นิมิตร อร่อยเหมือนฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 มี.ค. 2561 เวลา 16:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/545032

นิมิตร อร่อยเหมือนฝัน

เรื่อง พาแลง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

บนชั้น 27 ของโรงแรม 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ (137 Pillars Suites & Residences Bangkok) โรงแรมสุดหรูสัญชาติไทยใจกลางสุขุมวิท 39 ที่นอกจากจะโดดเด่นที่ได้เห็นวิวจากตึกสูงแล้ว ความประทับใจที่เกิดขึ้นที่ห้องอาหารนิมิตร ห้องอาหารแบบไฟน์ไดนิ่งสไตล์เอเชียหนึ่งเดียวของที่นี่ ด้วยจากความตั้งใจและต้องการนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารในบรรยากาศสุดพิเศษผ่านอาหารแต่ละจานที่เต็มไปด้วยความใส่ใจ ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต่างจากงานศิลปะชั้นเลิศบนจานอาหาร

ความพิถีพิถันสะท้อนออกมาตั้งแต่การตกแต่งที่ได้นักออกแบบชาวเบลเยียมมาออกแบบให้ โดยนิมิตรเลือกใช้โทนสีน้ำเงินให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฝัน ขณะเดียวกันก็ใช้สีทองและลวดลายต่างๆ แบบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของหน้าต่าง การเลือกใช้ผ้าบุเก้าอี้ เพิ่มความหรูหราและอบอุ่นในคราวเดียว โต๊ะและเก้าอี้ถูกสร้างมาเพื่อร้านนี้โดยเฉพาะ และด้วยความที่อยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ทำให้ห้องอาหารนี้ออกแบบให้เพดานสูงดับเบิ้ลวอลลุ่ม ติดกระจกเพื่อรับแสงธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ใช้ลูกเล่นของหลอดไฟเพิ่มบรรยากาศและสีสันเมื่อตะวันลับไปแล้ว

ดื่มด่ำกับบรรยากาศของห้องอาหารและชุ่มฉ่ำกับทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ไปแล้ว เชฟนานัง ปราเสตะยา อดิตามา จากอินโดนีเซีย ก็พร้อมนำเสนอประสบการณ์รับประทานอาหารสุดพิเศษ ที่มีลูกผสมของเอเชียในสไตล์นุ่มนวล Cutting Edge Oriental Gastronomy ซึ่งเป็นศาสตร์การทำอาหารโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่และโบราณเข้าด้วยกัน รวมถึงการรับอิทธิพลของอาหารยุโรปและเอเชีย ไม่จำกัดว่าเป็นชาติใดชาติหนึ่ง นำมาครีเอทเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์และรสชาติซับซ้อน โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเป็นหลัก ซึ่งเราสามารถเห็นบรรยากาศการทำอาหารในครัวได้ เพราะจะทำเป็นครัวเปิดส่วนหนึ่ง

เมนูอาหารของนิมิตรจะมีให้เลือกทั้งที่เป็น a la carte และ tasting menu เมื่อเลือกมุมส่วนตัวภายในห้องอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มลองชิมอาหารที่จัดเสิร์ฟได้เลย เชฟนานัง เริ่มต้นกับจาน Pork Pozole ชื่อเมนูอาจจะทำให้นึกว่า นี่คือหมูตุ๋นในอาหารเม็กซิกัน แต่เชฟนำเสนอจานนี้พร้อมสลัดสไตล์กัมพูชา ที่นำมะม่วง อโวคาโด น้ำพริก ข้าวโพด ถั่ว มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน เสิร์ฟพร้อมกับซัลซ่า ปิดท้ายด้วยเลมอนโฟม รสสัมผัสของจานนี้จะได้ทั้งความเผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เรียกน้ำย่อยสำหรับจานต่อไปได้ดี

ถัดมาเป็นโปรตีนที่เห็นแล้วใครบ้างไม่อยากกิน Atlantic salmon ที่นำปลาแซลมอนมาทำให้สุกช้าๆ ด้วยวิธีซูส์-วีด ด้วยอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นก็นำมาเซียร์ในกระทะให้หนังกรอบ ทำให้ได้ปลาที่เนื้อนุ่มหนังกรอบ เสิร์ฟกับสตูผักราตาตุย (Ratatouille) ที่รวมมิตรผักและซอสมะเขือเทศต้นฉบับจากฝรั่งเศส แต่ทางร้านปรุงด้วยเครื่องเทศแบบเอเชียเพิ่มความเผ็ด ขณะที่ซอสใช้น้ำพริกแกงเขียวหวานเบอร์บล็อง ที่จากเดิมเป็นซอสเนยขาวแบบฝรั่งเศส อาหารจานนี้จึงหลากหลายด้วยรสชาติ

ที่ขาดไม่ได้ต้องยกให้ Lamb tandori เป็นเมนูรสเลิศของอินเดียเป็นแรงบันดาลใจ โดยใช้แกะอินทรีที่นำเข้าจากนิวซีแลนด์มาทำให้สุกปานกลางแบบทันดูรีก็จะได้รสนุ่มเนื้อจากข้างใน เสิร์ฟพร้อมกับถั่วแระญี่ปุ่น ซอสมัสซาลา ที่ขาดไม่ได้ก็คือแป้งนาน ที่ทำให้เหมือนราวีโอลีสอดไส้ด้วยริคอตต้าชีสและโยเกิร์ต เป็นการผสมผสานเมนูหลายสัญชาติแต่ให้รสเอเชียที่คุ้นลิ้น ปิดท้ายด้วยของหวาน Rosella Panna Cotta ของหวานอิตาลีที่มาพร้อมเมอแรงกุหลาบ ลิ้นจี่ ซอสกระเจี๊ยบแดง และมาสคาโปเนไอศกรีม รสเปรี้ยวตัดหวานเข้ากันได้ดีมาก

ห้องอาหารนิมิตร อยู่บนชั้น 27 โรงแรม 137 พิลลาร์ส สวีท แอนด์ เรสซิเดนซ์ ถนนสุขุมวิท 39 เดินทางสะดวกได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า สถานีพร้อมพงษ์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. โทร.02-079-7155 เฟซบุ๊ก : NimitrBKK เว็บไซต์http://137pillarsbangkok.com/en/dining/nimitr

Ishikawa น่าไปมาก 12

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 12:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544809

Ishikawa น่าไปมาก 12

อาหารเช้าของโรงแรม Nikko Kanazawa อุดมสมบูรณ์เสียจนอยากมีเวลาละเลียดนานกว่านี้ เสียดายที่เช้านี้มีตารางการเที่ยวชมหลายแห่งเลยกินได้แค่พออิ่ม เราออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแรก ตลาด Omicho ตลาดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองคานะซาวะมาร่วม 300 ปี ทุกครั้งที่มาก็ต้องแวะหาซูชิกิน รอบนี้เนื่องจากจัดอาหารเช้าแบบเต็มกระเพาะมาแล้วเลยได้แค่เดินชม การมาตลาดยามเช้าได้เห็นอะไรหลายสิ่งที่ไม่มีโอกาสเห็นในยามกลางวัน โดยเฉพาะการส่งอาหารทะเลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ร้านส่วนใหญ่ในตลาดจะมีลูกค้าที่เป็นร้านอาหารหรือโรงแรมและเรียวกัง ซึ่งจะจัดส่งกันตั้งแต่เช้า ที่ญี่ปุ่นนี่ระบบไว้วางใจสำคัญมาก ร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีร้านขายส่งประจำ

แน่นอนว่าในระยะแรกที่ทำธุรกิจกันก็ต้องมาเลือกหาด้วยตัวเอง แต่พอค้าขายจนเชื่อใจก็ไม่ต้องมาดูกันบ่อย เพราะรู้ความต้องการกันดีอยู่แล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์ของคู่ค้าจึงแน่นแฟ้นและสำคัญมาก ในระหว่างที่จัดของส่งลูกค้า หน้าร้านก็จัดของลงด้วยพร้อมๆ กัน เพราะมีพ่อครัวส่วนหนึ่งที่ชอบมาเลือกของด้วยตัวเองยามเช้า เรามีโอกาสเห็นบรรยากาศแบบนี้เฉพาะตอนเช้าเท่านั้น ตลาดเดียวกันแต่คนละฤดูกาลก็มีของแตกต่างไป

รอบที่แล้วผมมาเดือน พ.ค. มีแต่ปลากับกุ้ง รอบนี้เห็นมีปูแทบทุกมุมของตลาด นี่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของอาหารญี่ปุ่นที่วัตถุดิบในแต่ละฤดูกาลมีความต่างกันชัดเจน ทำให้อาหารบางชนิดเป็นของหายาก ต้องมากินในฤดูกาลเท่านั้น วันนี้แทบทุกแผงมีปูตัวเมีย หรือ Kobako ขายถูกบ้างแพงบ้างคละเคล้ากันไป และที่ขาดไม่ได้คือ ปู Kanou ที่ลดรูปลดเสียงมาจาก Crab from Kaga and Noto นั่นเอง ปูชนิดนี้สังเกตได้ง่ายคือมีแทคสีฟ้าติดอยู่ที่ก้าม จริงๆ แล้วมันก็คือปู Suwai ที่เรากินตามร้านปูชื่อดังอย่าง Kanidoraku หรือ Kaniya นั่นแหละครับ เพียงแต่ผ่านการสร้างแบรนด์ที่เหมาะสมกลายเป็นปูขึ้นชื่อและมีคนยอมซื้อในราคาสูง ทีนี้ปูถูกปูแพงมันหน้าตาคล้ายๆ กัน ก็เลยต้องสร้างความแตกต่างด้วยการผูกแทคสีฟ้า เพื่อแยกของคัดแล้วกับของยังไม่คัดออกจากกันนั่นเอง

