ดอกไม้สะพรั่งเต็มท้องทุ่ง @ดาษดา แกลเลอรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ม.ค. 2561 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535317

ดอกไม้สะพรั่งเต็มท้องทุ่ง @ดาษดา แกลเลอรี่

โดย สมแขก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ฤดูหนาวเป็นฤดูกาลที่มีทุ่งดอกไม้และงานแสดงดอกไม้ให้ได้ชมแบบไม่รู้เบื่อ โดยเฉพาะดอกไม้เมืองหนาวที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย ดอกไม้เมืองหนาวในหลายพื้นที่ต่างอวดความงดงามบานสะพรั่งให้ชมกันเมื่อหน้าหนาวมาถึง บางคนเดินทางไปยลโฉมถึงเมืองเหนือ อากาศเย็นกับสีสันของดอกไม้สร้างความชื่นใจให้คนที่พบเห็น สำหรับคนที่ไม่อยากเดินทางไกล หนาวนี้ที่ใกล้กรุงเทพฯ ก็มีดอกไม้เมืองหนาวให้ชม ที่ดาษดา แกลเลอรี่ ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้วย รอบฟาร์มรายล้อมด้วยภูเขาน้อยใหญ่ อากาศเย็นสบายตลอดปี จึงทำให้ที่นี่เหมาะแก่การปลูกดอกไม้และพืชเมืองหนาว

ในทุกๆ ปีจะมีงานแสดงดอกไม้สุดยิ่งใหญ่และในหน้าหนาวปีนี้ก็เปิดฉากอีกครั้งกับเทศกาลดอกไม้ในเรือนกระจก “Giving Blossom” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Once Flower Upon A Time กาลครั้งหนึ่ง…ดอกไม้” ที่ดาษดา แกลเลอรี่ หนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสวยความงามของเหล่าหมู่มวลดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ที่เบ่งบานโชว์สีสันต้อนรับลมหนาว

ภายในงานจะแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก คือ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

โซนที่ 1 : Gallery เมื่อเข้ามาในโซนนี้จะเห็นความอลังการของเค้กแฟนซียักษ์ ซุ้มและอุโมงค์ดอกไม้สวยๆ ก่อนจะเข้าไปภายในฮอลล์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ และเรื่องราวแฟนตาซีประหนึ่งเดินท่องในเทพนิยาย อุโมงค์ฟาแลนสีขาว มุมประวัติความเป็นมาของดาษดา และไฮไลต์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด คือหุ่นยักษ์ชุดกระโปรงประดับด้วยดอกไฮเดรนเยียยักษ์ที่มีความยาวถึง 7 เมตร ดาษดา ไฮเดรนเยีย จะมีความโดดเด่นแตกต่างจากทั่วไป ทั้งขนาดที่ใหญ่และสีสันสวยงาม โดยปกติเป็นดอกไม้ที่ออกดอกในช่วงฤดูหนาว แต่พิเศษสุดเมื่อดาษดาสามารถปลูกและออกดอกในฤดูฝนและฤดูร้อน รวมถึงมีช่อดอกขนาดใหญ่พิเศษ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 30-40 เซนติเมตร และแข็งแรงทนทานมากขึ้น และจะได้ชื่นชมความสวยงามกันถึง 3 โทนสี ทั้งสีม่วง สีชมพู และสีฟ้า ซึ่งดาษดาใช้เวลานานกว่า 4-5 ปี ในการพัฒนาสายพันธุ์

ไม่เพียงเท่านี้ ในปีนี้ยังได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการนำดอกไม้จริงจากความรัก และความตั้งใจของดาษดามาสร้างสรรค์เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ จำนวน 2 ภาพ คือ ภาพที่ทำจากดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีและปักทีละดอก และภาพแกะสลักและนำกลีบของดอกบานไม่รู้โรยติดทีละกลีบและเพนต์สีลงไปในภาพ

โซนที่ 2 : Dasada Garden and Dasada Field สนุกสนานไปกับ Tiny Park สวนสัตว์ที่มีสัตว์น่ารักๆ ให้ชมมากมาย ทั้งนกแก้ว นกยูง กระต่าย ฯลฯ ชมโรงเรือนดอกเบญจมาศและดอกไม้สวยๆ นอกจากนี้ ยังมี “Glass House Cafe” คาเฟ่ชั้นลอยที่อยู่ภายในโรงเรือนปลูกดอกไม้ พร้อมกับจิบกาแฟ กินขนมเค้กในเรือนดอกไม้ อีกทั้งยังมีกิจกรรมกลางแจ้ง สวนฝรั่งเศส ตลาดน้ำ (เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) เพลิดเพลินกับ Interactive Flower Photo Booth ให้ได้ถ่ายภาพแบบมี Movement ท่ามกลางธรรมชาติ และแวะพักที่ Dome Cafe ร้านกาแฟในโดมใสเห็นบรรยากาศป่าเขียวธรรมชาติรอบตัว @DasadaField และตุ๊กตาหมียักษ์ที่มีเรื่องเล่าว่า ยอมหนีลงจากเขาเพื่อมาชมสวนดอกไม้ของดาษดาที่ Dasada Beer Garden

โซนที่ 3 : Night Garden ดอกไม้เมื่ออยู่กับแดดก็สวยอีกแบบหนึ่ง แต่เมื่ออาทิตย์ตกดินก็จะงามอีกแบบหนึ่ง หลายกิจกรรมเกิดขึ้นใต้แสงดาวกับสีสันยามค่ำคืน Nigh Light in the Garden จะเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ช่วงค่ำประกอบไปด้วยการแสดงแสงสีจากดวงไฟระยิบระยับบนต้นไม้  “Flower Musical Dancing Fountain” การแสดงน้ำพุเต้นระบำ ซึ่งออกแบบโดย Wet Design บริษัทออกแบบน้ำพุอันดับหนึ่งของโลก ทีมผู้สร้างเดียวกับ Bellagio Las Vegas และ Dubai Fountain ที่ไฟและน้ำปรากฏขึ้นพร้อมกัน เพื่อความงดงามอย่างลงตัวแห่งเดียวในประเทศไทย

และพิเศษกว่าทุกปีกับ “Lighten Dome & French Garden” โดมตกแต่งไฟงดงาม 360 องศา ที่รายล้อมไปด้วยป่าปลูกธรรมชาติ 3 รูปแบบแตกต่างกัน ทั้งโดมไฟและลายเส้น โดมไฟและกระจก โดมไฟและน้ำ ทั้งโดมไฟและลายเส้น โดมไฟและกระจก โดมไฟและน้ำจุดนี้มีลูกเล่นสำหรับคนชอบถ่ายรูป หากยืนนิ่งๆ ท่ามกลางพื้นน้ำ ให้ไฟสะท้อนพื้นน้ำ รูปที่ได้จะเหมือนตัวเราถูกโอบล้อมด้วยไฟ 360 องศา และดินเนอร์ที่ Dasada Wonderland เลือกรับประทานอาหารมื้อค่ำท่ามกลางป่าธรรมชาติ

ตลอดทั้งวัน คุณจะมีโอกาสได้ชิมทั้งขนม ไอศกรีม และชา ที่มีส่วนผสมของดอกไม้นานาชนิดมาให้ได้ลิ้มลองกัน ทั้งยังมีฟาร์มทัวร์ พาไปชมโรงเรือนปลูกดอกไม้กันด้วย ส่วนใครสนใจที่อยากจะมานอนพักผ่อน ท่ามกลางบรรยากาศของป่าเขา ที่นี่ก็มีที่พักไว้รองรับด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางดอกไม้หน้าหนาวที่ไม่ควรพลาด ใครกำลังมองหาที่เที่ยวหน้าหนาว ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีทีเดียว อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ก็ได้เจออากาศเย็นๆ และดอกไม้สวยๆ รออยู่แล้ว

