Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘โรงเหล้าแสงจันทร์’โวยศบค.เลื่อนเปิดไปปีหน้า โอดเพ่งเล็งจุดเสี่ยงแต่ไม่ให้แนวทาง #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615830

‘โรงเหล้าแสงจันทร์’โวยศบค.เลื่อนเปิดไปปีหน้า โอดเพ่งเล็งจุดเสี่ยงแต่ไม่ให้แนวทาง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.10 น.

‘โรงเหล้าแสงจันทร์’โวยศบค.เลื่อนเปิดไปปีหน้า โอดเพ่งเล็งจุดเสี่ยงแต่ไม่ให้แนวทาง

15 พฤศจิกายน 2564 นายอนันต์ สุวรรณปาน ประธานกรรมการบริหารโรงเหล้าแสงจันทร์ แถลงข่าวผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “โรงเหล้าแสงจันทร์เอกมัย-รามอินทรา” และอีกหลายเพจในเครือโรงเหล้าแสงจันทร์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กรณีที่ประชุม ศบค. มีมติเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2564 เลื่อนการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ จากวันที่ 1 ธ.ค. 2564 ออกไปเป็นวันที่ 15 ม.ค.2565 ว่า ณ วันนี้ ผู้ประกอบการสถานบริการทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างมาก การแถลงข่าวครั้งนี้จึงเป็นการระบายปัญหาที่ได้รับ รวมถึงมีข้อเสนอแนะที่จะเดินหน้าต่อไป

สืบเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มระบาดในเดือน มี.ค. 2563 นำมาสู่มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมโรค ซึ่งทั้งแพทย์ รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ต่างบอกว่าอาชีพในสถานบริการนั้นเป็นอาชีพเสี่ยงติดเชื้อ ทำให้ต้องสั่งปิดสถานบริการ ซึ่งแสงจันทร์นั้นมีอยู่ทั้งหมด 8 สาขา บวกกับร้านในเครืออีก 1 ร้าน โดยสถานบริการต่างๆ ถูกสั่งปิดครั้งแรกในวันที่ 17 มี.ค. 2563 ในเวลานั้นมีผู้ติดเชื้อหลักสิบถึงหลักร้อยราย แต่ด้วยความที่ไม่รู้จะควบคุมสถานการณ์อย่างไรจึงต้องปิดร้าน ก่อนจะกลับมาเปิดได้ในวันที่ 1 ก.ค. 2563

แต่หลังจากเปิดมาได้ระยะหนึ่ง มีการระบาดระลอก 2 ที่ตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร และสถานบริการถูกสั่งปิดอีกครั้งในวันที่ 2 ม.ค. 2564 และกลับมาเปิดในวันที่ 1 มี.ค. 2564 แต่แล้วก็ถูกสั่งปิดอีกครั้งประมาณวันที่ 9 เม.ย. 2564 จากการระบาดระลอกที่ 3 อย่างไรก็ตาม ทางร้านแสงจันทร์ได้ปิดไปตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2564 แล้ว ด้วยความที่ตนเป็นห่วงความปลอดภัยทั้งของพนักงานและลูกค้า

“3 ครั้งที่รัฐบาลให้สถานบริการปิด สิ่งที่ภูมิใจและอยู่ในใจผมถึงทุกวันนี้ คือพนักงานในเครือแสงจันทร์มีอยู่ประมาณหนึ่งพันกว่าคน รวมทั้งนักดนตรีด้วย ไม่มีคนติดเชื้อโควิดเลยแม้แต่คนเดียว มาวันนี้ร้านสั่งปิดมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2564 จนกระทั่งตอนนี้ พ.ย. 2564 ปิดมาแล้วเป็นเวลา 8 เดือน รวมกับอีก 6 เดือนครึ่งที่ปิดมาก่อนหน้านั้น ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เราโดนปิดไปแล้ว 15 เดือน” นายอนันต์ กล่าว

นายอนันต์ กล่าวต่อไปว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น สถานบริการถูกเพ่งเล็งมาโดยตลอดว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อ โดยรอบล่าสุดที่สถานบริการปิดคือเดือน เม.ย. 2564 จนถึงปัจจุบัน ในเวลาที่เริ่มปิดนั้นมีผู้ติดเชื้อหลักพันคน และหลักจากนั้นได้เพิ่มเป็นหลักหมื่นคน ซึ่งในขณะที่รัฐบาลพูดถึงการฉีดวัคซีน ตนและพนักงานสถานบริการก็รอทุกวันว่าเมื่อไรจะได้ฉีด และเมื่อมีวัคซีนก็ไปฉีดกันทุกคน เพราะรัฐบาลบอกว่าวัคซีนจะช่วยลดอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตลง การทำมาหากินก็จะเดินต่อได้

กระทั่งวันที่ 11 ต.ค. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศแผนเปิดประเทศ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ผู้คนรู้กันทั้งประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวว่า ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 จะเริ่มรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และวันที่ 1 ธ.ค. 2564 สถานบริการจะกลับมาเปิดทำการได้ ซึ่งคำพูดของนายกฯ นั้นเป็นสิ่งมีค่าและเป็นความหวังของคนทำอาชีพในสถานบริการทุกคน

ทั้งนี้ เมื่อตนได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเช่นนั้น ตนเชื่อมั่นนายกฯ จึงเรียกผู้บริหารแสงจันทร์ทุกสาขามาประชุมเพื่อวางแผนเตรียมกลับมาเปิดอีกครั้ง รวมถึงค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต เคเบิลทีวี สาขาไหนค้างอยู่ในช่วงถูกปิดก็ให้ไปจ่ายให้เรียบร้อย เช่นเดียวกับพนักงานของร้านที่แยกย้ายกระจายกันไปในช่วงก่อนหน้า บ้างไปรับจ้างชั่วคราว เช่น เป็นคนงานแพ็คสินค้า บ้างกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดเพราะอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีงาน ตนก็พยายามประสานแจ้งข่าวเผื่อใครพร้อมกลับมาทำงาน และย้ำด้วยว่าต้องฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้นจึงจะให้กลับมาทำงานได้ แต่ก็มาเจอเลื่อนอีก

“1.กลัวสถานบริการเป็นที่เสี่ยงในการแพร่เชื้อ! ผมถามต่อไปว่าสถานบริการเป็นที่เสี่ยงในการแพร่เชื้อ เราปิดมา 8 เดือนแล้วการแพร่เชื้อยังเกิดไหม? การแพร่เชื้อยังเกิด วันนี้ตั้งเจ็ดพันกว่าคนอยู่เลย 2.เชื้อที่แพร่ออกไปมันต้องมาจากสถานบริการหรือ? ไม่ใช่! ย้อนหลังกลับไปดูได้เลย วัดก็แพร่ได้ โรงพยาบาลก็เป็นตัวแพร่ที่ดี โรงงานทุกที่เป็นที่แพร่เชื้อหมด ทุกวันนี้อาชีพพวกนี้เปิดบริการ เปิดดำเนินการได้ ทุกคนทำมาหากินได้ภายใต้การฉีดวัคซีน ที่ไหนไม่แพร่เชื้อ? แพร่เชื้อหมด แต่อาชีพของเราทำไมมันถึงทำมาหากินไมได้” นายอนันต์ ระบุ

นายอนันต์ ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลหรือ ศบค. ไม่เคยมีมาตรการใดๆ มาให้สถานบริการปฏิบัติเลย นอกจากสั่งปิดและอนุญาตให้เปิดเท่านั้น เช่น หากกลัวว่าสถานบริการเป็นห้องแอร์ถือเป็นจุดเสี่ยง ถามว่ามีแนวทางออกมาให้สถานบริการปรับปรุงร้านแล้วหรือยัง ซึ่งควรมีมาตรฐานออกมาให้ปฏิบัติ หากที่ใดสามารถทำตามมาตรฐานได้ก็ให้เปิดบริการ

