Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ดีเดย์7ม.ค.66!! ย้าย ‘ถนนคนเดินเซราะกราว’ ไปขาย ‘ถนนอนุวรรตน์’ ชั่วคราว

Posted on December 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695530

ดีเดย์7ม.ค.66!! ย้าย 'ถนนคนเดินเซราะกราว' ไปขาย 'ถนนอนุวรรตน์' ชั่วคราว

ดีเดย์7ม.ค.66!! ย้าย ‘ถนนคนเดินเซราะกราว’ ไปขาย ‘ถนนอนุวรรตน์’ ชั่วคราว

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.30 น.

ดีเดย์ 7 ม.ค. 66 ย้าย “ถนนคนเดินเซราะกราว” ไปขาย “ถนนอนุวรรตน์” ริมคลองละลมโบราณลูกที่ 4 ชั่วคราว

เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรรมการตลาดถนนคนเดินเซราะกราว เตรียมย้ายถนนคนเดินเซราะกราว ไปขายถนนอนุวรรตน์ ริมคลองละลมโบราณลูกที่ 4 ชั่วคราว เริ่มดีเดย์ 7 ม.ค.66 หลังกรมโยธาฯ จัดงบปรับปรุงสาธารณูปโภคและภูมิทัศน์ชุมชนเมืองบุรีรัมย์ (บริเวณถนคนเดินเซราะกราว) ยึดผู้ขายรายเดิมก่อน ขณะชุมชนขอเพิ่มอีก 20 ราย เพื่อเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ  และสร้างรายได้ชุมชน

1 ธ.ค.65 นายสกล ไกรรณภูมิ นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ มอบหมายให้ นายณัฐฏ์ คงธนัยรุ่งโรจน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารถนนคนเดินเซราะกราว เพื่อร่วมหารือการดำเนินการถนนคนเดินเซราะกราว ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาหาพื้นที่อื่น เพื่อรองรับถนนคนเดินเซราะกราว(ชั่วคราว) โดยมีนายเจษฎากร เขียนนิลศิริ รองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ รองปลัดเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กรรมการบริหารถนนคนเดินเซราะกราว เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และตัวแทนชุมชน เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุม ชั้น 4 สำนักงานเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์    

ทั้งนี้ ตามที่ถนนคนเดินเซราะกราว ได้เปิดให้บริการถนนคนเดินเซราะกราวอย่างต่อเนื่องมา เข้าสู่ปีที่ 8 ในปัจจุบัน ประกอบกับในสถานการณ์ปัจจุบันถนนคนเดินเซราะกราว อยู่ในพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงสาธารณูปโภคและภูมิทัศน์ชุมชนเมืองบุรีรัมย์ (บริเวณถนคนเดินเซราะกราว) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 มกราคม 2567

โดยโครงการก่อสร้างเฟสที่ 1 จะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบคลองละลมลูกที่ 1 (บริเวณเวทีเซราะกราว) ปรับปรุงอาคารโดมสวนรมย์บุรี 200 ปี ปรับปรุงฟุตบาททางเท้า ปรับปรุงซุ้มประตูและปรับปรุงผิวจราจร (ถนนรมย์บุรี) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะกระทบกับถนนคนเดินเซราะกราวโดยตรง เทศบาลเมืองบุรีรัมย์จึง จำเป็นต้องพิจารณาพื้นที่อื่น เพื่อรองรับถนนคนเดินเซราะกราวเป็นการชั่วคราว

ซึ่งในที่ประชุมได้มีมติ เห็นชอบ พิจารณาเลือกพื้นที่ถนนอนุวรรตน์ (ถนนบริเวณคลองละลมลูกที่4) เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว) ซึ่งสภาพพื้นที่ยังคงอัตลักษณ์ ถนนคนเดินเซราะกราว (เดิม) ที่มีสถานที่พบปะสังสรรค์ พักผ่อนหย่อนใจ สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ และคูเมืองโบราณ ระยะทางประมาณ 520 เมตร จากสี่แยกศูนย์แพทย์ 1 (ริมละลมลูกที่ 4) ไปจนถึงสามแยก ศาลเจ้าแม่บัวลอย

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ได้มีการประชาคมกับประชาชนในชุมชนหลักเมือง ก็เห็นชอบให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการเตรียมรองรับถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว) เพื่อเป็นการพัฒนาพื้นที่และสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมได้มีข้อเสนอแนะ เช่น การเปิดทางเข้า สำหรับร้านค้าในบริเวณดังกล่าว ทางเทศบาล จะเว้นทางเข้าหน้าที่ร้าน ความกว้าง 2 เมตร เพื่อลดผลกระทบการประกอบการและเป็นการกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการ , การจำหน่ายสินค้าหน้าบ้าน สำหรับบ้านเรือนในบริเวณดังกล่าว หากมีความประสงค์จะขายสินค้าหน้าบ้านตนเอง สามารถตั้งวางขายสินค้าได้ เทศบาลจะจัดสรรพื้นที่ เป็นการจุดขายผลิตภัณฑ์และสินค้าของประชาชนในชุมชน โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนการจราจร รถเข้า-ออก เนื่องจากการจัดถนนคนเดินบนผิวจราจร หากปล่อยมีการสัญจรของยานพาหนะในพื้นที่ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้ประกอบการและผู้รับบริการได้ง่าย จึงปิดการจราจร 100 % โดยขอความร่วมมืองดสัญจรในช่วงเวลาดังกล่าว เทศบาลจะจัดเตรียมจุดจอดยานพาหนะของบ้านเรือนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ทำสติกเกอร์ติดรถ “ชุมชนหลักเมือง” แก่บ้านพักอาศัยที่อยู่ติดบริเวณทางเข้าตลาด ในส่วนพื้นที่จอดยานพาหนะ อาจจะใช้ลานกีฬา ชุมชนฝั่งละลม ที่ว่างศูนย์แพทย์ 1 ริมละลม หน้ามัสยิดกลางอันวารุสสลาม และศูนย์แพทย์ 1 ริมละลม

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมคณะกรรมการกำหนดพื้นที่ผ่อนผัน และคณะกรรมการจัดระเบียบจำหน่ายสินค้าและคัดเลือกผู้จำหน่ายสินค้าเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม มีมติเห็นชอบ ให้พื้นที่ถนนอนุวรรตน์(ถนนคูเมือง) บริเวณคลองละลมลูกที่ 4 เป็นพื้นที่ผ่อนผันรองรับถนนคนเดินเซราะกราว ชั่วคราว

