Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ประสบความสำเร็จ! เต่าหกเหลืองสวนสัตว์สงขลา 3 แม่วางไข่ 91 ฟองมากกว่าทุกครั้ง

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664151

ประสบความสำเร็จ! เต่าหกเหลืองสวนสัตว์สงขลา 3 แม่วางไข่ 91 ฟองมากกว่าทุกครั้ง

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.13 น.

สวนสัตว์สงขลาประสบความสำเร็จต่อเนื่องในการเพาะขยายพันธุ์เต่าหกเหลืองภาคใต้ของไทย ล่าสุดแม่เต่าหกเหลือง 3 แม่ได้วางไข่มากถึง 91 ฟอง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการฟักไข่ เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษ เพื่อหวังผลได้ลูกเต่ามีความแข็งแรงมากที่สุด

สวนสัตว์สงขลาประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์เต่าหกเหลือง ซึ่งเป็นเต่าบกที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของทางภาคใต้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายใต้โครงการแผนวิจัย ‘การศึกษาชีววิทยาเต่าหกเหลือง (Manouria emys emys) ในการเพาะเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ ระยะ 3 ปี (เดือนตุลาคม 2562 ถึง เดือนกันยายน 2565) ของฝ่ายอนุรักษ์ วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์สงขลา

โดยระยะแรกศึกษาเรื่องชีววิทยา พฤติกรรม การผสมพันธุ์ และการวางไข่ในสภาพการเพาะเลี้ยง ระยะที่สองศึกษาค่าทางโลหิตวิทยาและสุขภาพของเต่าหกเหลืองและระยะสุดท้ายศึกษาในด้านความหลากหลายทางชีวภาพในสถานการเพาะเลี้ยง ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว สวนสัตว์สงขลามีพ่อพันธุ์เต่าหกเหลือง เพียง 5 ตัวและใช้แม่พันธุ์ที่มีความแข็งแรง อีก 10 ตัว ปรากฏว่าแม่เต่าหกเหลืองสามารถวางไข่ รุ่นแรก เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 โดยมีเชื้อที่สามารถฟักเป็นตัวได้ 9 ฟองและสามารถฟักเป็นตัวโดยใช้ระยะเวลา 60 วัน ในการออกจากไข่ได้ 8 ตัว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.65 ที่ผ่านมา แม่เต่าหกเหลือง 3 แม่ก็ได้วางไข่มากถึง 91 ฟอง ขณะนี้อยู่ในขั้นระหว่างการฟักไข่ ซึ่งต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษเพื่อหวังผลว่าจะสามารถได้ลูกเต่าที่มีความแข็งแรงให้มากที่สุดต่อไปโดยนายวันชัย ตันวัฒนะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมในคอกเพาะขยายพันธุ์เต่าหกเหลืองของโครงการฯเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่มุ่งมั่นทำงานจนประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตามโครงการฯในการขยายพันธุ์เต่าหกเหลือง

นายวันชัย ตันวัฒนะ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา กล่าวว่า ตรงนี้เป็นโครงการเพาะขยายพันธุ์เต่าหกเหลืองสัตว์ป่าหายากของไทยเรา ซึ่งถือว่าเป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย เรามีการเพาะขยายพันธุ์มา 3 ปีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2562 ปัจจุบันนี้มีการออกไข่และเริ่มฟักออกเป็นตัว ปีนี้ถือว่าโชคดีแม่พันธุ์เต่าหกเหลือง 3 แม่วางไข่มากถึง 91 ฟอง สำหรับระยะเวลาฟักไข่เนื่องจากเต่าไข่ไม่ พร้อมกันเพราะฉะนั้นเวลาฟักออกเป็นตัวก็จะไม่พร้อมกันระยะเวลาครบกำหนดของเขาใช้เวลาในการฟักไข่ประมาณ 60 วัน

หลังจากที่เราเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วเราก็จะศึกษาการเจริญเติบโตของลูกเต่าในระยะต่างๆตั้งแต่ตัวอ่อนเล็กๆจนโตขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเต่าวัยรุ่นเราถึงจะวางแผนในการที่จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

จากนั้น ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลาได้ไปที่ห้องฟักไข่เต่าทั้ง 91 ฟองซึ่งได้มีการแยกฟักแต่ละแม่ไว้ในกล่องโฟม โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตามหลักวิชาการ เนื่องจากมีประสบการณ์ในการฟักไข่เต่าหกเหลืองมาตลอด 3 ปีของโครงการฯ ขณะนี้ลูกเต่าหกเหลืองทั้ง 8 ตัว อายุ 1 ปีมีสุขภาพแข็งแรงย้งกินอาหารเม็ดและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์ วิจัยและสุขภาพสัตว์ สวนสัตว์สงขลา ในส่วนการฟักไข่เต่าหกเหลืองจะมีกล้องติดตั้งไว้ในกล่องโฟมเพื่อดูการเคลื่อนไหวของไข่เต่าโดยผ่านจอมอนิเตอร์ไม่ต้องรบกวนไข่เต่า เพื่อจะได้ให้เป็นไปตามธรรมชาติหากมีการเจาะไข่ออกมา

เต่าหกเหลือง (Manouria emys emys) (Schlegel and Muller, 1844) เป็นเต่าบกขนาดใหญ่ของไทยที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และระดับสากลจัดอยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศชนิดสัตว์และพืช ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) ที่ผ่านมาสวนสัตว์สงขลาเคยประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์เต่าหกเหลืองมาแล้วและสามารถนำเต่าหกเหลืองกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ ในอนาคตมีการวางแผนเพาะขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เนื่องจากเป็นสัตว์ประจำถิ่นของภาคใต้ไปจนถึงมาเลย์และอินโดนีเซีย

นายสุรศักดิ์ ยิ้มประเสริฐ นักบริหาร 6 หัวหน้างานวิจัยฯรักษาการหัวหน้างานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการแผนวิจัย การศึกษาชีววิทยาเต่าหกเหลือง ในการเพาะเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ กล่าวว่า ความสำเร็จที่เราคาดหวังของสวนสัตว์ของเรา คือเราได้ลูกเต่าอายุครบ 1 ปี รุ่นที่แล้ว 8 ตัว ส่วนรุ่นล่าสุดที่กำลังฟักไข่อยู่และกำลังจะออกจากไข่เป็นรุ่นที่ 2 ถ้าดูตามโครงการก็เสร็จสิ้นครบถ้วนตามแผนงานที่วางไว้ถือว่าเป็นความสำเร็จของสวนสัตว์สงขลาในการทำงานครั้งนี้

“ในอนาคตเราก็จะทำการศึกษาพื้นที่ธรรมชาติด้วย แล้วจะเอาข้อมูลนี้มาปรับใช้กับการเพาะเลี้ยง ถ้าเราสามารถเพาะเลี้ยงเต่าได้เรื่อยๆ วันหนึ่งอนาคตที่เป็นความสำเร็จคือการปล่อยคืนธรรมชาติของสวนสัตว์สงขลา ซึ่งเราคาดว่าหากเราสามารถผลิตลูกเต่าได้มากขึ้นเราก็สามารถไปถึงจุดนั้นได้” นายสุรศักดิ์ กล่าว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดมุมมองประชาชน ‘ท่องเที่ยว’เป็นอย่างไรเมื่อกลายเป็น‘โรคประจำถิ่น’

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664149

เปิดมุมมองประชาชน ‘ท่องเที่ยว’เป็นอย่างไรเมื่อกลายเป็น‘โรคประจำถิ่น’

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.02 น.

