Bookingให้ไทยติดอันดับหนึ่งประเทศเอาใจดูแลในสายเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/591364

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2562 เวลา 13:25 น.

Bookingให้ไทยติดอันดับหนึ่งประเทศเอาใจดูแลในสายเลือด

Booking.com เผยไทยติดอันดับประเทศที่มีความดูแลเอาใจใส่อยู่ในสายเลือด

Booking.com ผู้นำระดับโลกด้านการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักน่าทึ่งหลากหลายประเภท ได้สอบถามผู้เดินทาง 21,500 คนจาก 29 ประเทศ และพบว่าประเทศซึ่งติด 5 อันดับแรกที่คนท้องถิ่นมีความดูแลเอาใจใส่อยู่ในสายเลือด ได้แก่ ประเทศไทย (85%) อินโดนีเซีย (83%) เม็กซิโก (77%) ไต้หวัน (77%) และอินเดีย (75%) โดยเทียบจากประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อเข้าพักในบ้านเกิดกับเมื่อเข้าพักในต่างประเทศ

Booking.com ได้เผยถึงสาเหตุที่ทำให้ประเทศข้างต้นเป็นจุดหมายที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนแบบสุด ๆ พร้อมข้อมูลจากตัวเลือกที่พัก 5.7 ล้านรายการที่เป็นบ้านพัก อพาร์ตเมนต์ และที่พักแปลกใหม่อื่น ๆ เพื่อแนะนำที่พักที่มีบรรยากาศดึงดูดใจและเป็นกันเองสำหรับพักในจุดหมายที่ได้ชื่อว่า “มีจิตวิญญาณรักงานบริการ”

ในส่วนของประเทศไทย จากการสอบถามผู้เดินทางจาก 29 ประเทศ ผู้เข้าร่วมซึ่งมาจากประเทศไทยลงความเห็นว่าบ้านเกิดของตนเองนั้นเป็นจุดหมายที่มีใจรักงานบริการมากกว่าแห่งอื่น ๆ ประเทศไทยโดยทั่วไปแล้วมีชื่อเสียงมากที่สุดในด้านชายหาดและวัดวาอารามงดงาม เรียกได้ว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เดินทางที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองและดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังเปิดโอกาสมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมอย่างการสัมผัสวัฒนธรรมชาวเขาที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีเกาะภูเขาไฟงดงามและเหล่ามังกรโคโมโด จุดหมายนี้จะดึงความเป็นนักผจญภัยที่ซ่อนอยู่ในตัวทุกคนระหว่างตะลอนเที่ยวจุดหมายแสนสวยและไม่ธรรมดาแห่งนี้ ไปเยือนสวรรค์เขตร้อนที่เกาะนูซาเปอนีดาและดื่มด่ำกับผืนน้ำใสเป็นประกายซึ่งเต็มไปสัตว์ทะเลจำนวนมาก

จากนั้นขึ้นโดยสารเรือใบแบบดั้งเดิม “จูกุง” ไปเที่ยวเมืองเมดาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความหลากหลายทางวัฒนธรรม จากนั้นใช้เวลาทั้งวันออกผจญภัยส่วนตัว สำรวจพื้นที่ป่าห่างไกลของหมู่บ้านบูกิตลาวัง เรียนรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์ อิ่มอร่อยกับอาหารกลางวันกลางป่าพร้อมไกด์นำทาง แต่อินโดนีเซียก็ไม่ได้มีดีแค่นี้ เพราะยังมีชื่อเสียงด้านงานบริการอีกด้วย โดยคนอินโด 83% ลงความเห็นว่าประเทศของตนเองมีใจรักงานบริการมากกว่าที่อื่น

ด้านประเทศเม็กซิโกติดอันดับ 3 ของประเทศที่คนท้องถิ่นเชื่อว่าตนเองมีใจรักบริการมากกว่าประเทศอื่น เมืองหลวงเม็กซิโกซิตี้เรียกได้ว่าพร้อมต้อนรับผู้เดินทางรุ่นใหม่ ๆ เนื่องจากมีทั้งร้านค้าหรูหรา ร้านอาหารสุดเลิศที่จะเปิดประสบการณ์ด้านการลิ้มรสของคุณ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์แสนสวย นอกจากนี้เม็กซิโกยังมีชายหาดงดงามหลากหลาย แนวเทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ อีกทั้งผืนป่าและทะเลทราบให้ผู้รักการผจญภัยได้เพลิดเพลิน เรียกได้ว่าเม็กซิโกมีทุกสิ่งสำหรับนักเดินทางทุกคน และชาวเม็กซิโกก็เป็นที่เลื่องลือว่าทุ่มเทแบบสุด ๆ เพื่อมอบการต้อนรับที่อบอุ่นแก่ผู้มาเยือน

สำหรับประเทศไต้หวัน ลองไปเที่ยวไต้หวันเพื่อหาคำตอบว่าทำไมชาวไต้หวัน 77% จึงลงความเห็นว่าผู้คนที่นี่มอบการบริการที่ดีที่สุด ผู้เดินทางหลายคนซึ่งไปเยือนไต้หวันต่างก็เพื่อสัมผัสไนท์ไลฟ์แสนคึกคัก หรือเพื่อเที่ยวชมสถานที่ชื่อดังอย่างตึก Taipei 101 พิพิธภัณฑ์ National Palace Museum และตลาดกลางคืนซื่อหลิน แต่ทำไมไม่ลองเปลี่ยนจากบรรยากาศจอแจเร่งรีบมาสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อยล่ะ ลองออกทริป 1 วันไปหาดชีซิงถัน (ทะเลสาบเจ็ดดาว) ซึ่งมีลักษะเหมือนจันทร์เสี้ยวและงดงามเงียบสงบ หรือจะเดินเอื่อย ๆ ผ่อนคลายไปริมฝั่งทะเลสาบหลี่หยูที่สวยราวกับภาพวาด หรือจะเดินเขาผจญภัยลัดเลาะอุทยานแห่งชาติทาโรโกะก็เยี่ยมไม่แพ้กัน