หลังชมตลาดก็ไปเที่ยวปราสาท Kana zawa กันต่อ อันที่จริงต้องเรียกว่าไปสวนของปราสาทมากกว่า เพราะไม่มีตัวปราสาทให้เห็นอันเนื่องมาจากปราสาทตัวจริงถูกฟ้าผ่าจนเกิดไฟไหม้ไปตั้งแต่ยุคเอโดะ สร้างใหม่ในภายหลังก็ยังโดนไฟไหม้ซ้ำ เพราะยุคนั้นการดับเพลิงอาคารสูงเป็นเรื่องยากลำบาก น้ำในคูก็อยู่ไกล เรื่องไฟไหม้ปราสาทจึงดูเป็นปกติวิสัยในทรรศนะของผม จนถึงยุคปัจจุบันจึงมีความคิดที่จะสร้างขึ้นใหม่เพราะเทคโนโลยีป้องกันอัคคีภัยดีขึ้นมากแล้ว ทางเมืองคานะซาวะจึงค่อยๆ สร้างทีละส่วนทีละตอน เพราะถึงแม้ปราสาทจะขาดความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ของการปกครองแล้วก็ตาม

แต่ในแง่การท่องเที่ยว ปราสาทยังคงเป็นจุดขายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะปราสาทที่ตั้งอยู่บนเนินสามารถมองเห็นวิวเมืองได้ชัดเหมือนอย่างที่นี่ สิ่งก่อสร้างที่แล้วเสร็จก็มีประตูทางเข้าปราสาททั้งสามแห่ง คือ Ishikawa-mon Hashizume-mon และ Kahoku-mon รวมทั้งกำแพงปราสาทด้านต่างๆ ด้วย จุดเด่นอย่างหนึ่งของช่างฝีมือญี่ปุ่นคือการเก็บรักษาพิมพ์เขียวหรือแบบแปลนปราสาท รวมทั้งการขุดค้นและค้นคว้าหลักฐานของปราสาทอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อนำปราสาทที่ถูกต้องตามจริงกลับมาให้คนรุ่นหลังได้เห็นอีกครั้ง

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Gyokusen’inmaru หรือสวนส่วนตัวของท่านเจ้าเมือง ถ้าพูดถึงสวนแล้วคนที่มาจังหวัดอิชิกาวะคงต้องไม่พลาดการเข้าชมสวน Kenroku ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นแน่ แต่สวน Gyokusen นี้ตั้งภายในเขตปราสาทคานะซาวะ ได้ถูกทิ้งร้างมานาน เพิ่งได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี ค.ศ. 2013 หลังทำการศึกษาหารายละเอียดนานถึง 5 ปี และเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2015 นี่เอง ในสวนแห่งนี้มีอาคาร Gyokusen’an Rest House สำหรับนั่งจิบชากินขนมชมวิวสวน ทำตัวประดุจท่านเจ้าเมืองไว้คอยบริการด้วย รอบนี้ผมจึงมีโอกาสทำตัวเป็นเจ้าเมืองเสพความสุนทรีย์ทางปากและทางตาอย่างมีความสุข ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าการนั่งดื่มชาชมสวนมันจะผ่อนคลายได้มากขนาดนี้ ใครมีโอกาสมาเที่ยวคานะซาวะลองหาโอกาสมาชมกันครับ นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยมากเหมือนสวนฝั่งตรงข้าม ความสงบยังได้อยู่

จากสวนเราไปต่อกันที่ย่านบ้านซามูไรเก่า Nagamachi-Bukeyashiki ที่ล้อมรอบด้วยคลองสองสาย อาคารสำคัญในย่านนี้มี 3 แห่ง คือ บ้านของโนมูระ บ้านของอาชิงารุ และบ้านของทะคาดะ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะไปชมบ้านของโนมุระกันเพราะมีชื่อเสียงมากที่สุดอันเนื่องมาจากสวนที่อยู่ภายในบ้านที่ได้รับความชื่นชมระดับ 2 ดาวของมิชลินเล่มเขียว เป็นสวนญี่ปุ่นที่เน้นการจัดระดับความใกล้ไกลและลึกตื้นภายในพื้นที่จำกัดให้ดูกว้าง ตัวบ้านของโนมูระที่เราเข้าชมนั้นไม่ใช่หลังออริจินัลเพราะถูกเผาไปแล้ว หลังนี้ ไปยกจากเมืองอื่นมาวางไว้ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับแปลนเดิม ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ไม่บอกก็ไม่มีทางทราบเพราะกลมกลืนไร้ร่องรอย แต่หลังที่ผมชอบกลับเป็นบ้านของ Takada ที่ไม่ได้เป็นซามูไรระดับสูงมาก ตัวบ้านหลักโดนเผาทำลายไปในช่วงซามูไรตกอับ แต่อาคารข้างเคียงและประตูหน้าบ้านยังหลงเหลือให้ชม ด้านในมีข้อมูลเกี่ยวกับซามูไรวิถีให้อ่านได้ความรู้ดี แนะนำว่าถ้ามาเที่ยวแถวนี้ให้มาที่นี่ด้วย จะได้เติมเต็มข้อมูลของชนชั้นซามูไรให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ

จุดสุดท้ายในช่วงเช้าคือที่ที่อยากมาชมนานแล้วคือ 21st Century Museum of Contemporary Art ที่สุดยอดมากๆ สมกับที่อดีตเจ้าเมืองมาเอดะต้องการให้แคว้นคางะเป็นศูนย์รวมด้านศิลปวัฒนธรรมในยุคเอโดะ คนรุ่นหลังจึงสืบทอดแนวคิดแล้วบิดออกมาเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ และหนึ่งในตัวชี้วัดคือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง

เริ่มตั้งแต่ตัวอาคารออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง Kazuyo Saejima และ Ryue Nishizawa ผู้ก่อตั้งบริษัท SANAA ที่ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย รวมทั้ง Pritzker Prize ที่เปรียบเสมือนตุ๊กตาทองของวงการสถาปนิกด้วย งานที่มีชื่อเสียงที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ Swimming Pool ของ Leandro Erlich ที่สร้างมุมมองของคนบนสระและใต้สระได้อย่างมีนัย อีกตัวที่ชอบคือ Blue Planet Sky ห้องเปล่าที่เจาะช่องแสงด้านบนให้ท้องฟ้าเป็นงานศิลปะที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา รวมทั้งแสงที่ตกกระทบผนังก็เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน คูลมากๆ เลยครับ

ตามออเจ้าไปชม วัดไชยวัฒนาราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 09:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544779

ตามออเจ้าไปชม วัดไชยวัฒนาราม

โดย สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

จากกระแสของละครแห่งยุค อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ทำให้ จ.พระนคร ศรีอยุธยา กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อบรรดาออเจ้าสวมชุดไทยตามรอยละครดังมาเยือนยังสถานที่ที่เนื้อหาในละครกล่าวถึง หนึ่งในสถานที่นั้นก็คือ วัดไชยวัฒนาราม จากที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนวันหนึ่งประมาณ 500-1,000 คน มาถึงวันนี้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000 คนทีเดียว

ด้วยความว่าที่ตั้งของวัดไชยวัฒนารามนั้นตั้งอยู่นอกเมือง จึงมักถูกมองข้ามกันไป และด้วยเหตุที่ตั้งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จึงโดนกระแสน้ำหลากเต็มๆ และต้องพบกับปัญหาน้ำท่วมอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็มีการป้องกันโดยการสร้างเขื่อนและวางกระสอบทรายกั้นน้ำไม่ให้โบราณสถานได้รับความเสียหาย

อันที่จริงแล้ววัดไชยวัฒนาราม ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ที่สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาองค์ที่ 24 ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาเจริญรุ่งเรือง สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2137 ในบริเวณนิวาสสถานของพระราชชนนี เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่พระราชมารดา วัดตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งตะวันตกของเกาะเมือง ตรงข้ามกับพระตำหนักสิริยาลัย ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา

เดิมวัดไชยวัฒนาราม มีชื่อว่า “วัดชัยวัฒนาราม” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือกรุงละแวก (พนมเปญในสมัยนั้น) จึงใช้คำว่า “ชัย” ที่หมายถึงชัยชนะ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วัดไชยวัฒนาราม” เพราะคำว่า “ไชย” หมายถึงไชโย เป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และครอบคลุมรวมทั้งหมด รวมถึงชัยชนะด้วย

สำหรับการสร้างวัดนั้น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นกษัตริย์สมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงสร้างปรางค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด เท่ากับเป็นการรื้อฟื้นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นที่นิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด เนื่องจากพระองค์ทรงได้เมืองเขมรมาอยู่ใต้อำนาจ จึงได้นำรูปแบบสถาปัตยกรรมขอมเข้ามาใช้ในการสร้างพระปรางค์ของวัดไชยวัฒนารามนี้ด้วย โดยตั้งใจจำลองแบบมาจากปราสาทนครวัดในประเทศกัมพูชา

