‘Kushima Food Fair From Japan 2018’ ต้นตำรับแท้ ส่งตรงจากเมืองคุชิมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 15:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541552

‘Kushima Food Fair From Japan 2018’ ต้นตำรับแท้ ส่งตรงจากเมืองคุชิมะ

เรื่อง แบมบี bambi5789@gmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ชวนสัมผัสรสชาติอาหารแบบต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ ในงาน “Kushima Food Fair From Japan 2018” โดยบริษัท เอพอค (epoc inc.) จัดงานรวบรวมอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับแท้ส่งตรงจากเมืองคุชิมะ จังหวัดมิยะซะกิ ประเทศญี่ปุ่น มาให้อิ่มอร่อยถึงที่จากร้านดังกว่า 35 ร้านค้า ณ Premium Japanese Food Hall 88 ฮาจิ-ฮาจิ โชคุโด นิปปอน (Hachi-Hachi Shokudo Nippon) ชั้น 5 ห้างอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันนี้ – 23 ก.พ.ศกนี้

งาน “Kushima Food Fair From Japan 2018” จัดขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตอันดีงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ของเมืองคุชิมะ จังหวัดมิยะซะกิ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมสัมผัสรสชาติเมนูอาหารท้องถิ่นอันเลื่องชื่อ อาทิ ปลาไหลอูนางิ ที่ผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงปลาไหลด้วยน้ำทะเล จึงทำให้มีรสชาติที่อร่อย เนื้อนิ่มเด้ง ไม่มีไขมัน ไม่มีกลิ่นคาว ต่างจากปลาไหลน้ำจืดทั่วไป กับเมนูข้าวหน้าปลาไหลอูนางิ

ต่อด้วยปลาสด ส่งตรงจากเมืองคุชิมะ ด้วยเมนู ปลาคุโระเสะบุริ ซูชิปลาฮิราเมะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคันโช (มันหวานญี่ปุ่น) อีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรของคุชิมะ ซึ่งขึ้นชื่อว่า เมื่อนำมาเผาแล้วจะได้รสชาติที่นุ่มละมุนละลายในปาก ตลอดจนสมูทตี้มันหวานญี่ปุ่น และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ที่พร้อมเสิร์ฟอร่อยแบบเต็มอิ่ม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ร่วมสัมผัสรสชาติอาหารแบบต้นตำรับแท้ๆ ส่งตรงจากเมืองคุชิมะ ในงาน “Kushima Food Fair From Japan 2018” ณ Premium Japanese Food Hall 88ฮาจิ-ฮาจิ โชคุโด นิปปอน (Hachi-Hachi Shokudo Nippon) ชั้น 5 ห้าง อิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันนี้-23 ก.พ.ศกนี้

 

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนหมูสับเพื่อสุภาพ ผักสดสะอาดอร่อยเต็มคำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 15:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541545

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนหมูสับเพื่อสุภาพ ผักสดสะอาดอร่อยเต็มคำ

เรื่อง/ภาพ สุรชัย พิรักษา

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

แม้ว่าทำงานออฟฟิศที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีรายได้เดือนละกว่า 2 หมื่นบาท แต่สู้ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นไม่ไหว ทำให้ ชญานิม จันทร์ตรี หรือ น้องแอม ต้องตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่บ้านโคกเพ็ก ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เริ่มต้นชีวิตใหม่

เพราะเป็นคนไม่ย่อท้อ น้องแอมจึงศึกษาเรียนรู้วิธีการทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเพื่อสุขภาพจากอินเทอร์เน็ต และทดลองทำขายเอง ในช่วงแรกรสชาติยังไม่ถูกปากลูกค้ามากนัก จึงนำคำติชมของลูกค้ามาพัฒนาปรับปรุงจนเป็นที่ถูกปากและถูกใจของลูกค้า โดยเฉพาะผู้ที่รักสุขภาพ เพราะก๋วยเตี๋ยวลุยสวนจะเน้นใส่ผักสดเป็นหลัก ทำให้ปัจจุบันมีออร์เดอร์ทั้งจากโรงพยาบาลและแม่ค้าที่รับไปขายต่อ รวมถึงนำไปวางขายเองตามตลาดเฉลี่ยวันละกว่า 150 กล่อง โดยราคาขายส่งกล่องละ 20 บาท ขายปลีกกล่องละ 25 บาท ทำให้แต่ละวันจะมีรายได้จากการขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 2,000-3,000 บาท หักต้นทุนแล้วก็จะเหลือกำไรวันละไม่ต่ำกว่า 1,500- 2,000 บาท

ชญานิม บอกว่า วิธีการทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนไม่ยุ่งยาก แต่ต้องคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเนื้อหมูบดจะต้องเป็นเนื้อสะโพกหรือสันคอ เพราะเมื่อนำไปผัดจะได้นุ่มไม่แข็ง ส่วนผักก็ต้องสดสะอาด โดยขั้นตอนแรกก็จะทำการผัดเห็ดหอมที่หั่นไว้แล้วใส่หมูสับลงไป ปรุงรสด้วยซอส หรือซีอิ๊วขาว เติมแครอตเพิ่มสีสัน ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันประมาณ 20 นาทีทิ้งไว้ให้เย็น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

จากนั้นนึ่งเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบแผ่นที่ใช้สำหรับห่อก๋วยเตี๋ยวหลอดประมาณ 3 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำไปห่อใส่หมูสับที่ผัดไว้ สลัด และโหระพา ห่อม้วนเป็นวงกลมให้สวยงาม แล้วตัดเป็นคำๆ บรรจุใส่กล่อง ทั้งนี้ยังมีน้ำจิ้มรสเด็ดรับประทานคู่กับก๋วยเตี๋ยวลุยสวนด้วย

“ก่อนหน้านี้เคยทำงานออฟฟิศอยู่กรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเดือนละกว่า 2 หมื่นบาท แต่ก็ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่ากินอยู่ แต่ละเดือนแทบจะไม่มีเงินเก็บ จึงตัดสินใจกลับมาบ้าน แล้วเรียนรู้วิธีการทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนจากอินเทอร์เน็ต หลังทำขายมากว่า 2 เดือน ก็มีลูกค้าสั่งไปขายต่อ และทำไปวางขายเองที่ตลาดวันละกว่า 150 กล่อง ทำให้มีรายได้วันละ 2,000-3,000 บาท” ชญานิม กล่าว

ปัจจุบันไม่เพียงทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเพื่อสุขภาพตามออร์เดอร์เท่านั้น ยังได้โพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Chayanin Amzii เพื่อเพิ่มช่องทางการขายอีกทางหนึ่งด้วย

 

จากยอดดอยสู่บ้านเรา เห็ดหอมทอดซีอิ๊ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 13:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/541484

จากยอดดอยสู่บ้านเรา เห็ดหอมทอดซีอิ๊ว

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ตอนเด็กๆ ผู้เขียนจำได้ว่าเคยไปบ้านเพื่อนชาวญี่ปุ่นอยู่ที่จังหวัด Kumamoto เกาะคิวชู คุณย่าของเขามีอาชีพเพาะเห็ดหอมทั้งกินและเอาที่เหลือจากการกินในบ้านไปขายตาม Farmer’s Market ของคนญี่ปุ่นในย่านหมู่บ้านเขา แน่นอนพอไปถึง คุณย่าบอกให้ไปเก็บเห็ดในที่เพาะเห็ดของเขา ซึ่งเป็นโรงรถเก่าๆ ที่มีประตูไม้ไผ่กั้นไว้ห่างกันเป็นซี่ๆ พอให้มีแสงสว่างและลมเข้าไปในห้องเล็กๆ นั้นได้ เปิดประตูเข้าไปแล้วห้องเล็กๆ ที่มืดและสัมผัสได้ถึงความชื้นก็สว่างรำไรขึ้นมามองเห็นขอนไม้เรียงรายเป็นตับเป็นชั้น มีเห็ดชิตาเกะหรือเห็ดหอมดอกใหญ่เกือบเท่าอุ้งมือผุดขึ้นจากขอนไม้เยอะแยะจนไม่รู้จะเก็บจากตรงไหนก่อน

จำได้รางๆ ว่าคุณย่าบอกวิธีเก็บประมาณว่าห้ามให้มือโดนขอนไม้ เพราะจะทำให้เห็ดรุ่นต่อไปไม่อร่อย และมีวิธีเด็ดเฉพาะสูตรที่จะทำให้เห็ดขึ้นแล้วขึ้นอีกบนขอนไม้นั้น แต่ผู้เขียนจำความไม่ค่อยได้ สรุปได้ว่าเห็ดพวกนี้กินสดๆ ก็ได้และย่าเขาเอามาตากแดดจัดๆ ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงจนเห็ดแห้งและเอาใส่ถุงไปขายได้ นับได้ความทรงจำนั้นก็เกือบๆ 30 ปีมาแล้ว อย่าว่ากันถ้ามันจะเลือนรางไปบ้าง แต่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นเห็ดขึ้นเต็มไปหมดและเพิ่งรู้ว่าเห็ดหอมเขาปลูกกันแบบนี้เอง เหมือนจมูกยังจำความหอมของเห็ดบ้านเพื่อนคนนี้ได้อยู่ เพราะมันหอมอร่อยที่สุด

