Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

ชาวพะเยาค้าน! ไม่เอา’อ่างเก็บน้ำแม่ลาว’ วอนขอความเห็นใจกระทบชุมชน #SootinClaimon.Com

Posted on October 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607836

ชาวพะเยาค้าน! ไม่เอา'อ่างเก็บน้ำแม่ลาว' วอนขอความเห็นใจกระทบชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.55 น.

10 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าห้องประชุมบ้านคะแนง หมู่ 10 ตำบลแม่ลาว อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ผู้ใหญ่บ้านเปิดประชุมหมู่บ้านเพื่อลงมติประชาคมเรื่องโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ลาว มติที่ประชุม ไม่เห็นด้วยกับการสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ลาว จากจำนวนเข้าร่วมประชุม 52 คน งดออกเสียง 1 คน ทั้งหมดได้มีมติหลังจากทราบรายละเอียดของโครงการและมีข้อกังวลเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับหมู่บ้านทั้งการสูญเสียที่ดิน ความปลอดภัยของชุมชุมช่วงการก่อสร้างและหลังการก่อสร้างเขื่อน เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ซึ่งเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการใช้เส้นทางในช่วงการก่อสร้างที่ต้องมีรถขนาดใหญ่และอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ ขนเข้ามาในพื้นที่ผ่านหมู่บ้านซึ่งเป็นถนนที่แคบและลดชัน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาเรื่องเสียง และฝุ่นละออง ที่จะเกิดขึ้นรบกวนต่อชุมชนตลอดระยะการก่อสร้าง 

นอกจากนั้นแล้วชุมชนขอยืนยันว่า การจัดการน้ำขนาดเล็กของแต่ละชุมชนในพื้นที่ตำบลแม่ลาว ไม่ได้ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภครวมถึงการทำการเกษตร การลงมติประชาคมวันนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมระดับอำเภอช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทางนายอำเภอให้แต่ละชุมชนได้จัดให้มีการทำประชาคมความเห็นโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ลาว โดยแต่ละชุมชนได้เริ่มทยอยจัดประชุมประจำเดือนของหมู่บ้านและมีการหารือเรื่องนี้ ในช่วงวันที่ 7-8 ตุลาคมที่ผ่านมามีการจัดประชุมประชาคม เรื่องอ่างเก็บน้ำแม่ลาว ในพื้นที่บ้านน้ำลาว หมู่ 7 มติประชาคมไม่เห็นด้วยกับโครงการ 99 % จากผู้เข้าร่วมประชุม 67 คน  5 คนเห็นด้วย และงดออกเสียง 7 คน การประชุมประชาคมบ้านสบทุ หมู่ 9 มติประชาคม ไม่เห็นด้วยกับโครงการ จากผู้เข้าร่วม 80 คน การประชุมประชาคมบ้านกอก มติประชาคมไม่เห็นด้วยกับโครงการ จากผู้เข้าร่วม 57 คน การประชุมประชาคมบ้านแฮะ หมู่ 5 ไม่เห็นด้วยกับโครงการ จากผู้เข้าร่วมประชุม 70 คน อีก 10 คนเห็นด้วยกับโครงการ ไม่มีผู้งดออกเสียง และการประชุมประชาคมบ้านน้ำมิน หมู่ 6 มติประชาคมไม่เห็นด้วยกับโครงการ จากผู้เข้าร่วม 80 คน ไม่เห็นด้วย 72 คน เห็นด้วย 3 คน งดออกเสียง 5 คน

พิสมัย ใจมูล ชาวบ้านคะแนงกล่าวว่า เราไม่อยากย้ายไปไหน เรารักที่นี้ เราเกิดที่นี้ เราก็อยากตายที่นี้ เราไม่เห็นด้วยกับโครงการตั้งแต่แรกและยืนยันว่าเราเลือกที่จะไม่เอาเขื่อนนี้แน่นอน 

อธิชา ชาวเวียง กล่าวว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่อุ่นใจ อบอุ่นเท่าอยู่บ้านเกิด มีทั้งเพื่อนบ้าน ญาติ พี่น้อง พึ่งพาอาศัยกันได้ เราอยู่อย่างพี่น้องญาติมิตรเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมายาวนาน และขอเป็นตัวแทนกลุ่มรักษ์คะแนงขอขอบคุณผู้นำชุมชน พี่น้องชาวบ้าน บ้านน้ำลาว บ้านสบทุ บ้านกอก บ้านน้ำมิน หมู่ 6 และบ้านแฮะ ที่เข้าใจและเห็นใจชาวบ้านคะแนงที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ลาวในครั้งนี้ รวมถึงกลุ่มบุคคลต่างๆที่ให้กำลังใจชาวบ้านคะแนง และขอความเห็นใจไปยังหมู่บ้านในตำบลแม่ลาว และตำบลฝายกวาง ให้ช่วยเห็นใจชาวบ้านคะแนง เนื่องจากโครงการอ่างเก็บน้ำดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านคะแนง

