รักอาหารใต้ต้องแวะ เสือใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 13:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543843

รักอาหารใต้ต้องแวะ เสือใต้

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

คนรักอาหารใต้ พลาดไม่ได้กับร้านอาหารใต้น้องใหม่ชื่อติดหูชวนมาชิม อย่าง เสือใต้ ซึ่ง ตู๋-เลิศรินิญฒ์ สิปปภาค ผู้คว่ำหวอดในธุรกิจอาหาร และเคยฝากผลงานสร้างชื่อมาแล้วกับ พอท มินนิสทรี (Pot Ministry) และคาเฟ่ ชิลลี่ (Cafe’Chilli) ตั้งใจนำเสนอความอร่อยครั้งใหม่ให้คนเมืองได้ชิม

จุดเด่นของทางร้าน นอกจากจะคงเสน่ห์ของอาหารใต้ไว้อย่างครบครัน ยังเพิ่มกลิ่นอายความเป็นไทยด้วยการเลือกใช้ผ้าปาเต๊ะมาสร้างกิมมิกให้กับร้าน แต่ยังคงความร่วมสมัยด้วยการใช้สีน้ำเงินมาผสานเข้ากับความเป็นไทย

สำหรับเมนูซิกเนเจอร์ที่แนะนำว่าต้องสั่งมาลอง นำทีมมาโดย แกงคั่วลูกเหรียง เมนูออริจินัลจากทางใต้ ที่เข้มข้นด้วยรสชาติของเครื่องแกงโฮมเมด โขลกเองจนถึงเครื่องได้รสเผ็ดร้อนจัดจ้าน แค่เสิร์ฟกับข้าวสวยๆ ร้อนๆ ก็ฟิน แต่ถ้าจะให้เข้ากัน แนะนำให้กินคู่กับไข่เจียวกากหมู เนื้อฟูหนานุ่ม ได้เทกเจอร์ของเนื้อไข่นุ่มลิ้น เพราะทางร้านเลือกใช้ไข่ไก่และไข่เป็ดมาตีผสมกันก่อนนำไปทอด ใครที่กำลังรีดน้ำหนัก อาจจะเปลี่ยนจากกากหมูเป็นไข่เจียวกองปูก็น่าสนใจ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เมนูถัดมาต้องหลีกทางให้พะโล้ไข่เค็มไชยา เมนูบ้านๆ แต่ถูกปาก ทีเด็ดของทางร้านคือ นอกจากจะใช้ไข่ต้มเหมือนเมนูไข่พะโล้ทั่วไปแล้ว ยังเพิ่มกิมมิกด้วยการนำไข่เค็มไชยามาต้ม ก่อนจะเคี่ยวน้ำพะโล้ให้ข้นเหมือนคาราเมล เสิร์ฟพร้อมหมูสามชั้น

ต่อด้วยคั่วกลิ้งหมูสับกากหมู เมนูคู่ครัวใต้ แต่ทางร้านเพิ่มความพิเศษด้วยการใส่กากหมูลงไปด้วย เมนูนี้นอกจากทีเด็ดจะอยู่ที่เครื่องแกงที่ทั้งหอมและรสชาติจัดจ้าน มาถึงอีกหนึ่งเมนูที่ทุกร้านที่ประกาศตัวว่าเป็นร้านอาหารใต้ขาดไม่ได้นั่นคือ ใบเหลียงผัดไข่ หน้าตาและรสชาติรับรองไม่เป็นรองร้านอื่น เคล็ดลับอยู่ที่การนำน้ำมันหมูซึ่งเจียวจากกากหมูสดใหม่ทุกวันมาผัดเพื่อเพิ่มความหอมให้กับเมนูนี้

ปิดท้ายเมนูของคาวด้วยวุ้นเส้นผัดดอกผักปลัง ตามปกติร้านอาหารใต้ทั่วไปจะนำเสนอเมนูนี้พร้อมดอกขจร แต่เจ้าของร้านมองว่าไม่แตกต่าง จึงเลือกใช้ผักปลัง และผักกระเฉดแทน นำไปผัดใส่ไข่ ใส่กุ้ง อร่อยไปอีกแบบ ตักกันเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว

จบคอร์สของคาว อย่าเพิ่งยกธงยอมแพ้ เพราะเมนูของหวานที่นี่ อลังการ” ไม่แพ้กันซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องสั่งคือ ชุดเต้าทึง เสิร์ฟในรูปแบบน้ำแข็งใสที่เรียกความสดชื่นเติมความหวานด้วยน้ำลำใยเย็นฉ่ำ มาพร้อมเซ็ตท็อปปิ้งที่มีให้เลือกถึง 12 เครื่อง อาทิ รากบัว ลูกบัว แปะก๊วย ลำใย วุ้น มัน ถั่วแดง เฉาก๊วย ฯลฯ สดชื่นสมกับเมนูล้างปาก แต่ถ้าใครที่ไม่ปลื้มน้ำแข็งใส ทางร้านยังมีเมนูของหวานแนะนำอย่าง ขนมโคและโรตีกรอบ

เสือใต้ ร้านอาหารใต้ที่ออกแบบมาเพื่อคนเมือง ด้วยรสชาติแบบใต้แต่ไม่เผ็ดถึงขั้นน้ำตาไหลพร้อมแล้วให้ทุกคนได้ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ  ร้านตั้งอยู่ชั้น 6 ตึกเฮลิกซ์ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.30-22.00 น. โทร. 02-552-5781

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา ยำสลัดหมูรมควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 12:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/543782

จากยอดดอยสู่บ้านเรา ยำสลัดหมูรมควัน

ส่วนผสม

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

เดินร้านของโครงการหลวงร้านเดียวเหมือนอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่สามารถประกอบเป็นอาหารได้ครบหมด สมัยก่อนอาจจะไม่ครบถ้วนขนาดนี้ แต่ปัจจุบันมีตั้งแต่ผักสด เนื้อสัตว์ ข้าว และธัญพืช ขนมขบเคี้ยวพร้อมด้วยอาหารพร้อมกิน อาหารพร้อมปรุง เครื่องดื่มหลากหลาย เรียกว่าแวะที่เดียวได้ครบหมด ไม่ต้องไปแวะเพิ่มเติม

ร้านของโครงการหลวงจะเด่นในด้านพืชผักเมืองหนาว อาหารแปรรูป เพราะน่าจะมาจากพันธกิจในการทำโครงการเพื่อหาวิธีแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร ช่วยเปิดช่องการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล ผลพลอยได้มาพร้อมกับความมั่นคงในชุมชนที่สร้างจากมือเกษตรกร เสียดายที่น่าจะมีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้ผู้ซื้อได้อิ่มเอมไปกับที่มาของวัตถุดิบแต่ละอย่างให้พวกเราผู้บริโภคได้รับรู้ถึงเส้นทางกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะผู้เขียนเคยได้รับทราบข้อมูลสินค้าบางตัว รู้สึกรับประทานแล้วอร่อยขึ้น

อย่างวัตถุดิบของเราในฉบับนี้ เป็นหมูรมควันที่เป็นสันนอกของหมูพันธุ์พิเศษที่ได้รับสายพันธุ์จากเมืองจีน นำมาปรับปรุงพันธุ์จนเลี้ยงได้ในประเทศไทย ผ่านกระบวนการหมักหรือที่เรียกว่า Brining ด้วยน้ำหมักปรุงรสจนมีรสเค็ม หวาน หอมด้วยเครื่องเทศก่อนจะรมควันเสียหอมฟุ้ง ที่เขาไม่เรียกว่าแฮม เพราะไม่มีการเพิ่มน้ำหนักด้วยการเพิ่มน้ำเข้าไปในเนื้ออย่างแฮมปกติในท้องตลาด รับประทานแล้วเชื่อได้ว่าปราศจากสารเคมีที่อันตรายจากแฮมคุณภาพต่ำ เพราะยังเห็นเนื้อเป็นชิ้นๆ เพียงแต่กัดแล้วฉ่ำและหอมด้วยกลิ่นรมควัน

ฉบับแรกๆ ของ “จากยอดดอยสู่บ้านเรา” ผู้เขียนนำเอาหมูรมควันของโครงการหลวงมาจี่ให้หอมในกระทะที่มีน้ำมันมะกอกเล็กน้อย จี่หมูรมควันไปด้วยผัดมะเขือเทศราชินีสีแดงและสีส้มไปด้วยในกระทะเดียวกัน เหยาะด้วยพริกไทยและโรยด้วยสมุนไพรอย่างใบไธม์สดที่ปลูกจากไร่ของโครงการหลวง กินคู่กับไข่ดาวสักฟอง ขนมปังฟักทองปิ้งสักแผ่น ถือเป็นอาหารเช้าคุณภาพที่ “ทรู” ยังเอาไปทำเป็นสเต็กหมูรมควัน สปาเกตตีคาโบนาร่า หรือแม้แต่ อาหารไทยๆ อย่างกระเพาะหมูรมควัน หรืออาหารเด็กๆ อย่างข้าวผัด

สำหรับฉบับนี้ ผู้เขียนขอใช้หมูรมควันแบบเดิมมาประกอบเป็นสลัด ความเจ๋งคือซื้อหมูรมควันติดบ้านไว้ ไม่ต้องอาศัยการปรุงด้วยความร้อนเพิ่มเติมเพราะหมูรมควันอร่อยพร้อมกินอยู่แล้ว