พระปรางค์ประธานนั้นมีชื่อว่า “พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุ” ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่มุมฐานมีปรางค์ทิศประจำอยู่ทั้ง 4 ทิศ รอบพระปรางค์ใหญ่ล้อมรอบไปด้วยระเบียงคดที่เดิมนั้นมีหลังคา แต่ปัจจุบันพังทลายลงมาแล้ว ภายในระเบียงคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย สร้างด้วยหินทรายที่เคยลงรักปิดทองจำนวนถึง 120 องค์ เป็นเสมือนกำแพงเขตศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัจจุบันพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยเหล่านั้นไม่มีเศียรแล้ว เหตุเพราะถูกขโมยตัดเศียรไปขาย

ส่วนที่แปลกจากวัดอื่นๆ อีกประการก็คือที่นี่มีใบเสมาที่ทำด้วยหินสีเขียว ซึ่งคล้ายกับหินดินดำแต่มีสีเขียว แกะสลักเป็นลวดลายประจำยาม 4 แฉกเหมือนดอกไม้ นอกจากนี้ยังมีพระอุโบสถที่สร้างอยู่ทางด้านหน้ากำแพงเมรุทิศเมรุรายนอกระเบียงคด ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน ข้างๆ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง และมีปรางค์เจดีย์ขนาดย่อมอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นมาในภายหลัง

ความสำคัญของวัดนี้ นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสวยงามและมีการก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว วัดนี้ยังเป็นที่ฝังศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและกวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย และเจ้าฟ้าสังวาลย์ ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากเจ้าฟ้ากุ้งไปรักกับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระชายาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จนมีเรื่องที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังต่อกันมาว่า เพลาใดที่เป็นคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงอาจจะได้เห็นชายหญิงแต่งเครื่องกษัตริย์มาเดินอยู่ในวัดแห่งนี้

ยังมีเรื่องเล่ากันอีกว่า สมัยก่อนคนมักศึกษาด้านไสยศาสตร์ คาถาอาคม และเมื่อคราวก่อนเสียกรุงครั้งที่ 2 วัดไชยวัฒนารามถูกแปลงเป็นค่ายตั้งรับศึก ทหารที่ต้องออกศึกสงครามก็เป็นห่วงครอบครัว ลูกเมียที่บ้าน เกรงว่าจะเกิดภัยอันตรายจึงได้ใช้คาถาอาคมผนึกบ้านเรือนของตนไว้ พรางตามิให้ข้าศึกศัตรูเห็นได้ ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านในละแวกวัดไชยวัฒนารามก็เคยเห็นทหารใส่ชุดนักรบโบราณปรากฏตัวให้เห็นบ่อยครั้ง บ้างก็ถ่ายรูปที่วัดไชยวัฒนารามแล้วติดรูปหญิงสาวในชุดไทย จนเรื่องเล่าเหล่านี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครเรื่อง “เรือนมยุรา” เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมานานทีเดียว

รวมพื้นที่ที่ใช้สร้างวัดไชยวัฒนารามแล้วประมาณ 160 เมตร ยาว 310 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รับกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามยิ่งวัดหนึ่งของ จ.พระนครศรีอยุธยา ทีเดียว

ยะไข่…จับใจ งดงาม ทุกความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 13:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544690

ยะไข่...จับใจ งดงาม ทุกความทรงจำ

อดีตเมืองหลวงของยะไข่อย่าง “มเราะอู” ทำให้ทีมงานโลก 360 องศา ตกหลุมรักได้ไม่ยาก เพราะทุกแห่งหนเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าค้นหาและภูมิประเทศที่สวยงาม รวมถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน และเพราะการได้พูดคุยสอบถามเรื่องราวต่างๆ ทำให้เราได้รู้ว่า ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของรัฐยะไข่ในปัจจุบันนั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานย้อนไปนับพันๆ ปี โดยอาณาจักรมเราะอูเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ซึ่งก่อนหน้านั้นยังมีอีก 3 ยุค คือ ธัญญวดี (Dhanyawadi) เวสาลี (Vesali) และ เลเมี้ยว (Lemyo)

ในที่สุดพวกเราจึงตัดสินใจเดินทางออกนอกเมืองมเราะอู เพื่อไปค้นหาเรื่องราวหรือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของอาณาจักรโบราณที่ย้อนไปก่อนยุคที่รุ่งเรืองที่สุด และหลังนั่งรถออกมาจากมเราะอูประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็เดินทางถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ว่ากันว่าในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางของยุคเวสาลี แต่ดูเหมือนว่าจะหลงเหลือหลักฐานอยู่น้อยเหลือเกิน

แม้ว่าจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างต่อสิ่งที่ได้พบเห็นซึ่งเป็นเพียงซากปรักหักพังของรูปปั้นโบราณไม่กี่ชิ้น เพราะพวกเราคาดหวังเอาไว้ว่าน่าจะพบสิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจกว่านี้ แต่เมื่อเราเลิกจับจ้องไปที่โบราณสถานและโบราณวัตถุ แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ก็ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่างหากคือความสมหวังในวันนี้

ภาพของผู้หญิงที่เดินเรียงแถวกันมาตักน้ำที่แหล่งเก็บน้ำของหมู่บ้านด้วยภาชนะปากแคบและเทินไว้บนหัว เป็นภาพที่สร้างทั้งรอยยิ้มและความสงสัยมาพร้อมกัน จนสุดท้ายจึงได้คำตอบว่า วัฒนธรรมของคนที่นี่ ผู้ชายจะออกไปทำไร่ไถนา ทำสวนทำไร่ ทำงานนอกบ้าน  ส่วนผู้หญิงก็จะอยู่บ้าน ทำงานบ้าน และการมาตักน้ำในลักษณะนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานบ้านนั่นเอง

นอกจากจะได้เห็นภาพวิถีชีวิตที่งดงามบางส่วนของคนที่นี่แล้ว เรายังได้มีโอกาสเข้าร่วมงานบุญของคนในหมู่บ้านเพราะกำลังมีงานบวชพอดี ภาพของผู้คนที่ต่างช่วยกันหุงหาอาหาร และตระเตรียมงาน คล้ายๆ งานบุญในบ้านเรา แถมเจ้าของงานยังชักชวนให้พวกเราร่วมวงกินข้าวเที่ยงอีกด้วย จากความรู้สึกผิดหวังในแรกเริ่มจึงเติมเต็มด้วยความสมหวังแห่งรอยยิ้มและมิตรไมตรีที่เราได้รับกลับมาอย่างมากมาย

เรากล่าวอำลาเจ้าของานเพื่อเดินทางไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ ที่เล่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในยุคเวสาลี โดยป้ายชื่อหน้าวัดระบุว่าที่นี่คือ “The Great Vesali Image” เรียกชื่อตามคนท้องถิ่นว่า “ซุตาวเปียพญา” ซึ่งแปลว่า สมปรารถนา เหล่าทีมงานจึงชวนกันเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อสมหวัง”

จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังเมืองเจ๊าตอว์ (Kwaytaw) อันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในยุคธัญญวดี และยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญอีกองค์หนึ่งของยะไข่ ซึ่งมีความเก่าแก่นานนับพันปี นั่นคือ “พระมหามุนี”

หากใครที่เคยเดินทางไปมัณฑะเลย์ ก็จะต้องหาโอกาสไปสักการะและปิดทองพระมหาเมียะมุนิ หรือพระมหามัยมุนี ซึ่งเชื่อกันว่าพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจอยู่และทุกเช้าก็จะมีพิธีล้างหน้าแปรงฟัน  โดยพระมหามัยมุนีนั้นอัญเชิญไปจากยะไข่ ความเชื่อที่ว่านั้นก็ยังคงยึดถือกันมา รวมถึงพระมหามุนี ที่เมืองเจ๊าตอว์ ซึ่งเชื่อกันว่าพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจและทุกเช้าก็จะมีพิธีล้างหน้าแปรงฟันเช่นกัน

ทั้งนี้ หากใครต้องการทำบุญปิดทอง พระมหามุนี ก็สามารถจ่ายค่าแผ่นทอง แผ่นละ 1,000 จ๊าด แล้วให้เจ้าหน้าที่นำทองไปปิดที่องค์พระ แต่ครั้งนี้ทีมงานโลก 360 องศา ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้นำทองขึ้นไปปิดยังองค์พระมหามุนีได้ ทุกคนจึงเดินทางออกจากเมืองเจ๊าตอว์ด้วยหัวใจอิ่มเอิบ

จากนั้นพวกเราก็พร้อมมุ่งหน้าสู่ภารกิจสำคัญอีกหนึ่งอย่างนั่นคือ การตามหาสาวงามแห่งยะไข่ซึ่งต้องนั่งรถออกจากมเราะอูมาประมาณ 40 นาที ต่อด้วยการนั่งเรืออีกชั่วโมงครึ่ง และเดินเท้าต่อเพื่อขึ้นเนินเขาไปอีก แต่ทัศนียภาพสองฝั่งน้ำที่สวยงามและสดชื่นระหว่างเดินทาง ก็ทำให้พวกเรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเรือเข้าเทียบท่า