โดยจะมีการย้ายตลาดถนนคนเดินเซราะกราว ไปยังพื้นที่ถนนอนุวรรตน์ (ถนนบริเวณคลองละลมลูกที่4) เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว) ในวันที่ 7 ม.ค.2566 ซึ่งผู้จำหน่ายสินค้า จะเป็นผู้จำหน่ายสินค้าเดิม จำนวน 430 ราย และผู้จำหน่ายสินค้าชุมชน จำนวน 20 ราย โดยมีสิทธิเฉพาะถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว) เท่านั้น โดยจะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้า ที่มีพื้นที่ให้ท่องเที่ยว ได้พักผ่อนหย่อนใจ  พบปะสังสรรค์ พร้อมสัมผัสกับธรรมชาติ คูเมืองโบราณ ทั้งยังฟื้นฟูกิจกรรมการละเล่น และประเพณี ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน

นายณัฐฏ์ คงธนัยรุ่งโรจน์ รองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า วันนี้ ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารถนนคนเดินเซราะกราว หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และตัวแทนชุมชน ในการพิจารณาหาพื้นที่อื่น รองรับตลาดถนนคนเดินเซราะกราวชั่วคราว เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามีสถานที่ขายสินค้าต่อเนื่อง ซึ่งได้มีมติเห็นชอบ เลือกพื้นที่ถนนอนุวรรตน์ (ถนนบริเวณคลองละลมลูกที่4) เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว)

ส่วนด้านสาธารณูปโภค ก็ได้หารือร่วมกัน และจัดเตรียมทั้งไฟฟ้า ถนน เพื่อให้เกิดความสะดวกทั้งผู้จำหน่ายสินค้า และประชาชนผู้มาใช้บริการ  ในส่วนของผู้จำหน่ายสินค้ายังคงจะยึดพ่อแม่ค้ารายเดิมก่อน และจะมีเพิ่มในส่วนของผู้ค้าในชุมชนบางส่วนที่เสนอมา ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการฯ โดยคาดว่าจะเริ่มเข้าไปขายสินค้าถนนคนเดินเซราะกราว (ชั่วคราว) ได้ในวันที่ 7 ม.ค.2566 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับถนนคนเดินเซราะกราว ดังกล่าว จะเปิดทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้า และผู้ผลิตสินค้าชุมชน นำสินค้า 9 ประเภท ประกอบไปด้วย สินค้าหัตถกรรม , เครื่องประดับ, สิ่งประดิษฐ์ , ของที่ระลึก , อาหารปรุงสำเร็จ , อาหารปรุงแต่ง, เครื่องดื่ม , ตลาดสีเขียว และสินค้าเบ็ดเตล็ด มาจำหน่าย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนด้วย

ซึ่งถนนคนเดินเซราะกราวดังกล่าว ถือเป็นถนนของคนบุรีรัมย์ ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งเป็นถนนสายวัฒนธรรม ถนนรักษ์สิ่งแวดล้อมปลอดการใช้กล่องโฟมและพลาสติก ทั้งยังเปิดโอกาสเยาวชนหรือวัยรุ่นได้มีเวทีแสดงออกเพื่อห่างไกลยาเสพติด  ผู้มีความสามารถด้านการแสดงดนตรีหรือศิลปะพื้นบ้านได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม สู่สายตานักท่องเที่ยวอีกด้วย. -008

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘น้องทับเสลา’ สอบผ่านกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติพร้อม ‘แม่รับ-วาเลนไทน์’ (มีคลิป)

Posted on December 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695492

'น้องทับเสลา' สอบผ่านกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติพร้อม 'แม่รับ-วาเลนไทน์' (มีคลิป)

‘น้องทับเสลา’ สอบผ่านกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติพร้อม ‘แม่รับ-วาเลนไทน์’ (มีคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 11.38 น.

วันนี้ (1 ธ.ค.65) เพจ “ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพบรรยากาศการส่ง “น้องทับเสลา” ลูกช้างป่าหลงโขลงที่นำมาอนุบาลไว้ กลับคืนสู่ป่าอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 30 พ.ย.65 ที่ผ่านมา พร้อมข้อความระบุว่า #รู้จากข่าว…”ทับเสลา” สอบผ่านก่อนปล่อยคืนสู่ป่าธรรมชาติพร้อมแม่รับ “วาเลนไทน์” 

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 นายศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ พร้อมด้วยสัตวแพทย์หญิงกิตติยาภรณ์ เอี่ยมสะอาด ในฐานะคณะทำงานกำกับ ดูแล และช่วยเหลือลูกช้างป่าพลัดหลง (ทับเสลา) ร่วมกับ นายสักรินทร์ ปัญญาใจ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (สาขาลำปาง) เจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง เจ้าหน้าที่มูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย คณาจารย์ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครือข่ายรักช้าง รักษ์ป่า ดอยผาเมือง ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจปล่อยลูกช้างป่า (ทับเสลา) พร้อมแม่รับ (พังวาเลนไทน์) คืนสู่ธรรมชาติ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง จังหวัดลำปาง 

โดยเมื่อปี 2563 “ทับเสลา” ได้รับการเคลื่อนย้ายมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อมาดูแล ฝึก และปรับพฤติกรรมให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวช้างป่า (GPS Collar) ให้แก่ช้างแม่รับ และกำหนดแผนติดตามการดำรงชีวิต การเคลื่อนที่ และประเมินพฤติกรรมการปรับตัวให้เข้ากับสภาพธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ “ทับเสลา” ได้พลัดหลงจากโขลงเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 โดยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง​ พบกับลูกช้างป่า​ (อายุประมาณ 2-3 เดือน​) พลัดหลงแม่ เดินเข้ามาในหมู่บ้านไผ่งาม ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ โดยได้นำมาอนุบาลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จนกระทั่งวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 จึงเคลื่อนย้ายมาดูแลและปรับพฤติกรรมเพื่อจะได้นำไปปล่อยคืนสู่ป่าตามธรรมชาติในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง จังหวัดลำปาง 

ทั้งนี้ “ทับเสลา”  มีช้างแม่รับ คือ “พังวาเลนไทน์” เป็นช้างจากมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มาคอยดูแล และสอนลูกช้างป่าเรียนรู้และซึมชับพฤติกรรมการดำรงชีวิตตามธรรมชาติมาโดยตลอด ซึ่งลูกช้างป่าก็สามารถเลียนแบบพฤติกรรมช้างแม่รับในการดำรงชีวิตในป่าธรรมชาติได้ดี จึงได้มีการปล่อยช้างป่าคืนสู่ธรรมชาติในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือสัตว์ป่าอย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fprhotnews02%2Fposts%2Fpfbid02futFUr4qgC5CVJJF92kf5heDPMa9NfdhMkaTaRBae4WrtH9jmwGXaaDYLTMfJksQl&show_text=true&width=500

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รู้จัก ‘มะเร็งโคนลิ้น’ โรคร้ายที่พบได้ไม่บ่อยในคนไทย

Posted on December 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695472

รู้จัก 'มะเร็งโคนลิ้น' โรคร้ายที่พบได้ไม่บ่อยในคนไทย

รู้จัก ‘มะเร็งโคนลิ้น’ โรคร้ายที่พบได้ไม่บ่อยในคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 09.54 น.

