Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘เสี่ยหนุ่ม’เปิดใจเผาศาลพระภูมิไม่เกี่ยวเรื่องหวย​ แต่ถูกผีตามรังควาญ-โดนทำของใส่

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636679

'เสี่ยหนุ่ม'เปิดใจเผาศาลพระภูมิไม่เกี่ยวเรื่องหวย​ แต่ถูกผีตามรังควาญ-โดนทำของใส่

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.08 น.

“เสี่ยหนุ่ม”เจ้าของธุรกิจแว่นตา​ จ.บุรีรัมย์เปิดใจสาเหตุเผาศาลตายายไม่เกี่ยวเรื่องหวย แต่ถูกผีตามรังควาญและมีคนไม่หวังดีทำของใส่จนทำให้ครอบครัวมีปัญหา ทั้งที่หวังดีตั้งศาลให้อยู่แต่ก็ไม่ยอมหยุดจึงตัดสินใจเผาทิ้ง  ยันไม่เจตนาหลบหลู่  เตรียมนำศาลหลังใหม่มาตั้งเพื่อความสบายคนในหมู่บ้าน  ด้าน”หมอพราหมณ์”ชี้เป็นความเชื่อส่วนตัวแต่ควรแก้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่กระทบความรู้สึกคนที่เคารพเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์

19​ ก.พ.65​ ความคืบหน้ากรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปวิดีโอจากแอปพลิเคชั่น TikTok ที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นภาพการจุดไฟเผาศาลตายาย พร้อมเพลงประกอบ  ระบุเปลืองน้ำแดง ตั้งมานานไม่เคยถูกหวย ให้ผิดตลอด ทั้งที่เลี้ยงน้ำแดงอย่างดีทุกวันพระ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ใน ต.อิสาณ  อ.เมือง  จ.บุรีรัมย์   โดยเจ้าของศาลเป็นคนจุดไฟเผาเอง

ล่าสุดนายนิกร ทองฟู อายุ 40 ปี เสี่ยหนุ่มเจ้าของธุรกิจแว่นตา ได้ออกมาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลที่จุดไฟเผาศาลตายายดังกล่าวว่า ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหวยเพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบซื้อหวยอยู่แล้ว แต่น้องที่เขาเอาไปลง TikTok  อาจจะลงเพื่อความสนุกขำๆเท่านั้น ซึ่งตนเองก็ไม่ได้อยากให้เกิดกระแสอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆส่วนตัวเป็นคนเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากกว่าไสยศาสตร์ แต่ยอมรับว่าเป็นคนเผาศาลตายายเอง

“สาเหตุที่เผาก็เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน​ ที่มาอยู่บ้านหลังนี้ตนเคยเห็นผีผู้หญิงหัวขาดมาขอข้าวกินหรือเรียกว่าขอส่วนบุญ ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่ากลัวเพราะยังไม่รู้ความจริงบางอย่าง จึงตัดสินใจตั้งศาลให้อยู่ก็มีการทำพิธีตั้งศาลเหมือนที่เขาทำกันทั่วไป หลังจากนั้นก็ไม่เจอผีผู้หญิงหัวขาดอีกเลย  แต่กลับมีผีตนอื่นหรืออาจจะเป็นสัมพเวสีมาคอยตามหลอกรังควาญด้วยการสื่อสารเป็นเสียงพูดหลายครั้ง ถ้าใครไม่เจอกับตัวก็คงจะคิดว่าตนเองบ้า แต่ตนคิดว่ามนุษย์คนเรามีสัญญาณอะไรบางอย่างอยู่ในตัวทุกคนหรือเรียกว่าโทรจิต ซึ่งนอกจากจะถูกวิญญาณตามรังควาญแล้ว ภรรยาของตนก็ไปดูหมอเขาก็บอกว่ามีคนที่ไม่หวังดี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครแอบทำของใส่ด้วยการฝังบาตรแตก ตะปู สายสิญจน์ เศษผ้า ไว้ใต้ดินหน้าบ้านอีกหลังหนึ่ง จนทำให้ครอบครัวตนมีปัญหาแตกแยก”นายนิกร กล่าว

นายนิกร ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ตัวเองโดนผีตามรังควาญจนวันหนึ่งได้ค้นพบความจริง จนทำให้ไม่รู้สึกกลัวและไม่เชื่อเรื่องดังกล่าวจึงได้ตัดสินใจเผาศาลตายายทิ้งเพราะเลือกที่จะเชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มากว่าเรื่องไสยศาสตร์  ซึ่งหลังจากเผาศาลดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดอาถรรพ์หรือสิ่งลี้ลับอะไรกับตนเองอีก แต่ยืนยันว่าที่ตนเองจุดไฟเผาศาลตา ยายทิ้ง  ไม่มีเจตนาจะหลบหลู่ความเชื่อความศรัทธาของใคร แต่เป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองและครอบครัว จึงตัดสินใจทำเพราะคิดว่าทำไปแล้วจะสามารถปกป้องครอบครัวของตัวเองจากสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยอมรับว่าที่ตนเองเผาศาลตายายคนที่เห็นก็คงจะรับไม่ได้ อาจจะคิดว่าเป็นสิ่งอัปมงคลเพราะคนไทยจะได้รับการปลูกฝังเรื่องความเชื่อแบบนี้มานาน จนบางคนมีการหากินกับความกลัวของคน อย่างไรก็ตามเพื่อความสบายใจของคนในหมู่บ้านตนก็จะนำศาลตายายหลังใหม่มาตั้งให้แทนหลังเดิมที่ถูกไฟเผาไปแล้ว

ด้านนายอินทร์ เพียขันทา อายุ 70  ปี พ่อพราหมณ์หรือหมอทำขวัญ กล่าวว่า คนภาคอีสานส่วนใหญ่จะนิยมตั้งศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ หรือศาลตายายไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน  สำนักงาน หรือสถานที่ต่างๆ เพราะมีความเชื่อว่าทุกที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์รักษา หรืออาจจะมีวิญญาณ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนั้น พอถึงวันสำคัญต่างๆ ก็จะทำพิธีกราบไหว้บูชาตามความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ

ส่วนกรณีที่มีคนเผาศาลตายายนั้น ส่วนตัวไม่ขอวิจารณ์ถึงการกระทำของเขาเพราะเป็นความคิดเห็นความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ถ้าคนอื่นมองก็คิดว่าไม่ควรจะทำแบบนั้นคนที่เขาเชื่อหรือศรัทธาในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจะกระทบต่อจิตใจ หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้เลือกใช้วิธีอื่นเช่นอาจจะย้ายศาลไปไว้ที่อื่น หรือเลือกที่จะทำบุญบริจาคทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผีหรือวิญญาณต่างๆ ที่มาปรากฏให้เราเห็น เชื่อว่าเรื่องร้ายที่พบเจออาจจะกลายเป็นดีขึ้น แต่การที่เผาศาลทิ้งแล้วจะเจออาถรรพ์หรือสิ่งไม่ดีหรือไม่นั้น ตนก็บอกไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดหรือสิ่งที่เขากระทำว่าจะสะท้อนกลับมาในรูปแบบไหน เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อความศรัทธาของแต่ละบุคคล -001 
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท’ อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636667

'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.15 น.

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ช่วงพรรษาที่ ๔๐ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้ละทิ้งภาระอื่นๆ สิ้นในทันที เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระอาจารย์ขาว อนาลโย ป่วยหนัก เพราะท่านเคารพองค์ท่านอย่างยิ่ง จึงได้เร่งเดินทางกลับไปจำพรรษา ที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่อปฏิบัติองค์หลวงปู่ขาวโดยเฉพาะ

เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้างหลวงปู่เจี๊ยะ จึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการามท่านอยู่อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนั้นเอง

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่งประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวรารามเพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน

สมเด็จฯ ท่านปรารภว่า “วัดอโศฯ กับ วัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตร สุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก” 

เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย นายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวรฯ จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”

เมื่อรับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณสังวรารามแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะได้เดินทางมาพร้อมพระอีกจำนวนหนึ่งเพื่อมาจำพรรษาที่วัดนี้วัตรปฏิบัติในขณะนั้น…หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืนพอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน

พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที

ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า “ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”

เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกทางเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย 

และการดำรงชีวิตตามอย่างสมณะที่วัดญาณสังวรารามกับท่านหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ท่านกำชับมาก ท่านเน้นว่า “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย” 

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดญาณสังวรารามนี้ นอกจากจะนำพระปฏิบัติทางด้านจิต ภาวนาแล้ว ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ และเสนาสนะอื่นๆ ตามพระบัญชาของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ แต่ด้วยเหตุไม่สะดวกอะไรบางอย่าง ตามนิสัยวาสนาของท่าน ท่านจึงเดินทางกลับมา วัดอโศการาม ซึ่งเหมือนร่มโพธิร่มไทรใหญ่ เนื่องด้วย ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นบุพพาจารย์ของท่าน เมื่อไปที่ไหนมีเหตุขัดข้องก็จะกลับมาที่นี่ 

การกลับมาครั้งนี้ แม้ท่านพ่อลีจะล่วงไปแล้วถึง ๑๘ ปี แต่สายใยแห่งธรรมก็ยังค้ำจุนในจิตใจอยู่เสมอหลวงปู่เจี๊ยะมาจำพรรษาที่วัดอโศการาม ได้พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน นิมนต์ให้อยู่อบรมพระเณรต่ออย่าเพิ่งด่วนไปที่อื่น

แต่ด้วยความไม่สะดวกตามนิสัยวาสนาของท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของท่านจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน ไปสอนเขาอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ

ท่านเปรียบตัวท่านเองกับท่านพ่อลีว่า “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงว่า “ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

ฉะนั้น จึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ”

*ธรรมกิริยา

หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเป็นคนทำอะไร ถ้าตามประสาโลกก็คงจะหาว่าท่านไม่ใคร่เรียบร้อยนัก พูดจาโผงผาง ตรงเผงจนคนรับไม่ได้ การสอนของท่านก็ตรงทะลุ ซ้ำยังสอนไปดุไปแรงๆ ซ้ำด้วย ยกตัวอย่างในการสอนให้พิจารณาของหลวงปู่เจี๊ยะ 

(๑) เมื่อพระเณรลูกศิษย์ท่านพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า “อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมากก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้

ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่” 

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า “ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา…เอาเลย…พิจารณาเลย”

(๒) และครั้งหนึ่งหลวงปู่เจี๊ยะท่านสนทนากับ ท่านอาจารย์เฟื่อง โชติโก ผู้เป็นสหธรรมิก

อาจารย์เฟื่อง : “เจี๊ยะ! ไปสอนเขาแบบนี้ เขาก็หนีหมดซิ ผู้หญิงฯ สอนให้พิจารณาแต่ของเน่าของเหม็น”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ไอ้ฉิบหาย! กูไม่เชื่อเลย ไอ้พวกนั่งจับลมๆ แม่งมึงก็หลับซิ พระพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จฌานแปด รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ถึงมาเจริญอานาปานสติในตอนหลัง นี่ยังไม่ได้อะไรเลย จะมาจับลม เข้าพุท โธออก ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอนซักที จับลมนี่ มีแต่ให้พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ เฟื่อง! สอนอย่างไรวะ”

อาจารย์เฟื่อง : “ไอ้ฉิบหาย! สอนเขาอย่างนี้ให้เหม็นเน่า ตัดคอตัดแขน ตัดขา แลบลิ้นออกมาตัด คอขาด แขนขาด เน่าเฟะ เรี่ยราดอยู่กลางศาลา แค่ฟังเขาก็กลัวแล้ว แล้วใครเขาจะมาฟังเทศน์เล่า ใครเขาจะเข้ามาใกล้ มีเพลงเดียว กัณฑ์เดียว ๑๐ ปี ก็เอาอย่างเก่า ปรับปรุงสำนวนให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้หรือ? บางทีคนเหล่านี้เขาเข้ามาฟังพอสบายใจ ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียเขา ธรรมะรุนแรงเอาไปทำเองเอามาออกสังคมไม่ได้”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ที่เทศน์ที่แสดงอยู่นี่ เพราะพริ้งที่สุดในโลกแล้ว หาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันไม่น่าฟังก็ชั่งแม่งมัน ก็ธรรมะเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล เทศน์ที่ไหนก็ซัดมันซะจนเต็มเหนี่ยว”

