เหอเป่ย์ บ้านศิลปิน ถิ่นศิลปะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 13:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536418

เหอเป่ย์ บ้านศิลปิน ถิ่นศิลปะ

มณฑลเหอเป่ย์ไม่ได้มีเพียงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม และอาหารขึ้นชื่อถูกปากนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ที่นี่ยังรุ่มรวย ด้วยศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ และมีการสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ให้ร่วมสมัย จนสามารถสร้างชื่อเสียงทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ รวมถึงสามารถสร้างรายได้อย่างมากมายให้แก่คนที่นี่อีกด้วย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หนึ่งในผลงานทางศิลปะที่สำคัญของมณฑลเหอเป่ย์ คือ ศิลปะการเขียนภาพบนแผ่นไม้ของจีนซึ่งมีประวัติยาวนานนับพันปี เป็นงานศิลปะชั้นสูงที่ต้องใช้ทั้งฝีมือและทักษะ ซึ่งในปัจจุบันที่เมืองสือจาจวงมีศูนย์ฝึกฝีมือด้านนี้โดยเฉพาะทั้งการขึ้นแบบร่าง การใช้ความร้อนในการสร้างลวดลาย การลงสีด้วยเทคนิคต่างๆ ไปจนถึงการใช้เปลือกหอยและแผ่นทองมาประกอบเป็นชิ้นงานที่มีความวิจิตรงดงาม โดยแผ่นไม้แต่ละแผ่นที่ผ่านการขึ้นแบบร่างและลงสีถูกนำมาต่อกันเป็นภาพขนาดใหญ่ ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีตจนแทบไม่เห็นรอยต่อของภาพและยังส่งผลถึงมูลค่าของชิ้นงานอีกด้วย

นอกจากศิลปะการเขียนภาพบนแผ่นไม้แล้ว มณฑลเหอเป่ย์ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะการตัดกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ซึ่งแตกต่างจากมณฑลอื่น โดยจุดเด่นของศิลปะการตัดกระดาษของตำบลยู่วเสี้ยน เมืองจางเจียโข่ว คือ การลงสี เพราะถ้าเป็นของมณฑลอื่นๆ จะนิยมตัดด้วยกระดาษสีแดง แต่ถ้าเป็นของที่นี่จะมีสีสันต่างๆ ทำให้ได้ภาพเหมือนจริงมาก และมีการจัดเป็นนิทรรศการ ทั้งประวัติความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนซึ่งอาศัยอยู่บริเวณนี้ วัฒนธรรมประเพณีภาพต่างๆ ซึ่งภาพที่ใช้บอกเล่านั้นสร้างสรรค์มาจากศิลปะการตัดกระดาษทั้งหมด รวมถึงยังมีนิทรรศการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดศิลปะการตัดกระดาษ โดยมีหัวข้อในการประกวด คือ โอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ซึ่งประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพอีกด้วย

ผลงานการแกะสลักหินเป็นศิลปะอีกหนึ่งแขนงที่มีชื่อเสียงมากของมณฑลเหอเป่ย์ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่ากว่าร้อยละแปดสิบของงานแกะสลักหินในประเทศจีนมาจากอำเภอฉู่วหยาง เมืองเป่าติ้ง ซึ่งเคยเป็นเมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ โดยศิลปะแขนงนี้ต้องอาศัยทั้งทักษะฝีมือ ความแม่นยำ  และความแข็งแรงควบคู่กันไป โดยเมื่อมาถึงที่นี่แล้วไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็จะเห็นหินแกะสลักชิ้นใหญ่ๆ ทั่วเมือง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

นอกจากงานแกะสลักหินชิ้นใหญ่ๆ แล้ว ที่นี่ยังมีชื่อเสียงด้านเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบเซรามิก โดยมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่เป็นภาชนะเครื่องปั้นดินเผาอายุนับพันปี และงานฝีมือเหล่านั้นก็สืบทอดต่อกันมา ทั้งนี้ผลงานส่วนหนึ่งยังได้รับคัดเลือกนำไปจัดแสดงอยู่ในพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่งอีกด้วย

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกของที่นี่นับได้ว่ามีความหลากหลายอย่างมาก เพราะมีการผสมผสานกระบวนการแบบดั้งเดิมร่วมกับการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความงดงาม มีคุณค่าทางด้านศิลปะ ขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมคุณภาพด้วยการใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกของมณฑลเหอเป่ย์นั้นจะมีชื่อเสียงเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้อย่างมากมายให้แก่เหล่าศิลปินและนักธุรกิจในมณฑลนี้

การผลิตเครื่องปั้นดินเผาของที่นี่ มีการนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ร่วมด้วย ก่อให้เกิดความพิเศษที่มากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาเถ้าธูป มีความพิเศษของการประยุกต์ การผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบดั้งเดิมรวมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เกิดเป็นอัตลักษณ์ใหม่ ที่หลอมรวมทั้งงานฝีมือและความศรัทธาเข้าไว้ด้วยกัน โดยการรวบรวมเอาเถ้าธูปตามวัด และสถานที่ สำคัญๆ ที่ประชาชนจุดธูปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยความศรัทธา นำมาเป็นส่วนประกอบของน้ำเคลือบ ที่ใช้เคลือบเครื่องปั้น และลวดลายสีสันที่เกิดจากน้ำเคลือบ ซึ่งมีเถ้าธูปเป็นส่วนประกอบ นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อว่า ได้มอบสิ่งดีงามรวมอยู่ในผลงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมากก็คือเถ้าธูปที่นำมาเป็นส่วนประกอบของการสร้างสรรค์ผลงานนั้น ส่วนหนึ่งได้รวบรวมมาจากวัดในประเทศไทย

ผลงานประติมากรรมของศิลปินแห่งเหอเป่ย์หลายคนสร้างชื่อเสียง และได้รับคำเชิญให้ไปจัดแสดงยังต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ศิลปินบางท่านได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน ด้วยการ นำภาพของวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นที่เขาเติบโตขึ้นมา ถ่ายทอดออกมาเป็นอิริยาบถต่างๆ ซึ่งใครเห็นแล้วก็ต้องประทับใจ ทั้งท่าทาง รอยยิ้ม การหัวเราะ รวมไปถึงริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวันเวลาของวัยที่ล่วงเลย ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญในผลงานที่สร้างชื่อเสียง ขณะที่บางท่านมีแนวทางการสร้างสรรค์งาน ในรูปแบบของการประยุกต์ทางพระพุทธศาสนา กลายเป็นชิ้นงานที่มีความโดดเด่นและร่วมสมัย

ส่วนศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ที่ทีมงานโลก 360 องศา มีโอกาสได้สัมผัสและเรียนรู้นั่นคือศิลปะแห่งการทำธูปหอมซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานับพันปี โดยกระบวนการในทำธูปหอมนั้นค่อนข้างละเอียดและซับซ้อน นับตั้งแต่การคัดเลือกส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นและสีของธูป ไปจนถึงกรรมวิธีผสม และท้ายที่สุดก็ได้ออกมาเป็นผลงานเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและมูลค่า

เหอเป่ย์นับเป็นเมืองแห่งศิลปิน ถิ่นของศิลปะ ที่ใครมาแล้วเป็นต้องตื่นตาตื่นใจ และยังมีเรื่องราวอีกมากมายรอให้ผู้มาเยือนได้เปิดประสบการณ์ใหม่ที่มณฑลแห่งนี้ คุณผู้อ่านสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

 

‘อัล ซาราย ‘ สไตล์ภารต อินเดีย-เลบานอน คูซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536386

'อัล ซาราย ' สไตล์ภารต อินเดีย-เลบานอน คูซีน

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

มาเปิดประสบการณ์ด้านรสสัมผัสของอาหารอีกประเภทหนึ่ง อย่างอาหารอินเดียและเลบานอน ซึ่งหากกำลังเบื่อความซ้ำซากจำเจในมื้ออาหารของคุณ

แนะนำให้ไปลองกันที่ร้าน “อัล ซาราย” แล้วจะพบกับอีกหนึ่งรสชาติของอาหารที่น่าลิ้มลอง

ถึงบรรทัดนี้หลายคนอาจจะร้อง “ยี้” กับอาหารแนวดังกล่าว ที่คิดว่าจะต้องมีกลิ่นเครื่องเทศรุนแรงและฉุน รวมถึงรสชาติประหลาดเกินจินตนาการ ซึ่งในคราแรกก็คิดเช่นเดียวกัน แต่ต้องแยกเลยว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ จนกว่าจะได้ลอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เพราะที่ “อัล ซาราย” จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ

 

เพราะนับตั้งแต่เปิดประตูเข้าร้านมา เหมือนข้ามไปยังประเทศต้นตำรับจริงๆ จากการออกแบบตกแต่งของร้านอาหารขนาด 1 คูหา พื้นที่หน้ากว้าง 3.5 เมตร ซึ่งเนรมิตให้ทั้ง 3 ชั้นของร้านนี้ มีกลิ่นอายของอาหรับแนวหรูหรา สร้างบรรยากาศในร้าน สามารถรองรับได้ 80 ที่นั่ง และมีไพรเวทรูมที่สามารถจัดเลี้ยงได้

ขณะที่แนวอาหารมีความชัดเจนเพราะมี 2 สัญชาติเท่านั้น คือ อินเดียและเลบานอน โดยเชฟทั้งสองสัญชาติเป็นผู้ลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง แต่จุดเด่นของร้านนี้ อยู่ที่คนกินจะรับรู้ได้ถึงรสชาติดั้งเดิม แต่ระดับความรุนแรงของเครื่องเทศจะไม่รุนแรง ซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมลงตัว

