หลูซาน อุทยานสวรรค์เหนือม่านหมอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563572

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

หลูซาน อุทยานสวรรค์เหนือม่านหมอก

มณฑลเจียงซี มณฑลที่น่าสนใจแต่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก มณฑลนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นมณฑลแห่งภูเขาและสายน้ำ หลังจากที่เราพาไปรู้จักเมืองเอกหนานชางแล้ว วันนี้เราแนะนำให้รู้จักอีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้กัน เมืองนี้ชื่อว่าเมืองจิ่วเจียง เป็นเมืองที่มีฉายาว่าดินแดนปากแม่น้ำ 3 สาย ทางผ่านสู่ 7 มณฑล

เมืองจิ่วเจียง มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศจีนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาหลูซาน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดของมณฑลนี้ ด้วยระยะทางเพียงแค่หนึ่งร้อยกว่ากิโลเมตรบนทางด่วนของจีน นักท่องเที่ยวทั่วไปที่ออกจากเมืองเอกหนานชางก็ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเศษเท่านั้นก็สามารถมาถึงอุทยานแห่งชาติหลูซานได้แล้ว

นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เสียค่าผ่านประตูคนละ 180 หยวน ไม่สามารถขับรถขึ้นไปได้ โดยต้องใช้รถบัสของอุทยาน เสียค่ารถอีกคนละ 100 หยวน

จากประตูทางเข้าใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมงก็มาถึงที่พัก ที่พักในเขตอุทยานนี้มีให้เลือกเป็นร้อยๆ แห่ง แต่ถ้าใครมาเที่ยวช่วงเดือน ก.ค. จนถึง ก.ย. ต้องจองล่วงหน้านานหน่อย เพราะแม้ว่าโรงแรมจะมีจำนวนมากแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ทิวทัศน์ที่เกิดจากการผสานระหว่างสายน้ำ ภูเขา น้ำตก และทะเลสาบ ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม บวกกับบรรยากาศร่มรื่นภายใต้อุณหภูมิที่เย็นสบายทั้งปี ทำให้หลูซานมีแรงดึงดูดให้เหล่ากวีและศิลปินจีนอยากเดินทางมาที่นี่นับตั้งแต่ 2,000 กว่าปีที่แล้ว ทำให้บทกวีชื่อดังหลายชิ้นของจีนมีจุดกำเนิดจากที่นี่

เขตอุทยานแห่งชาติหลูซาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 500 ตารางกิโลเมตร ในเขตอุทยานมียอดเขากว่า 90 ยอดเขา แต่โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่เขาสูงมาก ที่สูงที่สุดยังสูงไม่ถึง 1,500 เมตร เป็นมรดกโลก World Heritage ขึ้นทะเบียนโดย Unesco เป็น Global Geopark, National park of China สถานที่ท่องเที่ยวระดับ 5A คือประเทศจีนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย แต่ถ้าได้รับการยกย่องเป็น 5A นี่ถือว่าเป็นระดับสุดยอด

อย่างไรก็ตาม ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม แล้วก็อากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้คนนิยมมาเที่ยวที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือน ก.ค. และ ส.ค. เป็นช่วงที่อากาศในเมืองค่อนข้างร้อน นักเรียนปิดเทอม จึงมีคนมาเที่ยวที่นี่มากมายถึงขนาดว่าไม่อนุญาตให้ขับรถเข้ามา ใครจะเข้ามาก็ต้องจอดรถไว้ข้างล่าง แล้วใช้รถของอุทยาน

แม้ว่าจะมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ถนนก็มีจำกัด ถ้านักท่องเที่ยวทุกคนใช้รถส่วนตัวขับขึ้นมาที่นี่ นอกจากจะทำให้การจราจรติดขัดแล้ว ยังจะเป็นการรบกวนธรรมชาติและก่อให้เกิดมลพิษอีกด้วย ดังนั้นกติกาที่เขาตั้งขึ้นมาก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี

กู๋หลิ่ง ทาวน์ เป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติหลูซานแห่งนี้ เพราะว่าที่นี่มีครบทุกอย่าง เดิมทีที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งเดียวในเขตอุทยานเท่านั้น แต่พอมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ที่นี่ก็ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว มีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร ไปรษณีย์ ธนาคาร หรือแม้แต่โรงภาพยนตร์

หมู่บ้านกู๋หลิ่ง สร้างขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1895 โดยมิชชันนารีชาวตะวันตกที่เข้ามาในจีนเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน ทำให้อาคารหลายๆ หลังที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งนี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวยุโรป

ต่อมาใน ค.ศ. 1936 มิชชันนารีทั้งหมดก็ต้องออกไป เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาในจีน และเมื่อญี่ปุ่นออกไปอาคารเหล่านั้นก็กลายมาเป็นสมบัติของรัฐบาลจีน

จากหมู่บ้านกู๋หลิ่ง เราเดินต่อมาเรื่อยๆ จนมาถึงศาลาว่างเจียง ที่จุดนี้เราจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของหมู่บ้าน แล้วก็มองเห็นทะเลหมอกเคลื่อนตัวผ่านข้างหน้า เหมือนกับว่าเราอยู่บนชั้นฟ้าแล้วมองลงไปหมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่าง ด้านล่างเป็นหุบเขาที่ลึกมาก มองลงไปเห็นป่าเขียวๆ ที่อยู่ไกลๆ นั่นคือหมู่บ้านกู๋หลิ่งที่เราเพิ่งเดินผ่านมา

เมื่อได้มาเห็นของจริง ได้มาสัมผัสประสบการณ์ตรง ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนจีนถึงหลงใหลที่นี่กันนัก เพราะที่นี่มีความสดชื่น มีความร่มรื่น มีความสดใส มีชีวิตชีวา แล้วก็ยังมีเสน่ห์อยู่ในทุกๆ มุมอีกด้วย

ทะเลสาบหลูชิน อยู่ห่างจากใจกลางเมืองกู๋หลิ่งออกมาอีกหน่อย ที่นี่มีทัศนียภาพที่สวยงามมาก พร้อมกับบรรยากาศที่เงียบสงบ ภาพด้านหลังที่ปรากฏก็คืออาคารสมัยเก่า ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก บวกกับทิวเขาที่เป็น Background สะท้อนลงในน้ำเหมือนผืนกระจกใหญ่ๆ ทำให้ที่นี่เป็นมุมที่ทุกคนต้องแวะมาถ่ายรูปอาคารที่อยู่รอบๆ บางหลังเป็นที่พักเป็นโรงแรมด้วย แต่ว่าราคาค่อนข้างสูงกว่าปกติ

ไม่ไกลจากทะเลสาบหลูซินก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะไม่พลาด แวะไปเก็บภาพความทรงจำที่น่าประทับใจ แม้จะต้องแลกกับความหวาดเสียวสักหน่อยแต่ก็ถือว่าคุ้ม แต่ถ้าใครไม่กล้าไปยืนตรงจุดนั้นก็มีมุมด้านล่าง รับรองว่าได้ภาพเจ๋งๆ ไม่แพ้กัน

อุทยานแห่งชาติหลูซานนั้นกว้างใหญ่ มีที่ท่องเที่ยวหลากหลายมาก นักท่องเที่ยวที่ชอบการพักผ่อนแบบสบายๆ ก็จะเพลิดเพลินกับการเดินชมสวนสวยๆ และบรรยากาศสบายๆ ของตัวเมือง แต่ถ้าใครอยากท้าทายขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งก็แนะนำว่าต้องไปให้ถึงน้ำตก 3 ชั้น

อากาศที่นี่เย็นสบายตลอดทั้งปี คนส่วนใหญ่เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมธรรมชาติ แต่ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่โต แล้วก็จำนวนจุดท่องเที่ยวที่มีอยู่มากมายหลายจุดเหลือเกิน ทำให้การเดินทางไปแต่ละจุดหากจะเดินเท้าแล้วไปเที่ยวให้ทั่วคงเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยบริการรถบัสของทางอุทยาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 สาย สายตะวันออกกับสายตะวันตก แต่ละสายก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ อยู่หลายแห่ง

สายตะวันออก สถานที่ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำตก 3 ชั้น ถ้าจะเดินเท้าจากทางเข้าไปถึงน้ำตกก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นใครที่มีเวลาจำกัดหรือว่าอยากจะออมแรงไว้เพื่อไปเดินจากบริเวณทางเข้าไปจนถึงน้ำตกต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ก็มีทางเลือก 2 ทาง ทางเลือกที่ 1 คือ ค่อยๆ เดินขึ้นเอง ซึ่งก็ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง จนกว่าจะถึงน้ำตก

แต่ถ้าอยากประหยัดเวลาก็สามารถนั่งรถรางขึ้นไปได้ โดยจ่ายค่าโดยสารประมาณ 80 หยวน ถึงแม้ว่าจะช่วยร่นระยะทางที่ต้องเดินลงได้บ้าง แต่ก็ต้องทำใจเผื่อไว้บ้างว่าบางทีก็ไม่ได้เร็วไปกว่าคนที่เดินเท้าขึ้นไปสักเท่าไร เพราะต้องรอคิวรถรางอีกนานพอสมควร

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการมาเที่ยวที่นี่มากที่สุดก็คือช่วงหน้าร้อน ซึ่งก็ตรงกับที่คนจีนทั้งประเทศทราบ ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยวที่นี่

