ธิดาพร นาคเนาวทิม การท่องเที่ยว คือ ‘การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 15:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/538890

ธิดาพร นาคเนาวทิม การท่องเที่ยว คือ 'การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน'

โดย  ฤดูกาล ภาพ : ธิดาพร นาคเนาวทิม

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เรียนรู้ลูกและให้ลูกได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ผ่านการเดินทาง เป็นสไตล์ของครอบครัวสุดน่ารักของ “แพรว” ธิดาพร นาคเนาวทิม หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์องค์กรระดับต่างประเทศ และน้องนิตา เดชพงศานติ์ วัย 4 ขวบ ที่กระเตงลูกเที่ยวตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพื่อเสริมสร้างความทรงจำและความสัมพันธ์ร่วมกัน

แพรว เล่าว่า ทริปต่างจังหวัดครั้งแรกของน้องนิตาเริ่มตั้งแต่อายุ 4 เดือน เธอพาลูกไปหัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ลูกได้สัมผัสเม็ดทราย สูดอากาศบริสุทธิ์ และสัมผัสไอทะเล จากนั้นการเดินทางไกลไปต่างประเทศครั้งแรกได้เริ่มตอนอายุ 1 ขวบกว่า ลัดฟ้าสู่กรุงโตเกียว

 “เทคนิคในการพาลูกเที่ยวจะใช้รถเข็นตลอด ซึ่งจะดีตรงที่ถ้าลูกง่วงหรือเหนื่อยก็จะให้นอนพักบนรถเข็น ทำให้เที่ยวระหว่างวันได้นาน ไม่ต้องแวะร้านอาหารหรือกลับโรงแรมเวลาลูกนอนกลางวัน จนถึงตอนนี้ลูก 4 ขวบแล้วก็ยังใช้รถเข็นเวลาไปเที่ยวอยู่” เธอ กล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

“ถามว่าพาลูกเที่ยวไกลๆ ตั้งแต่ 1 ขวบ เขาจะจำอะไรได้ไหม เราคิดว่าลูกไม่น่าจะจำได้ แต่การพาเขาไปต่างบ้านต่างเมืองทำให้เขาเห็นอะไรแปลกใหม่ ทำให้เขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ไม่เคยเห็น สนุกกับการใส่เสื้อผ้า และทำให้เขาชอบตั้งคำถาม เป็นโอกาสให้เราได้อธิบายได้พูดคุยกับลูกตลอดเวลา ซึ่งวัยเด็กคือวัยที่ลูกเปิดรับ พอกลับมาเขาก็สามารถเก็บเรื่องราวมาเล่าให้ฟังได้ ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการ และทำให้ลูกได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ผ่านการท่องเที่ยว”

 แพรว ยังเล่าถึงทริปสุโขทัยถึงการพาน้องนิตาไปดำนาและขี่ควายที่โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย

“ตื่นเช้ามาจะเปลี่ยนชุดเป็นชุดม่อฮ่อม ใส่งอบ ไปเก็บไข่เป็ด ทดลองปลูกข้าว แยกเมล็ดข้าวกล้องเอง ลองขี่ควาย ซึ่งลูกชอบมาก กินอาหารออร์แกนิก ซึ่งทุกอย่างเป็นกิจกรรมที่เด็กและครอบครัวทำร่วมกันได้ แพรวคิดว่าเด็กวัย 4 ขวบ เป็นวัยที่ชอบทำกิจกรรม ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และเราเองก็จะเลือกสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กอย่างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสนุก หรือแม้กระทั่งสวนสาธารณะ”

 ไม่เว้นแม้แต่วันหยุดสุดสัปดาห์ เธอก็มักพาน้องนิตาไปเที่ยวใกล้ๆ อย่างพาไปปั่นจักรยานที่สวนรถไฟ พาไปไหว้พระปล่อยปลา และพาไปดูดาวที่เขาใหญ่

“การไปเที่ยวด้วยกันเป็นการใช้เวลาคุณภาพร่วมกันตลอดเวลา ได้เรียนรู้ลูกอีกมุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และเราก็ได้เรียนรู้ลูกอีกต่อหนึ่งเหมือนกัน เหมือนเป็นวิธีการสร้างความสัมพันธ์อย่างหนึ่งที่ทำให้คนในครอบครัวรักกันมากขึ้น”

 เธอย้อนความทรงจำกลับไปยังทริปที่สนุกที่สุดในยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ประเทศญี่ปุ่น จากคนที่ไม่กล้าเล่นรถไฟเหาะ แต่เธอสามารถชนะความกลัวก้าวขึ้นไปเล่นกับลูกสาวเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ของคนเป็นแม่ไปพร้อมกับลูกรักด้วย

“สมัยนี้คุณแม่ยุคใหม่ใช้เวลานอกบ้านมากขึ้น พลอยทำให้มีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง ดังนั้น การไปเที่ยวจึงเป็นการปิดทุกอย่างเพื่อใช้ทุกนาทีกับลูกอย่างเต็มที่ ไม่มีเรื่องงานเข้ามากังวลใจ และได้โฟกัสกับความสุขของลูกเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นความทรงจำและประสบการณ์ที่ลูกจะเก็บเกี่ยวไว้ เพื่อพัฒนาทักษะและการใช้ชีวิตของเขาในอนาคต” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

ซุ้มประชาชน ความแซบที่เกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ก.พ. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537468

ซุ้มประชาชน ความแซบที่เกินคาด

ทุกครั้งที่พาแลงไปเยือน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เหมือนเป็นธรรมเนียมว่า การไปแต่ละครั้งก็จะมีคนแนะนำร้านเด็ดใหม่ๆ ให้ไปลองชิมเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน คนในพื้นที่ยกนิ้วให้เป็นร้านอาหารน้องใหม่ที่มาแรงในจอมบึง เพราะ “ความแซบ” จัดอยู่ในระดับว่าเด็ด แม้จะตั้งอยู่ลึกลับสักหน่อย แต่ความหิวไม่เคยปราณีใคร เพราะสุดท้ายพวกเราก็ไปถึงร้าน “ซุ้มประชาชน” ร้านเด็ดที่ปักหมุดใหม่ของคนชื่นชอบส้มตำ เมี่ยงปลาเผา จิ้มจุ่ม และอาหารพื้นบ้าน ลาบ น้ำตก ส้มตำ ยำแซบอีกมากมาย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

 

บรรยากาศร้านร่มรื่นด้วยสีเขียวของสวนที่ล้อมรอบ ทั้งสวนกล้วย สวนไผ่ มีบ่อปลาขนาดเล็กอยู่ใกล้ๆ และมีพื้นที่จอดรถพอสมควร ร้านแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นด้านในที่อยู่ใกล้ครัว สามารถนั่งได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนที่สองเป็นพื้นที่กลางแจ้ง เหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่สังสรรค์หลังตะวันลับฟ้าไปแล้ว

 

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

การไปเป็นหมู่คณะจะช่วยชูบรรยากาศและรสชาติอาหารให้อร่อยมากขึ้น เรียกความแซบเมนูแรกด้วยชุดจิ้มจุ่มหม้อดิน น้ำซุปรสดี เมื่อใส่หมูหมักนมสดลงไปลวกบวกกับผักที่ให้มาล้นจาน เติมน้ำจิ้มลงไปเล็กน้อย อร่อยเด็ด ต่อมาเป็นส้มตำถาด ทั้งตำไทย และตำปูปลาร้า เครื่องเคียงแน่นๆ ทั้งขนมจีน 

ผักกะเฉด ไข่เค็ม ไข่ต้ม ไข่เยี่ยวม้า หมูยอ ที่ตัดและเสริมรสชาติของส้มตำที่จัดจ้านให้คนกินเจริญอาหารไปอีก

 

สำหรับคนที่ไม่กินรสจัดก็มีเมนูให้เลือกอีกมาก ซึ่งจานที่ได้รับคำชื่นชมของคนที่มาที่ร้านนี้ทุกครั้งก็คือ เมี่ยงปลาเผา ที่ทางร้านเผาให้สดๆ ดังนั้น หากจะสั่งต้องรีบสั่งและรอประมาณ 20 นาที ซึ่งสมการรอคอยเพราะเนื้อปลาหวานมีน้ำจิ้มให้เลือก 2 แบบ คือ น้ำจิ้มถั่วและน้ำจิ้มแจ่ว เมื่อกินกับผักสด และเส้นหมี่ลวก ก็อร่อยลืมอิ่ม  

 