ชาวบ้านคะแนงได้รับผลกระทบเป็นหมู่บ้านหลัก ซึ่งชาวบ้านก็ยังกังวลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านตอนล่างในลุ่มน้ำลาวด้วย จากเหตุการณ์และภาพข่าวที่เกิดขึ้นกรณีเขื่อนแตก รวมถึงเขื่อนระบายน้ำช่วงฝนตกหนักท่วมชาวบ้านท้ายเขื่อนมีให้เห็นทุกปี หากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้สร้างได้จริงผลกระทบนี้จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน จึงขอความเห็นใจกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านตำบลแม่ลาว และตำบลฝายกวาง ได้ช่วยลงมติไม่เห็นด้วยเพื่อช่วยพี่น้องในลุ่มน้ำลาวในครั้งนี้ ซึ่งการจัดการน้ำด้วยระบบฝายต่างๆที่มีอยู่ก็สามารถที่จะเพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านลุ่มน้ำลาวได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ลาว. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เตรียมเปิดเมืองเลย ต้อนรับท่องเที่ยวฤดูหนาว รูปแบบแซนด์บ็อกซ์ดึงนทท.ต่างชาติ #SootinClaimon.Com

Posted on October 12, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607830

เตรียมเปิดเมืองเลย ต้อนรับท่องเที่ยวฤดูหนาว รูปแบบแซนด์บ็อกซ์ดึงนทท.ต่างชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 11.10 น.

10 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลากลางจังหวัดเลย นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ นายผดุงศักดิ์ หาญปรีชาสวัสดิ์ นายณรงค์ จีนอ่ำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ ปลัดจังหวัด พร้อมทั้งนายอำเภอทั้ง 14 อำเภอได้ร่วมแถลงข่าวเตรียมเปิดเมืองเลย รับฤดูกาลท่องเที่ยวภายใต้มาตรการป้องกันโควิด 19

นายชัยธวัช เนียมศิริ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไปจังหวัดเลยจะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในรูปแบบใหม่ หรือ new normal คู่ขนานไปกับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิต ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดได้ก็ได้มีมติเห็นพ้องที่จะให้เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ในปีนี้ทั้งนี้จังหวัดเลยได้มีการเตรียมความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เชียงคาน หรือว่ารูปแบบของ sandbox รองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ซึ่งในเรื่องนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิดทางจังหวัดเลย จึงได้นำเอาแนวทางการทำ sandbox มาทำรวมกันทั้งจังหวัดเพื่อที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวคนไทยของเราด้วยกัน โดยมีการจัดทำคู่มือมาตรฐานการท่องเที่ยวของจังหวัด สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทุกรูปแบบจะต้องถือปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน โดยจะเร่งดำเนินการทำคู่มือแจกจ่ายไปยังผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้ง 14 อำเภอ

แต่ถ้าหากพบว่าหลังจากการเปิดแล้วมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคกลับมารุนแรง ทางจังหวัดเลยมีความพร้อมและแผนรองรับก็จะสามารถแก้ไขได้ทันที เพราะมีมาตรการรองรับกำหนดอยู่ในคู่มืออยู่แล้ว เช่น การเตรียมการด้านสถานที่รองรับผู้ป่วยทุกรูปแบบในส่วนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดเลย ขอยืนยันว่าไม่ต้องกักตัวแต่ต้องฉีดวัคซีนมาแล้วครบ 2 เข็ม และมีผลตรวจ covid เป็นลบ ไม่เกิน72 ชั่วโมง มาแสดงกับเจ้าหน้าที่ หากไม่มีทั้งสองอย่างก็สามารถรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ภายใน 3 ชั่วโมง

หลังจากเดินทางมาถึงและทางที่พักก็จะให้บริการตรวจโควิดให้ เช่น ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ทำมาแล้วถ้าผลเป็นลบก็สามารถเที่ยวได้ตามปกติ แต่ถ้ามีผลเป็นบวกก็เข้าสู่กระบวนการรักษาซึ่งจังหวัดเลย เรามีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขพร้อมอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอมีการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการให้ทางสื่อมวลชนนั้น มีการสอบถามในเรื่องต่างๆด้านการท่องเที่ยวจังหวัดเลย ได้มีสื่อมวลชนสอบถามในเรื่องการแก้ปัญหาเร่งด่วนในเรื่องการปรับภูมิทัศน์ของแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะกับสถานที่จริง และไม่ให้มีทัศนะวิสัยที่ไม่ต้องการในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบมืออาชีพ สามารถดึงดูนักท่องเที่ยวเข้ามาสู่จังหวัดเลย ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเลย ไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านคน

โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดเลย รับปากและบอกว่าจะทำทุกอย่างในเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อที่จะให้จังหวัดเลย พัฒนาไปในเรื่องการท่องเที่ยวให้เลย เป็นอันดับต้นๆ ให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวจังหวัดเลยเยอะๆ จะเข้าไปร่วมแก้ปัญหาในพื้นที่หรือจุดที่กำลังมีปัญหาในเรื่องทัศนวิสัยการมองในเชิงการท่องเที่ยว อย่าง ภูเก้าง้อม อำเภอนาแห้ว และภูทอกอำเภอเชียงคาน คาดว่าจะมีข่าวดีในเร็วๆนี้. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

น้ำชีเพิ่มสูง! ปลากระชังปรับตัวไม่ทันน็อคน้ำตาย ขายถูก3โลร้อยแห่ซื้อเพียบ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607823

น้ำชีเพิ่มสูง! ปลากระชังปรับตัวไม่ทันน็อคน้ำตาย ขายถูก3โลร้อยแห่ซื้อเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 10.10 น.