“มะเร็งโคนลิ้น” พบได้น้อยในไทยแต่มีแนวโน้มที่มากขึ้น แนะอย่าปล่อยลุกลาม สังเกตอาการกลืนลำบากเจ็บคอเวลากลืนอาหาร เลือดออกทางช่องปาก ปวดหู พูดเสียงเปลี่ยน มีก้อนที่คอ ควรรีบพบแพทย์

นายแพทย์วีรวุฒิ  อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งโคนลิ้น เป็นส่วนหนึ่งของมะเร็ง  คอหอยส่วนปากหรือที่เรียกว่ามะเร็งคอหอยหลังช่องปาก มีแนวโน้มที่พบมากขึ้นในคนไทย ผู้ป่วยส่วนมากที่เป็น โรคนี้มักจะได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลามแล้ว จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ พบว่า “มะเร็งโคนลิ้น” แม้ปัจจุบันจะพบได้น้อยในคนไทย แต่ก็พบว่ามีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งคอหอยส่วนปากรายใหม่ประมาณ 800 ราย ซึ่งถือว่าน้อยถ้าเทียบกับจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั้งหมด ประมาณ 140,000 ราย แต่ก็พบว่ามีแนวโน้มจะพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งโคนลิ้น ได้แก่ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ เคี้ยวหมากร่วมกับใบยาสูบ และการติดเชื้อไวรัส Human papilloma virus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การมีคู่นอนหลายคนและการมีเพศสัมพันธ์ทางปากจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคนี้ด้วย ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งโคนลิ้นส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ผู้หญิงเองก็สามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้เช่นกันหากมีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้น

นายแพทย์สกานต์  บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ  กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งโคนลิ้น หากผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการกลืนลำบาก เจ็บคอเวลากลืนอาหาร มีเลือดออกทางช่องปาก ปวดหู พูดเสียงเปลี่ยนหรือมีก้อนที่คอ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกายส่องกล้องทาง หู คอ จมูก เพื่อตรวจในลำคอ หากจำเป็นแพทย์จะสั่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กเพิ่มเติม การรักษา “มะเร็งโคนลิ้น” หรือมะเร็งคอหอยส่วนปาก อาจสามารถหายได้หากรีบเข้ารับการรักษาตั้งแต่ตอนที่รู้ตัวว่าป่วยในระยะเริ่มต้น เพราะยิ่งรู้ตัวเร็วก็จะรักษาได้อย่างทันท่วงทีและมีโอกาสหายสูง วิธีการรักษามะเร็งโคนลิ้น สามารถทำได้ด้วยการให้รังสีรักษาและการผ่าตัด แต่ในกรณีที่เป็นมะเร็งโคนลิ้นในระยะลุกลามที่ผ่าตัดไม่ได้ จะเป็นการรักษาโดยให้รังสีรักษาควบคู่กับเคมีบำบัดซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงหลายประการ สำหรับการป้องกันโรคมะเร็งโคนลิ้นทำได้โดยการงดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ที่สำคัญหากมีอาการหรือสงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อมะเร็งคอหอยส่วนปาก ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งคอหอยส่วนปากได้

ข้อมูลความรู้เรื่องโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง All about Cancer http://allaboutcancer.nci.go.th/ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มรีวิวสั่ง ‘ข้าวผัดกุ้ง’ กล่องละ 340 บาท ได้กุ้ง 9 ตัว บอก ‘ได้อยู่ๆ ที่แปลว่า…’

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695483

หนุ่มรีวิวสั่ง 'ข้าวผัดกุ้ง' กล่องละ 340 บาท ได้กุ้ง 9 ตัว บอก 'ได้อยู่ๆ ที่แปลว่า...'

หนุ่มรีวิวสั่ง ‘ข้าวผัดกุ้ง’ กล่องละ 340 บาท ได้กุ้ง 9 ตัว บอก ‘ได้อยู่ๆ ที่แปลว่า…’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 10.38 น.

ผู้ใช้ติ๊กต็อกชื่อ @healthyjuice0 โพสต์คลิปรีวิวข้าวผัดกุ้ง ที่สั่งมาจากร้านแห่งหนึ่ง ในราคา 340 บาท เป็นข้าวผัดกุ้งที่ใส่ในกล่อง ก่อนที่ผู้โพสต์จะโชว์บิลให้ดูว่าราคา 340 บาท และนับกุ้งมีทั้งหมด 9 ตัว ซึ่งผู้โพสต์ระบุข้อความประกอบคลิปว่า “ข้าวผัดกุ้งท่องเที่ยว #ข้าวผัด #กุ้ง #ราคาดี”

หลังโพสต์คลิปไปแล้ว มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์จำนวนมาก ถามผู้โพสต์ว่า คุ้มหรือไม่ บางคนก็บอกว่า “เอาเงิน 300 ไปซื้อกุ้ง ละเอาเงิน 40 ไปซื้อข้าวหน้าจะได้กุ้งเเบบเต็มๆ , ได้อยู่ คนขายกำไรเยอะอยู่ , ได้อยู่ที่แปลว่า…… , 340 ต้องกุ้งแม่น้ำแล้วจ้า , มื้อเดียวเท่ากับค่าแรง เป็นต้น”.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นึกว่า’ไอ้เข้’!! ลุงวางเบ็ดดักปลาใจหายแว๊บที่แท้เป็นตัวเงินตัวทอง

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695459

นึกว่า'ไอ้เข้'!! ลุงวางเบ็ดดักปลาใจหายแว๊บที่แท้เป็นตัวเงินตัวทอง

นึกว่า’ไอ้เข้’!! ลุงวางเบ็ดดักปลาใจหายแว๊บที่แท้เป็นตัวเงินตัวทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 08.14 น.

