่สำหรับชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรถือว่าพออยู่ได้ เพราะพวกเราต้องปลูกพืชหารายได้ ต้องมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ไม่ได้ไปทำงานบนตึกแล้วมีเงินเดือนเหมือนคนเมือง” คนเมืองฟังแล้วสะอึก

นักท่องเที่ยวขึ้นรถพ่วงโดยมีแทรกเตอร์เป็นตัวลาก น้อยถือไมค์ทำหน้าที่ไกด์ รถก็กำลังเดินหน้าพ้นเขตหมู่บ้านไปบนเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน

“อุทยานแห่งชาติกุยบุรีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสัตว์ป่าได้ตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น. ดังนั้นเวลาช่วงเช้าจึงว่างสำหรับการท่องเที่ยวในหมู่บ้านรวมไทย”

เสียงน้อยพูดดังออกลำโพงต่อว่า “ตอนนี้เรายังอยู่เมืองไทย แต่อีกสักครู่เราจะอยู่สวิตเซอร์แลนด์”

ไม่ทันขาดคำ รถพ่วงท้ายก็แล่นเข้าอุโมงค์จามจุรี ทั้งสองข้างขนาบด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี และทิวต้นสนพลิ้วไหวอยู่ไกลๆ อันที่จริงยังไม่เคยไปดินแดนแห่งยอดเขาสูง เลยตัดสินไม่ได้ว่าไทยเหมือนสวิส หรือสวิสเหมือนไทย แต่ที่แน่ๆ คือ บรรยากาศสวยเกินความคาดหมายของคำว่า ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ไปมาก

สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบปลูกหญ้าจำนวนไม่น้อยกว่า 1,500 ไร่ โดยได้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวหญ้าไปให้อาหารสัตว์ รวมถึงหากจังหวัดใดประสบภัยแล้งจนขาดแคลนก็จะนำหญ้าจากในพื้นที่ไปช่วย

เขตทุ่งหญ้าประกอบด้วยหญ้า 2 สายพันธุ์ คือ หญ้ารูซี่หรือหญ้าคองโก เป็นหญ้าพื้นเมืองของแอฟริกา ใช้เป็นพืชเลี้ยงโคกระบือ และอีกสายพันธุ์คือ หญ้าแพงโกล่า เป็นหญ้าไม่มีขน ใบเล็กเรียวยาว เหมาะสำหรับนำไปทำหญ้าแห้ง และมีสารอาหารโปรตีนสูงกว่าหญ้าชนิดอื่น

“การท่องเที่ยวชุมชนที่นี่จะอาศัยเที่ยวตามหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้าน อย่างทุ่งหญ้าเป็นพื้นที่ของกรมปศุสัตว์ จุดชมวิวและลานกางเต็นท์เป็นพื้นที่ของหน่วยห้วยสำโหรง และการชมสัตว์ป่าอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี”

จากกลางทุ่งหญ้าจะมองเห็นเทือกเขาตะนาวศรี เส้นแบ่งดินแดนไทย-เมียนมาตามธรรมชาติ ซึ่งหากอยากชมทิวทัศน์มุมสูงต้องไปที่จุดชมวิวหน่วยพิทักษ์อุทยานห้วยสำโหรง ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

“จากจุดชมวิวเราจะมองเห็นอ่างเก็บน้ำยางชุม เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากนั้นตรงทิวสนจะเป็นส่วนของหมู่บ้านรวมไทย ส่วนด้านหลังของหน่วยสำโหรงที่เรายืนอยู่คือ เทือกเขาตะนาวศรี โดยไทยอยู่ห่างจากเมียนมาประมาณ 20 กิโลเมตร ลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน จึงเป็นปราการที่แข็งแกร่งและปลอดภัย”

น้อย กล่าวด้วยว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์หรือการชมสัตว์ป่าเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 จากนั้นได้ต่อยอดมาสู่การท่องเที่ยวชุมชนที่เพิ่งเริ่มในช่วงหลังประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวแล้ว บ้านรวมไทยยังให้บริการโฮมสเตย์ น้อยจึงส่งไมค์ต่อให้ “โอ๋” ธนศิษฐ์ พิบูลย์วัฒนากร ประธานกลุ่มช้างป่ากุยบุรี โฮมสเตย์ เล่าถึงโปรแกรมท่องเที่ยวว่า ตอนนี้ในหมู่บ้านมีโฮมสเตย์ 7 หลัง รับนักท่องเที่ยวได้ 80 คน และมีโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ที่ให้สัมผัสชุมชนและธรรมชาติ

