เฟรนช์ สตรีท เมนูเก๋ในบรรยากาศชิลๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543802

เฟรนช์ สตรีท เมนูเก๋ในบรรยากาศชิลๆ

เรื่อง อีตติง อาร์ตภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ถ้าพูดถึงร้านอาหารฝรั่งเศสทางเลือกใหม่ซึ่งอยู่บนถนน Rue de Brest หรือซอยเจริญกรุง 36 ก็ต้องปักหมุดที่ร้านเฟรนช์ สตรีท (French St.) เลย เพราะที่นี่นอกจากบรรยากาศสุดแสนจะชิลๆ สบายๆ แล้ว บอกเลยว่าเมนูอาหารก็สุดแสนจะอร่อยล้ำจนอดที่จะบอกต่อไม่ได้

คอนเซ็ปต์อาหารของเฟรนช์ สตรีท จะเน้นเมนูฝรั่งเศสทางตอนใต้ ทุกเมนูสร้างสรรค์โดยเชฟเฟรเดอริก เกอแรง ซึ่งเป็นชาวโพรวองซ์โดยกำเนิด เขาจึงคลุกคลีกับเมนูอาหารสไตล์โพรวองซ์ต่างๆ เป็นอย่างดี บวกกับประสบการณ์ที่มีมากว่า 20 ปี ในร้านอาหารมิชลินสตาร์และโรงแรมชื่อดังระดับโลก ยิ่งการันตีฝีมือได้เป็นอย่างดี

เมนูแนะนำเริ่มจาก Marseille Fish Soup เมนูไฮไลต์ของร้าน เป็นซุปปลาทะเลจากทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ตัวน้ำซุปใช้ปลาที่ได้จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนล้วนๆ รสชาติหอมอร่อย ได้อารมณ์ความเป็นทะเลแบบเต็มๆ

ต่อด้วย Burrata Salad ชีสบูราตาที่มีความนุ่มในตัว เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศเชอร์รี่สดรสชาติหวานกรอบ ซึ่งคลุกเคล้ามากับมะกอกดำบดและน้ำมันใบกะเพรา กินแล้วรู้สึกสดชื่น

Squid Ink Croquette โครแกตต์หมึกดำจานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเนื้อปลาหมึก มายองเนสผสมกระเทียม ชีสพาร์เมซาน และน้ำหมึกดำ รูปลักษณ์ดูคล้ายๆ กับทาโกะยากิ แต่ได้ความอร่อยที่แตกต่างออกไป แถมได้ความเก๋ไก๋สุดๆ

ตามด้วย Eggplant เนื้อมะเขือม่วงบด ผสมกับซุปซูกินีเข้มข้นแล้วนำไปอบ อีกที เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศ ใบโหระพาทอดกรอบ มะกอกดำบด โรยด้วยอัลมอนด์บดอีกที โอ้โห! บอกได้คำเดียวว่าฟิน

Shrimp Crudo หรือสลัดกุ้งลายเสือ เมนูนี้มีอะโวคาโด มะม่วงสุก และมะม่วงดิบซอยเป็นเส้นเล็กๆ นำมาคลุกเคล้ากับน้ำสลัดที่ทำจากต้นหอม ข้าวโพด ตะไคร้ และมะพร้าว เป็นอีกเมนูแปลกใหม่ที่ต้องลอง

มาที่เมนูหลักบ้าง Olive Oil Risotto รีซอตโตที่มีส่วนผสมหลักซึ่งประกอบด้วยน้ำมันมะกอก ชีสพาร์เมซาน หน่อไม้ฝรั่ง และถั่วหิมะ กินง่าย หอมอร่อย

ต่อด้วย Snapper Papillotte ปลากะพงในห่อกระดาษ ซึ่งเป็นเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสโบราณ ช่วยทำให้ความหอมและรสชาติของเครื่องปรุงต่างๆ อบอวลอยู่ในเนื้อปลาแบบเต็มๆ ได้ความอร่อยนุ่มและหอมเครื่องปรุงสุดๆ

Truffle Chicken เมนูไก่บ้านที่ผ่านการหมักโดยการแทรกเห็ดทรัฟเฟิล หญ้าฝรั่น และซอส เข้าไปในชั้นใต้หนัง จากนั้นจึงนวดตัวไก่เพื่อให้รสชาติเข้าเนื้อมากยิ่งขึ้น แล้วนำไปผ่านการอบที่ทำให้เนื้อไก่สุกกำลังพอดีจนได้ความนุ่ม กินคู่กับข้าว Wild Rice สีดำหุงสุกใหม่ๆ กินอร่อยเพลินเชียวล่ะ

ตบท้ายด้วยของหวาน Zucchini Cake สูตรไม่ลับที่สืบทอดมาจากคุณยายของเชฟโดยตรง เนื้อเค้กมีส่วนผสมของแตงซูกินี กินคู่กับไอศกรีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน มะกอกและอัลมอนด์ อร่อยจนตักหมดถ้วย

มาที่ Chocolate Mousse มูสช็อกโกแลตเข้มข้น เพิ่มความพิเศษด้วยชีสมาสคาโปเน ก็ยิ่งทำให้มูสมีความนุ่ม หอม มัน ละมุนลิ้นมากยิ่งขึ้น กินคู่กับขนมปังเครื่องเทศและไอศกรีม เข้ากันมากๆ

อีกเมนูคือ Tropezienne เมนูนี้เป็นขนมปังบรียอชหอมกรุ่นที่เสิร์ฟมาพร้อมครีมดอกส้มโฮมเมด ถือเป็นขนมหวานแสนอร่อยซึ่งมีที่มาจากเมืองแซงต์ โทรเปซ์ เมนูนี้ต้องลอง (ราคาอาหาร 180-2,200 บาท)

มาที่ซิกเนเจอร์ค็อกเทลบ้าง แก้วแรก French St.Collins แก้วเหลืองใส มีส่วนผสมของจิน ไซรัป น้ำมะนาว สมุนไพร ใบไทม์ ขิง และใบโหระพา

ตามด้วย French Connection แก้วสีส้มใส มีส่วนผสมของคอนยัก สตรอเบอร์รี่บด และน้ำมะนาว

อีกแก้วคือ La Grande Parade de Paris สีชมพูใส มีส่วนผสมของเลมอนวอดก้า น้ำแตงโม ทับทิม และใบมินต์ จากนั้นแค่นั่งชิลๆ อินกับบรรยากาศยามค่ำคืน คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงเบาๆ แค่นี้ก็ฟินแล้ว

เฟรนช์ สตรีท อยู่ที่โครงการโอพี การ์เด้น ซอยเจริญกรุง 36 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.30-24.00 น. โทร. 02-238-6400 หรือ FB : FrenchSTBangkok

 

Ishikawa น่าไปมาก 11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 12:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544067

