หนีฝนไปซบร้อน กับเจ้าฟูจิขี้อาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561971

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

หนีฝนไปซบร้อน กับเจ้าฟูจิขี้อาย

โดย /ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หลายคนคงสงสัยว่า เมื่อเราไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อน มันจะร้อนขนาดไหน เราจะทนไหวไหม เพราะบ้านเมืองเราก็ร้อนได้ใจเมื่อถึงเดือน เม.ย. แต่สำหรับญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. เช่นนี้ เราจะเจอกับสภาพอากาศร้อนแห้ง เหมือนตัวเราเดินผ่านคอมเพรสเซอร์แอร์ที่กำลังพ่นลมร้อนตลอดเวลา

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ความสนุกที่กำลังจะมาถึงก็ช่วยคลายความร้อนให้เอง

เมื่อเครื่องบินนกสกู๊ตแตะรันเวย์ที่สนามบินนาริตะ อันดับแรกที่เราไปเยือนไม่ใช่ที่ไหนไกล นั่นคือ วัดเซนโซจิ วัดชื่อดังที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ แต่ด้วยเป็นเวลาเที่ยงและคอนเซ็ปต์กองทัพต้องเดิน ด้วยท้อง เราจึงแวะฝากท้องมื้อแรกที่ร้านอิมาฮัน ฮอนเท็น ร้านชาบูชื่อดังย่านวัดเซนโซจิที่มีให้เลือกทั้งเนื้อและหมู

จากนั้นไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงหน้าประตูวัด จุดที่มีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์ เดินผ่านร้านค้าที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งที่มีไม่ต่ำกว่า 90 ร้าน และด้วยความที่วัดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้การเดินในวัดนั้นไม่อึดอัดอย่างที่คิด แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวล้นหลาม เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นที่ใส่ชุดกิโมโนมาเที่ยวที่วัดเช่นกัน

เช้าวันต่อมาเราออกจากเมืองไปเกาะเอโนะชิมะ เกาะเล็กๆ ในจังหวัดคานางาวะ โดยใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงบนรถบัส ก่อนถึงตัวเกาะเอโนะชิมะจะได้เพลิดเพลินไปกับชายหาดที่ทอดตัวยาว สมกับเป็นเกาะที่ขึ้นชื่อในเรื่องการมาพักผ่อนในช่วงหน้าร้อนของชาวญี่ปุ่น เมื่อกวาดสายตาไปที่ชายหาด กิจกรรมกลางแจ้งของเกาะแห่งนี้คือ การนอนอาบแดด เล่นเซิร์ฟ โดยเฉพาะการพายเรือถือเป็นกิจกรรมยอดฮิต

หลังจากเพลิดเพลินกับกิจกรรมริมชายหาดแล้ว เราได้ยืดเส้นยืดสายต่อด้วยการเดินเท้าขึ้นเนินเขา เพื่อขึ้นไปสักการะศาลเจ้าเอโนะชิมะ บูชาเทพธิดาสามองค์ และยังเป็นจุดชมวิวชายหาดมองเห็นท่าจอดเรือใบขนาดใหญ่อีกด้วย

จากนั้นช่วงบ่าย เราได้ไปล่องเรือกลางทะเลสาบอาชิ ในเมืองฮาโกเน ซึ่งอยู่ในจังหวัดคานางาวะเช่นเดียวกัน มันเป็นหนึ่งไฮไลต์ในการชมยอดภูเขาไฟฟูจิ ที่มีฉากหน้าเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ และมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิที่งดงาม ทว่าวันที่เราไปเยือนฟ้าไม่เป็นใจ ฟูจิยังคงมีความเขินอายทำให้เราพลาดไฮไลต์อันงดงาม

หลังจากลงเรือได้สลับมาขึ้นกระเช้าลอยฟ้า เพื่อไปชมหุบเขาโอวาคุดานิ หรือหุบเขานรก ใช้เวลานั่งไม่ถึง 20 นาที โดยด้านบนนั้นจะสัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นขึ้นเล็กน้อย ต้อนรับด้วยกลิ่นกำมะถันบางๆ ที่จมูกเรารับรู้ได้ ก่อนจะเห็นกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหุบเขาแห่งนั้นเป็นผลมาจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน เมื่อกว่า 3,000 ปีที่แล้ว และยังคงเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอยู่ถึงปัจจุบัน

นักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของหุบเขานรกจะต้องมาลิ้มรสไข่ดำ ด้วยความเชื่อว่า ใครที่ได้กินไข่ดำ 1 ลูกจะมีอายุยืนขึ้น 7 ปี ทำให้ร้านขายไข่ดำขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

เช้าวันต่อมาเราย้ายเมืองอีกครั้งสู่เมืองชิซุโอกะ เริ่มต้นด้วยการเดินชมสะพานแขวนมิชิมะ สะพานแขวนแห่งใหม่ที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น มีความยาว 400 เมตร และสร้างอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 70 เมตร และเป็นอีกหนึ่งในการชมภูเขาไฟฟูจิ ทำให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งคนญี่ปุ่นนิยมมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ใครมาถึงแล้วไม่เดินข้ามไปอีกฝั่งถือว่าพลาดมาก เพราะตลอดสองข้างทางที่เดินทอดไป สายตาสามารถรับรู้ความสวยงามได้ 360 องศา และไม่มีเพียงวิวที่สวยงามเท่านั้น อีกฝั่งยังมีคาเฟ่เรือนกระจกที่มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ไปจนถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าคิโคะโระ

ส่วนวิวภูเขาไฟฟูจิที่คาดหวังว่าจะได้เห็นก็ค่อยๆ มืดลง เพราะเมฆก้อนใหญ่ที่ลอยมาบดบังยอดเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลัง ทำให้สิ่งที่คิดไว้กับสิ่งที่เห็นไม่เป็นไปตามคาด และเป็นอีกวันที่เจ้าฟูจิขี้อาย

ต่อด้วยการนั่งกระเช้าขึ้นไปศาลเจ้าคุโนะซันโทโชงู เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้น 400 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณอิเอะยะซุโทะกุงะวะ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้จะได้พบกับสถาปัตยกรรมและการแกะสลักที่สะท้อนเอกลักษณ์การก่อสร้างอาคารช่วงต้นสมัยเอะโดะ มีความวิจิตรตระการตาด้วยการลงรักปิดทอง เพื่อให้คงสภาพความงดงามด้วยดั้งเดิมไว้ โดยจะมีการทาสีใหม่ทุกๆ 50 ปี ปัจจุบันนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมมาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อขอพรให้มีสุขภาพดี อายุยืนยาว และโชคดีตลอดปี

สิ่งที่พลาดไม่ได้และถือเป็นไฮไลต์ของเมืองชิซุโอกะ คือ ไร่ชา เพราะชาเขียวจากเมืองนี้กว่าร้อยละ 45 ถูกส่งไปขายทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละไร่ชานั้นจะปลูกชาหลากหลายชนิด อย่างไร่ชานิฮอนไดระ นับเป็นแหล่งปลูกชาเขียวอันเลื่องชื่อของจังหวัด และก่อนจะจบวันเรายังไม่ย่อท้อต่อการชมภูเขาไฟฟูจิอีกหน ด้วยการเดินทางไปยังชายหาดมิโฮ จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิจากชายหาดที่ทอดตัวยาวถึง 3 กม. โดยต้องเดินทอดน่องผ่านต้นสน บางต้นมีอายุมากกว่า 650 ปี

ก่อนจะหลุดจากโลกสนมาเจอกับชายหาดที่ทอดยาวกับหาดทรายสีดำ หนุ่มสาวนั่งพักผ่อนมองคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง บางคนเล่นน้ำ หรือแม้กระทั่งนั่งตกปลาริมหาด ส่วนยอดเขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นยังคงหลบซ่อนอยู่ใต้กลีบเมฆอีกครั้ง เรียกได้ว่าผิดหวังจนจุดสุดท้าย

แม้การเดินทางจะจบลงแบบไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะทุกจุดที่ไปเพื่อชมภูเขาไฟฟูจิกลับไม่เห็นพระเอกตามที่คาด แต่องค์ประกอบอื่นๆ ของธรรมชาติก็ทำให้ไม่ผิดหวัง

ส่วนลมร้อนของเดือน ส.ค. ก็ถือเป็นอีกหนึ่งอรรถรสในญี่ปุ่น ประเทศที่คนคุ้นกับอากาศหนาวและหิมะสีขาวโพลน ซึ่งเป็นอีกรสชาติที่อยากให้มาสัมผัสให้รู้ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องอากาศเย็นเสมอไป ตราบใดที่เพื่อนร่วมทริปคือสิ่งสำคัญในการมอบความสุขครั้งนี้

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เลือดหมูพะโล้ผัดขึ้นฉ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561706

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 21:15 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม เลือดหมูพะโล้ผัดขึ้นฉ่าย

เรื่อง: สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ: cookool studio

หนึ่งร้านอาหารร้านโปรดของสมาชิกครอบครัวผู้เขียน คือ โต๋วโภชนา เรียกว่ามีหลายครั้งที่ไปเจอญาติตัวเองกินข้าวอยู่ก่อนในร้านนี้ ร้านโต๋วขายเป็ดพะโล้ยาวนานมากว่า 40 ปี ผู้เขียนสามารถเทียบได้จากอายุของตัวเอง เพราะจำได้ว่าไปรับประทานร้านนี้ตั้งแต่ตัวยังไม่โตพ้นขอบโต๊ะ

จานเด็ดแน่นอนว่าต้องยกให้เป็ดพะโล้ เลือดพะโล้ วันหนึ่งขายไม่เกิน 4 ชั่วโมงก็หมดเสียแล้ว เนื้อเป็ดแล่มาบางๆ รับประทานกับข้าวสวยเป็นถ้วยๆ สไตล์ร้านข้าวต้มอร่อยถูกใจจนกินข้าวนับถ้วยไม่ไหว นอกจากอาหารจานเป็ดแล้ว ร้านนี้ยังมีกับข้าวจานเด็ดปรุงตามสั่งมีอยู่ไม่กี่เมนู

แต่ทุกจานอร่อยพิเศษไปหมด เพราะฝีมือการผัดที่คงเส้นคงวา จานที่อร่อยที่สุด คือ เลือดเป็ดพะโล้ผัดต้นหอมและขึ้นฉ่าย อร่อยไม่มีร้านไหนเสมอเหมือน เพราะเลือดพะโล้นั้นนุ่มละมุนเป็นทุนเดิม มาเจอกับฝีมือการผัดที่เค็ม เปรี้ยว หวาน ลงตัวไปหมด เพราะมีรสเผ็ดจากพริกขี้หนูซ่อนอยู่ด้วย

หลายๆ ครั้งผู้เขียนคิดถึงเลือดเป็ดผัดของร้านโต๋วมากๆ แต่ด้วยความที่ร้านไกลจากบ้าน เวลาการขายสั้นเหลือเกิน นานๆ ถึงไปรับประทานที่ร้านสักครั้ง หากญาติๆ ไปรับประทานมักจะซื้อกลับมาฝาก แต่ก็ไม่อร่อยเท่ากับผัดใหม่ๆ จากเตา

เหตุนี้เองผู้เขียนจึงทดลองทำเลือดผัด “สไตล์โต๋ว” กันดูสักตั้ง เลือดเป็ดหายากจริงๆ ตลาดประจำก็ไม่มีขาย ต้องสั่งไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็ไม่แน่ใจในคุณภาพ ความสด สะอาด ผู้เขียนจึงทดลองใช้เลือดหมูหลอดแบบที่หาซื้อได้ง่ายๆ ตามตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ตลาดบางแห่งก็เห็นมีเลือดหมูแบบหลอดคล้ายๆ เต้าหู้หลอด สะดวกในการซื้อหามาทำกับข้าว