นายอดิศร อุบลกาญจน์ อายุ 52 ปี ชาว อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนนำคันเบ็ดตกปลาไปวางดักปลาบริเวณหนองน้ำในสวนปาล์มน้ำมัน กระทั้งช่วงเช้าตนเดินทางไปตรวจสอบคันเบ็ดที่วางไว้ประมาณ 10 คัน อย่างไรก็ตามระหว่างตรวจสอบคันเบ็ด 1 คัน พบว่ามีสัตว์เลื้อยคล้ายจระเข้ ยาวเกือบ 1 เมตร กินเหยื่อคันเบ็ดดังกล่าว ยอมรับว่าตอนแรกตกใจกลัว ถึงกับวิ่งออกมาตั้งหลัก เพราะกลัวว่าจะถูกจระเข้กัดได้รับบาดเจ็บ หลังตั้งสติได้ จึงเข้าไปตรวจสอบคันเบ็ดดังกล่าว พบว่าสัตว์เลื้อยคลานที่กินเหยื่อคันเบ็ดดังกล่าวไม่ใช่จระเข้ แต่เป็นตัวเงินตัวทอง อย่างไรก็ตามตัวเงินตัวทองดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับจระเข้มาก คาดว่าเพราะลำตัวของตัวเงินตัวทองจมน้ำโผล่เพียงหัว หากมองผิวเผินจะเหมือนจระเข้มาก ๆ สุดท้ายตนมั่นใจว่าไม่ใช่จระเข้ แต่เป็นตัวเงินตัวทอง จึงตัดสินใจช่วยตัวเงินตัวทอง ให้หลุดจากคันเบ็ดตกปลาของตน ก่อนที่ตัวเงินตัวทองจะดำน้ำในหนองหายไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าคันเบ็ดดังกล่าวจะติดตัวเงินตัวทอง แต่ยังโชคดีที่คันเบ็ดอีกจำนวนหนึ่งติดปลาช่อน ได้เป็นอาหารมื้อเย็น.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดตำนาน ‘เจ้าพ่อหมื่น’ ชาวไทย-จีน จัดงานสมโภชทุกปี ตามควมเชื่อชาวนครพนม

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695456

เปิดตำนาน 'เจ้าพ่อหมื่น' ชาวไทย-จีน จัดงานสมโภชทุกปี ตามควมเชื่อชาวนครพนม

เปิดตำนาน ‘เจ้าพ่อหมื่น’ ชาวไทย-จีน จัดงานสมโภชทุกปี ตามควมเชื่อชาวนครพนม

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 07.37 น.

เปิดตำนาน”เจ้าพ่อหมื่น” ชาวไทย-จีนจัดงานสมโภชทุกปี พร้อมรำลึก 67 ปี ในหลวง ร.9 เสด็จพระราชทานเครื่องสักการะ เคยถูกสายมูฉกไปทำพิธีความเชื่อ ร้อนรนจนต้องนำส่งคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากองค์พญาศรีสัตตนาคราช ที่ตั้งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ถือเป็นพญานาคศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพสักการะของชาวนครพนม รวมถึงประชาชน นักท่องเที่ยว และยังมีอีกสถานที่สำคัญอีกแห่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากองค์พญาศรีสัตตนาคราช ถือเป็นมเหศักดิ์หลักเมือง ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสถานที่สำคัญ อีกทั้งเป็นความเชื่อความศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีน โดยสิ่งที่กล่าวถึงนี้คือ ศาลเจ้าพ่อหมื่น ตั้งอยู่ในพื้นที่ธรณีสงฆ์วัดโอกาส(ศรีบัวบาน) ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ภายในเป็นที่ประดิษฐาน รูปปั้นคู่องค์เทพเจ้าจีน ปุงเถ่ากง-ม่า ถือเป็นบรรพบุรุษชาวจีน ที่ชาวไทยเชื้อสายจีน รวมถึงชาวนครพนมเคารพศรัทธา มายาวนานกว่า 70 ปี

โดยทุกปีในช่วงก่อนเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือช่วงเดือน พฤศจิกายน จะมีการจัดงานสมโภชเฉลิมฉลองขึ้น เพื่อเป็นสิริมงคล เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อกิจการ ค้าขายเจริญรุ่งเรือง รวมถึงเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม สนับสนุนการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด ในปีนี้จัดระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2565 โดยจะมีการจัดกิจกรรม สร้างสีสันสมโภช ยิ่งใหญ่อลังการ อาทิ ขบวนแห่มังกร สิงโต ตามประเพณีความเชื่อ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด รูปปั้นคู่องค์เทพเจ้าจีน ปุงเถ่ากง-ม่า ได้ถูกโจรกรรมไปจากศาลเจ้าพ่อหมื่น โดยทางตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ได้ระดมทีมสืบสวนติดตาม จนกระทั่งคนร้ายจำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน เป็นชาวจังหวัดอุบลฯ ได้นำกลับมาคืน โดยวางรูปปั้นไว้ที่ข้างกำแพงศาลด้านทิศเหนือ หลังจากขโมยไปได้ไม่ถึง 2 วัน เนื่องจากถูกกดดันจากตำรวจ อีกทั้งยังเชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อหมื่น ใครคิดไม่ดีไม่สามารถจะนำไปครอบครองได้ ทำให้คนร้ายกลัวความผิดนำกลับมาส่งคืน โดยคนร้ายทั้ง 2 คน ภายหลังถูกจับกุมดำเนินคดี พร้อมสารภาพว่าเป็นกลุ่มมูเตลูหรือสายมู ก่อเหตุจากความเชื่อความศรัทธาต้องการนำไปทำพิธีความเชื่อ เพราะเชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ ด้วยการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนกราบไหว้ไปประกอบพิธี

นายสุเทพ อติวรรณกุล นายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สำหรับศาลเจ้าพ่อหมื่น ถือเป็นมเหศักดิ์หลักเมืองที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญกับชาว จ.นครพนมมาแต่อดีต เดิมเป็นศาลเพียงตาที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง และมีการเคลื่อนย้ายพัฒนาก่อสร้างเป็นศาลเจ้าพ่อหมื่น เมื่อปี 2501 พร้อมมีการอัญเชิญรูปปั้นคู่องค์เทพเจ้าจีน ปุงเถ่ากง-ม่า ถือเป็นบรรพบุรุษชาวจีน ที่ชาวไทยเชื้อสายจีน รวมถึงชาวนครพนม เคารพศรัทธา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเจ้าพ่อหมื่น ประดิษฐานไว้ภายใน อายุเก่าแก่ กว่า 70 ปี เชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่หลายคนศรัทธามาขอโชคลาภได้สมหวังทุกราย โดยเฉพาะเรื่องการค้าขาย แต่หากใครคิดไม่ดีเชื่อว่าจะเกิดอาเพศแน่นอน เช่นเดียวกับโจรที่ลักขโมยไป ถึงแม้จะนำมาคืนเชื่อว่าจะเกิดอาเพศภายหลัง ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่สำคัญของชาวนครพนม มีจารึกไว้ว่า ในหลวงรัชการที่ 9  พระราชทานถวายเครื่องสักการะบูชา ครั้งเมื่อเสด็จเยือนนครพนม เมื่อปี 2498  ใครได้มีโอกาสมากราบไหว้ขอพรจะมีแต่ความสุขความเจริญ ค้าขายร่ำรวย มีโชคลาภ

