‘ชิตตเว’ ยอดเมืองท่าแห่งยะไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 มี.ค. 2561 เวลา 12:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542818

‘ชิตตเว’ ยอดเมืองท่าแห่งยะไข่

เรื่อง…ทีมงานโลก 360 องศา

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ทีมงานโลก 360 องศา เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง ครั้งนี้เราเลือกมุ่งหน้าไปยังปลายทางใหม่ที่ไม่ไกลจากประเทศไทย แต่ก็นับว่ายังมีคนไทยเดินทางไปไม่มากนัก ด้วยเหตุผลหลายอย่างประกอบกัน ปลายทางที่ว่านั้นคือ “รัฐยะไข่” (Rakhine) 1 ใน 7 รัฐ ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

สาเหตุที่เราเลือกเดินทางไปที่นี่ นั่นก็เพราะว่าที่นี่เคยเป็นรัฐอิสระที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันๆ ปี มีความรุ่งเรืองถึงขนาดกล่าวกันว่า หากไม่เปิดประตูเมืองต้อนรับแล้ว ใครก็รุกรานบ้านเมืองนี้ไม่ได้เลยทีเดียว และนำมาสู่ร่องรอยทางประวัติศาสสตร์ที่หลงเหลือให้เราได้ศึกษา รวมถึงกลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้เล่าขานกันว่า ยะไข่เป็นหนึ่งในรัฐที่มีเสน่ห์และมีภูมิประเทศสวยที่สุดของเมียนมา

ถ้าดูตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แล้ว รัฐยะไข่ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของประเทศ หันหน้า เข้าหาอ่าวเบงกอล มีพรมแดนส่วนหนึ่งติดกับประเทศบังกลาเทศ ส่วนชื่อของรัฐยะไข่นั้น ออกเสียงกันหลายแบบ ถ้าตามภาษาอังกฤษ ก็คือ “รัคไคน์” (Rakhine) บ้างก็เรียกว่า อาระกัน (Aragan) ส่วนคนท้องถิ่นจะออกเสียงว่า “หร่ะ-คาย” และคนในย่างกุ้งออกเสียงว่า “หย่ะ-คัย” เป็นที่มาทำให้คนไทยเรียกว่า “ยะไข่” นั่นเอง

การเดินทางสู่รัฐยะไข่นั้น จากประเทศไทยต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ย่างกุ้ง แล้วจากย่างกุ้งก็ต่อเครื่องบินไปลงที่ “เมือง ชิตตเว” (Sittwe) เมืองหลวงของรัฐยะไข่ ใช้เวลาบินประมาณหนึ่งชั่วโมง หรือหากต้องการประหยัดเงินก็สามารถใช้บริการรถทัวร์จากย่างกุ้งไปยังเมืองชิตตเวได้เช่นกัน ส่วนชื่อเมืองนั้น บางคนอาจจะออกเสียงว่า “ซิด-ตะ-เว” บ้างก็ว่า “ซิด-ตะ-เว่” แต่คนท้องถิ่นออกเสียงว่า “ซิด-ตุ่ย”

ด้วยเหตุผลที่ชิตตเวเป็นเมืองหลวงของรัฐยะไข่ จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมทุกอย่าง ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้า แม้จะไม่ได้ล้ำสมัยมากมายเฉกเช่นเมืองหลวงอื่นๆ แต่ก็นับว่าเป็นการผ่านด่านแรกที่สามารถ บอกต่อได้ว่าไม่ยากลำบากสำหรับคนที่ต้องการมาท่องเที่ยวรัฐนี้แต่อย่างใด โดยเฉพาะย่านที่พักกลางเมือง ใกล้ๆ หอนาฬิกา ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของชิตตเวที่ใครมาถึงแล้วเป็นต้องถ่ายภาพ เช็กอินกับจุดนี้ นับว่าสะดวกอย่างมากเลย ทีเดียว

นอกจากนี้แล้ว ชิตตเวยังเป็นเมืองท่าชายทะเล และเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลักของรัฐยะไข่ถึง 3 สาย คือ แม่น้ำกาละดาน แม่น้ำเลเมี่ยว และแม่น้ำเมยุ จึงนับเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีศักยภาพ และยังเป็นแหล่งประมงที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเมื่อครั้งที่อังกฤษเข้ามาปกครองนั้น ได้เลือก ชิตตเว ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ให้เป็นเมืองหลวงแทน เมียวอู เมืองหลวงเก่า และได้พัฒนาชิตตเวให้เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลที่สำคัญ โดยเป็นท่าเรือขนส่งข้าวที่ใหญ่มากของภูมิภาคในช่วงเวลานั้น และในปัจจุบันชิตตเว ก็ยังคงเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อีกทั้งมีแนวโน้มจะพัฒนาต่อไปอีก โดยในวันที่พวกเราเดินทางไปถึงนั้น กำลังมีการก่อสร้างท่าเรือแห่งใหม่ขนาดใหญ่ด้วยการลงทุนจากประเทศอินเดีย

นอกจากจะเป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าแล้ว ชิตตเวยังเป็นเมืองประมงหลักของเมียนมาอีกด้วย โดยว่ากันว่าอาหารทะเลที่เรารับประทานขณะอยู่ที่เมียนมา และอาหารทะเลที่มีขายอยู่ทั่วประเทศส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากรัฐ ยะไข่ โดยเฉพาะจากเมืองชิตตเว ดังนั้นสิ่งที่ ไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางถึงที่นี่แล้ว ก็คือการ ไปสำรวจตลาดปลาและดูการประมูลปลาใน ตอนเช้า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ประมาณตีสี่ มีวิธีการค่อนข้างสนุกและน่าสนใจ โดยเมื่อขนปลา ขึ้นจากเรือมาส่งที่ท่าแล้ว ก็เอาปลาที่ใส่ไว้เต็มตะกร้านั้น เทลงกับพื้น แล้วก็ขานราคากัน ตรงนั้น พอเคาะแล้วว่าใครเป็นผู้ประมูลได้ก็โกยกลับคืนตะกร้ายกไปส่งให้เป็นอันเสร็จ

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทีมงานโลก 360 องศา มีโอกาสไปชมและทึ่งกับทักษะความชำนาญเฉพาะทางเอามากๆ คือการชำแหละปลาเพื่อทำปลาแห้งของเมืองชิตตเว โดยการนำปลา ตัวใหญ่ๆ มาชำแหละด้วยมีดที่สั่งทำพิเศษ มีการเฉือนให้เป็นริ้วๆ จากนั้นก็แขวนตากให้แห้งทั้งตัว แต่ความพิเศษของการตากปลานั้นคือการแขวนเรียงกันคล้ายโคมไฟ และตอนนำไปขายก็ขายกันทั้งตัวแบบที่แขวนไว้เพื่อเป็นการรับประกันว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมอื่นปนไปกับเนื้อปลาแน่นอน

จากเรื่องอาชีพ ก็ไปต่อกันเรื่องอาหารการกิน หากไปเมืองชิตตเว อาหารแนะนำคงต้องยกให้ “ยะไข่มกติ” หรือ “ขนมจีนยะไข่” นั่นเอง มีให้เลือกทั้งแบบแห้งคล้ายๆ ยำขนมจีน หรือแบบน้ำก็คล้ายๆ ก๋วยเตี๋ยว คนท้องถิ่นบอก พวกเราว่า ไปยะไข่แล้วไม่ได้ชิมเมนูนี้ถือว่า พลาดมาก เพราะหากินง่าย ราคาไม่แพง คล้ายกับที่นักท่องเที่ยวถ้าไปย่างกุ้งแล้วไม่ได้ลองชิมโมฮิงก้าก็เหมือนไปไม่ถึงนั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเช่นกันคือการนั่ง “ไซ้กา” หรือจักรยานรับจ้าง ซึ่งมีอยู่ทั่วเมือง และด้วยเหตุที่ซิตตุ่ยไม่ใช่เมืองที่มีขนาดใหญ่ ดังนั้นการเหมาไซ้กาเที่ยวรอบเมืองราวสองหมื่นจ๊าดหรือห้าร้อยบาท นั่งได้สองคน จึงเป็นเรื่องที่นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อได้ไปยังจุดสำคัญต่างๆ ของเมือง เช่น ตลาดกลางเมืองที่มีของทุกสิ่งอันให้เลือกซื้อหา ชนิดที่ว่านักท่องเที่ยวมาตัวเปล่ามาหาเอาที่นี่ได้หมด

ที่พลาดไม่ได้คือ “วัดพญาจี” (Atula Marazein Country Peace Great Image) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชิตตเว เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐยะไข่ ซึ่งเกิดจากการรวมทุนทรัพย์ของชาวบ้านที่ร่วมกันสร้างขึ้น เมื่อแปลเป็นภาษาไทยก็น่าจะหมายถึง “หลวงพ่อโต” และนับเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนความสามัคคี และความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของชาวยะไข่ได้อย่างชัดเจน

อีกสถานที่คือ “เจดีย์โลก๊ะนันดะ” (Lawkar Nanda Pagoda) ซึ่งรัฐบาลสร้างขึ้นโดย จำลองมาจากมหาเจดีย์ชเวดากองแห่งย่างกุ้ง โดยในบริเวณใกล้ๆ กัน ยังเป็นที่ประดิษฐาน หนึ่งในพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่ คือ พระสัจจะมุนี (Sakkramuni) ซึ่งอัญเชิญมา จากเมียวอูเมืองหลวงเก่า ความพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้คือจะมีรูปสลักของพระองค์เล็กๆ อยู่รอบองค์นับรวมกันได้ถึง 1,162 องค์