 

ร้านซุ้มประชาชนเป็นร้านน้องใหม่ที่อยากแนะนำสำหรับคนที่เดินทางไปเที่ยวสวนผึ้ง หรือจอมบึง แล้วเปรี้ยวปากอยากกินส้มตำ หรืออาหารพื้นบ้านรสแซบ ร้านเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. ตั้งอยู่ที่ 110 หมู่ 4 ซอยเจริญอารมณ์ ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี พิกัดเลยแยกบัวขาว หรือแยกหนองบัว (เก่า) ตรงมาทางสวนผึ้งประมาณ 500 เมตร สังเกตป้ายร้านหน้าปากซอยฝั่งขวามือเลี้ยวตามป้ายมาเรื่อยๆ ก็จะเจอร้าน โทร. 09-9124-7070 และ 08-1305-4376 หรือ Facebook.com/Soomprachachon 

 

รสชาติแห่งความสุขมีไว้แบ่งปัน @มอซซา บาย โคคอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537467

รสชาติแห่งความสุขมีไว้แบ่งปัน @มอซซา บาย โคคอต

เปิดร้านอะไรมาก็เป็นโดน โดดเด้งเอามากๆ ตั้งแต่ โคคอต ฟาร์ม โรสต์ แอนด์ ไวเนอรี ร้านอาหารฝรั่งเศสในสุขุมวิท 39 ไปจนถึง เพสคา มาร์ แอนด์ แทร์รา บิสโทร ที่เสิร์ฟอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ในย่านเอกมัย (ซอย 12) ล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมอย่างสูง

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เช่นเดียวกับร้านน้องใหม่ในห้างดังย่านสุขุมวิทร้านนี้ มอซซา บาย โคคอต (Mozza by Cocotte) ที่ผู้คนล้นหลามมาตั้งแต่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง แล้วยังไม่สร่างซา

ด้วยความที่อิมพอร์ตเชฟซามูเอเล อัลวีซี มาจากอิตาลีแท้ๆ เมนูอาหารของที่นี่จึงออกมาได้รสชาติแบบต้นตำรับเมือง

รองเท้าบู๊ตส์ แถมเป็นสูตรอาหารจากก้นครัวบ้านเชฟที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น แล้วด้วยบรรยากาศแห่งสีสันของความที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ณ ชั้นจี ของศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ก็ทำให้ มอซซา บาย โคคอต ตั้งเป้าไว้ให้เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันช่วงเวลาความสุข รวมทั้งแบ่งปันเมนูอร่อยในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

มอซซา บาย โคคอต มีครัวแบบเปิด ให้ได้ชมเชฟทำอาหารกันสดๆ รวมทั้งมุมผลิตพิซซ่าที่มือเป็นระวิงอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ด้านในเป็นฟูลบาร์ที่มีเครื่องดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟอิตาเลียน ม็อกเทล ค็อกเทล และไวน์ พร้อมเสิร์ฟเคียงคู่กับอาหาร

 

 

บรรยากาศในร้านปูกระเบื้องแสนสวย เข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ กับเก้าอี้นุ่มสไตล์โมเดิร์นสีฟ้าตัวแทนประเทศอิตาลี ดูน่านั่ง ภายในร้านจะไม่เปิดเพลงใดๆ หากอาศัยเสียงของความสุขจากผู้มาเยือนแต่ละโต๊ะ เป็นสิ่งสร้างบรรยากาศสุดอบอุ่น ใครอยากจะได้ยินเสียงเพลงอาจจะเลือกนั่งพื้นที่โซฟาด้านนอกร้าน ที่จะได้บรรยากาศความชิล เคล้าเสียงดนตรีจากร้านข้างๆ หรือจากกิจกรรมของทางห้างฯ

เมนูที่นี่เน้นการแบ่งปันกันในหมู่เพื่อนฝูงและครอบครัว จึงมีเสิร์ฟหลากหลายขนาด ทั้งพอร์ชั่นกินคนเดียว และแบบแชริ่ง อย่างจานออร์เดิร์ฟสไตล์อิตาเลียน ชีสสด บูร์ราตา เสิร์ฟพร้อมซัลซ่ามะม่วง พริกยักษ์ และพาร์มาแฮม อายุ 24 เดือน (Burrata with Mango, Bell Pepper & Parma Ham 24 months) ก็มีหลายขนาดให้เลือกสั่ง เช่น ขนาด 300 กรัม สำหรับแชริ่ง ราคา 1,190 บาท

มาที่เมนูซิกเนเจอร์ คนที่รักเนื้อดีๆ และของดิบๆ ต้องร้องหา Truffle Beef Tartare (Hand cut Angus beef, fresh truffle, parmesan, extra virgin olive oil & cured egg yolk) ทาร์ทาร์เนื้อแองกัสเห็ดทรัฟเฟิล ที่สับเนื้อแองกัสชั้นดีมาแบบพอมีเท็กซ์เจอร์ให้เคี้ยวได้หนุบๆ ไม่ละเอียดเกินไป โดยไม่ปรุงแต่งรสชาติมากมาย ซอสพริก เคเปอร์ หัวหอมใดๆ ไม่ได้ใส่มา ให้ได้รสชาติของเนื้อแท้ๆ เป็นตัวชูโรง กับน้ำมันและเนื้อเห็ดทรัฟเฟิล แต่งหน้าด้วยพาร์เมซานชีสและไข่แดง (690 บาท)

หันมาที่สเตชั่นพิซซ่าซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งมือระวิงอยู่ตลอดเวลา พิซซ่าของที่นี่ไม่บางไม่หนาจนเกินไป หากผสมผสานความนุ่มและกรอบไว้อย่างเต็มๆ คำ แบบกำลังดี ตัวที่ขายดีสุดๆ คือ Carpi Salerno Pizza (Tomato sauce, Parma ham, stracciatella, basil & cherry tomatoes) พิซซ่าหน้าซอสมะเขือเทศสด พาร์มาแฮม ชีสนมควายสตรักคาเตลลา โหระพาอิตาเลียน และมะเขือเทศเชอร์รี่ ที่กินแล้วสัมผัสได้ถึงความสดชื่น (760 บาท)

ใครเป็นแฟนเห็ดขอให้ลอง Groviglio Pizza (Mozzarella, mushroom carpaccio, sausage & rocket salad) ที่มีชีสมอซซาเรลลา คาร์ปาโชเห็ดสดๆ บางเฉียบ ไส้กรอกอิตาเลียน และผักร็อกเกตสลัดแต่งหน้า (660 บาท) 

พาสต้าสุดหลากหลาย ก็เป็นอีกสิ่งที่ขายดีไม่แพ้พิซซ่า มาที่นี่ต้องจัดซิกเนเจอร์ดิช Lasagna della Nonna (Traditional lasagna alla bolognese) ลาซานยาสูตรคุณย่า เป็นตำรับที่ตกทอดมาในตระกูลของเชฟ รสชาติแบบอิตาเลียนโฮมคุกแท้ๆ แถมมีเสิร์ฟที่นี่ที่เดียวเท่านั้น (440 บาท)

 

ซิกเนเจอร์อีกจาน “Caciucco” Seafood Stew (Tomato, Maine lobster, mussels, clams, octopus, scallops & toasted garlic, homemade ciabetta) ซุปทะเลสูตรเข้มข้นสไตล์อิตาลี ที่ขนขุมสมบัติจากท้องทะเลมาเพียบ ตั้งแต่เมนล็อบสเตอร์ (ครึ่งตัว) หอยแมลงภู่ฝรั่งเศส หอยตลับ ปลาหมึก หอยเชลล์ เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมชาเบตตาโฮมเมดแสนอร่อย (1,290 บาท)

เชฟซามูเอเล บอกว่า ร้านมอซซา บาย โคคอต ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจาก มอซซาเรลลา ชีสของอิตาลีนั้น ไม่ได้มีแต่พิซซ่ากับพาสต้า แต่ยังมีคอมฟอร์ตฟู้ดสไตล์อิตาเลียนอีกมากมาย เรียกว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลียนแบบฟูลสเกล ตั้งแต่จานเรียกน้ำย่อย จานหลัก ไปจนถึงของหวาน