ลองผัดครั้งแรกยังไม่ได้รสชาติละมุนและหอม เพราะเริ่มด้วยการหั่นเลือดจากหลอดแล้วตั้งกระทะผัดเลย รู้สึกว่ารสชาติยังขาดอะไรไปสักอย่าง จนมาคิดดูแล้วว่าเลือดที่อร่อยนั้น ต้องผ่านการตุ๋นในน้ำพะโล้ ซึ่งเป็นน้ำซีอิ๊วง่ายๆ ขึ้นมาก่อน

ผู้เขียนจึงเริ่มจากการปรุงน้ำพะโล้ง่ายๆ ผสมซีอิ๊วดำและซีอิ๊วขาวที่ให้ทั้งความหอม ความเค็ม และสีสัน เพิ่มความหอมของน้ำพะโล้ เน้นความหอมและเครื่องพะโล้แต้จิ๋วที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนและกลิ่นรุนแรงมากนัก ใช้แค่ต้นหอมส่วนก้านขาวๆ เยอะหน่อยก็ดี หรือจะใส่ลงไปทั้งต้นก็ได้ มีรากผักชีดับคาว ใบเตยเพิ่มความหอม

ขาดไม่ได้คือ พริกหอมซวงเจียง ที่จะช่วยให้เลือดพะโล้ง่ายๆ ของเราลงตัวขึ้น เมื่อปรุงน้ำพะโล้ได้แล้วเราก็ทำแบบง่ายๆ บ้านๆ ใช้น้ำพะโล้เคี่ยวเลือดหมูที่ไฟอ่อนๆ ประมาณ 30-60 นาที เท่านี้ก็ได้เลือดพะโล้ ซึ่งเด็กๆ จะชอบมากๆ ที่จุดนี้ เกือบจะไม่เหลือเลือดหมูพะโล้ไปผัดเลย

เมื่อเลือดหมูพะโล้ของเราอร่อยพอประมาณจากการเคี่ยว ทีนี้ก็เตรียมตัวผัดด้วยเครื่องผัดขึ้นฉ่ายง่ายๆ มีกระเทียมยืนพื้น ถ้าชอบหอมๆ เน้นเป็นกระเทียมไทยโขลกหยาบๆ ไปเลย เลือกพริกขี้หนูสวนบุบพอแตก หรือจะโขลกแหลกๆ ถ้าชอบเผ็ดจี๊ดจ๊าด ผัดให้หอมๆ กับน้ำมันแล้วจัดแจงใส่เลือดลงไปผัดไฟแรงๆ ผัดเบาๆ อย่าให้เลือดต้องแหลกคามือ โรยต้นหอมและขึ้นฉ่ายหั่นท่อนลงไปพร้อมกัน สาวตะหลิว 3-4 ครั้ง พร้อมตักใส่จาน

ปรุงรสง่ายๆ ด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรสนิดหน่อย แต่งรสด้วยน้ำตาล และถ้าจะให้เป็นสไตล์โต๋วโภชนา ต้องกล้าใส่น้ำส้มสายชูหมักลงไปเล็กน้อย เพราะเลือดพะโล้ผัดสไตล์ของร้านนี้เขามีความเปรี้ยว เค็ม หวานชัด เรียกว่ากินกับข้าวต้มแล้วไม่มีจืดชืดให้เสียแรงเชียร์ของผู้เขียนแน่นอน

ถ้าจะปรับเปลี่ยนสูตรนี้ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่ปรุงให้เผ็ดด้วยพริกขี้หนู งดการเติมน้ำส้มสายชูลงไปเท่านี้ก็ได้เลือดพะโล้ขึ้นฉ่ายสายเรียบร้อย เอาไว้ให้สมาชิกรุ่นเยาว์ในบ้าน แต่ถ้าสายข้าวต้มรอบดึกสาดพริกขี้หนูให้เข้มข้นถึงใจไปเลย

เลือดหมูพะโล้ผัดขึ้นฉ่าย(สำหรับ 2-3 คน พร้อมกับข้าวอื่นๆ)

ส่วนผสมพะโล้เลือดหมูหลอด 3 หลอดใบเตย 2 – 3 ใบซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะเกลือป่น 1/2 ช้อนชาต้นหอม 2 ต้นรากผักชี 1 รากพริกไทยดำ 1 ช้อนชาพริกซวงเจียง 1 ช้อนชาน้ำ สะอาด 4 ถ้วย

วิธีทำ• คั่วพริกหอมซวงเจียงในหม้อให้หอม เติมต้นหอม รากผักชีลงไปคั่วความร้อนแห้งๆ จนหอมทั่วถึงกันแล้วจึงเติมส่วนผสมทุกอย่าง ยกเว้นเลือดลงไป ตั้งไฟไว้จนเดือด หรี่ไฟลงแล้วเติมเลือดที่หั่นเป็นก้อนใหญ่หนาสัก 1 นิ้วลงไป เคี่ยวที่ไฟอ่อนประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้เลือดหมูพะโล้

ส่วนผสมผัดขึ้นฉ่ายน้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะกระเทียมไทย สับหรือทุบละเอียด 1 ช้อนชาพริกขี้หนู 3-4 เม็ดต้นหอม หั่นเป็นท่อน 2 ต้นขึ้นฉ่าย หั่นเป็นท่อน 1 ต้นซอสปรุงรส 2 ช้อนชาซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชาน้ำตาลทราย 1 ช้อนชาน้ำส้มสายชูหมัก 2 ช้อนชา

วิธีทำ• ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไป ผัดกระเทียมให้เหลือง ผัดให้หอม เติมพริกขี้หนูบุบพอแตก • ใส่เลือดหมูพะโล้ลงไปตามด้วยเครื่องปรุงทั้งหมด• เติมต้นหอมและขึ้นฉ่ายลงไปผัดเร็วๆ ตักขึ้นทันที

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือลุงนึก 10 บาทอร่อยอิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561699

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 20:15 น.

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือลุงนึก 10 บาทอร่อยอิ่มท้อง

เรื่อง/ภาพ อัสวิน ภักฆวรรณ

ไม่ว่าจะในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือเศรษฐกิจตกต่ำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือลุงนึก ซอย 16 ถนนเพชรเกษม ข้างเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังคงยึดขายราคาเดิม ธรรมดา 10 บาท พิเศษ 20 บาท แต่ปริมาณของก๋วยเตี๋ยวใกล้เคียงกับก๋วยเตี๋ยวที่ขายตามร้านทั่วๆ ไป ซึ่งราคาอย่างต่ำสุดอยู่ที่ถ้วยละ 40 บาท

ร้านก๋วยเตี๋ยวลุงนึก ถือว่าเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือราคาถูกที่สุดแห่งเดียวในเมืองหาดใหญ่ แต่ละวันมีลูกค้าทุกสาขาอาชีพ และนักเรียน นักศึกษา มารับประทานกันอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านในเวลา 06.30-16.30 น. และปิดวันอาทิตย์เพียงวันเดียว มีหลากหลายเมนูให้เลือกทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำ ต้มยำ น้ำใส และเกาเหลา เป็นต้น

สมนึก สุชาติ กล่าวว่า ร้านแห่งนี้เปิดขายมาแล้ว 2 ปี โดย ศุกร์จิต สุชาติ ภรรยาช่วยกันทำภายในครอบครัวไม่จ้างแรงงานเพราะจะทำให้ต้นทุนแพงขึ้น ทำให้สามารถขายก๋วยเตี๋ยวเรือราคาถูกแค่ถ้วยละ 10 บาท เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือที่อร่อย และอิ่มในราคาเบาๆ สบายๆ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองข้าวยากหมากแพง สินค้าทุกอย่างขึ้นราคาไปหมด

“ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ร้านแห่งนี้ยังคงขายในราคาถูก ธรรมดาเพียงถ้วยละ 10 บาท แต่หากพิเศษก็แค่ถ้วยละ 20 บาท เช่นเดียวกับซื้อใส่ถุงกลับบ้านก็เพียงถุงละ 20 บาทเท่านั้น และมีครบทั้งลูกชิ้นเนื้อหมู และตับ ส่วนน้ำทุกประเภท เช่น ชา กาแฟ โอเลี้ยง ก็ขายเพียงแก้วละ 10 บาท และขายแบบกันเอง หากตนและภรรยายุ่งมากลูกค้าก็สามารถทำน้ำกินเองได้เลย” สมนึก กล่าว

ในแต่ละวันขายก๋วยเตี๋ยวได้วันละประมาณ 300-400 ถ้วย ซึ่งรายได้ก็พออยู่ได้ แม้ว่าได้กำไรไม่มาก แต่ทำเพราะใจรักอยากให้ประชาชนได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวอร่อย อิ่มท้องในราคาประหยัด

มรดกโลกอาเซียน ท่องเที่ยวสร้างสรรค์แห่งเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561454

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 19:30 น.

มรดกโลกอาเซียน ท่องเที่ยวสร้างสรรค์แห่งเออีซี

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกิดขึ้นแล้ว กับการประชุมสุดยอดมรดกโลกอาเซียนครั้งที่ 1 โดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นเจ้าภาพ เปิดเวทีต้อนรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกอาเซียน ยูเนสโก และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวในประเทศ มาร่วมถกสถานการณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเมืองมรดกโลกของภูมิภาคอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน เพื่อสร้าง “อาเซียนคอนเนก” (ASEAN Connect) โดยนำพลังของมรดกโลกในอาเซียนที่มีถึง 38 แห่งเป็นตัวชูโรง

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มรดกโลกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2534 และเป็นหนึ่งในพื้นที่พิเศษของ อพท. โดยระหว่างการประชุมได้มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัยจำนวนกว่า 200 คน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต” ผ่านการตีความหมายใหม่ว่า ศิลปินคนรุ่นใหม่คือมรดกของชาติ

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า วิธีเดียวที่จะปกป้องรักษามรดกไว้ได้ คือการเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นและคนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมวาดภาพแห่งอนาคตด้วยตัวเอง เพราะพวกเขาคือเจ้าของทรัพย์สินทางวัฒนธรรมซึ่งควรแก่การหวงแหน

“เราจะไม่กอดมรดกไว้ให้ตายไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า เราต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างอารยธรรมในแบบของพวกเขาเองด้วย ซึ่งประเทศไทยควรให้ความสำคัญและความไว้เนื้อเชื่อใจกับคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น ให้คนรุ่นใหม่นี้ได้เรียนรู้ เข้าใจ และเข้าถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุ ผ่านการสร้างสรรค์ในมุมมองที่มีความร่วมสมัย พวกเขาจะได้ไม่ทิ้งราก และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดอย่างมีรากต่อไป แม้ว่าสิ่งที่พัฒนาต่อยอดอาจไม่ได้มีรูปลักษณ์เหมือนเดิม แต่มรดกจะยังคงอยู่ในทุกสิ่งที่คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ขึ้นมา”

เช่นเดียวกับ เพลิน พริม (Phloeun Prim) ผู้อำนวยการองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรด้านวัฒนธรรม Cambodia Living Arts ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จในการประชุมว่า ศิลปะและการแสดงทางวัฒนธรรมนั้นเป็นอาวุธที่สำคัญยิ่งในการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอนาคต และจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้

ยูเนสโกได้จดทะเบียนให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเป็นมรดกโลก ผ่านมากว่า 30 ปี อพท.ได้นำเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลกมาเป็นแนวทางในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยเน้นไปที่การเพิ่มผลประโยชน์และลดผลกระทบเชิงลบด้านวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน ยังใช้หลักการทำงานที่เรียกว่า การสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-Creation) เพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ในทุกกิจกรรม

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

“แม้ว่าการฟื้นฟูมรดกโลกในเชิงกายภาพจะเป็นหน้าที่หลักของหน่วยงานอื่น แต่ในเชิงการบริหารจัดการในองค์รวมเพื่อให้ชุมชนโดยรอบมรดกโลกและบริเวณใกล้เคียงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูมรดกโลกผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ถือเป็นหน้าที่ของ อพท. ที่ผ่านมา อพท.ได้สนับสนุนให้มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) ปลุกให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาค้นหาอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ และรังสรรค์คุณค่าของอัตลักษณ์และภูมิปัญญานั้นผ่านการสร้างประสบการณ์แห่งความสุขร่วมกันระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว โดยชุมชนก็ยังใช้ชีวิตประจำวันตามวิถีของตนตามปกติ”