วันแรกในช่วงบ่าย โอ๋พาไปชมบ้านทำกระดาษจากใบสับปะรด เป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นใหม่ที่นำใบสับปะรดเหลือทิ้งมาแปรรูปและเข้ากระบวนการทำกระดาษ วิธีการเดียวกับกระดาษสา คือนำใบสับปะรดไปต้มให้เปื่อยยุ่ย เหลือแต่เส้นใย จากนั้นนำไปผสมสีธรรมชาติ เช่น สีม่วงจากดอกอัญชันแห้ง และสีแดงจากมะม่วงหาวมะนาวโห่ นำไปร่อนบนตะแกรงคล้ายมุ้งลวด และผึ่งลมให้แห้งสนิท (ห้ามตากแดดเพราะทำให้กรอบ) ก็จะกลายเป็นกระดาษแฮนด์เมดจากใบสับปะรด

จากนั้นย่างเข้าบ่าย 3 จะถึงเวลาชมช้างป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยนักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะของชาวบ้าน ซึ่งเป็นวิธีการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและจำกัดจำนวนรถเข้าอุทยานฯมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมคือ ค่าเหมารถ 850 บาท/คัน นั่งได้ 8 คน และค่าเข้าอุทยานฯผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

“99% เจอช้าง” โอ๋ ไม่การันตีเต็มร้อยเผื่อโชคไม่เข้าข้าง แต่จากประสบการณ์ไม่มีครั้งไหนที่เขาไม่เคยเจอ

นักท่องเที่ยวทุกคนต้องออกจากอุทยานฯ ก่อนเวลา 18.00 น. จากนั้นโอ๋จะมารับช่วงต่อพาไปกินข้าวเย็นที่ท้ายไร่ เขากล่าวว่าเป็นการกินข้าวกับชาวบ้านที่มาเฝ้าช้างอยู่ท้ายไร่ ระหว่างกินก็อาจได้ยินเสียงแปร๋นจากช้างป่าแว่วออกมา และหลังจากมื้ออาหารก็จะกลับเข้าโฮมสเตย์

เช้าตรู่วันถัดมาประมาณ 05.30 น. รถจะไปรอรับที่หน้าบ้านเพื่อพาไปยังจุดชมวิวหน่วยพิทักษ์ห้วยสำโหรง รอชมพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมล้อมวงกินข้าวต้มร้อนๆ กาแฟอุ่นๆ กลางอากาศชื้นๆ หรือที่เขาตั้งชื่อให้สวยเก๋ว่า “จิบกาแฟ แลตะวัน”

จากนั้นระหว่างทางกลับจะพาไปถ่ายรูปที่อุโมงค์จามจุรีและทุ่งหญ้า ก่อนจะเข้าไปยังหมู่บ้านอีกครั้งเพื่อไปทำกิจกรรมตามบ้านต่างๆ เช่น บ้านกลึงไม้ที่นำไม้กระถินณรงค์มาแปรรูปเป็นกำไลและแก้วไวน์ บ้านรีดยางพารา บ้านเลี้ยงไส้เดือน บ้านเลี้ยงแพะ บ้านผลไม้ทอด

“นำขนุนแก่มาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วลงกระทะทอดจะได้ขนุนกรอบรสชาติเหมือนมันฝรั่ง” โอ๋ ยั่วน้ำลาย

รวมถึงกลุ่มผลิตชาใบหม่อนบ้านรวมไทย เป็นกลุ่มแม่บ้านที่ปลูกต้นหม่อนและเลี้ยงไหม ผลิตเส้นไหมส่งเข้าวัง และยังทำชาใบหม่อนมีสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต และบำรุงสายตา เป็นรายได้พิเศษให้แม่บ้านนอกเหนือจากการทำไร่ทำสวน