พวกเราชวนกันเดินขึ้นเนินเขาไปเรื่อยๆ มีเด็กๆ ออกมาทักทายและรับขนมที่พวกเรานำมาฝาก และดูเหมือนว่าจำนวนเด็กๆ จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น หลังสอบถามกับผู้ดูแลคณะจึงได้ความว่าชาวบ้านที่นี่มีความเชื่อว่ามีลูกหลานเยอะๆ เป็นเรื่อที่ดีเพราะจะได้ช่วยกันทำงาน และในที่สุดเด็กๆ ก็นำพาพวกเราไปพบกับพวกเธอ สาวงามแห่งยะไข่สมดังตั้งใจ

คุณยายแห่งหมู่บ้านชิน คือ สาวงามแห่งยะไข่ที่พวกเราค้นหา โดยมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ความงามของหญิงสาวชาวชินเลื่องลือไปไกล จนกระทั่งอาจเป็นอันตราย เพราะหากออกไปนอกหมู่บ้านก็อาจจะโดนจับ หรือว่าอาจต้องถูกเรียกตัวให้เข้าไปอยู่ในวัง ดังนั้นวิธีการอำพรางความงามคือการสักหน้า จึงเป็นที่มาของสาวงามแห่งยะไข่ที่งดงามจนต้องอำพรางความงามนั่นเอง

คนที่นี่เล่าว่าเมื่ออายุได้ประมาณ 12 ปี หญิงทุกคนในหมู่บ้าน ก็ต้องถูกจับมาสักหน้า ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม และขั้นตอนการทำ ก็แสนจะเจ็บปวดทรมาน และใช้เวลาถึง 2 วันเป็นอย่างน้อย จากนั้นต้องพักฟื้นอีกนานนับสัปดาห์ แต่ปัจจุบันธรรมเนียมการสักหน้าของหญิงสาวชาวชินได้ถูกยกเลิกไปแล้วเหลือเพียงคุณยายเหล่านี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงมีรอยสักและเรื่องราวไว้เล่าให้ลูกให้หลานฟัง และนอกเหนือจากเรื่องราวของสาวงามแห่งยะไข่แล้ว ที่หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีของขวัญของฝากเป็นผ้าทอฝีมือคุณยายชาวชินให้ซื้อหากลับบ้านในราคาย่อมเยาอีกด้วย

ติดตามความงดงามในอีกหลากหลายองศาของยะไข่ ได้ในรายการโลก 360 องศา ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น. ส่วนแฟนรายการโลก 360 องศา สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel

Faloo Mi อบอวลไปด้วยความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544659

Faloo Mi อบอวลไปด้วยความสุข

โดย รอนแรม ภาพ : Faloo Mi

นอกจากความน่ารักสดใสที่โดดเด่นทะลุจอ เพจเฟซบุ๊ก Faloo Mi (อ่านว่า ฟาลู่มี) ยังทำให้อิจฉาตาร้อนกับความหวานมุ้งมิ้งของคู่รัก “เฟิร์ส”พนัชกร จิรคชาภรณ์ และ “มิกซ์” ศุภการ ศุภมงคล เจ้าของเพจที่รักการเดินทางและชอบถ่ายภาพเก็บเกี่ยวความทรงจำ

เฟิร์สรับหน้าที่บอกเล่าที่มาที่ไปของเพจฟาลู่มีว่า ความหมายของชื่อเพจมาจากชื่อเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอและมิกซ์ คือF1stfaloo และ Mixrinho ย่อรวมตัวกันเป็นFaloo Mi

เมื่ออ่านพ้องเสียงแล้วจะเหมือนกับคำว่าFollow Me ซึ่งแปลว่า “ตามเรามาสิ” เหมือนกับทั้งคู่ชวนเชิญให้ลูกเพจเดินทางตาม

“เพจนี้เกิดจากที่เราสองคนชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูปสวยๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งปกติเราก็จะแชร์รูปที่เราถ่ายลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัวทั้งเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม แต่เราไม่สามารถเล่าเรื่องราวได้มากกว่าแคปชั่นเก๋ๆ ใต้ภาพ เราเลยทำเพจเพื่อแบ่งปันเรื่องราวภาพถ่ายในมุมมองแบบของเราให้เพื่อนๆ ได้มีความสุขไปกับเราด้วย”

เธอเล่าต่อว่า สไตล์การท่องเที่ยวของเธอและคู่หูจะเน้นไปที่ธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าดิบชื้นบนยอดเขา และโลกใต้ท้องทะเลลึกไปตามหาบ้านปลาการ์ตูน ทำให้สไตล์ของเพจสะท้อนตัวตนของทั้งคู่ การถ่ายทอดภาพและเรื่องราวจึงต้องเป็นธรรมชาติและเป็นความจริงที่สุด

“พวกเราถ่ายสิ่งที่เห็นแล้วชอบ และเราชอบภาพที่สวยและดูจริง ไม่ใช่มาทำภาพให้สวยมากแต่พอตามไปดูแล้วไม่เหมือนของที่เห็น ส่วนการเขียน นอกจากจะบรรยายความสวยงามของสถานที่ที่ได้ไปแล้ว เราจะแนะนำการเตรียมตัวเมื่อไปถึงที่นั่นด้วย เวลาเพื่อนๆไปจะได้พร้อมทั้งชุด ทั้งพร็อพ ทั้งมุมถ่ายรูป และไปให้ถูกที่ถูกเวลา”

เฟิร์สกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเธอจริงใจกับสิ่งที่อยากนำเสนอ และเล่าทุกอย่างที่เจอด้วยความจริงแล้ว ก็คงไม่มีเทคนิคอะไรที่ดีไปกว่านี้อีก เพราะทั้งหมดเป็นสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด

“ตอนนี้เราอยากให้ลูกเพจได้เห็นบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขของการเดินทาง จนต้องแท็กเพื่อน อ้อนแฟนให้ออกเดินทางตอนนี้เลย ส่วนเราในฐานะของแอดมิน เราก็อยากรู้ว่าอีกสิบปีข้างหน้ากลับมาดูเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมาแล้วเราจะรู้สึกยังไง”

ติดตามการเดินทางและฟอลโลว์เธอและเขาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Faloo Mi ไม่แน่คุณอาจจะไม่อยากเดินทางคนเดียวอีกต่อไป

ปูดองไข่เยิ้ม ราคาเบาๆ ที่ ‘ยกทะเลซีฟู้ด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544651

ปูดองไข่เยิ้ม ราคาเบาๆ ที่ ‘ยกทะเลซีฟู้ด’

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

อาหารทะเลอร่อยไม่ได้อยู่ริมหาดเสมอไป ลองขับรถเข้าเมืองอีกหน่อย อาจจะเจอของดีราคาไม่แรงซ่อนอยู่

เป็นเด็กเมืองชล แต่ทำงานกรุงเทพฯไม่ค่อยรู้จักร้านอาหารในชลบุรีมากนัก บังเอิญพี่ชายบอกว่ามีร้านหนึ่งน่าลองมาก เลยได้พาครอบครัวไปชิมในช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2018 นี่เอง

และแล้วก็มาถึงร้าน “ยกทะเลซีฟู้ด” แถวอ่างศิลา ถนนมิตรสัมพันธ์ จ.ชลบุรี ไม่ได้ติดทะเล บรรยากาศร้านกว้างขวางมี 2 โซน ทั้งเอาต์ดอร์ และห้องแอร์ แล้วแต่สะดวกมีข้าวเกรียบพริกเผาเป็นออร์เดิร์ฟเสิร์ฟฟรี

 

เริ่มต้นแนะนำเมนูยอดฮิต โดยฮอตที่สุดของร้านต้องยกให้ “ยำปูไข่ดอง” พอพนักงานเสิร์ฟยกมาที่โต๊ะ ถึงกับอุทาน แม่เจ้า!ไข่ปูเต็มกระดองและเยิ้มมาก หมดข้าวไป 1 จานกับกระดองปู 1 ฝา เอาคลุกข้าวกิน ฟินเฟ่อร์… ยำปูไข่ดอง สนนราคา 250 บาท สำหรับ 8 ตัว/โล และ 450 บาท สำหรับ 5 ตัว/โล

หมึกไข่นึ่งมะนาว มาในชามรูปปลาจุดไฟเดือดปุดๆ โดยหมึกไข่นี้ มันช่างไข่จริงๆ ไข่หมึกหนาแน่นไม่รู้ใช้เทคนิคการเลือกแบบไหน ถึงได้มีไข่หมึกติดแน่นไปทุกวงของเจ้าหมึก รสชาติแซ่บตามฉบับนึ่งมะนาว สนนราคา 380 บาท

ยำสามไข่ ไม่ใช่เป็นไข่เจียว ไข่ต้มไข่ดาวนะ แต่เมนูนี้ไอเดียบรรเจิดด้วยการนำ ไข่ปู ไข่ปลาเรียวเซียว และไข่แมงดา ผนึกคนละยำมาในยำเดียวมีเส้นมะม่วงสับมาเพิ่มเทกซ์เจอร์ โรยด้วยใบสะระแหน่สร้างกลิ่นหอมเย้ายวน เมนูนี้ 200 บาท

 