ออกจากรถรางก็ใช่ว่าจะถึงเลย ต้องเดินเท้าต่อไปอีกเรื่อยๆ การเคลื่อนตัวไปได้ช้ามาก เพราะว่าช่วงนี้คนจีนมาเที่ยวที่นี่จำนวนมาก จากจุดนี้ก็ดูเหมือนระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่ปัญหาอยู่ที่ต้องเดินลงบันได เล่นเอาเหนื่อยหอบกันไปตามๆ กัน ถ้าใครเดินไม่ไหวจริงๆ ก็ยังมีทางเลือกสำรองให้ นั่นคือการนั่งเก้าอี้หามลงไป

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ซานเตี๋ยฉวน หรือน้ำตก 3 ชั้น สุดยอดความงามแห่งเขาหลูซาน น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกธรรมชาติ ค้นพบโดยคนตัดไม้มาพบเข้าโดยบังเอิญตั้งแต่ปี 1191 หลังจากนั้นชื่อเสียงของน้ำตกแห่งนี้ก็ได้รับความนิยมไปทั่วอย่างสูง คนพยายามดั้นด้นเข้ามาดู ปัจจุบันแม้ว่าการเดินทางจะอยู่ในระดับที่สะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาถึงน้ำตกแห่งนี้

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว สิ่งที่ทุกคนทำคือสูดอากาศให้เต็มปอด นั่งชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกและสัมผัสความเย็นฉ่ำของสายน้ำ ซึ่งถ้าใครอยากสัมผัสแบบใกล้ชิดสุดๆ ก็ต้องพายเรือหรือปั่นเรือถีบเข้าไป ให้ละอองน้ำซัดเข้าหน้า พาเอาความชุ่มฉ่ำส่งผ่านเข้าไปถึงหัวใจเลย บริเวณด้านล่างของน้ำตกแห่งนี้เป็นแอ่งน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ด้วยความแรงของน้ำที่ไหลลงมาทำให้กระแสน้ำค่อนข้างที่จะเคลื่อนตัวแรง เลยทำให้เกิดเป็นกิจกรรมสนุกๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะพายเรือหรือเล่นเรือถีบทวนน้ำ ไม่ว่าจะสนุกสนานเพลิดเพลินกันแค่ไหน ก็ต้องไม่ลืมเผื่อเวลาเดินกลับด้วย

ตอนแรก ก่อนเดินทางมาที่นี่ เราเข้าใจว่าใช้เวลาสักประมาณ 1-2 วัน ก็น่าจะเที่ยวครบทั้งอุทยานแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ นี่เกือบจะหมดวันแรกแล้วยังไปได้ไม่กี่ที่ เพราะแต่ละสถานที่ไกลมาก แล้วต่อให้มีรถไปส่งถึง มีกระเช้าไปถึง ก็ยังต้องเดินเท้าต่อไปอีก ถ้าใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่ สุขภาพต้องแข็งแรงพอสมควร แล้วใจก็ต้องสู้ด้วย แต่รับรองว่ามาถึงแล้วสวยคุ้มค่า

ระหว่างเดินทางกลับ ก่อนพระอาทิตย์จะตกแวะรับลมเย็นๆ ที่ริมทะเลสาบหลูหลิน ทะเลสาบแห่งนี้ เมื่อประมาณ 1,700 ปีที่แล้ว เป็นทะเลสาบธรรมชาติ เกิดจากการไหลรวมของธารน้ำแข็งบนเขามาสะสมที่นี่ ต่อมาก็เลยกลายเป็นทะเลสาบ ความสำคัญของทะเลสาบแห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญใช้สำหรับคนที่อยู่หมู่บ้านข้างล่างแล้ว ในสมัยที่มีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานเหมาก็ยังเคยมาว่ายน้ำเล่นในทะเลสาบแห่งนี้ด้วย ดูเหมือนว่าแสงแดดยามเย็นจะช่วยทำให้ทะเลสาบหลูหลินแลดูร่มรื่น เย็นสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม เดินเล่น รับลมเย็นๆ กันสักพัก เราก็ต้องเคลื่อนตัวกันต่อเพื่อกลับมายังตัวเมืองกู๋หลิ่ง

ตกเย็นบริเวณเมืองกู๋หลิ่งจะดูคึกคักแล้วก็น่ามาเดินยิ่งกว่าเดิม เพราะว่าร้านค้า ร้านอาหาร ก็จะเปิดกันเต็มที่ มีคนมาเดินเล่น มาหาซื้อข้าวของ มาหาซื้อาหารกินกัน แล้วก็ลานกิจกรรมที่อยู่ตรงข้าม ถนนคนเดินก็จะมีกิจกรรมหลายอย่าง มีการเต้นรำให้เลือกแทบทุกแบบ เด็กๆ ก็ออกมาวิ่งเล่นกัน ครอบครัวก็มาใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ดูเป็นบรรยากาศสบายๆ ที่แสนอบอุ่น

เวลานี้บรรดาร้านค้าต่างพากันเปิดไฟสว่างไสว บวกกับแสงไฟจากโคมที่ห้อยอยู่ด้านบน ทำให้บรรยากาศของถนนสายหลักของกู๋หลิ่งดูสดใสและมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม จนเกือบลืมไปเลยว่าเรากำลังอยู่กลางป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ

ที่นี่มีโรงภาพยนตร์แห่งเดียวของเขตอุทยานแห่งชาติหลูซาน Romance in Lushan cinema เป็นโรงภาพยนตร์ที่เปิดบริการทุกวัน ฉายหนังวันละ 3 รอบ เปิดมา 30 กว่าปีแล้ว ที่เจ๋งกว่านั้น คือฉายอยู่เรื่องเดียว ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาไทยว่า “ความรักแห่งหลูซาน” โรแมนติกมาก

เชื่อว่าหลายคนคงแอบจินตนาการว่า ถ้าได้มาเดินกุมมือกับคนรักเข้าโรงภาพยนตร์แล้วนั่งดูหนังด้วยกันที่นี่คงโรแมนติกสุดๆ ไปเลย ถ้าใครอยากสร้างตำนานรักของตัวเองที่นี่ ก็พาคนรักมาเที่ยวได้ที่อุทยานแห่งชาติหลูซาน เดินทางมาจากเมืองไทยไม่ได้ยากจนเกินไปเลย

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการ โลก 360 องศา เช้าวันอาทิตย์นี้ หลังเคารพธงชาติ ทางไทยรัฐทีวี

ชาบูห้อยขากลางทุ่งนาเมืองตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563552

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 11:26 น.

ชาบูห้อยขากลางทุ่งนาเมืองตรัง

โดย เมธี เมืองแก้ว

ธุรกิจร้านอาหารประเภท ชาบู สุกี้ มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทและยังมีแนวโน้มเติบโตไม่หยุด เพราะกระแสความนิยมของคนไทยชอบรับประทานแบบบุฟเฟ่ต์

ปัจจุบันมีร้านชาบู สุกี้ เปิดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด มีทั้งเปิดเป็นห้องแอร์และโอเพ่น

นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือน จ.ตรัง อยากรับประทานชาบูต้นตำรับจากญี่ปุ่นแต่ได้บรรยากาศชายทุ่ง ขอแนะนำไปรับประทานที่ร้านชาบูห้อยขากลางทุ่งนา ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง

ร้านแห่งนี้บริหารงานโดย ไพศาล ซิบเข กับ สุพรรณี พรหมมี อายุ 45 ปี สองสามีภรรยา ซึ่งได้ช่วยกันสร้างเรือนปั้นหยาขึ้น ในพื้นที่หมู่ 6 ต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง เมื่อปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

วัตถุประสงค์ที่สร้างเรือนปั้นหยาขึ้นมาเพื่อต้องการสร้างความแปลก แหวกแนวใหม่ ไม่เหมือนร้านขายชาบูทั่วไป จึงเปิดร้านขายชาบูห้อยขากลางทุ่งนาเพื่อดึงดูดลูกค้ารับประทานไปชมบรรยากาศชายทุ่งที่สวยงามไปด้วย แต่ราคาไม่แพงมาก โดยราคาเริ่มต้นที่จานละ 20-39 บาท หรือชุดละ 49 และ 59 บาท อีกทั้งยังมีเมนูอาหารให้เลือกมากกว่า 30 อย่าง ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา แมงกะพรุน หมูสไลซ์ ตับหมู และอื่นๆ ปรากฏว่ามีลูกค้าแน่นร้านจนทำขายแทบไม่ทันเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้สองสามีภรรยาชาวบ้าน ต.นาหมื่นศรี เปิดร้านขายอาหารเช้า กาแฟ ติ่มซำ ขนมจีนน้ำยาปู และอาหารตามสั่ง แต่เกรงว่าลูกค้าจะเบื่อหน่ายรับประทานอาหารจำเจ จึงคิดกันว่าช่วงเย็นน่าจะเปลี่ยนมาขายอาหารอีกประเภท เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกฟินได้ไม่แพ้อาหารเช้า

กระทั่งมาลงตัวที่ชาบูห้อยขา เพื่อสร้างบรรยากาศการกินชาบูที่แปลกใหม่ เพราะห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา แมกไม้ สายลม และบรรยากาศท้องทุ่ง เน้นอาหารสะอาดสดใหม่แบบวันต่อวัน บริการดีเยี่ยม แถมอร่อย และราคาไม่แพง ทำให้ลูกค้าติดอกติดใจ ช่วยกันเช็กอินในโลกโซเชียล จนผลตอบรับดีเกินคาด

ในช่วงเปิดร้านแรกๆ ยังมีบริการห้องแอร์เย็นฉ่ำไว้ด้วย แต่ปรากฏว่าลูกค้าเกือบ 100% กลับไม่สนใจนั่งรับประทานอาหารในห้องแอร์ แต่กลับออกมานั่งกินบรรยากาศข้างนอก เพื่อให้เห็นทุ่งนาและป่าเขา จนต้องปิดห้องแอร์ไปโดยปริยาย

สำหรับเรือนปั้นหยาแห่งนี้ จะเปิดให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำเขาช้างหาย แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หรืออยู่ห่างจากตัวเมืองตรังประมาณ 5-6 กิโลเมตร ไปฟอกปอด ยลขุนเขา ทุ่งนา ท้องฟ้า และสายหมอกจางๆ และนั่งห้อยขากินชาบู

ราชบุรีมี‘งู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563546

  • วันที่ 08 ก.ย. 2561 เวลา 10:28 น.