สุดท้ายประเทศอินเดียเป็นแหล่งรวมสถานที่สำคัญด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มากมาย ตัวอย่างเช่นทัชมาฮาลซึ่งเป็นสุสานหินอ่อนสีขาวงาช้างชื่อดัง โดยในปีค.ศ. 1632 จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลนามพระเจ้าชาห์จาห์ฮาลโปรดให้สร้างที่นี่เป็นอนุสรณ์สถานแด่พระนางมุมตัส มาฮาลผู้เป็นพระชายา สถานที่สำคัญแห่งอื่นยังได้แก่ป้อมแอมเบอร์ ปราการซึ่งสร้างด้วยหินทรายและหินอ่อนสีแดง อีกแห่งก็คือฮาวามาทาลซึ่งเป็นราชวังที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงและชมพูเช่นกัน เรียกได้ว่าสิ่งที่น่าสนใจและงดงามทั้งหลายนี้ ซึ่งคอยต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลกเป็นหลักฐานว่าทำไมชาวอินเดีย 75% เชื่อว่าประเทศของตนนั้นมีใจรักงานบริการมากกว่าที่อื่น ๆ

Japan Signature ร่วมสัมผัสบรรยากาศและเมนูอาหารญี่ปุ่นขนานแท้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/591069

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

Japan Signature ร่วมสัมผัสบรรยากาศและเมนูอาหารญี่ปุ่นขนานแท้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับ อิออน จัดงาน JAPAN SIGNATURE by AEON เนรมิตบรรยากาศเมืองญี่ปุ่นขนานแท้สไตล์คลาสสิกมาไว้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 6 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมไฮไลท์เมนูจัดเต็ม

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ร่วมกับ บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ จำกัด จัดงาน เจแปน ซิกเนเจอร์ บาย อิออน (JAPAN SIGNATURE by AEON) ครั้งแรกในประเทศไทย ให้คุณได้มาดื่มด่ำและเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้แบบเมืองเก่าสไตล์คลาสสิกแบบดั้งเดิม ด้วยการจำลองหมู่บ้านและ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นสไตล์คลาสสิก พร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูต้นตำรับกว่า 100 เมนู ที่รสชาติและคุณภาพส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ 6 สาขา ตั้งแต่ 6 มิถุนายน–12 พฤศจิกายน 2562

พลาดไม่ได้กับไฮไลท์เมนูต้นตำรับ อาทิเช่น เมนู YAMAGOYA RAMEN ราเมนสูตรเด็ดแบบฉบับญี่ปุ่นแท้จากร้าน YAMAGOYA RAMEN เมนูข้าวปั้น ONIGIRI ความพิเศษอยู่ที่ตัวสาหร่ายที่กรอบ หอม สดใหม่ไม่เหมือนใคร และไส้หลากหลายชนิดให้เลือกชิม ร้าน KODAWARI

เมนู MATCHA STRAWBERRY DAIFUKU พรีเมี่ยมไดฟุกุสอดไส้ด้วยสตรอเบอร์รี่ลูกโตหวานฉ่ำตัดกับชาเขียวเข้มข้นเต็มคำจากร้าน TOKYO SWEETS

เมนู MATCHA PREMIUM LATTE คัดสรรใบชาเขียวเกรดพรีเมียมมีความเข้มข้นกว่าปกติถึง 3 เท่า ที่สำคัญไม่ใส่น้ำตาลในเครื่องดื่มจากร้าน TSUJIRI และอีกหลากหลายเมนูต้นตำรับจากร้านดัง

อีกทั้งยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปให้คุณได้เปิดประสบการณ์การทำขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม Wagashi Workshop by ABC Cooking Studio มาสอนทำขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ฟรี! ภายในงาน เพลิดเพลินกับบรรยากาศและอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแท้ แล้วเรายังมีชุด Yukata สไตล์ Japan Authentic จากร้าน MaXGUY Tokyo มาบริการให้เช่าและจำหน่าย ชุด Yukata นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ให้คุณได้เลือกแต่งตัวเต็มรูปแบบ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ที่ครบครัน แต่งให้เต็มแล้วมาเดินเที่ยวกับบรรยากาศญี่ปุ่นขนานแท้ พร้อมถ่ายรูปสวยๆ ภายในงานเสมือนอยู่ญี่ปุ่นจริงๆ นอกจากนี้ ยังมีบูธจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จากสยามออร์เชิร์ดกรุ๊ป ให้ได้เปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบไม่ซ้ำใครอีกด้วย

กิจกรรมจัดขึ้นสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ณ บริเวณ ชั้น 1 ลานกิจกรรม ตั้งแต่ วันที่ 6-12 มิถุนายน 2562  และจัดต่อเนื่องอีก 5 สาขา ดังนี้

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา วันที่ 30 กรกฏาคม – 5 สิงหาคม 2562
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย วันที่ 15-21 สิงหาคม 2562
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า วันที่ 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2562
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ วันที่ 15-21 ตุลาคม 2562
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 วันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2562

ร้าน คอ ระฆัง อร่อยดังๆ สไตล์ปักษ์ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/590654

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ร้าน คอ ระฆัง อร่อยดังๆ สไตล์ปักษ์ใต้

พิสูจน์ความเผ็ดร้อนของร้านอาหารสไตล์ปักษ์ใต้ ที่ร้าน “คอ ระฆัง” อร่อยจัดจ้านย่านประตูผี

ขึ้นชื่อว่าเผ็ดร้อน แน่นอนต้องเป็นรสชาติของอาหารใต้ ที่ร้าน “คอ ระฆัง” ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นจากความชื่นชอบในการสรรหาของอร่อย และหลงใหลในเสน่ห์อาหารไทยของเจ้าของร้านและหุ้นส่วน เนย-โชติกา วงศ์วิลาศ สาวสวยที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารไทยสไตล์ปักษ์ใต้ จ.ภูเก็ต เน้นการใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี พร้อมเมนูอาหารทะเลที่ส่งตรงจากทะเลระยอง

ด้านสไตล์การตกแต่งร้านเป็นแบบไทยประยุกต์ เน้นโทนสีขาวสะอาดตา แกะสลักด้วยไม้ฉลุ โดยด้านล่างเน้นเป็นส่วนคาเฟ่ ส่วนชั้นบนเน้นเป็นนั่งกินอาหาร ที่มีภาพวาดฝาผนังสถานที่ท่องเที่ยวในเขตพระนครที่สำคัญๆ ให้ได้ถ่ายรูปกันแบบเพลินๆ

กลิ่นหอมเครื่องแกงโชยมาไม่รอช้า ลอง คั่วไก่อ่อน ใช้ไก่ติดกระดูกอ่อนคั่วกับเครื่องสมุนไพรจนมีกลิ่นหอม เคี้ยวเพลินๆ อร่อยกรุบๆ หมูคั่วเกลือ หมูสามชั้นทอดจนกรอบ กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ ใบเหลียงผัดไข่ ไข่เจียวปู ใช้ปูม้าก้ามโต เน้นปูเยอะๆ เข้ากับ แกงเหลืองปลากะพง เมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้ปลากะพงตัวใหญ่แล่สด หอมเผ็ดร้อนกับพริกแกงใต้สไตล์ภูเก็ต กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟมาเป็นเซตกับผักพื้นบ้านนานาชนิดให้ได้กินแกล้ม

อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด ขนมจีนน้ำยาปู สูตรเฉพาะของเนย โชติกา ใช้เนื้อปูม้าเน้นๆ เสิร์ฟคู่กับขนมจีน ไข่ต้มยางมะตูมและผัก ตามด้วย ชุดน้ำพริกกะปิ ตำสดทุกถ้วยเสิร์ฟพร้อมปลาทูทอด ผักนานาประโยชน์ แซ่บครบรส ต้มยำปลากะพงน้ำใส ปลาสดชิ้นใหญ่ในรสชาติสุดแซ่บกับสมุนไพรนานาพรรณอุดมด้วยประโยชน์ กินกับ ข้าวไข่ข้นชีส อร่อยง่ายๆ หลายมิติ

ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มและของหวาน พลาดไม่ได้กับ โรตีตัด โรตีทอดถาดใหญ่ให้ลูกค้าตัดกินกันเองเสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้ง ช็อกโกแลต นมข้น คาราเมล น้ำผึ้ง ส่วนของหวานแนะนำต้อง บีโกหมอย ขนมข้าวเหนียวดำเปียก ในภาษาถิ่น (จีน) ของจังหวัดภูเก็ต เสิร์ฟคู่กับไอศครีมกะทิโฮมเมด หอมหวานชื่นใจอยากให้ลอง หรือจะกินเมนูไทยๆ ต้อง กระท้อนชาววัง สาคูเปียกมะพร้าวอ่อน ท็อปด้วยไอศกรีม น้ำส้มสด และชาชัก ของดีของภาคใต้

แวะไปลิ้มลองความเผ็ดร้อนของอาหารใต้ได้ที่ร้าน คอ ระฆัง สาขาประตูผี ใกล้ผัดไทยทิพย์สมัย ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม เปิดทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. โทร. ‭085-328-2828‬

ชิม ‘ข้าวแห้ง’ ต้นตำรับความอร่อยจากบ้านบึงถึงใจกลางกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/590649

  • วันที่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ชิม 'ข้าวแห้ง' ต้นตำรับความอร่อยจากบ้านบึงถึงใจกลางกรุงเทพฯ

ตามไปดู รู้แล้วชิม “ข้าวแห้ง” เมนูที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน ที่อีทไทย ในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ใครกำลังสงสัยว่า “ข้าวแห้ง” คือข้าวต้มแห้งที่เทน้ำออกแล้วจึงใส่เครื่องปรุงและส่วนประกอบต่างๆ หรือเปล่า ต้องบอกว่า “ไม่ถูก” เพราะข้าวแห้งไม่ได้นำข้าวไปต้ม แต่ใช้ข้าวสวยที่หุงตามสูตรลับเฉพาะของทางร้าน “ข้าวแห้งบ้านบึง” มาผสมผสานกับเครื่องที่จัดเต็มทั้ง กุ้ง ปลาหมึก ปลา ไก่ หมูบะช่อ หมูกรอบ หมูยัดไส้ และตับ ก่อนนำไปผัดบนกะทะร้อนๆ พร้อมไข่ ใส่เครื่องปรุงต่างๆ จากนั้นนำมาราดบนข้าวสวยร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟกับน้ำปลาพริกสูตรพิเศษที่ต้องลองแล้วจะติดใจ

ซึ่งหากใครยังไม่เคยลอง แนะนำให้ตามไปชิมกันได้ภายในโซนอีทไทย สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จากร้านต้นตำรับโจ๊กนายเล้ง หรือข้าวต้มหัวสะพาน ที่ชาวบ้าน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี รู้จักกันดีเกือบ 60 ปี โดยเริ่มต้นจากการขายโจ๊ก กวยจั๊บ เกาเหลา ข้าวต้ม แต่เมนูที่ขายดีสุดคือข้าวแห้งสูตรพิเศษ

มาถึงร้านแนะนำให้สั่งเมนู ข้าวแห้งรวมมิตร เมนูที่รวมทั้งกุ้ง ไก่ หมึก และหมูยัดไส้สูตรพิเศษที่ไม่เหมือนใคร นำทั้งหมดผัดลงในกระทะพร้อมไข่และเครื่องปรุงรสก่อนตักราดบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟคู่กับน้ำซุปและน้ำปลาพริกที่ปรุงแบบเปรี้ยว เค็ม เผ็ด แนะนำให้ตักราดลงบนข้าวแห้งเล็กน้อยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันช่วยเพิ่มความอร่อย

หากใครติดใจหมูยัดไส้สูตรพิเศษของร้าน ต้องสั่ง ข้าวแห้งหมูยัดไส้ ใช้หมูสับปรุงรสก่อนนำไปยัดลงในไส้หมูต้มสุก จนได้เนื้อแน่นรสกลมกล่อม ผัดไข่และเครื่องปรุงรสตักราดบนข้าวสวย โรยต้นหอมผักชี ชอบซีฟู้ดต้องจัดเต็มกับ ข้าวแห้งทะเล หรือ ข้าวแห้งรวมมิตรจานร้อน เมนูที่เสิร์ฟบนกระทะร้อน แยกข้าวสวย น้ำซุป พริกน้ำปลา กระเทียมเจียวและผักโรย

อยากรู้จักข้าวแห้งแบบถึงแก่น แล่นตรงไปได้ที่ร้าน “ข้าวแห้งบ้านบึง” สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ภายในโซนอีทไทย เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 08-9911-0910, 08-1814-8645 นอกจากนี้ ยังมีสาขาอัมรินทร์ พลาซ่า และสาขาบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

 

คิดถึงรสไทยไป ‘ร้านอาหารไทย’ สัมผัสรสชาติของความเป็นไทยแบบดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/590538

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

คิดถึงรสไทยไป 'ร้านอาหารไทย' สัมผัสรสชาติของความเป็นไทยแบบดั้งเดิม

‘ร้านอาหารไทย’ เข้าใจความเป็นไทย พร้อมเสิร์ฟรสชาติที่ใช่แบบไทยดั้งเดิม @เมกา บางนา

ไม่ว่าอาหารชาติไหนๆ ก็ไม่ถูกปากถูกใจคนไทยอย่างเรา เท่ากับรสชาติความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างฝีมือปลายจวักของร้าน “อาหารไทย” อีกร้านที่เสิร์ฟความอร่อยมานานกว่า 30 ปี การันตีถึงความอร่อย