‘กรุงเทพโพลล์’เปิดมุมมองประชาชน ‘การท่องเที่ยวเมืองไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อกลายเป็นโรคประจำถิ่น’ พบ 71.8% เห็นว่ามติผ่อนคลายมาตรการจะเกิดผลดีทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ 92.8% จะปฏิบัติตัวเหมือนเดิมใส่‘หน้ากากอนามัย’ทุกที่ทุกครั้ง

2 กรกฎาคม 2565 “กรุงเทพโพลล์” โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “การท่องเที่ยวเมืองไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,177 คน

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับมติผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 เช่น การสวมหน้ากากอนามัย เปิดสถานบันเทิงถึงตี 2 เปิดประเทศเต็มรูปแบบ ก่อนจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.8 คิดว่าจะเกิดผลดี โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 49.9 เห็นว่าน่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 48.5 เห็นว่าน่าจะทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ และร้อยละ 41.6 เห็นว่าจะทำให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตแบบปกติ ขณะที่ร้อยละ 28.2 คิดว่าจะเกิดผลเสียกลัวว่าจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามติผ่อนคลายมาตรการโควิด-19  ก่อนจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น จะทำให้คนอยากออกมาท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.0 เห็นว่าจะทำให้อยากออกมาท่องเที่ยวค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 28.0 เห็นว่าค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

เมื่อถามต่อว่าจะใส่หน้ากากอนามัยตลอดทุกที่ที่ไปหรือไม่ หลังมีมติผ่อนคลายการสวมหน้ากากอนามัยตามความสมัครใจ ส่วนใหญ่ร้อยละ 92.8 คิดว่าจะปฏิบัติตัวเหมือนเดิมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ขณะที่มีเพียงร้อยละ 7.2 ที่คิดว่าจะไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยแล้วเพราะการแพร่ระบาดลดลง

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง จะช่วยกระตุ้นให้คนออกมาท่องเที่ยวได้มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 64.4 เห็นว่าจะช่วยได้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 35.6 เห็นว่าจะช่วยได้ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด

สุดท้ายเมื่อถามถึงปัจจัยที่คิดว่าจะทำให้คนไม่ค่อยอยากออกมาท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.4 เห็นว่าเป็นเรื่องปัญหาราคาน้ำมันแพง รองลงมาคือ ไม่มีเงินที่จะไปท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 75.3 และปัญหาสินค้าราคาแพงคิดเป็นร้อยละ 63.0 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘เจนแซด’ผ่านงานวิจัย ‘ทำงาน’รุ่นนี้เห็นอะไรสำคัญ?

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664084

สกู๊ปแนวหน้า : มอง‘เจนแซด’ผ่านงานวิจัย  ‘ทำงาน’รุ่นนี้เห็นอะไรสำคัญ?

วันเสาร์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “Direk Talk : สายลมแห่งรัฐ (ศาสตร์) : การศึกษารัฐศาสตร์ในโลกยุคใหม่”
ภายในงานมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจมากมายซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ความสามารถในการมีงานทำของคน Gen Z”ซึ่งมี รศ.ดร.สุนิสา ช่อแก้ว อาจารย์สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยาย

“คนเจนแซด (Gen Z)” ในงานวิจัยนี้ หมายถึง “คนที่เกิดปี 2538-2547” โดยสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ “โลกของการทำงาน (World of Work)” จากคำที่ปรากฏในช่วง 10 ปีล่าสุด คือ 1.การเติบโตที่ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว (Multidirectional Careers) หมายถึงในชีวิตคนคนหนึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 อาชีพ อาทิ การเข้าไปทำงานอาชีพหนึ่งเพื่อปูทางไปสู่การทำงานอีกอาชีพหนึ่ง หรือไปสู่การทำธุรกิจของตนเองในอนาคต

2.สัญญาจ้างระยะสั้น (Short-Term Contract) หมายถึงงานที่รับค่าตอบแทนเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งคนคนหนึ่งอาจรับงานหลายที่-หลายอย่าง โดยปัจจุบันมีคำว่า “กิ๊กเวิร์กเกอร์(Gig Worker)” เรียกลักษณะการทำงานแบบนี้ 3.ความสามารถในการเรียนรู้ (Learning Ability) โลกปัจจุบันการเรียนรู้และปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ 4.ความสามารถในการขาย (Marketability) การทำให้ตนเองเป็นที่จดจำ ซึ่งไม่ใช่เพียงการสร้างภาพลักษณ์แต่ความสามารถก็ต้องมีด้วย

5.ความสามารถในการปรับเปลี่ยน (Transferability) แต่ละคนต้องพร้อมทำงานใหม่ๆ ทั้งด้วยความจำเป็นและด้วยความต้องการของตนเอง ตัวอย่างของคำนี้เห็นได้จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เช่น พนักงานสายการบิน ต้องหาอาชีพอื่นทำในช่วงเวลาดังกล่าว และ 6.ทางเลือกที่หลากหลาย (CareerChoices) ปัจจุบันมีเส้นทางการทำงานที่หลากหลายกว่าในอดีต

ส่วนคำว่า “ความสามารถในการมีงานทำ (Employability)” มี 3 ส่วน คือ 1.ได้งานทำ และเป็นงานที่ทำแล้วเติบโตด้วย 2.ได้ต่อสัญญาจ้าง ซึ่งโดยมากการได้ต่อสัญญาจ้างหมายถึงพนักงานคนนั้นมีผลงานดี และ 3.เข้าสู่งานใหม่ ไม่ว่าจะโดยเปลี่ยนงานเองหรือถูกเลิกจ้างก็ตามขณะที่เมื่อวิเคราะห์ตัวบุคคล ผู้ที่มีความสามารถในการมีงานทำมักจะมี 3 องค์ประกอบคือ 1.ทักษะพื้นฐานการทำงาน (Basic Academic Skill) เช่น การสื่อสาร การคิดคำนวณ

2.ทักษะที่ทำให้การแสดงบทบาทในงานนั้นดีขึ้น (Conceptual Thinking Skill) เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจ ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญหากอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้จัดการ และ 3.การเชื่อมโยงการทำงานของตนเองกับคนรอบข้าง (Personalities) ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คู่ค้า (หรือหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนด้วย) โดยทักษะในกลุ่มนี้ อาทิ ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการทำงานเป็นทีม

“เจนแซดคิดเป็น 1 ใน 5 ของกำลังแรงงาน ถ้ามองในภาครัฐวันนี้เรามีกำลังคนสัก 2 ล้าน เป็นข้าราชการประมาณล้านนิดๆ อีกประมาณ 3-5 ปี คนจะเกษียณเยอะมาก ดังนั้นในช่วงนี้เป็นช่วงผลัดใบของส่วนราชการ จริงๆ ไม่ใช่แค่ส่วนราชการ เอกชนก็เช่นกัน เป็นช่วงผลัดใบแล้วเจนแซดก็กำลังไหลเข้าสู่องค์กร แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้ามองเศรษฐกิจโดยรวม กลุ่มนี้ด้วยความที่เพิ่งจบ ก็จะมีช่วงที่เป็นแก็ป (Gap-ช่องว่าง) กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงว่างงานมากกว่าเจเนอเรชั่นอื่นถึง 1 ใน 3” อาจารย์สุนิสา ระบุ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการว่างงานของคนเจนแซดที่มากกว่าคนรุ่นก่อนหน้า ไม่ใช่เพราะคนเจนแซดไม่มีความสามารถ แต่มาจากปัจจัยด้านจังหวะของตลาดแรงงานขณะเดียวกันทักษะที่จำเป็นในการมีงานทำ นอกจากพื้นฐานอย่าง Basic Academic Skill แล้ว Conceptual Thinking Skill กับ Personalities ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งนี้ ผลการศึกษาโอกาสการมีงานทำของคนเจนแซด แบ่งการเก็บข้อมูล 2 ส่วน คือ