ราชบุรีมี‘งู’

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ก่อนที่ราชบุรีจะเป็นเมืองแกะ ที่นี่เคยเป็นเหมืองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเหมืองแร่ดีบุกใน อ.สวนผึ้ง ที่เคยมีมานานถึง 78 ปี ก่อนที่ราคาดีบุกในตลาดโลกจะเริ่มตกต่ำในปลายทศวรรษ 2520 จนเจ้าของเหมืองทยอยหยุดกิจการ

กระทั่งรัฐบาลยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ในสวนผึ้งในปี 2534 รวมถึงเหมืองหินปูนที่สร้างความมั่งคั่งกับชาวราชบุรีเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่ปัจจุบันเหลือไว้เพียงร่องรอยและถูกปรับให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม

หินปูนส่วนใหญ่ในประเทศไทยประมาณร้อยละ 99 เป็นหินปูนที่เกิดในทะเล เกิดจากการทับถมของซากสัตว์มีเปลือกในทะเล เช่น หอย ปะการัง จนตะกอนต่างๆ แข็งตัวกลายเป็นหิน ประกอบกับโลกไม่เคยหยุดนิ่ง เปลือกโลกยังมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลา และเมื่อแผ่นเปลือกโลกมาชนกันทำให้หินใต้ทะเลโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำกลายเป็นภูเขาหินปูน

ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี อธิบายถึงที่มาที่ไปของภูเขาหินปูนในราชบุรี หนึ่งในนั้นคือ “อุทยานหินเขางู” แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองราชบุรีเพียง 8 กม. แต่กำเนิดมาตั้งแต่ยุคเพอร์เมียนหรือประมาณ 286-245 ล้านปีมาแล้ว

“ธรรมชาติของธรณีวิทยาไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ยิ่งสูงยิ่งเกิดการกัดกร่อนมากขึ้น ทำให้ชั้นหินทรายด้านบนถูกกัดกร่อน ส่วนชั้นหินปูนก็จะถูกน้ำฝนละลายทำให้เห็นเป็นยอดแหลม” ชัยพร ชี้ไปที่ยอดเขารูปทรงคล้ายพีระมิด

ปัจจุบันอุทยานถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะ แต่เป็นสวนที่ไม่มีสนามหญ้า มีทางเดินทอดยาวล้อมรอบด้วยภูเขาเว้าแหว่ง พร้อมกิจกรรมฮิตประจำสวนสาธารณะอย่าง ปั่นเป็ด ให้ปั่นในทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากการทำเหมือง ปรับโฉมสถานที่รกร้างให้กลายเป็นสถานที่ออกกำลังกายและแหล่งสันทนาการแบบไม่ต้องระแวงวรนุชของชาวราชบุรี

ช่วงเย็นจะเห็นพ่อแม่จูงลูกมาเดินเล่น บ้างเป็นคู่รักมาถ่ายเซลฟี่เก็บบรรยากาศตะวันอัสดงที่มีฉากหลังเป็นดงภูเขาบึงน้ำ และต้นไม้ องค์ประกอบที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้หลังจากที่มนุษย์ได้ทิ้งร้างไปกว่า 3 ทศวรรษ

นอกจากนี้ อุทยานยังเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขางู ที่มีลักษณะเป็นเทือกเขาโดด มีหน้าผาชันรอบข้าง ประกอบด้วย ยอดเขาสูง 4 ยอด คือ เขาพระยาปราบ เขาแขก เขาลาดกล้วย และเขาหลักว่าว แต่หลังจากยุคเหมืองหินปูนเฟื่องฟูทำให้เทือกเขาถูกระเบิด และยอดเขาถูกแยกกระจัดกระจายอย่างที่เห็นเป็นตัวอย่างที่อุทยาน

ชัยพร กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเขางูถูกยกตัวขึ้นมาจากทะเล จึงมีถ้ำที่เคยเกิดอยู่ใต้น้ำโผล่ขึ้นมาเป็นถ้ำแห้ง มนุษย์จึงใช้ประโยชน์อย่างที่ “ถ้ำฤาษีเขางู” ซึ่งใช้ประโยชน์เพื่อเป็นศาสนสถานในยุคแรกๆ

ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปจำหลักเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท ปางแสดงธรรมเทศนาตามแบบพุทธศิลป์สมัยทวารวดี ลักษณะพระพักตร์แบน พระขนง (คิ้ว) เป็นเส้นนูนโค้งต่อกันเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์หนา และมีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต แปลว่า พระศรีสมาธิคุปตะเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้วยการทำบุญ รวมทั้งมีพระพุทธรูปหินทรายศิลปะสมัยอยุธยาอีกหลายองค์

ส่วนหลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่า ผนังถ้ำมีความโค้งเว้าจากการกัดเซาะของน้ำตอนเกิดอยู่ใต้ทะเล ทั้งยังพบกุมภลักษณ์ที่เกิดจากการกัดเซาะของกรวดใต้น้ำ จึงยืนยันได้ว่าก่อนจะกลายเป็นถ้ำฤาษีเขางู มันเคยอยู่ใต้ท้องทะเลโบราณ

ในราชบุรียังมีถ้ำอีกแห่งที่ถูกใช้ประโยชน์ทางศาสนา ที่ “ถ้ำจอมพล” ลักษณะเป็นถ้ำลอย หรือถ้ำที่อยู่บนภูเขาสูงจากพื้นดิน มีหน้าต่างถ้ำที่ลำแสงและอากาศลอดเข้ามาข้างในได้ จึงทำให้ภายในโปร่งสบายกลายเป็นบ้านอันแสนสุขของฝูงค้างคาว และที่สุดปลายถ้ำถูกใช้เป็นศาสนสถาน มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ประดิษฐาน โดยมีพระสงฆ์คอยดูแล

“ถ้ำนี้ตายแล้ว ตายเพราะอายุขัยที่เก่ามาก” เสียง ชัยพร กังวานกลบเสียงค้างคาว

“ดูจากหินงอกหินย้อยที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ในอดีตคงจะมีน้ำมาก ซึ่งกว่าจะเกิดหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่ได้ น่าจะใช้เวลาเป็นหลายแสนปี ซึ่งต่อจากนี้มันจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ปัจจัยหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์ที่ต้องช่วยรักษาไว้เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของลูกหลานต่อไป”

บังเอิญว่าวันที่ไป ถ้ำจอมพลสว่างจากไฟสปอตไลต์ดวงโต และแสงไฟจากจอมอนิเตอร์ของกองถ่ายละคร เห็นแล้วก็คิดถึงคำว่า ประโยชน์ของถ้ำ ที่ตอนนี้มนุษย์ใช้มันเป็นฉากของความบันเทิงไปด้วยแล้ว

จากนั้นระหว่างผ่านฝูงค้างคาวออกไปยังปากถ้ำ นักธรณีวิทยาคนเดิมกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้ำเคยเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์ เมื่อมนุษย์รู้จักการล่าสัตว์และการเพาะปลูกจึงกล้าออกจากถ้ำไปอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จากนั้นถ้ำจึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นสถานที่แห่งความเชื่อ ทั้งเป็นที่เก็บศพ บูชาผีเทวดา ต่อมาก็กลายเป็นศาสนสถานอย่างในถ้ำจอมพลและถ้ำฤาษีเขางู และตอนนี้ถ้ำก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ราชบุรียังมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยารูปแบบอื่น เพราะด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์จึงทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งชื่อว่า “ธารน้ำร้อนบ่อคลึง”

“ฝั่งตะวันตกของประเทศไทยทั้งหมดตั้งแต่เหนือยันใต้จะมีแนวหินแกรนิต ซึ่งเกิดจากหินหนืดที่มีความร้อนสูงใต้เปลือกโลกเกิดเย็นตัวและถูกดันขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันข้างล่างยังคงมีความร้อนสูงอยู่มาก การเกิดน้ำพุร้อนจึงเกิดเวลาที่ฝนตกลงมา ซึมไปตามรอยแตกของหิน ลงไปลึกๆ จนกระทั่งไปถึงหินร้อนซึ่งอยู่ลึกลงไปหลายกิโลฯ