“ดาษดา แกลเลอรี่” เขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี เปิดให้เข้าชมเทศกาลดอกไม้ได้ตั้งแต่วันนี้-28 ก.พ. 2561 จำหน่ายบัตรสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 250 บาท และสำหรับเด็ก ราคา 150 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Event Call Center โทร. 06-1404-5000 หรือ www.facebook.com/dasadaflower

 

หลงรักเธอที่เหอเป่ย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 13:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535149

หลงรักเธอที่เหอเป่ย์

การได้เดินทางเยือนมณฑลเหอเป่ย์ ทำให้ทีมงานโลก 360 องศา พากันคิดถึงสำนวนจีนที่ว่า “อ่านหนังสือหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้” เพราะหลายสถานที่ซึ่งเราได้ไปเยือนนั้น ล้วนแล้วแต่มีความพิเศษและเป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตจริงๆ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ห่างจากเมืองสือจาจวง เมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ราว 40 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง ที่ไม่เพียงสำคัญต่อประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมของโลกอีกด้วย

“สะพานจ้าวโจว” หรือ “The Zhaozhou Bridge” ซึ่งโดดเด่นอยู่เบื้องหน้าของพวกเรานั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สายรุ้งแห่งสรวงสวรรค์” โดยทุกคนพากันเพ่งพินิจอย่างสนใจ นั่นเพราะว่า “สะพานจ้าวโจว” เป็นสะพานหินเก่าแก่ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์สุย โดย “หลี่ชวน” สถาปนิกและวิศวกร เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง มีอายุยาวนานกว่า 1,400 ปี แต่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ

สะพานแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นสะพานหินโค้งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และนับเป็นต้นแบบด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่สำคัญของโลกเลยทีเดียว โดยเทคนิคที่ใช้ในการก่อสร้างนั้นยังคงเป็นหลักการทางด้านวิศวกรรมที่ยังคงใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

“สะพานจ้าวโจว” ยาวประมาณ 50 เมตร และกว้างประมาณ 9 เมตร มีลักษณะของการนำหินมาเรียงต่อกันเป็นรูปโค้งทอดยาวจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง โดยมีซุ้มโค้งเล็กๆ รองรับอยู่อีกชั้น ช่วยในการถ่ายเทน้ำหนัก และยึดเกาะกันให้เกิดความแข็งแรง ในอดีตสะพานแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญมาก เพราะเป็นสะพานเชื่อมตอนเหนือและตอนใต้ของเมือง และรถยนต์สามารถวิ่งผ่านได้

ปัจจุบันสะพานแห่งนี้ไม่ได้ใช้เพื่อการคมนาคมอีกต่อไป แต่ได้รับการจัดการพื้นที่ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีความแข็งแรง และสวยงามแล้ว พื้นที่บริเวณโดยรอบของสะพาน ยังมีการตกแต่งสถานที่อย่างสวยงาม ด้วยการปลูกต้นไม้และจัดสวนให้เกิดความร่มรื่น เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ของนักท่องเที่ยวและมีจุดให้ถ่ายภาพอยู่ โดยรอบ

เรื่องราวความรู้ความสามารถของคนจีนตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นที่ทราบกันดีไปทั่วโลก “สะพานจ้าวโจว” เป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานนั้น และนั่นก็เป็นเหตุผลให้เราเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน นั่นก็คือ “ภูเขาชางเหยียนซาน” ซึ่งได้รับคำบอกเล่าว่า มีความสวยงามและโดดเด่นไม่แพ้กัน

“ภูเขาชางเหยียนซาน” ตั้งอยู่ห่างจากเมืองสือจาจวง ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 กิโลเมตร สามารถใช้บริการ รถประจำทางจากตัวเมืองไปยังที่นี่ได้ และการเที่ยวชมที่นี่ยังมีบริการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่ภูเขาด้านบนอีกด้วย ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบ ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร โดยด้านบนสุดของที่นี่เป็นที่ตั้งของวัดซึ่งสร้างในสมัยราชวงศ์สุย มีพระพุทธรูปและรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆ ให้สักการะ ได้ตามความศรัทธา

ความสวยงามของ “ภูเขาชางเหยียนซาน” ทำให้ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่โด่งดังหลายเรื่อง แม้กระทั่งทีมงานจากฮอลลีวู้ดก็ยังเคยยกกองมาถ่ายทำกันที่นี่ โดยภาพยนตร์เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon ซึ่งเป็นภาพยนตร์จีนกำลังภายในเรื่องแรกที่ฮอลลีวู้ดสร้างและโด่งดังมาก ก็ใช้ที่นี่เป็นฉากในการถ่ายทำ และทำให้ The Bridge Tower Hall กลายเป็นภาพที่ผู้คนพากันจดจำ ทั้งนี้ ความพิเศษของ The Bridge Tower Hall ก็คือลักษณะของสะพานหินที่เชื่อมภูเขาสองฝั่ง โดยตัวสะพานมีความยาว 15 เมตร และสูงจากพื้นถึง 52 เมตร

สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งจัดเป็นไฮไลต์ของการเดินทางและทำให้ทีมงานพากันหลงรัก “เหอเป่ย์” ไปตามๆ กัน นั่นคือ “อุทยานแห่งชาติไส้ห่านป้า” (Saihanba National Forest Park) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดในมณฑลเหอเป่ย์ แต่การจะได้ชมความงดงามที่ว่านั้น ต้องแลกกับการตื่นเช้าและอากาศที่หนาวเหน็บ

จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่พวกเราเดินทางไปเยือนนั้น เรียกกันว่า “ทะเลสาบเจ็ดดาว” ซึ่งตั้งอยู่ภายในอุทยานไส้ห่านป้า นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างมาเฝ้ารอที่จะเห็นภาพความงดงามของแสงแรกที่จะโผล่พ้นขอบฟ้า ผ่านม่านหมอก ลงมากระทบผิวน้ำบนทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูง และดูเหมือนจะไม่มีใครใส่ใจต่ออากาศที่หนาวเหน็บจนมองเห็นเกล็ดน้ำแข็งบนยอดหญ้าเลยแม้แต่น้อย

ผู้คนที่มาเยือนที่นี่ ต่างพากันแยกย้ายหาจุดถ่ายภาพ และรอชมพระอาทิตย์ขึ้น บริเวณรอบๆ ริม ทะเลสาบเจ็ดดาว ซึ่งกินพื้นที่กว้างใหญ่และงดงามสุดสายตา หลายคนพยายามเก็บภาพงดงาม มุมต่างๆ ของที่นี่ไว้ให้ได้มากที่สุด ถึงแม้จะรู้ว่า ภาพที่บันทึกไว้ อย่างไรก็ไม่อาจงดงามเท่ากับการได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตัวเอง

แสงทองของยามเช้า อาบไล้ผืนแผ่นน้ำ งดงามจับตาจับใจ คุ้มค่าแก่การใช้เวลามาเฝ้ารอ คนที่รักการถ่ายภาพ น่าจะสนุกสนานกับการมาที่นี่ แต่ถึงจะถ่ายภาพไม่เป็น ใครได้มาเยือนที่นี่ก็น่าเชื่อว่า จะต้องหลงเสน่ห์เหอเป่ย์เป็นแน่

เรื่องราวความน่าตื่นตาตื่นใจของมณฑลเหอเป่ย์ ยังคงรอคอยให้ค้นหาและเรียนรู้อีกมากมาย ทั้งนี้ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กของรายการโลก 360 องศา ชมรายการย้อนหลังได้ ที่ ยูทูบแชนแนลและพบกับรายการโลก 360 องศา ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD วันอาทิตย์นี้ เวลา 08.00-08.30 น.

