ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546215

ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ

 เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารไทยแบบดั้งเดิม ที่อยากให้ได้มาลองชิมกัน สำหรับร้าน “กินดี” พิกัดของร้านนี้บอกเลยว่าหาไม่ยาก

ใครที่ผ่านไปแถวถนนลาดกระบัง ลองแวะไปแถวซอยลาดกระบัง 20/3 ตัวร้านตั้งอยู่ริมถนนสังเกตง่าย

จุดเด่นของร้าน กินดี อยู่ที่เมนูอาหารไทย มั่นเกียรติ ภวภูวนันนท์ เจ้าของร้าน เล่าว่า ร้านกินดี เพิ่งเปิดให้บริการมาได้แค่ 3 เดือน

เหตุผลที่มาเปิดร้านนี้เพราะว่าต้องการแก้ปัญหาสตรีทฟู้ดที่ด้อยคุณภาพ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าอาหารสตรีทฟู้ดไม่สะอาด และไม่อร่อย เลยมีความคิดที่จะอัพเกรดร้านอาหารสตรีทฟู้ด ให้เป็น One Stop Eating Service เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบรับประทานของอร่อย กินอิ่ม ถูก และสะอาดถูกสุขลักษณะ

 นอกจากนี้ ในด้านของรสชาติอาหาร ร้านกินดี ยังมุ่งเน้นไปที่รสชาติแบบดั้งเดิม เหมือนกับที่แม่ทำให้รับประทาน ที่สำคัญรสชาติของอาหารไม่ใส่ผงปรุงรส ซึ่งร้านอาหารสตรีทฟู้ดทั่วไปจะนิยมใช้

 สำหรับเมนูอาหารคาวร้านกินดี ก็มีให้เลือกอย่างหลากหลายมากกว่า 100 เมนู แต่เมนูที่ขายดี และถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่ง คือ “หมูกรอบ” จุดเด่นของหมูกรอบร้านกินดี คือใช้วิธีอบไม่ทอด เพื่อให้มีความมันน้อยที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมของคนในปัจจุบันชอบรับประทานอาหารที่อร่อย แต่ขณะเดียวกันก็กลัวอ้วน

ดังนั้น ร้านกินดี เลยขอตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยการเลือกหมูที่มีไขมันน้อย เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอบให้เหลือไขมันน้อยที่สุด และคงไว้ที่ซึ่งความกรอบ

นอกจากนี้ ยังมีเมนูราดหน้าสูตรภัตตาคาร ที่ปรุงรสด้วยน้ำซอสอย่างดี ที่มาพร้อมยอดคะน้าสดใหม่ เพื่อให้มีความกรอบ ซึ่งในส่วนของเมนูนี้ ราดหน้าปลากะพง จะเป็นเมนูที่ขายดีที่สุด เนื่องจากปลากะพงที่นำมาทำเมนูราดหน้ามีความสด

ในส่วนของเมนูผัดกะเพรา แม้จะเป็นเมนูธรรมดาๆ แต่ก็เป็นหนึ่งในเมนูที่ขายดีที่สุดในร้าน เนื่องจากผัดกะเพราที่นี่จะมีจุดเด่นในด้านความหอมของใบกะเพราที่ใช้กะเพราไทยใบเล็ก และรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ใช้กะเพราใบใหญ่มีหอมน้อย

 อีกหนึ่งเมนูที่จะอดพูดถึงไม่ได้ คือข้าวแกงกะหรี่ จุดเด่นของเมนูนี้ ใช้เครื่องแกงที่โขลกเอง เพื่อคงไว้ของความเป็นแกงกะหรี่ไก่สูตรโบราณ ที่เคียงคู่มากับหมูทอดหรือไก่ทอดโปะหน้าข้าว

อิ่มจากเมนูอาหารคาวก็มาต่อที่เมนูอาหารหวาน ซึ่งร้านกินดีจะเน้นไปที่ขนมไทย เช่น แกงบวด ฟักทอง กล้วยบวชชี แกงบวดลูกตาล ขนมถ้วยตะไล สาคูเปียก และสาคูเปียกลำไย เป็นต้น

ขณะที่เมนูเครื่องดื่มจะเน้นไปที่น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว และน้ำแตงโม ใครที่ชอบรับประทานน้ำอัดลม บอกไว้ก่อนร้านนี้ไม่มีขาย

ส่วนราคาอาหารเริ่มต้นที่ 50 บาท ถึง 150 บาท เรียกได้ว่าราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับร้านอาหารไทยที่ขายกันทั่วไปตามท้องตลาด ใครผ่านไปแถวลาดกระบัง อย่าลืมแวะไปชิม “ร้านกินดี บ้านนี้มีของกินถูกใจ”

สัมผัสพลายกลางไพร ทรัพย์ไพรวัลย์ รีสอร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546207

สัมผัสพลายกลางไพร ทรัพย์ไพรวัลย์ รีสอร์ท

 โดย/ภาพ : นิทรา ราตรี

ไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่เป็นรีสอร์ทที่มีแคมป์ช้าง แต่เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่มีบ้านพักให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเคารพธรรมชาติ ซึ่งเป็นความธรรมดา แต่กลับเป็นเอกลักษณ์พิเศษของ ทรัพย์ไพรวัลย์ รีสอร์ท (Sappraiwan Elephant Resort) สถานที่พักผ่อนกลางธรรมชาติริมแม่น้ำเข็ก จ.พิษณุโลก ซึ่งมีผืนป่ากว่า 900 ไร่เป็นแหล่งอาศัยของช้างบ้าน 13 เชือกพร้อมควาญ โดยคนสามารถเรียนรู้วิถีช้างตามธรรมชาติ และค้นหาความสุขจากต้นไม้ใบหญ้าบนความเรียบง่าย

รีสอร์ทประกอบด้วยห้องพัก 3 รูปแบบ คือ ห้องพักบนตึกสูง 2 ชั้น มีห้องสุพีเรียร์และดีลักซ์ ขนาด 40 ตร.ม. บรรยากาศในห้องสุดคลาสสิกด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง เรียบง่ายทั้งสไตล์และสีสัน พร้อมระเบียงชมสวนป่าด้านนอก

บ้านพักชาเลต์มีทั้งแบบ 1 และ 2 ห้องนอน ทุกหลังมีห้องนั่งเล่นแยกต่างหากไว้ เป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับอ่านหนังสือเล่มโปรด จิบกาแฟฟังเสียงจักจั่น หรืองีบหลับไปพร้อมกับสายลมเย็นตอนกลางวัน โดยชาเลต์แบบ 2 ห้องนอนรองรับได้ 4 คน แต่ละห้องมีห้องน้ำในตัว จึงสะดวกสบายเหมาะสมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน

 รูปแบบสุดท้ายคือ บ้านสวีท ขนาด 42 ตร.ม. ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย ใช้โทนสีขาว เฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์ซาฟารี โดยแบ่งพื้นที่ห้องนั่งเล่นและห้องนอนด้วยโต๊ะทำงาน รวมถึงห้องน้ำพร้อมอ่างอาบน้ำที่ถูกปรับโฉมเป็นโทนสีดำ แต่ยังคงจุดเด่นที่หลังคากระจกใสเปิดรับแสงธรรมชาติ

 สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีครบครันทั้งห้องอาหารที่เลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่และผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องเซาน่า ห้องประชุมสัมมนาหลายขนาด และลานกิจกรรมกลางแจ้ง จึงสามารถรองรับงานจัดเลี้ยงบริษัทและกิจกรรมวอล์กแรลลี่

 นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์ไพรวัลย์ เอเลแฟนต์ เฮาส์ คาเฟ่ ให้บริการทั้งกาแฟ บัตเตอร์เบียร์ เมนูโซดา เค้ก และอาหารจานหลักอย่างพิซซ่าโฮมเมด สเต๊ก และสปาเกตตี

 พิเศษในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 14.00-16.00 น. จะได้ชมช้างเล่นน้ำหน้าคาเฟ่ หรือร่วมกิจกรรมทำแซนด์วิชมังสวิรัติให้ช้างด้วยตัวเอง เวลา 14.00 น. และ 15.00 น. ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับช้างรูปแบบใหม่ที่ทั้งสนุก ได้ความรู้ และได้ทำบุญไปพร้อมกัน

ส่วนกิจกรรมช้างอื่นๆ ในวันธรรมดาทั้งผู้เข้าพักและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ตั้งแต่เช้าตรู่ เริ่มเวลา 07.00-08.00 น. กับ กิจกรรมยืดเส้นยืดสายกับเจ้าตัวโต เฝ้าดูชีวิตโขลงช้างยามเช้าที่จะออกไปเดินหาอาหารในป่า

จากนั้นเวลา 09.00-11.00 น. ต่อด้วย กิจกรรมสัมผัสสายสัมพันธ์ของครอบครัวช้าง เพราะโขลงช้างตัวเมียจะอยู่รวมกันและไม่มีวันทิ้งฝูงไปตลอดชีวิต โดยครอบครัวช้างทรัพย์ไพรวัลย์มีความพิเศษกว่าที่อื่น เพราะเป็นครอบครัวช้างขนาดใหญ่สายเลือดเดียวกัน 3 รุ่น ซึ่งถูกเลี้ยงดูให้อยู่รวมกันตามธรรมชาติจริง สามารถสัมผัสสายสัมพันธ์ผ่านการสังเกตพฤติกรรม การปฏิสัมพันธ์ การสื่อสารด้วยเสียงแบบต่างๆ และการแสดงออกของโขลงช้างระหว่างที่กำลังหาอาหาร

ส่งท้ายช่วงบ่ายเวลา 13.30-15.30 น. กับ กิจกรรมเดินเล่นกับช้างพลาย ลองสังเกตช้างตัวผู้อย่างใกล้ชิดในป่าใหญ่ว่า ช้างหนุ่มมีความแตกต่างจากช้างสาวอย่างไร? ทั้งลักษณะ บุคลิก และการใช้ชีวิต

รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจทั้งการสีไฟหรือการจุดไฟด้วยไม้ไผ่ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของควาญช้าง เดินส่องสัตว์รอบรีสอร์ทยามค่ำคืนหรือไนท์ซาฟารี ไม่ว่าจะเป็นการตามหากระรอกบิน ส่องนกนานาชนิด และตื่นเต้นไปกับการฉายไฟแบล็กไลต์หาเจ้าแมงป่องใต้โขดหิน

กิจกรรมทำบ้านคางคกจากกระถางต้นไม้ ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มบ้านให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ดีต่อระบบนิเวศ กิจกรรมเก็บมะยงชิด (เฉพาะหน้าร้อน) สอยและชิมผลสดๆ แบบไม่ต้องกังวลสารเคมี และกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำเข็ก (ก.ค.-ต.ค.) สนุกสุดมันไปกับการลัดเลาะเกาะแก่งกลางกระแสน้ำเชี่ยวโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

 สารพัดกิจกรรมในทรัพย์ไพรวัลย์ เปิดโอกาสให้คนได้สัมผัสทรัพย์จากป่าโดยไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ยังคงความสะดวก พักผ่อนสบาย เพื่อคนที่ต้องการหลีกหนีโลกอันแสนวุ่นวาย เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดธรรมชาติอย่างแท้จริง

เกาะแตน ดินแดนคู่ขนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 มี.ค. 2561 เวลา 09:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546206

เกาะแตน ดินแดนคู่ขนาน

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

15 นาทีจากเกาะสมุย เหมือนได้หลุดมาอีกโลกที่ไร้แสงสีอย่างสิ้นเชิง เมื่อสปีดโบ๊ตจากท่าเรือท้องกรูดแล่นมาเทียบท่าที่ “เกาะแตน” เกาะบริวารทางตอนใต้ของเกาะสมุย