“ความเห็นจากคนอื่นๆ ที่มองคนเจนแซด” เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 1.ผู้ผลิตบัณฑิต เช่น คณบดี รองอธิการบดีที่ดูแลงานวิชาการและงานกิจกรรมนักศึกษา 2.นายจ้าง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และ 3.ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงาน พบ “จุดแข็ง” คนเจนแซดมีความรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ซึ่งมาจากความสามารถในการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยี สงสัยอะไรก็ค้นหาในอินเตอร์เนตได้

คนเจนแซดยังมีความคิดสร้างสรรค์ เห็นได้จากการโยนโจทย์ให้ออกแบบกิจกรรม ใช้เวลาไม่นานก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนเจนแซดยังปรับตัวยอมรับความหลากหลาย และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า หากรู้ว่าตนเองอยากทำอะไรแล้วก็จะทุ่มเทลงมือทำอย่างเต็มที่ แต่ความปรารถนาอย่างแรงกล้านั้นบางกรณีก็กลายเป็นความเปราะบาง ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน

ส่วน “จุดอ่อน” คนเจนแซดมีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่สอดคล้องกับตลาดหรือคนรุ่นก่อนหน้า เนื่องจากคนเจนแซดเคยชินกับการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีซึ่งเป็นคนละรูปแบบขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาเมื่อเผชิญกับความยากลำบากหลายครั้งเจออุปสรรคอาจล้มแล้ววูบไปเลย ดังนั้นทำอย่างไรจะทำให้คนรุ่นนี้หากล้มแล้วลุกขึ้นได้เร็ว นอกจากนี้ การอดทนรอ ก็เป็นอีกคุณสมบัติที่คนเจนแซดต้องได้รับการปลูกฝัง เพื่อให้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง “ในขณะที่คนรุ่นก่อนหน้ามองว่าคนเจนแซดไม่มีความอดทน แต่คนเจนแซดกลับมองตนเองว่าอดทนรอแล้ว แต่คำว่ารอของคนแต่ละช่วงวัย (หรือแต่ละคน) ใช้เวลาไม่เท่ากัน” อาจารย์สุนิสา ยกตัวอย่างคำถาม “คิดว่าจะรอได้นานเท่าไรกับการเติบโตของตนเองในองค์กร” เมื่อถามนักศึกษาเจนแซดบางคน ได้รับคำตอบว่า1 เดือน ขณะที่เมื่อไปถามคนวัยเดียวกัน บางคนบอกว่า 3 ปี และยังมีโอกาสไปถามคนวัยเกษียณที่มาเรียนหลักสูตรปริญญาเอก ก็ได้รับคำตอบจากบางคนว่าเคยรอมาแล้วถึง 15 ปีก็มี เป็นต้น

ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนคือ “ความเห็นของคนเจนแซดที่มองตนเอง” คนเจนแซดสนใจเรื่องสาขาวิชาในอนาคต และต้องการมีความรู้มากกว่า 2 สาขาวิชา อนึ่ง “การเป็นผู้ประกอบการเป็นทักษะที่คนเจนแซดสนใจอันดับต้นๆ ซึ่งสะท้อนความต้องการมีอิสรภาพในชีวิต แต่ในทางกลับกัน การทำงานเป็นทีมและความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นทักษะที่ให้ความสนใจอันดับท้ายๆ” จึงเป็นความท้าทายของคนทำงานบริหารทรัพยากรบุคคลว่าจะทำอย่างไร

ในช่วงท้ายของการบรรยาย มีการสะท้อนปัญหา “ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap)” หมายถึงคนต่างรุ่นมีค่านิยมแตกต่างกันเช่น คนรุ่นเก่าและรุ่นกลางมองว่าการเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่องานเป็นวัฒนธรรมองค์กร แต่คนรุ่นใหม่มองว่าหากทำแบบนั้นก็จะไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (Work-LifeBalance) ทางออกจึงอยู่ที่การนำนวัตกรรมการใช้ทำให้สามารถทำงานได้แล้วเสร็จในเวลางานปกติไม่จำเป็นต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ

หรือในขณะที่คนรุ่นใหม่มีความสามารถในการนำเสนอตนเองเพื่อให้ได้โอกาสการทำงาน แต่กลับขาดการทำความเข้าใจโครงสร้างและวัฒนธรรมขององค์กรที่จะเข้าไปทำงาน ผลคือเมื่อเข้าไปทำงานแล้วก็มีโอกาสสูงที่จะลาออกอย่างรวดเร็ว และอีกข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ “คนเจนแซดยังต้องการมีงานประจำ แต่ต้องสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้” ดังนั้นกระแสการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) คงไม่หายไปไหน

บทสรุปจากงานวิจัยนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 เรื่อง คือ 1.ทักษะในการสร้างอาชีพ (Career Building Skill) ซึ่งไม่ใช่มาเริ่มกันในระดับมหาวิทยาลัย แต่ต้องลงไปถึงเด็กอายุน้อยเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น ทักษะการนำเสนอตนเอง (Marketability) การวางแผนชีวิตว่าหากจะประกอบอาชีพใดต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง (Career Aspiration) 2.ที่ทำงานสำหรับอนาคต (Workplace for Future) หมายถึงการเตรียมสภาพการทำงานที่สอดคล้องกับคนรุ่นถัดไป

3.กลไกที่เอื้อต่อการเสริมศักยภาพคนเจนแซดโดยเฉพาะ (Gen Z Facilitator) เช่น บางหน่วยงานในภาคเอกชนมีการเชิญนักจิตวิทยามาทุกสัปดาห์ เพื่อประคับประคองคนเจนแซดที่อาจมีปมบางอย่างในใจ ซึ่งแม้ท้ายที่สุดคนเจนแซดจะตัดสินใจลาออก แต่อย่างน้อยในช่วงที่ยังทำงานอยู่จะได้สร้างมูลค่าทั้งต่อองค์กรและต่อตนเอง และ 4.วาระแห่งชาติ (National Agenda) หากไม่คำนึงถึงเรื่องนี้ก็จะสูญเสียความสามารถในระดับประเทศ

“จาก Survey (การสำรวจ) ทั้งหมดจะเห็นว่าข้างบน (Skill&Knowledge-ความรู้และทักษะ) เขามีอยู่แล้ว เปิดพื้นที่ให้เขาฉายแสง ทำนวัตกรรมแซนด์บ็อกซ์ตอบโจทย์ก็ได้ หรือจะช่วยสร้าง Solution (แนวทาง-วิธีการ) อะไรบางอย่างเพื่อทำให้ขับเคลื่อนงานในทางยุทธศาสตร์ ใช้เม็ดเงินงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และสุดท้ายใต้ภูเขาน้ำแข็ง คิดว่าต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน บางอย่างมันเป็นปัญหาลึกจริงๆ เป็นปัญหาเชิงจิตใจ” อาจารย์สุนิสา กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : สามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มเรื่องนี้ในชื่อ“โลกของการทำงานหลังโควิด-19 และความสามารถในการมีงานทำ กับทางเลือกอาชีพของคนเจเนอเรชั่นแซด” ได้ที่เว็บไซต์ djrctu.com (เลือกหมวด “องค์ความรู้”)

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เอาละซิ! เพจดังในพม่าถาม’พี่เต้’ สนใจจะไปอยู่ค่ายกองพลน้อยที่ 6 มั้ย?

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664130

เอาละซิ! เพจดังในพม่าถาม'พี่เต้' สนใจจะไปอยู่ค่ายกองพลน้อยที่ 6 มั้ย?

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 22.05 น.

