สูดกลิ่นหอมใหม่แห่ง ‘ดาลัต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539903

สูดกลิ่นหอมใหม่แห่ง ‘ดาลัต’

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

แทบไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากในการไปเที่ยว “เมืองดาลัต” เช่นเดียวกับเงินในกระเป๋าที่ไม่ต้องพกไปมากเพราะไม่จำเป็น

ทริปที่เดินทางด้วยเครื่องบินจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับตั๋วเครื่องบินเป็นหลัก หากคุณสามารถกดตั๋วโปรฯ บินตรงไป-กลับ กรุงเทพฯ-ดาลัต ประเทศเวียดนาม ได้ในราคา 3,000 บาทต้นๆ เป็นไปได้ว่าทริป 3 คืน 4 วัน จะทำให้คุณเสียเงินค่าที่พัก เที่ยว และกินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ถึง 1 หมื่นบาท

บาร์เก็ตกรอบนอกนุ่มใน

อย่างที่เกริ่นว่า ไปเที่ยวดาลัตด้วยตัวเองไม่ต้องเตรียมตัวมากมาย เพราะเวียดนามไม่ต้องทำวีซ่า และสายการบินไทยเวียตเจ็ท ก็เปิดเส้นทางบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่เมืองดาลัต ใช้เวลาบินราว 1 ชั่วโมง 45 นาที ทำให้สะดวกสบายกว่าสมัยก่อน ตรงที่ไม่ต้องลงเครื่องที่โฮจิมินห์แล้วนั่งรถนอนต่อมาอีก 5 ชั่วโมง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

จากนั้นควรแลกเงินดอลลาร์สหรัฐจากไทยเพื่อไปแลกเป็นเงินเวียดนามด่องที่ปลายทาง แต่มีข้อแนะนำอยู่ว่า หากคุณเดินทางไปถึงวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดราชการของที่นั่น ต้องแลกเงินเวียดนามด่องจากไทยติดตัวไปให้เพียงพอจนกว่าจะถึงวันทำการ (จันทร์-ศุกร์) เพราะดาลัตยังไม่มีร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตรามากมายเหมือนโฮจิมินห์หรือฮานอย แม้กระทั่งสนามบินดาลัตเองก็ยังไม่มีบริษัทไหนหรือธนาคารใดมาเปิดโต๊ะให้บริการ จึงมีแต่ธนาคารและโรงแรมบางแห่งเท่านั้นที่รับแลกเงิน

ทะเลสาบซวนฮวงกลางใจเมือง

พูดถึงธนาคารก็มีเรื่องให้แนะนำต่อว่า ด้วยอิทธิพลของฝรั่งเศสในอดีตที่ส่งผลถึงวัฒนธรรมคนเวียดนามในปัจจุบัน ทำให้ธนาคารหยุดทำการช่วงกลางวัน ตั้งแต่ 11.30-13.30 น. ระวังอย่าหลงไปยืนรอเก้อในช่วงเวลานี้ และควรแลกเงินแต่พอดี เพราะจะนำเงินด่องมาแลกเป็นดอลลาร์กลับไม่ได้

ส่วนเรื่องที่พักมีให้เลือกหลายรูปแบบ ตั้งแต่แอร์บีเอ็นบี โฮสเทล เกสต์เฮาส์ โรงแรมระดับกลางไปจนถึงห้าดาว โดยส่วนใหญ่จะอยู่รายล้อมทะเลสาบซวนเฮือง หรืออยู่ละแวกตลาดดาลัต ซึ่งจ่ายคืนละ 20 ดอลลาร์ ก็สามารถได้ห้องพักกว้าง สะอาด และอยู่ในทำเลที่ว่ามาแล้ว

เมื่อตั๋วพร้อม เงินพร้อม ที่พักพร้อม ก็ขอกระโดดไปแตะรันเวย์ที่สนามบินดาลัต ลักษณะเป็นสนามบินขนาดเล็กเหมือนสนามบินน่านบ้านเรา และตั้งอยู่อีกจังหวัดเหมือนสนามบินสุวรรณภูมิอยู่สมุทรปราการ การเดินทางเข้าสู่เมืองดาลัตจึงใช้ระยะเวลาประมาณ 45 นาที โดยมี 2 วิธีให้เลือกคือ นั่งรถโดยสารสาธารณะจากสนามบินเข้าเมือง ราคาคนละ 4 หมื่นด่อง (วิธีคิดเป็นเงินไทยให้ตัดเลขศูนย์ 3 ตัวท้ายออกแล้วคูณด้วย 1.5) หรือประมาณ 60 บาท ซึ่งวิธีนี้รถโดยสารจะไม่ไปส่งถึงโรงแรม แต่จะไปจอดที่ท่ารถ และไม่มีเวลาออกชัดเจน

โดมกระจกรูปทรงดอกทานตะวันป่า สัญลักษณ์ของดาลัต

อีกวิธีสะดวกสบายแต่แพงกว่าคือ เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งถึงโรงแรม หากโรงแรมคุณอยู่ละแวกทะเลสาบ จะตกราคาประมาณ 2.2 แสนด่อง หรือ 330 บาท ซึ่งถ้าไม่อยากเสี่ยงถูกต้อนรับด้วยการโกงมิเตอร์ตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากสนามบิน ให้บอกแท็กซี่ไปว่าจะจ่ายเป็นเงินดอลลาร์ ซึ่งหนแรกคนขับอาจตั้งราคาสูงถึง 20 ดอลลาร์ ก็ขอให้ใจแข็งและต่อรองหนักแน่น พร้อมยืนยันไปว่าได้สอบถามค่าเดินทางกับทางโรงแรมมาแล้ว และยืนยันจะจ่าย “10 ดอลลาร์” เท่านั้น

เมื่อทุกอย่างราบรื่น เช็กอินเสร็จสรรพ กิจกรรมสำหรับวันแรกคงไม่มีอะไรดีไปกว่าหาของกิน ดื่มกาแฟ และเดินสำรวจเมือง เรื่องอาหารการกินของเมืองดาลัตค่อนข้างต่างจากเมืองหลวง อาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปีทำให้คนที่นี่นิยมกินแป้ง ไขมัน และเฝอร้อนๆ ใครที่ตั้งใจมากินขนมเบื้องญวนหรือแหนมเนืองสูตรต้นตำรับแท้อาจต้องผิดหวัง เพราะหลังจากสำรวจร้านอาหารมามากกว่า 10 ร้านใน 4 วัน ก็ยังไม่เจอ 2 เมนูนี้

ส่วนขนมปังฝรั่งเศสหรือบาร์เก็ตที่นิยมกินเป็นอาหารเช้าแบบเร่งด่วน จะมีเป็นร้านรถเข็นขายเห็นเกลื่อนกลาดตลอดวัน พร้อมสารพัดไส้ให้เลือกใส่ทั้งชีส หมูหย็อง แฮม ไส้กรอก ไข่ดาว (แบบทอดให้เห็นกันใหม่ๆ) สารพัดผัก และสารพัดซอส ราคาต่อชิ้นประมาณ 1-1.5 หมื่นด่อง โดยจากที่ลองมาหลายรถเข็นต้องบอกว่าขนมปังฝรั่งเศสทุกร้านกรอบนอกนุ่มใน ยิ่งร้านไหนอังไฟให้ก็ยิ่งอร่อยเลิศ

สวนสาธารณะริมคลองระบายน้ำและเสาส่งสัญญาณทรงหอไอเฟล

สำหรับคอกาแฟ ดาลัตมีตั้งแต่ร้านโต๊ะนั่งยองแบบบ้านๆ ไปจนถึงร้านแฟรนไชส์รุ่นใหม่อย่าง วินด์มิลส์ คอฟฟี่ (Windmills Coffee) ร้านขวัญใจวัยรุ่นดาลัต เพราะไม่เน้นขายกาแฟร้อนแบบดั้งเดิม แต่ใช้เครื่องทำกาแฟทันสมัยและมีเมนูกาแฟแบบที่คนไทยคุ้นเคย ส่วนร้านกาแฟเก่าแก่ขวัญใจคนท้องถิ่นต้องยกให้ คาเฟ่ ตุ่ง (Café Tung) ร้านสุดคลาสสิกด้วยโซฟาหนังมันวับ เปิดเพลงเวียดนามเสียงดังจนแก้วสั่น และควันบุหรี่โขมงม้วนเกลียวเสมือนคาเฟ่ในหนังคาวบอย

หากถามนักท่องเที่ยวด้วยกันถึงแหล่งร้านอาหาร คงชักชวนกันไปไนท์มาร์เก็ตหรือตลาดกลางคืนที่จะคึกคักหลังพระอาทิตย์ตก เรียงรายไปด้วยร้านขายน้ำเต้าหู้ ขนมปัง ของทอด เฝอ สลับกันไปหลายสิบร้านแต่ซ้ำเมนู แต่อีกเสียงเมื่อถามคนท้องถิ่น เขากลับ “ไม่แนะนำ” ให้ไปกิน เพราะราคาแพง ไม่อร่อย และไม่ค่อยสะอาด จึงแนะนำให้เข้าตามร้านอาหารบ้านๆ เลือกร้านที่มีคนดาลัตกินมากๆ แล้วเปิดใจเข้าไปนั่งยองกินร่วมโต๊ะกับคนท้องถิ่น วิธีสั่งก็แค่ชี้ตามสิ่งที่คนข้างๆ กิน ก็จะได้กินของอร่อยและราคาเดียวกับคนดาลัต