อีกครั้งเป็นความทรงจำเห็ดหอมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย ของเรานี่เอง ผู้เขียนไปเที่ยวชมไร่ชา แวะรับประทานอาหารจีนสไตล์ยูนนานจากร้านชาวบ้านบนดอยแม่สลอง เรียกว่าเดินดุ่มๆ เข้าไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวมาก่อน ลงมือสั่งอาหารที่อ่านมาบ้างว่าขึ้นชื่อ คือ ขาหมูหมั่นโถว และผัดผักจากผักท้องถิ่นสดๆ เมื่อสั่งอาหารเสร็จ พนักงานถามว่าไม่สั่งอาหารจานเด็ดที่ขึ้นชื่อของเขาหรือ มันคือ เห็ดหอมทอดซีอิ๊ว ผู้เขียนเกรงใจถึงขั้นแนะนำมาขนาดนี้เลยทดลองสั่งมาหนึ่งจานอย่างเสียมิได้ เห็ดหอมทอดซีอิ๊วมาเสิร์ฟเป็นจานแรก จานพลาสติกมีเห็ดหอมดูสีคล้ำ จะว่าไปแล้วออกไปทางดำปี๋ แห้งๆ หน่อย แต่ด้วยความหิวสมาชิกในโต๊ะใช้ส้อมจิ้มเคี้ยว แล้วร้องโอ้โหดังลั่น ไม่ต้องสื่อสารมากสมาชิกในโต๊ะก็เข้าใจ ใช้ส้อมจิ้มกันคนละหนุบหนับแล้วเพ้อถึงความอร่อยของเห็ดหอมทอดซีอิ๊วจานกระจ้อยนั้น รีบสั่งเพิ่มกันแทบไม่ทัน สรุปว่าเรากินกันไปคนละ 1 จาน สั่งมาทั้งหมด 6 จานด้วยกัน ขำกันเสียเกือบตายว่าเกือบพลาดของดีของที่นี่ไปได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

สอบถามน้องที่ร้าน เขาบอกว่าที่นี่มีเห็ดหอมทอดซีอิ๊วนี่แหละที่ขึ้นชื่อถึงความอร่อย เห็ดหอมที่นี่มาส่งใหม่ๆ ทุกวันจากชาวบ้านบนดอยแม่สลอง ที่ปลูกเห็ดหอมกันเยอะ ทอดแล้วไม่หดมากได้ความกรอบนอกนุ่มใน เคล้ากับเครื่องปรุงง่ายๆ อย่างซอสปรุงรส พริกไทยขาว น้ำตาลก็อร่อยแล้ว ใครชอบจี๊ดจ๊าดบีบมะนาวนิดๆ ก่อนก็อร่อยไปอีกแบบ เลยบอกว่าจะขอลอกสูตรกลับไปลองทำที่บ้าน ที่ร้านขู่เราด้วยว่ากลับไปทำที่บ้านก็ไม่อร่อยขนาดนี้เพราะเห็ดที่ส่งไปที่กรุงเทพฯ จะสูญเสียความชื้นไปและเนื้อสัมผัสไม่เต่งตึง ทอดแล้วจะหดมาก

ถึงแม้ว่าเขาจะขู่แต่ผู้เขียนก็ไม่กลัว กลับมารีบไปซื้อเห็ดจากร้านโครงการหลวงเพราะมั่นใจในคุณภาพเห็ดดอกโตๆ ถึงจะหดแต่ยังเหลือเนื้อเห็ดอยู่มาก จริงๆ เห็ดหอมถือเป็นพืชเศรษฐกิจของหลายๆภูมิภาค โดยเฉพาะในแถบพื้นที่ที่มีอากาศเย็น ดอกจะโตก้านจะสั้นกว่าอากาศร้อนๆ ไม่ถ่ายเท เลยทำให้ปลูกได้ดีทางภาคเหนือหรือภาคอีสานบางพื้นที่ โดยทั่วไปแล้วเห็ดหอมป่าจะขึ้นตามท่อนไม้ที่มีความชื้นสูง แต่บ้านเราใช้ขี้เลื่อยจากไม้ชนิดต่างๆ มาเพาะเห็ดหอมได้ดีไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าเลย

เห็ดหอมทอดซีอิ๊วมีเคล็ดลับนิดนึงคือ ต้องหาเห็ดที่สดที่สุดเท่าที่จะหาได้ เห็ดต้องแห้งๆ ไม่แฉะนิ่มถึงจะทอดออกมาได้กรอบนอกนุ่มใน ที่สำคัญต้องไม่ล้าง ถึงจะได้ความอร่อยใกล้เคียงกับบนดอยแม่สลองเขา

ตั้งกระทะใบโตให้ร้อนจัด เติมน้ำมันพืชลงไปให้เยอะสักหน่อยแล้วเอาเห็ดลงทอด กวนไปเรื่อยๆ ที่ไฟกลางค่อนไปทางแรงนิดนึงจะได้กรอบเหลืองเร็วขึ้น ทอดทีละน้อย กินร้อนๆ จะอร่อยที่สุด สะเด็ดน้ำมันให้แห้งๆ แล้วเคล้ากับซอสที่ผู้เขียนพยายามแกะสูตรมา รับรองว่าเห็ดกิโลหนึ่งยังไม่พอรับประทานกันทั้งบ้านเลย

ส่วนผสม

เห็ดหอมสด ทั้งดอก ปัดเศษดิน ทำความสะอาด

แต่ไม่ล้าง ครึ่งกิโลกรัม

น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมซอสปรุงรสเห็ด

ซอสปรุงรสแม็กกี้ขวดใหญ่ 2 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะพูนๆ

พริกไทยขาวป่น (ใหม่ๆ) 2 ช้อนชา

เครื่องตกแต่ง

มะนาวเหลือง หั่นเสี้ยวสำหรับบีบพาสลีย์สับ สำหรับโรยเพื่อความสวยงาม

วิธีทำ

ผสมซอสปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำตาลทราย พริกไทยขาวให้เข้ากัน

ตั้งกระทะให้ร้อนจัด เติมน้ำมันพืชลงไป ให้สูงประมาณ 2-3 นิ้ว

ทอดเห็ดทั้งดอกที่น้ำมันร้อนจัดไฟกลางไปเรื่อยๆ จนเหลืองกรอบ ดอกจะหดไม่ต้องตกใจ หมั่นคนเรื่อยๆ ให้โดนน้ำมันทั่วๆ

เตรียมกะละมังหรือหม้อก้นลึกไว้ เมื่อทอดเห็ดได้แล้วสะเด็ดน้ำมันใส่หม้อ เคล้ากับน้ำซอสที่ผสมไว้แล้ว

วิธีเคล้าซอส คือ ใส่น้ำซอสลงไปก้นกะละมังใหญ่ เอาเห็ดที่ร้อนๆ สะเด็ดน้ำมันแล้วลงไป โยนกะละมังขึ้นในลักษณะ Saute ไปเรื่อยๆ จนซอสเคล้าทั่วต้องเร็วๆ

 

ดูเหยี่ยว เที่ยวเมืองจันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ก.พ. 2561 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/540718

ดูเหยี่ยว เที่ยวเมืองจันท์

โดย กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร/สมแขก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาดหากคุณไปเยือนเมืองจันทบุรี คือการท่องเที่ยวบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ เจ้าถิ่นต้องอาสาพาคุณไปดูเหยี่ยวแดงและนั่งเรือชมธรรมชาติ ป่าโกงกางที่สมบูรณ์ ชิลรับลมเย็น ช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกที่ ต.บางชัน อ.ขลุง เหยี่ยวแดงที่ครั้งหนึ่งหาชมได้ตามสวนสัตว์ แต่ครั้งนี้เราพามาชมแบบธรรมชาตินับพันตัว ที่มีมากแถบพื้นที่บริเวณริมปากแม่น้ำเวฬุ รวมถึงส่วนที่เชื่อมต่อกับ จ.ตราด เพราะการชมเหยี่ยวแดงในธรรมชาติเป็นสิ่งที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

จากตัวเมืองจันทบุรีเดินทางไปเส้น จ.ตราด ประมาณกิโลเมตรที่ 374 จากนั้นนั่งเรือลัดเลาะตามแม่น้ำเวฬุ สองข้างทางจะเป็นป่าชายเลน ซึ่งป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุนี้มีเนื้อที่ถึง 1.2 แสนไร่ เราเข้าใกล้เขตหมู่บ้านไร้แผ่นดินมากขึ้น หมู่บ้านแห่งนี้เดิมเคยเรียกกันว่าบ้านโรงไม้ เป็นชุมชนที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 135 ปีแล้ว เดิมเป็นพื้นที่ป่าโกงกางหนาแน่น

ต่อมาเปลี่ยนการเรียกชื่อจากบ้านโรงไม้ เป็น “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” เพื่อให้ตรงกับลักษณะการอยู่อาศัยของชุมชน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตลุ่มน้ำ ที่เป็นส่วนหนึ่งของทะเล มีน้ำล้อมรอบ โดยไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดิน ปัจจุบันยังต้องใช้การสัญจรทางเรือ เพราะยังไม่มีถนนเชื่อมกับชุมชนภายนอก ชาวบ้านยังทำอาชีพประมง ทำนากุ้ง นาหอย และก็มีป่าโกงกางเต็มไปหมดสองข้างทาง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

การชมฝูงเหยี่ยวแดงหัวขาว เป็นกิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจ เพราะเหยี่ยวแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และเป็นสัตว์ประจำถิ่นในลุ่มน้ำเวฬุ อาศัยทำรังและขยายพันธุ์ในเขตป่าโกงกางแถบนี้ทั้งหมดมีการคาดคะเนว่าเหยี่ยวแดงในแถบนี้มีกว่าพันตัว เป็นสัตว์ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน การที่มีเหยี่ยวแดงในบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ จึงหมายถึงความสมดุลของธรรมชาติของผู้คน สัตว์ และป่าในแถบนี้เหยี่ยวแดงอาศัยอยู่เป็นกลุ่มๆ

ธรรมชาติของเหยี่ยวแดงจะออกหากินในช่วงเช้า โดยบินไปที่อื่นบ้าง แต่ช่วงเย็นจะบินกลับมานอน ธรรมชาติของเหยี่ยวจะกินปลาตัวเล็กตัวน้อยตอนน้ำลง ดังนั้นที่นี่จึงมีจุดชมเหยี่ยวแดงสำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาใกล้เย็น ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 15.00 น.