 

ลูน่า เลานจ์ แหล่งแฮงเอาต์กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/535187

ลูน่า เลานจ์ แหล่งแฮงเอาต์กลางกรุง

โดย อักษร วิสุมา

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เมื่อเดินเข้าไปสัมผัสด้านในของร้านลูน่า เลานจ์ คุณจะรู้สึกหลงเสน่ห์เข้าเต็มเปา เพราะบรรยากาศดึงให้หลุดจากความวุ่นวายของเมือง และถนนที่รถราทั่ว กทม.จอแจเมื่อครู่ได้ปลิดทิ้งไปโดยปริยาย

ร้านลูน่า เลานจ์ ตั้งอยู่เลขที่ 6/1 (ชั้น 2) สุขุมวิทซอย 22 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ บริหารงานโดย เคลมอง จาควัล หนุ่มชาวฝรั่งเศส ที่มีประสบการณ์ในการบริหารและจัดการร้านอาหาร ในวงการร้านอาหารทั่วโลกมานานกว่า 15 ปี

จาควัล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมธุรกิจท่องเที่ยวในไทยยังคงเติบโตไม่หยุด เนื่องจากมีจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ ยังคงเพิ่มขึ้น จึงเปิดร้านแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้พักผ่อนในย่านใจกลางเมือง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ภายใต้คอนเซ็ปต์ของที่ร้านคือ นำผลงานชิ้นเอกที่นำความสวยงามของแสงมาสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดความรู้สึกที่อบอุ่นราวกับแสงเงาของดวงจันทร์ โดดเด่นด้วยโทนสีเหลืองทองของพระจันทร์ เพดานเน้นสีขาว เพิ่มความสวยงาม ด้วยมิติที่ต่างกันของศิลปะผ้าสีขาว ผสานกับเหล็กที่มาขึ้นรูปอย่างอ่อนช้อยและแข็งแรง สะท้อนถึงความเรียบหรูและทันสมัย

มุมต่างๆ ที่นั่งภายในร้านถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว ซึ่งเสกสรรค์ขึ้นโดย แมทเทโอ แมซเซอร์วี่ ศิลปินและนักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีเทคนิคของการใช้ผ้าเป็นเครื่องหมายการค้าด้านศิลปะ ผ่านการจัดแสดงผลงานมาแล้วทั่วโลก ทั้งที่ซิตี้ ฮอลล์ ออฟ ปารีส, บูติก โคเลตเต ในกรุงวอร์ซอ โปแลนด์ รวมทั้งร้านเฮอร์เมสในเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพักผ่อนที่ทุกคนชื่นชอบ

ลูน่า เลานจ์ โดดเด่นด้วยเครื่องดื่มนานาชนิด อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลูน่า เลานจ์ โดยมีเครื่องดื่มไฮไลต์คือ เครื่องดื่มผสมประเภทบีฟเฟ่นกับลาเวนเดอร์ สมุนไพร ไข่ขาว พร้อมส่วนผสมของผลไม้และเตกีลาผสมกับผลไม้และพริกแห้ง ซึ่งออกแบบโดย อีแวน สโตจาโนวิค แม็กโอโลกิสต์ ชาวเซอร์เบียที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เสิร์ฟพร้อมเมนูอาหาร เมนูทาปาสต่างๆ สุดเก๋ แสนอร่อยที่มีให้เลือกหลากหลายเมนู ชวนให้ลิ้มลอง

​ลูน่า เลานจ์ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 19.00-02.00 น. สำรองที่นั่งโทร. 02-040-3385

 

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาต้นน้ำ ชิลๆ ริมน้ำน่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533827

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาต้นน้ำ ชิลๆ ริมน้ำน่าน

เวลาที่เหมาะสมกับการรับประทานที่ร้านนี้เราแนะนำว่าควรไปก่อนเที่ยง หรือช่วงบ่ายเป็นต้นไปรับรองได้ที่นั่งห้อยขามองวิวแม่น้ำแน่นอน ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาร้านป้ากฐินนี้เด่นที่การบริการที่รวดเร็ว สุภาพและเป็นกันเองกับลูกค้า มีที่จอดรถริมถนนหน้าร้านได้ประมาณ 6 คัน

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

หากจะพูดถึงก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ต้นตำรับก็ต้องอยู่ที่ จ.พิษณุโลก ใกล้กับบริเวณวัดใหญ่ หรือวัดพระศรีมหาธาตุวรวิหาร แต่ปัญหาก็คือ มีร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาอยู่หลายร้านที่ไม่รู้ว่าเจ้าไหนคือ ร้านดังประจำถิ่น คราวที่แล้วเราพาไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาริมน่าน คราวนี้เขยิบไปไกลอีกหน่อยที่ร้านต้นน้ำ อีกหนึ่งร้านที่ตั้งอยู่ในทำเลริมแม่น้ำน่าน อยู่ห่างจากวัดใหญ่ไปราว 500 เมตร แต่ได้บรรยากาศที่โล่งโปร่งสบายมากกว่า

 

แม้ว่าลูกค้าจะแน่นร้านแต่ไม่เกิน 5 นาทีต้องมีก๋วยเตี๋ยวที่เราสั่งวางตรงหน้าร้อนๆ ระบบการสั่งและเตรียมอาหารของร้านค่อนข้างจัดการได้ดีมากด้วยเมนูอาหารที่มีให้เลือกไม่มากนักทำให้เกิดความรวดเร็วและง่ายต่อการสั่งอาหาร

ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาร้านต้นน้ำทำให้เรานึกถึงก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ที่ใส่ถั่วฝักยาวฝานบาง ถั่วลิสง และรสชาติที่ออกหวานนำ แต่ยังคงความกลมกล่อมน่ารับประทานอยู่ ที่เราแนะนำควรเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้งที่ให้รสชาติที่อร่อยจัดจ้านกว่าแบบน้ำเป็นเมนูเด่นสุดของร้านนี้ และที่ลูกค้าส่วนใหญ่หันมารับประทานที่ร้านนี้ก็เห็นจะเป็นทำเลที่โล่งโปร่งเห็นวิวแม่น้ำชัดเจน และลูกค้าไม่แออัดจนเกินไปนั่นเอง สนใจติดต่อร้านได้ที่เบอร์โทร. 08-8146-3424 หรือ 08-0514-4849

 

แฟบริค ลิฟวิ่ง โมงยามแห่งการพักผ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533821

แฟบริค ลิฟวิ่ง โมงยามแห่งการพักผ่อน

จากจุดเริ่มต้นของ แฟบริค ลิฟวิ่ง (Fabric Living) ที่เปิดร้านขายเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนจากผ้ายืดที่ให้สัมผัสนุ่มสบาย จากตลาดนัดจตุจักรมากว่า 10 ปี แล้วขยายสาขาไปที่ซีดีซีอีกกว่า 5 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ละแวกใกล้บ้านแถวซอยนาคนิวาส 38 โดยเพิ่มในส่วนของคาเฟ่เข้ามารองรับลูกค้า จึงกลายเป็นร้านประจำทั้งขาช็อป และผู้ที่หามุมนั่งดื่มกาแฟอันแสนสบาย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ด้วยความตั้งใจของ ยุ้ย-อรพรรณ ตั้งวิริยะ และโจ้-ณรัฐ สายหรุ่น คู่รักที่ต้องการให้ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมและเลือกซื้อสินค้าของทางร้านจะได้มีพื้นที่ในการพักผ่อนแบบนั่งจิบชา กาแฟ สมูทตี้ และอาหารว่างที่ให้ได้ลิ้มลองกันแบบชิลๆ ระหว่างเลือกซื้อเสื้อผ้า เครื่องนอน รวมทั้งโปรดักต์ใหม่ Fabular ซึ่งเป็นประเภทสกินแคร์และเครื่องหอมจากธรรมชาติ จะได้เลือกช็อปกันอย่างเพลินใจอีกด้วย