รูปทรงเป็นรูปสามเหลี่ยมยอดแหลมคล้ายเจดีย์ มีเนื้อที่ประมาณ 7.5 ตร.กม. กว้าง 3 กม. ยาว 4.5 กม. เล็กกว่าเกาะสมุยถึง 30 เท่า แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบให้ค้นหา และทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในน้ำที่สมบูรณ์

คนส่วนใหญ่รู้จักเกาะแตนว่าเป็นเกาะไม่มีสุนัข บ้างอิงตามความเชื่อว่าเจ้าที่เทวดาบนเกาะไม่ชอบสุนัข บ้างอิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เพราะคลื่นเสียงและสนามแม่เหล็กทำลายระบบประสาทของสุนัขทำให้เห่าหอนไม่หยุดถึงขั้นตาย

จนกลายเป็นข้อห้ามของเกาะที่ไม่มีใครกล้าลองดี และกลายเป็นภาพจำที่ปกคลุมภาพที่ปรากฏอยู่ชัดเจนไว้มิดชิด ซึ่งน่าเสียดายที่คนมักมองข้าม แต่ก็แอบยินดีที่เกาะแตนยังคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เพราะคนยังไม่ลุกลามทำลาย

 “อิท” อิทธิพล เมืองนิล คนเกาะแตนและเจ้าของรีสอร์ทแตนมารีนาเบย์ 1 ใน 3 รีสอร์ทบนเกาะ เล่าว่า ในอดีตเกาะแตนมีชาวบ้านอยู่เกือบ 200 ครัวเรือน แต่ยังน้อยกว่าจำนวนต้นมะพร้าวบนเกาะที่มีมากจนไม่คิดว่าจะมีวันน้อยลงได้ แต่เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ศัตรูพืชตามธรรมชาติอย่างตัวด้วงระบาดหนักกัดกินทำลายต้นมะพร้าวจนควบคุมไม่ไหว ทำให้ชาวบ้านต้องเป็นฝ่ายล่าถอยอพยพย้ายไปตั้งถิ่นฐานและหาอาชีพใหม่บริเวณท้องกรูดบนเกาะสมุย เหลือไว้เพียงโรงเรียนร้าง บ้านร้าง ตลาดร้าง และชาวบ้านแค่ 10 หลังคาเรือนที่ยึดอาชีพประมง

ท้องทะเลสีฟ้าครามและวิวเกาะแตน

 กระทั่ง 2 ปีที่แล้ว อิทได้กลับบ้านเกิดมาเปิดรีสอร์ทแบบอิงธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับพี่น้องบ้านเดียวกันที่กลับมาเปิดบังกะโลเล็กๆ ชื่อ แตนวิลเลจ และคอรัลบีช เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่อยากหนีแสงสีมาใช้ชีวิตเงียบๆ ง่ายๆ ริมทะเล

“ตอนนี้ชาวบ้านที่ยังไม่ขายบ้านหรือทิ้งบ้านไปไหนก็ปรับตัวมาทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อิท กล่าว

“ชุมชนที่นี่ค่อนข้างเข้มแข็ง มีการรวมตัวกันเป็นชุมชนรักษ์เกาะแตน เพื่อช่วยกันรักษาต้นไม้ไว้ให้กรีนที่สุด และเลือกที่จะทำการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”

ปัจจุบันเกาะแตนมีถนน (เกือบ) รอบเกาะ ระยะทางประมาณ 20 กม. เป็นถนนลาดยางสลับทางดินสายเล็กๆ สำหรับรถจักรยานและรถกอล์ฟสวนกัน

“อนาคตอยากจะชักชวนชาวบ้านที่มีมอเตอร์ไซค์มาผ่อนรถกอล์ฟเพื่อนำไปใช้รับนักท่องเที่ยว”

ตามความตั้งใจของเขาที่อยากให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านใช้พาหนะที่ไม่มีเครื่องยนต์ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษ การเลือกใช้บริการ “รถกอล์ฟ’ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะได้เห็นเกาะแตนครบทุกมุมในวันเดียว

บัวบานกลางเกาะ

สารถีเจ้าถิ่นสตาร์ทรถกอล์ฟจากแตนมารีนาเบย์ บรรทุกนักท่องเที่ยวไปยังจุดแรกที่ “พรุบัวหลวง” พรุคือพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีน้ำขังตลอดปี ซึ่งที่นี่มีความพิเศษเพราะในพรุมีบัวหลวงสีขาวขึ้นตามธรรมชาติ ชูช่อบานใหญ่โตกลางป่าเป็นที่น่าตื่นตา แต่กลับเป็นสิ่งธรรมดาสำหรับคนท้องถิ่นที่มักมาเก็บเม็ดบัวไปกินเล่น

แหล่งน้ำจืดบนเกาะยังเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ในป่า เช่น นกชาปีไหน หรือนกกะดงสีเขียวเหลือบเทาที่หาได้ยากในบ้านเรา รวมถึงนกเขาเปล้าธรรมดา นกปรอด นกกางเขนบ้าน และนกจับแมลงสีน้ำตาล

หรือหากโชคดีจะเจอควายป่าลงมากินน้ำ และครอบครัวหมูป่าที่อาศัยอยู่บนเกาะมาเนิ่นนานตั้งแต่บรรพบุรุษของชาวเกาะแตน

โกงกางชายเลน

สีท้องทะเลสลับสีตามแนวปะการังของเกาะแตน

 ห่างจากพรุบัวหลวงไม่ไกล รถกอล์ฟจะไปจอดปากทางเข้าป่าโกงกาง ตรงจุดเริ่มต้นของสะพานศึกษาธรรมชาติขนาดยาว 470 เมตร ผ่าทะลุป่าโกงกางที่มีกว่า 70 ไร่ ลัดเลาะเข้าไปตามช่องว่างเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดต้นไม้

ป่าชายเลนเป็นกลุ่มของสังคมพืชไม่ผลัดใบ ส่วนใหญ่เป็นตระกูลโกงกางทั้งโกงกางใบใหญ่และใบเล็ก นอกจากจะเป็นที่อยู่ของลูกสัตว์น้ำ ยังเป็นแหล่งอาหารของนก เช่น นกกินปลีแก้มสีทับทิม นกกินปลีอกเหลือง ที่มาดูดน้ำหวานจากดอกของต้นโกงกาง รวมถึงนกกระเต็นอกขาวและนกเด้าลมดง ที่เป็นขวัญใจของนักส่องนก

บนสะพานร่มรื่นใต้ร่มเงาของป่าโกงเกงหนาทึบ เห็นเพียงแสงรำไรลอดผ่านเวลาใบไม้ไหว เหมือนใครกำลังวาดลวดลายบนสะพานปูน พลอยทำให้เพลิดเพลินพลางฟังเสียงปูก้ามดาบดีดดังเป๊าะๆ คล้ายพวกมันส่งสัญญาณเป็นทอดๆ บอกพรรคพวกว่ามีมนุษย์ย่างกายเข้ามา

470 เมตรไม่ไกลเลยสักนิด โดยสะพานจะไปสิ้นสุดที่จุดเชื่อมต่อกับทะเล กระแสน้ำเค็มเข้ามาทางนี้ผสมกับแหล่งน้ำจืดกลายเป็นน้ำกร่อยที่แช่ตัวแสนอร่อยของป่าโกงกาง ส่วนรถกอล์ฟก็จอดรออยู่ตรงนั้น เพื่อเดินทางต่อยังจุดหมายต่อไปที่สารถีเกริ่นไว้ว่าเป็นไฮไลต์ของเกาะแตน

ตากลมทะเลใต้

เส้นทางรอบเกาะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับรถกอล์ฟพลังงานไฟฟ้าที่มีพลังพอปีนถนนขึ้นไปสู่ยอดเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 300 เมตร ตรงจุดที่ประดิษฐานพระอนุตรธรรม พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาว ประติมากรรมโดยทีมงานวัดผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ สร้างโดยอดีตผู้ใหญ่บ้านเกาะแตน เพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนบนเกาะ

นอกจากธรรมมะ บนนั้นยังเป็นจุดชมธรรมชาติของหมู่เกาะทะเลใต้แบบหมุนรอบตัวได้ครบ 360 องศา ผืนน้ำสีเทอร์คอยส์ คราม ฟ้า สลับเฉดตามความลึกและแนวปะการัง แต่งแต้มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ ทั้งเกาะแตน เกาะมดแดง เกาะมัดโกง เกาะฉลามร้าย เกาะราเป็ด เกาะราไก่ เกาะหวังใน เกาะหวังนอก เกาะราบ เกาะมัดสุม เกาะสี่ เกาะห้า และหมู่เกาะอ่างทอง

ท้องทะเลไร้คลื่นฝั่งอ่าวตก

 มองไปไกลถึงโรงงานไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ได้ทั้งขึ้นและตกแบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตา

ความงดงามถึงขั้นตะลึงงันของทะเลอ่าวไทยทำให้ลืมหายใจได้ชั่วขณะ ยิ่งช่วงนี้หน้าร้อนแดดยิ่งดี ยิ่งขับสีน้ำให้สดและใสจนเห็นทุกอย่างชัด แม้กระทั่งแนวปะการังใต้น้ำก็ยังมองเห็นความสมบูรณ์และกว้างใหญ่ รวมถึงความเขียวขจีของป่าไม้บนเกาะแตนเองก็ไม่ดูแห้งแล้งตามอากาศแต่อย่างใด

หลังจากจ้องมองสวรรค์บนผืนน้ำจนเหงื่อเริ่มแตก ผิวเริ่มเปลี่ยนสี ก็ถึงคราวต้องลงไปสัมผัสใกล้ๆ กับจุดหมายถัดไปที่เจ้าถิ่นบอกว่าเห็นแล้วจะตกใจกับความอัศจรรย์ของธรรมชาติ

สปาปะการัง

แม้แดดบ่ายจะร้อนจนไขมันแทบละลาย แต่ก็ไม่วายต้องพาตัวเองลงไปแหวกว่ายในน้ำทะเลใสที่ “แหลมหัวกรวด” ส่วนที่มองผิวเผินก็ไม่ต่างอะไรไปจากหาดทรายสีขาว แต่เมื่อใกล้ขึ้นก็ยิ่งเห็นรายละเอียดของชายหาด เพราะแทนที่จะเป็นเม็ดทราย แต่กลับเป็นซากปะการังตายนับไม่ถ้วนทับถมผสมกับกรวดมนจนกลายเป็นแหลมดังชื่อว่า

ช่างมหัศจรรย์อย่างที่เขาพูดไว้ เพราะแหลมหัวกรวดเป็นจุดเดียวของเกาะที่กระแสน้ำพัดพาซากปะการังและก้อนหินมารวมกันจนเป็นเนิน ลองถอดรองเท้าเดินแต่ทนไม่ไหว เพราะหาดไม่ละเอียดแถมยังอมความร้อนไว้ ทำได้แต่เดินในน้ำใส บางคนถึงกับอดใจไม่ไหวต้องลงแช่ตัวให้รู้แล้วรู้รอด

แหลมหัวกรวดเหมือนหาดส่วนตัว เพราะไม่มีผู้คนมานอนอาบน้ำ ไม่มีที่พัก ไม่มีเก้าอี้ชายหาด ดังนั้นใครที่รักความสงบ เป็นส่วนตัว และไม่แคร์ถ้าจะนอนให้หินกรวดนวดหลังแทนความนุ่มนิ่มของทราย ที่นี่จะเป็นจุดหมายในฝันอย่างที่หาดไหนๆ ในอ่าวไทยก็ให้ไม่ได้