อาหารของเหยี่ยวแดงตามธรรมชาติคือ กบ เขียด งู นก แมลง หนู ลูกเป็ด ลูกไก่ สัตว์เลื้อยคลานเล็กๆ เนื่องจากบริเวณป่าชายเลนป่าโกงกางอันอุดมสมบูรณ์มีอาหารการกินของนกเหยี่ยวแดงที่สมบูรณ์ มันจึงอยู่ได้อย่างอิ่มและปลอดภัย เหยี่ยวแดงนับพันจึงอยู่ได้โดยไม่หนีไปไหน ใน ต.บางชัน จุดชมเหยี่ยวแดง จะเป็นเวิ้งกว้าง ริมป่าโกงกางบริเวณที่มีฝูงเหยี่ยวแดงอาศัยอยู่การไปถึงยังจุดให้อาหาร อาจเป็นเรือหางยาว ชาวบ้านจะนำอาหาร เช่น ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ติดอวนมา โยนอาหารลงไปในน้ำ จากนั้นจะมีเหยี่ยวแดงที่บินวนอยู่โฉบลงมาจับอาหารขึ้นไปกิน

ข้อแนะนำสำหรับการชมเหยี่ยวแดง ระหว่างรอต้องไม่ส่งเสียงดัง เพื่อให้ชมได้ใกล้ชิด และเห็นทุกท่วงท่าการโฉบเหยื่อให้เราชม เจ้าถิ่นจะมีถังที่มีอาหารของเหยี่ยวแดงมาด้วย จากนั้นก็นำเรือออกไปแล้วหว่านเหยื่อบนผิวน้ำ เมื่อเหยี่ยวแดงเห็นจะบินวนจากบนฟ้าก่อน และถลาลงมาโฉบเหยื่ออย่างสวยงาม การให้อาหารเหยี่ยวจะมีเพียงวันละครั้ง ในช่วงประมาณ 4 โมงเย็น ดังนั้นต้องไปถึงสถานที่ก่อนเวลาให้อาหาร ซึ่งการใช้เวลาในการชมเหยี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่ว่านี้เราจะได้ดูเหยี่ยวแดงนับพันตัวถลาลมโฉบลงกินปลาที่กลางทะเล มีเรือรับนักท่องเที่ยวอยู่เป็นประจำ ขากลับท่านยังจะได้ชมพระอาทิตย์อัสดงที่งดงามเหลือที่จะบรรยาย

การชมเหยี่ยวแดง สามารถดูได้ทั้งปี และเพื่อความปลอดภัย ควรสวมใส่ชูชีพติดตัวตลอดการเดินทาง ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนตำบลบางชัน ติดต่อ039-460-951

 

‘ดาลัต’ กับความลับทั้ง 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 11:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/540603

'ดาลัต' กับความลับทั้ง 7

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หากคุณมีวันว่าง 1 วันใน “ดาลัต” และยังไม่ทำอะไรนอกจากเดินเล่นรอบทะเลสาบซวนเฮือง การตัดสินใจซื้อทัวร์วันเดย์ทริปไปเที่ยวรอบตัวเมืองนับเป็นไอเดียที่ไม่เลวนัก เพราะคุณแค่ควักเงินจ่ายไม่ถึง 1,000 บาท ก็จะได้เก็บครบทุกแหล่งท่องเที่ยว

ทัวร์วันเดย์ทริปที่โรงแรมไม่ว่าเล็กหรือใหญ่นำเสนอขายโปรแกรมเหมือนกันๆ ต่างกันแค่ราคาหลักไม่กี่หมื่นเวียดนามด่อง ซึ่งเท่ากับไม่กี่สิบบาทในไทย โดยมีให้เลือกเกือบสิบโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมยอดนิยมได้ถูกยกให้เป็นเส้นทางแรกในแผ่นพับทุกใบ เพราะมีไฮไลต์สำคัญอย่างน้ำตกดาตันลาที่ห้ามพลาด

01 ความสวยงามของน้ำตกดาลันตา

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เส้นทางนี้ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยว 7 แห่ง บางโรงแรมอาจขายราคา 1.7 แสนด่องหรือประมาณ 255 บาท แต่บางแห่งอาจตั้งราคาไว้ที่ 1.9 แสนด่องหรือ 290 บาท/คน ซึ่งไม่ว่าจะราคาไหนก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะราคารวมค่าเข้าแหล่งท่องเที่ยว ค่าไกด์ และค่ารถมินิบัส 20 ที่นั่งที่จะพาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมด โดยเริ่มทัวร์ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น.

ทั้งนี้ ต้องกล่าวไว้เนิ่นๆ ว่า ค่าทัวร์ไม่ถึง 300 บาทที่ต้องจ่ายนั้นไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทริปนี้ เพราะคุณต้องจ่ายค่าอาหารกลางวันเอง รวมถึงค่าเคเบิลคาร์ ค่าเข้าสวนดอกไม้ และค่าเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์

วิหารดาลัต

ช่วง 08.30-09.30 น. เป็นช่วงเวลาที่โรงแรมจะนัดคุณลงมาเจอที่ล็อบบี้เพื่อขึ้นรถมินิบัสไปร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น โดยรถจะไล่รับตามแต่ละโรงแรม หากคุณตื่นสายไม่ตรงต่อเวลา ไกด์ประจำรถจะนับถอยหลังและทิ้งคุณไว้อย่างนั้น เนื่องจากเป็นทัวร์ร่วมกับคนอื่น เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ไกด์ประจำรถเป็นชาวดาลัตที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี มีหน้าที่ดูแลและให้ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว โดยเส้นทางจะเริ่มจากใกล้ไปถึงไกลตัวเมือง สถานที่แรกสุดที่ไปจึงเป็น “วิหารดาลัต” หรือที่ไกด์ส่วนใหญ่เรียกให้จำได้ง่ายว่า “โบสถ์ไก่” เพราะบนยอดแหลมของโบสถ์มีแผ่นทองเหลืองรูปไก่สองมิติเป็นเอกลักษณ์

02 เคเบิลคาร์เคลื่อนผ่านยอดสนไปยังวัดตั๊กลัม

 

นักท่องเที่ยวจะได้ยลโฉมความงามของโบสถ์ได้จากภายนอกเท่านั้น เนื่องจากที่นี่เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ หากมาวันอาทิตย์จะเห็นบรรยากาศความศรัทธาของคริสตศาสนิกชนล้นหลาม ซึ่งครั้นจะเข้าไปชมความงามของวิหารก็คงจะเสียมารยาท

ไกด์จะแนะนำมุมถ่ายภาพแบบเสยให้เห็นไปถึงยอดโบสถ์ ก่อนจะปล่อยให้ใช้เวลาตามอัธยาศัย 30 นาที แต่ทีเด็ดของที่นี่ไม่ได้มีแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการเผยแผ่ศาสนาของฝรั่งเศส เพราะยังมีวิวทิวทัศน์เมืองดาลัตมุมสูงที่จะเห็นบ้านเรือนล้อมรอบด้วยภูเขา ประดับด้วยดอกไม้สีจัดจ้าน จนเผลอนึกว่าไม่ได้อยู่ในเวียดนาม

พระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได่

ห่างจากวิหารดาลัตไปประมาณ 15 นาที มินิบัสจะแล่นไปบนถนนขึ้นไปบนเนินเขาอันเป็นที่ตั้งของ “พระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได่” เบ๋าได่คือพระนามของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเวียดนาม พระราชวังก่อสร้างเมื่อปี 2476 เพื่อเป็นที่ประทับในช่วงฤดูร้อนของพระองค์ ประกอบด้วยอาคารอิมพีเรียล 3 หลัง โดยบางส่วนถูกบูรณะและเปิดให้เข้าชม ได้แก่ บัลลังก์จักรพรรดิ ห้องทรงงาน ห้องบรรทม ห้องอาหาร และห้องพักพระมเหสี

ก่อนเข้า นักท่องเที่ยวไม่ต้องถอดรองเท้าแต่ต้องใส่ถุงเท้า (ถุงครอบรองเท้า) ทั้งสองข้าง เพื่อรักษาความสะอาดของพระราชวัง โดยไกด์จะพาไปชมห้องทรงงานของจักรพรรดิบ๋าวได๋ ก่อนปล่อยให้แยกย้าย พร้อมให้เวลาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์และคุณค่าทางสถาปัตยกรรม 1 ชั่วโมง

เส้นทางเดินในพระราชวังไม่มีกำหนด แต่จะมีที่กั้นจำกัดเขตไม่ให้เข้าใกล้เฟอร์นิเจอร์โบราณจนเกินไป แต่ก็ไม่ไกลจนไม่เห็นรายละเอียดของความเรียบง่ายของแต่ละห้อง

ยกตัวอย่าง ห้องบรรทมของจักรพรรดิบ๋าวได๋เป็นห้องริมหน้าต่างสีน้ำตาล เตียงไม้และตู้เสื้อผ้าไม้ไม่สูงใหญ่ ไม่หรูหรา แต่เผยให้เห็นความคลาสสิกของเนื้อไม้แท้

นอกจากนี้ ระหว่างเดินชมจะสังเกตเห็นผู้ชายถือกล้องคอยมองตาม นั่นเป็นบริการแบบมีค่าใช้จ่ายของคนที่อยากถ่ายรูปเป็นที่ระลึกโดยมีเครื่องแต่งกายแบบจักรพรรดิจีนให้ใส่คอสเพลย์

03 รางโรลเลอร์โคสเตอร์ลงไปยังน้ำตกดาลันตา

 

สักการะพระศากยมุนี

หลังจากสัมผัสเรื่องราวของจักรพรรดิ มินิบัสได้แล่นต่อไปอีกสักพักสู่เรื่องราวของวัดตามอิทธิพลของจีน ประเทศที่เคยปกครองเวียดนามนานถึง 1,000 ปีก่อน เปลี่ยนผ่านสู่ยุคฝรั่งเศส ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันภาษาเขียนของเวียดนามจะได้รับอิทธิพลจากเมืองน้ำหอมมา แต่ความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาพุทธยังคงอยู่ในใจคน