คล้ายๆ ว่ามันถูกต้มจนเดือดกลายเป็นน้ำร้อนและเกิดแรงดันไหลย้อนขึ้นไปตามรอยแตกของหิน กลายเป็นน้ำพุร้อนหรือธารน้ำร้อน จึงเป็นคำตอบว่าทำไมธารน้ำร้อนบ่อคลึงจึงไหลไปตามแนวหินแกรนิต” ชัยพร เริ่มเหงื่อแตกจากความร้อนที่คละคลุ้ง

หินแกรนิตที่นี่มีความพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่มีแร่สีขาวขุ่นเรียกว่า แร่เฟลด์สปาร์ เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่ใช้ในการผลิตเซรามิก กระเบื้องปูพื้น โมเสก และเครื่องสุขภัณฑ์ ซึ่งในราชบุรียังมีการทำเหมืองแร่เฟลด์สปาร์อยู่ถึงปัจจุบัน เพราะยังพบแหล่งแร่อยู่มาก

เมื่อถึงธารน้ำร้อนบ่อคลึง สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ ป้ายบอกความเป็นเจ้าของที่ประกาศไว้ว่า “ต้นธารน้ำร้อนบ่อคลึงเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลโมนยะกุล นายประยูร โมนยะกุล ค้นพบปี 2468” จากนั้นจะผ่านบ่อน้ำร้อนแช่เท้าให้บริการฟรี โดยทำเป็นบ่อกระเบื้องทรงกลมและปล่อยให้น้ำแร่ร้อนไหลเวียนเข้ามา ส่วนด้านข้างกันยังมีสระอาบน้ำแร่ที่ต้องเสียค่าบริการ น้ำมีอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและคลายเส้น เป็นออนเซนกลางป่าแบบโลคัล

สำหรับต้นน้ำต้องเดินเข้าแนวป่าประมาณ 150 เมตร จะเห็นธารน้ำที่มีควันจางๆ ลอยขึ้นมา เป็นควันจากน้ำแร่ร้อนที่มีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ไม่มีกลิ่นกำมะถัน น้ำใส และไหลตลอดปี

ไม่ไกลจากธารน้ำร้อนสามารถเดินทางไปยัง “น้ำตกเก้าโจน” หรือน้ำตกเก้าชั้น ซึ่งมีความโดดเด่นตรงที่เป็นน้ำตกหินแกรนิต (น้ำตกส่วนใหญ่เป็นหินปูน) ชัยพร อธิบายการกำเนิดน้ำตกว่า น้ำตกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับลำห้วยอย่างฉับพลันจึงทำให้น้ำเปลี่ยนทิศทางไหลลงตามแรงโน้มถ่วงโลก ซึ่งหากเป็นน้ำตกหินปูนจะสามารถสันนิษฐานได้ว่า ด้านล่างน้ำตกอาจมีถ้ำเพราะน้ำสามารถกัดเซาะหินปูนแล้วมุดเข้าไปจนเกิดถ้ำน้ำ แต่สำหรับหินแกรนิตน้ำจะเซาะได้ยาก เว้นแต่ว่าหินจะมีรอยแตกหรือมีรอยเลื่อนตามธรรมชาติ ซึ่งก็อาจทำให้เกิดถ้ำใต้หินแกรนิตได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ แหล่งท่องเที่ยวทั้งสองแห่งนี้ยังมีอดีตเกี่ยวกับเหมืองแร่แห่งราชบุรี เพราะในอดีตธารน้ำร้อนบ่อคลึงเคยอยู่ในลำรางล้างแร่ ส่วนน้ำตกเก้าโจนเคยเป็นแหล่งน้ำของเหมือนฉีดแร่ จดสิ้นสุดยุคเฟื่องฟูจึงทำให้ธรรมชาติกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง

ทำไปทำมากลายเป็นว่า แหล่งท่องเที่ยวในราชบุรีมีความหลังเกี่ยวโยงกับการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่เปลี่ยนไป จากในอดีตที่มนุษย์เข้าไปเพื่อเปลี่ยนสภาพแล้วนำทรัพยากรมาใช้ แต่วันนี้มนุษย์กลับใช้ประโยชน์จากการคงสภาพของธรรมชาติ ซึ่งรื่นรมย์กว่าอะไรก็ตามที่มนุษย์สร้างขึ้น

‘โบดุม’ชวนเปิดประสบการณ์สโลว์คอฟฟี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563440

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 19:20 น.

‘โบดุม’ชวนเปิดประสบการณ์สโลว์คอฟฟี่

เรื่อง พุสดี

แสนสิริ และโบดุม (Bodum) เอาใจเหล่าคอกาแฟ ดื่มด่ำกับประสบการณ์การดื่มกาแฟสโลว์คอฟฟี่ กับ “โบดุม ป๊อปอัพ คาเฟ่ แอท แสนสิริ เลานจ์ (Bodum Pop-Up Cafe at Sansiri Lounge)” แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงาน “Slow Coffee with Thai Blends by Sansiri x Bodum” ที่จะพาทุกท่านสัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟแบบสโลว์คอฟฟี่จากเมล็ดกาแฟไทยหลากหลายสายพันธุ์ ที่นำมาซึ่งกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ผสมผสานกับการชงกาแฟด้วยมือแบบเฟรนช์เพรสซึ่งสามารถดึงรสสัมผัสของกาแฟให้โดดเด่นในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ณ แสนสิริ เลานจ์ ชั้น 3 สยามพารากอน

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ยอร์เกน โบดุม ทายาทผู้ดูแลแบรนด์ โบดุม และบาริสต้า มาร่วมสาธิตต้นตำรับการชงกาแฟ อาทิ เฟรนช์เพรส (French Press) ไซฟอน (Siphon) และ พัว โอเวอร์ (Pour Over) อันเป็นเอกลักษณ์ของโบดุม กับเมล็ดกาแฟไทยบดใหม่หอมกรุ่นที่ผ่านการคั่วมาเป็นอย่างดี โดยงานนี้นับว่าเป็นงานที่รวมเอาศาสตร์แห่งการเบลนด์เมล็ดกาแฟไทยหลากถิ่น ผนวกกับศิลปะแห่งการชงกาแฟจากผลิตภัณฑ์คุณภาพของโบดุมได้อย่างลงตัว คับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้มาร่วมแชร์ความหลงใหลในสโลว์คอฟฟี่และเคล็ดลับการดื่มกาแฟรสชาติเยี่ยม และบาริสต้าชื่อดังของเมืองไทย ผู้หลงใหลในศาสตร์กาแฟ ฟาน-อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ที่มาร่วมโชว์ลีลาการชงกาแฟ พร้อมกับบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญการชงกาแฟด้วยมือแบบเฟรนช์เพรสหลากเทคนิคจากโบดุม แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 75 ปี

เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เพื่อทำให้การชงกาแฟคุณภาพเป็นสิ่งเข้าถึงได้ ไมเนอร์ฯ จึงเลือกนำแบรนด์ “โบดุม” ที่มีชื่อเสียงด้านเครื่องชงกาแฟเฟรนช์เพรส ดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ ในราคาที่จับต้องได้ และคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยของผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมเป็นหลักเข้ามาเพื่อให้คอกาแฟไทยได้สัมผัส

อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า แสนสิริยินดีที่ได้จับมือกับไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับโลกอย่างโบดุมในการนำเสนอ “โบดุม ป๊อปอัพ คาเฟ่” แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ แสนสิริ เลานจ์ ในครั้งนี้ ความร่วมมือนี้ก่อเกิดมาจากแนวคิดของสองไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่สอดคล้องกันในเรื่องการใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อสร้างประสบการณ์แห่งการใช้ชีวิต โดยแสนสิริมุ่งมั่นในการรังสรรค์ไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตโดยนำไลฟ์สไตล์เทรนด์และสุนทรียะแห่งศิลปะการใช้ชีวิตทั้งจากไทยและต่างประเทศมาส่งมอบแก่ครอบครัวแสนสิริโดยสม่ำเสมอ ขณะที่โบดุมก็เป็นแบรนด์เครื่องชงกาแฟจากประเทศเดนมาร์กที่ลงลึกในรายละเอียดเพื่อมอบประสบการณ์ของสโลว์คอฟฟี่ที่ดีที่สุด

พบกับผลิตภัณฑ์โบดุม ได้ที่ ร้านโบดุม ทุกสาขา อาทิ สาขา เกษร วิลเลจ ชั้น 2 เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 2 แฟชั่น ไอส์แลนด์ ชั้น B 

เชอร์ เชอร์ ไก่ทอดต้นตำรับจากเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563433

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 19:00 น.