Ishikawa น่าไปมาก 11

ผมเปรยๆ กับเจ้าหน้าที่ว่าอยากถอยรถจาก Motorcar Museum ออกมาขับเล่นสักคัน เจ้าหน้าที่บอกสามารถทำได้ถ้าติดต่อเพื่อเช่าสถานที่จัดงานเลี้ยงล่วงหน้า ทางพิพิธภัณฑ์ก็จะจัดรถเก่ามาให้ทดลองขับบริเวณลานด้านหน้าพอให้ได้ภาพและความปลื้มใจ เอ้า!ใครมีทริปพาลูกค้ามาเที่ยวจะลองมาจัดงานปาร์ตี้ที่นี่ก็ติดต่อตรงได้เลยครับ เราขับรถกลับเข้าเมืองคานะซาวะ เพื่อเข้าที่พักยังโรงแรมNikko Kanazawa ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟเจอาร์กลางเมืองที่ผมนั่งรถไฟมาถึงเมื่อวันแรกนั่นแหละ โรงแรมนิกโกะเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดของเมือง ตึกสูงตระหง่านดูโอ่อ่ากว่าทุกโรงแรมในแถบนั้น สัมผัสความหรูหราได้ตั้งแต่ล็อบบี้ไปจนถึงห้องอาหารและห้องพัก แม้แต่ผู้คนที่นั่งรออยู่บริเวณล็อบบี้ก็ยังแต่งตัวดูดีมีระดับ และมีพนักงานต่างชาติไว้คอยบริการและให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวอีกด้วย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หลังเก็บสัมภาระบนห้องและชาร์จแบต มือถือกับไว-ไฟเพิ่มยังไม่เต็มดี ก็ได้เวลาที่รถมารับออกไปกินข้าวพอดี รถพาเราข้ามแม่น้ำ Asano ที่ไหลผ่านกลางเมืองคานะซาวะ ขึ้นไปยังเนินเขา ค่ำนี้เราไปกินกันที่ร้าน Syougyotei หนึ่งในร้านอาหารของเครือ Asadaya ที่มีทั้งเรียวกังเก่าแก่อายุ 150 ปี ที่มีเพียง 4 ห้องพัก และร้านอาหารหลายร้านในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น Sekeitei  ร้าน Rokkakudo ที่เสิร์ฟเทปปังยากิสเต๊ก ส่วนร้าน Syougyotei ที่จองไว้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นอาหารทะเล เพราะเดินเข้าไปก็เจอบ่อพักปลา กุ้งและปู อยู่กลางร้านที่นั่งของเราอยู่ในห้องส่วนตัวข้างบ่อ มองเห็นวิวแม่น้ำอะซาโนะและเมืองคานะซาวะได้อย่างเต็มตา เมนูวันนี้ยังคงเป็นชุด Kaiseki เหมือน 2 มื้อค่ำที่ผ่านมา แต่รอบนี้เน้นอาหารทะเลล้วนๆ เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อยที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยกินมา ในถาดมีอาหารหลายถ้วย ทั้งผัก เต้าหู้ ของดอง

แต่สายตามันจับจ้องไปที่จานปูอย่างเดียวเลย เป็นปูตัวเมียที่มีขนาดเล็กเรียกว่า Kobako ที่แปลว่ากล่องแห่งรสชาติ ปกติปูซูไวตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าปูตัวผู้มาก จับมาได้ก็ขายไม่ได้ราคา ทว่าในช่วงหน้าหนาวราวเดือน ธ.ค.-ต้น มี.ค. เป็นช่วงที่ปูตัวเมียมีไข่ สภาพร่างกายจึงอุดมสมบูรณ์เป็นที่สุด และแน่นอนว่ามีรสชาติอร่อยสุดๆ จนแซงหน้าปูตัวผู้ไปด้วยเช่นกัน เนื้อจากขาปู 4 ชิ้นวางเรียงอย่างสวยงามบนกระดองปูที่มีเนื้อปูขูดแล้วรองอยู่อีกชั้น ตรงกลางเป็นไข่ปูสีส้มสดแลดูดีมีชาติตระกูล ขอบกระดองเป็นคานิมิโสะ ต้องชื่นชมคนคิดชื่อ กล่องแห่งรสชาติ Kobako จริงๆ เพราะทั้ง 3-4 อย่างในกระดองมันมีรสชาติที่แตกต่างกัน เนื้อปูรสหวาน ไข่ปูรสหวานมัน และคานิโสะรสมันเค็ม ผมค่อยๆ บรรจงคีบเนื้อปูแตะน้ำส้มที่เป็นเครื่องจิ้มนิดนึง เนื้อปูสดรสหวานอมเปรี้ยวอร่อยแบบเบาๆ อธิบายเป็นคำพูดยาก เอาเป็นว่าอร่อยแบบผู้ดีละกัน

ระหว่างชิมอาหารเรียกน้ำย่อย เครื่องดื่มที่สั่งกันไว้ตั้งแต่ต้นก็มาพอดี เจ้าภาพแนะนำให้ลองสั่ง Umeshu มาชิม ปรากฏว่าอร่อยมาก หอมและกลมกล่อมกว่ายี่ห้ออื่นๆ ที่เคยจิบมา ทั้งๆ ที่จังหวัดอิชิกาวะไม่ได้เด่นเรื่องบ๊วยแต่เด่นเรื่องข้าวและน้ำบวกกับความสามารถในการปรุงสาเกที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคเอโดะ จึงทำให้สุราและสาเกของอิชิกาวะโดดเด่นเป็นเอกไม่แพ้ใคร Umeshu แก้วนี้จึงเป็นส่วนผสมของบ๊วยชั้นเยี่ยมจากวาคะยามะและน้ำชั้นดีจากเทือกเขา Hakusan ที่หาไม่ได้จากที่ไหนๆ เป็นความอร่อยที่เลอค่ามากครับ เมนูถัดมาเป็นซุป และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งเข้าใจความสำคัญของซุปถ้วยแรกว่า อาหารญี่ปุ่นแทบทุกอย่างจะมีน้ำซุปหรือ Dashi เป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วยเสมอ การปรุงน้ำซุปมักจะใช้วัตถุดิบที่เหมือนกันคือสาหร่ายคอมบุและปลาโอแห้ง ส่วนแหล่งที่มาจากไหนอันนี้ก็ขึ้นอยู่กับพ่อครัวแต่ละท่าน น้ำซุปจึงเปรียบเสมือนต้นทางของความอร่อยในอาหารจานต่อๆ ไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ดังนั้น การเสิร์ฟน้ำซุปในลำดับแรกหลังอาหารเรียกน้ำย่อย จึงเป็นการเปิดเผยรสชาติอาหารของร้านนี้หรือพ่อครัวเอกของร้านนี้ให้ลูกค้ารับทราบ ถ้าซุปอร่อยอาหารจานอื่นๆ ก็อร่อย แต่ถ้าซุปไม่เข้าที่เข้าทาง โอกาสที่อาหารจานถัดไปจะอร่อยก็เจือจางลง ซุปถ้วยนี้จึงสำคัญมากและควรดื่มในทันทีที่เจ้าหน้าที่มาเสิร์ฟ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเย็นชืดให้เสียรสชาติ และนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อาหารชุดไคเซกิถึงทยอยปล่อยออกมาทีละอย่าง เปิดฝาถ้วยจิบซุปอุ่นที่กระเดียดไปทางร้อน ซดเบาๆ สัมผัสความสดชื่นจากรสกลมกล่อมที่ไม่จัดจ้าน ถ้าซุปรสจัดอาหารจานอื่นจะเข้มขึ้นตาม กลับกลายเป็นผลเสีย ดังนั้นซุปที่ดีจึงควรอร่อยแบบเบาบาง

จานถัดมาคือปลาดิบเสิร์ฟมาในถ้วยที่มีน้ำแข็งรอง เพื่อรักษาความสดไว้ให้มากที่สุด ปลาสามสี่ชิ้นที่สดและรสชาติดี ย่อมมีคุณค่ามากกว่าปลามากชิ้นแต่ด้อยคุณภาพ หลายท่านที่เน้นปริมาณจึงรังเกียจไคเซกิที่เน้นคุณภาพ แต่ถ้ากินกันทุกสิ่งที่

เขาจัดมาก็จะพบว่าความอร่อยที่อิ่มกำลังดีนั้นมีคุณค่ากว่ามากนัก ตามด้วยปลาย่างที่ย่างกำลังเหมาะรสชาติดีเยี่ยม ใช้ตะเกียบฉีกเนื้อง่ายเพราะไม่แข็งจนเกินไป เป็นอีกหนึ่งจานที่กินหมดแล้วอยากกินอีกเหมือนจานปูและจานปลาดิบ Jibuni คืออาหารท้องถิ่นที่ทำจากเนื้อเป็ดอันเป็นอีกจานที่ขึ้นชื่อของจังหวัด แต่ร้านนี้ดัดแปลงไปใช้เนื้อเป็ดสับนึ่งมาในถ้วยเล็กกินกับวาซาบิพอดีคำ ในเมนูอาหารญี่ปุ่นมีเป็ดไม่มากนัก เพราะเนื้อเป็ดรสจัดขัดกับรสละมุนที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง การปรุงจิบุนิให้กลมกล่อมจึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือของพ่อครัวอยู่ในที โดยส่วนตัวผมชอบรสจัดจ้านของเนื้อเป็ดมากกว่า แต่จานนี้ยอมยกนิ้วให้เลยว่าผ่านฉลุย อาหารจานสุดท้ายเป็นเทมปุระผักและจิคุวะทอดมาร้อนๆ เวลาเคี้ยวต้องระวังลวกปาก ปิดท้ายด้วยข้าว ผักดอง และซุป ปกติจะเจอซุปมิโสะ หรือซุปใส แต่ของที่นี่เป็นซุปไข่ใส่เห็ดรสชาติเหมือนแกงจืดไข่น้ำ กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ หมดถ้วยเลย ของหวานก็ดีเป็นมูสสตรอเบอร์รี่กับองุ่น