“อย่างพวกสเต๊กเราก็ขายดีมาก โดยเฉพาะสเต๊กแบบแชริ่งสไตล์อิตาเลียน ซึ่งเราใช้เนื้อวางุจากออสเตรเลีย ทั้งไพรม์ริบและแฟรงค์สเต๊ก แล้วยังมีแลมบ์ โชเดอร์ตุ๋น ที่เราปรุงแบบสโลว์คุกที่ 62 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 10 ชั่วโมง โดยใช้แกะอิเบริโกจากสเปน ที่เป็นแกะตัวเล็กๆ แบบที่นิยมรับประทานกันในสเปนและอิตาลี เรียกว่ามีเมนูที่ให้ทุกคนมาค้นหาอีกมากมายเลย”

 

 

ขึ้นชื่อว่า ทิรามิสุ หลายๆ คนอาจจะเบื่อ แต่ที่นี่เขาตั้งชื่อเมนูว่า Cocotte’s Tiramisu (Mascarpone cream, ladyfinger biscuit, Dulce de Leche & coffee jelly) ก็เลยต้องลิ้มลองสักหน่อย เป็นทิรามิสุตามสูตรที่ออกแบบรูปลักษณ์สวยเก๋ พร้อมส่วนผสมที่ใส่ใจ อย่าง ดุลเช เด เลเช โฮมเมดคาราเมลแบบอิตาเลียน พร้อมสอดไส้เจลลี่กาแฟให้ได้เท็กซ์เจอร์แตกต่าง (290 บาท)

เค้กลาวาเป็นที่นิยมในหลายที่ Mozza’s Lava Cake มีให้เลือกทั้งแบบดาร์กช็อกโกแลต กับจันดูยา (Gianduja) ช็อกโกแลตพิเศษสไตล์อิตาเลียน ซึ่งเป็นช็อกโกแลตผสมเฮเซลนัท ทั้ง 2 แบบตัดแล้วไส้ไหลเยิ้ม เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา และฟรุตสลัด (320 บาท)

ขนมน่ากินยังมีอีกเพียบ โดยเฉพาะซอฟต์เสิร์ฟเจลาโตสไตล์อิตาเลียน ที่มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ ตาฮิติ วานิลลา และวาลร์โฮนา ดาร์ก ช็อกโกแลตมอซซา บาย โคคอต ชั้นจี ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. (นั่งได้ถึง 23.00 หรือ 24.00 น.) โทร. 09-7004-0072 รายละเอียดเพิ่มเติมไปที่เฟซบุ๊ก ไอจี และไลน์แอด Mozzabkk หรือเว็บไซต์ http://www.mozza-bangkok.com

 

ขนมจีบหมูสูตรโบราณ อร่อยเลิศรสต้นตำรับบุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537465

ขนมจีบหมูสูตรโบราณ อร่อยเลิศรสต้นตำรับบุรีรัมย์

ร้านขนมจีบในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีหลากหลายร้านให้เลือกรับประทาน แต่หากอยากรับประทานขนมจีบรสชาติไม่เหมือนใคร ขอแนะนำให้ไปร้านขนมจีบหมูสูตรโบราณ ตั้งโต๊ะขายในตลาดสดหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ที่สำคัญต้องไปซื้อตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะแต่ละวันมีลูกค้าเข้าคิวซื้อแน่นทุกวัน และขายไม่กี่ชั่วโมงก็หมดเกลี้ยงแล้ว

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เกศิณี เกตุศรี เจ้าของร้านขนมจีบสูตรโบราณ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นเชฟอาหารไทย-ยุโรป ที่โรงแรมชื่อดังในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก่อนตัดสินใจกลับมาอยู่กับครอบครัวที่ จ.บุรีรัมย์ โดยใช้ประสบการณ์และฝีมือจากที่เคยเป็นอดีตเชฟมาก่อน ทดลองทำขนมจีบหมูสูตรโบราณ ตั้งโต๊ะขายในตลาดสดหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์

 

 

ด้วยสูตรขนมจีบโบราณที่คิดค้นเองไม่เหมือนใคร ทำจากหมูล้วนๆ ไม่ผสมแป้ง เพียงใส่ไข่ไก่และต้นหอมให้ดูน่ารับประทาน แล้วห่อใส่แผ่นเกี๊ยวเท่านั้น ทำให้เป็นที่ถูกปากถูกใจของลูกค้า หลังจากเปิดขายมานานกว่า 2 เดือน ก็มีลูกค้าทั้งข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้าภายในตลาด และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ ต่างมาเข้าคิวรอซื้อกันเป็นจำนวนมาก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

นอกจากจะทำขนมจีบหมูสูตรโบราณขายแล้ว ยังมีซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็ม หมูสับไส้กรอก และซาลาเปาหมูแดง เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งในแต่ละวันจะทำซาลาเปามาขาย 300 ลูก ขนมจีบวันละ 700-800 ลูก ขนมจีบราคา 7 ลูก 20 บาท ส่วนซาลาเปาทุกไส้ขายลูกละ 10 บาท เปิดร้านขายตั้งแต่เวลา 06.00-09.00 น. ที่ตลาดสดหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ทุกวัน โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์จะขายดีเป็นพิเศษ บางสัปดาห์เพียงชั่วโมงเดียวก็หมดเกลี้ยง

 

 

“ก่อนหน้าทำงานเป็นเชฟในโรงแรมที่ จ.ชลบุรี มานานถึง 7 ปี เงินเดือนก็ประมาณ 3 หมื่นบาท พอแต่งงานก็อยากกลับมาอยู่กับครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกแล้วมาหาสมัครงานในตำแหน่งเชฟในโรงแรมที่บุรีรัมย์ แต่ก็ยังไม่มีโรงแรมไหนเรียกตัว ช่วงที่รอก็ไม่อยากอยู่เฉย จึงได้นำความรู้จากที่เคยเป็นเชฟ ลองทำขนมจีบสูตรโบราณที่คิดค้นเอง

ตอนแรกก็ทำกินเอง ทั้งให้ญาติและเพื่อนบ้านชิมก็ได้รับคำชื่นชมว่ารสชาติอร่อยถูกปาก จึงลองทำออกมาวางขายที่ตลาด ช่วงแรกก็ยังขายไม่ค่อยดี เพราะยังไม่มีคนรู้จัก แต่พอลูกค้าได้ซื้อไปรับประทานแล้วก็ติดใจกลับมาอุดหนุนเรื่อยๆ”

ทุกวันนี้ยอดขายขนมจีบหมูสูตรโบราณ ซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็ม หมูสับไส้กรอก และซาลาเปาหมูแดง หมดเกลี้ยงทุกวัน ขณะเดียวกันมีออร์เดอร์จากแม่ค้าพ่อค้ามาสั่งจะรับไปขายต่อ แต่ก็ยังไม่ตอบตกลงเพราะกลัวจะทำไม่ทัน ซึ่งอนาคตคงต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรมาบดหมู ก็จะสามารถรองรับลูกค้าออร์เดอร์ไปขายต่อได้

 

ห้องอาหารจีนไดนาสตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537464

ห้องอาหารจีนไดนาสตี้

ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ชวนร่วมเปิดประสบการณ์ และสัมผัสความอร่อยเหนือระดับกับหลากหลายเซตเมนูอาหารจีนกวางตุ้งสูตรดั้งเดิมยุคจักรพรรดิ ที่นำเสนอจากสุดยอดวัตถุดิบเกรดพรีเมียม การันตีโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหารจีนกวางตุ้ง เชฟก้องซุ่น แซ่เลี่ยง ที่บรรจงรังสรรค์ออกมาเป็นสุดยอดเซตเมนูรสเลิศถึง 11 เซตเมนู

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

 

อาทิ ชุดหยกแดง ที่มาพร้อมเมนูเลิศรสถึง 8 คอร์ส อย่างไก่แช่เหล้าและแมงกะพรุนยำ ซุปกระเพาะปลาเนื้อปูไก่เส้นน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง หน่อไม้ทะเลเจี๋ยนน้ำมันหอย กุ้งทอดราดครีมสลัด เนื้อปลาเก๋าทอดน้ำแดง ข้าวผัดหยางโจว และผลไม้สดตามฤดูกาล ราคา 7,300 บาท++

หรือจะเลือกเป็นชุดพลอยไพลิน ราคา 8,500 บาท++ ชุดไข่มุกจีน ราคา 9,700 บาท++ ชุดหยกฟ้า ราคา 10,800 บาท++ ชุดบุษราคัม ราคา 13,000 บาท++ ชุดโกเมนเอก ราคา 15,500 บาท++ ชุดทับทิมแดง ราคา 16,700 บาท++ ชุดมรกตใสแสง ราคา 19,400 บาท++ ชุดทองนพคุณ ราคา 21,500 บาท++ ชุดเพชรน้ำเอก ราคา 28,600 บาท++ และชุดเพชรประดับดาว ราคา 45,200 บาท++ (ราคานี้ไม่รวมอัตราภาษีและค่าบริการ) 1 เซต สำหรับลูกค้า 10 ท่าน  