ส่วนใครที่อยากเห็นสีสันชีวิตชีวาของ ชิตตเว แนะนำให้หาเวลาแวะไปที่ “ชิตตเวบีช” ชมพระอาทิตย์ตกที่นั่น รับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง และถ้าอยากสัมผัส “ชิตตเว ยอดเมืองท่าแห่งยะไข่” แบบจัดเต็มแล้วละก็ติดตามชมได้ ในรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 เช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น. ส่วนแฟนรายการโลก 360 องศา สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 องศา และชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube

 

คลาวด์ ไนน์ รูฟท็อปวิวกลางมหานคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 17:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542726

คลาวด์ ไนน์ รูฟท็อปวิวกลางมหานคร

เรื่อง คุณมัลล์-จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

วิวแพงแต่จ่ายราคาอาหารเครื่องดื่มเบาๆ แถมยังปักหมุดเช็กอินได้รูปสวยๆ เป็นโลเกชั่นย่านธุรกิจที่มีตึกสูงระฟ้า แสงสีระยับสร้างบรรยากาศชวนแฮงเอาต์ ต้องไม่พลาดแวะมาที่ คลาวด์ ไนน์ (Cloud 9)

รูฟท็อปบาร์ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอสได้สะดวก ลงสถานีช่องนนทรี พบกับโรงแรมแฮฟเว่น เมท สีลม (Haven’t Met Silom Hotel) ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 9 ของโรงแรม ก็จะพบกับรูฟท็อปสไตล์โมเดิร์น รายล้อมด้วยบรรยากาศของกรุงเทพมหานครและได้ปะทะกับสายลมอ่อนของรัตติกาลอย่างสุนทรีย์

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

คลาวด์ ไนน์ (เจ้าของเดียวกับ Cloud 47 ศาลาแดง ซึ่งปิดตัวแล้ว) ยังใส่เสน่ห์ของการเป็นรูฟท็อปบาร์สบายๆ เน้นความชิลให้ทุกคนมาเที่ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูหรา จะมานั่งชมวิวผ่อนคลายจิบเครื่องดื่มเย็นๆ หรือจะปาร์ตี้สังสรรค์ออกรสออกชาติก็ได้ ในแบบตัวของคุณเอง

การตกแต่งมีหัวใจหลักมาจากกรุงเทพมหานคร ระหว่างทางขึ้น-ลงบันได หรือโถงหน้าลิฟต์ จะเห็นงานกราฟฟิตี้บนผนังเสมือนเป็นแผนผัง กทม.

ผนังกำแพงโซนสระว่ายน้ำ นอกจากภาพกราฟฟิกแล้วยังใช้ท่อสายไฟสีฟ้าเป็นตัวแทนของแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดเคี้ยว

 

อีกวิวที่เป็นไฮไลต์ของ คลาวด์ ไนน์ คือ ตึกมหานคร ตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ว่าจะนั่งมุมไหนก็มองเห็นแล้วถ่ายรูปออกมาได้สวยงาม แต่มุมขายดีที่สุดคือ ที่นั่งแบบบาร์หันหน้าหาตึกมหานครและแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส

อาหารเป็นไทยสตรีทฟู้ด คัดสรรวัตถุดิบและกระบวนการทำอย่างพิถีพิถัน จัดวางแบบโมเดิร์นให้เข้ากับบรรยากาศเมือง และยังมีอาหารไทยฟิวชั่นอีกหลายอย่าง

ทางร้านจะสับเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ เพื่อความแปลกใหม่ เพราะสัดส่วนลูกค้าประจำที่ติดใจในบรรยากาศมีเยอะเหมือนกัน เพื่อไม่ให้เบื่อกับอาหารเมนูจำเจ แต่เมนูเด็ดดวงยังคงไว้

 

อย่างซี่โครง BBQ ความพิเศษอยู่ที่ซอส ใช้ผงเครื่องเทศทางประเทศแถบยุโรปและไทยผสมผสานกันถึง 17 ชนิด เคี่ยวซอสนาน 1 ชั่วโมง จากนั้นนำซี่โครงหมูหมักกับซอสแล้วใช้เวลาตุ๋นร่วม 2 ชั่วโมง พอตุ๋นเสร็จนำไปกริลล์เพื่อให้เนื้อรัดตัวและซอสแทรกซึมติดอยู่กับเนื้อซี่โครง เมื่อถึงคราวจะเสิร์ฟก็ราดน้ำซอสอีกครั้ง ขอบอกว่าเมนูนี้ไม่ควรพลาด

เมนูถัดมาคือ สลัดแซลมอนแซ่บ แซลมอนพันผักร็อกเก็ต ราดน้ำยำซีฟู้ดแบบไทย รสชาติเผ็ดจัดจ้านของพริกขี้หนูสวน และเผ็ดฉุนนิดๆ ของกระเทียม ตัดด้วยความเปรี้ยวจากมะนาวสด

สปาเกตตีมีตบอล เนื้อบดที่คลุกเคล้าเครื่องปรุงสูตรทางร้าน และเพิ่มความหวานให้เนื้อด้วยหอมใหญ่สับละเอียด จากนั้นนำไปตีให้เนื้อนุ่มเด้งแล้วปั้นทรงกลมนำไปกริลล์เพื่อให้เนื้อรัดตัว ส่วนซอสมีเบสของมะเขือเทศ

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม คลาวด์ ไนน์ เด่นค็อกเทล มีหลายเมนูที่คุ้นเคย และซิกเนเจอร์ของทางร้าน เช่น เวิลด์ เบสต์ โมจิโต (World Best Mojito) ใช้ปาล์มชูการ์หรือน้ำตาลโตนด เพื่อชูความโดดเด่นของกลิ่นหอมน้ำตาลโตนด

เรด เวลเวต (Red Velvet) แก้วนี้เบสเป็นเตกีลาทำจากผลอากาเว่ซึ่งมีเอกลักษณ์ในตัวอยู่แล้ว ใช้ไซรัปทับทิม และน้ำทับทิมสด เพื่อให้ได้สีชมพูและรสหวานนิดๆ โรยเกลือบริเวณปากแก้วเพื่อตัดรสหวานเปรี้ยวช่วยให้ดื่มง่ายขึ้น

ความน่าสนใจของแก้วถัดมา เดอะ ลาสต์ เซเรเนด (The Last Serenade) ส่วนมากคนนิยมดื่ม จินโทนิคค็อกเทล ทางร้านจึงผุดไอเดียใหม่ นำแตงกวามาเสริมกลิ่น โดยใช้คิวคัมเบอร์ไซรัป และเอลเดอร์ฟลาเวอร์ไซรัปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เติมความเปรี้ยวจากมะนาวสด และท็อปด้วยจินโทนิคให้แก้วนี้มีความขมเข้ม ตกแต่งด้วยแตงกวาสดหั่นบางพันอยู่ด้านในแก้วเพื่อชูจุดเด่นของกลิ่นและให้ความรู้สึกสดชื่น

 

Absinthe Suisse’s ส่วนผสมหลักคือวอดก้าและ Absinthe ตามชื่อ แก้วนี้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ค่อนข้างแรง แต่มีตัวช่วยให้ดื่มง่ายด้วยการใช้มะกรูดและมะนาวดับกลิ่นแอลกอฮอล์ และมีรส-กลิ่นของ Peach Schnapps

มาถึงแก้วสุดท้าย เมลอน ซอมบี้ (Melon Zombie) ใช้ไลท์รัมกับดาร์กรัม มีเมลอนริเคียวเป็นเหล้าหวานกลิ่นเมลอน ตัวนี้จะเด่นที่เสาวรส เพราะเอาใจลูกค้าชาวต่างชาติที่ชอบเสาวรสมาก นอกจากให้รสแล้วยังนำผลเสาวรสสดมาตกแต่งบนแก้ว คว้านเอาเนื้อออกแล้วเติมเหล้าซามูก้า ก่อนเสิร์ฟสร้างความสนุกสนานด้วยการจุดไฟที่เหล้า

หลีกหนีความวุ่นวายด้านล่างมาที่รูฟท็อปบาร์ แม้ไม่สูงนักแต่บนนี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และค่อยๆ ตื่นตัวสนุกสนานขึ้น ถึงตอนนี้หลงรักวิวเมืองเข้าแล้วสิ

คลาวด์ ไนน์ รูฟท็อปบาร์ ชั้น 9 โรงแรมแฮฟเว่น เมท สีลม เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. สำรองที่นั่งโทร. 09-1889-9600

 

ปลากัด จัดจ้านตามประสาปักษ์ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 15:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542727

ปลากัด จัดจ้านตามประสาปักษ์ใต้

อาหารปักษ์ใต้ที่รู้จักกันดีว่ารสชาตินั้นแสนจัดจ้าน ถึงเครื่อง ถึงรส ที่สำคัญยังผสานวัฒนธรรมการกินอยู่มาอย่างช้านาน

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เรื่อง ลีโอ เคน ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากความหลงใหลในรสชาติของอาหารใต้แห่งเมืองคอน ที่ แคล-ธนัญชล สุทธิช่วย สัมผัสรสชาติมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ร่วมกับเพื่อน เอ๋-คณุตม์ กิตติวัฒนศักดิ์ สู่แรงบันดาลใจในการเปิดร้านอาหารในนามว่า ปลากัด (Plaagut) ที่สื่อถึงความดุเด็ดเผ็ดร้อนของอาหารแห่งเมืองคอน หรือ จ.นครศรีธรรมราชได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละเมนูเขาบอกว่านอกจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ยังแฝงไว้ด้วยวัฒนธรรมอีกด้วย

 