สุกัญญา ราคา ประธานกลุ่มหม่อนไหมและชาใบหม่อน เล่าว่า กลุ่มแม่บ้านเริ่มทำหม่อนไหมเมื่อปี 2543 โดยได้รับพันธุ์และได้รับการส่งเสริมอาชีพจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ชุมพร

“หน้าฝนต้นหม่อนจะมีใบแตกเยอะ ทำให้เลี้ยงหนอนไหมได้หลายรอบ โดยเราปลูกต้นหม่อนประมาณ 200 ไร่ ไว้ที่ชายป่า จะมาปลูกในหมู่บ้านไม่ได้ เพราะจะถูกยาฆ่าแมลงของชาวบ้านทำให้หนอนตาย ถ้ามีใบอ่อนเหลือเราก็จะเก็บมาทำชาใบหม่อน เลือกเก็บเฉพาะใบที่ 2 และ 3 จากยอด มาล้างให้สะอาด ตัดขั้ว หั่นซอย จากนั้นนำไปคั่วในกระทะเพื่อไล่ความชื้นก่อนเข้าเตาอบให้แห้งสนิทก็จะได้เป็นชาใบหม่อน เราทำแค่เดือนละ 300 กล่อง ขายที่ศูนย์โอท็อปของบ้านรวมไทย”

ด้านประธานกลุ่มช้างป่ากุยบุรี โฮมสเตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า

“คนที่มากุยบุรีส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าเรามีโฮมสเตย์และกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชน เพราะนักท่องเที่ยวจะมาชมแค่ช้างป่าแล้วเดินทางกลับ ไม่ได้พักหรือสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน”

เขาจึงอยากฝากโปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน 2 วัน 1 คืน ไว้เป็นทางเลือกครั้งต่อไป ค่าใช้จ่ายคนละ 750 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ และกิจกรรมต่างๆ ในหมู่บ้าน สามารถสอบถามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “ช้างป่ากุยบุรี โฮมสเตย์”

ลงจากรถพ่วงมาอยู่ตรงหน้ารูปปั้นช้างป่า หลังจากเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป คือช่วงเวลาของกิจกรรมชมช้างกุยบุรี ซึ่งหากเปรียบบ้านรวมไทยเป็นสวิตเซอร์แลนด์ กุยบุรีก็คงเป็นแอฟริกาใต้ แต่นอกจากซาฟารีหรือการนั่งรถไปส่องสัตว์ ที่นี่ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจระหว่างคนกับช้าง

กีรติ มอทิพย์ หัวหน้าฝ่ายจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ให้ข้อมูลก่อนกระโดดขึ้นท้ายกระบะว่า อุทยานฯ มีพื้นที่ประมาณ 2 หมื่นไร่ ซึ่งการทำงานของอุทยานฯ เป็นไปตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั่นคือ การจัดการสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช้างป่าในพื้นที่

“ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่า ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่ามีอาหารให้ช้างเพียงพอ เจ้าหน้าที่อุทยานฯจึงช่วยกันโปรยเมล็ดพันธุ์หญ้าในป่าลึกเพื่อให้เป็นแปลงพืชสำหรับช้าง ผลักดันช้างไม่ให้มารบกวนพืชไร่ของชาวบ้าน และภารกิจที่ทำแล้วเห็นผลมากคือ ให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าเข้ามามีบทบาทในการท่องเที่ยว โดยในช่วงกลางวันที่ชาวบ้านไม่ต้องเฝ้าไร่สับปะรดและยางพาราก็สามารถนำรถกระบะมาให้บริการเป็นรถนำเที่ยว หรือถ้าครอบครัวไหนมีลูกหลานก็สามารถมาเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น โดยผ่านการอบรมจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ”

อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ทำงานร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำรวจประชากรช้างป่าในเขตอุทยานฯ ด้วยวิธีการเก็บขี้ช้างไปตรวจดีเอ็นเอ พบว่า มีช้างป่า 237 ตัว เป็นตัวผู้ 69 ตัว ตัวเมีย 168 ตัว ซึ่งปีนี้น่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเพราะมีลูกช้างเกิดใหม่ในโขลง ส่วนกระทิงพบมีไม่ต่ำกว่า 200 ตัว และมีวัวแดงที่อยู่ร่วมกับฝูงกระทิง 7 ตัว นอกจากนี้ ยังมี สมเสร็จ เลียงผา และเก้งหม้อ ซึ่งไม่ค่อยเผยตัวเหมือนพี่ใหญ่อย่างช้างและกระทิง

