Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รุมสาปแช่ง! โจรทุบเจดีย์โกศเก็บกระดูกทองเหลือง ขโมยไปขายร้านของเก่า

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618708

รุมสาปแช่ง! โจรทุบเจดีย์โกศเก็บกระดูกทองเหลือง ขโมยไปขายร้านของเก่า

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.27 น.

ชาวบ้านรุมประณาม แช่งชักหักกระดูก หลังโจรใจบาปย่องทุบเจดีย์ ขโมยโกศเก็บกระดูกบรรพบุรุษไปขาย พบเสียหายกว่า 40 ครอบครัว

 28 พฤศจิกายน 2564 วัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง หมู่ 1 ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ได้โพสต์เฟซบุ๊กลงในเพจ วัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง เพื่อประชาสัมพันธ์ เนื่องจากมีมิจฉาชีพเข้าไปทำลายเจดีย์และนำโกศบรรจุกระดูกในสุสานวัดศรีโลหะฯเป็นจำนวนมาก

ทางวัดจึงรบกวนท่านไปตรวจสอบเจดีย์ของบรรพบุรุษท่านและถ้าถูกทำลายให้ท่านไปแจ้งชื่อที่เจ้าอาวาสพระครูวิบูลจิตตารักษ์เพื่อจะได้รวบรวมรายชื่อเข้าแจ้งความต่อไปครับ โปรดช่วยกันแชร์และติดต่อสอบถามพระครูวิบูลจิตตารักษ์ 06-1297-7900

เมื่อเวลา 11.30 น.วันนี้ 28 พ.ย.64 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จตามที่ทางวัดได้โพสต์เอาไว้ เมื่อไปถึงบริเวณสุสานฯ พบพระปลัดบุญช่วย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง นายศักรินทร์ เกิดผล ประธานไวยาวัจกร นายสุนทร ทัด ไวยาวัจกร นายชัยพร ลิ้มเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ และผู้เสียหายอีกจำนวนหนึ่ง

จากการเดินตรวจสอบพบเจดีย์ถูกทุบที่บริเวณช่องเก็บอัตฐิจำนวนหลายเจดีย์ โดยมีร่องรอยเศษปูนตกหล่นอยู่หน้าเจดีย์ นอกจากนี้เหล็ก รวมทั้งราวเหล็กสำหรับเดินขึ้นเจดีย์และประตูห้องน้ำที่เป็นเหล็กถูกลักขโมยไปด้วย

ทั้งนี้ พระปลัดบุญช่วย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง เปิดเผยว่า ในอดีตไม่เคยมีใครเข้ามาทำลายเจดีย์เพื่อลักขโมยโกศภายในสุสานมาก่อน แต่มาปีนี้กลับมีคนเข้ามาทำลายและขโมยโกศทองเหลืองเพื่อนำไปขายเป็นจำนวนมาก อาตมาก็ขอเจริญพรญาติโยมและคณะกรรมการวัด ที่ได้มาร่วมกันหาเบาะแสในการติดตามจับคนร้ายมาลงโทษ

อาตมาภาพในนามผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง จึงขอเจริญพรญาติโยมทุกท่านให้เข้ามาช่วยกันหาเบาะแสของคนร้าย สำหรับสุสานแห่งนี้มีเนื้อที่ 15 ไร่ โดยนายเชื้อ ถาวรวงษ์ได้อุทิศที่ดินให้เป็นสุสานวัดศรีโลหะฯมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2465 หรือประมาณ 99 ปีมาแล้ว

ด้านนายสุนทร ทัด ไวยาวัจกร กล่าวว่า การกระทำของคนร้ายในครั้งนี้ทำให้ญาติรู้สึกสะเทือนใจกันเป็นอย่างมาก เพราะญาติพี่น้องรวมทั้งบุตรหลานจะมากราบมาไหว้โกศของพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย ของแต่ละครอบครัวหรือแต่ละตระกูลกันเป็นประจำทุกๆปี บางตระกูลมีอายุกว่า 100 ปี จึงถือว่าเป็นบรรพบุรุษของเขา

ดังนั้นจึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ เนื่องจากการลักขโมยในครั้งนี้ถือว่ามันรุนแรงมาก สำหรับผู้ต้องสงสัยนั้นมีอยู่ 1 คน แต่เราไม่มีหลักฐาน จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และที่ผ่านมาชาวบ้านได้ช่วยกันไปสืบหาเบาะแสตามร้านที่รับซื้อของเก่า แต่เจ้าของร้านก็ปฏิเสธ ซึ่งคนในหมู่บ้านมีพฤติกรรมต้องสงสัยอยู่ โดยทางนายชัยพร ลิ้มเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 กำลังติดตามดูพฤติกรรมของคนดังกล่าวอยู่

นายชัยพร ลิ้มเจริญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 กล่าวว่า เนื่องด้วยมีประชาชนได้แจ้งมายังวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง ว่าทางสุสานเจดีย์เก็บกระดูกของวัดศรีโหะฯ(ป่าช้า)ถูกทุบทำลายเป็นจำนวนมาก คนร้ายมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการลักโกศทองเหลือง ทางวัดจึงได้แจ้งให้ไวยาวัจกรและตน ได้ไปตรวจดูข้อเท็จจริงในที่เกิดเหตุและหาเบาะแสผู้กระทำผิด พบว่าเจดีย์ถูกทำลายหลายช่องและบรรจุกระดูกและโกศได้หายไปกว่า 40 เจดีย์ ซึ่งทุกครอบครัวต่างรุมประณามและแช่งชักหักกระดูก เพราะทำให้ญาติไม่พอใจกับการกระทำดังกล่าวเป็นอย่างมาก

เบื้องต้นตนได้รับมอบอำนาจจากพระครูวิบูลย์จิตตารักษ์ (หลวงพ่อไล้)เจ้าคณะตำบลรางสาลี่ เจ้าอาวาสวัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง ให้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้แล้ว และขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการติดตามหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอยู่ ซึ่งคงต้องตรวจหากล้องวงจรปิดที่คาดว่าคนร้ายจะใช้เป็นเส้นทางเดินทางมายังสุสานอยู่ ให้รวบรวมรายชื่อครอบครัวของผู้เสียหายเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าม่วง เพื่อให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

แปลกแต่จริง! ‘มะพร้าว’ออกยอดเป็น’กล้วย’ ผูกผ้าสามสีขอเลขเด็ด

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618703

แปลกแต่จริง! 'มะพร้าว'ออกยอดเป็น'กล้วย' ผูกผ้าสามสีขอเลขเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.54 น.