แน่นอนว่าไม่เพียงแต่เรื่องของสูตรอาหารอันเป็นเอกลักษณ์จากก้นครัวเท่านั้น ในส่วนของบรรยากาศร้านก็ตกแต่งได้อย่างน่าสนใจ เสมือนกับนั่งรับประทานอาหารที่บ้าน โดยเนรมิตบ้านเก่าให้ดูโปร่งสะอาดตา เน้นโทนสีเทา-ขาว และเพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้เบาะเก้าอี้เป็นสีโทนน้ำเงิน ผสานกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนอย่างลงตัว

อย่างที่บอกไว้เมนูของร้านส่วนใหญ่เป็นเมนูอาหารปักษ์ใต้ขนานแท้ โดยจะเน้นเสิร์ฟเมนูพื้นบ้านดั้งเดิมจากก้นครัวที่สืบสานมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า ให้รสชาติแสนจัดจ้าน อีกหนึ่งเสน่ห์คือการคัดสรรวัตถุดิบ กะปิ และเครื่องแกงจะส่งตรงมาจาก จ.นครศรีธรรมราชกันทีเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อให้สัมผัสรสชาติอาหารแห่งเมืองคอนได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

เริ่มต้นรสเบาๆ ด้วยเมนูจากก้นครัวของเขาเอง กุ้งผัดวุ้นเส้นสะตอกระเทียมดอง วุ้นเส้นใส่ไข่ ใส่น้ำกระเทียมดองที่ให้รสหวานกลมกล่อม คลุกเคล้ากับกุ้งแชบ๊วยตัวโต สะตอ และพริกชี้ฟ้าแดงที่ช่วยตัดรสชาติกันได้เป็นอย่างดี

ตามมาด้วยเมนูยอดฮิต ใบเหลียงผัดไข่กุ้งเสียบ นำใบเหลียงมาผัดกับกระเทียมจนหอมใส่ไข่ปรุงรส แล้วโรยหน้าด้วยกุ้งเสียบปรุงรส หรือถ้าใครอยากกินเนื้อปู ทางร้านก็สามารถเพิ่มออปชั่นโรยหน้าด้วยเนื้อปูแทนกุ้งเสียบได้ตามความชอบ

 

ถึงทีสัมผัสความจัดจ้านด้วย แกงพริกกระดูกหมู นำกระดูกหมูส่วนปลายเคี่ยวกับกะปิ จนนุ่มและหอมกลิ่นกะปิ แล้วใช้เครื่องแกงเผ็ดจากเมืองคอนใส่ลงไป ปรุงรส ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้า และใบมะกรูดซอย ร้อนทว่าแฝงความกลมกล่อม

ต่อด้วยคั่วกลิ้งหมูใช้เครื่องแกงเผ็ดแบบเดียวกันนำหมูชิ้นลงไปผัดรวมกัน แล้วใส่กะปิลงไปปรุงรสแทนน้ำปลา ผัดจนแห้งและหอม โรยด้วยใบมะกรูดและพริกขี้หนูลงไปเพื่อความจัดจ้านและสวยงาม

 

ตบท้ายด้วยน้ำพริกโจร เมนูท้องถิ่นที่ไม่ต้องตำ วิธีการก็คือนำมะม่วงเปรี้ยวมาสับ กะปิ น้ำมะนาว พริกขี้หนูสวน หอมแดงซอย เนื้อกุ้งลวก นำมาคลุกรวมกัน เสิร์ฟพร้อมผักสด และไข่ต้ม อย่าง ใบมะม่วงอ่อน ข้าวโพดอ่อน ถั่วฟักยาว ถั่วฟู อร่อยเพลินทีเดียว

สัมผัสความจัดจ้านได้ที่ ร้านปลากัด ถนนสาทร ซอย 10 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. และ 17.30-22.00 น. โทร. 02-077-6144

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา ยำมะเขือยาว ซอสเสาวรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542649

จากยอดดอยสู่บ้านเรา ยำมะเขือยาว ซอสเสาวรส

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ความทรงจำในวัยเยาว์ของคนอายุช่วง 40 ปีมันจะหอมหวานประมาณหนึ่ง ถึงจะห่างจากวัยเยาว์มาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังจำได้เป็นอย่างดี ที่ผู้เขียนสามารถคุยฟุ้งได้ขนาดนี้เพราะเทียบกับความทรงจำของตัวเอง ย้อนนึกถึงเรื่องที่ชอบๆ เกี่ยวกับความสุขในการรับประทาน ความทรงจำมันยังชัดเจนแจ่มแจ๋วและพาลจะทำให้น้ำลายไหลอยู่บ่อยไป

อย่างที่มาของเมนูในฉบับนี้ก็มาจากหนึ่งในความ ทรงจำเรื่องกินในตอนเด็กๆ แถมยังเกี่ยวข้องกับ Topic สุดฮอตของตอนนี้คือ “ตลาด และ ตลาดนัด” เพราะเชื่อว่าหลายๆ ท่านน่าจะเคยเจอปัญหาการหาที่จอดรถหรือแม้แต่เคยเจอคู่กรณีที่ทำให้มีน้ำโหเวลาลงไปซื้อของแล้วกลับมาถึงรถที่ออกไปไหนไม่ได้เพราะถูกซ้อนคันอยู่ แถวๆ บ้านผู้เขียนก็มีตลาดเช่นกันแต่เป็นตลาดนัด เวลาจะไปต้องหาคนไปส่ง เพราะการจอดรถเป็นไปได้ยากและคุณแม่ผู้เขียนสุดแสนจะกังวลเมื่อต้องจอดหน้าบ้านใครสักคนหนึ่ง โชคดีที่เป็นตลาดอาทิตย์ละ 1 วัน จึงน่าจะทำให้ผู้คนแถวนั้นไม่เครียดนักกับความจ้อกแจ้กจอแจของตลาดนัด

ทีเด็ดของตลาดนัดที่ทำให้ผู้เขียนชอบไปคือ ร้านขายมะเขือยาว ไม่ขายอย่างอื่นเลย ขายแต่อาหารที่ทำจากมะเขือยาว ผู้เขียนอายุสัก 10 ขวบ มีความสงสัยอย่างมากว่าขายได้อย่างไร มีแค่มะเขือยาวอย่างเดียวมองไปจะเห็นคุณลุงเจ้าของร้าน นั่งอยู่หน้ากะละมังที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าโปะบนถ่าน ดูเหมือนไม่ร้อนเพราะสังเกตเห็นคุณลุงค่อยๆ ใช้มือที่ทนทานคู่นั้นคอยกลับมะเขือยาวที่เรียงรายอยู่บนตะแกรงเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไรกับความร้อนเลย แต่ผิวของมะเขือยาวมันไม่ได้คิดแบบนั้นน่ะสิ จากผิวที่เปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนๆ กลายเป็นดำเกรียมๆ ลอกออกจากเนื้อด้านใน

คุณลุงจะรับผิดชอบใช้มีดค่อยๆ ลอกผิวมะเขือยาวออก เรียงไว้เป็นตับบนถาด มองไปข้างๆ กันเป็นคุณป้าที่คอยรับออร์เดอร์จากลูกค้า แล้วจัดแจงใช้มือหยิบขั้วของมะเขือยาววางบนเขียง หั่นมะเขือยาวเป็นท่อนพอดีคำ 2 ลูกบ้าง 3 ลูกบ้างแล้วแต่ราคาชุดที่ลูกค้าสั่ง จากนั้นถุงพลาสติกที่อยู่บนมือถูกคลี่ออก แล้วคุณป้าใช้มือตักน้ำตาลปี๊บที่เคี่ยวจนเหนียวใส่ถุง เหยาะน้ำปลา บีบมะนาวอย่างคล่องแคล่วแล้วตามด้วยเครื่องเคราผัก สมุนไพรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู หอมแดง สะระแหน่ มีกุ้งลวกหั่นชิ้นบางมากและไก่ต้มสุกที่ฉีกเสียฝอยที่คุณป้าเตรียมมาอย่างเป็นระบบตามภาษาฝรั่งเศสพวกเชฟๆ จะต้องมาชมป้าว่ามี Mis en place ที่ดีเยี่ยม เพราะบริการลูกค้าได้รวดเร็วไม่ขาดตกบกพร่อง ช่างสวนทางกับคุณลุงที่นั่ง “ชิลเว่อร์” ไม่คุยกับใครและกลับมะเขือยาวอย่างใจเย็น

ถ้าแม่แวะตลาดนัดแล้วไม่ซื้อยำมะเขือยาว ผู้เขียนจะต้องคะยั้นคะยอให้แม่ไปซื้อไม่ใช่เพราะอร่อยหรอกนะ เพราะยังกินไม่เป็นเอาเสียเลยเจ้าเมนูยำมะเขือยาวนี่ แต่เป็นเพราะชอบไปยืนดูคุณป้ายำมะเขือยาวสดๆ ใส่ถุงให้ลูกค้ากลับไปกินที่บ้าน มันช่างสนุก เพลินเสียจนอยากจะไปทำเอง

 

 

จนกระทั่งวันหนึ่งได้ทดลองชิมยำมะเขือยาวฝีมือป้า โดยขอเป็นลูกค้าตัวจิ๋วสั่งแบบไม่ใส่พริก ป้าชมผู้เขียนเสียตัวลอยว่าเก่งจริงๆ กินผักเป็นด้วย ปกติยำมะเขือยาวมีแต่ผู้ใหญ่กิน แหม…คุณผู้อ่านเชื่อไหม กลับมาชิมยำมะเขือยาวที่บ้าน มันก็แปลกๆ สำหรับเด็กๆ แต่ผู้เขียนคิดว่ามันอร่อยมากๆ เลย จนตอนนี้เมนูยำมะเขือยาวเป็นเมนูโปรดที่สั่งเป็นประจำ น่าจะเป็นเพราะบ้ายอและมีป้าเป็นไอดอลในตอนนั้น