เส้นทางชมสัตว์ป่ามีทั้งหมด 4 จุด เป็นจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดหลังจากพบเห็นสัตว์ป่าออกมาหากินตามธรรมชาติเป็นประจำ ส่วนเส้นทางที่ต้องนั่งกระบะเข้าป่าข้ามลำธารมีระยะทางไป-กลับ 14.8 กม. ลักษณะเป็นถนนดินลูกรังสร้างจังหวะโยกเยก ซึ่งน่าจะเป็นจังหวะสนุกให้นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาแอดเวนเจอร์อยู่แล้ว สำหรับวันนั้นปรากฏว่าโชคเข้าข้าง เห็นทั้งโขลงช้างและกระทิงฝูงใหญ่ ซึ่งแม้ว่าจะมองจากมุมไกลแต่ก็ยังทำให้ใจเต้นรัว

ปิดท้ายกิจกรรมหนึ่งวันถ้วนอย่างสมบูรณ์ ช่วงเช้าเที่ยวบ้านรวมไทย ช่วงบ่ายท่องป่า และหากมีโอกาสจะกลับมาจิบกาแฟ แลตะวัน นอนโฮมสเตย์ให้ครบเครื่องสักครั้ง สำหรับครั้งนี้ถือว่าชิมลางและจุดประกายให้เห็นภาพว่ากุยบุรีไม่ได้มีดีแค่สัตว์ป่า แต่ยังมีชาวบ้านที่น่ารักและกิจกรรมเที่ยวชุมชนที่น่าลอง 

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/559881

  • วันที่ 05 ส.ค. 2561 เวลา 13:15 น.

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (6)

ตื่นเช้ามาฝนยังตกปรอยๆ เลยถือโอกาสแช่น้ำแร่ในห้อง เพราะตั้งใจจะเดินข้ามไปลองกินอาหารเช้าที่ฝั่งโรงแรม Tsuruga Wings ได้ยินว่าอาหารเช้าจะออกแนวทันสมัยกว่า และมองเห็นวิวทะเลสาบอะคังได้เต็มตา กินเสร็จกลับไปเก็บข้าวของลงมาเช็กเอาต์ เจ้าหน้าที่ของโรงแรมมารอต้อนรับเพื่อนำไปชมที่พักอีกแห่งของเครือ Tsuruga และเป็นหนึ่งใน Flagship Hotel ของเครือที่บ่งบอกความเป็นไอนุร่วมสมัยได้อย่างเด่นชัด ห้องพักแต่ละห้องนี่กระตุ้นต่อมอยากมาก ทั้งเรียบหรูดูดีมีระดับและเห็นวิวทะเลสาบแบบพาโนรามาเต็มตา แถมมีบ่อแช่น้ำแร่ส่วนตัวในห้องอีกด้วย ใครที่เป็นแฟนคลับของเครือ Tsuruga ไม่ควรพลาด และสำหรับท่านที่ไม่เคยใช้บริการอยากให้ลองพักดูสักครั้ง เพราะที่พักที่มีกลิ่นอายของชาวไอนุมากที่สุดก็ของเครือนี้แหละครับ ที่สำคัญเขาไม่ขยายออกไปนอกเกาะ อยากลองมีแต่ต้องมาที่ฮอกไกโดเท่านั้น