ด้านนอกคาเฟ่เน้นโทนสีดำที่ให้ลุคเท่ๆ ด้วยโครงเหล็ก มีโต๊ะเก้าอี้ทรงเก๋าไว้ต้อนรับในมุมพักผ่อนที่ชอบบรรยากาศเอาต์ดอร์

ส่วนด้านในเน้นบรรยากาศแบบสบายๆ เสมือนได้มานั่งจิบกาแฟที่บ้านเพื่อน ตกแต่งด้วยของวินเทจทั้งที่สั่งทำใหม่และเป็นของสะสมที่เจ้าของร้านชื่นชอบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

กระจกบานใหญ่ทำให้แสงลอดเข้ามาสร้างโมงยามแห่งการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี โดยด้านหน้าเป็นส่วนของคาเฟ่ ลึกเข้าไปข้างในเป็นโซนช็อปปิ้งที่ตกแต่งได้สอดคล้องกัน 

ส่วนชั้นสองและชั้นสามกำลังตกแต่งเป็นพื้นที่โชว์สินค้า และคาดว่าน่าจะเป็นส่วนของคาเฟ่ที่ขยายร่วมกัน

สร้างความสดชื่นด้วยฮันนี่ เบลนด์ ไทย ที นมปั่นผสมน้ำผึ้ง ที่เสิร์ฟมาพร้อมชาไทยหอมๆ หรือจะเป็นฮันนี่ เบลนด์ อัฟโฟกาโต นมปั่นผสมน้ำผึ้ง แล้วท็อปด้านบนด้วยเอสเปรสโซ่ช็อต หวานน้อย ทว่าได้กลิ่นหอมของกาแฟไปเต็มๆ

ใครชอบกาแฟร้อนต้องลองแก้วนี้ คาราเมล มัคคิอาโต กาแฟอราบิกาของฝากจากถิ่นเหนือที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะ ผสมกับนมร้อน วานิลลา และท็อปด้วยคาราเมลไซรัป หลงรักกาแฟมาทันที

เรียกหาเมนูอาหารว่างต้องนี่เลยครับ Egg Pan หรือไข่กระทะร้อนๆ ที่โรยด้านบนด้วยกุนเชียง และหมูยอ เสิร์ฟพร้อมขนมปังโฮมเมดที่ทำจากผักโขม ดูเหมือนเมนูง่ายๆ แต่ได้ใจไปเต็มๆ 

ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Scrambled Egg Bacon Pancake แพนเค้กแป้งนุ่มๆ พร้อมโรยด้านบนด้วยไอซิ่งแพนเค้ก เสิร์ฟคู่กับไข่คนและเบคอน เพิ่มรสชาติด้วยน้ำผึ้งและเนยที่เข้ากันอย่างลงตัวสุดๆ เลยละครับ

แฟบริค ลิฟวิ่ง ซอยนาคนิวาส 38 (ลาดพร้าว 71) โทร. 08-1310-2266 เปิดบริการ (หยุดทุกวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. หรือ http://www.facebook.com/FabricLivingShop

 

ความสุขเกิดขึ้นที่ ชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533820

ความสุขเกิดขึ้นที่ ชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก

ชนแก้ว ลิ้มรสอาหารกรุ่นกลิ่นเบียร์ มองตา หัวเราะ คือ บรรยากาศอันอบอุ่นที่เกิดขึ้นท่ามกลางบ้านกลางสวน ณ ร้าน ชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก (Schneider Haus Bangkok) ร้านให้ความเป็นส่วนตัวท่ามกลางเมืองใหญ่ ใจกลางย่านอารีย์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

รังสรรค์บรรยากาศเสมือนมาบ้านเพื่อนชาวเยอรมัน ด้วยการตกแต่งด้วย ไม้ อิฐ ถังบ่มเบียร์ ประดับธงเยอรมนีย้ำสไตล์ร้านที่เกิดขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากโรงเบียร์ ชไนเดอร์ ไวสส์ (Schneider Weisse) ที่มีอายุ 145 ปี

ทางร้านต้องการสรรค์สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าคนไทย โดยการนำเบียร์ ชไนเดอร์ ไวสส์ เป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม และสนุกกับการจับคู่เบียร์กับอาหาร  

ร้านแบ่งเป็น 2 โซน เมนรูม คือ บริเวณภายในบ้าน ที่ใช้กระจกเป็นผนังแม้จะกั้นสัดส่วนให้ความเป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่ปิดบังบรรยากาศสวนจากภายนอก มองออกไปให้ความสบายตา โปร่งโล่ง การจัดวางโต๊ะก็ให้ทุกที่นั่งได้มองเห็นทุกวิวของร้าน และภายในมีวงดนตรีสดทุกวันพฤหัสบดี-เสาร์

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของ ชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก คือ Biergarten (Beer Garden) จัดสวนโดยหลักการออกแบบภูมิสถาปัตย์ (Landscape Architecture) เป็นการวางผัง ให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย สร้างบรรยากาศให้แตกต่างกันไปในแต่ละโซนทั้งที่อยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ลูกค้าส่วนใหญ่มักเลือกโซนนี้ ควรโทรสำรองที่นั่ง ยิ่งช่วงนี้อากาศเย็น มีลมหนาวอ่อนๆ การนั่งท่ามกลางสวน มีสีเขียว และการจัดพื้นสวนเล่นระดับด้วยหิน ราวกับสร้างงานจิตรกรรมบนพื้นดิน ก็ดึงดูดความสนใจได้ดี

มุมด้านในยังจัดเป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัว ไฮไลต์คือ มะละกอ (Papaya Garden) ที่นำมาทำเมนู ส้มตำชไนเดอร์ Tap 7 น้ำยำของส้มตำผสมด้วยเบียร์ Schneider Tap 7 เส้นมะละกอมีเส้นเส้นชเปทซ์เลอ (Spatzle) ผสมด้วย เสิร์ฟเคียงมากับขาหมูเยอรมันสไลซ์ แต่รสชาติเปรี้ยว เผ็ด แซ่บของไทยก็ยังโดดเด่นอยู่ไม่น้อย

เมนูของชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก เป็น East Meets West การผสานอาหารในแบบเยอรมันมาทวิสต์กับเอกลักษณ์ของอาหารไทย

ยังมีเมนูซิกเนเจอร์ ที่ทุกเมนูมีส่วนผสมของเบียร์ชไนเดอร์ เช่น ขาหมู Make A Witch ขาหมูที่ผ่านการหมักด้วยเบียร์  Schneider Tap 5 มีกลิ่นหอมเข้มข้นของดอกไม้และผลไม้เมืองร้อนอย่างสับปะรด และเครื่องเทศจากเยอรมัน ต้มและนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน

มีการสร้างกิมมิกให้เมนูนี้ ในการเสิร์ฟมีราดวอดก้าและจุดไฟเผาโชว์ก่อน จากนั้นให้ลูกค้าเลือกว่า จะนำขาหมูเยอรมันไปคั่วเกลือด้วยพริกขี้หนูสดสไตล์ไทย หรือหั่นมารับประทานกับเครื่องเคียงสไตล์เยอรมัน