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

 

สัมผัสความอร่อยได้แล้ววันนี้ ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. สำหรับมื้อกลางวัน และ 18.00-22.30 น. สำหรับมื้อค่ำสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์  โทร. 02-100-6255 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th 

 

วัฒนธรรมจีน-ไทย เชื่อมสายใยสองแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 16:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537614

วัฒนธรรมจีน-ไทย เชื่อมสายใยสองแผ่นดิน

การเดินทางในมณฑลเหอเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของทีมงานโลก 360 องศา นอกจากหลากหลายเรื่องราวประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้พบแล้ว ยังทำให้พวกเราตระหนักว่าชาวจีนนั้นมีวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่สร้างสรรค์มาตั้งแต่อดีต และมีการสืบทอดส่งต่อมาจนถึงปัจจุบันอย่างชาญฉลาดอีกด้วย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หนึ่งในประสบการณ์สำคัญ คือ การได้มีโอกาสเยี่ยมชมหมู่บ้าน “หน่วนฉวน” ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกไม้ไฟ” เมื่อได้ยินครั้งแรกพวกเราต่างเข้าใจว่าเป็นหมู่บ้านที่ผลิตดอกไม้ไฟเพื่อเป็นสินค้า แต่แท้ที่จริงแล้วที่หมู่บ้านแห่งนี้มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ดอกไม้ไฟ” ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่กระทรวงวัฒนธรรมของจีนให้การยกย่อง

การแสดงเริ่มต้นจากตำนานรักหนุ่มสาวที่เล่าต่อกันมา และปิดท้ายด้วยไฮไลต์ คือ การแสดงดอกไม้ไฟ ด้วยการสาดของเหลวที่เกิดจากการหลอมเหล็กให้ละลายไปบนกำแพง เพื่อให้เกิดประกายไฟ กลายเป็นดอกไม้ไฟที่มีรูปร่างและสีสันที่สวยงาม ชนิดที่ว่าผู้ชมพากันตื่นตะลึงไปตามๆ กัน

จากข้อมูลที่เราได้รับการแสดงนี้ แต่เดิมหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่อยู่ของช่างหลอมเหล็กตีเหล็ก ต่อมาจึงได้เกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์การแสดงที่สร้างความรื่นรมย์และเฉลิมฉลองให้แก่คนในหมู่บ้าน จึงนำเอาวิถีชีวิตมาประยุกต์จนกลายเป็นการแสดงดอกไม้ไฟที่เราได้ชมนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

การแสดงดอกไม้ไฟในลักษณะนี้ ผู้แสดงจะต้องใช้ทักษะพิเศษ รวมถึงต้องมีความอดทนอย่างมาก เพราะระหว่างการแสดง ร่างกายต้องปะทะกับความร้อนอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้การแสดงหนึ่งรอบ ผู้แสดงจะได้รับค่าตอบแทนเพียง 100 หยวนเท่านั้น นั่นทำให้ทุกวันนี้เหลือผู้แสดงที่สืบทอดศิลปะแขนงนี้เพียง 4 คนเท่านั้น ต่อมากระทรวงวัฒนธรรมของจีนตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงนี้ โดยได้ยกย่องให้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมภูมิปัญญา และมีการจัดการแสดงวันละ 2 รอบ ที่หมู่บ้านหน่วนฉวนแห่งนี้ เพื่อที่จะรักษาการแสดงวัฒนธรรมภูมิปัญญานี้ให้คงอยู่ต่อไป

นอกจากการแสดงดอกไม้ไฟที่หมู่บ้านหน่วนฉวนแล้ว อีกหนึ่งงานที่นับว่าสำคัญมากในการเดินทางครั้งนี้ของทีมงานโลก 360 องศา คือ การมีโอกาสเข้าชมพิธีเปิดเทศกาลกายกรรมนานาชาติหวูเฉียว หรือ China Wuqiao International Circus Festival ซึ่งมีที่มาจากตำบลหวูเฉียว มณฑลเหอเป่ย์ อันเป็นแหล่งฝึกนักกายกรรมที่สำคัญมากของประเทศจีน ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า 8 ใน 10 ของนักกายกรรมที่มีชื่อเสียงของจีน ได้รับการฝึกฝนมาจากหมู่บ้านแห่งนี้

เทศกาลกายกรรมนานาชาติหวูเฉียว จะจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี ที่เมืองสือจาจวง เมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ โดยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1987 และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 16 ภายในงานมีทั้งการแสดงและการแข่งขัน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีคณะกายกรรมจากหลายสิบประเทศส่งตัวแทนเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

ภาพความประทับใจจากการได้มีโอกาสเข้าร่วมและเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ ในมณฑลเหอเป่ย์ ได้รับการยืนยันจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ว่าสำหรับคนไทยแล้ว ถึงแม้หลายคนจะไม่ได้เดินทางไปยังประเทศจีน ก็มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องราวและกิจกรรมต่างๆ ได้ เพราะได้มีการก่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ขึ้นเมื่อปี 2555 โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ โดยมีตั้งอยู่ติดกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และทำให้ผู้คนทั้งสองประเทศได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากยิ่งขึ้น และเพิ่งจัดกิจกรรมฉลองการก่อตั้งครบรอบ 5 ปี ไปเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา

ศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้ ได้พยายามนำสุดยอดศิลปวัฒนธรรมของประเทศจีนมาแสดงให้คนไทยได้ชม และทำให้ผู้ชมชาวไทยได้เห็นและสัมผัสถึงวัฒนธรรมจีน เช่น การทำอาหาร การเขียนพู่กันจีน การแสดงระบำจีน และการแสดงดนตรี เป็นต้น ทั้งนี้การจัดกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมที่โดดเด่น คือ กิจกรรมวัฒนธรรมประจำปีและเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากมณฑลเหอเป่ย์ในการส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้จากจากเว็บไซต์ www.cccbangkok.org

ส่วนแฟนรายการโลก 360 องศา สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ทุกเช้าวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

 

อย่าเลยผ่าน ‘ทับสะแก’ อดีตเมืองเคยรุ่งเรืองที่สุดในประจวบคีรีขันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 12:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537548

อย่าเลยผ่าน 'ทับสะแก' อดีตเมืองเคยรุ่งเรืองที่สุดในประจวบคีรีขันธ์

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ไม่ขับรถผ่านก็ไปไม่ถึง คือความน่าน้อยใจของ อ.“ทับสะแก” อดีตหัวเมืองที่เคยรุ่งเรืองที่สุดใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเมืองผ่านระหว่างทางลงใต้ หรือไม่ก็ถูกลืมไปจากแผนที่

หากเดินทางจากกรุงเทพฯ อ.ทับสะแก จะอยู่ถัดจาก อ.หัวหิน ปราณบุรี กุยบุรี หากไม่ตั้งใจไปอาจเลยเถิดเข้า จ.ชุมพร ไม่รู้ตัว แต่เพราะความที่เป็นเมืองรองแบบนี้ จึงทำให้ อ.ทับสะแก ยังคงเป็นเมืองตากอากาศที่เงียบสงบเหมือน อ.หัวหิน เมื่อ 10 ปีก่อน ทั้งท้องทะเลยังไม่มีเจ็ตสกี ชายหาดยังไม่มีเตียงผ้าใบ รีสอร์ทยังไม่หรูหราราคาแพง ใครที่เคยพูดว่า อ.หัวหิน อิ่มแล้ว ขอแนะนำให้มาสัมผัสความดิบสดของ อ.ทับสะแก

นอกจากชายทะเล ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญที่ชาวบ้านยึดอาชีพทำประมงท้องถิ่นมาเนิ่นนาน ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ “อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง” มีพื้นที่ครอบคลุม อ.บางสะพาน ทับสะแก และ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในส่วนที่แคบที่สุดของประเทศ เป็นอุทยานแห่งชาติที่พร้อมด้วยป่าเขา น้ำตก ชายหาด รวมมีเนื้อที่ประมาณ 1 แสนไร่

01 น้ำตกชั้นที่ 3 แม้น้ำจะน้อยลงมากแต่ก็ยังเป็นที่นิยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