ช่วงสายของวันนี้เราขับรถไปชมทะเลสาบ Onneto ทะเลสาบเล็กๆ ที่มีความงดงามอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์ที่ทะเลสาบเปลี่ยนสีไปได้หลายเฉดตามสภาพของอากาศ จึงมีการเรียกขานกันอีกชื่อหนึ่งว่าทะเลสาบ 5 สี (Goshiki-Numa) แต่น่าเสียดายที่วันนี้ฝนยังพรำเลยไม่มีโอกาสเห็นสีสันเฉดต่างๆ ตามคำร่ำลือ ต่อจากนั้นก็ออกเดินสู่ทางเมือง Tokachi ที่อยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตร โดยมีหมุดหมายอยู่ที่ร้านเนื้อย่างที่เป็นร้านลับลำดับถัดมา ร้านนี้ไม่มีทัวร์ลงอีกเช่นกัน แต่เนื่องจากเจ้าของร้านกับเจ้าของบริษัท FMJ คบหากันมานานและมีธุรกิจร่วมกันอยู่ จึงรับเฉพาะกรุ๊ปของ FMJ เป็นพิเศษ ความสุขคนรักการรับประทานเนื้ออย่างผมคือการได้ลิ้มลองเนื้อท้องถิ่น ที่นี่เสิร์ฟเนื้อ Mirai Memuro Ushi เนื้อท้องถิ่นอีกแบรนด์ของแถบ Obihiro และ Tokachi ปกติเราจะคุ้นเคยกับเนื้อโทกาจิ (Tokachi Wagyu) จากสายพันธุ์วัวญี่ปุ่นขนดำ หรือ Kuroge Wagyu แต่วัวที่นิยมเลี้ยงกันในฮอกไกโดส่วนใหญ่เป็นวัวนม Holstein ที่มีปริมาณไขมันในเนื้อที่ต่ำกว่า เนื้อ Mirai Memuro ก็เป็นหนึ่งในหลายแบรนด์ที่มาจากสายพันธุ์นี้ ดังนั้นเราจึงจะไม่เห็นเนื้อที่มีลวดลายของไขมันแทรกในเนื้อที่สีสันตัดกันชัดเจนจากเนื้อของวัวนม การที่เราหาความรู้ก่อนไปรับประทานที่ร้านไหน จึงเป็นเรื่องที่ช่วยให้เราเข้าใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่แตกต่างกัน และรวมไปถึงราคาด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าคุณภาพและราคาของเนื้อวางุย่อมต้องสูงกว่าเนื้อวัวนม ดังนั้นเวลาท่านไปทานเนื้อตามร้านบุฟเฟ่ต์ต่างๆ จึงมีโอกาสเข้าใจผิดและคิดไปว่าเนื้อที่ร้านนั้นเสิร์ฟ คือ Wagyu หรือเนื้อญี่ปุ่น แต่อันที่จริงแล้วเขาใช้เนื้อวัว Kokusangyu ที่แปลว่าเนื้อในประเทศ ถ้าจะให้แยกกันแบบง่ายๆ เนื้อที่จะเรียกว่า Wagyu ได้นั้นต้องมาจากวัว 4 สายพันธุ์ คือ Kuroge Wagyu, Akage Wagyu, Nihon Tankakushi และ Mukakuwashu เท่านั้น นอกนั้นจะเรียกว่า Kokusangyu ซึ่งความเข้าใจเรื่องนี้หนักหนากว่าการแยกเกรดของเนื้อโกเบกับเนื้อทาจิมะ หรือเนื้อซากะกับเนื้อจากซากะ ที่เป็นวางุเหมือนกันแต่ต่างกันตรงคุณภาพของเนื้อที่เกรดสูงระดับ A4-A5 จะเรียกเนื้อโกเบหรือเนื้อซากะ เกรดที่ต่ำกว่าจะเรียกเนื้อทาจิมะ หรือเนื้อจากซากะ แต่ Kokusangyu ไม่ใช่ Wagyu คุณภาพและราคาจึงผิดกันด้วยประการฉะนี้

