เหอเป่ย์…ดินแดนน่าค้นหา อีกหนึ่งองศาของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533912

เหอเป่ย์...ดินแดนน่าค้นหา อีกหนึ่งองศาของจีน

แน่นอนว่าในวินาทีนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้เลย นอกเสียจาก “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ดินแดนซึ่งมีความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และทีมงานโลก 360 องศา ก็วางแผนเดินทางไปยังประเทศจีนทุกปีเพื่อเรียนรู้เรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีบทบาทสำคัญต่อความเป็นไปของโลก

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ครั้งนี้เราเดินทางสู่ “กรุงปักกิ่ง” เมืองหลวงของประเทศจีน ก่อนจะนั่งรถต่อไปยัง “เมืองฉือเจียจวง” (Shijiazhuang) เมืองเอกของ “มณฑลเหอเป่ย์” (Hebei) ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 300 กิโลเมตร ตามคำแนะนำจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า เหอเป่ย์นับเป็นมณฑลใหญ่มณฑลหนึ่งของประเทศจีน โดยเป็นมลฑลที่ล้อมกรุงปักกิ่งไว้ และถ้าตั้งต้นจากกรุงปักกิ่งจะสามารถเดินทางไปยัง “เมืองฉือเจียจวง” ได้โดยสะดวก ทั้งโดยรถยนต์หรือรถไฟความเร็วสูงก็ได้ ทั้งนี้เหอเป่ย์มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจัดทัวร์นำเที่ยวเหอเป่ย์ จึงนับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและชวนค้นหา ในการเดินทางสู่มณฑลซึ่งเป็นอีกหนึ่งองศาของประเทศจีนแห่งนี้

เมื่อเดินทางถึง “เมืองฉือเจียจวง” พวกเราก็ได้พบกับเมืองใหญ่ที่มีความทันสมัย เต็มไปด้วยความสะดวกสบายสมกับเมืองเอกของมณฑล นอกจากนั้นยังมีร่องรอยอารยธรรมที่บ่งบอกถึงความสำคัญและเก่าแก่ของพื้นที่แถบนี้ โดยปรากฏหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งมณฑล เหอเป่ย์ ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวย้อนไปนับพันปี มีโบราณวัตถุสำคัญหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยพิพิธภัณฑ์แห่งมณฑลเหอเป่ย์นั้น มีบริการเจ้าหน้าที่นำชมเป็นภาษาอังกฤษ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน และปิดทำการในวันจันทร์

สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในมณฑลเหอเป่ย์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งบอกความสำคัญได้เป็นอย่างดีคือ “พระราชวังเฉิงเต๋อ” (Chengde Mountain Resort) ซึ่งได้รับยกย่องจากยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์ชิง ใช้พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับและออกว่าราชการในช่วงฤดูร้อน เพราะตั้งอยู่บนที่สูง อากาศดี และเย็นสบายตลอดทั้งปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

พระราชวังแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซี แห่งราชวงศ์ชิง และใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 89 ปี จึงแล้วเสร็จ ซึ่งพื้นที่ของพระราชวังนั้นมีขนาดราว 5.6 ตารางกิโลเมตร กว้างใหญ่เกือบครึ่งของพื้นที่เขตเมืองเฉิงเต๋อ และการก่อสร้างยังได้ถอดแบบมาจากพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่งอีกด้วย

นอกเหนือจากส่วนที่เป็นที่ประทับและออกว่าราชการแล้ว Chengde Mountain Resort ยังมีส่วนที่เป็นสวน ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า และป่า ซึ่งเล่ากันว่าจักรพรรดิคังซี และจักรพรรดิเฉียนหลง สร้างที่นี่โดยเลียนแบบจากสถานที่ต่างๆ ที่ประทับใจทั่วแผ่นดินจีน ดังนั้นหากใครมาเยือน Chengde Mountain Resort ก็จะได้พบกับสถานที่สวยงาม อากาศเย็นสบาย และมีมุมถ่ายภาพสวยๆ มากมาย โดยมีจุดแนะนำถึง 72 จุด และที่พลาดไม่ได้เลยคือวัดสำคัญ 2 แห่ง ที่สร้างโดยจักรพรรดิเฉียนหลง

วัดแห่งแรกคือ วัดผู่หนิง ซึ่งหมายถึง วัดแห่งสันติภาพสากล หรือ Temple of Universal Peace และเรียกกันอีกชื่อว่าวัดพระใหญ่ เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือซึ่งสลักจากไม้ สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 27.2 เมตร และมีน้ำหนักถึง 110 ตัน ลวดลายแกะสลักนั้นมีความประณีตและงดงามอย่างมาก นอกจากนี้ชาวจีนยังนิยมมาขอพรที่วัดแห่งนี้ เพราะเชื่อว่าการได้ขอพรที่วัดพระใหญ่จะนำมาซึ่งความสุขสมหวังเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอีกด้วย

วัดสำคัญอีกแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันคือ วัดผูโถ่วจงเฉิน หรือเรียกกันอีกชื่อว่า วัดโปตาลาน้อย เพราะมีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับพระราชวังโปตาลาในทิเบต โดยวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง มีลักษณะการผสมผสานศิลปะแบบจีนและทิเบตไว้ด้วยกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าวัดที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิเฉียนหลงที่รายล้อม พระราชวังเฉิงเต๋อนั้น ล้วนเป็นการหลอมรวม ความเชื่อความศรัทธาของผู้คนหลากหลาย ชาติพันธุ์บนแผ่นดินจีนเข้าด้วยกัน

นอกเหนือจากสถานที่ต่างๆ ซึ่งความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีความ สวยงามแล้ว มณฑลเหอเป่ย์ยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และรสชาติดี โดยเน้นที่ความสดเป็นหลัก ทั้งผักและผลไม้ โดยเฉพาะพืชผักที่นำมาประกอบอาหาร หรือเมนูจำพวกปลาที่นอกจากจะมีความน่าตื่นตาตื่นใจในกระบวนการประกอบอาหารแล้ว ยังมีรสชาติที่น่าจะถูกปากคนไทยอีกด้วย

หนึ่งในเมนูเด็ดที่ทีมงานโลก 360 องศา มีโอกาสได้ลิ้มลองและได้ชม วิธีการทำด้วยชื่อว่า “จิงเหมาซื่อจื่อหยู” แปลเป็นไทยได้ว่า “ปลาราชสีห์ขนทอง” โดยการนำปลามาผ่านกระบวนการแล่ด้วยทักษะขั้นสูง จากนั้นจึงนำไปทอด และราดด้วยน้ำราดที่ปรุงพิเศษเป็นสูตรเฉพาะจนได้ออกมาเป็นจานอร่อยที่ ใครได้ชิมเป็นต้องออกปากชมไปตามๆ กัน

ความน่าตื่นตาตื่นใจของมณฑล เหอเป่ย์แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีองศาที่น่าติดตามรออยู่ในสัปดาห์หน้า และ คุณผู้อ่านสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook ของรายการโลก 360 ชมรายการย้อนหลังได้ที่ YouTube Chanel และพบกับรายการโลก 360 องศา ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 เป็นต้นไป ได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 HD ทุกวันอาทิตย์ เวลา 08.00-08.30 น.

 

สุโขทัยต๊อตติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533816

สุโขทัยต๊อตติ

“สุโขทัยต๊อตติ” ฟังแล้วอาจจะงงๆ กับชื่อ ที่แทบไม่ได้บ่งบอกอะไร แต่สำหรับคอกาแฟแล้ว เชื่อว่าคอกาแฟพันธุ์แท้ทุกคนต้องร้องอ๋อ เพราะ “ต๊อตติ” คือแบรนด์กาแฟที่รสอร่อย นุ่มลิ้น กลิ่นออกจมูก รสชาตินัว กลมกล่อม จากเมล็ดกาแฟที่คัดเฉพาะ ผ่านการผสมผสานเข้าด้วยกัน จากการคั่วหลายระดับ เพื่อให้ได้รสชาติของเมนูกาแฟแต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เมื่อแบรนด์ต๊อตติมาเปิดให้บริการที่สุโขทัย จึงกลายเป็นสุโขทัยต๊อตติ จากคนพื้นที่ที่นิยมการดื่มกาแฟ และนิยมความ “เยอะ” ในการที่จะดื่มกาแฟแต่ละแก้วอย่างละเมียดละไม พิถีพิถันในการลิ้มลองกาแฟแต่ละเมล็ด แต่ละสายพันธ์ุของเส้นทางเมล็ดกาแฟ จึงมั่นใจว่าแม้จะเป็นเมนูหลักๆ เช่น เอสเปรสโซ่ คาปูชิโน่ ลาเต้ อเมริกาโน่ แต่ผู้ที่เข้ามาสั่งเมนูเหล่านี้ดื่มที่สุโขทัยต๊อตติแล้ว จะได้รสชาติที่นุ่มละมุน กลมกล่อม และความเข้มข้นชนิดเข้าถึงเมล็ดกาแฟทุกเมล็ดอย่างแท้จริง

นอกจากบาริสต้าที่มากความสามารถแล้ว ก็ยังใช้เครื่องชงใหญ่ชั้นแนวหน้ารุ่นล่าสุด ยิ่งทำให้กาแฟที่ผ่านการชงออกมา ยิ่งได้รสชาติอร่อยหนักขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม กาแฟร้อนทุกแก้วตกแต่งด้วยลาเต้อาร์ตก่อนเสิร์ฟ เพิ่มความวิจิตร ดีต่อใจผู้ได้ดื่ม พร้อมเบเกอรี่โฮมเมดให้เลือกอีกหลากหลาย

 

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถดื่มกาแฟได้ ก็มีชาที่ครบเครื่องเรื่องหวานมัน โดยเฉพาะชาเขียว และชาเขียวมัตฉะ รวมถึงชานม โกโก้ คาราเมล ที่แสนจะเข้มข้น ได้รสชาติที่หลายคนได้ลิ้มลองแล้วต้องร้องขอซ้ำกันอีกแก้ว นอกจากนั้นก็ยังมีพวกสมูทตี้ และสมูทตี้โยเกิร์ต รสชาติอัดแน่นด้วยผลไม้และโยเกิร์ต หนึบๆ ดื่มอร่อย