หลังจากกลิ้งเกลือกจนเนื้อตัวถูกนวดแบบธรรมชาติ ก่อนที่ผิวหนังจะไหม้จนลอกเพราะพิษแดดจัด รถกอล์ฟถูกสตาร์ทอีกครั้งไปยังจุดหมายสุดท้ายที่มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดง

เกาะฟานสถานสุดท้าย

พระอนุตรธรรมบนจุดชมวิว 360 องศา

 เกาะเล็กๆ ริมชายฝั่งทะเลทางอ่าวออก หรือฝั่งตะวันออก เคยเป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐานของหลวงพ่อแดง ติสโส แห่งวัดพุทธเจดีย์แหลมสอ เกาะสมุย พระเกจิอาจารย์ที่ชาวเลฝั่งอ่าวไทยลือเลื่องถึงความศักดิ์สิทธิ์ จนถึงปัจจุบันสถานที่วิปัสสนานั้นก็ยังคงเก็บไว้เป็นอนุสรณ์

นอกจากความเลื่อมใส บริเวณเกาะฟานยังเป็นแหล่งเก็บหอยกลมที่ชาวบ้านต่างรู้กัน ถึงขั้นนั่งเรือจากเกาะสมุยมาแห่เก็บกันเพื่อนำไปผัดฉ่าทำเป็นอาหาร หรือถ้าเหลือกินก็ขายได้ราคาอยู่ เทคนิคการหาหอยกลมไม่ยาก แค่ต้องสายตาดี เพราะมันจะฝังตัวอยู่ใต้ทราย จะเห็นแค่ช่องหายใจลักษณะเป็นขีดตรงสองขีด ซึ่งจะมุดหายไปเมื่อเดินเข้าใกล้

ดังนั้น ต้องย่องเดินทีละก้าว ทีละก้าว สายตาแลมองอย่างมีสติ สมาธิจดจ้อง ถ้ามองให้ดีจะเก็บหอยได้เกือบทุกก้าวที่เดิน เพราะมันมีดาษดื่นตามธรรมชาติที่ไม่ค่อยมีใครรบกวน หากชาวบ้านเก็บไปเพื่อกินในครัวเรือน อย่างไรแล้วหอยกลมก็จะไม่หมดไปจากพื้นทราย

อำลาอ่าวตก

ทัวร์เกาะแตนใช้เวลานานถึงครึ่งค่อนวัน ซึ่งหากจะอำลาวันอย่างสมบูรณ์แบบต้องไปจบ ณ ที่แรกที่จากมา แตนมารีนาเบย์ตั้งอยู่ที่อ่าวตก ฝั่งที่พระอาทิตย์ตกและสะท้อนแสงสุดท้ายบนผืนน้ำเรียบทุกวัน ซึ่งความสงบของท้องทะเลจะเป็นเช่นนี้ตลอดปี เพราะมีแนวป่าชายเลนกั้นกระแสคลื่นไว้พอดิบพอดี อ่าวตกจึงทั้งเงียบและปลอดภัย

เกาะแตนคือโลกคู่ขนานของเกาะสมุย ซึ่งมีทุกอย่างตรงข้ามกัน ทั้งจังหวะชีวิตของผู้คน ความดิบของธรรมชาติ ความเงียบเชียบของบรรยากาศ และอากาศบริสุทธิ์ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 15 นาที เหมือนได้ย้อนกลับไปอยู่บนสมุยเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่สุนัขที่เกาะกำหนดเงื่อนไข เพราะแม้แต่คน เกาะก็เลือกเฉพาะคนเรียบง่าย รักษ์ และหวงแหนธรรมชาติเท่านั้น

อบ อบ จานอร่อย ข้าวเนื้ออบอุรุพงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 มี.ค. 2561 เวลา 11:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/546125

อบ อบ จานอร่อย ข้าวเนื้ออบอุรุพงษ์

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมื่อสัก 40 ปีก่อน คุณแม่ของผู้เขียนเป็นผู้หญิงโบราณที่ขับรถไม่เป็น ไปไหนมาไหนอาศัยรถประจำทางอยู่เป็นนิตย์ แม่ทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมแถวๆ ถนนพระราม 6 ถ้าวันไหนพอมีเวลาสักหน่อยมักจะนั่งรถเมล์ไปกับเพื่อนร่วมงานเพื่อไปกินข้าวแกงกันแถวแยกอุรุพงษ์ กลับมาจะมีของฝากให้ผู้เขียน คือ เนื้ออบ ซึ่งที่บ้านเราจะเรียกว่าเนื้ออบอุรุพงษ์ ได้กินก็ต่อเมื่อแม่แวบไปได้ช่วงกลางวันเท่านั้น เพราะเวลาอื่นร้านไม่ขาย ที่บ้านเราถือเป็นเมนูล้ำค่าที่ต้องกระมิดกระเมี้ยนในการกิน เพราะมันอร่อยทั้งน้ำและเนื้อเปื่อยๆ ที่ค่อยๆใช้ส้อมเขี่ยๆ ก็ยุ่ยออกมา

ช่วงแรกๆ ที่แม่ซื้อมาให้กินเนื้อเป็นก้อนโตพอควร ต้องใช้ช้อนตัดเป็นคำๆ ก่อนตักเข้าปาก ไปๆ มาๆ ผู้เขียนโตขึ้นหรือว่าเนื้อก้อนเล็กลงอย่างไรไม่รู้ แม่ซื้อเนื้ออบอุรุพงษ์กลับมา มันเหลือก้อนกระจิริดเท่าข้อนิ้วเท่านั้นเอง กินไม่อร่อยสะใจเหมือนก่อน แต่ยังติดใจในความเข้มข้นน้ำขลุกขลิกของเนื้ออบ ที่ออกรสหวาน เค็ม ติดเปรี้ยวนิดๆ ที่ปลายลิ้น คลุกข้าวแล้วอร่อยถูกใจมาก บอกไม่ถูกว่าอร่อยแบบจีน ไทย หรือฝรั่ง เหมือนกับว่ามันผสมๆ กันจนแยกไม่ออก

พอเริ่มทำอาหารเป็น อยากจะลองแกะสูตร “เนื้ออบอุรุพงษ์” ดูสักครั้ง ต้องขอลองชิมอีกสักที เลยรบกวนแม่ถามถึงพิกัดของร้านเนื้ออบอุรุพงษ์ที่ว่านี้ ปรากฏว่าร้านย้ายหายไปเสียแล้ว ตั้งแต่มีทางด่วนมาลงแถวอุรุพงษ์ รวมถึงโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ที่ผู้เขียนเรียนจบมาก็ถูกรื้อออกไป เสียดายที่สุดกับของอร่อยที่หายไปตามกาลเวลา

ผู้เขียนเลยต้องมานั่งนึกถึงความอร่อยอยู่เป็นนานสองนาน สรุปกับตัวเองได้ว่าเนื้ออบอุรุพงษ์จะทำจากส่วนเนื้อที่เลือกมาทำเนื้อตุ๋น หรือสตูเนื้อที่หั่นก้อนโตๆ สักหน่อย แต่ผู้เขียนขอเลือกส่วนเนื้อน่องที่มีเอ็นด้วยนิดๆ น่าจะอร่อยยิ่งขึ้น

จากลักษณะของน้ำซอสคิดว่าเนื้ออบน่าจะทำด้วยลักษณะเดียวกับสตูแบบฝรั่ง คือ เป็นการอบในหม้อ ต่างกันตรงที่ส่วนผสมเครื่องปรุงเป็นกึ่งไทยกึ่งจีน ใส่ทั้งความหอมหวานจากพืชหัวใต้ดินอย่างหัวหอมและแครอต เพิ่มสีและความเปรี้ยวนิดๆ ให้กลมกล่อมด้วยซอสมะเขือเทศ แอบใส่ความเป็นฝรั่งที่หอมแปลกๆ แบบขาดไม่ได้ด้วยซอสไก่งวง หรือวูสเตอร์ รวมทั้งแทนที่จะใส่ไวน์แต่เรากลับใช้เหล้าจีนแทน เพื่อให้ได้กลิ่นหอมหวลเฉพาะตัวแบบเอเชีย เคี่ยวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์หลงเหลืออยู่ เพราะมันจะระเหยไปหมดเกลี้ยง

เอกลักษณ์ของเนื้ออบร้านนี้คือจะมีรสชาติออกเค็มหวาน คล้ายๆ พะโล้หวาน หรือขาหมูหวานแบบไทยปนจีน เป็นความหวานของน้ำตาลปี๊บมากกว่าน้ำตาลทราย ที่สำคัญหอมกลิ่นน้ำปลาที่ปลายๆ จมูก ผู้เขียนทดลองทำครั้งแรกๆ เมื่อสมัยยังไม่มีความรู้เรื่องอาหารนัก ผลคือเนื้ออบของผู้เขียนแห้งแข็งเป็นเส้นๆ เพราะปริมาณน้ำตาลที่เติมลงในน้ำซอสที่ใช้เคี่ยวเนื้ออบ ชิมแล้วหวานเค็มอร่อย แต่หารู้ไม่ว่าปริมาณน้ำตาลมีผลต่อเส้นใยของพืชและสัตว์ มีผลให้เส้นใยต่างๆ แข็งยิ่งขึ้น นี่เองที่ทำให้ผู้เขียนจำแม่นว่าน้ำตาลต้องเติมลงไปทีหลังเมื่อสิ่งที่เราต้องการเคี่ยวนั้นเปื่อยได้ที่ หลักการนี้ใช้กับถั่วเขียวต้มน้ำตาลได้เช่นกัน ยกมือขึ้นหากคุณเป็นอีกคนที่ต้มถั่วเขียวแล้วใส่น้ำตาลลงไปตั้งแต่แรก เพราะถั่วจะสุกยากสุกเย็นเหลือเกิน

ในการ “อบในหม้อ” ควรปรุงให้น้ำซอสของเราอร่อยหอมรสชาติดี เพราะเนื้อของเราจะสุกและซึมซับความอร่อยเข้าเนื้อมา ไล่มาตั้งแต่การผัดเครื่องเคราต่างๆ ให้เกรียมสวย ลูกผักชีมีกลิ่นที่เข้ากับเนื้อวัวและความหวานผู้เขียนจึงขอเติมลงไปด้วย ซึ่งควรจะผัดให้ได้กลิ่นฟุ้งๆ ฉ่าด้วยเหล้าแล้วตามด้วยพวกซอสต่างๆ ให้หอมไปเลยทีเดียว เชื่อหรือไม่ว่าความร้อนของกระทะช่วยให้ซอสต่างๆ มีกลิ่นที่หอมขึ้น คุณผู้อ่านต้องสัญญาว่าจะเติมน้ำพอแค่ขลุกขลิกแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ ที่สุด ให้แค่เดือดเบาๆ เท่านั้น หากเดือดแรงไปสิ่งที่ได้คือเนื้ออบที่แห้งและแข็งอีกเช่นกัน