ตัวอย่างกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ได้แก่ การปั้นและวาดลวดลายสังคโลก การทำพระพิมพ์ดินเผาสุโขทัย การเรียนรู้นาฏศิลป์สุโขทัย การทอผ้าจกไทยพวน การทำว่าวพระร่วง การปักผ้าอิ้วเมี่ยน เป็นต้น

ผู้อำนวยการ อพท. ยังกล่าวด้วยว่า การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์กับพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่บริหารจัดการโดยชุมชน ถือเป็นแนวทางในการช่วยฟื้นฟูคุณค่าของมรดกโลกในภาพกว้างขึ้น เพราะยิ่งสร้างให้ชุมชนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และความหวงแหนที่มีต่อมรดกโลกได้มากเท่าไร ความยั่งยืนในการธำรงรักษามรดกโลกก็จะมากขึ้นเท่านั้น

“การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีหลักคิดที่ไม่ซับซ้อน คือ การทำการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ซึ่งคำว่าชุมชนในที่นี้เป็นคำใหญ่ หมายถึง ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม”

พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค กล่าวย้อนกลับไปถึงหลักการทำงานที่เรียกว่า การสร้างสรรค์ร่วมกัน ซึ่งมีคำสำคัญอยู่ตอนท้ายคือ “ร่วมรับผลประโยชน์” คำนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลประโยชน์ในรูปของรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ด้านอื่นที่มิใช่เงิน เช่น ประชาชนในท้องถิ่นมีความสุขเพิ่มขึ้น มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ กับนักท่องเที่ยว มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมนำเสนอคุณค่าของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นถิ่นด้วยตัวเขาเอง ได้รับความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการการท่องเที่ยว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีจิตสำนึกร่วมกันมากขึ้นในการรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้ถือเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญกว่ารายได้ที่อาจมาตามช่วงฤดูกาล แต่ผลประโยชน์ที่มิใช่เงินจะอยู่ยั่งยืนกว่า และทั้งหมดนี้เป็นหลักคิดในการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

การปั้นสังคโลก

ประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการท่องเที่ยวยังเป็นหัวข้อปาฐกถาพิเศษในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทางด้าน ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากในการปรับโจทย์ให้ลดการท่องเที่ยวจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง โดยต้องกระจายนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายเข้าผ่านกิจกรรมสร้างกระแสเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่าย

“ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมชะโงกทัวร์ให้เกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น และต่อยอดการสร้างรายได้ด้วยวิถีไทยที่มุ่งเน้นผ่านวิถีการกิน เพราะค่าใช้จ่าย (ด้านการกิน) ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติสูงถึงร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด นับว่าจะช่วยกระจายรายได้เป็นอย่างดี” รองผู้ว่าฯ ททท. กล่าว

นอกจากเป้าหมายการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ไทยยังมีเป้าหมายที่กว้างขึ้นคือ การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้อาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวในการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยทาง อพท.มีการขับเคลื่อนแล้ว เช่น การท่องเที่ยวเชื่อมโยงพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่านกับแขวงหลวงพระบาง สปป.ลาว การท่องเที่ยวเชื่อมโยงพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้าง บริเวณ อ.คลองใหญ่ กับจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา และการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความร่วมมือสี่เหลี่ยมวัฒนธรรมล้านช้าง เชื่อมโยงพื้นที่พิเศษเลยและอีก 3 จังหวัด คือ จ.หนองบัวลำภู อุดรธานี และหนองคาย กับ 4 แขวงของ สปป.ลาว ได้แก่ ไซยะบุรี หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครหลวงเวียงจันทน์

“อาเซียนคอนเนกเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวใหม่ เพราะเป็นการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวทางถนน ทำให้นอกจากจะกระจายรายได้สู่ชุมชนตามเส้นทาง ยังเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิก” พ.อ.ดร.นาฬิกอติภัค กล่าวต่อ

“สำหรับประเทศไทยถูกออกแบบมาให้ได้รับประโยชน์จากอาเซียนคอนเนกโดยตรง เนื่องจากมีตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ดังนั้นประเด็นที่ท้าทายสำหรับประเทศไทยคือ จะบริหารจัดการอย่างไรให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด และได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด หากจะทำเรื่องการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนต้องไม่ยั่งยืนด้วยความรู้สึก แต่ต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ”

การวาดลวดลายสังคโลกบนผ้า

ปัจจุบันทุกประเทศสมาชิกในอาเซียนล้วนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเล็งเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นภูมิภาคที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจากสหภาพยุโรป ซึ่งนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่หลากหลายแล้ว อาเซียนยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมากถึง 38 แห่ง ทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและมรดกโลกทางธรรมชาติ กระจายอยู่ใน 9 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม 8 แห่ง อินโดนีเซีย 8 แห่ง ฟิลิปปินส์ 6 แห่ง ไทย 5 แห่ง มาเลเซีย 4 แห่ง กัมพูชา 3 แห่ง ลาว 2 แห่ง สิงคโปร์ 1 แห่ง และเมียนมา 1 แห่ง

“ประเด็นที่ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และตำแหน่งทางการแข่งขันให้ชัดเจน คือ การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีคุณค่า ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่เน้นราคาถูกและแย่งกันตัดราคา ควรเน้นการนำเสนอที่เป็นความจริงแท้ของอาเซียน ไม่ใช่จีน ไม่ใช่อินเดีย ไม่ใช่ฝรั่งนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่ไหนก็หาความเป็นอาเซียนไม่พบ แต่ต้องมาเที่ยวที่อาเซียนเท่านั้น ทำอย่างนี้ได้จึงจะเรียกว่า จุดเด่นของอาเซียน” ผู้อำนวยการ อพท. แสดงทัศนะ

หากมองไปในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับที่ 2 (2559-2568) เมื่อประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน จีน และอินเดีย กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เขายังเชื่อว่า ไทยจะรักษาระดับความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอาเซียนได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้างต้นไม่น่าวิตกกังวลเท่ากับโจทย์ใหญ่ที่ว่า ไทยจะสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนั้นให้เกิดความยั่งยืนทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ในมุมมองของ อพท. ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวมากนัก แต่จะให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ชุมชนและประชาชนอย่างเหมาะสม ให้ความสำคัญกับการใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการไปเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และนำไปสู่ความสุขระหว่างชุมชนกับนักท่องเที่ยว

นครวัด เสียมเรียบ กัมพูชา

“นับจากนี้ไป ทุกภาคส่วนต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ตามที่สหประชาชาติกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ให้ทุกประเทศสมาชิก ซึ่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นหนึ่งในเป้าหมาย ดังนั้น อพท.อยากเห็นว่า ในปี 2025 การท่องเที่ยวไทยจะยั่งยืนเพียงใด มากกว่าจะไปยืนอยู่จุดไหนของอาเซียน” ดร.นาฬิกอติภัค กล่าวทิ้งท้าย

การประชุมสุดยอดมรดกโลกอาเซียนครั้งที่ 1 มีข้อสรุปที่ถูกจัดกลุ่มภายใต้แนวคิด 5E เพื่อให้เดินหน้าอย่างมีทิศทาง ได้แก่ Empower ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลก Enhance กระตุ้นและเปิดกว้างทางด้านความคิดสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในแหล่งมรดกโลก Embrace ควบรวมมาตรวัดในการบริหารจัดการอย่างมีหลักการ Employ ใช้สมดุลระหว่างการพัฒนาและการป้องกันอย่างมีดุลยภาพ และ Engage เชิญชวนให้ผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน ร่วมส่งเสริมมรดกที่เป็นรูปธรรมและมรดกทางวัฒนธรรม

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561311

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 13:27 น.

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด 8

โรงแรม Tokachikawa Onsen Daiichi มี 2 ตึก ประกอบด้วย Toyo-tei และHosyu-tei ตึกแรกมี 87 ห้อง เป็นห้องญี่ปุ่นแบบมาตรฐาน มี 9 ห้องที่มีบ่อน้ำแร่ส่วนตัว ตึกหลังมีเพียง 24 ห้อง แต่ทุกห้องมีบ่อแช่น้ำแร่ส่วนตัวพร้อมวิวแม่น้ำ และมีช่องทางเข้าพิเศษที่ลูกค้าตึกแรกเข้าไปยุ่มย่ามไม่ได้ มีเลานจ์ส่วนตัวให้ไปนั่งจิบเครื่องดื่มต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์และของขบเคี้ยวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เจ้าภาพ FMJ ใจดีมากให้ผมมานอนห้องฝั่ง Hosyu-tei แถมเป็นห้องริมสุดที่เห็นวิวแม่น้ำโทคาจิและสะพานเสาขึงแบบพาโนรามาได้กว้างไกลกว่าห้องอื่น ซึ่งมีเพียง 5 ห้องเท่านั้น ระเบียงด้านนอกมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งชมวิวฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งเป็นบ่อแช่น้ำแร่ส่วนตัวที่ทะลุออกจากทางห้องน้ำได้

ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดยูกาตะแล้วรีบลงไปสำรวจบ่อน้ำแร่รวมที่ชั้นล่าง มีทั้งบ่อในร่มและกลางแจ้งแต่มีผนังกั้น มองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ด้านนอก เนื่องจากบ่อรวมอยู่ระนาบเดียวกับถนน คงไม่งามเป็นแน่ถ้าจะเปิดให้เห็นวิวด้านนอก น้ำแร่ Moor มีคุณสมบัติดีสมคำร่ำลือ น้ำออกสีน้ำตาลอำพันดูมีสรรพคุณกว่าน้ำแร่ปกติ อันนี้ไม่ได้คิดไปเอง เพราะระหว่างแช่สัมผัสได้ถึงความลื่นของน้ำ อีกทั้งมีเศษเล็กๆ ปะปนอยู่ในน้ำด้วยซึ่งก็คือซากพืชที่ถูกทับถมและปะปนอยู่ในสายน้ำแร่นั่นเอง เมื่อขึ้นจากบ่อพอลูบผิว ความลื่นยังติดตรึงไปอีกนาน แช่เสร็จลองแวะขึ้นไปจิบอะไรเย็นๆ ที่เลานจ์เสียหน่อย หน้าตาคล้ายกับเลานจ์สายการบินขนาดย่อม มีเคาน์เตอร์เครื่องดื่มให้บริการตัวเอง มีของว่างให้กินซึ่งอร่อยมาก อยากกินมากชิ้นแต่ก็กลัวจะอิ่มไป เพราะเดี๋ยวก็ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว

ที่โรงแรม Tokachikawa Daiichi มีห้องอาหารหลายแห่งให้เลือกทาน แต่ค่ำนี้มีกรุ๊ปนักเรียนหญิงกว่า 200 คนมาเหมาฝั่ง Toyo-tei ไปแล้ว และห้องอาหารค่ำแบบบุฟเฟ่ต์ก็คงแน่นขนัดไปด้วยน้องๆ ผมเลยปลีกวิเวกมาทานกันที่ห้องส่วนตัวในห้องอาหารญี่ปุ่น Hoshu-an เป็นชุด Kaiseki อีกเช่นเคย ถ้าอายุมากอย่างผมจะรู้ว่าการกินบุฟเฟ่ต์เป็นเรื่องสิ้นเปลือง เพราะกินไม่ได้มากต้องเลือกเฉพาะที่อยากกิน ซึ่งในแง่ของปริมาณก็ไม่แตกต่างจากการกินอาหารชุด แต่ในแง่ของคุณภาพฟันธงว่าดีกว่ามากครับ