เชอร์ เชอร์ ไก่ทอดต้นตำรับจากเกาหลี

เรื่อง ยู่ยู้ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครกำลังคิดจะให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษสักมื้อ ลองแวะมาที่ เชอร์ เชอร์ ฟิวชั่น ชิกเก้น แฟคทอรี่ (Chir Chir Fusion Chicken Factory) เชนต้นตำรับไก่ทอดกับเบียร์สไตล์เกาหลี ที่ว่ากันว่าฮอตไม่เบาในเกาหลี แถมยังมีอีกกว่า 100 สาขาทั่วเอเชีย รับรองว่าจะได้อิ่มเอมกับกองทัพความอร่อยแบบลืมนับแคลอรีกันเลยทีเดียว

เชอร์ เชอร์ ฟิวชั่น ชิกเก้น แฟคทอรี่ หรือที่ใครๆ ก็เรียกติดปากว่า เชอร์ เชอร์ ชื่อนี้มีที่มาจากเสียงของน้ำมันที่กำลังเดือดจัดและเกิดการปะทุขณะกำลังทอดไก่นั่นเอง ซึ่งบ้านเราอาจจะได้ยินเป็นเสียงอื่น แต่ชาวเกาหลีได้ยินเป็นเสียงนี้ เชอร์เชอร์ต้อนรับลูกค้าด้วยบรรยากาศร้านที่ตกแต่งในสไตล์สนุกสนานแต่อบอุ่น โดดเด่นด้วยลายเส้นรูปไก่ตัวน้อยสุดน่ารัก เพิ่มความสบายตาด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อนจากเปลือกไข่ไก่ที่นำมาตกแต่งรอบๆ ได้อย่างลงตัว

มาถึงซิกเนเจอร์เมนูน่าลอง ประเดิมด้วยเมนูไก่กรอบ (Crispy Fried Chicken) ที่กรอบนอกนุ่มใน หมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษนานถึง 6 ชั่วโมง เสิร์ฟคู่กับซัลซ่าซอส และฮันนี่ มัสตาร์ดซอส ไก่ทอดซอสกระเทียม (Garlicky Chicken) โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวสับละเอียด ส่วนผู้ที่ชอบรสจัดจ้านแนะนำไก่ทอดรสเผ็ด (Spicy Chicken)

แต่ถ้าอยากเพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่อีกขั้น แนะนำ เนสต์ สโนว์ (Nest Snow) ทีเด็ดอยู่ที่การนำไก่คาจันเนื้อนุ่มฉ่ำซอสมาเพิ่มความกลมกล่อมด้วยริชครีมซอสและมันบด เติมความหอมอร่อยด้วยวิปครีมสด พร้อมโรยหน้าด้วยพาร์เมซานชีส มอสซาเรลล่าชีส และเชดด้าชีส ถ้ายังไม่จุใจสายซีฟู้ดต้องลอง ซีฟู้ดแมคแอนด์ชีส (Seafood Mac&Cheese)รับประกันความฟินได้เต็มอิ่มกับกองทัพซีฟู้ดที่ลงตัวสุดๆ กับชีส

อีกหนึ่งเมนูที่ท้าให้ลอง จิมดัก (Jjimdak) เมนูนี้เป็นการรวมพลของไก่ทอดในน้ำซอสสตูถั่วเหลืองรสเปรี้ยว เสิร์ฟกับบะหมี่เกาหลีเส้นนุ่มหนึบ ต๊อกบกกี และถั่วงอก มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด

นอกจากเมนูที่พาให้ต้องลืมเรื่องน้ำหนักแล้ว ทางร้านยังเอาใจคนรักสุขภาพด้วยหลากหลายเมนูสลัดที่น่าสนใจ นำทีมโดยสลัดองุ่นในน้ำผึ้ง (Honey Grape Salad) ทีเด็ดอยู่ที่การมิกซ์รสชาติขององุ่นแช่เย็นเข้ากับริคอตต้า และน้ำผึ้งเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมี สลัดคาจัน (Cajun Chicken Salad) ที่นำไก่นุ่มทอดคาจันมาจับคู่กับผักกาดสดๆ โรยหน้าด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษและชีสขูด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สมกับเป็นเชนไก่ทอดต้นตำรับจากเกาหลีที่มีวัฒนธรรมการกินไก่ทอดแกล้มเบียร์ หรือที่ชาวเกาหลีเรียกกันติดปากว่า “ซีเม็ก” (เกิดจากการรวมคำว่า Chi (ชิ) ที่หมายถึง ไก่ กับคำว่า Maek (แม็ก) ย่อจากคำว่า Maekju (แม็กจู) ที่แปลว่า เบียร์ เข้าด้วยกัน) ไม่ว่าใครที่มาถึงเชอร์ เชอร์ คือ Chir Cream Beer เสิร์ฟเบียร์เย็นๆ โดยมีวิปครีมที่ทำขึ้นเป็นพิเศษสูตรเฉพาะของทางร้านท็อปด้านบน

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องดื่มม็อกเทลสูตรพิเศษที่เรียกว่า Tok Tok 4 รสชาติ คือ Passion Fruit, Blue Lemonade, Green Grape และ Berries ที่สามารถเพิ่มดีกรีให้กลายเป็นเครื่องดื่มประเภทค็อกเทลได้ด้วยการเพิ่ม Soju (โซจู) ลงไป

พบกับความสนุกครั้งใหม่ได้แล้วที่ร้าน เชอร์ เชอร์ ฟิวชั่น ชิกเก้น แฟคทอรี่ ณ ชั้น 6 โซนเอเทรียม ฝั่งเซน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ร้านเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. โทร. 02-252-2204 

อัพเดทเทรนด์กาแฟกันหน่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563442

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

อัพเดทเทรนด์กาแฟกันหน่อย

ชาวอเมริกันดื่มกาแฟรวมกัน 400 ล้านแก้ว/วัน เรียกว่าเป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะฉะนั้นถ้าเขาฮิตอะไรก็ลองฟังๆ เอาไว้หน่อย

ทุกวันนี้ กาแฟพื้นฐานย่อมหาดื่มได้ทุกวัน ทว่า คนรุ่นใหม่ๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคอฟฟี่เลิฟเวอร์นั้น ไม่ลังเลที่จะทดลองสารพัดเมนูที่ครีเอทขึ้นมา ไม่ว่าหน้าตามันจะแปลกประหลาดขนาดไหน หรือฉีกกฎความเชื่อแบบเดิมๆ ไปไกลเพียงใด

ร้านกาแฟใหญ่ๆ ทุกแห่งในสหรัฐจะต้องมีโคลด์บริวบรรจุขวดขาย มีนมทางเลือก ทั้งนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมมะพร้าว (กะทิ) และสารพัดจะนมไว้คอยบริการ ไม่งั้นอาจพลาดการได้ทำคะแนนดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ๆ ให้เข้าร้านเป็นขาประจำ มาลองดูกาแฟที่กำลังอินๆ อยู่ในสหรัฐขณะนี้

ตั้งแต่ กาแฟใส่เครื่องเทศ โดยปกติกาแฟก็มีความร้อนอยู่ในตัว คนเรามักจะไม่เพิ่มอะไรที่ร้อนๆ ลงไปให้มันร้อนยิ่งขึ้นไปอีก แต่ไม่ใช่ทุกวันนี้ที่อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ สารพัดจะเครื่องเทศที่หอมๆ ที่ชอบๆ ทั้งหลายจงใส่เข้าไป จนเริ่มจะงงแล้วว่า โอ้ว นี่มันกาแฟหรือชาอินเดียกันแน่หนอ แต่จะว่าไปแล้วก็ได้ประสบการณ์อย่างแปลกดีนะ

กาแฟเห็ด! เห็ดมากๆ ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ บอกแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้… ซึ่งคนที่ชื่นชอบกาแฟแช่เห็ดนั้น บอกว่า เนื่องจากเห็ดเป็นซูเปอร์ฟู้ด พอมาผสานกับกาแฟ มันช่วยย่อยอาหาร ช่วยทำให้สมองโล่ง แถมยังช่วยเพิ่มพลังอีกต่างหาก (คงไม่คิดไปเองนะคะ) ทุกวันนี้ กาแฟเห็ดในสหรัฐ เป็นตลาดที่ใหญ่มากกกกกกกก (ก.ไก่ นับไม่ถ้วน) นอกจากนี้ เครื่องดื่มแช่รสเห็ดลงไปยังลามไปยังชาเห็ด ช็อกโกแลตเห็ดอีกต่างหาก

ขณะที่เครื่องดื่มที่มีพรายฟองซาบซ่า ขยายตัวขึ้น 20% ในสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าเทรนด์นี้ลามมายังแวดวงกาแฟด้วยเช่นกัน คนกินกาแฟก็อยากได้ทั้งความซ่าและความเย็น ต่อเนื่องมาจากกระแสโคลด์บริวยังไม่ทันหาย ความพรายฟองก็เริ่มเข้ามาแทรก ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นกระแสโคลด์บริวซ่าไปซะเลย เจ๋งปะล่ะ!