แน่นอนว่าเมนูเด็ดที่ถ้าได้มาเปิดประสบการณ์ต่อมรับรสของที่นี่แล้ว ไม่สั่งเหมือนมาไม่ถึงมีอยู่ 7 เมนูห้ามพลาด ได้แก่ ฮามมุส (Hummus) ซึ่งเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีส่วนผสมของถั่ว มะนาว และงา ราวด้วยน้ำมันงา ตามมาด้วย มูตาเบิล บาเทนจาน (Mutable Batenjan) มะเขือเผาบดผสมมะนาวและงา

จากนั้น เมนูผักสลัดอย่าง ทาบูเล่ (Taboule) ผักชีฝรั่ง มะเขือเทศ และธัญพืช ราดด้วยน้ำมันมะกอกผสมมะนาว อีกทั้ง ฟาตูส (Fattouch) ผักสลัดรวมโรยด้วยผงชูมัสและขนมปังกรอบสูตรพิเศษ ราดด้วยน้ำทับทิมเข้มข้น โดยในหมวดหมู่นี้เป็นเมนูสัญชาติเลบานอน ซึ่งกว่า 90% ของเมนูในสัญชาตินี้จะเป็นเมนูมังสวิรัติ

 

มาถึงเมนคอร์สสัญชาติอินเดียกันบ้างอย่าง เอ็กซ์ตร้า มิกซ์ กริลล์ (Extra Mix Grill Platter) โดยมีเนื้อแกะนำเข้าจากออสเตรเลีย หมักด้วยซอสสูตรพิเศษของร้าน และเนื้อไก่หมักด้วยเครื่องเทศ มีซอสโยเกิร์ตและซอสกระเทียม

ต่อมาอีกจานคือ ดัล มากานี (Dal Makhani) แกงสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมหลักคือ ผักรสชาติเข้มข้น เช่นเดียวกับ บัตเตอร์ ชิกเก้น (Butter Chicken) แกงไก่รสเด็ดเข้มข้นถึงใจ และเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง อัล ซาราย บริยานี (Al Saray Biryani) ข้าวบามาสติอบด้วยเนื้อสัตว์ที่มีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น แกะ ไก่ หรือซีฟู้ด โรยด้วยหอมเจียวพร้อมซอสสูตรเด็ดรสชาติกลมกล่อมหอมหวน

ที่ขาดไม่ได้คือ แป้งนาน (Nann) ที่มีทั้งรสธรรมดา รสเนย รสกระเทียม และรสชีส

 

ตบท้ายด้วยของหวาน โมฮาลาเบีย (Mohalabieh) สูตรดั้งเดิมของเลบานอน หน้าตาคล้ายเยลลี่แต่ไม่มีส่วนผสมของเจลาติน โดยมีนมและน้ำตาลผสมน้ำกลิ่นดอกไม้ รสชาติไม่หวานมากกลิ่นหอม

ส่วนอีกเมนูหนึ่งคือ กุหลาบ จามอล (Gulab Jamun) แป้งปั้นทอดผสมน้ำเชื่อมกลิ่นกุหลาบ รสหวานกลิ่นหอม

ส่วนเมนูเครื่องดื่ม เลมอน มินต์ (Lemon Mint) มะนาวผสมมินต์ปั่น อีกทั้งเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่นำเข้าจากเลบานอนแท้ๆ

 

อัล ซาราย ถือเป็นร้านอาหารอินเดียและเลบานอน ที่สามารถรับประทานคู่กันข้ามสัญชาติได้อย่างลงตัว รวมถึงมีราคาเป็นมิตร

ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท ซึ่งมี 2 สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาสีลม (สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง) เปิดเวลา 11.00-24.00 น. และสาขาซอยโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย เปิดเวลา 09.00-22.00 น.

 

‘เพชรบูรณ์’ ไม่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536385

‘เพชรบูรณ์’ ไม่เหมือนเดิม

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เวลาขับรถผ่านเพชรบูรณ์จะคิดถึงสองอย่าง อย่างแรกคือ ไก่ย่างวิเชียรบุรี ที่มีมากมายหลายเจ้าให้แวะรับประทานก่อนขับรถขึ้นเหนือ

อย่างสองคือ มะขามหวาน ที่โด่งดังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด ถึงขนาดสร้างประติมากรรมมะขามหวานพันธุ์หมื่นจง ฝักโค้งผอมสีทองอร่ามเป็นจุดถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว

มันเป็นสองอย่างที่คุณจะเจอถ้าเพียงขับรถผ่าน แต่ถ้าตัดสินใจเลี้ยวเข้าตัวเมือง และตั้งใจมาเที่ยวเพชรบูรณ์สัก 3 วัน 2 คืน คุณจะแทบลืมสองอย่างที่คิดว่าเป็นทั้งหมดของจังหวัดนี้ไปเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ความพยายามที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในตัวเมือง ก่อนหรือหลังไปเยือนเขาค้อ หรืออุทยานแห่งชาติน้ำหนาว หรือเตลิดขึ้นเหนือ เป็นภาระหนักอึ้งของเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

การผุดไอเดีย “14 จุดสุดประทับใจ เที่ยวในเพชรบูรณ์” หวังให้ใครก็ตามที่ผ่านตัวเมืองได้แวะเวียนเข้าไปสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยได้กำหนดเส้นทาง 14 จุดที่สามารถขับรถเที่ยวเองหรือจะเลือกใช้บริการนั่งรถรางก็สามารถเช่นกัน พร้อมแผ่นพับเล่ารายละเอียดของแต่ละสถานที่โดยสังเขป

01 ปูนปั้นรูปคนแคระประดับโบราณสถานเขาคลังใน

 

แต่เมื่อกางออกมาอ่านชื่อสถานที่ทั้งหมดครบถ้วน มีโอกาสสูง (มาก) ที่คุณจะพับแผ่นกลับแล้ววางไว้ที่เดิม ขอยกตัวอย่าง หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ หรือหอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์ ประกอบกับภาพอาคารคล้ายสถานที่ราชการ

มันเกินกว่าใครจะคิดถึงว่า “มีสิ่งเจ๋งๆ อยู่จริง”

ปัญหาจึงอยู่ที่ความประทับใจแรก ซึ่งยากแท้ที่จะทำให้เกิดขึ้นฉับพลันบนหน้าแผ่นพับ การท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จักจึงต้องอาศัยการบอกปากต่อปากเหมือนที่กำลังทำอยู่นี้

ไม่แพ้มิวเซียมเมืองกรุง

ของดีและฟรีมีอยู่จริง ไม่ใช่คำโฆษณาเกินจริงสำหรับ “หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย” ที่ได้ปรับปรุงศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์หลังเก่าให้เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อ พิพิธภัณฑ์

ความเจ๋งของที่นี่คือ ห้องนิทรรศการถาวรที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดีได้ไม่น่าเบื่อ มีสื่อโต้ตอบกับผู้ชม และมีการดีไซน์แต่ละห้องอย่างน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เจ๋งจริง แต่น่าเสียดายเพราะแม้คนเมืองเพชรฯ เองก็ยังไม่ทราบว่ามีของดีและฟรีอยู่ใกล้ตัว

การจัดแสดงเริ่มตั้งแต่เรื่องราวของเมืองเพชรบูรณ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไปจนถึงยุคศรีเทพ สุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ และยุคร่วมสมัย แต่ละยุคมีลูกเล่นให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและมีมุมให้ถ่ายรูปเสมอ

รวมถึงเรื่องราวประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่หยิบยกไฮไลต์ออกมาและถอดความหมายให้กลายเป็นเรื่องสนุกจนเผลอตัวอ่านข้อมูลอยู่นาน

สำหรับชื่อเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย เป็นพระนามของเจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย พระราชโอรสอันดับที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

02 เขาคลังนอก

 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการการท่องเที่ยวของเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ หมายความว่า ถูกต้องแล้วที่จะเริ่มจุดแรกที่หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยเพื่อขอรับข้อมูลเส้นทางไปยังอีก 13 จุดที่เหลือ รวมทั้งยังเป็นจุดสตาร์ทรถรางชมเมืองที่ให้บริการฟรีด้วย

การอนุรักษ์อาคารเก่าโดยเปลี่ยนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ยังเกิดขึ้นอีกหลายแห่งทั้ง “หอภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้านเพชรบูรณ์” อดีตอาคารสำนักงานกาชาดในสวนสาธารณะเพชรบุระ (อ่านว่า เพ-ชะ-บุ-ระ) ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมของเพชรบูรณ์ ตามที่ปรากฏในจารึกบนใบลานทองคำที่ค้นพบในกรุเจดีย์

ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการทำมาหากิน และอาชีพดั้งเดิมของคนเพชรบูรณ์จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มะขามหวาน ใบยาสูบ หาของป่า และวิถีชีวิตริมแม่น้ำป่าสัก เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กแต่น่ารักและทำให้เข้าใจวิถีชีวิตชาวเพชรบูรณ์ว่ามีมากกว่ามะขามหวาน

“หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์” อีกหนึ่งสถานที่ที่ได้ปรับปรุงศาลาประชาคมจังหวัดเดิมให้เป็นอาคารรวบรวมจัดแสดงเรื่องราวทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และคิดค้นองค์ความรู้ใหม่เพื่อการพัฒนาด้านวัฒนธรรม โดยอาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ห้องประชุมสำหรับจัดกิจกรรมการแสดง ห้องโถงสำหรับจัดนิทรรศการ และลานกิจกรรมกลางแจ้ง

“หอเกียรติยศเพชรบุระ” เดิมเป็นที่ตั้งของจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นหอเกียรติยศรวบรวมประวัติบุคคลสำคัญของเพชรบูรณ์ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การพัฒนาสังคม และผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัด โดยตั้งอยู่ในสวนสาธารณะเพชรบุระ

รวมถึงสถานที่เก่าแก่อย่าง “หอนิทรรศน์กำแพงเมืองเพชรบูรณ์และกำแพงเมือง” โดยได้สร้างพิพิธภัณฑ์ไว้ในป้อมปราการเก่า ซึ่งเชื่อมต่อกับกำแพงเมืองก่ออิฐถือปูน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยกลางกรุงศรีอยุธยา มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 500 เมตร มีป้อมปราการ 4 ป้อม ได้แก่ ป้อมศาลเจ้าพ่อ ป้อมศาลเจ้าแม่ ป้อมหลักเมือง และป้อมสนามชัย