สำหรับอาหารนั้น จะเป็นอาหารไทยแบบพื้นบ้าน ทานง่ายๆ เหมือนนั่งกินข้าวที่บ้าน ซึ่งก็มีบริการตั้งแต่เช้าตรู่กันเลย ที่นิยมทานเป็นอาหารเช้ากันคือ ไข่กระทะ ข้าวต้มเครื่อง จนกระทั่งแกงส้มเซตกับไข่เจียว ให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับชาวต่างชาติก็จะมีไข่ดาว เบคอน ขนมปัง ไว้บริการด้วย รวมถึงมีพวกสปาเกตตี คาโบนารา สปาเกตตีขี้เมาด้วยเช่นกัน ขณะที่อาหารจานเดียวที่ขึ้นชื่อของร้านนั่นก็คือ ข้าวกะเพราหมูแดดเดียว กะเพราปลาสลิด

 

ส่วนแกงก็จะเป็นอาหารทานง่ายๆ เหมือนอยู่บ้านทำเองเช่นกัน ทั้งแกงส้มชะอมไข่ หรือแกงส้มผักรวม ต้มยำกุ้ง ต้มแซ่บต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป นอกนั้นก็จะทานเป็นสแน็กได้ เป็นกับแกล้มได้ ทั้งไส้อั่ว ยำหมูมะนาว ยำวุ้นเส้น ทอดมัน กะหล่ำน้ำปลา เป็นต้น ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน อาทิ ฮันนี่โทสต์ ปังเย็น อัลโฟกาโต้ และไอศกรีมที่เนื้อแน่นๆ รสชาติหวานมันถึงใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์ คอยให้บริการดับร้อนด้วยเรียกได้ว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ก็สามารถเข้ามานั่งผ่อนคลายในร้านได้ตลอดเวลา

ขณะที่บรรยากาศร้านนั้นก็เรียกได้ว่าชิลและชิกมาก บรรยากาศหน้าร้านนั้น เป็นเทอร์เรซพื้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ส่วนใหญ่เป็นงานแฮนด์เมด ที่เอาไม้เก่ามาตัดต่อทำโต๊ะ เก้าอี้ กล่องทิชชู่ กันเอง อีกทั้งยังมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้มะคึก แต่ความสวยนั้นแทบไม่ต่างจากไม้มะค่า จึงได้บรรยากาศที่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนนั่งอยู่ในป่าธรรมชาติ

 

ด้านภายในร้าน โต๊ะเก้าอี้ต่างๆ มาจากหลายแหล่ง ไม่มีความเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้ว กลับลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ผู้ที่เดินเข้ามาในร้านสนุกกันตั้งแต่มองว่าจะเลือกนั่งมุมไหนของร้านดี ซึ่งแต่ละมุมสามารถถ่ายภาพได้หลากหลายบรรยากาศ เหมือนไม่ได้อยู่ในร้านเดียวกันเลย การตกแต่งใช้ของไทยๆ มาผสม เช่น ผ้าขาวม้า เอามาทำเป็นเบาะรองนั่ง เก้าอี้หวาย วางคู่กับเก้าอี้หนัง ผนังร้าน 4 ด้าน 4 แบบต่างกัน โคมไฟแต่ละส่วนก็แฮนด์เมด จากความชื่นชอบของเจ้าของร้านที่รักในงานศิลปะ งานฝีมือแบบชิกๆ โมเดิร์นๆ ปนกับงานเก่า งานไม้ปนกับเหล็ก กับสังกะสี กระทั่งล้อรถเก่าที่เขาทิ้งแล้ว แต่กลับเข้ากันอย่างน่าทึ่ง

มิกซ์แอนด์แมตช์ความต่างที่ลงตัว จึงเป็นบทสรุปของ สุโขทัยต๊อตติ ที่สร้างสรรค์งานจากดีไอวาย แฮนด์เมด และของเก่า แต่กลับสร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบแดงที่โดดเด่นให้จังหวัดสุโขทัยอีกแห่งหนึ่ง ที่ใครมาเที่ยวสุโขทัยแล้ว ต้องลองแวะมาดื่มกาแฟแสนอร่อยพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศชิกๆ รับรองไม่ผิดหวัง

เจ๊อี๊ด ริมน้ำ ‘จันทบูร’ ก๋วยเตี๋ยวทะเล… ปูกั้งเนื้อๆ เน้นๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533976

เจ๊อี๊ด ริมน้ำ ‘จันทบูร’ ก๋วยเตี๋ยวทะเล... ปูกั้งเนื้อๆ เน้นๆ

 โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เสียงลือเสียงเล่าอ้างพูดถึงกันหนาหูถึง “ก๋วยเตี๋ยวทะเล” ร้านเจ๊อี๊ด ริมน้ำ จ.จันทบุรี เมื่อผ่านเข้าไปเที่ยวย่านเก่าตัวเมืองจันทบุรีทั้งที จึงต้องขอแวะมาชิม

พิกัดร้านเจ๊อี๊ดหาไม่ยาก อยู่ใกล้ๆ กับแลนด์มาร์คสำคัญ โบสถ์คริสต์เก่าแก่คู่เมืองจันท์ “อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล” แค่เดินข้ามสะพานมาฝั่งย่านเก่าริมน้ำจันทบูร เลี้ยวซ้ายไปไม่กี่ก้าวก็ถึง

 ความเด็ดดวงของร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ทำให้คนแน่นร้านตลอด อยู่ที่เนื้อปู เนื้อกั้งทะเลสดๆ ที่จัดเต็มมาในชาม ก๋วยเตี๋ยวทะเลต้มยำที่นี่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท 70 บาท ไปจนถึงแพงสุด 100 บาท

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

นอกจากนี้ ยังมีเมนูข้าวหน้าทะเล ข้าวหน้าปู ไข่ปู กินคู่กับน้ำจิ้มพริกเกลือรสแซ่บ

ส่วนใครที่อยากกินกรรเชียงปู ก้ามปู กั้งทะเลล้วนๆ แบบเนื้อเน้นๆ เจ๊อี้ดยินดีจัดเต็มเมนูลวกจิ้มให้กินอย่างจุใจในราคาจานละ 200 บาท

 นอกจากก๋วยเตี๋ยวทะเลที่ขายดี ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มขึ้นชื่อเมืองจันทบุรี ที่ภาษาถิ่นคนจันท์เรียกกันว่า “น้ำส้มมะปี๊ด” หรือส้มจี๊ดลูกเล็กๆ คั้นสดใส่ขวด ใส่น้ำเชื่อม ใส่เกลือนิดหน่อย กินกับน้ำแข็งเปรี้ยวๆ หวานๆ ชื่นใจ

<span class=”Bold”>“เจ๊อี๊ด” สุธัญวลัย ทัศนา เล่าว่า แต่ดั้งแต่เดิมสมัยก่อนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง เน้นขายคนในท้องถิ่น จนกระทั่งหลังน้ำท่วมใหญ่เมืองจันท์ ปี 2542 จึงเริ่มหันมาเปิดตลาดก๋วยเตี๋ยวทะเลปูกั้งเป็นเจ้าแรกๆ ของเมืองจันท์

จุดขายของร้านอยู่ที่การคัดสรรวัตถุดิบอาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน แหล่งใหญ่ๆ มาจากย่านประมงพื้นบ้าน “ตะกาดเง้า” อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เมนูยอดฮิตของที่ร้านคือ “ต้มยำจ้าวสมุทร” หรือก๋วยเตี๋ยวทะเลรวมมิตร

 หากใครได้มีโอกาสมาเยือนชุมชนริมน้ำจันทบูร ลองแวะเวียนมาชิมกันได้ ร้านเจ๊อี๊ด เปิดทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น มาร้านนี้ต้องใจเย็นๆ เพราะเจ๊อี้ด เจ้าของร้านทำเอง ปรุงเองทุกชาม รอคิวนานหน่อย แต่พอเห็นเนื้อปูกั้งสดๆ เน้นๆ ที่เสิร์ฟมาในชามก็นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอย

ถ้าใครไม่อยากมาเจอคนแน่น แนะนำว่าควรมาก่อน 11 โมง หรือหลังบ่าย 2 สอบถามเพิ่มเติมโทร.039-314-738

ไซตามะเมืองเก่า + ใหม่ ภูเขา สายน้ำ และธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ม.ค. 2561 เวลา 10:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533975

ไซตามะเมืองเก่า + ใหม่ ภูเขา สายน้ำ และธรรมชาติ

โดย/ภาพ : บงกชรัตน์ สร้อยทอง

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เมื่อเลือกที่จะใช้พักร้อนเพื่อไปพักผ่อนอย่างแท้จริง ฉันและเพื่อนตกลงกันว่าจะไป “ไซตามะ” ที่ญี่ปุ่นเหมือนเหมือน 2 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นที่ข้องใจของหลายคนว่า ไปภูมิภาคคันโตแล้วทำไมไม่ไปโตเกียว ทั้งๆ ที่มีแผนเข้าเมืองมหานครแห่งนี้วันหนึ่ง แต่สุดท้ายเช้าวันหนึ่งที่จะไปทุกคนก็ตัดออกไปราวกับไม่ไย และก็มานั่งทบทวนดูว่าทำไมเราถึงหลงรักไซตามะได้ขนาดนี้

โอมิยะศูนย์กลางความสะดวก

โอมิยะ คือเมืองหลวงจังหวัดไซตามะ ที่ห่างจากโตเกียวไม่มาก นั่งรถไฟไปก็เพียง 20-25 นาที แถมมีรถบัสจากสนามบินนาริตะและฮาเนดะมาที่โอมิยะได้เลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เพราะพวกเราเลือกหนีความวุ่นวายจากความเป็นเมืองและคนพลุกพล่านให้มากที่สุด จึงตัดสินใจเลือกสถานที่ที่เคยมาพัก คุ้นเคยกับถนน สิ่งที่อยู่รอบตัว และอุ่นใจที่ได้มาพักเกสต์เฮาส์ทัชไทยของคนไทยที่นี่ โดยไม่ต้องให้เขามาดูแล กุญแจดอกเดียวทำให้เรามีอิสรภาพอย่างเต็มที่ ในกรณีที่ไม่เจอแขกคนอื่นพัก

