Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

เปิดตำนาน’หลวงพ่อเศียร’ ฟังเทศนาคลายทุกข์ ‘วัดป่าธรรมรังสี’อำนาจเจริญ

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628971

เปิดตำนาน'หลวงพ่อเศียร' ฟังเทศนาคลายทุกข์ 'วัดป่าธรรมรังสี'อำนาจเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 13.57 น.

วัดป่าธรรมรังสี ตั้งอยู่ตำบลไร่สีสุก อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ เหมาะสำหรับผู้แสวงหาความเงียบสงบสุข ต้องการปลีกวิเวก ปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนาสมาธิ ปกคลุมไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์ยืนต้นขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ บนเนื้อที่ จำนวน 47 ไร่ ประกอบด้วย กุฎิ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ เป็นต้น 

สำหรับ เจดีย์สิทธิธรรมรังสีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ใกล้กับอุโบสถ ที่ความสูง 15 เมตร ฐานกว้าง 9 เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2520 เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชน เดินทางเข้ามากราบไหว้บูชา ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเป็นมงคลชีวิตอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ไม่ไกลทางเข้าวัดมากนัก จะพบเห็นศาลาไม้ทรงไทย ประดิษฐาน หุ่นขี้ผึ้ง หลวงพ่อลี ธรรมสาโร ซึ่งหลวงพ่อลี ธรรมสาโร ได้บูรณะวัดป่าธรรมรังสีแห่งนี้อยู่หลายปี 

ส่วนหลวงพ่อเศียรประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปครึ่งองค์ หรือ พระเศียรจำลอง ว่ากันว่าพระเศียรองค์จริง ขุดขึ้นมาจากใต้ดิน ขณะที่รถแมคโค ปรับพื้นที่บริเวณวัด ขุดพบเศียรพระซึ่งอยู่ใต้ดิน จึงทำพิธีอัญเชิญขึ้นมา 3 วัน จึงสามารถนำขึ้นมาได้ จากนั้นหลวงพ่อลี ธรรมสาโร ได้อัญเชิญเศียรพระไปไว้ที่วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ และได้ทำเศียรพระจำลอง จากองค์จริง ประดิษฐานภายในอุโบสถ วัดป่าธรรมรังสี อย่างที่เห็นในปัจจุบัน และเป็นที่นิยมของผู้คน เข้ามาอธิฐานขอพรเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงนี้จะมีผู้คนเข้ามาอธิษฐานขอพรหลวงพ่อเศียร ให้ปลอดภัยจากโควิด19 และปัดเป่าโรคร้ายโควิด19 หายไปจากประเทศไทยโดยเร็ว 

พระอธิการ เพลิง ปกสิโร อายุ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมรังสี กล่าวว่า อาตมาเป็นเหลน หลวงพ่อลี ธรรมสาโร วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ เมื่อสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ พลวงพ่อลี ธรรมสาโร เดินธุดงค์ โปรดสัตว์ไปหลานพื้นที่ในประเทศไทย และข้ามไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)อยู่หลายปี จากนั้นกลับมาที่ประเทศไทยทางภาคอีสาน กระทั่งเดินธุดงค์มาถึง บริเวณป่าใกล้กับหมู่บ้านไร่สีสุก เกิดนิมิต เหล่ารุกขเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ป่าแห่งนี้ ต้องการให้สร้างสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ ก็เลยก่อสร้างวัดธรรมรังสีขึ้น ระหว่างที่รถแมกโค ขุดปรับพื้นดิน และขุดพบ เศียรพระ โดยใช้เวลาอัญเชิญขึ้นมา 3 วัน จึงสามารถนำขึ้นมาจากใต้ดินได้ ต่อมาได้อันเชิญไปประดิษฐานที่วัดอโศกการาม จ.สมุทรปราการ กระทั่งปัจจุบัน และได้ทำเศียรเรียกว่า หลวงพ่อเศียร จำลอง ขึ้นมาแทนองค์เดิม โดยประดิษฐานภายในอุโบสถวัดป่าธรรมรังสี ส่วนหลวงพ่อลี ธรรสาโร สร้างหลวงพ่อเศียรจำลองได้ไม่นาน ก็มรณภาพ ขณะมีอายุ 55 ปี 

พระอธิการ เพลิง ปกสิโร อายุ 72 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมรังสี เทศนาให้กำลังใจแก่ญาติโยม ที่เครียดกับโรคโควิด19 ว่าถือว่าเป็นไวรัสอันตรายที่ฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนมีสติ ตั้งสติให้ดี และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19 อย่างเคร่งครัด และให้ยึดปฏิบัติตามคำสอนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องศีล ภาวนา สมาธิ และคิดเสมอว่า การเกิดการแก่ การเจ็บ การตาย ไม่มีใครหนีพ้น ไม่วันไหนวันหนึ่ง จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าเข้าถึงแก่นของหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะทำให้สบายใจ คลายเครียดลงได้ในระดับหนึ่ง และจะก้าวผ่านวิกฤติ โควิด19 ไปได้ในที่สุด. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘หมูกรอบชาชู’เจ้าอร่อยเมืองสงขลา จำใจขอขึ้นราคาเพราะหมูแพงมาก

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628958

'หมูกรอบชาชู'เจ้าอร่อยเมืองสงขลา จำใจขอขึ้นราคาเพราะหมูแพงมาก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 11.53 น.

16 มกราคม 2565 ร้านหมูกรอบชาชู ขาหมูเยอรมัน เจ้าอร่อยร้านดังเมืองสงขลา ริมถนนกลางเมืองสงขลา บริเวณสี่แยกถนนนครในตัดถนนจะนะ เขตเทศบาลนครสงขลา ของคุณโชคชัยและคุณดารุณี แสงสุวรรณ สองสามีภรรยา ที่สู้ภัย covid-19 มาอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้เจอพิษหมูแพง มีผลกระทบค่อนข้างมากเนื่องจากหมูเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ทำหมูกรอบชาชู-ขาหมูเยอรมัน โดยเฉพาะหมูสามชั้น ซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดที่ใช้ทำหมูกรอบชาชู และเป็นหมูที่สั่งมาจากฟาร์มหมูโดยตรง

จากการสอบถามคุณโชคชัยและคุณดารุณีสองสามีภรรยาที่ช่วยกันทำมาหากินสู้ภัยโควิด-19 ตลอดมาอย่างไม่ย่อท้อและในช่วงนี้เจอพิษหมูแพง วิกฤติกว่าเจอโควิด สายพันธุ์โอมิครอนเสียอีก เนื่องจากหมูเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ทำหมูกรอบชาชู ใช้เนื้อหมูสามชั้นซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดของหมูและมีกำไรน้อยที่สุดด้วย ที่ร้านเลยได้รับผลกระทบมาก เพราะว่าอาหารทุกอย่างเป็นหมูทั้งหมดเลย และเป็นส่วนของหมูที่แพงทุกส่วนเลย ค่อนข้างจะกระทบมากเป็นหมูที่สั่งมาจากฟาร์มหมูโดยตรง ซึ่งจะเป็นหมูคุณภาพและมีราคาแพงกว่าท้องตลาดเพื่อให้ผู้บริโภค ได้รับความอร่อยจากรสชาติของหมูเกรด A จากฟาร์ม และขณะนี้เมื่อราคาหมูปรับขึ้น หมูฟาร์มซึ่งแพงอยู่แล้วก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก รวมทั้งเครื่องปรุงที่ใช้ทั้งรากผักชีและพริกก็มีการปรับราคาขึ้น 100%