ที่ตั้งของหอนิทรรศน์กำแพงเมืองเพชรบูรณ์ พิพิธภัณฑ์ที่แสดงรายละเอียดการสร้างกำแพงเมืองโบราณของเพชรบูรณ์ 2 ยุคสมัย คือ สุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ข้อมูลเกี่ยวกับวัดโบราณ ตำนานพื้นบ้าน และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกำแพงเมือง ส่วนอาคารด้านนอกสร้างโดยใช้ลักษณะแบบป้อมกำแพงเมืองที่มีใบบังและใบเสมาตามหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งสามารถเดินขึ้นไปดูทิวทัศน์เสมือนป้อมกำแพงเมืองจริงๆ ได้

03 โครงกระดูกมนุษย์โบราณภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

 

นอกจากนี้ กำแพงเมืองเพชรบูรณ์ ยังมีลักษณะพิเศษตรงที่ตัวป้อมแต่ละมุมจะยื่นออกไปนอกแนวกำแพง เรียกว่า การสร้างป้อมแบบหัวธนู

แค่ในเมืองก็มีพิพิธภัณฑ์ถึง 5 แห่ง แต่เส้นทาง 14 จุดสุดประทับใจยังได้รวบรวมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเมืองไว้ ไม่ว่าจะเป็นพุทธอุทยานเพชรบุระ สถานที่ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างจำลองมาจากพระพุทธมหาธรรมราชาที่วัดไตรภูมิ โดยบนปลายยอดจุลมงกุฎได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจาก 9 ประเทศ และหล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 126 บาท

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพชรบูรณ์ เป็นที่ตั้งเสาหลักเมืองแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำด้วยหินศิลาจารึกอักษรขอม และเป็นเสาหลักเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

วัดมหาธาตุ พระอารามหลวง วัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีการขุดค้นเจดีย์พบจารึกลานทองในท้องหมู จารึกว่า พระเจ้าเพชบุรเป็นผู้สร้าง และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชรมีชัยที่พระยาจักรีได้เคยมานมัสการในขณะเดินทัพมาพักที่เพชรบูรณ์

วัดไตรภูมิ อยู่ริมแม่น้ำป่าสักอายุกว่า 400 ปี เป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชาที่อัญเชิญมาประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ และวัดเพชรวราราม พระอารามหลวง วัดที่สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จฯ มาเยี่ยมและเผยแผ่ธรรม 3 พระองค์

นับแล้วเส้นทางนี้จะขาดอีก 4 แห่ง คือ ประติมากรรมมะขามหวาน วงเวียนอนุสรณ์นครบาลเพชรบูรณ์ หอนาฬิกาแชมป์โลกคู่แฝด และสวนสาธารณะหนองนารี

รวมเป็น 14 จุดสุดประทับใจที่ใช้เวลาเที่ยวได้หนึ่งวันเต็มแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แถมได้ความรู้ความสนุกเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปโม้ต่อได้เลยว่า เพชรบูรณ์มีดีกว่าไก่ย่างและมะขามหวาน

เพชรบูรณ์อาจเป็นมรดกโลก

ความยิ่งใหญ่แห่ง “เมืองโบราณศรีเทพ” ยังเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ทำให้ทราบว่าเพชรบูรณ์เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากร มีนโยบายนำเสนอเมืองโบราณศรีเทพเข้าบัญชีมรดกโลก ปัจจุบันมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำข้อมูลเอกสารนำเสนอสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative list) ให้กับทางยูเนสโกในช่วงต้นปี 2561

เดชา สุดสวาท หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เล่าว่า เมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในวัฒนธรรมทวารวดี

ตั้งอยู่ในบริเวณเขตที่สูงภาคกลาง หรือขอบด้านตะวันตกของที่ราบสูงโคราช อันเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายการแลกเปลี่ยนสินค้าและเส้นทางการค้าระหว่างพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18

ผังของเมืองโบราณศรีเทพมีลักษณะเป็นเมืองแฝด แบ่งพื้นที่สำคัญออกเป็น 3 ส่วนคือ เขตเมืองใน จัดเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางมรดกศิลปวัฒนธรรม มีโบราณสถาน 48 แห่ง กลุ่มโบราณสถานที่สำคัญ เช่น เขาคลังใน บริเวณส่วนฐานของโบราณสถานมีการประดับปูนปั้นรูปคนแคระ และลวดลายพันธุ์พฤกษาศิลปะทวารวดีที่ยังคงสมบูรณ์

ปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบปราสาทเขมรโบราณ ที่ปรางค์องค์เล็กของปรางค์สองพี่น้องมีทับหลังรูปอุมามเหศวร์แบบศิลปะบาปวน-นครวัด ที่มีรูปแบบเฉพาะแสดงภูมิปัญญาของช่างชาวเมืองโบราณศรีเทพ

04 รถรางชมโบราณสถานในอุทยานฯ ศรีเทพ

 

ส่วนถัดมาคือ เขตเมืองนอก สำรวจพบโบราณสถาน 64 แห่ง มีสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ชื่อ สระขวัญ และส่วนสุดท้ายคือ เขตนอกคูเมืองกำแพงเมือง พบโบราณสถาน 50 แห่ง มีสถานที่สำคัญ เช่น เขาคลังนอก เป็นสถูปเจดีย์สมัยทวารวดีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดที่พบในปัจจุบัน และปรางค์ฤาษี เทวาลัยในศาสนาฮินดูมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณอายุร่วมสมัยกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง

เมืองโบราณศรีเทพ เป็นที่ตั้งของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มแม่น้ำป่าสักเมื่อประมาณ 1,700 ปีมาแล้ว กล่าวได้ว่า กลุ่มคนโบราณมีความชาญฉลาดในการเลือกสรรที่ตั้งในพื้นที่ ซึ่งเปรียบเสมือนประตูเชื่อมต่อระหว่างดินแดนด้านตะวันออกของที่ราบลุ่มภาคกลาง กับดินแดนที่ราบสูงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ควบคุมและเชื่อมโยงเครือข่ายการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม

นำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเป็นเมืองที่สำคัญในวัฒนธรรมทวารวดี ในฐานะศูนย์กลางทางพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน ซึ่งชาวเมืองศรีเทพมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาและสร้างสรรค์งานศิลปกรรมให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตน จึงเป็นเหตุผลให้กรมศิลปากรเสนอชื่อเป็นมรดกโลก

แน่นอนว่าในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ มีรถรางพาเที่ยวและเลนจักรยานให้ปั่นชม โดยปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมจำนวน 9.9 หมื่นคน และคาดว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 แสนคน

หัวหน้าอุทยานฯ ยังเผยด้วยว่า นอกจากศูนย์บริการข้อมูลที่ให้ความสำคัญ ยังเตรียมพร้อมช่วยเหลือปฐมพยาบาลในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยของนักท่องเที่ยว จึงได้จัดจุดบริการและชุดปฐมพยาบาลไว้ในอุทยานฯ ซึ่งไม่นานมานี้ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ได้ติดตั้งตู้ยาชุมชนในบริเวณอุทยานฯ จำนวน 4 จุดสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และปล่อยขบวนรถคาราวานตู้ยาไปยัง 11 อำเภอทั่วเพชรบูรณ์

14 จุดบวกอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอที่ให้คุณไม่ขับผ่านตัวเมืองเพชรบูรณ์ไปเฉยๆ แต่อยากเลี้ยวเข้ามาทำความรู้จักเมืองมะขามหวานที่มีมากกว่าประติมากรรมมะขามหวาน กินอาหารท้องถิ่นที่มีมากกว่าไก่ย่าง และปักหมุดแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ งามๆ ที่มีมากกว่าเขาค้อ

………..ใต้ภาพ…………

00(รูปเปิด) เขาคลังนอกจำลองเทียบสเกลกับคน

01 ปูนปั้นรูปคนแคระประดับโบราณสถานเขาคลังใน

02 เขาคลังนอก

03 โครงกระดูกมนุษย์โบราณภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

04 รถรางชมโบราณสถานในอุทยานฯ ศรีเทพ

05 มุมมองจากด้านบนเขาคลังนอก

06 หลังคาปกป้องลายปูนปั้นประดับฐานโบราณสถานเขาคลังใน

07 ปูนปั้นประดับรูปคนแคระ

08 ดวงอาทิตย์ลอดช่องระหว่างต้นไม้บริเวณเขาคลังนอก

09 บริเวณจุดขุดค้นโบราณสถาน

10 ปรางค์ศรีเทพ สถาปัตยกรรมแบบปราสาทเขมรโบราณ

11 เขาคลังนอกหลังขุดค้นพบและบูรณะจากกรมศิลปากร

12 ร่องรอยเสา 8 เหลี่ยมบนยอดเขาคลังนอก

13 ห้องนิทรรศการบ้านเรือนเมืองเพชรบูรณ์ในอดีต

14 ห้องนิทรรศการเทศกาลอุ้มพระดำน้ำ

15 นักท่องเที่ยวถ่ายภาพโบราณวัตถุที่จัดแสดงในหอโบราณคดีฯ

16 ห้องนิทรรศการประเพณีจัดแสดงอย่างมีสีสัน

 

ดิ เอ็มเพรส ปริ๊นเซส หลานหลวง อาหารจีนสไตล์ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 17:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/536221