โคลด์บริวโทนิก ก็ยังไม่หายไปไหน ยังคงฮอตฮิตติดลมบนเป็นหนึ่งในคอฟฟี่ม็อกเทล ที่คนยังติดใจรสชาติขมๆ หวานๆ อยู่ไม่จาง บางคนเสกสรรปั้นแต่งให้กลายเป็นค็อกเทลด้วยการเติมแอลกอฮอล์ชนิดที่ชอบๆ ไปก็มี โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์ของสหรัฐและยุโรปที่ความร้อนไม่ปรานีใครเนี่ย

กระแสของน้ำ ที่นำมาชงกาแฟ กลายเป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่มีการพูดถึงในสหรัฐช่วงนี้ น้ำก๊อกสหรัฐดื่มได้แน่นอนอยู่แล้ว ทว่า คุณภาพของน้ำระดับไฮเอนด์นั้น จะช่วยให้รสชาติของกาแฟดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ คาเฟ่หลายแห่งนำเอาน้ำระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแร่ หรือน้ำที่ผ่านฟิลเตอร์ต่างๆ ที่เชื่อว่าจะทำให้ได้ความใสบริสุทธิ์ และมีผลต่อรสชาติที่ดีที่สุดของกาแฟ

กาแฟโอเลต์ในชามซุป! พฤติกรรมการกินกาแฟของคนเรานั้นช่างหลากหลายจริงๆ คุณลูกค้าอเมริกันหลายราย ต้องการสัมผัสรสชาติใหม่ๆ ถ้วยกาแฟธรรมดาจะมาแชร์โชว์ในโซเชียลมีเดียก็ไม่สะใจ มันต้องเสิร์ฟมาในชามใหญ่ๆ โตๆ แบบชามซุปกันไปเลย

รสชาติกาแฟก็เดิมๆ ที่เพิ่มมาคือความสนุกสนานในการได้แชร์รูปนั่นเอง 

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม หมูผัดเต้าหู้ยี้แดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563444

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 18:15 น.

ข้าวต้มกุ๊ย พุ้ยกับแกล้ม หมูผัดเต้าหู้ยี้แดง

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กมีส่วนมากกับการหล่อหลอมเรา อาจจะส่งผลชัดเจนในด้านใดด้านหนึ่ง อย่างผู้เขียนเก็บเกี่ยวเอาความทรงจำดีๆ ในวัยเด็กมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเขียนเรื่องราวและสรรหาเรื่องอาหารการกินดูจะโดดเด่นกว่าเรื่องอื่นๆ

บ้านในวัยเยาว์อยู่แถวคลองสาน ไม่ไกลจากแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำขึ้นทีหนึ่งต้องย้ายข้าวของขึ้นบ้านที่ยกสูงจากพื้น เพราะตอนสร้างบ้านเข้าใจว่าคุณตา คุณยายน่าจะรับทราบเรื่องของน้ำขึ้น น้ำลง เป็นปกติวิสัยของบ้านริมน้ำ ไม่ไกลจากบ้านเป็นตลาดคลองสาน และไม่ไกลจากตลาดเป็นชุมชนคนจีนเชื้อสายไหหลำอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ขนมหวานโปรดของผู้เขียนคือ โบ๊ะเกี้ยน้ำแข็งไส แป้งนวดเป็นก้อนขาวและไสลงในน้ำเดือด ต้มให้สุกแล้วตักขึ้นมาแช่น้ำเชื่อมไว้ แป้งจึงมีรูปร่างคล้ายๆ เหรียญบ้าง คล้ายก้อนเต๋าบ้าง หรือบางเจ้าปั้นเป็นก้อนรียาวคล้ายๆ เกี้ยมอี๋ กินกับน้ำเชื่อมอร่อยดีและรู้สึกตื่นเต้นกับการไปซื้อโดยเฉพาะถ้าไปทันอาอึ้มเขาไสแป้งลงในน้ำเดือด ชอบและติดตาติดใจกับใบเตยก้านใหญ่ในน้ำเชื่อมสีน้ำตาลเข้ม รู้สึกว่ามันดูอร่อยตั้งแต่ยังไม่ได้กิน

ถัดมาไม่ไกลจากรั้วบ้าน ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของสมาชิกครอบครัว เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อไหหลำที่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังกันไปบ้างในฉบับก่อนๆ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อโบราณแบบไหหลำได้ชิมแล้วจะติดใจ เพราะน้ำซุปหอมเนื้อวัวแม้ว่าปัจจุบันจะเลิกรับประทานเนื้อวัวไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ยังคงคิดถึงน้ำซุปหอมหวนรสชาติเค็ม ตามด้วยหวาน ซีอิ๊วไม่มากและน้ำใสสีน้ำตาลๆ ไม่เน้นเครื่องเทศ มีแต่ความหวานจากกระดูกวัวล้วนๆ ความอร่อยของร้านนี้คือ เนื้อตุ๋นนุ่มๆ เนื้อสดลวก โปรยลงมาบนเกี้ยมอี๋ มีผักกาดดองเปรี้ยวซอยลงมา ผู้เขียนชอบขลุกขลิกน้ำซุปน้อยๆ แล้วราดด้วยเต้าหู้ยี้แดง แบบนี้อร่อยที่สุด

ปัจจุบันหาร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อใกล้เคียงแบบเดิมนี้ได้ยากมาก มีแต่ขนมจีนไหหลำที่ใกล้เคียง เลยเป็นที่มาของกับข้าวข้าวต้มในฉบับนี้ ที่ขอออกตัวก่อนว่า “มั่วสูตร” ขึ้นมาจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ เพราะรวมเอาความชอบจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อไหหลำ ยังไม่เคยเห็นใครทำนอกจากหมูผัดกะปิ รวบเอาความชอบจากเครื่องปรุงรสของก๋วยเตี๋ยวไหหลำ คือ เต้าหู้ยี้แดง และผักกาดดองที่ขอใช้เป็นเกี้ยมฉ่าย เพราะชอบส่วนก้านเยอะๆ มากกว่า

ไอเดียนอกจากจะมาจากก๋วยเตี๋ยวเนื้อไหหลำแล้ว ยังมาจากกับข้าวข้าวต้มกุ๊ยในแบบที่ชอบ เพราะจานโปรดที่กินกับข้าวต้มขาวที่บ้านผู้เขียนคือ ผักกาดดองเกี้ยมฉ่าย เต้าหู้ยี้ที่มักจะเป็นสีขาว หมูผัดซีอิ๊ว ก็เลยจับทุกอย่างมาบวก ลบ คูณ หาร กลายมาเป็นกับข้าวข้าวต้มจานอร่อยในฉบับนี้คือ หมูผัดเต้าหู้ยี้แดง คุณผู้อ่านปรับเปลี่ยนเนื้อสัตว์ที่ชอบได้ตามใจ ได้ทั้งไก่ เนื้อวัว หมู ปลา กุ้ง หรือปลาหมึก แต่ผู้เขียนขอยกให้หมู เพราะเป็นวัตถุดิบที่มักมีติดตู้เย็นไว้

ส่วนผสมไม่มากมายอะไร เริ่มต้นจากกระเทียมและพริกขี้หนู อย่าไปกลัวความเผ็ด แค่เลือกที่จะบุบพริกให้พอแตก ไม่แหลกจนเกินไป ก็จะคุมความเผ็ดได้พอดี ผัดให้สะดุ้งน้ำมันร้อนๆ แล้วตามด้วยเนื้อหมูลงไปกะพอให้เนื้อหมูแค่เปลี่ยนสีแล้วบี้เต้าหู้ยี้แดงพร้อมน้ำเต้าหู้ยี้ลงไปด้วย ไฟแรงๆ จะหอมอร่อยยิ่งขึ้น ปรุงรสนิดๆ หน่อยๆ ด้วยซอสปรุงรส หรือซีอิ๊วขาว ไม่ต้องมาก แค่ช่วยชูกลิ่น เพราะลำพังเต้าหู้ยี้แดงก็เค็มเอาการอยู่ ตัดรสชาติเค็มๆ หวานๆ ที่จะเสริมกับเกี้ยมฉ่ายได้ดีด้วยน้ำตาลทรายเล็กน้อย แค่นี้ก็ได้กับข้าวสำหรับข้าวต้มกุ๊ย หรือจะให้เป็นกับแกล้มเห็นทีจะต้องเพิ่มพริกและแรงในการบุบพริกให้มากขึ้น

ผู้เขียนชอบเคี้ยวหมูผัดเต้าหู้ยี้แดงไปพร้อมๆ กับพริกขี้หนูและกระเทียมหั่นแว่นๆ ที่ผัดไปพร้อมกันๆ รอให้พริกทิ้งความเผ็ดไว้ในปากค่อยตามด้วยข้าวต้มร้อนๆ สะใจและอิ่มสบายท้อง หวนคิดถึงเสียงโหวกเหวก ความครึกครื้นของบ้านเก่าแถวตลาดคลองสานในความทรงจำจางๆ ของเด็กหญิงที่บ้านอยู่หลังโรงงิ้วได้เป็นอย่างดี แค่กลิ่นรสของเต้าหู้ยี้และผักกาดดอง 

เดอะ กลาส เฮาส์ ซิลเวอร์ โมงยามแห่งการสังสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563434

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 18:00 น.