สำหรับเจ้าพ่อหมื่น ตามตำนานเล่าว่า จมื่นรักษาราษฏร์ สมัยก่อนเป็นนายกองเมือง ต่างพระเนตรพระกรรณแทนเจ้าพระยาศรีโคตรบูรหลวง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่รักใครของประชาชนและลูกหลาน เข้าวัดปฏิบัติธรรมมิได้ขาด ทั้งยังเป็นแพทย์รักษาโรคแผนโบราณโดยไม่คิดมูลค่า จมื่นผู้นี้ยังมีวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพันชาตรี ใส่หุ่นหนัง บังฟัน งัวธนู บังตัวหายตัว และเป็นต้นศรัทธาให้ชาวบ้าน บ.โพธิ์ค้ำในอดีต สร้างวัด “ศรีบัวบาน” หรือวัดโอกาสในปัจจุบัน

ครั้นจมื่นอายุย่างเข้าวัยชรา มีอายุได้ 90 ปีเศษ วันหนึ่งท่านอยากกินหมกกุ้งหมกซิว (ห่อหมก) จึงให้ลูกหลานไปช้อนกุ้งช้อนซิว(จับโดยใช้สวิง)ในแม่น้ำโขง ได้แต่ไข่ลูกโตๆเท่าไข่ห่าน แม้จะเอาโยนทิ้งน้ำ ยังมาถูกสวิงเช่นเดิม จมื่นจึงบอกลูกหลานให้นำไข่ดังกล่าวมาหมกให้กิน เมื่อกินไข่แล้วเกิดร้อนรนกระวนกระวาย กระหายน้ำ จึงรีบนำจมื่นไปอาบน้ำโขง ดำผุดดำว่ายนาน ลูกหลานบอกให้ขึ้น แต่จมื่นกับร้องขอผ้าแดง 1 ผืนมาโพกศีรษะ แล้วดำหายไปในน้ำโขง จึงงมหาแต่ไม่พบ ขณะนั้นปรากฏมีเงือกงูใหญ่ตัวหนึ่งผุดขึ้นดำลงลอยในแม่น้ำโขง จึงให้คนขี่ม้าเร็วไปกราบทูลพระเจ้าศรีโคตรบูรหลวงทรงทราบ พระองค์รีบเสด็จลงเรือตรัสกับเงือกงูใหญ่ตัวนั้นว่า “จมื่นฯเอ๋ยแกเป็นคนดี เมื่อแกมรณกรรมแล้วยังห่วงประชาชนอยู่ ขอให้แกรักษาทางน้ำทางบกตลอดใต้สุดและเหนือสุด ตั้งแต่ผาใด ผาด่าง ถ้ำใต้ถึงแก่งหลี่ผีสีพันดอนเป็นเขตบก ทิศตะวันออกจรดภูเขาไม้ล้มแบ่ง ทิศตะวันตกถึงภูเขาดงพญาไฟ ให้แกไปอยู่ที่หางดอนโดน จะปลูกศาลให้เดือน 6 ปีใหม่ทุกปีจะเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ”

จากนั้นพระองค์จึงนำข้าวสุก 1 ปั้น ไข่ต้ม 1 ฟองที่เตรียมมาให้เงือกงูตัวนั้นกิน ก่อนเงือกงูตัวใหญ่ดำจมหายไป กลายเป็นผีมเหศักดิ์หลักเมืองของนครศรีโคตรบูร นับแต่นั้นมา

ย้อนไปใน พ.ศ.2501 พ่อค้าเชื้อสายจีนที่พำนักอยู่ในจังหวัดนครพนมได้ร่วมกันก่อสร้างศาลเจ้าพ่อหมื่น เป็นศาลจีนเพื่อเป็นมงคลแก่ชาวนครพนม ให้เจ้าพ่อหมื่นสถิตเป็นหลักเมืองนครพนม แต่ทว่าเจ้าหมื่นอยากอยู่เป็นเอกเทศ ไม่อยากอยู่ศาลจีน พระครูวิชิตพัฒนคุณจึงสร้างศาลใหม่ครอบศาลเก่าดังกล่าว ทั้งสองศาลเจ้าที่อยู่คู่กัน จึงเรียกร่วมกันว่า “ศาลเจ้าพ่อหมื่น”

วันแรม 6 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ชาวบ้านคุ้มวัดโอกาสจะจัดงานเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเจ้าพ่อหมื่นสืบเนื่องมาแต่โบราณ โดยจะมีร่างทรงฟ้อนรำดาบ รำง้าว ชาวนครพนมเชื่อว่าศาลเจ้าพ่อหมื่นศักดิ์สิทธิ์ ดลบันดาลให้ผู้ทำผิดเกิดอาเพศต่างๆ และจะอำนวยโชคให้ผู้เคารพนับถือเป็นนิจกาล

พอถึง 3 ค่ำเดือน 11 งานออกพรรษาแข่งเรือยาว จะมีฝีพายเรือนับสิบลำมาบนบานเพื่อขอให้เรือแข่งชนะเลิศ และได้รับกรรมสิทธิ์ครองถ้วยพระราชทาน และในเดือนดังกล่าวสมาคมพ่อค้าฯ จะจัดงานงิ้วเฉลิมฉลอง 6 วัน 6 คืนเป็นประเพณี ดังนั้นงานสมโภชเจ้าพ่อหมื่นจึงมีการจัดปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งที่หนึ่งจัดตามประเพณีของชาวอีสาน และครั้งที่สองจัดตามความเชื่อของคนไทยเชื้อสายจีน ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อเรียกนามท่าน 2 นาม คือ 1.เจ้าพ่อหมื่น (อีสาน) และ 2.ปุ่งเถ่ากงฯ (จีน)

ด้านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่เดินทางมารับราชการที่ จ.นครพนม จะมาคารวะที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ส่วนผู้ที่มาบนบานทั่วๆไปจะบนบานแล้วเชื่อว่า จะประสบผลสำเร็จในธุรกิจค้าขายรุ่งเรือง และหน้าที่การงานมั่นคง.-008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695426

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ)  ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

สกู๊ปแนวหน้า : ดับ‘ไฟใต้’เจรจาสันติภาพ(จบ) ‘การเมือง’ทั้งใน-นอก‘มีผล’

วันพฤหัสบดี ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.20 น.