อย่างร้านที่คนท้องถิ่นแนะนำคือ ร้านขายบั๊นกัน (Banh Can) หน้าตาเหมือนขนมครกบ้านเราแต่เป็นอาหารคาว ทำจากแป้งผสมไข่นกกระทา เสิร์ฟ 5 คู่ 10 ฝา มาพร้อมน้ำจิ้มหนึ่งถ้วยใหญ่ มีมะม่วงเปรี้ยว หมูสับปั้นก้อน และหอมแดงเจียวลอยละล่องเสริมรสและความหอม ปักหมุดร้านดังชื่อ Nha Chung ตั้งอยู่ซอยข้างๆ วิหารดาลัต และในร้านเดียวกันยังมีน้ำเต้าหู้ร้อนขาย ต้องดื่มควบคู่กันไปเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

บ่อน้ำสะท้อนภาพโดมอาร์ติโชคยามค่ำคืน

ผ่านเรื่องกินไป ยังไม่ไปถึงเรื่องเดินสำรวจเมือง คำว่าเมืองสามารถแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งตลาดดาลัตและฝั่งบิ๊กซี โดยฝั่งตลาดมีบรรยากาศดั้งเดิมและคึกคักในช่วงเช้าตรู่และกลางคืน แบ่งเป็นช่วงเช้า คือช่วงเวลาของชาวดาลัตที่จะออกมาซื้อของสดที่ตลาด ส่วนช่วงค่ำ คือช่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่จะออกมาจับจ่ายซื้อของฝากตามร้านแผงลอย

ของฝากขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้น ชาอาร์ติโชค (Artichoke) ขายเป็นซองสำเร็จรูปทำจากส่วนลำต้น ใบ และกลีบดอก ตากแห้งอบและสับละเอียด ซึ่งเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในที่ที่อากาศเย็นตลอดปี และนับเป็นอีกหนึ่งอิทธิพลจากฝรั่งเศส เพราะมันเป็นพืชต่างถิ่นที่นิยมปลูกในเมืองน้ำหอม

ส่วนอีกฝั่งขอเรียกว่าฝั่งบิ๊กซี อยู่ตรงข้ามอีกฟากของทะเลสาบเป็นที่ตั้งของซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่แห่งเดียวในดาลัต สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ยังต้องสร้างไว้ใต้ดิน ไม่ผิดไปจากโรงแรมมหึมาที่ไม่มีอาคารสูงหลายสิบชั้นให้เห็นเกะกะตาแม้แต่ที่เดียว

ตลาดดาลัต

นอกจากนี้ หลังคาของบิ๊กซีได้กลายเป็นลานอเนกประสงค์ของวัยรุ่นและครอบครัว โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ลานกว้างจะเต็มไปด้วยเด็กวิ่งไล่จับ วัยรุ่นไถลสเก็ตบอร์ดเล่นกัน และแม่ค้าหาบเร่ก็มาตั้งขายน้ำเต้าหู้สลับร้านปิ้งย่าง เป็นบรรยากาศคึกคักจนอดคิดถึงสยามสแควร์สมัยยังมีลานน้ำพุอยู่ไม่ได้ รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของ 2 แลนด์มาร์คใหม่ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมือง

หนึ่งคือ ร้านกาแฟชื่อโดฮา สถาปัตยกรรมทำจากกระจกกึ่งใสสีเขียวเข้ม รูปทรงได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกอาร์ติโชค ด้านในเป็นร้านกาแฟทันสมัยสองชั้น ราคาสูง ไว-ไฟฟรี เห็นมีวัยรุ่นมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กทำงาน บรรยากาศเหมือนร้านกาแฟเงือกเขียวที่คนไทยนิยม และสอง โดมกระจกเหนือห้างบิ๊กซี เป็นโดมใหญ่สีเหลืองได้รับแรงบันดาลใจมาจากดอกทานตะวันป่า ภายในเป็นบันไดทางลงไปสู่ห้าง ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น โดยดอกไม้ทั้งสองชนิดเป็นสัญลักษณ์ของดาลัต ซึ่งตอนนี้มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโมเดิร์นไปแล้ว ทำให้ฝั่งนี้ดูเป็นเมืองที่กำลังเติบโตไปสู่สมัยใหม่ ต่างจากอีกฝั่งที่เก็บความดั้งเดิมไว้ จึงทำให้เมืองดาลัตน่าค้นหากว่าเดิม

แม่ค้าขายผลไม้ยามเช้าที่ตลาดดาลัต

ดาลัตเป็นเมืองในจังหวัดเลิมด่งทางภาคใต้ของเวียดนาม แต่มีอากาศหนาวเย็นเหมือนภาคเหนือ เพราะอยู่บนที่ราบสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร และถูกโอบล้อมด้วยภูเขา ด้านวัฒนธรรมของผู้คนและระบบเมืองหลายอย่างได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส (เวียดนามเคยถูกฝรั่งเศสปกครอง) ทั้งบาร์เก็ต การหยุดทำงานช่วงกลางวัน การนับถือศาสนาคริสต์ และผังเมืองที่แบ่งเป็นบล็อก ขนาดเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ยังสร้างเป็นหอไอเฟล จึงไม่แปลกที่มีคนขนานนามให้ดาลัตเป็นปารีสแห่งเวียดนาม

การสำรวจตัวเมืองดาลัตสามารถใช้วิธีเดิน แต่หากอยากสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใกล้ตัวเมือง แนะนำให้ซื้อทัวร์แบบวันเดย์ทริป ซึ่งจะขอยกยอดไปเขียนถึงในสัปดาห์ต่อไป และขอทิ้งท้ายไว้เป็นกระษัยว่า ค่าทัวร์ไม่ถึง 300 บาท แต่เก็บได้ถึง 7 แหล่งท่องเที่ยว!

 

ครัวครูน้อม แอนด์ โฮมสเตย์ อร่อย สด แซ่บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538731

ครัวครูน้อม แอนด์ โฮมสเตย์ อร่อย สด แซ่บ

นครนายกไม่ได้เด่นดังเฉพาะเรื่องน้ำตกเพียงอย่างเดียว เรื่องอาหารก็อร่อยมีชื่อเสียงไม่แพ้ที่อื่น โดยเฉพาะที่ครัวครูน้อม แอนด์ โฮมสเตย์ นั้นเป็นหนึ่งในร้านดังประจำจังหวัดที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากอาหารจะอร่อยแล้ววิวยังสวย และเจ้าของร้านเป็นกันเองกับลูกค้าอย่างมาก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

 

เมนูเด่นประจำร้านนี้เริ่มจาก ปลาทับทิมทอดสมุนไพร บางครั้งก็อาจจะเป็นปลาชนิดอื่นๆ ที่ชาวบ้านตกได้จากแม่น้ำและนำมาขายให้กับทางร้าน เป็นปลาธรรมชาติ ที่มีความสดใหม่ เนื้อแน่นน่ารับประทานเป็นที่สุด นำมาทอดให้หนังกรอบ เนื้อสุกส่งกลิ่นหอม แล้วนำกระชายหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทอดให้กรอบ นำมาโรยบนปลาทอด ตกแต่งให้สวยงามพอประมาณ รับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดนั้นยิ่งให้รสชาติอร่อยแซ่บนัวยิ่งขึ้น

ในส่วนของกระชายทอดกรอบนั้น สามารถหยิบมาเคี้ยวเพลินๆ ให้อารมณ์คล้ายกินมันฝรั่งแท่งเล็ก แต่หอมและดีต่อสุขภาพมากกว่า ไม่นานนักต้มยำปลากดก็นำมาวางพร้อมจุดไฟแอลกอฮอล์อุ่นร้อนให้คงรสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยมของลูกค้าที่มารับประทานที่ร้านแห่งนี้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

ปิดท้ายมื้อกลางวันด้วย ทอดมันปลากราย มาแบบชิ้นใหญ่เนื้อแน่น จิ้มมารับประทานแค่ชิ้นเดียวก็เติมเต็มพื้นที่ว่างในกระเพาะได้เป็นอย่างดี

ทุกอย่างดูสดใหม่และใส่ใจในการทำ การเดินทางมาที่ครัวครูน้อมนั้น ให้ตั้งแผนที่มาที่วัดเขานางบวช จ.นครนายก เมื่อถึงวัดให้ขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำจะเห็น 3 แยก เลี้ยวซ้ายประมาณ 300 เมตร ก็จะเห็นป้ายร้านครัวครูน้อม แอนด์ โฮมสเตย์ ด้านในร้านมีที่จอดรถได้ประมาณ 6 คัน มีห้องแอร์สำหรับการจัดเลี้ยงพิเศษ สนใจจองโต๊ะหรือสอบถามเส้นทางได้ที่ ครูน้อม โทร.08-1576-8669

 

สามย่านซีฟู้ด (39) กับชื่อเสียงที่มีมากว่า 35 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538730

สามย่านซีฟู้ด (39) กับชื่อเสียงที่มีมากว่า 35 ปี

ถ้าพูดถึงภัตตาคารอาหารจีนที่เป็นอีกหนึ่งร้านในใจของเหล่านักชิม เราเชื่อว่า สามย่านซีฟู้ด (39) ต้องติดอยู่ในรายชื่อต้นๆ ปัจจุบันร้านนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 แล้ว จึงการันตีในเรื่องรสชาติและคุณภาพของอาหารได้อย่างดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

