ฟิลลิป เทย์เลอร์ เชฟยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563445

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 15:45 น.

ฟิลลิป เทย์เลอร์ เชฟยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง

เรื่อง ภาดนุ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หนุ่มหล่อไฟแรงวัย 32 ฟิลลิป เทย์เลอร์ รองหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ และเชฟประจำ “โวลติ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์” แห่งโรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ คือเชฟรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดในการสร้างสรรค์เมนูอาหารในรูปแบบที่แตกต่างและน่าสนใจ จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องไปทำความรู้จักกับเขาสักหน่อย (ไม่ได้เกี่ยวกับหน้าตาที่หล่อเหลาเลยสักนิด…)

“ผมเกิดและเติบโตในนิวซีแลนด์ เมื่ออายุได้ 19 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ผมได้ย้ายมาเรียนต่อทางด้านเภสัชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยในเมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยนั้นผมทั้งเรียนและทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย โดยเริ่มจากการสมัครเป็นพนักงานล้างจานในห้องอาหารอิตาเลียนเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยหลังเวลาเลิกเรียน

ที่ร้านอาหารอิตาเลียนแห่งนี้เอง ทำให้ผมค้นพบว่า ห้องครัวเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน น่าตื่นเต้น และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมหลงรักในการทำอาหาร และมีความสุขไปกับการปรุงอาหารในทุกๆ ครั้ง ในที่สุดผมก็ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การเป็นเชฟในระดับอาชีพ เมื่อเรียนจบปริญญาตรีตอนอายุ 23 ปี ผมจึงตัดสินใจเดินตามความฝันของตัวเองด้วยการบินออกจากออสเตรเลียเพื่อไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในร้านอาหารจากเมืองอื่นๆ ต่างทวีปบ้าง”

เชฟฟิลลิปเล่าว่า เขาได้รับโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นอาชีพเชฟด้วยการเป็น เชฟ เดอ คิวซีน ให้กับห้องอาหารเอเรีย (Aria Restaurant) ซึ่งอยู่ในโรงแรมไชน่า เวิลด์ ปักกิ่ง (China World Hotel, Beijing) เขาจึงทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ที่นี่ 2 ปีเต็ม

“จากนั้นผมได้ย้ายไปเป็นเชฟที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยได้ร่วมงานกับห้องอาหารระดับมิชลินสตาร์อันเลื่องชื่อหลายแห่ง เช่น แกลวิน แอท วินโดว์ส (Galvin at Windows) และปิเอด์ อะ แตรร์ (Pied a Terre) โดยรวมแล้วเป็นเวลาทั้งหมด 2 ปีด้วยกัน

เมื่ออยู่ที่ลอนดอนจนรู้สึกว่าได้ประสบการณ์เพียงพอแล้ว ผมก็บินกลับไปทำงานที่ออสเตรเลีย โดยรับผิดชอบงานในตำแหน่งรองหัวหน้าพ่อครัวใหญ่อาวุโสที่ห้องอาหาร อัลติจูด (Altitude Restaurant) ในโรงแรมแชงกรี-ลา ซิดนีย์ (Shangri-La Hotel, Sydney) อีก 1 ปี แล้วจึงกลับไปเป็นหัวหน้าเชฟใหญ่ที่โรงแรมไชน่า เวิลด์ ปักกิ่ง อีกครั้งโดยทำงานอยู่ที่นั่นอีก 2 ปีด้วยกัน”

ฟิลลิปบอกว่า ข้อดีของการได้ทำอาชีพเชฟก็คือ การได้ลงมือทำหรือปฏิบัติงานจริงถึง 90% ส่วนอีก 10% นั้นจะเป็นการคิดหรือการครีเอทสิ่งใหม่ๆ ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้เดินบนเส้นทางอาชีพเชฟสมใจ เขาจึงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองสู่การเป็นเชฟมืออาชีพอย่างตั้งใจ

“เมื่อทำงานมาได้สักพักใหญ่ๆ ผมก็ยังไม่หยุดหาประสบการณ์อันแปลกใหม่เพียงแค่นั้น ต่อมาผมได้ไปเป็น เชฟ เดอ ควิซีน ให้กับห้องอาหาร ฟิฟตี้ เอท กริลล์ (Fifty 8 Grill) ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ผู่ตง เซี่ยงไฮ้ (Mandarin Oriental Pudong Shanghai) อีก 2 ปี ก่อนจะมารับตำแหน่ง รองหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ของโรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ และเชฟประจำ โวลติ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ อย่างในปัจจุบันนี้”

ด้วยประสบการณ์ด้านการทำอาหารมากว่า 13 ปี จากหลากหลายโรงแรมชั้นนำระดับห้าดาว และห้องอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งในออสเตรเลีย ยุโรป และเอเชีย เชฟฟิลลิปจึงมีแนวคิดในเรื่องการทำอาหารที่แตกต่างและมีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง เมื่อต้องมารับหน้าที่ดูแลเมนูอาหารอิตาเลียนที่ โวลติ เรสเทอรองต์ แอนด์ บาร์ เขาจึงทุ่มเทและใส่ใจในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ออกมาเป็นพิเศษ

“แม้ผมจะมีประสบการณ์ในการทำอาหารยุโรปมาค่อนข้างเยอะ แต่เมนูซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของผมจริงๆ ก็คืออาหารอิตาเลียน เวลาที่ผมปรุงอาหาร ผมมักจะใส่ความร่วมสมัยในเรื่องรูปลักษณ์ของอาหารเข้าไปในเมนูด้วย แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปต์หลักของอาหารชาตินั้นๆ ไว้อยู่ อย่างเมนูอิตาเลียนที่ โวลติฯ นี้ ก็จะมีหน้าตาอาหารที่สวย งามแปลกใหม่ขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งรสชาติความอร่อยแบบอิตาเลียนเช่นเดิม

หน้าที่หลักๆ ของผมที่โวลติฯ ก็คือ คอยสร้างสรรค์เมนูอิตาเลียน เพื่อให้ลูกค้าที่มารับประทานอาหารได้สัมผัสกับรสชาติเมนูชั้นดี และมีความรู้สึกประทับใจกลับไป ลูกค้าที่โวลติฯ จะมีทั้งลูกค้าชาวต่างชาติและลูกค้าคนไทยด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการทำให้ลูกค้าทุกคนแฮปปี้เมื่อได้มารับประทานอาหารที่นี่

นอกจากการคิดเมนูใหม่ๆ แล้ว หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ การทำงานร่วมกับทีมเชฟของโวลติฯ ซึ่งงานในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องที่ยากมากในการบริหารทีม แต่ผมกลับชอบและรู้สึกว่าเป็นงานที่ท้าทายดี อีกสิ่งที่ทีมเชฟของเราให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ การเลือกวัตถุดิบ เนื่องจากได้มีการปรับเปลี่ยนเมนูที่ร้านใหม่ทั้งหมด เลย ฉะนั้นวัตถุดิบทุกอย่างจึงต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อนำมาปรุงเป็นเมนูใหม่ๆ เพื่อลูกค้าของเราโดยเฉพาะ”

เชฟฟิลลิปเสริมว่า เมนูใหม่ทุกจานของโวลติฯ ในความรับผิดชอบของเขานั้น ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “รสชาติของอาหารย่อมมีความสำคัญไม่แพ้หน้าตาของอาหารจานนั้นด้วย” นอกจากรูปลักษณ์ในการตกแต่งจานที่น่ารับประทานแล้ว ตัวอาหารจะต้องมีรสสัมผัสที่เต็มไปด้วยรสชาติอร่อยหลากหลายและลงตัวอีกด้วย

“นอกจากการทำงานอย่างจริงจังแล้ว ถ้ามีวันหยุดหรือวันว่าง ผมมักจะใช้เวลากับลูกชายวัย 4 ขวบ โดยอาจจะพาเขาไปเตะฟุตบอล แล้วก็พาไปหาร้านขนมอร่อยๆ หรือร้านอาหารในท้องถิ่นรับประทานด้วยกันเพื่อเรียนรู้รสชาติของอาหารในเมืองไทย

ถ้าช่วงไหนที่ผมมีวันหยุดยาวหลายๆ วัน ครอบครัวเราก็อาจจะพากันไปเที่ยวภูเขาในทวีปยุโรป หรือถ้าอยากไปสัมผัสกับบรรยากาศชายหาดและท้องทะเล เราก็จะเลือกไปเที่ยวที่บาหลีหรือมัลดีฟส์แทน เพราะผมมีเพื่อนที่รู้จักกันอยู่เกือบทุกสถานที่ที่ครอบครัวเราเลือกที่จะไปเที่ยวเลยละ นี่แหละคือความสุขในการทำงานด้านเชฟและการใช้ชีวิตของผม” 

ช็อกโกแลต อาฟเตอร์นูน ที @ อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563432

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 15:15 น.

ช็อกโกแลต อาฟเตอร์นูน ที @ อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

เรื่อง/ภาพ แบมบี bambi5789@gmail.com

ในเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก ครั้งที่ 19 (19th World Gourmet Festival) ปีนี้ ที่จัดจนถึงวันที่ 9 ก.ย. ใครเลิฟช็อกโกแลต อย่าพลาด Chocolate Afternoon Teaอาฟเตอร์นูนทีเซตและบุฟเฟ่ต์ ที่คัดสรรหลากหลายของหวานจากช็อกโกแลต รังสรรค์โดย พอล เอ ยัง ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตจากสหราชอาณาจักร เจ้าของหนังสือ Adventures with Chocolate ที่ได้รางวัลตำราช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก (World Best Chocolate Book) จากเวที Gourmand Cookbook Awards ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติมากมาย

ตื่นตาตื่นใจกับช็อกโกแลตสูตรพิเศษชนิดต่างๆ ซึ่ง พอล เอ ยัง รังสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิดที่ว่า ช็อกโกแลตมีแต่สีน้ำตาลเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ได้รสสัมผัส รสชาติ และความหลากหลายได้ ทำให้เขารังสรรค์ช็อกโกแลตออกมาในรูปแบบต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น บราวนี่สุดเข้มข้น ซอลเทดคาราเมลช็อกโกแลต ช็อกโกแลตสติ๊กใส่ใบไทม์ ช็อกแลตกานาชซอสแสนอร่อย และอื่นๆ อีกมาก ที่นอกจากความอร่อยแล้ว ยังจะได้สนุกไปกับการผสมผสานรสชาติและรสสัมผัสอันหลากหลายของช็อกโกแลตด้วย

Chocolate Afternoon Tea Set ชุดน้ำชายามบ่าย วันที่ 7 ก.ย. เวลา 14.00-18.00 น. ราคาท่านละ 1,000 บาท++ และ Chocolate Afternoon Tea Buffet วันที่ 8 และ 9 ก.ย. เวลา 14.00-18.00 น. ราคาท่านละ 1,200 บาท++ อาฟเตอร์นูน ที ที่ผสานเมนูช็อกโกแลตสุดพิเศษ เสิร์ฟคู่ชามาคริยาสแฟรส์สูตรเอ็กซ์คลูซีฟ เสิร์ฟเฉพาะที่อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เท่านั้น อย่าง Empereur Chen-Nung ชาที่กรุ่นกลิ่นอายแบบสโมกี้ ที่เหมาะจิบคู่ของว่างชนิดคาว และ Wedding Imperial ชาหอมคาราเมลที่เหมาะสำหรับจับคู่กับอาหารหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช็อกโกแลตทรัฟเฟิลไส้ซอลเทด คาราเมล ที่กวาดรางวัลมาทั่วโลกของช็อกโกแลตเทียร์ อย่างพอล เอ ยัง ซึ่งเสิร์ฟมาพร้อมของว่างคาวหวานอื่นๆ อีกมากมาย (สำรองที่นั่ง โทร. 02-126-8866)