โดยปกติอาหารชุด Kaiseki จะไม่มีการวางอาหารไว้บนโต๊ะก่อนที่ลูกค้าจะมานั่งเพราะจะเย็นชืด แต่ก็พออนุโลมได้บ้างสำหรับอาหารว่างหรือออร์เดิร์ฟที่ปกติก็กินกันแบบเย็นๆ อยู่แล้ว สำหรับที่นี่มีแต่ถาดไม่มีอาหารวางไว้ก่อน มีเพียงกระปุกดำๆ 2 ชั้นคล้ายปิ่นโตวางไว้ให้สงสัย เจ้าหน้าที่มารับออร์เดอร์เครื่องดื่มเป็นลำดับแรก ผมสั่งชาเขียว Gyokuro Hochicha Kaho ชาเขียวชั้นดีบรรจุในขวดแก้วที่มองผ่านๆ จะต้องคิดว่าเป็นขวดไวน์ ราคาต่อขวดราวๆ 4,000 เยน จำได้ว่าเคยดื่มชาเขียวแบบนี้บน Seven Stars รถไฟสุดหรูลำดับแรกของญี่ปุ่นแล้วติดใจ พอมาเจอที่นี่เลยต้องสั่ง

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่นำเครื่องดื่มมาให้ อดใจไม่อยู่แอบเปิดผอบสีดำเทาที่วางอยู่ตรงหน้า นี่ถ้าโรงแรมมีกล้องวงจรปิดติดไว้ คนที่เฝ้ามองคงต้องขำ เหมือนเด็กแอบอยากทำอะไรนอกลู่นอกทาง ต้องรอจนเจ้าหน้าที่ออกจากห้องไปแล้วถึงค่อยกล้าเปิด ภาชนะคล้ายปิ่นโตทำจากเซรามิกมี 2 ชั้น ชั้นบนมีเนื้อสองสามชิ้นวางอยู่บนผัก ชั้นล่างใส่ถุงเล็กๆ คล้ายถุงเจลลี่เย็นหรือถุงร้อนไว้ คิดในใจว่าคงเป็นถุงให้ความร้อนเพื่อให้เนื้อสุก สักพักเจ้าหน้าที่ก็นำชามาเสิร์ฟ ใครมาเห็นกระบวนการเปิดฝาและรินชาต้องนึกว่ากำลังจะดื่มไวน์ เพราะองค์ประกอบได้หมด แม้แต่แก้วยังเป็นแก้วไวน์

จะว่าไปชาระดับ Gyokuro ก็เป็นระดับที่สูงเกือบจะที่สุดแล้ว ด้วยกรรมวิธีการคลุมต้นชาไม่ให้โดนแสงราว 21 วันก่อนการเก็บเกี่ยว ทำให้ได้ใบชาที่มีสีเขียวสด อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมายกว่าใบชาทั่วไป การชงใบชา Gyokuro จะใช้น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิราว 50-60 องศาต่ำกว่าชาทั่วไป ให้รสชาติที่กลมกล่อมกว่าและมีรสหวานธรรมชาติแฝงอยู่ เมื่อมีโอกาสได้เจอชา Gyokuro จึงไม่พลาดที่จะต้องสั่งมาดื่มทุกครั้งไป ชาขวดนี้หาซื้อทางออนไลน์ได้ด้วย ผมลองเปิดดูเห็นราคาแล้วตกใจ ขายที่ฮ่องกง 1,000 เหรียญ ก็ราวๆ 4,300 บาท ที่สิงคโปร์ขาย 214 เหรียญ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 5,000 บาท แพงกว่าวิสกี้และไวน์หลายแบรนด์ด้วยซ้ำ

ระหว่างจิบชารสละมุนลิ้น เจ้าหน้าที่ก็นำของว่างมาเสิร์ฟ เป็นแอสพารากัสขาวราดซอสมัสตาร์ดและเห็ดหอมในดาชิ บรรจุมาในกล่องสวยงาม รสชาติดีทั้ง 2 อย่าง จากนั้นจึงเป็นออร์เดิร์ฟ 5 อย่าง ที่ติดใจมากสุดคือเต้าหู้ครีมชีส เพราะชีสเป็นอาหารฝรั่ง แต่พ่อครัวสามารถดัดแปลงให้เข้ากับอาหารญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ตามด้วยซูชิวะกิวอีกหนึ่งคำ เนื้อวะกิวชิ้นบางที่เผาไฟกึ่งสุกกึ่งดิบนุ่มและอร่อยมาก เสิร์ฟมาพร้อมกับซุปสาหร่ายที่มีทั้งหอยลายและขาปูซูไวในชามซุป เสียดายซูชิมาแค่คำเดียว ยังไม่หายอยากเลย จานต่อมาเป็นซาชิมิสดๆ มีกุ้งโบตันและมากูโระชิ้นโตหวานสดทั้ง 2 อย่าง และแล้วเจ้าหน้าที่ก็มาเปิดผอบชั้นล่าง รินน้ำลงไปถุงผ้า แล้วปิดครอบด้วยถ้วยชั้นบนที่ใส่เนื้อและผักก่อนจะปิดฝาปิ่นโต สรุปว่ามันคือหม้อนึ่งนั่นเอง น้ำทำปฏิกิริยากับถุงผ้าจนร้อนและกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปทำให้เนื้อสุก ระหว่างรอก็มีจานถัดไปอีก 2 อย่าง คือ ปลาต้มกับรากไม้ และไข่ตุ๋นผสมกามองแบร์ชีส มีไข่หอยเม่นอยู่เลเยอร์บนสุด ถ้วยนี้เด็ดมากครับ เนื้อวัวสุกพอดีกับจังหวะที่ข้าว ผักดอง และซุปมาเสิร์ฟ เนื้อนุ่มๆ ที่แทรกไปด้วยไขมันทั่วทั้งชิ้น กินกับข้าวผสมธัญพืชร้อนๆ ช่างเข้ากันดีแท้ ปิดคอร์สด้วยของหวานหน้าตาดี มีทั้งวาราบิโมจิชาเขียว และผลไม้ อิ่มกำลังดี

กินเสร็จออกไปเดินเล่นที่เฉลียงด้านข้างของโรงแรม เขาทำเป็นที่นั่งให้แช่เท้าได้อย่างสบายอารมณ์โดยไม่ต้องกลัวหนาว เพราะทางโรงแรมเตรียมทั้งผ้าคลุมและผ้าเช็ดเท้าเอาไว้ให้พร้อมสรรพ นั่งผ่อนคลายสักพักก็กลับขึ้นห้อง ไปเปิดเพลงจากเครื่องเล่นซีดี แล้วออกไปแช่น้ำแร่ Moor ในบ่อส่วนตัวอีกรอบ ปิดไฟให้มืดแล้วแหงนมองฟ้า ดาวระยิบระยับเต็มสองตา เป็นอีกค่ำคืนที่มีความสุขมากๆ ในทริปนี้เลยครับ

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ วัดค่ายบางกุ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561285

  • วันที่ 19 ส.ค. 2561 เวลา 10:37 น.

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ วัดค่ายบางกุ้ง

โดย สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การเดินทางไปท่องเที่ยว จ.สมุทรสงคราม นอกจากตลาดน้ำอัมพวา ที่หลายคนพูดถึง ยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่เมื่อคนเดินทางไปแล้วต้องไม่พลาด นั่นคือ วัดค่ายบางกุ้ง

วัดค่ายบางกุ้ง หรือวัดบางกุ้งที่ชาวบ้านเรียกขาน เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขต ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีจุดเด่นที่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ถูกปกคลุมทั้งอาคารด้วยรากของต้นโพธิ์ ต้นกร่าง และต้นไกร จนได้รับยกให้เป็นอันซีนแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสงคราม

พระอุโบสถเป็นอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นอาคารเครื่องก่ออิฐถือปูน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ตามแบบวัดไทยทั่วๆ ไป ถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพธิ์ ไทร และกร่าง มองจากภายนอก คิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน รากไม้เหล่านี้ช่วยยึดให้โบสถ์คงรูปอยู่ได้ ทั้งยังให้ความขรึมขลัง อีกด้วย ในส่วนของหน้าบันของพระอุโบสถ มีปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อนิลมณี หรือหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางมารวิชัยขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย สลักจากหินทรายแดง ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” เป็นที่เคารพบูชาของคนในท้องถิ่น ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเลื่องลือไกลไปทั่วสารทิศ ทำให้ผู้คนต่างหลั่งไหลกันมากราบไหว้ขอพรท่านมากมาย นอกจากนี้ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าอีกด้วย

ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า วัดนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายปี 2308 กองทัพพม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ รับสั่งให้หัวเมืองปากใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้ง เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” โดยกองทัพพม่ายกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลองและบุกลงมาจนถึงค่ายบางกุ้ง โดยที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ ค่ายบางกุ้งจึงแตก

หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี 2310 ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้าง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว โปรดให้ชาวจีนรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้ง จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

ในปี 2311 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาไปประมาณ 8 เดือน กองทัพพม่านำโดยเจ้าเมืองทวายยกทัพบกและทัพเรือลงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารจีนที่รักษาค่ายบางกุ้งสู้รบอย่างเต็มที่แต่มีกำลังน้อยกว่าเกือบจะเสียค่ายแก่พม่า กรมการเมืองสมุทรสงครามจึงมีหนังสือกราบทูลไปยังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีน ขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย

หลังจากนั้น ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึงปี 2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้เป็นอนุสรณ์

วัดแห่งนี้ยังมีจุดเด่นที่มีรูปปั้นนักมวยไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงการตั้งค่ายจำลองเมื่อครั้งที่ทหารไทย และชาวจีนสู้รบกับทหารของพม่าอย่างกล้าหาญ และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่มีทั้งกรงอูฐ กวาง ม้า ตั้งอยู่ในวัดบางกุ้งอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดความกว้างประมาณ 5 เมตร ความยาว 7 เมตร ที่ขอบสระมีกำแพงเตี้ยกั้น และกรุด้วยอิฐถือปูนลักษณะสอบลงไป ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกุ้งเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนพิเศษ 50 เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2539 

เสน่ห์ธรรมชาติบริสุทธิ์ บนเกาะบอร์เนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561268

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 21:25 น.

เสน่ห์ธรรมชาติบริสุทธิ์ บนเกาะบอร์เนียว

โดย..ทีมงาน โลก 360 องศา

เมื่อพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซีย เชื่อว่าหลายคนไม่ทราบว่ามาเลเซียมี 2 ส่วน คือส่วนที่หนึ่งที่อยู่บนคาบสมุทรทางตอนใต้ของไทย และส่วนที่สองอยู่บนเกาะบอร์เนียวติดกับประเทศอินโดนีเซียและประเทศบรูไน ซึ่งพื้นที่ส่วนที่สองนี้เรียกว่า มาเลเซียตะวันออก เป็นพื้นที่ที่คนไทยไม่คุ้นเคย ทั้งที่เดินทางไปไม่ยาก ให้มุมมองและประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าที่เราเคยคิดว่าเรารู้จักประเทศเพื่อนบ้านเรา

เมืองที่เป็นประตูสู่มาเลเซียตะวันออก ก็คือเมืองหลวงของรัฐชื่อว่า โกตากีนาบาลู

ที่ตัวเมืองโกตากีนาบาลู ขึ้นไปชมวิวของเมืองได้ที่ Signal View Point จะเห็นลักษณะภูมิประเทศคร่าวๆ ของโกตากีนาบาลู มองด้านโน้นจะเห็นทะเล จะรู้ว่านี่เป็นเมืองท่าชายฝั่ง ด้านหลังก็มีภูเขา มีเนินเขาเป็นช่วงๆ มีอาคารบ้านเรือน แล้วก็ตึกสูงทันสมัย รวมกันเป็นกลุ่มที่เป็นโซนตัวเมือง มองไปไกลๆ ด้านนู้นเห็นเครื่องบินกำลังขึ้น แสดงว่าสนามบินอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมาก

แม้ว่าคนไทยจะไม่ค่อยรู้จักโกตากีนาบาลู แต่อันที่จริงแล้ว เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมานาน โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ อยากมาดูธรรมชาติ และมาชมท้องทะเลสวยๆ กัน

ด้วยความลงตัวของที่ตั้ง และความพร้อมของระบบคมนาคม ทำให้โกตากีนาบาลูเป็นประตูสู่บอร์เนียว และยังมีความพร้อมสำหรับการเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว เพราะมีปัจจัยพื้นฐานหลายๆ อย่าง โรงแรมที่พักก็มีการพัฒนาไปมาก อาคารสถานที่ ถนนหนทางในตัวเมือง ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร มีให้เลือกอยู่ทั่วไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่นี่สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว

แม้ว่าผู้คนบนเกาะนี้จะเป็นสัญชาติมาเลเซียเหมือนคนที่อยู่บนคาบสมุทร แต่เชื้อชาติจะค่อนข้างแตกต่าง คือไม่ได้มีชาวมลายูมากเท่าดินแดนบนคาบสมุทร มีทั้งคนที่มีเชื้อสายจีน ฟิลิปปินส์ อินเดีย และชนเผ่าต่างๆ ซึ่งวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของการท่องเที่ยว

ที่นี่ยังเป็นบ้านของชนเผ่าที่หลากหลายอีกกว่า 40 ชนเผ่า อาศัยกระจัดกระจายกันไปตามภูเขา ตามชนบท การที่เราจะได้ไปเห็นทุกๆ ชนเผ่านั้นเป็นไปได้ยาก แต่มีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเขารวบรวมวัฒนธรรมของชนเผ่าใหญ่ๆ มาไว้ด้วยกัน ชื่อว่า Mari Mari Cultural Village หมู่บ้านวัฒนธรรมแห่งนี้ เราจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของแต่ละชนเผ่า รวมถึงความเชื่อที่แตกต่างกัน และได้เห็นหลักฐานว่า ชนเผ่านักล่าหัวมนุษย์นั้น เคยมีอยู่จริง!!!