ดิ เอ็มเพรส ปริ๊นเซส หลานหลวง อาหารจีนสไตล์ฮ่องกง

เรื่อง: อณุสรา ทองอุไร  ภาพ: วิศิษฐ์ แถมเงิน

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เวลาที่อยากไปรับประทานอาหารจีน เรามักจะคิดว่าอาหารตามโรงแรมนั้นแพงกว่าร้านทั่วไป ทั้งที่ความจริงแล้ว หากไปกับครอบครัว ญาติมิตร หรือเพื่อนฝูง จำนวน 8-9 คนนั้น เฉลี่ยต่อหัวแล้วถูกกว่าไปรับประทานอาหารตามร้านดังในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองเสียอีก ทั้งคุณภาพอาหารก็ดีกว่า บริการก็ดีกว่า ที่สำคัญบรรยากาศก็มีความเป็นส่วนตัวมากกว่ากันเยอะเลย แถมที่จอดรถก็สะดวกสบายไม่ต้องวนหาหลายรอบให้หงุดหงิดใจ

อย่างเช่นร้านอาหารจีนที่กำลังจะแนะนำในวันนี้ ก็คือ ร้านอาหารดิ เอ็มเพรส ของโรงแรม รอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง ที่เปิดบริการมานานกว่า 20 ปี สมจิตร เลิศฤทธิ์ เชฟประจำห้องอาหารเล่าว่า ที่ห้องอาหาร ดิ เอ็มเพรสนั้น เป็นร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง ในตอนนี้มีโปรโมชั่นพิเศษรับปีใหม่นานถึง 3 เดือน ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. 2561

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เซตพิเศษ ชุด A และ B ในราคา 5,900++ จากราคา 1.1 หมื่นบาท วันนี้เราเลือกเมนูชุด B มานำเสนอ ประกอบไปด้วย จานแรก ชุดออร์เดิร์ฟ จานรวมใหญ่พิเศษ คือกระเพาะปลาผัดแห้ง ขาไก่น้ำมันงา ขาหมูเย็น และแฮกึ้นทอด ต่อไปจานที่สอง คือ ซุปเสฉวน ถั่วหวานผัดซอสกุ้งสด (กุ้งตัวใหญ่และสดมากๆ) ปลานึ่งซอสพริก ข้าวต้มปลาทรงเครื่อง ขาห่านอบหม้อดินกับเป๋าฮื้อ (นุ่มลิ้นหนึบหนับ) และปลาเก๋าแดงผัดซอส XO ตบท้ายด้วยพุทราจีนทอด ถ้าไม่ชอบข้าวต้มปลา เปลี่ยนไปเป็นข้าวผัดหรือบะหมี่ผัดแทนก็ได้ มีน้ำชาจีน เก๊กฮวย หรือน้ำผลไม้ให้เลือกได้

นอกจากนี้ ช่วงมื้อกลางวันยังมีติ่มซำให้บริการเป็นพิเศษ ห้องอาหารจีนแห่งนี้มีทั้งหมด 120 ที่นั่ง สำหรับห้องรวม และมีห้องพิเศษสำหรับ 20 ที่นั่ง 3 ห้อง แต่หากมีลูกค้าพิเศษตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป สามารถโทรมาจองล่วงหน้าทางห้องอาหารก็จะเปิดให้บริการพิเศษในช่วงหลังบ่าย 3 ก็ได้ นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการจัดเลี้ยงสำหรับงานในวาระพิเศษ เช่น งานหมั้น งาน วันเกิด งานแต่งงานด้วย

“หรือหากต้องการมารับประทานอาหารเพียง 2 คน ทางห้องอาหารก็มีอาหารเซตชุดเล็กให้บริการด้วยเช่นกัน ไม่จำเพาะว่าจะต้องเป็นเมนูชุดใหญ่ 10 คนเท่านั้น” เชฟใหญ่ใจดีอธิบายให้ฟัง

น้ำดื่มนั้นมีทั้งชาจีน ชาร้อน น้ำเก๊กฮวย น้ำผลไม้ปั่น อร่อยสดแสนชื่นใจ การตกแต่งจะเน้นเป็นบรรยากาศแบบจีนร่วมสมัยสไตล์คลาสสิก เรียบโก้ เน้นโทนสีขาว ครีม เทา ดำ ร้านเปิดให้บริการทุกวัน แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงแรกเวลา 11.00-14.30 น. ช่วงที่ 2 เวลา 18.00-22.00 น.

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มหรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร.02-281-3088 หรือ http://www.royalprincesslarnluang.com

 

 

บ้านกลางน้ำ 1 บรรยากาศดี อาหารอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535040

บ้านกลางน้ำ 1 บรรยากาศดี อาหารอร่อย

สวนอาหารบ้านกลางน้ำ 1 เป็นร้านอาหารไทย จีน และซีฟู้ด ที่ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติความอร่อย บรรยากาศดี เย็นสบายตลอดเวลา ในทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทุกคนสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำและวิวของสะพานแขวนที่สวยงามในยามเย็น ยิ่งตอนพระอาทิตย์กำลังอัสดงประกอบกับแสงไฟอ่อนๆ ในร้าน ช่วยให้การรับประทานอาหารมีบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

“เราคงความอร่อยและบรรยากาศดีๆ มาร่วม 30 ปีแล้วครับ” จิรพงศ์ นนทกานันท์ เจ้าของร้านที่นอกจากเทกแคร์ลูกค้าดีแล้ว ฝีมือการทำอาหารก็เป็นเลิศ เผยความโดดเด่นของร้านพร้อมนำชมบรรยากาศร้าน

ภายในร้านมีพื้นที่กว้างขวาง จัดสรรเป็นโซนโต๊ะนั่ง มีทั้งโซนในตัวบ้านที่เป็นบ้านไม้สักเก่าแก่ 2 ชั้น มีโต๊ะให้เลือกนั่งในมุมสบายๆ และยังมีส่วนของระเบียงที่ตั้งยื่นออกไปให้ได้นั่งสัมผัสสายลมแม่น้ำเย็นๆ ได้เห็นวิวสวยๆ แบบเต็มตา และยังมีโซนโต๊ะนั่งที่นำเอาเรือมาดัดแปลงลอยลำอยู่กับที่ให้ได้เลือกนั่งตามชอบใจ

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เมนูอาหารมีทั้งไทย จีน และซีฟู้ดสดๆ หลากเมนูให้ได้เลือกสั่งกว่า 100 เมนู ซึ่งทางร้านได้เลือกคัดสรรวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ และมีความสดใหม่ทุกวันมาปรุงแต่งเป็นเมนูชั้นเลิศ จึงไม่สงสัยว่าทำไมภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและต่างชาติ ไม่ว่านักร้อง นักแสดง นักการเมือง นักธุรกิจต่างเลือกมากินร้านนี้ โดยมีภาพติดบนบอร์ดในร้าน เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช กษัตริย์ตองกา สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ตูปูที่ 5 ในสมัยยังมีพระชนม์อยู่ เวลาเสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ต้องมาเสวยที่ร้านทุกครั้ง หรือนักแสดงฮอลลีวู้ดอย่าง คีอานู รีฟส์ ก็มาร้านนี้

ขณะเมนูที่ทางร้านแนะนำวันนี้มี 4 เมนู คือ ปลากะพงคั่วพริกไทยดำ บอกเลยว่าปลาสดมาก ตัวใหญ่ดี แล่เป็นชิ้นๆ ทอดจนเหลือง ผัดเครื่องพริกไทยดำโดยใส่พริกยักษ์และต้นหอมผัดคั่วแบบแห้งๆ และนำมาราดบนตัวปลา ก่อนตักเข้าปากกลิ่นหอมของเครื่องพริกไทยดำหอมโชยแตะจมูกมาเลย ส่วนเนื้อปลาจะกรอบนอกนุ่มในและได้รสชาติเครื่องพริกไทยดำเข้มข้นโดนใจ

ต่อมาน้ำพริกกุ้งสด รสจัดจ้านพอประมาณและมีความกลมกล่อมในตัว ในน้ำพริกมีเนื้อกุ้งสดสับ กินกับผักลวกที่กรอบสดเพราะลวกมาพอดีกับไข่ต้มยางมะตูม อร่อยและเข้ากันดีมาก อีกเมนูกุ้งทอดพริกเกลือ แค่เห็นหน้าตาก็อยากแล้ว กุ้งตัวใหญ่ๆ นำไปทอดจนเหลืองกรอบแล้วผัดรวมกับเครื่องพริกเกลือ เนื้อกุ้งแน่นสดหวานหอมรสชาติอร่อย จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดของทางร้านอร่อยเลิศ

12

ปิดท้ายด้วยต้มยำกุ้งแม่น้ำ น้ำข้นรสจัดจ้านได้ใจมาก ความพิเศษของเมนูอยู่ที่ไม่มีการใส่นมสดลงไปเหมือนร้านอื่น แต่จะใช้กะทิสด น้ำมะพร้าว รวมถึงเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปด้วย ทำให้น้ำต้มยำมีกลิ่นหอมของมะพร้าว รสชาติเข้มข้นอร่อยถึงใจ

บ้านกลางน้ำ 1 อยู่ถนนพระราม 3 เข้าไปในซอย 14 ประมาณ 700 เมตร อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริการดี มีที่จอดรถพร้อม เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.30 น. ถ้ามากินวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ควรโทรมาจองโต๊ะก่อน โทร. 02-292-0175, 02-292-2037-8, 08-0450-0023 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.baanklangnam1.com

 

อินเตอร์กลิ่นอายเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535039

อินเตอร์กลิ่นอายเอเชีย

อาหารการครัวต่างๆ ทั่วโลกนั้น ถูกกำหนดบุคลิกของแต่ละครัว หรือ คิวซีน (Cuisine) ด้วยวัตถุดิบ เทคนิคการปรุง วัฒนธรรมการกิน รวมทั้งสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม แล้วก็เรื่องของกฎทางศาสนา ซึ่งแม้แต่ในคิวซีนประเทศหรือท้องถิ่นเดียวกัน แต่หากแต่ละคนอยู่ในภูมิประเทศที่แตกต่าง เช่น อยู่บนภูเขา ใกล้ทะเล หรืออยู่แถบที่ราบลุ่ม ก็ล้วนส่งอิทธิพลต่อการครัวทั้งสิ้น วัตถุดิบก็ต่างกันแล้ว สภาพอากาศก็ยังส่งผลให้เทคนิคการปรุง อย่าง รมควัน หมักดอง หรือปรุงสด ให้แตกต่างกันอีก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