สำหรับ พอล เอ ยัง ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตจากสหราชอาณาจักร เขาจบการศึกษาด้านการจัดการและการบริการจัดเลี้ยงสำหรับธุรกิจโรงแรม จาก New College Durham and Leeds Metropolitan University ก่อนจะย้ายมากรุงลอนดอน และเข้าทำงานที่ Quo Vadis และ Criterion โดยได้ร่วมงานกับเชฟชื่อดัง อย่าง มาร์โก เพียร์ ไวท์ ก่อนเข้าร่วมธุรกิจทำร้านช็อกโกแลตในกรุงลอนดอน และได้รับขนานนามว่าเป็นร้านช็อกโกแลตเปิดใหม่ที่ดีที่สุดในสหราชอาณาจักร

พอลเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญด้านช็อกโกแลตในอังกฤษ โดยเขาได้รางวัลการันตีฝีมือมากมาย อย่าง รางวัลเหรียญทองด้านช็อกโกแลต และรางวัลพิเศษสำหรับช็อกโกแลตเทียร์ที่โดดเด่นที่สุด จาก International Chocolate Awards และเขายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ Academy of Chocolate Awards อีกด้วย 

ประสบการณ์อร่อย ไก่ ไทย ฟิวชั่น & มิชลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563430

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

ประสบการณ์อร่อย ไก่ ไทย ฟิวชั่น & มิชลิน

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง

ประสบการณ์อาหารซึ่งแตกต่างแปลกใหม่ไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น คุ้มค่ากับการลิ้มลอง ด้วยอาหารเป็นเสมือนกุญแจซึ่งทำให้เราได้เข้าไปสำรวจตรวจตราวัฒนธรรมอันกว้างใหญ่ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยไม่จำเป็นต้องเดินทาง หรือแม้แต่อาหารไทยของแต่ละร้านแต่ละเชฟก็ยังคงมีบางอย่างให้ค้นหาเสมอ

วันนั้น ณ ร้านเสน่ห์จันทน์ ตึกกลาสเฮ้าส์ แอท สินธร ถนนวิทยุ เราได้ไขกุญแจเข้าไปสัมผัสประสบการณ์อาหารไทย รวมทั้งอาหารโมเดิร์นฟิวชั่น ซึ่งนำอาหารยุโรปและเอเชียนมาผสมผสานกัน ในงาน มิชลิน ไกด์ ไดนิ่ง ซีรีส์ ครั้งที่ 3 โดยการสร้างสรรค์มื้ออาหารสุดพิเศษของ เชฟบอย – ปิยะชาติ พุทธวงษ์ แห่งร้านเสน่ห์จันทน์ และเชฟลัมมิงคิน (Lam Ming Kin) ร้านลองเทล กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งต่างเป็นร้านมิชลิน 1 ดาวประจำปี 2018

สำหรับ ร้านเสน่ห์จันทน์ ได้ชื่อมาจากขนมไทยดั้งเดิม ซึ่งใช้ในงานมงคล ร้านมาในบรรยากาศไทยร่วมสมัย รายรอบด้วยงานศิลป์ บทกวี ไม่ว่าจะในเมนูอาหาร เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร อีกทั้งเครื่องปรุงไทยๆ อย่าง กระเพรา โหระพา ดอกกระเทียม มะเขือ พริก ผักชี ตำลึง กระเจี๊ยบ ฯลฯ ถูกนำมาเรียงร้อยเป็นลวดลาย อาหารร้านนี้คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี พิถีพิถันในการปรุง อาหารไทยที่รักษาความดั้งเดิมไว้ หลายเมนูหารับประทานยาก สำรับชาววัง ทั้งยังปรับบางตำรับ มีเรื่องราวในทุกจาน

ส่วน ร้านลองเทล กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน เป็นเรสเตอรองค์และบาร์ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้ออกเดินทางไปพร้อมกับการรับประทานอาหารโมเดิร์นฟิวชั่น ซึ่งนำหลากรสชาติจากหลายประเทศทั่วโลกมาผสมผสานกันกับดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้คอนเซ็ป Authentic Thai Meets Modern Fusion ที่ทั้งสองเชฟได้สร้างสรรค์ขึ้นนี้มี 3 เมนูซึ่งปรุงจากไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องอย่าง เบญจา ชิกเก้น ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร ทำให้เนื้อของไก่แตกต่างในเรื่องความหอม นุ่ม และฉ่ำทั้ง ที่สำคัญคือ ปลอดสารอันเป็นอันตราย

ต้อนรับแขกด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยคือ ไก่บาร์บีคิวซอสเปรี้ยวหวาน ตำรับเสน่ห์จันทน์ ปรุงจากเนื้อไก่เบญจา ชิกเก้น ส่วนสะโพกซึ่งนำไปย่างจนหอม เนื้อไก่ฉ่ำรสเปรี้ยวหวานจากซอส เคียงคู่มาด้วยกันเป็นเมนูไทยๆ อย่าง ปลาแห้งแตงโมจากเสน่ห์จันทน์ รวมทั้ง ไข่หอยเม่น ข้าวกรอบห่อสาหร่ายราดซอสพอนซึ ใบชิโซะจากลองเทล

เชฟทั้งสอง ได้ร่วมกันปรุงเมนคอร์ส ผสมผสานเสน่ห์ของอาหารตำรับไทยโบราณเข้ากับโมเดิร์นฟิวชั่นอย่างกลมกลืน นั่นคือ ช่อมาลี และไก่สะเต๊ะ สำหรับช่อมาลีก็คือ ช่อม่วงที่เราคุ้นเคยเสิร์ฟขนาดพอคำมาพร้อมกับผักและพริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ ช่วยชูรส ไก่สะเต๊ะเนื้อนุ่มฉ่ำน้ำจิ้มเข้มข้น ส่วนอาจาดนั้นนำมาเสิร์ฟในรูปของเจลลีลำดับถัดมาเป็น ซาชิมิปลาคัมปาจิ ใส่ส้มซ่า หอมแดง บีทรูท โรยหน้าด้วยผักชี เนื้อปลาสดหวานผักแกล้มเหล่านั้นก็เข้ากันเป็นเมนูที่สดชื่น

ตามด้วยเกี๊ยวตับห่านย่าง เคียงด้วยข้าวโพดหวาน ชีสเพโคริโน ตัดเลี่ยนด้วยน้ำมะกรูดซึ่งมีให้มาในจาน ชูรสชาติโดดเด่นขึ้น อีกจานเป็นสลัดผักหวานป่ากับหอยเชลล์ฮอกไกโด ผักหวานที่อาจจะคุ้นกับการนำไปทำแกง เมื่อรับประทานดิบๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ อีกหนึ่งเมนูที่เชฟลัมตั้งใจนำมาฝากคือ เมนูไก่กรอบ ซึ่งกรอบนอกนุ่มใน ซอสพริกเป็นงานพิถีพิถันเฉพาะตัวของเชฟลัมพร้อมมีมันเทศบดปรุงรสเคียงมาด้วย ทุกเมนูแพร์ริ่งด้วยไวน์ ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานแบบไทยๆ ซึ่งหารับประทานไม่ง่ายนั่นก็คือ ขนมมัศกอดขนมสีเหลือง หอม หวาน คล้ายขนมไข่มีครีมวางมาบนหน้า เรียกว่าเป็นคัพเค้กสไตล์ไทย นอกจากนั้นยังมีขนมไทยอื่นๆ เสิร์ฟชิ้นเล็กๆ ให้ได้ลองหลากหลาย

พร้อมกับอธิบายเมนู เชฟบอย ก็ท่องกลอนเกี่ยวกับขนมไทยให้แขกได้ฟังด้วย เชฟยังบอกเล่ามุมมองอาหารไทยของตัวเองว่า ส่วนสำคัญคือ วัตถุดิบ ซึ่งต้องคัดสรรเฉพาะ มีคุณภาพ ให้รสชาติดี ก่อนจะนำมาถ่ายทอดรสชาติแบบต้นตำรับไทยโบราณซึ่งประณีตเป็นเอกลักษณ์ ให้คนรับประทานได้สัมผัสเสน่ห์ของความเป็นไทยตั้งแต่คำแรก สำหรับเชฟบอยซึ่งเป็นคนบึงกาฬ เติบโตมากับอาหารของที่บ้านซึ่งใช้วัตถุดิบของท้องถิ่น นอกจากอาหารแล้วยังมีฝีมือเรื่องการทำขนมระดับมือรางวัลด้วย

ขณะที่ดาวรุ่งจากไทเปอย่าง เชฟลัม นั้น เขาเป็นชาวฮ่องกงโดยกำเนิด โตมาก็ชอบทำอาหารเพราะเห็นพ่อซึ่งทำงานภัตตาคารจีนเป็นต้นแบบ ก่อนจะได้ฝึกฝนฝีมือและสั่งสมประสบการณ์การทำอาหารมาหลายปีทั้งที่ปารีส นิวยอร์ก ฯลฯ เชี่ยวชาญเรื่องอาหารยุโรปโดยนำมาผสานความเป็นเอเชียด้วย อาหารของเขาใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิดในเอเชีย เขายังไม่อยากถูกจำกัดด้วยเทคนิคแบบใดแบบหนึ่ง เขาตั้งใจกับแต่ละจานอย่างมาก ทุกๆ เมนูที่นำออกเสิร์ฟก็คือ อาหารที่เขาอยากจะรับประทาน

ประสบการณ์ของอาหารมื้อนี้เปิดโลกให้ทุกคนได้รู้จักกับวัตถุดิบใหม่ๆ และเข้าใจบทบาทความสำคัญของส่วนผสมต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นอาหารแต่ละจาน 

อิ่มอร่อยที่ร้านขุณแซ่บเด้อ อาหารสไตล์อีสานขนานแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563438

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 13:40 น.