ทางร้านคุณโชคชัยต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความจำเป็นที่จะต้อง บอกลูกค้าว่าขอปรับราคาขึ้นเพื่อให้สามารถประคับประคองร้านเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ การปรับราคาถ้าซื้อขาหมูยกขาปรับขึ้นขาละ 30 บาท ถ้าเป็นเกี๊ยวขึ้นกล่องละ 5 บาท หมูกรอบชาชูขึ้นขีดละ 20 บาท ในส่วนของลูกค้า ลูกค้าเข้าใจ ว่าหมูแพงมาก ก็ยังมีลูกค้าประจำที่ไม่เกี่ยงเรื่องราคาก็ยังมีอยู่ แต่ลูกค้าหลายๆคน ที่สู้ราคาไม่ไหวก็หายไป ในส่วนของยอดขายลดลงแต่ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอขายได้ แต่ไม่ดีเท่าเมื่อก่อนและลูกค้าลดลงด้วย

คุณโชคชัย แสงสุวรรณ กล่าวว่า ตอนนี้หมูแพงได้รับผลกระทบเยอะ เราก็ปรับขึ้นราคา แต่ว่าขึ้นไม่มาก ก็คือให้ลูกค้ายังพอซื้อได้ ลูกค้าเข้าใจครับ เพราะช่วงนี้หมูแพงมาก สำหรับการปรับถ้าซื้อยกขาปรับขึ้นขาละ 30 บาทถ้าเป็นเกี๊ยวขึ้นกล่องละ 5 บาท หมูกรอบชาชูขึ้นขีดละ 20 บาท ในส่วนของลูกค้าลดลง เพราะเราเข้าใจว่า ช่วงนี้หมูแพงมันไม่ได้แพงเฉพาะหมูแต่มันแพงไปทุกอย่าง คนก็ต้องเซฟเงิน เพราะว่าใกล้จะตรุษจีนแล้ว คนก็ต้องเซฟ แต่ก็ยังพอขายได้แต่ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน

สำหรับการปรับแผน อยากจะขายอย่างอื่นเพิ่มขึ้นที่ไม่ใช่หมู แต่เศรษฐกิจหลายๆอย่างมันไม่เอื้อที่จะให้ขาย เพราะถ้าเราไปเพิ่มอย่างโน้น แต่ดูแล้วคนไม่มีกำลังซื้อ ในส่วนของลูกค้า ลูกค้าเข้าใจ ว่าหมูแพงมาก ก็ยังมีลูกค้าประจำที่ไม่เกี่ยงเรื่องราคาก็ยังมีอยู่ แต่ลูกค้าหลายๆคน ที่สู้ราคาไม่ไหวก็หายไป ในส่วนของยอดขายลดลงแต่ไม่มากเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ลูกค้าเข้าใจ เราก็ยังอยู่ได้แต่ว่าก็เหนื่อยเหมือนกัน

สำหรับเนื้อหมูที่ใช้เป็นหลักก็คือเนื้อสามชั้นซึ่งเป็นส่วนที่แพงที่สุดของหมูและก็มีกำไรน้อยที่สุดด้วย ที่ร้านเลยได้รับผลกระทบมาก เพราะว่าอาหารทุกอย่างเป็นหมูทั้งหมดเลย และเป็นส่วนของหมูที่แพงทุกส่วนเลย ค่อนข้างจะกระทบมากตอนที่หมูขึ้นราคาใหม่ๆเคยทดลองไม่ขึ้นราคาดู 2 อาทิตย์ว่าเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าเข้าเนื้อขาดทุนเยอะเลยก็ต้องขอลูกค้าขึ้นโดยบอกว่าเราขอปรับขึ้นราคานะ เพราะว่าเราแบกภาระต้นทุนไม่ไหว อั้นไม่อยู่เลยครับ

และในวันนี้ก็มีลูกค้าจากจังหวัดยะลาซึ่งเป็นลูกค้าเจ้าประจำ ที่เคยมาซื้อไปลองลิ้มชิมรสและซื้อกลับไปจังหวัดยะลาเพื่อไปฝากทางบ้านหลายพันบาท ได้เดินทางมาจังหวัดสงขลาเพื่อมาทำธุระและก่อนที่จะกลับจังหวัดยะลาได้แวะมาซื้อหมูกรอบชาชู ขาหมูเยอรมันและเกี๊ยวเซี่ยงไฮ้เพื่อนำไปฝากครอบครัวที่จังหวัดยะลาเป็นจำนวนมาก

คุณมณฑล จันทร์วีรยุทธ ลูกค้าจากจังหวัดยะลา กล่าวว่า มาจากจังหวัดยะลาเคยผ่านมาและซื้อไปทานติดใจในรสชาติ อร่อย กลมกล่อมและจำหน่ายในราคาที่ยุติธรรม เป็นราคากันเอง เรียกว่าขายไปผมก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะมีกำไรหรือเปล่า

ตอนนี้หมูแพงขึ้นคือ มันแพงหลักกิโลแต่เราซื้อไม่ได้กินทั้งกิโลอย่างที่เขาบอกว่าแพงกิโลกรัมละ 50 บาทแต่เราไม่ได้กินคนเดียวกิโลหนึ่ง ซึ่งเรากินนิดเดียวอาจกระทบไม่เยอะ แต่อยากให้กินอาหารที่หลากหลายกินผักบ้าง ไก่บ้าง ปลาบ้าง หมูบ้าง มันจะได้หลากหลาย ไม่ได้กินหมูทุกวัน

ร้านหมูกรอบชาชูขาหมูเยอรมัน จะเปิดขายตั้งแต่เวลา ประมาณ 16.00 น. เป็นต้นไป ในวันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์และวันอาทิตย์ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะทยอยมา อุดหนุนอย่างต่อเนื่อง สำหรับในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงก็ยังไม่ทราบว่าหมูจะปรับราคาแพงขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ซึ่งคงจะต้องติดตามดูราคาหมูกันต่อไปว่ามันจะแพงจนแตะถึง 300 บาทหรือไม่. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ไขข้อข้องใจ!เพจ‘กฎหมายแรงงาน’เคลียร์ปมไม่เข้ารับปริญญา ไม่รับเข้าทำงานได้เหรอ?

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628950

ไขข้อข้องใจ!เพจ‘กฎหมายแรงงาน’เคลียร์ปมไม่เข้ารับปริญญา ไม่รับเข้าทำงานได้เหรอ?

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 10.43 น.

ไขข้อข้องใจ!เพจ‘กฎหมายแรงงาน’เคลียร์ปมไม่เข้ารับปริญญา ไม่รับเข้าทำงานได้เหรอ?

16 มกราคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก “กฎหมายแรงงาน” โพสต์ข้อความมีเนื้อหาดังนี้…

จากการที่แพทย์หญิงท่านหนึ่งออกมาโพสว่า “ไม่เข้ารับปริญญา ระวังเขาจะไม่รับเข้าทำงาน” ส่งผลให้เกิด #ไม่รับปริญญา และยังได้กล่าวไปถึงการดูโทรศัพท์ ซึ่งก็ถือเป็นการล่วงล้ำเข้าไปทำลายความเป็นส่วนตัวโดยเอาเงื่อนไขการรับสมัครงาน

“เขา” ในที่นี้น่าจะรวมทั้งงานภาคเอกชน งานราชการ และรัฐวิสาหกิจ

ซึ่งการไม่เข้ารับปริญญาอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีเงิน เพราะการรับปริญญามีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร หรือหลายอาจเรียนเพื่อต้องการความรู้แต่ก็ไม่ได้สนใจเข้ารับปริญญา

โดยปกติมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจะเปิดให้ลงทะเบียนว่าใครจะเข้ารับปริญญาบ้าง และใครจะไม่เข้ารับปริญญา ซึ่งก็เป็นการให้สิทธิหรือเสรีภาพที่จะเข้ารับหรือไม่

ส่วนจะรับปริญญากับใครก็สุดแล้วแต่ อย่างต่างประเทศก็อาจรับกับอธิการบดี ในไทยหากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐก็อาจรับกับราชวงศ์ มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ก็รับกับอธิการบดี หรือผู้ทรงคุณวุฒิ

การวางกติกาว่าหากใครไม่เข้ารับปริญญาจะไม่รับเข้าทำงานนั้นถือว่าผิดธรรมชาติการรับคนเข้าทำงานที่จะต้องพิจารณาจากความรู้ความสามารถ หรือทัศนคติ และการไม่เข้ารับปริญญาก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีทัศนคติที่ไม่ดีเสมอไป