ทริปนี้ตั้งใจกันว่า การเดินทางจะนั่งรถไฟไปไหนกันก็ได้ ไม่จำกัดเวลา หรือจะเปลี่ยนแผนเมื่อไรกันก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นไซตามะด้วยกันหรือต่างเมือง เพราะการเดินทางสะดวกสบาย

เรื่องการกินอยู่บริเวณรอบของสถานีรถไฟโอมิยะ ตั้งแต่ร้านกาแฟที่อยู่ประปราย ร้านผลไม้สด ขนมปัง กลางวันก็มีร้านซูชิและราเมนให้แฝงตัวไปกับกลุ่มดูหนุ่มสาวออฟฟิศที่เข้ามากินข้าวมื้อเร่งด่วนก่อนกลับไปทำงานกันต่อ

01 ลำธารที่ไหลจากต้นน้ำด้านบนเขาที่ฮันโน่

 มื้อเย็นก็มีความหลากหลายของอาหารมากขึ้น ทั้งปิ้งย่าง ที่เพิ่มมาคือการประชันเบียร์เสริมความเฮฮาปาร์ตี้ แถมแต่ละร้านก็มีให้เลือกเห็นหลายระดับราคา

เพื่อให้สมกับความเป็นคนไทย คือไม่ว่าเราจะเดินทางไปไหน กลับมาช่วงเย็นหรือค่ำ พอลงสถานีรถไฟนี้ กลิ่นหอมของขนมมักโชยเตะจมูก ชนิดที่ว่าพวกเราต้องเสียสตางค์กับร้านขนม 3 แห่งที่อยู่ติดกันมาแล้ว

ส่วนขาช็อปมิต้องห่วง มีห้างล้อมรอบตัวเราไว้หมด แถมยังมีขายทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าให้ผลัดหลงกันไปได้ของกันออกมาง่ายๆ ก็ไม่น้อย

สิ่งที่ไม่อยากให้พลาด คือศาลเจ้าฮิกาวะ ที่เป็นศาสนสถานที่ประกอบพิธีในศาสนาชินโต ด้วยอากาศและอุณหภูมิในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี้ ทำให้เราขอเดินทอดน่องแลกกับแสงแดดไออุ่นยามเช้า เพื่อไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะมีแผ่นป้ายที่ให้เขียนอวยพรเรื่องครอบครัวกันเป็นส่วนมาก และเห็นคนญี่ปุ่นหลายคนเดินทางมาขอพรก่อนจะเริ่มเรียนหรือเริ่มทำงานในวันใหม่

ความลับที่ซ่อนอยู่ที่แห่งนี้คือ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมาในช่วงหน้าดอกซากุระบาน เราอาจจะเลือกมาที่นี่แทนไปสวนอุเอโนะที่โตเกียวแทน เพราะเขาว่าสวนสาธารณะโอมิยะนี้ มีต้นซากุระบานที่สวยไม่แพ้ที่อื่นเลย และอาจจะพ่วงเก็บตกพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งจัดแสดงรถไฟทุกแบบที่ใช้ในญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

คาวาโกเอะเมืองเก่าที่มันหวาน

เมื่อ 2 ปีเคยไปคาวาโกเอะที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ลิตเติ้ลเอโดะ” มีบ้านเรือนเป็นแบบสมัยเก่าก็จริง แต่เพราะไปเจองานเทศกาลคาวาโกเอะพอดี ที่คนหนาแน่นตั้งแต่ออกจากสถานีรถไฟ และต้องเดินไหลตามคลื่นมหาชนไปเรื่อยๆ ซึ่งมาทราบว่า ปกติทุกเสาร์-อาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ต.ค.จะมีเทศกาลนี้

เหมือนเป็นการรวมคนทุกเพศทุกวัยในชุมชน ต่างปิดบ้านปิดร้านค้าปกติมาขายของตามท้องถนน หรือมาร่วมงานและร่วมแสดง ภายในแต่ละขบวนรถเลื่อนที่ถูกประดับตกแต่งแต่ละขบวนออกมาอย่างสวยงาม โดยจะเคลื่อนตัวไปรอบเมืองอย่างช้าๆ

แต่การมาครั้งที่ 2 นี้ ตั้งใจแล้วว่าจะมาเดินชมบ้านเรือนแบบเก่าและไลฟ์สไตล์แบบใหม่ของเมืองนี้กัน และความโชคดีก็เกิดขึ้นซ้ำสอง ที่ไม่รู้ว่ามาช่วงวันหยุดที่เป็นวันวัฒนธรรมแห่งชาติของญี่ปุ่น ทำให้เราได้เห็นเด็กน้อยและผู้หญิงเดินใส่ชุดกิโมโนเดินอยู่รอบเมือง

ยอมรับว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ คือการคงความเก่าในชุมชน ที่หลายร้านแม้จะมีการขายของที่ทันสมัย แต่สไตล์การตกแต่งร้านช่างผสมความเก่าและใหม่ ทำให้รู้สึกเชิญชวนให้เข้าไปนั่งดื่ม และเสพบรรยากาศทั้งกลางวันและกลางคืนที่แตกต่างกัน จนจมูกพวกเราไม่สามารถทนกลิ่นหอมของกาแฟที่ลอยมาเชื้อเชิญให้ไปชิมตลอดเวลา

02 เจ้าแม่กวนอิมโทริคันนนที่นักท่องเที่ยวมากราบไหว้

 และสิ่งสุดท้ายที่ไม่อาจลืมเลือนได้ ต้องใช้ลิ้นสัมผัสกับกับรสชาติ “มันหวาน” ของเมืองนี้ให้ได้ และก็ไม่ผิดหวังสมชื่อที่หลายคนยกให้เป็นเมืองแห่ง “มัน” แห่งหนึ่ง ทั้งขนมมันที่ผลิตออกมาหลายรูปแบบกรอบแบบนุ่ม ที่บรรจุหีบห่อไว้สวยงาม เตรียมไปเป็นของฝากก็ไม่น้อย

ส่วนไอศกรีมรสมันนั้น ไม่ต้องบรรยายอะไรกันมาก มาแล้วก็ต้องลองทั้งแบบมันม่วงและมันหวานสีเหลือง ที่มีเนื้อของมันผสมออกมาให้เคี้ยวหนึบอร่อย

สำหรับเส้นทางการมาคาวะโกเอะ นั่งรถไฟต่อจาสถานีโอมิยะเพียง 5 สถานีเท่านั้น หรือประมาณ 20-25 นาที

ฮันโน่ ธรรมชาติที่หลงรัก

เจ้าของเกสต์เฮาส์ทัชไทยที่เราพักในโอมิยะ แนะนำและอาสาพาเราไปรู้จักฮันโน่ มันเป็นอีกเมืองในไซตามะ ห่างจากโตเกียว 70 กม. และห่างจากโอมิยะ 40-50 กม.

เป็นเมืองที่ธรรมชาติป่าเขาเหมาะแก่การไปแคมปิ้ง เทรกกิ้ง ปั่นจักรยาน และเป็นเส้นทางที่ชวนนักขับขี่รถมอเตอร์ขนาดใหญ่ไต่เขา ที่สำคัญ คือเมืองนี้ยังเป็นที่ชื่นชอบกับผู้สูงอายุซึ่งจะไปแช่ออนเซน

ภาพที่เห็นและสัมผัสระหว่างทางคือ เราค่อยๆ พบเจอกับธรรมชาติทีละนิดๆ ตั้งแต่พื้นป่าที่มีใบไม้เปลี่ยนสีแดงค่อยๆ ออกมาแจมระหว่างทาง เริ่มเห็นลำธารน้อยใหญ่สลับกันไป ซึ่งต่อมาก็ได้สัมผัสกับต้นน้ำของแม่น้ำอิรุมะ ที่อยู่ด้านบนของพื้นป่าหมู่บ้านนากุริ

เมืองฮันโน่นี้ มีการเจาะเป็นท่อน้ำให้ผู้มาเยือนได้ลองชิมดื่ม หรือนำไปต้มเพื่อดริปกาแฟดื่มกัน โดยหลายครั้งผู้ที่ชื่นชอบกาแฟจะนำน้ำไปต้มในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สูตรการชงกาแฟที่ลงตัว แต่กว่าจะถึงจุดนี้ทำให้เราได้สัมผัสกับทิวป่าสนสูงที่ทำให้รู้สึกถึงอากาศแสนบริสุทธิ์ และเห็นเขื่อนกักน้ำขนาดย่อมที่มีกิจกรรมให้ตกปลาเทราต์ หรือพายเรือแคนูล่องเรือในเขื่อนแห่งนี้ได้

03 บริเวณเมืองเก่าลิตเติ้ลเอโดะที่คาวาโกเอะ

 ผืนเขาแห่งนี้ ถือว่ามีสถานที่ให้เรานักท่องเที่ยวได้แวะจอด เพื่อลงไปสัมผัสลำธารที่ไหลผ่านตลอดแนวทางหมู่บ้าน หรือแวะถ่ายวิวที่เห็นหมู่บ้านเป็นจุดๆ โดยมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มาแล้วไม่ควรปล่อยผ่าน คือองค์เจ้าแม่กวนอิมแห่งโทริคันนนขนาดใหญ่ ที่บริเวณโดยรอบสามารถยืนชมวิวด้านบนสัมผัสเมืองฮันโน่แบบ 360 องศา แถมถ้าจังหวะดีก็จะมีต้นโมมิจิหรือเมเปิ้ลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงให้เห็นและเป็นภาพประกอบฉากให้มุมกล้องเรา และถือว่าโชคดีมาก เพราะคราวนี้เผอิญเจอดอกซากุระป่าที่บานสะพรั่งในช่วงปลายปีเช่นนี้