28 พฤศจิกายน 2564 เมื่อเวลา 07.00 น.  เหลืออีกไม่กี่วันก็ถึงวันหวยออกงวดประจำ 1 ธันวาคม 2564  หลายคนก็ได้พยายามมองหาเลขเด็ดเอามาเสี่ยงโชคกัน อย่างที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายบายพาสเลี่ยงเมืองราชบุรี หมู่ 2 ต.บ้านไร่ อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่นี่เปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวปิ่นโต และข้าวอาหารจานด่วน จะแปลกไม่เหมือนใครบรรยากาศดี มีปิ่นโตโบราณแขวนห้อยตกแต่งในบรรยากาศแบบไทยๆ บริเวณร้านยังเปิดขายต้นไม้ด้วย 

แต่ที่แปลกและฮา คือที่บริเวณข้างร้านมีกอกล้วยอยู่กอหนึ่งเป็นต้นกล้วยน้ำว้า ต้นแม่กำลังออกหน่อมีทั้งหน่อใหญ่ และหน่อเล็กสูงประมาณ 1.5 ฟุต ที่กำลังโผล่พ้นดินแทงยอดขึ้นมา แต่ที่สุดแปลกก็คือหน่อกล้วยเล็กที่กำลังโผล่จากดินนั้น ได้แทงหน่อผุดขึ้นมากลางกะลามะพร้าว ที่กองอยู่โคนต้น เป็นที่น่าสงสัยและแปลกใจของหลายคนที่มานั่งกินอาหารในร้าน และได้มาสอบถามถึงความเป็นมา หลายคนนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหน่อกล้วยใกล้ๆ แล้วก็ค่อยๆขยายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อจะหาเลขเด็ดด้วยความสนใจ 

นางกษิรา รอดเรืองคุณ อายุ 46 ปี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปิ่นโต กล่าวว่า ได้เช่าที่ขายก๋วยเตี๋ยวอยู่มา 3 ปีแล้ว และขายต้นไม้ดอกไม่ประดับ แต่ที่บริเวณต้นกล้วยค่อนข้างรก และได้นำกะลามะพร้าวที่ทำไว้สำหรับปลูกต้นไม้แขวน เอามาทิ้งไว้นานมากแล้ว เห็นว่ารกมากจึงจะเก็บทำความสะอาดพื้นที่ และจะเตรียมขยายกิจการร้านต้นไม้ให้กว้างขึ้น ที่ร้านเพาะกล้วยด่างขายด้วย ทั้งขายข้าว ขายก๋วยเตี๋ยว ขายต้นไม้หลายชนิด จึงได้มาเจอต้นกล้วยออกหน่อในลักษณะโผล่ขึ้นมา ตรงกลางพอดีกัน กลางของเปือก และน้องสาวยังบอกว่าตรงนี้ดีนะ งวดที่แล้วก็ยังเห็นเลขขึ้นที่ต้นหน่อกล้วยเป็นเลข 457 มีคนถูกเลขท้าย 57 ก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับโชคของแต่ละคนที่มีกัน

ทั้งนี้ทางเจ้าของร้านและคนที่มานั่งกินในร้าน ได้มีการจุดธูปขอพร ขอโชคขอลาภเสร็จแล้ว ก็ได้นำผ้าสามสีมาผูกรับขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลขอให้ได้เปิดโชค เปิดลาภ มีลูกค้าทั้งชายหญิงที่มารับประทานอาหารสนใจในความแปลกยังได้นำโทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปไว้ บางคนยังก้มไปมองใกล้ๆหน่อกล้วย บางคนเห็นเลข 66 และ 69 ก็ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อของแต่ละบุคคล. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘รองผู้ว่าฯน่าน’สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว เจอจะๆ‘ขยะ’ทิ้งจุดเช็คอิน ฝากนทท.ช่วยหน่อย

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618699

‘รองผู้ว่าฯน่าน’สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว เจอจะๆ‘ขยะ’ทิ้งจุดเช็คอิน ฝากนทท.ช่วยหน่อย

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.30 น.

‘รองผู้ว่าฯน่าน’สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว เจอจะๆ‘ขยะ’ทิ้งจุดเช็คอิน ฝากนทท.ช่วยหน่อย

28 พฤศจิกายน 2564 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดตัว “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อหลวง” ที่ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดินทางเดินกลับเข้ามาในตัวจังหวัดน่าน และสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเรื่องของความปลอดภัย ได้มาตรฐาน ปรากฏว่าคณะของนายวิบูรณ์ มาพบเรื่องของการทิ้งขยะของนักท่องเที่ยว โดยแวะดูตามสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงระหว่างเส้นทางสายน่าน-สันติสุข-บ่อเกลือ ซึ่งมีจุดเช็คอินหลายแห่ง เช่น ถนนตัวยู ถนนพับผ้า หมายเลขศูนย์ และที่สำคัญถนนหมายเลข 3

นายวิบูรณ์ กล่าวว่า ฝากเตือนถึงนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจังหวัดน่านที่ขึ้นมาเที่ยว ขอให้ช่วยกัน อย่าทิ้งขยะ เพื่อให้เมืองน่าน ยังคงเป็นเมืองน่าอยู่ต่อไป ทั้งนี้ที่บริเวณ ตรงนี้เป็นจุดชมวิวจุดหนึ่งที่บริเวณทางหลวงเส้นทางสันติสุข จะไปอำเภอบ่อเกลือ แขวงการทางได้ทำพื้นที่จอดรถ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้จอดชมวิว ส่วนในเรื่องของความปลอดภัยได้มาตรฐานแล้ว

“สิ่งที่ต้องฝากถึงนักท่องเที่ยว คือ เรื่องการทิ้งขยะ ถ้ามาเที่ยวแล้วต้องช่วยกัน อย่าทิ้งขยะตรงนี้ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ป่า ต้องให้ทางแขวงการทางมาติดป้ายห้ามทิ้งขยะ เพื่อเตือนนักท่องเที่ยว ให้รักษาความสะอาด เมืองน่านเราเป็นเมืองสะอาด นักท่องเที่ยวต้องช่วยดูแลเรื่องความสะอาดด้วย ฝากถึงนักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาท่องเที่ยวหรืออยู่ในพื้นที่ ต้องช่วยกันระมัดระวังและรักษาความสะอาด” นายวิบูรณ์ กล่าว

นายวิบูรณ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องของมาตรการป้องกันโควิด ขณะนี้การแพร่ระบาดในจังหวัดน่าน มีการแพร่ระบาดที่เบาบาง อยากให้นักท่องเที่ยว และคนในพื้นที่ของเราเองต้องยกการ์ดสูง ทุกคนยังต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการ New Normal ในห้วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว มีงานแต่งงาน งานเลี้ยง ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้เกิดสถานการณ์โควิด

-005

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘บพท.’นำร่องแก้จน20จังหวัด

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618633

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการแก้ไข ดังนั้น บพท. จึงให้ความสนใจส่งเสริมให้มีนำวิชาความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าไปช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยร่วมงานกับมหาวิทยาลัย 18 แห่ง

ดำเนินโครงการนำร่องใน 20 จังหวัด ตามแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยใช้ชุดข้อมูลแผนที่ความยากจนประเทศไทย (Thai Poverty Map-TP Map) ที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดทำร่วมกัน และชุดข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน เป็นฐานการทำงาน

จากนั้น บพท. ได้พัฒนากระบวนการค้นหาสอบทานคนจนที่ตกหล่นจากระบบเพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึก (deep data) โดยระบบ PPPconnext ซึ่งเป็นระบบข้อมูลที่แสดง
ทั้งปัญหาและทุนศักยภาพในการดำรงชีพคนจน 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม ทุนการเงิน ทุนกายภาพ ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบนี้จะสามารถวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มเป้าหมายคนจนเป็น 4 ระดับ คือ ระดับอยู่ลำบาก อยู่ยาก พออยู่ได้ และอยู่ได้ ซึ่งเป็นเสมือนการตรวจเอกซเรย์เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงตามสาเหตุ

นายกิตติกล่าวต่อไปว่า กระบวนการค้นหาดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย 18 แห่ง ร่วมกับกลไกภาครัฐ ภาคประชาสังคม และขบวนองค์กรชุมชน มีข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ กลไกการมีส่วนร่วมส่งผลต่อการช่วยเหลือเร่งด่วน สำหรับคนจนที่เป็นคนป่วย คนชรา คนพิการ เป็นระบบส่งต่อลำดับแรก ต่อจากนั้นจะมีระบบส่งต่อในปัญหาสำคัญอื่นๆ เช่น ปัญหาที่อยู่อาศัย จะเข้าสู่โครงการบ้านพอเพียงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ปัญหาการศึกษาส่งต่อสู่กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา ปัญหาสาธารณูปโภคส่งต่อหน่วยงานในพื้นที่ทีรับผิดชอบ ฯลฯ