อย่างไรก็ตาม แม้มีการกำหนดกติกาการรับสมัครงานเอาไว้แต่เมื่อตราบใดที่ยังไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ก็ไม่อาจนำกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้าไปใช้บังคับได้

แต่เมื่อเปิดรัฐธรรมนูญมาดูเราก็จะพบกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ  สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นในทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  ซึ่งหลักการเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

การเลือกปฏิบัติและทัศนคติที่มองคนเห็นต่างเป็นศัตรูย่อมเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของสังคม

จริง ๆ แล้วตราบาปที่ถูกบันทึกไว้จากการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย มีหลายกรณี ดังนี้

๑) การเลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างในเรื่องเพศ 

เกิดกรณีบริษัทได้กำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุ ๕๕ ลูกจ้างชายเกษียณ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติกรณีเกษียณเพราะเหตุความแต่งต่างในเรื่องเพศ  ส่งผลให้การกำหนดอายุการเกษียณของเพศหญิงเป็นโมฆะ (คำพิพากษาที่ ๒๑๒๗/๒๕๕๕)

๒) การเลือกปฏิบัติเพราะความพิการทางร่างกาย

เคสนี้ น่าตกใจมากเพราะเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้บังคับใช้กฎหมายเอง เรียกว่า “ความพิการของกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย”  โดยเป็นกรณีการเลือกปฏิบัติต่อผู้พิการในการสอบเป็นผู้ช่วยอัยการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๔๒/๒๕๔๗) และการตัดสิทธิทนายโปลิโอในการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๖/๒๕๔๕) 

๓) การเลือกปฏิบัติเพราะผลการเรียน

เป็นกรณีที่เกิดกับการเลือกรับราชการ โดยรับเฉพาะเกียรตินิยม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๕๘/๒๕๕๐)

และน่าตกใจที่แนวคิดการเลือกปฏิบัติอันเกิดจากการไม่เข้ารับปริญญา ขอเถอะจงเลือกจากความสามารถและคุณค่าในตัวเขา”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สุดยอดไทยแลนด์! ‘เกาะสมุย’ได้รับเลือกเป็นเกาะน่าเที่ยว ติดอันดับ7ของโลก

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628935

สุดยอดไทยแลนด์! 'เกาะสมุย'ได้รับเลือกเป็นเกาะน่าเที่ยว ติดอันดับ7ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.17 น.

16 มกราคม 2565 จากการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยว่า เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังระดับโลกเมื่อจากการที่นิตยสารแทรเวล แอนด์ เลเชอร์ (Travel and Leisure) นิตยสารด้านการท่องเที่ยวทั่วโลกชื่อดังของอเมริกา ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวร่วมโหวต โดยใช้หลักเกณฑ์สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชายหาด อาหาร ความเป็นมิตร และมูลค่าโดยรวม ซึ่งเกาะสมุยของประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เลือกให้เกาะสมุยติดอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นเกาะท่องเที่ยวยอดเยี่ยมแห่งปี2564

ทั้งนี้เกาะสมุยได้ถูกประกาศเป็นเกาะที่มีชายฝั่งทะเลที่สวยงาม น้ำทะเลใสเหมือนแก้ว ความสวยงามของชายหาดรอบเกาะสมุยจึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างหลงใหล และอยากมาเท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับเกาะสมุยให้ได้สักครั้ง ตามที่นิตยสารแทรเวล แอนด์ เลเชอร์ ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก สำหรับชายหาดรอบเกาะสมุยที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเช่น หาดเฉวง หาดบ่อผุด หาดละไม หาดแม่น้ำ หาดบางปอ หาดหน้าทอน และอีกหลายชายหาดที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน ซึ่งแต่ละชายหาดมีความสวยที่แตกต่างกัน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้ที่อาศัยและประกอบอาชีพบนเกาะสมุยถึงเรื่องดังกล่าว โดยนางสาววรรณา อุราเอี่ยม พนักงานร้านอาหารฮักสมุย ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ติดชายหาดบางปอที่สวยชายหาดหนึ่งของเกาะสมุย ได้กล่าวถึงความรู้สึกว่า รู้ข่าวแล้วรู้สึกดีใจมากที่เกาะสมุยติดอันดับ 7 ของโลก มีความรู้สึกว่าการที่อเกาะสมุยติดอันดับจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเกาะสมุยมากขึ้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้เดินทางมาท่องเที่ยวกันมาก เพื่อเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นอีกครั้ง

ด้านนายวิศาล บรมธนรัตน์ ประธานคณะกรรมการชุมชนหน้าอำเภอ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่หน้ายินดีที่เกาะสมุยมีชื่อเสียงดังยิ่งขึ้น ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวจะเป็นจุดขายหนึ่งให้กับเกาะสมุยและอนาคตความสวยงามของเกาะสมุยจะต้องเพิ่มศักยภาพมากยิ่งขึ้น. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ไทยควรกังวลแค่ไหน? เด็กเกิดน้อย-ประชากรลด

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628901

สกู๊ปแนวหน้า :  ไทยควรกังวลแค่ไหน?  เด็กเกิดน้อย-ประชากรลด

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 07.15 น.

“ปี 2506-2526 ช่วง 20 ปีนี้มีเด็กเกิดในประเทศไทยปีละเกินกว่าล้านคน ผมเรียกว่าประชากรรุ่นเกิดล้าน หรือตอนหลังก็มาเรียกกันว่าสึนามิประชากร ใน 50 ปีก่อนพอดีเลยนะ ในปี 2514 มีเด็กเกิดในประเทศไทย 1,200,000 คน เป็นจุดยอดที่สุด สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เกิดได้อย่างไรปีละ 1,200,000 คน ตอนนั้นประเทศไทยมีประชากรอยู่ 34 ล้านคน แต่เกิดตั้ง 1,200,000 คนแต่พอหลังจากปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเกิดจะลดลงเรื่อยๆ มาถึงปี 2562 มาแตะ 6 แสนคนเท่านั้น แล้วพอมาเจอปี 2563 ลงมาถึง 580,000 คน ผมก็ว่ามันลงเร็วเหมือนกัน”

ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการเสวนา (ออนไลน์) “โควิด-19 ทำให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบ เร็วเกินคาด” ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจของสถาบันฯ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 13 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยในปี 2563 มีประชากรเกิดใหม่ 587,368 คน ในขณะที่ปี 2564 ก็ยิ่งน้อยลงไปอีกโดยมีประชากรเกิดใหม่ 544,570 คน

อาจารย์ปราโมทย์ กล่าวต่อไปถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย “การแต่งงานลดลง” สาเหตุไล่ตั้งแต่ผู้หญิงไทยได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีสถานภาพดีขึ้น (จนหลายคนบอกว่าหาคู่ยาก) ตลอดจนความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับมากขึ้น และเพศสภาพเหล่านั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะมีลูกเหมือนกับคู่ชาย-หญิงที่แต่งงานกัน “แต่งงานแล้วก็ไม่อยากมีลูก” ด้วยข้อจำกัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา นั่นทำให้อัตราการเกิดลดลง นอกจากนั้น การระบาดของไวรัสโควิด-19ในช่วง 2 ปีล่าสุดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการไปโรงพยาบาล

ในทางกลับกัน อัตราการตายกลับสูงขึ้น เช่น ในปี 2563มีผู้เสียชีวิต 501,438 ราย และปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 563,650 ราย ซึ่งสาเหตุไม่ได้มาจากปัญหาสุขภาพแต่เป็นเพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและแน่นอนว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องจากโลกนี้ไปตามอายุขัย ซึ่งก็เป็นไปได้ที่สถานการณ์โควิด-19 อาจมีผลต่อการตายที่เพิ่มขึ้น ทั้งโดยตรงคือการติดเชื้อ และโดยอ้อมคือตายเพราะอาการเจ็บป่วยอื่นๆ แล้วรักษาไม่ทันเพราะผู้ป่วยโควิด-19 ล้นโรงพยาบาล รวมถึงฆ่าตัวตายเพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการล็อกดาวน์ เช่น ตกงานขาดรายได้