ยำสลัดหมูรมควันจานนี้ ผู้เขียนได้ไอเดียมาจาก ยำแฮมสดของแม่นุช คุณนีรนุช ปัทมสูตร คุณแม่ของข้าวตูเพื่อนนักเรียนสาธิตเกษตรฯ แม่นุชยำแบบง่ายๆ แต่น่ารับประทาน ใช้แฮมหั่นบางๆ มีผักเยอะๆ และรับประทานกับพริกสด พริกทอด ผู้เขียนจึงขอเอาไอเดียน้ำยำง่ายๆ แบบแม่นุชมาประยุกต์เป็นยำสลัดจานนี้ ที่อาศัยความเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน จากน้ำยำไทยๆ ผสานกับความมันๆ แบบที่ลิ้นชอบกับมายองเนส หน้าตาอาจจะคล้ายสลัดแบบ ฝรั่งหรือแบบญี่ปุ่น แต่รสชาติไทยแท้ๆ เพราะมีทั้งหอมใหญ่ที่สไลซ์บางๆ แช่น้ำเย็นจัด จนกรอบใส เผ็ดจี๊ดๆ ด้วยขิง สะระแหน่ซ่าๆ ตามด้วยเผ็ด แบบกระโดดด้วยพริกทอดลูกโดดแบบไทยๆ คล้ายกับเมี่ยงก็ไม่ใช่ ยำก็ไม่เชิง เพราะมีเครื่องเมี่ยงเครื่องยำบวกด้วยมายองเนส ถ้าใครชอบถั่วลิสงคั่วโรย ลงไปด้วยก็เพิ่มความอร่อย

เสน่ห์การกินของยำสลัดหมูรมควันจานนี้คือ พินิจความสวยของเครื่องเคราต่างๆ ที่ตระเตรียมมาในจานเสียก่อน แล้วจึงราดน้ำยำให้ทั่ว ก่อนจะคลุกเคล้าตรงหน้าเบาๆ ให้มายองเนสเคลือบทั่วทุกส่วนผสม จากนี้ความสวยจะน้อยลงแล้ว จึงค่อยเอาส้อมจิ้มสลัดขึ้นมาเพื่อ “เอ็นจอย” ความอร่อย เพราะแต่ละคำจะอร่อยต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าส้อมจะจิ้มถูกส่วนผสมอะไรในจานบ้าง รับรองว่าง่ายแต่อร่อย

 

ยำสลัดหมูรมควัน

หมูรมควันของโครงการหลวง หรือแฮมแบบที่ชอบ 2-3 ขีด

ผักกาดแก้ว ฉีกเป็นใบๆ พอดีคำ คล้ายๆ ในสลัด 2 ถ้วย

แตงกวาญี่ปุ่น ใช้ที่สไลซ์ทำให้บางๆ แช่น้ำเย็นจัดไว้จะได้ใสๆ กรอบๆ 1 ลูก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หัวหอมใหญ่สไลซ์บางๆ ตามแนวตั้ง คล้ายยำแต่บางๆ แช่น้ำเย็นไว้จนใสกรอบครึ่งหัว

พริกแห้งคั่วแล้วตำเป็นพริกป่นหยาบๆ ครึ่งช้อน

ต้นหอม หั่นเป็นแบบใบไผ่ (สไลซ์เฉียงๆ) 2-3 ต้น

ขิงอ่อน หั่นเต๋าๆ 3 ช้อนโต๊ะ

สะระแหน่ เด็ดเป็นใบๆ หยิบมือ

ส่วนผสมน้ำยำ

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 2-2.5 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมสับละเอียด 1/4 ช้อนชา

มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะโดยประมาณ

วิธีทำ

• ทำน้ำยำโดยผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทรายให้เข้ากัน พักใส่ถ้วยไว้

• หั่นส่วนผสมสลัดทั้งหมดและจัดใส่จาน

• เวลาจะรับประทานราดน้ำยำให้ทั่ว บีบมายองเนส โรยพริกไทยดำพร้อมกับพริกป่น เคล้าให้เข้ากัน รับประทานได้เลย

 

เมนูพิเศษเทศกาลวันเด็กผู้หญิง ณ ห้องอาหารยามาซาโตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 19:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542654

เมนูพิเศษเทศกาลวันเด็กผู้หญิง ณ ห้องอาหารยามาซาโตะ

เรื่อง แบมบีbambi5789@gmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ห้องอาหารญี่ปุ่นยามาซาโตะ (Yamazato) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จัดเตรียมเมนูอาหารชุดพิเศษทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ สำหรับเฉลิมฉลองเทศกาลวันเด็กผู้หญิงของประเทศญี่ปุ่น ให้บริการวันที่ 3-25 มี.ค.นี้เท่านั้น

เทศกาลวันเด็กผู้หญิงของประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “ฮินะมัตซึริ” (Hina Matsuri) ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มี.ค.ของทุกปี ถือเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองการเจริญเติบโตแข็งแรงสมบูรณ์ของเด็กผู้หญิง เป็นเทศกาลของการอธิษฐานให้ลูกสาวมีความสุข ขจัดพลังชั่วร้ายออกไปจากชีวิต ประสบความสำเร็จ สุขภาพร่างกายแข็งแรง และสวย

 

เมื่อใกล้ถึงวันเทศกาล ครอบครัวชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จะมีการประดับตุ๊กตาฮินะ หรือ ฮินะนิงเงียว (Hina Ningyo) ไว้ที่บ้าน ตุ๊กตาฮินะ เป็นตุ๊กตาแบบดั้งเดิมทำด้วยมือ แต่งกายตามราชสำนักญี่ปุ่นโบราณวางบนชั้น 7 ชั้น รายล้อมไปด้วยข้าราชบริพาร และเครื่องตกแต่งชิ้นเล็กๆ ประดับด้วยฉากหลังสีทองให้เหมือนกับคฤหาสน์จำลอง และมีเครื่องบูชา เช่น ดอกพีช ข้าว เค้ก และเค้กที่ทำจากข้าวรูปร่างคล้ายเพชร ซึ่งเรียกว่าฮิชิโมจิ (Hishimochi) สาเกขาว และฮินะซูชิ (Hina Sushi)

 

เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารยามาซาโตะ คำนึงถึงความสำคัญของเทศกาลนี้ จึงจัดเตรียมเมนูอาหารชุด มื้อกลางวัน “โกเซ็น” (Gozen) และเมนูชุดอาหารมื้อค่ำ “ไคเซกิ” (Kaiseki) เพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมฉลองกับเทศกาลสำคัญนี้ โดยมีอาหารน่ารับประทานหลายรายการ อาทิ ปลาดิบชั้นดี ปลาหมึกและหอยแมลงภู่นึ่งเสิร์ฟคู่กับมะเขือเทศ มันญี่ปุ่นและราดด้วยซอสหอยเม่น เทมปุระกุ้ง ปูหิมะ เห็ดไมทาเกะ พริกหยวกญี่ปุ่น และข้าวซูชิหน้ารวมมิตร หรือ ฮินะซูชิ (Hina Sushi) ที่ประกอบไปด้วย ปลาไหลญี่ปุ่น กุ้ง รากบัว เห็ดชิทาเกะ รากโสมญี่ปุ่น สีสันสวยงามอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับ เด็กหญิงวัยเจริญเติบโต เพื่อความแข็งแรงและประสบความสำเร็จในอนาคต ส่วนขนมหวานประจำเทศกาลวันเด็กผู้หญิงของประเทศญี่ปุ่นคือ คาชิวะโมจิ (Kashiwa Mochi) โมจิข้าวสีชมพูไส้ถั่วแดงห่อด้วยใบเชอร์รี่ เมนูอาหารชุดพิเศษ สำหรับเทศกาลเด็กผู้หญิง มีให้บริการที่ห้องอาหารยามาซาโตะ ระหว่าง วันที่ 3-25 มี.ค. มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. ราคาชุดละ 1,300 บาท++ ส่วนมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. ราคาชุดละ 4,500 บาท++

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

สำหรับห้องอาหารยามาซาโตะ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ รายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง โทร. 02-687-9000 หรือ yamazato@okurabangkok.com

 

อิ่มไม่อั้น! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์วังวิเศษ 49 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542653

อิ่มไม่อั้น! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์วังวิเศษ 49 บาท

เรื่อง/ภาพ เมธี เมืองแก้ว

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์รสชาติอร่อย ราคาโดนใจเงินในกระเป๋า จ่ายราคาเดียวก็สามารถอิ่มท้องไปทั้งวัน นั่นก็คือร้านเจ๊ซิ้ม ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ตั้งอยู่เลขที่ 195 หมู่ 3 ต.วังมะปรางเหนือ อ.วังวิเศษ จ.ตรัง (ริมถนนสายตรัง-กระบี่) ซึ่งเป็นอีกร้านหนึ่งที่ตอบโจทย์ชาว จ.ตรัง และใกล้เคียง แต่ละวันมีบรรดาข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ นักธุรกิจ และประชาชนจำนวนมาก แวะเวียนไปอุดหนุนไม่ขาดสาย เพราะราคาหัวละ 49 บาท