สามย่านซีฟู้ด (39) โดดเด่นในเรื่องอาหารจีนและซีฟู้ด โดยเฉพาะปูทะเลสดๆ ที่การันตีคุณภาพได้จากการทำธุรกิจจำหน่ายวัตถุดิบประเภทอาหารทะเลทั้งปลีกและส่งเจ้าใหญ่ที่สุดในเยาวราชมาร่วม 80 ปีตั้งแต่รุ่นอากง และเริ่มต้นเปิดร้านอาหารสาขาแรกในปี 2526 ในห้องแถวเล็กๆ ที่ถนนสามย่าน

ปัจจุบันสามย่านซีฟู้ด (39) ได้ย้ายจากทำเลเดิมซึ่งเปิดมากว่า 20 ปี มาเปิดให้บริการใหม่ที่ถนนนราธิวาสฯ เมื่อปี 2539 ซึ่งยังคงคอนเซ็ปต์เดิมในเรื่องความสดใหม่ของเมนู มาตรฐานของรสชาติ และราคาที่คุ้มค่า สาขาใหม่นี้ได้มีการปรับพื้นที่ของร้านในอาคารพาณิชย์ให้ใหญ่กว่าร้านเดิม 10 เท่า จึงรองรับลูกค้าได้มากถึง 1,000 คน

 

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ตัวร้านตกแต่งในสไตล์จีนร่วมสมัยที่ดูหรูหราและอบอุ่น แบ่งสัดส่วนได้ครบถ้วนตามความต้องการของลูกค้า ที่ชั้น 3 มีโซนสำหรับจัดเลี้ยงหรืองานแต่งงาน แล้วยังมีบริการจัดโต๊ะจีนทั้งในและนอกสถานที่อีกด้วย

เอกชัย ตั้งสินพูลชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารรุ่นที่ 3 บอกว่า ทางร้านได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเมนูให้เข้ากับยุคสมัยและพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่ยังคงไว้ซึ่งเมนูยอดนิยมที่ครองใจนักชิมมาโดยตลอด อาทิ ปูผัดผงกะหรี่ ปูอบวุ้นเส้น ปลาเต๋าเต้ยนึ่งบ๊วย หมูหัน เป็ดปักกิ่ง ราดหน้า ฯลฯ

 

 

ในปี 2560 ที่ผ่านมา ทางร้านได้นำเสนอเซตเมนูพิเศษเพื่อคืนกำไรให้กับนักชิมในราคา 5,000-7,000 บาท เพื่อตอบแทนกลุ่มลูกค้าเดิมและสร้างความสนใจให้กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ เซตเมนูนี้ ประกอบด้วย ส้มตำปูไข่ดอง ที่คัดสรรปูไข่เนื้อแน่นมาดองด้วยน้ำปลาชั้นดี ก่อนนำมาปรุงเป็นเมนูส้มตำ หูฉลามน้ำแดง ที่ตุ๋นจนเข้าที่ด้วยเครื่องปรุงสูตรดั้งเดิม ปูผัดผงกะหรี่ อีกเมนูเด่นที่ใช้ปูเนื้อขาว (ปูทะเล) สดใหม่ขนาดใหญ่ที่ขึ้นชื่อมากว่า 30 ปี และเป็ดปักกิ่ง ใช้เป็ดเชอรี่ขนาดพิเศษ นำมาย่างจนหนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมแป้งแผ่น ต้นหอม พริกชี้ฟ้า และน้ำจิ้มได้ความอร่อยลงตัว

นอกจากนี้ ยังมี เป๋าฮื้อเจี๋ยนน้ำมันหอย เมนูสุดพิเศษที่คัดหอยเป๋าฮื้อชั้นดี นำมาเจี๋ยนกับน้ำแดงสูตรดั้งเดิม กุ้งเจี๋ยน แปะก๊วย ใช้กุ้งแชบ๊วยตัวใหญ่ สดใหม่ นำมาคลุกเคล้ากับเม็ดแปะก๊วยให้ความละมุนลิ้นด้วยซอสสูตรพิเศษรสชาติกลมกล่อม ปลาบู่เจี๋ยนเม็ดสน เนื้อปลาบู่สดๆ ทอดในน้ำมันอย่างช้าๆ แล้วคลุกเคล้าด้วยเม็ดสนญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มรสชาติให้ลงตัว

 

 

มาที่ ฮกเกี้ยนหมี่ หมี่ไข่แท้ๆ ต้นตำรับ ผัดคลุกเคล้าด้วยกุ้งและเนื้อปูจนได้กลิ่นหอม ถือเป็นเมนูเส้นที่มีเอกลักษณ์อีกหนึ่งเมนู หัวปลาเผือกหม้อไฟ น้ำซุปที่เคี่ยวเป็นเวลาหลายชั่วโมงช่วยขับรสชาติแฝงภายในหัวปลาสดชั้นดีที่นำมาต้มกับเครื่องปรุงจนได้ซุปสุดอร่อย ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง โอวนี้แปะก๊วย ข้าวเหนียวและเผือกเคี่ยวนานนับชั่วโมง ราดด้วยแปะก๊วยจีนเชื่อมรสชาติหวานมันนุ่มลิ้น (ราคาอาหารเริ่มที่ 100-3,000 บาท)

สามย่านซีฟู้ด (39) สาขาถนนนราธิวาสฯ เปิดให้บริการเวลา 11.00-14.30 น. และ 17.30-22.00 น. โทร.02-678-2020 FB : samyanseafood IG : SamyanSeafood แล้วยังมีสาขาที่ จ.ขอนแก่น และประเทศเวียดนามด้วย

 

ประสบการณ์ที่รอคอย ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538729

ประสบการณ์ที่รอคอย ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย

ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ดำเนินงานมาแล้วใน 45 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดก็พร้อมแล้วที่จะให้บริการในประเทศไทย โดยความร่วมมือของดีไอทีเอส เอเชีย (DITS Asia) ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป และโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ไม่ต้องรออีกต่อไป ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะมอบปรากฏการณ์อาหารค่ำสุดหรูลอยฟ้าครั้งแรกในประเทศ

 

 

 

ในวันแถลงข่าวบอกเล่าความพร้อม ทอมมี ลี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย เอเชีย อาร์วิน รันดาห์วา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DITS Asia 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

มนาเทศ อันนวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ฟริโซ พอลเดอร์วาร์ต ผู้แทนจาก ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ประเทศไทย โยฮันเนส เบิร์กสตรอม ผู้แทนจาก ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ประเทศไทย เกตาโน่ พาลุมโบ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เชฟ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท รวมทั้ง โรเบิร์ต วิทท์บรูด ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบริหาร โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ร่วมกันยืนยันว่า ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาด

 

เพราะนี่คือ ดินเนอร์ลอยฟ้ากับมื้ออาหารสุดหรูแบบ 4 คอร์ส ระดับ 5 ดาว จัดเตรียมโดยเชฟชื่อดังจากเชอราตัน 

แกรนด์ สุขุมวิท พร้อมชมวิวงดงามยามค่ำเหนือท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่ลอยฟ้าอยู่ระหว่าง ดิ เอ็มโพเรียม และไดโนซอร์ แพลนเน็ต ทางทีมงานคอนเฟิร์มเรื่องความปลอดภัยตามระดับโลก พร้อมมีอูเบอร์รับส่ง

 

ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ประเทศไทย สามารถจองที่นั่งออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ http://www.dinnerinthesky.co.th วันจันทร์-ศุกร์ ราคา 4,990 บาท และวันเสาร์-อาทิตย์ ราคา 5,390 บาท รวมอาหาร 4 คอร์ส จากเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท โดยจะมีบริการวันละ 2 รอบ ได้แก่ รอบ Sunset เวลา 18.00 น. และรอบ City Lights เวลา 19.30 น. โดยให้บริการรอบละ 60 นาที ข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่นั่งที่เว็บไซต์ http://www.dinnerinthesky.co.th  (#ditsthailand)

ข่าวว่าตอนนี้ที่นั่งถูกจองไปจำนวนมากแล้ว ฉะนั้นใครไม่อยากพลาดประสบการณ์อันแสนตื่นเต้นและเอร็ดอร่อยอย่าง ดินเนอร์ อิน เดอะ สกาย ก็ต้องรีบกันหน่อย

 

ท่าเรือสำราญ ค็อกนี่ย์ เอ็กซ์ คุมะ มูระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538728

ท่าเรือสำราญ ค็อกนี่ย์ เอ็กซ์ คุมะ มูระ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักทะเลเป็นชีวิตจิตใจ และกำลังมองหาร้านนั่งชิลเอาไว้ดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ สักร้าน คุณต้องไม่พลาดที่จะเช็กอินที่ ค็อกนี่ย์ เอ็กซ์ คุมะ มูระ (Cockney X Kuma Mura)

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เปิดต้อนรับด้วยโครงสร้างภายนอกที่ถูกแปลงโฉมให้ดูเหมือนโกดังเก่า โดดเด่นด้วยสังกะสีติดคราบสนิม บริเวณรอบนอกยังเซตให้ดูราวกับว่า คุณกำลังอยู่บนท่าเรือที่ไหนสักแห่ง พลันก้มลงมองยังพื้นไม้เก่าๆ จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่รอบๆ ตัวเรือประมงเก่าๆ ยังไงยังงั้น

ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าร้าน กลิ่นหอมของน้ำมันมะพร้าวจะชักชวนคุณให้เข้าไปสู่ห้วงของบรรยากาศริมทะเล เมื่อคุณมองขึ้นด้านบนจะเห็นกระสอบสีน้ำตาลห้อยแขวนระโยงระยางอยู่กับเชือก พร้อมของตกแต่งมากชิ้นที่มองแล้วเหมือนคุณอยู่ในชั้นล่างสุดของตัวเรือ

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

ผนังประดับด้วยรูปภาพของกะลาสีเรือ ที่แสดงให้เห็นถึงคอนเซ็ปต์ของร้านได้เป็นอย่างดี อีกฟากถูกจัดเรียงด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้สไตล์ยุโรป เน้นโทนสีน้ำตาลเข้ม ผสมผสานความเป็นวัฒนธรรมสองฝั่งได้อย่างลงตัว

ในส่วนของเคาน์เตอร์บาร์ โดดเด่นด้วยการใช้ทองเหลืองเป็นพระเอกในการตกแต่ง ครั้นพอนั่งไปสักพัก แนวเพลงอินดี้สากลที่ทางร้านเปิดคลอยิ่งเพิ่มบรรยากาศเหมือนคุณกำลังล่องเรือ กระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองทะลุออกไปสัมผัสกับบรรยากาศภายนอกได้อย่างถนัดตา

 

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ เจ้าของร้านวัยหนุ่มนักแสวงหาอย่าง เอ-วีรภัทร์ สุขนิ่ม และบอม-นพดล ธรรมส่องหล้า เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า เกิดจากความชอบในกลิ่นอายของทะเล จนแตกแนวคิดออกมาว่า นึกถึงทะเลก็ต้องมีท่าเรือ ส่วนของวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั้นยกมาจากร้านเดิมของหุ้นส่วน ที่ถนัดอาหารสไตล์ญี่ปุ่น จึงเป็นที่มาของการอยากจะทำอะไรให้ดูแปลกทำให้ร้านมีความเป็นลูกครึ่ง คือผสมผสานความเป็นอังกฤษและญี่ปุ่นเข้าด้วยกันนั่นเอง

 

 

บทเพลงกล่อมเราสักพัก ก็ได้เวลาหาของอร่อยรองท้อง เริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ อย่าง Fish & Chips ซิกเนเจอร์ของร้าน ที่มีปลาดอลลี่ชิ้นยักษ์ชุบแป้ง ที่คิดสูตรแบบเดียวกับอังกฤษทอดมาแบบพอดี เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งทอดเหลืองกรอบได้เทกซ์เจอร์แปลกใหม่โดยการไม่ปอกเปลือก เพิ่มรสชาติด้วยซอสซีฟู้ดและซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน ได้ความอร่อยอีกแบบ

 

 

ต่อกันด้วยเมนูญี่ปุ่นอย่าง Salmon Spicy Roll เมนูสำหรับคนรักแซลมอนรสเข้ม ที่มาทั้งในรูปแบบของซูชิโรลที่ผ่านการกริลล์มานิดๆ กับข้าวญี่ปุ่นพร้อมซอสสไปซี่ซอสสูตรพิเศษของทางร้าน

 

ตามด้วย สปาเกตตีพริกแห้ง ใช้น้ำมันพริกแห้งให้กลิ่นหอม มาพร้อมกับเบคอน และพริกแห้ง รสชาติจัดจ้านได้ใจ

 

ตบท้ายด้วย Napolitan สปาเกตตีซอสญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของทงคัตสึกับมะเขือเทศ เสิร์ฟเป็นกระทะร้อนที่มีไข่รองด้านล่าง อร่อยแบบลูกครึ่ง

 

พออาหารอยู่ท้องอย่าลืมมองหาเครื่องดื่ม ซึ่งหนุ่มบอมทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ แถมมีรางวัลการันตีมารังสรรค์พาร์ตของเครื่องดื่มให้กับร้านนี้ จุดเด่นของเขาคือ จะเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของแอลกอฮอล์ให้มาอยู่ในแก้วค็อกเทล

เริ่มย้อมอารมณ์ด้วยแก้วที่คิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่มีส่วนผสมของวอดก้า กล้วยตากซูส์วีด น้ำมะนาว จิงเจอร์ไซรัปและไข่ขาว เพิ่มรสด้วยเกรปฟรุตอบแห้ง

Plam Age Negroni จิน คัมพารี เรดเวอร์มุธ ความพิเศษอยู่ที่การเพิ่มกาแฟลงไปในคัมพารี และเรดเวอร์มุท ก็ทำเองโดยการนำไวน์มาต้ม แล้วนำไปดองกับบ๊วย

 

 

ตบท้ายด้วย Cockney Martini เมนูเลดี้ค็อกเทลที่มีส่วนผสมของ จิน ลิมอนเชลโล่ น้ำมะพร้าว และเมเปิ้ลไซรัป 

บทเพลงสากลที่ดีเจมามิกซ์เสียงเองยิ่งกล่อมอารมณ์ให้ยวนเย้า เสมือนเริงรื่นอยู่ท่าเรือริมทะเลสักแห่ง ความสุขกระจายฟุ้ง ประมวลกันจนเป็นความสุขอยากที่จะลืม

ค็อกนี่ย์ เอ็กซ์ คุมะ มูระ ซอยลาดพร้าว 71 (ถนนสังคมสงเคราะห์ 20) เปิดบริการ วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00-01.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 08-6622-7928 และ 09-0778-7755

 

Ishikawa น่าไปมาก (6)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 12:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539016

Ishikawa น่าไปมาก (6)

แทบทุกเมืองในญี่ปุ่นมักมีของดีแอบซ่อนไว้เสมอ ไม่มีใครกล่าวแต่ผมกล่าวเอง ตลอด 30 ปีที่เดินทางไปมาในญี่ปุ่น ยิ่งพบว่าตัวเองนั้นรู้จำกัดเสียเหลือเกิน ยังมีเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่เราไม่รู้อีกมาก และคงไม่มีวันรู้ได้หมดเป็นแน่ อย่างที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Wajima นี้ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินตัวแอบซ่อนอยู่ เช่น ตลาดเช้าที่มีอายุเป็นพันปี ก่อนสมัยสุโขทัยของบ้านเราเสียอีก และยังเป็น 1 ใน 3 ตลาดเช้าที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย หรืออาคาร Drama Memorial นี่ก็เป็นอีกที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นให้มาเยี่ยมเยือนได้เป็นอย่างดี ที่ผมชอบคือการจัดข้อมูลต่างๆ วางไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่าย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ทว่า กลมกลืนไปกับฉากจำลองต่างๆ เป็นอย่างดี ทำให้เรารู้ว่ามีละครและภาพยนตร์เรื่องไหนที่เคยมาถ่ายทำในเมืองนี้บ้าง และฉากสำคัญหรือโลเกชั่นในหนังมันอยู่ย่านไหนกันบ้าง ตรงนี้ดีมากสำหรับคนที่ชอบตามรอย และตามธรรมเนียมของสถานที่เที่ยวก็ต้องมีโซนขายของที่ระลึก ที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษคือ ข้าว ที่นี่มีข้าวขายในรูปแบบที่แตกต่างออกไปคือ บรรจุในกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมมีลวดลายภาพวาดสวยงาม แต่ละกล่องเป็นข้าวของชาวนาแต่ละครอบครัวรวมทั้งสิ้น 9 ตระกูล ซึ่งแต่ละสกุลก็จะเลือกสถานที่สำคัญของแหลมโนโตะมา 1 แห่ง แล้วให้ศิลปินวาดรูปเหล่านั้นลงบนกล่อง แต่ละกล่องแยกเป็นเอกเทศก็ได้ หรือจะนำมาร้อยเรียงต่อกันเป็นเรื่องราวก็ได้ มีป้ายบอกข้อมูลและประโยคเด็ดๆ ไว้ให้อ่านด้วย

ลองมาดูกันว่าเขาพูดอะไรกันบ้างครับ “ข้าวที่ให้ความรู้สึกนุ่มฟูเมื่ออยู่ในปาก ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำที่มาจากภูเขาโควะชูโด ซึ่งเป็นหนึ่งในร้อยแหล่งน้ำที่ดีที่สุด” “ได้เพลิดเพลินกับความหอมหวานตั้งแต่กลิ่นไปจนถึงขณะที่ข้าวไหลผ่านลำคอ เพราะเป็นข้าวที่ปลูกในทุ่งนางดงามริมทะเลญี่ปุ่น จึงสัมผัสกับสายลมและแสงแดด รวมทั้งแร่ธาตุจากทะเลอย่างเต็มเปี่ยม” “ไม่ว่าจะเคี้ยวหรือกลืน ก็สัมผัสและรับรู้รสชาติที่ก้องกังวานอยู่ในปากได้ โนโตะฮิคาริเป็นข้าวมีกลิ่นหอมไม่ซ้ำใคร ที่ได้มาจากขั้นตอนการสีข้าว อีกทั้งเมล็ดข้าวที่ใหญ่จึงทำให้สัมผัสกับความฟูของข้าวได้เต็มที่ในขณะเคี้ยวและกลืน” “เป็นเมล็ดข้าวที่ดีมีความสนุกลิ้นและปากทุกครั้งที่เคี้ยว เพราะต้นข้าวที่แข็งแรงผ่านการหล่อเลี้ยงจากหิมะที่ละลายกลายเป็นตาน้ำของวะจิมะ” เป็นไงครับ นี่คือการสื่อสารของชาวนาญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งแตกต่างจากของบ้านเรามาก เราก็ปลูกข้าวได้เยอะ และเป็นสินค้าเกษตรตัวหลักของชาติ แต่ทำไมเราจึงหาวิธีเพิ่มมูลค่าด้วยการเล่าเรื่องแบบของเขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีของดีอยู่ข้างกาย กลับไปเน้นการขายโดยปริมาณมากกว่าคุณภาพ ชาวนาไทยจึงไม่ได้ลืมตาอ้าปากเสียที เห็นอย่างที่ชาวนาโนโตะทำแล้ว อยากกลับไปช่วยชาวนาไทยบ้างจังเลยครับ

ในเมืองวะจิมะยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Wajima Kiriko Art Museum หรือพิพิธภัณฑ์โคมไฟ แปลกใจใช่มั้ยครับว่าโคมไฟมันน่าดูตรงไหน ลองนึกถึงงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาของบ้านเราดูครับ Candle Parade หรือ Candle Festival ฝรั่งอ่านแล้วคิดตามก็ต้องแปลกใจว่า งานแห่เทียนมันจะมีอะไรน่าดูและยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เพราะเวลาคนเรานึกถึงเทียนก็คือเทียนเล่มเล็กๆ ที่ใช้จุดบูชาหรือให้ความสว่าง ฝรั่งคงไม่ได้คิดไปถึงเทียนพรรษาที่ใหญ่โตแบบของบ้านเรา ก็เลยเป็นเรื่องแปลกและน่ามาชม เช่นเดียวกันกับ Kiriko หรือโคมไฟ ที่ตอนแรกก็นึกว่าโคมเป็นดวงๆ ที่ใช้ถือส่องทางยามค่ำคืน หรือแขวนหน้าบ้านคนญี่ปุ่นในสมัยก่อน แต่พอไปถึงจึงทราบว่าเป็นรถแห่ขนาดใหญ่ และที่ตั้งอยู่บนรถไม่ควรเรียกว่าโคม แต่มันเหมือนกับป้ายไฟขนาดใหญ่มากกว่า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หลายท่านอาจเคยเห็นศาลเจ้าจำลอง (Mikoshi) ของจริงบ้างหรือในสื่อต่างๆ มาบ้าง ซึ่งการแห่ศาลเจ้าจำลองนั้นถือเป็นเทศกาลสำคัญของแต่ละศาลเจ้ากันเลยทีเดียว ที่ดังและมีชื่อเสียงมากก็เช่น Sanja Matsuri ที่แห่กันในย่านอะซะคึสะ หรือ Kanda Matsuri ของย่านคันดะ ที่แหลมโนโตะก็มีเทศกาลแห่ศาลเจ้าเหมือนกันกับที่อื่นๆ แต่ที่เพิ่มเติมคือโคมไฟนำทางหน้าขบวนมาอีกหนึ่งไอเทม ทำไปทำมาโคมไฟสวยงามยิ่งขึ้นจนโดดเด่นไม่แพ้กับศาลเจ้าจำลอง เลยเหมารวมเรียกว่าเทศกาลแห่โคมไฟ และกลายเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของแหลมโนโตะไปในที่สุด

ภายในอาคารมีโคมไฟบนรถลากมากมายหลายสิบคัน แต่ละคันสูงใหญ่ไล่ลำดับเรียงกันไป ตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่บอก โคมไฟรถลากนี้มีมากถึง 800 คันกระจายอยู่ทั่วแหลมโนโตะ แต่ละเมืองแต่ละหมู่บ้านจะมีการแห่ขบวนศาลเจ้าและโคมไฟไม่ตรงกัน ตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนเรื่อยไปถึงฤดูใบไม้ร่วง ลักษณะเด่นของโคมไฟรถลากคือโครงสร้างประกอบกันด้วยการเข้าลิ่มและสลัก ของแท้และดั้งเดิมไม่มีการใช้ตะปูเลย ถึงแม้ที่เราเห็นจะเป็นรถ แต่ในเทศกาลจริงจะมีคนแบกโคมอีกที โดยมีเชือกขนาดใหญ่ 2 เส้นผูกไว้ด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อประคับประคองไม่ให้โคมไฟเสียสมดุลในระหว่างการแห่

โคมไฟที่สูงใหญ่ที่สุดคือโคมไฟจากสมัยเอโดะ มีความสูงถึง 15 เมตร หรือประมาณตึก 4 ชั้น และหนัก 2 ตันครึ่ง ต้องใช้คนแบกและลากจูงมากถึง 150 คน ตัวโคมทำจากต้นไม้ในจังหวัดอิชิกาวะที่มีอายุกว่า 400 ปี ส่วนคานหามทำจากไม้สนที่มีอายุ 200 ปี เป็นโคมไฟที่เชิดหน้าชูตาที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยส่วนตัวผมนับถือความสมัครสมานกลมเกลียวของชาวบ้านมาก วันก่อนไปดูพิพิธภัณฑ์เสาไม้ Onbashira ที่เมืองซูวะ ก็เห็นความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการลากไม้แบกไม้

ผมเลยอดนับถือไม่ได้ว่า คนที่คิดเรื่องการทำพิธีแห่เหล่านี้ต้องเป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาสูง สามารถจัดกิจกรรมที่รวมกำลังของคนในชุมชนให้มาอุทิศแรงกายแรงใจได้โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ตำแหน่งใหญ่แค่ไหนก็มาแบกไม้ลากรถกันถ้วนหน้า โดยไม่เกี่ยงงอนว่าเธอเป็นลูกจ้างฉันเป็นนายจ้างอันใดทั้งสิ้น ยิ่งงานเทศกาล Kiriko นี่ยิ่งนับถือ ทำได้ยังไงที่ให้คนทั่วทั้งภูมิภาคคิดทำอะไรเหมือนกัน แต่กระจายลำดับเวลากันคนละช่วง

ถ้าใครอยากมาดูเทศกาลนี้ จึงมาได้ตลอดหลายเดือน ผิดกับเทศกาลของเมืองอื่นๆ ที่จัดกันวันสองวัน หรืออย่างมากก็สัปดาห์เดียว แต่ของโนโตะนี่จัดตลอดหน้าร้อน จึงกระจายรายได้ไปทั่วทั้งภูมิภาค สุดยอดจริงๆ ครับ ต้องจำเอามาบอกพี่ๆ ในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยบ้างแล้วสิ

 

หัวใจแห่งทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 12:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/539015

หัวใจแห่งทะเล

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย piangor@hotmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ร้านอาหารอร่อยในเชจูมีอยู่มากมาย แต่ในเมื่อเราเป็นนักชิมต่างถิ่น ก็ควรจะลองสัมผัสกับร้านที่คนท้องถิ่นนิยมไปรับประทาน แม้ว่าความอร่อยของเขากับของเรานั้นอาจจะแตกต่างกัน ร้านหนึ่งที่ได้คนท้องถิ่นแนะนำมา และทำให้พวกเราขวนขวายไปหาหลังจากที่เที่ยวชมตลาดแล้ว เป็นร้านเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตลาด “ซอ-ควีโพ” ซึ่งมีชื่อที่เก๋ไก๋ทีเดียวว่า “พาดา-อึย-มาอึม” &*8148;&*5796;&o1032;&*7560;&o1020; หรือ “หัวใจแห่งทะเล”

อยู่มาจนถึงวันนี้แล้ว รสชาติของอาหารอร่อยกลายเป็นกิเลสที่ตัดได้ยากยิ่ง เมื่อได้ยินชื่อที่มีความหมายเพราะพริ้ง เช่น “หัวใจแห่งทะเล” จึงทำให้เกิดความใคร่รู้ เมื่อเราไปถึงก็พบว่าสถานที่ไม่ได้หรูหรา ไม่ได้มีทิวทัศน์สวยงาม แถมยังอยู่ในตึกแถว ทว่ามีคนท้องถิ่นนั่งอยู่หลายโต๊ะจึงค่อยเชื่อมั่นขึ้นมา อีกครั้งหนึ่งที่ต้องเลือกระหว่างปลาย่างกับอาหารชุดปลาดิบ เพื่อนๆ นักข่าวชาวมุสลิม เช่น มาเลเซีย อียิปต์ อินโดนีเซีย ที่มีความเจาะจงต้องทานอาหารที่ปรุงแบบฮาลาล จึงสั่งปลาย่าง ถึงแม้ว่าร้านยังไม่มีตรารับรองฮาลาล แต่ก็คิดว่าน่าจะใกล้เคียงที่สุด ส่วนคนที่ไม่ได้มีข้อบังคับทางศาสนาจึงเลือกชุดปลาดิบ