ทั้งนี้ การปิด 1 เดือนยังพอว่า แต่ปิดยาว 8 เดือน ผู้ประกอบการทุกคนต้องกินต้องใช้ พ่อแม่ลูกเมียก็ต้องกินข้าวเหมือนกับคนอื่นๆ ทำไมต้องมองแต่สถานบริการเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ไปดูโรงงานติดเชื้อกันเป็นหลักพันคนยังให้เปิดทำการได้ หรือเพราะว่าพวกตนเป็นคนกลางคืน ก็อยากจะบอกว่าถ้ามีงานกลางวันคงไปทำงานกลางวันกันแล้ว เรามาทำมาหากินตอนกลางคืนแต่เราไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย และทุกคนมีชีวิต เฉพาะองค์กรแสงจันทร์มีพนักงานรวมนักดนตรีพันกว่าคน ก็คือพันกว่าครอบครัว ถูกให้ปิดมา 8 เดือน ถามว่าพวกตนเคยไปเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลืออะไรหรือไม่ ก็ไม่เคย มีแต่นั่งรออยู่ทุกวัน รอดูสัดส่วนการฉีดวัคซีน รอภูมิคุ้มกันหมู่ รอว่าจะเปิดได้โดยอยู่กับวัคซีนกันอีกนาน ต้องอยู่ให้ได้เพื่อให้ทุกคนได้ประกอบอาชีพ แต่กลายเป็นอาชีพอื่นทำได้หมดยกเว้นอาชีพสถานบริการห้ามทำ จึงต้องถามว่ายุติธรรมแล้วหรือ

ทั้งที่สถานบริการจะตั้งก็ต้องขออนุญาต มีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษี แต่กลับไม่มีมาตรการมาให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาเปิด โดยทั่วประเทศมีคนภาคบริการอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ถ้านับครอบครัวก็คูณ 4 เข้าไป ก็เท่ากับมีคนที่เกี่ยวข้อง 4-5 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ นี่คืออาชีพที่ต้องไปเลี้ยงดูครอบครัวและจ่ายภาษีให้รัฐ ฉะนั้นตนย้ำว่า ศบค. ต้องทบทวน หากคิดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ต้องให้แนวทางแก้ไขปรับปรุงมา

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘น้องกิ๊ฟ’ชีวิตเปลี่ยนไป! เตรียมออกซิ้งเกิลแรก ชาวราชบุรีแห่ให้กำลังใจมอบทุน #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615824

'น้องกิ๊ฟ'ชีวิตเปลี่ยนไป! เตรียมออกซิ้งเกิลแรก ชาวราชบุรีแห่ให้กำลังใจมอบทุน

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.46 น.

15 พฤศจิกายน 2564  จากกรณี เรื่องราวของน้องกิ๊ฟ นางสาวปวีณา รวมศิลป์ วัย 18 ปี ชาวอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี นักศึกษาสาวที่ถูกคนโทรศัพท์แจ้ง 191 “เปิดเพลงเสียงดัง” ขณะที่กำลังร้องเพลงเปิดหมวกเพื่อหาทุนเรียน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.64 เวลา 07.30 น. ที่ผ่านมา ซึ่งเฟสบุ๊ค สภ.เมืองราชบุรี ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เข้าไปแจ้งกับน้องกิ๊ฟ เพื่อขอให้เบาเสียงลง

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ได้ตำหนิและต่อว่าคนที่แจ้ง และตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจ บางเสียงเข้าใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้ให้กำลังใจนักศึกษาหญิงคนดังกล่าวจนกลายเป็นประเด็นดราม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้องกิ๊ฟ ได้เดินทางมาที่ตลาดเทศบาลเมืองราชบุรี ซึ่งเป็นจุดที่น้องกิ๊ฟยืนร้องเพลงเปิดหมวกประจำ เมื่อน้องกิ๊ฟได้เดินทางมาถึงบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ที่ทราบข่าวต่างนำดอกกุหลาบมามอบให้กำลังใจกับน้องกิ๊ฟ และขอให้สู้ๆกลับมาร้องเพลงเปิดหมวกเพื่อหาทุนเรียนตามเดิม พร้อมทั้งขอภาพเซลฟี่ โดยที่ต่างคนต่างไม่ทราบมาก่อนเลยว่าน้องกิ๊ฟ เป็นนักร้องระดับแชมป์รายการทีวีหลายสมัย และยังเป็นนักร้องและลูกศิษย์ของครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงชื่อดัง

ขณะที่ น.ส.กุลวลี นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พร้อมด้วย นายศักดิ์ชัย พิศาลผล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองราชบุรี กลุ่มชุมชนคนตลาดเทศบาลเมืองราชบุรี และกลุ่มสายบันเทิง พร้อม ส.ต.อ.ไกรสร สินธุ์ฉ่ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เขต 1 นำดอกกุหลาบให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินรวม 9,000 บาท ให้กับน้องกิ๊ฟ เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา และกล่าวให้กำลังใจให้น้องกิ๊ฟได้เรียนจนจบชั้นปริญญาตรีตามที่ตั้งใจเอาไว้ และเป็นศิลปินชื่อดังอีกคนหนึ่งของชาวราชบุรี พร้อมให้น้องกิ๊ฟโชว์การร้อง เพื่อแสดงพลังเสียงอันไพรเราะของน้องกิ๊ฟด้วย

น.ส.กุลวลี นพอมรบดี กล่าวว่า เบื้องต้นที่ได้ทราบข่าวจากสื่อโซเชียลหรือทางสื่อโทรทัศน์ จริงๆไม่อยากให้มีเหตุการณ์ที่บานปราย ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด ซึ่งตัวน้องเองมาร้องเพลงทุกๆวันเสาร์ โดยพี่ๆชุมชนคนตลาดต่างก็มีความเอ็นดูและเมตตากับน้องกิ๊ฟอยู่ตลอด พ่อค้าแม่ค้าจะชอบมากไม่เหงา บางครั้งอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่เข้าใจผิดตนเองในฐานะ ส.ส.ที่ดูแลพื้นที่ตรงนี้เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวชุมชนคนตลาด ต้องขอโทษกับน้องกิ๊ฟด้วย และต้องขอบคุณในทุกกำลังใจที่มอบให้น้องมาด้วย บางมุมได้มีการสื่อสารในพื้นที่ของพี่น้องชาวราชบุรีไปแล้วทำให้ท่านมองพวกเราในทางที่ไม่ดี ก็ต้องกราบขออภัยแล้วก็ขอโทษในทุกๆอย่างที่เกิดขึ้น

ส่วนทางด้าน พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผบก.ภ.จว.ราชบุรี พ.ต.อ.จุมพล สิกเสน ผกก.สภ.เมืองราชบุรี และคณะกรรมการตำรวจจังหวัดราชบุรี ร่วมให้กำลังใจน้องกิ๊ฟ พร้อมทั้งมอบเงินสดรวม 25,000 บาท โดย พล.ต.ท.ธนายุตม์ ผบช.ภ.7 ได้ให้กำลังใจและกล่าวชื่นชมความตั้งใจและความขยันของน้องกิ๊ฟ ที่ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก แม้ครอบครัวจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีความฝันที่อยากจะเรียนให้จบปริญญาตรี และเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลง พร้อมทั้งชื่นชมในการร้องเพลง

ขณะเดียวกันนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โทรศัพท์พูดคุยกับน้องกิ๊ฟ โดยให้กำลังใจและมอบเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อไว้เป็นทุนการศึกษา และยังกล่าวว่า ถ้าขาดเหลืออะไรก็ให้บอกกับตนได้ ซึ่งขอให้เรียนจนจบปริญญาตรีตามที่ตั้งใจเอาไว้

น้องกิ๊ฟ กล่าวว่า หลังจากที่เป็นข่าววันนี้ตนต้องยอมรับว่า ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมาก มีพี่ๆมาให้กำลังใจผ่านเฟสบุ๊คและติ๊กต็อกจำนวนมาก ส่วนตอนนี้ทางผู้ใหญ่บอกว่า ครูสลากำลังแต่งเพลงให้ตนเอง ซึ่งจะมีผลงานเพลงชิ้นแรกเป็นของตนเองเร็วๆนี้ หลังจากนี้ตนก็จะตั้งใจเรียนให้จบและทำงาน

ส่วนการร้องเพลงเปิดหมวกตอนนี้ก็ยังมาเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีแบรนด์สินค้า ที่กำลังจะส่งสินค้ามาให้รีวิวลงในติ๊กต็อก โดยตอนนี้ยอดติดตามจากเดิม 650,000 ติดตาม ขึ้นเป็น 670,000 ผู้ติดตามแล้ว ตนก็อยากขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ให้กำลังใจตนเอง และไม่ต้องว่าพี่ๆตำรวจ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ไม่ได้มาจับหรือมาต่อว่าตนเอง ส่วนเรื่องของทางค่ายเพลงที่ติดต่อมา ตนต้องขอบคุณที่ให้โอกาสในครั้งนี้ด้วย. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เลยหนาวมากขึ้น! ภูเรืออุณหภูมิลดวูบนักท่องเที่ยวต้องสวมเสื้อกันหนาว #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615801

เลยหนาวมากขึ้น! ภูเรืออุณหภูมิลดวูบนักท่องเที่ยวต้องสวมเสื้อกันหนาว

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.01 น.

สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเลยช่วงเช้าวันนี้ (15 พ.ย.64) หลายพื้นที่อากาศลดลง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาอย่างอำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนาแห้ว อากาศหนาวกว่าทุกวันจนนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวต้องสวมเสื้อกันหนาว

นายฑีฆาวุฒิ ศรีบุรินทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย เผยว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาที่อุทยานแห่งชาติภูเรือคึกคักมากขึ้น เนื่องจากอากาศเริ่มหนาวและเย็นสบาย โดยในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสอากาศหนาวที่ยอดภูเรือ 1,000-1,200 คน และมีการพักค้างแรมด้วย ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติภูเรือ ได้มีการเฝ้าระวังและเพิ่มมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด – 19 เต็มรูปแบบ

สำหรับที่ยอดภูเรือ นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปสัมผัสอากาศเนื่องจากยอดภูเรือสามารถมองเห็นพระอากาศขึ้นยามเช้าที่สวยงาม ประกอบกับลมหมอกและอากาศหนาวเย็นกระทบใบหน้า จึงทำให้ยอดภูเรือยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทุกระดับ หากเดินทางมาจังหวัดเลยรถสามารถเดินทางไปถึงยอดเขาได้ ส่วนอุณภูมิยอดเขาภูเรือเช้าวันนี้วัดได้ 9 องศา  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เจ้าของดีใจลมแทบจับ! น้องหมาหาย บนท้าวเวสสุวรรณ เจอซุกในป่าร้าง #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615782

เจ้าของดีใจลมแทบจับ! น้องหมาหาย บนท้าวเวสสุวรรณ เจอซุกในป่าร้าง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 14.43 น.

15 พฤศจิกายน 2564  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนางกิ่งแก้ว แซ่โง้ว อายุ 54 ปี  หรือเจ๊ตุ้ย เจ้าของร้านทองแห่งหนึ่งในอ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี สร้างความฮือฮา ประกาศให้รางวัลทองคำหนัก 1 บาท หรือเงินสด 30,000 บาท แก่ผู้ที่พบเห็นและและนำสุนัขพันธ์ไทย เพศเมีย สีขาวดำ อายุ 3 ปี ชื่อ “หลิงหลิง”  ที่หายออกจากบ้าน ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ตั้งแต่เช้าวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยเจ้าของบอกรักและผูกพันธุ์หลิงหลิงเหมือนลูก พร้อมกับแจกใบปลิว ไปตามร้านค้าริมถนนในเขตเทศบาลนครอุดรธานี และลงเพจข่าวดังในโซเซียล ล่าสุดเจ้าของเจอสุนัขแล้วหลังจากไปซุกในป่าร้างตรงข้ามร้านก๋วยเตี๋ยวโกติ้ว เมื่อเวลา16.30 น.ของวันที่ 14 พ.ย.64 ที่ผ่าน คนทั้งบ้านดีใจกันแทบลมจับหลังเจอสุนัขหลิงหลิง

นางกิ่งแก้ว แซ่โง้ว อายุ 54 ปี เปิดเผยว่า หลังสุนัขหายออกจากไปและทางครอบครัวทุกคนพร้อมใจกันออกตามหามา 5 วัน วานนี้ทุกคนเริ่มทอแล้วคิดว่าจะไม่เจอ และจากการสอบถามผู้คนบางคนก็บอกว่า รถชนเจ็บหนักมาบางคนก็บอกเจ็บนิดเดียว จึงกลับมาสันนิฐานว่าหากรถชนตายทำไม่มีเจอซาก หากชนเจ็บนิดเดียวตามสัญชาตญาณของสัตว์เจ็บต้องหาที่หลบ จึงออกตามหาอีกครั้งโดยเริ่มจากจุดเดิมบริเวณร้านก๋วยเตี๋ยวชาวดอย

ก่อนตามหาช่วงเช้าได้ไปสักการะขอพรกับองค์ท้าวเวสสุวรรณ ที่ศาลหลักเมืองอุดรธานี ขอพรว่าหากสุนัขตายขอให้เจอซาก หากมีชีวิตอยู่ก็ขอให้รู้ว่าอยู่แถวไหน และกลับบ้าน ช่วงเย็นได้ออกไปตามหาอีก โดยจะออกตามหาตามพื้นที่รกร้าง พอจอดรถที่ร้านเสริมสวยภายในถนนแสงฉ่ำอุทิศ คุยไปคุยมาได้ออกเดินไปพ้นที่รกร้างในซอยเพื่อตามหาแล้วร้องเรียก

จากนั้นสังเกตเห็นใบไม้ขยับ คิดว่าน่าจะใช่จึงเดินเข้าไปใช้มือกวาดๆไป แล้วพบว่าเป็นสุนัขที่หาจริง ตอนนั้นดีใจมากจนน้ำตาไหลร้องไห้ฟูมฟาย ส่วนรางวัลสินน้ำใจที่ตั้งไว้เป็นทองคำ 1 บาท หรอเงินสด 30,000 บาท นั้นคงไม่มีใครได้ แต่คิดว่าจะเอาไปทำบุญทำทานต่อไป. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ข้าวจี่’อำนาจเจริญ ยืนกินผิงไฟคลายหนาว แม่ค้าขายดีกระเป๋าตุง #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615765

'ข้าวจี่'อำนาจเจริญ ยืนกินผิงไฟคลายหนาว แม่ค้าขายดีกระเป๋าตุง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 13.50 น.

15 พฤศจิกายน 2564 เมื่อลมหนาวพัดเข้าสู่พื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ  อากาศหนาวเย็นลง หลายคนต้องนำเสื้อกันหนาวออกมาสวมใส่เพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ว่าตามชนบท บ้านเรือนใกล้ภูเขา แม่น้ำ อากาศจะหนาวเย็นเป็นสองเท่า ทำให้ผู้สูงอายุ คนเฒ่า คนแก่ ทนกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นจับขั้วหัวใจไม่ไหว จำต้องก่อไฟผิงที่บ้าน เพื่อคลายหนาวไปตามๆกัน 

จากสภาพอากาศที่หนาวเย็น จึงมีแม่ค้าสร้างวิกฤตหนาวเย็นเป็นโอกาส ด้วยการนำข้าวเหนียวมาปิ้งไฟร้อนๆขาย เรียกว่า ข้าวจี่ ทำขาย ทั้ง 2 อย่าง คือข้าวจี่โบราณและข้าวจี่ประยุกต์ หรือข้าวจี่สมัยใหม่ ราคาไม่แพง ก้อนละ 10 บาท ด้วยรสชาติ อร่อย ถูกปาก ถูกใจ ผู้นิยมทานข้าวจี่ มีให้ทานปีละ 1 ครั้ง ยืนกินพร้อมผิงไฟคลายหนาว 

นางเอมอร เกตุดี อายุ 61 ปี ชาวบ้านเลขที่ 19 หมู่ที 6 ต.บุ่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ แม่ค้าขายข้าวจี่ยอดนิยม เล่าว่า ข้าวจี่จะมีให้รับประทานเฉพาะฤดูหนาว ช่วงอากาศหนาวเย็นเท่านั้น เนื่องจากขนมข้าวจี่ จะต้องย่างหรือปิ้งที่เตาไฟตลอดเวลา จึงมีผู้ขายและผู้ชื้อยืนล้อมวงช่วยกันปิ้งข้าวจี่พลิกไปมา พร้อมพูดคุยกัน บางคนก็จะยืนกินไปด้วยเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น