วันนั้นเป็นวันเด็ก อุทยานละเว้นค่าเข้าให้อนาคตของชาติ ซึ่งน่าดีใจมากที่ผู้ใหญ่จูงมือเด็กๆ มาเที่ยวธรรมชาติจนป่าครึกครื้นและดูเด็กลงเป็นกอง โดยน้ำตกมีทั้งหมด 9 ชั้น แต่เข้าชมได้ 5 ชั้นแรก

เริ่มตั้งแต่ทางเดินเข้าป่าไปยังน้ำตกชั้นแรกระยะทาง 400 เมตร เป็นเส้นทางเดินง่าย ไม่ชันแต่ก็ไม่ราบเรียบ ลัดเลาะไปตามแนวหินแกรนิต ซึ่งเป็นหินที่พบแถบน้ำตกห้วยยาง

น้ำตกชั้นแรกคนไม่นิยมเล่น เพราะเป็นน้ำตกเตี้ยๆ เรียกน้ำย่อย คนส่วนใหญ่จึงเลยผ่านไปยังชั้นที่ 2 อีก 65 เมตร พบกับน้ำตกขนาดเล็กน้ำไหลแรง แต่ก็ยังเป็นเหมือนสระว่ายน้ำเด็กที่เห็นมีแต่เด็กและคนชรานั่งหย่อนขา ถ้าเป็นครอบครัวขาลุยจะเดินต่อไปอีก 95 เมตร เพื่อไปแช่น้ำให้สะใจที่น้ำตกชั้นที่ 3 จุดที่คนนิยมเล่นน้ำมากที่สุด เพราะระยะทางไม่ไกลเกินไป มีสายน้ำตกไหล และแอ่งน้ำด้านล่างก็ใหญ่พอให้แหวกว่ายตีขาคู่ไปกับปลาพลวงฝูงใหญ่ ที่มักว่ายตามมนุษย์หวังขออาหารเป็นเมนูพิเศษ

มาถึงครึ่งทางของเส้นทางน้ำตกห้วยยาง ใครที่คิดเดินต่อจากชั้นที่ 3 ไปยังอีก 2 ชั้นข้างหน้าจะถือว่าเป็นผู้มีกำลังขาและยังวัยรุ่น โดยจากชั้น 3 ไปชั้น 4 ห่างกันเพียง 50 เมตร เหมือนเป็นจุดพักระหว่างทางเพื่อไปยังปลายทางสูงสุดอีก 150 เมตรสุดท้าย

น้ำตกชั้น 5 มีลักษณะพิเศษเป็นของขวัญผูกโบแดงให้ผู้พิชิต ด้วยม่านน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาพี่น้องอีก 4 คน บรรยากาศเงียบสงบ งดงาม สมกับเป็นนางแบบชุดฟินนาเล แม้ว่าช่วงต้นปีใหม่เช่นนี้ปริมาณน้ำจะน้อยไม่อลังการ แต่ก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาจนเผลอลุกขึ้นปรบมือ

02 ทางเดินผ่านหินแกรนิต ลักษณะหินบริเวณน้ำตกห้วยยาง

 ระหว่างทางตั้งแต่ปลายป่าถึงต้นทางยังคงได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กๆ ตามชั้นน้ำตกทั้ง 5 เหมือนมีใครเปิดเทปวนอยู่แบบนั้น มันช่างเป็นความสุขง่ายๆ ของเด็กซึ่งบริสุทธ์เหมือนธรรมชาติ โดยเฉพาะในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.ที่ชาติยกให้เป็นวันแห่งอดีตของผู้ใหญ่ หากเงี่ยหูฟังดีๆ จะได้ยินเสียงหัวเราะโทนทุ้มของผู้ใหญ่เล็ดลอดมา

น้ำตกห้วยยางคือสวนน้ำตามธรรมชาติของเด็กๆ เมื่อเล่นน้ำจืดเสร็จ สามารถรบเร้าให้พ่อแม่พาไปเล่นน้ำเค็มต่อแบบตัวยังไม่ทันแห้ง แต่เมื่อถามว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวบนบกอะไรเอาใจผู้ปกครองบ้างไหม คงต้องกล่าวถึง “วัดทางสาย” ที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตบ้านกรูดต่อเนื่องกับ อ.ทับสะแก

วัดตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นทะเลเบื้องล่าง เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธกิติสิริชัย โดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาธงชัย ปางตรัสรู้ ลักษณะนั่งขัดสมาธิบนดอกบัว ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านกรูด

ใกล้กันเป็นที่ตั้งของ พระตำหนักกรมหลวงชุมพร ระหว่างไหว้พระอยู่จะได้ยินเสียงประทัดอื้ออึงอยู่เป็นจังหวะเป็นการจุดถวายเสด็จเตี่ย หรือ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชาวทะเลทุกคน

คนส่วนใหญ่มักจะสักการะสองจุดนี้แล้วกลับ โดยอาจไม่ทราบหรือไม่อยากเดินขึ้นบันไดไปยังอีกหนึ่งสถานที่ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ พระมหาธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามและวิจิตรตระการตาตามแบบศิลปะไทยแท้ จึงอยากแนะนำให้ทุกคนขึ้นไปสักครั้ง

03 เด็กๆ แข่งกันวิ่งไปหาน้ำตก

เพราะบันไดที่เห็นที่แท้มีไม่กี่ขั้น และความสูงที่ดูเหมือนชันที่แท้ไม่เหนื่อยอย่างที่คิด ซึ่งคนที่อยู่แค่บันไดขั้นแรกจะไม่มีสิทธิเห็นความสวยงามของพระมหาธาตุเจดีย์ฯ แต่เมื่อได้ใช้ความมานะถึงจุดหนึ่ง ณ บันไดขั้นหนึ่งจะมองเห็นความงดงามที่ซ่อนอยู่

ต้นลีลาวดีสีขาวหอมฟุ้งชูช่ออยู่ริมสองข้างราวบันได ทอดยาวขึ้นไปสู่พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ที่มีความสูง 50 เมตร กว้าง 50 เมตร และยาว 50 เมตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระมหากรุณาโปรดเก้ลาฯ ให้ ม.ร.ว.มิตรารุณ เกษมศรี นายช่างสถาปนิกประจำสำนักพระราชวังเป็นผู้ออกแบบ ท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทย

เมื่อท่านได้ออกแบบเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็ได้ประสบอุบัติเหตุถึงแก่กรรม จึงอาจกล่าวได้ว่า งานชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ฝากไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน

พระมหาธาตุเจดีย์ฯ มีรูปลักษณ์เป็นอาคารชุดหลังเดียวขนาดใหญ่ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ประกอบด้วยหมู่เจดีย์ 9 องค์ มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุวางในบุษบกอยู่ภายใต้โดม มีเจดีย์รายล้อมอยู่ 4 ทิศ 8 องค์ ซึ่งเจดีย์ทั้ง 8 องค์ ออกแบบเป็นเจดีย์ทรงลังกา และมีแนวคิดการก่อสร้างเป็นแบบใหม่ โดยร่วมเอาโบสถ์ วิหาร และศาลาการเปรียญมารวมอยู่ในตึกเดียวกันในแนวตั้ง อีกทั้งภายในอาคารยังมีพระพุทธรูปปางงดงาม 37 องค์ ที่เลือกสรรแล้วจากทั่วประเทศมารวมไว้ในที่เดียว

นอกจากหน้าบ้านจะมีน้ำ ด้านหลังจะมีเขา ด้านบนยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งความสมบูรณ์และความศรัทธาเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านทับสะแก ยังไม่อพยพย้ายถิ่นไปสู่เมืองท่องเที่ยวที่ไม่อยู่ห่างไกล แต่ยังคงดำรงชีพอย่างเงียบเชียบและเรียบง่ายไปได้

04 พ่อให้ลูกชายขี่คอในแอ่งน้ำตกที่เต็มไปด้วยฝูงปลาพลวง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้นที่อยากหนีความวุ่นวายมาอยู่ อ.ทับสะแก เท่านั้น เพราะมีชาวสวีเดนจำนวนไม่น้อยเช่าบ้านอยู่ระยะยาว และสร้างสังคมของตัวเองไว้เป็นที่อพยพหนีหนาวมาจากบ้านเกิด ซึ่งแสงแดดอุ่น ไอทะเล และความสงบของ อ.ทับสะแก ไปถูกใจคนแถบสแกนดิเนเวียเข้าอย่างจัง จนกลายเป็นที่รู้กันในวงไปแล้วว่า ถ้าหนีหนาวมาไทย ต้องมาอยู่ อ.ทับสะแก