สิ่งที่สัมผัสได้ นอกจากธรรมชาติอันสดชื่นขนาดนี้ คือตลอดเส้นทางเราก็ได้เจอกับรถบิ๊กไบค์ หรือคู่รักคนสูงอายุจูงมือพากันเดินไปออนเซน หรือเดินเท้าไปยังไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พร้อมชื่นชมธรรมชาติและถ่ายรูปให้กันและกันราวกับคู่เดทที่เพิ่งนัดกันใหม่ สร้างความอบอุ่นท่ามกลางอากาศหนาวให้เราได้ไม่น้อย

ร้านอาหารที่นี่มีบริการจริงๆ เพียง 3 ร้าน และร้านที่กลุ่มเราได้แวะไปเป็นร้านอาหารสีเหลืองขนาดเล็กชื่อ Turnip ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาน้อยๆ แต่เพราะช่วงเวลาที่เรากินประมาณเที่ยงแล้วแสงแดดจ้าไปนิด จนต้องถอนทัพกลับไปนั่งรับแดดอ่อนภายในร้านแทน

ที่น่าทึ่ง คือเจ้าของร้านเป็นคุณลุงคุณป้าทำกับข้าวรับออร์เดอร์ และเสิร์ฟอาหารกันเพียง 2 คน แม้ว่าอาหารอาจรอนานไปนิด แต่เราก็ยังฟินกับบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยขนาดและบรรยากาศร้าน

ด้านรสชาติออาหารแน่นอนว่าอร่อยมาก แค่เพียงออร์เดิร์ฟผักสดออร์แกนิกจากบนเขา ที่กรอบผสมกับน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่น (เชื่อว่าคุณป้าต้องทำเองแน่นอน) ก็อร่อยจนบอกไม่ถูกแล้ว ส่วนอาหารจานหลักที่ลองสั่งกันคนละอย่างเพื่อแลกกันชิม บอกได้เพียงว่าหาต้นตอของวัตถุดิบหลักของจานไม่เจอกันทีเดียว

การเดินทางมาฮันโน่ อาจเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวคนไทยขาจรอย่างเรา เจ้าของเกสต์เฮาส์แนะนำคร่าวๆ ว่า ถ้าเดินทางมาเอง ให้นั่งรถไฟไปลงที่สถานีหลักอย่างฮันโน่เลย แล้วต่อรถบัสมาที่นี่นั่งมาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือลองสอบถามกับทางเกสต์เฮาส์ทัชไทยก็ได้ เพราะมีที่พักที่นี้ด้วย (www.facebook.com/TouchThaiGuesthouse)

04 ศาลเจ้าใหญ่ฮิกาวะตัวแทนที่โอมิยะ

 สำหรับตัวเอง เสียดายมากที่ทำได้เพียงเช้าไปเย็นกลับเท่านั้น จึงยังรู้สึกไม่หนำใจกับบรรยากาศโอโซนที่นี่ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะค้างคืนทำกิจกรรมที่มีให้เลือกหลากหลายสักคืน แคมปิ้งกับเพื่อนหรือครอบครัวสักมื้อ และเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชุ่มปอด

อ๋อ! ใกล้ที่พัก ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่ง ที่โชคดีมีคุณยายดูแลสถานที่นี้ เชิญชวนพวกเราเข้าไปกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม ที่ก่อสร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่อายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งยังคงความเก่าทั้งในลายศิลปะการแกะไม้และลวดลายบริเวณโดยรอบอย่างดีไว้อีกด้วย

จบทริปนี้ เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองของทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นถึงสถานการณ์หลังนายชินโสะ อาเบะ ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งว่า คนญี่ปุ่นรู้สึกอย่างไร คำตอบที่ได้รับฟังจากคนญี่ปุ่น คืออยากให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะตอนนี้ขนาดดอกเบี้ยยังติดลบ ใครฝากเงินกับธนาคารไว้ต้องขาดทุน และขณะที่คนในประเทศเองก็ไม่กล้าใช้จ่ายเงิน

ปัจจุบันญี่ปุ่นยังคงมีรายได้จากการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งอยู่ แต่สิ่งที่เขากำลังจะทำมากขึ้นเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ นั่นคือการท่องเที่ยวโดยเป็นเจ้าบ้านที่ดี ทว่ามุมมองอีกด้านหนึ่งของคนที่นี่มองว่า คนญี่ปุ่นยังรักความอิสระในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองอยู่ มีบ้างที่มองว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากเกินไป จนพวกเขาเองก็ยังไม่สามารถตั้งรับหรือรับมือได้อย่างเต็มที่

เอาเป็นว่าไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือเจ้าบ้าน อยากให้มองเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการเคารพสิทธิซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งสำหรับเรานั้น อย่างไรก็รักประเทศญี่ปุ่นและรู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อนสนิทอีกคนที่ชื่อว่า “ไซตามะ” ไปแล้ว

……….ใต้ภาพ……….

00(รูปเปิด) วิวชุมชนและลำธารที่ไหลไปรวมเป็นแม่น้ำอิรุมะ

01 ลำธารที่ไหลจากต้นน้ำด้านบนเขาที่ฮันโน่

02 เจ้าแม่กวนอิมโทริคันนนที่นักท่องเที่ยวมากราบไหว้

03 บริเวณเมืองเก่าลิตเติ้ลเอโดะที่คาวาโกเอะ

04 ศาลเจ้าใหญ่ฮิกาวะตัวแทนที่โอมิยะ

05 ซากุระป่าออกมาให้เห็นที่เมืองฮันโน่

06 เขื่อนกักน้ำที่หมู่บ้านนากุริ

07 ต้นโมมิจิหรือเมเปิ้ลกำลังเปลี่ยนสี

08 บริเวณภายในศาลเจ้าฮิกาวะที่โอมิยะ มีต้นไม้ร่มรื่นเดินสูดอากาศบริสุทธิ์

09 ผู้หญิงและเด็กน้อยใส่ชุดกิโมโนที่เมืองคาวาโกเอะ

10 เทศกาลประจำเมืองคาวาโกเอะจัดขึ้นสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ต.ค.

11 คนมากราบไหว้ขอพรศาลเจ้าที่คาวาโกเอะ

12 บรรยากาศร้านอาหาร Turnip หนึ่งในสามร้านอาหารที่ฮันโน่

13 ร้านกาแฟที่เห็นตามซอกซอยในคาวาโกเอะ

14 เขียนคำขอพระจากศาลเจ้าให้สมาชิกครอบครัวมีความสุข

 

เที่ยวกาดที่สูงที่สุดในไทย ‘สีสันแห่งดอยตุง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 15:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/533076

เที่ยวกาดที่สูงที่สุดในไทย ‘สีสันแห่งดอยตุง’

โดย…ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

กลายเป็นงานประจำปีที่ห้ามพลาดกับเทศกาล “สีสันแห่งดอยตุง” ครั้งที่ 4 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด สานต่อ-ต่อยอด เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน พันธกิจ ศาสตร์ และศิลป์ จากการพัฒนาบนดอยตุงที่มุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเกียรติจาก ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าบริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธี

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงปีนี้คึกคักกว่าเดิมด้วย 3 โซนหลัก เริ่มต้นที่ไฮไลต์อย่างโซนกาดชนเผ่า นักท่องเที่ยวจะได้พบกับทั้ง 6 ชนเผ่า อาข่า ลาหู่ ไทใหญ่ ไทลื้อ ลัวะ และจีน ที่ขนสินค้า งานหัตถกรรม ผลผลิตทางการเกษตร และอาหารมาให้คนเมืองลิ้มลองมากกว่า 80 ร้านค้า บนเส้นทางถนนคนเดินที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,100 เมตร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหลามน้ำมะพร้าวของชาวอาข่า ก๋วยเตี๋ยวไก่ดำของชาวจีน พิซซ่าของชาวลัวะ รวมถึงกาแฟชั้นดีจากหลากหลายชนเผ่าที่ส่งกลิ่นหอมหวนตลอดถนนคนเดิน

เมื่ออิ่มหนำจนหนังท้องตึง ให้มาขยับร่างกายสักหน่อยที่โซนกิจกรรมเครื่องเล่นเอ็กซ์ตรีมสไตล์ชาวไทยภูเขา งานนี้ใครที่อยากลองขับฟอร์มูลาดอยต้องลอง เพราะภายในงานได้ประยุกต์พื้นที่เนินย่อมๆ ให้กลายเป็นถนนลาดชันสุดเสียว พร้อมรถฟอร์มูลาดอยที่ทำขึ้นจากไม้ที่สามารถแล่นฉิวแบบไม่ต้องพึ่งเกียร์ และกิจกรรมเดินไม้ต่อขา ท้าทายคนไม่กลัวความสูงมาประลองความกล้าว่าจะขาสั่นและเดินได้หรือเปล่าบนไม้ไผ่ท่อนยาว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

โซนสุดท้าย กิจกรรมเวิร์กช็อปงานมือ ที่เด็กทำได้ผู้ใหญ่ทำดี ไม่ว่าจะเป็นการเพนต์ลายบนถ้วยเซรามิก ปั้นถ้วยเซรามิก ทำโปสต์การ์ดกระดาษสา สร้างสรรค์สมุดทำมือ และพิมพ์ลายบนกระเป๋าผ้า โดยโซนนี้ถือเป็น การสานต่อพระราชจริยวัตรของสมเด็จย่าในการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

นอกจากนี้ แต่ละช่วงเวลาของวันจะมีการแสดงชนเผ่าให้ชมบริเวณกาดดอยตุง ซึ่งมีแผงขายสินค้าและพืชผลทางการเกษตรของชนเผ่าขายอยู่ด้วยเช่นกัน อยู่ฝั่งตรงข้ามกับซุ้มขันโตก มีการกางเสื่อกางร่มและวางขันโตกให้นักท่องเที่ยวใช้เป็นโต๊ะรับประทานอาหารแบบพื้นเมือง