สำหรับอาหารในทวีปเอเชียอันแสนกว้างใหญ่และมีความแตกต่างหลากหลายทางปัจจัยที่กำหนดการครัวอย่างที่ว่ามาข้างต้น จึงทำให้คิวซีนในที่ต่างๆ ของเอเชียมีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างสูง อย่างเช่น ในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักมีส่วนผสมหลักเป็นข้าว, ขิง, กระเทียม, งา, พริก, หัวหอม ฯลฯ โดยมีการผัด นึ่ง และทอดเป็นเทคนิคการปรุงยอดนิยม

 

ลำพังแค่ส่วนผสม ข้าวเองก็มีความหลากหลายไปในแต่ละท้องถิ่นของเอเชีย เช่น ข้าวบาสมาติ ก็จะนิยมกินในเอเชียใต้ ส่วนข้าวหอมมะลินั้นพบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ข้าวเมล็ดยาวนิยมในจีน ส่วนเมล็ดสั้นนั้น ชาวญี่ปุ่นกับชาวเกาหลีถือเป็นเจ้าตำรับ

สำหรับครัวเอเชียที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อย่างแกงชนิดต่างๆ ที่เป็นซิกเนเจอร์ของอินเดีย และประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียใต้ ขณะที่เอกลักษณ์ในคิวซีนของจีน คือ การใช้เนื้อสัตว์สดๆ และผัก มาปรุงเข้ากับส่วนผสมอย่างขิง กระเทียม และซีอิ๊วขาว ด้านครัวเกาหลีเองก็ปรุงรสด้วยซีอิ๊วและขิงเป็นหลัก โดยมีงาและถั่วเหลืองบดเข้ามาเสริมรสชาติ แถมพกด้วยซิกเนเจอร์ดิช อย่าง กิมจิ หรือผักดองรสเผ็ด ที่เป็นขาประจำในทุกมื้ออาหาร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

 

สำหรับอาหารญี่ปุ่นนั้น เน้นที่การดึงเอารสชาติแท้ๆ ของแต่ละวัตถุดิบ ซึ่งเครื่องปรุงต่างๆ ที่เข้ามาเสริมทัพ ล้วนแต่ช่วยดึงรสชาติที่แท้ออกมาให้ได้สัมผัส ส่วนสิ่งที่สำคัญในครัวอาหารเวียดนาม คือ ซอสต่างๆ ทั้งน้ำปลา ซีอิ๊ว และฮอยซินซอส ผสมผสานเข้ากับความสดใหม่ของผัก สมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ อย่างเช่น ตะไคร้และมะนาว

มาถึงครัวไทยนั้น เป็นรสชาติละมุนละไมแห่งการผสมผสานระหว่างรสชาติอันโดดเด่นของส่วนผสมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรสเปรี้ยวของมะขาม รสเผ็ดของพริก กลิ่นหอมๆ ของใบมะกรูด กะเพรา ผักชี และใบสะระแหน่

ในศตวรรษนี้ นอกจากความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจโลกจะวนมายังแถบเอเชียแล้ว รสชาติแบบเอเชียน เฟลเวอร์เอง ก็ดูเหมือนจะทรงอิทธิพลในแวดวงการครัวอยู่ไม่น้อยเลย เชฟฝั่งตะวันตกหลายรายที่เทใจให้วัตถุดิบและรสชาติแบบเอเชีย จนต้องนำไปใส่เอาไว้เป็น “สำเนียง” ในอาหารของตังเอง

 

ดูอย่างห้องอาหารอีท มีร้านอาหารอายุ 20 ปีในซอยคอนแวนต์ (พิพัฒน์ 2) ซึ่งอาหารทุกเมนูอยู่ภายใต้แนวคิดและการดำเนินการของ เชฟทิม บัทเลอร์ ผู้รังสรรค์เมนูหลากหลายในสไตล์นานาชาติ ซึ่งได้สอดแทรกความเป็นเอเชียเข้าไป โดยเฉพาะจากอาหารญี่ปุ่นทั้งรสชาติและรูปแบบ

ทิม บัทเลอร์ เป็นชาวเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน สหรัฐโดยกำเนิด ทิมใช้ชีวิตอยู่ในมหานครนิวยอร์กและแคลิฟอร์เนียตอนใต้อยู่หลายปี ก่อนจะย้ายมากรุงเทพฯ ในปี 2552 และเข้าร่วมงานในตำแหน่งหัวหน้าเชฟกับ อีท มี ในปลายปี 2553 และได้นำประสบการณ์ของเขามาสร้างสรรค์อาหาร อันผสมผสานความโดดเด่นของวัตถุดิบของเอเชียได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้อาหารของที่นี่มีความโดดเด่นเปี่ยมด้วยคุณภาพ และติดโผ 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน

เคล็ดเด็ดของเชฟทิม คือ การเคร่งครัดกับการเลือกวัตถุดิบมาก ต้องคุณภาพเยี่ยมเท่านั้น เขาจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการสร้างเมนูแต่ละอย่างขึ้นมา โดยจะทดลองชิมจนมั่นใจที่สุด ถึงจะนำมาเสิร์ฟให้ลูกค้า จึงทำให้อาหารอินเตอร์ที่มีกลิ่นอายแบบเอเชียของเขา มีแฟนประจำร้านมากมาย ทั้งไทยและต่างชาติ

 

มาดูเมนูแนะนำกันดีกว่า เริ่มที่จานสตาร์ทเตอร์ อย่าง Mixed Clams ซุปหอยตลับที่นำเอาซุปใสแบบตะวันตก มาใส่รสชาติโดดเด่นของน้ำมะนาวและผักชี Shima Aji Tartare ที่เชฟทิมนำเอาปลาแมกเคอเรลของญี่ปุ่น ที่นิยมนำมาทำซูชิ มานำเสนอในรูปแบบปลาดิบสไตล์ฝรั่ง แต่ยังไม่วายอาศัยรสชาติของเอเชียอย่างงา พริก และสาหร่าย ที่ใช้ในจานนี้

ฤดูกาลหน่อไม้ฝรั่งขาว เราก็จะได้กิน White Asparagus + Caviar ที่เสิร์ฟมาพร้อมชีสมันเชโกของสเปน แซฟฟรอน และหมูฆามง กับคาเวียร์ แซฟฟรอนกับคาเวียร์นี่วัตถุดิบเอเชียชัดๆ (ตะวันออกกลางกับรัสเซีย) Tamarind Glazed Quail นกกระทาและฟัวกราส์ ปรุงแบบฝรั่ง แต่อาศัยรสชาติซอสมะขามของเอเชีย

ใครชอบสายเนื้อ ลอง Spicy Wagyu Tartare “Laab” ทาร์ทาร์เนื้อวางุปรุงรสชาติแบบลาบไทย และที่พลาดไม่ได้เด็ดๆ ก็คือ Australian Wagyu Tomahawk ปรุงแบบมีเดียมแรร์ฉ่ำๆ พร้อมไขกระดูกอบกระเทียม (สำหรับ 3-4 ท่าน)

ไม่เพียงอาหารอินเตอร์ที่มีรสชาติและกลิ่นอายเอเชียเท่านั้น ค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ของห้องอาหารอีท มี ยังคิดค้นให้มีกลิ่นอายของเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารจานเด็ดของไทยอีกด้วย อย่างเช่น ค็อกเทลลาบหมู, ค็อกเทลแกงไตปลา, ค็อกเทลแกงอ่อม, ค็อกเทลส้มตำปูปลาร้า ฯลฯ

ห้องอาหารอีท มี ซอยคอนแวนต์ (พิพัฒน์ 2) เปิดบริการทุกวัน เวลา 15.00-01.00 น. สำรองโต๊ะที่นั่ง โทร. 02-238-0931 หรือ reservations@eatmerestaurant.com รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook.com/pg/eatmerestaurant/ และ http://www.eatmerestaurant.com

 

เอสเคป หนีความวุ่นวายไปนั่งชิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535038

เอสเคป หนีความวุ่นวายไปนั่งชิล

นานๆ ทีจะมีโอกาสปลีกตัวจากความวุ่นวายในเมืองกรุง ไปปักหมุดสูดอากาศสดชื่นที่เกาะกูดสักครั้ง ไหนๆ มาทั้งทีต้องไม่เสียเที่ยว ค่ำนี้ขอหาสถานที่ดินเนอร์และแฮงเอาต์นั่งชิลๆ สักหน่อย แล้วเราก็มาลงเอยที่ “เอสเคป” ซึ่งเป็นทั้งเรสเทอรองต์และบาร์ ที่อะเวย์ เกาะกูด รีสอร์ท บอกเลยว่าที่นี่บรรยากาศดี๊ดี

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เมื่อเดินเข้ามาในร้าน จะเห็นการตกแต่งในสไตล์โพลีนีเชียน โดยใช้โครงสร้างที่ทำจากไม้ ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นงานที่ทำจากฝีมือคนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นหลังคาสานจากใบจากสด ที่ตกแต่งให้ล้อไปกับเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ ทั้งโต๊ะและเก้าอี้ในแบบเรียบง่าย ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใบเขียวขจี แหม ถ้าได้มาดินเนอร์ช่วงค่ำๆ แล้วจุดเทียนเติมความอบอุ่นแสนโรแมนติกให้เข้ากับบรรยากาศสบายๆ ด้วยนะ จะยิ่งรู้สึกชิลเป็นที่สุด ที่สำคัญลูกค้ายังสามารถเลือกนั่งได้ทั้งบริเวณอินดอร์หรือเอาต์ดอร์เพื่อรับลมทะเลเย็นๆ ก็ได้ เพราะที่นี่สามารถรองรับได้ถึง 60 ที่นั่งด้วยกัน 