“ทุกอย่างมันเกินคาดไปหมด โควิดนอกจากจะทำให้การเพิ่มของประชากรไทยติดลบเป็นครั้งแรกแล้ว ซึ่งอันนี้มันเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ อย่างตัวเลขของการคาดประมาณประชากรของประเทศไทยโดยสภาพัฒน์ทำไว้ เราจะเริ่มติดลบกันในปี 2571 เหตุการณ์ของการเปลี่ยนแปลงประชากรประเทศไทยติดลบเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 7 ปี คืออย่างเราก็ตามเรารู้ว่าประเทศไทยเกิดลดลง-ตายเพิ่มขึ้นแน่ๆ อย่างไรไม่มีโควิดมันก็จะเป็นอย่างนั้น แต่อย่างนี้ผมก็ต้องโทษโควิดแล้วว่ามันทำให้การเปลี่ยนเปลงนี้มันเร็วขึ้น 7 ปี” อาจารย์ปราโมทย์ ระบุ

จากสถิติการเกิดที่ปรากฏข้างต้นรวมถึงอัตราการเจริญพันธุ์ หมายถึงจำนวนบุตรที่หญิงคนหนึ่งให้กำเนิดตลอดช่วงอายุที่เป็นวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันหญิงไทย
มีบุตรเฉลี่ย 1.2 คน ระดับเดียวกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน อาจารย์ปราโมทย์ ย้ำถึงความสำคัญของ “นโยบายส่งเสริมการเกิด” แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม เพื่อไม่ให้อัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงไปมากกว่านี้

อาทิ สวัสดิการในการเลี้ยงดู ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์กรณีผู้มีบุตรยาก อย่างไรก็ตาม “แม้อัตราการเกิดน้อยจะน่าเป็นห่วงว่าแรงงานอาจขาดแคลน” แต่อีกด้านหนึ่ง “คุณภาพของประชากรที่เกิดมาแล้วก็สำคัญ” เพื่อให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศได้ทั้งแรงงานไร้ฝีมือและมีฝีมือ รวมถึงนำเทคโนโลยีจักรกลและปัญญาประดิษฐ์ (Robot & AI) เข้ามาทดแทนแรงงานคน

ในช่วงท้ายของการเสวนา อาจารย์ปราโมทย์ ยังได้คำถามจากผู้ชมทางบ้าน เช่น 1.สถานการณ์โควิด-19 คนอยู่บ้านมากขึ้น คู่รักมีโอกาสอยู่ร่วมกันมากขึ้น จะมีผลต่อการเพิ่มประชากรหรือไม่? เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคู่ และเป็นประเด็นที่น่าศึกษาว่ามีผลมาก-น้อยเพียงใด 2.หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ อัตราการเกิดจะกลับมาเพิ่มเท่ากับอัตรการตายหรือไม่? ประเด็นนี้ต้องไม่ลืมว่านอกจากโควิด-19 แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คนมีลูกน้อยลง ทั้งการแต่งงาน ความหลากหลายทางเพศ ปัญหาการมีบุตรยาก ผู้หญิงมีเสรีภาพในชีวิตสูงขึ้น ฯลฯ

3.หากนโยบายส่งเสริมการเกิดไม่ทำให้คนมีลูกมากขึ้นเพราะวิถีชีวิตคนยุคใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้อัตราการเกิดลดลงไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อประเทศ นอกเหนือจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน? ประเด็นนี้จริงๆ แล้วการพัฒนาประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรแต่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ จะเกิดน้อยไม่ก็เป็นอะไรหากทำให้คนที่เกิดมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ

“ที่เราทำการศึกษามา แน่นอนถ้าเป็นไปอย่างนี้ถ้าไม่นับแรงงานหรือคนที่จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เอาเฉพาะการเกิดและการตาย ในอนาคตอีก 50 ปีข้างหน้าที่เราทำการศึกษาไว้ ประชากรไทยก็จะลดลงเหลือประมาณ 50 ล้านคน แล้วอีก 100 ปีข้างหน้า ถ้าไม่เอาเรื่องการย้ายถิ่นเข้ามา ประเทศไทยจะเหลือประชากรอยู่ไม่ถึง 30 ล้านคน” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอนาคตประชากรไทย

4.หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป การคาดประมาณประชากรที่สภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ทำไว้ต้องคำนวณกันใหม่หรือไม่? การคาดประมาณประชากรใช้สมมุติฐานจากข้อมูลการเกิดและการตาย ทั้งนี้ โดยปกติแล้วประเทศไทยจะสำรวจสำมะโนประชากรทุกๆ 10 ปีเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประชากร บวกกับดูแนวโน้มการเกิด ดังนั้น หากข้อมูลเปลี่ยนไปก็ต้องมาคาดประมาณกันใหม่

ด้าน ณปภัช สัจนวกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวปิดการเสวนาด้วยการยกบทสัมภาษณ์หนึ่งของ ลี กวนยู อดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์ ซึ่งครั้งหนึ่งมีคนไปถามท่านว่า “ท่านเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์ให้เจริญก้าวหน้า แล้วยังมีอะไรอีกบ้างที่ท่านยังไม่ได้ทำหรือทำไม่สำเร็จ?” ซึ่ง ลี กวนยู ก็ตอบสั้นๆ ว่า “การเพิ่มประชากรสิงคโปร์” และยอมรับว่า “การที่ชาวสิงคโปร์มีลูกกันน้อยเพราะนั่นคือทางเลือกหนึ่งของชีวิต” และคำตอบนี้ก็เป็นข้อคิดที่สำคัญ

“เรื่องแบบนี้ท้ายที่สุดมันไม่มีใครสามารถไปบังคับใครได้ รัฐบอกให้คุณมีลูกคุณก็ต้องมี หรือคนในครอบครัวก็ตาม แต่หน้าที่ของรัฐคืออะไร? สำหรับหน้าที่ของรัฐ
ที่มีผลต่อเงื่อนไขของการมีลูกน้อย คือพยายามทำให้สังคมน่าอยู่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือพยายามสร้างแรงจูงใจผ่านสิ่งที่เรียกว่าระบบสวัสดิการต่างๆ ให้เป็นตัวเร่งคนที่เขาอยากจะมีลูกอยู่แล้วในวันนี้ ให้เขาคิดน้อยลงว่ามันไม่น่าจะมีอุปสรรคอะไรที่ทำให้เขาจะเลี้ยงลูกไม่ได้ ผมคิดว่าอันนี้มากกว่า” อาจารย์ณปภัช กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘มทม.’สร้างอาคาร‘MIIX’ แหล่งบ่มเพาะนักนวัตกรรม

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628890

‘มทม.’สร้างอาคาร‘MIIX’  แหล่งบ่มเพาะนักนวัตกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (มทม.) ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ทันตามยุคสมัยและรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในปี 2565 นี้ มทม. ยังคงมุ่งเดินหน้าพัฒนาด้านการศึกษา พัฒนาหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดแบบ Active Learning และ Real Life Education รวมถึงผลักดันและส่งเสริมงานการวิจัยของนักศึกษาและคณาจารย์ เพื่อให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม รองอธิการบดี ฝ่ายนโยบายและแผน และคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวว่า ปี 2565 เป็นปีแห่งความท้าทายของการศึกษาอีกครั้งในการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ และสถานการณ์ทั่วโลกยังคงมีระบาดอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยังคงตั้งใจพัฒนาและขับเคลื่อนระบบการศึกษาของประเทศ เพื่อมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตรุ่นใหม่ให้เป็น “นวัตกร” ที่มีคุณภาพสู่ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