ล่าสุด เห็นมีโครงการ ยูโร ซัน ซี แซนด์ ของบริษัท เคทีพี (โอวี) เรียลเอสเตท สร้างบ้านพักตากอากาศใหม่ริมทะเล หวังเจาะกลุ่มชาวสวีเดน ชาวสแกนดิเนเวีย และชาวยุโรป เปิดขายเฟสแรกแล้วจำนวน 25 หลัง ตั้งแต่ขนาด 2-4 ห้องนอน หากขายได้ทั้ง 5 เฟส รวมพื้นที่ทั้งหมด 140 ไร่ ที่นี่จะกลายเป็นคอมมูนิตี้ชาวต่างชาติขนาดใหญ่และดึงความเจริญเข้ามา

อ.ทับสะแก ในวันวานราว 60-70 ปีที่แล้ว เคยเป็นอำเภอที่เจริญที่สุดใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อย่างที่ อ.หัวหิน ยังสู้ไม่ได้ เป็นสถานที่ตั้งของโรงภาพยนตร์แห่งแรกของจังหวัด มีการทำเหมืองฝั่งภูเขา และมีการทำประมงฝั่งทะเล ชาวบ้านมีรายได้เป็นกอบเป็นกำและยังเป็นขุมทรัพย์ของนักลงทุนจากทั่วสารทิศ แต่เมื่อเหมืองแร่ปิดพร้อมกับการประมงก็ถูกย้ายไปขึ้นที่ อ.ปราณบุรี ทำให้ อ.ทับสะแก ถูกทิ้งและถูกมองข้ามกลายเป็นเพียงเมืองผ่าน หนำซ้ำยังไม่ค่อยมีคนรู้จักไปโดยปริยาย

วันเวลาผ่านไป เมื่อคนไม่ต้องการหาที่เพื่อการค้า แต่แค่ต้องการหาแหล่งพักกายและใจ จึงได้เวลาที่ชื่อ อ.ทับสะแก จะถูกยกกลับมาพูดถึงใหม่ ในภาพลักษณ์ของเมืองชายทะเลที่มีป่าไม้ มีวิถีชาวประมงพื้นบ้าน และมีความบริสุทธิ์เหมือนรักแรกพบ เวลานี้ใครอยากพักผ่อนต้องขอให้เลยมา อ.ทับสะแก แล้วมาดื่มด่ำความสงบที่หาได้ยาก ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง

………..ใต้ภาพ……….

00 (รูปเปิด) เด็กหญิงกำลังสนุกกับสวนน้ำตามธรรมชาติที่น้ำตกห้วยยาง

01 น้ำตกชั้นที่ 3 แม้น้ำจะน้อยลงมากแต่ก็ยังเป็นที่นิยม

02 ทางเดินผ่านหินแกรนิต ลักษณะหินบริเวณน้ำตกห้วยยาง

03 เด็กๆ แข่งกันวิ่งไปหาน้ำตก

04 พ่อให้ลูกชายขี่คอในแอ่งน้ำตกที่เต็มไปด้วยฝูงปลาพลวง

05 เส้นทางเดินไปยังน้ำตกร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

06 ฝูงปลาพลวงไม่กลัวมนุษย์

07 แสงอาทิตย์ลอดผ่านป่าเบญจพรรณ

08 ลานกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติห้วยยาง

09 เส้นทางปั่นจักรยานริมชายหาด อ.ทับสะแก

10 ทิวสน ชายหาด และทะเลสีขุ่น

11 พระพุทธกิติสิริชัยสีทองอร่าม

12 ยอดพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศพ้นเหนือต้นลีลาวดีสีขาว

13 รูปปั้นพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย

14 ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุวางในบุษบกอยู่ภายใต้โดม

15 พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

16 ปูนปั้นพญานาคประดับเชิงบันได

17 ตัวอย่างบ้านอากาศโครงการยูโร ซัน ซี แซนด์

 

อายัท เคยไปกินมาหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/537446

อายัท เคยไปกินมาหรือยัง

อายัท ในประเทศไทย หรืออายัท อะบาโลน (Ah Yat Abalone) ไปกินมาหรือยัง ไม่ต้องบินไปกินถึงเกาะฮ่องกง และอร่อยมากๆ สำหรับเมนูอายัท ที่เป็นมาและเป็นไปเหมือนต้นตำรับ วันนี้ขอชวนชิมโต๊ะ Share ที่อายัท ห้องอาหารจีนที่มีชื่อเสียงมานานของโรงแรมรามาดาพลาซ่า แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

คออาหารจีนรู้จักดีสำหรับอายัท เพราะขึ้นชื่อลือชา โดยเฉพาะต้นตำรับที่เกาะฮ่องกง หลายคนบินไปกินกันจนติดใจ 15 ปีก่อน อายัท บินมาเปิดสาขาแห่งแรกที่โรงแรมรามาดาพลาซ่า แม่น้ำ ริเวอร์ไซด์ หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าโรงแรมแม่น้ำ จากวันนั้นถึงวันนี้เรียกได้ว่า โต๊ะเก้าอี้ของร้านไม่เคยว่างเว้นคนรักคนชอบ (กิน)

พูดตรงกันว่า ถ้าอาหารจีนก็ต้องเป็นอายัทนี่แหละ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็ยกมาเลยแล้วกันสำหรับเมนูยอดฮิตอันดับต้นๆ ของที่นี่ ซุปนกพิราบตุ๋นรังนก โดยเป็นนกพิราบทั้งตัวตุ๋นกับรังนก น้ำซุปตุ๋นนาน 7 ชั่วโมง ที่ปรุงเข้าด้วยยาจีน นอกจากอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดลม

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

จานถัดมาเป็นปีกไก่ยัดไส้ข้าวเหนียวทอด สูตรกวางตุ้ง วิธีทำจะตัดหรือเลาะกระดูกไก่ออกเสียก่อนแล้วยัดด้วยไส้ข้าวเหนียวปรุงรส ถือเป็นเมนูโบราณมาแต่เก่าที่หากินยาก ร้านอาหารจีนหลายร้านสมัยนี้จะเห็นว่าไม่มีแล้ว ด้วยทำยากและต้องใช้เวลาในการทำนานนั่นเอง

สำหรับเมนูที่หลายคนพลาดไม่ได้ กุ้งมังกรบอสตันผัดซอสเสฉวน ที่นี่จะผัดแบบแห้ง ซอสไม่แฉะ กินอร่อยในแบบแห้งที่เข้มข้น กุ้งมังกรตัวโตเคล้าด้วยซอสเอ็กซ์โอจากแม็กซิโก มีเต้าซี่ กุ้งแห้งและเกล็ดขนมปังที่ทำให้รสชาติทั้งหมดลงตัวกลมกล่อม

 

 

จานสุดท้ายเป๋าฮื้อสไลซ์ หรือเป๋าฮื้อที่สไลซ์เป็นรูปพัด ซึ่งเป็นการตกแต่งจานในแบบของจีนโบราณ เป๋าฮื้อต้องเตรียมล่วงหน้า 7 วัน สะท้อนซึ่งความพิเศษ อร่อยคุ้มค่าความรอคอย อาหารทั้งหมดเป็นสูตรอาหารจีนกวางตุ้ง ถ้าใครชอบสไตล์นี้ก็เชิญได้

ช่วงกลางวันยังมีติ่มซำขึ้นชื่อ (11.00-14.30 น.) กับอีกหลายเมนูฮิต ไม่ว่าจะเป็นหมูกรอบหมูแดง ข้าวผัดหยางโจว มีข้าวผัดกับกุ้งกับหมูแดงไข่แดง รวมทั้งข้าวผัดอายัท ซึ่งจะใส่กุ้ง ใส่ไข่แดง กังป๋วยและหอยเชลล์แห้ง

5 เชฟหลักบินตรงมาจากฮ่องกง รับประกันในฝีมือที่คงรสชาติแห่งต้นตำรับแท้ของหยางคุนยัท (Yeung Khun Yat) หนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลแห่งเกาะฮ่องกง ที่นี่ยังรับประกันในความสดของวัตถุดิบ รสชาติที่เสมอต้นเสมอปลาย ปรุงจานต่อจาน

 

 