รวมทั้งโครงการพัฒนานวัตกรรมแก้จนในหลากหลายรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทและสภาพปัญหา เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การพัฒนาผลตอบแทนบริการระบบนิเวศ (pay for eco system) สำหรับคนจนอนุรักษ์ป่า การยกระดับระบบสวัสดิการชุมชนให้ขยายบริการครอบคลุมคนจน การพัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตร เป็นต้น ส่วนสำคัญอีกเรื่อง คือ การนำส่งระบบข้อมูลคนจนและโครงการแก้จนเข้าสู่ระบบแผนพัฒนาท้องถิ่น หรือแผนพัฒนาจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนเกิดความต่อเนื่องโดยหน่วยงานรัฐในพื้นที่

นายแมน ปุโรธกานนท์ หัวหน้าแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ บพท. เปิดเผยว่า การเดินสำรวจเคาะประตูบ้านในพื้นที่นำร่องดังกล่าว สร้างโอกาสการเรียนรู้สภาพปัญหาอย่างชัดเจน และทำให้สามารถค้นพบคนจนที่ตกสำรวจเป็นจำนวน 336,239 คน ซึ่งเมื่อสมทบกับตัวเลขคนจนตามชุดข้อมูล จปฐ. และแผนที่ความยากจนประเทศไทย จะมีจำนวนคนจนรวมกันถึง 676,085 คน

โดยได้จำแนกกลุ่มคนจนในจังหวัดนำร่องออกเป็น 4 ระดับคือระดับสีแดง เป็นกลุ่มคนจนประเภทอยู่ลำบาก สีส้ม เป็นกลุ่มคนจนประเภทอยู่ยาก สีเหลือง เป็นกลุ่มคนจนประเภทพออยู่ได้ และสีเขียว เป็นกลุ่มคนจนประเภทอยู่ได้ ซึ่งคนจนใน 20 จังหวัดนำร่อง เป็นคนจนระดับสีส้ม มากที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39 รองลงมาเป็นคนจนระดับสีเหลือง มีอยู่ร้อยละ 29 และคนจนระดับสีแดง มีอยู่ร้อยละ 26 ขณะที่คนจนระดับสีเขียวมีอยู่ร้อยละ 6

เมื่อจัดแบ่งประเภทของปัญหาพบว่าคนจนส่วนใหญ่มีปัญหาขาดแคลนทุนกายภาพ คือ ขาดที่ทำกินมากที่สุด รองลงมาคือปัญหาขาดแคลนทุนมนุษย์ ได้แก่ พื้นฐานการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัดและพื้นฐานด้านสุขภาพอนามัย และถัดลงไปคือปัญหาขาดแคลนทุนธรรมชาติ ได้แก่ การที่ต้องประสบภัยธรรมชาติซ้ำซาก ทั้งน้ำท่วมฝนแล้ง หรือพายุ ส่วนปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ และปัญหาขาดแคลนโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอยู่ในลำดับรั้งท้าย

นายแมนระบุว่า ในการช่วยเหลือจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับระดับความเข้มข้นและเหตุปัจจัยของความจน เช่น กลุ่มสีแดงเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งประสานเชื่อมต่อเข้ากับระบบสวัสดิการของรัฐให้เร็วที่สุด ขณะที่คนจนกลุ่มสีส้ม จะเน้นการพัฒนาทักษะความรู้ในการประกอบอาชีพ ส่วนคนจนกลุ่มสีเหลือง จะเน้นการช่วยแสวงหาที่ ทำกิน และแหล่งทุน เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ขณะที่คนจนกลุ่มสีเขียว จะเน้นการสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านอาชีพ และทักษะการจัดการทางการเงิน เพื่อความมั่นคงยั่งยืนในการดำรงชีวิต

สำหรับ 20 จังหวัดนำร่องที่ บพท.เข้าไปมีบทบาทแก้ไขปัญหาความยากจน ภายใต้แผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ สกลนคร ศรีสะเกษ สุรินทร์ ยโสธร มุกดาหาร ชัยนาท แม่ฮ่องสอน ปัตตานี อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา เลย พัทลุง ยะลา นราธิวาส พิษณุโลก และลำปาง ส่วนรายชื่อ 18 มหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัย ที่ร่วมสานพลัง บพท.แก้ปัญหาคนจนสู้ภัยโควิด ได้แก่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ วิทยาลัยชุมชนยโสธร วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สถาบันวิทยาลัยชุมชน (กรุงเทพ) วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยทักษิณ (วิทยาเขตพัทลุง) มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618649

สกู๊ปแนวหน้า : หา‘ความจริงร่วม’ลดขัดแย้ง  ‘พูดคุย-เข้าใจ-ไม่ด่วนตัดสิน’

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“Post-Truth” หรือแปลทับศัพท์แบบไทยๆ ว่า “ยุคหลังความจริง” เป็นคำที่ในปี 2559 พจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ด (Oxford Dictionary) ได้ยกให้เป็นคำแห่งปี โดยนิยามไว้ว่าหมายถึง “การที่ผู้คนตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อและอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริง(relating to circumstances in which people respond more tofeelings and beliefs than to facts)”ซึ่งแม้ว่า Post-Truth จะเป็นคำที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 แล้วก็ตาม แต่ก็เพิ่งมาถูกกล่าวถึงมากในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด

Post-Truth ยังเชื่อมโยงกับอีกคำหนึ่งคือ “Echo Chamber” หรือ “ห้องเสียงสะท้อน” เป็นปรากฏการณ์ที่เมื่อคนเราส่งเสียงออกไปแล้วเสียงนั้นก็จะสะท้อนกลับมาในแบบเดียวกัน ซึ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับการสื่อสารผ่าน “Social Media” หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ที่สามารถเลือกได้ว่าจะรับข้อมูลข่าวสารหรือรับใครเป็นเพื่อน แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักเลือกรับที่ตรงจริตของตนเอง เมื่อบวกกับระบบของสื่อออนไลน์เองที่จะคัดกรองข้อมูลเฉพาะที่แต่ละคนชอบมาให้ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไป แต่ละคนก็จะยึดติดกับข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งและยากที่จะเปิดรับข้อมูลที่แตกต่าง

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดเวทีเสวนานักคิดดิจิทัลส่งท้ายปลายปี 2564 ครั้งที่ 19 “จากข้อมูลลวงสู่โลกเสมือน : แนวทางการหาความจริงร่วม” โดยความร่วมมือของหลายองค์กร อาทิ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ภาคีโคแฟค (ประเทศไทย) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) Centre for Humanitarian Dialogue (“hd) สถาบันเชนท์ฟิวชั่น และ มูลนิธิฟรีดริชเนามัน ประเทศไทย

ในช่วงท้ายของงานมีการเสวนาหัวข้อ “จากข่าวลวงสู่ความฉลาดยุคดิจิทัล : มุมมองจากเยาวรุ่นถึงบูมเมอร์”ซึ่งในช่วงหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการได้ชวนวิทยากรบนเวทีให้ความเห็นเกี่ยวกับยุคปัจจุบันที่มีข้อมูลข่าวสารมากมายและทำให้ผู้คนในสังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายกันมากขึ้น คำถามคือแล้วจะหา “ความจริงร่วม”หรือความจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมร่วมกันได้อย่างไร