“ในช่วง 2 ปี ที่เราเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 การปรับตัวและใช้ชีวิตแบบ New Normal กลายเป็นวิถีชีวิตปกติของผู้คนในสังคมในทุกๆ ด้าน ทั้งไลฟ์สไตล์ ธุรกิจ และระบบการศึกษา ฯลฯ ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจมิติการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นเหตุผลให้นักเรียนเลือกสถานศึกษาที่ดีที่สุดและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด” ผศ.ดร.ภานวีย์ กล่าว

นอกจากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องและเกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่นักศึกษาแล้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ยังคงเดินหน้าพัฒนาทั้งด้านอาคารเรียนและห้องปฏิบัติการ รวมถึงหลักสูตรการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยทุ่มงบประมาณกว่า 180 ล้านบาท สร้างอาคารเรียนใหม่ให้เป็นสถาบันนวัตกรรมแห่งความเป็นเลิศ ซึ่งในปี 2564 ได้เปิดอาคาร สถาบันนวัตกรรมมหานคร (Mahanakorn Institute of Innovation หรือตึก MIIX) ขึ้น เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมศาสตร์

โดยอาคาร MIIX นี้ ได้รวบรวมห้องทดลองและห้องปฏิบัติการต่างๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ (Robotics LAB) ที่รวบรวมแขนกลโรงงานระดับแบรนด์ชั้นนำ ABB KUKA และ Yaskawa ห้องพิมพ์ขึ้นรูปสามมิติ (3D Printing Room) โรงงานผลิตน้ำดื่ม (Process Control and Automation LAB) ห้องปฏิบัติการ PLC Mitsubishi และ PLC Siemens (Programmable Logic Control) ห้องปฏิบัติการขั้นสูง อาทิ ห้อง Advanced Electronics LABเป็นห้องปฏิบัติการเครื่องมือเฉพาะ สำหรับการตรวจวัดสัญญาณไฟฟ้าระดับพิเศษความถี่สูง

การเกิดสัญญาณรบกวน คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณการสื่อสารไร้สาย และห้อง Embedded and AI ห้องปฏิบัติการที่ประกอบด้วยเครื่องมือวัด โปรแกรมประยุกต์ สื่อการพัฒนาระบบซึ่งมีใช้งานระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ทดสอบและวิเคราะห์ แล้วนำมาซึ่งการสังเคราะห์สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆออกมาสู่ตลาดและภาคอุตสาหกรรม ด้วยการฝึกใช้เครื่องมือฝึกการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะ ฝึกการประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้ในด้านการประดิษฐ์นวัตกรรม

ในปี 2565 มทม. มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมสื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรมควบคุมอุตสาหกรรมและเครื่องมือวัด วิศวกรรมกระบวนการผลิต วิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์ เป็นต้น

อีกทั้งยังมีแผนการลงทุนและพัฒนาในอีกหลายด้านต่อไปในอนาคต รวมถึงมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมทุนกับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนอีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด, ทรู คอร์ปอเรชั่น, สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT),

ด้านความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การวิจัย การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ และอื่นๆ เช่น การจัดตั้งห้องวิจัย Mahanakorn Laboratory ที่มหาวิทยาลัย อิมพีเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษเพื่อเป็นห้องวิจัยของอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนอาจารย์ นักศึกษา การวิจัยกับ The University of New South Wale ประเทศออสเตรเลีย และ เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เชฟฟิลด์ (The University Of Sheffield) ประเทศอังกฤษ ฯลฯ

ที่ผ่าน มทม. ได้ประสบความสำเร็จในด้านการสำเร็จการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดย 95% ของบัณฑิตที่จบจาก มทม. มีงานทำ นักศึกษาและผู้ปกครองจึงมั่นใจได้ว่า มทม. จะสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ในอนาคตป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะผลักดันโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : สทน.จับมือสถาบันพลาสมาฟิสิกส์ประเทศจีน สร้าง‘ดวงอาทิตย์จำลอง’พัฒนาพลังงานสะอาด

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628889

สกู๊ปพิเศษ : สทน.จับมือสถาบันพลาสมาฟิสิกส์ประเทศจีน  สร้าง‘ดวงอาทิตย์จำลอง’พัฒนาพลังงานสะอาด

วันอาทิตย์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“พลังงาน” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสรรพสิ่งในโลก การใช้ชีวิตประจำวันของมวลมนุษยชาติล้วนมีความเกี่ยวพันกับพลังงานทั้งสิ้น มนุษย์รู้จักการใช้พลังงานมานานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากน้ำ พลังงานจากลม ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ ฯลฯ

พลังงานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากของมนุษย์ และเมื่อโลกยิ่งพัฒนามากขึ้น ความต้องการใช้พลังงานก็มีมากขึ้นตามลำดับ รวมทั้งพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ ดังนั้น พลังงานจึงถูกนำมาใช้อย่างมากมายมหาศาล ผลกระทบที่ตามมาคือ วิกฤตด้านพลังงาน เนื่องจากแหล่งพลังงานหลักที่ใช้กำลังจะหมดไป และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง ทั่วโลกจึงได้หันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันก็มีความยั่งยืนควบคู่กันไปด้วย

ในปัจจุบันทั่วโลกมีอัตราการใช้พลังงานจากฟอสซิลกว่าร้อยละ 86 และร้อยละ 6 จากพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนที่เหลืออีกเล็กน้อยเป็นพลังงานหมุนเวียน อาทิ น้ำ ลม แสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ ฯลฯ

ล่าสุด ประเทศจีน โดย สถาบันพลาสมาฟิสิกส์ (Institute of Plasma Physics of Chinese Academy of sciences : ASIPP) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเหอเฟ่ย์ มณฑลอานฮุยประสบผลสำเร็จในการทดลองเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันหรือเครื่องโทคาแมคซึ่งเป็นการจำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันซึ่งเกิดตามธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ให้เกิดขึ้นบนโลก

ผลการทดลองเดินเครื่องโทคาแมคครั้งนี้สร้างให้เกิดพลาสมาที่ความร้อนสูงถึง 70 ล้านองศาเซียลเซียส เป็นระยะเวลา 1,056 วินาที หรือราว 17 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติโลกใหม่ที่สามารถเดินเครื่องได้นานที่สุดตั้งแต่มีการทดลองขึ้น ซึ่งเมื่อปีที่แล้วทาง ASIPP ได้ทำทดลองเดินเครื่องโทคาแมคได้พลาสมาที่พลังงานความร้อนสูงสุด 120 ล้านองศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 101 วินาที การทดลองดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาและทดลองด้านปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันทั่วโลก

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า สทน.มีแผนการวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยอีก 15 แห่ง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้การสนับสนุนงบประมาณ และสทน.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันพลาสมาฟิสิกส์ ประเทศจีนหรือ ASIPP มาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีขอบข่ายความร่วมมือในการพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อการทำวิจัยด้านพลาสมา และการพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านนิวเคลียร์ฟิวชัน

จากความร่วมมือดังกล่าว ASIPP ได้มอบเครื่องโทคาแมค HT-6M ให้ สทน. อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561 หลังรับมอบเครื่องโทคาแมค สทน.ได้วางแผน
การทำงานเป็น 3 ระยะได้แก่ ระยะแรก เป็นการถอดแบบและศึกษาองค์ประกอบของเครื่องโทคาแมคและอุปกรณ์ประกอบต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างอาคาร เพื่อเตรียมการติดตั้งเครื่องโทคาแมค ในระยะที่ 2 สทน.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมร่วมออกแบบและพัฒนาระบบต่างๆ ของเครื่องโทคาแมคและประกอบเครื่องจนสามารถเดินเครื่องได้ และระยะที่ 3 เป็นการย้ายเครื่องกลับมาประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566

และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา สทน. ได้ลงนามกับ ASIPP เพื่อที่จะพัฒนาระบบสนับสนุนต่างๆ ที่ประเทศจีน จนเมื่อเครื่องทำงานได้ก็จะทำการถอดประกอบและขนส่งมาติดตั้ง ณ สทน. องครักษ์ ปัจจุบันการดำเนินการอยู่ในระยะที่ 2 ในส่วนการก่อสร้างอาคารสำหรับติดตั้งเครื่องโทคาแมคนั้น ความคืบหน้าของการก่อสร้าง และอุปกรณ์สำหรับอาคารห้องปฏิบัติการ คืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70และคาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2565 นี้