ตบท้ายมื้ออาหารจีนชุดใหญ่วันนี้ด้วย ไกวเหล่งโกว้ หรือเฉาก๊วยจีน ที่รับประทานเย็นๆ ใส่น้ำแข็งบด มีน้ำผึ้งให้รสความหวานฉ่ำชื่นใจ อีกหนึ่งเมนูของหวานคือถั่วแดงบดและน้ำอัลมอนด์รสดี ชาวจีนเรียกน้ำแห่ง “หยิงแต๊” หรือน้ำที่ให้พลังแห่งหยิน ปรับสมดุลร่างกายได้ด้วย

สนใจอาหารจีนกวางตุ้งโบราณแท้ ขอเชิญจองโต๊ะล่วงหน้า (ถ้าเมนูใหญ่ ขอความกรุณาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน หรือมากกว่านั้นในช่วงเทศกาล) โทร. 02-291-7781-3 ร้านเปิด 11.00-14.30 น. และ 18.00-22.30 น. ทุกวัน

 

Ishikawa น่าไปมาก 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 12:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536540

Ishikawa น่าไปมาก 4

หลังชมทั้งโรงแรมสองแห่งไปแล้ว เราก็เดินทางไปยังที่พักในคืนนี้คือ โรงแรมอาเอะโนะคาเซะ (Aenokaze) ซึ่งอยู่ในเครือของ Kagaya เช่นกัน คำว่า อาเอะโนะคาเซะ แปลว่า ลมตะวันออก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์จากลมตะวันออกที่พัดพาความอบอุ่นมา บุคลิกของโรงแรมแห่งนี้จึงดูอบอุ่นสบายๆ กว่าสองแห่งแรก แต่มาตรฐานบริการสูงเสมอกัน อย่างแรกเรื่องกระเป๋านี่แทบไม่ต้องจับ เจ้าหน้าที่สุภาพสตรียกให้หมดจะขอลากเองยังไม่ยอม (แอบละอายนิดๆ) อย่างที่สองประดับธงไทยอีกเช่นกัน อย่างที่สามระหว่างรอเช็กอินนั่งปุ๊บเจ้าหน้าที่บริการผ้าเช็ดมือและสอบถามเครื่องดื่ม ครู่เดียวกาแฟร้อนก็มาเสิร์ฟพร้อมขนมญี่ปุ่นขึ้นชื่อแต่ไม่จบเพียงนั้น เจ้าหน้าที่ยังอธิบายเรื่องขนมและวิธีใช้ไม้ไผ่ตัดจิ้มกินอีกด้วย เป็นการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หลังจากเก็บของขึ้นห้องพักเรียบร้อยก็ได้เวลาอาหารค่ำพอดี มื้อค่ำในโรงแรมแบบนี้ไม่พ้นอาหารชุด Kaiseki ครับ หลายท่านอาจจะเคยผิดหวังหรือสิ้นหวังกับไคเซกิ แต่สำหรับที่อิชิกาวะ โดยเฉพาะโรงแรมในเครือ Kagaya นี่วางใจได้ นอกจากจะเด่นในเรื่องบริการแล้ว อาหารก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มาทำความเข้าใจกันก่อนเพราะวิธีการเที่ยวต่างจังหวัดของคนไทยกับคนญี่ปุ่นมีความต่างกันอยู่เล็กน้อยคือ คนไทยไปต่างจังหวัดมักไปหาข้าวกินข้างนอก แต่คนญี่ปุ่นที่ไปต่างจังหวัดโดยเฉพาะโรงแรมที่มีออนเซนหรือเรียวกังเกือบทุกคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่พักหรือย่านใกล้ๆ และกินข้าวเย็นของโรงแรมหมด

ดังนั้น การตัดสินใจเลือกที่พักจึงไม่ใช่แค่เพียงตัวอาคารหรือห้องเท่านั้น ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อย่างอาหารและออนเซนเป็นสำคัญอีกด้วย ดังนั้นเรียวกังดีๆ จึงมีอาหารอร่อยเสมอ อย่างที่สองแคว้นคางะในอดีตได้รวมปมเด่นของไคเซกิสองสายมารวมกัน สายแรกคือไคเซกิดั้งเดิมที่เป็นอาหารรองท้องในพิธีชงชาซึ่งเป็นคำเล็กคำน้อยกับไคเซกิสำหรับในราชสำนักและซามูไรชั้นสูง อย่างที่เขียนไปในตอนต้นๆ แล้วว่า ท่านเจ้าแคว้นมาเอดะได้ทำนุบำรุงด้านการศิลปวัฒนธรรมโดยเชื้อเชิญศิลปินช่างฝีมือไปจนถึงพ่อครัวเก่งๆ มาอยู่ที่คางะ ดังนั้นอาหารของแคว้นคางะจึงแฝงกลิ่นอายของเกียวโตไว้อย่างแนบเนียนและเปิดกว้างกว่าเพราะไม่ติดกรอบของราชสำนัก ทำให้ไคเซกิของแคว้นคางะอุดมไปด้วยการสร้างสรรค์มาจนทุกวันนี้

ห้องอาหารของที่นี่มีทั้งแบบนั่งในโถงหรือห้องส่วนตัว ถ้านั่งในโถงก็ใกล้กับเวทีการแสดง แต่นั่งในห้องได้ความเป็นส่วนตัวและมองเห็นเช่นกันแต่ไกลหน่อย เท่าที่สังเกตถ้ามาเป็นหมู่คณะจะถูกจัดให้นั่งในโถง มาเองอย่างพวกเราได้นั่งในห้อง และจำนวนห้องก็ดูเหมือนจะเยอะพอๆ กับที่นั่งในโถง มองไปรอบๆ มีผมและฝรั่งอีกคนที่เป็นต่างชาติ และก็เป็นต่างชาติที่มากับคนญี่ปุ่น จึงพอจะสรุปได้ว่าที่นี่ยังมีคนต่างชาติไม่มากนัก ฉุกคิดได้ดังนี้เลยเอามือถือมาเปิดรูปที่ถ่ายด้านหน้าทางเข้า ใช่แล้วเป็นธงไทยกับธงสวีเดน 2 ชาติเท่านั้น มาเริ่มกินกันเลยดีกว่า อย่างแรกเป็นเครื่องดื่มก่อนอาหาร (Aperitif) ที่จะต้องมีเสมอ อาจจะเป็นเหล้าบ๊วยหรือค็อกเทลบางๆ  อย่างของที่นี่เป็นค็อกเทลทำจากยูสุและน้ำผึ้งรสชาติหวานหอมกลมกล่อมดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

อาหารส่วนหนึ่งถูกจัดวางไว้แล้ว มีจานรวมออร์เดิร์ฟซึ่งเป็นไคเซกิแบบดั้งเดิมที่เสิร์ฟในพิธีชงชา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มใหญ่เพราะนอกจากจะเย็นชืดแล้วหลายสิ่งก็แปลกออกไปจากอาหารญี่ปุ่นที่คุ้นชิน ยิ่งถ้าอ่านจากเมนูด้วยแล้วต้องคิดไปไกลเพราะรายการอาหารยาวมาก แต่ไม่มีก็ไม่ได้เพราะมันจะไม่ใช่ไคเซกิที่แท้จริง พอหันไปมองจานอื่นใจชื้นขึ้นเยอะ จานแรกเป็นขาปู ปูของอิชิกาวะขึ้นชื่อมาก ปูแถวทะเลญี่ปุ่นเป็นปูซูไวไม่ใช่ปูยักษ์ทะราบะเหมือนฮอกไกโด นักท่องเที่ยวหลายท่านเข้าใจผิดคิดว่าถูกหลอกเอาปูตัวเล็กมาให้ แต่ถ้าวัดกันเรื่องรสชาติปูซูไวกินขาด ของดีไม่ดีดูได้จากที่จังหวัดแถวนี้สามารถสร้างแบรนด์ได้ด้วยการติดป้ายสี จังหวัดฟุกุอิ ป้ายสีเหลือง เรียกปู Echizen ของอิชิกาวะ ป้ายสีฟ้า เรียกปู Kanou ซึ่งเป็นตัวผู้ และมีของพิเศษที่มีเฉพาะหน้าหนาว คือปูไข่ หรือปู Kobako ดังนั้นเมื่อมาแถวภูมิภาคนี้ขอให้เข้าใจและเปิดใจว่าคนแถวนี้เขาไม่นิยมกินปูฮอกไกโดกันครับ