มุมมองจากคนรุ่นใหม่ สุธิดา บัวคอม ตัวแทนทีม “บอท” จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ การแข่งขันระดมสมองเชิงลึก “FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จแสวงหาความจริงร่วม” กล่าวว่า แม้กระทั่งยุคนี้ที่ผู้คนนิยมเชื่อคนดังบนโลกออนไลน์ (Influencer) ก็ยังแยกได้อีกว่าจะเลือกเชื่อคนดังคนใด ซึ่งก็ต้องผ่านการพูดคุยกัน แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech)เสียก่อน ต้องเปิดพื้นที่ให้คนที่มีสถานะแตกต่าง เช่น วัย อำนาจ ได้พูดคุยกันอย่างเต็มที่

“ก่อนที่จะพัฒนาไปถึงขั้นนั้น ต้องเริ่มจากเด็กกับผู้ใหญ่ต้องสามารถคุยกันได้ก่อนโดยไม่มีอำนาจบางอย่างมากั้นตรงกลาง พื้นที่นี้พยายามมีแต่ว่ามันไม่ใช่เป็นพื้นที่จริงสักเท่าไร คือมันเป็นเวทีแบบนี้แต่ไม่ได้ถูกให้เด็กพูดทุกเรื่องจริงๆ มันมีกรอบกำหนดอยู่ที่เรารู้ว่าไม่สามารถข้ามไปสู่เรื่องนี้ได้”สุธิดา กล่าว

เช่นเดียวกับ ไอริณ ประสานแสง ตัวแทนทีม “New Gen Next FACTkathon” จากมหาวิทยาลัยพายัพ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขันระดมสมองเชิงลึก FACTkathon : Fact-Collab to Debunk Dis-infodemic หักล้างข้อมูลเท็จ แสวงหาความจริงร่วมกล่าวว่า อยากให้ยอมรับก่อนว่ามนุษย์นั้นมีอคติ (Bias) อยู่แล้วดังนั้นแม้ไม่เป็นกลางก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เปิดใจรับฟังอีกมุมหนึ่งบ้างก็พอ

“ถ้าเกิดเราบอกว่าเราเป็นกลาง แต่ลึกๆ เรายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเราเชื่อ เราศรัทธาอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้มีความจริงมากขนาดไหนแต่คุณยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าคุณคิดอะไร คุณยังไม่รู้ความเป็นมนุษย์ของตัวคุณเลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อยากให้ทุกคนยอมรับก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาถกกัน เพราะความจริงมันไม่เหมือนข้อเท็จจริง มันไม่ใช่ขาว-ดำ มันอยู่ตรงกลางเป็นสีเทา ฉะนั้นเรามาพูดกันได้”ไอริณ กล่าว

ความเห็นจากคนทำงานแวดวงสื่อมวลชน พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทยอสมท กล่าวถึงคำว่า “ความเข้าใจกัน” เช่น คนรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ ทั้ง 2 วัยมีข้อดี-ข้อด้อยแตกต่างกัน แต่อาจไม่ได้มองสัดส่วนตามข้อเท็จจริงทำให้การคุยกันทำได้ยากขึ้น อาทิ ผู้ใหญ่รู้ว่าเด็กคล่องแคล่วในทักษะด้านดิจิทัล แต่เห็นว่าตนเองเป็นผู้ใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องปรึกษาเด็ก

กระทั่งเมื่อผู้ใหญ่ถูกหลอกจากการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ จึงค่อยมาปรึกษาเด็กว่าจะเอาเงินคืนได้อย่างไร เป็นต้นในทางกลับกัน เด็กควรเข้าใจว่าทั้งบ้านได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อให้เด็กมีทักษะด้านดิจิทัล หากเปรียบกับบริษัทแล้วหมายถึงตำแหน่ง Chief Technology Officer (CTO) หมายถึงเป็นฝ่ายดูแลด้านเทคโนโลยีประจำองค์กร ทั้งการทำให้องค์กรเจริญขึ้นด้วยเทคโนโลยี และใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยองค์กร

“จริงๆ คือทรัพยากร Assign (มอบหมาย) หน้าที่เข้าไปมันไม่ได้ Assign เฉพาะเอาความบันเทิงด้านดิจิทัลเข้าไป แต่ก็Assign หน้าที่บางอย่างเข้าไปในตัวของบุคคลนั้นด้วย ฝั่งผู้ใหญ่ควรจะรู้ว่าเด็กๆ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ก็ควรจะสอบถาม แล้วตัวเด็กๆ ควรจะรู้ว่าผู้ใหญ่จำนวนมากในบ้านผ่านจำนวนฝนมามากกว่า มีประสบการณ์หลายๆ อย่างมากกว่า แม้ความรู้จะน้อยกว่า แต่ผ่านประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นเด็กๆ อาจจะดูว่าส่วนไหนควรจะต้องถามผู้ใหญ่ ในมุมเดียวกันเพียงแต่มันกลับข้างกัน” พีรพล กล่าว

ขณะที่อดีตสื่อมวลชนที่ผันตัวไปทำงานในองค์กรด้านเทคโนโลยี ธนภณ เรามานะชัย Trainer Google News Intiative (GNI) ให้ความเห็นว่า “การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)” เป็นทักษะที่สำคัญกับทุกเพศทุกวัย เช่น รู้ว่าแพลตฟอร์มต่างๆ (เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ)ถูกพัฒนาขึ้นด้วยวัตถุประสงค์อะไร เพื่อที่ผู้ใช้งานจะได้ถอยหลังกลับมาเมื่อรู้สึกว่าตนเองถลำลึกเข้าไปมากเกินไป อีกทั้ง “คนเราไม่จำเป็นต้องอยู่กับหน้าจอบ่อยๆ ก็ได้” การได้มาพูดคุยกันจริงๆ บางครั้งอาจทำให้เข้าใจกันได้มากกว่า

พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล ผู้จัดการมูลนิธิฟรีดริชเนามัน(ประเทศไทย) กล่าวว่า การหาความจริงร่วมอย่างไรก็ต้องเริ่มจากพูดคุยกัน และเป็นการพูดคุยที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นรุ่นไหนแต่หมายถึงผู้คนโดยรวม เพื่อนำไปสู่การหาความจริงร่วมในสังคม ทั้งนี้ ความขัดแย้งและความเห็นต่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ปรึกษาโคแฟค (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการในการหาความจริงร่วม คือการมีพื้นที่ให้ความจริงที่หลากหลายโดยไม่ต้องตัดสินถูก-ผิด แต่เป็นการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างไรก็ตามต้องแยกแยะให้ได้ด้วยระหว่างข้อมูล ความรู้และความคิดเห็น อีกทั้งต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้..และความเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าอับอาย!!!


SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : วช.ถอดรหัสการจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน กับเบื้องหลังทัพหน้า‘วิจัยคุมโควิด’

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618630

สกู๊ปพิเศษ : วช.ถอดรหัสการจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วน  กับเบื้องหลังทัพหน้า‘วิจัยคุมโควิด’

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 (Thailand Research Expo 2021) ที่ห้องเวิลด์บอลรูมชั้น 23โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา

งานในภาคเช้าได้มีการจัดเวทีเสวนา เรื่องการถอดรหัสการจัดสรรงบวิจัยเร่งด่วนกับเบื้องหลังทัพหน้า “วิจัยคุมโควิด”ฉายภาพรวมการแก้ไขปัญหาของประเทศในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเวลากว่า 2 ปี ประเทศไทยสามารถรับมือทั้งที่สำเร็จและที่ยากลำบาก ซึ่งผ่านมาได้อย่างดีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนี้คือ การวิจัยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิดทำให้เห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจัดรูปแบบการบริหารจัดการงานวิจัยใหม่ โดยใช้สถานการณ์ที่มีอยู่และโจทย์จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีเป้าหมายเดียวกันร่วมมือกันและส่งต่อผู้ใช้งานจริง พร้อมรับฟังโจทย์ของผู้ใช้เพื่อให้การแก้ปัญหาของประเทศได้จริง นอกจากนี้ไทยถือว่า ก้าวมาถูกทางแล้วที่รวบรวมงบประมาณวิจัยมาอยู่ในกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่ใช้ในการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาประเทศ ทำให้สามารถตัดสินใจจัดสรรงบประมาณวิจัยในสถานการณ์ฉุกเฉินได้

ทั้งนี้ โควิด-19 เป็นโรคใหม่ จึงต้องเรียนรู้จากโรค และต้องรวบรวมสรรพกำลังเพื่อต่อสู้กับโรค โดยในการวิจัยจะต้องมี 1.ต้องมีเป้าหมายที่ตรงกัน หน่วยงานวิจัยต่างๆ ของประเทศที่มีอยู่ ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในการระบาดของไข้หวัดนกในอดีต มีการจัดลำดับเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ในการพัฒนาอุปกรณ์ เครื่องเวชภัณฑ์ต่างๆ

2.มีผู้คุมนโยบาย ได้แก่ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สอวช.) ที่ต้องมีนโยบายที่ชัดเจน แบ่งงาน กระจายงาน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดการร่วมมือกัน

3.การจัดสรรงบประมาณ เป็นหน้าที่ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นงบวิจัยเร่งด่วนที่สามารถทำได้ง่ายขึ้น ผลดีจากการปฏิรูปงบประมาณวิจัยเมื่อ 2 ปี ที่มีวช.ดูแลงบวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

“กระทรวงฯต้องมีการพัฒนาผลผลิตแบบใหม่ ที่เกิดจากผลงานวิจัยเพื่อรับใช้สังคมและปัญหาของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ รวมทั้งต้องมีการเขียนเป็นหลักวิชาการด้วย ผมเห็นและเสียดายว่าในช่วง 2 ปี มีการวิจัยในเรื่องโควิดจำนวนมากและมีการตีพิมพ์ เราต้องถือโอกาสตรงนี้ และถ้าใครที่รับทุนวิจัยแล้วส่งแต่ละงานวิจัยอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีการรายงานผลต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลา 5 ปี ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง” ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร กล่าว

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช.เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในชุดบริหารจัดการช่วยคลี่คลายสถานการณ์โควิด ในช่วงปี 2563 ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการ วช. ในขณะนั้น ได้ปรับแผนงบประมาณเพื่อรองรับการบริหารจัดการเรื่องโควิด-19 ที่ใช้วิจัยและนวัตกรรมมาทำงานร่วมกับด่านหน้า ต่อมาช่วงปลายปี 2563 สถานการณ์คลี่คลายระยะหนึ่ง ได้มีความพยายามที่จะช่วยคลี่คลายทางด้านเศรษฐกิจสังคม และเริ่มมีเวชภัณฑ์อุปกรณ์ที่ส่งเสริมการพัฒนาออกมาและ วช.ได้รับโอกาสมีส่วนร่วมทำงานกับทาง ศบค. ปี 2564 เห็นภาพการระบาดเป็นภาพใหญ่ วช.ได้ส่งมอบผลงานอุปกรณ์การแพทย์แก่ทางด่านหน้า มีผลงานจากการวิจัยเกิดขึ้น และมีการกำหนดแผนสนับสนุนการวิจัยเรื่องโควิดเป็นระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มองภาพการต่อยอดขยายผลในมิติสาธารณสุข

โดยประเด็นที่ให้ความสำคัญมีเรื่องการกลายพันธุ์ไวรัส การสนับสนุนเรื่องวัคซีน ก่อนขยายประเด็นมากขึ้นเป็นการรับมืออย่างเป็นระบบ โดยใช้งานวิจัยสนับสนุนรวมถึงประเด็นด้านสังคมและเศรษฐกิจมุ่งตอบสนองต่อการใช้งานเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ในระยะยาวมีเรื่องของการพัฒนายา วัคซีนชนิดอื่นๆ

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการวิจัยปี 2563 มีการใช้ไปมากกว่า 800 ล้านบาท วช.มีสัดส่วนอยู่ 20% ส่วนในปี 2564 ใช้งบประมาณ 1,200 ล้านบาท เป็นส่วนของ วช.ประมาณ 24% มีการวิจัย 2 ปี รวม 402 โครงการ โดยในปี 2564 มีการวิจัยเกิดขึ้นเพิ่มมาประมาณ 300 โครงการ วช.ได้รับมอบหมายงานในระดับแผนของประเทศมาสู่หน่วยงานบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม

จากที่ได้ร่วมเสวนากัน สิ่งที่เห็นและเป็นสิ่งสำคัญคือ เดิมอาจมีความคุ้นเคยการทำงานที่เป็นช่วงเวลา ในการขอรับการสนับสนุนในเชิงทุน แต่ในบางกลไกมีการขยับขึ้นไปให้สูงขึ้นมีการตั้งโจทย์Demand Side สนับสนุนแผนงานรวดเร็วขึ้นและไม่ให้ติดขัดในแผนงานเวลาอีกต่อไป หลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค หรือ ศิริราช ซึ่งหลายโครงการไม่ได้มีการพูดถึงในเชิงแผนงานแต่จะพูดถึงการบริหารประเด็นเชิงเร่งด่วนวช.พยายามตอบรับในการทำงานให้เกิดขึ้นรวดเร็ว

นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรคกล่าวว่า เรื่องโควิด-19 เป็นการเรียนรู้จากการทำงานที่เราได้ใช้เรียนรู้ร่วมกันมาในเรื่องการวิจัยมาสู่การปฏิบัติ คงอยู่ที่รหัสที่สำคัญ คือ “การมีเป้าหมายร่วม” ถ้าทุกคนมีเป้าหมายร่วมไปสู่ที่เดียวกันและนำมาด้วยการปรับแนวคิดที่เราทำงานในยุคใหม่ ไม่มีตัวตน หรือ นิวแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำ ไม่ได้อยู่ในกระดาษอย่างเดียว ถ้าเราร่วมทำงานแบบนี้ประสบการณ์ โควิด จะทำให้เราได้ก้าวไปสู่ สมาร์ทลีฟวิ่ง หรือการร่วมกันแบบอัจฉริยะแบบโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ๆ หรือ ยาใหม่ๆเราทำงานด้วยเป้าหมายร่วมและมีความสุขร่วมกัน

ข้อจำกัดคนที่นำผลงานวิจัยไปแชร์เพื่อทำงานในส่วนปฏิบัติการ เราทำข้อเสนอไปสู่นโยบายมักจะเขียนผลงานวิจัยน้อยกว่า 20 เรื่อง ถ้าเป็นภาพในหน่วยงานเอง แต่ถ้าทำร่วมกับหน่วยงานอื่นก็มี ซึ่งการใช้งานอาจจะยังไม่ไปสู่สาธารณะเท่าไหร่ แต่มันจะเป็นเรื่องของการเสนอเชิงนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ ในช่วงโควิดที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงมากโดยเฉพาะในเรื่องการนำเสนอเชิงนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ รวดเร็ว

นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กล่าวว่า งานวิจัยมันอยู่กับเราตลอด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนที่ช่วยให้เราตัดสินใจไปทางที่ถูกและอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครั้งที่มีการระบาดทำให้เห็นถึงความร่วมมือ และเห็นระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ถ้าระบบสนับสนุนงานวิจัยดี นักวิจัยอยากทำ และมีการตอบสนอง ผลงานวิจัยมันจะไปเร็ว ในอดีตการทำวิจัยเราต้องของบประมาณล่วงหน้าถึง 2 ปี ซึ่งล่าช้าและทำให้นักวิจัยไม่อยากทำ พอตอนนี้มีปัญหาที่ใหญ่ และนักวิจัยอยากทำ มีการตอบสนองเรื่องงบประมาณ การเก็บข้อมูลต่างๆ ทุกอย่างมันจะเร็วหมด ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องข้อมูลวิชาการที่จะเผยแพร่สู่ประชาชน อยากให้ช่วยมีการปรับภาษาจากวิชาการเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย เรารับหมดทุกโครงการที่เป็นงานวิชาการเกี่ยวข้อง อีกทั้งกรมการแพทย์ยังมีข้อมูลวิจัยที่จะกลั่นกรองสกัดออกมาให้อยู่ในพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งต้องดูเรื่องการประเมินว่าข้อมูลที่ได้มาดีมากน้อยแค่ไหน

ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราทำวิจัยในประเทศไทย ควรทำอะไร การแก้ปัญหาโควิด ในเชิงวิทยาศาสตร์เป็นปัญหาของโลก เราจะไปทำแข่งขันการแก้ปัญหาของโลกมันไม่ทัน ไม่มีศักยภาพ และก็ไม่ควร แต่ควรมองเรื่องที่เราต้องทำโลคอล คอนเทนต์ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำ มีอยู่ 2 ประเด็น คือ 1.ตรงไปตรงมา และเรื่องระบาดวิทยาต้องเป็นของใครของมัน บ้านใครบ้านมัน ใครระบาดอย่างไร เชื้อเป็นอย่างไร 2.ข้อจำกัดของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรว่าเรามียา มีวัคซีนแค่ไหน

“เรื่องการนำผลวิจัยไปใช้งาน ก็มีบางเรื่องที่เราทำกันแล้วยังไม่มีข้อมูลเป็นผลสรุป ถ้ามีการตีพิมพ์แล้วนำไปใช้ก็ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แต่มีหลายเรื่องที่ยังคาใจ ที่บอกว่าอัตราการตายต่ำ หมอหลายคนบอกว่าเป็นเพราะเราใช้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือไม่ หรือวัคซีน ยังไม่มีข้อสรุปออกมาชัดเจนหรือเป็นระบบทำให้เกิดความสับสนและงงๆ แต่ถ้ามีการมานั่งคุยกันจากหลายฝ่ายถ้ามีการสร้างแพลตฟอร์มรองรับ ถ้าทุกคนช่วยกันดูและแชร์ความคิดร่วมกันจะเป็นผลที่ดีมาก ยังมีหลายคำตอบที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าการลงตามวิจัยที่มีการตีพิมพ์แล้วมันชัดเจนจริงหรือไม่ ซึ่งโจทย์ของเราต้องพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับนานาชาติต่อไป” นพ.ประเสริฐ กล่าว

ในวงเสวนาครั้งนี้ มีผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการวิจัยด้านนี้เข้าฟังจำนวนมาก โดยผู้ทรงคุณวุฒิ วช.ได้กล่าวบนเวทีเสวนาว่า เราโชคดีที่มีทัพหน้าและทัพหลังในการที่จะหลุดพ้นแต่ก็ยังมีบทเรียนและการเรียนรู้ต่างๆ ที่ไม่ทราบว่าจะสามารถการันตีได้หรือไม่ และดีใจว่าเรื่องข้อมูลวิจัยนั้นมีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจระบบสังคมของประเทศ

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา : ธรรมเทศนาพระราชสุเมธี

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618641

สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา : ธรรมเทศนาพระราชสุเมธี

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.05 น.

“พระราชสุเมธี” หรือ หลวงปู่เหลี่ยม สุจิณฺโณ เจ้าอาวาส วัดภูตูมวนาราม ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เมตตาแสดงพระธรรมเทศนาหัวข้อ “สตินำมาสู่กตัญญูกตเวทิตา” ในโอกาส 80 ปี อายุวัฒนมงคล “พระครูปลัดสุวัฒนญาณคุณฯ” (พระมหาสามเรือน ปุญฺเญสโก) เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ (ธรรมยุต)  และ เจ้าอาวาส วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน จังหวัดสมุทรปราการ 

(นะโม 3 จบ) สัพเพสังขารา อนิจจาติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ยะทา นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยาติ อิมัสสะ ธัมมะปริยายัสสะ อัตโถสาธายัสสะมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ 

นับตั้งแต่บัดนี้ จะได้น้อมนำเอาพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มาแสดงชี้แจงตามอัตถะ ที่ยกเป็นนิกเขปบทเบื้องต้น เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันอภิกลักขิตกาล คล้ายวันชาตกาล หรือ วันเจริญมงคลอายุวัฒนะของเจ้าอธิการพระมหาสามเรือน เจ้าอาวาสวัด
อโศการาม รูปที่ 4 เจ้าคณะตำบล จังหวัดสมุทรปราการ 

ด้วยท่านได้วางแนวให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย มาบวชพราหม์มณีชีปะขาว ที่เรียกว่า บวชเนกขัมมะภาวนา เพื่อสร้างกุศลเจตนาและยังศรัทธาให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการฟังธรรม ด้วยการสร้างความเพียร ด้วยการถือเนสัชชิก การธุดงค์ อันเป็นธุดงค์ที่จะกำราบกิเลส โดยฝึกจิตของตนเองด้วยการมานั่งภาวนาบำเพ็ญธัมมัสภาวนามัยให้ได้ครบทั้ง 5 กัณฑ์ เท่ากับขันธ์ 5 ของเรา ถ้าจะกล่าวไปถึงเจ้าของงาน คือ ท่านพระมหาสามเรือนบวชมาใหม่ ท่านก็ใคร่ต่อการศึกษาธรรมวินัย สอบนักธรรมตรี โท เอก จบ ก็ใคร่ที่จะศึกษาทางบาลี ซึ่งเป็นที่มาของพระไตรปิฎก ทั้งพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม ก็ไปศึกษาหลายจุด เดินธุดงค์ไป เพื่อศึกษาธรรม ศึกษาข้อวัตรจากครูบาอาจารย์ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ ไปด้วยกันเป็นสหธรรมิก มีท่านเจ้าคุณพระมหาศุภใจ , อาจารย์เวียง แล้วก็อาจารย์อีกหลาย 2-3 รูป ไปด้วยกัน ไปในที่ต่างๆ แม้กระทั่ง จ.เลย ก็ไป ขึ้นภูกระดึงค์บ้าง ไปทางภาคเหนือ ไปศึกษาบาลี ที่วัดเจดีย์หลวงบ้าง จนกระทั่งได้เปรียญธรรม 3 ประโยค 