สำหรับชื่อของเครื่องโทคาแมคที่ไทยพัฒนาร่วมกับ ASIPP คือ Thai Tokamak-1 หรือTT-1 คือ ซึ่งเมื่อเดินเครื่อง คาดว่าอุณหภูมิของพลาสมาในระยะแรกจะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนองศาเซลเซียส และ สทน. มีแผนพัฒนาระบบให้ความร้อนเสริมแก่พลาสมาด้วยวิธีการให้ความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุณหภูมิของพลาสมาไปสู่ระดับ 1 ล้านองศาเซลเซียส

และในอนาคตจะมีการออกแบบและสร้างเครื่องโทคาแมคเครื่องใหม่ขึ้นมาเองโดยจะใช้เทคโนโลยี Superconducting magnet เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงขึ้นสำหรับกักพลาสมาและการให้ความร้อนเสริมด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงในระดับ 10 ล้านองศาเซลเซียส ได้เครื่องโทคาแมคที่ติดตั้งที่ สทน. จะใช้สำหรับการศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อใช้เป็นพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต และการนำพลาสมาไปใช้ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และด้านการแพทย์

สำหรับเครื่องโทคาแมค เป็นอุปกรณ์กักเก็บพลาสมาพลังงานสูงโดยใช้สนามแม่เหล็ก และเป็นเครื่องมือหลักอย่างหนึ่งที่ใช้ควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน มีการใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975ในสหภาพโซเวียต โดยเครื่องที่มีชื่อว่า T-10สำหรับในปัจจุบันนั้น เครื่อง JET ในอังกฤษเป็นเครื่องโทคาแมคที่สร้างพลังงานจากฟิวชันได้สูงสุด (ที่ 30 MW)

นอกจากนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โปรตุเกสเกาหลีใต้ และจีน ก็เป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่มีการศึกษาทดลองเกี่ยวกับโทคาแมค อย่างจริงจัง

สสารในสภาวะปกติจะอยู่ในลักษณะของโมเลกุลซึ่งประกอบไปด้วยอะตอม อะตอมเหล่านี้มีประจุไฟฟ้าเป็นศูนย์เนื่องจากมีประจุบวกของโปรตอนและประจุลบของอิเล็กตรอนอยู่ด้วยกันในจำนวนที่เท่ากัน พลาสมาเป็นสถานะของสสารที่มีไอออนบวกกับอิเล็กตรอนที่แยกกันอยู่ส่วนหนึ่ง จึงมีประจุอยู่ทั่วพลาสมาโทคาแมคมีลักษณะรูปทรงคล้ายโดนัท พลาสมาจะวิ่งเป็นทางไขว้แบบ helix (นึกภาพเส้นลวดของสปริง นั่นคือรูปร่างของ helix) หลักการในการควบคุมพลาสมานี้คือการใช้แรงแม่เหล็ก โดยมีการควบคุมในสองแนว คือวงรอบยาวที่มีทรงคล้ายห่วงยาง(toroidal) และรอบขวาง (poloidal) แสดงให้เห็นถึงแรงทางแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็ก

การจะสร้างฟิวชันให้เกิดในพลาสมาได้นั้น ต้องให้พลังงานที่สูง โดยมีวิธีการหลัก ๆ ในปัจจุบันคือ ใช้กระแสวิ่งผ่าน (ohmic heating) โดยใช้สมบัติการเป็นตัวนำไฟฟ้าของพลาสมา คล้ายกับการที่อิเล็กตรอนสร้างความร้อนในสายไฟ ใช้ลำอนุภาคไร้ประจุ (neutral beam injection) วิ่งเข้าชนกับพลาสมาและให้ถ่ายเทพลังงานให้กับพลาสมา ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (radio frequency heating) โดยคลื่นนี้มีพลังงานในช่วงคลื่นวิทยุ โดยอนุภาคมีประจุในพลาสมา จะถูกเร่งและเข้าชนกับอนุภาคตัวอื่นๆ

การควบคุมพลาสมาพลังงานสูงไม่ใช่สิ่งง่าย เนื่องจากมีความแปรปรวนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นการเสียอนุภาคหรือพลังงานออกไปจากแกนกลาง (core) ของพลาสมา ซึ่งทำให้ความหนาแน่นของพลังงานของพลาสมาตกลง ทำให้การเกิดฟิวชันเกิดได้ไม่ต่อเนื่องหรือไม่เกิดเลย ซึ่งการศึกษาปรากฏการณ์ crash เช่นนี้ รวมถึงตำแหน่งซึ่งการส่งถ่ายพลังงานออกไปยังขอบพลาสมา (boundary)ยังเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในช่วงการวิจัยอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ผลที่ได้มาจะช่วยให้เราเข้าใจพลาสมามากขึ้น ทำให้เราทราบว่าจะต้องทำเช่นไรให้พลาสมามีความเสถียรสูงสุด เพื่อทำให้โทคาแมคควบคุมพลาสมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องโทคาแมคเป็นความหวังของการสร้างฟิวชันให้เกิดขึ้นบนโลก เพื่อสร้างพลังงานสำหรับอนาคต เมื่อเชื้อเพลิงชนิดอื่นมีราคาแพงมากขึ้น หรือกระทั่งหมดไป โดยเครื่องโทคาแมคขนาดใหญ่ อย่างเช่น เครื่อง ITER ที่กำลังก่อสร้างในประเทศฝรั่งเศส โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีจากเครื่องโทคาแมครุ่นก่อนหน้านี้ เช่น JT-60 ของญี่ปุ่น JET ของสหราชอาณาจักรเครื่อง TFTR ของสหรัฐอเมริกา และเครื่อง EAST ของจีน สามารถสร้างพลาสมาที่มีความร้อนที่สูงมาก จากการนำดิวเทอเรียมและทริเทียม (ไฮโดรเจนที่มีนิวตรอน 1 และ 2 อนุภาค ตามลำดับ) มารวมกัน และมีพลังงานจากฟิวชันประมาณ 10 เท่าของพลังงานที่ป้อนเข้าไป โดยตามการคำนวณของ ITER พลังงานที่คนคนหนึ่งใช้ทั้งชีวิตนั้น สามารถนำมาจากเชื้อเพลิงดิวเทอเรียมเพียง 10 กรัมและทริเทียมเพียง 15 กรัม เท่านั้น

ดังนั้น ฟิวชัน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดทางหนึ่งสำหรับพลังงานแห่งอนาคต และโทคาแมคก็น่าจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการนำพลังงานจากฟิวชันมาใช้ได้จริง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดภาพจำลอง! สวนสัตว์เขาดินวนาแห่งใหม่ที่คลอง 6 บนที่ดินพระราชทาน 300 ไร่

Posted on January 16, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628866

เปิดภาพจำลอง! สวนสัตว์เขาดินวนาแห่งใหม่ที่คลอง 6 บนที่ดินพระราชทาน 300 ไร่

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.23 น.

วันที่ 15 มกราคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก “โรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน” โพสต์ภาพแบบจำลองสวนสัตว์แห่งใหม่ คลอง 6 จังหวัดปทุมธานี พร้อมข้อความระบุว่า “สวนสัตว์แห่งใหม่” แบบจำลองสวนสัตว์เขาดินวนาแห่งใหม่ที่คลอง 6 บนที่ดินพระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งกว้างกว่าเดิมเกือบสามเท่า (ที่เดิม 118 ไร่ กลายเป็น 300 ไร่) จากภาพจะเห็นว่ามีการแบ่งโซนเป็นทวีป และด้วยพื้นที่ตั้งอยู่นอกเมือง ซึ่งสงบและอากาศดีกว่าที่เดิม สัตว์จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย #นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

#ดวงใจของแผ่นดิน

#ร้อยดวงใจไทยภักดี

#ทรงพระเจริญ

#เรารักสถาบันพระมหากษัตริย์

#สวนสัตว์เขาดิน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แลนมาร์คสายมู ระยองเตรียมสร้าง’ท้าวเวสสุวรรณ’องค์ใหญที่สุดในโลก

Posted on January 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628819

แลนมาร์คสายมู ระยองเตรียมสร้าง'ท้าวเวสสุวรรณ'องค์ใหญที่สุดในโลก

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 08.31 น.