อิ่มอร่อยที่ร้านขุณแซ่บเด้อ อาหารสไตล์อีสานขนานแท้

เรื่อง/ภาพ นภัค ตรีแดงน้อย

วันนี้ขอพาไปอิ่มเอมกับอาหารอีสานรสชาติจัดจ้านที่ร้านขุณแซ่บเด้อ อร่อยถูกปากเพราะพิถีพิถันในการเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี สด สะอาดในการทำแต่ละเมนู การใช้เครื่องปรุงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพริกป่น ถั่วคั่ว พริกคั่ว ทางร้านทำเองสดๆ ทุกวัน

ปาริชาติ แก้วมีสุข หรือ ออย เจ้าของร้านขุณแซ่บเด้อ บอกว่า บรรยากาศของร้านมี 2 มุมให้เลือกนั่ง ด้านนอกนั่งรับลมชิลๆ ขณะที่ด้านในติดแอร์เย็นฉ่ำมี 2 โซนคือ โซนห้องโถงและโซนโรแมนติก รองรับลูกค้าได้กว่า 200 ที่นั่ง ผนังรอบร้านทุกด้านจะเป็นกระจกใสมองเห็นทัศนียภาพภายนอกร้านได้ชัดเจน หลังคาทำด้วยไม้ยกสูงดูโล่งโปร่งสบายไม่อึดอัด ผนังก่อด้วยอิฐฉาบโชว์ลวดลายของปูนดิบ รายรอบร้านมีต้นไม้ปลูกไว้ดูร่มรื่นเพลิดเพลินเสมือนนั่งรับประทานอาหารอยู่ในห้องริมสวน ทานอาหารไปฟังเพลงสไตล์คันทรี่เพลิดเพลินยิ่งนัก

สำหรับเมนูอาหารมีให้เลือกสั่งกว่า 200 ชนิด โดยเฉพาะอาหารประเภทส้มตำนานาชนิดมีอยู่มากกว่า 30 ชนิด โดยเมนูจานเด็ดแนะนำเริ่มจาก ปลาเผาหอมเครื่อง เมนูเบอร์หนึ่งของร้าน เนื้อปลากะพงขาวจั๊วะ เป็นปลาเผาสูตรลับเฉพาะที่มีชื่อเสียงจากเมืองยะลา ด้วยวิธีการเผาแบบอบเครื่องเป็นความลับภายในที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และตกทอดมายังร้านขุณแซ่บเด้อ ทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดบอกได้เลยว่าสุดยอด

เมนู อบลาว เป็นเมนูที่ออยและ 3 เชฟใหญ่มากประสบการณ์ในการปรุงอาหารร่วมกันคิดค้นโดยพัฒนารสชาติจากอาหาร 3 ชนิดที่ขึ้นชื่อจากลาวคือ ปีกไก่ย่าง ไส้กรอกอีสาน คอหมูย่าง เคียงด้วยผักชีลาวนำมาอบในหม้อตั้งไฟแรงจนได้รสชาติ

ไก่ย่างหนังกรอบนำไก่สดมาเลาะเอากระดูกออกจนเหลือแต่เนื้อและหนัง หมักด้วยเครื่องปรุงซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน นำไปย่างบนเตาที่มีไฟอ่อนๆ ร้อนรนอยู่ด้านล่าง ค่อยๆ ย่างแบบใจเย็นจนหนังไก่สุกกรอบเนื้อในสุกนุ่ม เสิร์ฟมาร้อนๆ พร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้าน ความอร่อยอยู่ที่หนังไก่ฟูเคี้ยวกินได้กรอบกรุบสนุกปาก เนื้อไก่นุ่มเนียน

ขณะที่เมนู สเต๊กลาว มีทั้งหมูและเนื้อ ขอบอกว่าเป็นเมนูที่สร้างชื่อให้โคขุนโพนยางคำ ถนนเกษตร-นวมินทร์ที่โด่งดังเมื่อกว่า 10 ปีก่อนจนทำให้ลูกค้าแน่นขนัดต้องรอต่อคิวยาวเพื่อลิ้มลองเมนูนี้ โดยปรุงจากแม่จ่อย เชฟใหญ่คนเดิม

กุ้งอบวุ้นเส้น ขอบอกว่าเมนูนี้เส้นเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอมหวานจากตัวกุ้งไซส์บิ๊กแบบธรรมชาติ ทำให้ได้รสชาติต่างจากกุ้งอบวุ้นเส้นทั่วไป

ทางร้านยังมีเมนูอร่อยอีกมากมายที่สาธยายยังไม่หมด อาทิ ต้มแซ่บหมูตุ๋น ตำกะปิกุ้งสด ซูเปอร์เล้ง แกงผักหวานไข่มดแดง เสือร้องไห้ย่าง เห็ดโคนผัดน้ำมันหอย เอ็นหมูลวกจิ้ม ต้มแซ่บเนื้อโคขุน สะดวกกันเมื่อไรก็ขอเชิญมาเลือกสั่งกันเองได้

ร้านขุณแซ่บเด้อ เปิดบริการกันทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. ร้านตั้งอยู่ริมถนนนครอินทร์ ใกล้วงเวียนนครอินทร์ฝั่งขาออกมุ่งสู่ถนนกาญจนาภิเษก จ.นนทบุรี หรือโทรศัพท์มาสอบถามเส้นทางกันก่อนได้ที่ โทร.08-4599-8800 09-3086-9559 

กินไหนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563435

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

กินไหนดี

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

ห้องอาหาร ปิกโกโล โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง(โทร.02-281-3088 ต่อ 106) แซลมอนเพื่อสุขภาพ สไตล์อาหารอิตาเลียน อย่างปลาแซลมอนอบในกระดาษไข เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 2 ชนิดสไตล์อิตาเลียน ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟพร้อมซอสเนยขาวสไตล์ฝรั่งเศส พร้อมผักนานาชนิด ไข่เบเนดิกซอสฮอลแลนเดสเสิร์ฟพร้อมปลาแซลมอนรมควัน ปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟพร้อมข้าวไรซ์เบอร์รี่ผัดเนย ฯลฯ ในราคาจานละ 250 บาท++ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดเดือน ก.ย.นี้

อ็อกเทฟ รูฟท็อป เลาจน์ แอนด์ บาร์ โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท (โทร.02-797-0000) มินิทาโก้ ของว่างที่จะเข้ากันกับเครื่องดื่มแก้วโปรด 2 รสชาติ ได้แก่ แซลมอนและทูน่า ที่มาพร้อมกับอโวคาโด พริก และผักชี เฉพาะในเดือน ก.ย.นี้เท่านั้น ราคา 330 บาท++ ต่อ 1 ที่บริการทุกวัน เวลา 17.00-02.00 น.

ห้องอาหารแคลิฟอร์เนีย สเต็ก โรงแรมแคนทารี อยุธยา (โทร.035-337-177) เมนูพิเศษประจำเดือน ก.ย. พาสต้าริก้าโทนี่กุ้ง ซอสมะเขือเทศ กุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ และพาสต้าแสนอร่อย คลุกเคล้ากับซอสมะเขือเทศสูตรต้นตำรับ ในราคา 310 บาท++

ห้องอาหารวิวันดา คูซีน โรงแรมเบสท์เวสเทิร์นพลัสแวนด้าแกรนด์ (โทร.02-582-8282 ต่อ 4002) เดือน ก.ย.นี้ พบเทศกาลอาหารฝรั่งเศส ที่เน้นรสชาติของวัตถุดิบและการปรุงแบบดั้งเดิม อย่างกงฟีต์ขาเป็ดเห็ดทรัฟเฟิลดำ ซุปทะเลบุยยาเบส ค็อกโอแวงไก่ตุ๋นไวน์แดง ปลากะพงอบเสิร์ฟพร้อมกะหล่ำ และแอปเปิ้ลบดวางบนแบล็กคีนัว ปิดท้ายด้วย มาการงชาร์โคลสอดไส้ครีมชีสฟัวกราส์ ราคาเริ่มต้น 260 บาท++

เบนิฮานา อวานี เอเทรียม กรุงเทพฯ (โทร.02-718-2000-1) ออสเตรเลียน วางุ โทมาฮอคสเต๊ก ปรุงในสไตล์เทปันยากิแบบเบนิฮานา บวกลีลาและการแสดงสุดสนุกจากเชฟ เสิร์ฟพร้อมเทมปุระหัวหอมใหญ่ เห็ดออเรนจิย่าง ซุปหัวหอม สลัดผักเบนิฮานา พร้อมซอสสูตรพิเศษสไปซี่เลมอน และเนยกระเทียมสมุนไพร เฉพาะเดือน ก.ย.และเดือน ต.ค.นี้ ราคา 4,800 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน

เดอะ เบอร์เคลีย์ เลานจ์ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ (โทร.02-309-9999 ต่อ 3029) ขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายไส้ยอดนิยม วันนี้-24 ก.ย. อาทิ ไส้ทุเรียนหมอนทองไข่แดง ไส้ลูกบัวไข่แดง ไส้โหงวยิ้งไข่แดง ไส้เกาลัดไข่แดง และไส้พุทราไข่แดง ในราคา 90 บาท/ชิ้น หรือเลือกบรรจุในกล่องสวยหรู ในราคา 180 บาท สำหรับ 2 ชิ้น

ห้องอาหารจีน หม่าน ฟู่ หยวน ทุกสาขา (โทร.02-955-0403) ขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ ประเทศสิงคโปร์ 4 รสชาติพิเศษ ได้แก่ ไส้เม็ดบัวกับไข่แดงเดี่ยวไส้เม็ดบัวกับแมกคาเดเมีย ไส้ทุเรียน และใหม่ล่าสุด ไส้ชาร์โคลงาดำ ราคากล่องละ 988 บาท มีให้เลือกทั้งกล่องแบบคลาสสิก สีน้ำตาล-ทอง พิมพ์ลวดลายเส้นสายดอกกุหลาบ และแบบกล่องลิ้นชัก 2 ชั้น สีสันสดใส วันนี้-24 ก.ย.

เกียว โรล เอ็น ทุกสาขา เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์ครั้งแรก! กับ 4 รสชาติพิเศษ ทุเรียนไข่เค็ม คัสตาร์ดไข่เค็ม มัทฉะถั่วแดง และครั้งแรกในไทย! ขนมไหว้พระจันทร์ไส้ “Satsuma Imo” (ซัสสึมะ อิโมะ) มันหวานญี่ปุ่น นำเข้าจากเกาะคิวชู เซต 4 ชิ้น ราคากล่องละ388 บาท แบบชิ้นเดี่ยว ราคาชิ้นละ 108 บาท 

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด (10)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/562912

  • วันที่ 02 ก.ย. 2561 เวลา 15:02 น.