อีกจานที่ถูกใจมากคือเนื้อวัวญี่ปุ่นย่างบนใบโฮบะ เนื้อหนาชิ้นใหญ่ดูจากลักษณะของเนื้อที่มีมันแทรกอยู่อย่างสวยงามก็รู้ว่าเป็นของดี ย่างเสร็จเนื้อสุกปานกลางจิ้มกินกับซอสอร่อยเต็มปากเต็มคำ ถ้วยฝั่งตรงข้ามที่มีฝาปิดเป็นปลาบุรีต้ม เนื้อปลานุ่มในน้ำซุปข้นคล้ายเกรวี่ จานนี้ถ้าได้กินกับข้าวสวยร้อนๆ คงดีมาก สักพักพนักงานยกซาชิมิมา อันนี้คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนของไคเซกิชั้นดี เพราะหลายแห่งเตรียมซาชิมิไว้ตั้งแต่ต้นจนบ่อยครั้งที่ความสดลดลง แต่ถ้าเป็นเรียวกังดีๆ คือพร้อมแล้วถึงค่อยนำมาเสิร์ฟ ซาชิมิที่นี่สดอร่อยโดยเฉพาะไข่หอยเม่นที่มาพร้อมเปลือก ที่โดดเด่นคือเกล็ดโชยุที่ดูคล้ายน้ำพริกเป็นเครื่องจิ้มซาชิมิที่แปลกแต่ยังได้รสชาติเดิมๆ

จานสุดท้ายหอยเป๋าฮื้อย่างสุกหั่นพอคำเสิร์ฟมาในเปลือกหอย เนื้อกรุบนุ่มหนึบเวลาเคี้ยวอบอวลไปด้วยรสชาติของเป๋าฮื้อ อิ่มกับแล้วถึงเสิร์ฟข้าว นี่เป็นอีกอย่างที่ขัดกับการกินของเรา ซึ่งสามารถขอให้เขาเสิร์ฟข้าวพร้อมอาหารได้เช่นกัน เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นเริ่มรู้ใจคนไทยแล้ว แต่ที่อิชิกาวะอาจจะยังไม่คุ้นและผมเองก็ไม่ซีเรียส เลยปล่อยไปตามลำดับไม่ต้องให้พนักงานและเจ้าหน้าที่ร่วมทริปลำบากใจ ระหว่างมื้ออาหารมีโชว์ให้ดูด้วย 2 โชว์ โชว์แรกดูไม่ค่อยเข้าใจ แต่โชว์หลังนี่ตื่นเต้นสนุกมาก เป็นโชว์ตีกลองโดยคนสวมหน้ากากปีศาจ เรียกว่า Nafune Gojinjo Taiko เรื่องมีอยู่ว่า ในปี ค.ศ.1577 ทัพเรือของ Uesugi Kenshin วางแผนบุกแหลมโนโตะ ชาวบ้านแถวนั้นทราบข่าวเลยต้องคิดหาอุบายเอาตัวรอดด้วยการแต่งเป็นปีศาจทะเล ทำผมยุ่งบ้าง เอาสาหร่ายมาปกคลุมบ้าง ฉีกเสื้อให้ขาดรุ่งริ่งและใส่หน้ากากปีศาจ ตีกลองและร่ายรำด้วยท่าทางแปลกๆ อยู่ริมทะเลตรงตำแหน่งที่ข้าศึกจะขึ้นบก

นักรบของข้าศึกเห็นตัวประหลาดตีกลองริมทะเลเลยกลัวถอยทัพหนีไปโดยไม่ต้องสู้รบ ปัจจุบันการตีกลองแบบนี้ได้รับการจัดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และหาดูไม่ได้ง่ายๆ เพราะมือกลองต้องเป็นคนในหมู่บ้าน Nafune เมืองวาจิมะเท่านั้น และกลองก็ต้องผลิตในอิชิกาวะด้วยเช่นกัน โชว์จบของหวานก็มาเสิร์ฟอย่างพอเหมาะพอดี เป็นพุดดิ้งงาดำเสิร์ฟกับขนมไดฟุกุ จบมื้อค่ำอย่างอิ่มหนำสำราญใจมาก

 

นัดพบกัน… อ่างเก็บน้ำวังบอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ม.ค. 2561 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536522

นัดพบกัน... อ่างเก็บน้ำวังบอน

โดย สืบสิน /ภาพ กีกี้

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หนาวนี้ผมมีนัดครับ แต่หาใช่เนื้อคู่ตุนาหงันไม่ ทว่าเป็นนัดกับพระจันทร์อันสวยงาม แม้ไม่ต้องปีนป่ายผาให้เหนื่อยล้า แต่ก็ได้ชื่นชมความงามของแสงจันทร์ไม่แพ้กัน แม้จะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงนิดเดียว ณ ที่แห่งนี้ก็คือ “อ่างเก็บน้ำวังบอน” อ.ปากพลี จ.นครนายก เขตรับผิดชอบของ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั่นเอง

เสน่ห์ของที่นี่ไม่ทำให้หนาวนี้ของคุณหมดความหมาย เพราะอากาศนั้นแสนเย็นสบาย หายใจได้ทั่วปอด พร้อมทั้งยังได้ออกกำลังกายแบบชิลๆ นั่นคือการได้พายเรือคายักไปชมน้ำตกเล็กๆ ที่ไหลลงมายังอ่างเก็บน้ำ

อ่างเก็บน้ำวังบอน อยู่ห่างจาก อ.เมืองนครนายก ไปประมาณ 24 กิโลเมตร บริเวณโดยรอบอ่างเป็นพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การเดินป่า ดูนก โรยตัวจากหน้าผาชมความงามของน้ำตกธารรัตนา ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พายเรือแคนูไปชมความงามของน้ำตกวังบอน ในส่วนของอ่างเก็บน้ำใช้ประโยชน์แก่เกษตรกรในฤดูแล้งอีกด้วยนะครับ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

บรรยากาศของที่นี่ยิ่งไม่ทำให้ผิดหวัง เราจะได้เห็นอ่างเก็บน้ำมีขนาดใหญ่ที่มีวิวข้างหลังเป็นเขาเล็กๆ มีน้ำตกอยู่ไกลลิบๆ

หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อลงทะเบียนตามระเบียบแล้วเราก็หาพื้นที่เพื่อกางเต็นท์ ซึ่งมีเต็นท์กางกันไม่หนาตาจนเกินไปยิ่งทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัว นั่งเล่นเก็บภาพดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นที่แสนจะเงียบสงบ ลมพัดเอื่อยเย็นๆ ยิ่งทำให้สุขใจจริงๆ ก่อนพระอาทิตย์จะตกดินเรายังได้ภาพดวงอาทิตย์ก่อนลาลับขอบฟ้า

ตะวันลับฟ้าไปได้ไม่นาน หอบเอาความมืดสงบมาเยือน สิ่งที่เรารอคอยยามนี้ก็คือแสงจากพระจันทร์ที่ใครก็ว่าที่นี่พระจันทร์สวยเป็นนักหนา และในที่สุดแสงเรืองรองจากหลังเขาก็ค่อยๆ ขยับตัวจนกลายเป็นสีนวลตา นั่นคือพระจันทร์ที่เรานัดเจอ ยามที่พระจันทร์สะท้อนกับสายน้ำยิ่งทำให้เราเคลิบเคลิ้ม แอบอมยิ้มอย่างมีความสุข ในใจยังนึกตัดพ้อว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มานั่งสัมผัสธรรมชาติอันงดงามแบบนี้

ไกลจากพระจันทร์ออกไปเรายังได้สัมผัสกับความสวยงามของแสงดาวระยิบระยับตา ดูเหมือนค่ำคืนนี้ความเหงาจะค่อยๆ ทุเลา นั่นอาจเป็นเพราะพบเพื่อนใหม่ที่ชื่อดวงดาวและพระจันทร์นั่นเอง

พอเช้าวันใหม่เราเริ่มทำกิจกรรมของที่นี่ นั่นคือการปั่นจักรยานไปรอบๆ อ่างเก็บน้ำ บ้างก็ลงเรือคายัก ซึ่งการพายเรือคายักไปตรงบริเวณน้ำตกที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่อีกอย่าง แต่อีกหลายคนก็นั่งตกปลากันอย่างมีความสุข

แม้หนาวนี้จะไม่ได้เดินทางไปพิชิตภูสูง แต่ก็ได้บรรยากาศอันแสนชุ่มชื่น ณ ที่แห่งนี้เติมพลังให้ชีวิตได้ไม่แพ้กันเลยละครับ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเรารักธรรมชาติอ่างเก็บน้ำวังบอน โทร. 071-294-838