ความพิเศษของร้านอาหารไทย นอกจากรสชาติอาหารที่คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมแล้ว ทางร้านยังเลือกใช้จานชามเบญจรงค์เพิ่มคงคุณค่าความเป็นไทยช่วยให้อาหารดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญคืออาหารของร้านนี้ไม่มีผงชูรส ส่วนบรรยากาศร้านก็คงคอนเซ็ปต์ความเป็นไทยด้วยการตกแต่งแบบไทยๆ เข้ากับหน้าตาอาหาร

ไม่รอช้ามาเรียกน้ำย่อยด้วย เมี่ยงคำ เป็นออร์เดิร์ฟเสิร์ฟเบาๆ เคล้ากลิ่นอายไทยแท้ด้วยเครื่องเคียงแน่นๆ ทั้งมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งทอด ขิง หอมแดง พริก มะนาว ถั่ว ห่อด้วยใบชะพลูหรือใบทองหลาง แล้วราดตามด้วยน้ำเมี่ยงสุดเข้มข้น กินคำต่อคำ ความอร่อยล้ำๆ จากภูมิปัญญาคนไทย

ตามด้วย ยำใบชะคราม ผักพื้นบ้านแถบชายทะเลที่นำมาลวกและยำกับหัวกะทิ น้ำพริกเผา พริกตำ รสชาติเปรี้ยวหวาน โรยด้วยมะพร้าวคั่ว หอมเจียว กุ้งลวก และไข่ต้ม ให้หลายรสสัมผัสในจานเดียว

ปลากะพงทอดสมุนไพร ใช้ปลากะพงทอดกรอบนอกนุ่มใน ครบเครื่องสมุนไพร ครบรสด้วยน้ำยำเปรี้ยวหวาน ตามด้วยเมนูซดร้อนๆ กับ แกงส้มผักรวมไข่ปลาเรียวเซียว เปรี้ยวเผ็ดกลมกล่อมจัดจ้านในย่านนี้ เลือกใช้ผักตามฤดูกาล อาทิ แตงโมอ่อน หัวไชเท้า กวางตุ้ง ดอกแค ยอดฟักทอง เข้มข้นด้วยเครื่องแกงส้มโขลกเองผสานเนื้อปลาช่อนเพิ่มความข้นให้น้ำแกง ยังมี หลนเนื้อปู เนื้อปูแกะสดแน่นๆ ไม่คาว เสิร์ฟมาพร้อมนานาผักพื้นบ้าน

ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง ใช้มะม่วงน้ำดอกไม้ กินคู่กับข้าวเหนียวมูน และยังมีขนมหวานฟรีที่เสิร์ฟให้กับลูกค้าที่สั่งอาหารก็ได้

ตามไปลิ้มชิมรสไทยในความทรงจำได้ที่ร้าน “อาหารไทย” ตั้งอยู่ที่ห้างเมกา บางนา

เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร.08-3836-2107

EDM (Enjoy Delicous Meal) เอ็นจอยอีทติ้งของจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/590491

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 17:45 น.

EDM (Enjoy Delicous Meal) เอ็นจอยอีทติ้งของจริง

เอ็นจอยอีทติ้งที่ร้าน “EDM” Enjoy Delicous Meal ชิมเมนูสุดอร่อยจากฝีมือเชฟผู้คร่ำหวอดในวงการเชฟโรงแรมระดับห้าดาวมายาวนาน

วันนี้เราอยากแนะนำร้านอาหารดีๆ ที่ดีทั้งรสชาติ อัดแน่นด้วยคุณภาพ ในราคาที่เข้าถึงได้ กับร้าน “EDM” ที่ย่อมาจาก Enjoy Delicous Meal บอกเลยว่าคุณจะเอ็นจอยกับการกินนี้จริงๆ เพราะเมนูของทางร้านทุกเมนูได้ถูกคัดสรรความอร่อยมาแล้วจากเจ้าของร้านที่เป็นเชฟผู้คร่ำหวอดในวงการเชฟโรงแรมระดับห้าดาวมาอย่างยาวนาน

ที่ร้านนี้ตัวร้านจะเปิดให้บริการถึง 2 ชั้น ทางด้านบรรยากาศเน้นตกแต่งให้ได้ความรู้สึกเหมือนบ้าน ระหว่างกินข้าวนอกจากจะได้อร่อยกับเมนูอาหารอันโอชาแล้ว ยังรู้สึกเอ็นจอยกับเชฟที่มาแวะเวียนทักทายลูกค้าอยู่เรื่อยๆ เพื่อความเป็นกันเอง

ส่วนเมนูความอร่อย เริ่มต้นเมนูกินเล่น Crab Rangoon ที่โด่งดังในประเทศสหรัฐ ตามร้านอาหารไทย-จีน เป็นแป้งเกี๊ยวห่อด้วยไส้ครีมชีสผสมเนื้อปูและหอมซอย นำไปทอดจนเหลืองกรอบน่ากิน จิ้มกับน้ำจิ้มสับปะรดผสมน้ำส้มสายชู อร่อยลงตัว

ต่อที่เมนูซิกเนเจอร์ Red Wine Braised Wagyu Oyster Blade ลูกค้าที่เคยลิ้มลองมักเรียกง่ายๆ ว่าเมนูส้อมสะกิดได้ ด้วยความนุ่มของเนื้อวากิวที่ตุ๋นนานถึง 12 ชม. กินคู่กับมันบดเนื้อเนียนนุ่ม ราดด้วยซอสเนื้อโฮมเมดกันต่อด้วย Mediterranean Fish Stew ปลาบารามันดี เนื้อขาวแน่น ไม่มีกลิ่นคาวดิน เสิร์ฟในน้ำสตูที่ทำจากซอสมะเขือเทศและสมุนไพร ใครกินวีแกนสามารถสั่งให้ดัดแปลงได้

ต่อด้วย Spicy Salmon เสิร์ฟมาแบบสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน แต่ถูกปากคนไทย โดยใช้ปลาแซลมอนสด เสริมทัพด้วยสมุนไพร ออริกาโน่ กระเทียม พริกป่น มะนาว ย่างจนได้ปลาหนังกรอบ อีกเมนูที่คุ้นเคยของคนไทย Italian Carbonara ใช้เส้นพาสต้าแท้เหนียวนุ่มเส้นเล็ก ปรุงแบบอิตาเลียนแท้ไม่ใช้ครีมซอส เป็นการผัดเส้นเข้ากับไข่และชีส คลุกเคล้ากับเบคอนอิตาเลียน ที่เชฟใช้เวลาในการหมักเองเป็นเวลา 1 เดือน บอกเลยว่าอร่อยไม่เหมือนใครจริงๆ