เรื่องร้านอาหารฮาลาลกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมนี้ เมืองท่องเที่ยวทั้งหลายควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว เคยเจอชาวมุสลิมที่มีความเคร่งครัดมาก เมื่อเดินทางพวกเขารับประทานได้แต่ผลไม้แทนอาหาร น่าสงสารมาก ปัจจุบันนี้ ร้านอาหารที่มีตรารับรองฮาลาลในเกาะเชจูมีไม่กี่ร้าน ทางผู้บริหารเมืองจึงวางแผนส่งเสริมพัฒนาร้านอาหารฮาลาล เพราะกำลังมุ่งเป้านักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเริ่มมีกำลังซื้อสูงและเป็นตลาดใหญ่มาก แต่สิ่งที่ขาดคือสถาบันฝึกอบรมและผู้ให้การรับรองฮาลาล ซึ่งอาจต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามา หากใครอยู่ในวงการนี้และมีความสามารถในการส่งเสริมพัฒนามาตรฐานฮาลาล ก็ส่งโครงการเสนอไปให้ฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวของศาลาว่าการเมืองเชจูได้ค่ะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

วันนี้เราจะไม่พูดถึงชุดปลาย่างนะคะ เพราะได้เล่าความดีงามของปลาย่างแห่งเกาะเชจูไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ชุดปลาดิบของเกาหลีกับญี่ปุ่นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ซอสจิ้ม ปลาดิบรับประทานแบบเกาหลีแท้ๆ จะจิ้มซอสพริกแดง แต่ก็มีวาซาบิและโชยุให้บริการด้วย อาหารมีความสดอยู่ในระดับต้นๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ เราสั่งชุด 4 คน จึงได้ชุดใหญ่โดยมีจานเริ่มต้นเป็นของสุก ได้แก่ ล็อบสเตอร์อบเนย ซุปข้าวโพด ตามมาด้วย “พันชัน” จานเล็กจานน้อยต่างๆ เช่น ปูดองซีอิ๊วที่กำลังฮิตฮอตในเมืองไทย เห็นว่ามีคนทำปูดองสไตล์เกาหลีแบบนี้ขายออนไลน์ในกรุงเทพฯ เป็นล่ำเป็นสัน ขายดีจนนับเงินไม่ทันเลยทีเดียว หากต้องการสูตรส่งอีเมลมาขอได้ค่ะ

อาหารเริ่มทยอยมาเรื่อยๆ มีทั้งหอยเป๋าฮื้อย่างบนเตาเล็กๆ ซึ่งผู้ร่วมวงสำรับได้แก่เกาหลี 2 ไทย 1 ได้ยกให้เพื่อนชาวอินเดียรับประทานคนเดียว เนื่องจากที่อินเดียหารับประทานยากมาก เพื่อนคนนี้เป็นนักข่าวสายการเมืองและเป็นชาวฮินดู อาหารการกินที่บ้านตามความเชื่อในศาสนาของเขาจึงเป็นมังสวิรัติ อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงเกาหลีก็รับประทานทุกอย่างอย่างเอร็ดอร่อย เขาบอกว่าที่จริงเขาอยากมีอิสระในการตัดสินใจนับถือศาสนาหรือปฏิบัติตัวอย่างไร อยากทดลองสิ่งใหม่ๆ ทว่าเขาเลือกไม่ได้ เพราะเป็นจารีตในสังคมทั่วอินเดีย และการปฏิบัติของครอบครัวที่ต้องเดินตามทางที่พ่อแม่กำหนด หากเลือกได้และมีโอกาสจะขอทำงานอยู่ในเกาหลีซะเลย! นับว่าเราโชคดีมากที่จารีตของสังคมเมืองไทยปัจจุบันให้อิสระแก่พวกเราในการตัดสินใจเองว่าเราจะเป็นใคร นับถือศาสนาอะไร

และแล้วอาหารจานหลักก็มา เป็นปลากะพงดิบเนื้อขาวจานใหญ่มาก และจานทะเลรวมที่มีปลาดิบชนิดอื่นๆ และหอยหลากหลาย เช่น หอยนางรม หอยสังข์ หอยโซร่า กุ้ง และ “มองเก้” บางอย่างต้องจิ้มโชยุวาซาบิ แต่บางอย่างต้องจิ้มซอสพริกแดง ปลาดิบต่างๆ ทุกคนรับประทานอย่างอร่อยมาก แต่ “มองเก้” ในชุดนี้นายอินเดียขอผ่าน “มองเก้” เป็นอาหารจานแปลกที่อยากชวนให้ชิม แต่เกรงว่าแทนที่จะได้ดอกไม้จากผู้อ่านอาจได้ก้อนหินปาใส่แทน เพราะมันมีรสชาติที่แปลกประหลาดขมขื่น อีกทั้งกลิ่นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนอะไรที่เราเคยรับประทานมาก่อน หลายสิบปีก่อนมองเก้มีขายดาษดื่นในตลาด แม้ในกรุงโซลก็หาทานได้ไม่ยาก ทว่าปัจจุบันนี้ต้องมาถึงแหล่งจึงจะพอหาได้

“มองเก้” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sea Pineapple (สับปะรดทะเล) ที่จริงเป็นสัตว์ทะเลที่รับประทานได้ อยู่ในตระกูลเดียวกับ “เพรียงหัวหอม” (Sea Squirts) รูปร่างกลมคล้ายสับปะรด เมื่อถูกสัมผัสจะปล่อยน้ำออกจากตัว มีกลิ่นฉุน มีขนาดตั้งแต่เล็กไม่กี่เซนติเมตรจนถึงใหญ่ราวผลส้ม อาศัยเกาะกับวัตถุใต้น้ำ อยู่แบบเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มก็ได้ พบตามเขตน้ำตื้น แนวปะการัง โขดหิน ทราย ซึ่งเป็นสภาพภูมิประเทศใต้น้ำของเกาะเชจู การสืบพันธุ์มีทั้งแบบอาศัยเพศที่ปฏิสนธิภายนอก และแบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ ชาวเกาหลีนิยมเอามาใส่ซุปเผ็ดร้อน หรือทานเนื้อในแบบสดๆ ครั้งแรกที่ลองชิมแทบจะทนไม่ไหว แต่เมื่อชินแล้วก็เริ่มอร่อย คงเหมือนฝรั่งที่ได้รับประทานทุเรียนเป็นครั้งแรกละค่ะ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ชาวตรังรวมกลุ่ม ทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ขายรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538727

ชาวตรังรวมกลุ่ม ทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ขายรุ่ง

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา ราคายางพารา ปาล์มน้ำมันตกต่ำ ให้ชาวบ้านทุ่งส้มป่อย อ.นาโยง จ.ตรัง รวมกลุ่มกันคิดค้นเมนูเด็ดคือ ไก่ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วนำออกมาวางจำหน่ายที่บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ละมอ ริมถนนเพชรเกษม อ.นาโยง จ.ตรัง ปรากฏว่า ได้เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เข้ามาอีกทางหนึ่งเพื่อเลี้ยงครอบครัว และถูกยกเครดิตให้เป็นอาหารดีประจำ อ.นาโยง

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

นุชรีย์ หมวดเมือง ประธานชมรมแม่บ้านทุ่งส้มป่อย ต.ละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง บอกว่า กลุ่มแม่บ้านทุ่งส้มป่อยได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยแรกเริ่มได้รวมกลุ่มกันเพื่อเลี้ยงไก่บ้านจำหน่าย แต่ประสบปัญหาด้านการตลาด เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมซื้อไก่เนื้อ เนื่องจากมีราคาถูกกว่า และได้เนื้อไก่เยอะกว่า จึงหารือกันในหมู่บ้านเพื่อหาทางแก้ปัญหา และเพิ่มช่องทางการตลาดในการจำหน่ายไก่พื้นบ้าน

จนกระทั่งได้เกิดแนวคิดที่จะนำไก่ที่มีอยู่มาแปรรูป และในหมู่บ้านก็มีคนที่มีความรู้เรื่องการทำอาหารอยู่บ้าง ประกอบกับในพื้นที่มีสมุนไพรชนิดต่างๆ เช่น ขมิ้น ใบมะกรูด มะนาว ตะไคร้ ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านปลูกอยู่แทบทุกบ้านอยู่แล้ว จึงได้คิดค้นสูตรและทดลองทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร และมีต้นตำรับเดิมมาจาก จ.นครสวรรค์ เนื่องจากมีเขยในหมู่บ้านเป็นคนที่นั่น

สำหรับขั้นตอนการทำ เริ่มจากการนำไก่บ้านมาสับเป็นชิ้นๆ แล้วผสมคลุกเคล้ากับเครื่องสมุนไพร และหมักทิ้งเอาไว้ประมาณ 1 ชม. จากนั้นนำไปใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมเอาไว้ โดยใช้กาบมะพร้าวกับใบตองเป็นจุกปิดด้านบน เมื่อนำไปอังไฟให้สุกใช้ราวครึ่ง ชม. กระบอกไม้ไผ่จะเริ่มเปลี่ยนสี และไก่จะเริ่มสุก อีกสักพักก็เอาไปจำหน่ายได้ ซึ่งการใช้กระบอกไม้ไผ่นั้นจะทำให้มีรสชาติที่ดีขึ้น เนื้อไก่หอมและนุ่มขึ้น เนื่องจากน้ำจากไม้ไผ่จะผสมกับเครื่องสมุนไพรที่อยู่ภายในกระบอก ถือเป็นภูมิปัญญาที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

ไก่ในกระบอกไม้ไผ่ จำหน่ายราคากระบอกละ 100 บาท ทำให้ในแต่ละวันจะมีรายได้ประมาณ 1,500-2,000 บาท จนสร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับสมาชิกภายในกลุ่มที่มีอยู่ทั้งหมด 8 คน และจะมีการปันผล 2 สัปดาห์/ครั้ง ทำให้แต่ละคนมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปเลี้ยงครอบครัว ในยุคที่ยางพารามีราคาตกต่ำเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ท่องเมืองมะขามหวาน 2 พิพิธภัณฑ์ 2 สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ก.พ. 2561 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538991

ท่องเมืองมะขามหวาน 2 พิพิธภัณฑ์ 2 สิ่งศักดิ์สิทธิ์

โดย / ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

สองน่องกับหนึ่งรถรางจะพาคุณไปเปิดเมืองมะขามหวานในมุมที่ไม่น่าเชื่อว่า ตัวเมืองเพชรบูรณ์จะมีจุดเริ่มต้นของเส้นทางเริ่มต้นที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยว เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ในหอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (ศาลากลางเก่า) ซึ่งนอกจากข้อมูลการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ทางเทศบาลฯ ยังมีรถรางให้บริการนำเที่ยวเป็นหมู่คณะฟรี!