1 ก.ค.65 จากกรณีเครื่องบินมิก-29 ของเมียนมา ที่ใช้อาวุธโจมตีชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทยด้านอ.พบพระ จ.ตาก  และบินรุกล้ำเขตน่านฟ้าไทย จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตอบโต้ล่าช้าของกองทัพอากาศ ขณะที่นักการเมืองคนดังอย่าง  นายมงคลกิตติ์  สุขสินธารานนท์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์  โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นอย่างดุเดือดว่า “เมื่อวาน ถ้าพี่เป็นนักบินรบ เรียบร้อยไปแล้ว ยิงก่อนค่อยคุย”

ล่าสุด เฟซบุ๊ก LOOK Myanmar ซึ่งเป็นเพจที่มองพม่าผ่านตาคนไทยในพม่า คอยเกาะติดรายงานข่าวสารความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองและสถานการณ์ในเมียนมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

“สวัสดีครับพี่เต้ 4King กะเหรี่ยงรอทหารอาสาแบบพี่อยู่นะครับ เผื่อพี่สนใจแนะนำให้ไปสังกัดกองพลของนายพลเนอดา เมี๊ยะ บุตรชายของนายพลโบ เมี๊ยะ แห่งกองพลน้อยที่ 6 KNDO เผื่อพี่จะสนใจ ถ้าพี่เต้สนใจจริงแจ้งมาที่เพจนะครับ จะได้แจ้งให้ลูกน้องนายพลเนอดาไปรับพี่เต้ไปร่วมค่าย”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ครูไอเดียเจ๋ง! เปิดคาร์แคร์ สร้างอาชีพ-รายได้ให้นักเรียน

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664133

ครูไอเดียเจ๋ง! เปิดคาร์แคร์ สร้างอาชีพ-รายได้ให้นักเรียน

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 20.54 น.

คุณครูไอเดียเจ๋ง! ครู ร.ร.ค่ายฯ เปิดคาร์แคร์ สร้างอาชีพ-รายได้ ให้นักเรียน

ผู้สื่อข่าวทราบว่า มุมนึงภายในโรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม เลขที่ 26/2 หมู่ที่ 4 ต.บางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี นั้นมีการเปิดคาร์แคร์ ล้างรถ ภายใต้สโลแกนว่า “รถท่านสะอาด ช่วยอนาคตของชาติมีรายได้” จึงเดินทางไปดู ทราบว่าคาร์แคร์ที่เปิดนั้นเป็นวิชาในคาบเรียนของ อาจารย์ อรรถพร  แก้วบวร โดยให้นักเรียนที่เรียนในวิชาคาร์แคร์ ได้ลงมือปฏิบัติจริง

นายเรวัฒน์ พรหมสะโร ผู้อำนวยการโรงเรียนค่ายบางระจันได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า  “ร้าน K.B. Car Care ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติการของนักเรียนในสายการเรียนทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งสายการเรียนดังกล่าวเป็นสายการเรียนของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการเป็นผู้ประกอบการในเชิงธุรกิจ และสามารถนำไปต่อยอดได้หลังจากจบการศึกษา โดยนักเรียนจะมีรายวิชาเรียนคาร์แคร์ ซึ่งเป็นวิชาที่บูรณาการทั้งด้านองค์ความรู้และในเชิงปฏิบัติ และสามารถนำกลับไปใช้ได้จริงในร้าน ร้าน K.B. Car Care ซึ่งจะเปิดให้บริการในคาบเรียนคาร์แคร์ และในทุกวันช่วงเลิกเรียนตามแต่เด็กที่อาสามาทำ เพราะทุกคันที่ล้างจะมีรายได้เกิดขึ้น

โดยจะแบ่งรายได้ออกเป็น 2 ส่วนที่ 1 จะเป็นรายได้ของผู้ปฏิบัติงานในแต่ละคัน ส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนของทุนในการก่อสร้างและค่าอุปกรณ์ โดยการดำเนินการนั้นได้ยึดหลักการที่ว่า “รถท่านสะอาด ช่วยอนาคตของชาติมีรายได้” ซึ่งแนวคิดด้านการส่งเสริมด้านทักษะการเป็นผู้ประกอบการดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสิงห์บุรีอ่างทอง และวิสัยทัศน์ของโรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคมเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีรายได้และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เป็นรายได้ ที่โรงเรียนของเราแห่งนี้ไม่เคยเกิดปัญหาเด็กนักเรียนตีกันเลย”

ด้าน อาจารย์อรรถพร  แก้วบวร  ผู้เสนอโครงการนี้ได้กล่าวว่า “จุดเริ่มของคาร์แคร์นี้เห็นความสำคัญของนักเรียนเป็นหลัก เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ยากจน ไม่มีรายได้ โดยโรงเรียนค่ายบางระจันวิทยาคม เป็นโรงเรียนระดับมัธยมที่มีการสอนตั้งแต่ มัธยมที่ 1-6 เด็กๆ ที่นี่ส่วนใหญ่มีชีวิตค่อนข้างลำบาก พ่อแม่ทำงานต่างถิ่น อาศัยอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นส่วนใหญ่ ทางโรงเรียนจึงเปิดสอนวิชาคาร์แคร์ รับจ้างล้างรถ ให้กับนักเรียนม.ปลาย เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และทำงานอย่างจริงจัง

โดยเริ่มล้างรถให้กับคุณครูและผู้ปกครองก่อน พอเริ่มเก่งขึ้นค่อยเริ่มรับล้างรถให้กับประชาชนทั่วไป พร้อมสอนวิชาคุณธรรมให้กับนักเรียนไปด้วย นักเรียนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ของมีค่าในรถที่บางครั้งเจ้าของลืมไว้ หรือวางไว้ก็ต้องเก็บรักษาของเขาให้ดี ค่าบริการล้างรถคันละ 100-180 บาท ขึ้นอยู่ขนาดของรถยนต์ รายได้แบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งให้นักเรียน โดยจัดทำสมุดลงทะเบียน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของโรงเรียน เอาไว้ซื้ออุปกรณ์การล้างรถ ค่าน้ำค่าไฟ ทุกอย่าง

สำหรับท่านใดที่สนใจในการล้างรถและเป็นการช่วยเหลือให้นักเรียนมีรายได้ โดยเส้นทางโรงเรียนค่ายบางระจันนี้จะอยู่ริมถนน ก่อนถึงตลาดย้อนยุคค่ายบางระจัน สามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือจองล้างรถได้ที่เพจ : K.B. Car Care  หรือโทร. 098-402-9550

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วิธีการฟังธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664103

วิธีการฟังธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.27 น.

วันนี้มีศรัทธาญาติโยมที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรมกัน มากันเป็นครั้งแรก เป็นจำนวนมาก ก็อยากจะบอกวิธีการฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดว่าควรจะฟังอย่างไร การฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรฟังด้วย กาย วาจา ใจ ที่สงบนั่นเอง กาย วาจา สงบเรียกว่า “ศีล” ใจสงบเรียกว่า “สมาธิ” ศีล สมาธิ เป็นเหมือนภาชนะที่จะรองรับปัญญา คือความรู้จากพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีศีล ไม่มีสมาธิ ก็เหมือนกับไม่มีภาชนะไว้รองรับนั่นเอง ความรู้หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้ เป็นเหมือนอาหาร การที่เราจะรับอาหารจากพระพุทธเจ้า เราก็ต้องมีภาชนะ คือมีจาน 

เวลาเราจะรับประทานอาหาร เราต้องมีจานไว้รองรับอาหาร ถ้ามีแต่มือเปล่าๆ ก็จะรับได้ไม่มาก แต่ถ้าเรามีภาชนะ มีจาน มีชาม เราก็สามารถตักอาหารใส่จาน ใส่ชามได้อย่างเต็มที่ แล้วเราก็จะได้เอาอาหารไปรับประทาน ให้ร่างกายของเราสมบูรณ์แข็งแรง ใจของเราก็ต้องการอาหาร อาหารของใจก็คือธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะทำให้ใจของเรามีความอิ่มหนำสำราญใจ มีความสุข มีความสบายใจ เวลาที่เราต้องการธรรมะ เราจึงต้องเตรียมภาชนะ ไว้ไปรับอาหาร ไปรับธรรมะจากพระพุทธเจ้า ภาชนะที่รองรับก็คือ ศีล สมาธินี่เอง กายสงบ วาจาสงบ เรียกว่า “ศีล”