ถึงแม้ว่าเนื้อวัว Mirai Memuro จะไม่ใช่วางุ แต่คุณภาพที่ทางร้านคัดมาก็แตกต่างจากร้านเนื้อบุฟเฟ่ต์อย่างเห็นได้ชัด ริ้วมันในชั้นเนื้อใกล้เคียงกับวางุ ผิดกับเนื้อร้านบุฟเฟ่ต์หลายแห่งที่เห็นได้ชัดว่าไขมันกับเนื้อแยกออกจากกันอย่างชัดเจน คุณมินาโกะสั่งชุดเนื้อที่มีห้าอย่างมาให้ผมลอง ในจานประกอบด้วย Rosu, Misuji, Momo, Kurimi และ Karubi ผมเคยเขียนไว้บ่อยครั้งว่า ระยะหลังชักจะเลี่ยนเนื้อเกรด A4-A5 เพราะไขมันเยอะเกิน วันนี้มาเจอเนื้อที่มีมันแทรกไม่เยอะ จึงรับประทานได้มากกว่าปกติ แต่ถึงอย่างไร เนื้อที่มีมันแทรกอย่าง Karubi ก็ยังถูกปากกว่าเนื้อที่ไม่มีไขมันอยู่ดี กินเนื้อย่างให้อร่อยต้องมีผักแนมไปด้วย และผักที่ฮอกไกโดก็ทั้งสดและใหญ่ เนื้อคำผักคำ นุ่มบ้างแน่นบ้าง ได้รสสัมผัสที่แตกต่างกันถึง 5 อย่าง จึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ กว่าจะใช้เวลาบรรจุเนื้อสิบกว่าชิ้นกับผักกองโตและข้าวอีกหนึ่งถ้วยลงท้องจนหมด ก็ผ่านไปราว 1 ชั่วโมง ที่ไหนได้นึกว่าหมดคอร์สแล้ว ยังมี Hiyamugi หรือเส้นอุด้งที่ทำจากธัญพืชเสิร์ฟแบบเย็นมาให้ซดอีกถ้วย แล้วถึงจะปิดท้ายด้วยของหวานเป็นไอศกรีมและสตรอเบอร์รี่สดราดด้วยครีมสดและซอส อิ่มอร่อยแบบนี้ค่าเสียหายแค่สี่ห้าพันเยนคุ้มเหลือคณาครับ

กิจกรรมของวันนี้อยู่ในช่วงบ่ายทั้งหมด มีทางเลือกให้ทำหลายสิ่งตามที่ระบุในคู่มือ เช่น ไปชมวิวของฟาร์ม Naitai Kogen ที่กว้างไกลสุดสายตา มีพื้นที่ราวๆ 1,700 เฮกตาร์ หรือเท่ากับสนามกีฬาโตเกียวโดม 358 สนาม (ญี่ปุ่นชอบใช้มาตรวัดแบบนี้เพื่อให้เปรียบเทียบง่าย) ถือเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น หรือจะไปชิมสารพัดถั่วที่ Okamedo Bean Dome ในเมือง Honbetsu เมืองที่มีการผลิตถั่วได้มากที่สุดในเกาะฮอกไกโด ถ้ามีเด็กก็อาจจะลองพาไปชมฟอสซิลของสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ที่ Ashoro Museum of Paleontology และสำหรับแฟนขนมหวานต้องไม่พลาดการแวะไปเยี่ยมร้านขนม Ryugetsu และ Rokkatei ร้านขนมท้องถิ่นชื่อดังที่คนไทยนิยมซื้อแต่อาจไม่รู้ว่ามีต้นทางอยู่ที่เมืองนี้ แต่ไม่ว่าจะไปแวะเที่ยวที่ไหนก็ตาม สุดท้ายต้องมาเจอกันที่ฟาร์มเกษตร Bito ในเวลาที่กำหนด เพราะบ่ายนี้เรามีกิจกรรมสำคัญที่ต้องทำร่วมกันคือ เที่ยวชมฟาร์มเกษตรกับเจ้าของฟาร์ม

เมือง Tokachi ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเกษตรกรรมและเป็นศูนย์กลางผลผลิตทางการเกษตรของญี่ปุ่น มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดในเกาะฮอกไกโด เฉลี่ยครอบครัวละ 41.7 เฮกตาร์ หรือราว 260 ไร่ เนื่องมาจากเขตนี้มีพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ที่สุดในเกาะนั่นเอง เราขับรถมาถึงฟาร์มเป็นคันแรก เจ้าหน้าที่ของ FMJ และผู้ประสานงานมารอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมมีโอกาสได้ทักทายกับคุณ Bito เจ้าของฟาร์ม จึงทราบว่าปกติจะไม่เปิดให้ใครเข้ามาชมได้ง่ายๆ โดยเฉพาะหากเป็นต่างชาติแล้วยิ่งแทบไม่มีโอกาส แต่ทาง FMJ คือข้อยกเว้น เพราะมีสายสัมพันธ์กันมายาวนาน สามารถขอเข้ามาชมได้เป็นกรณีพิเศษ โอ้โห!เจ๋งสุดๆ เลย อยากรีบไปดูฟาร์มแล้ว แต่ต้องรอสมาชิกมาให้ครบก่อน