ขับรถเที่ยว ฮอกไกโด (10)

มาเมืองโทกาจิโอบิฮิโระทั้งที มีหรือที่จะพลาดการไปแวะร้านขนมดังๆ ก็อย่างที่เขียนไว้ว่า แถบนี้เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สมบูรณ์และมากที่สุดในญี่ปุ่น จึงมีวัตถุดิบที่ดีในราคาถูกเพราะไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ทำให้ขนมหวานของแถบนี้เลื่องชื่อและราคาย่อมเยา ถึงกับมีฉายาว่า Tokachi Kingdom of Sweets กันเลยทีเดียว ขนมหลายอย่างที่คนไทยซื้อกลับไปเป็นของฝากคนทางบ้านเมื่อมาเที่ยวฮอกไกโด ก็มักจะมีขนมจากโทกาจิโอบิฮิโระรวมอยู่ด้วย แบรนด์ที่หลายคนซื้อกลับแต่ไม่รู้ว่ามีต้นกำเนิดจากเมืองนี้ก็เช่น Rokkatei ที่โดดเด่นด้วยขนม Marusei Butter Sandwich และ Strawberry Chocolate และอีกสองสามร้าน จุดเริ่มต้นของ Rokkatei มาจากการก่อตั้งร้าน Obihiro Senshuan ซึ่งแยกตัวมาจากร้าน Sapporo Senshuan ในปี ค.ศ. 1933 โดยคุณ Yukichi Okabe ซึ่งเป็นน้องชายของประธานบริษัท Sapporo Senshuan รุ่นที่ 2 อันเนื่องมาจาก Obihiro นั้นอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบสำหรับทำขนมหวาน เช่น เนย นม น้ำตาล ข้าวสาลี และถั่วแดง ประกอบกับในขณะนั้น เมืองซัปโปโรมีร้านขายขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นเปิดอยู่กว่าสิบแห่งแล้ว จึงมีความคิดขยับขยายไปบุกเบิกร้านกาแฟและขนมญี่ปุ่นในเมืองโอบิฮิโระ แต่แล้วคุณโอคาเบะก็ต้องวางมือเนื่องจากสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง จึงส่งคุณ Oda Toyoshiro หลานชายเข้ารับตำแหน่งแทน ทว่าโรงงานก็ต้องมีอันหยุดชะงักเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ชายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวไปรบ คุณโอดะก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

หลังสงครามโลกจบลง คุณโอดะได้กลับมาสานต่อธุรกิจอีกครั้ง และได้พัฒนา Hitotsu nabe ให้กลายเป็นขนมหวานดั้งเดิมชิ้นแรกของโทกาจิโอบิฮิโระ จนทำให้ Hitotsu nabe กลายเป็นสินค้ายอดนิยม มีผู้คนรอเข้าคิวหน้าร้านค้ายาวเหยียด สร้างยอดขายได้ถึง 1 แสนเยน/วัน หลังจากนั้นได้คิดค้นขนมที่ใช้วัตถุดิบจำพวกนมเนยจากฟาร์มโคนมที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่าที่อื่นในญี่ปุ่น และได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นขนมมาเดอลีน และถูกตั้งชื่อว่า Taiheigen เมื่อขนมเริ่มขายดีและมีความหลากหลาย การสร้างเอกลักษณ์จึงตามมา ในบรรดาถุงขนมของร้านทั้งหลายในฮอกไกโด ถุงของร้าน Rokkatei เป็นหนึ่งในถุงที่สวยที่สุดและมีคนเก็บไว้ใช้มากที่สุด ในปี ค.ศ. 1961 คุณ Naoyuki Sakamoto ศิลปินผู้ออกแบบและวาดปกนิตยสารเด็กรายเดือน Sairo ได้มาออกแบบกระดาษห่อลวดลายดอกไม้ และใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ในปี ค.ศ. 1967 คุณโอดะได้เดินทางไปยุโรป และมีโอกาสได้ชิม White Chocolate ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานช็อกโกแลตในสวิตเซอร์แลนด์ จึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการผลิตสินค้าใหม่และเพิ่มยอดขาย หลังจากกลับมาถึงญี่ปุ่น คุณโอดะได้สร้างโรงงานผลิตแบบอัตโนมัติแห่งใหม่ และเริ่มขายช็อกโกแลตขาว ถึงแม้จะไม่มีผู้ผลิตรายใดในญี่ปุ่นที่ผลิตและจำหน่ายช็อกโกแลตขาวในเวลานั้น แต่ยอดขายของ Obihiro Senshuan ก็ยังไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ แต่เมื่อเวลาสุกงอม White Chocolate ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวที่ชอบลองสินค้าใหม่ จนความนิยมขยายตัวไปทั่วประเทศ จนทำให้ยอดขายถล่มทลาย เฉพาะช็อกโกแลตขาวสามารถทำรายได้ให้มากถึง 2 ใน 3 ของยอดขายรวมทั้งบริษัท และคุณโอดะจึงมีความคิดที่จะเปิดสาขาในซัปโปโร แต่ติดขัดที่ทาง Sapporo Senshuan ไม่ยอม แต่ด้วยความเชื่อมั่นในสินค้าตัวใหม่ คุณโอดะจึงไปหาที่ขายในสนามบินชิโตเสะแทน กระทั่งทาง Sapporo Senshuan ทราบข่าว จึงขอระงับการใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าเดิม คุณโอดะจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Obihiro Senshuan มาเป็น Rokkatei โดยประสมคำว่า Rokka ที่แปลตรงตัวว่าดอกไม้หกเหลี่ยม ซึ่งหมายถึงเกล็ดหิมะ เข้ากับคำว่า Tei ที่แปลว่าห้องชงชา หรือจะแผลงเป็นกระท่อมก็ได้ รวมกันแล้วก็น่าจะแปลว่า กระท่อมเกล็ดหิมะ ที่ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวแต่ทระนง อันนี้ผมคิดเอาเองนะครับ เพราะดูจากการถูกกระทำโดยสำนักซัปโปโร คุณโอดะในตอนนั้นคงรู้สึกโดดเดี่ยวแต่ก็มีความมั่นใจ จึงคิดแผ้วถางเส้นทางใหม่ สลัดคราบเดิมที่คร่ำครึในกฎเกณฑ์ แล้วสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา และในปี ค.ศ. 1977 Marusei Butter Sandwich ขนมที่ผลิตเพื่อเฉลิมฉลองการเปลี่ยนแปลงมาเป็น Rokkatei ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น จากแนวคิดที่อยากทำขนมที่คนในท้องถิ่นชอบและกินได้ทุกวัน จนออกมาเป็นบิสกิตไส้ครีม โดยตัวแผ่นบิสกิตใช้แป้งคุณภาพดีที่อบออกมาได้ที่จนกรุบกรอบ ไส้ครีมตรงกลางเป็นส่วนผสมของช็อกโกแลตขาวและเนยที่ผลิตจากน้ำนมวัวในท้องถิ่น ให้รสสัมผัสที่หวานมันนุ่มนวล ผสมลูกเกดเพิ่มรสเปรี้ยวแฝงในรสหวานละมุน เป็นการทอนความเลี่ยน ขนม Marusei Butter Sandwich ขายดิบขายดี จนทำให้ Rokkatei สามารถขยายสาขาออกไปทั่วเมืองใหญ่ในฮอกไกโด และแน่นอนว่า ก็ต้องกลับไปทวงศักดิ์ศรีคืนที่ซัปโปโรด้วยเช่นกัน

มาถึงถิ่นก็ต้องไปเยี่ยมร้านหลัก (Obihiro Main Store) ให้สมกับที่มา ด้านล่างของร้านมีขนมเยอะแยะให้เลือก จริงๆ ขนมแบบนี้ซื้อที่ไหนในฮอกไกโดก็มี คืนนี้จะไปนอนโรงแรมในสนามบินก็มีให้ซื้อ แต่เมื่อมาถึงแล้วมันอดไม่ได้ครับ มีตัวหนึ่งที่อยากแนะนำ หน้าตาเหมือนขนมไข่ลูกเล็กๆ แต่มันคือขนม Madeleine ที่ย่อขนาดให้กินพอดีคำ ร้านตั้งชื่อขนมนี้ว่า Menkoi เป็นภาษาถิ่นของฮอกไกโด แปลว่าน่ารัก ซึ่งก็น่ารักน่ากินจริงๆ ลูกเล็กๆ สีออกเหลือง อยู่ในถุงสีเหลืองนวล ถุงหนึ่งมีราว 15-16 ลูก ราคา 360 เยน เหมาะจะซื้อฝากลูกหลานเพราะทานง่าย ผมซื้อกลับประจำ และยังมีสินค้าออกใหม่อีกตัวที่อร่อยและทานง่ายเช่นกันคือ Marusei Butter Cake เป็นการวิวัฒน์มาจากตัวแซนด์วิชโดยเปลี่ยนจากแคร็กเกอร์มาเป็นสปันจ์เค้ก และเปลี่ยนไส้ตรงกลางเป็นครีมช็อกโกแลต (Ganache) ขายดิบขายดีอีกแล้วท่านผู้ชม ไม่รอดครับซื้ออีกตามกระแส นอกจากขนมของฝากแล้ว ในร้านนี้ยังมีขนมของสดที่ควรซื้อทานในร้านหรือถ้าจะซื้อฝากก็ต้องฝากกันแบบปัจจุบันทันด่วนเพราะมีอายุความอร่อยเพียง 2-3 ชั่วโมง มี 2 ตัวให้เลือกคือ Yukikon Cheese ชีสเค้กที่ประกบด้วยบิสกิตรสโกโก้ กับอีกตัว Saku Saku Pie พายม้วนไส้ครีมที่อร่อยมาก กัดเข้าไปทีได้ทั้งความกรอบของเนื้อพายและความหวานมันของเนื้อครีม คิดถึงครีมโคนของร้านลิตเติ้ลโฮมที่เคยกินตอนเด็กๆ เลย แต่ของ Rokkatei นี่อร่อยสุดๆ จริงๆ มีโอกาสมาโอบิฮิโระ มากินขนมที่นี่ก็คุ้มแล้วครับ

‘บ้าน-น้ำ-จันทร์ by คุณาวุฒิ’ ริมน้ำบางปะกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/562772

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 12:28 น.

‘บ้าน-น้ำ-จันทร์ by คุณาวุฒิ’ ริมน้ำบางปะกง

โดย ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากพูดถึง จ.ฉะเชิงเทรา นอกจากจะมีพระคู่บ้านคู่เมืองอย่างหลวงพ่อโสธรให้สักการบูชาแล้ว แม่น้ำบางปะกงก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ผู้คนคิดถึงจังหวัดนี้

สอดคล้องกับคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิต พระศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธร พระยาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทย อ่างฤๅไนป่าสมบูรณ์”

ร้านอาหารชิลๆ ริมแม่น้ำบางปะกง แถว อ.บางคล้า กันบ้าง ชื่อร้าน “บ้าน-น้ำ-จันทร์ by คุณาวุฒิ” เป็นร้านที่เหมาะสำหรับครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย มาสังสรรค์กันได้สบายๆ

ณรงค์ชัย คุณาวุฒิ เจ้าของร้านบอกว่า ร้านนี้เปิดมาได้เกือบจะ 10 ปีแล้วมีที่นั่งทั้งในห้องแอร์และริมน้ำบางปะกงให้ลูกค้าได้เลือก โดยที่ร้านจะเน้นอาหารไทยเป็นหลัก ปรุงด้วยสูตรโบราณอย่าง ฉูฉี่ต้มยำ หรือประเภทยำต่างๆ ก็ใช้สูตรของต้นตระกูลคุณาวุฒิเอง พัฒนาปรับปรุงกันมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ คุณแม่ เพราะตระกูลเราเป็นคนพื้นเพอยู่ที่บางคล้าอยู่แล้ว

เป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัวกินข้าวกัน จะไม่เน้นขายพวกเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์

อาหารบางอย่างก็เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านเลย ไม่ว่าจะเป็น กระดูกอ่อนต้มเค็ม ยำใบบัวบกปลาทูทอด น้ำพริกบ้านน้ำจันทน์ ฉูฉี่กุ้ง

อย่างกระดูกอ่อนต้มเค็ม และยำใบบัวบกปลาทูทอด ก็เป็นสูตรของทางร้านเอง มีที่นี่ที่เดียว รับรองไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะก็ว่าได้ ซึ่งรสชาติก็เยี่ยมยอดอย่างที่กล่าวไว้จริงๆ

หรือจะรับแบบเมนูเด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี อย่างกุ้งกรอบมะนาว หรือไก่กรอบมะนาว ก็ดีไปอีกแบบ สำหรับรสชาติอาหารไม่ต้องห่วง รับประกันรสกลมกล่อมสม่ำเสมอแน่นอน เพราะแม่ครัวหลักที่คอยกำกับดูแลก็เป็นน้องสาวเจ้าของร้านนั้นเอง

แต่ถ้าใครอยากมาเที่ยวเล่นก่อน เริ่มจากไหว้หลวงพ่อโสธรเสร็จ ก็แวะมาที่วัดสมาน แล้วมากินมื้อเที่ยงก็ดีไปอีกแบบ พอเสร็จแล้วก็เดินทางไปเที่ยววัดโพธิ์ มีค้างคาวแม่ไก่ให้ดู วัดแจ้ง วัดโจ้โล้ แล้วต่อไปพระพิฆเนศองค์ยืน แล้วออกไปทางแปดริ้ว กลับกรุงเทพฯ จบทริปได้ภายใน 1 วัน

หรือถ้าเลือกที่จะมากินข้าวมื้อเย็นริมแม่น้ำบางปะกง ก็ไม่เลว เริ่มจากกรุงเทพฯ มาที่วัดโพธิ์ก่อน เสร็จแล้วก็แวะเที่ยวตลาดน้ำบางคล้า แล้วเลยไปวัดปากน้ำโจ้โล้ที่มีพระพิฆเนศองค์ยืน และถ้าเลยวัดปากน้ำโจ้โล้ไปหน่อย บริเวณนั้นเรียกว่าวัดบางพระและวัดสมาน ก็มีพระพิฆเนศองค์นอนให้สักการบูชา เสร็จเรียบร้อยก็แวะกินข้าวปิดท้าย ก่อนกลับกรุงเทพฯ

ใครไปที่ร้านไม่ถูก โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 08-1911-1618 และ 09-2092-4084 ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 11.00-22.00 น.