ออส่วนกระทะร้อน โดนของเผ็ดจัดจ้านมาเยอะ เลือกสั่งเมนูอ่อนๆ บ้างอย่างออส่วนนี่แหละ คุณภาพหอยนางรมสดดีถึงตัวกะทัดรัดแต่มีเป็นจำนวนมาก แป้งพอดีๆมีผักชีโรยหน้า กินไปก็หวั่นคอเลสเตอรอลพุ่งไป สุดท้ายก็หมด สนนราคาสบาย 180 บาท

กุ้งอบวุ้นเส้นเอาใจหลานๆ ด้วยเมนูยอดนิยม กุ้งตัวใหญ่ใช้ได้ มีหมูสามชั้นด้วยแต่ถูกใจวุ้นเส้นมากกว่า ที่ซีอิ๊วซอสหรืออะไรก็ตามเข้าถึงเนื้อวุ้นเส้นมากๆ จนลืมตัวแย่งหลานกินเกือบหมด แม้หม้อกุ้งอบวุ้นเส้นจะมีร่องรอยผ่านมรสุมมาเยอะก็ไม่ได้ติดใจอะไร ราคา 160 บาท ขำๆ จัดไป 2 หม้อ

 

ข้าวผัดยกทะเล กลมกล่อมดี ที่สำคัญทะเลมาเป็นตัวเป็นชิ้นเป็นอัน หมึกเป็นหมึก กุ้งเป็นกุ้ง ไม่ได้เป็นวิญญาณกุ้งหอยปูปลาให้หลอนกันอย่างแน่นอน ขอบอกว่าเมนูนี้ถูกใจคุณหลานอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ยังเรียกร้องอยากกินข้าวผัดยกทะเลอยู่เลย จำราคาไม่ได้ ขอประทานอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

สรุปว่าจากการไปชิมมาด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นร้านอาหารทะเลคุณภาพแห่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่อยู่นอกถนนหลัก ทำให้คนไม่หนาแน่นมาก ซึ่งก็ถือว่าดีสำหรับตัวเองที่ไม่ต้องเข้าคิวรอ ของสด รสชาติแซ่บถูกปากหลายเมนู

 

สนใจไปลองกันได้ที่ร้านยกทะเล ซีฟู้ดจ.ชลบุรี แผนที่เส้นทางแนะให้ลองเสิร์ชเฟซบุ๊กเพจยกทะเลซีฟู้ด ก็ได้ หรือโทรศัพท์ไปที่เบอร์ 09-5907-9994

ชมแพร่ ‘แม่ยม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544648

ชมแพร่ ‘แม่ยม’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

หมอกบางและแดดจางในยามเช้าของ “อุทยานแห่งชาติแม่ยม” คือภาพจำที่ยังคมชัด ในขณะที่แดดกรุงเทพฯ จะแรงแสบตา จนแทบไม่อยากเชื่อว่ายังมีความหนาวหลงเหลืออยู่สักที่ในยามนี้

อุทยานแห่งชาติแม่ยม อ.สอง จ.แพร่ มีพื้นที่ประมาณ 2.8 แสนไร่ เป็นป่าต้นน้ำแม่ยมอันเป็นที่มาของชื่อ และเป็นแหล่งป่าสักทองที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของเมืองไทย

เพราะมีความสมบูรณ์และยังถูกรักษาไว้ในเขตอุทยาน แต่ชื่ออุทยานแห่งชาติแม่ยมกลับไม่เป็นที่รู้จัก แม้คนแพร่เองยังไม่รู้ แต่กลับคุ้นกันดีในชื่อ “แก่งเสือเต้น”

ด้วยลักษณะของพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ ถูกล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ช่วงนี้จะได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดนำอากาศหนาวและแห้งแล้งจากประเทศจีนมาปกคลุม บวกกับป่าสมบูรณ์ และสายน้ำจากแก่งเสือเต้น ทำให้ฤดูร้อนที่นี่ไม่ร้อนจัดแต่มีความชื้นปะปน โดยในยามเช้าตอนที่อากาศเย็นพบปะกับไอแดดแรก จะทำให้เกิดหมอกจางและไอน้ำวนเวียนอยู่รอบตัว อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยในเดือน เม.ย. 33 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส

นักท่องเที่ยวแช่น้ำเย็นในแก่งเสือเต้น

 ก่อนที่จะนำไปสู่ไฮไลต์ ขออนุญาตพาไปทัวร์รอบอุทยาน ประเดิมที่แรก ณ ดินแดนมหัศจรรย์ที่ชื่อว่า “หล่มด้ง” ลักษณะเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติ เกิดจากปรากฏการณ์แผ่นดินยุบบนยอดเขาสูง (หล่ม หมายถึงแหล่งที่มีน้ำขังตลอดปี ด้ง หมายถึง กระด้งฝัดข้าว กลมเหมือนกระด้ง) มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร มีความลึกประมาณ 2.5 เมตร และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 450 เมตร กลายเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าในบริเวณนั้น เช่น เก้ง หมูป่า นก และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกเสือขนาดเล็ก ซึ่งจัดเป็นแมวป่าขนาดกลางที่หาพบได้ยาก

หล่มด้งยังมีพืชน้ำชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนำมาทอดกินคือ ผำ หรือไข่น้ำ แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับ 2.7 ลึก 7 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2559 ทำให้ผำถูกรุกรานจากพืชอื่นจนเหลือน้อยและชาวบ้านก็ไม่เข้ามาตักไปทำอาหาร นอกจากนี้ในฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวมานอนกางเต็นท์ใต้ต้นตะแบกใกล้หล่มด้ง

พอพูดถึงต้นตะแบก เจ้าหน้าที่ได้ชี้เป้าไปในป่า ตรงนั้นดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนทางเข้า แต่ความรกของใบหญ้าทำให้ต้องอาสาขอแรงเจ้าหน้าที่นำพาเข้าไประหว่างทางผ่านป่าไผ่และป่าเบญจพรรณสีน้ำตาลเข้มสลับกับต้นไม้ใหญ่ ที่แหงนคอยังไงก็มองไม่เห็นปลายยอดไม้ และในขณะที่กำลังมองนกร้องก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่เรียกชื่อใครบางคน

“สมพงอายุร้อยปี” ปลายนิ้วชี้ชี้ไปที่ต้นไม้ยักษ์ รากใหญ่ตั้งตระหง่านบนดิน ขนาดลำต้น 20 คนโอบก็ยังไม่มิด เรียกได้ว่านี่คือบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตของป่าผืนนี้ชื่อที่เจ้าหน้าที่เรียกไม่ใช่ใคร แต่เป็นชื่อของคุณปู่ต้นไม้ที่ยังยืนต้นแข็งแรงให้ร่มเงาแก่ป่าและเป็นที่พึ่งพาของสรรพสัตว์

หมอกบางๆ หลังที่พักอุทยาน

ต้นสมพงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มากสูงประมาณ 20-40 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนเป็นพูพอนขนาดใหญ่ อาจสูงถึง 2 เมตรเนื้อไม้มีสีขาว หากถูกอากาศนานๆ จะมีสีเหลือง และเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เจริญเติบโตเร็ว จึงยิ่งใหญ่กว่าใครในป่าดงดิบทางภาคเหนือ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เดินต่อ มุดกิ่งไผ่ผ่านกิ่งไม้ เหยียบใบแห้งที่ร่วงโรยจนเป็นเสียงแกร๊บๆ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน จนผ่านป่ารกทะลุออกไปยังป่าโล่งที่ตั้งของ “ดงตะแบก”

ตะแบกเป็นไม้ต้นสูงประมาณ 30-50 เมตร ลำต้นมีสีขาวหม่น เปลือกสีน้ำตาล ออกดอกสีม่วงขาวช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. พบเห็นทั่วไปในป่าเบญจพรรณ โดยในไทยพบ 5 สกุล 30 ชนิด ซึ่งในป่าแห่งนี้พบตะแบกขึ้นอยู่ทั่วไป แต่ที่พอจะรวมกลุ่มเป็นดงได้ก็ที่จุดนี้

ถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม้ตะแบกลำต้นสูงตระหง่านตรงเหมือนไม้บรรทัดไม่มีคนแย่งตัดไปทำเฟอร์นิเจอร์ ได้ความมาว่าเพราะมันไม่ใช่ไม้เนื้อแข็งอย่างสักหรือตะเคียน จึงไม่มีออร์เดอร์ และมีโอกาสโตสูงใหญ่ค้ำป่ากลายเป็นผู้หญิงผิวนวลขาวผ่องไม่มีใครกล้าแตะต้อง แค่ชมความงาม

จากดงตะแบกอีกไม่นานก็ถึงทางออก ก่อนจากพี่เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปชม “ผาอิงหมอก”ที่แม้จะไม่มีหมอกแต่ก็อยากให้ไปดู โดยจุดชมวิวผาอิงหมอกนี้เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกในอุทยานแห่งชาติแม่ยม ซึ่งในฤดูฝนและหนาวทุกเช้าจะมีทะเลหมอกลอยใกล้เหมือนได้แอบอิงแนบชิดเหมือนกับชื่อ