ชายน์มัสกัต จบมื้อค่ำด้วยความอิ่มเอมอย่างมีคุณภาพ และกลับโรงแรมอย่างมีเยื่อใย เพราะยังมีร้านอื่นๆ ในเครือ Asadaya ที่ยังไม่มีโอกาสชิมในรอบนี้ เป็นเหตุผลดีๆ ไว้กลับมาเยือนในรอบหน้าไงครับ

 

ออกย่ำไปใน ปิล๊อก เหมืองที่ร่ำรวยด้วยสายหมอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 มี.ค. 2561 เวลา 09:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/544035

ออกย่ำไปใน ปิล๊อก เหมืองที่ร่ำรวยด้วยสายหมอก

 โดย สืบสิน ภาพ : กีกี้

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ท่ามกลางหุบเขาและสายหมอกสุดเขตแดนตะวันตก ครั้งหนึ่งเคยเป็นเหมืองแร่ที่รุ่งเรือง ซึ่งรู้จักกันดีในนาม เหมืองผีหลอก หรือว่า เหมืองปิล๊อก ที่ใครไปเยือนต่างก็หลงใหลในมนต์เสน่ห์ที่ได้สัมผัส

เหมืองปิล๊อกตั้งอยู่ในหมู่บ้านอีต่อง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ในอดีตนั้นเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุด ย้อนไปเมื่อหลาย 10 ปีก่อน มีผู้พบเห็นชาวเมียนมาเข้ามาลักลอบขุดแร่ในพื้นที่ ต.ปิล๊อก ไปขายให้ทหารอังกฤษ ทำให้กรมทรัพยากรธรณีสมัยนั้นนำคณะนายช่างมาสำรวจที่นี่แล้วพบว่าพื้นที่แถบนี้มีแร่ดีบุกและวุลแฟรมอยู่มากมาย รวมไปถึงแร่ทังสเตน และยังมีสายแร่ทองคำ ปะปนอยู่อีกมากมาย

ต่อมาปี 2483 องค์การเหมืองแร่กรมโลหะกิจ ได้เปิด “เหมืองปิล๊อก” ขึ้นเป็นแห่งแรกที่บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก จากการเปิดเหมืองในครั้งนั้นเองได้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับกรรมกรเมียนมาอย่างรุนแรง เพราะฝ่ายไทยมีกฎห้ามกรรมกรเมียนมานำแร่ไปขายให้อังกฤษ แต่กรรมกรเมียนมาฝ่าฝืน จึงเกิดการปะทะกัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงพาเรียกกันว่า “เหมืองผีหลอก” ต่อมาเพี้ยนเป็น “ปิล๊อก” ซึ่งกลายเป็นชื่อเหมืองแร่ และตำบลในเวลาต่อมา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ดินแดนแห่งนี้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของบรรดานายเหมืองทั้งหลายที่ต่างหลั่งไหลเข้ามา ผู้แสวงโชคมีทั้งคนไทย เมียนมา และที่มาจากแถบอินเดีย เหมืองแร่จึงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชุมชนโดยรอบเป็นอย่างมาก ก่อนประสบภาวะราคาแร่โลกตกต่ำในปี 2528 บรรดาเหมืองแร่ทยอยปิดตัวลง ไม่เว้นแม้แต่เหมืองปิล๊อก ที่ทิ้งไว้เพียงตำนานเมืองเหมืองอันรุ่งเรือง

ทว่าในปัจจุบัน ปิล๊อกกลับฟื้นอีกครั้ง เพราะได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แวดล้อมด้วยภูเขาอันสลับซับซ้อน และยังสัมผัสความสวยงามของเทือกเขาตะนาวศรีได้ 360 องศาเลยทีเดียว และหากขึ้นมาบนยอดเขาในเวลากลางวันในวันอากาศดีจะสามารถมองเห็นทะเลอันดามันตรงอ่าวเมาะตะมะของเมียนมาอย่างเต็มตา นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกจุดหนึ่งทีเดียว

พื้นที่บนยอดเขาถูกเรียกกันว่า เนินเสาธง เป็นพื้นที่ยอดเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา โดยที่ทางการทหารไทยได้จัดตั้งเสาธงพร้อมติดธงชาติไทยขนาดใหญ่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่นี้เป็นจุดพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ทางการทหารไทยจึงได้ให้ชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า “เนินเสาธง” ซึ่งได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าเที่ยวชมได้

เมื่อเราอยู่บนเนินเสาธงนี้แล้ว เราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศอันสดชื่นและแสนบริสุทธิ์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบตัว ทั้งทิวทัศน์ที่สวยงามในประเทศไทยและทิวทัศน์ในประเทศเมียนมาในคราวเดียวกัน เสมือนกับท้องทะเลอันดามันฝั่งเมียนมานั้นได้โอบล้อมภูเขาเอาไว้อย่างงดงาม

นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงาม ห่างจากอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ประมาณ 5 กิโลเมตร เราจะได้เที่ยวน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี นั่นคือ น้ำตกจ๊อกกระดิ่น รวมถึงน้ำตกผาแป เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านป้าเกล็น ห่างกันประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ยังมีความเป็นธรรมชาติ เนื่องจากตั้งอยู่กลางหุบเขาอันสลับซับซ้อน ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชัน การเดินทางไปน้ำตกผาแปต้องใช้รถที่มีกำลังขับเคลื่อนเท่านั้น

และน้ำตกเจ็ดมิตรตั้งอยู่ในเขตสัมปทานการทำเหมืองแร่ดีบุกของบ้านป้าเกล็น ชื่อที่มาของน้ำตกเจ็ดมิตรนั้นเป็นชื่อที่ตั้งตามผู้บุกเบิกเหมืองแร่จำนวน 7 คน ที่เดินทางสำรวจหาแหล่งแร่ การเดินทางเข้าไปตัวน้ำตกจะต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเช่นกัน เพราะหนทางค่อนข้างลำบาก

ในหมู่บ้านอีต่อง หมู่บ้านเล็กๆ ยังมีวิถีชีวิตของตลาดยามเช้าให้สัมผัส มีวัด ร้านอาหาร รวมถึงโฮมสเตย์ให้เลือกพักอย่างสบายใจ และด้วยสถานที่ตั้งของหมู่บ้านจะมีแหล่งน้ำใสให้ความสดชื่น และข้างๆ บ่อน้ำนี้เองจะมีป้ายไม้เอาไว้ขายแล้วนำมาห้อยที่ริมสะพาน ซึ่งสามารถเขียนชื่อและความประทับใจไว้ให้เป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งได้มาเยือนดินแดนแห่งสายหมอกแห่งนี้แล้วนั่นเอง

 

มเราะอู…ยิ่งดู ก็ยิ่งรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 13:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543942

มเราะอู...ยิ่งดู ก็ยิ่งรัก

ทีมงานโลก 360 องศา เตรียมตัวออกเดินทางจากชิตตเว เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเก่าของรัฐยะไข่ที่ได้รับคำเล่าลือว่าเป็นเมืองที่สวยงามและมีเสน่ห์ที่สุดของยะไข่ ชื่อเมืองสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Mrauk U ซึ่งน่าจะออกเสียงว่า “มเราะอู” แต่หลังจากออกเสียงให้ชาวยะไข่ฟังก็ได้เห็นสีหน้าสงสัยและขมวดคิ้วไปตามๆ กัน เพราะเขาเรียกชื่อเมืองหลวงเก่าแห่งนี้ว่า “เมี่ยวอู” หรือ “เมียวอู”