‘ถ้ำละว้า’ ครั้งใหม่ ไม่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/562763

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 11:59 น.

'ถ้ำละว้า' ครั้งใหม่ ไม่เหมือนเดิม

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

ละครจักรๆ วงศ์ๆ มักใช้ถ้ำที่กาญจนบุรีเป็นโลเกชั่น ซึ่งนอกจากความสวยงามและเข้าถึงง่าย ยังมีเหตุผลทางธรณีวิทยาที่จะตอบได้ว่า ทำไมกาญจนบุรีถึงมีถ้ำมากมายและล้วนสวยงาม

หลังจากเหตุการณ์ถ้ำหลวงคลี่คลาย ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องถ้ำ กรมทรัพยากรธรณี ก็มีเวลาชวนไปให้ความรู้ในสถานที่จริงที่ “ถ้ำละว้า” ถ้ำที่รวมทุกประติมากรรมไว้ในที่เดียว

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติถ้ำละว้าต้องเดินขึ้นบันไดกว่าร้อยขั้นก่อนถึงปากถ้ำ ผังทางเดินภายในแบ่งเป็น 5 ห้อง ได้แก่ ห้องหนุมาน จระเข้ ดนตรี ค้างคาว และม่านบรรทม ระยะทาง 635 เมตร

ตามทางมีไฟให้แสงสว่าง แต่หากอยากมองให้เห็นรายละเอียดต้องเตรียมไฟฉายไปเอง และภายในถ้ำอากาศร้อนชื้น ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 45 นาที แต่มาเที่ยวถ้ำกับผู้เชี่ยวชาญทั้งที เลยใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง

อ.ชัยพรเล่าว่า ภูมิประเทศทางฝั่งตะวันตกของไทยมีการยกตัวของเปลือกโลกจึงเกิดเป็นเทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาตะนาวศรีเป็นพรมแดนธรรมชาติ และทำให้ถ้ำใต้ทะเลถูกยกตัวขึ้นมาเป็นถ้ำแห้ง

“ที่นี่เป็นหินปูนยุคเพอร์เมียน อายุประมาณ 200 กว่าล้านปี” อ.ชัยพรยืนอธิบายหน้าถ้ำละว้าพร้อมชี้ให้ดูหินตรงปากถ้ำว่า

“หินปูนเป็นหินชั้นชนิดหนึ่ง เกิดจากพวกเศษปะการัง เศษหอย หรือสัตว์ต่างๆ ในทะเลที่ทับถมจนเป็นหินชั้น จากนั้นเปลือกโลกมีการยกตัวขึ้นทำให้หินปูนใต้ทะเลขึ้นมาอยู่บนพื้นดิน ซึ่งการยกตัวจะทำให้เกิดรอยเลื่อนและรอยแตกของชั้นหิน ทำให้น้ำฝนซึมเข้ามาละลายหินปูนจนทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำ และหากส่วนไหนที่มีความเข้มข้นของหินปูนสูง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะระเหยออกทำให้ของเหลวหรือน้ำหินปูนตกตะกอนกลายเป็นหินงอกหินย้อย”

ศัพท์แสงแบบนักธรณีเข้าใจง่ายขึ้นถ้าได้เห็นของจริง ภายในห้องแรกเป็นโถงที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานให้กราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางตามความเชื่อ ซึ่งเป็นจุดที่ อ.ชัยพร ชี้ให้ดูผนังถ้ำที่มีความเรียบและโค้งมน เป็นหลักฐานว่าถ้ำละว้าเกิดจากการละลาย และเกิดเป็นถ้ำใต้น้ำมาก่อน แต่หลังจากที่เปลือกโลกยกตัวและน้ำมุดตัวลงไปจึงทำให้กลายเป็นถ้ำแห้ง

“ถ้ำนี้มีวิวัฒนาการมานานมาก เพราะมีร่องรอยของหินถล่ม มีหินงอกหรือหินย้อยที่พังลงมากองอยู่กับพื้น ซึ่งเกิดจากรอยแตกในตัวมันเอง ทุกวันนี้เปลือกโลกของเรายังยกตัวสูงขึ้นตลอดเวลา ภูเขาเอเวอร์เรสต์ยังทำลายสถิติตัวเองทุกปี และเมื่อเปลือกโลกยกตัวขึ้น ชั้นหินปูนก็จะกลายเป็นถ้ำซ้อนถ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ

อย่างตอนนี้เราอยู่ในถ้ำละว้า ข้างใต้เท้าเราก็ยังมีถ้ำใหม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งระบบถ้ำที่มีลักษณะเหมือนรังปลวกนี้จะเป็นแหล่งเก็บน้ำบาดาลอย่างดีให้กับโลกเรา ทำให้นึกถึงถ้ำหลวงที่ต้องระบายน้ำบาดาลเพื่อลดระดับน้ำในถ้ำ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน”

จากนั้นเดินเข้าไปอีก 95 เมตร จะพบกับห้องจระเข้ สัญลักษณ์ของห้องนี้คือ หินย้อยที่จินตนาการได้ว่ามันคือจระเข้ตัวเขื่องบนผนังถ้ำ มีเสียงทุ้มๆ ก้องมาว่า

“การเกิดหินย้อยเกิดจากน้ำหยดเล็กๆ ที่ซึมเข้ามาตามรอยแตกของหินปูน แล้วฟอร์มตัวกลายเป็นหลอดกาแฟ จากนั้นหินปูนจะพอกตัวใหญ่ขึ้นๆ ซึ่งหากสังเกตหินย้อยที่แตกหักจะเห็นเนื้อหินด้านในเป็นวงเหมือนวงปีต้นไม้ แต่สำหรับหินย้อยวงหนึ่งใช้เวลาเป็นพันปี”

ภายในถ้ำละว้ามีทั้งหินงอกหินย้อยที่ทั้งเป็นและตาย ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเดินในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้นเพื่อรักษาชีวิตของถ้ำและคงไว้ซึ่งความสวยงาม

ต่อไปอีก 115 เมตร จะเดินไปถึงห้องดนตรี ห้องนี้ช่างสวยงามด้วยหินงอกหินย้อยละลานตา บนเนื้อหินมีสีสันอย่างรอยสีดำเกิดจากแร่แมงกานีส ส่วนรอยสีแดงเกิดจากเหล็กออกไซด์ และสีของหินก็บ่งบอกได้ถึงส่วนประกอบของแร่ คือ หินสีขาวมีแร่แคลไซด์ปะปน ส่วนหินสีแดงมีแร่เหล็กปะปน และมีไฮไลต์เป็นทำนบหินปูนที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเป็นทำนบขนาดใหญ่ ข้างในทำนบมีไข่มุกถ้ำเม็ดจิ๋วที่กำลังถูกขัดสีให้กลมโดยธรรมชาติ อ.ชัยพรกล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นหินแต่ก็บอบบาง การสะสมตัวกว่าร้อยปีสามารถสูญสลายในเสี้ยววินาทีถ้ามนุษย์ยื่นมือเข้าไปแตะต้อง

จากนั้นจะเดินผ่านห้องโถงใหญ่หรือห้องค้างคาว ห้องนี้จะเห็นเสาหินที่เกิดการจากบรรจบกันของหินงอกหินย้อย แต่ก็แตกร้าวจากกันเพราะการยกตัวของเปลือกโลก และเห็นผนังถ้ำที่มีกุมภลักษณ์หรือโบก เหมือนที่สามพันโบกใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเกิดจากการขัดสีของหินกรวดที่พัดมากับน้ำ หมุนวนขัดหินปูนจนกลายเป็นหลุมกลม กลายเป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่าถ้ำละว้าเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน

และไปสิ้นสุดที่โถงสุดท้ายเรียกว่า ห้องบรรทม ห้องนี้ อ.ชัยพร ยกให้เป็นพระเอกที่ครบเครื่องเพราะมีให้เห็นทั้งหินงอก หินย้อย ม่านหินย้อย เสาหิน หินถล่ม และหินที่มีประกายเพชรจากแร่ซิลิกา แร่ซิลิกาเกิดจากภูเขาไฟใต้น้ำทำให้ชั้นหินปูนมีแร่ซิลิกาปะปน เป็นการปิดฉากแบบแฮปปี้เอนดิ้ง คุ้มค่ากับเหงื่อทุกหยดที่เสียไป

ตลอดระยะทางไม่มีหน้าต่างถ้ำให้อากาศถ่ายเทภายในจึงอบอ้าวและอึดอัด ถ้าไม่มีเรื่องราวของ อ.ชัยพร ให้ตื่นเต้นตลอดเวลาก็คงใช้เวลาเดินไป-กลับไม่ถึงชั่วโมงอย่างที่ใครๆ บอก ถ้ำละว้าเดินไม่นานก็จบ แถมเฉยๆ ไม่มีอะไร

ขณะที่เดินกลับเหมือนได้ทบทวนตำราที่ อ.ชัยพร ติวเข้มไว้ ชอบคำพูดหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “ถ้ำไม่ใช่แค่รูภูเขา” เพราะภายในถ้ำมีประติมากรรมธรรมชาติที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ เพราะถ้ำเป็นสถานที่ให้ความรู้ด้านธรณีวิทยา เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่มีความแปลกประหลาด จึงมีโอกาสค้นพบสัตว์สปีชีส์ใหม่ๆ ได้ภายในถ้ำ

เพราะถ้ำเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญ เป็นแหล่งโบราณคดีเพราะมนุษย์โบราณใช้ถ้ำเป็นบ้านหลังแรก เพราะถ้ำเป็นที่หลบภัยอย่างดีหากโลกมีสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาจริงๆ และเพราะถ้ำเป็นตัวช่วยลดโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ขอจบด้วยศัพท์นักธรณีอีกสักนิด) เพราะเมื่อฝนตก ฝนจะละลายก๊าซเรือนกระจกลงมาเป็นของเหลวที่มีฤทธิ์เป็นกรด เมื่อกรดมาพบหินปูนจะทำปฏิกิริยากับแร่แคลไซต์เปลี่ยนเป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนต คงไว้อยู่ในรูปแบบของหินงอกหินย้อยและอยู่ภายในระบบถ้ำอีกนานแสนนาน

ถ้ำในกาญจนบุรีไม่ได้เป็นที่อยู่ของฤาษี นางสิบสอง หรือสัตว์ในตำนาน แต่เป็นที่อยู่ของเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ ซึ่งก่อนกลับ อ.ชัยพร ยังพาไปแวะที่ “ช่องเขาขาด” อดีตเส้นทางรถไฟไทย-เมียนมา กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ระยะทาง 415 กม.