ความเขียวอุ่มของธรรมชาติ

บริเวณนี้จะเห็นว่าเป็นเนินดินแดงเหมือนไซต์ก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากแต่เดิมเป็นเหมืองแร่แบไรต์เก่า แต่หยุดสัมปทานไปเพื่อจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแม่ยมในปี 2529 ส่วนสำคัญคือด้านล่างเมื่อมองลงไปจะเป็นแหล่งป่าสักทองธรรมชาติพื้นที่ประมาณ 2 หมื่นไร่ประเมินค่าไม่ได้ นับเป็นป่าสักทองผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จะพบความร่มรื่นของดอกสักสีเหลืองทองอร่ามเป็นความสวยงามแท้จริงของฤดูกาล ส่วนกาลนี้จะเห็นเป็นผืนป่าสีเขียวให้ชื่นใจและอุ่นใจที่ยังเห็นขุมทรัพย์ของชาติคงอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากน้ำมือมนุษย์

ไล่ลงจากสูงลงมาต่ำ คราวนี้ถึงช่วงเวลาฉายสปอตไลต์ไปที่ “แก่งเสือเต้น” แก่งที่มีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร มีน้ำไหลเย็นไม่เคยหยุด โดยช่วงน้ำมากจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์กับกิจกรรมล่องแก่งส่วนช่วงน้ำน้อยคนก็จะแห่มาล่องห่วงยางแช่น้ำดับร้อน ยิ่งเฉพาะในช่วงวันสงกรานต์คนจะนิยมมาเล่นสาดน้ำแบบไม่เปลืองค่าน้ำกันที่นี่

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเล่าว่า ชื่อของแก่งเสือเต้นมาจากหินก้อนหนึ่งที่มีร่องรอยเหมือนรอยตีนเสือประทับ ซึ่งในอดีตผู้เฒ่าผู้แก่จะมาไหว้หินก้อนนี้กันมาก แต่ปัจจุบันถูกหลงลืมไปกลายเป็นก้อนหินธรรมดาให้เล่าขานถึงตำนานแก่งเสือเต้น

ในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีบ้านพักให้บริการ 2 หลัง และลานกางเต็นท์มองเห็นวิวแก่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าหน้าฝนที่นี่จะสวยงาม เพราะตอนเช้าจะมีหมอกลอยฟุ้งออกมาจากป่า แต่คนที่กลัวตุ๊กแกอาจจะอยู่ยากเพราะมันก็หนีฝนมาหลบอยู่ในบ้านพัก แต่สำหรับหน้าร้อนเช่นนี้ได้พิสูจน์มาแล้วว่าเจ้าถิ่นได้อพยพไปหาที่ร่มเย็นในป่าหรือไม่ก็อยู่นอกบ้าน จึงได้ยินแต่เสียงร้องทักทาย แต่ไม่เห็นตัวว่าใหญ่เท่าแขนอย่างที่เจ้าหน้าที่เปรียบเปรยไว้หรือไม่ คืนนั้นถือว่ารอดตัวไป ต่างคนต่างอยู่ นอนอิ่มหลับอุ่นตลอดคืนไม่มีมารบกวน

ในส่วนของนาฬิกาปลุกไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ เพราะจะได้ยินเสียงนกดังแจ้วสลับกับเสียงไก่ป่าขันรับอรุณ โดยหลังจากอาบน้ำอุ่นจากพลังก๊าซหุงต้ม ขอแนะนำว่าอย่าพลาดที่จะเดินเลาะแก่งชมไอน้ำของแท้จากแก่ง ที่จะปรากฏให้ชมแค่ช่วงเช้าตรู่ก่อนแดดอุ่นเท่านั้น มันเกิดขึ้นจากการปะทะกันระหว่างความเย็นและความร้อนกลายเป็นไอลอยเหนือผิวน้ำเหมือนมีใครต้มน้ำ ณ จุดนั้น

แปลงปลูกต้นสักทองใกล้ที่พัก

สะพานไม้ไผ่ที่กลายเป็นแลนด์มาร์คของแก่งเสือเต้น คือจุดถ่ายรูปยามเช้าที่ดีที่สุด เพราะพระอาทิตย์ขึ้น หมอกก็ขึ้น ไอน้ำก็ขึ้น กลายเป็นภาพที่ถ่ายอย่างไรก็งามขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่นแน่นอน

หลังจากชมความงามจนท้องร้อง ข้าวต้มหมูสับ ขนมปัง กาแฟ ก็รอให้บริการอยู่แล้วที่ร้านอาหารของอุทยาน ที่นี่สามารถฝากท้องได้ทุกมื้อหากแจ้งล่วงหน้า รสชาติอาหารอร่อยเลิศยิ่งกว่าครัวไหนๆ เพราะใช้วัตถุดิบสดใหม่ ปลอดภัย และได้รสท้องถิ่นจากปลายจวักของแม่ครัวท้องที่ ผสมกับบรรยากาศดีๆ ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับมื้ออาหาร

ส่วนเรื่องสัญญาณโทรศัพท์นั้นบอดสนิทจะมีเพียงไว-ไฟสัญญาณดาวเทียมที่ไม่เสถียร อาจใช้ได้ 2 วัน ล่มอีก 5 วัน ดังนั้นจะมีเวลาอยู่กับตัวเองเหลือเฟือและจะมีเวลาอัพเดทชีวิตกับคนข้างๆ สำหรับระบบไฟฟ้าอุทยานมีให้ใช้ทั้งวันทั้งคืน แต่อาจติดๆ ดับๆ หลังเวลา 4 ทุ่ม เพราะจะเปลี่ยนมาใช้กระแสไฟจากโซลาร์เซลล์

ต้องบอกแบบนี้ว่า หากต้องการมาปลีกวิเวกอย่าลืมบอกคนที่บ้านถึงเงื่อนไขการใช้ชีวิต หากต้องการหนีความวุ่นวาย อย่าลืมบอกตัวเองว่าที่นี่ไม่มีความสะดวกแต่มีความสบายใจ แต่หากต้องการลืมใครโปรดอย่ามา

อุทยานแห่งชาติแม่ยมสามารถตอบคำถามได้ว่า มาแพร่หน้าร้อนมาทำอะไร คำตอบที่นี่คือการหนีร้อนมาพึ่งเย็นในป่าใหญ่ แม่ยมจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของฤดูร้อนที่แม้ว่าภายนอกจะระอุ แต่ภายในอ้อมกอดของขุนเขาจะยังคงเย็นอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

อบ อบ จานอร่อย ข้าวหมูอบแบบน้ำข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 มี.ค. 2561 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544563

อบ อบ จานอร่อย ข้าวหมูอบแบบน้ำข้น

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

รอบรั้วมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะทั้งในต่างจังหวัด หรือในกรุงเทพมหานครอย่างน้อยๆ ก็แถวๆ ที่ผู้เขียนเรียนมาตั้งแต่เล็กจนโตอย่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือปัจจุบันบ้านอยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยหอการค้า ยิ่งแถวไหนมีนักเรียน นักศึกษาเยอะ จะต้องมีเมนู “ข้าวหมูอบ” เป็นอาหารจานเด็ดขายอยู่โดยรอบ

ข้าวหมูอบเมนูที่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะแต่ละร้านมีเทคนิคในการปรุง ส่วนผสมและสไตล์การทำที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่า กินร้านนี้อร่อย แต่ไปอีกย่าน อีกร้านอาจได้รสชาติที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว หมูอบแบบร้านข้าวแกงก็เป็นอีกลักษณะ หมูอบแบบร้านอาหารจานเดียวก็เป็นอีกรสชาติหนึ่ง หรือถ้าเป็นหมูอบในร้านอาหารก็จะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าถึงจะเรียกหมูอบเหมือนกันแต่จะได้หมูอบที่ต่างกันจนเกือบจะเป็นอาหารคนละชนิด

จะว่าไปแล้วอาหารจานอบมันมีความแปลกอยู่ที่วิธีปรุง ถ้าเป็นอาหารฝรั่งเรียกกรรมวิธีการอบว่า Roasting ใช้ความร้อนในลักษณะของการผิงไฟ อาจจะในตู้อบจากหินที่มีแผ่นดินเผาหรือหินหนาๆ เป็นฐานเตา อาศัยความร้อนแบบการพาความร้อนเพื่อให้อาหารสุก ในขณะเดียวกันผิวของอาหารด้านบนสัมผัสกับความร้อนในเตาอบได้เป็นลักษณะของการย่างไปด้วยในตัว ถ้ามีความชื้นเพียงพอเนื้อสัตว์ที่เราอบจะค่อยๆ เปื่อยนุ่ม สมัยใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย เป็นลักษณะของเตาอบไฟฟ้าที่ง่ายสะดวก แต่หมักแล้วใส่ในเตาอบตั้งเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารจานอบมาแล้ว 

 

นอกจากการอบแบบ Roasting ที่ปรุงตั้งแต่ต้นจนจบในเตาอบแล้ว ยังมีการอบอีกแบบหนึ่งเริ่มจากการ Searing จี่หรือทอด จนผิวด้านนอกเกรียมสวยเพื่อกลิ่นและรสชาติของอาหารโดดเด่นขึ้น แล้วใส่เข้าเตาอบเพื่อให้เกิดการตุ๋นหรือที่เรียกว่า Braising จนอาหารจานนั้นสุกเปื่อย

แต่ถ้าเป็นการอบของไทยเราจะต่างกับฝรั่งเขา เพราะเราไม่มีเตาอบกันทุกๆ บ้าน อาหารจานอบจึงประยุกต์ตามแบบการอบอย่างหลังมากกว่า แต่แทนที่จะสุกในเตาอบ ก็สุกในเตา ในหม้อนี่แหละ เริ่มจากการจี่กับน้ำมันน้อยๆ จนสีสวย กลิ่นหอมแล้วเติมน้ำขลุกขลิกให้ทุกอย่างสุกน่ารับประทานตามเนื้อสัตว์แต่ละชนิด