(๓) พระอาจารย์เจี๊ยะ กิริยาของท่านทำอะไรไม่ติดข้องทางโลกเลย เช่น ปวดท้องฉี่ ท่านจะฉี่ตรงนั้นเลย คนเยอะไม่ต้องอาย ฉี่ตรงนั้นเลย ทีนี้ท่านก็ถูกตำหนิว่าเป็นพระผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่ละอาย

แต่เมื่อเรามาพินิจพิเคราะห์ด้วยดี การกระทำแบบท่านนี้ทำยากนะ อย่างเช่นท่านนั่งเกากลางศาลาคนเยอะๆ นี่ คนธรรมดาทำได้เมื่อไร ชนทั้งหลายเขาก็ว่าพระองค์นี้ ไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย นึกไปนึกมาท่านก็รู้ๆ อยู่ แต่ท่านแกล้งทำเพราะรำคาญคน อยากให้มันหนีไปๆ จะได้อยู่สงบสงัด ท่านชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรๆ ของท่านไปไม่มีใครรู้เรื่องท่านหรอก

ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวที่เป็นฆราวาส ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ พระอาจารย์มหาบัวก็แนะนำให้มากราบอาจารย์เจี๊ยะนะ นี่แหละ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

(๔) พระอาจารย์เจี๊ยะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดท่านละเอียดมาก ผ้าสบงเย็บชุนเป็นระเบียบมาก การใช้จ่ายรัดกุมมาก ใครก็ตามที่ไม่เคยฝึกมาก็จะคิดว่า “ทำไมท่านทำอย่างนี้นะ”

ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะดูหยาบ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นประโยชน์ทุกอย่างที่ท่านทำ เช่นอย่างเดินไปนี่ เห็นตะปู ท่านจะให้ถอนออก แล้วเคาะๆ ๆ เก็บไว้มีประโยชน์ไม่ต้องซื้อหา เวลาเดินไปเจอถังพลาสติกแตกๆ ท่านก็เอามาเคาะๆ เอามาป่นใช้แทนครั่ง ทำด้ามสิ่วด้ามขวาน 

เจอหมอนแตกท่านให้พระที่ติดตามลงไปงมมาจากในน้ำ ชาวบ้านมองกันหมด เมื่อได้หมอนมา เอามาตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเย็บให้ดี บางทีพระรูปที่ติดตามต้องสะพายบาตรเดินตามหลังอยู่แล้ว ยังต้องมาสะพายหมอนขาดอีก ใครๆ เขาเห็นเขาก็ว่า “บ้า” แม้แต่ผู้ที่ติดตามยังคิดว่า “ทำยังงี้เหมือนบ้า” แล้วคนอื่นที่มองมันจะคิดมากขนาดไหน ดูๆ แล้วเหมือนผีบ้าเดินตามกัน คนจะมองเหมือนคนบ้ากับคนบ้าอยู่ด้วยกัน

ท่านห้าวหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระที่นับถือท่านหรือไม่นับถือท่านก็ไม่กลัวเลย ยกตัวอย่างเช่น พระเดินตามกัน ๒ รูปไม่ได้เลย ถ้าท่านรูปใดทำ เป็นได้เรื่อง ท่านจะด่าเลย ท่านจะให้เร่งความเพียร การเดินตามก้นกันเหมือนฆราวาส ท่านไม่ให้ทำ

พระบางรูปข้อวัตรปฏิบัติดีเยี่ยม เป็นเพียงกิริยา แต่พอเสร็จจากการทำตามตาราง ก็คุยกันจุกๆ จิกๆ ท่านพูดเมื่อเห็นพระกระทำเช่นนั้นว่า “กูไปนั่งเยี่ยวอยู่นี่ เท่ากับพวกท่านพิจารณากันทั้งคืนมั้ง”

พระอาจารย์เจี๊ยะดุพระเณรมาก จนบางครั้งพระอาจารย์เฟื่องต้องเตือนพระเณรว่า “อาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นอย่างนี้แหละ อยู่กับหลวงปู่มั่น แหย่หลวงปู่มั่นให้ดุได้ทุกวัน พวกท่านอยู่กับท่านอาจารย์เจี๊ยะอย่าถือสาท่านนะ”

(๕) เวลาอบรมลูกศิษย์ท่านจะดุมาก เพราะนิสัยท่านชอบฟังธรรมะที่เผ็ดร้อน เวลาอบรมพระเหมือนว่าท่านจะปั้นหน้า หันหน้าเข้าฝา ทั้งๆที่คุยกันอยู่ ทั้งๆที่ยิ้มๆกันอยู่ดีๆ พอท่านหันหน้ากลับออกมาพูดเรื่องธรรมะนี่ หน้าท่านดุเลย

วันไหนถ้าท่านได้ยินเสียงพระคุยกัน ไม่ประกอบความเพียร ท่านลงทุนทุบร่ม กระแป๋ง ขว้างลงมาโครมครามๆ ท่าจะพูดบ่นๆ ว่า “โน่น!…มันพากันหนีไปทางโน่นแล้ว พวกนี้ต้องสอนแบบนี้ ไม่งั้นไม่กลัว” พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะ…เสียงดัง ฮ่า ฮ่า…

เมื่อใดใครก็ตามได้เข้าไปสัมผัสจริง จะรู้ว่าพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นที่อบอุ่นมีเมตตาอารี ท่านมีนิสัยล่อหลอกทดสอบคนใกล้ชิดท่านอยู่เสมอ ไม่ให้ตายใจ เหมือนว่าเวลาเราจะเดินหน้า ท่านจะถอยหลัง เราถอยหลัง ท่านเดินหน้า เราไป ท่านจะเหยียบเบรค เราต้องจับเอาธรรมะท่านไม่ซ้ำซาก พูดตรงๆ

แต่เฉพาะการพิจารณากายนี้ ๑๐๐ ครั้ง ก็พูดอย่างเก่า เทศน์อย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เฉพาะการพิจารณากายอย่างเดียว อย่างอื่นอาจมีแหลมคมตามแง่เหตุผล 