10 ตุลาคม 2564 ที่บริเวณริมถนนสายกู่ทอง-โกสุมพิสัย ช่วงบริเวณบ้านหนองผือ ต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ติดริมฝั่งแม่น้ำชี ขณะนี้ระดับน้ำชีเพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นตลิ่ง  หลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและหมู่บ้านในหลายตำบลของอำเภอโกสุมพิสัย 

โดยเฉพาะที่บ้านหนองผือ ต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย มีกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังหลายเจ้า ที่ตอนนี้นอกจากประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ้านแล้ว ปลากระชังที่เลี้ยงไว้ริมแม่น้ำชี เกิดน็อคน้ำตาย เนื่องจากระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปลาไม่สามารถปรับตัวได้และน็อคน้ำตายในที่สุด พ่อค้าแม่ค้าได้นำปลาใส่เรือพายออกมาขายบริเวณริมถนน มีประชาชนที่ผ่านไปมาให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งขายเพียงกิโลกรัมละ 25-35 บาทเท่านั้น 

นางสาวจินต์นิภา ชาลีเครือ แม่ค้าปลา บ้านหนองผือ หมู่ 1 ต.หนองบัว อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า แม่น้ำชียกระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลานิลที่เลี้ยงไว้ในกระชังประมาณ 10 ตัน  น็อคน้ำตายทั้งหมด ตอนนี้ทำได้เพียงนำเรือไปใส่ปลานิลออกมาขาย มีทั้งปลาเป็นและปลาตาย โดยปลาตายจะขายกิโลกรัมละ 25 บาท 4 กิโลกรัม 100 บาท ส่วนปลาเป็นจะขายกิโลกรัมละ 35 บาท 3 กิโลกรัม 100 บาท 

ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจมาเลือกซื้อเป็นจำนวนมาก ตอนนี้ยังเอาปลาออกมาไม่หมด หากสถานการณ์ปกติปลาจะได้ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่พอปลาน็อคน้ำตาย เท่าไหร่ก็ต้องขาย  ถามว่าได้ทุนคืนหรือไม่ ตอบได้เลยว่าขายไปก็ไม่ได้ทุนคืน เพราะค่าหัวอาหารปลาแพงมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ชาวบ้านที่มาซื้อก็ได้แถมไปเยอะแยะ ดีกว่าปล่อยให้เน่าเสียไปเปล่าๆ  

ขณะที่รายงานความเสียหายของอำเภอโกสุมพิสัย พบว่ามีผู้เลี้ยงปลากระชังได้รับความเดือดร้อน 400 ราย 350 ไร่ เป็นผู้เลี้ยงปลากระชัง 48 ราย ประมาณ 900 กระชัง. 012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ร้านก๋วยเตี๋ยวพัทยา ‘เฮียหมา 5 หมู’ สุดชิวเสาร์อาทิตย์ มีดนตรีสดบรรเลง #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607807

ร้านก๋วยเตี๋ยวพัทยา 'เฮียหมา 5 หมู' สุดชิวเสาร์อาทิตย์ มีดนตรีสดบรรเลง

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.06 น.

10 ตุลาคม 2564 จากสถานการ์ณโควิดทำให้ธุรกิจหลายอย่างต้องปรับ เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว เฮียหมา 5 หมู ซึ่งขายตั้งแต่ช่วงเย็นถึงเช้านานกว่า  20 ปี ในเมืองพัทยา ต้องเปลี่ยนจากขายกลางคืนมาเป็นกลางวัน โดยย้ายจากเมืองพัทยาเข้ามาขายแถวบ้านซอยลับแล โดยมีอาหารแนะนำ ก๋วยเตี๋ยวห้าหมูต้มยำ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ต้มยำธรรมดา ข้าวต้มหมู เครื่องในหมู ก๊วยจั๊บน้ำข้น ลูกชิ้นเอ็นหมู-เนื้อ เริ่ม 10 บาท ราคาเริ่ม 30 บาท   

นายเชษฐา อุทาโย หรือเฮียหมา 5 หมู เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมานานกว่า 20 ปี โดยจะรู้จักกันดีในชื่อเฮียหมา 5 หมู เพราะตนจะเป็นคนเสียงดัง ลูกค้าก็จะตั้งชื่อเฮียหมา จนเป็นชื่อที่ลูกค้าเรียกติดปากกัน แต่จากสถานการณ์โควิดทำให้ต้องปรับตัวจากการขายกลางคืนมาขายกลางวัน โดยปรับราคาลงให้สามารถได้กินได้แต่รสขาติขนาดเครื่องเคียงเหมือนเดิม ซึ่งกระแสตอบรับดีโดยเมนูในร้านที่ลูกค้ามักสั่งกินได้แก่ก๋วยเตี๋ยวห้าหมูต้มยำ ซึ่งจะมีหมูกรอบ หมูแดงรวมถึงไข่ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ต้มยำธรรมดา ข้าวต้มหมู เครื่องในหมู ก๊วยจั๊บน้ำข้น รวมถึงลูกชิ้นเอ็นหมู-เนื้อที่ลูกค้าต้องซื้อกินและซื้อกลับบ้านเป็นประจำ   