ดังภาพ “พระศากยมุนี” องค์สีเหลืองมะเรืองมะรังบนเนินเขา องค์พระสังกัจจายน์ขนาดมหึมา และพระพุทธรูปภายในอุโบสถ สถานที่แห่งนี้จึงไม่น่าตื่นเต้นสำหรับคนไทย เพราะมีความเชื่อคล้ายคลึงกัน แต่สำหรับฝรั่ง (หนึ่งในสมาชิกทัวร์คันเดียวกัน) เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างคือสิ่งแปลกใหม่ที่ต้องละเลียดมอง คนไทยก็คงต้องละเลียดขอพรเหมือนชาวดาลัตที่ยืนพนมมืออยู่นานสองนาน

เขาโรบิน และวัดตั๊กลัม

เข้าสู่ครึ่งทางของทริปหนึ่งวัน ระหว่างทางที่นั่งรถไปยัง “เขาโรบิน” (Robin Hill) ไกด์คนเดิมจะถามความสมัครใจว่า ลูกทัวร์อยากซื้อตั๋วนั่งเคเบิลคาร์ไปยังวัดตั๊กลัมหรือจะนั่งมินิบัส โดยค่าตั๋วเคเบิลคาร์หรือกระเช้าไฟฟ้าราคาคนละประมาณ 75 บาท เป็นตั๋วรอบเดียวจากเขาโรบินไปวัดแล้วรถจะขับไปรอที่ปลายทาง

เส้นทางเคเบิลคาร์ยาว 2,300 เมตร ใช้เวลาเดินทางรอบเดียวประมาณ 15 นาที อาจมีหวาดเสียวบ้างเวลากระเช้าขึ้นลงตามระดับของภูเขา และยอดสนที่สูงเสียดใต้ท้องกระเช้าสร้างความรู้สึกเหมือนคุณกำลังนั่งลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งเงิน 75 บาทคุ้มค่าแน่นอน

อีกฟากของเขาโรบินเป็นที่ตั้งของ “วัดตั๊กลัม” วัดพุทธในนิกายเซนแบบญี่ปุ่น ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ สถาปัตยกรรม ไปจนถึงลวดลายจึงดูเป็นระเบียบ เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหมายแบบเซน โดยวัดตั๊กลัมค่อนข้างเคร่งครัด นักท่องเที่ยวหญิงที่ใส่กระโปรงหรือกางเกงสั้นเหนือเข่าจึงต้องหยิบผ้าถุงสีเทามาใส่ทับให้เรียบร้อย

ไกด์จะปล่อยให้ชื่นชมวิถีเซน 30 นาที หลังจากนั้นจะพาไปรับประทานอาหารเที่ยงแบบต่างคนต่างสั่งต่างจ่ายที่ร้านอาหารตามสั่งแบบรับกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งราคาอาหารไม่แพงถึงขั้นตีหัวแตก กับข้าวสองอย่าง ข้าวสวยหนึ่งหม้อ และกาแฟเย็นหนึ่งแก้ว ตกอยู่ที่ประมาณ 300 บาท แม้ราคาจะไม่ถูกเหมือนร้านทั่วไปแต่ก็พอรับได้ เพราะรสชาติอาหารถูกปากคนไทย และเสิร์ฟจานใหญ่กินจนจุก

หุบเขาแห่งรัก

04 สายธารของน้ำตกที่สวยที่สุดในดาลัต

 

ขณะที่หนังตาเริ่มหย่อน ไกด์จะให้เลือกอีกครั้งว่า คุณจะเสียเงินจ่ายค่าเข้าสวนดอกไม้ชื่อ “หุบเขาแห่งรัก” (Valley of Love) ราคาคนละ 45 บาท เพื่อเข้าไปถ่ายรูปและเดินเล่นกลางสวน หรือจะไปชมโชว์รูมขายดอกไม้แบบไม่เสียค่าเข้าดี ซึ่งตัวเลือกนี้เลือกได้ง่ายจากเวลาที่ไกด์ให้คือ 2 ชั่วโมง

ต้องอธิบายว่า โชว์รูมดอกไม้ก็คือร้านขายดอกไม้ ส่วนหุบเขาแห่งรักเป็นพื้นที่ของเอกชนที่ปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่กลางดงสนตามธรรมชาติ ด้านล่างมีทะเลสาบ และจุดถ่ายภาพหลายแบบให้แชะภาพฟรี ถามว่าคุ้มไหมกับการเสียเงิน 45 บาท เข้าไปดูดอกไม้ในบรรยากาศประมาณเดียวกับสวนแม่ฟ้าหลวงที่ดอยตุง จ.เชียงราย ในเวลานั้นคงต้องตอบว่า ไม่มีที่ไหนจะฆ่าเวลา 2 ชั่วโมงได้ดีกว่าการนั่งมองใบไม้พลิ้วไหวหลังอิ่มตื้อมาจากมื้อกลางวัน

เดิมทีหุบเขาแห่งรัก เคยเป็นผืนป่าที่จักรพรรดิเบ๋าได่เข้ามาล่าสัตว์ แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่พักผ่อน และสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งยอดนิยมของชาวเวียดนาม ด้วยดอกไม้นานาชนิดหลากสีสันที่สลับผลัดเปลี่ยนออกดอก บวกกับอากาศเย็นชื้นจากทะเลสาบ ทำให้หุบเขาแห่งนี้ไม่แห้งแล้งและไม่เหมือนเดิมเลยสักวันเดียว

น้ำตกดาลันตา

นางแบบชุดฟินาเลจะแสดงตัวเป็นชุดสุดท้ายเหมือน “น้ำตกดาลันตา” น้ำตกที่สวยที่สุดและสนุกที่สุดในดาลัต โดยไกด์ไม่จำเป็นต้องโฆษณาให้ลูกทัวร์ซื้อตั๋วโรลเลอร์โคสเตอร์ เพราะทุกคนซื้อทัวร์มาเพื่อเล่นมัน

โรลเลอร์โคสเตอร์ คือเครื่องเล่นในสวนสนุกที่ถูกยกนำมาใช้เป็นเส้นทางลงสู่น้ำตกดาลันตา ค่าบริการไป-กลับคนละ 90 บาท โดยขาลงคนเล่นจะต้องเป็นผู้บังคับรถด้วยตัวเอง ส่วนขาขึ้นจะเป็นระบบไฟฟ้าดึงขึ้นมาแบบไม่ต้องออกแรง

รถ 1 คัน นั่งได้ 2 คน (จะนั่งคนเดียวหรือสองคนก็ได้ไม่บังคับ) โดยคนข้างหลังจะเป็นผู้บังคับคันโยกว่าจะให้รถหยุดหรือไป ซึ่งมีกฎเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยของทุกคนให้ต้องทิ้งระยะห่างจากคันหน้า อย่ามัวแต่เซลฟี่จะลืมบอกข้างหน้า และต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

ความสนุกอยู่ที่ขาลง เพราะรถจะเคลื่อนที่เร็วตามแรงโน้มถ่วง บวกโค้งสุดเสียวเรียกเสียงกรี๊ดของผู้โดยสาร (โรลเลอร์โคสเตอร์ของที่นี่ไม่มีตีลังกา) ใช้เวลาไปถึงสถานีปลายทางไม่ถึง 10 นาที โดยจะไปสิ้นสุดที่ตัวน้ำตกดาลันตาพอดี ภาพน้ำตกขนาดใหญ่ก็เผยให้เห็นทันทีโดยที่หัวใจยังไม่หายเต้นรัว

นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมน้ำตกด้านบนได้อย่างง่ายดาย ตามทางเดินที่ทำขึ้นใหม่แต่กลมกลืนกับธรรมชาติ ไปอ้าแขนยืนรับละอองน้ำ และรับฟังเสียงน้ำกระแทกหิน จุดสุดท้ายนี้ไกด์ให้เวลาดื่มด่ำธรรมชาติ 30 นาที ซึ่งมากพอให้คุณพอหาจังหวะไร้ผู้คนแล้วถ่ายภาพคู่ธรรมชาติแบบสองต่อสอง

ส่วนขาขึ้นไม่จำเป็นต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะรถจะถูกดึงขึ้นอย่างนุ่มนวลในระยะกระจัดใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที จากนั้นมินิบัสจะนำผู้โดยสารแต่ละคนไปส่งที่โรงแรม ซึ่งคนสุดท้ายน่าจะถึงไม่เกิน 16.30 น.

สรุปค่าใช้จ่ายวันเดย์ทริปทั้งค่าทัวร์ ค่าเคเบิลคาร์ ค่าเข้าหุบเขาแห่งรัก ค่าโรลเลอร์โคสเตอร์ และค่าอาหารกลางวัน รวมแล้วยังไม่ถึง 1,000 บาท นับว่าเป็นการท่องเที่ยวแบบเซอร์เวย์ให้เห็นว่าดาลัตมีอะไรที่ถูกจริต เก็บเป็นข้อมูลไว้ให้กลับไปเจาะลึก และเป็นความทรงจำไว้รำลึกว่าดาลัตหน้าตาเป็นอย่างไร

สำหรับคนที่มาดาลัตครั้งแรก การท่องเที่ยวแบบซื้อทัวร์วันเดย์ทริปคงทำให้จุใจ แม้ว่าจะเหมือนชะโงกทัวร์ไปหน่อยแต่ก็ครบทุกอย่างที่รอบเมืองดาลัตมี

หากมีเวลามากกว่านี้ก็อยากซื้อทัวร์ไปเส้นทางอื่นๆ ให้รู้จักเมืองนี้ดีขึ้น และหวังว่าครั้งหน้ากลับไปจะเจอดาลัตคนดีคนเดิม คนที่คบแล้วยังไม่ถูกโกงเหมือนที่ใครเขาพูดกัน!