อีกเมนูที่น่าสนใจ คือ ยำแซลมอนสมุนไพร ใช้เบียร์ Schneider Tap 4 มาเป็นส่วนผสมน้ำยำ เป็นเบียร์ออร์แกนิก มีกลิ่นอ่อนๆ ของดอกฮอปส์ เกรปฟรุต และมอลต์ เมื่อเบียร์เยอรมันเจอกับสมุนไพรไทยก็สร้างกลิ่นอโรมาและเกิดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

เมนูสตูเนื้อกวาง เส้นชเปทซ์เลอ เส้นพาสต้าสดๆ ที่ทำใหม่ทุกวันเพื่อให้เนื้อสัมผัสที่เด้ง เหนียวนุ่ม ส่วนสตูเนื้อกวางเคี่ยวได้ที่ด้วยเบียร์ Schneider Tap 6 และดาร์กช็อกโกแลต

จุดเด่นของ Schneider Tap 6 คือ มีกลิ่นหอมชัดเจนของกล้วยสุก ลูกเกดตากแห้ง ลูกพลัม ช็อกโกแลต รสเหมือนมอลต์คั่ว ซึ่งจัดเป็นเบียร์ที่มีความซับซ้อนของกลิ่นและรสที่สร้างความแปลกใจและมีเสน่ห์ เข้าได้ดีกับการรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ หรือของหวาน เช่น เค้กช็อกโกแลต หรือฟรุตเค้ก

 

ชื่อร้านก็บ่งบอกพะยี่ห้อ ชไนเดอร์ ไวสส์ ที่นี่จึงมีเครื่องดื่มเบียร์เป็นตัวเลือก เช่น Schneider Tap 6 เบียร์ที่มีการคั่วไหม้ของข้าวสาลีถึง 2 รอบ Schneider Tap7 วีตเบียร์ (เบียร์จากข้าวสาลี) จากแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี มีรสของมอลต์ ผลไม้ และเครื่องเทศ

ดื่มเบียร์ที่ใช่คู่อาหารที่คุณชอบ เพื่อได้รับประสบการณ์ใหม่และสุนทรียะของศิลปะอาหารอย่างเต็มที่ ณ ชไนเดอร์ เฮาส์ แบงคอก เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. ตั้งอยู่ที่ อารีย์ ซอย 4 ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ สำรองที่นั่ง โทร. 09-2279-4884 ติดต่อจัดเลี้ยงโทร. 09-8426-9456

 

ที่จอดรถรองรับได้ 3 คัน ทางร้านสงวนที่จอดสำหรับลูกค้าที่มีเด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา ส่วนลูกค้าที่นำรถมาแนะนำจอดที่ อาคารบ้านยศวดี แล้วมารับคูปองจอดรถที่ร้าน 1 คัน ต่อ 1 คูปอง หรือเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงสถานีอารีย์

 

อิซากายะตำรับอีสาน สองผสานที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533819

อิซากายะตำรับอีสาน สองผสานที่ลงตัว

เวลาแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ยังเพิ่งเริ่มต้น พร้อมกับลมหนาวอันแผ่วเบา ขอต้อนรับความสุขและสนุกสนานด้วยอาหารสำรับใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างอาหารปิ้งย่างสไตล์อิซากายะตำรับญี่ปุ่น กับอาหารอีสานรสแซ่บของเรา กลายเป็นอาหารจานใหม่นามว่า อีสานกายะ นับเป็นอาหารลูกครึ่งที่มีความอร่อยที่ลงตัวและคุ้นเคยที่สุด

อีสานกายะมีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากความคิดของ เข่ง-พฤฒิพร สินธวานนท์ ผู้เป็นเจ้าของร้านที่มักจะแฮงเอาต์กับเพื่อนหลังเลิกงานเป็นประจำตามร้านปิ้งย่างแบบอิซากายะของญี่ปุ่น และอาหารอีสานรสแซ่บที่โปรดปราน ทำให้เขาติดใจในรสชาติของเมนูของอาหารทั้งสองสัญชาตินี้เป็นนักหนา

จนกระทั่งมีร้านเป็นของตนเองจึงได้รวมคอนเซ็ปต์อาหารที่ตนเองชอบ อย่างอาหารอีสานริมข้างทาง และเมนูปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน อาหารของร้านเข่งนี้จึงเป็นแนวอีสานกายะอย่างที่เขาตั้งใจ 

 

 

เข่ง พฤฒิพร หนุ่มสถาปัตย์เจ้าของร้านคนเก่งบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์เมนูใหม่นี้มาให้ได้ลิ้มลองกันนั้น เริ่มต้นจากความชื่นชอบในอาหารของสัญชาตินี้เป็นชีวิตจิตใจ

“ผมเป็นคนชอบกินอาหารสไตล์อิซากายะของญี่ปุ่น และอาหารอีสานบ้านเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กินกันตั้งแต่สมัยเรียน พอมาเปิดร้านผมจึงเกิดไอเดียที่จะนำอาหารสองอย่างมารวมกัน แม้ว่าจะดูแปลกตา แต่มันเป็นรสชาติที่คุ้นเคยครับ ทีแรกผมกะจะขายอาหารทั้งสองอย่างในร้านเดียวกัน เพื่อนๆ ก็แนะนำว่าทำไมไม่จับเอาจุดเด่นของทั้งสองมามิกซ์กันเลยล่ะ ผมก็เลยคุยกับเชฟและก็ร่วมกันทำเมนูนี้ออกมา ผมมีความรู้สึกว่าอาหารสองสัญชาตินี้มีจุดเด่นเหมือนกันๆ คือเรื่องของวัตถุดิบซึ่งจะเป็นของท้องถิ่น จะต่างกันก็ตรงรสชาติ แต่สามารถรวมกันได้ ผมว่าคนบ้านเราน่าจะชอบนะครับ”

ทางด้าน เชฟยา-สุริยา คำยอดใจ เชฟคู่หูคู่ครัวที่เป็นคนรังสรรค์เมนูอีสานกายะเล่าให้ฟังต่ออย่างออกรสว่า

 

 

“ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่จะชื่นชอบอาหารรสแซ่บแบบอีสาน ในขณะเดียวกันก็ยังชื่นชอบอาหารที่สัมผัสได้ถึงธรรมชาติและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ผมและคุณเข่งก็เลยคุยกันโดยการจับสองอาหารมาผสมผสานกัน ด้วยความที่อาหารทั้งสองชาตินี้เราจะคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่ารสชาติแปลกใหม่ แต่สิ่งที่สังเกตเห็นก็คือหน้าตาที่ดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น นับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวครับ” 

ฟังเชฟและเจ้าของร้านวัยหนุ่มสร้างสรรค์บอกเล่านับเป็นการกล่อมน้ำย่อยให้เข้าที่ ก่อนจะเริ่มลิ้มรสเมนูแรก อย่าง กุ้งเทมปุระอัญชัน เป็นซิกเนเจอร์เมนูของร้านที่ผสมน้ำอัญชันในแป้ง ซึ่งเป็นดอกอัญชันที่เก็บมาจากบ้านของเจ้าของร้านเอง จากนั้นนำไปคลุกกับกุ้งญี่ปุ่นและทอดจนกรอบฟู ให้สีน้ำเงินดูแปลกตา พร้อมเพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มแจ่วผสมถั่วลิสง แนะนำว่าให้รับประทานร้อนๆ จะอร่อยมาก

 

 