แต่ละวันร้านเจ๊ซิ้มปรุงกับข้าวไว้รองรับลูกค้า 14-15 เมนู รวมทั้งของหวานและผลไม้ตามฤดูกาล ที่พิเศษสุดลูกค้าตักเองตามใจชอบและเติมได้ไม่อั้น หรือจะนั่งกินได้นานจนถึงเย็นก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามใส่ถุงกลับบ้าน ซึ่งเมนูเด็ด คือ ต้มจับฉ่ายกับหมูย่าง แกงส้มกุ้งกับไข่ทอดชะอม ผัดเผ็ดซี่โครงหมู เกาหยุก และน้ำพริกผักต้มกะทิ

 

สวัสดิ์ ทองคำ สามีเจ๊ซิ้ม บอกว่า สาเหตุที่ขายอาหารอร่อยรสเลิศขายถูกกว่าร้านอื่นๆ เพราะมีการเลี้ยงหมูเอง ย่างหมูเอง ปลูกผักเองโดยไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน ทำให้ทุกอย่างแทบจะไม่ต้องซื้อหา ยกเว้น กะปิ น้ำปลา หอม และกระเทียม หรือสิ่งที่ไม่สามารถปลูกเองหรือผลิตขึ้นเองได้ ประกอบกับภรรยามีฝีมือด้านการทำอาหารมาก่อนแล้ว จึงอยากปรุงอาหารทุกๆ เมนูให้ลูกค้าได้รับประทานในราคายุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ จนทำให้ชาวบ้านหลายคนมีความยากลำบาก ซึ่งจะเปิดขายตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. จนหมดเกลี้ยง สร้างกำไรได้วันละ 5,000-6,000 บาท

นักท่องเที่ยวผ่านถนนสายตรัง-กระบี่ อยากรับประทานอาหารรสชาติอร่อย ราคาถูกใจ แต่อิ่มท้องไม่อั้นอย่าลืมแวะร้านเจ๊ซิ้ม

 

เสน่ห์รสไทย ปลายจวักเชฟหญิงแห่งเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542658

เสน่ห์รสไทย ปลายจวักเชฟหญิงแห่งเอเชีย

เรื่อง เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน/Paste

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เมื่ออาหารไทยที่เราเคยเห็นหรือรับประทานมาแต่อ้อนแต่ออกถูกนำมาแต่งเติมเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไป กับข้าวจานใหม่ก็ถือกำเนิด เป็นอาหารที่สวยงาม แปลกตา แต่หลังจากได้ลองลิ้มชิมดูก็พบกับรสสัมผัส ซึ่งซ่อนลึกในความทรงจำเกี่ยวกับเมนูนั้น เหมือนกับตอนที่เราได้ไปรับประทานอาหารไทยของ เชฟบี-บงกช สระทองอุ่น แห่งร้านเพสต์

เชฟบีในวัยเด็กช่วยคุณแม่ทำอาหารขายมาตลอด และเธอก็ไม่คิดฝันที่อยากจะเป็นเชฟ กระทั่งเรียนจบมาทำงานโรงแรม แล้วได้ไปลองทำงานหลายหน้าที่ รวมทั้งงานในแผนกอาหารและเครื่องดื่ม นั่นทำให้เธออยากจะทำครัว ก่อนจะได้พบกับ เจสัน ไบเลย์ ชาวออสเตรเลีย ผู้ฝึกฝนงานเชฟให้กับเธอ

 

“จากนั้นเราก็เลยไปเริ่มศึกษาอาหารไทย พอทำจริงๆ ก็พบว่า อาหารไทยมันนิ่ง ไม่มีใครสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ มีเมนูโบราณที่ไม่มีคนหยิบมาทำ เราก็มาลองทำดู และพยายาม พรีเซนต์อาหารไทยในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งยังคงความดั้งเดิมของอาหารจานนั้นไว้ โดยมีความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าให้กับผู้บริโภคด้วย”

นั่นจึงเป็นที่มาของเมนูอาหารไทยแบบ เชฟบี ซึ่งเธอและเจสัน (ผู้กลายมาเป็นคู่ชีวิต) นำเสนอในร้านเพสต์ ชั้น 3 เกษรวิลเลจ ราชประสงค์ (www.pastebangkok.com)

วันนั้นเชฟบีปรุงยำส้มโอมาให้ทีมงานได้ชมและชิม “ถ้าหากเราจะทำอาหารจานนี้ขึ้นมา มันจะต้องมีความเป็นยำส้มโอของดั้งเดิมอยู่ เราต้องเคารพคนที่คิดค้น เลยพยายามจะให้ 80% ของอาหารเป็นของเก่าอยู่อีก 20% เราใส่ความคิดของเราไป เราไม่ได้ทำให้โมเดิร์นเกินไป เราอยู่ตรงกลางระหว่างสองวัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

“อย่างน้ำซอสของยำส้มโอเป็นสูตรเก่าเลยที่ใหม่คือ การพรีเซนต์อาหาร ถ้าดูอย่างเดียวคนก็อาจจะบอกว่า มันไม่ใช่ยำส้มโอหรอก แต่พอชิมแล้วก็จะรู้ว่านี่เป็นยำส้มโอ แทนที่เราจะทำส้มโอให้เป็นเกล็ดๆ แล้วก็เอากุ้งไปรวมกัน เราก็แยกออกมาซะ ข้างล่างจานนี้ก็ยังมีใบชะพลูอยู่เพิ่มความหอม แต่เราไม่ได้พรีเซนต์ให้เด่น มะพร้าวคั่ว หอมเจียวก็ยังอยู่”

นอกจากนำเมนูโบราณกลับมาให้นักชิมได้อิ่มอร่อยอีกครั้ง ในการนำเสนออาหารของเชฟบี เธอได้ตั้งใจที่จะนำวัตถุดิบไทยๆ ไม่ว่าจะพืช ผัก ผลไม้ ดอกไม้ ฯลฯ ที่หาชมและชิมไม่ได้ง่ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งด้วย

“วัตถุดิบที่เราเอามาใส่ในอาหารแต่ละจานเป็นพวกผักพื้นบ้าน ผักป่า ซึ่งบางอย่างก็เริ่มจะหายไปแล้ว เราเอากลับคืนมาให้ลูกค้าได้รู้จัก”

ยำส้มโอของเชฟบีประดับตกแต่งมาด้วย “ผักขี้หูด ทางเหนือจะมีเยอะ แต่คนรุ่นใหม่ก็จะไม่ค่อยมีใครรู้จักแล้ว”

 

ฝักอ่อนหรือยอดอ่อนของผักขี้หูดนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสดๆ ให้รสเผ็ด มีกลิ่นฉุน ใช้รับประทานคู่น้ำพริก แต่หากนำไปลวกหรือปรุงจะมีความกรอบ รสหวาน กลิ่นฉุนก็จะลดลง

ในจานนี้ยังมี ผักสังหรือกระสัง “ในตำราโบราณเขาจะมาทำยำ แต่ว่าตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจแล้ว” ผักชนิดนี้สามารถรับประทานสด หรือจะผัด ลวก นึ่ง เป็นอาหารได้ นอกจากนั้นไม้ล้มลุกชนิดนี้ยังเป็นยาด้วย

นอกจากนั้น แล้วก็มี มะแว้ง ซึ่งรับประทานเป็นผักสดได้ หรือนำไปลวกหรือเผาจิ้มกับน้ำพริก รวมทั้งใช้ประกอบอาหารอย่างเช่น แกง เพื่อเพิ่มรสขม “อย่างส้มโอเราใช้ส้มโอทับทิมจากทางใต้ สีสวยเข้ากันกับกุ้ง แต่อาจจะหายากหน่อย ทุกอย่างที่ประดับมาในจานรับประทานได้หมด และทุกอย่างเป็นผักออร์แกนิก”

ความรู้เรื่องพืชพื้นบ้านนี้เชฟบีได้เรียนรู้มาจากพระครูรูปหนึ่งที่ จ.น่าน โดยในการสืบเสาะหาเหล่านี้มาใช้ในการทำอาหารก็มีซับพลาย เออร์ช่วยประสานกับเกษตรกรหามาให้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ง่ายนัก เพราะไม่มีใครเข้าใจว่าพืชผักที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วจะขายได้ยังไง แล้วใครจะเอาไปใช้ทำอะไร แต่ต่อมาก็ทั้งซัพพลายเออร์และเกษตรกรก็รู้ว่า มีอะไรแปลกใหม่ก็ส่งมาให้ร้านเพสต์ดูได้ “เราจะมีดอกไม้มาเรื่อยๆ จะสั่งน้องในครัวว่า ถ้าอันนี้ไม่มี ใช้อันนี้ได้ สลับกันไป”

 

ในแต่ละจานเชฟบีให้ความสำคัญกับรสชาติที่สุด “ไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร เราก็ต้องเอาเข้าปาก รับประทาน เพราะฉะนั้นรสชาติจึงต้องเป็นความสำคัญหลัก”

เพื่อความอร่อย เชฟและทีมงานจึงต้องเสาะแสวงหาวัตถุดิบที่ดี “มันต้องดีมาจากราก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล น้ำปลา เกลือ เราก็ต้องไปหาแหล่งที่ดีอย่างเช่น น้ำปลา เราใช้ปลาแม่น้ำเป็นน้ำปลาปลาสร้อย สมัยโบราณเขาจะใช้เยอะ มันแตกต่างจากปลาทะเล เพราะมีความหอม รสชาตินิ่มกว่า เราใช้เกลือภูเขาจากน่าน รสชาติจะกลมกว่ารสชาติของเกลือทะเล”