เมื่อมาหัดทำเองถึงได้เข้าใจหัวอกคุณลุงผู้เป็นคน รับผิดชอบการย่างมะเขือยาวการย่างมะเขือยาวนี่ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งในการทำยำมะเขือยาว ต้องอาศัยถ่านที่ระอุพอเหมาะ ไม่ร้อนจนเกินไปค่อยๆ ย่างจนผิวเกรียมพอดีกับด้านในสุกนุ่ม ใจร้อนเกินไปด้านนอกสุก ผิวเกรียมไปเสียก่อน ด้านในยังเป็นเนื้อแข็งเป็นไตแบบนี้ไม่อร่อยเอาเสียเลย หรือถ้าไฟอ่อนไป มะเขือยาวก็สุกเละจนอ่อนปวกเปียกเคี้ยวไม่อร่อย เรียกว่าต้องใช้ฝีมือและประสบการณ์พอสมควร ย่างดีๆ นี่คุณผู้อ่านเอ๋ย มันจะหอมอร่อยจากกลิ่น Smoky จากผิวเกรียมของมะเขือยาวที่ซึมซาบเข้า สู่เนื้อนุ่มๆ ด้านใน นุ่มแต่ห้ามเละ ถือเป็นกฎเหล็กความอร่อยของอาหารจานนี้เลย

ถ้าทำเป็นกับข้าวที่บ้านหรืองานเลี้ยงรวมญาติ เมนูนี้เหมาะอยู่นะ เพราะสามารถย่างมะเขือยาวไว้ได้ล่วงหน้า เนื่องจากเป็นอาหารที่กินได้อร่อยที่อุณหภูมิห้อง จึงค่อยจัดแจงหั่นมะเขือยาวที่ย่าง ลอกเปลือกเอาไว้แล้วลงจน แล้วค่อยยำส่วนผสมน้ำราดตามลงไป แบบนี้สะดวกดี หรือหากใครชอบยำมะเขือยาวอุ่นๆ ไม่ต้องกังวล ผู้เขียนเคยลองลอกเปลือกแล้วจัดใส่จาน เข้าไมโครเวฟสัก 1-2 นาทีก่อนราดน้ำยำ ถือเป็นวิธีที่ยอมรับได้

สูตรนี้ของผู้เขียนทดลองใช้ เสาวรสสดๆ จากโครงการหลวงมาเป็นส่วนผสมน้ำยำ ไอเดียขอโฆษณาตัวเอง สักนิดว่าไม่ได้ไปลอกใครที่ไหนมา เพราะได้ความรู้ในเรื่องรสชาติมาจากพี่เลี้ยงคนสกลนคร ที่ชอบผ่าเสาวรสครึ่งลูก เหยาะน้ำปลาโรยน้ำตาลแล้วรับประทานเป็นประจำ ผู้เขียนชิมแล้ว เอ๋…นี่มันคล้ายๆ ยำเลยนี่นา จึงเอา ไอเดียมาจับคู่กันเสียเลยกับเมนูยำมะเขือยาวที่ต้องมี รส เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ดจึงจะอร่อยครบเครื่อง

ผู้เขียนขอเป็นเคล็ดความอร่อยของยำมะเขือยาวซอสเสาวรส คือ เน้นน้ำตาลปี๊บดีๆ หอมๆ เคี่ยวให้ละลายแล้วเติมน้ำปลาเพื่อให้รสเค็ม ตามด้วยเสาวรสที่ตักขึ้นมาทั้งน้ำและเนื้อ ปรับรสให้จี๊ดจ๊าดด้วยน้ำมะนาวอีก สักหน่อย เชื่อว่าแค่นี้ก็น้ำลายสอรอที่กระพุ้งแก้มแล้ว ยำมะเขือยาวสไตล์ผู้เขียนทั้งทีต้องขอยกล้อใส่มันทุก อย่างทั้งไก่ฉีก กุ้งต้มสุก แถมด้วยไข่เป็ดต้มสุกเป็นยางมะตูม เพราะผู้เขียนกินยำมะเขือยาวทีไร กินเป็นจานๆจนอิ่มไม่เหลียวแลอาหารจานอื่นเลย เรียกว่าครบคุณค่า โภชนาการในจานเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

 

ยำมะเขือยาว ซอสเสาวรส

ส่วนผสม

มะเขือยาวสีเขียว 2 ลูก

ไข่เป็ดต้มเป็นยางมะตูม 1 ฟอง

อกไก่ต้มสุก ฉีกฝอยเป็นเส้น 4 ช้อนโต๊ะ

กุ้งขาว ปอกเปลือก ดึงหางและเส้นดำออก ผ่ากลางตาม

ความยาวลำตัว (แบ่งครึ่งตัวกุ้งเลย 2 ส่วนจากกัน) ต้มสุก พัก

ให้เย็น 3-4 ตัว

ส่วนผสมน้ำปรุง

พริกแดงจินดา 4 เม็ด

กระเทียมกลีบใหญ่ 1 กลีบ

น้ำตาลปี๊บอย่างดี 2-3 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

เสาวรสสด 1 ลูก

หอมแดง ซอยบาง 2 หัว

ผักชี สะระแหน่เด็ดเป็นใบ สำหรับตกแต่ง โรยหน้า

วิธีทำ

บนเตาถ่านที่มีตะแกรง ย่างพริกจินดาจนเกรียมบางส่วนพร้อมกระเทียม รอให้เย็น โขลกให้พอแหลก

ย่างมะเขือยาวบนเตาถ่านจนผิวนอกเกรียม พักไว้ให้เย็นสนิท ลอกเปลือกและผิวที่ดำออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นขนาด 1 นิ้ว เรียงใส่จานให้คงรูปร่างพักไว้

ตัดไข่ต้มแล้ววางบนจานมะเขือยาว

เคล้าอกไก่ฉีกฝอยกับกุ้ง วางบนมะเขือยาว

ผสมน้ำยำโดยเคี่ยวน้ำตาลปี๊บกับน้ำสะอาดสัก 1 ช้อน โต๊ะให้เดือดเบาๆยกลงจากเตา เติมน้ำปลาลงไปตอนที่ยังร้อนๆ ตามด้วยผ่าครึ่งเสาวรสและตักส่วนน้ำและเมล็ดใส่ลงในน้ำตาล เติมมะนาวเล็กน้อย (ปรับรสตามชอบให้ออกเปรี้ยว เค็ม หวาน ) ใส่พริกแดงที่โขลกไว้กับกระเทียม พร้อมหอมแดงซอย

ราดน้ำยกลงบนจานมะเขือยาวที่มีเนื้อไก่ฉีกและกุ้งสดแต่งหน้าด้วยผักชีและสะระแหน่ เสิร์ฟทันที

 

ร้านตู้กับข้าว ความอร่อยแห่งไข่มุกอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542659

ร้านตู้กับข้าว ความอร่อยแห่งไข่มุกอันดามัน

เรื่อง/ภาพ ชายโย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต จะมีเป้าหมายอย่างหนึ่งที่แทบจะขาดไปเสียไม่ได้คือการมาเดินเที่ยวชมย่านเมืองเก่าที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแนวชิโน-โปรตุกีส ตามแนวถนนกระบี่ พังงา และเยาวราช และมาชิมอาหารที่ร้านตู้กับข้าวร้านอาหารพื้นเมืองของชาวภูเก็ตที่รังสรรค์มาแล้วว่ามีคุณภาพรสชาติก็อร่อยเหมือนฝีมือคุณแม่มาทำให้เอง

ร้านตู้กับข้าว ตั้งอยู่ริมถนนพังงา จ.ภูเก็ต ข้างธนาคารกสิกรไทย สาขาภูเก็ต ตรงข้ามกับศาลเจ้าแสงธรรม ร้านได้รับการปรับปรุงตกแต่งให้สวยงามราวกับอาคารทรงโบราณแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ภายในตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยรูปครอบครัวของเจ้าของร้าน และรูปเมืองภูเก็ตสมัยก่อน และไฮไลต์สำคัญคือตู้กับข้าวของคนไทยยุค 60-80 ให้บรรยากาศคล้ายกับนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่บ้าน

เมนูเด่นประจำร้านจะเป็นอย่างอื่นไปเสียไม่ได้นอกจาก หมูฮ้องภูเก็ต หมูฮ้องหน้าตาละม้ายคล้ายหมูพะโล้ มีขายทั่วไปในภูเก็ต แต่เท่าที่เราชิมมา หมู ฮ้องของร้านตู้กับข้าวนั้นอร่อยจนเราอยากแนะนำ หมูสามชั้นที่นำมาต้มซีอิ๊วและเครื่องปรุงรสจนเนื้อเปื่อยยุ่ย จนแทบละลายได้ในปาก รสชาติหวานเค็มมันกลมกล่อม รับประทานกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ อร่อยจนอยากเผื่อแผ่โต๊ะข้างๆ

อีกเมนูที่ลูกค้าติดใจ ก็คือ กุ้งผัดสะตอใส่กะปิ รสชาติเค็มมันเข้มข้น กุ้งตัวใหญ่กับสะตอที่คัดคุณภาพมาอย่างดี ควรมีประดับไว้บนโต๊ะ ปิดท้ายความ จัดจ้านด้วยแกงปู หมี่ลวก เมนูอร่อยของชาวภูเก็ตที่ทางร้านนำเสนอ เนื้อปูชิ้นใหญ่ ผสมลงในพริกแกง และหัวกะทิเคี่ยวจนสุกร้อนได้ที่ใส่พริก ใบโหระพาและเครื่องเทศอีกนิดหน่อย แต่ไม่มากจนถึงกับควานหาเนื้อปูไม่เจอ รับประทานกับหมี่ลวกหรือข้าวสวยตามความชอบอร่อยจนอยากจะกลับไปกินอีกสักครั้ง