ทำอย่างไรถึงเรียกว่า “กายสงบ วาจาสงบ” “กายสงบ” ก็คือเวลาฟังธรรม เราไม่ควรทำอะไร เราควรนั่งเฉยๆ ร่างกายไม่ควรที่จะทำโน่นทำนี่ ให้นั่งเฉยๆ ส่วนวาจาก็ไม่ให้พูดคุยกัน ต่างคนต่างนั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่คุยกัน เพราะว่าถ้าเราทำอะไรทางร่างกาย หรือพูดคุยกัน ใจของเราก็จะไม่ได้มาฟังธรรมนั่นเอง ถึงแม้จะได้ยินเสียงแต่จะไม่เข้าใจ ธรรมจะไม่เข้าไปถึงในใจ เนื่องจากกายกับวาจาของเราไม่รองรับพระธรรมคำสอนนั่นเอง นอกจากกายวาจาที่สงบแล้ว ใจก็ต้องสงบด้วย คือ ใจต้องไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้คิดอยู่กับเรื่องที่เรากำลังฟังอยู่ คิดถึงเรื่องธรรม ติดตามตั้งใจฟังเสียงธรรมที่เข้ามาสัมผัสกับหู แล้วก็พิจารณาตาม 

ถ้าเราพิจารณาตามได้ เราก็จะเข้าใจความหมายว่า ธรรมที่แสดงไว้นั้นแสดงเรื่องอะไรบ้าง แล้วเราก็จะได้เกิดปัญญาขึ้นมา เกิดความรู้ขึ้นมา หรือถ้าเราฟังธรรมแล้ว เราไม่สามารถพิจารณาตามได้ เนื่องจากเราอาจจะไม่เข้าใจความหมายของธรรมที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ ถ้าเรายังตั้งใจฟังอยู่กับเสียงธรรม เราก็จะได้ใช้เสียงธรรมนั้นเป็นอารมณ์กล่อมใจให้เข้าสู่ความสงบได้ ทำให้ใจเรานิ่งสงบ เกิดความสุขขึ้นมา การฟังธรรมจึงสามารถฟังได้ ๒ แบบ ฟังให้เกิดความสงบ ถ้าใจเราไม่สงบ เราอาศัยการฟังเสียงธรรมไปเรื่อยๆ แล้วถ้าเราไม่ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เกาะอยู่กับเสียงธรรมไป เสียงธรรมก็จะนำใจให้เข้าสู่ความสงบ ถ้าเราพิจารณาตามเหตุตามผลของธรรมที่แสดงไว้ได้ เราก็จะเกิดความเข้าอกเข้าใจ เกิดปัญญา เกิดความรู้ขึ้นมา

นี่คือวิธีการฟังธรรม และไม่จำเป็นที่จะต้องมีกระดาษ ดินสอ ไว้จดบันทึก การฟังธรรมนี้เราต้องการฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจแล้ว มันจะไม่ลืม มันจะอยู่ในใจ ถ้าเรามัวแต่จดธรรมที่เราได้ยินได้ฟัง เราจะไม่มีเวลาที่จะมาพิจารณาธรรม เราจะคอยจดคอยจำแต่ธรรมที่เราได้ยิน แต่เราจะไม่เข้าใจความหมายของธรรมที่เราได้ยินได้ฟัง จดไปแล้ว บางทีวันหลังกลับมาอ่านดูก็ไม่เข้าใจว่าจดอะไรไปบ้าง ดังนั้น การฟังธรรมนี้ โดยหลักเราไม่ต้องการจดจำ เราต้องการความเข้าใจ เหมือนเวลาที่เราจะเดินทางไปไหน เราไม่รู้จักทาง เราก็ถามคนที่บอกทาง ว่าจะไปที่นั่นไปอย่างไร เราก็ตั้งใจฟัง ให้เขาอธิบายให้เราฟัง ไปตรงนั้น ถึงตรงนั้นแล้วให้ไปทำอย่างนั้น ให้ขึ้นรถสายนั้นสายนี้ 

ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็ถามใหม่ว่า “ช่วยอธิบายอีกที ว่าทำอย่างไร เดินทางไปอย่างไร” ถามไปจนกว่าจะเข้าใจ พอเข้าใจแล้ว เราก็ไม่ต้องจด เพราะจดไว้เดี๋ยวหาย ถ้าเกิดหายไปก็ยุ่ง แต่ให้มันจดไว้ในใจดีกว่า ให้มันจด ให้มันเข้าไปในใจ ด้วยการเข้าใจ การที่เราจะเข้าใจ เราก็ต้องตั้งใจฟัง ฟังทุกคำพูดที่เขาพูดมา ที่เขาบอกมา พอเขาพูดเขาบอกแล้ว เราก็จะเข้าใจ แล้วเราก็จะจำได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีกระดาษบันทึกเอาไว้ เพราะว่ากระดาษที่เราเขียนไว้บางทีมันก็หายได้ หรือบางทีเราจดแล้ว เราไม่เข้าใจ เรากลับมาอ่าน เราก็ไม่เข้าใจว่ามีความหมายว่าอย่างไร นี่คือวิธีการฟังธรรม ถ้าฟังด้วยศีล ด้วยสมาธิ ใจจะสามารถรับปัญญาได้ “ปัญญา” ก็คือความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ แล้วนำเอามาสอนพวกเรานั่นเอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๑ (เพจ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต) – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พบแล้วลุงวัย 70 หลงป่า 5 วันนอนหมดแรงบนเขาหัวโล้นมีสุนัข 5 ตัวที่ไปด้วยนั่งเฝ้าไม่ห่าง

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664087

พบแล้วลุงวัย 70 หลงป่า 5 วันนอนหมดแรงบนเขาหัวโล้นมีสุนัข 5 ตัวที่ไปด้วยนั่งเฝ้าไม่ห่าง

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายชม กกกนทา อายุ 70 ปี ชาวบ้านห้วยหินลับ หมู่ 11 ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ได้เดินเข้าป่าไปหาของป่าชุมชนบ้านห้วยหินลับพร้อมสุนัข 5 ตัวและได้เกิดพลัดหลงป่าหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2565 ที่บริเวณป่าชุมชนห้วยหินลับ ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ รอยต่อเขตติดต่อกับ ต.ห้วยยาง และ ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยหินลับ หมู่ 11 ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ ได้ร้องขอให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยติดตามหาตัวนายชม 

หลังทราบเรื่องทางจังหวัดชัยภูมิ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง อส.อำเภอเกษตรสมบูรณ์ อ.คอนสาร และ อบต.ในพื้นที่ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่พร้อมประสานกองทัพบก กรมทหารราบที่ 3 ได้ส่งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในพื้นที่ได้ระดมทีมค้นร่วมกันวางแผนและออกขึ้นเขาหาตัวนายชม ในวันที่ 28 มิ.ย.65 ชาวบ้าน ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร ได้พบบุคคลคล้ายนายชม แต่งกายเสื้อลายทหาร กางเกงวอร์ม ร้องเท้าคอมแบท สูงประมาณ 165 ซ.ม.ที่ไร่ของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร บอกว่าได้หลงป่ามาและได้มาขอน้ำดื่ม อาหารกิน ก่อนเดินออกไปทางภูหัวโล้น ไปบ้านดูลาย หมู่ 12 ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ

ล่าสุดวันนี้ (1ก.ค.65) เมื่อเวลา 10.00 น. ทีมค้นหาได้พบตัวนายชม ชาวบ้านห้วยหินลับ หมู่ 11 ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ นอนหมดเรียวแรงด้วยอาการอ่อนเพลีย ที่บนเขาหัวโล้น และภูคำแว้ พื้นที่ ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ โดยมีสุนัข 5 ตัวที่ไปกับนายชม นั่งเฝ้าเจ้าของอยู่ไม่ห่าง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันนำร่างนายชม ให้นอนในเปลหามลงจากเขาหัวโล้น ส่งต่อให้รถกู้ชีพ กู้ภัย รพ.เกษตรสมบูรณ์ นำตัวส่งรักษาตัวต่อ รพ.เกษตรสมบูรณ์ ซึ่งนายชม กกกนทา บอกสั้น ๆ ว่ามีชีวิตอยู่ได้เพียงน้ำฝนและเก็บของในป่าเท่าที่จะหาได้กินประทังชีวิตเท่านั้น – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

มองโอกาสเทรนด์ ‘เกษตรคนเมือง’ ของโลกสู่สไตล์ไทยๆ ในแบบฉบับ ‘เกษตรพอเพียง’

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664076

มองโอกาสเทรนด์ 'เกษตรคนเมือง' ของโลกสู่สไตล์ไทยๆ ในแบบฉบับ 'เกษตรพอเพียง'

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.02 น.

“…คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้… (4 ธันวาคม 2517)” 

หนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ตรัสไว้แก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อ 48 ปีที่แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวิเทโศบายทางด้านเกษตรกรรมที่เป็นต้นน้ำของวัฎจักรชีวิตคนไทยทั้งประเทศ  

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจัยภายนอกที่เข้ามา กระทบ อาทิ การระบาดของโรคโควิด-19, ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน, ปัญหาเงินเฟ้อ และ ฯ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอย่างหนักทางด้านอาหารจนเกิดภาวะอดอยาก หรือขาดแคลน และในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตแหล่งอาหารป้อนประเทศต่างๆในโลกได้ในช่วงภาวะวิกฤต นอกจากนี้ปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่ทยอยกันเข้ามากลับเป็น “โอกาส” ซึ่งพบว่าคนในเมือง (URBAN) หันมาสนใจด้านเกษตรกรรมกันมากขึ้น เพียงแต่ยังไม่ขยับขึ้นมาเห็นเด่นชัดจนสามารถพากันพัฒนา “แอพพลิเคชั่น” ด้านเกษตรกรรมให้เห็นกันจำนวนมากได้ในพริบตา 

ส่วนในต่างประเทศจะพบว่ามีการทำเกษตรกรรมในเมืองหลวง และพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ออกมา เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีคนเมือง และ เทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ โดยฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา(Thailand Office of Agricultural Affairs, Los Angeles) ได้เผยแพร่บทความซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้ 

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations: FAO) ได้นิยามการเกษตรในเมือง หรือ Urban Agriculture ไว้ว่าเป็นการทำการเกษตร ขนาดเล็กและขนาด กลางภายในเขตเมืองหรือชุมชน เช่น การเพาะปลูกพืชผัก ผลไม้ รวมถึงการ เลี้ยงสัตว์และปลา เพื่อใช้ประกอบอาหารโดยวัตถุประสงค์หลักของการทำการเกษตรในเมือง คือ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยภายในชุมชน มีอาหารที่เพียงพอต่อ การบริโภค ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ สามารถเพิ่มรายได้จากผลผลิตทางการเกษตร และสามารถใช้เป็นที่จัดกิจกรรมสันทนา การสำหรับผู้คนภายในชุมชนได้อีก 

รวมทั้งยังกล่าวถึง “แอโรฟาร์ม” (AeroFarms)ว่า เป็นบริษัทขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใน เมืองนวร์ก มลรัฐนิวเจอร์ซี ประสบผลสำเร็จจากการปลูกพืชแนวตั้งระบบปิดที่ควบคุม สภาพแวดล้อม และด้วยการนำเทคโนโลยี “Aeroponics” หรือการปลูกพืชแบบไร้ดินมาใช้ ทำให้บริษัทสามารถปลูกพืชได้โดยไม่ใช้ดินและแสงแดด แต่ใช้สารละลายแร่ธาตุและแสงสว่าง จากหลอดไฟแทน ซึ่งบริษัท AeroFarms เผยว่า สามารถเพิ่มผลผลิตจากการปลูกพืชแบบแนวตั้ง ได้มากถึง 400 เท่า และลดปริมาณการใช้น้ำ ได้มากถึงร้อยละ 95 เมื่อเทียบกับการปลูกพืชบนดินทั่วไป

“แนวหน้า ออนไลน์” ทำการสำรวจข้อมูลพบว่า แอโรฟาร์มจับด้านการทำเกษตรแนวตั้ง เมื่อ พ.ศ.2547 หรือ ค.ศ.2004 และวางตำแหน่งตัวเองเป็น “สตาร์ทอัพ” โดยมีเดวิด โรเซนเบิร์ก (David Rosenberg) เป็นโค-ฟาวเดอร์ แอนด์ ซีอีโอ (Co-Founder & CEO)และใช้กลยุทธ์การตลาดคือ การออกแบรนด์ “ดรีม กรีนส์” (Dream Greens) รุกตลาดโดยเน้นปลูกและขายผักที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น เบบี้ วอเตอร์เครส และ ผักสลัดอื่นๆ พร้อมกับมีข่าวช่วงเดือนมีนาคม ปี 2564 ว่า แอโรฟาร์มกำลังอยู่ในขั้นเตรียมเข้าตลาดหุ้นแนสแด็ก ภายใต้วิธีควบโอนกิจการ หรือการควบรวมกิจการ (Merger) กับบริษัทสปริง วัลเลย์ แอคควิซิชั่น คอร์ป (Spring Valley Acquisition Corp) หรือ “SPAC” โดยแอโรฟาร์มจะใช้ชื่อย่อว่า “ARFM” และเว็บไซต์ Investment U ได้เขียนวิเคราะห์ไว้เมื่อ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า มีหุ้นเกษตรดาวรุ่งในตลาดหุ้น 3 ตัวได้แก่ AppHarvest (Nasdaq: APPH), Scotts Miracle-Gro (NYSE: SMG), CubicFarm Systems (OTC: CUBXF) และ AeroFarms เป็นอันดับ 4 ที่กำลังจะเข้าตลาดแนสแด็ก 

เช่นเดียวกับออสเตรเลียมีสตาร์ทอัพที่มาแรงคือ “FoodCube” ที่เน้นขายเทคโนโลยีการปลูกผักแนวตั้งสำหรับคนเมือง และครบวงจรไปถึงระบบการจัดส่งผักที่สะอาด มีคุณภาพ ด้วยเทคนิคการใช้ฟิล์มสารอาหาร (NFT) ซึ่งเป็นการปลูกพืชโดยการรักษาชั้นบาง ๆ ของสารละลายธาตุอาหารรอบรากโดยไม่ต้องใช้สารตั้งต้นและการใช้ซอฟท์แวร์ที่เรียกว่า “CUBE” ติดตั้งระบบแท่งปลูกผักเพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการ 

ส่วนในประเทศไทยนั้นมีสตาร์ทอัพที่เป็นเพียงศูนย์รวมการขายสินค้าเกษตร คือ แอพพลิเคชั่นของเฟรชเก็ต (FreshKet) และ เพิ่งประกาศลงทุน 800 ล้านเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีเบทาโกร โฮลดิ้ง และ ออร์ซอน เวนเจอร์ส ในเครือโออาร์เข้าร่วมลงทุนด้วย  