สำหรับการสอนพระ สอนให้ “พุทโธ” ถ้าพุทโธไม่อยู่ ให้กลั้นหายใจพุทโธไป ๒๐ ครั้ง แล้วออกอีก ๒๐ ครั้งในลมหายใจเดียว ให้รัวเหมือนเอ็ม ๑๖ ท่านว่าอย่างนั้น “พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ให้อย่างนั้นเลย มันถึงจะอยู่ ต้องไว ท่านสอนต่อไปว่า “ถ้าพิจารณากายไม่ไหวนี่ เอาระเบิดใส่ในตัวเรา เอ็ม ๑๖ จ่อขมองเลย ถ้าตัดลิ้นตัดคอยังเสียวอยู่ เอาระเบิดให้แม่มันคอขาดไป”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกเที่ยวแสวงหาถิ่น ที่วิเวกทางกายและจิตพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็จะเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามในฤดูฝน เพื่ออบรมสั่งสอนพระเณรเท่าที่ความสามารถที่พึงจะกระทำได้

แต่เมื่อท่านกลับเข้ามาอยู่วัดอโศการาม เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือนไม่มีความหมาย พระบางรูปถึงขนาดดูหมิ่นว่า “ท่านเป็นพระบ้า”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านกล่าวว่า “พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติ มากกว่าวิธีปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า “โลกชอบ แต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบ แต่โลกชัง”

สาเหตุเพราะว่าทุกๆ คนชอบมองแต่กิริยาภายนอกอันเป็นไปแบบสบายๆ เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ท่านจึงสลดใจ

…………………………..

ตามรอยพระอริยะเจ้า! “หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท” พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ “ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี” ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง

(ติดตามตอนต่อไป) – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘พระกากัน มาลิค’ ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า ‘เจิมป้ายวัดหงษ์’ กรุงเก่า

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636631

'พระกากัน มาลิค' ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า 'เจิมป้ายวัดหงษ์' กรุงเก่า

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.49 น.

“พระกากัน มาลิค” ผู้รับบทเป็นพระพุทธเจ้า เจิมป้ายวัดหงษ์ กรุงเก่า และรับพระพุทธปฏิมาสมบัติประดิษฐานยังประเทศอินเดีย เพื่อยังศรัทธาชาวพุทธของทั้งสองประเทศให้เบ่งบาน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 19 ก.พ.65 ที่วัดหงษ์ ตำบลหันสัง อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวพุทธวัดหงษ์และคณะกรรมการของวัดหงษ์ ได้รับเป็นเจ้าภาพถวายพระพุทธรูปจำนวนหนึ่งแก่พระกากัน มาลิค ทูตสันติภาพ ซึ่งเป็นดาราบอลลีวู้ด เป็นที่รู้จักกันในการแสดงบทบาทภาพยนตร์ดังเรื่อง “สิทธัตถะ เจ้าชายผู้กลายเป็นพระพุทธเจ้า” และซีรี่ย์อินเดียอื่นๆ อีกมากบทบาท 

และเพื่อให้คณะเจ้าภาพที่ได้ทำบุญร่วมถวายมาได้ทำอามิสบูชาให้ถูกต้องตามจุดประสงค์เดิม น้อมใจถวายพระพุทธปฏิมาสมบัติซองวัดหงษ์นี้และรับถวายพระพุทธรูปในขนาดต่างๆ ที่ทำจากโลหะไปประดิษฐานยังประเทศอินเดีย เพื่อยังศรัทธาชาวพุทธของทั้งสองประเทศให้เบ่งบานอีกครั้งให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาต่อไปในแผ่นดินพุทธภูมิ ดินแดนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ใช้ประกาศธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษาแล้ว พระกากัน มาลิค ทูตสันติภาพ ยังไปเจิมป้ายวัดหงษ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่วัดและประชาชนชนทึ่เข้าร่วมอีกด้วย – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เผยมะเร็งปอดคร่าชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือนภัย

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636622

เผยมะเร็งปอดคร่าชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือนภัย

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.47 น.

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย แนะสังเกตสัญญาณเตือน เรื้อรังติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือดหรือมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือมีปอดติดเชื้อซ้ำซาก

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย (เป็นอันดับ 2 ในผู้ชายรองจากมะเร็งตับ และ เป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง) การตรวจคัดกรองให้พบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และมีอัตราการตายสูง สาเหตุสำคัญ ได้แก่ 1.การสูบบุหรี่รวมถึงยามวนต่างๆ เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่อาจมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 10 เท่า รวมถึงผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เองโดยตรง แต่สูดดมจากบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบก็มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เพราะในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 60 ชนิด 2.ได้รับแร่ใยหิน (แอสเบสตอส) เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่นการก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค ฉนวนกันความร้อน 

ผู้เสี่ยงคือผู้ที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแอสเบสตอสปนเบื้อนเป็นเวลานาน อาจใช้เวลา 15-35 ปี ในการทำให้เกิดมะเร็งปอด สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ทำงานกับฝุ่นแอสเบสตอส อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า 3.สาเหตุอื่นๆ มลภาวะเช่น PM 2.5 สารเบนซิน ฟอร์มาลดีฮายด์ เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมาก ไม่เคยมีประวัติสูบบุหรี่ หรือ แอสเบสตอส มาก่อน ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการคัดกรองโรคมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมักจะเป็นโรคในระยะที่ลุกลามไปแล้ว ทำให้การตรวจพบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และ มีอัตราตายสูง วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นโรคมะเร็งปอดได้แก่ ไอเรื้อรังติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือดหรือมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร บางรายอาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือมีปอดติดเชื้อซ้ำซาก ซึ่งจริงๆ แล้วอาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาการที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งปอดอาจพบในโรคอื่นได้ เช่น วัณโรคปอด หากมีอาการสงสัยต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การวินิจฉัย ทำโดยการถ่ายภาพรังสีปอด (X-ray หรือ CT scan) ร่วมกับการตรวจหาเซลมะเร็งเช่นการตรวจจากเสมหะ หรือการตัดชิ้นเนื้อจากปอดมาตรวจ 

เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติร่วมตัดสินใจ โดยพิจารณาจากชนิดของมะเร็ง ระยะโรคและการลุกลาม ความแข็งแรงของผู้ป่วยเป็นหลัก สำหรับการรักษามีทั้งการผ่าตัด การใช้ยา การฉายแสง หรือรักษาร่วมกันหลายวิธี เนื่องจากมะเร็งปอดการตรวจคัดกรองให้พบโรคในระยะแรกทำได้ยาก และ มีอัตราตายสูง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่นงดสูบบุหรี่ ป้องกันตัวจากการสัมผัสแร่ใยหิน หรือ มลภาวะ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ รีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ไปบุรีรัมย์กินขนมจีนบุฟเฟ่ต์​ผักไม่อั้นแค่ 40 บาท​ท่ามกลางบรรยากาศล้อมรอบท้องทุ่งนา

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636614

ไปบุรีรัมย์กินขนมจีนบุฟเฟ่ต์​ผักไม่อั้นแค่ 40 บาท​ท่ามกลางบรรยากาศล้อมรอบท้องทุ่งนา

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.49 น.

ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผักเจ๊เล็กที่บุรีรัมย์ มีผักให้เลือกกว่า 10 อย่างเติมได้ไม่อั้นแค่ชามละ 40 บาทพิเศษ 50 น้ำยาแซ่บนัวสูตรตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ สามารถนั่งทานแบบห้อยขาท่ามกลางบรรยากาศสุดชิวล้อมรอบท้องทุ่งนา เจ๊เล็กเจ้าของร้านการันตีใครได้ทานแล้วจะติดใจ เผยยอดขายวันละ 3 – 4 พัน 

วันนี้จะพาไปรับประทานขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก ร้าน “เจ๊เล็ก​ ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก สารพัดน้ำยา” ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดมาได้ไม่ถึงปี แต่มีลูกค้าทั้งข้าราชการ ประชาชนทั่วไปที่ขับรถผ่านไปมาแวะเวียนมารับประทานไม่ขาดสาย เพราะร้านขนมจีนของเจ๊เล็กจะมีน้ำยาให้เลือกหลากหลาย อาทิ น้ำยากะทิปลาสดที่มีเนื้อปลาเน้นๆ และไข่ปลาด้วย, น้ำยากะทิไก่ที่มีทั้งเนื้อไก่เครื่องในและตีนไก่, น้ำยาป่าขาไก่ใส่ปลาร้า ซึ่งบางวันก็จะมีน้ำยาเขียวหวาน และน้ำยาแกงพะแนงให้ลูกค้าเลือกรับประทานอีกด้วย และจุดเด่นของที่ร้านก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์ผักที่มีผักให้เลือกแบบไม่อั้นมากกว่า 10 อย่าง อาทิ ผักชีลาว, โหระพา, กระหล่ำปลี, ถั่วงอก, แมงลัก, ถั่วฟักยาว, เม็ดกระถิน, ฝักอ่อนกระถิน, แตงกวา, ผักกาดดอง, มะละ และผักตามฤดูกาล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่เพราะเขาจะปลูกแบบปลอดสารใส่ปุ๋ยมูลสัตว์

ส่วนราคาก็ไม่แพงเพียงชามละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท หากซื้อกลับบ้านก็ชุดละ 40 พิเศษ 50 บาทเหมือนกัน ก็สามารถเลือกผักใส่ถุงกลับไปทานที่บ้านได้ ซึ่งนอกจากรสชาติน้ำยาจะแซ่บนัวถูกปากแล้ว ยังถูกใจคนรักสุขภาพกับผักที่เติมได้ไม่อั้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังจะได้นั่งรับประทานขนมจีนแบบห้อยขา ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิว ที่ล้อมรอบไปด้วยท้องทุ่งนาแบบธรรมชาติอีกด้วย

นางพจนา เกรงรัมย์ หรือเจ๊เล็ก เจ้าของร้านขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผัก บอกว่า เดิมก็ขายไก่ย่างปลาเผาอยู่ถนนสายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย แต่ช่วงสถานการณ์โควิดระบาดก็ค่อนข้างเงียบเหงา ก็เลยปรึกษากับสามีว่าจะขายอะไรดีที่รับประทานได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ก็เลยตัดสินใจขายขนมจีนบุฟเฟ่ต์ผักซึ่งก็ได้สูตรน้ำยาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ที่เคยทำให้ทาน มาปรับรสชาติให้ถูกปากลูกค้า เปิดขายที่บริเวณสี่แยกสวนนก บ.โคกตาล ต.สะแกซำ ห่างจากถนนสายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย เข้าไปประมาณ 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งหลังจากเปิดขายมาได้เกือบ 1 ปี  ก็มีลูกค้าทั้งข้าราชการ และประชาชนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาแวะเวียนมารับประทานไม่ขาดสายก็จะขายได้เฉลี่ยวันละ 3,000 – 4,000 บาท หักต้นทุนแล้วก็จะเหลือวันละ 1,000 – 2,000 บาท โดยร้านจะเปิดตั้งแต่ 08.00 -16.00  น.ทุกวัน

ทั้งนี้​ เจ๊เล็ก ยังการันตีว่า​ หากใครได้มาลองลิ้มรสชาติขนมจีนของที่ร้านรับรองว่าแซ่บนัวติดใจแน่นอนคะ – 003
 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เดือดจนผีกระเจิง! เผาศาลพระภูมิวอด ฉุน 3 ปีให้หวยไม่เคยถูก อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง(คลิป)

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636600

เดือดจนผีกระเจิง! เผาศาลพระภูมิวอด ฉุน 3 ปีให้หวยไม่เคยถูก อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง(คลิป)

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.00 น.