(ต่อจากฉบับวันที่ 27 พ.ย. 2565) ยังคงอยู่กับงานเปิดตัวหนังสือ “ความขัดแย้งการเจรจาและการแบ่งสรรปันอำนาจ: กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย และบทเรียนของบางประเทศ” ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้ว รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ณ ถลาง อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงข้อกังวลจากภาครัฐของไทยว่าเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ อาจนำไปสู่การเข้ามาแทรกแซงของต่างชาติว่าเป็นไปได้มาก-น้อยเพียงใด

ส่วนในฉบับนี้ รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประการแรกเข้าใจความกังวลในฝ่ายภาครัฐของไทยเรื่องการถูกแทรกแซง เพราะรัฐชาติสมัยใหม่ไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนดำรงอยู่บนการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ซึ่งรัฐชาติอื่นหรือองค์กรภายนอกประเทศจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากรัฐชาติที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยในดินแดนนั้น ดังนั้น จึงเป็นความรู้สึกลำบากใจหรือไม่สบายใจหากจะให้มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาไกล่เกลี่ยหรือสร้างบรรยากาศลดความรุนแรง

ประการต่อมา หนังสือเล่มนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างสถานการณ์ในอาเจะห์ของอินโดนีเซีย มินดาเนา ของฟิลิปปินส์ และชายแดนใต้ของไทย ในประเด็นใครควรจะเป็นเจ้าของเรื่องหรือแกนเรื่อง (Ownership) ระหว่างฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ หรือฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามา ซึ่งการชี้ว่าฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมมีอำนาจควบคุมการเข้ามาของฝ่ายที่ 3 ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตัวอย่างจากอาเจะห์และมินดาเนา

ประการที่ 3 การถอดบทเรียนจากอาเจะห์และมินดาเนามาใช้กับชายแดนใต้ของไทย เจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) ในการแก้ไขปัญหา ต้องมีความจริงจังและจริงใจก่อนว่าจะไปกันให้ถึงระดับใด ซึ่งการหยุดชะงักก็มาจากความไม่ชัดเจนในเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา รวมถึงปัจจัยด้านเสถียรภาพของรัฐบาลกลางเองด้วย โดยการเมืองระดับประเทศมีผลต่อโต๊ะเจรจาหรือการคลี่คลายปัญหาไม่มากก็น้อย

รศ.ดร.สามารถกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ 3 ที่เข้ามากรณีชายแดนใต้ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่ชัดเจนเหมือนกรณีมินดาเนาหรืออาเจะห์ และไม่ได้เข้ามาแทรกแซงจนเกิดความกังวลในแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเข้ามาติดตามประเมินสถานการณ์ หรือมาสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัย หรือการพัฒนาในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างมัสยิด การให้ทุนนักศึกษามุสลิมในพื้นที่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่ามาแบบนี้เป็นการมาดีและควรให้การรับรอง

ส่วนข้อสรุปจากหนังสือเล่มนี้ เห็นว่า ความสำเร็จของมินดาเนาและอาเจะห์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำเองโดยลำพังภายในรัฐนั้น แต่มีฝ่ายที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้น อนึ่ง ไม่ว่าจะใช้คำอย่างไร เช่น จะเรียกผู้ก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าผู้เห็นต่าง ผู้ก่อความไม่สงบ ผู้ก่อความรุนแรง โจรใต้ ฯลฯ แต่ความจริงก็คือความจริง ส่วนการเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนั้นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเห็นต่างจากรัฐ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) อันเป็นองค์กรระหว่างประเทศของบรรดาชาติในโลกมุสลิม ถึง 6 ครั้ง ซึ่งกรณีชายแดนใต้ของไทยบางครั้งฝ่ายภาครัฐเองก็เป็นคนเชิญองค์กรภายนอกเข้ามาเสียด้วยซ้ำไป เช่น หลังเกิดเหตุการณ์ตากใบรัฐไทยได้เชิญ OIC มาติดตามสถานการณ์และขอข้อเสนอแนะ

โดยในเวลานั้น ทาง OIC ได้ให้ความเห็นว่า ไทยเป็นประเทศที่ชาวมุสลิมสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นอย่างดี และเสนอแนะว่าควรสนับสนุนให้ชาวมุสลิมมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาประเทศ ในด้านการศึกษา ลดจำนวนด่านตรวจบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ จ.ปัตตานี กับ จ.สงขลา ซึ่งเหตุที่ไทยเชิญ OIC เข้ามา เนื่องจากไทยก็ต้องการมีความสัมพันธ์กับชาติในโลกมุสลิมทั้ง 57 ประเทศ

ขณะที่เมื่อมองกลับมาดูเพื่อนบ้านของไทยอย่างมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าสนใจที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยตลอดมา เห็นได้จากไม่มีความขัดแย้งรุนแรงตามแนวชายแดนในระดับที่ถึงขั้นใช้กำลังทางทหาร เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในชายแดนด้านอื่นๆ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนนิยมไปอยู่อาศัยในมาเลเซีย รวมถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ (เช่น ตากใบ-กรือเซะ) ชาวมาเลเซียจะเดินขบวนประท้วงก็ตาม

ในช่วงท้าย รศ.ดร.ชนินท์ทิรา ได้กล่าวเสริมว่า “การเมืองระดับชาติมีผลต่อการเจรจาในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งไม่เฉพาะแต่การเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงการเมืองมาเลเซียด้วย” อย่างล่าสุดที่มาเลเซียเพิ่งมีการเลือกตั้งการเจรจาก็จะถูกหยุดไว้ก่อน เช่นเดียวกับเร็วๆ นี้ที่ไทยจะมีการเลือกตั้งการเจรจาก็คงหยุดไว้เช่นกัน จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและเป็นคำถามว่า “เหตุใดชายแดนใต้ถึงเป็นเพียงเรื่องรองทั้งที่เป็นปัญหาอยู่มานาน” และเรื่องนี้ควรเป็นปัญหาระดับชาติ

เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย นับตั้งแต่ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การเมืองแบบประชาธิปไตยในปี 2541 มีการตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อาเจะห์โดยเฉพาะ และมีความต่อเนื่องไม่หยุดชะงักแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุดก็ตาม ส่วนประเด็นการกระจายอำนาจที่อาเจะห์ของอินโดนีเซียและมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นประเด็นที่ตั้งไว้แต่ต้นแล้วค่อยมาเจรจาลงลึกในรายละเอียด

แต่สำหรับประเทศไทย ในขณะที่ภาครัฐยังไม่สบายใจ ในมุมอื่นๆ ยังมีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง เช่น นโยบายพหุวัฒนธรรม การใช้ 2 ภาษา (Bilingual) ในพื้นที่ อาทิ สหราชอาณาจักร ในพื้นที่ของเวลส์จะมีป้ายข้อความที่ใช้ 2 ภาษา คือภาษาอังกฤษและภาษาเวลส์ หรือในไทยเองหากไปที่ จ.เชียงใหม่ ก็จะพบป้ายที่ใช้ข้อความ 3 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาคำเมือง (ภาษาท้องถิ่นในภาคเหนือ) และภาษาอังกฤษ

ส่วนที่มาของชื่อหนังสือ เดิมทีเรื่องนี้เป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และใช้ชื่อเรื่องอีกชื่อหนึ่งที่ไม่แรง (Aggressive) มากนัก อีกทั้งได้รับการกำชับเรื่องการใช้ถ้อยคำ จึงใช้คำว่าผู้เห็นต่างจากรัฐในการเรียกผู้ก่อเหตุ แต่เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้คือต้องการสื่อสารกับภาครัฐว่าสามารถเดินหน้ากระบวนการเจรจาได้เลยไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ จึงใช้คำที่ฟังแล้วสบายใจขึ้น กระทั่งมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ จึงใช้คำว่าความขัดแย้ง เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ก็เป็นเช่นนั้นจริง!!!