ร้านตู้กับข้าวเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.30-23.59 น. โทรสอบถามเส้นทางหรือจองที่นั่งได้ที่ 076-608-888, 08-9646-5434

 

บ้านขนิษฐา เลิศล้ำอาหารไทยโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 14:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542326

บ้านขนิษฐา เลิศล้ำอาหารไทยโบราณ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

บ้านขนิษฐา (Baan Khanitha) ในซอยสุขุมวิท 23 เป็นร้านอาหารไทยโบราณที่มีชื่อเสียงมากว่า 25 ปี มีความโดดเด่นในเมนูอาหารไทยโบราณที่หารับประทานยาก รวมทั้งรสชาติและกรรมวิธีการปรุงแบบไทยโบราณขนานแท้ วัตถุดิบคุณภาพสูงมีความสดใหม่จากทั้งไทยและนำเข้า พืชผักต่างๆ ที่ใช้เป็นออร์แกนิกซึ่งปลูกและดูแลด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ส่งตรงจากไร่บ้านพนาลัย ซึ่งเป็นธุรกิจหนึ่งของบ้านขนิษฐา ที่ผลิตวัตถุดิบมาซัพพอร์ตบ้านขนิษฐาและร้านอาหารอื่นๆ ในเครือ

ขณะบรรยากาศร้านซึ่งเป็นบ้านไทยโบราณ 2 ชั้น นอกจากมีเสน่ห์ของความเป็นบ้านไทยในตัวแล้ว ยิ่งผสมผสานกับการตกแต่งร้านด้วยรูปปั้นและรูปแกะสลักแบบโบราณ ผสานกับงานหัตถกรรม รวมไปถึงภาพเขียนที่สวยงาม ประกอบกับที่นั่งรับประทานอาหาร 150 ที่นั่ง มีทั้งแบบอินดอร์และเอาต์ดอร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่สดชื่นด้วยต้นไม้สีเขียวทั้งภายในและข้างนอกร้าน ยิ่งถ้าไปร้านตอนค่ำๆ แสงไฟที่ประดับประดาอยู่บนต้นไม้จะยิ่งสาดแสงส่องประกายสวยงามมาก

นอกจากอาหารไทยโบราณดั้งเดิมที่แสนอร่อย วัตถุดิบคุณภาพดี ร้านเก๋ไก๋ในสไตล์แบบไทยๆ แล้วการบริการก็แสนประทับใจ จึงไม่แปลกใจที่บ้านขนิษฐาได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ จากผู้อ่านนิตยสาร Bangkok Dining & Entertainment ถึง 11 ปี ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2540 เรื่อยมา ไม่นับรางวัลอื่นอีกมากมาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

คุณสมบัติเหล่านี้มาจากผู้หญิงชื่อเดียวกับร้าน ขนิษฐา อัครนิธิกุล อดีตแฟชั่นดีไซเนอร์ผ้าไหมไทยชื่อดัง เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้าน ที่เปิดร้านด้วยความตั้งใจ ให้ทุกคนได้รับประทานอาหารไทยโบราณขนานแท้ ที่หารับประทานที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ ด้วยรสชาติและกรรมวิธีการปรุงแบบไทยโบราณจริงๆ โดยมีเมนูมากมายและหลายเมนูเชื่อว่าบางคนไม่เคยรู้จักก่อนซึ่งต้องมาลองให้เห็นด้วยตาและชิมดู ถึงจะรู้ว่ารสชาติอาหารของที่ร้านแน่นอน

ขอยกมาบางเมนู เริ่มที่ “แกงคั่วเนื้อปูใบชะคราม” ที่เสิร์ฟกับเส้นหมี่ลวก รสชาติอร่อยมาก ความโดดเด่นอยู่ที่การนำใบชะคราม (พืชที่ขึ้นอยู่ตามนาเกลือทางชายฝั่งทะเลด้าน จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม) มาใช้ซึ่งเข้ากับอาหารประเภทแกงคั่ว ผัด หรือยำได้ดี แต่ด้วยเป็นพืชอยู่ตามแนวน้ำเค็มก็จะมีรสเค็ม แต่ทางร้านมีกรรมวิธีขจัดความเค็มก่อนปรุง ขณะที่เนื้อปูใช้ปูก้อนอย่างดี

อีกเมนูที่ลูกค้าต้องสั่งคือ “ต้มยำกุ้งลายเสือ” (กุ้งขนาด 7 ตัว/กก.) ใช้เครื่องต้มยำที่ใช้กันทั่วไป เช่น พริกสด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เห็ดฟาง แต่สูตรบ้านขนิษฐาจะพิเศษตรงที่ไม่ใช้น้ำมะขาม แต่ใช้มะนาวสดจากไร่พนาลัย ไม่ใช้กะทิและนมสด รสชาติบอกได้เลยพิเศษและแตกต่างจากต้มยำกุ้งทั่วไปแน่นอน รสต้มยำจัดจ้านแต่ต่างชาติกินได้สบาย ส่วนกุ้งเนื้อแน่นและสดมาก

“ปลาหิมะสมุนไพร” รสจัดจ้านแบบไทย เป็นเมนูที่ผสมผสานวัตถุดิบต่างประเทศกับการปรุงในแบบไทยโบราณ โดยใช้ปลาหิมะคุณภาพดีนำเข้า ปรุงด้วยสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก และพริกไทยสด เนื้อปลาจะนุ่มและหอมด้วยสมุนไพรไทย คำไหนๆ ก็อร่อย ต่อด้วย “ฉู่ฉี่กุ้งนาง” ใช้กุ้งนางขนาด 12 ตัว/กก. สด เครื่องแกงฉู่ฉี่สูตรโบราณ รสชาติออกเผ็ด เค็ม หวาน ราดด้วยกะทิสดและใบมะกรูดซอย เนื้อกุ้งสดและเด้งมาก

เมนูสีสันโดดเด่นวันนี้ก็ต้องยกให้ “กุ้งอยุธยาผัดทรงเครื่อง” เห็นหน้าตาเมนูจะรู้ว่าน่ารับประทานขนาดไหน พระเอกของเมนูนี้คือกุ้งแม่น้ำจากธรรมชาติ เป็นการเอาเนื้อกุ้ง มันกุ้งออกมาผัดกับน้ำพริกเผา โดยใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์และแปะก๊วย รสชาติเผ็ดนิด เค็ม เปรี้ยว หวานตามแบบฉบับอาหารไทยโบราณ ปิดท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วงเสิร์ฟกับไอศกรีมกะทิ อร่อยมาก ทางใช้มะม่วงน้ำดอกไม้สดจากไร่พนาลัยซึ่งมีทุกฤดูกาลเนื่องจากสามารถทำให้ออกนอกฤดูกาลได้

ปัจจุบันบ้านขนิษฐาได้ขยายความอร่อยออกไปอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาบ้านสาทร ภายใต้การตกแต่งร้านด้วยภาพเขียนของศิลปินชื่อดัง สาขาบ้านสุขุมวิท 53 และสาขาบ้านริมน้ำเอเชียทีค ล่าสุดมีบ้านขนิษฐา ครูสด้วย เช็กอินที่ร้านบ้านขนิษฐา เอเชียทีค ใครที่อยากลิ้มลองอาหารไทยโบราณดั้งเดิมสะดวกร้านไหนไปร้านนั้น อร่อยเหมือนกันทุกร้าน เพราะทุกจานรสชาติคงความแน่นอนเสมอ

บ้านขนิษฐา สุขุมวิท 23 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น. โทร.02-258-4181, 02-258-4128

 

ความสุขเริ่มต้นที่นี่… เอลส์แวร์ ไวนิล คาเฟ่ & บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/542324

ความสุขเริ่มต้นที่นี่... เอลส์แวร์ ไวนิล คาเฟ่ & บาร์

เรื่อง แสตมป์, ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

คํ่าคืนแห่งการสังสรรค์ กับการปักหมุดเลือกร้านดีๆ สักแห่ง คงไม่ใช่เรื่องง่ายนนักของเหล่าบรรดานักดื่ม ที่ชอบแสวงหาสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ เพื่อออกไปลิ้มลองและดื่มด่ำกันอย่างเป็นสุข ณ เอลส์แวร์ ไวนิล คาเฟ่ แอนด์ บาร์ (Elsewhere Vinyl Cafe & Bar) แห่งนี้เองคือคำตอบ

บาร์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นที่บรรดา 4 หนุ่มวิศวกร ที่รักการดื่มและฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงจากแผ่นเสียงที่พวกเขาต่างหลงใหล พอโอกาสสบเหมาะจึงรวมตัวกันเปิดร้านนี้ขึ้นมาเพื่อตอบรับคนที่รักในสิ่งเดียวกัน

ในช่วงกลางวันทางบาร์เปิดต้อนรับด้วยกาแฟและซอฟต์ดริงก์เพื่อเอาใจหนุ่มสาวชาวออฟฟิศละแวกนั้น ซึ่งกาแฟของทางร้านส่วนใหญ่จะใช้เมล็ดจากแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กลิ่นหอมเย้ายวน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ครั้งพอตกค่ำเปิดต้อนรับเหยี่ยวราตรีคอคราฟต์เบียร์ทั้งหลาย ด้วยการเสิร์ฟคราฟต์เบียร์ที่มีทั้งเบียร์แท็ปและเบียร์ขวดให้เลือกกันอย่างมากมาย ทั้งตระกูลคราฟต์เบียร์ไทย และคราฟต์เบียร์เทศ ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเอาใจทุกๆ เดือน