15 มกราคม 2564 ที่หน้าสมาคมสายธารสะพานบุญ ส่งศพฟรีทั่วประเทศ  บ้านเนินกระปรอก  ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง ระยอง มีท้าวเวสสุวรรณตั้งอยู่ที่หน้าสำนักงานสมาคมสูง3 เมตร มีผู้ศรัทธากราบไหว้มากรวมทั้งถูกหวย มีผู้ใช้บริการให้ส่งศพกันมากรวมทั้งใช้เป็นที่วางโลงศพเพิ่มได้อีก  

นายจักรกฤษณ์    แต่งตั้ง นายกสมาคมสายธารสะพานบุญ กล่าวว่า ตลอด3 ปี สมาคมสายธารสะพานบุญ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราเห็นใจผู้ยากไร้การรับศพส่งศพไปยังวัดบ้านเกิดเป็นปัญหาอย่างมากจึงเริ่มต้นที่ อ.บ้านฉาง ระยอง ตั้งเป็นสมาคมส่งศพฟรีให้โลงฟรี ขับรถไปส่งถึงที่ไม่มีข้อแม้ไม่เสียเงิน เราขยายสาขาทั่วประเทศจึงมีคนค้นหาทางกูเกิ้ลจึงขยายจาก เดิมซื้อเดือนละ 200 โลง เป็น 300 โลง เพิ่มเรื่อยๆจนที่เก่าคับแคบรวมทั้งผู้มากราบไหว้ บัดนี้จึงได้คิดสร้างท้าวเวสสุวรรณ ที่ใหม่อยู่ที่ริมถนนบูรพาพัฒน์ ม.4 ตำบลห้วยโป่ง อ.เมือง ระยองติดกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ขนาดองค์จะสร้างสูง25 เมตรสูงใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและโลก 

เราได้ให้ช่างผู้ชำนาญการสร้างจากภาคใต้ เป็นหน้าเทพมิใช่หน้ายักษ์ ใต้ขาท้าวเวสสุวรรณเป็นราหูที่ตั้งของสำนักงานสมาคมบนเนื้อที่ 1 ไร่ ซื้อใช้เงินส่วนตัว 7 ล้านบาท  รวมทั้งการสร้างกับค่าที่ดินประมาณ 10 ล้านบาท  สร้างไปแล้ว40 เปอร์เซนต์เชื่อว่าจะเป็นสถานที่ประชาชนที่เคารพศรัทธาจึงมาเยี่ยมเยียนดูระหว่างการสร้างยังไม่เสร็จท้าวเวสสุววรณจะเป็นศูนย์มากราบไหว้สถานที่รองรับเพียงพอในระดับหนึ่ง   ที่บริเวณนี้ติดกับการนิคมอุตสาหกรรมมีผู้ใช้แรงงานมากตนก็จะสร้างโรงทานในอนาคต อีกด้วยและสถานที่นี้จะเป็นแลนด์มาร์คของจังหวัดระยองในอนาคต 

ท้าวเวสสุวรรณ  ตามความเชื่อและความศรัทธา เป็นหนึ่งในท้าวทั้งสี่ หรือ ท้าวจตุโลกบาล  เป็นเทพผู้เป็นใหญ่ ปกป้องจากสิ่งชั่วร้าย และเชื่อว่าเป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง    จากความเชื่อในการบูชาท้าวเวสสุวรรณดังกล่าว ทำให้วัดต่างๆ ที่มีองค์ท้าวเวสสุวรรณอยู่ มีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปบูชากราบไว้กันอย่างเนืองแน่น  ให้โชคลาภและป้องกันภูตผีปีศาจ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หลายปี-กี่เทศกาล’ไม่ต่าง ‘เจ็บ-ตายบนถนน’ฉากวนซ้ำ

Posted on January 15, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/628724

สกู๊ปแนวหน้า : ‘หลายปี-กี่เทศกาล’ไม่ต่าง  ‘เจ็บ-ตายบนถนน’ฉากวนซ้ำ

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“เริ่มต้นกันที่ Topic (หัวข้อ) พอกระจายข่าวไป พรรคพวกที่รู้จักกันก็หัวเราะ บอกคุณหมอรู้ไหมว่าที่ได้ไปต่อคือกุญแจรถ อันนี้เป็นคำพูดที่คนเขาพูดแล้วมันตกใจ เพราะมอเตอร์ไซค์ซื้อมาใช้แล้วก็ถูกชนเรียกว่ารถยับเยิน คนก็เสียชีวิตไปเลย เหลือแต่กุญแจรถ อันนี้ได้ไปต่อ ดาวน์รถก็ยังไม่หมดเลย เหลือแต่กุญแจรถส่งคืนไป ผมสะอึกเลยนะ เป็นตลกร้าย ก็น่าสนใจว่าวิธีการคิดที่มันสะท้อนจากเพียงคุยกับคนทั่วๆ ไป เขาก็บอกว่ามอเตอร์ไซค์ไงที่มันไม่ได้ไปต่อกันเยอะเลย”

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และอดีตเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในวงเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “จบเทศกาลปีใหม่…ใครได้ไปต่อ” จัดโดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เมื่อช่วงต้นเดือนม.ค. 2565 สะท้อนภาพความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะกับผู้ใช้ “มอเตอร์ไซค์” หรือจักรยานยนต์ ซึ่งไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี “สถิติผู้บาดเจ็บล้มตายบนถนนเมืองไทย” ในกลุ่มผู้ใช้พาหนะ2 ล้อเครื่องนี้ “ยืนหนี่ง” มาทุกยุคสมัย

สำหรับสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง “7 วันอันตรายปีใหม่ 2565” ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2564-4 ม.ค. 2565 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,707 ครั้ง เสียชีวิต 333 รายบาดเจ็บ 2,672 คน แม้ในภาพรวมจะดูลดลง แต่สัดส่วนความสูญเสียกลับเทไปที่ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์อย่างมีนัยสำคัญ จากปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ความสูญเสียที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 แต่ในครั้งนี้ทะลุเกินร้อยละ 80 โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ผู้คนหันมาเดินทางด้วยพาหนะส่วนบุคคลกันมากขึ้น และมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะราคาถูกที่สุด” ที่สามารถซื้อหามาใช้ได้

นพ.อนุชา กล่าวต่อไปว่า ด้วยระบบข้อมูลสารสนเทศที่พัฒนามากขึ้นทำให้มองเห็นภาพชัดขึ้น แต่ก็เป็นภาพเก่าๆ ที่ไม่ต่างจากเดิม ดังนั้นหากจะให้ประเทศเดินหน้าต่อก็ต้องล้างภาพเหล่านี้ให้ได้ เห็นได้จาก “ขับเร็ว-เมา-ตัดหน้ากระชั้นชิด” เป็นสาเหตุ3 อันดับแรกของความสูญเสียบนท้องถนนที่ปรากฏในข่าวทุกปี สื่อมวลชนเพียงคอยดูว่าเทศกาลใดปีไหนสาเหตุอะไรจะอยู่อันดับ 1-2-3 เท่านั้น

ในความพยายามแก้ปัญหา หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ “บังคับตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย” หากเป่าลมหายใจไม่ได้ก็ใช้วิธีเจาะเลือด เรื่องนี้ กระทรวงสาธารณสุข มีแนวปฏิบัติว่าหากทางตำรวจส่งมาก็ตรวจให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเบาใจได้ว่าไม่ต้องมีภาระในส่วนนี้ ทำให้ข้อมูลการดื่มแล้วขับมีความชัดเจนขึ้น แต่ขั้นต่อไปคือจะทำอย่างไรให้โทษหนักขึ้นด้วย โดยเฉพาะประเภท “ผิดซ้ำซาก” เคยถูกจับดื่มแล้วขับแล้วก็กลับไปทำแบบเดิมอีก