อาหารของเชฟบี นอกจากอร่อยแล้วยังต้องสวย “คนสมัยนี้รับประทานด้วยสายตาด้วย อาหารของชาติอื่นพรีเซนต์สวย แล้วทำไมอาหารไทยจะทำไม่ได้ มันก็เป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก อย่างแกงเนี้ย เราจะทำให้มันสวยได้ยังไง เราจะทำให้ออกมาดูแปลกตาได้ยังไง”

หลายเมนูของเชฟบีเกิดจากศึกษาสูตรโบราณดั้งเดิม แต่ก็มีหลายๆ จานเกิดจากรสสัมผัสที่จดจำได้ตั้งแต่อดีต “อย่างแกงบอนล็อบสเตอร์ สร้างสรรค์มาจากแกงบอนในความทรงจำ เพื่อนแม่ของบีเคยทำงานอยู่ในวัง แล้วเขาทำแกงบอนอร่อยมาก เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้รสชาตินี้ แล้วพอมีคนบอกให้คุณทำแกงบอนสิ มันก็เป็นความท้าทาย

 

 

“สำหรับแกงบอนของเราเป็นสูตรมาจากพิษณุโลก ที่นั่นเขาเรียกแกงนางหวาน ใส่ปลาเค็มเข้าไป ถ้าเป็นที่พิษณุโลกเขาจะใส่ปลาย่าง ปกติแกงบอนจะดูเหมือนแหยะๆ เละๆ แต่มันก็อร่อย แกงบอนของเราประดับมาด้วยดอกจมูกปลาหลด แล้วก็ดอกลำพู และผักกระสัง อย่างดอกจมูกปลาหลดเนี้ยขึ้นตามธรรมชาติ แต่ว่าตอนนี้ชาวสวนก็เริ่มปลูกให้แล้ว”

นอกจากสรรหาวัตถุดิบ เชฟบียังเรียนรู้วิธีการรมอาหารด้วยไม้ลิ้นจี่ กาบมะพร้าว เนื้อมะพร้าว ฯลฯ เพื่อสร้างสรรค์เมนูเฉพาะตัวอย่างเช่น หน้าตั้งแขก ซึ่งนำเป็ดย่างมาคลุกเคล้ากับเครื่องแกงและสมุนไพร เสิร์ฟบนข้าวตังทอดกรอบ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากตำราสายสนิทวงศ์ ปลาแซลมอนสมุนไพรและแตงโม ดัดแปลงจากต้นตำรับ ซึ่งเสิร์ฟในพระราชพิธีก่อตั้งวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้น

การทำงานของเชฟในปัจจุบันก็ยากและท้าทายยิ่งขึ้น เมื่อคนรับประทานอาหารมีความรู้ มีรสนิยม มีประสบการณ์กว้างขวางยาวไกลมากขึ้น นั่นทำให้เชฟหยุดนิ่งไม่ได้ ด้วยฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ ความอุตสาหพยายามของเชฟบีก็ทำให้เธอคว้ารางวัลอีลีท(R) วอดก้า สุดยอดเชฟหญิงแห่งปี 2561 จากการประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ซึ่งเธอจะไปรับรางวัลที่มาเก๊า ในวันที่ 27 มี.ค.นี้ (ข้อมูลเพิ่มเติม facebook.com/Asias50BestRestaurants)

ทุกวันนี้ เชฟบียังคงศึกษาและสร้างสรรค์จานใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดที่เพิ่งบรรจุในเมนูคือ แกงป่า “เป็นแกงป่าแบบ จ.ตราด” ซึ่งรสชาติจัดจ้านอย่างที่ต้องขึ้นคำเตือน ใครอยากลองลิ้มรสไทย เสน่ห์ปลายจวักของเชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชียต้องไปลอง

 

‘นัมเบอร์ 43’ อาหารอิตาเลียนแท้ ที่หลังสวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 11:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542721

‘นัมเบอร์ 43’ อาหารอิตาเลียนแท้ ที่หลังสวน

เรื่อง ปอย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ซอยหลังสวน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เป็นแหล่งธุรกิจใจกลางเมือง มีที่พัก และร้านอาหารมากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ยิ่งเป็นนักชิมด้วยแล้ว ก็จะต้องรู้จักร้านอาหารอิตาเลียนรสชาติเน้นสไตล์ดั้งเดิม เปิดมาตั้งแต่ปี 2541 นัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทร (NO.43 Italian Bistro) คืออีกหนึ่งร้านที่เกิดในยุคนั้น

ร้านเน้นการตกแต่งบรรยากาศสบายๆ นั่งคุยเพลินๆ โต๊ะเก้าอี้สไตล์วินเทจ จัดวางแบบมีพื้นที่ส่วนตัวให้คนมานั่งได้กินอาหารดีๆ มีความสุข

นัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทร ตั้งอยู่ชั้น 1 ภายในตึกเคปเฮาส์ (Cape House) เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรู ในซอยหลังสวน ถ้าเดินทางเข้าจากทางด้านถนนสุขุมวิท จากแยกตัดกับถนนวิทยุ ตรงไปถึงสี่แยกชิดลม ให้เลี้ยวซ้ายเพื่อเข้ามาในซอยหลังสวน จากนั้นไปอีกไม่ไกลให้สังเกตซ้ายมือ พอถึงร้านกาแฟสตาร์บัคส์แสดงว่าเกือบถึงแล้ว เลยไปนิดเดียวก็จะเห็นป้ายชื่อร้าน “No.43” ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดในตึกของเคปเฮาส์ได้เลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ร้านนี้ตกแต่งพื้นเล่นระดับ 2 ชั้น มีที่นั่งให้เลือกทั้งแบบเก้าอี้ธรรมดาและแบบโซฟา ออกแบบมาเพื่อให้คนมาชิมอาหารรู้สึกโปร่ง กว้างขวางนั่งสบาย และความหรูหราสไตล์ยุโรปจำนวน 15 โต๊ะ เก้าอี้รับรองจำนวนมากกว่า 100 ที่นั่ง จัดวางแบ่งเป็นสัดส่วน พร้อมมุมโต๊ะวางอาหารบุฟเฟ่ต์ขนาดใหญ่ และมุมเครื่องดื่มค็อกเทลให้ดื่มด่ำระหว่างอร่อยกับรสชาติ

โซนอาหารหลากหลายละลานตาคือ เสน่ห์ของร้านนี้ ทั้งมุมบุฟเฟ่ต์ มุมเบเกอรี่ขนมหวาน แค่เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ให้บริการโดยเชฟอิตาเลียน จิโอวานนี ซาลิเซ เชฟใหญ่บุคลิกยิ้มแย้มชื่นชอบเดินมาทักทายลูกค้าอยู่เสมอ เชฟเริ่มสั่งสมประสบการณ์เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนมัธยม เรียนรู้การบริหารร้านจนได้เปิดร้านพิซซ่าเล็กๆ จนกระทั่งตัดสินใจออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ร่วมงานกับร้านอาหารชื่อดังหลายๆ แห่งทั่วโลก

นัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าบริการอาหารอิตาเลียน คอพิซซ่า พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เชฟโจวานนี เลือกสรรวัตถุดิบอย่างดีมาจากบ้านเกิด ปรุงอย่างพิถีพิถัน พิซซ่าสไตล์อิตาเลียนแนะนำของร้านนี้ คงไม่พ้นพิซซ่าหน้าต่างๆ เช่น อาฟโฟกาตา พิซซ่า หรือพิซซ่าหน้าผักโขมกุ้ง คาลโซเน พิซซ่า มัสคาโปเนชีส พิซซ่า พาร์มาแฮม พิซซ่า 4 หน้านี้แนะนำอร่อยทุกอย่าง

อิ่มคุ้มคุณภาพคับจานสัญชาติอิตาเลียน เรียกว่าจัดเต็มทั้ง พิซซ่า พาสต้า เป็นอีกร้านที่มีครบอิ่มแบบ All in one ถ้าเป็นพาสต้าก็ต้องเป็นพาสต้าเส้นหมึกดำซีฟู้ด อีกเมนูอร่อยไม่แพ้กันก็คือ กริลด์ แซลมอน ตบท้ายด้วยของหวาน ทิรามิสุ ขนมขึ้นชื่อรสเลื่องลือของร้าน อีกจานของหวานที่ควรสั่ง พานาค็อตตา ของหวานสูตรพิเศษของทางร้านอีกหลายจาน ก็อร่อยไม่มีใครเทียบ แถมราคาก็ต้องบอกว่าไม่แพงเลย

เตรียมกระเพาะมาอย่างเต็มที่ ถ้าอยากลองลิ้มรสในหลายๆ แบบ แนะนำให้เลือกแบบบุฟเฟ่ต์ แล้วสั่งอาหารแนะนำควบคู่กันไป บุฟเฟ่ต์เปิดบริการ 2 รอบ ในช่วงเช้า 06.00-10.00 น. ราคาสุทธิเพียงคนละ 470 บาท และช่วงกลางวัน 11.00-14.00 น. ราคาสุทธิ 470 บาท ร้านเปิดตั้งแต่ 06.00-24.00 น. จองก่อนล่วงหน้าโทร. 02-658-7444 ต่อ 285 คลิกรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.capehouse.com