รถรางจะแล่นไปในเส้นทาง “14 จุดสุดประทับใจเที่ยวในเมืองเพชรบูรณ์” ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักเมืองเพชรฯ ทั้งในด้านประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม อาหาร และธรรมชาติ ดังจะยกตัวอย่างไฮไลต์ 2 พิพิธภัณฑ์ 2 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ห้ามพลาด

2 พิพิธภัณฑ์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หากกรุงเทพฯ มีมิวเซียมสยาม เพชรบูรณ์ก็มี “หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย” พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเพชรบูรณ์ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะ 1 ห้องโถงต้อนรับ ห้องกาแฟ และห้องครัวเพชรบูรณ์ จัดแสดงเกี่ยวกับของกินในเพชรบูรณ์ ระยะ 2 จัดแสดงเรื่องราวของเพชรบูรณ์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคศรีเทพ และระยะ 3 จัดแสดงในช่วงสมัยต่อมา คือ สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงยุคร่วมสมัย รวมถึงมีห้องสมุดทางวัฒนธรรมและห้องจัดนิทรรศการหมุนเวียน

สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงกระดูกศรีเทพโบราณจำลอง กำหนดอายุอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ถูกค้นพบในแหล่งฝังศพภายในเมืองโบราณศรีเทพ บริเวณตอนกลางค่อนมาทางทิศตะวันตกของเมือง

ภายในหลุมขุดค้นพบภาชนะดินเผา ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว กำไลสำริด แหวนสำริด และเครื่องมือเหล็กฝังร่วมกับศพ จึงสันนิษฐานว่า มนุษย์ยุคนั้นคงตั้งถิ่นฐานไม่ไกลจากแม่น้ำป่าสัก ทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และผลิตภาชนะดินเผาและเครื่องประดับจากโลหะใช้เอง

โครงกระดูกจำลองที่จัดแสดงอยู่ในหอโบราณคดีฯ เป็นเพศหญิง นอนหงายศีรษะไปทางทิศเหนือ แขนข้างซ้ายมีกำไลสำริดสวมอยู่ ในมือซ้ายถือเครื่องมือเหล็กปลายแหลม ที่คอมีเครื่องประดับทำจากแร่สีส้ม และความยาวจากศีรษะถึงปลายเท้ายาวประมาณ 180 ซม. ซึ่งนับเป็นโครงกระดูกที่สมบูรณ์ ซึ่งสามารถชมแหล่งขุดค้นจริงได้ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

ภายในหอโบราณคดีฯ นักท่องเที่ยวยังจะได้ศึกษาเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีเมืองโบราณศรีเทพ ที่กำหนดอายุได้ตั้งแต่เริ่มมีการเข้ามาอยู่อาศัยในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว มีการแพร่เข้ามาของวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมลพบุรี (เขมรโบราณ) จึงมีโบราณสถานที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นอาคารทางศาสนาหลายแห่งทั้งพุทธและฮินดู ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง เขาคลังใน ปรางค์ฤาษี และเขาคลังนอก ซึ่งได้รับการบูรณะและเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ภายในอาณาเขตของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวของประเพณีอุ้มพระดำน้ำ โดยจะจัดขึ้นทุกวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 วันนั้นจะมีการแข่งขันเรือยาวพายทวนน้ำที่ลำแม่น้ำป่าสัก ส่วนการอุ้มพระดำน้ำเป็นหนึ่งในหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้นๆ นับเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกของคนเพชรบูรณ์โดยแท้

อีกแห่งคือ “หอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์” ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะเพชบุระ จัดแสดงเกี่ยวกับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตคนเพชรบูรณ์ แบ่งเป็นเรื่องการทำมาหากินอาชีพดั้งเดิมของคนเพชรบูรณ์ 6 เรื่อง คือ ข้าว ข้าวโพด มะขามหวาน ใบยาสูบ การหาของป่า และวิถีชีวิตริมแม่น้ำป่าสัก โดยจัดเป็นห้องนิทรรศการทันสมัย เนื้อหาเข้าใจง่าย และเห็นของจริง ในพื้นที่กะทัดรัดเพียงหนึ่งชั้นแต่อัดแน่นไปด้วยความรู้และคุณภาพ

ในเส้นทางของรถรางยังจะพาไปเรียนรู้อีก 3 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่ หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ จัดแสดงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อช่วยเสริมสร้างให้ประชาชนเรียนรู้วัฒนธรรมและมีสำนึกรักบ้านเกิด หอประวัติศาสตร์เพชบุระ รวบรวมประวัติบุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ และภาพในอดีต และหอนิทรรศน์กำแพงเมืองเพชรบูรณ์ แสดงรายละเอียดการสร้างกำแพงเมืองโบราณ

2 สิ่งศักดิ์สิทธิ์

คนไทยว่า ไปลามาไหว้ ถ้าไปเยือนเพชรบูรณ์แล้วต้องไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองทั้งสองแห่ง เริ่มต้นที่ “ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพชรบูรณ์” สถานที่ตั้งเสาหลักเมืองแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหิน ซึ่งเสาหลักเมืองนั้นเป็นศิลาจารึกอักษรขอมเขียนเป็นภาษาสันสกฤตเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ 1 ด้าน และศาสนาพุทธ 3 ด้าน สันนิษฐานว่า น่าจะอัญเชิญมาจากเมืองศรีเทพตั้งแต่ครั้งโบราณและมาประดิษฐานที่วัดมหาธาตุก่อน จึงอัญเชิญมาตั้งเป็นเสาหลักเมืองเมื่อปี 2443

จากการลอกลายอักษรและอ่านโดยกรมศิลปากร พบว่า ศิลาจารึกนี้มีอายุนับพันปีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 จึงนับได้ว่าเป็นเสาหลักเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งชาวเพชรบูรณ์ให้ความศรัทธาและเชื่อถือมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้กราบไหว้สามารถจุดธูปเทียนสักการะได้ที่ศาลาเสาหลักเมืองจำลองด้านล่าง ส่วนบนศาลาทรงไทยตรีมุขนั้นสามารถขึ้นไปกราบและชมอักษรขอมบนศิลาจารึกได้ด้วยตัวเอง

จากนั้นชาวเพชรบูรณ์ยังนิยมไปกราบไหว้ที่ “พุทธอุทยานเพชบุระ” ที่ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างจำลองมาจากพระพุทธมหาธรรมราชาพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ที่วัดไตรภูมิ องค์พระฯ หล่อด้วยโลหะทองเหลืองบริสุทธิ์หนักกว่า 45 ตัน ที่สำคัญบนปลายยอดจุลมงกุฎได้หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 126 บาท และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุจาก 9 ประเทศไว้

ส่วนเส้นทางของรถรางยังพาไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก 3 แห่ง ที่วัดมหาธาตุ วัดเก่าแก่ที่สุดคู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีหลักฐานเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ มีการพบจารึกลานทองในท้องหมูสำริด และพระพุทธรูปสมัยต่างๆ เช่น ทวารวดี ลพบุรี สุโขทัย อู่ทอง และพระเครื่องเนื้อชิน วัดไตรภูมิ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักมีอายุกว่า 400 ปี เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชาที่อัญเชิญมาประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ และวัดเพชรวราราม วัดที่สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จฯ มาเยี่ยมและเผยแผ่ธรรมถึง 3 พระองค์ และเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง

เพชรบูรณ์ตั้งอยู่ระหว่างภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดให้อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอยู่ในฐานะเมืองรอง หรือแม้ในจังหวัดเองนักท่องเที่ยวก็ยังนิยมไปเขาค้อจนหลงลืมตัวเมืองไป เส้นทาง 14 จุดสุดประทับใจเที่ยวในเมืองเพชรบูรณ์ และรถรางสุดคลาสสิก จึงอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ เพชรบูรณ์ครั้งต่อไปจะต้องประทับใจ ได้ความรู้ และเข้าถึงตัวตนมากกว่าเดิม

 

อนาคต ของโลก อนาคตของชาติ สร้างรากฐานจากการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 16:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538904