ทันทีที่ก้าวผ่านเข้ามาสู่ตัวร้าน เครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดกะทัดรัดที่รับหน้าที่บรรเลงเพลงอย่างต่อเนื่อง ประหนึ่งเป็นการทักทาย ผสานด้วยแสงนวลตา ยิ่งสร้างบรรยากาศภายในร้านให้ดูอบอุ่นและเป็นกันเอง ร้านตกแต่งในสไตล์ลอฟต์ ผสานกับความเป็นอินดัสเทรียลนิดๆ สนุกไปกับเก้าอี้สีสันมาเป็นธีมเดียวกัน รวมถึงบรรดาของเล่นหลากสีสันที่เตรียมไว้เอนเตอร์เทนระหว่างนั่งดื่ม

สิ่งที่สะดุดตาอีกประการก็คือแผ่นเสียง ที่มีทั้งแนวเพลง โซล ฟังก์ แจ๊ซ และอินดี้ ที่มีทั้งให้เลือกฟังและวางจำหน่าย ที่สำคัญยังมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงในนาม Gadhouse ที่หนุ่มเพชร-วัชรพล เตียวสุวรรณ์ ออกแบบมาให้เลือกซื้อเป็นเจ้าของกันด้วยราคาที่สัมผัสได้  ซึ่งเครื่องนี้สามารถเชื่อมต่อบลูทูธ และมีลำโพงในตัว สามารถต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือได้เลย

ก่อนย้อมอารมณ์ด้วยคราฟต์เบียร์แก้วโปรดเรียกหาของมากล่อมท้องก่อนเป็นไร ขอแนะนำ Calamari หนวดปลาหมึกชุบแป้งทอด มากับน้ำจิ้มบ๊วย บีบเลมอนก่อนกินเพื่อให้ตัดรสกัน เข้าขากันดีกับคราฟต์เบียร์

หรือจะเป็น Potato Wedged มันฝรั่งทอดติดเปลือก ปรุงด้วยเกลือบางๆ เพิ่มรสชาติด้วยซอสสไปซี่มาโย

ตบท้ายด้วย Chicken Karaage ไก่หมักเครื่องเทศนำไปทอดจนกรอบ โรยด้วยผงปาปริก้า มีซอสให้เลือกทั้ง ซอสมะเขือเทศ สไปซี่มาโย และซอสพริก

ถึงเวลาเรียกหาพรายฟองของคราฟต์เบียร์ ซึ่งบาร์แห่งนี้มีให้เลือกทั้งหมด 6 แท็ป และเบียร์ขวดที่มีทั้งเบียร์ไทยและเบียร์นอกอีกมากมาย หรือถ้าเป็นมือใหม่หัดดื่ม สามารถให้ทางร้านแนะนำได้นะครับ

ลิ้มลองแก้วแรกด้วย Sand Port-Broken Sword คราฟต์เบียร์ของไทย แปลตรงตัวว่า ท่าทราย มีส่วนผสมของกระเจี๊ยบ มีความเป็นมอลต์ บอดี้หนา

อีกแก้ว Hacklberg Urhell สัญชาติเยอรมัน สีนวลเหลือง จะรสออกกลางๆ

ส่งท้ายแห่งค่ำคืนด้วย Heart of Darkness Vase Country IPA คราฟต์เบียร์สัญชาติเวียดนามจากเมืองโฮจิมินห์ มีส่วนผสมของผลไม้ฤดูร้อน มีความฮอปปี้สูงตามสไตล์ไอพีเอ

ความสุขที่ได้รับจากที่นี่ ช่วยละลายความเหนื่อยล้าที่แบกมาตลอดทั้งสัปดาห์เสียสิ้นซาก ใครไม่เชื่อก็ลองแวะไปดู แล้วเจอกัน อิอิ!!!

เอลส์แวร์ ไวนีล คาเฟ่ & บาร์ ถนนพหลโยธิน (BTS สนามเป้า ประตู 1) เปิดบริการตั้งแต่เวลา 08.00-24.00 น. โทร. 08-2027-9433 หรือ Facebook.com/elsewherevinylbar

 

Ishikawa น่าไปมาก 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 13:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541812

Ishikawa น่าไปมาก 9

การแช่น้ำแร่รอบเช้านี่มันทำให้เราสดชื่นและฟื้นจากความง่วงได้ผลชะงัดนัก ขอแค่อย่างเดียว ลุกจากเตียงแล้วลงมาที่บ่อออนเซนให้ได้เป็นพอ เช้านี้เรามีรายการไปเยี่ยมชมเมืองออนเซนที่อยู่ข้างเคียงอีกแห่งคือ Yamanaka Onsen เป็นเมืองเล็กๆ ที่ถูกจริตผมมาก ปกติเวลาไปออนเซนตามเมืองต่างๆ เราจะพบลักษณะของเมืองสองสามรูปแบบ เช่น เมืองที่มีบ่อน้ำพุหลักอยู่กลางเมืองแล้วค่อยๆ กระจายตัวออกเป็นรัศมี หรือเมืองที่มีสายน้ำไหลหรือถนนสายหลักผ่ากลางเมืองแล้วมีที่พักเรียงรายตลอดสองฝั่ง

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

แต่สำหรับที่ยามะนากะออนเซนนี้ มีลักษณะแปลกกว่าที่อื่นตรงที่มีสายน้ำผ่านเมือง แต่ตัวเมืองเรียงรายอยู่เพียงฝั่งเดียวของสายน้ำ และมีถนนสายหลักผ่าตัวเมืองออกเป็นสองข้าง อีกทั้งถนนก็เป็นเส้นตรงและไม่ยาวจนเกินไป มีบ่อออนเซนสาธารณะอยู่หัวถนน มีที่พักทั้งแบบริมน้ำหรือริมถนนให้เลือก ตลอดถนนมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของของที่ระลึก อยู่กันคึกคัก ที่สำคัญคือแทบไม่เห็นคนต่างชาติเลย มีลานจอดรถทั้งที่หัวและท้ายถนน สะดวกมากสำหรับท่านที่ขับรถมาเองหรือมากับรถทัวร์ เพียงแค่ขับผ่านตัวเมืองมายังลานจอดรถท้ายถนน ผมก็หลงเสน่ห์ของเมืองออนเซนแห่งนี้เสียแล้ว เพราะเป็นการผสมประสานระหว่างอาคารดั้งเดิมและอาคารที่ปรับปรุงใหม่ บรรยากาศจะออกแนวๆ เรโทร ให้ความรู้สึกผ่อนคลายไม่เคร่งครัดเหมือนเมืองเก่าหลายแห่งในญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ของเมืองพร้อมไกด์อาสามารอเราอยู่ที่ลานจอดแล้ว หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย คุณไกด์อาสาก็เริ่มพาเราเดินชมเมือง

จุดแรกที่ไปคือสะพาน Korogi ที่โด่งดัง ระหว่างทางมีหินแกะสลักก้อนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกวีท่านหนึ่ง คุณไกด์อธิบายว่าที่นี่โด่งดังเพราะกวีผู้มีชื่อเสียงในยุคเอโดะ คุณ Matsuo Basho ได้เดินทางมาพำนักที่เมืองนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง และให้คำวิจารณ์ว่าเป็น 1 ใน 3 เมืองออนเซนที่ดีที่สุดร่วมกับ Kusatsu และ Arima คุณบะโชเป็นกวีที่เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วญี่ปุ่น ชอบตรงไหนก็แต่งไฮกุชื่นชมไว้ คิดๆ ไปก็เหมือนบรรดาบล็อกเกอร์ในปัจจุบันที่รีวิวสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จัก จะต่างกันก็ตรงที่คุณบะโชนั้นได้รับแรงบันดาลใจที่แท้จริงและไม่ได้รับค่ารีวิวสถานที่ งานของคุณบะโชจึงยังคงเป็นที่ยอมรับของคนญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ท่านจะลาโลกไป 300 กว่าปีแล้วก็ตาม

เหตุผลหลักของการมายังสะพาน Korogi ก็คือ มายืนชมโตรกเขา Kakusenkei ที่งดงาม โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่โด่งดังจากการรีวิวของคุณบะโช องค์ประกอบของสะพาน โตรกเขา และสายน้ำด้านล่าง มันเกื้อกูลกันอย่างลงตัวโดยไม่มีการปรุงแต่ง ยอมรับว่าสายตาของคุณบะโชนั้นสุดยอดจริงๆ มุมนี้ตำแหน่งนี้มันคือดีที่สุดแล้วครับ คุณไกด์อาสาชี้ให้ดูอีกฝั่งของสายน้ำที่ไม่มีที่พักตั้งอยู่ อันเป็นจุดแตกต่างจากที่อื่น พร้อมอธิบายว่าสมัยก่อนอีกฝั่งของสายน้ำเชื่อมต่อกับเขตแดนของแคว้น Echizen หรือจังหวัด Fukui ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพรมแดนที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงของแคว้น จึงมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ในขณะที่คางะออนเซนนั้นเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ยุคก่อนเอโดะ จึงมีผู้คนอาศัยอยู่มากกว่า ยิ่งพอถึงยุคเอโดะ ท่านเจ้าแคว้นมาเอดะหันมาทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เฟื่องฟูด้วยศิลปวัฒนธรรม บวกกับการรีวิวของท่านบะโช นักเดินทางจึงต่างพากันมาเที่ยวชมบ้านเมืองของแคว้นคางะ ทำให้คางะออนเซนเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เลื่องชื่อมาหลายร้อยปี ด้านล่างริมธารมีทางน้อยสำหรับเดินเลียบเลาะสายน้ำความยาวราวกิโลครึ่ง สมมติเรามาพักเมืองนี้แล้วอยากเดินเล่น ก็สามารถเดินชมเมืองจากหัวถนนมายังปลายถนนตรงสะพาน Korogi แล้วลงเดินชมวิวเลาะลำธารย้อนกลับไปขึ้นที่อีกสะพาน ซึ่งแตกต่างจากสะพานแรกอย่างสิ้นเชิง สะพานโคโรงิเป็นสะพานไม้แบบดั้งเดิม แต่สะพาน Ayatori ที่ต้นทางเป็นสะพานโลหะทำจากเหล็กรูปตัว H ถ้ามองจากด้านบน (Top View) จะมองเห็นเป็นรูปตัว S อันเป็นลักษณะของมังกรทะยานฟ้าแอบแฝงอยู่ แต่ถ้ามองจากด้านหน้า (Front View) จะเห็นเป็นรูปเชือกถัก อันเป็นที่มาของชื่อ Ayatori หรือการถักเชือกเป็นรูปร่างต่างๆ ด้วยสองมือ (Cat’s Cradle) สะพานแห่งนี้มีชื่อเสียงไม่แพ้สะพานโคโรงิ เพราะออกแบบโดยคุณ Hiroshi Teshigahara ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของญี่ปุ่น และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง Woman in the Dunes ในปี ค.ศ. 1964 และที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้นคือสะพานเป็นสีชมพูครับ มันเลยลดความแข็งกร้าวของโครงสร้างเหล็กไปได้อย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนงานศิลปะมากกว่า ยิ่งตั้งอยู่ท่ามกลางโตรกผาแบบนี้ ยิ่งโดดเด่นแต่ไม่ขัดตา คงเพราะได้รับอิทธิพลจากศิลปะการจัดดอกไม้ (Ikebana) ซึ่งคุณพ่อของคุณฮิโรชิที่เป็นทั้ง Grand Master และผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนจัดดอกไม้ Sogetsu-ryu ที่เสนอแนวทางใหม่ในการจัดดอกไม้จนโด่งดัง เลยไปอีกหน่อยก็ยังมีสะพาน Kurotani อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าเมือง เป็นสะพานหินที่สร้างขึ้นในสมัยไทโช มีกระท่อมจำลองในช่วงที่คุณบะโชเคยมาพำนักเมื่อ 300 กว่าปีก่อนให้ไปเยี่ยมชม แต่ด้วยเวลาจำกัด เจ้าภาพจึงไม่ได้พาไปในรอบนี้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