…………ใต้ภาพ…………

00(รูปเปิด) ความร่มรื่นภายในหุบเขาแห่งความรัก

01 ความสวยงามของน้ำตกดาลันตา

02 เคเบิลคาร์เคลื่อนผ่านยอดสนไปยังวัดตั๊กลัม

03 รางโรลเลอร์โคสเตอร์ลงไปยังน้ำตกดาลันตา

04 สายธารของน้ำตกที่สวยที่สุดในดาลัต

05 ซุ้มประตูทางเข้าวัดตั๊กลัม

06 สวนดอกไม้ใต้ต้นสนธรรมชาติในวัลเล่ย์ ออฟ เลิฟ

07 วิหารดาลัตหรือโบสถ์ไก่

08 ด้านหน้าพระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได่

09 สักการะพระศากยมุนีเหนือเมืองดาลัต

10 ห้องพักของพระมเหสีภายในพระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได่

11 ห้องบรรทมของจักรพรรดิเบ๋าได่

12 ห้องนอนสีเทอร์ควอยส์ในพระราชวังฤดูร้อน

13 พระสังกัจจายน์ในวัดวันฮาน (Van Hanh)

14 บริเวณน้ำตกดาลันตาจากมุมบน

15 ความสวยงามที่ยังมีชีวิตด้านนอกอาคารพระราชวังฤดูร้อนเบ๋าได่

 

ส้มตำจินดา ร้านดีคู่เมืองอุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/540588

ส้มตำจินดา ร้านดีคู่เมืองอุบลฯ

โดย สิทธิปูทะเลย์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ก่อนไปทำงานจังหวัดไหน นอกจากการงานแล้ว พวกเราจะทำการบ้านเรื่องอาหารการกินด้วยค่ะ… “ส้มตำร้านไหนอร่อย”…วานบอก

ที่อุบลราชธานี เจ้าถิ่นเด็กเมืองดอกบัวแนะนำ ร้านห้ามพลาด “ร้านส้มตำจินดา” เจ้าตัวคอส้มตำกระเตงลูกชายวัยสองขวบยืนยันแซ่บคักๆ

 คณะเรามาตามแนะ ลงจากรถมองร้านที่จัดไว้สวยงามด้วยสายตา มันจะอร่อย (จริง) เหรอ เพราะดูสะอาดเรี่ยมเร่ผิดกับร้านส้มตำทั่วไปที่ขายดีจนเละเทะ จนแทบไม่มีเวลาจัดเก็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เราสั่งมาลองลิ้มชุดแรก 9 อย่าง เพราะไป 9 คน ส้มตำปูปลาร้าเผ็ด น้ำตาลไม่ใส่จานโปรดของเรา ตามด้วยลาบไข่มดแดง ตำซั่วปูปลาร้า ไก่ทอดของน้องๆ เนื้อน่องลายลวกจิ้ม ตำข้าวโพดไข่เค็ม ตำป่า ต้มแซ่บกระดูกหมู อิอิ…แค่เมนู ทดสอบแม่ครัว จากนั้นรอลุ้น

คุณพระ!… มาจานแรกตำปลาร้าโรยเม็ดกระถิน ได้ใจไปเลย เมื่อชิม ยิ่งให้หัวใจ มันนัว มันแซบ มะละกอที่ซอยสับด้วยมือไม่ใช่เครื่อง มันกรอบ มันหอมปลาร้า อร่อยจ้า หมดในพริบตาขอเบิ้ลอีก 1 จาน

 จากนั้นลาบไข่มดแดงก็มา ไข่มดแดงสดใหม่ เด้งดึ๋ง คลุกน้ำลาบพร้อมพริกคั่วเคี้ยวแล้ว ตัวไข่มดแตกในปาก อร่อยเหาะ จนคณะเราต้องสั่งไข่เจียวใส่ไข่มดแดงกันมาเลยทีเดียว กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ อร่อยเหาะต้องจนสั่งมาอีก 1 จาน เพราะไข่เจียวแห้งดีไม่อมน้ำมันเลย

อยากทานของร้อน เพื่อซดน้ำต้ม สั่งต้มแซ่บมีทั้งหมูและเนื้อ เพื่อความคล่องคอชื่นใจ อร่อยจริงกลมกล่อม รสกำลังดีซดได้ตลอด เปรี้ยว เค็ม เผ็ดเล็กน้อยสำหรับพวกไม่ชอบพริก ตามด้วยไก่ย่างหนังกรอบ โชคไม่ดีมาบ่ายจัด เหลือเพียงครึ่งตัว ก็จัดมาแบ่งกันทานอร่อยมาก หนังกรอบหอมเครื่องเทศ นัยว่าเป็นจานเด็ดของร้านเลยทีเดียว

อีกจานที่อร่อยคือเนื้อน่องลายลวกจิ้ม เขาลวกมาพอสุกจิ้มกับน้ำจิ้มกะปิ ออกรสเค็มเปรี้ยว แกล้มด้วยกระเทียม พริกขี้หนูสด ส่วนปากเป็ดทอดนั้น ขอบอกว่ากรอบนอกนุ่มในรสชาติก็ใช้ได้ ไม่จืดไม่เค็ม และทอดได้กำลังดี แทะกันเพลินเลยทีเดียว

ทั้ง 9 คนพูดเป็นเสียงเดียว อร่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะร้านเก๋มากๆ ไม่น่าเป็นร้านส้มตำที่แซ่บสะท้านแบบนี้ โชคดีติดแอร์ด้วย เลยไม่ต้องร้อนเหงื่อไหลต้องคอยเช็ด เสียเวลากิน

พลพรรคส้มตำให้กัน 9 คะแนนจากเต็ม 10 ราคาก็ไม่แพง เทียบกับเมืองอื่นที่เราตามไปกิน มาแล้วไม่ควรพลาด

 ร้านก็หาไม่ยากอยู่หน้าโรงแรมลายทอง โรงแรมใหญ่ของจังหวัดเป็นร้านรับแขกเมืองอุบลฯ ที่อร่อยสมราคาคุยกันทีเดียว

ร้านอยู่ที่ถนนพิชิตรังสรรค์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-21.00 น. โทร. 045-255-223 และ 045-950-750

 

รถไฟท่องเที่ยวเมืองรอง โมเดล ‘คิวชู’ สู่ ‘พระนครศรีอยุธยา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 09:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/540583

รถไฟท่องเที่ยวเมืองรอง โมเดล ‘คิวชู’ สู่ ‘พระนครศรีอยุธยา’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ ภาพ  : cruisetrain-sevenstars.com / worldsurprise.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

การท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น ทำให้การลงทุนเพื่อพัฒนาเส้นทางการคมนาคมเพื่อให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนนั้นก็ถูกเร่งรัดให้ดำเนินการเช่นกัน

โดยเฉพาะการลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่ซึ่งเป็นการเดินทางที่ประหยัด ราคาถูกที่สุด หลายเส้นทางรัฐบาลได้สั่งการให้ขยับแผนการลงทุนให้เร็วขึ้น เช่นเส้นทางที่เชื่อมต่อจาก จ.ระยอง ไปยัง จันทบุรีและตราด เมื่อครั้งประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร)

 เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลก็มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมปรับแผนให้เกิดการลงทุนเร็วขึ้น เพื่อให้รับกับนโยบายที่จะผลักดันให้ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ จ.จันทบุรีนั้นเป็นมหานครผลไม้ของโลก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

นอกจากรถไฟทางคู่ที่วิ่งเป็นรถไฟโดยสารเข้าไปถึงพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง ส่วนหนึ่งที่จะมีการพัฒนาให้เกิดขึ้นและขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทำไปบ้างแล้ว นั่นคือ “รถไฟเพื่อการท่องเที่ยว”  ที่รถไฟจะไม่ได้เป็นเพียงพาหนะเพื่อการโดยสาร แต่จะได้รับการออกแบบให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสทั้งบรรยากาศทั้งในห้องโดยสารและเรื่องราวระหว่างทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

สำรวจรถไฟหรูเพื่อการท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ประเทศไทยร่วมกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ร่วมกันทำรถไฟหรูเพื่อการท่องเที่ยว เดอะ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทัล เอ็กซ์เพรส (The Eastern & Oriental Express) รถไฟขบวนนี้ ให้บริการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และเคเรตาปิทะนาห์มลายู (เคทีเอ็ม) เป็นรถไฟที่หรูหราราวกับโรงแรม 5 ดาว วิ่งจากสิงคโปร์มายังมาเลเซียและกรุงเทพฯ

ขบวนรถไฟนี้มีตู้อาหาร 2 คัน ตู้บาร์ 2 คัน ตู้ชมวิวท้ายขบวน 1 คัน ตู้ห้องหนังสือ 1 คัน ตู้จัดเฉพาะอีก 1 คัน ที่เหลือเป็นตู้นอน ทั้งขบวนเป็นรถปรับอากาศทั้งหมดให้บริการครั้งแรกในปี 2538 โดยตู้โดยสารได้สั่งซื้อมาจากประเทศนิวซีแลนด์ แล้วได้ทำการปรับความกว้างล้อให้เหลือเพียง 1 เมตรเพื่อให้ใช้ในไทยได้

บนขบวนรถจะแบ่งห้องพักออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.เพรสซิเดนเทรียล สูท (Presidential Suite) จะเป็นห้องขนาดใหญ่ มีเพียง 2-3 ห้องต่อ 1 ตู้โดยสาร จะมีห้องแต่งตัว โต๊ะเครื่องแป้ง และห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ด้วย ราคาค่าโดยสารอยู่ประมาณ 1 แสนกว่าบาท

2.สเตท คอมพาร์ตเมนต์ (State Compartment) เป็นห้องขนาดเล็กลงมา จะเป็นห้องเตียงคู่ มีห้องอาบน้ำในตัว ราคาค่าโดยสารอยู่ราวๆ 7-8 หมื่นบาท 3.สุพีเรีย คอมพาร์ตเมนต์ (Superior Compartment) เป็นห้องขนาดเล็ก เป็นห้องเตียง 2 ชั้นคล้ายตู้นอนชั้น 1 ของ รฟท. เพียงแต่จะมีห้องน้ำในตัวด้วย ราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 5 หมื่นบาท