อย่างสันนอกหมูอบของเราจานนี้ เริ่มจากการหมักสันนอกหมูที่หั่นเป็นชิ้นๆ หมักเครื่องเคราต่างๆ หมูอบแบบไทยๆ ตามร้านอาหารจานเดียว จะมีรสเข้มข้นด้วยซอสปรุงรส แต่ด้วยความที่สันนอกหมูใช้เวลาปรุงนานไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะแห้งไปเสียก่อน จึงต้องหมักให้ส่วนผสมเข้าเนื้อเสียก่อนจะดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาในการปรุงนาน ส่วนเครื่องในการหมัก รับรองว่ามีทุกบ้านตั้งแต่ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย กระเทียม พริกไทย รากผักชี ชอบอะไรก็หนักอันนั้น หมักดีๆ ตอนอบแทบจะไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลย ผู้เขียนขอเพิ่มนมข้นจืดเพื่อให้หมูนุ่มสักหน่อย

 

 

วิธีการทำหมูอบแบบไทยๆ เรา ใช้แค่กระทะกว้างสักใบ จี่หมูให้เหลืองหอม ไฟแรงสักหน่อยจะได้สีเข้มและหอม กลับแค่ด้านละ 1 ครั้ง แล้วเติมน้ำหมักพร้อมน้ำสะอาดพอท่วมชิ้นหมูเท่านั้น เคี่ยวไฟอ่อนๆ แค่ให้สุกทั่วๆกัน น้ำงวดลงสักหน่อย ยิ่งงวดมากยิ่งเข้มข้น ถ้ารอไม่ไหวก็ใช้แป้งข้าวโพดละลายน้ำหยอดลงเคี่ยวให้ข้น แค่นี้ก็ได้หมูอบแบบร้านอาหารจานเดียวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆ วางบนข้าวราดน้ำให้ข้าวฉ่ำๆ อร่อยจนต้องขอน้ำราดเพิ่มและมักจะโมโหร้านข้าวหมูอบทุกครั้งที่ราดน้ำให้น้อยเกินไป

สำหรับบ้านไหนที่มีหม้ออบลมร้อน ตั้งไฟไว้ 180 องศาเซลเซียส แล้วแผ่หมูที่หมักไว้ในถาดอย่าให้ซ้อนกันเยอะ เดี๋ยวจะสีไม่สม่ำเสมออบให้หมูสุกพร้อมน้ำหมัก แล้วน้ำที่ค้างอยู่นี่แหละตัวเด็ดที่เอาไว้ราดหมูอบได้อร่อยเหาะ

 

เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ วัฒนธรรมการกินเก่าแก่ชาวยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543805

เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ วัฒนธรรมการกินเก่าแก่ชาวยุโรป

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ก่อตั้งในปี 2537 หรือเมื่อ 24 ปีก่อน โดยนำเข้าสไตล์และวัฒนธรรมการรับประทานอาหารจานด่วนแบบยุโรป เดลิเคเทสเซน (Delicatessen) อาหารกึ่งสำเร็จรูป หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า เดลี่ (Deli) ที่คงไว้ซึ่งสูตรต้นตำรับและความประณีตพิถีพิถันในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ

มุทิตา วิสุทธิไกรสีห์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ เล่าให้ฟังว่า เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ นำเสนอวัฒนธรรมการกินอันเก่าแก่ของชาวยุโรป ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ลูกค้านำไปปรุงต่อได้ เช่น ไส้กรอก เบเกอรี่ เป็นต้น โดยเป็นสูตรที่พัฒนาต่อยอดมาจากต้นตำรับแท้ๆ ของชาวยุโรป

ธุรกิจหลักของครอบครัวเป็นธุรกิจนำเข้าและส่งออกด้านอาหาร จึงมีโอกาสในการทดลองชิมและทดลองสูตรอาหารต่างๆ มากมาย นำมาซึ่งแนวคิดในการทำเอาต์เลตของตัวเองเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจหลัก สาขาแรกคือ เดอะเดลี่ เฮ้าส์ สาขาบางบัวทอง (ปิดไปแล้ว) สาขาล่าสุดตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอแบค บางนา

 

สินค้าหลักในช่วงแรก ได้แก่ ไส้กรอกสไตล์เยอรมัน และขนมปังต่างๆ ที่เนื้อนุ่มหอมนมเนย ถือเป็นสูตรพิเศษสไตล์โฮมเมดของเดอะ เดลี่ เฮ้าส์ที่ได้รับการตอบรับและได้รับความนิยมแพร่หลายจากผู้บริโภคชาวไทยมาตั้งแต่ต้น ต่อมาในปี 2542 จึงรวมศูนย์การผลิตสินค้าและวัตถุดิบหลักที่ครัวกลาง เพื่อรองรับการผลิตและควบคุมคุณภาพภายใต้มาตรฐานการผลิตอาหาร GMP (Good Manufacturing Practice)

ด้านร้านอาหาร เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ ที่นี่จำหน่ายอาหารสไตล์ยุโรปและเบเกอรี่ ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย โดยเฉพาะเมนูอาหารและไส้กรอกที่เป็นสูตรเฉพาะของเดอะ เดลี่ เฮ้าส์ ซึ่งบริษัทส่งทีมไปอบรมการทำอาหารสูตรต้นตำรับถึงประเทศเยอรมนี ต่อมาปรับสูตรและรสชาติ รวมทั้งเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับลูกค้าชาวไทย

 

ยกมาจานแรกเป็นซุปครีมเห็ด รสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟคู่กับครูตองซ์ ต่อมาเป็นชุดไส้กรอกลือชื่อ ได้แก่ ไส้กรอกบราสเวอร์ทและไส้กรอกหมูรมควัน เสิร์ฟคู่กับสลัดผัก ขนมปังกริลล์ และซอสมัสตาร์ดสูตรพิเศษ รสชาติของไส้กรอกนั้น บอกได้คำเดียวว่าเยี่ยมยอด ทั้งกลิ่นทั้งรสและเนื้อสัมผัส

จานถัดมาเป็นสเต๊กหมูพริกไทยดำ สเต๊กเนื้อนุ่มย่างรสชาติกลมกล่อม ราดด้วยซอสพริกไทยดำละมุนลิ้น จานแนะนำคือสปาเกตตีคาโบนารา สปาเกตตี้และแฮมผัดครีมคาโบนาราเข้มข้น โรยด้วยพาร์เมซานชีส มอสซาเรลลาชีสและเบคอนทอดกรอบ อร่อยจริงๆ

ผู้ชื่นชอบในรสชาติที่แซ่บขึ้นมาหน่อย ขอแนะนำสลัดแซลมอนแซ่บ สลัดผักรวมแสนอร่อยที่มีซูกินี่ แรดิช เลมอน มะเขือเทศเชอร์รี่ และแซลมอนรมควัน เสิร์ฟกับน้ำยำรสจี๊ดจ๊าด หรือข้าวผัดฮอตแอนด์สวีท จานนี้เป็นข้าวผัดรวมมิตรไส้กรอกหมูรมควัน รสเปรี้ยวหวาน เผ็ดเล็กน้อย เสิร์ฟกับเบคอนสไตล์ทอดกรอบ

 

ตบท้ายมื้อใหญ่ด้วยวาฟเฟิลดับเบิ้ลช็อกโกแลตบานานา วาฟเฟิลเนื้อนุ่ม ท็อปปิ้งด้วยไอศกรีมดาร์กช็อกโกแลตจากเบลเยียม เสิร์ฟกับวิปครีมช็อกโกแลตและกล้วยหอมสด ที่นี่ยังมีเมนูของหวานขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเอแคลร์วานิลลาเนื้อเนียนนุ่ม ฟรุตเค้กสไตล์โฮมเมด และขนมปังแครนเบอร์รี่ ครีมชีส ขนมปังที่มีส่วนผสมของธัญพืชและแครนเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ทั้งหอมและมัน กินกับดิปปิ้งครีมชีสสุดข้นและสุดเข้ม

สาเหตุที่เดอะ เดลี่ เฮ้าส์ครองใจคนกินมานาน มุทิตาเล่าว่า เนื่องจากการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดี คัดสรรจากแหล่งต้นกำเนิดที่มีชื่อเสียงในการผลิตอาหารและเบเกอรี่ โดยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพย่อมมีจุดเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ดีเท่านั้น ที่นี่ไม่มีสารกันเสียและมีสินค้าใหม่ๆ สม่ำเสมอ

 

“เราให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานในการผลิต นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด คุณภาพต้องดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าคนพิเศษของเราได้กินอาหารและเบเกอรี่ที่ดีและอร่อย” มุทิตาเล่า

นอกจากร้านอาหารและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง ยังมีธุรกิจสแน็กบ็อกซ์ บริการจัดส่งชุดเซตและของว่างสำหรับโอกาสพิเศษ รวมทั้งให้บริการรับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ เดอะ เดลี่ เฮ้าส์มีทั้งหมด 8 สาขา เปิดเวลา 10.00-21.00 น. โทร.02-722-9322 http://www.thedelihouse.co.th หรือ fb:delihouse