เฮียหมา 5 หมู ยังกล่าวอีกว่า พอเริ่มเปิดกลางวัน ก็เริ่มขายดีขึ้นสุขภาพจากที่เป็นโรคประจำตัวหลายโรคก็เริ่มดี นอกจากสุขภาพดีขึ้นแล้วลูกค้าที่กินกลางคืนก็ตามมาอุดหนุนน้องที่เป็นนักดนตรีก็เลยขอมาเล่นเพลงช่วงเสาร์ อาทิตย์ ช่วงเที่ยง ให้กับลูกค้าได้ฟังและช่วยค่าใช้จ่ายกับน้องๆนักดนตรีที่ไม่มีรายได้ 

สำหรับลูกค้าที่อยากลิ้มลองรสชาติ ความอร่อย ก็สามารถมาชิมได้ที่ร้านหยกพัทยา ภายในซอยลับแล เนินพลับหวาน โดนเปิดตั้งแต่เวลา 08.00-15.00. เสาร์-อาทิตย์ มีดนตรีฟังตอนเที่ยงหรือที่เพจ หยก พัทยาสาย 3 หรือโทรศัพท์ได้ที่ เบอร์ 087 071 4640 
-012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปพิเศษ : ‘รพ.สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร’ ต้นแบบการดูแลคนพิการในวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607774

สกู๊ปพิเศษ : ‘รพ.สนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร’ ต้นแบบการดูแลคนพิการในวิกฤตโควิด

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

วิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงอย่างมาก อันเนื่องมาจากเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 กลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลต้าซึ่งแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็ว ทำให้ตัวเลขผู้ป่วยในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มไม่เว้นแม้แต่คนพิการไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางการมองเห็น พิการทางการได้ยิน พิการทางการเคลื่อนไหว/ร่างกาย และพิการทางสติปัญญา ซึ่งยากต่อการเผชิญหน้ากับโรคระบาดนี้ได้เพียงลำพัง

สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ผสานกำลังนำจุดแข็งที่เป็นความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ทั้งองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการดูแลคนพิการ รวมถึงการรับมือโรคโควิด-19 ประกอบกับความเป็นมืออาชีพในการสนับสนุนสวัสดิการและการช่วยเหลือคนพิการมาใช้เป็นฐานทุนในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เพื่อให้บริการคนพิการที่ป่วยโรคโควิด-19 (กลุ่มสีเขียว) ได้พักฟื้นรักษาตัว กระทั่งวันที่ 27 กันยายน ได้ส่งผู้ป่วย 3 รายสุดท้ายกลับบ้านอย่างปลอดภัย และได้ยุติการดำเนินงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา

ผลลัพธ์จากการดำเนินงานอย่างแข็งขันของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนตลอดระยะเวลา 120 วัน และเกือบตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน ไม่ได้เพียงช่วยให้คนพิการที่ป่วยโควิด-19 ได้รับการรักษาและหายป่วยกลับบ้านอย่างปลอดภัย ทว่าทุกบทบาทและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นยังกลายเป็นบทเรียนหน้าใหม่ให้แก่ทีมสหวิชาชีพทุกหน่วยงาน อันจะนำไปสู่การสร้างต้นแบบโรงพยาบาลสนามเพื่อดูแลคนพิการในยามเผชิญโรคระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ

น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า เนื่องด้วยโควิด-19 เป็นสถานการณ์ของโรคระบาดใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น พก. จึงตั้ง “ทีมเรามีเรา” ขึ้นมาเฉพาะกิจ ซึ่งประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคมที่ทำหน้าที่เชิงรุกในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการคุ้มครองดูแล เนื่องจากการรับมือกับโรคโควิด-19 จะต้องมีการดูแลร่วมกันทั้งด้านการแพทย์ ด้านสวัสดิการและสิ่งอำนวยสะดวกสำหรับคนพิการควบคู่กันไป การบูรณาการร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระในการทำงาน มีนวัตกรรมช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการทุกประเภท ทั้งอุปกรณ์ลดความเสี่ยงในการสัมผัสเพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ และเครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสมอย่างครบถ้วน
ตอบโจทย์ ทั้งการบริการคนพิการและทำให้ระบบสาธารณสุขประหยัดทรัพยากรได้มาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโรงพยาบาลสนามบ้านวิทย์ฯ จะหยุดดำเนินการ แต่“ทีมเรามีเรา”ยังคงเดินหน้าช่วยเหลืคนพิการในสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีโรงพยาบาลสนามราชานุกูล ซึ่งดูแลเฉพาะสำหรับกลุ่มคนพิการออทิสติกด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ รวมถึงคนในครอบครัว นอกจากยังนี้ยังมีระบบกักแยกผู้ป่วยในชุมชน(Community Isolation) ของกลุ่มคนพิการทางเห็น ซึ่งสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและโรงเรียนสอนคนตาบอดยังเปิดรับคนตาบอดและครอบครัวที่ป่วยโรคโควิด-19 บริหารจัดการโดยโรงพยาบาลรามาธิบดี