รถไฟขบวนพิเศษ เดอะ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทัล เอ็กซ์เพรส มีเดินในเมืองไทยสองรูปแบบ คือ สิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์-บัตเตอร์เวิร์ธ-กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ  และเที่ยวกลับ อีกรูปแบบ คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ

รถไฟขบวนนี้ติดอันดับขบวนรถไฟที่ดีที่สุดในโลก 25 อันดับแรก วิ่งระหว่างจุดผ่านรถไฟวูดแลนด์ กับสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หยุดตามสถานีรายทางสำคัญ ได้แก่ สถานีรถไฟกัวลาลัมเปอร์ สถานีรถไฟบัตเตอร์เวอร์ธ และสถานีรถไฟกาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2550 ได้เปิดเส้นทางใหม่ระหว่างกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์

กว่า 20 ปีที่รถไฟหรูเพื่อการท่องเที่ยวสายนี้ประสบความสำเร็จ ทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการเดินรถ รฟท. เล่าว่าเส้นทางที่กำลังจะเปิดให้ได้ใช้บริการกันเร็วๆ นี้คือเส้นทางกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และจะมีการพัฒนาเส้นทางอื่นๆ ตามมา

 “จริงๆ แล้วรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่หลายภูมิภาคทั่วโลกได้มีการพัฒนาบริการไปไกล ทั้งยุโรป อเมริกา เอเชีย และมีบริการหลายระดับตั้งแต่ธรรมดา ไปจนถึงระดับรถไฟหรู (Luxury Trains) สำหรับรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวระดับนี้ใครอยู่ที่อยู่กรุงเทพฯ อาจจะเคยเห็นวิ่งผ่านตาบ้างก็อย่างเช่นสายเดอะ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทัล เอ็กซ์เพรส ที่วิ่งจากหัวลำโพงที่กรุงเทพฯ ผ่านมาเลเซียเข้าไปถึงสิงคโปร์ แต่น้อยคนจะเคยเห็นว่าข้างในรถไฟนั้นให้บริการอะไรบ้าง”

สำหรับรถไฟหรูเพื่อการท่องเที่ยวของโลกที่โด่งดังและนักท่องเที่ยวอยากสัมผัสสักครั้งในชีวิต ก็มีเดอะ โอเรียนต์ เอ็กซ์เพรส (The Orient Express) รถไฟขบวนแรกที่วิ่งระหว่างตะวันตกและตะวันออก ผู้คนส่วนมากรู้จักรถไฟขบวนนี้จากนิยายชื่อดัง “Murder on the Orient Express” ของ อกาธา คริสตี้ ราคาตั๋วขั้นต่ำ  1,160 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.06 หมื่นบาท

มหาราชา’ส เอ็กซ์เพรส (Maharajas’ Express) รถไฟหรูที่มีราคาค่าตั๋วแพงที่สุดในเอเชีย โดยถูกสร้างเลียนแบบให้เหมือนกับพระราชวังในอินเดีย และถูกปรับให้เหมาะกับการเดินทางระยะไกลได้ ราคาตั๋วขั้นต่ำ 6,840 ดาลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 239,400 บาท

เดอะ โรวอส เรลส์ เอ็กซ์เพรส (The Rovos Rails Express) รถไฟหรูขบวนนี้ มีห้องพักพร้อมหน้าต่างบานใหญ่ ที่จะทำให้ผู้โดยสารได้ชมวิวทิวทัศน์ในแบบพาโนรามาของทวีปแอฟริกา ราคาตั๋วขั้นต่ำ 1,200 ดาลลาร์ หรือประมาณ 4.2 หมื่นบาท

เดอะ บลู เทรน (The Blue Train) พาคุณชมความงดงามตามชายฝั่งตอนใต้ของประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งผู้โดยสารจะได้ชมสัตว์ป่าอย่าง ยีราฟ ละมั่ง ควายป่า และฝูงสัตว์ต่างๆ ในทุ่งหญ้าสะวันนา ราคาตั๋วขั้นต่ำ  740 ดาลลาร์ หรือประมาณ 2.59 หมื่นบาท

เดอะ โกลเด้น อีเกิล เอ็กซ์เพรส (The Golden Eagle Express) มีราคาแพงที่สุดในโลก ภายในรถไฟแห่งนี้มีทั้งบาร์ พร้อมเปียโนและห้องสมุด โดยผู้โดยสารอยู่ในรถไฟขบวนนี้ตลอด 14 วันเต็ม เพื่อชมความงดงามในประเทศรัสเซีย ราคาตั๋วขั้นต่ำ 15,495 ดาลลาร์ หรือประมาณ 542,325 บาท

เดอะ รอยัล สกอตสแมน (The Royal Scotsman) รถไฟหรูบรรยากาศสบายๆ ที่เดินทางไปรอบๆ สกอตแลนด์ ผู้โดยสารจะมีห้องพักหรู อาหารระดับพรีเมียม ดนตรีขับกล่อม พร้อมมีศูนย์สปาในขบวนรถไฟ ราคาตั๋วขั้นต่ำ 2,935 ดาลลาร์หรือประมาณ 102,725 บาท

เดอะ โกลเด้น ชารอต (The Golden Chariot) หนึ่งในรถไฟที่สวยงามหรูหราที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับรถไฟบลู เอ็กซ์เพรส ที่เก่าแก่ของราชินีอังกฤษ ราคาตั๋วขั้นต่ำ 5,730 ดาลลาร์หรือประมาณ 200,550 บาท

เดอะ อิมพีเรียล รัสเซีย (The Imperial Russia) หนึ่งในรถไฟที่แพงที่สุดและหรูหราที่สุดในรัสเซีย โดยจะออกเดินทางปีละหนึ่งครั้งไปตาม 3 เส้นทางในประเทศรัสเซีย ราคาตั๋วขั้นต่ำ 5,274 ดาลลาร์หรือประมาณ 184,590 บาท

 “เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู” รถไฟหรูโมเดลญี่ปุ่น

ในโอกาสที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะไปเยือนจังหวัดฟูกุโอกะ จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู ของญี่ปุ่น ตามคำเชิญของผู้ว่าราชการจังหวัดฟูกุโอกะ

สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว ได้ประสานงานให้ทางคณะของรองนายกรัฐมนตรีและผู้ติดตามได้ไปศึกษาดูงานการดำเนินงานและให้บริการของ “เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู” (Seven Stars in Kyushu) รถไฟเพื่อการท่องเที่ยวระดับหรูเพียงสายเดียวของญี่ปุ่น

แม้การเยี่ยมชมจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ราว 30 นาที แต่การได้เห็นของจริงและการให้ข้อมูลของทางทีมงานก็แสดงให้เห็นรายละเอียดการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มในบริการ จนยอมมีคนยอมจ่ายค่าบริการคืนละเป็นแสนเพื่อให้มีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ที่รถไฟหรูสายนี้จะมอบให้

เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู จะนำผู้โดยสารไปสัมผัสกับประสบการณ์และเรื่องราวประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ในภูมิภาคคิวชู ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะคิวชูทางตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบนเกาะคิวชูนี้มีบริการรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ถึง 12 สาย แยกตามเรื่องราวของแต่เส้นทาง

ที่สามารถมีหลายเส้นทางขนาดนี้ เพราะคนญี่ปุ่นนิยมใช้รถไฟเป็นพาหนะในการเดินทางอย่างมากทำให้ทางรถไฟถูกพัฒนาให้วิ่งไปถึงทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะห่างไกลแค่ไหนรถไฟจะเป็นความภูมิใจของทุกๆ เมือง กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการจัดเส้นทางการท่องเที่ยว แต่จากทั้งหมดนี้มีเพียง Seven Star in Kyushu ที่เป็นรถไฟหรู

 ประสบการณ์ที่ลูกค้าของ Seven Star in Kyushu จะได้สัมผัสนั้นเริ่มตั้งแต่การออกแบบขบวนรถไฟและชื่อ รถไฟสายนี้ได้รับออกแบบโดย “มิโตโอกะ เอจิ” (Mitooka Eiji) นักออกแบบด้านอุตสาหกรรมชื่อดัง เขาคนนี้ออกแบบรถไฟเกือบจะทั่วประเทศญี่ปุ่นก็ว่าได้ โดยภายในของโบกี้รถไฟได้รับการออกแบบด้วยไม้ และชื่อของ เซเว่น สตาร์ส นี้ไม่ได้ตั้งจากชื่อของบริษัทเพราะบริษัทผู้ดำเนินการ คือบริษัทคิวชู เรลเวย์ คอมพานี หรือ เจอาร์คิวชู (Kyushu Railway Company:JR Kyushu)

แต่ เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู นี้มาจากจำนวนจังหวัดในภูมิภาคคิวชู ที่มีอยู่ทั้งหมด 7 จังหวัด คือ ฟูกุโอกะ(Fukuoka) ซะกะ (Saga) นางาซากิ (Nagasaki) คุมะโมโตะ (Kumamoto) (ใช่แล้วจังหวัดนี้เองที่มีเจ้าหมีตัวดำแก้มแดง “คุมะมง” ที่คนไทยรู้จักดีเป็นสัญลักษณ์ของเมือง) โออิตะ (Oita) มิยะซะกิ (Miyazaki) และคะโงะชิมะ (Kagoshima)

และเสน่ห์ 7 อย่างของคิวชู คือ ธรรมชาติ อาหาร อนเซ็น วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จุดรับพลังด้านบวก(Power Spot) จิตวิญญาณที่อบอุ่น และการมีขบวนรถไฟชื่อดัง และรถไฟขบวนนี้ถูกออกแบบให้มีทั้งหมด 7 โบกี้