ส่วนใครอยากลิ้มรสอาหาร Moroccan เชฟโอปได้ปรับเมนู Roasted Pork with Ratatouille ที่เป็นสไตล์ฝรั่งเศสมาเป็นสไตล์โมร็อกโค กับเมนู Roasted Pork with Braised Eggplant topped with Chermoula sauce เป็นเมนู low fat เอาใจสายสุขภาพ ตามด้วยเมนูใหม่อย่าง Red Wine Braised Chicken with Truffle Oil ไก่ตุ๋นไวน์แดงหอมกรุ่นด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล นอกจากรสชาติที่กลมกล่อมแล้ว ความพิเศษอีกอย่างคือวัตถุดิบเป็นไก่ที่มาจากระบบการเลี้ยงแบบปล่อย ไม่มีการให้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ใครเป็นแฟนคลับเมนูตุ๋นไวน์แดงของเชฟโอปต้องรีบจองมาเลย

ชวนแก๊งเพื่อนไปกินของอร่อยกันที่ร้าน EDM ตั้งอยู่ในโครงการ Stadium One จุฬาฯ ซอย 2 ติดกับสนามศุภชลาศัย (ตรงข้ามโลตัสพระราม 1)

เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-22.00 น.

โทร. 09-5916-2956

เที่ยวชมผลงานผ้าไทยคอลเลกชั่น “จากแดนไกล” ฝีมือภูมิปัญญาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/590178

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

เที่ยวชมผลงานผ้าไทยคอลเลกชั่น “จากแดนไกล” ฝีมือภูมิปัญญาท้องถิ่น

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับดีไซเนอร์ดัง วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข อวดโฉมผลงานผ้าไทยส่งเสริมมรดกที่ควรสืบสานอวดสายตาชาวโลก

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดแสดงผลงานออกแบบคอลเลกชั่นล่าสุด “จากแดนไกล” คอลเลกชั่นผ้าไทยร่วมสมัยจาก แบรนด์ WISHARAWISH ในโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล (Taproot Thai Textiles) โดย วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข แฟชั่นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงต้นทศวรรษที่ 2010 หลังผ่านงานและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาจากห้องเสื้อชั้นนำ Grey by Greyhound รวมไปถึงการคว้ารางวัลการประกวดออกแบบแฟชั่นหลายรายการทั้งในและต่างประเทศมาอย่างมากมาย ผลงานของ วิชระวิชญ์ วางอยู่บนพื้นฐานของงานออกแบบแฟชั่นซึ่งคลี่คลายมาจากแนวคิดที่เป็นนามธรรม ปรัชญาความคิด และความรู้สึกที่ซับซ้อน ได้รับการตีความออกมาเป็นรูปธรรมผ่านชิ้นเสื้อที่เต็มไปด้วยเทคนิคมากมาย ที่ถูกอัดแน่นลงไปบนตัวเสื้อเหล่านี้ ได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักของดีไซเนอร์ในการสื่อถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังการสร้างงานในแต่ละคอลเลกชั่น ล่าสุดนี้… วิชระวิชญ์ได้รวบรวมนำผู้ประกอบการผ้า ไทยจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ มาจัดแสดงกลางเมืองให้ประชาชนทั่วไปได้ชมผลงานการออกแบบเสื้อผ้าไทย และจัดจำหน่ายผ้าคุณภาพดี ในราคาย่อมเยา ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยอันหลายหลากจากชุมชนห่างไกล ที่ยังคงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น 7 ราย ด้วยกันคือ

1.แบรนด์ Jutatip จังหวัดขอนแก่น โดย จุฑาทิพย์ ไชยสุระ มีความโดดเด่นทางผ้าฝ้าย หรือผ้า cotton ถือว่าเป็นเส้นใยจากธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ ด้วยการทำจากฝีมือล้วนๆไม่ผ่านเครื่องจักรและสารเคมี

2.ผ้าไหมมัดหมี่ by นิดดา จังหวัดขอนแก่น โดย นิดดา ภูแล่นกี่ เดิมที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย” มีจุดเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของสตรีในหมู่บ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เป็นกลุ่มอาชีพทอผ้ากลุ่มหนึ่งที่ได้ก่อตั้งมานาน ที่มีการผลิตผ้าไหมแบบครบวงจร เริ่มต้นตั้งแต่การเลี้ยงไหม การสาวไหม การมัดย้อม จนถึงการทอผ้าไหมให้สำเร็จเป็นชิ้นงาน นอกจากนี้บ้านหัวฝายยังมีลายผ้าไหมมัดหมี่อันเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เรียกว่า “ลายฟ้องน้ำหัวฝาย” ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นลายที่มีความละเอียดงดงามเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากลายผ้าของที่อื่นอย่างชัดเจน

3.กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุโข จังหวัดขอนแก่น โดย ทวี สุโข กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุโข บ้านดอนข่า ตำบลชนบท อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น กับจำนวนสมาชิกตั้งแต่ก่อตั้งเพียงเพียง 28 คน ผ่านการคัดสรรคุณภาพจนได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้า OTOP ในระดับ 5 ดาว และมีชื่อเสียงอย่างมากจาก ไหมมัดหมี่ นั่นเอง

4.Cotton Farm จังหวัดเชียงใหม่ โดย เปรมฤดี กุลสุ ที่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการผ้าฝ้ายมามากกว่า 20 ปี จนนำไปสู่แนวคิดการสร้างผ้าฝ้ายเนื้อบาง ที่มีความเหมาะสมกับการสวมใส่ในภูมิอากาศที่ร้อนชื้นอย่างประเทศไทยและยังมอบงานให้ชาวบ้านผู้ทอผ้าว่าจะสามารถสร้างงานทอผ้าให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ในอนาคต

5.เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์ โดย ทัศนีย์ สุรินทรานนท์ ถือเป็นผ้าไหมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสุรินทร์ และเป็นตัวแทนของผ้าทอไทยที่ได้รับความสนใจจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 กิจการผ้าไทย เข้าร่วมกับโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล (Taproot Thai Textiles) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