เดือดจนผีกระเจิง!!! หนุ่มบุรีรัมย์ฉุนตั้งศาลพระภูมิ 3 ปี ให้หวยไม่เคยถูก จุดไฟเผาวอดบอกอยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง หักมุมเตรียมจะตั้งศาลใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม เป็นทรงโมเดิร์นเผื่อผีจะชอบ

19 ก.พ.65 บนโลกโซเซียลมีการแชร์คลิปวิดีโอจาก TikTok หนุ่มวัย 40 ปี ลงมือจุดไฟเผาศาลพระภูมิบ้านตัวเองวอด หลังจากตั้งใจตั้งเอาไว้หน้าบ้าน นานกว่า 3 ปี ไม่เคยถูกหวย ได้เลขมาจากการขอ ผิดตลอด โดยในภาพเป็นคลิปขณะเกิดเพลิงไหม้ศาลพระภูมิอย่างรุนแรง ก่อนที่จะมีผู้หญิงรีบวิ่งเอาน้ำมาดับ และขณะเพลิงโหมลุกไหม้อยากหนัก ชายอีกคนได้ใช้ไม้เข้าไปตีซ้ำจนศาลพังก่อนฉีดน้ำดับ เมื่อเพลิงสงบศาลก็เหลือแต่ซาก

จากการตรวจสอบพบ ศาลพระภูมิดังกล่าว อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ 13 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พบศาลพระภูมิทรงเรือนไทย เหลือแต่ซาก เอาใบมะพร้าวมาคลุมไว้ ขณะที่เจ้าของคลิปเล่าว่า เจ้าของศาลพระภูมิดังกล่าวเป็นของญาติ ชื่อนิกร อายุ 40 ปี เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. คืนวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหวยออก ตอนแรกไม่รู้ว่าเขาจะเผาศาลพระภูมิ ตอนนั้นออกมาเก็บผ้าที่ระเบียงมองมาเห็นเหมือนมีใครจุดเทียนเอาไว้ที่ศาลพระภูมิ แต่ดูแสงไฟผิดปกติ จึงลงมาดูเห็นไฟลุกจึงถือขวดน้ำจะไปดับ แต่นายนิกรเดินออกมาจากบ้านบอกไม่ต้องดับ เพราะเป็นคนจุดไฟเผาเอง

เจ้าของคลิปเล่าอีกว่า พอไฟเริ่มลุกไม้เกือบทั้งหลัง นายนิกรยังเอาไม้ไปตีซ้ำจนศาลพระภูมิพัง ก่อนจะฉีดน้ำดับ ทั้งเล่าถึงที่มาที่ไปของศาลพระภูมินี้ว่า เป็นเพราะนายนิกรเคยฝันเห็นผีผู้หญิงหัวขาดมาขออยู่ด้วยจึงตั้งศาลพระภูมิให้ ซึ่งจุดนั้นตรงทางสามแพร่งพอดี หลังตั้งศาลผีผู้หญิงหัวขาดก็หายไป แต่ผีตัวอื่นมาอยู่อีกหลายตน ทำให้นายนิกรโมโหว่าตั้งศาลให้ยังตามมาหลอกหลอน ประจวบขอหวยหลายครั้ง แต่ไม่เคยถูกสักที มีแต่เฉียดไปเฉียดมา ทั้งที่ก็เอาน้ำแดงมาไหว้ทุกวันพระ

“ทุกครั้งก่อนหวยออกมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะงวดล่าสุดที่ได้เลข 537 แต่หวยกลับออก 957 ทำให้นายนิกรโมโหจุดไฟเผาศาลพระภูมิ ทั้งบอกว่า “อยู่ไปก็เปลืองน้ำแดง” แต่จะตั้งศาลให้ใหม่ใหญ่กว่าเดิม อาจจะเป็นทรงโมเดิร์นเผื่อผีจะชอบ”-001

ชมคลิบที่นี่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฮั่นแน่! ตร.ท่องเที่ยวยุคใหม่พกหนังสติ๊กบุกวังน้ำเขียวยิงลูกมะค่าโมงปลูกป่า

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636598

ฮั่นแน่! ตร.ท่องเที่ยวยุคใหม่พกหนังสติ๊กบุกวังน้ำเขียวยิงลูกมะค่าโมงปลูกป่า

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.47 น.

ฮั่นแน่! ตำรวจท่องเที่ยวยุคใหม่หัวใจประชาชน ไลท์สไตล์ลงพื้นที่ทำ CSR ที่วังน้ำเขียว เมืองย่าโม พกหนังสติ๊กยิงลูกมะค่าโมงปลูกป่ากลางอากาศ สร้างเครือข่ายกับแหล่งท่องเที่ยวโอโซนอันดับ 7 ของโลก

วันนี้ (19 ก.พ.65) ที่องค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี และผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชัย สงวนสิน ผู้กำกับการฝ่ายเทคโนโลยีวารสนเทศและการสื่อสาร กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวฯ ร่วมกันตรวจเยี่ยม และชมแหล่งท่องเที่ยววังน้ำเขียว-เขาใหญ่-ปากช่อง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นโอโซนอันดับ 7 ของโลก และยังเข้าชมสวนเบญจมาศ ภายในงานเบญจมาศบานในม่านหมอก พบปะพูดคุยกับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง และยังได้อุดหนุนสินค้าชุมชน หลังจากนั้นก็ไปตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ ผาเก็บตะวัน พร้อมร่วมกันทำกิจกรรมยิงลูกมะค่าโมงปลูกป่ากลางอากาศ

พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ได้มาตรวจราชการที่อำเภอวังน้ำเขียวและเขาใหญ่ รับฟังข้อมูลชุมชนและพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวงานเบญจมาศบานในม่านหมอก ขอชื่นชมการจัดงานเบญจมาศที่ทำให้ชุมชนมีรายได้ มีนักท่องเที่ยวมาจากหลายแห่งที่มากเที่ยวชมสร้างความคึกคักให้กับการท่องเที่ยวที่อำเภอวังน้ำเขียวอย่างดี และตนได้อุดหนุนสินค้าชุมชน เช่น ผักสด แหนมเห็ด ข้าวเกรียบ ผลไม้ ด้วยและกิจกรรมยิงลูกมะค่าโมงที่ผาเก็บตะวันก็เป็นกิจกรรมที่ดี ปลูกจิตสำนึกในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นักท่องเที่ยวต้องการสอบถามข้อมูลหรือไม่ได้รับความสะดวกจากการท่องเที่ยวสามารถสอบถามหรือแจ้งได้ที่สายด่วน 1155 ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ รองประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมาและประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า การจัดงานเบญจมาศในช่วงการระบาดโควิด – 19 ทางผู้จัดงานก็มีมาตรการทางสาธารณสุขเข้มงวด นักท่องเที่ยวก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สร้างรายได้ให้กับชุมชนเป็นจำนวนมาก และวันนี้ทางรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ก็ได้ลงมาตรวจราชการยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างมาก ซึ่งจากนี้ไปทางจังหวัดนครราชสีมาและตำรวจท่องเที่ยว เราจะมีกิจกรรมดีๆ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวสงขลาแห่เที่ยวงานแสดงสินค้าอาหารดี 4 ภาคหน้าพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าตึกคัก

Posted on February 20, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636587

ชาวสงขลาแห่เที่ยวงานแสดงสินค้าอาหารดี 4 ภาคหน้าพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าตึกคัก

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 11.44 น.