 

 

ลาจาก ‘ชองวาแด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542973

ลาจาก 'ชองวาแด'

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย piangor@hotmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

“คยองมูแด” คือชื่อตึกที่พำนักของผู้ปกครองผู้แทนพระองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น ในช่วงที่เข้ายึดครองเกาหลีเมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน

(ต่อจากสัปดาห์ก่อน)…ตึกนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของ “พระราชวังคยองบ๊ก” ซึ่งญี่ปุ่นได้ทำการรื้อถอน อาคาร พระตำหนักโบราณในสวนหลวงหลังพระราชวังออกไปเพื่อสร้างที่พำนักนี้ การสร้างตึกใหม่จึงขัดต่อความรู้สึกของชาวเกาหลีและวิญญาณบรรพบุรุษอย่างยิ่ง ทว่า เคราะห์กรรมของประเทศและชาวเกาหลีในครั้งนั้น เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

เมื่อดูจากรูปภาพเก่าแก่จะเห็นว่า“คยองมูแด” ซึ่งสร้างทับส่วนหนึ่งของพระราชวังและลานฝึกซ้อมธนูส่วนพระองค์ ได้กลายเป็นตึกทรงฝรั่งตามสมัยนิยม และมีหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำเงินอมฟ้า (สีเทอคอยส์) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของเกาหลี ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีถึง 34 ปี เมื่ออำนาจอธิปไตยกลับมาสู่มือของชาวเกาหลี ประธานาธิบดีคนแรก ได้แก่ นาย “ลีซึงมาน” ก็ได้ใช้ตึกนี้เป็นที่พำนักและทำงาน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ในยุคที่ประธานาธิบดี ลีซึงมาน ปกครองประเทศ 12 ปี เรียกว่าเป็นยุคของการคอร์รัปชั่น ที่ฉาวโฉ่ที่สุด หลังสงครามเกาหลีมีการเข่นฆ่าผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองมากที่สุด จนนักศึกษาและประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาเดินขบวนขับไล่ ประธานาธิบดีลีต้องหลบหนีออกนอกประเทศโดยขึ้นเครื่องบินทหารสหรัฐลี้ภัยไปอยู่ฮาวาย ประธานาธิบดีคนที่ 2 คือ นาย “ยุนโบซอน” จึงให้เปลี่ยนชื่อที่พำนักของประธานาธิบดีเป็น “ชองวาแด” เพื่อให้ลืมเรื่องร้ายของประเทศในอดีต ตั้งแต่การถูกญี่ปุ่นยึดครอง สงครามเกาหลี จนถึงนายลีซึงมาน คำว่า “ชอง” นั้นแปลว่าสีน้ำเงินอมฟ้า ก็มาจากสีของกระเบื้องหลังคานั่นเอง

ทว่า แม้จะเปลี่ยนชื่อไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้นำยังต้องทำงานอยู่ในตึกเก่าที่มีประวัติเกี่ยวพันกับความหายนะในอดีต คณะทำงานส่วนใหญ่เกรงว่าจะไม่เป็นมงคล ความทรงจำที่เลวร้ายยังรบกวนจิตใจทุกคนอยู่ จึงมีมติให้สร้างตึกใหม่ในปี 1990 เพื่อเป็นที่พำนักและบริหารงานของประธานาธิบดีเกาหลีในสมัยประธานาธิบดี “โนแทอู” ตึกใหม่นี้ก็ยังคงมีหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาสีน้ำเงินอมฟ้าเช่นเดิม จึงยังคงมีชื่อเดิมว่า “ชองวาแด”

ส่วนตึกเก่านั้นถูกรื้อถอนไปในปี 1993 บริเวณรอบๆ ถูกปรับทัศนียภาพใหม่ให้คล้ายกับสวนหลังพระราชวังในอดีต และยังคงมีป้ายชื่อและก้อนหินใหญ่วางเป็นเครื่องหมายอยู่ว่าครั้งหนึ่งสถานที่นี้เคยเป็น “คยองมูแด” ซึ่งมีคำอธิบายเพื่อให้เกิดมงคลแก่สถานที่ ว่าเป็น “จุดที่เป็นความสุขสูงสุดในใต้ฟ้าแผ่นดินเกาหลี” ตามตำราดูภูมิประเทศน่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่าน่าเสียดายที่มิอาจมีผู้ใดมีบุญบารมีถึง “คยองมูแด” อยู่ในเส้นทางเดินภายในที่คณะเยี่ยมชมทำเนียบประธานาธิบดีได้รับอนุญาตให้เข้าถึงและถ่ายรูปได้ค่ะ

เราเดินผ่านสวนที่เรียกว่า “นกจีวอน” ซึ่งหยุดถ่ายภาพได้ จุดสำคัญตรงนี้คือเป็นสวนที่รักษาต้นไม้ที่มีมาแต่โบราณไว้ บางต้นที่เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูมีอายุยืนยาวราว 800 ปี จะเรียกว่าเป็นสวนที่เป็นสมบัติของชาติเลยก็ว่าได้ เมื่อเดินมาถึงหน้าทำเนียบ “ชองวาแด” หลังคาสีน้ำเงินอมฟ้าที่เคยเห็นแต่ในรูปภาพ ทุกคนในคณะเยี่ยมชมตั้งแต่เด็กเล็กอนุบาล ชาวเกาหลีเองแท้ๆ และพวกเราต่างถ่ายภาพกันจนชัตเตอร์ไหม้ ด้านหน้าอาคารมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนอยู่ หลังคาอันลือลั่นที่กลายมาเป็นชื่อทำเนียบนั้น ต้องใช้กระเบื้องราว 1.5 แสนแผ่น ซึ่งเผาตามกรรมวิธีโบราณจนให้ได้สีสวยเช่นนี้ และมีความทนทานถึง 100 ปีโดยไม่เปลี่ยนสีเลย

จุดสุดท้ายก่อนลาจากคือ อาคารที่เรียกว่า “ยองบินกวาน” ซึ่งเป็นที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับชาติ เราเดินทะลุด้านข้างออกมาภายนอก ด้านหน้าเป็นลานหินที่สร้างย่อส่วนมาจากลานเดินในพระราชวังคยองบ๊ก เป็นอีกจุดหนึ่งที่อนุญาตให้ถ่ายภาพ การทัวร์ทำเนียบประธานาธิบดีเสร็จสิ้น ณ จุดนี้ พวกเราต้องคืนหูฟังแปลภาษาเพื่อจะแลกพาสปอร์ตคืน พร้อมทั้งรับของที่ระลึกจากทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเป็นซองหนังคล้องคอใส่บัตรเครดิตเก๋ไก๋ไม่เบา แล้วเดินออกทางประตูด้านข้างที่เดินทะลุออกไป “อินซาดง” ได้ค่ะ

ทำเนียบชองวาแด เปิดให้ประชาชนทั้งเกาหลีและต่างชาติเข้าชมได้ฟรี การเข้าชมใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง แต่ละวันจะมีเป็นรอบๆ (10.00, 11.00, 14.00, 15.00) วันอังคารถึงเสาร์ เว้นวันหยุดราชการ ผู้ประสงค์จะเข้าเยี่ยมชมต้องยื่นความจำนงขอเข้าชมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 สัปดาห์-6 เดือน ทางเว็บไซต์ของทำเนียบที่ https://english1.president.go.kr/tours/tours.php สามารถยื่นเองได้โดยไม่ผ่านบริษัททัวร์ และต้องแจ้งรายละเอียด ดังนี้ – ชื่อเต็ม หมายเลขพาสปอร์ต วันหมดอายุ ออกให้โดย วันเดือนปีเกิดสถานที่ติดต่อได้ เช่น อีเมล เบอร์โทร สัญชาติ และวันเวลาที่ต้องการเข้าเยี่ยมชม – ของทุกคน ก่อนกดส่งข้อมูลควรตรวจสอบข้อมูลในพาสปอร์ตให้ถูกต้อง หากใส่ข้อมูลผิดพลาดเมื่อไปถึงแล้วข้อมูลไม่ตรงกับพาสปอร์ตก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ค่ะ

ดังนั้น การเดินทางต้องวางแผนล่วงหน้านะคะ เมื่อถึงวันเวลาที่เข้าชมให้ไปถึงจุดนัดพบบริเวณที่จอดรถทางฝั่งตะวันออกของพระราชวังคยองบ๊กใจกลางกรุงโซล ก่อนเวลานัดอย่างน้อย 20 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารและพาสปอร์ต (อย่าลืมเด็ดขาด) เมื่อตรวจเอกสารเรียบร้อยก็จะนำท่านเดินทางไปสู่ทำเนียบชองวาแด

 

ชมชิโนโปรตุกีส ณ ย่านเก่าเมืองกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 มี.ค. 2561 เวลา 09:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542951

ชมชิโนโปรตุกีส ณ ย่านเก่าเมืองกลาง

โดย / ภาพ โยธิน อยู่จงดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

นานที 10 ปีหนที่เราจะได้แวะมาเยี่ยมเยือน จ.ภูเก็ต กลับมาอีกครั้งแทบจำเค้าลางของเมืองเดิมแทบไม่ได้เพราะดูเกือบทุกสิ่งพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะย่านเมืองเก่า เช่น ซอยรมณีย์ ซึ่งเชื่อมถนนถลางและถนนดีบุกในเขตเมืองเก่า ภูเก็ต เป็นย่านเมืองเก่าที่ทำให้เรานึกถึงย่านอาคารเก่าในสิงคโปร์และมาเลเซีย