ผ่านป่าและภูเขาจากบ้านโป่งไปยังตันบูซายัต ประเทศเมียนมา โดยใช้แรงงานชาวเอเชียประมาณ 2.5 แสนคน และเชลยศึกชาวออสเตรเลีย อังกฤษ ดัตช์ และอเมริกันมากกว่า 6 หมื่นคน ความสูญเสียจากการสร้างทางรถไฟมีเชลยศึกเสียชีวิตประมาณร้อยละ 20 และมีแรงงานพลเรือนเสียชีวิต 7-9 หมื่นคน

บริเวณที่เรียกว่า ช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก ใช้แรงงานมนุษย์ตัดช่องเขาด้วยพลั่ว ชะแลง ค้อนใหญ่ และขุดหลุมเพื่อวางระเบิด ประกอบกับเวลานั้นมีการระบาดของอหิวาตกโรค การตัดช่องเขาจึงคร่าชีวิตเชลยและคนงานไปหลายพันคน

แต่นอกจากอดีตอันน่าเศร้าที่ยังคงสร้างบรรยากาศหดหู่จนถึงปัจจุบัน นักธรณีอย่าง อ.ชัยพร สามารถมองเห็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับหินที่น่าสนใจ เพราะพบหลักฐานว่าช่องเขาขาดเคยเป็นน้ำตกโบราณ

สังเกตได้จากหินก้อนกลมบนผนังของช่องเขาขาด ซึ่งความกลมมนของมันบ่งชี้ได้ว่า มันเคยอยู่ใต้น้ำมาก่อน รวมถึงลักษณะของหินที่มีร่องรอยของกระแสน้ำ จึงกล่าวได้ว่า บริเวณช่องเขาขาดเคยมีน้ำตกขนาดมหึมา แต่ได้แห้งไปเพราะการยกตัวของเปลือกโลก ส่วนทางน้ำเดิมน่าจะมุดลงไปตามชั้นหินและเป็นทางน้ำเดียวกับน้ำตกไทรโยคใหญ่นั่นเอง

การมองในมุมของนักธรณีมักจะสนุกแบบนี้ คือแทนที่จะมองช่องเขาขาดเป็นความสูญเสียของสงครามเพียงอย่างเดียวก็สามารถมองลึกไปยังหินแต่ละก้อนว่าเคยมีที่มาอย่างไร เช่นเดียวกับถ้ำละว้าที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติ แต่คราวนี้กลับได้รู้ลึกไปถึงการกำเนิดถ้ำและช่วงชีวิตของมันว่าควรค่าแก่การรักษาอย่างไร

ความลงตัวของเรื่องวิชาการกับเรื่องท่องเที่ยวน่าจะมีจุดร่วมตรงนี้ได้ ซึ่งการท่องเที่ยวแบบมีข้อมูลความรู้จะให้อรรถรสและเป็นประโยชน์กับประสบการณ์มากกว่าแค่มาชมและเช็กอิน

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (9)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/562104

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 12:09 น.

ขับรถเที่ยวฮอกไกโด (9)

เช้าวันใหม่ ท้องฟ้าสดใสแล้ว หลังจากฝนตกติดต่อกันหลายวัน เปิดหน้าต่างออกไปรับแสงแดดยามเช้าพร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด อากาศสดชื่นแบบนี้ถ้าให้ดีต้องมีกาแฟสักแก้ว ว่าแล้วก็ไปชงมานั่งจิบชมวิวสะพานขึง มองไปที่ลานโล่งริมแม่น้ำมีภาพวาดแปลกตา พินิจดูอย่างละเอียดถึงเห็นว่ามันคือภาพนกกระเรียน แต่ยังหาความสัมพันธ์กับเมืองโทกาจิไม่ได้ เพราะเรื่องนกกระเรียนนี่ไปเด่นอยู่ที่ Kushiro มากกว่า ไหนๆ ก็ออกมานั่งชมวิวแล้วเลยถือโอกาสแช่น้ำแร่ Moor ในบ่อส่วนตัวเสียเลย เพราะเป็นแห่งสุดท้ายของทริปนี้ที่จะได้แช่น้ำแร่แล้ว

เฮ้อ! เวลาแห่งความสุขมันผ่านไปไวเสียเหลือเกิน รีบแต่งตัวลงไปกินข้าวเช้า ระหว่างทางผ่านห้องทำขนมปังดูแล้วน่ากินมาก โรงแรมไหนทำขนมปังเองนี่น่าสนใจมาก เพราะต้องมีเจ้าหน้าที่เพิ่มและมาแต่เช้ามืดเพื่ออบขนมปังสดใหม่ให้กับลูกค้า นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการสั่งขนมปังจากข้างนอก แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวขนมปังที่โรงแรมทำเองมักจะอร่อยกว่าที่สั่งจากข้างนอก เพราะโรงแรมที่คิดแบบนี้มักมีสาเหตุ 2 ประการ คือ มั่นใจในฝีมือการทำว่าอร่อยกว่า หรือขนมปังจากข้างนอกมีความหลากหลายน้อยเกินไป หลายแห่งที่ผมเคยไปพักทำขนมปังได้อร่อยมาก มีอยู่แห่งหนึ่งจำได้แม่นเลย คือ มิสึหงิรีสอร์ท จังหวัดมิเอะ ที่อบขนมปังอิตาลีแบบออริจินัลใช้เพียงแป้งยีสต์ธรรมชาติที่เพาะเองและเกลือเท่านั้น

สำหรับโรงแรม Tokachikawa onsen Daiichi แห่งนี้ ห้องอาหารเช้ามีขนมปังหลากหลายให้เลือกทั้งโทสต์ ครัวซองต์ โรล และขนมปังที่หากินยากอย่างชาบัตตา (Ciabatta) โฟกัชชา (Focaccia) พิตา (Pita) ก็มีด้วย แถมโทสต์ของที่นี่ยังขึ้นป้ายว่าใช้ยีสต์ธรรมชาติอีก ผมชอบกินขนมปังอยู่แล้วก็ยิ่งแฮปปี้เพราะมีตัวเลือกมากมาย ทางโรงแรมเองก็คงเข้าใจในตัวลูกค้า (แบบผม) เลยทำขนมปังแต่ละชนิดเป็นชิ้นเล็กขนาดพอคำ ทำให้กินได้หลายอย่างมากเท่าที่ต้องการ ชิ้นใหญ่อย่างโทสต์ก็หั่นครึ่งไว้ให้เรียบร้อย ไม่เป็นการเสียของถ้ากินเหลือ เช้านี้เลยอิ่มเอมกับขนมปังอร่อยโดยไม่ได้แตะอย่างอื่น ไม่เสียแรงที่โทกาจิเป็นเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการนำมาทำขนมปังให้อร่อยจริงๆ

เราเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมตอนสาย แล้วแวะขึ้นไปที่ Tokachi Hills ซึ่งเดิมทีผมเข้าใจว่าเป็นสวนดอกไม้เหมือนพวกโทมิตะฟาร์มที่ฟุราโนะ แต่ไม่ใช่เพราะที่นี่มีทั้งต้นไม้หลากสายพันธุ์ ดอกไม้ก็มีด้วย ฟาร์มผักก็มีร้านอาหาร คาเฟ่มีหมด คนที่ตั้งใจจะมาเจอดอกไม้แปลงใหญ่สุดสายตาจะผิดหวัง เพราะเขาไม่ได้เน้นดอกไม้ อย่างที่พูดไปหลายครั้งว่าโทกาจิเป็นแหล่งผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารได้มากที่สุดในญี่ปุ่น ที่นี่เลยเน้นความหลากหลายมีโน่นนิดมีนี่หน่อย

ที่น่าสนใจคือมีร้านอาหารที่นำวัตถุดิบจากฟาร์มแห่งนี้มาปรุงเป็นอาหารฮังกาเรียนด้วย ทุกคนคงคิดเหมือนผมว่าทำไมต้องฮังกาเรียน เพราะหัวหน้าพ่อครัวของที่นี่เคยเป็นพ่อครัวของโรงแรม 5 ดาวในบูดาเปสต์ และเคยออกร้านในสถานทูตญี่ปุ่นเป็นที่ติดอกติดใจของแขกเหรื่อหลายท่าน ทาง Tokachi Hills ไปเชื้อเชิญเขามาได้อย่างไรอันนี้ไม่ทราบจริงๆ เอาเป็นว่าใครอยากชิมอาหารฮังกาเรียนโดยวัตถุดิบท้องถิ่นโทกาจิต้องมาชิมที่นี่ แต่ถ้าไม่ถนัดอาหารฝรั่ง ด้านหน้าใกล้ที่จอดรถก็มีร้านอาหารญี่ปุ่นไว้บริการเช่นกัน นอกจากร้านอาหารแล้วยังมีร้านขายของฝาก ทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือสกัดจากพืชสมุนไพร ของกินจำพวกถั่วก็ขึ้นชื่อมีให้เลือกมากมายทั้งแบบดิบและปรุงสุก ผมลองซื้อแบบแพ็กแช่ในน้ำเกลือมาชิมที่บ้าน รสชาติใช้ได้เลย เสียดายซื้อมาแค่แพ็กเดียว ในโซนของฝากมีมุมกาแฟที่มีของอร่อยอีกอย่าง คือ ซอฟต์ครีม มีรสแปลกๆ อย่างรสน้ำส้มสายชูด้วย แต่ที่แนะนำเลยก็คือรสถั่วแดงหอมหวานละมุน ไม่หวานเจี๊ยบเหมือนถั่วแดงในขนมญี่ปุ่นทั่วไป

คุณมินาโกะทราบว่าผมชอบขนมปังเลยชักชวนให้ไปลองชิมขนมปังเจ้าหนึ่งที่อยู่ในตัวเมือง Obihiro มีหรือที่จะพลาด รีบตกปากรับคำทันที ระหว่างทางต้องหาปั๊มเพราะตั้งแต่ขับมา 3 วันยังไม่ได้เติมน้ำมันเลย ปั๊มที่ญี่ปุ่นมีทั้งแบบบริการตัวเองและแบบมีเจ้าหน้าที่ช่วย ผมขอเติมเองเพราะได้ทำอะไรแบบที่อยู่เมืองไทยไม่ได้ทำ เติมเสร็จก็บึ่งตรงไปยังร้าน Masuya Mugioto ร้านขนมปังเล็กๆ ที่มีลานจอดรถกว้างขวาง ฮอกไกโดดีตรงนี้ ที่ทางเยอะแยะ ขับรถไปจอดได้เกือบหมดทุกแห่ง ค่าที่จอดก็ไม่มี สะดวกไปหมด ที่บอกว่าร้านเล็กแต่คนไม่น้อยนะครับ ระหว่างจอดรถมีคนหิ้วถุงขนมปังเดินออกมาบ้าง มีรถมาจอดเพิ่มบ้างรถออกบ้าง หัวบันไดไม่แห้งเลย พอเดินเข้าไปในร้านมันละลานตาไปหมด ขนมปังหลายสิบอย่างวางอยู่ทั้งบนโต๊ะ บนชั้นและในตู้ ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนก่อนดี ใครเคยไปร้านคัสตาร์ดนากามูระแถวสุขุมวิทคงพอนึกภาพออก