ปีนี้ยังมีอีกความพิเศษกับซุ้มนิทรรศการศิลปะสร้างสรรค์ ที่กระจายอยู่ทั่วงาน ไล่เรียงมาตั้งแต่ศิลปะจัดวาง “Bond Pavilion” ที่ต้อนรับทุกคนอย่างเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ จากนั้นหากเข้าไปชมภายในสวนแม่ฟ้าหลวงจะพบกับการประดับประดาด้วยศิลปะจัดวาง “Everyday Objects” ที่ใช้เส้นสายจากเส้นด้ายมาสร้างสีสันท่ามกลางสวนดอกไม้ และปิดท้ายด้วยศิลปะจัดวาง “ทางเชื่อม” ลักษณะเป็นหลังคาโปร่งแสงแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดช่วยทอดเงาให้ถนนคนเดินกาดชนเผ่า และจะเปล่งประกายระยับจากหลอดไฟดวงเล็กๆ ยามค่ำคืน

อย่างไรก็ตาม ดอยตุงยังคงมีจุดท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้เปิดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหอแห่งแรงบันดาลใจ สถานที่รวบรวมแนวคิดและพระราชประวัติของสมเด็จย่าและราชสกุลมหิดล ซึ่งเป็นจุดกำเนิดพระราชภารกิจแห่งการให้อันยิ่งใหญ่สู่ประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน โดยภายในหอแห่งแรงบันดาลใจยังได้รวบรวมโครงการในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้กว่า 4,000 โครงการ และการสานต่อพระราชปณิธานที่ดอยตุง

รวมถึง สะพานเดินเรือนยอดไม้ กิจกรรมสุดท้าทายที่เล่นได้ทั้งครอบครัว โดยทุกคนต้องสวมชุดอุปกรณ์และเรียนรู้การใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ก่อนออกเดินเหนือยอดไม้ชมป่าดอยตุงแบบ 360 องศา ตลอดระยะทางกว่า 300 เมตร เส้นทางจะไปสิ้นสุดที่สวนแม่ฟ้าหลวง สถานที่รวบรวมพรรณไม้เมืองหนาวหาชมได้ยาก จัดแต่งสวนด้วยไม้ดอกสวยงามทุกฤดูกาลซึ่งจะสลับเปลี่ยนไปตามแต่ละฤดูกาล ศึกษาเรื่องกล้วยไม้ที่โดมกล้วยไม้รองเท้านารี ถ่ายภาพกับดอกไม้สีจัดจ้านที่ลานห่มหนาว แวะพักสักหน่อยที่ร้านคาเฟ่ดอยตุง และตระการตาปิดท้ายที่สวนดอกไม้รอบประติมากรรมความต่อเนื่อง

ตลอดจนพระตำหนักดอยตุง หรือบ้านของสมเด็จย่า ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างล้านนา สวิสชาเลต์ และกระท่อมไม้ซุง เพื่อรำลึกถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และยังเป็นที่ประทับของสมเด็จย่าตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จพระราช ดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งพระตำหนักดอยตุงได้สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรอันเรียบง่ายและพอเพียงของสมเด็จย่าอย่างชัดเจน

รวมถึงสถานที่สุดท้ายที่หลายคนยังไม่เคยไปอย่างสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ แหล่งรวบรวมกุหลาบพันปีที่มากที่สุดในภาคเหนือ เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเทือกเขานางนอนความสูงกว่า 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล และสามารถมองเห็นโครงการพัฒนาดอยตุงได้ทั้งหมด

เทศกาลสีสันดอยตุงจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนดอยตุงสามารถพัฒนาและต่อยอดศักยภาพผลผลิตในพื้นที่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด และเกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าแห่งชุมชนดอยตุง สืบสานพระราชปณิธาน “ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเขาเอง” ของสมเด็จย่า เพื่อให้คนพึ่งพาตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี อยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สนุกเพลิดเพลินท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรมที่หลากหลาย จุดประกายบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เหมือนเช่นเคย เทศกาลสีสันดอยตุง จะเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2560-28 ม.ค. 2561 โดยนักท่องเที่ยวต้องจอดรถไว้ที่จุดจอดรถด้านล่างและใช้บริการรถรับส่งของดอยตุงขึ้นมา หรือใครที่ต้องการไปยังสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ ทางดอยตุงมีรถรับส่งขึ้นไปทุกชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ติดตามข่าวสารของเทศกาลนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก DoiTung Club

ชิลและชิกกับ… สุโขทัยต๊อตติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/532966

ชิลและชิกกับ... สุโขทัยต๊อตติ

โดย…นัตตี้

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

“สุโขทัยต๊อตติ” ฟังแล้วอาจจะงงๆ กับชื่อ ที่แทบไม่ได้บ่งบอกอะไร แต่สำหรับคอกาแฟแล้ว เชื่อว่าคอกาแฟพันธุ์แท้ทุกคนต้องร้องอ๋อ เพราะ “ต๊อตติ” คือแบรนด์กาแฟที่รสอร่อย นุ่มลิ้น กลิ่นออกจมูก รสชาตินัว กลมกล่อม จากเมล็ดกาแฟที่คัดเฉพาะ ผ่านการผสมผสานเข้าด้วยกัน จากการคั่วหลายระดับ เพื่อให้ได้รสชาติของเมนูกาแฟแต่ละชนิดที่แตกต่างกันไป

เมื่อแบรนด์ต๊อตติมาเปิดให้บริการที่สุโขทัย จึงกลายเป็นสุโขทัยต๊อตติ จากคนพื้นที่ที่นิยมการดื่มกาแฟ และนิยมความ “เยอะ” ในการที่จะดื่มกาแฟแต่ละแก้วอย่างละเมียดละไม พิถีพิถันในการลิ้มลองกาแฟแต่ละเมล็ด แต่ละสายพันธ์ุของเส้นทางเมล็ดกาแฟ จึงมั่นใจว่าแม้จะเป็นเมนูหลักๆ เช่น เอสเปรสโซ่ คาปูชิโน่ ลาเต้ อเมริกาโน่ แต่ผู้ที่เข้ามาสั่งเมนูเหล่านี้ดื่มที่สุโขทัยต๊อตติแล้ว จะได้รสชาติที่นุ่มละมุน กลมกล่อม และความเข้มข้นชนิดเข้าถึงเมล็ดกาแฟทุกเมล็ดอย่างแท้จริง

นอกจากบาริสต้าที่มากความสามารถแล้ว ก็ยังใช้เครื่องชงใหญ่ชั้นแนวหน้ารุ่นล่าสุด ยิ่งทำให้กาแฟที่ผ่านการชงออกมา ยิ่งได้รสชาติอร่อยหนักขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม กาแฟร้อนทุกแก้วตกแต่งด้วยลาเต้อาร์ตก่อนเสิร์ฟ เพิ่มความวิจิตร ดีต่อใจผู้ได้ดื่ม พร้อมเบเกอรี่โฮมเมดให้เลือกอีกหลากหลาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

ส่วนผู้ที่ไม่สามารถดื่มกาแฟได้ ก็มีชาที่ครบเครื่องเรื่องหวานมัน โดยเฉพาะชาเขียว และชาเขียวมัตฉะ รวมถึงชานม โกโก้ คาราเมล ที่แสนจะเข้มข้น ได้รสชาติที่หลายคนได้ลิ้มลองแล้วต้องร้องขอซ้ำกันอีกแก้ว นอกจากนั้นก็ยังมีพวกสมูทตี้ และสมูทตี้โยเกิร์ต รสชาติอัดแน่นด้วยผลไม้และโยเกิร์ต หนึบๆ ดื่มอร่อย

สำหรับอาหารนั้น จะเป็นอาหารไทยแบบพื้นบ้าน ทานง่ายๆ เหมือนนั่งกินข้าวที่บ้าน ซึ่งก็มีบริการตั้งแต่เช้าตรู่กันเลย ที่นิยมทานเป็นอาหารเช้ากันคือ ไข่กระทะ ข้าวต้มเครื่อง จนกระทั่งแกงส้มเซตกับไข่เจียว ให้เลือกหลากหลาย แต่สำหรับชาวต่างชาติก็จะมีไข่ดาว เบคอน ขนมปัง ไว้บริการด้วย รวมถึงมีพวกสปาเกตตี คาโบนารา สปาเกตตีขี้เมาด้วยเช่นกัน ขณะที่อาหารจานเดียวที่ขึ้นชื่อของร้านนั่นก็คือ ข้าวกะเพราหมูแดดเดียว กะเพราปลาสลิด

ส่วนแกงก็จะเป็นอาหารทานง่ายๆ เหมือนอยู่บ้านทำเองเช่นกัน ทั้งแกงส้มชะอมไข่ หรือแกงส้มผักรวม ต้มยำกุ้ง ต้มแซ่บต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไป นอกนั้นก็จะทานเป็นสแน็กได้ เป็นกับแกล้มได้ ทั้งไส้อั่ว ยำหมูมะนาว ยำวุ้นเส้น ทอดมัน กะหล่ำน้ำปลา เป็นต้น ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน อาทิ ฮันนี่โทสต์ ปังเย็น อัลโฟกาโต้ และไอศกรีมที่เนื้อแน่นๆ รสชาติหวานมันถึงใจ แต่ขณะเดียวกันก็มีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์ คอยให้บริการดับร้อนด้วย

เรียกได้ว่า เช้า สาย บ่าย เย็น ก็สามารถเข้ามานั่งผ่อนคลายในร้านได้ตลอดเวลา

ขณะที่บรรยากาศร้านนั้นก็เรียกได้ว่าชิลและชิกมาก บรรยากาศหน้าร้านนั้น เป็นเทอร์เรซพื้นไม้ โต๊ะ เก้าอี้ ส่วนใหญ่เป็นงานแฮนด์เมด ที่เอาไม้เก่ามาตัดต่อทำโต๊ะ เก้าอี้ กล่องทิชชู่ กันเอง อีกทั้งยังมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้มะคึก แต่ความสวยนั้นแทบไม่ต่างจากไม้มะค่า จึงได้บรรยากาศที่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนนั่งอยู่ในป่าธรรมชาติ