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

การเดินทางจากชิตตเวไปมเราะอู มีให้เลือกทั้งทางรถและทางเรือ ถ้านั่งรถจะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงครึ่งคือเร็วที่สุด แต่หากนั่งเรือก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรือแบบไหน โดยเรือเร็วจะใช้เวลาราวสามชั่วโมง ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะเลือกนั่งเรือ เพราะว่าจะได้มีโอกาสเห็นทัศนียภาพสองฝั่งน้ำและวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงผูกพันเกาะเกี่ยวอยู่กับธรรมชาติอย่างชัดเจน

เมื่อเดินทางถึงมเราะอู สถานที่แรกที่พวกเราได้รับการแนะนำว่าจะต้องไปคือการไปสักการะพระซานดามุนี (Sanda Muni) หนึ่งในพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่ เราจึงมีโอกาสได้เห็นความงดงามของพระพุทธรูปโบราณอายุนับพันปี ซึ่งเล่ากันว่าเมื่อครั้งอังกฤษเข้ามาปกครองนั้น ได้พยายามรวบรวมทองเหลืองจากทุกแหล่ง เพื่อนำไปหลอมเป็นอาวุธ ชาวบ้านในสมัยนั้นเกรงว่าพระซานดามุนีจะถูกนำไปหลอมด้วย จึงเอาคอนกรีตมาโบกทับ เพื่ออำพรางไว้ ภายหลังผ่านพ้นช่วงอาณานิคม ผิวคอนกรีตที่หุ้มไว้ก็หลุดร่วงลงมา พระสงฆ์และชาวบ้านจึงช่วยกันลอกผิวคอนกรีตออกจนหมด  จึงปรากฏเป็นองค์พระสีทองเหลืองอร่ามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วเรายังมีโอกาสได้เข้าชมโบราณวัตถุที่จัดเก็บไว้ภายในกุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งจัดแสดงคล้ายพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กอีกด้วย

หลังเข้าที่พักพวกเราก็เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งเพื่อภารกิจสำคัญ นั่นคือการไปชมแสงแรกของมเราะอู ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเพราะจะได้เห็นแสงทองจับขอบฟ้า ขณะที่เบื้องหน้าคือทุ่งเจดีย์โบราณที่เรียงราย ดูสงบและงดงามราวภาพวาด จากนั้นจึงต่อด้วยการเดินเล่นในตลาดชุมชนยามเช้าซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับจุดที่เราชมพระอาทิตย์ขึ้น ได้เห็นภาพวิถีชีวิตเรียบง่าย บรรยากาศแบบสบายๆ และสิ่งสำคัญคือ อัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่นี่ ซึ่งทำให้พวกเราอุ่นใจและสบายใจในการเดินทางในเมืองนี้อย่างมาก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หลังจากนั้นเราจึงชวนกันเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ของเมืองมเราะอู โดยหากใครนึกสนุกก็สามารถเช่าจักรยานปั่นแวะไปเรื่อยๆ ได้เพราะรถยนต์มีจำนวนไม่มาก และการเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวแต่ละจุดก็ไม่ไกลเกินไป อีกทั้งยังได้แวะทักทายผู้คนซึ่งมีสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรอย่างมากอีกด้วย

สถานที่แรกที่พวกเราชวนกันไปคือ “วัดโกตาวง์” (Ko Thaung) ซึ่งนับเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยที่อาณาจักรมเราะอูรุ่งเรือง ความหมายของชื่อวัดนั้นหมายถึง “วัดเก้าหมื่น” โดยได้ชื่อว่าเป็นวัดประจำรัชกาลของพระเจ้า Min Taik Kha ซึ่งครองราชย์เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เล่ากันว่าวัตถุประสงค์ของการสร้างวัดแห่งนี้ ก็เพื่อต้องการสร้างวัดให้มีขนาดใหญ่กว่าที่ พระเจ้า Mong Bar Gri พระบิดา ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของมเราะอู ได้เคยสร้างวัดไว้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความหมายของชื่อวัดว่า “วัดแปดหมื่น”

รอบองค์เจดีย์ใหญ่ของวัดโกตาวง์ จะมีลักษณะเป็นโถงทางเดินล้อมรอบทะลุถึงกันทั้งสี่ด้าน ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูป และฝาผนังก็สลักพระพุทธรูปอีกเช่นกัน พวกเราลองพยายามเดินวนรอบเพื่อนับพระพุทธรูปและเจดีย์ทั้งหมด ก็ได้รับคำแนะนำว่าต้องนับรวมพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยที่อยู่ด้านใน และที่สลักไว้บนผนังด้วยจึงจะนับรวมได้เก้าหมื่นตามความหมายของชื่อวัด

ใกล้ๆ กับวัดโกตาวง์จะสังเกตเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เป็นที่ตั้งของวัดปีซิ เมื่อเดินทางถึงที่ตั้งเราจึงได้เห็นความพิเศษของที่นี่ เพราะนอกจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งอยู่ด้านบนสุด ยังมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่กว่าตั้งอยู่อีก 4 ทิศ หันหน้าไปตามทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก อีกด้วย

จากนั้นจุดหมายถัดไปของเราจึงมุ่งหน้าไปที่“วัดชิตตาวง์”  (Shite Thaung) หรือวัดแปดหมื่น เพื่อให้หายข้องใจ และก็พบว่าลักษณะมีความคล้ายคลึงกันเพราะมีเจดีย์องค์เล็กๆ จำนวนมากเรียงราย แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็มีขนาดใหญ่กว่า และที่น่าตื่นตาตื่นใจไปกว่านั้นคือภาพสลักนูนต่ำภายวัดชิตตาวง์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนในยุคสมัยโบราณไว้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต ทรัพยากร และความเชื่อ เราก็อดไม่ได้ที่จะลองนับจำนวนเจดีย์และพระพุทธรูปภายในวัดชิตตาวง์อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้เพราะจำนวนแปดหมื่นนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย แต่ที่ทำให้พวกเรารู้สึกได้ก็คือผู้ที่สามารถรวบรวมทรัพยากรและผู้คนให้สร้างวัดใหญ่ขนาดนี้ได้นั้น ต้องมีอำนาจและบารมีมหาศาลเลยทีเดียว

ตกบ่ายพวกเราก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ว่ากันว่าไม่ควรพลาดเช่นกัน  เพราะเราจะได้เห็นแฟชั่นราชสำนักของอาณาจักรมเราะอูสมัยโบราณ นั่นคือ วัด โทก กั่น เต่ง โดยภายในจะมีรูปสลักเรียงรายโดยรอบ และถ้าสังเกตจะเห็นลักษณะทรงผมที่แตกต่างกันไป นับแล้วจะได้เห็นทรงผมถึง 64 แบบ ดังนั้นหากมาที่นี่นอกจากจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ยังจะได้เห็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และแฟชั่นของยะไข่เมื่อหลายร้อยปีอีกด้วย

พวกเราชวนกันทบทวนเรื่องราวในมเราะอูระหว่างที่เฝ้ารอแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลับลาอยู่เบื้องหน้า ตั้งแต่การตื่นเช้าเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นจึงได้เที่ยวในตลาด ชมวิถีชีวิตเรียบง่าย ทักทายผู้คน แล้วต่อด้วยการชมโบราณสถาน เรียนรู้เรื่องราวในอดีต และปิดท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง นับเป็นเรื่องราวที่ได้บทสรุปว่าไม่น่าแปลกใจที่ใครมาเมียวอูแล้วยิ่งอยู่จะยิ่งรักจริงๆ

ภาพงดงามของ “มเราะอู…ยิ่งดู ก็ยิ่งรัก” ที่จะทำให้ใครหลายคนอยากจัดกระเป๋าตามพวกเราไปเที่ยว ติดตามชมได้ในรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32  เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น. ส่วนแฟนรายการโลก 360 องศา สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel

 

ชวนออเจ้าเที่ยวนครสวรรค์ ณ ‘ตลาดเจ้าค่ะ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543924

ชวนออเจ้าเที่ยวนครสวรรค์ ณ ‘ตลาดเจ้าค่ะ’

 โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

กระแสบุพเพสันนิวาสปลุกเหล่า “ออเจ้า” ทั่วประเทศแต่งชุดไทยออกไปเที่ยวโบราณสถาน ถ่ายรูปเป็นแม่หญิงการะเกดย้อนสู่ยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