ฮิโรยูกิ ฟุกุนากะ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป เจอาร์ คิวชู  ให้ข้อมูลกับเราว่า จากทั้ง 7 โบกี้นี้ โบกี้ที่1และ 2 จะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง โบกี้ที่ 1 “บลู มูน” (Blue Moon) จะเป็นเลานจ์ที่ผู้โดยสารมาพบปะพูดคุย มีกิจกรรมต่างๆ ทั้งการบรรยายให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ฟังดนตรี ดื่ม และกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายอื่นๆ

โบกี้ที่ 2  “จูปิเตอร์” (Jupiter) จะเป็นครัวและห้องรับประทานอาหาร ส่วนโบกี้ที่ 3-7 เป็นห้องพัก แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกโบกี้ที่ 3-6 เป็นห้องสูท โบกี้จะมี 3 ห้อง พักได้ห้องละ 2 คน ส่วนโบกี้ที่ 7 จะเป็นส่วนของห้องสูท เดอลุกซ์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามีอยู่ 2 ห้อง สามารถพักได้ห้องละ 3 คน

ในส่วนของราคานั้นจะเสนอเป็นแพ็กเกจ 2 แบบ คือ แบบ 2 วัน 1 คืน คิดราคาต่อคนเริ่มที่ 380,000-710,000 เยน/คน (คิดเป็นเงินไทยที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อ 100 เยน จะอยู่ที่ 114,000-213,000 บาท/คน) ขึ้นอยู่กับประเภทห้องและจำนวนคนพักต่อห้อง และอีกแบบคือแบบ 4 วัน 3 คืน ราคาเริ่มต้นที่ 680,000-1,550,000 เยน/คน (คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 204,000-465,000 บาท/คน) ขึ้นอยู่กับประเภทห้องและจำนวนผู้พักในห้องโดยราคาทั้งหมดนี้รวมการเดินทางทั้งไปกลับที่พัก อาหาร การท่องเที่ยวในแต่ละจุดไว้หมดแล้ว โดยต่อเที่ยวจะมีผู้โดยสารอย่างมากที่สุดคือ 30 คน

แม้ราคาจะสูงลิ่วขนาดนี้แต่ ฟูกุนากะ บอกว่าตอนนี้ทุกโบกี้ถูกจองเต็มไปจนถึงปลายปี และตั้งแต่ปี 2013 ที่เปิดให้บริการเป็นต้นมา ก็มีคนไทยมาท่องเที่ยวโดยรถไฟขบวนนี้ไม่น้อยรวบรวมข้อมูลได้ 230 คน และมีบางครั้งที่เป็นการเหมาทั้งขบวนเลยทีเดียว (ผู้อ่านคงอยากรู้ว่าเศรษฐีผู้นั้นคือใครกัน ผู้เขียนก็อยากรู้ แต่น่าเสียดายค่ะเขาไม่เปิดเผยข้อมูลลูกค้า)

 ตลอดเส้นทางที่ออกจากสถานีฮากาตะ (Hakata Station) ในฟูกุโอกะ ผ่านไปยังเมืองต่างๆ นอกจากการได้ชมวิวทิวทัศน์ 2 ข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ตลอดระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร จะมีการบรรยายให้ผู้โดยสารรู้จักกับรายละเอียดการออกแบบตัวรถไฟโดยเฉพาะงานศิลปะ ที่ตกแต่งบนรถทุกชิ้นล้วนออกแบบและวาดโดยศิลปินแห่งชาติของญี่ปุน โดยบางทริปจะมีการจัดศิลปินขึ้นมาสอนให้ผู้โดยสารปั้น แกะสลัก หรือวาดภาพขึ้นอยู่กับการออกแบบแต่ละทริป และจะมีการแวะจอดในสถานีที่เป็นจุดท่องเที่ยว มีรถโค้ชรับผู้โดยสารไปยังจุดท่องเที่ยวสำคัญมีการบรรยายให้รู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมา

ความพิเศษของสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง บางแห่งเป็นชุมชนเก่าแก่ ศาลเจ้า แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และบางจุดมีการลงไปซื้อสินค้าที่ระลึก รวมถึงวัตถุดิบเพื่อการประกอบอาหารจากชุมชนเป็นการกระจายรายได้ไปยังท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง

ฟุกุนากะ อธิบายให้ฟังว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้ เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู ประสบความสำเร็จ คือการสนับสนุนของชุมชนที่รถไฟวิ่งผ่านและจอดแวะทำกิจกรรม เพราะทุกจุดที่ลงไปนั้น หาได้ใช่สิ่งที่ทำขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสกับวิถีชุมชนและผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น และเป้าหมายของการเดินรถสายนี้ไม่ได้อยู่ที่กำไรสูงสุด เพราะในปัจจุบันไม่ได้ทำกำไรมาก แต่สามารถหล่อเลี้ยงการดำเนินงานไม่ให้ขาดทุน แต่เป้าหมายสำคัญอยู่ที่การแนะนำให้นักท่องเที่ยวรู้จักภูมิภาคคิวชูที่เขาภูมิใจ

ได้เห็น ได้ยินเรื่องราวรถไฟท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแล้ว หลายคนคงอยากเห็นรถไฟท่องเที่ยวเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายๆ เส้นทาง เพราะแม้เมืองไทยเราไม่ใช่ประเทศใหญ่โตแต่ก็มีเรื่องราวมากมายให้ไปค้นหา ไม่ต้องขนาดรถไฟหรูแบบ เซเว่น สตาร์ส อิน คิวชู แต่ขอแบบธรรมดา ได้ความรู้ ปลอดภัย สบายใจไทยแลนด์ก็เพียงพอแล้ว

 

ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง อร่อยนี้ที่บ้านนาต้นจั่น ศรีสัชฯ สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 14:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539914

ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง อร่อยนี้ที่บ้านนาต้นจั่น ศรีสัชฯ สุโขทัย

เรื่อง : จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หากใครเคยไปเดินงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นทุกปี ก็คงจะผ่านตากับอาหารที่ชื่อว่า “ข้าวเปิ๊บ” มาบ้าง แต่ถ้าไม่เคย ไม่เป็นไร วันนี้ลองบุกไปถึงถิ่นเพื่อชิมรสชาติที่ร้านจริงมาแล้ว

ร้านนี้มีชื่อว่าร้าน “ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง” ตั้งอยู่ที่บ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

อ่านมาถึงประโยคนี้ใครยังงงว่าตกลง ข้าวเปิ๊บ คืออะไร?

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เมื่อเดินทางไปถึงร้านนี้มีคำอธิบายไว้ชัดเจนว่า ข้าวเปิ๊บ เป็นคำที่ยายเครื่องพูดเป็นคนแรกในโลก เพราะไม่มีปรากฏในพจนานุกรมไทย โดยข้าวเปิ๊บมาจากชื่อเรียกทางการจริงๆ ว่า ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง เป็นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้ปากหม้อใส่ไส้วุ้นเส้นและผักลวกแทนเส้นก๋วยเตี๋ยว

ข้าวเปิ๊บยายเครื่องนั้นมีอายุมากว่า 40 ปีแล้ว ที่มาก็คือเดิมยายเครื่องทำข้าวแคบ ข้าวปันขาย มีอยู่วันหนึ่งอยากกินก๋วยเตี๋ยวเลยไปเก็บผักริมรั้วแล้วห่อหุ้มด้วยแผ่นแป้งข้าวแคบที่อบอยู่ ต้มน้ำซุปกระดูกหมูราด ปรุงรสตามใจ แล้วจากนั้นก็ทำขายโดยเรียกชื่อว่า ข้าวเปิ๊บ เพราะอยากให้คล้องจองกับข้าวปันที่ทำขายมาก่อน

เรียกว่ากว่าจะเป็น “ข้าวเปิ๊บยายเครื่อง” มีเรื่องราวเสียด้วย ฉะนั้นไปถึงถิ่นบ้านนาต้นจั่นแล้ว จะไม่สั่งข้าวเปิ๊บมาชิม เดี๋ยวจะหาว่าไปไม่ถึง

ทันทีที่ข้าวเปิ๊บมาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้า เราก็จะเห็นก๋วยเตี๋ยวที่เต็มไปด้วยเครื่อง กว่าจะประกอบร่างเป็นข้าวเปิ๊บนั้นไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นไข่ที่ต้องนึ่งบนปากหม้อดิน หมูแดงหั่นบางๆ และไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้คือแป้งหมักที่ละเลงบนผ้าขาวบาง ซึ่งขึงอยู่บนปากหม้อดิน พร้อมใส่วุ้นเส้น ผักบุ้ง ถั่วงอกลงไป จากนั้นปิดฝาอบไอน้ำจนได้ที่ แล้วนำแป้งหมักนั้นม้วนไส้ทุกอย่างรวมกัน เป็นเหมือนขนมปากหม้อแล้วใส่ลงมาในชาม

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ น้ำซุปกระดูกหมูรสชาติกลมกล่อม ที่ทำให้ข้าวเปิ๊บแต่ละคำเข้าปากแล้วละมุนลิ้น กินชามแรกแล้วต้องอยากต่อด้วยชามที่สอง

ใครสนใจไปชิมข้าวเปิ๊บยายเครื่องกันได้ ราคาไม่แพง ชามละ 25 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูข้างเคียงอื่นๆ ในร้านให้ชิมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวแบ หมี่พัน ข้าวโอบ ข้าวพันไข่ ข้าวพันพริก และข้าวพันน้ำซุป แต่ละชื่อล้วนแปลกๆ น่าลิ้มน่าลองทั้งนั้น ไม่เชื่อต้องลองเอง

หากอยากเพิ่มความละมุน ทำให้การไปชิมข้าวเปิ๊บยายเครื่องมีอรรถรสมากขึ้น แนะนำว่าเมื่อขับรถไปถึงบ้านนาต้นจั่นแล้ว ไม่ต้องขับรถตรงเข้าไปถึงร้านข้าวเปิ๊บยายเครื่อง แต่ให้จอดรถเอาไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบ้านนาต้นจั่น