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)กล่าวว่า เดิมบ้านวิทยาศาสตร์ สิรินธรเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทว่าเมื่อเกิดการระบาดโควิด-19อย่างต่อเนื่องและมีผู้ป่วยจำนวนมาก การเปลี่ยนพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล 

ดร.ณรงค์ กล่าวว่า เราปรับปรุงพื้นที่เพิ่มเติมตามที่บุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแนะนำตั้งแต่ทางเดิน ห้องน้ำ ระบบบริการล่ามทางไกลสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน รวมทั้งมีผลงานวิจัยซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัย สวทช. เช่น เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัลแบบเคลื่อนที่ได้ (BodiiRay M) อุปกรณ์ป้องกันและฆ่าเชื้อโรค เช่นหน้ากากอนามัย Safie Plus และหน้ากาก N95 n-Breeze เครื่องกำจัดเชื้อโรคด้วยแสงยูวีซี(GirmZaber UV-C Sterilizer)แบบ Robot และแบบ Station รถส่งของบังคับทางไกล“อารี”และหุ่นยนต์ส่งของ“ปิ่นโต 2” (กรมวิทยาศาสตร์บริการเข้ามาร่วมสนับสนุน) หมวกแรงดันลบและแรงดันบวก nSPHERE เปลแรงดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย PETE เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากนั้น ยังได้นำซอฟต์แวร์ ระบบติดตามสุขภาพผู้ป่วยทางไกล สำหรับโรงพยาบาลสนาม (A-MED Telehealth)เพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ในโรงพยาบาลสนาม และนำไปบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 ที่แยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของคนไทยเข้าไปช่วยดูแลผู้ป่วยและช่วยอำนวยความสะดวกกับบุคลากรทางการแพทย์ อย่างสมบูรณ์ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการวางแผน การสั่งสมองค์ความรู้ความสามารถเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

“วิกฤตโควิด-19 พิสูจน์ให้เห็นว่าองค์ความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญมาก วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจึงเป็นการมองอนาคต ทั้งการเตรียมความพร้อมองค์ความรู้และการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงความพร้อมด้านเครือข่ายการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอาวุธลับสำคัญที่ทำให้เราสามารถติดตามพัฒนาการต่างๆ ของโรคระบาด อุปกรณ์ป้องกันโรครวมทั้งยาและวัคซีนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะทำให้เราเกิดความมั่นคงด้านการแพทย์และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ดร.ณรงค์ กล่าว

พญ.บุษกร โลหารชุน

พญ.บุษกร โลหารชุน รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ กล่าวว่า ทีมสหวิชาชีพของสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ ตระหนักถึงประเด็นปัญหาที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนพิการและครอบครัวเข้าถึงบริการและได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยได้มาตรฐาน ภาพรวมตลอด 4 เดือนสิ่งที่ทำอาจจะไม่ได้หนักมาก แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือ เราได้ถอดองค์ความรู้ทั้งหมด และพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานต่างๆ หากเกิดโรคระบาดเช่นนี้อีกในอนาคต เพื่อให้คนพิการทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงการดูแลและรักษา เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางด้านสวัสดิการสังคมและสุขภาพ

“หากเกิดวิกฤตอีกในระลอกหน้า เราสามารถนำเอาองค์ความรู้ ความร่วมมือและปัจจัยความสำเร็จต่างๆ ก้าวข้ามวิกฤตไปได้ เพราะว่าทุกอย่างนั้นบางครั้งหากเรากลัวจนเกินไปเราจะมองไม่เห็นทางออก แต่โรงพยาบาลสนามบ้านวิทย์ฯ เราพิสูจน์มาแล้วว่า เมื่อเรามั่นใจในประสิทธิภาพและพลังของความร่วมมือจะนำพาให้เราประสบความสำเร็จ แล้วจะทำให้สิ่งที่เราวิตกหรือหวาดกลัวนั้นสิ้นสุดลงได้ เป็นการสร้างพลังรวมให้เกิดเป็นพลังหมู่และก้าวข้ามอุปสรรคไปได้ในที่สุด” พญ.บุษกร กล่าว

สำหรับการเปิดดำเนินตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาของโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธรเพื่อคนพิการ ได้มีคนพิการติดเชื้อโควิด-19 ที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยสีเขียวเข้ารับการรักษาจำนวนทั้งสิ้น 650 คน ได้รับการรักษาหายป่วยกลับบ้าน 590 คน และส่งต่อไปรักษากับโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีก 60 คน

อย่างไรก็ตามคนพิการที่เป็นผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ ยังสามารถติดต่อผ่านช่องทางต่างๆ ในการเข้ารับบริการได้ในสถานที่ปกติของหน่วยงานรัฐ ผ่านบริการศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 สายด่วน สปสช. 1330 สายด่วนคนพิการ 1479 หากอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลสามารถติดต่อสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งยังให้บริการตรวจ RT-PCR และบริการการกักตัวที่บ้าน Home Isolation