โดยเฉพาะนำข้าวใหม่มาทำเป็นข้าวจี่ จะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ เป็นที่นิยมมาก ซึ่งข้าวจี่ ที่อำนาจเจริญ มี 2 แบบ คือข้าวจี่โบราณและข้าวจี่สมัยใหม่ ประยุกต์มาจากข้าวจี่โบราณ ซึ่งมีรสชาติไม่แตกต่างกันมากนัก จึงมีผู้คนหาซื้อข้าวจี่ทานแทนข้าวกันมาก ทำให้ร้านขายขนมประเภทต่างๆจะต้องทำข้าวจี่ขายควบคู่กันไปด้วย เพราะช่วงนี้ ข้าวจี่ มาแรงขายดีมาก 

นางเอมอร เล่าถึงที่มาของการทำข้าวจี่โบราณ ว่าสมัยเด็กๆ เมื่อถึงฤดูหนาวอากาศโดยทั่วไปหนาวเย็น พ่อแม่ ก็จะก่อไฟผิงที่ใต้ถุนบ้าน ระหว่างนั่งผิงไฟ ก็จะมีการปั้นข้าวเหนียวลักษณะกลมๆเท่าไข่ไก่ หรือไม่ก็ใหญ่กว่าไข่ไก่ แล้วทาเกลือ นำมาปิ้งที่กองไฟ ปิ้งข้าวจี่พลิกไปมาจนมีสีเหลือง พ่อแม่ก็จะแบ่งให้กิน ด้วยรสชาติหอมมันเค็มนิดๆ กินจนอิ่มท้อง โดยไม่ต้องกินอาหารอะไรเลย จึงเป็นการเรียนรู้การทำข้าวจี่ ปิ้งข้าวจี่ มาตั้งแต่เด็ก  

ต่อมา เมื่อแต่งงานมีครอบครัว จึงได้นำเอาความรู้จากการทำข้าวจี่ ปิ้งข้าวจี่ ทำไปจำหน่ายยังตลอดสดเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ในช่วงหน้าหนาวทุกปี โดยเฉพาะช่วงนี้ อากาศเริ่มหนาวเย็น ข้าวจี่ 2 อย่าง ทั้งแบบสมัยใหม่และโบราณขายดีมาก จากที่เคยทำขายใช้ข้าวเหนียว วันละ 10 กิโลกรัม เพราะมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ข้าวเหนียวเพิ่มเป็นวันละ 20 – 30 กิโลกรัม สร้างรายได้เป็นอย่างดี 

สำหรับวิธีทำข้าวจี่โบราณ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เริ่มแรกให้แช่(หม่า)ข้าวเหนียวจนได้ที่ แล้วนำไปนึ่งให้สุก ต่อมานำข้าวเหนียวสุกมาปั้นเท่าฝ่ามือโรยด้วยเกลือ แล้วเอาไปวางที่เหล็กปิ้งบนเตาไฟ พลิกไปมา จนข้าวเหนียวออกสีเหลืองอมส้ม ก็สามารถรับประทานได้ จำหน่ายก้อนละ 10 บาท ซึ่งที่นี่จะแถมแจ่วให้ 1 ถุงเล็ก เพื่อจิ้มกับข้าวเหนียว เรียกว่า ข้าวจี่โบราณ ที่มีรสชาติอร่อยแซ่บถึงใจ นอกจากนี้ยังขายข้าวต้มมัดญวน(เวียดนาม) ควบคู่กันด้วย 

นางเอมอร กล่าวถึงวิธีทำข้าวจี่สมัยใหม่หรือข้าวจี่ประยุกต์ว่า  เริ่มแรกให้เอาข้าวเหนียวที่นึ่งจนสุกแล้ว ไปคลุกเคล้ากับกะทิมะพร้าว เรียกว่า ข้าวเหนียวมูล ต่อมานำไข่ไก่ ตอกใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ใส่น้ำปลาลงไปตีไข่ให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำข้าวเหนียวมูลปั้นเป็นก้อนเท่าลูกไข่ไก่แล้วชุบกับไข่ไก่ทาให้ทั่ว

ต่อมานำไปปิ้งที่เหล็กปิ้งบนเตาถ่าน พริกไปมาจนข้าวเหนียวมูลมีสีเหลืออมส้ม ก็เป็นอันแล้วเสร็จ ด้วยรสชาติหอมอร่อย ทานแล้วร่างกายอบอุ่นคลายหนาวได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญมีให้ทานปีละ 1 ครั้ง ขายทั้งข้าวจึ่โบราณและข้าวจี่ประยุกต์ ก้อนละ 10 บาทเท่ากัน ด้วยราคาไม่แพง ทานอิ่มท้อง ลูกค้าตรึม โกยเงินเข้ากระเป๋าเป็นอย่างดี. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวบ้านร้องน้ำกัดเซาะถนนพังข้ามปีไร้หน่วยงานดูแล วอนผู้ว่าฯเมืองคอนช่วย #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615754

ชาวบ้านร้องน้ำกัดเซาะถนนพังข้ามปีไร้หน่วยงานดูแล วอนผู้ว่าฯเมืองคอนช่วย

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 12.55 น.

ชาวบ้านร้องน้ำกัดเซาะถนนพังข้ามปี ไร้หน่วยงานดูแล ด้านนายกเล็กฯครวญงบไม่มี วอนผู้ว่าฯนครศรีธรรมราชช่วยจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมด่วน ชี้หากปล่อยไว้เกรงประชาชนที่สัญจรผ่านจะได้รับความไม่สะดวกและอาจเกิดอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นนี้ได้

กรณีที่เมื่อช่วงฝนตกหนักที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำหายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะบริเวณถนนเลียบคลองสัง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ หลังเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำในคลองสังเอ่อล้นเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่ที่หนักสุดและประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2563 จนปัจจุบันปลายปี 2564 ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ปัญหาและซ่อมแซม จนชาวบ้านต้องเลี่ยง ไม่สัญจรผ่านถนนเส้นดังกล่าว เนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัย

สำหรับถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนภายในหมู่บ้าน หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ ถือเป็นเส้นหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่ใช้สัญจรขึ้นภูเขาหลังวัดท่ายาง รวมระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ซึ่งถนนมีสภาพผุพังเป็นคลื่นแตกระแหงหลานจุดคล้ายตัวหนอนเดินยั้วเยี้ยอยู่บนถนน นอกจากนี้บางช่วงของผิวถนนถูกน้ำกัดเซาะอย่างหนักจนผิวถนนพังถล่มเหลือไม่ถึง 1 ช่องจราจร รถยนต์ไม่สามารถขับผ่านได้ ส่วนรถจักรยานยนต์ ต้องขับอย่างระมดระวัง   

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชัยธิศักดิ์ อำลอย นายกเทศบาลตำบลท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ เปิดเผยว่า ถนนเส้นดังกล่าวถูกน้ำป่าเอ่อล้นคลองสังกัดกัดเซาะผิวถนนพังเสียหาย ตั้งแต่ปลายปี 2563 แต่จนปัจจุบันเกิดน้ำท่วมอีกรอบ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถนนเส้นดังกล่าวก็ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถใช้งานได้ ยอมรับว่าเทศบาลฯ ไม่มีงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมแก้ไขถนนเส้นดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางเทศบาลเคยทำเรื่องของบน้ำท่วมกับทางจังหวัดแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้งบประมาณส่วนนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงซอมแซมถนน สุดท้ายประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน จึงอยากวิงวอนทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้งบประมาณเพื่อซ่อมแซมถนนเส้นดังกล่าว เพราะหากปล่อยไว้เกรงว่าประชาชนที่สัญจรผ่านจะได้รับความไม่สะดวกและอาจเกิดอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นนี้ อย่างไรก็ตาม เทศบาลแก้ปัญหาเบื้องต้นโดยนำแผงกั้น ปิดป้ายเตือนประชาชนห้ามใช้ถนน หรือใช้ด้วยความระมัดระวัง  – 003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ชาวมหาสารคามร่วมทอดกฐินกลางน้ำวัดป่าอาศิรวาทหลังน้ำท่วมนานเดือนครึ่ง #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615748

ชาวมหาสารคามร่วมทอดกฐินกลางน้ำวัดป่าอาศิรวาทหลังน้ำท่วมนานเดือนครึ่ง

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.51 น.