เช่นเดียวกันกับหลวงตามหาบัว หลวงตามหาบัวก็ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค แม้แต่ผู้แสดงธรรมอยู่นี้ ก็ได้เปรียญธรรม 3 ประโยคเช่นกัน แถมไปได้วุฒิจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ จบ ศน.บ. ศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต นี่คือการศึกษา เพราะฉะนั้นญาติโยมทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรม ขอให้ทุกท่านจงมีสติ มีสติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น เมื่อมีสติก็จะทำให้เราตื่นตัว เพราะ “สติสัมปัญชัญญะ” มันจะมาพร้อมกัน สติความระลึกได้ สัมปัญชัญญะ ความรู้ตัวเกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลนั้นก็จะมีความสำเหนียก สำนึก ระลึกอยู่ตลอดเวลา  สำเหนียกอะไร สำเหนียกว่า บัดนี้ เราทำอะไร บัดนี้ เราต้องการอะไร มันเกิดความสำเหนียกเกิดขึ้นในตัวเรา เราจะสร้างกุศลผลบุญด้วยการนั่งภาวนาปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ลงทุนอะไรเลย มีแต่เอาจิตของเราให้ตั้งมั่น มีกาย มีวาจา อันสงบแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดอานิสงส์เกิดขึ้นกับตัวเรา สำเหนียก สำนึก สำนึกถึงบุญคุณ คนเราถ้ามีความสำนึก สำนึกถึงคุณูปการว่าบุคคลนี้เคยแนะนำเรา บุคคลนี้ครูบาอาจารย์รูปนี้เคยให้สติแก่เรา เคยให้ธรรมะสอนเรา เราสำนึก เราสำนึกอยู่อย่างนี้ การสำนึก แล้วก็ระลึกถึง 

เมื่อระลึกถึงคุณความดี ก็ทำให้คุณธรรมเกิดขึ้นกับบุคคลนั้น เรียกว่า “กตัญญูกตเวทิตาธรรม” เกิดขึ้นกับบุคคลนั้น ดังนั้น ความสำเหนียกสำนึกระลึก 3 ประการนี้ จึงเป็นตัวก่อให้เกิดคุณธรรม คุณธรรมที่จะเกิดขึ้น ในข้อแรก สำนึกถึงบุญคุณ เรียกว่า กตัญญูกตเวทิตา เรารู้บุญคุณของบุคคลอื่นที่กระทำให้เราแล้ว แล้วตอบแทนนี้เป็นธรรมที่หาได้ยาก อันนี้แหละ มันเกิดขึ้นจากสติ เมื่อเรามีสติ มันก็จะเกิดคุณธรรมอันนี้ตามขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่มีสติ เลอะๆเปรอะๆเปื้อนเลื่อนเปื้อนไป ไม่ตั้งมั่น มันก็เลื่อนลอย มีสติไปตามกระแส แต่ถ้าเรามีสติตั้งมั่น เมื่อเรามีสติตั้งมั่น ก็จะทำให้เกิด “สติปัฎฐาน” คือ มีฐาน ฐานของสติ ครูบาอาจารย์สอนเสมอ 

ในการเจริญอานาปานสติ อันนี้ท่านพ่อเคยสอนเรื่องการเจริญอานาปานสติ หรือ ในหนังสือต่างๆที่ท่านได้ลิขิตไว้ กล่าวแล้วก็ท่านลิขิตจากที่ท่านได้รู้ได้เห็น เทียบเคียงกับตำราที่มีมาในพระไตรปิฎก และ ความคิดที่มันมากกว่าที่มีในพระไตรปิฎก คือ เกิดจากจิต ก็จะลิขิตไว้ ให้พวกเราได้รับทราบได้อ่านและได้เข้าใจ เพราะท่านลิขิตออกมาจากจิตที่ท่านได้ประสบแล้ว ทำให้เราฟังง่าย เข้าใจง่าย มาถือปฏิบัติได้ง่าย ด้วยการมีสติตัวเดียวเท่านั้น ทีนี้ “สติ” จะตั้งไว้ ณ ที่ใด ก็ต้องมาตั้งไว้ ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ที่เรียกว่า “ปลายจมูก” มันจะต้องมาตั้งที่จุดนี้ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ครูสาวสุดงง! นอนเล่นเกมอยู่ดีๆ มีรหัส OTP เข้า พริบตาเดียวเงินหายเกลี้ยงบัญชี

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618600

ครูสาวสุดงง! นอนเล่นเกมอยู่ดีๆ มีรหัส OTP เข้า พริบตาเดียวเงินหายเกลี้ยงบัญชี

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.05 น.

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการครู โพสต์ข้อความแชร์ประสบการณ์โดนหักเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ที่มาที่ไป โดยระบุว่า

“สวัสดีค่ะ…เวลาประมาณ 23.37 น. นอนเล่นเกมอยู่ดี ๆ มีรหัส OTP เข้ามา แว๊บแรกเรานึกถึงข่าวเงินออกไม่ทราบสาเหตุ เลยจะรีบเข้าแอพไปโอนเก็บไว้บัญชีอื่น แต่เพียงเวลาแค่ 1 วินาที เงินออกหมดเลยค่ะ ไปดูสเตจเมนท์ไม่พบรายการเคลื่อนไหวใด ๆ นอกจากรายการที่เราโอนปกติ แบบนี้จะได้เงินคืนไหมคะ? พรุ่งนี้จะไปคิดต่อธนาคารตอนนี้นอนไม่หลับเลยค่ะ”

ซึ่งต่อมา ครูท่านดังกล่าว โพสต์ระบุว่า “ล่าสุดรายการเดินบัญชีขึ้นแล้ว แบบนี้คือคืออะไร แล้วทำไมเงินออก !?!! หักรัว ๆ จากบัญชี ตอนนี้เงินหมดบัญชีแล้ว” โดยในรายการเดินบัญชีระบุว่า จ่ายค่าสินค้า/บริการ และหักเงินออกไปจากบัญชีตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพัน

ล่าสุด ครูผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความและติดต่อกับธนาคารเรียบร้อยแล้ว -007

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สงสัยมาใบ้หวย! รถชนจอดรอประกันจู่ๆ ตัวเงินตัวทองเดินเข้าไปในห้องเครื่องรถ

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618597

สงสัยมาใบ้หวย! รถชนจอดรอประกันจู่ๆ ตัวเงินตัวทองเดินเข้าไปในห้องเครื่องรถ

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.48 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 27 พ.ย.64 อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งจากประชาชนขอความช่วยเหลือเข้ามาว่า มีตัวเงินตัวทองเข้าไปในห้องเครื่องรถยนต์เก๋ง เหตุเกิดในซอยกรุงเทพนนท์ 7 แยก 4 ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี จากนั้นจึงเร่งรุดเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีออส สีขาว ทะเบียน 3กฉ 7169 กทม จอดอยู่โดยมี น.ส.ถนอมจิตต์ คนองเดชอายุ 34 ปี เจ้าของรถยืนรอเจ้าหน้าที่โดยแจ้งว่ามีตัวเงินตัวทองเข้าไปในห้องเครื่องและยังไม่ออกมา จากนั้นทางอาสาสมัครกู้ภัยได้เริ่มทำการค้นหาตัวกระทั่งไปพบอยู่บริเวณซุ้มล้อหน้าด้านซ้าย โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงสามารถนำเจ้าตัวเงินตัวทอง ออกมาได้พร้อมนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

น.ส.ถนอมจิตต์ เจ้าของรถกล่าวว่าในขณะที่กำลังขับรถมารับบุตรที่โรงเรียนระหว่างชะลอรถเพื่อเลี้ยวเข้าโรงเรียนก็ถูกรถ จยย.พุ่งชนท้ายได้รับความเสียหาย หลังจากนั้นจอดรถเพื่อรอประกันภัยได้ประมาณ 10 นาทีก็เห็นตัวเงินตัวทอง เดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งที่ทราบภายหลังว่าถูกสุนัขไล่กัดมา จังหวะนั้นตัวเงินตัวทองก็เข้าไปใต้ท้องรถก่อนที่จะไปซุกซ่อนตัวหลบอยู่ในห้องเครื่องของรถจึงตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าว  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หนุ่มระยองยกร้านกาแฟใส่รถบรรทุก 6 ล้อ 3 คันแลกบอนหูช้างด่างขาว

Posted on December 2, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/618591

หนุ่มระยองยกร้านกาแฟใส่รถบรรทุก 6 ล้อ 3 คันแลกบอนหูช้างด่างขาว

วันเสาร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.24 น.