ทุกอาคารที่มีอายุเกินกว่า 100 ปี ได้รับการบูรณะซ่อมแซมตกแต่งและทาสีใหม่อย่างสวยงาม อาคารเก่าเหล่านี้เราพบเห็นได้ทั่วไปตามหัวเมืองใหญ่ในภาคใต้ ดูเหมือนธรรมดาแต่ที่จริงแล้วนี่คือ บันทึกทางประวัติศาสตร์ชั้นดีของ จ.ภูเก็ต ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่เป็นบันทึกทางสถาปัตยกรรมที่ชื่อ ชิโนโปรตุกีส

อาคารที่ผสมผสานระหว่างจีนและโปรตุเกสได้อย่างลงตัว ซึ่งหาสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดต้องที่ ถนนถลาง กระบี่ ดีบุก เยาวราช และซอยรมณีย์ เพราะเป็นย่านที่มีอาคารแบบชิโนโปรตุกีส ตั้งอยู่อย่างหนาแน่น วิธีที่ง่ายที่สุดในการเดินชมคือ การจอดรถเป็นจุดๆ แล้วเดินชม ถ่ายรูป ช่วงเวลาที่ดีที่สุดจะเป็นช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อน มีร้านค้า ร้านอาหารหลายร้านในย่านชิโนโปรตุกีส ช่วยเพิ่มสีสันให้ย่านเมืองเก่ามีชีวิตชีวา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ความเป็นมาของอาคารเหล่านี้อาจต้องย้อนความถึงวิถีชีวิตของชาวภูเก็ต หรือชาวถลางตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในช่วงยุคสมเด็จพระนารายณ์ และพระเพทราชา ที่ชาวต่างชาติ ทั้งจีน ฮอลันดา โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ เริ่มเข้ามามีบทบาททางการค้าขายกับไทยเรามากขึ้น

มีชาวจีนเดินทางมาทำการค้าและตั้งรกรากในเมืองถลางและหัวเมืองการค้าใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งในเวลานั้นเมืองถลาง หรือเมืองภูเก็ต ชาวต่างชาติจะเรียกว่า จังซีลอน

ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำการค้าบริเวณเมืองท่ามะละกา และได้นำศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิทยาการตะวันตกในเรื่องการสร้างอาคาร แต่สันนิษฐานว่าเอามาแต่เพียงองค์ความรู้ในการสร้างอาคารในลักษณะของการก่อสร้างอาคารที่ใช้ปูนก่อ แต่การตกแต่งประดับอาคาร ลวดลายต่างๆ เปลี่ยนเป็นของจีน โดยช่างชาวจีนในเวลานั้น จึงกลายเป็นที่มาของชื่อสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส คำว่า ชิโน หมายถึงจีน และโปรตุกีสก็หมายถึงโปรตุเกส นั่นเองและแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้จะมีชาติอื่นๆ เข้ามามากขึ้น

จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี หรืออีกชื่อของท่านก็คือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ชื่อนี้เป็นชื่อที่มีความสำคัญในหลายๆ อย่างกับเมืองภูเก็ตอย่างมาก ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหเทศาภิบาล สำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต ในช่วงปี 2444-2456 มีการทำเหมืองแร่ดีบุกเพื่อการส่งออก มีโกดังสินค้าสำหรับการส่งแร่ไปต่างประเทศ และมีผู้คนเข้ามาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมากขึ้น จึงเริ่มมีย่านการค้าและอยู่อาศัย เช่น ซอยรมณีย์ ถนนกระบี่ และพังงานี้ขึ้นมา

จนกระทั่งปี 2537 ทางเทศบาลนครภูเก็ต รวมทั้งหน่วยงานจากภาครัฐและองค์กรเอกชน องค์กรท้องถิ่น ได้กำหนดพัฒนาและอนุรักษ์ย่านเมืองเก่าขึ้นมาให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม โดยคงอาคารอายุมากกว่า 100 ปีนี้เอาไว้ และห้ามก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างสูงเกินกว่า 12 เมตรขึ้นในบริเวณนี้

จุดเด่นของสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส คือ จีน-โปรตุเกส คือ หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบไอโอนิก มีการเว้นช่องทางเดินหน้าบ้าน 5 เมตร มีลวดลายการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำหรือนูนสูงแบบจีน แต่ทำบนอาคารสไตล์โคโลเนียลของโปรตุเกส

สถานที่ที่น่าชมสำหรับในย่านซอยรมณีย์ ก็มีอย่างพิพิธภัณฑ์ไทยหัว ซึ่งเคยเป็นโรงเรียนจีน สร้างขึ้นในปี 2477 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต รวมทั้งบันทึกประวัติศาสตร์เมืองไว้อย่างครบถ้วน

ถัดมาเป็นบ้านชินประชา เป็นบ้านเก่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านตั้งแต่ยุคแรกถูกเก็บเป็นอย่างดีแล้วก็ยังมีคนอาศัยอยู่ แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมด้านใน

เดินไปที่ถนนพังงา จะเห็นอาคารธนาคารชาร์เตอร์ ซึ่งเป็นธนาคารแรกที่เข้ามาตั้งใน จ.ภูเก็ต ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์บาบ๋าภูเก็ต

เดินถัดไปที่ถนนดีบุก ถนนเทพกระษัตรี จะมีบ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ ผู้ริเริ่มการกินเจใน จ.ภูเก็ต จนกลายเป็นประเพณีกินเจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีบางส่วนได้รับการพ่นสีแนวสตรีทอาร์ทร่วมสมัย ที่ใครเห็นก็ต้องชมและแวะเซลฟี่กันทุกคน

การเดินเที่ยวสถานที่แห่งนี้ เราแนะนำให้เดินเที่ยวชมในช่วงเช้าตั้งแต่ 07.00 – 10.00 น. อากาศกำลังเย็นสบายและจะได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนชาวภูเก็ตกว่าจะเดินครบ เซลฟี่กันเสร็จก็ร่วม 3 ชั่วโมง หากมีเวลาเหลือยังสามารถขอเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในบริเวณนี้ได้ ออกมาช่วงกลางวันก็ยังมีร้านอาหารอร่อย ทั้งชา กาแฟ ขนมหวาน และอาหารคาว เปิดอยู่เป็นระยะๆ เป็นถนนที่เดินแล้วอิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มท้องมาก ปวดขานิดๆ แต่ชาวเซลฟี่ที่ชอบถ่ายกับประตูและกำแพงจะต้องชอบแน่นอน

 

ข้าวต้มทรงเครื่องรสเด็ดของดีเมืองนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 17:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542880

ข้าวต้มทรงเครื่องรสเด็ดของดีเมืองนนท์

โดย…สิงห์หนุ่ม

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

“กินแล้วคิดถึงแม่ รสชาติเหมือนที่แม่ทำให้กินตอนเด็กๆ เลย อร่อยจนต้องซดหมดชาม”

เสียงตอบรับจากหนึ่งในลูกค้าที่พอได้ชิมข้าวต้มทรงเครื่อง ร้านเชฟบ๊วย เป็นครั้งแรกก็ติดใจในรสชาติที่ย้อนความทรงจำในวัยเยาว์กลับมาอีกครั้ง

รสชาติของข้าวต้มทรงเครื่อง ที่พิถีพิถันกันตั้งแต่น้ำซุปที่คัดเอาแต่วัตถุดิบชั้นยอด เรียกว่า ซุปห้าสหาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความหอมอร่อยกลมกล่อม ซดชื่นใจตั้งแต่คำแรกที่ได้รับประทานจนเกลี้ยงหมดชามโดยไม่รู้ตัว ความอร่อยของน้ำซุปเชฟบ๊วยนั้น ขึ้นชื่อถึงขั้นลูกค้า หอบหม้อใบโตขอเหมาน้ำซุปกลับบ้านกันเลยทีเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

สำหรับ ข้าวต้มทรงเครื่อง ย่อมมีดีที่เครื่องเคราที่มาเสริมทัพความอร่อยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงสดๆ เนื้อหวาน กุ้งตัวโตอร่อยเต็มคำ ซี่โครงอ่อนตุ๋นยาจีนที่เคี่ยวจนเนื้อนุ่ม ละลายในปาก หมูบะช่อ สะโพกไก่ผัดกระเทียม เนื้อไก่สับผัดตั้งฉ่าย ไปจนถึงบะเต็ง ที่คัดเอาหมูสามชั้นและเนื้อสันคอมาผัดกับหมึกแห้งและกุ้งแห้งอย่างดี ปรุงรสด้วยซอสสูตรพิเศษให้เนื้อหมูเป็นสีน้ำตาลดุจเคลือบคาราเมล จะสั่งเป็นข้าวต้มปลา บะเต็ง หรือสั่งเป็นจานเดี่ยว กินเป็นกับแกล้มก็ได้