 

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เมนูอาหารของเอสเคปเป็นเมนูอินเตอร์ฯ ที่มีทั้งอาหารไทย อิตาเลียน เม็กซิกัน และซีฟู้ด เริ่มจากเมนูไฮไลต์ที่ขอแนะนำอย่าง “ปลาย่ำสวาท” ปลาสายพันธุ์เดียวกับปลาเก๋า แต่เนื้อจะมีความหวาน นุ่มลิ้น และสดกว่า เมนูนี้นำเสนอในรูปแบบซาชิมิ เสิร์ฟพร้อมวาซาบิสดและโชยุ บอกเลยว่าสดอร่อยมาก

ตามด้วย “กุ้งล่องคลองเจ้า” ที่ใช้กุ้งทะเลสดๆ นำมาลวกพอสุก แล้วคลุกเคล้ากับน้ำยำที่รสชาติกลมกล่อมคล้ายๆ กับน้ำพริกกุ้งสดผสมกับน้ำยำถั่วพู เป็นอีกเมนูแปลกใหม่ที่ไม่ควรพลาด

 

 

ต่อด้วย “ต้มยำกุ้งน้ำข้น” ที่เสิร์ฟมาในลูกมะพร้าวอ่อนซึ่งใช้น้ำมะพร้าวสดในลูกเพื่อปรุงต้มยำ จึงได้ความหวานของเนื้อมะพร้าวอ่อนเบาๆ และความแซ่บของเครื่องต้มยำผสมกัน ถือเป็นอีกเมนูที่สวยทั้งรูปลักษณ์และอร่อยจริง

มาที่ “ไก่ทอดเม็กซิกัน” เนื้อไก่หมักด้วยเครื่องเทศสไตล์เม็กซิกัน กินคู่กับหอมหัวใหญ่ทอดและซอสบาร์บีคิว ได้ความสไปซี่เบาๆ ปิดท้ายด้วยเมนูสร้างสรรค์จากไอเดียเชฟอย่าง “สเต๊กปลากะพงขาว” ที่เสิร์ฟพร้อมซอสเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ได้รสชาติมันๆ เปรี้ยวๆ กลมกล่อมเข้ากันดีกับเนื้อปลา

 

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูพื้นบ้านอื่นๆ เช่น แกงป่าปลาคัง ถั่วฝักยาวผัดกะปิ กะพงสองใจ แกงหมูชะมวง ที่บอกเลยว่ารสชาติจัดจ้าน สมกับชื่อร้านที่หลีกหนีความจำเจแบบเดิมๆ ได้เป็นอย่างดี ราคาอาหารเริ่มที่ 180-550 บาท

หลังมื้ออาหารท่ามกลางบรรยากาศดีๆ แบบนี้ แค่ย้ายไปนั่งตรงส่วนของ แคสอะเวย์ บาร์ ซึ่งอยู่ใน บริเวณรีสอร์ทเดียวกัน เพื่อนั่งอินกับบรรยากาศ หรือเพลิดเพลินไปกับการเล่นเกมปาลูกดอก แทงสนุกเกอร์ ฯลฯ กับกลุ่มเพื่อนและครอบครัว หรือจะนั่งคุยกับคนรักก็ได้ฟิลลิ่งที่ดีไม่น้อย

 

ที่แคสต์อะเวย์ บาร์ มีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่แนะนำคือ “Away Sunset” ค็อกเทลแก้วสีชมพู มีส่วนผสมของ เตกีล่า ทริปเปิ้ลเซก น้ำสับปะรด น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม แก้วนี้ดีกรีเบาๆ

ต่อด้วยค็อกเทล ออฟ เดอะ มันท์ หรือค็อกเทลที่มีตามฤดูกาลอย่าง “Coming Rain” ซึ่งมีส่วนผสมของ รัม ทริปเปิ้ลเซก ลิเคียวร์ และน้ำสับปะรด ดีกรีไม่แรงมากนัก

ปิดท้ายด้วย “Away Welcome” แก้วนี้มีส่วนผสมของ น้ำส้ม น้ำมะนาว โซดา น้ำเชื่อม ตกแต่งด้วยเมล็ดทับทิมและเนื้อลูกสละ พร้อมกับนั่งชิลๆ พูดคุยกันไปท่ามกลางแสงเทียน ดินเนอร์ค่ำคืนนี้ก็จบลงด้วยความแฮปปี้แล้วล่ะ

เอสเคป & แคสอะเวย์ บาร์ อยู่ที่ อะเวย์ เกาะกูด รีสอร์ท เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.00-22.30 น. สามารถนั่งได้ถึง 24.00 น. โทร. 08-7136-4036, 08-1835-4517 Facebook : Away Koh Kood Resort หรือ http://www.AwayResorts.com 

 

คาเฟ่ ปลา ความสุขครั้งใหม่ของคนรักอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535037

คาเฟ่ ปลา ความสุขครั้งใหม่ของคนรักอาหารไทย

ยังคงต่อยอดความสนุกและรักในการทำอาหารไม่สิ้นสุดสำหรับ ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ ล่าสุดเปิดตัวร้านอาหารสุดชิกแห่งใหม่ คาเฟ่ ปลา (Cafe Pla) ด้วยการชูเอกลักษณ์อาหารไทยในกลิ่นอายตะวันตก ภายในบรรยากาศที่เรียบหรู ชวนนั่ง เหมาะกับการพบปะสังสรรค์เพื่อนพ้องและครอบครัวในทุกโอกาสสำคัญ ด้วยสไตล์การตกแต่งร้านที่อบอุ่น คุมโทนสีไม้ ขาว ดำ สบายตา เหมือนนั่งกินข้าวในบ้านของตัวเอง ภายในร้านมีการจัดแบ่งโซนวีไอพีเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว และสำหรับลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ความพิเศษของทุกเมนูที่เสิร์ฟในคาเฟ่ ปลา คือ ขนมปังทำเองและพาสต้าเส้นสดที่นวดเส้นกันวันต่อวัน พร้อมซอสสูตรพิเศษหลายตัวที่ผสมผสานอย่างกลมกล่อมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก อีกทั้งอาหารไทยฟิวชั่นอีกหลากหลายเมนูที่ใช้แต่วัตถุดิบคุณภาพชั้นเยี่ยมให้อร่อยถูกใจทั้งคนไทยและต่างชาติ

 

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ก่อนจะไปสัมผัสกับรสชาติอาหารไทยในกลิ่นอายแบบตะวันตก เรียกความสดชื่นกันก่อน ด้วยสารพัดเมนูเครื่องดื่ม ซิกเนเจอร์ของที่นี่ ต้องยกให้นมมะตูม ทีเด็ดอยู่ที่การมิกซ์น้ำมะตูมเข้ากับนมสด ได้รสชาติหวานกลมกล่อม ละมุนลิ้น แต่ถ้าอยากเรียกความสดชื่น เติมพลังแนะนำ Orange Passion เป็นการรวมพลังของส้มและเสาวรส หวานอมเปรี้ยวชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเทศกาลแห่งความสุขนี้เท่านั้น อย่าง Rudolph Fresh Drink เมนูน้ำทับทิมผสมน้ำส้มยูซุจากโอกินาวา กลมกล่อมชื่นใจ ถ้าอยากลองต้องรีบกันหน่อย เพราะเสิร์ฟถึงวันที่ 31 ม.ค.นี้เท่านั้น

มาถึงเมนูของคาว มีกองทัพอาหารมาพร้อมชวนท้องร้องมากมาย แต่มาแล้วไม่ต้องกลัวเลือกไม่ถูก เพราะรักพี่เสียดายน้อง ค่อยๆ ชิมไปเรื่อยๆ ขอเพียงอย่าพลาดซิกเนเจอร์ที่แนะนำ เริ่มจากมันหวานทอด ลืมภาพเฟรนช์ฟรายส์แบบเดิมๆไปก่อน เพราะถึงหน้าตาจะคล้าย แต่เมนูนี้ไม่ธรรมดา เพราะนำมันหวานไปแช่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เนื้อมันนิ่มจนเกินไป แล้วนำมาทอดจนเหลือง กรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟกับมายองเนส

 

เรียกน้ำย่อยพอหอมปากหอมคอ มาต่อที่ Pesto Fettuccini with Prawn & Calamari เฟตตูชินี่เส้นสดฉบับโฮมเมดผัดกับกระเทียมและซอสเพสโตสุดเข้มข้น รสชาติกลมกล่อม กินเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว ต่อด้วยเมนูไทยๆ ที่ใครเห็นต้องอดใจไม่อยู่ ต้องขอแชะก่อนชิม เพราะแค่หน้าตาก็สอบผ่าน ส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึง สำหรับ Lotus Petal Mieng Khum เมี่ยงกลีบบัวจากสวนของไอเบอร์รี่ จัดวางมาเป็นคำๆ อย่างสวยงามน่ากิน เพิ่มกิมมิกด้วยการใช้กุ้งทอดแทนกุ้งแห้ง ท็อปด้านบนมะพร้าวเผาคั่ว เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเมี่ยงสูตรเด็ดของทางร้าน

 

 

สำหรับใครที่ชอบอาหารรสจัดจ้าน แนะนำ แกงปูหมี่อัญชัน รสจัดจ้านของแกงปูที่เชฟไปเรียนรู้จากเจ้าถิ่นเพื่อนำมาพัฒนาสูตรให้ออกมาเป็นสไตล์คาเฟ่ ปลา จัดจ้านด้วยรสชาติของเครื่องแกง และเนื้อปูชิ้นโตอร่อยๆ เต็มๆ คำ เสิร์ฟพร้อมเส้นหมี่เหนียวนุ่ม น่ากินด้วยสีดอกอัญชัน ตกแต่งจานด้วยดอกพวงชมพู

 