จากสะพานเชือกถักเราขับรถมาจอดตรงจัตุรัสหัวถนน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงอาบน้ำสาธารณะ Kiku no yu ความออริจิ้นอย่างหนึ่งของเมืองออนเซนดั้งเดิมก็คือ Public Bath ที่คนไทยอาจเข้าไม่ถึงอารมณ์แบบนี้ แต่สำหรับคนญี่ปุ่นมันคือกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ เมืองออนเซนเก่าแก่และชื่อดังมักจะมีโรงอาบน้ำสาธารณะเสมอ อาทิ โดโกะออนเซน จังหวัดเอฮิเมะ คิโนซากิออนเซน จังหวัดเฮียวโกะ ทาเคโอะออนเซน จังหวัดซากะ การได้ไปลองแช่น้ำแร่ในสถานที่แบบนั้นมันให้ความรู้สึกพิเศษกว่าการแช่ในบ่อของโรงแรม เพราะทั้งบรรยากาศและเรื่องราวต่างๆ มันพาให้เราย้อนเวลากลับสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ของเมืองนั้น นอกจากโรงอาบน้ำที่แยกชายหญิงคนละหลังแล้ว ข้างๆ กันยังมีโรงละคร Yamanaka-za ที่ใช้แสดงมหรสพต่างๆ โดยเฉพาะ Yamanaka-bushi การขับร้องเพลงพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากฮอกไกโด ผ่านมาทางพ่อค้าที่จอดแวะท่าเรือใกล้ๆ ใครมาเมืองนี้ช่วงสุดสัปดาห์ถึงมีโอกาสจะได้ชม ตัวโรงละครก็น่าสนใจ โดยเฉพาะตัวที่นั่งที่สามารถดันเก็บไปไว้ด้านหลังทำเป็นพื้นที่โล่งก็ได้ หรือดึงออกมาเป็นที่นั่งมีสโลปแบบโรงหนังก็ได้ สารพัดการใช้งานดีจริงๆ

 

รักลอยฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541787

รักลอยฟ้า

โดย /ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

กลายเป็นงานประจำปีของ จ.เชียงรายไปแล้ว สำหรับงาน เทศกาลบอลลูนนานาชาติ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล บอลลูน เฟียสต้า ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้จัดตั้งแต่วันที่ 14-18 ก.พ. ทำให้ท้องฟ้าเชียงรายถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันและรูปร่างสุดน่ารักของบอลลูนกว่า 35 ลูก ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา กลายเป็นเทศกาลบอลลูนอันดับ 1 ในอาเซียน

ความคึกคักของทั้งบอลลูนและนักท่องเที่ยวทำให้ปีนี้สิงห์ปาร์คบนพื้นที่กว่า 8,700 ไร่ดูเล็กไปถนัดตา อาจเป็นเพราะภาพบอลลูนจาก 2 ปีที่ผ่านมาทำให้นักท่องเที่ยวเกิดการวางแผนล่วงหน้า และตั้งใจมาเยือนงานนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับตัวงานที่ยิ่งจัด ยิ่งยิ่งใหญ่ อย่างปีนี้มีนักบินบอลลูนถึง 16 ชาติขานรับจึงสร้างสีสันให้เมืองดอกไม้งามกลายเป็นเมืองบอลลูนงามไปโดยปริยาย

เริ่มต้นความตื่นตาแรกในวันแห่งความรัก เมื่อนักบินบอลลูน คู่รักทั้ง 20 คู่ และสักขีพยานอีกกว่าร้อยชีวิต เดินทางมารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อร่วมกิจกรรมจดทะเบียนสมรส และบอกเลิฟลอยฟ้า โดยนักบินและลูกเรือจะจัดแจงเป่าลมร้อนเข้าบอลลูนให้โป่งและตั้งตรง เพื่อให้พร้อมบินในยามเช้าขณะที่อากาศยังมีอุณหภูมิต่ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เนื่องจากบอลลูนเป็นอากาศยานที่สามารถลอยตัวในอากาศได้ด้วยแรงลอยตัว ด้วยหลักการ “แรงลอยตัว” คือ การทำให้ความหนาแน่นของอากาศภายในบอลลูนน้อยกว่าความหนาแน่นของอากาศภายนอก ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้ความร้อนกับอากาศภายในลูกบอลลูน ดังนั้นการขึ้นบอลลูนในช่วงที่อากาศเย็นจึงช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงเพื่อให้อากาศในบอลลูนร้อนมากกว่าภายนอก2

เมื่อบอลลูนพร้อม คู่บ่าวสาวก็พร้อม คู่รักทั้ง 20 คู่ที่ผ่านการคัดเลือกมาจากทั่วประเทศจะเข้าพิธีจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ห

ลังจากนั้นทุกคู่จะขึ้นบอลลูนเพื่อขึ้นไปตะโกนบอกรักบนท้องฟ้า พร้อมชมวิวเมืองเชียงรายแบบ 360 องศา ซึ่งน่าจะเป็นบรรยากาศยามเช้าสุดโรแมนติกและเป็นการบอกรักที่พิเศษกว่าทุกครั้งแน่นอน

ความพิเศษของปีนี้คือ การปรากฏตัวของคู่รักอมตะอย่าง อาต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา และน้าเปี๊ยก-อัญชลี ศิระฉายา ที่คอยประคองมือกันขึ้นบอลลูนสร้างซีนหวาน รวมทั้งคู่รักเทควันโด สอง-บุตรี เผือดผ่อง นักเทควันโดเจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ที่กรุงปักกิ่ง และ ไอ-เป็นเอก การะเกตุ เจ้าของเหรียญทองเอเชียน มาร์เชียล อาร์ตเกมส์ ปี 2552 และอันดับ 4 โอลิมปิกเกมส์ 2555 กับลีลาเตะขาสูงโชว์ความแข็งแกร่งของฝั่งภรรยา ช่วยสร้างสีสันสุดน่ารักให้สมกับเป็นวันแห่งความรัก

หลังจากนั้นเมื่อเข้าเวลาสาย เมื่ออากาศเริ่มร้อน น้ำตาลที่เกาะอยู่ทั่วสิงห์ปาร์คก็เริ่มละลาย ทำให้บรรยากาศจากงานแห่งความรักเปลี่ยนเป็นงานของครอบครัวและผองเพื่อน ซึ่งตลอดเทศกาลทั้ง 5 วัน นักบินบอลลูนทั้งแบบรูปทรงทั่วไป (Normal Shape) และรูปทรงพิเศษ (Special Shape) จะเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันเกมโดยใช้บอลลูนเป็นองค์ประกอบหลัก เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00-17.00 น. โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมการแข่งขันฟรี

นอกจากนี้ ในบริเวณสนามแข่งขันยังมีจุดที่น่าสนใจอย่างทุ่งดอกคอสมอสสีชมพูบานเย็นให้ถ่ายภาพเช็กอิน รวมถึงร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม และฟรีคอนเสิร์ตให้ชมฟรีท่ามกลางอากาศเย็นสบายหลังพระอาทิตย์ตกดิน

หลังจากนั้นตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น. ทุกคนจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงโชว์ แสง สี เสียงของบอลลูนกว่า 35 ลูก โดยแสงที่เปล่งออกมาคือแสงจากเปลวไฟภายในบอลลูนที่จุดสลับกันไปมา สร้างความสว่างไสวสวยงามริมทะเลสาบพร้อมภาพสะท้อนเหนือผิวน้ำที่ทำให้ตระการตากว่าเดิม