ที่วัดป่าอาศิรวาทเกาะเกิ้ง ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม พุทธศาสนิกชนชาวมหาสารคาม ได้พาครอบครัวหอบลูกจูงหลาน นำข้าวสาร อาหารแห้ง และจตุปัจจัยไทยธรรม นั่งเรือข้ามแม่น้ำชีมาที่เกาะกลางน้ำภายในวัดป่าอาศิรวาสเกาะเกิ้ง ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดและใช้เป็นพื้นที่จัดงานบุญทอดกฐินรวมแบบโบราณ ประจำปี 2564 ขณะที่พุทธศนิกชนบางส่วนเดินบนสะพานไม้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพราะสะพานเดิมที่เคยใช้งานอยู่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรโดยจะต้องเดินเข้าไประยะทางประมาณ 800 เมตรถึงจะถึงบริเวณงานก่อนที่จะร่วมประกอบพิธีทอดกฐิน

โดยพระอาจารย์กมล อัตตธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าอาศริวาสเกาะเกิ้ง กล่าวว่า น้ำจากแม่น้ำชีได้เอ่อเข้าท่วมพื้นที่วัดตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมจนถึงตอนนี้ก็นานกว่าหนึ่งเดือนครึ่ง  พระเณรต้องออกมาจำวัดบนแพ และบริเวณช่วงกลางสะพานไม้ โดยมีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ทหาร ช่วยกันทำสะพานไม้ชั่วคราว เพื่อที่จะได้ข้ามมาที่วัดเพื่อมาทำบุญได้สะดวกขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีญาติโยมเดินทางมาทำบุญอย่างต่อเนื่อง และบางส่วนก็เดินเข้ามาดูน้ำท่วม เพราะถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจว่าทำไมน้ำท่วมสูงขนาดนี้

สำหรับงานบุญมหากฐินในปีนี้เป็นการจัดงานกฐินแบบโบราณ โดยใช้พื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงเป็นเกาะกลางน้ำในการจัดงาน ญาติโยมที่มาร่วมงานต้องนั่งเรือเข้ามา ซึ่งได้จัดเตรียมเรือไว้จำนวน 3 ลำ โดยพิธีก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย และมีการปฏิบัติตามมาตรการโควิด-19 อย่างเคร่งครัดโดยปีนี้ได้เงินทอดกฐินประมาณ 600,000 บาทโดยปัจจัยที่ได้จะนำไปบูรณะวัดหลังจากที่น้ำลด ทั้งสะพานไม้ที่เริ่มผุพัง กุฏิสงฆ์ และศาลาอเนกประสงค์ภายในวัด –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทหารชายแดนเขาพระวิหารวางปืนถอดรองเท้าลุยนาช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าว #SootinClaimon.Com

Posted on November 16, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615739

ทหารชายแดนเขาพระวิหารวางปืนถอดรองเท้าลุยนาช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าว

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 10.54 น.

ทหารชายแดนเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ วางอาวุธปืนถอดรองเท้าลงลุยนาจับเคียวเกี่ยวข้าวช่วยชาวบ้านลดต้นทุนการจ้างรถเกี่ยวข้าว พร้อมสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน

วันที่ 15 พ.ย.64 ที่บ้านจานเลียว ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พ.ท.กิตติศักดิ์ บังพิมาย ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 ฉก.1 กกล.สุรนารี ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านเขาพระวิหาร มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฝ่ายกิจการพลเรือนนำกำลังทหาร 12 นาย ถอดรองเท้าลงลุยน้ำจับเคียวเกี่ยวข้าวช่วยนางบัวลัย พรหมทัต อายุ 61 ปี บ้านเลขที่ 40 หมู่ 4 บ้านจานเลียว ต.เมือง อ.กันทรลักษ์ ซึ่งเป็นผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียวไม่มีคนช่วยเกี่ยวข้าว ซึ่งนางบัวลัย ทำนา 2 ไร่ 

นอกจากนี้ยังได้ช่วยนางจงรักษ์ ดอกสะบา อาสาสมัครกิจการพลเรือน บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยทิพย์ ต.รุง อ.กันทรลักษ์ เกี่ยวข้าวอีก 9 ไร่เพื่อช่วยเหลือลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจ้างรถเกี่ยวข้าวในช่วงน้ำมันแพง ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมในการลงแขกเกี่ยวข้าวและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานทหารกับประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งชาวบ้านก็ได้ตอบแทนทหารโดยการทำอาหารเลี้ยงมื้อกลางวัน ด้วยเมนูเด็ด ส้มตำ ปลาดุกย่าง 

นางบัวลัย พรหมทัต ได้กล่าวขอบคุณทหารกองทัพบกที่ช่วยเหลือให้ทหารมาช่วยเกี่ยวข้าวเพราะไม่มีใครช่วยเกี่ยวเลย จะจ้างรถมาเกี่ยวก็ไม่มิเงินมาจ้าง มีลูกๆ ทหารมาช่วยเกี่ยวข้าวรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ต้องขอขอบคุณเจ้านายทหารที่ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วงสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากจนได้ลดต้นทุน ไม่ต้องไปจ้างรถมาเกี่ยวข้าว  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

นายกฯปลื้ม‘เปิดประเทศ’พลิกฟื้น‘ท่องเที่ยว’ คาดปี65โกยรายได้8.8แสนล้าน #SootinClaimon.Com

Posted on November 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615713

นายกฯปลื้ม‘เปิดประเทศ’พลิกฟื้น‘ท่องเที่ยว’ คาดปี65โกยรายได้8.8แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 07.53 น.

“นายกฯ” ปลื้มทิศทางเที่ยวไทยส่งสัญญาณดีหลังเปิดประเทศ ชาวไทย-ต่างชาติคึกคัก พลิกโฉมการท่องเที่ยวแบบ New Normal ด้วยมาตรการสาธารณสุขที่เข้มงวด ผ่านแคมเปญการท่องเที่ยว “Visit Thailand Year 2022” คาดปีนี้รับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคน ด้าน “ททท.” ตั้งเป้าปี 2565 โดยรายได้พลิกฟื้นกลับมากว่า 8.8 แสนล้านบาท

15 พฤศจิกายน 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามผลการเปิดประเทศอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พบว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวมีการขยับตัวดีขึ้น มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งแบบการยกเว้นการกักตัว (Test and Go) พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (Sandbox Programme) และการกักตัว ณ สถานกักกัน (Alternative Quarantine) เฉลี่ยวันละ 2,000-3,000 คน ส่งผลดีกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงปลายปี ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศปลายทางอันดับต้นๆของโลกที่นักเดินทางทั่วโลกอยากจะเดินทางมาหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น

ทั้งนี้ ขณะนี้นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากที่สุด รองลงมาเป็นเยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเกาหลี นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้กลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ เช่น กลุ่มอิสราเอล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ได้ทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์ความพร้อมและมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว “Visit Thailand Year 2022” ด้วยแนวคิด “Amazing New Chapters” ทั้ง 29 สำนักงานทั่วโลก คาดว่าปี 2564 นี้ ประเทศไทยจะสามารถรับนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน

สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศนั้น ททท. ยังได้เตรียมแคมเปญท่องเที่ยวที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกกลุ่ม เช่น UNSEEN New Series เที่ยววันธรรมดา เมืองรองต้องลอง ชุมชนท่องเที่ยวสร้างสรรค์ Workation Thailand เที่ยวไปด้วย ทำงานไปด้วย และ Thailand Premium เป็นต้น โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เที่ยวเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม”

ในส่วนของโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 มีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วจำนวน 859,871 คน ผู้ประกอบการ 5,941 ราย ยอดการจองโรงแรมที่พักสะสม 1,051,705 ห้อง ทำให้ยอดสะสมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส1-3 กว่า 9 ล้านคน มูลค่าสะสมรวมกว่า 4,225.1 ล้านบาท