อนาคต ของโลก อนาคตของชาติ สร้างรากฐานจากการศึกษา

ยุคนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า การศึกษามีส่วนสำคัญอย่างมากสำหรับทุกคน แม้แต่คนที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษา ก็ยังต้องเรียนรู้ทักษะในการทำงานและการใช้ชีวิต คำว่าการศึกษาในที่นี้ จึงไม่ได้หมายถึงการเรียนในสถานศึกษาเท่านั้น หากรวมไปถึงการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อสร้างเสริมความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ให้มีขีดความสามารถที่จะพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติได้อย่างสร้างสรรค์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

จุดเริ่มต้นที่รายการโลก 360 องศา ให้ความสนใจกับระบบการศึกษาของแต่ละประเทศเกิดจากการเดินทางไปทั่วโลก แล้วพบว่าประเทศที่มีคนคุณภาพและมีปัญหาสังคมน้อยมากนั้น ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพ นอกจากนั้นประวัติศาสตร์การพัฒนาของหลายประเทศ ก็เริ่มต้นจากการทำให้คนมีการศึกษาที่ดีขึ้น มีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

แต่ถ้าจะถามว่า ประเทศไหนคือประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุด คำตอบส่วนมากก็มาตกอยู่ที่ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเมื่อสืบค้นข้อมูลลึกลงไปกลับพบว่า เด็กนักเรียนเขาเรียนกันแบบสบายๆ แต่กลับได้ผลเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก การเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบว่าเขาทำได้อย่างไรนั้น ทีมงานโลก 360 องศา ได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้คนที่นั่น ไปดูบรรยากาศการเรียน การสอน ตั้งแต่วัยเด็กเล็กไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย สิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องแรก ก็คือเรื่องของ TRUST หรือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะถึงแม้ว่าหลายประเทศจะตระหนัก และเข้าใจความสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนวัยเรียน แต่วิธีการส่งเสริม และพัฒนาเด็กนั้นต้องยอมรับเลยว่า ที่ฟินแลนด์เขาทำได้ดีจริงๆ

นอกจากนั้น สิ่งที่เราเห็นชัดๆ เลยก็คือ รัฐบาลเขาสนับสนุนให้คุณแม่หยุดงานมาเลี้ยงเด็กเอง โดยรัฐจะมีสวัสดิการให้เป็นอย่างดี ส่วนอีกเรื่องก็คือ เขาไม่เร่งอัดวิชาการใดๆ ให้เด็กๆ แต่จะเน้นให้เด็กเรียนรู้ธรรมชาติและการใช้ชีวิตเป็นหลัก ซึ่งเข้าใจได้เลยว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้การศึกษาของประเทศนี้ได้ประสิทธิผลที่ดีมาจากครูผู้สอนที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง  เพราะครูเป็นตัวแปรสำคัญต่อผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนการสอน จึงทำให้อาชีพครูที่ฟินแลนด์ เป็นอาชีพที่ทรงเกียรติได้รับค่าตอบแทนดีมาก ดังนั้น การคัดเลือกคนที่จะมาเป็นครูในฟินแลนด์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และส่งผลให้รัฐสามารถควบคุมคุณภาพให้ทุกโรงเรียนดีเท่ากันหมด ทำให้ลดปัญหาเรื่องเด็กไม่ต้องไปแข่งขันกันเข้าโรงเรียนชื่อดัง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

หลังจากเรื่องราวระบบการศึกษาของฟินแลนด์ได้เผยแพร่ไป ก็มีสื่อมวลชนอีกหลายสำนักเดินทางไปนำเสนอเรื่องนี้ รวมทั้งมีอีกหลายหน่วยงานความพยายามที่จะนำความสำเร็จของฟินแลนด์มาประยุกต์ใช้ แต่ก็ยังคงต้องเผชิญความท้าทายอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยมในสังคม เรื่องการจัดสรรงบประมาณ ที่มีคุณภาพ และเรื่องการพัฒนาคุณภาพผู้สอน แต่เราก็ยังหวังว่าหลายๆ เรื่องจะได้รับการปรับเปลี่ยน และแก้ไขสักวันหนึ่ง

ถึงแม้ว่าฟินแลนด์จะขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ก็ไม่ได้เป็นประเทศยอดนิยมที่คนอยากไปเรียน สาเหตุหลักๆ ก็คือ เรื่องภาษา สภาพอากาศ และค่าครองชีพ ดังนั้นเวลาคนส่วนใหญ่คิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็มักจะนึกถึงประเทศปลายทางยอดนิยมเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรืออังกฤษ ซึ่งทีมงานโลก 360 องศา ของเรา ก็ได้มีโอกาสไปดูระบบการศึกษาของอังกฤษมาด้วยเช่นกัน หน่วยงานภาครัฐของอังกฤษค่อนข้างเอาจริงเอาจังในการส่งเสริมและทำประชาสัมพันธ์ด้านการศึกษา เพราะนอกจากการศึกษาจะสร้างรายได้ให้กับประเทศแล้ว ยังเป็นอีกช่องทางในการส่งต่อวัฒนธรรมอังกฤษให้กระจายไปทั่วโลกอีกด้วย แต่นั่นคงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้หลายคนตัดสินใจไปเรียนที่นั่น แต่เหตุผลสำคัญที่สุดก็คือเรื่องคุณภาพการศึกษาของเขา

ก่อนที่เราจะเดินทางไปถ่ายทำเรื่องการศึกษาของอังกฤษ เราก็ได้ยินว่าระบบการเรียนการสอนเขามีคุณภาพ หลักสูตรเขามีความทันสมัย และวุฒิการศึกษาจากที่นั่นได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว แต่พอเราได้ไปเห็นจริงๆ เราก็ค้นพบความน่าสนใจ อีกข้อหนึ่งคือเรื่องของหลักสูตร เพราะแต่ละสาขาวิชาที่เขาเปิดสอนนั้น ต้องบอกว่ารับกับกระแสโลกอย่างมาก การเรียนการสอนจะเน้นการลงมือภาคปฏิบัติจริงที่สอดคล้องกับแนวคิดสมัยใหม่ เช่น การทำเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่เข้ามาช่วย และมีงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่เป็นสองรองใคร ด้วยเหตุนี้เองก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ถึงอยากไปเรียนต่อที่ประเทศนี้

จากอังกฤษ เราเดินทางต่อไปถึงสกอตแลนด์ เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่มีบรรยากาศดี มีภูมิประเทศที่สวยงามแล้ว เขายังมีสถาบันการศึกษาที่ขึ้นชื่อ โดยจุดเด่นของเขาก็คือความร่วมมือกับบริษัทเอกชน ทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรง และยังมีโอกาสได้ฝึกทำงานจริงๆ อีกด้วย เพราะมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาก ดังนั้น จึงมีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีด้านการผลิตน้ำมันและก๊าซ รวมถึงสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพลังงาน ทำให้เห็นได้ว่า พอมีคนเก่งๆ ช่วยคิดช่วยพัฒนาอะไรใหม่ๆ นั้น ทำให้ประเทศชาติเจริญได้ขนาดไหน และการจะสร้างให้คนเก่งได้ ก็ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพเช่นกัน

อีกประเทศหนึ่งที่ต้องบอกว่ามีระบบการศึกษาที่น่าสนใจมาก และเราก็อาจเคยได้ยินข่าวมาว่าประเทศไทยเอง ก็มีความพยายามจะนำเอาแนวคิดและวิธีการส่งเสริมอาชีวศึกษาของประเทศนี้มาใช้ ประเทศนั้นก็คือเยอรมนี เป็นประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่า มีคนคุณภาพ ที่ทำงานเก่ง ทำงานเป็น ซึ่งเป็นผลิตผลจากระบบการศึกษาสายอาชีวะที่มีคุณภาพ ระบบการศึกษาของที่นี่ เขาจะเป็นแบบ “Work based learning” คือ การเรียนรู้ภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กันไปทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้เรียนมีความสามารถทำงานได้จริง ใครที่ชอบเรียนสายสามัญ ก็เรียนไป เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่ถ้าใครไม่ชอบวิชาการ ก็มีสายอาชีวะเป็นทางเลือก ซึ่งคนที่เรียนสายอาชีวะในประเทศนี้ มักจะได้งานทำเกือบทุกคน และได้รับผลตอบแทนในอัตราที่ดีด้วย

หัวใจสำคัญของระบบการศึกษาประเทศเยอรมนีอีกประการ คือ ความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างสถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพราะถ้าจะผลิตบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงาน สิ่งจำเป็นที่สุดคือต้องผลิตคนที่มีขีดความสามารถและทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของตลาดแรงงาน ณ เวลานั้นๆ ระบบการศึกษาแบบ Dual System ของเยอรมนีนี่แหละ ที่ทำให้คนเขามีคุณภาพ ทำงานได้จริง และทำให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานต่ำมาก ซึ่งน่าจะต่ำสุดในยุโรปเลยก็ว่าได้

ระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ ที่ทีมงานโลก 360 องศา ได้ยกตัวอย่างมา ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาที่ว่าดีของแต่ละประเทศนั้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ อาจแตกต่างกันไป เพราะแต่ละประเทศก็จะมีบริบท และองค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกประเทศต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือการสร้างคนที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานเป็นต้นทุนหลักในการพัฒนาชาติต่อไป

คุณผู้อ่านสามารถติดตามชมเรื่องราวของอนาคตของโลก อนาคตของชาติ สร้างรากฐานจากการศึกษา ได้เพิ่มเติมทางไทยรัฐทีวีช่อง 32 วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00-08.30 น.