งานแสดงสินค้าอาหารดี 4 ภาค ณ บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าสงขลา เขตเทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 18 – 27 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ส่งเสริมพื้นที่ตลาดใหม่ ขยายพื้นที่ตลาดเดิมให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ผู้ประกอบการ SME จากจังหวัดสงขลาและต่างจังหวัดทั่วประเทศที่สมัครใจตามนโยบายรัฐบาล ในการส่งเสริมตลาดประชารัฐประเภทตลาดประชารัฐของดีจังหวัด รวมถึงการกระตุ้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี พร้อมส่งเสริมการจัดการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา  ในการส่งเสริมช่องทางการตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน 

กิจกรรมภายในงานมีสินค้า OTOP ทั่วทุกภาค สินค้าผลิตภัณฑ์ sme อาหารดี 4 ภาค จากจังหวัดสงขลาและทั่วประเทศจำนวน 120 บูท ขนมพื้นบ้านเมืองสงขลา การแสดงดนตรีและวัฒนธรรม 4 ภาคจัดการภายใต้มาตรการคุมเข้ม covid 19 

งานแสดงสินค้าอาหารดี 4 ภาค จัดโดยผู้ประกอบการสินค้า OTOP ของจังหวัดสงขลาที่จับมือกัน จัดงานนี้ขึ้นมาระหว่างวันที่ 18 – 27 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาให้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง 

สำหรับบรรยากาศภายในงานแสดงสินค้าอาหารดี 4 ภาคในวันแรกมีชาวสงขลาเดินทางมาเที่ยวงานเป็นจำนวนมากพร้อมกับเลือกซื้ออาหารที่แต่ละภาคนำมาขายโดยมีโต๊ะและเก้าอี้นั่งรับประทานได้ในช่องกลางของทางเดินระหว่างร้านทั้ง 2 ด้าน โดยเว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกัน covid-19 อย่างเคร่งครัด ในขณะ เดียวกันแต่ละบูธจะมีพลาสติกใสกั้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ผู้ที่เข้างานทุกคนจะต้องผ่านการคัดกรองที่ประตูทางเข้าและจะต้องสวมหน้ากากอนามัยเข้ามาในงานทุกคนอีกด้วย – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เบตงสืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายจีนแห่พระวัดกวนอิมฯขอพรให้เกิดสันติสุข

Posted on February 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636581

เบตงสืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายจีนแห่พระวัดกวนอิมฯขอพรให้เกิดสันติสุข

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.29 น.

สืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายจีน แห่พระวัดกวนอิมเบตง ประชาชนนักท่องเที่ยวให้ความสนใจถ่ายรูป เซลฟี่ ขบวนพาเหรด ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมเข้มมาตรการสาธารณสุข

วันที่ 19 ก.พ.65 ที่วัดโพธิสัตโตเจ้าแม่กวนอิมเบตง อ.เบตง จ.ยะลา นายสกุล เล็งลัคน์กุล ประธานศาลเจ้าวัดกวนอิม ได้เป็นประธานในพิธีปล่อยองค์พระแห่รอบเมืองเบตง ในงานสมโภชวัดกวนอิม ประจำปี 2565 โดยมีสมาชิกจากชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นจีน สมาคมต่างๆ หน่วยงานภาคเอกชน พ่อค้า ประชาชน นักเรียนเข้าร่วม โดยมีชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ต่างพาลูกหลาน ญาติพี่น้อง เดินทางเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเบตงคุมเข้มตามมาตรการสาธารณสุขเพื่อป้องการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

โดยได้มีการแห่เกี้ยวองค์พระจำลองเจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อกวนอู แป๊ะกง และองค์พระจำลองอื่นๆ รวม 9 องค์ แห่มังกร และขบวนพาเหรดของสมาคมต่างๆ นักเรียนในพื้นที่อำเภอเบตง ไปตามเส้นทางต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองเบตง เพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีนรวมถึงนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่อำเภอเบตงส่วนใหญ่ก็จะตั้งโต๊ะบูชาบริเวณหน้าบ้านเพื่อคอยรับองค์พระแล้วกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว 

ขณะที่ขบวนองค์พระ ขบวนพาเหรดผ่านตามถนนสายต่างๆ เสียงปะทัดดังสนั่นหวั่นไหว ได้รับความสนใจจากประชาชนและในปีนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ทุกปีที่ผ่านมาจะมาเข้าร่วมฉลองสมโภชเจ้าแม่กวมอิมทุกปี แต่ปีนี้ยังคงปิดประเทศทำให้บรรยากาศไม่คึกคักเท่าที่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่าง  ยืนดู ถ่ายรูป เซลฟี่ องค์พระ ขบวนพาเหรดอยู่บริเวณสองข้างทางทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักกว่าทุกวันที่อยู่ในห้วงเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการรักษาความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อส. กองกำลังภาคประชาชน

นายสกุล เล็งลัคน์กุล  ประธานศาลเจ้าวัดกวนอิม กล่าวว่า วัดกวนอิมเบตง ได้จัดงานสมโภชวัดกวนอิม ขึ้นเป็นประจำทุกปี  ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พี่น้องชาวอำเภอเบตง และเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่กับชาวอำเภอเบตงสืบไป  ภายในงานมีพิธีไหว้เจ้า กินเจ การออกแห่พระรอบเมืองเบตง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวอำเภอเบตง และขอพรให้เกิดสันติสุขและขอให้โควิด 19 หมดไป – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : มจธ.-ภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำ ร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Posted on February 19, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/636466