มาถึงเมนูไฮไลต์ ตำอีสานกาย่า เป็นตำถาดลูกผสมไทย ญี่ปุ่น ที่มาพร้อมเครื่องเคียง 7 อย่างที่บางชนิดถูกย่างด้วยเตาถ่านหอมกลิ่นฟุ้งมาเลย ได้แก่ ปลาไข่ย่าง แคบหมู แซลมอนซาชิมิ ทาโกะวาซาบิ หมูทงคัตสึ ไก่คาราเกะ และข้าวเหนียวอัญชัน จับคู่กับส้มตำไทยไข่เค็ม หรือจะสั่งเป็นส้มตำไทยกุ้งสด และส้มตำปูปลาร้า ก็รสนัวไม่ใช่เล่น

จานเด่นจากดอกอัญชันอีกจานที่แอบชอบ ยำวุ้นเส้นอัญชันกุ้งสด รสจัดจ้าน แฝงลูกเล่นไว้ตรงวุ้นเส้นสีน้ำเงินจากน้ำดอกอัญชัน เมื่อคลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้านที่เสิร์ฟแยกมา พอราดบนวุ้นเส้นรสเปรี้ยวจากมะนาวจะค่อยๆ เปลี่ยนวุ้นเส้นสีน้ำเงินให้กลายเป็นสีม่วงสวยล่อตาล่อใจ

ต่อด้วย ต้มยำแซลมอน ครบเครื่องเรื่องต้มยำแบบไทย ทั้งจัดจ้านและเข้มข้น กับเนื้อปลาแซลมอนที่อยู่คู่กับอาหารญี่ปุ่น มาพร้อมกับเห็ดนางฟ้า ความอร่อยที่เข้าขากัน

 

หรือจะเป็น กุ้งแม่น้ำย่างชีส กุ้งแม่น้ำย่างชีสด้วยเตาถ่าน ท็อปด้วยซอสสไปซี่ และมอสซาเรลล่าชีส พร้อมด้วยไข่กุ้ง หอมกลิ่นเตาถ่าน และเพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด

ตบท้ายด้วยของหวาน อย่าง วุ้นชาเขียว ข้าวเหนียวมูนอัญชัน วุ้นผสมกับชาเขียวมัทฉะนุ่มเด้งที่ทางร้านทำขึ้นเอง เพิ่มความนุ่มด้วยน้ำกะทิอัญชัน และเสิร์ฟคู่กับข้าวเหนียวอัญชันสีสวย ท็อปด้วยมะพร้าว นับเป็นการปิดท้ายมื้อที่อิ่มเอมที่สุด

สัมผัสอีสานกายะได้ที่ ร้านเข่ง (Raan-Keng) กลางซอยประดิพัทธ์ 14 เปิดบริการ (หยุดทุกวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 12.00-14.00 น. และ 18.00-24.00 น. โทร. 02-279-1555 Facebook :  facebook.com/raankeng 

 

รสอร่อย สไตล์กวางตุ้งแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533818

รสอร่อย สไตล์กวางตุ้งแท้

อาหารจีนไดนาสตี้ต้นตำรับแห่งแรก เริ่มต้นขึ้นที่นี่ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ยืนยงคงกระพันยาวนานกว่า 30 ปี อยู่คู่กับโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งนี้ ซึ่งคงรักษาบรรยากาศยังเหมือนเดิมๆ ไว้ไม่เปลี่ยนให้คุ้นเคย ให้คิดถึง แม้ไม่ได้มาร้านนี้นานพอมาอีกครั้งก็เคยคุ้นกับการตกแต่งสไตล์จีนเลิศหรูอลังการเป็นร้านขนาดใหญ่ ให้ความเป็นส่วนตัวของห้องไพรเวต 13 ห้อง สำหรับรองรับลูกค้านักธุรกิจที่เป็นขาประจำ นั่งคุยงานได้เลย คุยธุรกิจ ติดต่อเจรจาการค้า หรือกินอาหารกันในครอบครัวอบอุ่นในสถานที่สงบ ไม่พลุกพล่านเสียงดัง

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เชฟกัม หัวหน้าเชฟชาวฮ่องกง เชฟเก่าแก่ประจำอยู่กรุงเทพฯ 30 กว่าปีแล้ว เรียกว่าเป็นตำนานคู่กันอายุงานเท่ากับร้านอาหาร พูดไทยได้ฟังรู้เรื่องสบายแต่เชฟขลุกอยู่ในครัวมากกว่า เชฟจะเริ่มนึ่งติ่มซำตั้งแต่มื้อแรก เริ่มเกือบๆ เที่ยง เรียกว่าหากอยากลิ้มชิมรสอาหารจีนแท้ๆ สไตล์กวางตุ้ง โดยไม่ต้องบินไปถึงฮ่องกง ขอแนะนำที่นี่เลย เชฟพกพาประสบการณ์อันมากมาย พร้อมแสดงฝีมือปรุงวัตถุดิบชั้นเลิศ

 

แน่นอนเชฟแนะนำถ้ามากินมื้อกลางวัน ควรเริ่มที่อาหารเรียกน้ำย่อย เมนู All You Can Eat ในวันเสาร์-อาทิตย์ ติ่มซำมีให้สั่งทั้งชุดเล็ก ชุดใหญ่ ขนมจีบกุ้งดึ๋งดั๋งเด้งได้โดดเด่นมากๆ นึ่งกันสดๆ ติ่มซำจานเด็ดไม่ควรพลาด ฮะเก๋าซี่โครงหมู ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้ง เปาะเปี๊ยะ พร้อมซุปเสฉวน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

อาหารมาเป็นชุดใหญ่แบบนี้ การเลือกห้องส่วนตัวเหมาะมากๆ สำหรับการกินมื้อพิเศษในครอบครัว หรือพาญาติผู้ใหญ่มาเลี้ยงอาหาร ห้องอาหารแห่งนี้มีที่นั่งกว่า 200 ที่ ซึ่งก็ต้องบอกกันก่อนว่าต้องจองล่วงหน้า สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์ คนล้นหลามตามรสชาติ และคุณภาพของอาหารชั้นเยี่ยม

 

 

อาหารจีนกวางตุ้งมีอะไรบ้าง? เชฟเก่าแก่บอกมาแล้วก็ต้องมาสั่ง เป็ดปักกิ่งย่างสไตล์ฮ่องกง สูตรเก่าแก่หนังกรอบมาก เวลากัดหนังกรอบเกรียวที่สุดของความกรอบ กุ้งครีมซอสที่นี่ก็มีชื่อเสียงมายาวนาน

พระกระโดดกำแพงใช้เวลากว่า 10 กว่าชั่วโมงในการตุ๋น ไม่รวมเมนูเด็ดอื่นๆ จานนี้อย่าพลาด ปลาหิมะนิ่งซีอิ๊วไม่สั่งไม่ได้เลยทีเดียว คุณภาพของปลาอยู่ที่เนื้อหวานกรุบ เมนูจากปลาคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงสุดฤทธิ์ สำหรับร้านเก่าแก่ร้านนี้

อาหารเมนูหลักอะลาคาร์ตที่ต้องมีให้สั่งมากถึง 102 เมนู มากมายตามธรรมเนียมการกินของคนจีน ยกมาตั้งแต่เมนูสุดประณีตในยุคจักรพรรดิ เช่น หมูหัน โอวนี้แป๊ะก๊วย หอยมุก ไก่แช่เหล้าแมงกะพรุนยำ หูหมูแก้ว ข้าวผัดหยางโจว เป็ดย่างฮ่องกง ซุปกระเพาะปลาน้ำแดง