หมายเหตุ : หนังสือ “ความขัดแย้ง การเจรจา และการแบ่งสรรปันอำนาจ : กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและบทเรียนของบางประเทศ” ผู้ร่วมเขียนอีกท่านหนึ่งคือ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ อดีตอาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘การปฏิบัติบูชา’ เป็นการบูชาที่แท้จริง

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695395

'การปฏิบัติบูชา' เป็นการบูชาที่แท้จริง

‘การปฏิบัติบูชา’ เป็นการบูชาที่แท้จริง

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.49 น.

” การไปหรือไม่ไปงานศพของครูบาอาจารย์นี้ ความจริงก็ทำได้ทั้ง ๒ อย่าง ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ถ้าเข้าใจว่าไม่ไปเพราะอะไร จะไม่ไปก็ได้ เพราะสามารถบูชาท่านได้ที่นี่ ไม่ต้องไปที่หน้าศพของท่าน การบูชานี้ท่านก็ได้สอนอยู่แล้วว่า การปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่แท้จริง 

ถ้าเราปฏิบัติตามที่ท่านสอนให้เราปฏิบัติ คือทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ถือว่าได้บูชาพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์แล้ว เป็นการบูชาที่แท้จริง คือปฏิบัติบูชา จะบูชาต่อหน้าท่านก็ได้ บูชาข้างหลังก็ได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ถึงแม้จะได้เกาะชายผ้าเหลือง ถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ก็ยังอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ 

ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ ถ้าได้ปฏิบัติ ก็ถือว่าได้เกาะชายผ้าเหลือง ได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้ว เพราะผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้เห็นธรรม ผู้บรรลุธรรม ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผลก็คือดวงตาเห็นธรรมก็จะปรากฏขึ้นมา 

เมื่อเห็นธรรมก็จะเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม ก็คือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่บูชาที่แท้จริง ข้อสำคัญอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การปฏิบัติบูชา พอเราได้ศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอน ไม่ว่าจะจากพระพุทธเจ้าเอง หรือจากพระอริยสงฆ์สาวก แล้วนำมาปฏิบัติ เราก็ได้บูชาอย่างแท้จริง 

พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี ท่านสละเวลาอบรมสั่งสอนพวกเรา ก็เพื่อให้พวกเราได้มี ดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาจนถึงครูบาอาจารย์ในสมัยปัจจุบันนี้ 

ท่านไม่ปรารถนาอะไรจากเรา ยิ่งกว่าการที่จะเห็นพวกเราได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตเราของใจเรา “

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ขจัดความยากจน’ ในพื้นฐานเมืองเกษตร

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695384

'ขจัดความยากจน' ในพื้นฐานเมืองเกษตร

‘ขจัดความยากจน’ ในพื้นฐานเมืองเกษตร

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 18.24 น.

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเมืองเกษตร แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เกษตรกร” ในไทย ยังคงติดกับดักหนี้สินล้นตัว และ แทบจะมองไม่เห็นแนวทางที่จะ “ขจัดความยากจน” ออกไปจากการดำเนินชีวิต

รายงานพิเศษ ชุด “เกษตรคนเมืองขจัดความยากจน” (Urban Agriculture to eradicating proverty) ตอน 2 “ขจัดความยากจน” ในพื้นฐานเมืองเกษตร จึงเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนทางออกของความยากจน ด้วยการทำจุดแข็งของไทยให้แข็งแรงยิ่งขึ้นไปนั่นคือ พื้นฐานการเป็นเมืองเกษตรที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ เพียงแต่วันนี้จะ “ต่อยอด” พื้นฐานความเป็นเมืองเกษตรกรรมให้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไร

“เนตรดาว เถาถวิล” เขียนในประชาไทดอทคอม (WWW.PRACHATHAI.COM) ว่า ในแง่ข้อจำกัดและสิ่งท้าทายสำหรับเกษตรกรรมในเมือง มีงานวิจัย Kaufman and Baikey กล่าวถึงข้อจำกัดและสิ่งท้าทายสำหรับเกษตรกรรมในเมือง 4 ด้าน คือ 

1.ด้านพื้นที่ทำเกษตรกรรม เช่น การปนเปื้อนสารพิษ ความมั่นคง ระบบกรรมสิทธิ์ 

2.บทบาทของรัฐ เช่น การออกกฎหมายควบคุมของรัฐ การขาดการสนับสนุนของรัฐ 

3.ด้านกระบวนการผลิต เช่น การขาดแหล่งเงินทุนสนับสนุน การขาดการวางแผนทางธุรกิจที่เหมาะสม การสูญเสียเป้าหมายที่วางไว้ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน 

4.ด้านวิสัยทัศน์ เช่น มุมมองด้านลบต่อการทำเกษตรในเมือง การทำแปลงเกษตรร่วมกันของคนอเมริกันกับคนผิวสี และการบูรณาการเป้าหมายทางสังคมเข้ากับเกษตรกรรมในเมืองก็เป็นสิ่งท้าทายเช่นเดียวกัน รวมถึงทัศนคติที่เชื่อว่าเกษตรกรรมเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะอยู่ในเมือง ก็นับเป็นประเด็นท้าทายสำหรับการทำเกษตรกรรมในเมืองในสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน การส่งเสริมเกษตรกรรมในเมืองจึงต้องอาศัยวิธีการเชิงบูรณาการ เพื่อให้สามารถนำเสนอประเด็นที่ท้าทายเหล่านี้ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเกษตรกรรมในเมือง การขยายความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ผู้ทำเกษตรกรรมในเมือง การให้การศึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากการทำเกษตรกรรมในเมือง การส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับระบบเกษตรกรรมในเมือง การประยุกต์ใช้งานวิจัยกับระบบนิเวศในเมืองและการเกษตร การหารูปแบบของการทำเกษตรกรรมในเมืองที่เหมาะสมเพื่อทำการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแนวทางของการพัฒนาต่อไปในอนาคต

ขณะที่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายน ค.ศ.2015 การประชุมปฏิบัติการของส่วนกลางเพื่อขจัดความยากจนด้วยการบุกเบิกพัฒนา ได้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง และ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกลางแบบเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางชุดที่ 18 ของพรรคฯ สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักรู้อย่างยิ่งของคณะกรรมการพรรคต่องานบุกเบิกพัฒนาพื้นที่เพื่อขจัดความยากจน โดยภารกิจที่สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การขับเคลื่อนเจตนารมณ์ของพรรค สู่การปฏิบัติ วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจที่ต้องเผชิญอย่างสร้างสรรค์สู่ความสมบูรณ์พูนสุขถ้วนหน้า