6.อิมปานิ จังหวัดราชบุรี โดย เอกสิทธิ์ โกมลกิตติพงศ์ ที่มีชื่อเสียงจาการทำ ผ้าขาวม้าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าทอของไทย ซึ่งคุณเอกสิทธิ์ได้ เติบโตมากับกิจการทอผ้าขาวม้าของครอบครัวที่มีอายุของกิจการยาวนานกว่า 40 ปี ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยของคุณปู่ตกทอดสู่คุณพ่อ และในปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารงานของคุณเอก จากการทอผ้าด้วยกี่กระตุกรุ่นคุณปู่ สู่การใช้เครื่องจักรในรุ่นคุณพ่อ และการต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยต่อความนิยมในผ้าขาวม้าในรุ่นของคุณเอก แต่ก็ยังคงรักษาคุณภาพของผ้าขาวม้าของแบรนด์ตัวเองได้อย่างดี

7.บาติก เดอ นารา จังหวัดปัตตานี โดย รอวียะ หะยียามา ที่มีชื่อเสียงจาก ผ้าบาติก จนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 ผ้าไทยที่เข้าร่วมโครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล (Taproot Thai Textiles) จึงเป็นความภาคภูมิใจของรอวียะเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้ใช้ตัดเย็บในงาน Amazon Fashion Week ณ กรุงโตเกียว เป็นผ้าที่ใช้ความง่ายและงดงามตามแบบฉบับของบาติก เดอ นารา เนื้อผ้าพลิ้วไหว เหมาะสมกับการใช้สวมใส่ ยังคงใช้เทคนิคการเขียนผ้าด้วยมือทั้งผืน ที่ปัจจุบันแทบจะหายากมีแต่ใช้เครื่องจักรในการผลิตทั้งนั้น

อย่าพลาด….กับการชมผลงานการแสดงการออกแบบคอลเลกชั่น“จากแดนไกล”ที่รวบรวมผ้าไทยจากผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีคุณภาพและชื่อเสียงระดับโลก จากทั่วประเทศไทยมาให้ชมอย่างใกล้ชิด อีกทั้งเป็นสิ่งที่ควรช่วยกันอนุรักษ์รักษาไว้ให้เป็นมรดกของชาติสืบไป ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 ณ บริเวณ โซน บีคอน 3 และ 4 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

Club No Sugar คลับคีโตอร่อยโดนใจคนไดเอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/589982

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

Club No Sugar คลับคีโตอร่อยโดนใจคนไดเอท

Club No Sugar อร่อยกับเมนูเพื่อสุขภาพแนวคีโตจีนิค อิ่มท้องได้แบบไม่รู้สึกผิด

ต้องบอกว่ากระแสของ Ketogenic Diet หรือเรียกสั้นๆ ว่าการกินแบบคีโตค่อนข้างมาแรง ที่น่าสนใจคือเป็นการกินไขมันในสัดส่วนที่เยอะ แต่ให้ผลในเรื่องของน้ำหนักลด เนื่องจากสัดส่วนการกินแบบคีโต คือ คาร์โบไฮเดรต 5% โปรตีน 20% และไขมัน 75% หลายคนจึงหันมาดูแลสุขภาพด้วยการเข้าสู่โหมดการกินอาหารในแนวคีโต โดยการกินคีโตที่ถูกต้องจะมีกระบวนการในการเตรียมความพร้อมและปรับร่างกายก่อน เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดการนำไขมันมาใช้เป็นพลังงานได้อย่างถูกหลัก

อาหารแนวคีโตเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล และผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะถ้าเป็นอาหารคีโตจะไม่มีส่วนผสมของแป้ง (ยกเว้นแป้งอัลมอนด์และแป้งมะพร้าว) และจะไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล แต่ใช้สารให้ความหวานธรรมชาติแทน เพราะฉะนั้นถึงจะเป็นเมนูคีโต แต่คนทั่วไปก็กินได้ เพราะการตัดแป้งกับน้ำตาลออกไป ยังไงก็ดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว และต้องบอกว่ารสชาติของเมนูคีโตไม่แตกต่างจากรสชาติอาหารทั่วไป เพียงแต่ต่างตรงวัตถุดิบที่เลือกใช้

ร้าน Club No Sugar เป็นร้านอาหารที่เปิดมาเพื่อรองรับการเติบโตของคนกินอาหารแนวคีโต นับเป็นร้านอาหารแนวคีโตขนาดใหญ่และครบวงจร โดย คุณกรรณิกา สุจิวรกุล เจ้าของร้านได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของร้านว่า เริ่มต้นจากแนวความคิดที่อยากให้มีสถานที่ๆ ชาวคีโตได้มีโอกาสมาพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดกัน และยังเป็นที่ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับคีโตเจนิคไดเอทอีกด้วย อยากให้เข้ามาแล้วสัมผัสได้ถึงบรรยากาศสบายๆ เหมือนเป็นหลังใหญ่ที่เข้ามาแล้วรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเองเหมือนคนในครอบครัว โดยมีอาหารปรุงสด มีเบเกอรี่สดใหม่ และมีซุปเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมเอาวัตถุดิบคีโตมาอยู่ในที่ๆ เดียวกัน club no sugar เป็นคลับของคนรักสุขภาพ เรียกว่าแวะมาที่ร้านจุดเดียว เรามีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และซุเปอร์มาร์เก็ตสำหรับจับจ่าย

พื้นที่ภายในร้านได้มีการจัดแบ่งโซนและการจัดวางที่นั่งที่หลากหลาย มีโซนแรกคือห้องอาหาร กว้างขวาง มีชั้นล่าง ชั้นลอย ติดแอร์เย็นฉ่ำ ซึ่งอาหารแนวคีโต จะแยกครัวกับอาหารทั่วไป ปรุงฝีมือโดยเชฟที่คร่ำหวอดและมีประสบการณ์ในการทำอาหาร โซนที่สองคาเฟ่ บรรยากาศสบายเป็นกันเอง เป็นมุมที่สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับมานั่งใช้ความคิด นั่งทำงานชิลล์ๆ

สำหรับคอชา-กาแฟและเครื่องดื่ม ที่มีบริการทั้งแนวคีโตและเครื่องดื่มกาแฟปกติ รวมถึงซิกเนเจอร์ที่หลายคนมาแล้วพลาดไม่ได้ คือเค้กคีโตหลากหลายรสชาติ ที่อร่อยได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วน และที่คั่นตรงกลางระหว่างสองพื้นที่ คือโซนที่สามเอาท์ดอร์ เป็นบรรยากาศสวน สบายตาด้วยสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ ยังมีปลาคราฟท์หลากสีนับร้อยที่แหวกว่ายอยู่ในบ่อ ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นมากกว่าโต๊ะนั่งกินอาหาร แต่ยังกลายเป็นมุมพักผ่อนอีกด้วย เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็กๆ