ร้าน Mugioto ใหญ่กว่าสองสามเท่า ลองคิดดูว่าจะเป็นสวรรค์ของคนรักขนมปังอย่างผมแค่ไหน เดินดูก็มีความสุขแล้ว ไม่ทราบว่ามีท่านผู้อ่านชอบเหมือนผมหรือเปล่า ปกติเวลาเราซื้อโทสต์จะแอบอยากได้ความหนาที่ต่างจากร้านเขาเตรียมไว้ ผมชอบกินขนมปังหนาๆ เอาไปทาเนยแล้วปิ้งในเตาอบให้ผิวนอกกรอบแต่ในนุ่ม ซึ่งขนมปังที่ขายอยู่ทั่วไปมันหนาไม่พอ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่มีหลายขนาดมาก อย่างของร้านนี้มี 5 ขนาด 4 แผ่น 5 แผ่น 6 แผ่น 8 แผ่น และ 10 แผ่นให้เลือกทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่นเลยต้องหิ้วขนมปังกลับบ้านมาด้วยทุกครั้ง คราวนี้ก็เช่นกัน ผมเลือกทั้งโทสต์และขนมปังสอดไส้หลายอย่าง เช่น ครีมปัง อัมปัง และช็อกโกปัง เวลาจะทดสอบรสชาติของร้านใหม่ๆ ผมเลือกของพื้นๆ นี่แหละครับ เพราะเป็นของที่ขายให้กับคนทั่วไป ราคาไม่สูงร้านไหนๆ ก็มี ถ้าทำไม่อร่อยนี่หมดสิทธิรุ่งครับ

ผมหอบหิ้วขนมปังถุงใหญ่พร้อมกดกาแฟฟรีสำหรับลูกค้า แล้วออกไปนั่งชิมยังนอกร้านที่เป็นลานกว้าง อืม! อร่อยใช้ได้ ขนมปังเหนียวนุ่ม รสสัมผัสดีกว่าหลายร้านที่เคยกินมา นี่คือข้อได้เปรียบของฮอกไกโด โดยเฉพาะแถบโอบิฮิโระโทกาจิที่อุดมสมบูรณ์ ใครอยากกินขนมปังอร่อยราคาไม่แพง แนะนำร้าน Mugioto เลยครับรับรองติดใจ

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/562010

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 14:29 น.

เที่ยวเวียดนามเหนือ เพลินชมดอกไม้ สัมผัสหลากวัฒนธรรม

เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย แม้จะมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่โต คือโดยรวมแล้วน้อยกว่าประเทศไทย แต่กลับมีความหลากหลาย ทั้งในด้านภูมิอากาศ และภูมิประเทศ มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมทั้งเหนือ กลาง ใต้ ทำให้เป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในแต่ละภาคแล้วจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป

เราสามารถไปเที่ยวภาคไหนของเวียดนามก็ได้ ถ้าอยากไปสัมผัสอากาศ 4 ฤดู ทางเหนือ ก็บินกรุงเทพฯ-ฮานอย

อยากไปดูเมืองมรดกโลกของเวียดนามกลาง ก็บินกรุงเทพฯ-ด่าหนัง

หรืออยากไปตระเวนเที่ยวเวียดนามใต้ ก็บินกรุงเทพฯ-โฮจิมินห์ซิตี้ เรียกง่ายๆ ว่า อยากรู้จักแง่มุมไหนของประเทศนี้ ก็มีเส้นทางไปได้หมด แถมราคาไม่แพง

ภูมิทัศน์ในประเทศเวียดนามสวยทุกฤดู แต่ละฤดูก็จะมีความสวยงามแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ชอบดอกไม้ มาที่เวียดนาม รับรองไม่ผิดหวัง แต่ละฤดูก็จะมีดอกไม้ประจำฤดู ดอกไม้ประจำเดือนของเขา ที่สำคัญอีกอย่างคือ สังคมของคนที่นี่ผูกพันกับดอกไม้เป็นอย่างมาก เดินไปที่ไหนก็จะเห็นดอกไม้อยู่ตามสวน ไปในบ้านไปตามร้านอาหารก็จะมีดอกไม้เต็มไปหมด

ฮานอย คือเมืองหลวงที่มีอากาศคล้ายยุโรป แต่มีวัฒนธรรมแบบเอเชีย สามารถไปเที่ยวได้ทั้งปี แต่ถ้าอยากเห็นภาพวัฒนธรรมที่งดงามที่สุด แนะนำว่าต้องไปช่วงเทศกาล เต้ด หรือเทศกาลปีใหม่ เพียงแต่ช่วงนั้น ทัวร์จะไม่ค่อยจัดไป เพราะบริษัท ห้างร้านต่างๆ จะหยุดยาว ภัตตาคาร ร้านอาหารต่างๆ ก็หายาก ดังนั้น ถ้าจะไป ก็ต้องยอมรับความลำบากนี้สักหน่อย

หากสามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองได้ ก็ยิ่งสนุก โดยเริ่มต้นจากการเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้บานในกรุงฮานอย แล้วค่อยเดินทางขึ้นเหนือต่อไป

คนเวียดนามเหนือ ค่อนข้างมีความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิต คือ ชอบธรรมชาติ ชอบเสียงเพลงชอบดูละคร และชอบตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงามด้วยดอกไม้ ไม่ว่ารวยหรือจนก็ตามที ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้ามาฮานอยแล้ว จะเห็นมีร้านขายดอกไม้อยู่แทบทุกที่

ภาพของแม่ค้าใส่งอบ เดินจูงจักรยานเข็นดอกไม้เต็มท้ายรถ ถือเป็นทั้งสีสัน และเป็นเสน่ห์ของฮานอย

ถ้ามาเที่ยวฮานอยช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ แนะนำว่า อย่าเที่ยวเพลินอยู่แค่ในเมือง แต่ให้ออกไปนอกเมืองด้วย เพราะมีสวนดอกไม้สวยๆ อยู่หลายแห่ง

คนเวียดนามชอบดอกไม้มาก แล้วก็มีวิถีชีวิตมีความผูกพันกับดอกไม้มาตลอด ดังนั้นที่ผ่านมาในอดีต ช่วงเทศกาลดอกไม้บาน เป็นช่วงที่มีสีสันมาก คนแต่งตัวสวยๆ ใส่ชุดอ๋าวหย่าย (ชุดแต่งกายพื้นบ้านของสตรีเวียดนาม) ไปเที่ยวชมดอกไม้ ไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ต่อมาเมื่อเริ่มมีโซเชียลมีเดีย มีสังคมออนไลน์ มีการแบ่งปันข้อมูลแบ่งปันรูปภาพกันว่าที่นี่มีดอกไม้สวย ที่นี่มีบรรยากาศดี แต่สถานที่เหล่านั้นก็อยู่กระจัดกระจายกันออกไป จึงมีคนสร้างสถานที่ที่รวบรวมเอาดอกไม้สวยๆ มาไว้ที่เดียวกัน คนมาแล้วสามารถมาถ่ายรูปสวยๆ ได้ ถ้ามาฮานอยต้องแวะมาดูสถานที่แบบนี้ รับรองว่ามาที่เดียวเหมือนได้มาเที่ยวที่สวยๆ หลายๆ แห่งเลยทีเดียว

ค่าเข้าประมาณหนึ่งแสนสองหมื่น เวียดนามด่อง ก็ประมาณ 180 บาท

ที่นี่มีเทศกาลดอกไม้ตลอดทั้งปี ก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาลที่ดอกไม้บาน ช่วงที่เรามา เป็นช่วงเทศกาล “เล่ โฮ่ย ฮัว ซวน” ก็คือเทศกาลดอกไม้บานประจำฤดูใบไม้ผลิ

สิ่งที่เป็นของคู่กันเวลามาฮานอย ก็คือ ชุดอ๋าวหย่าย กับดอกไม้บาน คือไม่รู้ว่าอะไรสวยกว่ากัน แต่เมื่อสองสิ่งนี้มาอยู่ด้วยกันแล้ว มันจะทำให้ได้บรรยากาศแบบเวียดน้ามเวียดนาม

ถ้าใครอยากมาเที่ยวฤดูใบไม้ผลิ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด อากาศกำลังเย็นสบายๆ ไม่หนาวมาก ท้องฟ้าแจ่มใส จะมาเช่าชุดอ๋าวหย่ายใส่ถ่ายรูป ก็ไม่หนาวมาก

เราได้มีโอกาสเดินทางไปยังที่ราบสูง ที่ชื่อว่า หมกโจว์ ที่นั่นเป็นสถานที่ที่บรรยากาศดีมากๆ ก่อนจะเข้าถึงเมืองหมกโจว์ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะแวะที่เมืองนี้ก่อน ชื่อว่าไหม่โจว์ อยู่ห่างจากฮานอยประมาณ 120 กิโลเมตร

เมืองไหม่โจว์ อยู่ในเขตชนบทของประเทศเวียดนาม คนที่นี่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง เรียกว่าคนไท ก็คือชาวเผ่าในตระกูลไท-กะได (Tai-Kadai) ซึ่งก็มีหลายกลุ่มย่อยๆ ส่วนกลุ่มที่อยู่ไหม่โจว์นี้ เรียกว่า “ไทขาว” ภาษาพูดของพวกเขาก็ถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับภาษาไทยของเราด้วย ก็เลยทำให้การสื่อสารกับคนที่นี่ สนุกสนานไปอีกแบบ

ภาษาพูดของเผ่าไท ก็เหมือนกับภาษาพูดของเรา เช่นคำว่า กินข้าว กินน้ำ หรือกินเหล้า ก็สามารถเข้าใจกันได้เลย หมู ผักกาด หน่อไม้ หรือคำว่า อร่อย ก็ให้พูดว่า เหจียบ เฉียบอะ อร่อยเฉียบ ส่วนนับเลขก็เหมือนกับภาษาไทย คือ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ ดังนั้นนักท่องเที่ยวคนไทยที่มา แล้วได้ลองสื่อสารกับคนที่นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกดีเหมือนกัน

หลังจากโบกมือร่ำลาเมืองไหม่โจว์แล้ว เราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปหมกโจว์กันต่อ

เมื่อเข้ามาสู่เขตหมกโจว์บรรยากาศสองข้างทางสวยงามมากดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปแวะเที่ยวชม ทุกจุดที่มีนักท่องเที่ยวแวะ ก็จะมีชาวบ้านหรือว่าชนเผ่าพื้นเมืองนำของมาขาย