ด้านภายในร้าน โต๊ะเก้าอี้ต่างๆ มาจากหลายแหล่ง ไม่มีความเหมือนกันเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อมาอยู่รวมกันแล้ว กลับลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ผู้ที่เดินเข้ามาในร้านสนุกกันตั้งแต่มองว่าจะเลือกนั่งมุมไหนของร้านดี ซึ่งแต่ละมุมสามารถถ่ายภาพได้หลากหลายบรรยากาศ เหมือนไม่ได้อยู่ในร้านเดียวกันเลย การตกแต่งใช้ของไทยๆ มาผสม เช่น ผ้าขาวม้า เอามาทำเป็นเบาะรองนั่ง เก้าอี้หวาย วางคู่กับเก้าอี้หนัง ผนังร้าน 4 ด้าน 4 แบบต่างกัน โคมไฟแต่ละส่วนก็แฮนด์เมด จากความชื่นชอบของเจ้าของร้านที่รักในงานศิลปะ งานฝีมือแบบชิกๆ โมเดิร์นๆ ปนกับงานเก่า งานไม้ปนกับเหล็ก กับสังกะสี กระทั่งล้อรถเก่าที่เขาทิ้งแล้ว แต่กลับเข้ากันอย่างน่าทึ่ง

มิกซ์แอนด์แมตช์ความต่างที่ลงตัว จึงเป็นบทสรุปของ สุโขทัยต๊อตติ ที่สร้างสรรค์งานจากดีไอวาย แฮนด์เมด และของเก่า แต่กลับสร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบแดงที่โดดเด่นให้จังหวัดสุโขทัยอีกแห่งหนึ่ง ที่ใครมาเที่ยวสุโขทัยแล้ว ต้องลองแวะมาดื่มกาแฟแสนอร่อยพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศชิกๆ รับรองไม่ผิดหวัง

 

‘แฟนพาเที่ยว/My Life My Travel’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 16:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/532961

‘แฟนพาเที่ยว/My Life My Travel’

โดย…รอนแรม ภาพ : แฟนพาเที่ยว / My Life My Travel

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เพจเฟซบุ๊กที่อบอวลไปด้วยความรักอย่าง “แฟนพาเที่ยว / My Life My Travel” เป็นเรื่องราวของ “นุ้ย” ปาณิสรา และ “ต้น” ชนธัญ สิริกุลกฤตภัค คู่รักนักเดินทางที่ไม่เคยปล่อยให้อีกคนไปคนเดียว เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำระหว่างกัน

นุ้ยเล่าว่า เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่เธอและสามีออกเดินทาง และเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ทั้งคู่ได้แบ่งปันเรื่องราวการเดินทางและชีวิตคู่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งตอนนี้มีคนติดตามกว่า 4.2 แสนไลค์

“ชื่อเพจแฟนพาเที่ยวสื่อได้สองความหมายคือ ไปเที่ยวกับแฟนจริงๆ กับการได้พาแฟนเพจไปเที่ยวด้วยกัน โดยคาแรกเตอร์ของเพจจะเป็นการท่องเที่ยวของคู่รัก เพราะเราสองคนจะไปด้วยกันตลอด ไม่มีทริปไหนที่เราไปคนเดียว” เธอกล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

สไตล์ท่องเที่ยวของนุ้ยและต้นมีหลากหลายตั้งแต่สายโลคัลถึงหรูหรา โดยเนื้อหาจะมีทั้งเรื่องกิน เที่ยว พัก รวมถึงการใช้ชีวิตคู่ เธอกล่าวต่อว่า การมีคนรักมันไม่ได้สวยหรูและไม่ได้หวานแหววตลอดเวลา ซึ่งการเดินทางจะเปิดโอกาสให้คนรักได้เรียนรู้และศึกษาตัวตนของกันและกันได้ดีที่สุด

“นอกจากการท่องเที่ยวจะสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกันแล้ว มันยังทำให้เราได้เรียนรู้ ได้วางแผนไปด้วยกัน ได้ช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งเราอาจจะชอบต่างกัน แต่เราสามารถไปด้วยกันได้และปรับตัวเข้าหากันได้ เพราะนุ้ยคิดว่าการเดินทางไม่ได้สำคัญว่าเราจะไปที่ไหน แต่สำคัญที่เราไปกับใครมากกว่า

ชีวิตเรามีกันและกันมาตลอด เราไม่เคยรู้สึกว่าถ้าอยู่คนเดียวแล้วจะมีความสุขมากกว่านี้ หรือการอยู่ด้วยกันแล้วจะมีความสุขน้อยลง และมันคงเป็นการเดินทางที่ไม่สนุกถ้าไม่มีอีกคนไปด้วย”

สำหรับเพจแฟนพาเที่ยว นุ้ยรับหน้าที่เป็นนักเขียน ส่วนต้นรับหน้าที่เป็นช่างภาพ โดยเธอจะเขียนทั้งข้อมูลและบรรยายความรู้สึกที่อยู่ตรงนั้น ทั้งในมุมของเธอและสามี เพื่อเป็นตัวแทนของทั้งฝ่ายหญิงและชาย

นอกจากนี้ คนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมจะสามารถคลิกเข้าไปอ่านอย่างละเอียดในเว็บไซต์ http://www.mylifemytravels.com ได้ทันที

รวมถึงในปีหน้า (2561) เธอจะเริ่มจริงจังกับการทำคลิปวิดีโอมากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกเพจที่ชอบดูภาพเล่าเรื่อง

“แน่นอนคนที่ติดตามเพจเขาจะได้รับข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้ข้อมูลการท่องเที่ยวครบทั้งเรื่องกิน ที่พัก และวิธีเดินทาง และเราอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คู่รักคู่อื่นๆ และเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขที่สุดผ่านการเดินทาง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

“อันซีนนครพนม” ตามรอยชะมด ค้นพบจามจุรียักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ธ.ค. 2560 เวลา 15:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/532960

"อันซีนนครพนม" ตามรอยชะมด ค้นพบจามจุรียักษ์

โดย…กาญจน์ อายุ

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ไม่ว่าใครก็ตั้งสมญานามจังหวัดว่าเป็น “นครแห่งความสุข” ได้ แต่ไม่ใช่ทุกจังหวัดจะเป็นนครแห่งความสุขได้เหมือน “นครพนม” จังหวัดริมฝั่งโขงทางอีสานตอนบนที่มีธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และผู้คนซึ่งสร้างความสุขแก่ผู้มาเยือน

ริเวอร์ครูซล่องโขง

สิบแปดนาฬิกาเคารพธงชาติถึงเวลา “เรือริเวอร์ครูซ” ออกจากท่าไปล่องแม่น้ำโขง ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสดชื่นแบบไม่ต้องง้อโชคชะตา เพราะลมแม่น้ำโขงเย็นตลอดเวลาแม้ในหน้าร้อน ซึ่งอาจต้องขอบคุณภูเขาหินปูนและป่าไม้ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นปอดและแอร์ธรรมชาติให้พัดพามายังฝั่งไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

เรือริเวอร์ครูซเป็นลูกเล่นใหม่ นอกเหนือจากถนนริมแม่น้ำโขงที่สามารถเดิน วิ่ง ปั่นจักรยานเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร โดยเป็นการล่องเรือที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา เปิดเพลงภาษาไทย ไม่มีไฟดิสโก้ แต่มีบาร์ขายเครื่องดื่มในเรือเพื่อเพิ่มอรรถรส

เรือจะออกจากท่าบริเวณ “องค์พญาศรีสัตตนาคราช” พญานาคขดหาง 7 เศียร หล่อด้วยทองเหลือง น้ำหนักรวม 9,000 กก. จากนั้นล่องทวนกระแสน้ำขึ้นไป เสียงเครื่องยนต์ดังแต่ไม่ระคายหู เพราะสายตามัวจับจ้องอยู่กับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกทางฝั่งไทย ส่วนฝั่ง สปป.ลาว กำลังสวยงามด้วยแสงสีชมพูสุดท้าย ก่อนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

ผู้คนแห่ออกมาใช้ชีวิตยามเย็นริมฝั่งโขง บ้างวิ่ง บ้างจ๊อกกิ้ง บ้างนั่งตากลมปล่อยอารมณ์ บ้างโบกมือให้คนในเรือที่กำลังผ่านไป ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีชีวิตเหมือนสายน้ำที่ไม่เคยหยุด เหมือนความสุขที่หลั่งไหลเข้ามา ใครจะเชื่อว่าแค่นั่งเฉยๆ มองซ้ายบ้างขวาทีจะกลายเป็นความสุขแบบธรรมดาที่สุด

ผู้ผลิตกาแฟขี้ชะมด

อาจต้องขอบคุณสายลม สายน้ำ ความกดอากาศต่ำ และฤดูกาลที่สร้างสรรค์ให้บรรยากาศหลังเย็นย่ำสวยงามกว่าฤดูอื่น แม้เรือจะเคลื่อนไหวไปข้างหน้า แต่คนในเรือกลับหยุดนิ่งทอดมองไม่ขยับ ปล่อยให้ภาพทีละภาพเขยื้อนตามจังหวะไม่รีบร้อน

เมื่อสุดเส้นทางผ่าน 30 นาทีแรก เรือไม้ตีวงกลับ เสียงเครื่องแผ่วตามกระแสน้ำ ในขณะที่สองข้างทางเริ่มเห็นแสงไฟเหมือนท้องฟ้าทำดวงดาวตกไว้บนพื้นดิน ฝั่งเพื่อนบ้านยามนี้แทบมืดสนิทผิดกับฝั่งไทยที่ยังไม่หลับใหล แสงจากโคมไฟริมโขงทอดยาวหลายกิโลฯ ส่องแสงเห็นผู้คนยังคงดำเนินต่อไป