คาเฟ่ ปลา ร้านอาหารใหม่ในครอบครัวไอเบอร์รี่ กรุ๊ป พร้อมให้บริการแล้ว ที่ชั้น M สยามเซ็นเตอร์ ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร.02-251-3596

 

Ishikawa น่าไปมาก (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 12:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535340

Ishikawa น่าไปมาก (3)

กินซูชิเสร็จเตรียมออกเดินทางต่อ ฝนก็ตกลงมาพอดี คุณไกด์ให้ข้อมูลว่าที่จังหวัดอิชิกาวะนี่ฝนตกเป็นเรื่องธรรมดา การพกร่มที่นี่คือเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน อันนี้คือเงื่อนไขหนึ่งที่นักท่องเที่ยวพึงใส่ใจ พอนึกย้อนกลับไปก็เห็นจะจริงเพราะตอนมาคานะซาวะครั้งที่ผ่านๆ มาเจอฝนตลอด สืบเนื่องจากกระแสน้ำเย็นและอุ่นปะทะกันในทะเลแถบนี้ทำให้ความชื้นสูงกว่าที่อื่นๆ จึงเกิดฝนตกได้ง่าย แต่ฝนแถบนี้ก็ไม่ได้ตกยาวๆ ทั้งวัน ตกบ้างหยุดบ้างยังเที่ยวได้ไม่ลำบาก จุดหมายปลายทางวันนี้คือเมืองออนเซน Wakura ในเขตแหลม Noto ระหว่างทางต้องผ่านChirahama NagisaDriveway ถนนทรายหรือชายหาดความยาว 8 กิโลเมตร กว้างราว 50 เมตร ที่รถสามารถวิ่งผ่านได้โดยไม่จม ที่เป็นเช่นนี้เพราะทรายที่นี่เม็ดใหญ่และอัดแน่นทับถมมานานที่แม้แต่น้ำทะเลซัดขึ้นมาก็ไม่สามารถทำให้พื้นทรายร่วนหรือไหลกลับลงทะเลได้ เป็นสถานที่เที่ยวขึ้นชื่อในหมู่คนญี่ปุ่นที่ต้องมาลองขับรถบนถนนทรายเส้นนี้ดูสักครั้ง หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ก็ยังมากันได้เพราะถนนทรายแน่นปั้กขนาดที่รถบัสวิ่งได้อย่างสบาย ตามรายทางมีเพิงพักขายพวกหอยย่างและบริการห้องอาบน้ำดูโลคัลดี มีรถจอดใช้บริการบางตาเพราะฝนตก คุณล่ามให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนนี่คนพรึ่บแน่นหาดเหมือนกัน โชเฟอร์ของเราขับพาลงตั้งแต่หัวหาดยันท้ายหาด เป็นประสบการณ์ที่สนุกและน่าสนใจมาก เคยแต่ขับรถบนถนนเลียบชายหาดแต่นี่ขับบนหาดทรายประสบการณ์เลยผิดกันลิบลับ อธิบายเป็นคำยากต้องมาลองเองครับ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ขึ้นจากหาดทรายก็มุ่งเหนือไปยังแหลมโนโตะ ดินแดนที่ยังสดใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เราถึงเมือง Wakura ในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมา ระยะทางจริงๆ ไม่ถึง 40 กิโล แต่เพราะฝนตกเลยใช้เวลานานหน่อย เมืองวะคุระเป็นเมืองออนเซนริมอ่าว Nanao ด้านตะวันตก แต่เนื่องจากในอ่าวมีเกาะนานาโอะตั้งอยู่และด้านหนึ่งของเกาะอยู่ใกล้กับเมืองวะคุระมากเสียจนแทบจะเป็นแผ่นดินเดียวกัน ทำให้อ่าวด้านนี้ดูเสมือนเป็นทะเลสาบ และด้วยทัศนียภาพที่งามพร้อมทางเมืองจึงได้จัดงานวิ่งมาราธอนขึ้นในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สองของเดือน มี.ค. ที่นอกจากจะมีไฮไลต์อยู่ตรงเส้นทางข้ามเขาและทะเลแล้ว ยังมีหมู่บ้านชาวประมงที่เลี้ยงหอยนางรมอยู่ระหว่างทาง นักวิ่งสามารถเอร็ดอร่อยกับข้าวหน้าหอยนางรมได้โดยคณะกรรมการจะทดเวลาให้อีก 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผมเห็นภาพเส้นทางวิ่งอย่างชัดเจน ทางเมืองวะคุระจึงอาสาพาผม (นั่งรถ) ตามรอยเส้นทางมาราธอน ซึ่งต้องบอกเลยว่าถ้าผมเป็นนักวิ่งต้องอยากมา เพราะมาราธอนสนามใหญ่ในญี่ปุ่นทั้งหมดเป็นการวิ่งในเมือง แต่ที่นี่วิวสวยมากวิ่งชมวิวเพลินเลยแถมได้กินหอยนางรมเพิ่มพลังอีกต่างหาก และเมืองวะคุระก็เป็นเมืองออนเซนเลยสมประโยชน์นักวิ่งที่สามารถแช่น้ำแร่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังการวิ่งได้อีกด้วย ระหว่างสำรวจเส้นทางผมขอแวะชมหมู่บ้านชาวประมงให้เห็นกับตา เจ้าหน้าที่พามาจอดตรงท่าเรือมองออกไปเห็นฟาร์มหอยกินพื้นที่ในอ่าวเยอะอยู่ มีกระท่อมหลังเล็กริมท่าเรือไว้บริการนักท่องเที่ยวย่างหอยกินกันสดๆ ตรงนั้นได้บรรยากาศดีมาก อีกฝั่งของถนนเป็นอาคารไม้ที่ใช้ทำความสะอาดหอยและแกะหอยเพื่อส่งขายต่อไป จังหวะพอดีกับที่มีรถรับของไปส่งเลยได้เห็นครบถ้วนทุกกระบวนการ ระหว่างทางกลับเมืองผมเปรยๆ ว่าเส้นทางแบบนี้น่าขี่จักรยานเล่นสำหรับคนไม่ถนัดวิ่ง เจ้าหน้าที่ของเมืองรีบบอกว่า ถ้าสนใจจะพาไปดู เลยแวะไปที่อาคารสำนักงานของเมืองวะคุระ ที่นี่มีบริการให้เช่าจักรยานพร้อมเส้นทางแนะนำหลายเส้น จักรยานก็มีทั้งระดับ Giant, Bless bike และจักรยานธรรมดาให้เลือก ถือว่าทำการบ้านมาดีมาก ตอบโจทย์คนรักการออกกำลังทั้งวิ่งทั้งถีบเลย

จากที่ทำการเมืองผมมีคิวต้องแวะไปดูที่พักตามธรรมเนียมของการมาสำรวจเมือง ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะทุกวันนี้นักท่องเที่ยวมีความรู้มากขึ้นจากการสืบค้นข้อมูลได้ง่าย อาชีพอย่างพวกผมจึงต้องหาความรู้ให้มากพอที่จะบริการลูกค้า การได้มาเห็นของจริงย่อมชัดเจนกว่าดูจากอินเทอร์เน็ต มิเช่นนั้นอาจเหมือนหลายกรณีที่ภาพห้องพักในเว็บแตกต่างจากห้องจริงเยอะจนเกิดการโวยวายผ่านโซเชียลมีเดียหลายครั้ง ถ้าพูดถึงโรงแรมคู่บ้านคู่จังหวัดอิชิกาวะก็ต้องถือว่าเครือ Kagaya เขาสร้างชื่อมานานจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง โดยเฉพาะเรื่องบริการนี่ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของ Top100 Hotel & Ryokan ญี่ปุ่นติดต่อกันมาสามสิบกว่าปี โอ้โห! ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ แค่ติด 1 ใน 100 โรงแรมและเรียวกังของญี่ปุ่นนี่ก็ยากแล้ว ได้อันดับหนึ่งนี่ยากขึ้นไปอีก แต่รักษาแชมป์ติดต่อกันมาเกือบ 40 ปี นี่มันยากยิ่งกว่ายาก ดีกรีขนาดนี้ถ้าไม่ไปดูให้เห็นกับตาไม่ไปกินไปนอนให้รู้กับตัวถือว่าพลาดอย่างแรง โรงแรมแรกที่ไปเยี่ยมคือ Kagaya แบรนด์หลักของเครือนี้ โรงแรมใหญ่โตโอ่โถงสมฐานะแต่ที่ประทับใจคือธงชาติไทย คือเขารู้ว่าผมจะไปและก็มีผมคนเดียวที่เป็นคนไทย แสดงว่าธงนี้เตรียมมาเพื่อผมคนเดียวเลย เพียงธงผืนเดียวก็ดึงความภาคภูมิใจของผมขึ้นมาจนล้นแล้วครับ ส่วนเรื่องการต้อนรับดูแลนี่ไม่มีขาดทั้งโค้งทั้งกล่าวคำทักทายครบถ้วนไม่ตกหล่น ตัวโรงแรมมีหลายอาคาร ห้องพักมีหลายแบบทั้งธรรมดาสามัญไปจนถึงห้องหรูแบบมีบ่อออนเซนในตัว แต่ไม่ว่าคุณจะพักห้องระดับไหนจ่ายถูกจ่ายแพงเท่าไหร่ ก็ยังคงได้รับบริการที่ดีที่สุดเสมอกัน