รสสัมผัส แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543804

รสสัมผัส แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

เรื่อง สาโรจน์ มีวงษ์สมภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

การเดินทางในแต่ละครั้ง ล้วนสร้างแรงบันดาลใจอันทรงคุณค่ามากมาย นอกจากจะได้สัมผัสกับความสวยงามของสถานที่นั้นๆ ยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและรสชาติของอาหารพื้นถิ่นของแต่ละแห่ง จนกลายเป็นความประทับใจทุกครั้งเมื่อได้ออกเดินทาง

เฉกเช่นผู้ชายคนนี้ โชติ ลีนุตพงษ์ ที่ได้เดินทางไปยังประเทศแถบยุโรปอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ที่ทำให้เขาค้นพบเสน่ห์ของวัฒนธรรมของประเทศทางแถบนี้ และทุกครั้งที่เขาเดินทางเขามักจะเข้าไปสัมผัสถึงรสชาติของอาหารพื้นถิ่นในแต่ละประเทศ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาเปิดเป็นร้านอาหารขายเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ว่าจะเป็นร้านเวสเปอร์ (Vesper) ซอยคอนแวนต์ ร้านลา ดอตตา (La Dotta) ซอยทองหล่อ ร้าน อิล ฟูโม (Il Fumo) ที่ขายอาหาร โปรตุกีส ย่านถนนพระราม 4 และล่าสุดกับร้านเวีย มาริส (Via Maris) ที่ตั้งอยู่ติดกับร้านเวสเปอร์ ซึ่งเปิดขายอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่เขาหลงรัก

“มันเริ่มจากตอนที่ผมอยู่ที่ลอนดอนมา 4 ปี ทั้งทำงานและเรียน จึงมีโอกาสออกเดินทางไปประเทศแถบยุโรปอยู่บ่อยครั้ง บวกกับผมเป็นคนที่ชอบชิม ชอบกิน ผมจะชอบยูโรเปี้ยนฟู้ด ชอบยูโรเปี้ยนไลฟ์สไตล์ของเขา ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปลิ้มลองรองรสชาติอาหารของเขาอยู่บ่อยครั้ง เรื่องการกินจึงเป็นแรงบันดาลใจหลักของผมทุกครั้งที่ออกเดินทาง เมื่อเรารู้ว่ารสชาติอาหารของเขาจนลึกซึ้ง ผมก็เลยอยากให้คนบ้านเราได้ลิ้มลองบ้าง เราไม่ได้ก๊อบเขามาแต่แค่นำอินกรีเดียนของเขามาปรุงแต่งกับ อินกรีเดียนของบ้านเรา”

หนุ่มโชติ ลีนุตพงษ์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการเดินทางแต่ละครั้งของเขาให้ฟังอย่างอารมณ์ดี

“อย่างอาหารโปรตุกีส เขาจะโดดเด่นเรื่อง ปลาคอด เนื้อวัว โดยเฉพาะปลาคอด คนโปรตุเกสเขาจะมีคำพูดติดปากที่ว่าปีหนึ่งมี 365 วัน แต่สูตรทำปลาคอดมีถึง 366 สูตร เพราะปลาคอดบ้านเขาแต่ละบ้านจะมีสูตรการทำไม่เหมือนกัน ส่วนพืชผักของเขาก็จะมีพริก ซึ่งเขาก็เอาเข้ามาที่เมืองไทย มีปาปริก้า และเครื่องเทศอีกหลายชนิดที่บ้านเรายังไม่รู้จักกันดี ก็ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้อาหารของเขาอร่อยไม่ซ้ำใคร เร็วนี้ที่ร้านอิล ฟูโม เราจะเป็นอาหารโปรตุเกสที่ดัดแปลงจากส่วนผสมเดิมให้ดูโมเดิร์นขึ้น”

นอกจากอาหารจากโปรตุกิสที่เขาหลงใหล อาหารทางแถบเมดิเตอร์เรเนียนก็สร้างแรงบันดาลใจทำให้เขาหลงรักไม่แพ้กัน

“คนไทยส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงอาหารจากเมดิเตอร์เรเนียน ก็จะนึกถึงแต่อาหารอิตาเลียนไม่ก็อาหารจากสเปน แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ มีทั้งอาหารจากเลบานอน กรีซ ตุรกี แอฟฟิกาเหนือ อย่างโมร็อกโค ซึ่งประเทศเหล่านี้จะทำให้เราคิดถึงอินกรีเดียนอันหลากหลายของเขา ไม่ว่าจะเป็นชีส โยเกิร์ต คูสคูส ผลไม้ต่างๆ ยังมีพริก แอปริคอต ที่สำคัญเขาจะเน้นเรื่องของอาหารซีฟู้ดเพราะติดกับทะเล”

ร้านเวีย มาริส คือสิ่งสะท้อนถึงแรงบันดาลใจของเขาเมื่อได้เดินทาง เมนูที่นี่ส่วนใหญ่เชฟได้นำเครื่องเทศจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่หลายคนยังไม่รู้จักมาผสมผสานครีเอทเป็นเมนูพิเศษ นอกจากนี้ทางร้านยังเลือกใช้อาหารทะเลออร์แกนิกจากท้องทะเลไทย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความสดใหม่อย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ของที่นี่นจะมี 3 อย่าง คือ เมดิเตอร์เรเนียน อินโนเซนต์ และ Democratic หมายความว่า แทนที่เราจะทำอาหารแบบต้นตำรับ แต่เรากลับเอา อินกรีเดียนที่มีอยู่ในเมดิเตอร์เรเนียนเอามาอินฟิวต์อีกคอนเซ็ปต์หนึ่ง อย่างเครื่องเทศเขาจะมีเยอะมาก เราจะนำทำให้มีมิติมากขึ้นและเข้าถึงได้ ในแง่ของเครื่องเทศและผลไม้เราจะใช้ของเขา แต่ถ้าพวกซีฟู้ดเราจะใช้ของบ้านเรา เพราะถ้าสั่งเข้ามาเรื่องความสดก็จะหมดไปแล้ว”

สำหรับเมนูอาหารของที่นี่ทางร้านได้เชฟลูกา อีปปิโน เชฟและพาร์ตเนอร์ของร้านอาหารอิตาเลียน ลา โบเตกา ดิ ลูกา (La Bottega di Luca) และพิวว่า มาสซิล่า (Pizza Massilia) ร่วมกับเชฟฟรานเชสโกเดยานา เชฟใหญ่ของร้านชาวอิตาลีจากซาร์ดิเนีย ผู้อยู่เบื้องหลังร้านเวสเปอร์ มาครีเอทเมนู ทั้งหมด

เริ่มสัมผัสทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผ่านเมนูแรก Via Maris Octopus ใช้เฉพาะหนวดปลาหมึกหมักด้วยเครื่องเทศเมดิเตอร์เรเนียน ผงพริกไทยปาปริก้า เสิร์ฟกับชิกพีเพิ่มความมัน ตัดกับลูกเกดที่ให้ความหวานกลายเป็นความอร่อยที่ลงตัว

เมนูต่อมา Cauliflower Steak อาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะกินผักเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่หลายประเทศคิดว่าเป็นพระรอง เมนูนี้เลยใช้ดอกกะหล่ำผ่าครึ่งนำไปต้มกับนมเพื่อให้ได้ความนุ่ม และรู้สึกเซอร์ไพรส์กว่ากินดอกกะหล่ำเพียงอย่างเดียว จากนั้นนำไปกริลล์จนได้กลิ่นหอมไหม้ โรยด้วยผง ทาทาและเพิ่มรสด้วย Labnes โยเกิร์ตแบบกรีซ พร้อมด้วยเพิ่มความกรุบมันด้วย อัลมอนด์

ใครชอบพาสต้าลองสั่งเมนูนี้ Pork Ribs Fileja ดัดแปลงมาจากอิตาเลียนฟู้ด พาสต้าเส้นเกลียวที่ช่วยรับรสจากตัวซอสแบบเต็มๆ เสิร์ฟกับซีโครงหมูปรุงรสที่ตุ๋นมาจนนุ่ม เพิ่มความเผ็ดด้วย Nduja ไส้กรอกอิตาเลียนที่มีรสเผ็ดท็อป แล้วด้วยชีส Pecorino

ได้เวลาของจานหลักอย่าง Chicken Arabesque นำเนื้อไก่ไปหมักกับชินนามอน ขิง และน้ำผึ้งนำไปสโลว์คลุก ไก่จะออกรสหวานหอมด้วยน้ำผึ้งและชินนามอน ตามด้วยขนมปังอบที่ให้เทกเจอร์กรุบกรอบ พร้อมด้วย หอมแดง มะเขือเทศ และบีบเลมอนเพิ่มรสชาติและความสดชื่น

ตบท้ายด้วยขนมหวานอย่าง Basbousa เค้กเนื้อนุ่มๆ ที่ทำจากแป้ง Semolina เพิ่มมะพร้าวป่น เสิร์ฟพร้อมโยเกิร์ต ส้ม และราดด้วยน้ำผึ้ง หวานมันกำลังดี

สัมผัสรสชาติแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้ที่ร้านเวีย มาริส ซอยคอนแวนต์ (สีลม) เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 12.00-14.30 น. และ 17.30-23.00 น. โทร. 02-236-5558