แต่ก่อนที่กระแสย้อนยุคจะมา ชาวบ้านละแวกวัดเขาดินใต้ ต.เขาดิน อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ก็พูด “เจ้าคะเจ้าขา” เป็นประจำ

 เพราะทุกวันอาทิตย์บริเวณลานกว้างริมแม่น้ำปิงหน้าวัดเขาดินใต้จะเปลี่ยนเป็นที่ตั้งของ “ตลาดเจ้าค่ะ” ในบรรยากาศย้อนยุค แม่ค้าทุกร้านจะแต่งชุดไทยโบราณและพูดลงท้ายว่า เจ้าค่ะ เหมือนได้ย้อนไปเดินตลาดสมัยโบราณในกาลเวลาปัจจุบัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

วัดเขาดินใต้ เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรทางชลมารค เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2449

ระหว่างทางขากลับทรงแวะวัดเขาดินใต้และทรงสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเฮง อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งเป็นพระที่รัชกาลที่ 5 ทรงนับถือ จนได้รับนิมนต์เข้าไปในพระราชพิธีต่างๆ ตลอดรัชกาล และได้รับพระราชทานสิ่งของหลายอย่างซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในวัดมหาโพธิ์ใต้อย่างดี

 ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 บันทึกไว้ว่า ทรงเลื่อมใสในศิลาจารึกวัตรหลวงพ่อเฮง และทรงบริจาคเงิน 100 บาท ร่วมสร้างศาลาวัดเขาดินใต้

ด้วยเหตุนี้ ตลาดเจ้าค่ะ จึงถือก่อตั้งขึ้นหน้าวัดเขาดินใต้ในคอนเซ็ปต์ย้อนยุคไปยังสมัยรัชกาลที่ 5 แม่ค้าพ่อขายจะนำพืชผลท้องถิ่นมาวางจำหน่าย โดยส่วนใหญ่จะเก็บมาจากแปลงผักหน้าบ้านจึงปลอดสารพิษและสดใหม่

ขายในราคาเพื่อนบ้าน ผักกำละ 10 บาท กล้วยหวีละ 15 บาท หรืออาหารถิ่นอย่างเมนู นอกหม้อ ขายชามละ 20 บาท อิ่มไปได้ทั้งวัน

 นอกจากนี้ ตลาดเจ้าค่ะ ยังทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทย เพราะทุกวันอาทิตย์จะมีคุณยายมาสอนการสานปลาตะเพียนให้หลานๆ รุ่นใหม่ได้เรียนรู้และลองทำ การสอนทำขนมไทยโบราณที่หาได้ชิมได้ยากอย่าง บุหลันดั้นเมฆ ตั้งแต่เวลา 17.00-18.00 น. การแสดงวัฒนธรรมไทยของเด็กๆ จากโรงเรียนในชุมชนที่สลับสับเปลี่ยนกันมาสร้างสีสันและความเพลิดเพลินให้คนเดินตลาด

การแสดงดนตรีรำวงย้อนยุคที่จะเปิดฟลอร์ให้รำวงกันตั้งแต่เวลา 18.00 น. รวมทั้งยังมีซุ้มสอนศิลปะเพนต์เปลือกไข่ เป็นกิจกรรมให้เด็กมาร่วมทำอย่างสนุกและสอดแทรกความรู้ไปในตัว

บรรยากาศของตลาดเจ้าค่ะคงจะน่ารัก ถ้าทุกคนสวมใส่ชุดไทยมาเดินจับจ่ายและเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน ที่สำคัญคือ อย่าลืมพูดลงท้ายว่า “เจ้าค่ะ” เหมือนแม่ค้าที่พูดจนติดมากและเป็นธรรมชาติ เหมือนกับว่ากำลังเดินอยู่ในตลาดสดยุคหลังเลิกทาสที่ทุกคนเบิกบานและมีชีวิตชีวา

 ตลาดเจ้าค่ะ ริมแม่น้ำปิงหน้าวัดเขาดินใต้ เปิดทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.00-20.00 น.

ติดตามกิจกรรมและข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ตลาด “เจ้าค่ะ” ริมแม่น้ำปิงหน้าวัดเขาดินใต้

 

บางกอกบิ๊กเอียร์ส เว็บหูใหญ่ที่ให้มากกว่าเรื่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543918

บางกอกบิ๊กเอียร์ส เว็บหูใหญ่ที่ให้มากกว่าเรื่องเที่ยว

 โดย รอนแรม ภาพ : บางกอกบิ๊กเอียร์ส

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

อดีตนักข่าวสายท่องเที่ยวขอแพ็กคู่เปิดเว็บไซต์ “บางกอกบิ๊กเอียร์ส” (www.bangkokbigears.com) นำเสนอเรื่องราวการท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ และการบินทั้งในและต่างประเทศ โดยนักผลิตเนื้อหา (Content Provider) ผู้มีประสบการณ์การเขียนมานานกว่า 20 ปีอย่าง พู-พูวดล ดวงมี และ แจง-ชูศรี งามประเสริฐ

“เราทั้งคู่เป็นนักหนังสือพิมพ์เก่า” พูเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไป

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

“คำว่าบิ๊กเอียร์ส (Big Ears) มันมีเซนส์ของความเป็นนักข่าว หมายถึงคนหูใหญ่ที่คอยนั่งฟังเสียงคนจากข้างนอก แล้วนำมาเล่าให้คนอื่นฟัง โดยเนื้อหาของเว็บเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์

ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเปิดเว็บไซต์เลย เป็นเพราะเราสองคนไม่อยากทำบล็อก เพราะเรารู้สึกว่าบล็อกจะมีความเป็นส่วนตัวสูงเกินไป แต่เราอยากทำเว็บไซต์เพื่อให้มันเป็นแมกกาซีนที่นำเสนอหลายมุมมอง”

 

พูยังรับหน้าที่เล่าต่อว่า เพราะเขาและแจงมีเรื่องราวการเดินทางอีกมากที่ยังไม่ได้เล่าหรืออยากเล่าใหม่ และด้วยจิตวิญญาณของ “นักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร” ที่ยังสนุกกับการเดินทาง จึงสร้างพื้นที่ออนไลน์ของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่

“สำหรับผมชอบเขียนสไตล์ตลกขบขัน ส่วนแจงจะเขียนแบบลึกซึ้ง หรือหากมีนักเขียนรับเชิญ เราก็จะให้เขาเขียนในแบบของเขา เพื่อทำให้เกิดความหลากหลายในแง่ของเนื้อหา โทนเสียง และความสนุกสนาน

ในช่วงเริ่มต้นนี้เราเลือกที่จะเขียนเนื้อหาภาษาไทยก่อน เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย ซึ่งถึงแม้ภาษาไทยจะมีคู่แข่งในวงการเยอะ แต่เราเชื่อว่าเนื้อหาของเราไม่เหมือนใคร เพราะเราพยายามสร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาให้แตกต่างจากคนอื่น” พูกล่าว

ส่วนแจงยังเสริมด้วยว่า

 

“เราสองคนเป็นนักข่าวมาเกินครึ่งชีวิต ซึ่งอาชีพนี้พอเป็นแล้วมันจะเป็นตลอดไป ความเป็นนักข่าวยังคงติดตัวเราไปเสมอ พอมองอะไรเราจะมองแบบถอยห่าง มองทุกอย่างให้เป็นกลางที่สุด และเวลาเราเดินทางแล้วได้เจอคนที่เก่งมากๆ เราก็อยากจะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้คนอื่นฟังด้วย”

นอกจากนี้ ทั้งคู่เชื่อว่าคนที่เข้ามาชมเว็บไซต์บางกอกบิ๊กเอียร์ส จะได้รับสิ่งที่มากกว่าข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ แต่จะได้รับความรู้กลับไป เนื่องจากทุกที่ที่ไปย่อมมีข้อมูล ข้อเท็จจริง เกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ หรือคำพูดของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะสร้างคุณค่าและความสำคัญให้ที่แห่งนั้นมากขึ้น

 

ติดตามเรื่องราวการเดินทางที่มากกว่าการท่องเที่ยวได้ทางเว็บไซต์ www.bangkokbigears.com และเพจเฟซบุ๊ก Bangkokbigears

 

ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ เปิดเมนูใหม่จากเชฟแอนเดรีย บูโซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543799

ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ เปิดเมนูใหม่จากเชฟแอนเดรีย บูโซน

เรื่อง แบมบีbambi5789@gmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ต้อนรับเชฟแอนเดรีย บูโซน (Chef De Cuisine Andrea Buson) หัวหน้าเชฟครัวอิตาเลียนคนใหม่ ประจำห้องอาหารบิสก็อตติ พร้อมแนะนำเมนูอาหารซิกเนเจอร์ล่าสุด

บิสก็อตติเป็นห้องอาหารอิตาเลียนร่วมสมัย ดีไซน์แบบครัวเปิดให้ผู้ที่ชื่นชอบในการรับประทานอาหารได้มองเห็นเชฟและทีมพ่อครัวปรุงอาหารสดพร้อมเสิร์ฟ ในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเองมากว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งล่าสุดห้องอาหาร บิสก็อตติยังได้รับการจัดอันดับในหมวดหมู่ The Plate หรือร้านอาหารคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถันของคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ (Michelin Guide Bangkok) อีกด้วย

เชฟแอนเดรีย บูโซน จากเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ผู้สั่งสมประสบการณ์มากว่า 18 ปี จากโรงแรมและห้องอาหารชื่อดังหลากหลายประเทศ มีความตั้งใจรังสรรค์เมนูจานใหม่มาบริการให้กับแขกผู้มาเยือน

สำหรับเมนูที่เชฟภูมิใจนำเสนอคือ ปลาหมึกยักษ์ย่าง เสิร์ฟกับถั่วชิกพีบด และครีมซอสเชลล์ฟิช สลัดหอยเชลล์ ครีมบัฟฟาโลมอสซาเรลลา มะเขือเทศเชอร์รี่ดอง และมะกอกดำบด ซุปฟักทอง เอสพูม่าครีมจากชีสกอร์กอนโซลาและโรสแมรี่ เสิร์ฟกับเบคอนอิตาเลียนกรอบ พิซซ่ายูนิกา-พริกหวานย่าง มะกอก คอปป้าแฮม ใบร็อกเกต และชีสเปโคริโน ข้าวรีซอตโต้กับถั่วกรีนพี เบคอนอิตาเลียน ตับห่าน และชีสพาร์เมซาน พาสต้าทากลิโอลินีกับเพสโตทราเปนีส ไส้กรอกอิตาเลียน และชีสริคอตต้า ปลาแซลมอน เสิร์ฟกับซอสเพสโต้พิสตาชิโอ มะเขือเทศซิซิเลียน และมันเทศสีม่วง และเนื้อ ริบอายสไลซ์ กับใบร็อกเกต ชีสพาร์เมซาน มะเขือเทศเชอร์รี่กับซอสเพสโต และซอสน้ำส้มบัลซามิค

นอกจากนี้ ที่เป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติคือ เมื่อสั่งของหวานจานเด็ดของอิตาเลียน อย่างทิรามิสุ ทางห้องอาหารจะจัดส่วนผสมต่างๆ ทั้งซอสกาแฟ ครีมสดมาสคาโปเน คุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์ ฯลฯ มาปรุงให้ชมกันสดๆ ถึงโต๊ะของแต่ละท่านกันเลยทีเดียว

ลิ้มรสชาติอาหารเมนูใหม่แกะกล่องจากฝีมือเชฟแอนเดรีย บูโซน ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ ชั้น 1 โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ (BTS ราชดำริ) เปิดบริการทุกวันมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำเวลา 18.00-22.30 น.

สอบถามรายละเอียดหรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02-126-8866 ต่อ 1214 อีเมล : biscotti.asia@anantara.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.biscottibangkok.com

 

ขาหมูขั้นเทพ อร่อยสูตรเด็ดคุณแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543908

ขาหมูขั้นเทพ อร่อยสูตรเด็ดคุณแม่

โดย จักรพันธ์ นาทันริ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ร้านขายข้าวขาหมูในตัวเมืองขอนแก่นมีเปิดให้บริการมากมาย แต่มีร้านแห่งหนึ่งที่อยากแนะนำผู้ที่ชื่นชอบข้าวขาหมูไปลิ้มลองที่ “ร้านขาหมูขั้นเทพ” เปิดให้บริการภายในตลาดสดตองแปด ถนนรื่นรมย์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งร้านแห่งนี้มีสูตรเด็ดที่ไม่เหมือนใครมีเมนูเด็ดรวมกว่า 20 เมนูไว้รองรับบริการลูกค้า

 

ธันย์ธำรง ธนกิจทวีพัฒน์ เจ้าของร้าน “ขาหมูขั้นเทพ” กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของข้าวขาหมูขั้นเทพนั้น คือ การคงไว้ซึ่งรสชาติและฝีมือของคุณแม่ที่ชอบทำขาหมูรับประทานภายในครอบครัว จึงนำมาต่อยอดแนวความคิด มาลองทำจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ตลาดแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2555

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

ในช่วงแรกๆ ธันย์ธำรง ยอมรับว่ายังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้ามากนัก รายได้อยู่ที่วันละ 4,000- 6,000 บาท แต่ด้วยความที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ มีกลิ่นเครื่องเทศหอมเตะจมูกทำให้ลูกค้าเริ่มบอกต่อแบบปากต่อปาก จนปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่วันละ 2.5-3 หมื่นบาท

“ช่วงเวลาที่มีลูกค้าแน่นร้านสุดคือช่วงเที่ยง ทั้งลูกค้าประจำหรือลูกค้าทั่วไป บางคนสั่งเป็นข้าวกล่องกลับไปรับประทานกับเพื่อนร่วมงาน หรือกับครอบครัว ส่วนช่วงเย็นที่มีลูกค้าจำนวนมากซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านด้วย ทำให้ทางร้านนอกจากจะเพิ่มจำนวนพนักงานเพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการกับลูกค้าแล้ว ยังคงมีการเพิ่มจำนวนเขียงสำหรับการสับขาหมูเพื่อบริการลูกค้าให้ทันตามความต้องการโดยเฉพาะเวลาอาหารกลางวัน”

 

ธันย์ธำรง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันร้านขาหมูขั้นเทพจำหน่ายได้อยู่ที่ประมาณวันละ 500-700 จาน ราคาจำหน่ายอยู่ที่ธรรมดาจานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท ส่วนขาหมูหากซื้อยกขาขายราคาขาละ 350 บาท โดยแต่ละวันจะใช้ขาหมูมากกว่า 60 ขา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่มาขอรับบริการที่ร้านตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมนูเด็ดของร้านคือขาหมูที่ตุ๋นที่เคี่ยวจนได้ที่รสชาติกลมกล่อม

นอกจากนี้ ทางร้านยังคงมีการนำขาหมูไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ กว่า 20 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ข้าวลาบขาหมู ข้าวขาหมูผัดฉ่า ข้าวกะเพราขาหมู ข้าวผัดคะน้าขาหมู ข้าวขาหมูผัดพริกหยวก ต้มยำขาหมู ซึ่งเป็นที่ได้รับความสนใจและชื่นชอบของลูกค้าอีกด้วย

ใครแวะเวียนมาเที่ยวเมืองขอนแก่น หากอยากรับประทานขาหมูขั้นเทพเปิดให้บริการทุกวัน

 

ความหนาวในหน้าร้อน ‘ดอยสวนยาหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543906

ความหนาวในหน้าร้อน ‘ดอยสวนยาหลวง’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

อดีตไร่ฝิ่นถูกเปลี่ยนเป็นถิ่นปลูกกาแฟ อดีตภูเขาอันแห้งแล้งถูกเปลี่ยนเป็นป่าอันหนาวเย็น โดยภาพทั้งสองล้วนเกิดขึ้นหลังชาวบ้านเผ่าอิ้วเมี่ยน “บ้านสันเจริญ” ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน เปลี่ยนวิถีจากปลูกฝิ่นและพืชเชิงเดี่ยวมาปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ จึงฟื้นฟูสภาพเขาหัวโล้นให้กลายเป็นป่าใหญ่ และพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชน

“น้าป่า” ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า ในยุคพ่อของน้าป่าชาวบ้านที่นี่ปลูกฝิ่น แต่หลังจากฝิ่นผิดกฎหมาย คนรุ่นต่อมาได้เปลี่ยนมาปลูกฝ้ายและข้าวโพด จนเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ชาวบ้านสันเจริญได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกับการรู้จัก “กาแฟ”

“สมัยของผมไม่ทันการปลูกฝิ่นแล้ว แต่พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า การปลูกฝิ่นต้องใช้พื้นที่กว้าง ภูเขาทุกลูกเป็นเขาหัวโล้น พอเลิกฝิ่น ป่าไม้ก็ขึ้นมาเอง และการปลูกกาแฟก็ทำให้ป่ากลับคืนมา พื้นที่ไหนที่ไม่ได้ปลูกก็ปล่อยให้ป่าขึ้น และแบ่งเขตพื้นที่ให้เป็นป่าไม้ใช้สอยของชุมชน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เราเริ่มเปลี่ยนมาปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิกาเมื่อปี 2535 รับพันธุ์มาจากพะเยา ตอนแรกเริ่มปลูกกันแค่จาก 3 บ้านและค่อยๆ ขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ พอมีคนเริ่มรู้จักก็เริ่มมีหน่วยงานเข้ามาหาทำให้มีความต้องการมากขึ้น พอคนในชุมชนเห็นก็เริ่มเปลี่ยนจากการปลูกฝ้ายมาปลูกกาแฟ จากนั้นก็เปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดเป็นไร่กาแฟ ทำให้ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านปลูกกาแฟเป็นหลัก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 5,000 ไร่”

00 จิบกาแฟชมพระอาทิตย์ขึ้นบนดอยสวนยาหลวง

 

ชาวสันเจริญเป็นชนเผ่าอิ้วเมี่ยนที่ยึดอาชีพปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิกาเป็นหลัก บนความสูง 1,100-1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดชื่อ “ยอดดอยสวนยาหลวง” คำว่า ยา หมายถึง ฝิ่น จึงหมายถึง ดอยสวนฝิ่นที่กว้างใหญ่ แต่ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยต้นกาแฟใบเขียวเข้มแซมด้วยต้นลิ้นจี่และลำไยเก็บผลผลิตเป็นรายได้เสริม

นอกจากวิถีเกษตรแต่ดั้งเดิม เมื่อไม่นานมานี้บ้านสันเจริญยังเปิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีคนรุ่นใหม่อย่าง “กริช” ภูวนาท เจริญรัตนนุกุล ชาวอิ้วเมี่ยนวัย 32 ปี เป็นตัวตั้งตัวตีร่วมมือกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติบนยอดดอย

“ผมโตมาเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ทุกวัน พอไปเรียนหนังสือทำให้รู้ว่าการท่องเที่ยวสามารถพัฒนาบ้านเราได้ ตอนเรียนปริญญาตรีผมเลยเลือกเรียนคณะการท่องเที่ยว และตัดสินใจกลับบ้านหลังทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศได้สักพัก พอกลับมาก็มาทำวิสาหกิจชุมชนกับคนในชุมชน เพราะตอนนั้นในกลุ่มมีสิ่งที่ต้องแก้ มีสิ่งที่ต้องพัฒนาและมีสิ่งที่ต้องทำต่อในเรื่องของคุณภาพกาแฟ

ถึงปี 2556-2557 คำว่า กาแฟสเปเชียลตี้เริ่มเข้ามา ผมก็เริ่มทำกาแฟสูตรพิเศษ ทำโรงคั่ว จนปี 2558 ผมทำแบรนด์ของตัวเองชื่อ ลาเปี้ยน คอฟฟี่ เน้นกาแฟสเปเชียลตี้ และเน้นความเป็นครอบครัวเพื่อให้คนดื่มรู้สึกว่าได้ดื่มกาแฟจากครอบครัวของเรา และด้วยความบังเอิญคือ มีคนมาเที่ยวแล้วเห็นว่าในโรงคั่วมีเครื่องทำกาแฟอยู่ มันเลยกลายเป็นร้านกาแฟไปโดยปริยาย

01 ดริปกาแฟยามเช้า

 

ตอนนี้ผมรับซื้อกาแฟจากชาวบ้านกิโลกรัมละ 18 บาท แล้วนำมาแปรรูปเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ ซึ่งหากชาวบ้านสามารถแปรรูปเองได้คุณภาพมันจะมา เพราะพอเก็บเมล็ดก็สามารถผ่านกระบวนการได้เลย ไม่ต้องเก็บค้างไว้ โดยตอนนี้วิสาหกิจชุมชนยังเป็นหลักใหญ่ในการรับซื้อกาแฟจากชาวบ้าน จึงไม่มีปัญหาราคากาแฟตกต่ำหรือผลผลิตล้นตลาด เพราะมีตลาดคอยรับซื้อนำไปแปรรูปเป็นแบรนด์ของตัวเอง

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว ตอนแรกผมทำท่องเที่ยวแค่หน้าฝน เพราะวิวสวย มีทุ่งหญ้าสีเขียว มีทะเลหมอก มีดาว จากนั้นเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักคนก็ติดต่อมาเที่ยวหน้าหนาว เพราะอยากสัมผัสอากาศหนาว ส่วนหน้าร้อนเพิ่งเปิดท่องเที่ยวในเดือนนี้ (มี.ค.)”

กริชอธิบายว่า ฤดูฝน นักท่องเที่ยวจะได้รับความเฉอะแฉะและลุยกว่าฤดูอื่น เพราะเส้นทางขึ้นไปยังยอดดอยสวนยาหลวงจะเละเป็นโคลน ต้องพันโซ่ที่ล้อรถโฟร์วีล และใช้ความชำนาญอย่างยิ่งในการขับรถ โดยรถจะไปถึงแค่จุดค้างแรม (บ้านกลางไร่กาแฟของครอบครัวกริช) แล้วนักท่องเที่ยวต้องเดินเท้าขึ้นไปยอดดอยเองอีก 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง

“สวมรองเท้าสตั๊ดดอย เริ่มเดินตั้งแต่ตี 4 จะไปถึงองค์พระตอน 6 โมงเช้า องค์พระเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกประทานพรให้ชุมชนพอดี ผมรับประกันว่าหน้าฝนทุกคนจะได้เห็นมหาสมุทรหมอก และพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นถ้าไม่กลัวเปียกฝนก็สามารถนอนเต็นท์บนยอดดอยเพื่อรอถ่ายทางช้างเผือกตอนกลางคืนได้เลย” กริชกล่าว

03 สันเขาสีเหลืองทองของดอยสวนยาหลวง

 

ส่วนฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสอากาศหนาวจัด รถโฟร์วีลขึ้นไปถึงยอดดอย ชมทะเลหมอก และระหว่างทางจะเห็นชาวบ้านขึ้นมาเก็บกาแฟ ส่วนฤดูร้อนนักท่องเที่ยวจะไม่เห็นทะเลหมอก แต่ยังได้สัมผัสความหนาวเย็นในหน้าร้อน ได้เห็นดอกกาแฟสีขาว สูดกลิ่นความหอมไปทั้งดอย และยังเห็นดาวเต็มฟ้าในคืนข้างแรม

“ทุกทริปจะได้จิบกาแฟดริปบนยอดดอย” หนุ่มอิ้วเมี่ยนจะเตรียมอุปกรณ์ขึ้นไปดริปกาแฟให้ดื่มคลายความหนาว พลางชมพระอาทิตย์ขึ้น ให้กลายเป็นวันใหม่ที่น่าจดจำ

นอกจากนี้ ในชุมชนสันเจริญยังมีวิถีชีวิตอย่างการปักผ้า ตีมีด และจักสานทำกระบุงเก็บกาแฟ ซึ่งกริชจะพาเดินไปชมตามบ้าน พูดคุยกับลุงป้าน้าอา และปิดท้ายด้วยการเติมพลังข้าวต้มจากข้าวไร่ที่ชาวบ้านปลูกเองเป็นอาหารเช้า