หนึ่งชั่วโมงที่สมองปลอดโปร่ง ไม่คิดถึงสิ่งใด เป็นช่วงผ่อนคลายที่สุดในรอบวัน ทำไมล่องเรือแม่น้ำโขงที่นครพนมถึงมีความสุขกว่าที่อื่น เมื่อตั้งคำถามจึงได้พิจารณาและเพิ่งสังเกตเห็นว่า ทั้งแม่น้ำมีแค่เรือลำเดียวโดดเดี่ยวกลางรัตติกาล มิน่าทำไมถึงสบายตา สบายหู สบายอารมณ์ เพราะได้กอบโกยความปลอดโปร่งเพียงคนเดียว

เพลินขี้ชะมด

มาถึงนครพนมไม่คิดว่าจะได้ดื่มกาแฟชะมด และคิดไม่ถึงว่าจะมีไร่กาแฟชะมด ความแปลกใหม่อยู่ที่ “ไร่กาแฟขี้ชะมดบลูโกลด์” ฟาร์มเลี้ยงชะมดที่ถูกออกแบบเป็นระบบนิเวศแบบเปิด เสมือนชะมดได้อาศัยจริงอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า เพื่อให้มันมีความสุขและจะได้ขี้ออกมาเป็นกาแฟขี้ชะมดรสชาติดี

“เฟลม” เกียรติศักดิ์ คำวงษา นักธุรกิจรุ่นใหม่เจ้าของธุรกิจบลูโกลด์ คอฟฟี่ ที่กำลังศึกษาอยู่คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เล่าว่า ด้วยความใฝ่ฝันที่จะยกฐานะครอบครัวและเพิ่มมูลค่าไร่กาแฟของคุณแม่ที่ปลูกทิ้งไว้ตามธรรมชาติและเก็บเมล็ดขายแบบทั่วไป จึงได้ปรึกษาอาจารย์ประจำคณะว่า ควรทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับผืนดินที่มีจนได้แนวคิดผลิตกาแฟขี้ชะมดขึ้นมา

มอคค่าพอตคือวิธีชงกาแฟขี้ชะมดที่รสชาติดีที่สุด

ไร่กาแฟขี้ชะมดแห่งนี้จึงถือกำเนิดเมื่อปี 2556 โดยเริ่มจากการปลูกกาแฟที่ อ.นาด้วง จ.เลย พื้นที่เพียง 10 ไร่ ก่อนจะขยายอาณาจักรไปยัง อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม บนพื้นที่กว่า 400 ไร่ในปัจจุบัน ด้วยการสร้างไร่กาแฟขี้ชะมดระบบเปิด ส่งผลให้เมล็ดกาแฟขี้ชะมดของที่นี่มีคุณภาพดีกว่าที่อื่น

เฟลมยังเล่าด้วยว่า กรรมวิธีผลิตกาแฟขี้ชะมดค่อนข้างยุ่งยาก โดยขั้นตอนแรกต้องให้ชะมดกินผลกาแฟสุกเข้าไป จากนั้นกรดและเอนไซม์เฉพาะตัวในกระเพาะของชะมดจะทำปฏิกิริยาเคมีกับผลกาแฟ (ลักษณะคล้ายการหมักบ่ม) จนย่อยเปลือกและเนื้อของกาแฟให้เหลือเพียงกะลากาแฟซึ่งย่อยสลายไม่ได้ พอชะมดขับถ่ายออกมา เมล็ดกาแฟจะถูกนำไปเข้ากระบวนการต่างๆ คือ คัดแยกเมล็ด ล้างตากแห้ง สี และคั่ว กระทั่งได้เป็นเมล็ดกาแฟขี้ชะมดที่มีลักษณะสีเหลือง มีกลิ่นหอม และรสชาติเป็นเอกลักษณ์

ด้วยกรรมวิธีที่ยุ่งยากและต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ากาแฟทั่วไป ทำให้กาแฟขี้ชะมดมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 5 หมื่น-1 แสนบาท ปัจจุบันเฟลมได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นของฝาก เปิดร้านกาแฟในไร่ที่นครพนม และขยายสาขาที่สองในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ เขายังเตรียมเปิดไร่กาแฟให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางเกษตรกรรมและเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยตอนนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปลิ้มลองกาแฟขี้ชะมดได้ที่ร้านบลูโกลด์ คอฟฟี่ และเดินชมบ้านของเจ้าชะมดได้อย่างใกล้ชิด

ไร่กาแฟโรบัสต้า สถานที่เลี้ยงชะมดระบบเปิด

อันซีนนครพนม

ภาพถ่ายต้นจามจุรียักษ์ภายในวัดที่ไหนสักแห่งถูกแขวนไว้เด่นชัดในล็อบบี้โรงแรมอาร์โฟโต้ อันเป็นที่มาของการตามหาต้นไม้ซึ่งเป็นลายแทงสู่ “วัดจอมศรีหมู่ 2” วัดเล็กๆ ที่อยู่ของต้นจามจุรีใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านขยายเต็มลานวัด โดยใต้ต้นนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับเคารพบูชา ตามปกติของวัดมักเงียบและเย็นสบาย แต่คุณทวดจามจุรียิ่งทำให้บรรยากาศร่มรื่นชื่นใจและงดงาม

จากนั้นอันซีนฉากต่อไปได้เผยให้เห็นที่ บ้านคำเกิ้ม ชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงไก่งวงแห่งแรกของประเทศ และยังเป็นที่ตั้งของกลุ่มคริสตชนชาวเวียดนามจึงเป็นที่ตั้งของ “วัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้ม” ในรั้วเดียวกันมีทั้งวัดเก่าซึ่งร้าง และวัดใหม่ที่ยังเป็นศาสนสถานของชาวคริสต์ในชุมชน

ความคลาสสิกย่อมอยู่ที่ของเก่าทั้งตัวสถาปัตยกรรม กระจกสีแตกพัง และคราบอดีตตามผนัง ทำให้คิดถึงความหลังที่ผุพังแต่ยังมีความหวังที่หลังใหม่อันอบอวลด้วยศรัทธา

เช่นเดียวกับ “วัดนักบุญอันนา หนองแสง” ที่แม้ว่าจะเฉิดฉายเป็นจุดเช็กอินในเมือง แต่ยังเป็นจุดมองข้ามของหลายคน วัดแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกันทั้ง ไทย ญวน จีน และลาว วัดมีสถาปัตยกรรมสวยงามแปลกตา และมีอาคารที่ทำการศาสนกิจของบาทหลวงนิกายคาทอลิกอยู่ด้านข้าง ในสไตล์โคโลเนียลก่อด้วยอิฐปูน ภายนอกทาสีเหลืองแบบเวียดนาม

วัดนักบุญอันนา หนองแสง

นอกจากนี้ ทุกวันคริสต์มาส ชาวคริสต์แต่ละชุมชนในนครพนมจะประดิษฐ์ดาวรูปแบบต่างๆ แห่มารวมกันไว้ที่นี่ เป็นงานใหญ่ประจำปีที่สวยและศักดิ์สิทธิ์

รวมถึง “พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)” ที่อยู่ใกล้กัน เป็นจุดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง โดยอาคารชั้นบนและล่างไม่มีเสา ไม่มีการตอกตะปูแต่ใช้การเข้าเดือยไม้ ซึ่งเป็นวิธีสร้างสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่หาได้ยากยิ่งแล้ว มีความสวยงามแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศสช่วงสมัยสงครามอินโดจีน

ปัจจุบันปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมนิทรรศการถาวรชื่อ “เล่าขาน อดีตกาล เมืองนคร”

กลับไปที่จุดเริ่มต้นว่า ไม่ใช่ทุกจังหวัดสามารถเป็นนครแห่งความสุข เพราะไม่มีจังหวัดไหนเหมือนนครพนม จังหวัดริมฝั่งโขงขนาดไม่ใหญ่แต่อุดมด้วยต้นทุนแห่งความสุขทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และผู้คน จนทำให้หลงลืมว่ากำลังมีเรื่องทุกข์อะไร

 

จากยอดดอย สู่บ้านเรา อร่อยคุณภาพจากวัตถุดิบจาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 15:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/532839

จากยอดดอย สู่บ้านเรา อร่อยคุณภาพจากวัตถุดิบจาก

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

เทรนด์อาหารสมัยใหม่ นอกจากขนมเก๋ๆ แล้ว ยังต้องมีเมนูเครื่องดื่มคูลๆ ที่อร่อยอย่างเดียวไม่พอยังต้องถ่ายรูปคู่แล้วสวยด้วย สังเกตว่าร้านขนมร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องมีเมนูเครื่องดื่มสุด “เว่อร์วัง”ที่ดื่มแล้วเกือบจะอิ่มจนรับประทานอะไรต่อไม่ลง แต่ด้วยกิเลสของการกินทำให้เราสามารถที่จะสั่งเครื่องดื่มเก๋ๆ แก้วโตๆ มาคู่กับอาหารหรือขนมได้อีกแม้ว่าจะแคลอรีเกินความต้องการไปเยอะแยะ

แน่นอนเราจึงอยากหาเครื่องดื่มเก๋ๆ มาให้เข้ากับบรรยากาศของเทศกาลเฉลิมฉลองช่วงสิ้นปีแบบนี้ เลยมาลงตัวที่เมนูง่ายๆ ที่ผู้เขียนได้ไอเดียมาจากร้านอาหารท้องถิ่น ในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เขามีร้านขนมที่มีเมนูเด็ด คือ Peach & Cream คือเอาลูกพีชซึ่งเป็นผลไม้ที่ปลูกมากในรัฐนี้ จะถือเป็นผลไม้ประจำรัฐก็ว่าได้ มาแปรรูปได้หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือพีชในซอสคาราเมลและร้านนี้เขาเอามาเสิร์ฟกับวิปครีมที่ปรุงรสมาหวานหอม คล้ายๆ กับเอาวิปครีมฟูมาเติมนมข้นหวานลงไป แล้วราดทับด้วยซอสคาราเมลอีกรอบ