โซนที่สี่คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับอาหารคีโตและอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะบรรดาเบเกอรี่ต่างๆ ที่นอกจากจะมีหลายแบรนด์แล้ว ทางร้านยังมีครัวสำหรับทำเบเกอรี่และขนมเอง โดยฝีมือเชพเพรสทรี้ จากเลอกอร์ดองเบลอ มีขนมอบสดใหม่จากครัวทุกวัน หากได้มาที่ร้าน อย่างหนึ่งจะพบว่าที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่ยังเป็นที่ๆ ให้มานั่งชิลล์ได้อย่างสบายใจในหลากหลายบรรยากาศ นอกจากจะแวะมานั่งทานอาหาร จิบเครื่องดื่ม ด้านบนยังมีพื้นที่อีกหลายห้องสำหรับเป็นห้องจัดงานส่วนตัว จะงานเลี้ยง งานแต่ง งานสังสรรค์ งานสัมนา งานปาร์ตี้ เวิร์คช็อป ฯลฯ

Club No Sugar ไม่เพียงแต่มีเมนูอาหารคีโต แต่ยังมีเมนูอาหารไทย จีน ยุโรป ซึ่งเมนูอาหารทั่วไปก็มีให้เลือกไม่น้อยเช่นกัน เรียกว่าคนกินคีโต คนไม่กินคีโต เป็นร้านที่บรรยากาศเหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะมากันเป็นครอบครัว สังสรรค์ก๊วนเพื่อน เฮฮาประสาคนรุ่นใหม่ ก็สามารถร่วมโต๊ะกันได้ด้วยความหลากหลายของอาหาร ที่ทางร้านมอบให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้มาเยือนทุกคน โดยสามารถสร้างโมเมนท์ความสุขร่วมกันได้อย่างลงตัว

Club No Sugar บริการเมนูคีโตและอาหารทั่วไป ไทย จีน ยุโรป รวมถึงห้องจัดเลี้ยง ตั้งอยู่ที่ ถ.พระราม 3 (เลยซอยพระราม 3 ซ. 39 มาประมาณ 200 เมตร ร้านอยู่ติดริมถนน) เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. มีบริการ delivery โทร. 063-146-8224

อ.คฑา ชวนไหว้หม่าโจ้วที่ล้ง 1919 เสริมพลังทำงาน สร้างธุรกิจ พร้อมแนะการขอพรถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/589605

  • วันที่ 20 พ.ค. 2562 เวลา 17:10 น.

อ.คฑา ชวนไหว้หม่าโจ้วที่ล้ง 1919 เสริมพลังทำงาน สร้างธุรกิจ พร้อมแนะการขอพรถูกวิธี

อ.คฑา ชินบัญชร ซินแสชื่อดัง ชวนไหว้หม่าโจ้วที่ล้ง 1919 เสริมพลังทำงาน สร้างธุรกิจสู่ครึ่งหลังปีหมูทอง พร้อมแนะการขอพรให้ถูกวิธีเสริมเฮง

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาถึงช่วงกลางปีที่คนทำธุรกิจเริ่มบ่นว่าซบเซา คนทำงานเริ่มเหนื่อยล้า ต้องหาพลังใจมาสู้กับครึ่งปีหลังกันต่อ การได้ขอพรจากเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นอีกทางที่ให้เราได้มีขวัญกำลังใจ ช่วงกลางปีนี้ ซินแสชื่อดัง อาจารย์คฑา ชินบัญชร แนะนำมาสักการะ “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” ที่ล้ง 1919 แบบไม่ต้องบน เพียงเตรียมผลไม้อย่าง “ส้ม” มาไหว้ขอบคุณและน้อมนำคุณธรรมของเจ้าแม่มาเป็นแนวทางการใช้ชีวิต

อาจารย์คฑา ชินบัญชร ซินแสชื่อดัง เปิดเผยว่า ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่คู่กับล้ง 1919 มาตั้งแต่เริ่มสร้างเมื่อ 168 ปีก่อน ตั้งแต่เป็นท่าเรือฮ่วยจุงล้ง มีเทพประธานคือ เทียนโหวเซียะบ้อ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “หม่าโจ้ว” เทพผู้อุปถัมภ์การเดินเรือทางทะเลอันเป็นเส้นทางการค้าขายในอดีต จึงถือเป็นเทพที่อำนวยการค้าขายให้รุ่งเรืองด้วย มีผู้คนจากทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติต่างมาสักการะ ซึ่งส่วนมากจะสำเร็จตามความปรารถนาที่ขอพรและกลับมาไหว้ขอบคุณเจ้าแม่อยู่เป็นประจำ

“เคล็ดลับการขอพรจากเจ้าแม่หม่าโจ้ว ไม่มีอะไรมาก เนื่องจากท่านขึ้นชื่อในด้านความเมตตา จะประทานพรให้เสมอๆ หลายคนอาจจะคิดว่าต้องบนบานศาลกล่าวอะไรหรือไม่ ต้องขอแนะนำตรงนี้ว่า การไหว้เจ้าขอพรแบบชาวจีนนั้น ไม่นิยมการบน โดยเฉพาะองค์เจ้าแม่หม่าโจ้ว ชาวบ้านในท้องถิ่นที่กราบไหว้มาตลอดชีวิตต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กราบไหว้หม่าโจ้วนั้นไม่ต้องบน เพียงถ้าคำขอพรสำเร็จตามปรารถนา ก็จัดของมาไหว้ขอบคุณ หรือมาไหว้และร่วมงาน เสี่ยซิ้ง หรืองิ้วขอบคุณเทพเจ้า ที่จะจัดช่วงก่อนตรุษจีนเป็นประจำทุกปี ส่วนการมาไหว้ขอบคุณเจ้าแม่เมื่อคำขอพรสมปรารถนา ไม่มีของไหว้ตายตัว ให้จัดสิ่งที่เราสามารถจัดหาได้ง่ายมากราบไหว้ ก็เป็นมงคลที่สุดแล้ว