โรงแรมถัดมาคือ Matsunomidori แค่เดินเข้าไปล็อบบี้ก็ทึ่งแล้วครับ เสาไม้ทั้งต้นเรียงอยู่สองข้างทางเดิน ประดับด้วยเครื่องเขินวะจิมะ (Wajima Lacquerware) ของศิลปินชื่อดังคุณ Kado Isaburo ที่มีผลงานการแสดงงานไปไกลถึงยุโรปและอเมริกา การตกแต่งของโรงแรมเน้นไปที่การใช้ไม้เป็นหลัก แต่จะออกในแนว Temporary ไม่ได้ญี่ปุ่นจ๋าเหมือน Kagaya เอาตามตรงผมถูกใจที่นี่มากเพราะบรรยากาศเหมือนแกลเลอรี่ ไม่ว่าจะเป็นโถงล็อบบี้ ห้องอาหาร ไปจนถึงห้องพัก ทุกที่มีสไตล์หมด ตามมุมบันไดที่มีเหลี่ยมมีสันทางโรงแรมก็นำผ้ามาหุ้มอย่างดีทั้งเก๋และปลอดภัยไปในตัว และที่น่าสนใจมากสำหรับนักดื่มคือเครื่องดื่มในห้องและที่บาร์บริการฟรีหมด มีนิดเดียวที่อาจจะขัดใจบางท่าน ที่นี่ไม่รับเด็กเล็กครับ เรียวกังหลายแห่งในญี่ปุ่นมีเงื่อนไขในแบบเดียวกันนี้เพราะอยากรักษาบรรยากาศที่เงียบสงบให้กับลูกค้านั่นเองครับ

 

เชจู แฮมุลบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 12:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535339

เชจู แฮมุลบับ

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย piangor@hotmail.com

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เที่ยวบินจากกรุงโซลไป “เกาะเชจู” ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 15 นาที ก็ถึงปลายทาง สนามบินบนเกาะเชจูเป็นสนามบินนานาชาติมีเที่ยวบินตรงจากหลายประเทศรวมทั้งจากไทยด้วย เกาะเชจูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและฮันนีมูนของเกาหลีคล้ายๆ กับเกาะภูเก็ต ทว่าภูเก็ตเราเป็นเกาะแห่งมนต์รักทะเลใต้ อากาศอบอุ่นถึงร้อน จึงมีบรรยากาศต่างกัน เพราะเชจูนั้นมี 4 ฤดูกาล ในฤดูหนาวอากาศหนาวมากและอาจมีหิมะตกบนยอดเขาฮัลลาซึ่งเป็นยอดภูเขาไฟซึ่งสูงสุดในเกาหลีใต้ จึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวที่ต้องการอากาศร้อนนอนอาบแดดบนชายหาดคงจะไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มาเกาะเชจูค่ะ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกาะเชจูมีพื้นที่ 1,849 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าภูเก็ตราว 3 เท่า และมีความต่างของระดับความสูงจากพื้นดินติดทะเลถึงจุดสูงสุดคือ ยอดเขาฮัลลาถึง 1,950 เมตร สภาพภูมิประเทศและพืชพรรณบนเกาะจึงมีความแตกต่างที่หลากหลายรวมกันอยู่ในเกาะ บางพื้นที่บนเกาะมี “Microclimate” คือเป็นสภาพอากาศในพื้นที่เล็กๆ สูงจากพื้นดินไม่เกิน 15 เมตร ที่มีความแตกต่างจากบรรยากาศรอบตัว อาจเย็นกว่า ร้อนกว่า หรือชุ่มชื้นกว่าก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นความเย็นจากกลุ่มต้นไม้และหนองน้ำในสวนลุมพินีทำให้กลายเป็น Microclimate ที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าบนถนนสาทร เป็นต้น

เมื่อออกมานอกสนามบินเราก็เจอกับ ของขลัง 1 ใน 3 สิ่งของเกาะทันที นั่นคือ “ลม” ที่หนาวยะเยือกพัดมาทักทายเราหน้าสนามบินจนรู้สึกสะท้าน เกาะเชจูเป็นถิ่นที่มีลมพัดแรงมากที่สุดในเกาหลี ลมจากทะเลจีนตะวันออกไม่เคยหยุดพัดจนกระทั่งหินผาซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์บนเกาะสึกกร่อน เมื่อใดที่ฝนตกลงมาผสมด้วยสายลมจะหนาวยะเยือกไม่น้อยกว่าลมหนาวที่เมือง “พยองชาง” ซึ่งเป็นสถานที่จัดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้เลยทีเดียว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เวลาใกล้เที่ยงทำให้ลูกทัวร์จำเป็น (กลุ่มนักข่าวต่างประเทศทั้งหลาย) ท้องร้องกันระงมจนไปถึงหูของคุณ “คิมฮีอา” ไกด์สาวของเราจึงบอกทันทีที่ขึ้นรถว่า “เราจะไปทานอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของเชจูและเกาหลีกันค่ะ” อาหารชนิดนี้หากใครไปเชจูแล้วไม่ได้ทานถือว่าไม่ถึงเชจู เพราะเป็นอาหารประจำท้องถิ่นแท้ ที่อื่นบนฝั่งอาจมีแต่วัตถุดิบไม่เหมือนของเชจู เอาล่ะ เราเป็นนักชิมอยู่แล้วจึงได้นั่งรถไปอย่างมีความคาดหวังสูง

รถพาเรามาถึงริมทะเลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเกาะไม่ไกลจากสนามบินนัก แต่ต้องจอดรถและลงเดินไป เพราะทางช่วงนี้ค่อนข้างแคบ รถตู้สวนทางลำบาก น่าจะเป็นทางเข้าชุมชนเก่าแก่ ระหว่างทางสังเกตเห็นพื้นหินตะปุ่มตะป่ำจากชายฝั่งไปถึงทะเล นี่ไงล่ะ สภาพพื้นที่แท้จริงของเชจู เป็นหาดหินบะซอลต์จากลาวาภูเขาไฟ บริเวณนี้จึงไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว

โอ้ คุณพระช่วย! ไกลออกไปริมทะเล “เชกา” สังเกตเห็นผู้หญิงสองคนเดินตามกันมาในชุดมนุษย์กบ เป็น “แฮ-นยอ &o4644;&*5376;” หรือ “หญิงทะเลในตำนาน” ของเกาะเชจู ได้ยินส่งเสียงโหวกเหวกเรียก “ออนนี่ๆ(พี่สาว)” มาแต่ไกล จึงได้หยุดยืนดู คุณป้าทั้งสองดูอายุไม่น้อยแล้ว แบกของท่าทางกำลังจะไปดำน้ำเก็บหอยอยู่พอดี ช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้มาเห็น “แฮ-นยอ” ตัวจริง ซึ่งใกล้จะหมดคนทำอาชีพนี้แล้วจากความเจริญที่หลั่งไหลเข้ามาในเกาะ

เดินมาอีกนิดก็ถึงวัดเกาหลีชื่อ “แท-วอน-อัม &*5824;&o0896;&o0516;” ร้านอาหารอยู่ใกล้ๆวัดนี้ค่ะ ชื่อร้านยาวมาก เรียกย่อว่า “เชจูแฮมุลบับ – &o1228;&o1452; &o4644;&*7932;&*8165;” ซึ่งแปลว่า “ข้าว(ยำ)ทะเล เชจู” ลักษณะของข้าวยำทะเลนี้ก็คล้ายคลึงกับ “บิบิมบับ” ซึ่งเป็นข้าวคลุกหรือข้าวยำเกาหลีที่ใส่มาในหม้อหินตั้งไฟจนร้อนจัดให้เราคลุกข้าวกับเครื่องคลุกอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี โลเกชั่นของร้าน อยู่ที่ 313-1 Oedoi-dong, Cheju, Jeju-do ค้นหาได้ใน Google Map ค่ะ ดูรีวิวและรูปภาพเต็มๆ ของ “เชกา” ได้ในชื่อ piangor L

“เชจู แฮมุลบับ” เป็นร้านเล็กๆ ริมทะเล มีเทอร์เรซให้นั่งหน้าร้านด้วย แต่หน้าหนาวนี้นั่งข้างนอกไม่ไหวค่ะ ไปถึงเราได้สั่งอาหารชุดมากันเลย เป็นชุด “แฮมุลบับ” แบบเชจู ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นอาหารทะเล แต่ที่พิเศษคือเครื่องคลุกเป็นอาหารทะเลและผักที่ขึ้นบนเกาะเท่านั้น หม้อร้อนคลุกข้าวย่อมต้องทำมาจากหินบนเกาะ เพราะหินเป็นของขลังของเกาะนี้เป็นหม้อหินภูเขาไฟร้อนฉ่าและตั้งมาบนเตาหินจุดไฟมาให้แต่ละคนเลย เวลาคลุกต้องระวังสัมผัสหม้อและเตานะคะ

กลิ่นอาหารในหม้อหินร้อนๆ หอมมาก ที่พิเศษกว่าที่อื่นอีกอย่างคือ ปกติข้าวคลุกนั้นจะใส่ไข่ดิบมาบนข้าวให้เราคลุกในหม้อร้อน ทว่าที่นี่ตั้งชุดเตาหินใบเล็กให้เราทอดไข่แยกจากหม้อข้าว จึงได้กลิ่นหอมหวนของไข่ทอดบนกระทะหินยั่วน้ำลายก่อน เสร็จแล้วจึงนำไปคลุกในหม้ออีกที ส่วนเครื่องเคียงนอกจากผักดอง กิมจิ และผักสดแล้ว ยังมี น้ำซอสปลาหมักแบบเชจู ที่ไม่เคยทานมาก่อนบนแผ่นดินใหญ่เกาหลี รสชาติเด่นมาก มีหอยทะเลคล้ายๆ หอยขมตัวเล็กๆ ใส่ลงไปด้วย สำหรับท่านที่ชอบทานปลาร้ารับรองว่าติดใจ ส่วนท่านที่ไม่ค่อยชอบรสของปลาร้านักแนะนำให้ใส่แต่น้อยค่ะ อาหารมื้อนี้ทั้งแปลก ทั้งอร่อยแบบชาวเกาะ ได้ใจไปเต็มๆ จนเริ่มฝันอีกแล้วว่า ทริปนี้ที่เชจูคงจะมีอาหารแปลกๆ น่าสนใจตามมาเรื่อยๆ เป็นแน่

(ตามเที่ยวเชจูต่อฉบับหน้า)