ผู้เขียนขอนำไอเดียขนม Peach & Cream ที่ว่านี้มาดัดแปลงเป็นเครื่องดื่ม เริ่มจากการนำเอานมจืด โดยผู้เขียนเลือกเป็นน้ำนมโคเต็มมันเนยจากโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ ความพิเศษของนมขวดนี้คือหน้าตาเหมือนนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่เย็นตลอดเวลา แต่กลับเป็นนมที่เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้นาน เพราะผ่านกรรมวิธีสเตอริไลส์ที่ความร้อนสูงกว่า จนได้นมจืดที่เข้มข้น หอมมันเก็บได้นานโดยไม่ต้องอาศัยตู้เย็น นี่แหละแนวคิดตามพระราชดำริ ที่ทำให้เด็กๆ มีนมสดรับประทานไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

นมจืดที่เข้มข้นอยู่แล้ว เอามาปรุงความหวานหอมเพิ่มเติมด้วยนมข้นหวานและนมข้นจืด ถ้ามีน้ำเชื่อมคาราเมลเพิ่มลงไปสักหน่อยเพื่อให้ได้กลิ่นคาราเมลชัดเจน หากไม่มีน้ำเชื่อมกลิ่นคาราเมลไม่ต้องกังวลเพราะยังอร่อยได้ในแบบธรรมชาติจากความหวานมันของนมโคสด

ทีนี้มาถึงส่วนสำคัญนั่นคือลูกพีช ไม่ต้องหาลูกพีชให้วุ่นวาย เพราะลูกพีชลอยแก้วในกระป๋องตราดอยคำ อร่อยเข้ากับสูตรนี้ได้เป็นอย่างดี ลูกพีชเนื้อแน่นหวานหอมที่มีที่มาน่าศึกษา เพราะเดิมทีการปลูกลูกท้อได้ผลผลิตที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จนมีการนำกิ่งพันธุ์ของลูกพีชพันธุ์ดีมาตัดต่อกิ่งบนต้นตอต้นท้อพันธุ์ท้องถิ่นทำให้ได้ผลผลิตรสชาติดีที่ทนต่อสภาพแวดล้อม จนได้ผลผลิตรสชาติดีมีปริมาณเพียงพอทั้งการรับประทานสดและส่งเข้าโรงงานแปรรูปจนกลายเป็นพีชกระป๋องที่อร่อยล้ำในราคามิตรภาพกว่ายี่ห้อจากต่างประเทศ

สุดท้ายคือการทำซอสคาราเมลด้วยวิธีมาตรฐาน เคี่ยวน้ำตาลที่อุณหภูมิต่ำๆ อย่างใจเย็นจนได้เป็นน้ำตาลไหม้ เติมวิปครีมให้ปริมาณพอดีกับน้ำตาลจึงจะได้ซอสที่เหนียวข้นพอเหมาะ สูตรคาราเมลอเนกประสงค์สูตรนี้อยู่คู่ครัวมาตลอด เอามาจับคู่กับส่วนผสมได้หลากหลายรวมทั้งเอามาผัดกับพีชลอยแก้วจนกลายเป็น Peach Caramel สูตรนี้

Peach Caramel Cream

สำหรับ 2-3 แก้วเสิร์ฟขนาด 12-16 ออนซ์

ส่วนผสมสำหรับนม

น้ำนมโคเต็มมันเนย จากโครงการ

ชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ 2 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

นมข้นจืด 6 ช้อนโต๊ะ

น้ำเชื่อมกลิ่นคาราเมล 1-2 ช้อนโต๊ะ (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

ส่วนผสมสำหรับคาราเมล

น้ำตาลทราย 90 กรัม

น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ

วิปครีม 0.25 ถ้วย

นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ

เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

ส่วนผสมสำหรับเสิร์ฟ

พีชกระป๋อง ตราดอยคำ 1 กระป๋อง

วิธีทำ

• เริ่มทำ คาราเมลก่อน โดยผสมน้ำตาลทราย น้ำสะอาดเข้าด้วยกัน ตั้งไฟไว้และห้ามคนจนเปลี่ยนสีเป็นคาราเมล เติมวิปครีมลงไป คนเบาๆ ให้เข้ากัน ระวังกระเด็น เติมนมข้นหวานและเคี่ยวที่ไฟอ่อนต่อไปอีกประมาณ 8 นาที ยกลงจากเตาพักไว้สัก 2-3 นาที จากนั้นเติมเนยจืดเย็นๆ ลงไปแกว่งให้เนยค่อยๆ ละลายเติมกลิ่นวานิลลาลงไป

• หั่นพีชกระป๋องเป็นชิ้นพอดีคำเติมพีชลงในส่วนผสมคาราเมล

• สำหรับนมปั่น : เติมนมและน้ำแข็ง

• สำหรับนมปั่น : เติมนมและน้ำแข็งโดยอัตราส่วนเท่าๆ กันในโถปั่นเครื่องดื่มปั่นให้เนียนละเอียดแล้วเทใส่แก้วตกแต่งด้านบนด้วยพีชคาราเมล

 

‘เฮือนเพ็ญ’ เชียงใหม่ อาหารเมืองรสจัดจ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/531527

'เฮือนเพ็ญ' เชียงใหม่ อาหารเมืองรสจัดจ้าน

หรือหากให้สบายใจว่าสามารถเดินทางกลับมาขึ้นเครื่องได้ทันเวลา แต่ไม่อยากพลาดการทานอาหารเหนือรสจัดจ้านก็ควรจะแวะไป หากไม่มั่นใจว่าจะเดินทางไปได้ถูก ให้ติดต่อไปที่โทร. 08-1882-1544

<!–// googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-rec-1’); });*/–>

ลมหนาวพัดมาอีกแล้ว ขอพาไปลิ้มลองอาหารพื้นเมืองของชาวเหนือ ครานี้จะพาไปชิมร้านเฮือนเพ็ญ 2 ตั้งอยู่ที่หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นเส้นทางเดียวกับการเดินทางไปสนามบินเชียงใหม่ยามเร่งด่วน

รุ่งอรุณ บุรุษพัฒน์ เจ้าของร้านเฮือนเพ็ญ สาขา 2 บอกว่า ต้นตำรับร้านอาหารเฮือนเพ็ญนั้น สืบทอดมาจากผู้เป็นแม่และเป็นต้นตำรับของตระกูล ซึ่งในเชียงใหม่มีเฮือนเพ็ญ 2 สาขา โดยสาขาแรกอยู่ในเมือง แต่เมื่อลูกค้าเพิ่มมากขึ้นตลอดจนมีปัญหาเรื่องที่จอดรถเลยมาเปิดสาขา 2 

โดยนำบ้านซึ่งเป็นเรือนแบบทางเหนือ มี 3 ชั้น ทั้งชั้นใต้ดิน ชั้นเสมอผิวดิน และชั้น 2 บรรยากาศภายในร้านชวนให้น่านั่งและได้บรรยากาศล้านนาอย่างมากมาย

“ถือเป็นรุ่นที่ 2 แล้วเพราะรุ่นคุณแม่ขายมากว่า 40-50 ปีแล้ว และตอนนี้ก็มีลูกสาววัย 21 ปี มาเรียนรู้และคอยสืบทอดอยู่แล้ว”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-inread’); });

สำหรับเมนูอาหารมีให้ลูกค้าได้เลือกมากมายแล้วแต่ความชอบ ตั้งแต่พื้นเมืองแท้ ที่ไม่ได้คุ้นปากหรือเมนูประจำที่เรารู้จัก เช่น น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง แคบหมู 

 

 

แต่ในร้านนี้ มีตำขนุน เมนูที่ผู้เขียนชอบมากและจะต้องทานในร้านหรือในพื้นที่เท่านั้น เพราะไม่สามารถพกพากลับมาได้ เนื่องจากขนุนจะเป็นเมนูที่เสียง่าย

ตำขนุนร้านนี้ถือว่าใช้ได้ แต่ไม่เด็ดดวงเท่าที่เคยได้ลิ้มลองมา อีกเมนูคือ แกงแค เป็นแกงทางเหนือที่ใส่สารพัดผัก แปลกนิดที่ร้านนี้ใส่ฟักแม้วเข้าไปด้วย แต่ก็ดูดซับน้ำแกงได้ดีถือว่าอร่อย ส่วนเนื้อทุบย่างจิ้มแจ่วถือว่า แซ่บ!

 

 

ข้าวซอยไก่ในชาม (ใจจริงชอบทานข้าวซอยเนื้อ) แต่ด้วยแวะไปร้านในช่วงที่ยังเช้าหน่อย เนื้อยังเคี่ยวไม่เปื่อย จึงต้องทานข้าวซอยไก่ หากใส่ทุกอย่างให้ครบที่เป็นเครื่องเคียง พริกคั่วสีแดง แซ่บคร้าๆๆๆๆ

น้ำเงี้ยว ยังต้องรอในรอบถัดไป เพราะไปเช้าเกินไปรสชาติน้ำแกงยังไม่เข้าที่ ยังขายไม่ได้ (อด) อีกเช่นกัน 

 

 

มาถึงเมนูลาบคั่วก็จะนัวๆ หอมๆ ด้วยหอมเจียว มะแขว่น สมุนไพรทางเหนือคั่ว มีพริกแดงทอดแซ่บมาก พร้อมโรยด้วยใบมะกรูดทอดกรอบ มีผักสดหอมด่วน (สะระแหน่) และมีผักแพว เป็นเครื่องเคียง… ชอบ 

นิดหนึ่งร้านนี้หากใครไม่ชอบเค็มก็ขอมะนาว เพราะรสชาติอาหารหนัก หรือรสจัดเลยทีเดียว แถมได้ข้าวเหนียวห่อตอง แอ๊บนึ่ง ข้าวกั้นจิ้น น่าจะอิ่มสบายท้อง

จบเมนูของคาว ก็มีขนมหวานให้เลือกแล้วแต่จะชอบอะไรก็สั่งไป เพราะร้านเขามีครบทุกอย่าง

ปีใหม่นี้ หากใครไปเชียงใหม่ อยากชิมอาหารเมือง อยากซดน้ำแกงอ่อม อยากซดต้มแซ่บ หรือน้ำเงี้ยวก็แวะไปได้ค่ะ