แต่ถ้าจะให้แนะนำก็เพียง เตรียม ส้ม 1 จาน น้ำดื่มสะอาด และธูปเทียน มาไหว้ตอบแทนท่าน ก็เพียงพอแล้ว 3 สิ่งที่แนะนำนี้มีความเป็นมงคลในตัว ส้ม หมายถึง ดิน, น้ำดื่ม หมายถึง น้ำ และธูปเทียน หมายถึง สวรรค์ คนจีนเชื่อว่าคำขอพรจะเป็นจริงได้เมื่อดินต่อน้ำ น้ำต่อฟ้า สวรรค์จะได้ยินคำขอพรของผู้ไหว้ ของ 3 สิ่งนี้จึงควรนำมาไหว้ขอบคุณเมื่อเราสมปรารถนา ส่วนผู้ที่ศรัทธาและมีกำลังมากกว่านี้ อาจจะจัดขนม สิ่วท้อ ซึ่งเป็นขนมมงคลจำลองผลไม้สวรรค์ หรือจัด อาม่าเพ้า ชุดทรงเทพเจ้าชุดใหญ่ทำจากกระดาษ มาไหว้เพิ่มเติมด้วย ก็ยิ่งเป็นสิริมงคล”

อาจารย์คฑา กล่าวปิดท้ายว่า “การมาไหว้ขอพรเทพเจ้า เราไม่ได้ทำเพราะความงมงาย เมื่อเวลามาไหว้ มาขอพร จึงควรเรียนรู้ถึงประวัติ คุณธรรมความดีของเทพองค์นั้นๆ อย่างเจ้าแม่หม่าโจ้ว มีเกียรติคุณที่เป็นตำนานว่าท่านสามารถพยากรณ์ลมฟ้าอากาศและท้องทะเลได้ และใช้สิ่งนี้ช่วยให้คนในหมู่บ้านของท่านหาปลาได้มาก เดินทางปลอดภัย ค้าขายร่ำรวย การขอพรท่าน จึงควรขอให้ท่านเป็นแบบอย่าง และเราก็น้อมนำเอาความเมตตา และคุณธรรมของท่าน มาเป็นพรที่จะทำให้เราได้สมปรารถนา”

เข้าสู่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถึงเวลาสะสมบุญ เพื่อให้การค้ารุ่งเรือง ชีวิตราบรื่น เสริมกำลังใจในการทำงาน เชิญมาสักการะเจ้าแม่หม่าโจ้ว และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) ตั้งอยู่ภายในโครงการล้ง 1919 ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน เปิดทุกวัน เวลา 8.00-20.00 น. (วันจันทร์เปิด 11.00-20.00 น.) มีธูป เทียน ดอกไม้ ชุดกระดาษไหว้และของไหว้ จำหน่ายที่ล้งช็อป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ LHONG 1919

บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ @ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/travel/589195

  • วันที่ 18 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ @ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ จัดเต็มกับบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ มื้ออาหารยอดนิยมสำหรับครอบครัวที่คนกรุงเทพฯ ชื่นชอบ

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above Restaurant) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ให้บริการบุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ (Sunday Brunch) มื้ออาหารยอดนิยมสำหรับครอบครัวที่คนกรุงเทพฯ ชื่นชอบ ให้บริการทุกวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 12.00-15.00 น. มีอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูให้คุณได้เลือกรับประทานอย่างไม่จำกัด

ซึ่งเชฟได้คัดสรรเมนูน่ารับประทานหลายหลากหลายสัญชาติมาให้บริการแก่ทุกท่าน ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอเมริกัน อาหารฝรั่งเศส อาหารไทย โดยมีอาหารจานหลักปรุงจานต่อจานให้บริการ อาทิ ตับห่านย่างเสิร์ฟบนขนมปัง ล็อบสเตอร์จากแคนาดาย่าง มุมอาหารญี่ปุ่นให้บริการอาหารญี่ปุ่นสดใหม่ อาทิ ปลาดิบ สดๆ ข้าวห่อสาหร่าย และข้าวหน้าปลาดิบหลายรายการ ทาโกะยากิ ยากิโทริ ปลาทูน่าตาตากิเสิร์ฟกับซอสพอนซึ (Ponzu)

นอกจากนั้น ยังมีอาหารทะเลสดๆ ที่ทุกคนชื่นชอบให้บริการแบบเย็นฉ่ำบนน้ำแข็ง ได้แก่ หอยนางรมสด ๆ นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา กระเทาะเปลือกกันแบบสด ๆ ล็อบสเตอร์จากรัฐเมน ขาปูอลาสก้า ปูทะเล ปูม้า กุ้ง หอยแมลงภู่จากนิวซีแลนด์ กั้ง และหอยตลับมะนิลา ส่วนอาหารทะเลปรุงร้อน ได้แก่ กุ้งแม่น้ำย่าง กุ้งลายเสือย่าง หอยเชลล์จากญี่ปุ่นย่าง หอยนางรมย่าง และปลาหมึกย่าง

มุมพาสต้าให้บริการพาสต้าเส้นสดปรุงกับซอสในแบบที่คุณโปรดปราน ได้แก่เพสโต้ซอส คาโบนาลา โบลองเนส ซอสหอยแมลภู่ รวมถึงครีมซอสไข่ปลาเมนไทโกะ พลาดไม่ได้กับมุมเนื้ออบเวลลิ่งตัน สเต็กเนื้อสันในห่อด้วยแป้งพายอบสุกกำลังดีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ให้บริการกับยอร์กเชียพุดดิ้ง (Yorkshire Pudding) และซอสไวน์แดง รับประทานกับสลัดผักนานาชนิด ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยผลไม้สดตามฤดูกาลและขนมหวานนานาชนิด รวมไปถึงขนมหวานที่ทำสดใหม่ ได้แก่ ช็อคโกแลตลาวา และ วาฟเฟิลทำสดใหม่ให้บริการคู่กับไอศครีมโฮมเมด

 

บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ มีให้บริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00-15.00 น.

ราคาท่านละ 4,100++ บาท ให้บริการอาหารแบบไม่จำกัดพร้อมแชมเปญ ไวน์ เบียร์ ค็อกเทลนานาชนิด ชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้

ราคาท่านละ 3,500++ บาท ให้บริการอาหารอันหลากหลายกับไวน์โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทลนานาชนิด ชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้

ราคาท่านละ 2,800++ บาท ให้บริการพร้อมชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้

สำหรับเด็กอายุ ระหว่าง 7-12 ปี ราคา 1,050++ บาท

(ราคาทั้งหมดยังไม่รวมค่าบริการ 10 % และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

 

ห้องอาหารอัพ แอนด์ อะบัฟ ตั้งอยู่ที่ชั้น 24 โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 อีเมล์ upandabove@okurabangkok.com หรือที่เว็บไซต์ http://www.okurabangkok.com