ส่วนของโครงการทัวร์เที่ยวไทย ที่รัฐบาลจะสนับสนุนค่าแพ็คเกจท่องเที่ยว 40% ไม่เกิน 5,000 บาทต่อสิทธิ จำนวน 1 ล้านสิทธิ ล่าสุดมีบริษัทนำเที่ยวที่เปิดถุงเงินแล้วจำนวน 1,816 ราย บริษัททัวร์สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 741 ราย ยอดรวมมูลค่าการเดินทางและค่าใช้จ่ายการสะสม 3.3ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2564) โดยประชาชนสามารถจองแพ็คเกจทัวร์ผ่านผู้ประกอบการนำเที่ยวโดยตรง และใช้สิทธิทั้ง 2 โครงการได้ถึง 31 มกราคม 2565

“เชื่อมั่นว่าปลายปีนี้ จนถึงตลอดปีหน้า กำลังการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและนอกประเทศจะกลับมา โดย ททท. ได้ตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของปี 2565 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวพลิกฟื้นกลับมากว่า 8.8 แสนล้านบาท มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามากว่า 18 ล้านคน เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ 50,000-60,000 หมื่นบาท ขณะเดียวกันจะมีรายได้จากคนไทยเที่ยวในประเทศมาเสริมกว่า 160 ล้านคน-ครั้ง จับจ่ายใช้สอยเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคนต่อทริป” นายธนกร กล่าว

นายธนกร ระบุว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางดีขึ้น จากการประกาศเดินหน้าเปิดประเทศภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ประเทศไทยสามารถดูแลเรื่องของเศรษฐกิจและสาธารณสุขควบคู่กันไปได้ ประชาชนปรับตัวอยู่กับโควิด-19 ใช้ชีวิตในรูปแบบ New Normal นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นและเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการพักผ่อนหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย มั่นใจว่าภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะมีความคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดียึดมาตรการป้องกันตัวเองแบบ Universal Prevention รวมทั้งผู้ประกอบการที่พัก/โรงแรม/ ร้านค้า ร้านอาหารปฏิบัติตามข้อกำหนด COVID Free Setting อย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และร่วมกันเดินหน้าพลิกโฉมประเทศด้านการท่องเที่ยวต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘ข่าวปลอม’รู้เท่าทัน-ไม่หลงเชื่อ ‘โควิด’ในวิกฤต(อาจ)ยังมีโอกาส #SootinClaimon.Com

Posted on November 15, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/615624

วันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานเสวนา (ออนไลน์) เรื่อง “ยุคโควิด 19 ดูอย่างไร ข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม” โดย ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงข่าวปลอม (Fake News) ยังแบ่งได้อีกหลายระดับ ตั้งแต่ข้อมูลที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ไปจนถึงข้อมูลที่จงใจใส่ร้ายป้ายสีทำให้เสียหาย อีกทั้งข่าวปลอมยังเชื่อมโยงกับการใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) และการรังแกหรือระรานทางออนไลน์ (Cyber Bullying) ด้วย

“กองทุนฯ ย้ำเสมอว่าเราทำงานนี้หน่วยงานเดียวไม่ได้เลย เป็นความร่วมมือของหลายฝ่ายและต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ โคแฟคเองก็พยายามย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า Fact ที่มันเป็นข้อเท็จจริง ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงสูงสุดของมนุษย์มีหลายมุม ฉะนั้น มองต่างมุมก็เห็นต่างกัน ทำอย่างไรที่เราจะมีความจริงร่วมที่ยอมรับกันได้ทุกฝ่าย ชัวร์ก่อนแชร์เองก็พยายามที่จะมาตรวจสอบ มีคู่มือด้วย ชัวร์ก่อนแชร์ก็ลงทุนไปทำคู่มือตั้งแต่ต้นตอ แหล่งกำเนิดมาอย่างไร แล้วมาเป็นองค์ประกอบคู่มือความรู้” ธนกร กล่าว

พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้ดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทยอสมท. ยกตัวอย่างข่าวปลอม กรณีมีการแชร์ข้อมูลอ้างว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าโควิดเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดหนึ่งและไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน และ ซึ่งนอกจากข้อความแล้วยังมีคลิปวีดีโอ เรื่องนี้หลายคนที่เข้าไปดูก็คงไม่เชื่อว่าเป็นข่าวจริง เพราะเว็บไซต์ต้นทางที่เผยแพร่ข้อมูลนี้ดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ แต่อีกหลายคนอาจจะเชื่อเพราะเห็นว่ามีคลิปวีดีโอประกอบกับขั้นตอนการตรวจสอบอาจจะยุ่งยากซับซ้อน
เช่น ต้องไปค้นข่าวว่าองค์การอนามัยโลกเคยประกาศเรื่องนี้จริงหรือไม่ เป็นต้น

สำหรับวิธีระมัดระวังไม่ตกเป็นผู้หลงเชื่อและส่งต่อข่าวปลอม แนะนำให้ตั้ง 5 คำถาม 1.จริงไหม? เพื่อเป็นการเบรกความคิดตนเองไว้ก่อน จะได้ยังไม่ต้องรีบส่งต่อข้อมูลนั้นให้ผู้อื่น 2.เก่าไหม? เพราะบางเรื่องนั้น “เคยจริง” ในช่วงเวลาหนึ่ง ดังจะเห็นข่าวหลายข่าวที่พบว่าเรื่องนั้นเคยเป็นข่าวจริงในอดีต แต่เมื่อนำมาแชร์ต่อในปัจจุบันแล้วไม่ได้ระบุวัน-เวลาไว้ก็กลายเป็นข่าวปลอมได้เช่นกัน 3.เกี่ยวไหม? บางข่าวมีความพยายามเชื่อมโยง เช่น ข่าวมีคนไปฉีดวัคซีนแล้วล้มลง หลายครั้งพบการแชร์แล้วบรรยายว่าเป็นผลมาจากวัคซีน

4.ครบถ้วนไหม? เพราะการนำเสนอข้อมูลนั้นสามารถเลือกนำเสนอเป็นบางแง่มุมได้ เช่น กลุ่มต่อต้านการฉีดวัคซีนย่อมไม่นำเสนอด้านดีของวัคซีนแต่จะมุ่งเน้นนำเสนอเฉพาะด้านลบของวัคซีน ดังนั้น ควรตระหนักว่าสิ่งที่เห็นบนโลกออนไลน์ ข้อมูลจำนวนมากอาจไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นเป็นความจริงเสมอไป และ 5.อคติไหม? เพราะข้อมูลจะมีเรื่องของความคิดเห็นด้วย แต่ข้อนี้อาจจะดูยากพอสมควร

“เทคนิคของคนที่ทำข่าวปลอมเขาจะมี 5 เทคนิค ที่ทำให้เรื่องที่ไม่จริงมันดูจริงในทางวิทยาศาสตร์ 1.สร้างผู้เชี่ยวชาญปลอมๆ ขึ้นมา (Fake Experts) 2.สร้างตรรกะที่ไม่ค่อยจะถูกต้องขึ้นมา (Logical Fallcies) 3.เรียกร้องความคาดหวังที่มันเป็นไปไม่ได้ (Impossible Expectations) เช่น ถ้าบอกว่าวัคซีนไม่มีปัญหาคุณกล้ารับประกันไหม? ก็จะไม่มีคุณหมอที่ได้มาตรฐานคนไหนออกมารับประกันอยู่แล้ว 4.เลือกแต่สิ่งที่ชอบมานำเสนอ (Cherry Picking) และ 5.ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)” พีรพล ระบุ

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง (โคแฟค ประเทศไทย) (COFACT Thailand) และอดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึง ลักษณะของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่แตกต่างกันซึ่งส่งผลต่อการระงับยับยั้งการส่งต่อข่าวปลอม เช่น ทวิตเตอร์ ใครโพสต์อะไรที่ไม่ถูกต้องแค่ไม่กี่นาทีเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาแย้งซึ่งใครจะเชื่ออย่างไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่างจาก ไลน์ ที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ แม้จะมีคนรู้ว่าข้อมูลนั้นผิดแน่ๆ แต่อาจไม่แย้งเพราะเกรงใจว่าคนส่งเป็นหัวหน้างานหรือญาติผู้ใหญ่