จากนั้นติดต่อเช่าจักรยานคันละ 30 บาท เพื่อปั่นชมรอบๆ บ้านนาต้นจั่น โดยมีมัคคุเทศก์ตัวน้อยในหมู่บ้านเป็นผู้พาชม แล้วก็ปั่นจักรยานไปชิมข้าวเปิ๊บ รับรองว่าได้บรรยากาศเพลิดเพลินกับการชมทุ่งนาข้างทาง อารมณ์เหมือนปั่นจักรยานไปรับประทานอาหารแถวบ้านสุดๆ

ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นก็พักโฮมสเตย์ที่บ้านนาต้นจั่นเสียเลย จะได้ดื่มด่ำบรรยากาศการท่องเที่ยวได้เต็มอรรถรส และชิมข้าวเปิ๊บร้านอื่นที่อยู่ในพื้นที่ด้วย

ลองไปดูแล้วคุณจะรู้ว่าดีต่อใจ

 

นอกชานมีนา ในนามีข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 14:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539909

นอกชานมีนา ในนามีข้าว

เรื่อง/ภาพ : นิทรา ราตรี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

คล้ายกับว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่ลึกลับและเก็บตัว จนกลายเป็นเสน่ห์ของรีสอร์ทน้องใหม่ “นอกชานมีนา” ซึ่งเพียงชื่อก็สามารถสื่อความหมายได้เกือบทุกอย่าง ทั้งบรรยากาศทุ่งนากลางที่พัก และชานนอกบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของทุกห้อง

รีสอร์ทตั้งอยู่ใน อ.จอมทอง ระหว่างทางขึ้นดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เจ้าของตั้งใจให้มีทุ่งนาเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ไว้ปลูกข้าวตลอดปี เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตชาวบ้าน และหากมาถูกจังหวะก็จะได้ลองดำนารวมถึงเกี่ยวข้าวด้วยตัวเอง

ที่พักแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ห้องพักเดี่ยวแยกเป็นหลังๆ และเต็นท์กึ่งถาวรพร้อมห้องน้ำรวม โดยประเภทแรกแยกย่อยเป็น 2 รูปแบบ คือ ห้องแฟมิลี่ขนาด 3 เตียง พักได้ 6 คน ซึ่งมีเพียง 1 หลัง และห้องดีลักซ์อีก 6 หลัง ตั้งเรียงรายริมทุ่งนา ลักษณะของแต่ละหลังจะมีชานนอกบ้านขนาดใหญ่พร้อมเสื่อและหมอนให้นอนเอกเขนกชมยอดข้าว ส่วนตัวบ้านมีผนังสามด้านถูกแทนที่ด้วยบานกระจกที่เปิดปิดได้ เผื่อว่าวันไหนอากาศแจ่มใสก็สามารถเปิดรับอากาศบริสุทธิ์แทนแอร์คอนดิชั่น กลางห้องเป็นที่ตั้งของเตียงไม้สักและที่นอนนุ่มสบาย พร้อมโทรทัศน์ ตู้แขวนเสื้อผ้า และด้านหลังเป็นห้องน้ำแยกพื้นที่เปียกแห้ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ส่วนเต็นท์มีจำนวน 9 หลัง ภายในเต็นท์มาพร้อมที่นอน (เหมือนในห้องพัก) จำนวน 2 เตียง โคมไฟ และปลั๊ก โดยตั้งอยู่บนพื้นยกสูง สำหรับห้องน้ำจะแยกระหว่างห้องอาบน้ำและสุขา รับรองความสะอาดและปลอดภัยโดยมีผู้ดูแลความสะอาดตลอดวัน และทั้งหมดจะตั้งเรียงรายอยู่ปลายท้องนาอีกฝั่ง เคียงข้างแปลงสตรอเบอร์รี่ที่เมื่อมีผลสุกปลั่งก็จะถูกเก็บมาเป็นของว่างของผู้เข้าพักทันที

นอกจากนี้ รีสอร์ทเล็กๆ ยังมีสระว่ายน้ำขนาดย่อมเป็นของขวัญเซอร์ไพรส์ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและสามาถใช้เวลาอยู่ในรีสอร์ทได้อย่างเต็มที่ ส่วนอาหารเช้าจะเสิร์ฟเป็นข้าวต้ม ไข่ต้ม และขนมปัง โดยทุกอย่างเติมไม่อั้น ซึ่งแม้เมนูจะธรรมดาแต่รสชาติต้องยอมรับว่าอร่อยเป็นพิเศษ

ทุ่งนาขั้นบันไดตอนนี้ (เดือน ก.พ.) เป็นช่วงของนาปรังที่กำลังแตกใบเติบโต ละเลงสีเขียวให้ความสดชื่นไปพร้อมกับอากาศบริสุทธิ์และบรรยากาศแห่งความสงบเงียบ ซึ่งขอแนะนำว่าตอนเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นต้องตื่นมาดูแสงแรกนอกชาน จะเห็นแสงสีทองอาบฟ้าสะท้อนน้ำในทุ่งนากลายเป็นภาพงดงาม

ส่วนยามค่ำคืนต้องออกมานั่งดูดาวระยับบนสะพานไม้ไผ่เหนือทุ่งนา นอกจากจะเห็นดาวพราวทั้งท้องฟ้า ยังจะได้ยินเสียงกบ เขียด ผสานเสียงจักจั่นเป็นโอเปร่าสุดคลาสสิกจากธรรมชาติทุกค่ำคืน

นอกชานมีนา นับเป็นรีสอร์ทขนาดเล็กที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งคุณภาพ บรรยากาศ และราคา มีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนและเห็นถึงความตั้งใจจริงเด่นชัด โดยเจ้าของต้องการสร้างที่พักรูปแบบใหม่เพื่อเป็นทางเลือกของนักท่องเที่ยว และต้องการส่งเสริมการทำเกษตรแบบไร้สารเคมี เพื่อกระตุ้นบ้านใกล้เรือนเคียงหันมาร่วมกัน หวังสร้างชุมชนเกษตรไร้สารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

 

เที่ยวแพ็กคู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 13:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539906

เที่ยวแพ็กคู่

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : พากล้องเที่ยว

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เธอลืมกุญแจไว้ในห้อง แต่ไม่ลืมหยิบกล้องออกมา กลายเป็นที่มาทำให้ “แนน” รัตติการ พงษ์ไพกูล เปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “พากล้องเที่ยว”

ด้วยนิสัยชอบสะพายกล้องไปด้วยทุกที่ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาแบ่งปันผ่านตัวหนังสือและภาพถ่าย (ฝีมือแฟน)

เธอเล่าถึงไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวว่า ทั้งคู่ชอบไปค้นหาธรรมชาติอย่างทะเล ภูเขา และเมืองรองที่ยังรักษาความน่ารักไว้ โดยเฉพาะ จ.น่าน ที่เธอยกให้เป็นจังหวัดที่ชอบมากที่สุดในประเทศไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

“แนนชอบทุกอย่างที่เป็นน่าน เพราะเป็นเมืองที่สงบจนทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากย้ายไปอยู่ เคยไป 6-7 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือความสงบและเอกลักษณ์ความเป็นน่าน”

เธอยังกล่าวด้วยว่า สำหรับเธอแล้วการเดินทางคือ การพักผ่อน เพราะปัจจุบันเธอทำงานประจำเกี่ยวกับสินเชื่อของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ทำให้วันจันทร์ถึงศุกร์ต้องนั่งโต๊ะทำงาน เจอแต่ตัวเลขและตัวหนังสือ

ดังนั้น พอถึงเย็นวันศุกร์เธอและแฟนจึงเลือกที่จะออกเดินทาง และกลับมาพร้อมพลังงานในเช้าวันจันทร์

“เราเลยเลือกที่จะออกไปพักผ่อนมากกว่านอนอยู่เฉยๆ ไม่อยากดูผ่านทีวี หรือฟังจากวิทยุ เพราะการท่องเที่ยวมันต้องไปดูด้วยตาของตัวเอง ดังนั้นเราเลยเที่ยวทุกครั้งที่มีโอกาส เกือบทุกสัปดาห์ ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม แนนคิดว่าทุกครั้งที่ได้ไปมันเหมือนได้เพิ่มพลังให้ร่างกาย ทำให้เรากลับมาทำงานได้เต็มที่”

เพจพากล้องเที่ยวย่างเข้าสู่ปีที่ 3 กับยอด 1.5 แสนไลค์ โดยเธอมองว่าผู้ที่ติดตามอาจชอบไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวแบบเดียวกัน คือเน้นสถานที่สบายๆ เน้นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย และเน้นสถานที่แปลกใหม่เหมาะกับคนวัยทำงาน

“หลายคนเคยถามว่า ทำงานประจำทำไมมีเวลาไปเที่ยว แต่แนนคิดว่าทุกคนมีเวลาเที่ยวกัน เพราะขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้เวลาที่มีไปเพื่ออะไรมากกว่า ถ้าเราคิดที่จะไป แนนว่าทุกคนก็มีเวลาเที่ยว แค่วันเดียวยังเที่ยวได้เลย” เธอกล่าวทิ้งท้าย

“นอกจากนี้ การเดินทางยังทำให้เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรื่อยๆ เพราะทำให้ได้เจอคนใหม่ๆ ได้ความคิดใหม่ๆ ทำให้เราไม่ตีกรอบให้ตัวเองอยู่ระหว่างโต๊ะทำงานกับที่ทำงานอย่างเดียว การท่องเที่ยวเลยเป็นการเปิดกรอบ เปิดโลกให้ตัวเอง รวมถึงยังทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ด้วย”

ติดตามการเดินทางแบบแพ็กคู่ระหว่างเธอกับคนรักได้ทางเพจเฟซบุ๊ก พากล้องเที่ยว หรือในพันทิปชื่อ วิถีตากล้อง