12 กิโลเมตรจากชุมชนถึงยอดดอยสวนยาหลวงเป็นเส้นทางดินขรุขระ ต้องอาศัยรถโฟร์วีลเป็นพาหนะและคนขับในพื้นที่เท่านั้นถึงจะรอด โดยในหน้าร้อนเช่นนี้เส้นทางไม่ลื่นแต่ฟุ้งไปด้วยฝุ่น ใช้เวลาเดินทางถึงยอดดอยประมาณ 45 นาที คนนั่งหลังกระบะต้องเตรียมตัวยึดให้ดี เพราะจะโยก กระโดด กระแทก ท้าทายความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความยืดหยุ่นของร่างกายเป็นอย่างดี

04 พระอาทิตย์ขึ้นบนดอยสวนยาหลวง

 

ระหว่างทางจะเห็นสวนลิ้นจี่ สวนลำไย และเมื่อไต่ระดับความสูงไปจนถึงจุดที่ปลูกกาแฟได้ ก็จะเห็นต้นกาแฟปลูกเป็นแถวใต้ต้นไม้ใหญ่สุดลูกหูลูกตา โดยช่วงนี้เป็นเดือนสุดท้ายของการเก็บผลผลิต ก่อนที่ผลเชอร์รี่ (ผลกาแฟสีแดง) จะงอมสุกเป็นสีดำคาต้นจนเรียกพวกตัวมอดมาโจมตี ทำให้ระหว่างทางต้องจอดหลบหลีกให้รถกระบะบรรทุกกระสอบกาแฟผ่านเป็นระยะ

เมื่อขึ้นไปถึงยอดดอยสวนยาหลวงจะได้ไปเยือนถึงสองจังหวัด เพราะบนนั้นเป็นจุดแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติของสองจังหวัด โดยพระอาทิตย์จะขึ้นฝั่งน่านและตกฝั่งพะเยา แต่เส้นทางขึ้นเขาจากพะเยาลำบากกว่าน่าน (เส้นทางจากน่านก็ว่ายากแล้ว) จึงไม่แปลกที่คนพะเยาจะยังไม่ทราบว่ายังมียอดดอยที่อากาศดีและสวยงามอยู่ด้วย

ถามน้าป่าว่า หลังจากกาแฟเข้ามา คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ น้าป่าตอบว่า ดีขึ้นกว่าปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะชาวบ้านไม่มีหนี้ ไม่ต้องกังวลว่ามื้อนี้จะกินอะไร แต่ที่ดีกว่าคุณภาพชีวิตคือ คุณภาพของป่าไม้ที่ตอนนี้มองไปทางไหนก็เป็นสีเขียว มีต้นไม้ใหญ่ และมีกาแฟที่สร้างรายได้ให้ครอบครัว

สายลุยและคอกาแฟที่ต้องการปลีกวิเวก อยากให้ไปลองนอนกลางไร่กาแฟที่ไม่มีไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ ไปสัมผัสชีวิตคนปลูกกาแฟที่ใช้ชีวิตทั้งหมดกับมัน และไปดื่มด่ำกับธรรมชาติที่ไม่สนใจว่าข้างล่างจะร้อนแค่ไหน เพราะเมื่อมีป่าก็มีความหนาวเย็นตราบนานเท่านั้น เป็นของขวัญที่คนรู้จักอยู่กับป่าอย่างสมดุลและยั่งยืน

………..ล้อมกรอบ………..

ค่าใช้จ่าย 2 วัน 1 คืน คนละ 1,000 บาท รวมอาหาร 2 มื้อ (เย็นและเช้า เมนูอาหารขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละวัน) ไกด์ท้องถิ่น กาแฟดริปยามเช้า และรถขับเคลื่อนสี่ล้อไป-กลับ โดยจำกัดคันละไม่เกิน 10 คน หากมา 2 คนจะคิดราคาเหมา 4,500 บาท

ติดต่อ “กริช” เจ้าของร้านกาแฟ ลาเปี้ยน คอฟฟี่ โทร. 08-6390-7737 และเพจเฟซบุ๊ก ท่องเที่ยวดอยสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ

………..ใต้ภาพ…………

00(รูปเปิด) จิบกาแฟชมพระอาทิตย์ขึ้นบนดอยสวนยาหลวง

01 ดริปกาแฟยามเช้า

02 นักท่องเที่ยวนั่งดื่มกาแฟกลาอากาศหนาวบนยอดดอย

03 สันเขาสีเหลืองทองของดอยสวนยาหลวง

04 พระอาทิตย์ขึ้นบนดอยสวนยาหลวง

05 ชาวบ้านห่อตัวด้วยผ้าห่มคลายความหนาวในหน้าร้อน

06 กริชจิบกาแฟดริปกลางแดดอุ่น

07 ดริปเปอร์จากไผ่สาน ฝีมือชาวบ้านสันเจริญ

08 อ้าแขนรับพลังธรรมชาติ

09 เงานักท่องเที่ยวเคียงคู่พระพุทธรูปปางประทานพร

10 ผ้าโบกสะบัดตามกระแสลมแรง

11 นักท่องเที่ยวกระโดดเป็นแบบให้ตากล้อง

12 ชาวบ้านขึ้นมาเก็บกาแฟผลเชอร์รี่ก่อนจะสุกจนเน่าเสีย

13 สตรอเบอร์รี่สดจากไร่ของชาวบ้าน

14 อาหารถิ่นอิ้วเมี่ยนเสิร์ฟบนใบตองเป็นอาหารเย็นของนักท่องเที่ยว

15 ครัวเตาฟืนในบ้านพัก

16 กาแฟผลเชอร์รี่ ผลผลิตหลักของชาวบ้านสันเจริญ

17 ชาวบ้านรูดเก็บผลกาแฟในช่วงสุดท้ายก่อนสุกงอม

18 คุณยายแต่งชุดอิ้วเมี่ยนนั่งปักผ้าเข็มต่อเข็ม

19 ชุดแต่งงานของเจ้าสาวชาวอิ้วเมี่ยน

20 น้ำตกออกรู

21 ร้านกาแฟลาเปี้ยนคอฟฟี่

 

อร่อยเหมือนเดิม หมูทอดเจ๊จง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 13:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543846

อร่อยเหมือนเดิม หมูทอดเจ๊จง

เรื่อง/ภาพ พี่เวส

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

สร้างความอร่อยมาอย่างยาวนานสำหรับหมูทอดเจ๊จง โดยเริ่มต้นสาขาแรกที่แถวถนนพระราม 4 ที่มีลูกค้ามาต่อคิวกันยาวเหยียดแทบทุกวัน

หลังๆ จึงได้ขยายความอร่อยไปอีกหลายสาขา โดยมีบรรดาลูกสาวและญาติๆ เป็นผู้ช่วยดูแลความอร่อย พร้อมกับมีแกงและผัดนานาชนิดเข้ามาเสริมทัพความอร่อย โดยยึดขายหมูทอดตำรับเจ๊จงที่กรอบนอกนุ่มในทุกสาขา เรียกว่าตั้งแต่เปิดมาจนถึงวันนี้ร้านได้เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

สาขาล่าสุดมาเปิดขายอยู่ที่ชั้นล่างของตึก FYI ถนนพระราม 4 แถวแยกคลองเตย ที่ไม่ต้องต่อคิวยาวเหมือนสาขาแรก แต่ยังคงความอร่อยเอาไว้เหมือนเดิม และราคาก็ไม่ต่างกันกับสาขาแรก อย่างหมูทอดกับกับข้าว 1 อย่างราคาก็แค่ 35 บาทเอง ส่วนหมูทอดเขาก็มีขายเป็นขีดด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หมูทอดของที่นี่จะเน้นใช้หมูสามชั้น มาผสมกับส่วนผสมของเจ๊จง ทำให้กรอบนอกนุ่มใน ที่สำคัญยังมีผักแกมมากมาย และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือน้ำจิ้มรสเด็ดที่จัดเอาไว้ให้ลิ้มลองกันเหมือนเดิม ที่พิเศษอีกอย่างสำหรับสาขานี้คือเขาจะใช้จานกระดาษที่กินเสร็จก็ทิ้งกันได้เลย เรียกว่าสะดวกสบายมาก

ร้านหมูทอดเจ๊จงสาขานี้ เขาเปิดขายวัน จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. ลองโทรไปสอบถามความอร่อยกันดูที่ โทร. 08-6812-4520