ท่านสี จิ้นผิง ในฐานะเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ประธานาธิบดีประเทศและประธานคณะกรรมการกลางการทหารแห่งชาติได้เข้าร่วมประชุมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์ที่มีความสำคัญยิ่ง โดยท่านย้ำว่า กรขจัดความยากจน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อทยอยสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นจริงนั้น เป็นข้อเรียกร้องเชิงคุณสมบัติพื้นฐานของระบอบสังคมนิยม และ เป็นพันธกิจที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การสร้างสรรค์สังคมสู่ความสมบูรณ์พูนสุข ยังถือเป็นคำมั่นสัญญาอันเข้มแข็งและสง่างามที่เราได้ให้ไว้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ เสียงแตรรวมพลเพื่อรุกคืบบุกตะลุยจู่โจมในยุทธการขจัดความยากจนนั้นได้ดังขึ้นแล้ว เราต้องตั้งปณิธานที่พร้อมจะเป็น “ลุงโง่ผู้ย้ายภูเขา” กัดเป้าหมายแบบไม่ปล่อย ทุ่มเททำงานอย่างหนักและทำจริง เพื่อให้สามารถคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดในยุทธการขจัดความยากจน ต้องให้มั่นใจว่า เมื่อถึงปี ค.ศ.2020 ทุกเขตพื้นที่ยากจนและประชากรยากจน ต้องจับมือร่วมกันก้าวเข้าสู่ยุคแห่งสังคมสมบูรณ์พูนสุขอย่างพร้อมเพรียง 

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า ทั้งสหรัฐอเมริกา และ จีน นั้นให้ความสำคัญกับ “เกษตรกรรม” เนื่องด้วยเกษตรกรรมนั้นเป็นวัฎจักรต้นน้ำของ “แหล่งอาหาร” ซึ่งการทำให้แหล่งอาหารในประเทศเกิดความมั่นคงและยั่งยืนได้นั้น การทำเกษตรทั้งในเมืองหลวง และ หัวเมืองสำคัญของทุกภาค ทุกมณฑล ทุกมลรัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารในระยะยาวแล้ว ยังทำให้คนเมืองมีรายได้ที่มาจากการแปรรูปสินค้าที่มาจากภาคเกษตรกรรม จากเดิมคนในเมืองหลวง และ ตามหัวเมือง มีรายได้จากการเป็นลูกจ้างและพนักงานประจำในห้างร้านบริษัทต่างๆ ซึ่งต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างเร่งรีบ มีรายได้หลักจากเงินเดือนเท่านั้น ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง 

การขจัดความยากจนในประเทศมหาอำนาจทั้งจีน และ สหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”  (Sufficiency Economy) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และครอบคลุมถึงการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้แก่ ยึดความประหยัดตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต, ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต , ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง, ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ และ ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตามหลักศาสนา

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” ไว้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำเกษตร โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรพบบ่อยๆ อาทิ  ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร, ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ, ความเสี่ยงด้านน้ำฝน อย่างฝนทิ้งช่วงและฝนแล้ง, ภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น โรคระบาด, ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต ได้แก่ ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช, ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน และ ความเสี่ยงด้านหนี้สินรวมทั้งการสูญเสียที่ดินทำกิน 

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการน้อมนำแนวทางปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” มาใช้กับภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการดำเนินชิวิตของเกษตรกร จึงทำให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถสืบทอดอาชีพเกษตรกรของปู่ย่าตายายมาได้ และ นำแนวทางพระราชดำริมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ เพียงแต่แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่นั้น ยังต้องมีการน้อมนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตในวงกว้างขื้น โดยเฉพาะทฤษฎีใหม่ซึ่งเหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้กับการทำเกษตรแปลงเล็ก ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและข้อจำกัดเรื่องน้ำ


ขอบคุณข้อมูล 
1.หนังสือคำสำคัญ เพื่อเข้าใจประเทศจีน ฉบับขจัดความยากจนอย่างตรงจุด 
2. https://www.chaipat.or.th/site_content/item/1309-2010-06-03-09-50-07.html
3. https://prachatai.com/journal/2013/07/47573

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

(คลิป) ส่ง’น้องทับเสลา’ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว ‘น้องหมา’ ร่วมส่งด้วย

Posted on December 1, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/695369

(คลิป) ส่ง'น้องทับเสลา'ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว 'น้องหมา' ร่วมส่งด้วย

(คลิป) ส่ง’น้องทับเสลา’ลูกช้างป่าหลงโขลงกลับเข้าป่าแล้ว ‘น้องหมา’ ร่วมส่งด้วย

วันพุธ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.29 น.

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง https://www.naewna.com/likesara/695249 ย้อนเรื่องราวพบ ‘น้องทับเสลา’ ลูกช้างป่าหลงโขลงก่อนส่งน้องเข้าป่าวันนี้

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=315&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fprhotnews02%2Fvideos%2F1178726109394020%2F&show_text=false&width=560&t=0

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,935,625 hits

Join 4,117 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม
ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์
คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต
ณัฏฐ์ชนน สวน เท้ง หงาย คนในพรรคมีแต่สีดำมะเมี่ยม ทั้งคดีทางเพศ ยาเสพติด พนันออนไลน์
พรรคประชาชน เปิดแคมเปญใหญ่ 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ชวนคนกรุงตั้งคำถาม กรุงเทพฯ ยากไปไหม
นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  
อดีตรองอธิการฯมธ. ตั้งคำถามเจ็บ ปมชุดเดรสแขนกุดเข้าสภา ย้ำเกียรติสถานที่ต้องมาก่อน
คนใกล้ชิดไล่ไทม์ไลน์โต้ ยันหลานสุริยะไม่เคยพบราเชน
คุณแหน : 2 พฤษภาคม 2568
มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

Recent Posts

  • สหรัฐเตรียมถอนทหาร 5,000 นายออกจากเยอรมนี หลังนายกฯ เยอรมันวิจารณ์สงครามอิหร่าน
  • ทรัมป์จ่อขึ้นภาษีนำเข้ารถยุโรปเป็น 25% จุดชนวนศึกการค้ารอบใหม่
  • สหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ เตือนบริษัทเดินเรือห้ามจ่ายค่าผ่านทาง ช่องแคบฮอร์มุซ
  • ตำรวจตุรกียิงแก๊สน้ำตา สลายม็อบวันแรงงานในอิสตันบูล จับผู้ชุมนุมกว่า 370 คน
  • อิหร่านส่งข้อเสนอเจรจาฉบับใหม่ผ่านปากีสถาน ท่ามกลางทางตันในการเจรจากับสหรัฐ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d