เดอะ กลาส เฮาส์ ซิลเวอร์ โมงยามแห่งการสังสรรค์

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สม ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ปลอกหมอนลวดลายสีคราม หาดทรายขาวสะอาดตา ผสานกับเกลียวคลื่นกระทบฝั่งพอเป็นจังหวะ บรรยากาศแสนชิลและเป็นส่วนตัวขนาดนี้ใครจะไปเชื่อว่าเราอยู่ที่พัทยา

เดอะ กลาส เฮาส์ ซิลเวอร์ (The Glass House Silver) ร้านอาหารและบาร์น้องใหม่อีกหนึ่งร้านที่ตอกย้ำความสำเร็จของ เดอะ กลาส เฮาส์ นาจอมเทียน พัทยา ด้วยบรรยากาศสุดพิเศษบนชายหาดวงศ์อมาตย์ พัทยาเหนือ

ร้านแบ่งเป็น 2 โซน เริ่มที่โซนกลาสเฮาส์ที่เปิดต้อนรับด้วยอาคารเรือนกระจกที่สุดพิเศษเพราะสามารถมีโครงเรือนออกรองรับกับบรรยากาศแสนสดชื่นยามเย็นย่ำ นับเป็นแห่งแรกในเมืองไทยที่เปิดเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่เลื่อนออกได้ดั่งใจนึก สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุดเชียวล่ะ

บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกผ่อนคลายสไตล์เวสเทิร์นแฝงกลิ่นอายแบบเมดิเตอร์เรเนียน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยพันธุ์ไม้ ที่มาพร้อมกับโต๊ะเก้าอี้ทรงแปลกตา สีสันเน้นความสดใส และเป็นกันเอง

ส่วนพื้นโซนเอาต์ดอร์บนชายหาดเปิดโล่งให้สัมผัสกับลมทะเลและเม็ดทรายอันขาวละเอียด โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีขาว และเบาะรองนั่งและหมอนอิงที่ใช้โทนสีฟ้าสีคราม ตัดกับสีขาวสะอาดตา บรรยากาศโดยรวมชวนให้นึกถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ไหนสักแห่ง ชักชวนให้นั่งแสนนาน

ด้านอาหารของที่นี่ได้ผสมผสานความหลากหลายทั้งเมนูจากตะวันออก อย่างอาหารไทยซีฟู้ดรสจัดจ้าน และอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นเคย ซึ่งคัดสรรเมนูสดใหม่บินตรงมาจากญี่ปุ่นวันต่อวันกันทีเดียว รวมไปถึงเมนูจากฝั่งตะวันตกอันเลื่องชื่อ ให้ผู้ที่หลงรักได้ลิ้มลองกันชนิดที่ไม่อั้น

ก่อนเรียกหาเครื่องดื่มแก้วโปรดมากล่อมอารมณ์กันเบาๆ ด้วยเมนูกับแกล้มสีสันยวนยั่วอย่าง คอหมูทอดเกลือ ซิกเนเจอร์ของร้าน หมูบริเวณสันคอหมักเครื่องเทศ พร้อมนำไปทอดจนกรอบ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มแจ่ว ต่อด้วย เกี๊ยวปลาลวกจิ้ม หน้าตาธรรมดาแต่หยุดไม่ได้ เกี๊ยวปลาสั่งทำพิเศษนำไปลวกแล้วคลุกด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ด จัดจ้านได้ใจ ที่ชอบใจที่สุดอย่าง ยำเนื้อออสเตรเลียมะเขือเปราะ เนื้อสันออสเตรเลียคลุกน้ำยำรสจัดจ้าน เพิ่มเทกซ์เจอร์ด้วยมะเขือเปราะ อร่อยลงตัว

มาถึงเมนูญี่ปุ่น อย่าง ซี่โครงหมูอ่อนย่าง เนื้อซี่โครงนำมาหมักซอสญี่ปุ่นแล้วนำไปตุ๋นจนเครื่องเทศเข้าเนื้อ แล้วนำมาย่างด้วยถ่านญี่ปุ่น โรยด้วยถั่วบดและต้นหอมญี่ปุ่น

ตบท้ายด้วย ซาซิมิปลาฮามาจิกับซอสยูสุ เนื้อปลาฮามาจิสด ราดด้วยซอสส้มยูสุ สดชื่นชะมัด

อย่าอร่อยกันเพลินจนลืมสั่งเครื่องดื่ม ที่ร้านนี้เขามีไวน์ที่เป็นโลโก้ของร้านที่สั่งผลิตมาเอาใจคอไวน์ทั้งหลาย รวมไปถึงเครื่องดื่มสียวนเย้าอย่างนานาค็อกเทล ที่ทุกแก้วล้วนเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งเจ้าของร้านคนสวยเขาการันตีว่าหาดื่มที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะครับ

ออกสตาร์ทด้วย Fire ที่มีส่วนผสมหลักเป็นโซจู อินฟิวท์ด้วยฝักวานิลลา สับปะรด คาราเมลไซรัป ลิเคียว รัม และเปลือกส้ม

ต่อด้วย Early Night Burbon เบอร์เบิ้น วิสกี้ อินฟิวท์กับกิ่งโรสแมรี่ ลิเคียวกลิ่นส้ม สวีทเวอร์มูส น้ำส้ม และเกรฟฟรุ้ต

ก่อนตบท้ายด้วย Sweet Bitter จินเป็นส่วนผสมหลัก ตามด้วย เครนเบอร์รี่ ลิ้นจี่สด แครนเบอร์รี่ลิเคียว และจิงเจอร์เอล

ดวงอาทิตย์เผยแสงสุดท้าย ค่อยๆ ลาลับก่อนจมหายไปในท้องทะเล ทิ้งเอาไว้แต่เสียงเพลงแนวอะคูสติกขับกล่อมอย่างละเมียดละไม และคนข้างกายที่ทำให้ค่ำคืนนี้มีความหมายยิ่งนัก!!!

เดอะ กลาส เฮาส์ ซิลเวอร์ อยู่ที่ นาเกลือ ซอย 18 หาดวงศ์อำมาตย์ บางละมุง เมืองพัทยา เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. โทร.09-8930-9800 หรือ Facebook.com/theglasshousesilver 

ข้าวต้มปลากิมโป้ ถึงรสถึงชาติ อร่อยสมราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563429

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

ข้าวต้มปลากิมโป้ ถึงรสถึงชาติ อร่อยสมราคา

เรื่อง แมงโก้หวาน

หากวันไหนอยากรับประทานมื้อเย็นเบาๆ แต่เป็นมื้อเย็นที่อร่อยถึงรสถึงชาติ แนะนำให้ไปร้านกิมโป้ (ฮ้อ ข้าวต้มปลา) รับรองไม่มีผิดหวัง คุณจะได้ลิ้มรสข้าวต้มปลาสุดยอดแห่งความอร่อยสมราคากับวัตถุดิบสดใหม่ที่ทางร้านนำมาปรุงรสอย่างพิถีพิถัน เจ้าของร้าน “เฮียฮ้อ” กฤช ปัญญาวิสุทธิคุณ อัธยาศัยดี ฝีมือการทำอาหารก็เลอเลิศ

“ข้าวต้มปลาเนี่ย คุณพ่อผมขายตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ถ้านับเฉพาะรุ่นผมมาถึงปีนี้เข้าสู่ปีที่ 23 ความโดดเด่นของข้าวต้มปลาร้านเราอยู่ที่วัตถุดิบที่สดใหม่จริง ผมใช้ปลา 4 ชนิดเป็นวัตถุหลัก คือ ปลาเก๋า ปลาเก๋าแดง ปลากะพง และปลาเต๋าเต้ย หรือปลาจะละเม็ดน้ำลึกตัวใหญ่คัดพิเศษ ถ้ามาร้านจะเห็นปลาจริงสดจริงตัวใหญ่แขวนอยู่หน้าร้าน วัตถุดิบทะเลอื่นๆ เช่น กุ้ง หอยนางรม ปลาหมึก ก็สดเสมอ”

ไม่ว่าเมนูข้าวต้มปลากะพง ข้าวต้มปลาเก๋า ข้าวต้มปลาเก๋าแดง ข้าวต้มปลาเต๋าเต้ย หรือข้าวต้มรวมมิตร โดยกระเฉพาะข้าวต้มปลาเต๋าเต้ย รสชาติอร่อย เนื้อปลานุ่มหวาน เนื้อเน้นๆ คำว่าคาวไม่มี เพราะร้านมีกรรมวิธีการปรุงเฉพาะ นอกจากปลาและวัตถุดิบสดใหม่ตามที่กล่าวมา ทีเด็ดข้าวต้มปลากิมโป้ (ฮ้อข้าวต้มปลา) อยู่ที่น้ำซุปที่หอมกรุ่นนำ หวานกลมกล่อมตาม ไร้ความคาวและน้ำจิ้มรสเด็ดที่เพิ่มอรรถรสการกินที่ให้ความอร่อยถึงใจ

“น้ำซุปเราต่างจากน้ำซุปเจ้าอื่นที่เขาจะใส่แต่กระดูกหมูหรือกระดูกไก่อย่างเดียว แต่ของเราแตกแตกต่างนอกจากใส่กระดูกหมูยังใส่ก้างปลา หัวกุ้งเป็นส่วนประกอบหลักต้มและเคี่ยวก่อนเปิดร้านประมาณ 5 ชั่วโมง ขอบอกว่าก้างปลากระดูกปลาถ้าคนไม่มีเทคนิคไม่มีความรู้ใส่ลงไปอาจทำให้น้ำซุปคาวได้ แต่ของผมไม่มีคาวน้ำซุปหอมรสกลมกล่อม ส่วนน้ำจิ้มมีสองแบบให้เลือก อันแรกเป็นน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวออริจินัล แต่อันที่สองลูกค้าจะชอบมาก คือ น้ำจิ้มยำที่เราเอาเต้าเจี้ยวบดมาผสมด้วยสูตรของเราเอง”

ข้าวเลือกใช้ข้าวหอมมะลิเกรดเอ เพิ่มความหอมมันด้วยการใส่เผือกและกากหมูบด พอข้าวสุกระดับหนึ่งก็นำไปต้มกับน้ำซุปที่เตรียมไว้ ก่อนเสิร์ฟลูกค้าจะโรยด้วยข่าป่น ตั้งฉ่าย ขึ้นฉ่าย กระเทียมเจียว กุ้งแห้งกับบะเต็ง (หมูสามชั้นต้มซีอิ๊วหั่นเป็นก้อนเล็กๆ) เพื่อรสชาติที่แตกต่าง ราคาเริ่มต้น 100 บาท เช่น ข้าวต้มปลากะพง 100 บาท ข้าวต้มปลาเก๋า 150 ข้าวต้มปลาเต๋าเต้ย 400 ข้ามต้มเต๋าเต้ยรวมมิตร 500 บาท นอกจากข้าวต้มก็มีลวกจิ้มปลา ยำ เกาเหลา บริการด้วย

ร้านตั้งอยู่ปากตรอกจันทน์ ตรงสามแยกไฟแดงตัดกับถนนเจริญกรุง (ปากซอยเจริญกรุง 73) เลยสามแยกตรงไปทางเอเชียทีคนิดหน่อย อยู่ริมถนนตรงข้ามโรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ เปิดทุกวันเวลา 18.00-24.00 น. โทร.02-675-2598 

‘สีลม ภัตตาคาร 1952’ ส่งต่อความอร่อยมา 80 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/563427

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 17:00 น.