โกตากีนาบาลู เป็นที่ตั้งของยอดเขากีนาบาลู ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักปีนเขา เพราะยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 4,000 เมตร แต่การพิชิตยอดเขาก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

ถึงแม้ว่าชื่อโกตากีนาบาลูจะไม่ค่อยคุ้นหูคนไทย แล้วก็จะยังมีคนไทยเดินทางมาที่นี่น้อย หรือแทบจะไม่มีเลย แต่พอไปค้นดูในอินเทอร์เน็ต กลับพบว่ามีนักผจญภัยคนไทยมาถึงที่นี่แล้ว เป้าหมายก็เพื่อพิชิตยอดเขากีนาบาลู หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในอาเซียน สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4,000 เมตร แถมยังเป็นยอดเขาที่มีทัศนียภาพสวยงามแล้วก็เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ท้าทายที่สุดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกด้วย

ในเขตอุทยาน อากาศบริสุทธิ์และสดชื่นมากๆ นอกจากนี้ยังมีของแถมจากการเดินทางเป็นวิวสวยๆ และบรรยากาศดีๆ ของหุบเขากุนดาซัง ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติโกตา กีนาบาลูมาไม่เท่าไรนัก

ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติกีนาบาลูมาได้ไม่นาน เราก็เข้าสู่เขตหุบเขากุนดาซัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ขอแนะนำว่าใครชอบสัมผัสธรรมชาติ ใครชอบสูดอากาศบริสุทธิ์ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวง

อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักที่มีคุณภาพ มีทัศนียภาพที่สวยงาม ภูมิประเทศที่ลดหลั่นลงมาตามภูเขา ทำให้นักท่องเที่ยวชอบที่จะมาพักผ่อนตากอากาศกันที่นี่ หลายๆ พื้นที่จึงพัฒนาเป็นโรงแรมเล็กๆ เป็นฟาร์มสเตย์ หรือเป็นโฮมสเตย์

ช่วงเย็น แนะนำให้ไปที่ตลาดริมน้ำในเมือง หาอาหารทะเลอร่อยๆ ราคาประหยัดรับประทาน เพราะอาหารทะเลที่นี่สดๆ ตัวใหญ่ หน้าตาของอาหาร ดูเหมือนจะปรุงกันแบบง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยสุดยอด แถมราคายังไม่แพงมาก ดังนั้นแนะนำเลยว่าถ้าใครได้ไปเที่ยวเมืองนี้ ต้องไม่พลาดไปรับประทานอาหารทะเล

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปโกตากีนาบาลู จะนิยมไปดำน้ำและไปเที่ยวเกาะ เพราะที่นี่มีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่หลายแห่ง และที่พิเศษกว่าการไปดำนำ ก็คือการนั่งเรือจากโกตากีนาบาลูไปยังเกาะแห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ปูเลาตีกา”

ที่เกาะนี้ หาด Batu Luang บาตูลูอัง เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งแนะนำว่าต้องมาเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครมาช่วงตอนเย็นๆ ควรจะมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ ที่นี่อาจจะไม่ใช่หาดทรายขาว เนื้อทรายละเอียด เหมือนหาดทั่วๆ ไป แต่ว่ามีความสวยงามและแปลกตาของผาหินที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม ลักษณะเด่นก็คือ เป็นหาดที่มีก้อนหินกลมมน เรียงตัวแทรกตัวกันอยู่ในชั้นหินทราย พอน้ำทะเลซัดมาค่อยๆ กัดเซาะชั้นหินทรายออกไป ก็จะเหลือเฉพาะพื้นผิวที่โชว์ก้อนหินเรียงกันแบบนี้ สวยงามแปลกตาดี

เรามักจะเคยเห็นแต่หาดทราย แต่ที่นี่เป็นหาดหิน แล้วก็ไม่ใช่เป็นหินกรวดเล็กๆ แต่เป็นหินก้อนโตๆ คงจะโดนน้ำทะเลกัดเซาะแล้วก็เสียดสีกันจนกลายเป็นผิวมนๆ แบบนี้

เกาะปูเลาตีกา ได้ขึ้นชื่อว่า Survival Island มีชื่อเสียงและได้รับการขนานนามแบบนี้เพราะว่าเคยถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำรายการ The Survival ซีรี่ส์ที่ใช้ชื่อว่า Survival Borneo หลังจากภาพทิวทัศน์ของเกาะได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ใครๆ ก็อยากเดินทางมาที่นี่

กิจกรรมบนเกาะนี้มีมากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเล่นน้ำทะเล เดินเล่นชายหาดดำน้ำ หรือเดินเล่นเทรคกิ้งไปตามแนวป่าเขา แต่มีอยู่อีกหนึ่งกิจกรรม ซึ่งไม่ควรพลาดก็คือการไปแช่ในบ่อโคลนภูเขาไฟ

บ่อโคลนภูเขาไฟนี้ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ก็บังเอิญเกิดขึ้นที่เกาะปูเลาตีกา จากการที่ภูเขาไฟที่เคยดับไปแล้วเมื่อหลายล้านปี แต่ยังมีก๊าซซัลเฟอร์ปะทุอยู่ข้างล่าง บังเอิญมาโผล่ ณ จุดนี้ซึ่งมีโคลนมาสะสมกัน มีน้ำฝนมารวมกัน จึงเกิดเป็นบ่อโคลนธรรมชาติขึ้น คนที่มาที่นี่มีความเชื่อว่า ถ้าได้มาแช่น้ำโคลนที่นี่จะทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง แล้วก็สุขภาพผิวดีขึ้น ทั้งยังได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนที่ใดๆ ในโลกด้วย

เมืองอีกเมืองหนึ่งในมาเลเซียตะวันออก มีฉายาว่า Little Hongkong เมืองนั้นมีชื่อว่า ซันดากัน อยู่ห่างจากเมืองโกตากีนาบาลูประมาณ 300 กิโลเมตร เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเส้นเดินเรือ และเชื่อมต่อการค้าทางทะเล ในอดีตจึงมักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากนักล่าอาณานิคมต่างชาติ

ถึงแม้ว่าหลายชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสเปน เยอรมนี อังกฤษ จะเคยมีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ แต่ดูเหมือนว่าที่ซันดากันนี้ จะมีกลิ่นอายของความเป็นจีนมากกว่า ที่นี่จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Hong Kong

ส่วนสาเหตุที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Little Hong Kong ก็คงต้องย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นที่นี่ยังเป็นเมืองหลวงของนอร์ทบอร์เนียว อยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษ ญี่ปุ่นส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดราบเป็นหน้ากลอง เกินกว่าที่จะฟื้นฟู อังกฤษก็เลยตัดสินใจย้ายเมืองหลวงใหม่ไปที่ Jesselton ก็คือโกตากีนาบาลูในปัจจุบัน แต่เมืองนี้ก็ยังมีทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรทางประมงที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ แล้วก็มีชัยภูมิที่เหมาะสมในการเป็นเมืองท่า จึงมีความพยายามที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองนี้ขึ้นมา อังกฤษได้เชิญชาวฮ่องกงให้มาลงทุนทำธุรกิจประมงที่นี่ ทำให้ชาวฮ่องกงทยอยกันเข้ามารวมกลุ่มกันเป็นชุมชนใหญ่ๆ กลายเป็นเมือง แล้วก็กลายเป็น Little Hong Kong อย่างปัจจุบัน

หนึ่งในกิจกรรมสนุกที่ควรทำในซันดากัน ก็คือการตื่นแต่เช้าไปดูตลาดปลา เพราะนอกเหนือจากรายได้จากธุรกิจป่าไม้ ธุรกิจน้ำมันแล้ว เรื่องของประมงก็เป็นอีกรายได้หลักของซันดากัน ดังนั้นเมืองนี้จึงกลายเป็นเมืองตื่นเช้า เพราะเรือประมงเข้าท่ากันตั้งแต่ตีหนึ่ง คนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับประมงก็ต้องตื่นเช้าตาม ตลาดค้าส่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ตีหนึ่งถึงหกโมงเช้า พ่อค้ารายใหญ่ก็มารอรับซื้อปลาซื้ออาหารทะเลล็อตใหญ่ๆ แล้วขายต่อให้พ่อค้าปลีก ซึ่งตลาดค้าปลีกก็จะเริ่มตั้งแต่หกโมงเช้าเป็นต้นไป

ไฮไลต์อีกอย่างของการมาเที่ยวซันดากัน ก็คือการได้ไปเห็นเจ้าลิงจมูกยาว หรือลิงจมูกงวง Proboscis Monkey

การมาเที่ยวที่ซันดากัน ถ้าสมมติว่าคุณพลาดการกินอาหารซีฟู้ด ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าสมมติว่าคุณไปเที่ยวป่าฝนเขตร้อน คุณไม่เห็นนกก็ถือว่าคุณโชคไม่ดี แต่ถ้าคุณพลาดไม่ได้มาชมเจ้าลิงจมูกโตนี้ ถือว่ามาไม่ถึงซันดากัน

ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ว่าจมูกโตๆ ของเจ้าลิงชนิดนี้มีไว้ใช้ทำอะไร ตอนแรกก็มีสมมติฐานว่ามีไว้เอาไว้ช่วยหายใจเวลาว่ายน้ำ สรุปก็ไม่ใช่ แล้วก็มีคนสมมติฐานอีกว่า เอาไว้ช่วยระบายความร้อน แต่ก็ยังไม่ใช่อีกเช่นกัน ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่ที่แน่ๆ เขาสังเกตเห็นว่า ลิงตัวผู้ตัวไหนมีจมูกโต ตัวนั้นจะดึงดูดลิงเพศเมียได้ดี

นอกจากจมูกโตๆ ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เจ้าลิงชนิดนี้ยังมีเสียงร้องที่แตกต่างจากลิงทั่วไปด้วย

นักท่องเที่ยวบางคนอาจจะหวังดี อยากหิ้วกล้วยหรือผลไม้มาฝากลิงด้วยตัวเอง แต่ว่าที่นี่ห้ามเด็ดขาด มีอยู่สองสาเหตุ เหตุผลแรก เขาจะควบคุมวินัยของลิงไม่ได้ เหตุผลที่สองก็คือ เจ้าลิงเหล่านี้รับประทานอาหารต่างจากลิงโดยทั่วไป ผลไม้ เช่น กล้วยที่มีรสหวาน เขาไม่สามารถย่อยได้ ดังนั้นถ้าเกิดว่า เขารับประทานเข้าไป แทนที่จะมีประโยชน์กลับกลายเป็นโทษเสียด้วยซ้ำ