สกู๊ปแนวหน้า : มจธ.-ภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำ  ร่วมลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันเสาร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป หลายประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน อาทิ แผนการปฏิรูปสีเขียวของยุโรป (EU Green Deal) และ ESG: Environmental Social and Governance หรือหลักการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อมสังคม การกำกับดูแล ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้า

อีกทั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Greenhouse Gases Emission) ภายในประมาณปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ.2608) และการเข้าสู่
ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ.2593) ตามนโยบายของภาครัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคปศุสัตว์ถูกระบุว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซมีเทน (ก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรงในการก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 25 เท่า) ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย (Thai Livestock Technical Consortium for Climate Neutrality, LCCN) ขึ้นระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับกลุ่มภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ทั้ง 9 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย, สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก, สมาคมสัตวแพทย์สัตว์น้ำไทย,

สมาคมสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มสัตว์เคี้ยวเอื้อง, สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์, สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยโฮลสไตน์ฟรีเชี่ยน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการจัดสัมมนาเรื่อง “การลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์” ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ และเพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต และร่วมหาแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ทั้งนี้
อุตสาหกรรมเลี้ยงปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ตลอดจนสมาคมชั้นนำที่เกี่ยวข้อง ได้มีความริเริ่มและให้คำมั่นสัญญาที่จะลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่ให้เหลือการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583)

“มหาวิทยาลัยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และเครือข่ายได้เลือกที่จะทำความร่วมมือกันในการบรรลุดังกล่าว เชื่อว่าด้วยความร่วมมือกันของบุคคลในหลายๆ ส่วน และศักยภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย จะช่วยกันใช้ศักยภาพที่มีอยู่ ทำให้การดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี” อธิการบดี มจธ. กล่าว

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ตัวแทนภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทยกล่าวว่า เนื่องจาก มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่มีนโยบายชัดเจนด้านความยั่งยืนเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสร้างการมีส่วนร่วม โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศเจตนารมณ์การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) เมื่อเดือน พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา

“สอดคล้องกับเป้าหมายของภาคีปศุสัตว์และสัตว์น้ำไทย ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกันในการนำพาธุรกิจปศุสัตว์ไทยไปสู่ปศุสัตว์สีเขียว โดยตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) เช่นกัน ดังนั้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เกิดความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์ของไทยเดินหน้าเข้าสู่ปศุสัตว์สีเขียวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น” นายพรศิลป์ กล่าว

สำหรับเวทีการสัมมนาในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก น.สพ.ดร.ธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) และผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO/IFAD/WFP ณ กรุงโรม
ประเทศอิตาลี มาบรรยายพิเศษ ถึง “แนวโน้มความต้องการสินค้าปศุสัตว์ในอนาคตและมาตรการการค้าในสหภาพยุโรป” ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่ภาคปศุสัตว์โดยเฉพาะสินค้าส่งออกจำเป็นต้องรับทราบ นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ “ความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคธุรกิจปศุสัตว์ไทย” โดย ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักประเมินและรับรองโครงการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

“บทบาทและแนวทางของกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมปศุสัตว์สีเขียว” โดย นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ และ “ศักยภาพของ มจธ. ในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตอาหารสัตว์และปศุสัตว์” โดย ศ.ดร.นวดลเหล่าศิริพจน์ และ รศ.ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันไปตลอดทั้งปีอีกด้วย

ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หรือ JGSEE กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะมีเทนในอัตราที่สูงมาก ทั้งจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ และระหว่างการผลิตปศุสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดีปัญหาในปัจจุบันคือ ผู้ประกอบการปศุสัตว์หรือกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยไม่มีข้อมูลว่าในแต่ละกระบวนการมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่อย่างชัดเจน จะมีเพียงรายงานผลการศึกษาในต่างประเทศเท่านั้น

ดังนั้นประเด็นที่ มจธ. สามารถช่วยกลุ่มภาคีปศุสัตว์ฯ ได้ประกอบด้วยการศึกษาหาข้อมูลพื้นฐาน ณ ปัจจุบันBaseline ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย โดยการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ในแต่ละกระบวนการของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(มุ่งเน้นก๊าซมีเทน)

เช่น การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์โดยการเติมจุลินทรีย์ลงไปอาจทำให้ระบบการย่อยของสัตว์ดีขึ้น การวิเคราะห์จุลชีพในระบบทางเดินอาหารของสัตว์เพื่อออกแบบวิธีการให้อาหารสัตว์ที่เหมาะสม การพัฒนาอาหารเสริมสำหรับสัตว์ การพัฒนาปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ปลูกพืชที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ให้สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างเพาะปลูก การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพสูงจากมูลสัตว์

การเพิ่มประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการผลิตปศุสัตว์ การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง การนำกลไกการซื้อขายคาร์บอนมาประยุกต์ใช้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เป็นต้น และการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจเรื่องแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“ความร่วมมือกันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ให้ทราบถึงปัญหาเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มี
อยู่ในปัจจุบันและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากมิได้มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไข รวมถึงร่วมกันหาแนวทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ลงเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) ในปี ค.ศ. 2040”ศ.ดร.นวดล กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,289,150 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ดี๊ด๊า...นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
9 เทคนิคลดน้ำหนักแบบยั่งยืนที่สาวหลัก 4 ต้องรู้
ข้าราชการดีเด่น (3)
Telecom regulator issues licence warning
ข่าวปลอม.. กินอาหารค้างคืน ที่นำไปอุ่นซ้ำ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง #SootinClaimon.Com
Grand Opening W22 Hotel by Burasari
TMB starts smart service  for portfolio management
Young daughter feared rape by sexually abusive repairmen, says mother #SootinClaimon.Com
น้ำตาจะไหล! 'ลุงฉลอง'วัย60 เก็บเงิน3แสนส่งคืนเจ้าของ #SootinClaimon.Com
Phuket hospitals facing costly losses for treating uninsured foreigners

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d