‘สีลม ภัตตาคาร 1952’ ส่งต่อความอร่อยมา 80 ปี

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

หากเปรียบ “สีลม ภัตตาคาร 1952” ในวัย 80 ปีก็เปรียบเหมือนอากงที่ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีรสมือทำอาหารที่อร่อยไม่เปลี่ยน แม้ร้านอาหารจะส่งต่อให้ทายาทรุ่นที่ 3 สุเชษฐ์ ดิสภานุรัตน์ แล้วก็ตาม ซึ่งเป็นหลานสายตรงถ่ายทอดกิจการ

ประวัติดั้งเดิมในอดีตของ “สีลม ภัตตาคาร” ซึ่งในยุคหลังๆ ได้เพิ่มปี ค.ศ.เข้าไป กลายเป็น สีลม ภัตตาคาร 1952 โดยทายาทเล่าให้ฟังว่า กำเนิดและเป็นที่นิยมในความอร่อยมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นับแล้วอายุประมาณ 80 ปี ก่อตั้งโดยอากง หนี่จิว แซ่ผู่ เดิมร้านอาหารตั้งอยู่บางรัก พอหลังสงครามย้ายมาอยู่สีลมซอย 15 ติดกับวัดแขก อยู่ตรงนั้นนาน 70 ปี ก็ได้ฤกษ์ย้ายมาอยู่ตรงหน้าปากซอยบรมราชชนนี 59 ได้ 5 ปีแล้ว แต่การตกแต่งยังเหมือนเดิม 95% เพราะนำทั้งลูกกรงสีเขียวหน้าร้าน รวมทั้งเก้าอี้และโต๊ะส่วนใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มาตกแต่งภายในเพื่ออนุรักษ์ความอบอุ่นของเดิมไว้ให้มากที่สุด อีกทั้งสถานที่แห่งใหม่ ยังกว้างขวางขึ้นและยังมีที่จอดรถพร้อมพรั่ง

“ดั้งเดิมอากงทำร้านอาหารสไตล์จีนไหหลำ เพราะเป็นคนจีนที่มาตั้งรกรากในไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 6 สมัยนั้นฝรั่งเยอะ อากงเลยเปิดร้านอาหารให้ฝรั่งกิน ก็เลยเป็นอาหารจีนไหหลำสไตล์ฝรั่ง หรือกุ๊กช็อป คือมีซี่โครงหมู รสไม่จัด รสชาติไปทางฝรั่ง เน้นอาหารกินกับขนมปังเป็นหลัก แล้วอากงย้ายร้านจากบางรักมาอยู่สีลม ก็ยังเน้นอาหารเหมือนเดิม”

จากบางรักเป็นร้านเล็กๆ พอย้ายมาอยู่สีลมก็ได้สถานที่ที่กว้างขวางขึ้น แม้จะย้ายร้านมา 3 ครั้งแล้วแต่สีลม ภัตตาคาร 1952 ก็ยังยึดการตกแต่งสไตล์เดิมไม่เปลี่ยน คือ เน้นความโล่งโปร่งสไตล์ออเรียนทัลเสากลม ใช้ลูกกรงสีเขียวเป็นเหล็กดัดทำหน้าต่าง ตกแต่งร้านด้านในด้วยเก้าอี้ไม้เชคโกสีน้ำตาล ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่ร้าน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยน แม้อากงจะมีลูกถึง 7 คนที่มาช่วยกันดูแล แต่มีคนสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบัน คือ สุเชษฐ์ ซึ่งเป็นลูกของลูกสาวคนโตของอากง คือนางตุ้ยหั่ว แซ่ผู่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเชฟใหญ่ควบคุมรสชาติอาหารจนถึงอายุ 86 ปี ก็ได้เสียชีวิตลงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่รสมือรวมทั้งสูตรอาหารอร่อยสไตล์ไหหลำได้ส่งทอดมาสู่รุ่นลูกๆ เรียบร้อยแล้ว

สุเชษฐ์ บอกถึงเคล็ดลับที่ทำให้อาหารอร่อยมายาวนาน 80 ปี เพราะการปรุงอาหารที่เน้นคุณภาพของวัตถุดิบ ต้องเป็นของสดใหม่คุณภาพดีเสมอ ซื้อจากร้านประจำ เมนูที่มาร้านแล้วต้องสั่งกิน ได้แก่ จับฉ่ายไหหลำ นับว่าขึ้นชื่อที่สุด ต่อมาคือเมนูอาหารจานเดียว อย่างข้าวมันไก่ นอกจากนี้ยังมีแกงกะหรี่ไก่กินกับขนมปัง พ็อกช็อป สตูลิ้นวัว สลัดเนื้อสัน เรียกว่าเป็นเมนูสุดคลาสสิกเลยก็ว่าได้

“เคล็ดลับความอร่อยของจับฉ่าย คือ เราทำใหม่ทุกออร์เดอร์ทำให้รสชาติใหม่สด แกงกะหรี่เราปรุงเครื่องแกงเอง ตัวไก่ใช้สะโพกกับหน้าอก ใช้เวลาเคี่ยวไก่กับน้ำแกงนาน 1 ชั่วโมง จับฉ่ายจึงหอมเครื่องแกงมากๆ เพราะปรุงเอง ส่วนเมนูพ็อกช็อป เราใช้หมูส่วนซี่โครงติดกระดูก เนื้อจึงนุ่มลิ้น กรอบนอกนุ่มใน กินกับขนมปังเป็นหลัก ใส่ถั่วลันเตาลงไป สตูลิ้นวัวที่นี่ ก็เด็ดตรงลิ้นวัวจะนุ่มหอมกลิ่นเนื้อ ใช้เวลาเคี่ยวลิ้น 3 ชั่วโมงกว่าลิ้นจะนุ่ม สลัดเนื้อสัน เด็ดตรงใช้เป็นเนื้อสันในล้วนไม่ติดมัน ที่เด็ดกว่านั้น คือ น้ำสลัดของเราจะเป็นน้ำส้มสายชูหมัก ไม่ใช่น้ำส้มสายชูกลั่น เลยทำให้น้ำสลัดหอม รสชาติเปรี้ยวนำตัดกับรสชาติเนื้อสัน เราเน้นอาหารคาว ประมาณ 50 เมนู เช่น คะน้าฮ่องเต้ไฟแดงราดหน้าเนื้อรสชาติอร่อย เพราะเนื้อใช้เนื้อหมูสันในหมักให้นุ่ม ผัดเส้นให้หอมโดยใช้เส้นใหญ่มาผัด มีไซส์ใหญ่เล็กให้เลือก ในราคาย่อมเยา”

ปิดท้ายที่เมนูของหวาน ขนมปังสังขยาใบเตย ที่ร้านไม่ใส่สารกันบูดลงไปในสังขยาและไม่แต่งกลิ่น จึงหอมใบเตยแท้ๆ รสชาตินุ่มนวล

หากอยากลิ้มรสอาหารที่อร่อยแบบดั้งเดิม โทรมาจองโต๊ะได้ที่ 02-236-4442-3 หรือที่เบอร์ 08-7072-2944 หากลูกค้ามารับประทานในวันเสาร์อาทิตย์ควรสำรองที่นั่งก่อน เพราะลูกค้าเยอะมาก ส่วนวันธรรมดาไม่จำเป็นต้องจอง อธิบายทางจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้าวิ่งขึ้นถนนบรมราชชนนี เบี่ยงซ้ายข้ามทางรถไฟ ลงมาถึงซอย 59 ติดกับ สน.ตลิ่งชัน ถ้ามาจากพุทธมณฑลสาย 1 ให้วิ่งตรงมาจนถึงแยกบรมราชชนนีตัดกับราชพฤกษ์ให้ชิดซ้ายวิ่งมาอีก 200 เมตร กลับรถตรงทางรถไฟ ออกมาก็เจอร้านบรมราชชนนี 59 ร้านอยู่หน้าถนนเลย มีที่จอดรถหน้าร้านและในซอยได้อีก 20 คัน