ด้วยความที่ใส่เครื่องยอดนิยมทุกอย่างที่มี ตั้งแต่ซี่โครงหมูตุ๋น บะช่อ บะเต็ง ไก่ผัดซีอิ๊ว ไก่ผัดกระเทียม กุ้งสดๆ ข้าวต้มรวมมิตรเชฟบ๊วยจึงกลายเป็นเมนูยอดนิยมเบอร์ 1 ของที่นี่ไปโดยปริยาย เพราะทั้งอร่อยเครื่องเยอะ คุ้มราคา

“ข้าวแห้งผัดโอชา” เป็นอีกเมนูอร่อยห้ามพลาด แค่เห็นก็หิวละลายเพราะจัดเต็มเครื่องรวมมิตร ผัดกับไข่ฟองโตๆ ขึ้นฉ่าย ต้นหอมจนหอมฟุ้ง ราดบนข้าวสวยที่หุงด้วยซุปห้าสหาย ทีเด็ดอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้าย คือ โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวกรุบกรอบรสเข้ม ที่เชฟบ๊วยทำใหม่ๆ ทุกวัน ไม่มีค้าง มาช่วยเติมเต็มความอร่อยให้จานนี้กลายเป็นเมนูขายดี ที่ถ้าใครได้ลองทานต้องกลับมาทานแล้วทานอีก

“ข้าวต้มปลากะพง” อีกหนึ่งเมนูขายดี กับข้าวต้มปลากะพงสดๆ ซึ่งเชฟบ๊วยคัดเอาปลาน้ำหนัก 5 กิโลเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งปลากะพงเนื้อแน่น สไลซ์ชิ้นหนาๆ โตๆ เต็มปากเต็มคำ แกล้มด้วยยำเต้าเจี้ยวสูตรเด็ดรสเผ็ดร้อน ปลากะพงที่นี่เนื้อดี สดมาก ลูกค้าทานแล้วต้องสั่งลวกจิ้มต่ออีกชาม

เมนูหากินยาก ที่ขายดีจนต้องโทรจองล่วงหน้า “ไข่ตุ๋นหมูสับปลาอินทรีย์เค็ม” เห็นไข่ตุ๋นรูปร่างหน้าตาเหมือนขนมเค้กแบบนี้ แต่รสชาติเข้มข้นเผ็ดจัดจ้าน ด้วยปลาอินทรีย์เค็มที่ทอดจนหอม คลุกเคล้ากับหมูสับและกระเทียม เพิ่มความแซ่บด้วยพริกขี้หนูสวนชั้นดี เมนูนี้จะทานกับข้าวสวยหรือข้าวต้มก็อร่อยจนลืมอิ่มกันเลยทีเดียว

ข้าวต้มทรงเครื่องอร่อยๆ ยุคนี้ถือว่าเป็นของหาทานยาก เชฟบ๊วย ข้าวต้มเครื่องรสเด็ด ถือเป็นอีกหนึ่งของดีเมืองนนทบุรี ที่น่าไปลอง ตั้งอยู่ที่สตรีทฟู้ด พระราม 5 ตรงข้ามแม็คโคร สาขานครอินทร์ เปิดทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็นเป็นต้นไป โทรสั่งล่วงหน้า หรือจ้างงานนอกสถานที่ ติดต่อได้ที่เบอร์ 09-1569-4494

 

สวรรค์บนดิน ถิ่นนครสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 17:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542876

สวรรค์บนดิน ถิ่นนครสวรรค์

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

มานครสวรรค์ต้องไปให้ถึงสวรรค์กับ 3 เส้นทาง 3 ชุมชน ที่จะพาไปทำความรู้จักถิ่นปากน้ำโพในมุมสวยที่ไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนอื่นต้องไปมาลาไหว้ จึงต้องเริ่มต้นด้วยการไปสักการะเทพเจ้าประจำเมือง

“วัดศรีอุทุมพร” ต.หนองกรด อ.เมือง เป็นสถานที่เคารพศรัทธาของชาวนครสวรรค์ เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานสังขารหลวงพ่อจ้อย จันทสุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาส ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งปากน้ำโพ”

เมื่อครั้งที่หลวงพ่อจ้อยยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยศึกษาเล่าเรียนวิชามีดหมอเทพศาสตราวุธ และสร้างมีดขึ้นจนชื่อเสียงโด่งดัง เชื่อว่ามีดหมอเทพศาสตราวุธจะสามารถถากถางและฝ่าฟันอุปสรรคในการดำเนินชีวิตให้ราบคาบลงได้ ซึ่งผู้ใช้ต้องมีสติ ปัญญา ธรรมะ และคุณธรรม โดยด้านหลังพระอุโบสถเป็นที่เก็บมีดหมอเทพศาสตราวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 9 เมตร กว้าง 83 เซนติเมตร หนัก 3,000 กก. ใบมีดทำจากเหล็กยาว 5 เมตร และด้ามมีดทำจากไม้ตะเคียนทองยาว 4 เมตร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

สำหรับสังขารหลวงพ่อจ้อยอยู่ในโลงแก้วภายในพระอุโบสถ เคียงข้างพระประธาน พระพุทธชินสีห์ สีทองอร่ามประดิษฐานอยู่ท่ามกลางจิตรกรรมฝาผนังสีน้ำเงิน

อีกจุดที่น่ายลคือ โบสถ์ลอยฟ้าเสา 100 ต้น ที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องชามเบญจรงค์ ช้อนเงิน ช้อนทอง บนศิลปะปูนปั้นสีขาวช่วยขับลวดลายให้เด่นชัด โดดเด่นด้วยปากทางเข้าเป็นรูปหนุมานอ้าปากสู่ฐานของโบสถ์ลอยฟ้า ที่มีหมู่พระพุทธรูปให้สักการะและเสาทั้ง 100 ต้นให้นับจนกว่าจะครบ

หลังจากเคารพเทพเจ้าแห่งเมืองปากน้ำโพ ถึงคราวที่สวรรค์ชั้นต่างๆ จะปรากฏตัวบนพื้นดิน

ชุมชนเกยไชย สวรรค์ชั้นหอมหวาน

ณ จุดที่แม่น้ำยมและแม่น้ำน่านมาบรรจบกัน คือจุดเริ่มต้นของตำนานจระเข้ “ด่างเกยไชย” หลวงพี่ที่ “วัดเกยไชยเหนือ” (บรมธาตุ) เล่าให้ฟังว่า ต.เกยไชยมีแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ไหลมาบรรจบกันพอดีบริเวณวัด โดยในอดีตนั้นแม่น้ำมีความกว้างกว่าปัจจุบันถึง 5 เท่า จุดที่แม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกันจะเป็นวังตะกอนหรือปากน้ำ มีความลึกมาก มีจระเข้ชุกชุมจึงถูกเรียกว่า วังจระเข้

พอชาวบ้านจะลงอาบน้ำในแม่น้ำแต่ละครั้ง ต้องหาไม้มาปักเป็นรั้วเพื่อป้องกันจระเข้ แต่มีจระเข้อยู่ตัวหนึ่งที่ดุร้ายมีชื่อติดหูชาวบ้านทั่วไปว่า ด่างเกยไชย มีนิสัยชอบอาละวาด เพราะเป็นจระเข้พันธุ์น้ำจืดผสมน้ำเค็ม ที่มาของชื่อ ด่างเกยไชย สันนิษฐานว่า ชาวเรือที่ผ่านไปมาค้าขายเห็นรอยด่างสีขาวปรากฏอยู่บนหัว ลำตัวยาวใหญ่ วัดความยาวจากปากถึงขากรรไกรยาวกว่า 1 วา ความสูงของหัวจากพื้นสูงประมาณ 5-6 ศอก และความยาวของลำตัวสามารถขวางแม่น้ำได้

ตำนานยังถูกเล่าต่อมาด้วยว่า ด่างเกยไชยเป็นจระเข้ที่มีอายุยืนยาวและได้ทำร้ายผู้คนจำนวนมาก จนกระทั่งวาระสุดท้ายของมัน เมื่อชาวเรือขี้เมาใช้เรือมอ ลักษณะเป็นเรือท้องแหลม ชาวจีนเรียกว่า เรือไหหลำ บรรทุกข้าวมาท้าทายด่างเกยไชย มันจึงออกอาละวาดหนุนเรือหวังจะคว่ำ พอได้โอกาสชาวเรือจึงใช้สามง่ามทิ่มแทงตามท้อง จนเจ้าด่างเกยไชยเอาหัวเกยหาดหน้าวังตะกอนจนถูกยิงซ้ำจนตาย

แม้ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานของด่างเกยไชยอยู่แล้ว แต่ตำนานความดุร้ายของจระเข้ยักษ์ยังเป็นที่กล่าวขานจากรุ่นสู่รุ่น และรูปปั้นของด่างเกยไชยก็กลายเป็นที่ไหว้บนบานของชาวบ้าน

ภายในวัดเกยไชยเหนือ ยังเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ (หลวงพ่อพระบรมธาตุ) ศูนย์รวมใจของชาวชุมชนเกยไชย โดยภายในพระบรมธาตุเจดีย์ได้บรรจุพระบรมธาตุขององคุลิมาลไว้ มีลักษณะเป็นสีแดงผลึกใสยาวประมาณ 1 นิ้ว ทุกปีจะมีงานสมโภช 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นงานปิดทองไหว้พระห่มผ้าองค์หลวงพ่อพระบรมธาตุ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และครั้งที่ 2 เป็นงานปิดทองไหว้พระองค์หลวงพ่อบรมธาตุในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11