เนื้ออบที่อร่อยควรจะเปื่อยพอประมาณยังคงรูปร่าง ตัดเป็นชิ้นแต่ไม่แห้งแข็ง ถ้าชอบยังหนึบๆ อย่าเคี่ยวนานกะว่าชิ้นขนาดเต๋า 2 นิ้ว เอาแค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็พอ แต่ถ้าชอบนุ่มๆ ต้องเคี่ยวไปถึง 3 ชั่วโมงกว่า เมื่อได้ระดับความเปื่อยที่พอใจแล้ว สุดท้ายที่เป็นเคล็ดวิชาสุดยอดเนื้ออบสไตล์อุรุพงษ์ที่ผู้เขียน “มโน” ขึ้นมาเองล้วนๆ คือการเคี่ยว “น้ำปลาหวาน” เอาน้ำตาลปี๊บคุณภาพดีๆ หอมๆ เคี่ยวให้เป็นคาราเมลที่ไฟอ่อนๆ เมื่อหอมดีแล้วราดน้ำปลาลงไป ก่อนจะเททั้งหมดลงไปในหม้อที่เนื้ออบของเราเคี่ยวหรืออบจนได้ดีแล้ว แบบนี้จะได้น้ำซอสของเนื้ออบมีความลึกล้ำและหอมหวลกลิ่นของคาราเมลนิดๆ เพิ่มสีสวยๆ ให้ซอสได้เป็นอย่างดี เคี่ยวต่ออีกสัก 30 นาที เพื่อให้ซอสเข้าเนื้อก็พอ

สูตรนี้ถ้ามีปริมาณเนื้อที่เยอะพอสมควร เมื่อ “อบ” ได้ที่แล้วจะได้ซอสที่อร่อยเข้มข้น ถ้าอยากได้ซอสเนื้ออบที่ข้นขึ้นอีกเล็กน้อย มีทางเลือก 2 วิธี วิธีแรก คือ ตักเอาชิ้นเนื้อออกให้หมดอย่างให้เหลือ แล้วใช้ไฟแรงเร่งให้ซอสเดือดปุดๆ จนงวดดังใจ วิธีนี้จะเหมาะเมื่อคุณผู้อ่านรู้สึกว่าน้ำซอสยังรสจางไปสักนิด อีกวิธีคือการใช้แป้งข้าวโพดละลายน้ำเติมลงให้ซอสข้นขึ้น แบบนี้จะเหมาะมากกับน้ำซอสที่อร่อยได้ที่แล้วไม่อยากให้งวดเพิ่มขึ้น

สำหรับเนื้ออบอุรุพงษ์สูตรนี้ ผู้เขียนชอบที่สุดคือกินกับข้าวสวยร้อนๆ ถ้าเป็นวิถีของคุณพ่อของผู้เขียนจะชอบโรยพริกขี้หนูซอยๆ บีบมะนาวและโรยหอมแดงซอยบางๆ ลงไปบนเนื้ออบด้วย ผู้เขียนตอนนั้นยังเป็นเด็กไม่ได้ทดลอง คงต้องให้คุณผู้อ่านตัดสินว่าแบบเด็กหรือแบบผู้ใหญ่ แบบไหนอร่อยกว่ากัน

Ishikawa น่าไปมาก 13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 มี.ค. 2561 เวลา 13:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545531

Ishikawa น่าไปมาก 13

อีกตัวที่ผมชอบมากคือผนังแม่สีของ Colour activity house ที่สอนเรื่องการประสมสีได้อย่างดีเยี่ยม  ด้วยการออกแบบพื้นที่โล่งด้านนอก โดยใช้แผ่นอะครีลิกโปร่งแสงย้อมสีมาจัดวางเป็นรูปทรงกระบอกขนาดใหญ่ มีทางเข้าออกหลายช่องทาง โดยให้แต่ละสีวางเหลื่อมกัน ตรงไหนที่ทับซ้อนสีก็จะเปลี่ยนไป เช่น แดงซ้อนน้ำเงินเป็นม่วง น้ำเงินซ้อนเหลืองเป็นเขียว ตามหลักการเป๊ะ ตรงนี้เลยเป็นที่ที่ผู้ปกครองพาเด็กๆ มาวิ่งเล่นกัน ได้ทั้งความรู้และความสนุก ขอย้อนกลับมาพูดถึง Leandro Erlich นิดหนึ่ง คุณลีอานโดรเป็นศิลปินชาวอาร์เจนติเนียนที่สร้างงานศิลปะแนว Conceptual Art มีผลงานเด่นๆ หลายชิ้นและเคยจัดแสดงงานเดี่ยวทั้งในยุโรปและอเมริกามาหลายครั้ง และไม่น่าเชื่อว่าในผลงานกว่า 40 ชิ้นของคุณลีอานโดร เป็นการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นถึง 30 กว่าชิ้น รวมทั้ง The Swimming Pool ที่เป็นงานถาวรชิ้นเดียวในญี่ปุ่นด้วย ตอนแรกที่เห็นรูปสระว่ายน้ำนี้ในเอกสารการท่องเที่ยว ผมหมายตาไว้ว่าต้องมาให้ได้ พอได้เห็นงานตัวจริงก็อดชื่นชมไม่ได้ เลยอยากเห็นงานของคุณลีอานโดรชิ้นอื่นๆ อีก ซึ่งบังเอิญว่าในสัปดาห์ถัดมาหลังจากจบทริปอิชิกาวะ ผมได้มีโอกาสไป Roppongi Hill และขึ้นไปชมงานที่ Mori Art Museum โดยไม่ได้เช็กก่อน ว่ามีงานแสดงของใคร ปรากฏว่าแจ็กพอตครับ เจองานแสดงผลงานเด่นๆ ของคุณ Leandro เข้าอย่างจัง โดยเฉพาะงานศิลปะชิ้นใหญ่ที่สุดในโลก Seeing and Believing ที่จำลองผนังด้านหน้าของตึกสูง 3 ชั้น มาวางบนพื้น และมีกระจกเงาขนาดเท่ากันตั้งฉากอยู่ ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมในงานศิลปะชิ้นนี้ได้เพียงแค่ไปแอ็กท่าทางต่างๆ บนผนังจำลอง เพื่อให้ภาพสะท้อนขึ้นไปปรากฏที่กระจกแล้วเกิดเป็นงานศิลปะที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ก็ถูกยกมาแสดงที่นี่ด้วยเช่นกัน ใครที่ดูสระว่ายน้ำของคุณลีอานโดรแล้วอยากดูเพิ่มก็ตีตั๋วรถไฟไปโตเกียว แต่งานมีถึงแค่วันที่ 1 เม.ย.นี้เท่านั้น รีบตัดสินใจนะครับ

นอกจากงานศิลปะเจ๋งๆ แล้ว ห้องอาหารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ยังมีบริการดีๆ ด้วยเช่นกัน เป็นบุฟเฟ่ต์แบบมีอาหารจานหลักให้เลือกด้วย ผนังห้องอาหารเป็นกระจกโปร่งใสมองเห็น Colour activity house อยู่ด้านนอก เรียกว่ากินไปเสพงานศิลป์ไปกันเลยทีเดียว ที่ผมชอบอีกอย่างคือจานใส่อาหารออกแบบเป็นรูปจานผสมสี ยิ่งทำให้อารมณ์ศิลปินมันพรั่งพรู ตักอาหารคำเล็กคำน้อยประดิดประดอยให้เข้ากับจาน ทำตัวประดุจศิลปินบรรจงเลือกสีที่จะใช้เพนต์งาน ไอเดียสุดยอดมากครับ มันทำให้เราสนุกกับการตักอาหารให้ลงตัว และไม่ใช่แค่สนุกแต่รสชาติก็ดีด้วย มองไปรอบๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรี เดาว่าคงเป็นคุณแม่บ้าน ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่าร้านไหนที่แม่บ้านชอบไปอย่างน้อยรสชาติต้องใช้ได้ บรรดาแม่บ้านเขามักจะสมาคมกัน ร้านไหนดีไม่ดีก็จะบอกต่อ อย่างที่สองราคาต้องเหมาะสม เรื่องของอร่อยราคาย่อมเยาคุณแม่บ้านเขาช่างสรรหา เพราะฉะนั้นเมื่อรอบตัวมีแต่คุณแม่บ้าน จึงมั่นใจได้ว่ามาเจอของดีราคาถูกแน่นอน อาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์ว่าดีแล้ว พอมาเจออาหารจานหลักเป็นเนื้อโนโตะยิ่งตอกย้ำความอร่อย สเต็กเนื้อ 2 ชิ้นกะด้วยสายตาน่าจะราวๆ 120 กรัม กำลังเหมาะสำหรับมื้อเที่ยง ติดใจตั้งแต่วันแรกที่กินในโรงแรม Aenokaze แล้วยังมาต่อ ที่ร้าน Piccoro วันนี้ปิดท้ายที่ร้านของมิวเซียม สรุปอยู่อิชิกาวะ 3 คืน กินเนื้อโนโตะ 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่หายอยาก แปลกมากเพราะระยะหลังกินเนื้อญี่ปุ่นเกรดดีก็มีเลี่ยนบ้าง แต่เนื้อโนโตะนี่ไม่เลี่ยนเลยครับ

สถานที่สุดท้ายที่เราแวะไปเยี่ยมเยียนในทริปนี้คือโรงผลิตสาเก Fukumitsuya ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 400 ปี ก็ราวๆ อยุธยาตอนกลางสมัยพระเจ้าปราสาททอง ช่วงนี้ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสกำลังโด่งดัง เลยง่ายต่อการเปรียบเทียบ ท่านผู้อ่านลองนึกดูว่า กิจการต่างๆ ของไทยที่เกิดขึ้นในยุคก่อนละครบุพเพสันนิวาสนิดหน่อยและยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้มีหรือไม่ แต่ที่ญี่ปุ่นนี่เยอะเลยครับ โรงสาเกก็เป็นหนึ่งในประเภทของกิจการที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานเช่นกัน และการที่จะดำเนินกิจการอย่างยาว นานได้โดยไม่สูญหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์ ก็ต้องมีเอกลักษณ์หรือความโดดเด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำ มาดูกันว่าโรงสาเกแห่งนี้มีดีอย่างไร จุดเด่นที่สำคัญของ Fukumitsuya ก็คือ การผลิตแบบดั้งเดิมโดยใช้แค่ข้าว โคจิ และน้ำเท่านั้น ซึ่งสาเกที่ผลิตโดยการใช้วัตถุดิบแบบนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Junmai เป็นการทำสาเกโดยก่อปฏิกิริยาให้เกิดแอลกอฮอล์โดยธรรมชาติ แต่ในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ข้าวที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสาเกนั้นขาดแคลนจึงมีการลดสัดส่วนของข้าวและเติมวัตถุดิบอื่นเพิ่ม อีกทั้งลดต้นทุนโดยการเติมแอลกอฮอล์เข้าไปเกิดเป็นสาเกยุคปัจจุบันที่เรียกว่า non-Junmai ซึ่งก็มีรายละเอียดแยกออกไปอีกหลายแขนง ปัจจุบัน Junmai มีสัดส่วนในตลาดสาเกเพียงแค่ร้อยละ 17.2 เท่านั้น ดังนั้นหากท่านอยากจิบสาเกดีๆ ก็ต้องเริ่มจากการเลือก Junmai แล้วตามด้วยเกรดที่เรียกว่า Ginjo และ Daiginjo ซึ่งจะต่างกันตรงขนาดของเมล็ดข้าวที่ใช้ผลิต ปกติเวลาสีข้าวสำหรับการบริโภคจะมีการขัดผิวออกราวๆ 1 ส่วน เหลือเนื้อข้าว 9 ส่วน แต่ถ้าเอามาทำสาเกจะขัดผิว ออกมากขึ้น Ginjo ก็คือการใช้ข้าวที่ขัดผิวออก 4 ส่วน เหลือใช้ 6 ส่วน และถ้าเป็น Daiginjo ก็ขัดออกครึ่งหนึ่งเหลืออีกครึ่งที่เป็นแก่นหรือส่วนที่ดีที่สุดของเมล็ดข้าวเอาไว้ใช้ทำสาเกเท่านั้น เท่ากับว่าวัตถุดิบของ Junmai จะสิ้นเปลืองกว่า non-Junmai ครึ่งหนึ่งหรือเกือบครึ่งหนึ่งนั่นเอง ผมถามว่าแล้วทำไมต้องขัดผิวนอกออกเยอะขนาดนั้น คำตอบคือ ชั้นนอกของเมล็ดข้าวอุดมไปด้วยโปรตีนและ Lipid ซึ่งจะทำให้รสชาติและกลิ่นของสาเกผิดเพี้ยนไป