แต่นอกจากการดื่มแล้วขับ “ความเร็ว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อไปบวกกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาแล้วยังขับขี่ด้วยความเร็วสูง ง่วงนอนแล้วยังขับขี่ด้วยความเร็วสูง หรือแม้จะไม่ได้ดื่มหรือง่วง แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงแล้วไปเจอพาหนะคันอื่นตัดหน้า โอกาสเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก็สูงขึ้น อีกด้านหนึ่ง “การที่สามารถตกลงกันเงียบๆ ระหว่างผู้ก่อเหตุกับผู้เสียหายหลังเกิดเหตุ เป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน” ไม่ว่าสาเหตุมาจากดื่มแล้วขับหรือขับรถเร็ว

“เราจะต้องมีปรากฏการณ์ของการทำให้เห็นเลยว่า การขับรถไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเร็วสูงหรือเรื่องการเมา กฎหมายต้องพยายามพูดดังๆ สื่อต้องพูดดังๆ ว่า 3-4 อย่างมันเป็นต้นเหตุที่เป็นฐานของทุกอย่าง แล้วสัญญาณที่ออกไปให้ชัดเจน ก็เหมือนที่เราสงสัยว่าลูกบิ๊กบางคนที่ขับรถเร็วมาก ไปวุ่นวายกับเรื่องวัดความเร็วอยู่นั่น เหตุผลก็เพราะว่าถ้าสามารถยืนยันได้ว่าเร็วมากในการที่ไม่ควรจะเร็ว ก็จะเป็นตัวสะท้อนกลับไปให้ระบบความยุติธรรม หรืออะไรต่อมีอะไรเล่นงานให้เห็นชัดที่สุด” นพ.อนุชา ระบุ

รองประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด ยังกล่าวอีกว่า “คนไทยยังไม่ถูกสอนให้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยเท่าที่ควร” เช่น วันนี้จะไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ จะวางแผนการเดินทางอย่างไรโดยไม่ต้องขับรถเอง หรือการใช้อุปกรณ์ป้องกันยามขับขี่อย่างหมวกกันน็อกหรือเข็มขัดนิรภัย ดังที่เห็นว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ใช้เครื่องป้องกันดังกล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐพงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2564-ต้อนรับปีใหม่ 2565 เท่าที่ติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) พบว่า “ผู้เสียชีวิตจากการใช้มอเตอร์ไซค์ เกือบทุกรายไม่สวมหมวกกันน็อก” ซึ่งก็ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ผู้เสียชีวิตมักไม่คาดเข็มขัดนิรภัย บวกกับ “ปัจจัยเดิมๆ” ที่พบตลอดมาอย่าง “เมา” การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ และ “ซิ่ง” ใช้ความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

“ปีนี้เคสส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นแล้วเรารู้สึกหดหู่ คือส่วนใหญ่ตายเพราะถูกรถที่เมามาชน มอเตอร์ไซค์ที่ตาย หลายๆ เคสพบว่าถูกรถยนต์ที่เมาแล้วขับมาชน คนที่เมาเราก็แปลกใจว่าทำไมคนที่เมาส่วนใหญ่ไม่ตาย คนที่โดนชนจากคนเมามักจะตาย คือเราขับมาอยู่ดีๆ แล้วโดนคนเมาขับมาชนน่ากลัวมากเรื่องเมาแล้วขับ” ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าว

รศ.ดร.กัณวีร์ อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการตัดหน้ากระชั้นชิดว่าน่าจะหมายถึงเหตุเกิดบริเวณทางแยกหรือจุดกลับรถ โดยเฉพาะ “เกาะสี” หรือพื้นถนนที่มีการทาสีตรงกลางแบ่งช่องจราจรขาเข้า-ขาออกไว้ ซึ่งหลายครั้งผู้ขับขี่ฝ่ายหนึ่งจะเลี้ยวขวาเข้าซอยโดยขับขี่ลัดเกาะสี ในขณะที่ผู้ขับขี่อีกฝ่ายก็ขับรถสวนมาด้วยความเร็วในทางตรงฝั่งตรงข้ามทำให้เกิดการชนกันได้

นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรม “ขับช้าแซงขวา” หมายถึงโดยปกติแล้วช่องจราจรขวาสุดมีไว้เพื่อใช้ความเร็วแซงรถคันหน้าแล้วกลับเข้าไปอยู่ในช่องจราจรทางซ้าย แต่ก็มีผู้ขับขี่ในช่องจราจรขวาสุดแล้วก็ไม่ได้ขับเร็ว ส่งผลให้รถคันอื่นที่ตามหลังมาไม่สามารถใช้ช่องขวาสุดเพื่อเร่งแซงได้ ก็ต้องไปแซงทางซ้ายที่รถในช่องนั้นใช้ความเร็วช้ากว่าแล้วก็เกิดอุบัติเหตุ แต่อีกด้านหนึ่ง “ขวาเร็วแล้วก็ยังมีพวกเร็วกว่าขับจี้ท้าย” อีกทั้งเปิดไฟสูงใส่ แบบนี้เรียกพฤติกรรมขับขี่แบบก้าวร้าวก็เป็นความเสี่ยงอีกเช่นกัน

รศ.ดร.กัณวีร์ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อดูสถิติการเกิดอุบัติเหตุตามช่วงเวลาเป็นรายชั่วโมง พบว่า “กลางคืน=เสี่ยงสูง” เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายน้อยกว่าช่วงกลางวัน ทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุจากความเร็วเกิดในช่วงกลางคืนสูงกว่ากลางวัน โดยเฉพาะเมื่อประกอบกับผู้ขับขี่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเมาก็มักจะขับขี่ด้วยความเร็วสูง โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็ยิ่งมากขึ้น

“การบังคับใช้กฎหมายเรื่องการขับรถเร็วมาก-น้อยแค่ไหน ก็ปรากฏว่ามันยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรเรายังดูจำนวนผู้ที่ถูกดำเนินคดีเรื่องของการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ค่อนข้างน้อยมาก อย่างดื่มแล้วขับการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างเข้มข้น มีการตรวจเลือดตรวจลมหายใจ แต่เรื่องเร็ว เรื่องของการตรวจจับความเร็วต้องบอกได้เลยว่ายังน้อยอยู่มากๆ ถ้าเทียบกับประเทศที่มีระบบการจัดการความเร็วที่ดี” รศ.ดร.กัณวีร์ ระบุ

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,295,960 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ร่วมเสวนา ‘River Talk’ #SootinClaimon.Com
'หนึ่งคำพูด...ล้านกำลังใจ' ส่งถึง 'เหล่านักรบเสื้อขาวและผู้ป่วย' สู้ศึกโควิด-19 #SootinClaimon.Com
แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)
Waymo to launch fully driverless service to the public - a first just in time for the pandemic #SootinClaimon.Com
Tech for Life : 9 พฤษภาคม 2564 #SootinClaimon.Com
'ดวลเพลงดัง พลังมัธยม'เต้นยับสนั่นจอ ชวนแดนช์สุดมันกับเพลง 'คู่กัด'
"โยชิ 300" จากเด็กติดเกมหนักสู่ "ยูทูปเบอร์" สายฮาสุดครีเอท
เฉลิมชัย แนะคกก.วัตถุอันตรายลงมติเปิดเผย
'ป้าตือ' ขึ้นแท่น 'มาดามแห่งวงการออนไลน์' คนใหม่ LIVE EP แรก คนดูชน 5 แสน!!! #SootinClaimon.Com
โบว์ เมลดา ใส่บิกินีสีสันสดใสอวดความแซ่บ ลุคนี้เซ็กซี่ร้อนฉ่าเกินต้าน

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d