พญ.บุษกร เปิดเผยด้วยว่าโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในทุกกลุ่ม นอกจากนี้พระราชทานกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถแก่บุคลากรพระองค์ท่านได้เห็นถึงความตั้งใจของทีมทำงาน ทรงทราบถึงความทุกข์ยากของพสกนิกร และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระราชทานอาหาร รวมถึงทรงติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการซึ่งทางสถาบันฯ ได้ถวายรายงานให้ทรงทราบเป็นระยะว่าปัจจุบันดำเนินการอย่างไร มีคนพิการกี่ราย ครอบครัวกี่รายที่ได้รับความช่วยเหลือ นำมาซึ่งความปลื้มปีติและเป็นขวัญกำลังใจแก่ทีมงานได้ปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปพิเศษ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เรียน1ใบเป็นได้ทั้ง‘ครู-ศิลปิน’ ‘ม.ขอนแก่น’เปิดหลักสูตร‘2ปริญญา’ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607751

เรียน1ใบเป็นได้ทั้ง‘ครู-ศิลปิน’  ‘ม.ขอนแก่น’เปิดหลักสูตร‘2ปริญญา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา สู่การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ กระบวนทัศน์ใหม่ โดยมี รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานในพิธีและร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วย ผศ.ดร.บุรินทร์ เปล่งดีสกุล คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.สุมาลี ชัยเจริญ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ร่วมลงนามข้อตกลง โดยมี ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และท่านผู้มีเกียรติที่ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.ขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า โครงการหลักสูตรสองปริญญาแรกของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นของเภสัชศาสตร์บัณฑิตร่วมกับ วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาการจัดการ MBA วันนี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่เกิดโครงการที่ 2 คือ หลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับ นักศึกษา โดยจะทำให้มีโอกาสในตลาดงานมากขึ้น มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ทำให้นักศึกษาที่เรียนหลักสูตรศึกษาศาสตร์สาขาดนตรี จะมีทักษะดนตรีมากขึ้น ส่วนนักศึกษาที่เรียนดนตรีจะมีทักษะด้านการสอนมากขึ้น

โดยจะเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพสามารถรับราชการเป็นครูได้ นับเป็นจุดขายของหลักสูตร ซึ่งข้อดีคือ หลักสูตรถูกระบุไว้ในแผนการศึกษา สามารถจบได้ภายใน 4 ปีโดยนักศึกษาจะได้รับทั้งสองปริญญา หลักสูตรดังกล่าวของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จะสามารถผลิตครูที่เป็นศิลปินและศิลปินที่เป็นครูเพิ่มมาอีกหลักสูตรหนึ่ง ข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาของทั้งสองคณะและส่งผลถึงการพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป

ผศ.ดร.บุรินทร์กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้มีเจตนารมณ์เพื่อพัฒนาด้านวิชาการและกิจกรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของอาจารย์และนักศึกษา ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัยและนวัตกรรม และการบริการวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือการจัดการศึกษาหลักสูตรสองใบปริญญา (Double Degree) ระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการบูณาการข้ามศาสตร์และจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของกระบวนทัศน์ใหม่ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน และเพื่อส่งเสริมการบริการทางวิชาการแก่ชุมชนและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

รศ.ดร.สุมาลีกล่าวว่า การผลิตบัณฑิตร่วมกันระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ ภายใต้หลักสูตรสองปริญญาซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรายวิชาในระหว่างหลักสูตรดุริยางคศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิตสาขาดนตรีศึกษาได้ เป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมการบูรณาการข้ามศาสตร์ ตามแนวทางกระบวนทัศน์ใหม่ ที่เป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นการพัฒนานักศึกษาให้มีการเรียนรู้ในวิธีการและวิชาชีพที่จำเป็นมากต่อการศึกษาไทย

อีกทั้งข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ยังส่งเสริมและพัฒนาการบูรณาการด้านการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม การบริการวิชาการและบำรุงศิลปวัฒนธรรม ร่วมกันของคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของทั้งสองคณะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2563-2566 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาของทั้งสองคณะและการศึกษาไทยในอนาคต!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1) ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607756

สกู๊ปแนวหน้า : คนไทยกับการย้ายถิ่น(1)  ‘ชนบทสู่เมือง’4ยุคอพยพ

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เกิด “การย้ายถิ่น” จากพื้นที่ที่มีความเจริญน้อยกว่าไปสู่พื้นที่ที่มีความเจริญมากกว่าเพื่อแสวงหาโอกาส ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการบรรยาย (ออนไลน์) ชุด “วิวัฒนาการการย้ายถิ่นของประเทศไทยร่วมสมัย” ฉายภาพประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นของคนไทย แบ่งเป็น 2 ตอนคือ ในประเทศและระหว่างประเทศ จากนักวิชาการ 2 ท่านของสถาบันฯ