โดยปกติแล้วเขาจะกินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร รวมถึงใบไม้บางชนิดที่มีพิษก็สามารถกินได้ด้วย เพราะว่ามีโครงสร้างกระเพาะที่มีเอนไซม์พิเศษทำให้สามารถย่อยใบไม้ชนิดนั้นได้ แต่ด้วยความที่โครงสร้างระบบย่อยของเขามีความซับซ้อนเป็นพิเศษ จึงทำให้ไม่สามารถไปอาศัยอยู่ที่อื่นได้ มีคนพยายามนำไปเพาะเลี้ยง แล้วก็ขยายพันธุ์ในพื้นที่อื่น แต่สุดท้ายก็ไม่รอด จึงเหลืออยู่แค่ที่นี่ที่บอร์เนียว ปัจจุบันจำนวนก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะว่าพื้นที่เป็นป่าชายเลน บางส่วนถูกแทนที่ด้วยสวนยาง สวนปาล์ม อาหารการกินก็ลดน้อยลง ปัจจุบันพบว่า ทั่วเกาะบอร์เนียวมีอยู่ประมาณ 8,000 ตัว

เสน่ห์อย่างหนึ่งของมาเลเซียตะวันออก คือ ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ทำให้เป็นบ้านของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด และนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นของจริง ก็ต้องเดินทางไปดูที่เกาะบอร์เนียว

สถานที่อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดก็คือ Orangutan Rehabilitation Centre ศูนย์พักฟื้นลิงอุรังอุตัง ภาษาไทยเราออกเสียงเป็น “อุรังอุตัง” แต่ภาษาบาฮาซาของที่นี่ออกเสียงว่า “โอรังอุตัง”

การเติบโตของชุมชนเมือง และการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมป่าไม้บนเกาะบอร์เนียว ทำให้มีผลกระทบต่อพื้นที่อยู่อาศัย แล้วก็แหล่งอาหารของลิงอุรังอุตัง จึงมีแนวโน้มที่ลิงชนิดนี้ลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ เพราะกว่ามันจะเติบโตจนสามารถผสมพันธุ์ได้ ต้องอายุประมาณสิบปีขึ้นไป แล้วก็คลอดลูกครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น ดังนั้นโอกาสที่จะสูญพันธุ์มีมาก ศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ฟื้นฟูช่วยเหลือลิงอุรังอุตังที่กำพร้า เพื่อให้สามารถเรียนรู้ฝึกฝนตัวเอง พร้อมที่จะกลับเข้าไปใช้ชีวิตที่ป่าได้

เสร็จจากดูลิงเรามาดูหมีกันต่อ ที่นี่คือ Borneon Sun Bear Conservation Centre เป็นศูนย์อนุรักษ์หมีพื้นเมืองที่เรียกว่า Bornean Sun Bear เป็นหมีพันธุ์ที่เล็กที่สุดในโลก อยู่ในตระกูลหมีหมาหรือว่าหมีคนในบ้านเรา ความสูงเต็มที่อยู่ที่ 120-150 เซนติเมตรเท่านั้น ด้วยความที่ตัวเล็กแล้วก็เคลื่อนไหวเชื่องช้าจึงมักตกเป็นเหยื่อของนักล่า

ซันแบร์เป็นหมีที่มีตัวเล็กที่สุดในโลก ดูน่ารักมาก บางคนอยากได้เอาไปเป็นสัตว์เลี้ยง ก็ซื้อหากันไป หรือบางคนก็ไปจับเอาในป่า ไปเป็นสัตว์เลี้ยงกัน แต่พอโตขึ้น สัตว์ป่าก็เป็นสัตว์ป่า ความเป็นหมี ความเป็นนักล่า ความเป็นสัตว์ป่าก็ปรากฏออกมา ก็ไม่สามารถเลี้ยงได้อีกต่อไป ส่วนใหญ่ก็จะลงเอยด้วยการถูกจับเอาไว้ในกรง รอวันแก่ตาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน

ปิดท้ายด้วยการเดินทางไปยังถ้ำโกมันตัง หนึ่งในถ้ำที่เราจัดอันดับให้เป็นสถานที่ชวนขนลุกมากที่สุด เชื่อว่าถ้าใครเป็นโรคกลัวแมลงสาบ แล้วอยากฝึกตัวเองให้ก้าวผ่านความกลัวให้ได้ ควรมาที่นี่ เพราะถ้าผ่านที่นี่ไปได้ แมลงสาบเมืองไทยธรรมดาไปเลย

นอกจากแมลงสาบแล้วก็จะยังมีแมงมุม มีค้างคาว มีตัวอื่นๆ อีก ไต่ยั้วเยี้ยๆ เต็มไปหมด

นี่ไม่ใช่ถ้ำที่สวยงาม ไม่ใช่ถ้ำที่จะมาเดินเพลิดเพลิน ชมบรรยากาศสวยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะว่าถ้ำนี้ทั้งมืด ทั้งชื้น แล้วก็มีกลิ่นของมูลสัตว์ ขณะเดินไปตามเส้นทางเดิน ก็จะมีมูลสัตว์ มีแมลงสาบไต่ยั้วเยี้ยๆ เต็มไปหมด ใครที่อยากมาเห็นความแปลก อยากได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนแล้วบนโลกใบนี้ ก็ลองมาดูได้

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี

เมื่อ ‘หัวหิน’ เป็นแค่ทางผ่าน ‘ประจวบคีรีขันธ์’ จะมีอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561265

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 20:00 น.

เมื่อ ‘หัวหิน’ เป็นแค่ทางผ่าน ‘ประจวบคีรีขันธ์’ จะมีอะไร

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ปล่อยให้หัวหินเป็นทางผ่าน แล้วปักหมุดใหม่ให้อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดเป็นจุดหมาย ประจวบคีรีขันธ์ที่เคยรู้จักอาจเปลี่ยนไป ผ่านการค้นพบทรัพยากรธรรมชาติที่มีอีกหลากหลายในด้ามขวานเล่มนี้

ข้อความในป้ายมหัศจรรย์เขาหินปูน ระบุไว้ว่า อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ส่วนใหญ่เป็นหินปูน เกิดขึ้นจากการตกตะกอนทับถมกันของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลจนกลายเป็นหินใต้น้ำ

จากนั้นเมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก จึงดันเอาชั้นหินขึ้นมาก่อเกิดเป็นภูเขาหินปูน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหินปูนได้สึกกร่อนจากการละลายน้ำ จึงมีรูปร่างตะปุ่มตะป่ำแปลกตา เป็นซอกหลืบและโพรงถ้ำมากมายอย่างที่โด่งดังคือ “ถ้ำพระยานคร”

ถ้ำพระยานคร ตั้งอยู่บนภูเขาริมชายหาดแหลมศาลา ซึ่งหาดแหลมศาลาไม่มีถนนเข้าถึง เพราะมีภูเขาหินปูนกั้นขวางจากหมู่บ้านบางปู นักท่องเที่ยวจึงต้องใช้วิธีเดินเท้าข้ามเขาหินปูนลูกนั้นจากฝั่งบ้านบางปูไประยะทางประมาณ 500 เมตร หรือเลือกใช้บริการเรือของชาวบ้านแล่นอ้อมภูเขาไปประมาณ 10 นาที ซึ่งช่วยเซฟแรงขาไว้ได้มาก

จากตีนเขาไปถึงถ้ำพระยานครต้องเดิน 430 เมตร ส่วนใหญ่เป็นทางชันขึ้นเขา ไต่ไปตามขั้นบันไดที่ทำจากหินขรุขระซึ่งถูกโบกปูนไว้ไม่ให้หลุดร่วง สองข้างทางเขียวครึ้มไปด้วยป่าดิบชื้น ถ้าโชคดีจะเจอค่างแว่นเจ้าถิ่น จากนั้นพอถึงครึ่งทางจะมีจุดนั่งพัก และเป็นจุดชมวิวทะเลอ่าวไทยฝั่งหาดแหลมศาลา และก่อนถึงปากถ้ำพระยานครจะเป็นทางลาดลงให้ก้าวไปตามแรงโน้มถ่วง ก่อนจะต้องฝืนกล้ามขาอีกนิดเพื่อไปยังพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ จุดหมายปลายทางของบันไดขั้นสุดท้าย

ห้องโถงแรกที่ไปถึง บนเพดานถ้ำจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ เกิดการสึกกร่อนและยุบตัวพังลงมาจนกลายเป็นสะพานหินธรรมชาติ ได้รับสมญานามเป็น “สะพานมรณะ” เนื่องจากมีสัตว์ป่าเดินข้ามแล้วตกลงมาตาย ขณะเดียวกันการยุบตัวของเพดานถ้ำยังทำให้เกิดช่องแสงให้แสงแดดส่องลงมา ทำให้พืชพันธุ์สามารถสังเคราะห์แสงกลายเป็นป่าผืนย่อมในโถงถ้ำ จากนั้นจะผ่านโถงที่ 2 ซึ่งมีช่องแสงและต้นไม้ขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเชื่อมต่อไปยังโถงสุดท้ายที่ตั้งของพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุขบนเนินดิน

ถ้ำพระยานคร ตั้งตามนามของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผู้พบเมื่อคราวเดินทางผ่านเขาสามร้อยยอดในสมัยรัชกาลที่ 1 หรือกว่า 200 ปีที่แล้ว ครั้งนั้นเจ้าพระยาได้ขึ้นฝั่งหลบพายุจึงค้นพบถ้ำดังกล่าว และยังเป็นถ้ำที่มีพระมหากษัตริย์เสด็จประพาสถึง 3 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประทับทรงจตุรมุขบนเนินดินกลางโถงถ้ำชื่อพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เมื่อปี 2433 และทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ จปร ไว้บนผนังถ้ำ

จากนั้นในปี 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสและทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ ปปร ไว้เคียงข้างกัน จากนั้นในปี 2501 และ 2524 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จประพาสพร้อมพระราชินีจำนวน 2 ครั้ง จึงนับเป็นถ้ำที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดคอยเฝ้าดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยภายในถ้ำพระยานคร เขาแนะนำว่า ช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์จะส่องผ่านช่องแสงลงมากระทบพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์คือเวลา 10.00-12.00 น. และเดือนที่สวยงามที่สุด (ในสายตาของเขา) คือ ต.ค. เพราะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้มีหมอกจางๆ ปกคลุมยอดไม้ภายในถ้ำ ช่วยสร้างบรรยากาศให้น่าหลงใหลกว่าเดิม

หลังนั่งชมพลับพลาพระที่นั่งท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่แข็งกระด้างของบ่ายแก่ และหลังจากที่กล้ามเนื้อน่องอนุญาตให้เดินต่อ เจ้าหน้าที่บอกว่า เส้นทางกลับคือเส้นทางที่มา สลับกันจากทางขึ้นเป็นทางลง ซึ่งหลายคนบอกว่า ขาลงคือตัวแสบ เพราะต้องจิกปลายเท้าไม่ให้ลื่นหินวาววับ และอาจเมื่อยกว่าขาขึ้นถึงขั้นสั่นสะท้าน โดยเฉพาะคนน้ำหนักมาก

“แต่เชื่อเถอะว่า คุ้มแล้วที่ได้ขึ้นมา มาดูประวัติศาสตร์และความสวยงามของธรรมชาติ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หายเมื่อย” เจ้าหน้าที่ให้กำลังใจ

ขากลับจากอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดไปยังกรุงเทพฯ ยังคงคอนเซ็ปต์ปล่อยให้หัวหินเป็นทางผ่านแล้วตั้งหมุดใหม่เป็น “ป่าละอู” ชื่อที่หลายคนคุ้นเคยจากความโด่งดังของทุเรียนและน้ำตก จนกลบชื่อตำบล “ห้วยสัตว์ใหญ่” ที่หมู่บ้านป่าละอูตั้งอยู่ ซึ่งเป็นจุดหมายที่แท้จริงของ อ.หัวหิน ครั้งนี้