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าในต่างประเทศการทำเกษตรกรรมในเมืองหลวง ที่เรียกว่า Urban Argriculture นั้นต้องใช้เวลากว่าจะพัฒนามาสู่สตาร์ทอัพ และอย่าง “แอโรฟาร์ม” ใช้เวลาถึง 18 ปี ในการเข้าสู่ตลาดหุ้น รวมไปถึงการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ 

ส่วนที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นชนชาติที่ทำอะไรแล้วจะต้องทำจริง และ ทำเกษตรในเมืองแบบพอเพียงเฉกเช่นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ รวมไปถึงวิธีทำในแบบ “ปลาใหญ่แบ่งปันไปสู่สังคม” ทั้งในระดับนโยบายภาครัฐ และเอกชน 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. หม่อมหลวงวุฒิพงษ์ ทวีวงศ์ ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนไว้ในหัวข้อ เกษตรกรรมในเมือง : รูปแบบและประสบการณ์จากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่น่าสนใจดังนี้ 

“ปัจจุบันแนวคิดการทำเกษตรกรรมภายในพื้นที่เมืองได้รับความสนใจและมีการปฏิบัติกันอย่างจริงจังและกว้างขวาง ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ที่ส าคัญในระดับโลก (World City) เช่น นิวยอร์ค ลอนดอน ปารีส โตเกียว ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีกลุ่มคนชาวเมืองนั้นๆ ออกมาทำกิจกรรมปลูกผัก เลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ว่างขนาดไม่ใหญ่นัก หรือ ตามพื้นที่ว่างที่หาได้ในเมือง เช่น พื้นที่ว่างข้างบ้าน ที่ดินรกร้าง หรือบนดาดฟ้าอาคาร เกิดเป็นกระแสสังคมที่เห็นว่าการทำเกษตรกรรมในเมืองเป็นกิจกรรมที่อินเทรนด์ ทันสมัย แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าคนเมืองจำนวนไม่น้อยที่ทำเกษตรกรรมในเมือง ตามๆ กันไปนั้นอาจไม่ได้รู้มากนักว่าเกษตรกรรมในเมืองนั้นมีความสำคัญในหลายมิติ มากกว่าที่แต่ละคนที่เข้ามาทำกิจกรรม เหล่านี้จะคาดคิด” 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. หม่อมหลวงวุฒิพงษ์เขียนถึงญี่ปุ่นโดยยกตัวอย่าง “อะกริส เซโจ” (Agris Seijo) ว่า เป็นโครงการอยู่ในเขตเซตากาย่า (Setagaya) ของกรุงโตเกียว ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามสถานีรถไฟเซโจกาคุเอนมาเอะ (Seijo Gakuenmae) แต่เดิมพื้นที่นี้เป็นทางรถไฟสายโอดาคิว (Odakyu) ภายหลังได้มีการปรับทางรถไฟในช่วงนี้ให้เป็นทาง ลอดใต้ดินเพื่อลดเสียงรบกวนต่อชุมชนข้างเคียง ดังนั้นส่วนด้านบนโครงสร้างหลังคาของทางลอดรถไฟจึงเป็นที่ว่างที่สามารถ พัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ที่ต้องไม่มีน้ำหนักมากและต้องไม่เป็นที่สาธารณะที่อาจรบกวนชุมชน ข้างเคียงได้จึงเกิดเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมืองเพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมืองที่ต้องการทำเกษตรกรรม

รวมถึงการยกตัวอย่าง “อาคารสำนักงานใหญ่บริษัทประกันภัยมิตซุยซูมิโตโม่” (Mitsui Sumitomo Insurance) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์ของที่ว่างบนดาดฟ้าอาคารมาทำเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในเมือง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานบริษัท ที่ปรารถนาทำกิจกรรมทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมสำหรับคนเมืองหนุ่มสาวของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วย สวนผักบนดาดฟ้าโดยมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้พนักงานหรือบุคคลภายนอกมาเช่าพื้นที่ มีพื้นที่ส่วนกลางที่มี ภาชนะรองรับเศษพืชผักที่เกิดจากการตัดแต่งและดูแลสวนผักเพื่อใช้หมักเป็นปุ๋ย

สำหรับ “ประเทศไทย” การทำเกษตรในเมืองก็ต้องเป็นไปตามเอกลักษณ์ของตนเองที่ไม่สามารถจะไปลอกเลียนแบบประเทศอื่นๆได้ร้อยเปอร์เซนต์ ทำได้คือนำสิ่งที่ดีของเกษตรในเมืองแต่ละประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกกาธิเบศรฯ (รัชกาลที่ 9) ที่ให้ “คนไทยรักษาความพออยู่พอกิน เพื่อนำไปสู่ความยอดยิ่งยวด” รวมไปถึงการศึกษาข้อมูลและการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อนำมาต่อยอดตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 

(ขอบคุณ : ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ 
https://www.chaipat.or.th/about-the-chai-pattana-foundation/about-us.html
https://tokyogreenspace.wordpress.com/tag/agris-seijo/
https://www.greenqueen.com.hk/
https://www.greenqueen.com.hk/vertical-farming-firm-aerofarms-lands-spac-merger-to-go-public-become-unicorn/
https://www.foodcube.co/
https://www.aerofarms.com/ 
https://www.moac.go.th › foreignagri-news-files-43/
https://www.aerofarms.com/, http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/other/เกษตรกรรมในเมือง_วุฒิพงษ์-ทวีวงศ์.pdf) 
:https://investmentu.com/vertical-farming-stocks/ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คุณลุงเฉลยแล้ว เปิดแผงขายหวยให้ใคร ยืนยันสาวตัวเล็กโบกเรียก

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664059

คุณลุงเฉลยแล้ว เปิดแผงขายหวยให้ใคร ยืนยันสาวตัวเล็กโบกเรียก

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 17.08 น.

จากกรณีกล้องวงจรปิดของร้านรับซื้อของเก่า เลขที่ 189 หมู่ที่ 2 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี จับภาพชายยืนขายลอตเตอรี่ให้ใครก็ไม่รู้ ที่ริมทางหน้าร้านรับซื้อของเก่า ถนนทางเข้าหมู่บ้าน ทางเจ้าของร้านเห็นมีความประหลาดจึงได้นำไปลงในติ๊กต๊อกนั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามตัว คุณลุงอานนท์ ที่บริเวณตลาด 304 หน้านิคมอุตสาหกรรม 304 พบว่าลุงอานนท์ขายลอตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงแผงตั้งแต่บ่ายโมงในขณะที่เพื่อนๆ ที่ขายในระแวกเดียวกันยังมีลอตเตอรี่เหลืออยู่จำนวนมาก ส่วนเลขดังที่ลุงขายให้กับใครก็ไม่รู้ คือเลข 57 และ 59  พบว่าที่ตลาดแผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาลสามารถขายหมดแผง เนื่องจากหลายคนเชื่อว่าเป็นเลขเด็ดในงวดนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขายหวยให้ผี? ชาวเน็ตงงตาแตก คนขายลอตเตอรี่ยืนคุย-ขายให้ใคร

ส่วนที่กล้องวงจรปิดจับภาพแล้ว เจ้าของกล้องนำไปลงในติ๊กต๊อกนั้น คุณลุงอานนท์ กาญจนดิตร์ ยังคงยืนยันว่า ผมขายยื่นกับมือไม่เห็นผิดปกติ  ก็คุยกับเขาคุยกันตั้งนาน ก็หาเลขผมเห็นภาพเป็นข่าวแล้วก็ตกใจ กลางวันแสกๆ ผมก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นกับผม ในชีวิตเกิดมาก็ไม่เคย ผมก็ไปขายทั่ว คนไหนเรียกผมก็จอดข้างทาง ไม่เรียกผมก็ไม่เปิดแผง เขาก็ไม่ต่อราคาใบละ 100 บาท ปกติก็ไม่เคยแล่นไลน์ เล่นเฟซ เพิ่งจะมาเปิดติ๊กต๊อก ให้ลูกเปิดให้เมื่อเช้านี้ 