นอกจากข้าวแล้วน้ำก็ยังเป็นวัตถุดิบที่สำคัญอีกอย่าง โรงสาเกดั้งเดิมมักจะใช้น้ำจากธรรมชาติ อย่างของที่นี่เป็นน้ำจากภูเขา Hakusan ที่เกิดจากการละลายตัวของหิมะแล้วซึมลงชั้นผิวดินที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสะสมเป็นร้อยปีเรียกน้ำชนิดนี้ว่า Hyakunensui ผู้ก่อตั้งโรงสาเกรุ่นแรกได้ขุดบ่อน้ำที่มีน้ำร้อยปีซึมขึ้นแล้วนำมาใช้ในการผลิตสาเกจนถึงทุกวันนี้ และโดยฝีมือของผู้ชำนาญการแบบดั้งเดิมด้วยวิธีการแบบเดิมๆ จึงทำให้ได้สาเกคุณภาพดีเยี่ยมออกมา ผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เข้าไปชมการผลิตในทุกขั้นตอนจนเกิดความเข้าใจและประทับใจ อันที่จริงก็เคยไปชมโรงสาเกมาหลายแห่งแล้ว แต่ที่นี่ให้ความรู้และประสบการณ์ได้ดีที่สุดเท่าที่เคยไปมาเป็นการปิดทริปเสพศิลป์กินอร่อยอยู่สบายและได้ความรู้ของจังหวัด Ishikawa อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเลยครับ

ร้านครัวยายรูญ เป็ดอร่อย ขาหมูยิ่งอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545462

ร้านครัวยายรูญ เป็ดอร่อย ขาหมูยิ่งอร่อย

เรื่อง : สิทธิปูทะเลย์

ด้วยมุ่งไปถิ่นเที่ยว ทั้งดอยตุง ดอยแม่สลอง เชียงแสน และแม่สาย ทำให้ตลอด 20 ปี ของการเดินทางขึ้นเหนือ ล่องใต้ โดยเฉพาะเชียงใหม่-เชียงราย ที่เดินทางไปเยือนปีละหลายรอบ คณะเราผ่านหน้าร้านแสนธรรมดานามว่า “ครัวยายรูญ” ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะล้วนเป็นของโปรดอิฉันอย่างมาก

“เป็ดพะโล้และขาหมูพะโล้” โดยเฉพาะคากิ ผู้ใหญ่ใจดีบอกว่าต้องสั่งล่วงหน้า เพราะลำพังเดินเข้าหารับประทานเป็นขาจร หรือขาประจำ ถ้าไม่สั่งไว้ โอกาสอดรับประทานสูงมากเจ้าค่ะ

คณะเรานั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นจากสนามบินเช้าตรู่ ท่ามกลางหมอกหนา อากาศเย็นเมื่อต้นเดือน ม.ค. 2561 ที่ จ.เชียงราย อุณหภูมิอยู่ที่เลขตัวเดียว แม้จะหลับแต่ใจจดจ่อกับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ร้อนๆ ข้าวสวยร้อนๆ หมั่นโถวร้อน และชาจีนร้อน

พลันจอดหน้าร้านก็ยังนึกว่า ไม่ใช่ เพราะเป็นร้านแสนธรรมดาริมทางหลวง แต่กลิ่นเครื่องเทศหอมกรุ่น ยวนใจ ก็เป็นการตอบว่าถึงร้านแล้ว และทันทีที่นั่ง อาหารก็พร้อมเสิร์ฟ ปีกเป็ดตุ่นสับมาในจาน ก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ่น คากิ ข้าวสวยร้อนพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

เป็ดตุ่นเขานุ่มจริง อร่อยจริง ไม่สาบ สายตากวาดไปทั่วร้าน จึงเห็นสรรพคุณว่า ก๋วยเตี๋ยวตามเสด็จ น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวรสชาติดี หอมยาจีน เส้นก็ลวกเหนียวดี หมดไปหนึ่งชามแบบเพลินๆ

อิฉันเดี๋ยวนี้ทานข้าวน้อยลง แต่เมื่อเห็นคากิร้อนๆ มาพร้อมคะน้าสดกรอบ ที่มาพร้อมคากิ ก็พยายามห้ามใจ แต่พอลิ้มรส วันนั้นเลยบอกตัวเองยอมอ้วน เดี๋ยวไปลดน้ำหนักวันหลัง

สำหรับขาหมูนั้นเนื้อคากิ เนื้อร่อนไม่ติดกระดูกให้เคืองใจ เคี้ยวนุ่มหนุบๆ น้ำจิ้มเปรี้ยว หวาน เผ็ดนิดหน่อยตามลิ้นคนเหนือแก้เลี่ยน ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อิฉันเลยทานเพลินไปจนข้าวหมดจาน ถ้าไม่เริ่มต้นด้วยก๋วยเตี๋ยว อิฉันคงทานข้าวสองจาน

ที่ร้านนี้มีข้าวหน้าเป็ดย่างด้วย ก๋วยเตี๋ยวหมูก็มี พร้อมของหวาน เช่น ลอดช่อง แต่วันนั้นอิ่มมาก เลยต้องยกเมนูอื่นไปทริปถัดไป เพราะรสชาติดี ร้านสะอาด แต่ราคาไม่แพงเลย สามารถแวะทานได้อย่างสบาย

เริ่มต้นที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 บาท แต่ชามใหญ่ แค่ชามเดียวก็อิ่ม ขาหมูจานละ 100 บาท เป็ดย่างตัวละ 500 เป็ดพะโล้ตัวละ 400

ครัวยายรูญ 204 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน ต.ป่าซาง อ.แม่จัน เชียงราย ร้านหาไม่ยาก ขับรถผ่านแยกทางเข้า อ.แม่จัน ผ่านแยก อ.เชียงแสน เข้าสู่เขต ต.ป่าซาง ก่อนถึงทางแยกดอยแม่สลอง 200 เมตร

ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. โทร. 053-772-305

จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545459

จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่

เรื่อง/ภาพ : นิทรา ราตรี

แสงแรกลอดผ่านแนวป่าบนเทือกเขาสุเทพ-ปุย เสียงนกคุยกันก้องป่า สร้างบรรยากาศรับอรุณท่ามกลางความอบอุ่นของ จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ รีสอร์ทสไตล์ไทยล้านนาประยุกต์

สมกับความหมายของชื่อที่หมายถึง ทรัพย์งามบนขุนเขา

รีสอร์ทตั้งอยู่บนเนินเขากลางสวนลิ้นจี่เก่าที่ยังคงรักษาไว้และปรับภูมิทัศน์ใหม่ให้ร่มรื่นสวยงาม โดยมีหลองข้าวที่ถูกประยุกต์ให้เป็นบ้านพัก 2 ชั้น จำนวน 5 หลัง แทรกตัวอยู่ในสวนใต้เงาไม้ ได้แก่ บ้านจันศรี ขนาด 100 ตร.ม. และบ้านจันแก้ว ขนาด 98 ตร.ม.

ทั้งสองหลังมีลักษณะคล้ายกันคือ ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องน้ำรับแขก และบาร์ ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน มีเตียงมุ้งสี่เสาแบบบ้านโบราณ พร้อมห้องน้ำและระเบียงรอบบ้าน

บ้านยวงจันและบ้านร้อยจัน ขนาด 180 ตร.ม. เหมาะสำหรับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน โดยทั้งสองหลังประกอบด้วย 2 ห้องนอนบนชั้น 2 ส่วนชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ห้องครัว และระเบียงกว้างสำหรับจัดปาร์ตี้ขนาดย่อมท่ามกลางแสงดาวยามค่ำคืน

หลังสุดท้าย บ้านจันเป็ง ขนาด 274 ตร.ม. ชั้นล่างประกอบด้วยห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร บาร์ ห้องน้ำรับแขก และระเบียงกว้างอเนกประสงค์ ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนแบบเตียงเดี่ยว 1 ห้อง และแบบเตียงคู่ 1 ห้องนอน พร้อมห้องน้ำและระเบียงกว้างชมวิวแนวเทือกเขาแบบพาโนรามา

หลองข้าวล้านนาหรือยุ้งข้าวของคนภาคกลางนั้น เป็นของคู่บ้านเรือนของคนล้านนา ใช้สำหรับเก็บข้าวเปลือก และยังสะท้อนถึงความมั่นคงของครัวเรือน และความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน

หากชุมชนหรือบ้านใดมีหลองข้าวขนาดใหญ่ ก็จะแสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร

ลักษณะของหลองข้าวจะเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง โดยได้นำมาประยุกต์ให้เป็นบ้านพัก ทำใต้ถุนให้เป็นห้องนั่งเล่น ส่วนชั้นบนปรับเป็นห้องนอน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ล้านนา กระเบื้องเคลือบ โถเซรามิก จิตรกรรมไทยล้านนา โคมไฟระย้า โดยแต่ละหลังจะมีช้างไม้แกะสลักบอกหมายเลขของหลองข้าว ตามความเชื่อของชาวล้านนาถึงความเป็นสิริมงคล

นอกจากนี้ รีสอร์ทยังมีห้องสวีทสไตล์โคโลเนียลอีก 14 ห้อง ออกแบบและตกแต่งเป็น 5 ดีไซน์ ได้แก่ สตูดิโอสวีท ห้องพักชั้นล่างขนาดกะทัดรัดแต่มีทุกอย่างครบ ทั้งมุมสบายด้วยเก้าอี้ตัวยาว ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ และเตียงนอน โดยสามารถเดินมาพักผ่อนได้ที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ด้านนอกห้องพัก หรือจะนั่งชิงช้าอ่านหนังสือรับลมธรรมชาติ

ดีลักซ์สวีท ห้องโทนขาวเผยความงามของลายหินอ่อน มีจุดเด่นที่ห้องนั่งเล่นสีฟ้าเทอร์ควอยส์ ไว้นั่งพักผ่อนแยกพื้นที่เป็นสัดส่วนจากห้องนอนเพื่อความสะดวกสบาย

บัลโคนีสวีท ห้องพักสีสดใสด้วยโทนขาวเหลือง ตัดเฉดกับโซฟาเบดกำมะหยี่สีแดง พร้อมอ่างอาบน้ำแยกส่วนกับห้องอาบน้ำ

เทอร์เรสสวีท ห้องสีฟ้าพาสเทลและขาว มีอ่างอาบน้ำ และระเบียงกว้าง

การ์เดนสวีท ห้องโทนขาวน้ำเงิน โดดเด่นที่อ่างอาบน้ำสุดโรแมนติกข้างเตียงนอน และแฟมิลี่สวีท ห้องพักขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวเสมือนบ้านพักตากอากาศที่มีครบทั้งห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำใหญ่พิเศษ ชานนั่งเล่นนอกบ้านพัก และสระแช่ตัวปูพื้นหินอ่อนที่สามารถเดินลงได้จากห้องนั่งเล่น

รีสอร์ทยังมีอาหารให้บริการที่ห้องอาหารจันตราคีรี เมนูเด่นต้องยกให้อาหารไทยรสจัดจ้านและดั้งเดิมทั้งอาหารเหนือและอาหารภาคกลาง เช่น หมี่ผัดผักกระเฉดรสเผ็ดกลมกล่อม น้ำพริกกะปิพร้อมผักสดสารพัด มัสมั่นเนื้อ แกงส้มชะอมกุ้ง ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน รวมทั้งยังมีอาหารฟิวชั่นอย่างออสเตรเลียริบอายจิ้มแจ่ว และซี่โครงหมูย่างบาร์บีคิว