ส่วนกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้คือ งานแสดงโขนกลางแปลงแบบเต็มคณะครั้งแรกใน จ.เชียงราย นำเสนอเรื่องรามเกียรติ์ ตอน พระรามราชา ที่เพิ่มเทคนิค อุปกรณ์ แสง สี เสียง และชุดโขน โดยมีผู้ร่วมแสดงกว่า 100 ชีวิตจากกลุ่มศิลปินวังหน้า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย องค์ปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ลักษณะพิเศษของโขนกลางแปลงนั้น จะแสดงบนพื้นดินกลางสนามกว้าง ปราศจากเวที และใช้ธรรมชาติเป็นฉากประกอบการแสดง จึงนิยมแสดงฉากการยกทัพและการรบระหว่างฝ่ายพระรามกับฝ่ายทศกัณฐ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ต้องใช้ผู้แสดงจำนวนมาก ไม่มีการขับร้อง มีเพียงดนตรีบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทัพ และดำเนินเรื่องด้วยคำพากย์และเจรจา ด้านวิธีการแสดงจะดำเนินเรื่องด้วยการแสดงท่าทางประกอบคำพากย์ และบทเจรจาดนตรี ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า 2 วง แยกฝั่งอยู่ฝ่ายละวง ผลัดเปลี่ยนกันบรรเลงและจะใช้บรรเลงเฉพาะเพลงหน้าพาทย์เท่านั้น

เทศกาลนี้เข้าฟรี ถ่ายรูปกับบอลลูนฟรี ดูคอนเสิร์ตฟรี และยังชมโขนฟรี กลายเป็นอีกปีที่ทำให้ จ.เชียงราย คึกคัก รายได้สะพัด และน่าประทับใจ สำหรับปีหน้าใครที่สนใจสามารถวางแผนได้เลยว่าในช่วงเทศกาลแห่งความรักต้องปักหมุดมาเชียงราย หากปีนี้ไม่มีคู่ก็ขอให้มีคู่พามาขึ้นบอลลูนในปีต่อไป หรือใครมีคู่แล้วก็ขอให้มีลูกมาเที่ยวกันพ่อแม่ลูกให้อบอุ่นใจ ส่วนเทศกาลบอลลูนนานาชาตินี้ก็คงจะยิ่งใหญ่ และมีอะไรมาเซอร์ไพรส์อีกแน่นอน

 

ไปโอมากาเสะกัน @ ร้านอูมิ เกษรวิลเลจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 16:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541558

ไปโอมากาเสะกัน @ ร้านอูมิ เกษรวิลเลจ

เรื่อง/ภาพ คาเอรุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

สมาชิกขา “โอมากาเสะ” (Omakase) ชาวกรุงเทพฯ ทั้งหลาย น่าจะมีร้าน “อูมิ” ที่โครงการพิมาน สุขุมวิท 49 บรรจุเป็นหนึ่งในลิสต์อย่างแน่นอน ด้วยร้านนี้ได้ชื่อว่าเป็นร้านซูชิสไตล์ “โอมากาเสะ” หรือซูชิที่เสิร์ฟแบบ “แล้วแต่เชฟ” ที่ว่ากันว่าคุ้มค่าที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

จากร้านเล็กๆ ในซอยสุขุมวิท 49 ตอนนี้ ร้านอูมิ (Umi) ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “รสชาติของทะเล” ยกระดับมาขึ้นห้าง พร้อมเสิร์ฟความอร่อยกันแล้วที่เกษรวิลเลจ โดยดึงเชฟบรรพต บุญกลม เชฟนักปั้นซูชิมือหนึ่งจากร้านอูมิ ที่สาขาสุขุมวิท 49 และยังเป็นหุ้นส่วนร้านมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาประจำการ ณ อูมิ สาขาเกษรวิลเลจ ที่รองรับลูกค้าขา “โอมากาเสะ” วันละ 2 รอบ คือ รอบแรก 6 ท่าน เวลา 18.00 น. และรอบสอง 8 ท่าน เวลา 20.15 น. (ในอนาคตอาจขยายเวลามื้อกลางวันช่วง 12.00-14.00 น.)

จากคอนเซ็ปต์ความคุ้มค่า คุ้มราคา ของสาขาแรก เพื่อให้ร้านอูมิ ณ เกษรวิลเลจแตกต่างจากร้านสาขาเดิม จึงยกระดับมาเป็นซูชิสไตล์ “โอมากาเสะ” ที่อาศัยวัตถุดิบระดับพรีเมียมขึ้นกว่าเดิม พร้อมเสิร์ฟแบบ 15-18 คำ (ราคา 6,800 บาท++/ท่าน) โดยนำเข้าวัตถุดิบสดใหม่จากตลาดปลา 3 แห่งในญี่ปุ่น คือ สึคิจิ คาจิวะ และคาวาซากิ ซึ่งเป็นการคัดสรรจากชาวประมงโดยตรง โดยบรรดาหุ้นส่วนนั้นเดินทางไปลองลิ้มชิมรส ติดต่อซื้อหาด้วยตัวเองมาตั้งแต่เริ่มแรก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ในวันพรีวิวเมนู เชฟบรรพตให้เราเบิกลิ้นด้วยออร์เดิร์ฟสาหร่ายสดโมสุคุ หน้าตาเหมือนสาหร่ายเส้นผม ที่คลุกเคล้ามากับซอสสูตรพิเศษ แต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอน เพิ่มความสดชื่นต่อด้วยซาชิมิปลาคัมปาจิ ซึ่งเป็นปลาจากธรรมชาติ (ไม่ใช่ปลาเลี้ยงจากฟาร์ม) เสิร์ฟพร้อมสาหร่ายพวงองุ่นกินกับซอสพอนสึ

เข้มข้นขึ้นอีกนิดกับตับปลาอังโกะ เจ้าของฉายา “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล” ราดซอสปลาแห้ง โชยุ น้ำส้ม สาเก เปลือกส้มขูด หลังกินคำนี้เสร็จ ให้ซดน้ำซอสตามเพื่อเพิ่มความอร่อย

คั่นอารมณ์กันด้วยไข่ตุ๋นร้อนๆ จ้า ไข่ตุ๋นญี่ปุ่นว่าอร่อยแล้ว แต่ถ้วยนี้พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อได้ซุกซ่อนวัตถุดิบเด็ดๆ สุดพรีเมียม ที่ขนาดในญี่ปุ่นเองยังหารับประทานยาก นั่นคือ ชิราโกะ หรือสเปิร์มปลาค็อดสีขาวๆหยักๆ รสชาติสุดครีมมี่เอาไว้ภายในด้วยนี่สิ

นั่นยังไม่ไฮไลต์เท่าเซโกะคานิ หรือ ปูไข่ ที่มีให้รับประทานเฉพาะในฤดูหนาวเช่นเดียวกับ ชิราโกะ ขณะที่ ทูน่า ฮอนมากูโร่ ของที่นี่ ได้คัดสรรของดีที่สุดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น จากอ่าวโอมะ เมืองอาโอโมริ มาเลยทีเดียว ซึ่งเชฟบรรพตเสริมด้วยว่าสำหรับเนื้อปลาทูน่านั้น  ทูน่าควรเอจไว้ 3 วันถึงจะอร่อย ไม่ใช่กินสดๆ นะจ๊ะ

นอกจากนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญการแมตชิ่งรสชาติอาหาร เชฟบรรพตยังเลือกที่จะใช้ข้าวชนิดที่แตกต่างกัน สำหรับซูชิแต่ละชนิดอีก้ดวย อย่างเช่น ปลากะพงแดง ลวกหนังนิดหน่อย หรือปลาหมึกกระดอง ซูมิอิกะ ก็อาศัยข้าวขาว ขณะที่ อากามิ ทูน่าเนื้อแดง และชูโทโร่ คำเด็ดจากอ่าวโอมะ ที่ใช้ของเกรดเดียวกับร้านท็อปๆ ในญี่ปุ่นนั้น เชฟเลือกใช้ข้าวแดง เพื่อความสมบูรณ์แบบของรสชาติ

อูนิ เอนซุย ไข่หอยเม่นทะเลที่เลือกเสิร์ฟพันธุ์มุราซากิ ก็มีเสิร์ฟ ส่วนวัตถุดิบพรีเมียมอีกคำ อานาโงะ หรือปลาไหลทะเล ก็แตกต่างจาก อุนางิ ปลาไหลน้ำจืดที่พวกเราคุ้นเคยในข้าวหน้าปลาไหล โดยเนื้อปลาไหลทะเลจะมีเทกซ์เจอร์ที่หนึบเหนียวกว่า

ปิดท้ายมื้อสวยๆ ด้วย ไข่หวานอบใส่ปลา โดยไม่ต้องง้อของหวาน ดื่มชาโฮจิฉะตามเข้าไป เป็นอันเสร็จพิธี “โอมากาเสะ”

ซูชิที่ร้านนี้ เชฟให้รับประทานตามประเพณีแบบญี่ปุ่นแท้ๆ คือไม่ต้องใช้ตะเกียบคีบ แต่ให้อาศัยมือมือหยิบซูชิเข้าปาก (โดยอย่ารีรอ อย่ามัวถ่ายภาพ พอเชฟวางซูชิลงบนจานปุ๊บ ต้องหยิบกินใน 15 วินาที เพื่อรับรสชาติแห่งความอร่อยขั้นสุด)

ร้านตกแต่งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เน้นสีธรรมชาติของไม้ดูแสนสบายตา อีกทั้งอาศัยเครื่องประดับตกแต่งน้อยชิ้นสไตล์เซ็น

ร้านอูมิ ชั้น 1 เกษรวิลเลจ เปิดบริการวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) วันละ 2 รอบ คือวันละ 2 รอบ คือ รอบแรก 6 ท่าน เวลา 18.00 น. และรอบสอง 8 ท่าน เวลา 20.15 น. รับจองล่วงหน้าเท่านั้น โทร.08-9899-4949