สมปอง พุ่มพวง เจ้าพนักงานธุรการ อบต.ห้วยสัตว์ใหญ่ และไกด์เจ้าถิ่นประจำตำบล ขอจั่วหัวดึงความสนใจให้แก่ห้วยสัตว์ใหญ่ว่า คุณอยากรู้ไหมทำไมราษฎรที่นี่ถึงร่ำรวย ทำไมที่นี่ถึงอุดมไปด้วยธรรมชาติ และทำไมที่นี่ถึงมีช้างป่าแต่อยู่ร่วมกับคนได้ แม้ว่าจะทะเลาะกันทุกวัน

เขาค่อยๆ เผยคำตอบผ่านประวัติของตำบลว่า ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่กระจัดกระจายตามชายแดนเชิงเขาตะนาวศรี ทำไร่เลื่อนลอยและล่าสัตว์ ทั้งยังเป็นแหล่งกบดานของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์

ต่อมาในปี 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 รับสั่งให้ตำรวจพลร่มค่ายนเรศวรหัวหินช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงให้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ และพระราชทานพื้นที่ทำกินให้คนไทยที่ยังไม่มีที่ดินครอบครัวละ 23 ไร่ ให้เข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเป็นชุมชนคอยปกป้องแผ่นดินไทย เนื่องจากทิศตะวันตกของห้วยสัตว์ใหญ่ติดกับพรมแดนประเทศเมียนมาตลอดแนว

“ผมเป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นอายุ 21 ปี มีแค่เสื่อผืนหมอนใบ แม่ให้เงินติดตัวมา 20 บาท ทุกวันนี้ผมมีสวนทุเรียน 6 ไร่ สวนยาง 20 ไร่ มีเงินฝาก ไม่มีหนี้สักบาท ค่อนข้างมีความสุข” สมปองกล่าว

ปัจจุบันห้วยสัตว์ใหญ่ ประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน (หนึ่งในนั้นคือ บ้านป่าละอู) ร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นภูเขาและป่าไม้ นอกจากนี้ ห้วยสัตว์ใหญ่ยังมีความหลากหลายดังคำขวัญที่ว่า “น้ำตกป่าละอูเลื่องชื่อ ร่ำลือช้างป่า คุณค่าวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา รวมเหล่าพสกนิกร หมู่ภมรผีเสื้อกลางคืน ดาษดื่นพฤกษ์ไพร รวมเหล่าน้ำใจในโครงการพระราชดำริ”

สมปอง กล่าวต่อว่า น้ำตกป่าละอูมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเดือนละ 5,000-8,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ส่วนการท่องเที่ยวชุมชนของตำบลมีนักท่องเที่ยวเดือนละ 100-200 คน ยิ่งในฤดูกาลทุเรียนป่าละอูออกประมาณเดือน พ.ค.-ส.ค. จะมีนักท่องเที่ยวมาเกือบทุกวัน

“จะสังเกตเห็นว่าทุเรียนที่อร่อยและโด่งดังในไทยส่วนใหญ่จะปลูกในหุบเขา ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน แต่หุบเขาที่ห้วยสัตว์ใหญ่เป็นท้องกระทะกว้างขวาง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200 เมตร และมีดินดี โดยดินที่นี่มีกำมะถันน้อยกว่าที่อื่น ทำให้ทุเรียนมีกลิ่นไม่รุนแรง เนื้อมีสีเหลืองอ่อน เม็ดลีบ และรสชาติหวานมัน นอกจากนี้ ทุเรียนที่นี่ยังปลูกใต้ร่มกล้วย โดยเราจะปลูกกล้วยก่อน 1 ปี แล้วค่อยปลูกทุเรียน เพราะทุเรียนป่าละอูขาดน้ำ 5 วันตาย ดังนั้นจึงต้องใช้ระบบอุ้มน้ำของต้นกล้วยมาช่วย”

สมปอง อธิบายถึง ทุเรียนจีไอ (GI-Geographical Indications) หรือทุเรียนที่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ ว่า พันธุ์ที่ได้รับการรับรองจีไอคือ หมอนทองและชะนีที่ปลูกในพื้นที่นี้เท่านั้น โดยเอกลักษณ์ของทุเรียนป่าละอูคือ ผลเป็นวงรีด้านใต้ผลแหลม สีของเปลือกเป็นสีเขียวปนน้ำตาล เนื้อหนา มีสีเหลืองอ่อน รสชาติมีความมันมากกว่าความหวาน และมีกลิ่นไม่รุนแรง ซึ่งหลังจากได้รับจีไอแล้วทำให้ราคาทุเรียนป่าละอูสูงขึ้น และทำให้เจ้าของสวนต้องรักษาคุณภาพของทุเรียนไว้ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทุเรียนป่าละอูให้อยู่ต่อไปในทางอ้อม

“ทุเรียนต้นแรกของห้วยสัตว์ใหญ่มีเรื่องราวคือ เมื่อปี 2523 สมเด็จย่าได้เสด็จฯ มาพร้อมในหลวง รัชกาลที่ 9 มาที่ห้วยสัตว์ใหญ่ และทรงเห็นว่าที่นี่เหมาะแก่การปลูกทุเรียน จึงทรงปลูกไว้ประมาณ 10 ต้น เวลาผ่านไป 40 ปี ทุเรียนเหล่านั้นยังอยู่ มีขนาดใหญ่ 2 คนโอบ และยังให้ผลผลิต จากนั้นเมื่อราษฎรเห็นว่าที่นี่ปลูกทุเรียนได้และรสชาติอร่อย จึงขยายพันธุ์จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน”

ห้วยสัตว์ใหญ่มีสวนทุเรียนประมาณ 2,100 ไร่ แต่เก็บผลผลิตได้อยู่ประมาณ 900-1,000 ไร่ เพราะอีกครึ่งหนึ่งเป็นสวนปลูกใหม่ที่ยังไม่ให้ผลผลิต โดยคนที่มีสวนทุเรียน 10 ไร่ จะมีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท/ปี

“ที่นี่ทำการเกษตรแบบเลยคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงไปแล้ว โดยช่วงแรกชาวบ้านที่เลี้ยงโคนมและทำการเกษตรได้จับกลุ่มกันเล็กๆ แต่ตอนนี้มีการพัฒนาให้เป็นสหกรณ์ คือ สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ รับซื้อทุเรียนจากชาวบ้านแล้วนำไปส่งห้าง และสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ ปัจจุบันในตำบลมีฟาร์มโคนมประมาณ 400 ฟาร์ม ได้น้ำนมวันละ 40 ตัน ส่งให้กับโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงให้ศึกษา คือ มีการทอผ้า ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว และการเกษตรแบบปลอดสารพิษ” สมปอง กล่าวเพิ่มเติม

ส่วนเรื่องช้างป่า เขาได้อธิบายย้อนกลับไปว่า เมื่อก่อนอาณาเขตของกุยบุรี ห้วยสัตว์ใหญ่ เขาพะเนินทุ่ง และแก่งกระจาน เป็นผืนป่าเดียวกัน มีช้างป่าเดินหากินต่อเนื่องทั้ง 4 เขต โดยจะมาหากินที่ห้วยสัตว์ใหญ่มากเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว แต่ต่อมามีหมู่บ้านเกิดขึ้นใหม่กั้นพื้นที่ป่าของห้วยสัตว์ใหญ่ออกจากกุยบุรีและเขาพะเนินทุ่ง ช้างป่าจึงถูกกักบริเวณไปโดยปริยาย ทำให้ปัจจุบันช้างป่าที่ห้วยสัตว์ใหญ่มีจำนวนประมาณ 150-200 ตัว มีตัวเมียมากกว่าตัวผู้ และอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ากว่า 2,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม สมปองทิ้งท้ายว่า เนื่องจากชาวบ้านที่นี่มีอาชีพเกษตรกรรมและเลี้ยงโคนม มีรายได้ดี มีงานในไร่ ในสวน ในฟาร์มให้ทำทุกวัน ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงรายได้เสริม โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ให้เข้ามาศึกษาดูงาน และที่แน่นอนคือ มาชิมทุเรียน (สมปอง พุ่มพวง โทร. 08-7025-8741)

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดให้ประจวบคีรีขันธ์เป็นเมืองรอง และกำหนดให้เส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดอยู่ในแอ่งทะเลตะวันตก ซึ่งเป็น 1 ใน 8 เขตพัฒนาแอ่งท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย โดยอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดและ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ เป็น “ชุมชนรองในเมืองรอง” ที่มีศักยภาพพอรองรับนักท่องเที่ยว เป็นจุดหมายปลายทางที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้เห็นว่าประจวบคีรีขันธ์ยังมีความหลากหลายทางธรรมชาติ มากกว่าชายหาดและมากกว่าตลาดโต้รุ่ง

ไปอินกับความเด้ง ดึ๋ง นุ่มละมุน @ แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561201

  • วันที่ 18 ส.ค. 2561 เวลา 10:20 น.

ไปอินกับความเด้ง ดึ๋ง นุ่มละมุน @ แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก

เรื่อง: ฟร็อกกี้ลิเชียส  ภาพ: วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

กำลังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ แถวยาวเหยียดอยู่แถวๆ สยามพารากอน ชั้น G กับ แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก (Gram Cafe and Pancakes) ร้านคาเฟ่สีเขียวที่มีต้นกำเนิดจากเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มาเปิดสาขานอกญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ เป็นประเทศที่ 2 ต่อจากฮ่องกง สดๆ ร้อนๆ แบบใหม่แกะกล่อง

ที่มาของแพนเค้กเด้งๆ นุ่มฟูแสนเลื่องลือ มาจาก ทาเคชิ ทาคาตะ ผู้ที่หลงใหลในแพนเค้กเป็นอย่างมาก เขาได้คิดค้นแพนเค้กสูตรต้นตำรับสไตล์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากแพนเค้กแบนๆ แบบธรรมดาขึ้นมา ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างรอยยิ้มให้แก่ลูกค้า จนกลายเป็นจุดขายของ แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก ที่ทุกคนจะต้องมาสัมผัส

สิ่งที่ทำให้ลูกค้ามาต่อคิวรอตลอดทั้งวัน จนโด่งดังในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว ก็คือ Premium Pancakes แพนเค้กสุดฟูนุ่ม เด้งๆ ดึ๋งๆ เสิร์ฟมาซ้อนกัน 3 ชั้น อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่ว่าใครที่ได้ไปลิ้มลอง จะต้องถ่ายภาพแพนเค้กเด้งๆ ลงโซเชียลมีเดียให้เห็นกันก่อนว่าเป็นของแท้

แพนเค้กหน้านุ่ม 3 ชิ้นวางซ้อนกันเป็นคอนโด เสิร์ฟมาพร้อมกับครีมนามะ (Nama Cream) ที่นุ่มเบาพอๆ กัน สำหรับคนที่ชอบต้องบอกว่ากินแล้วมัน “ฟิน” จริงๆ นอกจากนี้ คนที่ชอบความหวานขึ้นมาหน่อย ยังมีเมเปิ้ลไซรัปสุดหอมหวานให้มาในเซตด้วยกินพร้อมๆ กับเนื้อแพนเค้กและครีมนามะ เสริมรสชาติกันเข้าไปอีก

Premium Pancakes ทำให้แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก กลายเป็นร้านแพนเค้กที่มีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่น ถึง 54 สาขา กลายเป็นร้านแพนเค้กในตำนานไปแล้ว ที่ไม่ว่าใครแวะเวียนไปญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โอซากาและโตเกียว จะต้องขอไปชิมดูสักครั้ง

ร้านแกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก ไม่ได้มีเสิร์ฟแค่เมนูเดียว หากยังมีเมนูคลาสสิกแพนเค้กให้เลือกมากมาย สำหรับใครที่ต้องการรับแพนเค้กเป็นอาหารเช้า เขาก็มีทั้งคลาสสิก แพนเค้ก หน้าแซลมอน อโวคาโด เสิร์ฟมาพร้อมสลัดราดน้ำซีซาร์ รวมทั้ง คลาสสิก แพนเค้ก หน้าเบคอน ไว้คอยบริการ