รศ.ดร.โยธิน แสวงดี ผู้รับหน้าที่บรรยายเรื่อง“การย้ายถิ่นภายในประเทศ” กล่าวว่า การย้ายถิ่นเกิดได้โดยอาศัยปัจจัย 2 ด้านคือ “ปัจจัยผลักดันจากต้นทาง-ปัจจัยดึงดูดจากปลายทาง” ที่สำคัญคือ “เศรษฐกิจ” เช่น ในชนบทการจ้างงานมีน้อย ในขณะที่ครัวเรือนมีฐานะไปทางยากจน รายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงชีพ รวมถึงตัวแปรอย่างสภาพทางธรรมชาติ อาทิ พื้นที่มีความแห้งแล้ง กลับกันในเมืองใหญ่มีแสงสีศิวิไลซ์ มีการจ้างงานที่รายได้สูงกว่า จึงเป็นที่มาของชาวชนบทอพยพละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้าไปหางานทำในเมือง

“ความคาดหวังที่คาดว่าจะได้ในถิ่นปลายทาง เช่น การมีงานทำ การได้รับค่าจ้างที่ดีขึ้น อาจจะไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังที่นักย้ายถิ่นต้องการ หลายคนก็ประสบความสำเร็จ หลายคนก็ไม่ประสบความสำเร็จ จากข้อมูลที่ผมเคยวิจัยไว้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จจะย้ายถิ่นกลับบ้านภายใน 2 เดือน เพราะหากว่างงานภายใน 2 เดือนไม่มีใครจ้าง ค่าใช้จ่ายที่เตรียมตัวมา ค่าพักอาศัย ค่าอาหารต่างๆก็จะหมดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าว

ในการย้ายถิ่นและการอยู่อาศัยในพื้นที่ใหม่นั้นผู้ย้ายถิ่นมักพึ่งพาเครือญาติหรือเครือข่ายทางสังคม เช่น คนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันซึ่งประวัติศาสตร์การย้ายถิ่นในสังคมไทย อาจแบ่งได้เป็น4 ยุค ได้แก่ 1.ปี 2398-2513 ยุคนี้เรียกว่า “Thailand 1.0”สังคมไทยยังเป็น “สังคมเกษตรกรรม” การย้ายถิ่นยังเป็นระหว่างชนบทกับชนบทเพื่อแสวงหาที่ดิน เนื่องจากรัฐบาลในยุคนี้สนับสนุนให้ประชาชนจับจองที่ดินเพื่อทำการเกษตร การย้ายถิ่นในยุคนี้มักเป็นการย้ายถิ่นในภาคเดียวกัน เพราะการเดินทางข้ามภูมิภาคยังเป็นเรื่องยากลำบาก

กระทั่งเมื่อล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 2500 ที่การคมนาคมพัฒนามากขึ้น พบการย้ายถิ่นจากจังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือที่สมัยนั้นยังแยกกันระหว่างจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากสถิติการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ ช่วงปี 2498-2503 อยู่ที่ 785,357 คน คิดเป็น 35.8 ต่อประชากร 1 พันคน แต่ในช่วงปี 2508-2513 จะอยู่ที่ 1,765,680 คน คิดเป็น 61.5 ต่อประชากร 1 พันคน

2.ปี 2513-2529 หรือเรียกว่า “Thailand 2.0” สังคมไทยเข้าสู่ “สังคมอุตสาหกรรม” ในช่วงแรกอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้พื้นที่แถบนี้เกิดโรงงานขึ้นจำนวนมาก ควบคู่ไปกับจัดตั้งสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน รองรับการผลิตและพัฒนาแรงงานฝีมือ จากนั้นได้มีการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่ 2 จังหวัดชายฝั่งตะวันออก คือ ชลบุรีและระยอง เนื่องจากมีความพร้อมทั้งสนามบินและท่าเรือ นำไปสู่ทางเลือกในการย้ายถิ่นไปหางานทำเพิ่มขึ้น

3.ปี 2529-2559 หรือเรียกว่า “Thailand 3.0” สังคมไทยเข้าสู่ “ยุคเทคโนโลยี” นอกจากระบบคมนาคมจะดีขึ้น เช่น มีการตัดถนนสายรองเชื่อมถนนสายหลักมากขึ้นแล้ว ยังรวมถึงการสื่อสารด้วย เช่น โทรเลขและจดหมาย ต่อมาผู้คนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารรวมถึงแหล่งงานได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้ย้ายถิ่นรุ่นก่อนหน้าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายทางไม่ว่าจะเป็นที่พักแบบเช่าหรือซื้อ ก็จะคอยรองรับผู้ย้ายถิ่นหน้าใหม่ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน อนึ่ง ยุคนี้เป็นอีกช่วงที่พบการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ในปี 2535 สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่าร้อยละการย้ายถิ่นจากเขตชนบทเข้าสู่เมืองจะประมาณ 15.5% แต่ที่น่าสังเกต พอขยับมาเป็นปี 2545 สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจาก 13.4% (ปี 2540) เป็น 19.2% (ปี 2545) นับว่ากราฟได้เขย่งขึ้นบ้าง สะท้อนว่าการย้ายถิ่นของประเทศไทยจากชนบทเข้าสู่เมืองยังมีความนิยมกันอยู่” รศ.ดร.โยธิน ระบุ