นอกจากนี้ ชุมชนเกยไชยยังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลตาลโตนดรสละมุน ตามคำบอกเล่าของ “ผู้ใหญ่อ้อย” น้ำอ้อย มีพันธ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 14 บ้านท่าไม้ ต.เกยไชย กล่าวว่า ต้นตาลทั้งหมดในเกยไชยเป็นตาลตามธรรมชาติ เป็นมรดกของผืนดินที่ธรรมชาติมอบให้ โดยแต่ละครอบครัวจะมีตาลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการถือครองที่ดินตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งปัจจุบันก็ยังปลูกตามธรรมชาติ ไม่มีการปลูกเพิ่ม หรือเลี้ยงดูเป็นพิเศษแต่ปล่อยให้เติบโตตามสภาพฟ้าดิน

“เห็นตาลมาตั้งแต่เด็กจนตอนนี้อายุ 48 แล้วก็ยังเก็บตาลได้ทุกวัน เรียกว่าเป็นอาชีพของคนที่โชคดีมีตาลบนที่ดิน แต่ถ้าบ้านไหนไม่มีก็จะเช่าบ้านอื่นที่มีตาลเยอะ ผสมกับปลูกผัก พริก ข้าวโพด” ผู้ใหญ่อ้อยพูดไปขณะกำลังเฉาะลอนตาลให้ชิมใต้ต้น

ตาลตัวเมียจะให้ลูกตลอดทั้งปีแต่ไม่ชุก ช่วงที่ชุกคือ มี.ค.-พ.ค. จากนั้นจะเริ่มวายเมื่อเข้าเดือน ก.ค. ส่วนราคาขายหน้าสวน ลอนตาล 10 ชิ้น ตกถุงละ 27 บาท และน้ำลูกตาลอยู่ที่กิโลกรัมละ 7 บาท

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่อ้อยกำลังผลักดันให้บ้านท่าไม้ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมาพักโฮมสเตย์ตามบ้านของชาวบ้าน และสัมผัสชีวิตคนกับตาล ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของบประมาณจัดสร้างจุดชมวิวและจุดให้ข้อมูล

“ที่นี่ชาวบ้านเป็นหนี้เยอะ เวลาที่เขาไม่มีเงินส่งหมู่บ้าน ไม่มีเงินส่งกองทุน จะเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องออกไปหาแหล่งเงิน เราเลยอยากให้ชาวบ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะถ้าชาวบ้านยังคงมีวิถีแบบดั้งเดิมอยู่ต่อไปก็จะเป็นหนี้มากขึ้นๆ

การทำตาลอย่างเดียวไม่พอกิน ทำให้ชาวบ้านต้องลงทุนปลูกอย่างอื่นเพิ่ม ซึ่งหากปีไหนน้ำหลากจะท่วมขังและเสียหายจนเหลือแต่หนี้”

กิจกรรมท่องเที่ยวที่ผู้ใหญ่อ้อยวางแผนไว้ นอกจากจะให้สัมผัสชีวิตชาวบ้านกับต้นตาล ยังมีการสอนทำขนมตาลจากเนื้อตาลสุกโดยไม่ใช้สีผสมอาหาร สีเหลืองนวล หอมกลิ่นตาล อร่อยกว่าขนมตาลที่ใช้แป้งผสมกับสีผสมอาหารทั่วไป

รวมถึงทีเด็ดอย่างน้ำตาลปึกที่ทำจากน้ำตาลโตนดแท้ ให้รสหวานติดเปรี้ยวปลายลิ้นมีกลิ่นหอมอ่อนซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของน้ำตาลโตนด

ท้ายสุดผู้ใหญ่คนเก่งยังกล่าวเชิญชวนร่วมงานเทศกาลกินตาล ระหว่างวันที่ 30-31 มี.ค. 2561 บริเวณสวนตาล หมู่ 4 ต.เกยไชย ซึ่งวันที่ 31 ม.ค. เป็นวันเดียวกับงานปิดทองไหว้พระห่มผ้าองค์หลวงพ่อพระบรมธาตุที่วัดเกยไชยเหนือ

ชุมชนบ้านมอญ สวรรค์ชั้นประณีต

ชุมชนบ้านมอญ เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี เป็นชาวมอญที่อพยพมาจากเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเดินทางมาทางเรือรวมกัน 4 ครอบครัว ได้แก่ ตระกูลช่างปั้น ตระกูลเลี้ยงสุข ตระกูลแก้วสุทธิ และตระกูลเรืองบุญ

ด้วยความชำนาญในการทำเครื่องปั้นดินเผาอยู่แล้ว เมื่อค้นพบแหล่งดินที่สามารถนำมาปั้นภาชนะได้ จึงลงหลักปักฐานอยู่ที่หมู่ 1 ต.บ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์

จนถึงปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบเพื่อขายตามความต้องการของตลาด ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาฝีมือคนมอญเป็นที่ยอมรับ ด้วยฝีมือในการปั้นดินที่มีความละเอียดอ่อน สามารถคิดรูปแบบตามความรู้สึกและเป็นเอกลักษณ์ ปั้นด้วยแป้นหมุนมือ เผาด้วยเตาโบราณ

ประกอบกับบริเวณใกล้กับหมู่บ้านมีแหล่งดินเหนียวคุณภาพสูงที่บึงเขาดิน มีคุณสมบัติปั้นง่าย เผาแล้วเนื้อดินไม่แตก ทำให้ได้เครื่องปั้นดินเผาที่สวยงาม

จากชุมชนขนาดเล็กที่มีเพียง 4 ครอบครัวตอนนี้จึงขยายเป็นชุมชนมอญขนาดใหญ่ ซึ่งลูกหลานยังสืบทอดภูมิปัญญาต่อไปไม่สูญหายไปจากชุมชน

ชุมชนหาดเสลา สวรรค์ชั้นแปลก

ตื่นตาประหลาดใจ คือความรู้สึกแรกที่ได้เห็นวิหารของ “วัดมรรครังสฤษดิ์” หรือวัดตะคร้อ แห่งบ้านหาดเสลา อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่กรอบหน้าต่างด้านนอกที่มีความบิดเบี้ยวแปลกไป และทึ่งเข้าไปใหญ่กับทางเข้าวิหารที่ไม่ใช่รูปพญานาค หรือสิงห์เหมือนวัดทั่วไป แต่เป็นรูปทรงของสัตว์หิมพานต์ชนิดไหนก็ไม่สามารถระบุได้

เมื่อก้าวพ้นผ่านธรณีประตูเข้าไป ความประหลาดใจก็ยิ่งเพิ่มพูน โดยสิ่งที่ดึงดูดสายตาอย่างแรกของเสาวิหารสีทองที่ไม่ตรงทื่อ แต่บิดเอียงเหมือนภาพวาดเซอร์เรียลลิสม์

รองเจ้าอาวาสเข้ามาเล่าประวัติอันน่าทึ่งจึงทราบว่า วิหารทั้งหลังสร้างจากการปั้นมือของหลวงพ่อริ้ว กุสลจิตโต อดีตเจ้าอาวาสคนแรก รูปปั้นของท่านตั้งอยู่หน้าพระประธาน

หลวงพ่อริ้วสร้างวิหารทั้งหลังด้วยความตั้งใจและจินตนาการ ทำให้พระพุทธรูปแต่ละองค์มีลักษณะไม่เหมือนทั่วไป รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังที่มีทั้งรูปไดโนเสาร์ นกยักษ์ และสารพัดภาพที่ไม่ชินตาเกินจะตีความหมาย ไม่นับรวมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บนผนัง เพดาน หรือแม้กระทั่งหน้าบันด้านนอกที่มีแต่ศิลปะไร้ขอบเขตไม่เหมือนใคร

แม้แต่รองเจ้าอาวาสเองก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ศิลปะทั้งหมดสื่อถึงอะไร แต่คงไม่เกินเนื้อเรื่องของเวรกรรมและพุทธศาสนา

ปัจจุบันวิหารถูกทาสีใหม่ฉูดฉาดเหมือนงานศิลปะ ผิดไปจากแต่ก่อนที่ทั้งหมดเป็นปูนสีขาวขึ้นราดูน่ากลัวจนชาวบ้านไม่กล้าเข้าใกล้ กลายเป็นวัดที่ชาวบ้านเคารพศรัทธาเป็นศูนย์รวมใจ และยังเป็นหน้าเป็นตาของชุมชน

นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ชาวบ้านหาดเสลาจะนำอาหารในสวน ในไร่ ในครัว ออกไปวางขายในตลาดชุมชน หมู่ 6 ทั้งผักสด ผลไม้ปลอดสาร เมี่ยงคำ ขนมครก หรือแม้แต่ขนมตาล ขายในราคาที่คนกรุงเทพฯ เห็นแล้วตกใจอย่างกล้วยหวีละ 5 บาท ผักสดกำละ 10 บาท เรียกได้ว่ามีเงิน 100 บาทก็สามารถอิ่มและซื้อของฝากติดมือกลับไปได้เหลือเฟือ

สวรรค์ทั้ง 3 ชั้น น่าจะให้ความสุข ความอิ่ม ความเอมใจ ทั้งทำบุญไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชิมของพื้นบ้าน สัมผัสวิถีชีวิต เรียกว่าเป็นสวรรค์บนดินในนครแห่งสวรรค์ เมืองปากน้ำโพ