ทิวทัศน์จากห้องอาหารจะเห็นแนวภูเขาสุเทพ-ปุยเด่นชัด ซึ่งความสวยงามจะแปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาขึ้นอยู่กับแสงและเงาจากพระอาทิตย์ โดยห้องอาหารจะตกแต่งด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์โบราณ ซึ่งเป็นของสะสมของ เกรียงศักดิ์ กัลยาวัฒนเจริญ เจ้าของรีสอร์ทผู้หลงใหลเสน่ห์ของความเก่าและศิลปะที่แฝงอยู่ในของเหล่านั้น

นอกจากนี้ ด้านหน้าห้องอาหารยังมีสระว่ายน้ำหินอ่อนวางตัวขนานไปกับแนวภูเขา จะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่กลางป่าใต้แสงแดดอุ่น และความเงียบสงบ ยิ่งช่วยความเป็นส่วนตัวเสมือนได้ทิ้งคนทั้งโลกไว้ข้างหลัง

จันตราคีรี ชาเลต์ เชียงใหม่ จะกลายเป็นสถานที่ลับสำหรับคนที่อยากปลีกวิเวก หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ แต่ก็ยังไม่ละทิ้งความสะดวกสบาย ทั้งยังเก็บรักษาวิถีชีวิตและเสน่ห์ของความเป็นล้านนาไว้ในสไตล์ของจันตราคีรี

“ม่วงตึ๊ด” ครึกครื้นแบบเนิบช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 16:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545457

"ม่วงตึ๊ด" ครึกครื้นแบบเนิบช้า

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

หากถามว่ารู้จักตำบล “ม่วงตึ๊ด” ไหม คงมีแต่คนส่ายหัวเป็นคำตอบ แต่ถ้าถามว่า เคยไปวัดพระธาตุแช่แห้งไหม ก็คงคิดภาพออกถึงชุมชนรอบๆ ที่อาจเคยขับรถผ่านแต่ไม่ทันมอง ซึ่งน่าลองทำความรู้จักและแวะทักทาย

ต.ม่วงตึ๊ด อยู่ใน อ.ภูเพียง จ.น่าน ประกอบด้วย 5 หมู่บ้าน ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ทำนาและกสิกรรม ความน่ารักและน่าสนใจของตำบลนี้อยู่ที่ “ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่มีสมาชิกตั้งแต่รุ่นหลานถึงรุ่นปู่ย่าตายาย และกิจกรรมที่ยกความเป็นท้องถิ่นมาเป็นจุดขายจนอยากย้ายมาใช้ชีวิตด้วยสักวันสองวัน

นำโคมมะเต้ามาถวายพระที่วัดพระธาตุแช่แห้ง

 

พ่อด้าย กันแก้ว ยืนยิ้มอยู่ที่ วัดศรีบุญเรือง วัดสำคัญของตำบลม่วงตึ๊ดและบ้านศรีบุญเรือง ด้วยเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำคัญอย่าง พระพุทธรูปปางมารวิชัย (ยังไม่มีการตั้งชื่อองค์พระ) เป็นศิลปะสุโขทัย ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มแย้ม และได้รับการขนานนามว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่สวยที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย

รวมถึงพระพุทธรูปเก่าแก่ชื่อ เจ้าฟ้าอตตวรปัญโญ ชื่อเดียวกับเจ้าผู้ครองนครน่านและผู้สร้างพระพุทธรูปสำริดองค์นี้ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะน่าน พระจำหลักเป็นภาพพระยามารลวดลายวิจิตรพิสดาร ซึ่งองค์พระมีน้ำหนักมาก เพราะมีส่วนประกอบเป็นทองคำน้ำหนักเท่าเจ้าฟ้าอตตวรปัญโญ และพระนิพพาน เป็นพระพุทธรูปหายาก ทำจากสำริด ปางนิพพาน มีสาวกในอิริยบถต่างๆ นั่งอยู่รอบพระนิพพาน

ความใหญ่ของดอกดาวเรืองเมื่อเทียบกับใบหน้า

 

พ่อด้าย เล่าว่า เจ้านายใครมาจะมายกพระนิพพานพร้อมภาวนาจิตเพื่อให้เป็นไปตามประสงค์ และเมื่อเจดีย์สถานที่กำลังสร้างอยู่เสร็จสมบูรณ์ พระพุทธรูปทั้งสามองค์จะนำไปประดิษฐานไว้ที่แห่งนั้นและเปิดให้คนทั่วไปเข้าสักการะ

หลังจากไหว้พระทำบุญ พ่อด้ายได้แนะนำให้รู้จักกับสมาชิกในชมรมฯ คนอื่นที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเทียนแผ่น เพราะกิจกรรมต่อไปคือ “ฟั่นเทียนสะเดาะเคราะห์” โดยทุกคนต้องลงมือฟั่นเทียนด้วยตัวเองตามความเชื่อดั้งเดิม

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยที่มีพุทธลักษณะที่สวยที่สุดในไทย

 

ขั้นตอนแรกคือการเขียนชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ลงกระดาษแผ่นเล็กๆ ด้วยตั๋วเมืองล้านนาหรืออักษรล้านนา ถ้ามีเวลาสามารถเรียนเขียนตั๋วเมืองได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องรบกวนอาจารย์เขียนให้แทน โดยต้องเขียน 2 ใบ คือ แผ่นโชค และแผ่นสะเดาะเคราะห์ ใช้ไส้เทียน 2 เส้น และใช้เทียนแผ่น 2 ชิ้น

เมื่อเขียนเสร็จก็ถึงขั้นตอนฟั่น คือนำเทียนแผ่นไปอังกับเตาถ่านเพื่อให้ม้วนได้ จากนั้นนำกระดาษและไส้เทียนวางไว้ด้านใน และฟั่นเทียนบนแผ่นไม้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน พอเสร็จให้เขียนระบุไว้ว่าเป็นเทียนโชคหรือเทียนเคราะห์ และเก็บติดตัวไว้เพื่อนำไปไหว้ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง

นักท่องเที่ยวถือโคมบนสะพานไม้ไผ่ริมหนองน้ำครก

 

จากนั้นพ่อด้ายได้เรียกทุกคนขึ้นรถราง การเดินทางตั้งแต่วัดศรีบุญเรืองเป็นต้นไปจะใช้รถรางของชมรมฯ รองรับได้ 30 คน ช่วยเสริมอรรถรสในการเดินทางลัดเลาะชุมชน โดยสถานีต่อไปจะไปหยุดที่ บ้านโคมคำ ให้ลงมือทำโคมมะเต้าด้วยตัวเองเพื่อนำไปถวายพระที่วัดพระธาตุแช่แห้งเช่นเดียวกัน

แม่ราตรี สุยาว รับหน้าที่เป็นผู้สอนทำโคมมะเต้าหรือโคมเมืองน่าน หากมีเวลาเต็มที่จะได้เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่ แต่หากมีเวลาจำกัดจะลดทอนขั้นตอนลงมาเหลือแค่ติดกระดาษ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สะพานไม้ไผ่ทอดตัวยาวจากเกาะสู่เกาะในหนองน้ำครก

 

แม่ราตรี เล่าว่า โคมมะเต้าอยู่ในประเภทโคมแขวน เรียกอีกอย่างว่า โคมธรรมจักร หมายถึง ความแจ้งในธรรม ใช้ในงานยี่เป็งหรือตั้งธรรมเทศน์มหาชาติเวสสันดร ใช้สำหรับแขวนในโบสถ์หรือศาลาในวิหาร เพื่อความสวยงาม สว่างไสว และบูชาเทพารักษ์

ส่วนลายบนโคมมะเต้า เรียกว่า ลายประจำยาม มาจากคำว่า วัชระ เชื่อว่าเป็นอาวุธของพระอินทร์ ใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ส่วนในทางพระพุทธศาสนา วัชระ แปลว่า เพชร โดยนัยสื่อถึง พุทธิปัญญา หมายถึง ปรีชาญาณที่หยั่งรู้เท่าทันสภาวะต่างๆ จนสามารถเท่ากันต่อกิเลส โดยสัญลักษณ์ของลายประจำยามมีลักษณะเป็นอาวุธไขว้กัน เรียกว่า วัชระสี่ทิศ หมายถึง การปกป้องอันตรายทั้งสี่ทิศ

เรียนรู้การทำโคมมะเต้า

 

การทำโคมมะเต้าไปถวายพระจึงเป็นการเสริมสิริมงคลให้แก่ตัวเองมาก โดยทุกปีชาวเมืองน่านจะทำโคมมะเต้านำไปถวายที่วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ในงานประเพณีหกเป็งนมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ใต้ (เดือน 6 เหนือ) หรือราวปลายเดือน ก.พ.หรือ มี.ค.ของทุกปี

ก่อนจะนำเทียนและโคมไปถึงวัดพระธาตุแช่แห้ง พ่อด้ายได้เรียกพลและบอกให้รถรางไปส่งที่ หนองน้ำครก แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขนาด 22 ไร่ ที่เคยเป็นป่าไมยราบยักษ์และที่พักอาศัยของนกน้ำ แต่ปัจจุบันทาง อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)) ได้มีงบประมาณมาปรับปรุงทัศนียภาพ พัฒนาให้พื้นที่รกร้างเป็นแหล่งปลูกผัก ผลไม้ และดอกไม้ปลอดสารพิษ โดยมีคนในชมรมฯ  เป็นคนดูแลพื้นที่และเปิดเป็นสถานที่พักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองน่าน

ประตูพระอุโบสถวัดศรีบุญเรือง

 

พ่อด้ายตั้งสมญานามให้เป็นปอดของน่าน เพราะในพื้นที่ยังรักษาต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้น้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่สามารถเก็บผลผลิตและให้ความสวยงามทางทิวทัศน์ โดยในบึงน้ำขนาดใหญ่นั้นจะมีเกาะหรือสันดอนตามธรรมชาติ จึงมีการสร้างสะพานไม้ไผ่เชื่อมต่อเกาะแก่งเหล่านั้นจนเป็นทางเดินชมธรรมชาติขนาดยาว ซึ่งระหว่างทางสามารถชมนกน้ำ ให้อาหารปลา หรือแวะนั่งพักผ่อนในศาลารับสายลมเย็นแม้อากาศรอบข้างจะร้อนมากก็ตาม

เมื่อพักผ่อนตามอัธยาศัยจนแดดคล้อยจนอ่อนลง พ่อด้ายคนเดิมเรียกให้ตื่นจากภวังค์เพื่อไปยังจุดหมายสุดท้ายที่สำคัญที่สุด วัดพระธาตุแช่แห้ง ก่อนสักการะพระธาตุแช่แห้ง พ่อด้ายให้เข้าไปสักการะเจ้าล้านทอง ปางมารศรีวิชัย ศิลปะล้านนา ภายในวิหารหลวงเป็นอันดับแรก จากนั้นพระสงฆ์จะรับโคมมะเต้าตามพิธีดั้งเดิม คนถวายพนมมือรับพรและน้ำมนต์ ซึ่งโคมมะเต้าจะถูกนำไปแขวนไว้บนระเบียงคดโดยรอบพระธาตุ

งานแกะสลักไม้บอกเล่าวิถีชีวิตชาวบ้านศรีบุญเรือง

 

จากนั้นเดินลอดประตูของวิหารหลวงที่มีปูนปั้นลายนาคเกี่ยวกระหวัด 8 หัวไปยังจุดสักการะพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากกรุงสุโขทัย โดยจุดนี้จะนำเทียนทั้งสองเล่มที่ทำมาเองออกมาจุดไหว้