ใครอยากลิ้มลองเลือกเมนูเด็ดประจำห้องอาหารจีนไดนาสตี้อย่างเช่น กุ้งมังกรผัดกระเทียม ผัดเต้าซี่ ผัดเสฉวน เนื้อปลาเก๋าแดงเปรี้ยวหวาน รังนกแป๊ะก๊วยกะทิตุ๋นในมะพร้าวอ่อน ในรสชาติระดับตำนานอาหารจีนกวางตุ้งดั้งเดิม

และช่วงนี้มีการจัดโปรโมชั่น หอยเชลล์นำเข้าจากอลาสกา คัดเฉพาะหอยเชลล์สด เนื้อแน่น ตัวใหญ่ ส่งตรงจากท้องทะเลนำมาปรุงสไตล์กวางตุ้งแท้ๆ โดย เชฟกัม รังสรรค์ติ่มซำจากหอยเชลล์อลาสกานานาชนิดมาให้ลิ้มรสความอร่อย เช่น ก๋วยเตี๋ยวหลอดหอยเชลล์อลาสกากับคะน้าฮ่องกง ขนมจีบหอยเชลล์อลาสกานึ่งไข่ปลาคาเวียร์ ลูกชิ้นกุ้งหอยเชลล์อลาสกานึ่งพริกมะนาว กุยช่ายทอดไส้หอยเชลล์อลาสกา เผือกทอดไส้หอยเชลล์อลาสกา สีสันการกินอาหารจีน คือ ความหลากหลายในเมนูที่มีให้ได้เลือกกันอย่างจุใจ เมนูหอยเชลล์พร้อมบริการยาวไปตลอดเดือน ม.ค. ต้อนรับปีจอ 2561  

 

ห้องอาหารจีนต้นตำรับของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ใกล้กับห้างเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว สำรองที่นั่ง โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151 หรืออีเมล fb_office@chr.co.th

ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ชั้น M เปิดบริการทุกวัน เริ่มตั้งแต่มื้อกลางวันตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. &O5532;

 

มากกว่าเรื่องเส้น ที่ หุงเส้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533817

มากกว่าเรื่องเส้น ที่ หุงเส้น

เพราะเจ้าของร้านชอบกินก๋วยเตี๋ยวเป็นชีวิตจิตใจ ขึ้นเหนือล่องใต้ก็ต้องแวะชิมก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อของแต่ละภูมิภาค เรียกว่าหลงก๋วยเตี๋ยวเข้าเส้น จนกลายมาเป็นร้าน “หุงเส้น” ซึ่งเป็นภาษาจีน ที่แปลความหมายได้เหมาะเจาะว่า ก๋วยเตี๋ยว ภายใต้แนวคิดทันสมัยในการนำเสนอเมนูธรรมดาให้ไม่ธรรมดา มาพร้อมความหลากหลาย และปรุงออกมาได้ถูกปากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โคยครั้งแรกได้ปักหลักที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์นานกว่า 6 ปี และล่าสุดได้ย้ายทำเลแห่งใหม่มาที่ศาลาแดง ซอย 1

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

 

บรรยากาศภายในร้านหุงเส้นแห่งใหม่เป็นอาคาร 2 ชั้น ตกแต่งในสไตล์โพสต์โมเดิร์น โล่งโปร่งสบายด้วยเพดานสูง อบอุ่นด้วยโทนสีน้ำเงินตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ทโทนครีม-ขาว เพิ่มชีวิตชีวาด้วยต้นไม้สีเขียว ผนังตกแต่งด้วยกรอบรูปภาพเมนูอาหาร ให้ความรู้สึกเป็นกันเองตามความตั้งใจของเจ้าของขึ้นชื่อว่าหุงเส้น จุดเด่นของร้านต้องยกให้เมนูเส้นทั้งหลาย แต่ไม่ทิ้งความเป็นไทยแบบบ้านๆ ด้วยเมนูอาหารไทยทั่วไปที่ผ่านการคิดค้นสูตรจนได้น้ำซุปสูตรเฉพาะ ของแต่ละจาน ลองผิดลองถูกจนได้รสชาติที่โดนใจ ซึ่งเมนูเด่นที่พลาดไม่ได้ คือ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยหมูคุโรบุตะ เพราะนอกจากรสชาติหวานนำตามแบบฉบับเดิมแล้ว ยังเพิ่มความกลมกล่อมของน้ำซุปด้วยน้ำมะนาวแท้ ด้านบนเตะตาด้วยหมูเด้งชิ้นโตและหมูคุโรบุตะเนื้อนิ่ม และไข่ลาวา เป็นสูตรที่ส่งให้ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยไม่ธรรมดาอีกต่อไป เมนูพิเศษที่เปิดประเดิมกับกินดื่มครั้งแรก ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวแห้งยำไข่เค็มฝอยและกากหมู (สูตรน้ำมะนาว) เมื่อคลุกรวมกับเครื่องยำแล้ว จะได้รสชาติแปลกใหม่ ระหว่างความมัน เค็ม กลมกล่อมของไข่เค็มที่ขูดฝอยเพิ่มเติมเข้ามา นัวแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม

 

 

ถัดมาเป็นเมนูที่หอมเตะจมูกตั้งแต่ผัดในกระทะ คือ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่โบราณ มีเคล็ดลับอยู่ที่การคั่วเส้นจนเหลืองกรอบนอกนุ่มใน ไม่ใส่เส้นเยอะจนเกินไป ทำให้ได้เส้นที่กรอบและนุ่มในคำเดียว กินแบบร้อนๆ ได้ทั้งแบบไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม แค่เคี้ยวกลิ่นหอมก็ขึ้นจมูก เรียกว่าคนชอบก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ต้องลอง ส่วนเมนูข้าวที่คอกะเพรายกนิ้วให้ก็คือ ข้าวกะเพราสามหมู ที่หอมฟุ้งจากการนำใบกะเพราไปโขลกกับพริกและกระเทียมก่อนนำไปผัด ซึ่งเมนูนี้ในหนึ่งจานประกอบด้วยหมูสับ เบคอน และกากหมูที่รวนจนกรอบนำมาผัดกะเพรา เสิร์ฟพร้อมแกงจืดหมูเด้ง

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

 

หากชอบซดน้ำซุป มีอีกเมนูแนะนำ ปีกไก่ซูเปอร์ พิเศษตรงที่ใช้น้ำลำไยมาเคี่ยวเป็นน้ำซุปสุดแซ่บ หรือต้มส้มปลากะพง ที่ใช้ปลากะพงตัวโตเนื้อแน่น ใช้น้ำซุปสูตรเด็ดที่ใช้กะปิอย่างดีจาก จ.ระยอง และใส่ขิง ซึ่งมีสรรพคุณช่วยไล่หวัด เรียกว่าเป็นเมนูที่ซดน้ำซุปได้เรื่อยๆ ส่วนเมนูลาบนอกจากจะเพิ่มความพิเศษด้วยลาบปลาแซลมอนแล้ว หุงเส้นยังคิดสูตรพิเศษด้วยเมนูลาบหมูคั่วกรอบ ด้วยการนำหมูไปคั่วจนเกรียม ใส่ข้าวพอง หอมเจียว ปรุงรสในกระทะ เสิร์ฟพร้อมผักสด เป็นรสสัมผัสแปลกใหม่ของลาบ

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษอื่นๆ ที่ขายดีตลอดกาล คือ ส้มตำหลวงพระบางและตำหนองคาย ส้มตำรสชาติจัดจ้านที่มีส่วนผสมสุดพิเศษ คือ การปรุงน้ำปลาร้าและกะปิสูตรลับเฉพาะ เพื่อให้ได้รสชาติอร่อยที่ไม่เหมือนใคร หรือจะเป็นเปาะเปี๊ยะกุยช่าย ที่อัดแน่นไปด้วยกุยช่ายทอดจนเหลืองกรอบพอดีคำ