เมนูคลาสสิกแพนเค้กแบบอื่นๆ ก็มีให้เลือกสั่ง อย่างหน้า บานาน่า คาราเมล ที่เสิร์ฟคลาสสิก แพนเค้กมาพร้อมกล้วยหอมฉาบด้วยคาราเมล ครีมนามะ เมเปิ้ลไซรัป และโรยหน้าด้วยถั่ววอลนัต อีกเมนูที่น่าลิ้มลอง คือ แพนเค้กทีรามิสุ ที่มาพร้อมครีมนุ่มๆ รสกาแฟสุดฟิน และยังมีเมนูคลาสสิก แพนเค้ก อื่นๆ อีกมาก

 

แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก ยังมีเครื่องดื่ม ชา-กาแฟ ให้บริการแบบครบครัน แถมชูโรงสมูทตี้รสชาติต่างๆ อย่างเบอร์รี่ สมูทตี้ แมงโก้ สมูทตี้ และที่ขายดิบขายดี คือ พีช สมูทตี้ ที่เป็นเมนูฮอตฮิต

ร้านตกแต่งบรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน ที่มีโครงไม้เลื้อยสมกับเรียกตัวเองว่าเป็นคาเฟ่สีเขียว มีที่นั่งโต๊ะกลางแบบลองเทเบิล ที่ให้แชร์ที่นั่งร่วมกันได้อย่างไม่เคอะเขิน รวมทั้งโต๊ะเก้าอี้แยกเดี่ยวสไตล์โต๊ะหินอ่อนแบบ 4 ที่นั่ง และแบบ 2 ที่นั่งใต้ซุ้มไม้ดูมีความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์บาร์ยกสูง ให้นั่งชมวิวถนนพระรามที่ 1 หน้าสยามพารากอนแบบเพลินๆ ระหว่างรอหรือรับประทานแพนเค้กอีกด้วย

ที่พิเศษสำหรับแกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก ในประเทศไทย ก็คือ แกรม แพนเค้ก ประเทศญี่ปุ่นได้รังสรรค์คิดค้นเมนูแพนเค้กใหม่ให้ แกรม แพนเค้ก ประเทศไทยโดยเฉพาะ นั่นคือเมนู “พรีเมียม ทูโก” (Premium To Go) พรีเมียมแพนเค้กหนานุ่ม สอดไส้ครีมนามะแสนอร่อย สำหรับซื้อใส่กล่องกลับบ้านเฉพาะสาขากรุงเทพฯ เท่านั้น

ไปอินกับความเด้งๆ ดึ๋งๆ นุ่มๆ กันได้ที่ แกรม คาเฟ่ แอนด์ แพนเค้ก ชั้น G สยามพารากอน (ใกล้ๆ ร้านพาโบล ชีสทาร์ต) เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

มหัศจรรย์ อโวคาโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/561185

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 18:40 น.

มหัศจรรย์ อโวคาโด

เรื่อง: สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ: ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายร้านอาหารจะหยิบเอา “อโวคาโด” มาเป็นเมนูหลักในร้าน แต่ที่น่าสนใจ คือ มีบางร้านที่หยิบเอา “อโวคาโด” มาเป็นพระเอกในทุกเมนูของร้าน ทั้งคาว ทั้งหวาน รวมทั้งเครื่องดื่มไม่เว้นแม้กระทั่งชื่อร้านก็หยิบเอาอโวคาโดมาตั้งชื่อนาม

เดอะ แฮสส์ บิสโทร (The Hass Bistro) คือ คาเฟ่คอนเซ็ปต์สุดเก๋ที่นำอโวคาโดมาเป็นธีมหลักของร้าน เปิดต้อนรับให้ทั้งสายเฮลตี้และสายฟู้ดดี้ทั้งหลายได้มาลองรับประทานเมนูใหม่ๆ ที่ครีเอทจากอโวคาโดกัน แม้กระทั่งชื่อร้านก็ได้มาจากสายพันธุ์หนึ่งของอโวคาโด ที่เป็นการผสมข้ามสายพันธุ์กันระหว่างอโวคาโดพันธุ์ Mexican กับ Guatemalan จนได้อโวคาโดพันธุ์ The Hass ที่มีเนื้อที่แน่นและนุ่มกว่า ที่สำคัญน้ำยังน้อย จนเป็นที่ยอมรับของสาวกคนรักอโวคาโดจากทั่วโลก

“ที่บ้านผมเป็นบริษัทนำเข้าผลไม้รายใหญ่จากต่างประเทศมานานแล้วครับ และมา 2-3 ปี หลังเทรนด์รักสุขภาพมาแรง และอโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่ตอบโจทย์ผู้คนกลุ่มนี้ได้อย่างดี คนจะรู้จักกินอโวคาโด ก็คือ กินตอนเป็นผลห่ามๆ ไม่ก็นำมาทำน้ำผลไม้ เราเลยอยากนำเสนออโวคาโดในมุมใหม่ๆ คือ การหยิบมาทำอาหาร ทั้งคาว ทั้งหวาน และเครื่องดื่ม ที่ผสมผสานไอเดียในการรังสรรค์เมนูมาให้รับประทานกัน”

คำบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการเปิดร้าน หนึ่งในหุ้นส่วนของร้านอย่างหนุ่ม เทอม-วสกร สันต์สัมพันธ์กุล โดยส่วนตัวก็เป็นหนุ่มที่รักสุขภาพ และชอบรับประทานอโวคาโดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“อย่างพันธุ์ The Hass เนื้อจะแน่นและนุ่ม และน้ำน้อย ทางร้านใช้ไซส์แบบพรีเมียม นำเข้าจากทั่วโลกเลย แต่ฤดูกาลจะนำเข้าจากต่างที่กันส่วนใหญ่พันธุ์นี้จะมาจากออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยส่วนตัวผมชอบก็ชอบอโวคาโดอยู่แล้วครับ เพราะเป็นผลไม้ที่ให้ไขมันดี ช่วยในเรื่องของระบบเผาผลาญ เรากินไขมันดีก็เพื่อเผาผลาญไขมันไม่ดีออกไปจากร่างกาย และยังช่วยต้านอนุมูลอิสระอีกด้วยนะครับ”

เทอม ยังแนะนำอีกว่า การหยิบอโวคาโดมาทำแต่ละเมนูนั้นต้องเลือกให้เหมาะสมเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด เทคนิคง่ายๆ ก็คือ ใช้อโวคาโดที่ห่ามทำเมนูคาว ส่วนของหวานและเครื่องดื่มให้ใช้อโวคาโดที่สุก โดยให้สังเกตจากผิวของอโวคาโด ถ้าสีออกคล้ำแสดงว่าใช้ได้แล้ว หรือไม่ก็ใช้มือบีบ ถ้านุ่มเป็นอันว่าใช้ได้

พูดถึงผลไม้มหัศจรรย์ชนิดนี้แล้ว ทำให้นึกย้อนไปถึงถิ่นกำเนิดอันแสนยาวไกล โดยคนอเมริกันรู้จักอโวคาโดมากว่า 2,500 ปีมาแล้ว โดยต้นอโวคาโดเป็นพืชพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ แถบร้อน และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในราวศตวรรษที่ 16 เมื่อพวกสเปนพบอโวคาโดปลูกกันแพร่หลายตั้งแต่เม็กซิโกลงไปจนถึงเปรูและเวเนซุเอลาแต่การแพร่กระจายของอโวคาโดจากแหล่งกำเนิดไปยังแหล่งอื่นๆ นั้นช้ามาก มีการนำเข้าไปลูกในจาเมกา เมื่อปี 1650 ต่อมาในต้นศตวรรษที่ 18 ถึงเริ่มเข้าสู่ฮาวาย

การปลูกอโวคาโดในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นที่รัฐฟลอริดา โดยเริ่มต้นด้วยการปลูกด้วยเมล็ด ซึ่งเป็นการนำเมล็ดอโวคาโดมาจากเม็กซิโกราวปี 1800-1900 และการทำสวนอโวคาโดเพื่อการค้าก็เริ่มทำในอาร์เจนตินาเมื่อปี 1920 แอฟริกาใต้เมื่อปี 1920-1930 จาเมกาเมื่อปี 1935 และในอิสราเอลเมื่อปี 1934

สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นำอโวคาโดมาปลูกเมื่อ 200 ปีมาแล้ว โดยปลูกครั้งแรกในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และนำเข้ามาปลูกในอินโดนีเซีย โดยชาวดัตช์ในสมัยที่ปกครองอินโดนีเซีย

ชาวอังกฤษนำอโวคาโดไปปลูกในสิงคโปร์และปีนัง และรายงานว่าสามารถออกดอกติดผลได้ในปี 1886 และปี 1891

อโวคาโดจำแนกได้ 3 สายพันธุ์ คือ West Indian Guatemalan และ Mexican ส่วนพันธุ์ The Hass ที่โด่งดัง คือ พันธุ์ที่ได้จากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง Mexican กับ Guatemalan

ด้วยรูปร่างลักษณะของอโวคาโด ผสานกับความเชื่อเรื่องคุณสมบัติด้านการกระตุ้นความต้องการทางเพศ ทำให้ชาวแอซเทคเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า Ahuacatl ซึ่งแปลว่า อัณฑะ ส่วนชาวเม็กซิกันก็ใช้ใบอโวคาโดมาเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเม็กซิกันเช่นเดียวกับใบกระวานมาตั้งแต่ยุคโบราณ

อย่างที่รู้กันดี อโวคาโดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ทั้งยังช่วยลดน้ำหนัก และลดระดับไขมันชนิดเลวและเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดีซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ที่สำคัญยังช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและโรคหัวใจวาย ทั้งยังช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

รู้ถึงคุณประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของผลไม้ชนิดนี้แล้ว จะช้าอยู่ไยไปประเดิมสุขภาพดีเมนูแรกกันเลย

อโวคาโด เบอร์เกอร์ เมนูนี้ใช้อโวคาโดแทนขนมปัง เสิร์ฟด้วยไก่แฮมเบิร์กปรุงรสและผักสลัด เสิร์ฟคู่กับเฟรนช์ฟรายส์ ซอสมะเขือเทศและซอสศรีราชา สัมผัสได้ถึงความนุ่มของอโวคาโดอย่างแท้จริง

อโวคาโด เบอร์เกอร์

ต่อด้วยสปาเกตตีซอสพอนสึ สปาเกตตีผัดพริกแห้ง ใส่เห็ดชิเมจิดำ-ขาว มะเขือเทศสีดา โรสแมรี่ และอโวคาโดกริลล์ อร่อยแบบเนียนๆ

สปาเกตตีซอสพอนสึ

หรือจะเป็น Spicy Salmon Salad สลัดยำแซลมอน ด้านล่างสุดเป็นผักสดคลุกน้ำยำรสแซ่บ ท็อปด้วยแซลมอนหั่นเต๋าเบิร์นไฟนิดๆ ล้อมด้วยอโวคาโดหั่นสไลด์เป็นวงกลมสวย ก่อนกินแนะนำให้บีบเลมอนลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ

Spicy Salmon Salad สลัดยำแซลมอน

เพิ่มความคล่องคอด้วย อโวคาโด มิลค์เชก อโวคาโดปั่น ผสมกับนมที่ทางร้านมิกซ์ขึ้นมาใหม่ยิ่งดื่มยิ่งสดชื่น

อโวคาโด มิลค์เชก

ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง อโวคาโดชีสเค้กที่ให้รสชาติออกเปรี้ยวนิดนึง มีเคร็กเกอร์ด้านล่างที่ให้ความกรอบเสิร์ฟคู่กับผลไม้นำเข้าตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และราดด้วยซอสที่มีส่วนผสมของอโวคาโด

อโวคาโดชีสเค้ก

เดอะ แฮสส์ บิสโทร สุขุมวิท 49 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น. โทร.09-9192-9629