ทนเทียนธรรมดา พร้อมจุดธูปและถวายดอกไม้สด เพื่อสะเดาะเคราะห์และขอโชคลาภตามคติความเชื่อของล้านนาแท้ๆเรียกได้ว่าเป็นการปิดฉากเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชนในตำบลม่วงตึ๊ดได้แบบอิ่มอกอิ่มใจ สามารถขึ้นคำว่า จบบริบูรณ์ได้ เพราะสิ่งที่ทำมากับมือทั้งเทียนและโคมมะเต้าถูกนำมาถวาย รับแต่สิ่งที่ดีกลับไปซึ่งมีคุณค่ามากกว่าของที่ระลึกร้านใดในเมืองน่าน

จุดเทียนโชคลาภและเทียนสะเดาะเคราะห์หน้าพระธาตุแช่แห้ง

 

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางยังทำให้เห็นวิถีชีวิตของชาวม่วงตึ๊ดทั้งประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ อาชีพ และสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ ความเข้มแข็งของชาวบ้าน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุในวัยเกษียณ แต่ใช้เวลาว่างมารวมตัวกัน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบเพื่อช่วยกันพัฒนาชุมชนผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถทำได้ดี ทำได้น่ารัก และทำได้อย่างจริงใจที่สุด จนไม่รู้สึกว่ามาเที่ยวแปลกถิ่น แต่เป็นการกลับมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ที่ไม่เจอกันนาน

ทุกอย่างจึงประทับใจ เวลาคิดย้อนกลับไปจะเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ชาวบ้านคัดดอกดาวเรืองเพื่อส่งขาย

 

ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ติดต่อ ด้าย กันแก้ว โทร. 08-4808-9813

บ้านโคมคำ สอนทำโคมเมืองน่าน โทร. 08-9854-0387

ค่าใช้จ่ายแยกตามกิจกรรม ฟั่นเทียนสะเดาะเคราะห์คนละ 100 บาท ทำโคมมะเต้าลูกละ 400 บาท เรียนเขียนตั๋วล้านนาคนละ 100 บาท ค่าใช้บริการรถราง 1,300 บาท รองรับได้ 30 คน กิจกรรมทั้งหมดต้องติดต่อล่วงหน้า

พิพิธภัณฑ์ของโบราณภายในวัดศรีบุญเรือง

ฟั่นเทียนสะเดาะเคราะห์ด้วยมือเจ้าของชื่อ

เขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดเป็นภาษาล้านนา แล้วฟั่นไปกับเทียน

นักท่องเที่ยวสักการะพระธาตุแช่แห้งด้วยเทียนที่ฟั่นเอง

 

พระนิพพาน พระพุทธรูปสำริดปางนิพพาน มีสาวกอยู่โดยรอบ

 

 

ศาลากลางหนองน้ำ

งะปะลี… อัญมณีแห่งยะไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 24 มี.ค. 2561 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545426

งะปะลี… อัญมณีแห่งยะไข่

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา

แม้ว่าทีมงานโลก 360 องศา จะประทับใจต่อ “มเราะอู” มากเพียงใด แต่ท้ายที่สุดก็ต้องกล่าวอำลาต่อเมืองหลวงเก่าที่ทำให้พวกเราตกหลุมรักแห่งนี้ เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกจุดหมายที่นักท่องเที่ยวมักไม่พลาดเมื่อมาเยือนรัฐยะไข่

“งะปะลี” (Ngapali) คือชื่อของชายหาดสีขาวที่ทอดยาว และสร้างความทรงจำงดงามให้แก่ผู้มาเยือนนับครั้งไม่ถ้วน จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “อัญมณีแห่งยะไข่” และเป็นสาเหตุให้พวกเราต้องนั่งรถจากมเราะอูไปยังเมืองตานตวย (Thandwe) ด้วยระยะทางราว 500 กิโลเมตร นั่นก็เพราะแผนแรกที่ตั้งใจไว้ว่าจะนั่งรถจากมเราะอูกลับไปยังซิตตเว เพื่อนั่งเครื่องบินจากซิตตเวไปตานตวยต้องยกเลิกไป เนื่องจากไฟลต์เต็ม!

สภาพถนนที่สร้างความสมบุกสมบันให้แก่ชาวคณะตลอดเวลาราว 12 ชั่วโมง ที่เราเดินทางกันตลอดคืนจากเมืองมเราะอูไปยังตานตวยนั้น ทำให้เราตื่นเช้าขึ้นมาบนรถ พร้อมกับการตั้งตารอลุ้นว่า “หาดงะปะลี” ที่เขาร่ำลือกันจะสวยแค่ไหนกันเชียว

เรือบริการท่องเที่ยวงะปะลี

 

ขณะที่เรากำลังจะมุ่งหน้าไปดูหาดงะปะลีนั้น เจ้าบ้านกลับบอกเราว่าเมื่อมาถึงตานตวยแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำก็คือไปไหว้พระให้ครบ 3 วัดสำคัญก่อน สาเหตุก็เพราะว่าเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยวัดแห่งแรกคือ วัดนันดอว์ (Nandaw Paya) เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนที่เป็นกระดูกซี่โครง ส่วนวัดที่สองชื่อว่า วัดอันดอว์ (Andaw Paya) เป็นที่ประดิษฐานพระทันตธาตุ และวัดที่สามชื่อว่า วัดซันดอว์ (Sandaw Paya) เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ โดยพวกเราใช้เวลากันนานค่อนวันในการเดินทางไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุให้ครบทั้ง 3 วัด เนื่องจากแต่ละวัดตั้งอยู่บนเนินเขา และมีระยะทางห่างกันพอสมควร แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนในคณะก็เต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจ ที่ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันที่เป็นที่นับถือศรัทธาของผู้คนที่นี่ สมความตั้งใจของเจ้าบ้าน

จากนั้นจึงได้เวลามุ่งหน้าสู่ “หาดงะปะลี” อัญมณีแห่งยะไข่ตามความตั้งใจแล้วเราก็ไม่ผิดหวังจริงๆ กับหาดทรายขาวที่ทอดยาวร่วม 3 กิโลเมตร ที่ว่ากันว่าเป็นสุดยอดหาดทรายที่สวยที่สุดในรัฐยะไข่ และใครมาถึงแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะมาเยือนที่นี่

หาดงะปะลีนั้น ตั้งอยู่ในเมืองตานตวยซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐยะไข่ ชายหาดห่างจากตัวเมือง ประมาณ 7 กิโลเมตรค่ะ และทอดยาวขนานกัน โดยชื่อ งะปะลี (Ngapali ) นั้น ว่ากันว่า ได้มาจากชื่อเมือง “นาโปลี” (Napoli) หรือเมือง เนเปิลส์ (Naples) เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศอิตาลีนั่นเอง

สามวัดสำคัญในเมืองตานตวย

 

หลังจากที่สอบถามเรื่องราวกันพอสมควร พวกเราก็ตัดสินใจเช่าเรือเพื่อออกไปชมเกาะแก่งใกล้ๆ หาด ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ทุกคนไม่พลาดเช่นกัน เพราะดูจากจำนวนเรืออื่นๆ ที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับเรือลำที่เรานั่งแล้ว เหมือนกำลังจะยกทัพเรือไปที่ไหนสักแห่งเลยทีเดียว

คนขับเรือพาพวกเรามาจนถึงเขตหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งมีเรือประมงอยู่เต็มคุ้งน้ำ เรือที่เห็นส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยวิถีประมงของที่นี่ยังเป็นแบบดั้งเดิม ที่ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และดูเหมือนว่าเรือแทบทุกลำกำลังกลับเข้าฝั่งพร้อมกับรอยยิ้ม

จุดแรกที่คนขับเรือจอดให้พวกเราเดินเล่นคือ Pearl Island หรือพวกเราเรียกกันตามความหมายภาษาไทยว่า “เกาะไข่มุก” ซึ่งมีบรรยากาศเงียบสงบกว่าบนหาดหลัก หาดทรายขาว น้ำใส มีปูเสฉวนตัวเล็กๆ ออกมาทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี คอยเดินทักทายบรรดานักท่องเที่ยวที่มาบนเกาะแห่งนี้ ขณะเดียวกันก็มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายภาพหลากหลาย เราจึงได้เห็นทั้งนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่มแบบเพื่อนฝูง หรือมากันเป็นครอบครัว และรวมถึงคู่รักที่ต่างพากันถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข

รื่นรมย์กับการนั่งเกวียน

 

เพลิดเพลินกันพักใหญ่ คนขับเรือก็ส่งสัญญาณว่าได้เวลาไปต่อกันแล้ว และเพียงไม่นานเรือของเราก็หยุดนิ่ง พร้อมๆ กับคนขับเรือที่ส่งมอบอุปกรณ์ให้พวกเราลงไปสำรวจความสวยงามของท้องทะเล พวกเราอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่ได้เห็นปลาสีสวยฝูงใหญ่ตามความคาดหวัง และได้รับคำตอบว่าปกติตรงจุดที่เราจอดเรือนั้นมีปลาค่อนข้างเยอะ แต่สงสัยวันนี้จะตื่นนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ควรออกจากฝั่งไปไกลกว่านี้ เนื่องจากคลื่นเริ่มแรงขึ้น พวกเราเลยได้แต่หวังใจว่าจะได้มาแก้ตัวกันใหม่

หลังเข้าฝั่ง พวกเราก็ชวนกันไปนั่งเกวียนชมหาด เพราะรู้มาว่าทุกช่วงเทศกาลปีใหม่ที่หาดงะปะลีจะมีการแข่งขันวัวเทียมเกวียนบนหาด เพราะตั้งแต่สมัยโบราณเกวียนเป็นยานพาหนะหลักในการสัญจรของคนที่นี่แม้ว่าปัจจุบันจะมีน้อยลงแต่ก็ยังคงมีใช้กันอยู่ และพวกเราก็อยากสัมผัสประสบการณ์แบบนั้นบ้าง

ในที่สุดวัวเทียมเกวียนก็พาพวกเราลัดเลาะผ่านถนนเส้นเล็กๆ เข้าไปชมหมู่บ้าน ซึ่งมีลานตากปลาแห้งบนพื้นที่กว้างใหญ่ริมหาด บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรทางทะเลของที่นี่ และถัดจากลานตากปลาก็เข้าสู่เขตของชายหาดท่องเที่ยว ซึ่งค่อนข้างสะอาดและเป็นระเบียบ ดูแล้วแต่ละโรงแรมและรีสอร์ทที่หันหน้าเข้าสู่ชายหาด น่าจะพยายามดูแลพื้นที่หน้าหาดให้สะอาดอยู่เสมอ

พระอาทิตย์ตกที่หาดงะปะลี

 

จุดสิ้นสุดของการนั่งเกวียนชมหาดคือแลนด์มาร์คสำคัญแห่งหนึ่งของหาดงะปะลี นั่นคือ รูปปั้นนางเงือก ซึ่งเป็นจุดที่ใครต่อใครต่างมาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ และทำให้พวกเราไม่แปลกใจที่หาดงะปะลีจะเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ใครๆ ต่างกล่าวขวัญถึง และพวกเราที่ถือโอกาสอำลารัฐยะไข่กันที่หาดงะปะลีแห่งนี้ ทุกๆ ความงดงามยังคงอยู่ในความทรงจำทุกคราวที่คิดถึง

ติดตามความงามของงะปะลีและอีกหลากหลายเรื่องราวของยะไข่ ได้ในรายการโลก 360 องศา ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.ส่วนแฟนรายการโลก 360 องศา สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศาและชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel

อบ อบ จานอร่อย ไก่อบสลัดผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มี.ค. 2561 เวลา 12:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545343

อบ อบ จานอร่อย ไก่อบสลัดผัก

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ฉบับที่แล้วเริ่มต้นที่อาหารจานอบที่ “หมูอบ” แบบนักศึกษา อาหารจานอบที่เชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยลิ้มลองกันมาบ้างแล้ว จริงๆ แล้วหมูอบเป็นอาหารจานอบง่ายๆ ที่อาศัยฝรั่งปนไทย ถ้าเป็นวิถี Cooking แบบตะวันตกเขาเรียกว่า Braising ที่ประกอบไปด้วยการจี่ให้เนื้อสัตว์เกรียมนิดๆ หอมหน่อยๆ ที่ผิว ก่อนนำไปตุ๋นหรือเคี่ยวต่อด้วย Moist Heat ที่มีน้ำซุปพอท่วมแล้วทำให้สุกต่อด้วยความร้อนคงที่ จึงนิยมใส่เข้าไปในเตาอบ นี่จึงเป็นสาเหตุให้เรียกว่า “อบ” ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอาหาร Braising อีกหลายเมนูที่ไม่จบลงในเตาอบเสมอไป เพราะเตาแค่หัวเดียวก็อร่อยได้

อย่างอาหารจานอบในฉบับนี้ “ไก่อบ” ถ้าเป็นไก่อบฝรั่งเขาไม่ค่อยทำหรอกไก่อบเป็นส่วนๆ เขานิยมไก่อบทั้งตัวเข้าไปในเตาอบ เหมือนที่เรากินไก่ย่างนั่นแหละ เพียงแค่เครื่องปรุง เครื่องเทศอาจจะไม่เหมือนกัน มีหัวหอม แครอต เซเลอรี่ลองอยู่ที่ถาด น้ำไก่อบที่ได้ที่ก้นถาดเอามาปรุงต่อเป็นเกรวี่ราดไก่

ถ้าเป็นไก่อบแบบไทยๆ เรา หรือแบบที่ผสมผสานชาติตะวันตกเข้ากับวิถีการปรุงแบบเอเชียนิยมใช้ไก่ชำแหละเป็นชิ้นๆ น่าจะเป็นเพราะเราไม่มีการใช้เตาอบอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ยุคโคโลเนียล ไม่ว่าจะเป็นไก่อบสไตล์จีน Cook Shop หรือไก่อบโปรตุกีสแบบแถวๆ มาเก๊า หรือไก่อบฝรั่งปนไทยอย่างบ้านเรา มักจะเริ่มจากการเอาไก่ชิ้นอย่างสะโพก น่องมาทอด หรือจี่ให้เหลืองสวยไปจนถึงหนังเกรียมนิดๆ ก่อนเอามาตุ๋นจนเปื่อยนุ่มในน้ำซุปรสกลมกล่อมจนอร่อยเข้าเนื้อ จะหมักแบบไหน น้ำซุปปรุงอย่างไร ก็จะได้รสชาติไก่อบที่ต่างกันออกไปทั้งๆที่กรรมวิธีในการปรุงเหมือนกันเปี๊ยบเลย คือ หมัก ทอด แล้วเอามาตุ๋น เราน่าจะเข้าใจการกินได้ดีกว่าด้วย เราจึงรู้ว่าไก่ทั้งตัวทำไปก็ไม่อร่อยเป๊ะทุกส่วน

 

จะว่าไปแล้วผู้เขียนเองมีความหลังกับเมนูไก่อบอยู่ เพราะอาหารยากๆ จานแรกที่เริ่มหัดทำตอนอายุสัก 12-13 ปี ก็คือไก่อบแบบร้านอาหารเอส แอนด์ พี สำหรับช่วงอายุนั้น ร้านเอส แอนด์ พี ถือเป็นอาหารหรูหราที่ราคาไม่ถูกนัก ครั้นไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ เกรงว่าจะไม่เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะร่ำร้องขอไปกินไก่อบนอกบ้าน เผอิญได้มีโอกาสดูโทรทัศน์ที่ คุณภัทรา ศิลาอ่อน มาออกรายการทำอาหารและโชว์เมนูไก่อบของร้านเอส แอนด์ พี ออกทีวี แหม…ผู้เขียนถึงกับต้องซ้อนจักรยานพี่เลี้ยงออกจากหมู่บ้านเพื่อไปซื้อสะโพกไก่มาทดลองทำกับข้าวกันเลย ผลลัพธ์ของ “First Attempt” ในการทำอาหารฝรั่งอาจไม่น่าประทับใจนัก เพราะไก่อบเค็มไปสักหน่อย แถมยังได้แผลพองๆ จากน้ำมันกระเด็นเพราะต่อเก้าอี้ยืนทอดไก่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เลิกรักการปรุงอาหารไปได้ แม้ว่าจะทำตามสูตรเป๊ะ แต่ก็ยังออกมาไม่เหมือนเสียทีเดียว จนเมื่อเริ่มมีประสบการณ์ในการปรุงอาหารมากขึ้น ค้นพบว่าการทำไก่อบแบบฝรั่งปนไทยมันแอบมีเคล็ดลับอยู่บ้าง

เคล็ดที่อยากจะนำมา “แชร์” ให้คุณผู้อ่านคือ อย่างแรก ต้องหมักไก่ให้เป็น อย่าไปเน้นรสเค็มนักในการหมักครั้งแรก เรายังมีเวลาปรุงรสเนื้อไก่อีกมากในขั้นตอนของการตุ๋นหลังจากการทอด หมักพอให้ได้กลิ่นหอมๆ เพราะการหมักเสียเค็มจะทำให้เนื้อไก่กระด้างจากน้ำที่สูญเสียออกมา ซอสปรุงรสและซอสวูสเตอร์เป็นเครื่องหมักที่ดีที่จะช่วยให้ไก่อบหอมอร่อยขึ้น ใครชอบซอสปรุงรสยี่ห้อไหน เลือกที่ตัวเองชอบมาเลย แต่บอกไว้นิดว่าซอสถั่วเหลืองปรุงรสยี่ห้อฝรั่งจะทำสูตรนี้ได้อร่อยกว่าซอสปรุงรสแบบไทยๆ เพราะกลิ่นที่หอมกำลังดีไม่รุนแรงจนเกินไป หมักข้ามคืนไว้จะเวิร์กที่สุด ถ้าไม่มีเวลาอาจจะหมักไว้สัก 2 ชั่วโมงแล้วเพิ่มเครื่องปรุงการหมักไปจากสูตรอีกเล็กน้อยจะพอช่วยได้

 

ถัดมาคือการทอดไก่ สำคัญมากๆ ไก่อบจะอร่อยขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ และจะว่าไปยากที่สุดและอันตรายที่สุดก็ขั้นตอนนี้เช่นกัน อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าพองเป็นพอง ขั้นแรก ต้องรอให้ไก่คลายความเย็นให้มากที่สุด ถ้าไก่เย็นเจี๊ยบๆ ทอด จะทำให้ทอดได้ไม่สวย เพราะน้ำมันจะเสียอุณหภูมิไปมาก นอกจากกระทะเราจะใหญ่และไฟเราจะแรงมากๆ ซับไก่ให้แห้งๆ เพื่อป้องกันน้ำมันกระเด็น แต่อย่างไรเสียก็กระเด็นอยู่ดี จึงต้องระวังให้มาก ทอดทีละด้านอย่ากลับไปมา เพราะหนังถลอกก็จะไม่สวยอีก การทอดหรือจี่ไก่ให้อร่อย ควรทอดให้เหลืองสม่ำเสมอกันตลอดทั้งชิ้น แบบนี้ไก่อบจะอร่อยที่สุด ถ้าใครชอบรสชาติเข้มข้น สีไก่อบเข้มๆ ต้องทอดให้เกินคำว่าเหลืองไปจนถึงเหลืองทองหรือเหลืองน้ำตาล ไก่อบถึงจะดูน่ากิน ที่สำคัญอย่าใช้ตะหลิวด้ามเดียว ต้องมีคู่ใจสัก 2 ข้างถึงจะได้กลับไก่ได้สวยไม่เละเทะและน้ำมันไม่กระเด็นรุนแรง ใช้น้ำมันทอดจะสีเหลืองสวยได้ง่ายกว่าเนย แต่ก็ไม่ได้รสชาติที่อร่อยเท่ากัน

อีกข้อที่จะช่วยให้การปรุงไก่อบอร่อยเด็ดขึ้นคือขั้นตอนของการจี่หัวหอม เพราะหัวหอมต้มในน้ำซุปมันช่วยเรื่องความหวานอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ความหอมฟุ้งในน้ำเกรวี่ของเรา ต้องอาศัยการทอดให้หัวหอมให้เหลืองสักหน่อยจึงได้กลิ่นหอมๆ มาอยู่ในไก่อบของเรา

สุดท้ายคือการเรียงไก่ในหม้อและปริมาณน้ำที่เติมลงไปต้องสมดุลกัน น้ำท่วมเจิ่งนองมากไปจะทำให้ไก่อบของเราเจือจางไม่อร่อย ถ้าน้อยไปก็ไม่เข้าเนื้อ การเปื่อยนุ่มไม่สม่ำเสมอกัน เมื่อไก่เปื่อยดีแล้วค่อยเอาแป้งละลายน้ำเติมลงไปเคี่ยวให้ข้น เท่านี้ก็ได้ไก่อบมารับประทานพร้อมกับข้าวคู่กับมะกะโรนี หรือเสิร์ฟกับสลัดแล้ว

 

ไก่อบสลัดผักพร้อมมะกะโรนี

น่องติดสะโพก 6 ชิ้น

ซอสปรุงรสแม็กกี้ 2 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

ซอสไก่งวงหรือวูสเตอร์ซอส 6 เหยาะ

พริกไทยขาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

• หมักส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แช่เย็นในตู้เย็นไว้ 1 คืน

• รุ่งขึ้นนำมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้อง สะเด็ดน้ำให้หมาดและเก็บน้ำหมักไว้

ส่วนผสมไก่อบ

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่ ปอกเปลือกผ่าครึ่ง 4 หัว

ใบกระวาน 4 ใบ

ซอสปรุงรส 1/4 ถ้วย

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

พริกไทยขาว 1/4 ช้อนชา

น้ำซุป 4 ถ้วย

แป้งข้าวโพดละลายน้ำ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

• ตั้งกระทะให้ร้อน เติมเนยจืดลงไป รอให้ร้อนจัด

• คลุกแป้งสาลีกับไก่เพื่อซับน้ำให้แห้ง จากนั้นจี่ไก่ให้เหลืองโดยนำด้านหนังลงไปจี่ก่อน ตักขึ้นมาพักไว้

• ผัดหอมใหญ่ให้เหลืองสวยทีละด้านเพื่อให้รูปร่างของผักยังคงรูปร่างสวยงามไว้ เติมซอสปรุงรสและใบกระวานลงไป ชิมรสให้เข้มข้นดีแล้วเติมไก่กลับลงไป แล้วเร่งไฟแล้วเติมน้ำซุปให้พอท่วม เคี่ยวที่ไฟอ่อนประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง หรือสังเกตว่าเนื้อไก่เปื่อยและเริ่มเห็นส่วนข้อที่ร่นขึ้น

• ตักไก่ขึ้นมาพักไว้ในถาด น้ำซอสในหม้อเติมแป้งข้าวโพดละลาย รอให้เดือดข้นขึ้นตามต้องการ

• ใส่ไก่กลับลงไปเคี่ยวให้เดือดอีกครั้ง

• เสิร์ฟกับมะกะโรนีต้มสุกและสลัดผัก