โดยปกติถ้าขับรถไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นทุ่งคาโนล่าสีเหลืองๆ อยู่ตามเนินเขา เขาปลูกเอาไว้ทำอาหารรับประทาน แล้วก็นำมาสกัดเป็นน้ำมันได้ด้วย เมื่อมีนักท่องเที่ยว ชาวบ้านที่นี่ก็จัดการปลูกเป็นแปลง แล้วก็จัดพื้นที่สวยๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาถ่ายรูปได้ โดยจะขอเก็บเงินค่าธรรมเนียมนิดหน่อย

นอกจากจะมีดอกไม้สวยๆ แล้ว ที่หมกโจว์ยังเป็นแหล่งปลูกชาที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

ไร่ชานี้ ชื่อว่าไร่ “โด่ยแจ” (Đồi Chè) ที่นี่พัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการตัดแต่งรูปทรงของไร่ชาให้มีความสวยงาม และจุดหนึ่งที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ ก็คือ เขาตัดให้เป็นรูปทรงของหัวใจ ดังนั้นใครมาที่นี่ก็จะต้องมาถ่ายรูปกับไร่ชารูปหัวใจนี้

หนึ่งในกิจกรรมที่สาวๆ มักจะไม่พลาดกัน ก็คือการเช่าชุดม้งสีสันสดใส แล้วถ่ายรูปเล่นในไร่ชา บรรยากาศเขียวชอุ่มแบบนี้

แต่ถ้าใครไม่ได้พานางแบบมาด้วย ก็ไม่ต้องกังวล ที่นี่จะมีน้องใส่ชุดพื้นเมืองหรือใส่ชุดม้ง สะพายอุปกรณ์พร้อม มาอาสาเป็นแบบให้นักท่องเที่ยว โดยได้รับค่าขนมเป็นค่าตอบแทน

หากได้มาเที่ยวที่หมกโจว์ สิ่งที่ห้ามพลาด ก็คือ การไปชิมผลิตภัณฑ์นมเนยของเขา ประเทศเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตลาดนมใหญ่มาก แล้วก็มีการแข่งขันสูง ความได้เปรียบของเขาก็คือว่าทางตอนเหนือ ฝั่งฮานอยขึ้นมา ภูมิอากาศดี ภูมิประเทศเอื้ออำนวย จึงทำให้ผลิตนมที่มีคุณภาพ ด้วยความที่ตลาดใหญ่ มีการแข่งขันที่สูง จึงมีการพัฒนาคุณภาพนมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้แล้ว ผลิตภัณฑ์นมของเวียดนามยังนำหน้าอยู่เป็นอันดับต้น

ถ้าไปเที่ยวฮ่องกงต้องไม่พลาดดิสนีย์แลนด์ ไปเกาหลีก็ต้องไม่พลาดเนเวอร์แลนด์ แต่ถ้ามาหมกโจว์ต้องไม่พลาด Happy Land ซึ่งเป็นธีมพาร์คขนาดใหญ่ จัดแสดงสวนดอกไม้ มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูป ความพิเศษของที่นี่นอกจากมีดอกไม้สวยๆ ให้ถ่ายรูปแล้ว ก็คือที่นี่อากาศดีมาก เพราะตั้งอยู่ในหุบเขา อากาศก็เย็นสบายตลอดทั้งปี

จากหมกโชว์ พวกเราก็เดินทางต่อสู่ซาปา เพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นเขาฟานซีปัน หลังคาแห่งอินโดจีน

ย้อนหลังกลับไปก่อนศตวรรษที่ 19 ซาปา ก็แค่หมู่บ้านเล็กๆ หลังเขา หมู่บ้านหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศ จนกระทั่งปี 1922 ฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาตั้งสถานีที่นี่ เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วติดใจ แล้วก็ไปบอกต่อๆ กัน ตามด้วยการเข้ามาของนักท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหารก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด มีการตัดถนนเส้นใหม่ตรงมาจากกรุงฮานอย ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ปัจจุบันซาปา คือปลายทางยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลก

โบสถ์คริสต์กลางเมืองนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่ใครมาที่ซาปาก็จะต้องมาถ่ายรูปด้วย เป็นสถาปัตยกรรมที่ผิดแผกแปลกจากสถาปัตยกรรมอาคารอื่นๆ แถบนี้ ดังนั้นจึงคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเกือบทั้งมุมเมือง เราจะเห็นชนเผ่าที่เขาเอาของมาขาย มาเสนอบริการที่พัก ร้านอาหารให้กับนักท่องเที่ยวด้วย

แต่เดิมซาปาเป็นหมู่บ้านชาวเขาที่ทำเกษตรกรรม เหมือนหลายๆ ที่ แต่พอมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้นเรื่อยๆ มากันทั้งปี เพราะว่าที่นี่มีความสวยงามแตกต่างกันไปตามฤดู ปัจจุบันเศรษฐกิจที่นี่จึงขับเคลื่อนไปด้วยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก

อีกอย่างที่จะลืมไม่ได้สำหรับการมาเที่ยวซาปาก็คือ การไปชิมปลาแซลมอน

ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300 เมตร บวกกับอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปีน้ำมีคุณภาพใสสะอาด ทำให้ที่นี่สามารถเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนที่มีคุณภาพได้ เป็นสินค้าขึ้นชื่อ ใครที่มาซาปาต้องกินปลาแซลมอน แล้วก็ยังมีปลาสเตอร์เจียน และหมูหัน

เมื่อเดินทางไปถึงซาปาแล้ว ก็ต้องไปให้สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไปให้ถึงจุดที่สูงสุดของอินโดจีน นั้นก็คือยอดเขาฟานซีปัง

ขึ้นบันไดมาได้แค่ไม่กี่ขั้น ก็สัมผัสถึงอุณภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความหนาวเย็นมาสัมผัสผิวกาย เหมือนเราเดินคลำทางไปในทะเลหมอก ใครที่ขึ้นมาที่นี่ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาให้ดี เพราะข้างบนนี้ อุณภูมิน่าจะลดต่ำลงเหลือเลขตัวเดียว

จากซาปา เราก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดห่าซาง จังหวัดที่มีสีสันและมีความหลากหลายของชนเผ่ามากที่สุด

เมื่อเริ่มเข้าเขตห่าซาง เราก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความมีสีสันของผู้คน เพราะว่าช่วงนี้ ยังอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลองเทศกาลเต้ด เด็กๆ หรือว่าชาวบ้าน ที่อยู่บนเขา ก็จะลงมาในเมืองมาที่ศูนย์กลางของชุมชน มากินขนม มาพบปะกัน แต่งตัวชุดสวยๆ ชุดใหม่ๆ ดูท่าทางเขามีความสุขมาก

ตัวเมืองห่าซาง เป็นจุดแวะพัก และเตรียมตัวสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะถัดจากนี้ ถนนจะเริ่มแคบ และเส้นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามเนินเขา ดังนั้น ใครที่เดินทางมาไกลๆ ก็จะพักที่นี่ก่อน และหากต้องการซื้อหาข้าวของที่จำเป็น ก็หาได้จากในเมืองนี้

สภาพเส้นทางที่คดเคี้ยว บอกให้รู้ได้ว่า เราออกจากตัวเมืองมาแล้ว และกำลังเข้าสู่เขตที่มีภูมิประเทศสวยงามที่สุดในเวียดนาม

เมื่อเดินทางออกจากตัวจังหวัดห่าซางมาเรื่อยๆ เรามาถึงช่องเขาตรงนี้ ด้านหลังทัศนียภาพสวยมาก เขาเรียกตรงนี้ว่า Heaven Gate ก็คือประตูสู่สรวงสวรรค์ ข้ามพ้นตรงนี้ไปก็จะเป็นเขตก่วนบ่ะ (Quan Ba) เป็นที่ที่เขาบอกว่ามีทัศนียภาพสวยมาก เหมือนว่าเราเดินเข้าไปในสรวงสวรรค์

หลังจากผ่านประตูสวรรค์มาแล้ว มองจากตรงนี้ลงไป เราก็จะเจอเนินเขาสองลูก เรียกว่าหนุยโด่ย (Nui Doi) หรือแปลว่าหน้าอกของนางฟ้า เพราะว่าภูเขาสองลูก มีลักษณะรูปทรงสมมาตร ตั้งอยู่กลางทัศนียภาพ ซึ่งเป็นแปลงปลูกผัก หมู่บ้าน แล้วก็ทิวเขา มีความสวยงาม ทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คของก่วนบ่ะ มองลงไปข้างล่าง สวยงามมาก

เดินทางต่อมาอีกหน่อย ทัศนียภาพสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป จากทุ่งนาสู่ภูเขาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ เขียวชอุ่ม และเรื่อยมาจนเข้าเขตเขาหินปูน ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่หิน หิน และหิน ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกว่า เราเข้าสู่เขต “ด่งหวาน” แล้ว

ความพิเศษทางธรณีวิทยาของด่งหว่าน ทำให้ที่นี่ขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO Global Geo park ด้วยลักษณะภูมิประเทศสูงต่ำ เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว ทำให้ที่นี่มีทัศนียภาพที่แปลกตา แต่กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้ ก็ต้องใช้คนขับที่มีความชำนาญมาก ถนนลัดเลาะไปตามภูเขาสูงต่ำ สองข้างทางเกือบทั้งหมด เป็นหินทั้งนั้น แต่ก็ไม่เกินความพยายามของคนที่นี่ ซอกไหนมีดินอยู่นิดๆ หน่อย เขาก็ยังอุตส่าห์ไปเพาะปลูกได้ ดังเช่นที่ เมื่อมองลงไปข้างล่างก็จะเห็นผืนดินนิดเดียวที่สามารถเพาะปลูกได้ คนที่นี่เขาก็พยายามใช้พื้นที่ให้เต็มที่

ด่งหวาน เป็นเขตชายแดนทางเหนือสุดของเวียดนาม ชาวต่างชาติที่จะเข้าเมืองนี้ ต้องขึ้นทะเบียน และจ่ายค่าธรรมเนียม คนละ 220,000 เวียดนามดอง

อีกมุมหนึ่ง ของเมืองด่งหวาน ที่หุบเขานี้ มียอดเขาชื่อว่า โด่นเก๋า เป็นยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,200 เมตร เมื่อขึ้นไปบนยอดนั้น จะสามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าใจว่าไปเที่ยวเวียดนามเหนือ จะได้เห็นแค่กรุงฮานอย และไปล่องเรือที่ฮาลองเบย์ คงต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะสีสันของเวียดนามเหนือรออยู่นอกเมือง แต่อาจจะเดินทางลำบากนิดหน่อย เพราะต้องเดินทางไกล ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ต้องใช้เวลาหลายวัน

นักท่องเที่ยวขาลุยจำนวนไม่น้อย ที่ชอบธรรมชาติ นิยมซื้อหรือเช่ารถมอเตอร์ไซค์จากกรุงฮานอย ขับไปถึงซาปา หรือห่าซาง จากนั้นก็ขาย หรือคืนมอเตอร์ไซค์ แล้วนั่งรถบัส หรือนั่งรถไฟกลับสู่ฮานอย แล้วค่อยบินกลับประเทศ

ประสบการณ์แบบนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดการเดินทาง ถ้าสังขารไหว หัวใจสู้ ก็เก็บตังค์ แล้ววางแผนไปให้ได้สักครั้งในชีวิต รับรองว่าจะมีเรื่องราวมากมายเก็บไว้เล่า ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ในรายการโลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางช่องไทยรัฐทีวี