ดังนั้น วิธีการแก้ไขจึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติของแต่ละแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็ต้องสร้างความเชื่อมั่น
ในข้อมูลข่าวสารของรัฐด้วย โดยเฉพาะ “การเข้าถึงข้อมูลเปิด (Open Data)” ในต่างประเทศภาครัฐจะจัดทำเว็บไซต์กลางรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ให้สื่อมวลชนหรือประชาชนเข้าไปค้นหาได้ อาทิ เรื่องโควิดและวัคซีน แต่ในประเทศไทยเชื่อว่าหลายคนจะหาข้อมูลจากแหล่งที่ต่างกัน เช่น ศบค. ชัวร์ก่อนแชร์ ThaiPBS โรงพยาบาลเอกชน ฯลฯ ซึ่งไม่ควรจะเป็นแบบนั้น

“วิกฤตของข้อมูลข่าวสารจริงๆ คือเรื่องความเชื่อมั่น อันนี้ไม่วิจารณ์แต่ภาครัฐ สื่อเองยุคนี้ก็ถูกวิจารณ์เหมือนกัน มีวิกฤตศรัทธาว่าจะเชื่อใครได้บ้าง มันก็ทำให้ทุกกลไกมีวิกฤตศรัทธา แม้แต่คุณหมอ กลุ่ม Expert (ผู้เชี่ยวชาญ) ก็ถูกวิกฤตศรัทธา กลุ่ม NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน-ประชาสังคม) ก็ถูกวิกฤตศรัทธา เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาเชิงสังคมที่จะต้องฟื้นฟู คือทุกคนต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง” สุภิญญา กล่าว

สุภิญญา ยังกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว “ต้องสร้างบรรยากาศแห่งการถ่วงดุล” เพราะไม่มีใครถูกทั้งหมด แม้แต่เรื่องวัคซีนเพราะยังเป็นเรื่องใหม่ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังโต้แย้งกันเอง สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรจะมีพื้นที่ที่นำเสนอข้อเท็จจริงที่แตกต่างทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ ในเชิงผลกระทบ สำหรับให้ประชาชนค่อยๆ ใช้ ฝึกฝน เพราะสุดท้ายประชาชนเป็นคนตัดสินใจเองว่าเขาจะเป็นอย่างไร “ต้องฝึกให้ยอมรับความจริง” หมายถึงความจริงที่เป็นเหตุเป็นผลตามตรรกะ หลักวิทยาศาสตร์ หรือความจริงที่มองเห็นเป็นประจักษ์ นำเสนอออกมาแล้วให้ผู้คนเปรียบเทียบใช้ดุลพินิจ จึงจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าวและสื่อมวลชนอาวุโส ให้ความเห็นว่า สื่อมวลชนเวลานำเสนอข่าวสิ่งหนึ่งที่ทำคือ “พาดหัวให้โดนใจ” โดยเฉพาะยุคออนไลน์ที่ต้องทำให้เห็นแล้วอยากกดเข้าไปอ่าน มีการตัดคำและสรุปความให้สั้น ซึ่งมีผลกระทบคือ “คนที่อ่านแต่พาดหัวไม่ได้เข้าไปอ่านเนื้อข่าวอาจสรุปความไปเองเป็นอีกแบบเสียแล้ว” ลักษณะนี้ไม่ใช่ข่าวปลอม (Fake News) แต่เป็นข่าวที่ทำให้คนเข้าใจผิดอย่างไม่ตั้งใจ (False News)

“เรื่องวัคซีนเราสื่อสารกันผิดมันทำให้เกิดผลเสีย ได้คุยกับพี่สาวที่อยู่เชียงใหม่ พี่สาวบอกว่าปัญหาหนึ่งของตลาดเมืองใหม่ กาดเมืองใหม่ หรือปัญหาหนึ่งของคลัสเตอร์เชียงใหม่ ก็คือว่าคนส่วนใหญ่เขายังไม่อยากฉีดวัคซีน มันมีคนที่บอกว่าฉันไม่ไปไหนเพราะฉันไม่อยากฉีดวัคซีน แต่คนในบ้านเขาไปทำงานกัน กลับมาก็ติดเชื้อกันในบ้าน ถามว่าทำไมไม่ฉีดวัคซีน? เพราะการรับข่าวสาร การรับข่าวสารที่มันสะสมมาเกือบปี มันก็เลยทำให้เป็น False News เป็นข่าวที่ผิด เราก็ต้องยอมรับว่าการพาดหัวข่าว การทำให้ข่าวน่าสนใจ การที่ให้มียอดไลค์ยอดแชร์ ต้องยอมรับว่าสื่อก็มีส่วนมากเหมือนกันในเรื่องของการสื่อสารในช่วงโควิด” นารากร ยกตัวอย่าง

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ รองโฆษก ศบค. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาศบค. ต้องชี้แจงโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ข่าวผิดแบบไม่ตั้งใจ (Misinformation) กลุ่มนี้ไม่มีเจตนา เพียงแต่ด้วยความที่ทุกคนสามารถสื่อสารได้เพราะต่างก็มีกล้องโทรศัพท์มือถือในมือ ไปเห็นอะไรมาก็ถ่ายรูป-ถ่ายวีดีโอ แล้วโพสต์ลงสื่อออนไลน์โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนจะมารู้ในภายหลังว่าสิ่งที่โพสต์ไปเป็นความเข้าใจผิด 2.ข่าวผิดแบบตั้งใจ (Disinformation) กลุ่มนี้ประสงค์ให้เกิดข่าวผิดๆ ขึ้น แต่กลุ่มนี้
จะมีไม่มากนัก

และ 3.ข่าวรั่ว (Malinformation) คือเป็นข่าวจริงแต่ยังไม่ถูกแต่งโฉมให้เรียบร้อยก่อนเผยแพร่ เช่น คนคนหนึ่งสุขภาพดีแต่แพทย์ตรวจเจอป่วยเป็นโรคร้าย ซึ่งแพทย์นั้นไม่ได้จะโกหกคนไข้แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะบอกคนไข้อย่างไรดี สถานการณ์โควิดก็เช่นกัน อาทิ ศบค. ประชุมกันอยู่เรื่องสถานการณ์เตียงตึงตัว ซึ่งในที่ประชุมกำลังทบทวนกันว่ามีเตียงกี่ประเภท อยู่ที่ใดบ้าง และจะมีแผนรองรับอย่างไร แต่ ศบค.ยังไม่ทันแถลงก็มีสื่อเสนอข่าวไปก่อนแล้ว

“การออกไปโดยที่ไม่ได้มีข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ได้มีข้อเท็จจริงที่รอบด้านให้ประชาชนเข้าใจว่าในสถานการณ์ที่ยากนั้นยังมีทางออก 1-2-3-4 มันกลายเป็นข่าวร้าย แล้วกลายเป็นว่าทำไมหน่วยงานภาครัฐ 2 หน่วยพูดไม่ตรงกัน ทีนี้ถ้าเห็นการทำงานของ ศบค. จะทราบว่าตั้งแต่ ผอ.ศบค. ท่านที่แล้ว พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ท่านจะเป็นคนที่ย้ำในที่ประชุมเสมอเลยว่า ศบค. เป็นหน่วยงานที่ต้องฟังความรอบด้าน

เช่น สมมุติสาธารณสุขรายงานว่าอาทิตย์นี้การติดเชื้อธนาคารเยอะมาก ธนาคารในห้างทั้งนั้น สาธารณสุขจะเสนอมาตรการเลยว่าจำเป็นต้องประกาศปิดธนาคาร สิ่งที่เกิดขึ้น สมมุตินั่นเป็นเวลา 9 โมงเช้า ศบค. จะต้องหารือก่อนว่าถ้าปิด สาธารณสุขเสนอให้ปิดเพราะเอามาตรการป้องกันควบคุมโรคเป็นปัจจัยหลัก ท่านก็จะต้องถามก่อนทางเศรษฐกิจว่าอย่างไร? ทางกระทรวงการต่างประเทศทำได้ไหม?