น.ส.หญิง หอมมาก อายุ 35 ปี 505 ม.2 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวผีบอก ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง โดยเผยว่า ส่วนคนที่ผ่านไปผ่านมาก็กราบไหว้ บางคนนั่งอยู่แล้วเห็นเขามองเห็นก็ไหว้ เอาน้ำแดงมาไหว้แต่หนูอยู่นี่ หนูไม่รู้สึก ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่ บางทีก็เห็นผู้หญิงขอน้ำดื่ม ลูกค้าก็ซื้อไปให้ รูปร่างเป็นผู้หญิง ผมปะบ่าใส่ชุดขาวเป็นคนทรงโบราณ แฟนหนูเห็นก่อนเสียชีวิต เห็นเป็นผู้หญิงประมาณ 6 โมงเย็นใกล้ค่ำแฟนหนูจะนั่งเล่นอยู่กับลูกชาย แฟนหนูได้ยินแล้วมาบอก หนูก็ไม่กล้าดู หนูไม่ดู เขาให้โชคตลอด

จนคุณลุงขายลอตเตอรี่มาหา ลุงบอกว่าต้นไม้ใหญ่อยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวลุงซื้อดอกไม้มาไหว้ ถามลุงว่าเห็นรูปร่างเหมือนที่แฟนหนูเห็นไหม ลุงก็บอกว่าเห็นเหมือนกัน หนูก็บอกว่าอยู่ข้างหลัง ผู้หญิงตัวเล็กๆ เดินมา หนูไม่แน่ใจหนูไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ก็เลยไม่แน่ใจ ลุงแกก็ยืนยันว่าแกขายจริงแกมาหาหนูเมื่อเช้า แกจอดไหว้ทุกครั้ง ก่อนจะขับไปลุงก็จะแวะขายที่ร้านหนูตลอด เมื่อเช้าลุงก็มาหาบอกว่าจะซื้อดอกไม้มาไหว้ ต้นประดู่ใหญ่ หนูอยู่มาก็ 7-8 ปีแล้ว

ต่อมา คุณลุงอานนท์ พร้อมภรรยา ได้นำดอกไม้ธูปเทียน น้ำแดง มาเซ่นไหว้แม่ย่าที่ต้นประดู่ยักษ์ที่อยู่หลัง “ร้านก๋วยเตี๋ยวผีบอก”ที่คุณลุงเชื่อว่าเป็นเทพยดาที่ช่วยให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองและเป็นคนเดียวกับที่ไปซื้อสลากกินแบ่งของตนเอง

009

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ญี่ปุ่น’ อากาศร้อนจน ‘กุ้งถูกต้มจนสุก’ ในนาข้าว

Posted on July 2, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/664016

'ญี่ปุ่น' อากาศร้อนจน 'กุ้งถูกต้มจนสุก' ในนาข้าว

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 15.11 น.

1 ก.ค.65 เพจเฟซบุ๊ก Tonari ญี่ปุ่น ได้โพสต์ภาพกุ้งที่อยู่ในนาข้าวถูกต้มจนสุก เนื่องจากอากาศที่ร้อนจัดในญี่ปุ่น 

โดยข้อความระบุว่า “ญี่ปุ่นร้อนขนาดนี้เลยเหรอ คุณชิโรเอมอน ผู้ทำอาชีพเสริมเป็นชาวนา ได้โพสต์ภาพ กุ้งเครฟิชตายแล้วลอยอยู่ในนาข้าวของเขา เปลือกมันเปลี่ยนสีดังรูป ตอนแรกที่เห็นเขานึกว่ามันลอกคราบ แต่ปรากฏว่าจริงๆ แล้วมันโดนต้มเพราะน้ำในนาที่ร้อนมากต่างหาก
ความเห็นจากชาวเน็ต



– เมื่อปีที่แล้ว เคยมีข่าวว่าสระว่ายน้ำที่โรงเรียนอุณหภูมิ 40 องศาและห้ามคนลงไปว่ายน้ำ แม้ว่าจะเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อนแต่ก็ไม่สามารถใช้สระว่ายน้ำได้ น้ำที่ตื้นๆ ในนาข้าวก็ต้มกุ้งได้เหมือนกันนะนี่
– กุ้งฝอยที่ฉันเลี้ยงไว้ในอ่างที่บ้านก็โดนต้มแบบนี้เหมือนกัน (ภาพในคอมเม้นต์)
– เกือบจะเป็นปาเอญ่าแล้ว (มีกุ้งและต้นข้าว)



Edit* เพิ่มข้อมูลเรื่องกุ้งจากคุณ Anyarat Nititanon นะคะ
มีพี่ที่รู้จักบอกว่า กุ้งมันตายนานถ้าไม่ได้แช่เย็น มันจะเปลี่ยนสีค่ะ เวลาตายใหม่ๆมันจะป็นสีขาว ข้ามคืนจะเป็นสีส้ม มันไม่ได้สุกน่ะค่ะ
เค้าบอกให้สังเกตุจากต้นข้าวด้วยค่ะ ต้นข้าวยังเขียวสดใสดี
แอดมินคิดว่ากุ้งน่าจะตายจากอุณหภูมิที่ญี่ปุ่นตอนนี้จริง แต่ที่เปลี่ยนสีอาจจะไม่ใช่เพราะถูกต้มสุกก็เป็นได้ อยากให้คุณคุณชิโรเอมอนแกะกุ้งให้ดูจัง” 

ที่มา: @shiroemoon และ Tonari ญี่ปุ่น

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,973,243 hits

Join 4,111 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569
สวยโกงอายุ แก้ว อภิรดี เปลี่ยนทรงผมหน้าเด็กลงจนจำแทบไม่ได้
ปิดฉากการเยือนชื่นมื่น เกาหลีเหนือเผยผู้นำ 2 ชาติ บรรลุยุทธศาสตร์ระยะยาว เดินหน้าความสัมพันธ์
แตะเบรกเตือน ‘กลุ่มนักกฎหมาย’ เตรียมถวายฎีกาปม ‘เขากระโดง’ ส่อก้าวล่วง ‘อำนาจศาล-ขัดหลักนิติธรรม’
ครม. ไฟเขียว ยกฐานะ มทร.ล้านนาน่าน เป็นมหา’ลัยประจำจังหวัด
ฮุน เซน ขอโทษประชาชน อ้างไว้ใจไทยมากไป จนไม่เตรียมพร้อมทางทหาร
ฮ่องกงตั้งข้อหา 7 บุคคล 2 บริษัท คดีเพลิงไหม้อาคารชุด "หวังฟุกคอร์ท" คร่า 168 ศพ
เกาหลีใต้สั่งปรับ "Coupang" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี
ปากีสถานโจมตีชายแดนอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 26 ศพ
ศาลรัฐธรรมนูญ ยังรอความเห็น-เอกสาร 2 คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

Recent Posts

  • ลูกเรืออินเดียดับ 3 ศพ หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันนอกชายฝั่งโอมาน
  • คุมตัว “หญิงไทย” ขึ้นศาลเมียนมา โยงคดีนักการทูตสหรัฐฯ ดับคาโรงแรมหรูย่างกุ้ง
  • เกาหลีใต้สั่งปรับ “Coupang” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ 1.34 หมื่นล้าน ทำข้อมูลลูกค้ารั่วไหล 37 ล้านบัญชี
  • จีนรวบตัวชายฉงชิ่ง หลอกรับเลี้ยงสุนัขก่อนทรมานจนบาดเจ็บ-ตาย
  • สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้วันที่สอง

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d