หนุ่มเจ้าของสถานเสริมความงาม จังหวัดระยอง ยกร้านกาแฟใส่รถบรรทุก 6 ล้อ 3 คันมาแลกกับบอนหูช้างด่างขาวที่ฟาร์มกล้วยด่างและบอนด่างในอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี  เผยคุณแม่ชอบและนำไปเป็นแม่พันธุ์เพาะขยายเสริมอาชีพด้วย

วันนี้ (27 พ.ย.64) พาไปกันที่ฟาร์มกล้วยด่างอวตาร อยู่ที่ ต.บ้านบึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ของนายธนกร เพ็งนาเรนทร์ อายุ 37 ปี เป็นเจ้าของฟาร์มที่ก่อนหน้านี้นายธนกร เคยเป็นข่าวโด่งดังเรื่องการขายกล้วยด่างแดงอินโด ชื่อทองคูณ ซึ่งแยกหน่อมาจากต้นแม่คือทองคันนาในราคาหน่อละ 3 ล้านมาแล้ว หลังจากที่นำทองเมียไปลงทุนหาซื้อกล้วยด่างสายพันธุ์แดงอินโดมาปลูก กระทั่งเจริญเติบโตมีลูกค้าสนใจเข้ามาซื้อกันอย่างคึกคักมีราคาตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท นอกจากมีกล้วยด่างแล้วที่นี่ยังมีบอนหูช้างด่างขาว และบอนหูช้างด่างเหลือง เอาะดิบ และตระกูลบอนอีกหลายชนิดก็ยังเป็นที่สนใจของลูกค้ามีราคาตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักล้านบาทด้วย  

ล่าสุดวันนี้มีนายเดชา รัตนพงศ์พัฒนา อายุ 35 ปี เจ้าของคลินิกเสริมความงาม จากจังหวัดระยอง เกิดความสนใจในไม้บอนด่างหูช้างด่างขาว จึงได้ติดต่อขอนำร้านกาแฟมือสองที่ครอบครัวเพิ่งหมดสัญญาเช่าเอามาแลกกับบอนหูช้างด่างขาว โดยได้ขนยายจากจังหวัดระยองมาถึง อ.บ้านคา จ.ราชบุรี คิดค่าขนย้ายพร้อมติดตั้งในราคา 50,000 บาท ซึ่งทางฝ่ายร้านกาแฟเป็นคนออก อุปกรณ์ประกอบไปด้วยร้านกาแฟ 2 ห้อง แอร์ 2 ตัว ห้องน้ำ 2 ห้อง โดยทางเจ้าของบอนหูช้างด่างขาว ได้ปรับที่ดินสร้างลานเทปูนไว้เป็นฐานสำหรับการประกอบเป็นร้านได้อย่างสะดวก ขนยายได้รถบรรทุก 6 ล้อ 3 คัน พร้อมคนงานติดตั้งประกอบให้เรียบร้อย 

นายธนกร เพ็งนาเรนทร์ อายุ 37 ปี  เป็นเจ้าของฟาร์มก๊อปอวตาร กล้วยด่างและบอนด่าง กล่าวว่า บอนหูช้างด่างขาวตั้งราคาไว้ประมาณ 3 แสน 5 หมื่นบาท   ตน ประกาศรับแลกบ้าน กับรถยนต์ไว้ เป็นโปรเจกต์ที่ยังขาดบ้านน็อกดาวน์อยู่ จะเอามาให้คนงานอยู่ ส่วนรถก็อยากเอามาใช้เพราะมีต้นไม้อยู่มาก  พอดีน้องคนนี้ทักมาว่ามีร้านกาแฟพอจะแลกกันได้มั๊ย จึงพูดคุยรายละเอียดกัน จนได้ตกลงกันทั้ง 2 ฝ่าย 

ด้านนายเดชา รัตนพงศ์พัฒนา เจ้าของคลินิกเสริมความงาม กล่าวว่า ร้านกาแฟน็อกดาวน์มือสองก็ราคาอยู่ประมาณ 3 แสน 5 หมื่นบาท ซึ่งแม่ของตนเองเป็นคนชอบต้นไม้ และได้ติดตามเพจพี่เขามานานแล้ว อยากได้สักต้นเอาไปเป็นแม่พันธุ์ อีกทั้งร้านกาแฟก็หมดสัญญาเช่าแล้ว และไม่ได้ทำธุรกิจต่อ คิดว่าจะหันมาทำธุรกิจไม้ด่างดูบ้าง โดยเห็นพี่เขาโพสต์การแลกรถ แลกบ้าน ก็เลยติดต่อกัน ส่วนค่าใช้จ่ายเป็นผู้ออกทั้งหมด โดยที่บ้านเลี้ยงบอนหูช้างด่างเหลืองอยู่ก่อนแล้ว อนาคตตั้งใจว่าเมื่อเลี้ยงโตแล้วจะตั้งชื่อว่าบอนหูช้างด่าง “พราย อวตาร” ซึ่งพราย คือช้าง ได้จากฟาร์มอวตาร จึงเรียน “พรายอวตาร”

สำหรับการแลกครั้งนี้  ตามข้อตกลงจะแลกกันที่บอนหูช้างด่างขาวจำนวน 1 ต้น แต่ทางเจ้าของฟาร์มอวตารใจดีเห็นมาไกล และมีค่าขนส่งค่อนข้างสูง จึงคุยกันภรรยา  ให้แถมต้นบอนโอกินาว่า อายุประมาณ 2 เดือนไปให้อีก 1 ต้น เป็นบอนชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมของประเทศญี่ปุ่นและได้ตั้งชื่อนี้ตามสถานที่มา เลยแถมต้นนี้ให้ไปอีก มีฟอร์มสวยแบบนี้ราคาอยู่ประมาณ 5 – 6 หมื่นบาท 

สำหรับต้นบอนหูช่างด่างขาวต้นแม่ ทางฟาร์ม อวตาร ได้ไปซื้อมาดูแลประมาณ 1 ปีเศษ ในราคา 2 ล้าน 7 แสนบาท  และได้ออกหน่อมาแล้วจำนวน 18 หน่อ  ได้ทยอยขายไปแล้วราคาอยู่ประมาณหน่อละหลักแสนบาท  – ถึงสามแสนบาท รวมทั้งต้นที่แลกกับร้านกาแฟนี้ด้วย   –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,307,463 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Helping Phuket youngsters establish a career
Chanthaburi on the table
[Weekender] Kimchi season
Somsak’s sons pursue their political future in Bhumjaithai
เปิดตัวระบบแผนที่‘Agri-Map Online’ บริการเชิงรุกผ่านอินเตอร์เนต เผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเกษตร
'เอมิ ฟูคาดะ' (Eimi Fukada) นางเอก AV ญี่ปุ่นวอนผู้ชมอย่ากด Skip เนื้อเรื่อง !!!
HKEX offers to buy LSE for $36.6b
Beijing hotel puts Thai cuisine on show
Supreme Patriarch spared asset rule
ตระกูลคล้ายมนต์

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d