ร้านหุงเส้น ตั้งอยู่ที่ศาลาแดง ซอย 1 กรุงเทพมหานคร (ประมาณ 10 เมตร เดินจากตึกอื้อจือเหลียง) สามารถจอดรถได้ที่ตึกอื้อจือเหลียง ประทับตราที่ร้านฟรี 1.30 ชั่วโมง เปิด/ปิดวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 11.00-22.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ 11.30-21.30 น. โทร.02-233-7455 และเฟซบุ๊ก hungsen.noodle หรือจะสั่งความอร่อยผ่าน UberEATS หรือ Line Man ได้ด้วย

 

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534115

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus (ตอน 2)

โดย/ภาพ Withaya Heng

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

จากแคมเปญชิงโชค “100 Plus ปั่นลัดฟ้า 2 ตอนกอดนิวซีแลนด์” พาผู้โชคดีไปร่วมปั่นจักรยานกับสองพรีเซนเตอร์ ตูน บอดี้สแลม (อาทิวราห์ คงมาลัย) – โจอี้ บอย (อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต) บนเส้นทางจากทะเลสาบ Pukaki ไปสู่ทะเลสาบ Tekapo หลังจากที่เราได้สนุกสนานกับกิจกรรมตื่นเต้นท้าทายที่ทาง 100Plus จัดเต็มให้แบบครบเครื่องเรื่องควีนส์ทาวน์แล้ว เราได้เดินทางมาพักที่โรงแรม The Hermitage เชิงเขาเมาท์คุ้ก ให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศแห่งขุนเขาที่สวยงามและเพื่อเขยิบเข้ามาใกล้จุดสตาร์ทในการปั่นจักรยานของเราด้วย

เช้าวันรุ่งขึ้นเราฝ่าอากาศที่หนาวเย็นไปยังจุดสตาร์ท ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของทะเลสาบ Pukaki เช้าวันนี้ท้องฟ้าโปร่ง แสงแดดยามเช้าสะท้อนน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ให้เข้มเป็นพิเศษเส้นทางปั่นในช่วง 10 กิโลเมตรแรกจะเป็นการปั่นในทางแทรกชิดขอบทะเลสาบเลย ส่วนใหญ่เป็นทางดินอัดแน่น แต่บางช่วงมีปนทรายผสมด้วยหินร่วนๆ เข้าไปด้วย ทำให้เป็น 10 กิโลเมตร ที่ไม่ง่ายเลย

อย่างว่าแหละครับระดับเมืองควีนส์ทาวน์ ศูนย์กลางแห่งกิจกรรมอันท้าทาย เส้นทางปั่นแม้จะเป็นระดับเริ่มต้นแต่ก็ยังคงความท้าทายให้เราพิสูจน์กายพิสูจน์ใจได้เสมอ จากจุดพักแรกเราต้องขึ้นมาปั่นบนถนนช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะแยกเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเลียบคลองส่งน้ำระหว่างสองทะเลสาบ ทางช่วงนี้จะต้องขึ้นเนินแต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนคือทางเนินนั้นยาวร่วมกิโล… แต่มากับ 100Plus แล้วชีวิตยังต้องไปต่อ… ปั่นขึ้นเนินไม่ไหวก็เข็นครับ ปั่นๆ เข็นๆ จูงๆ กันมาจนถึงยอดเนิน มองย้อนกลับไปจะเห็นวิวทะเลสาบที่สวยงามมาก เรียกว่าหายเหนื่อยกันเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ต่อจากจุดนี้จะเข้าถนนเลียบคลองระยะทาง 25 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนหินโรย ไม่เรียบแต่ราบและไม่มีเนิน ที่สำคัญปลอดรถยนต์ตลอดเส้นทาง ปั่นกันแบบสบายปลอดภัยสุดๆ เหนือกว่านั้นคือวิวสองข้างทางที่สวยงามมากๆ และเปลี่ยนไปในทุกๆ โค้ง สารภาพกันตรงนี้เลยว่าเมื่อแรกที่ได้รู้ว่าเส้นทางปั่นในทริปนี้เป็นถนนเลียบคลองเส้นนี้ก็ได้ เข้าไปหาข้อมูลใน Google Map ภาพที่เห็นต้องบอกว่าไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย ในใจคิดไปว่ามาปั่นถึงนิวซีแลนด์แต่เส้นทางปั่นเหมือนถนนเลียบคลองพระยาสุเรนทร์แถวพุทธมณฑล!!! แต่เมื่อได้มาปั่นจริงๆ ได้เห็นวิวทิวทัศน์กับตาจริงๆ กลับเป็นหนังคนละม้วนเลย

เหตุผลประการสำคัญที่สุดนั่นคือ ถนนเลียบคลองส่งน้ำนี้ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มีการหักเลี้ยวไปมาหลายทิศทางนัยว่าต้องโค้งไปตามลักษณะของภูมิประเทศ ทำให้มุมมองของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จึงได้เห็นวิวที่แตกต่างกันไปตลอดเวลา อีกประการหนึ่งเป็นเพราะเรามาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ภูเขา ฟ้า น้ำ ทุกอย่างมันจึงลงตัวไปหมด ระหว่างทางมีจุดแวะพักเป็นฟาร์มแซลมอนที่มีแซลมอนสดๆ ให้ได้ชิมกันด้วย

เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดถนนเลียบคลองส่งน้ำ เราปั่นต่อไปในทางแทรกที่ผ่ากลางป่าสนเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ต่อด้วยข้ามเนินใหญ่อีกหนึ่งลูกจึงจะพบกับถนนสายหลักที่จะพาเราเข้าสู่ทะเลสาบ Tekapo ด้วยความวิบากของเส้นทาง ทำให้กว่าที่ผู้โชคดีจะเข้าเส้นชัยครบทุกคน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เราจึงเหลือเวลาที่ทะเลสาบ Tekapo น้อยมาก แต่หากเทียบกับทะเลสาบ Pukaki ต้นทางของเราแล้ว วิวรอบๆ Pukaki สวยงามกว่ามาก

ตลอดเส้นทางการปั่นในทริปนี้เราได้เห็นความมุ่งมั่นความตั้งใจของคณะผู้โชคดีที่ร่วมปั่นทุกคน แม้จะหลากหลายที่มา ต่างเพศต่างวัย หลายๆ คนไม่ใช่นักปั่นขาประจำ บางคนเพิ่งเคยปั่นจักรยานแบบมีเกียร์ด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็พยายามปั่นจนจบทริป ใจสู้กันทุกคน สมดั่งสโลแกนของ 100Plus …เพราะชีวิตยังต้องไปต่อ… ไม่ว่าจะเจออุปสรรค หรือหนทางที่ยากลำบาก แต่หากเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ จุดหมายก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

วันนี้เป็นสัปดาห์แรกของปีมีเหตุการณ์เด่นๆ เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ Skylane เปิดแล้ว ต้องคอยดูว่ากระแสจักรยานจะกลับมาคึกคักอีกครั้งหรือไม่ ส่วนพี่ตูน บอดี้สแลม พรีเซนเตอร์ของเรา ก็ได้จบโครงการก้าวคนละก้าวลงอย่างสวยงาม

ในวาระขึ้นปีใหม่ 2561 แล้ว จึงถือโอกาสนี้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้ผู้อ่านทุกท่าน มีแต่ความสุขสวัสดี สุขภาพกายใจแข็งแรงตลอดปีใหม่นี้เทอญ