หรือพอหน่วยงานภาคส่วนกลางเห็นชอบตรงกันแล้วก็ยังต้องถามพื้นที่อีกว่าแล้วถ้าประกาศแบบนี้ เพชรบูรณ์ว่าอย่างไร? สมุทรสงคราม สมุทรสาครทำได้ไหม? อันนี้คือลักษณะการทำงาน แต่พอมีการให้ข้อมูลที่ยังไม่ได้ตกผลึกกันเบ็ดเสร็จ หลายครั้งคนก็เลยจะเห็นว่าทำไม กทม. ประกาศแบบนี้ ขณะที่ ศบค. ออกมาแย้งว่าอันนี้เป็นการที่ กทม. เสนอ แต่ต้องนำเข้าที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ก่อน ตรงนี้ประชาชนสับสนทันที แต่ว่ามันเห็นที่มาที่ไปเหมือนกันว่าไม่ได้เป็นเจตนาที่จะบิดเบือน” รองโฆษก ศบค. ระบุ

พญ.อภิสมัย ยังอธิบายเพิ่มเติมในฐานะมีวิชาชีพเป็นจิตแพทย์ว่า “ภาวะสุขภาพจิตมีผลต่อวิจารณญาณในการตัดสินใจเมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร” ซึ่งองค์การอนามัยโลก รายงานว่า “สถานการณ์โควิด ทำให้คนทั่วโลกเผชิญปัญหาสุขภาพจิต” เริ่มจาก “ช่วงแรกๆ ที่เกิดโรคระบาดผู้คนจะมีแต่ความกลัว” เช่น กลัวติดเชื้อ กลัวว่าติดแล้วจะตาย กลัวเครื่องอุปโภค-บริโภคขาดตลาด “จากนั้นในระยะต่อมาเกิดภาวะที่เรียกว่า ความเหนื่อยล้าจากสถานการณ์โรคระบาด (Pandemic Fatigue)” ระยะนี้ผู้คนจะมีอาการกินไม่ได้-นอนไม่หลับ อารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียว ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้วิจารณญาณการตัดสินใจ ความรอบคอบที่คนคนหนึ่งเคยเป็นบกพร่องได้

“เจอข่าวอะไรมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เขายังสบายดีเขาอาจจะเป็นพี่ที่คอยเตือนเราด้วยซ้ำว่าน้องใจเย็นๆ นะอย่าเพิ่งตัดสิน ตอนนี้กลายเป็นเราเห็นอาจารย์ผู้ใหญ่โพสต์ลงเฟซบุ๊คเราเห็น Hate Speech (ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง) ในบุคคลที่เราคาดไม่ถึงว่าท่านเป็นที่เคารพขนาดนี้ จะเรียกว่ามันเป็นภาวะ Stress (ความเครียด) ก็ได้ Term (ศัพท์) ขององค์การอนามัยโลกเข้าเรียกว่า Distress (เป็นทุกข์-กลัดกลุ้ม) คือความจิตมันผิดปกติ ถึงขั้นเรียกว่าเสียสติก็ได้

เราก็ต้องยอมรับกันไม่ต้องอาย ปีนี้เราเสียสภาพไปเยอะ ฉะนั้นการที่บางทีเรารับรู้ข้อมูลมาแล้วเราไม่ได้ระมัดระวัง เรานอนไม่หลับ กินไมได้ กินเยอะขึ้น เราเหวี่ยงวีนมากขึ้น การทำงาน สมาธิ การจดจ่อ การตัดสินใจเราเสีย เราไม่รู้ตัว ตกเป็นกับดักง่ายมากที่เราจะเป็นเหยื่อข่าวพวกนี้ แล้วก็ตกเป็นเครื่องมือที่ถ้าไม่รู้ตัว เราเองก็จะกลายเป็นคนที่นำเสนอข่าวปลอมพวกนี้โดยแชร์ไปเรื่อยๆ” พญ.อภิสมัย กล่าว

สันติภาพ เพิ่มมงคลทรัพย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้าน ชข่าวปลอม ประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะเป็นการไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงว่าเรื่องที่แชร์กันบนโลกออนไลน์เป็นจริงหรือเท็จ และหน่วยงานนั้นจะเป็นผู้ชี้แจงกลับมา และหากเป็นบุคคลก็จะต้องเป็นคนที่หน่วยงานนั้นมอบหมายให้เป็นผู้ชี้แจง ซึ่งการที่ข่าวปลอมส่วนใหญ่เป็นเรื่องสุขภาพ การพิสูจน์จึงทำได้ง่ายด้วยผลทางวิทยาศาสตร์

เช่น ความเชื่อที่ว่าเมื่อเกิดอาการท้องร่วง-ท้องเสีย ให้ดื่มน้ำอัดลมบางยี่ห้อผสมกับเกลือ แต่ความเป็นจริงคือทำแล้วจะทำให้ท้องอืดและวิธีที่ถูกต้องควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ เป็นต้น อีกทั้งต้องระบุวันที่ชี้แจงด้วย เพราะข่าวที่เป็นจริงในปัจจุบันข้อมูลในอนาคตอาจไม่จริงแล้วก็ได้ เช่น เชื้อโควิดที่ในเวลาต่อมามีการกลายพันธุ์ทำให้ข้อมูลที่ใช้อยู่ต้องเปลี่ยนไป อนึ่ง การทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ จะมีทั้งเชิงรับคือมีผู้ส่งข้อมูลเข้ามาสอบถาม กับเชิงรุกโดยมีเทคโนโลยีตรวจสอบว่าแต่ละวันมีเรื่องใดถูกแชร์กันมาก หากพบข้อสงสัยก็จะนำไปสอบถามผู้เกี่ยวข้อง

“ต้องเข้าใจก่อนว่าเวลาคนเราหลงเชื่อข่าวปลอมหรือว่าอะไร มันเกิดจากประสบการณ์แล้วก็ทัศนคติด้วย หมายความว่าอย่างไร? สมมุตินะเราไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโควิดเลย แล้วก็เราก็ได้ยินว่าน่ากลัวนะ ลงปอดถึงแก่ชีวิตนะ เรามีแนวโน้มที่จะเชื่อแล้วระมัดระวังกับโควิดมากกว่า ประสบการณ์เราเรื่องนี้น้อย ในช่วงแรกจะมีข่าวโควิดติดง่ายกระจายเร็ว ก็จะเป็นอะไรประเภทนี้

ส่วนอคติก็คือว่าคนที่เราฟังหรือเชื่อเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือยกตัวอย่างผมทำงานอย่างนี้ ผมเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ เวลาผมพูดก็อาจจะดูน่าเชื่อถือกว่า หรืออาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพ เขาอาจจะเป็นการเอามาแชร์ต่อในเฟซบุ๊คของเขา เราก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อมากกว่า อันนี้ก็จะทำให้ช่วงแรกๆ หมอก็มีอยู่หลายหมอ หมอแต่ละคนก็เรียนคนละที่กัน อาจจะมีความเชื่อไม่ตรงกันบ้าง แต่ละคนก็จะออกมาพูดนู่นนี่นั่น แล้วก็จะเกิดความเข้าใจผิด” สันติภาพ กล่าว

รอง ผอ.ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ฝากทิ้งท้ายว่า ทั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ชัวร์ก่อนแชร์ โคแฟคฯ เป็นการทำงานปลายทาง คือมีข่าวปลอมเกิดแล้วหน่วยงานเหล่านี้มาตามชี้แจงแก้ไข ซึ่งต้นทางคือการให้ความรู้กับผู้คน สอนให้ใช้เทคโนโลยีอย่างถูกต้อง ให้พบเห็นข้อมูลข่าวสารต่างๆ แล้วยังไม่เชื่อในทันที เพราะการที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปแต่คนยังไม่มีภูมิต้านทาน ยังไม่สามารถปรับตัวให้ตามเทคโนโลยีได้ทัน ปัญหาย่อมตามมาแน่นอน!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,309,462 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Born to be King
พาณิชย์ ปลื้มผลเจรจาขายข้าว หอมมะลิร้อยเอ็ดมีออเดอร์ 1.47 แสนตัน
ราคาทองร่วง! ปรับลดทั้งวัน 2 ครั้ง รวม 250 รูปพรรณขายบาทละ 19,850
With its economy in free fall, Myanmar braces for the worst #SootinClaimon.Com
Chanthaburi on the table
[Weekender] Kimchi season
Helping Phuket youngsters establish a career
'น้องน้ำใส'เด็ก-เยาวชนดีเด่นปี59
ใครเอ่ย? นางร้ายอันฟอลสามี เหตุมือที่สามทำขาเตียงสั่น
Somsak’s sons pursue their political future in Bhumjaithai

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d