สุดท้ายคือ 4.ปี 2560-ปัจจุบัน หรือยุค“Thailand 4.0” ทิศทางของประเทศเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robots) และระบบคอมพิวเตอร์มาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น ในยุคนี้การย้ายถิ่นยังคงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง เช่นเดิม เพราะมีความพร้อม

โดยเฉพาะการมีสนามบิน 2 แห่งอย่างดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทำให้พื้นที่นี้ยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือที่อยู่ถัดไป อย่างสนามบินอู่ตะเภา ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ตลอดจนสนามบินตาคลี จ.นครสวรรค์ (ปัจจุบันเป็นสนามบินทางทหาร) ที่มีศักยภาพรองรับการขนส่งทางอากาศ ทั้งนี้ “การย้ายถิ่นในประเทศยุค 4.0 มีน้อยมาก” หากนับจากปี 2560-2563 เฉลี่ยปีละ 5-6 แสนคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.8-1.0 เท่านั้น

รศ.ดร.โยธิน กล่าวต่อไปว่า หากดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2562 พบว่า กรุงเทพฯ ยังเป็นจังหวัดที่เป็นเป้าหมายการย้ายถิ่นมากที่สุด รองลงมาคือ เชียงใหม่ เมืองเอกของภาคเหนือ อันดับ 3 นครราชสีมา เมืองเอกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอันดับ 4 นครศรีธรรมราช เมืองทางภาคใต้ อนึ่ง “นับจากปี 2555 เป็นต้นมาพบการย้ายถิ่นของผู้สูงอายุ” โดยเป็นการย้ายออกจากกรุงเทพฯ และภาคกลางไปยังจังหวัดอื่นๆ ซึ่งมาจากการที่มีประชากรวัยเกษียณทั้งจากภาครัฐ (ราชการ-รัฐวิสาหกิจ) และภาคเอกชน (บริษัทห้างร้านต่างๆ)

และหากให้คาดการณ์ต่อไป “ในอนาคตเชื่อว่าการเดินทางไปหางานทำแบบข้ามจังหวัดหรือภูมิภาคไม่น่าจะมากเท่ายุคที่ผ่านมา” เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่พัฒนาไปมาก เห็นได้จาก “การทำงานที่บ้าน (Work from Home)” เป็นกระแสที่มาแรงในปัจจุบัน พนักงานในสำนักงาน ไปจนถึงพ่อค้า-แม่ค้า สามารถทำงานของตนได้ทางออนไลน์ เมื่อรวมกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ที่พัฒนามากขึ้นด้วยแล้ว ดังนั้นการอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทแต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สวยงาม ก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

“แบบแผนการย้ายถิ่นของประเทศไทยในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล ที่จะส่งเสริมให้ Work from Home มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยิ่ง ระบบคลื่น (สัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เนต) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานคือไฟฟ้ากับน้ำหากมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อส่งเสริมปัจจัยการผลิต ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่วางแผนไว้ ในความก้าวหน้าของประเทศไทยในยุคถัดไป” รศ.ดร.โยธิน กล่าวในท้ายที่สุด

SCOOP@NAEWNA.COM

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เปิดสองปมปัญหา ‘เจ้าคุณบัวศรี’ ถูกถอดถอนออกจากเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607796

เปิดสองปมปัญหา 'เจ้าคุณบัวศรี' ถูกถอดถอนออกจากเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 21.39 น.

วันที่ 9 ต.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งแต่งตั้งพระสังฆาธิการ และถอดถอนเจ้าคณะจังหวัด 3 รูป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพระเทพสารเมธี หรือเจ้าคุณบัวศรี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) อยู่ด้วย ทำให้คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) และญาติธรรมออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรมและมีการล่ารายชื่อหนึ่งแสนถวายฎีกา รวมทั้งส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบความเป็นธรรมนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีรายงานข่าวจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติอ้างว่า การถอดถอนพระสังฆาธิการ 3 รูปโดยเฉพาะกรณีเจ้าคุณบัวศรี ว่าสาเหตุดังกล่าวอาจจะเกิดจากปัญหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีปัญหาของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในเขตตำบลลำพาน อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ถูกสีกาใกล้ชิดร้องเรียนว่าเสพเมถุน โดยเรื่องเกิดขึ้นในปี 2557 ที่เป็นเหตุอ้างว่าเจ้าคุณบัวศรี ละเว้นปล่อยวางไม่ดำเนินการใดๆ 

แต่มีข้อมูลจากแหล่งข่าววงในแจ้งว่า ปัญหาการร้องเรียนนี้เกิดขึ้นจริงในปีดังกล่าวซึ่งในปีเดียวกันได้มีการนำเรื่องเข้ามาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้นำเรื่องเข้ามาแจ้งยังสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) และวันที่ 30 กันยายน 2557 เจ้าคุณบัวศรี ได้เรียกประชุมสงฆ์ทำการตรวจสอบและมีมติร่วมกันว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจนและไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว โดยได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพฤติกรรมของสีกาคนนี้เป็นการทำขึ้นเพื่อกรรโชกทรัพย์ และทางวัดป่าฯได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว 2 คดีคือกรรโชกทรัพย์ 30 ล้านบาท และกระทำผิด พ.ร.บ.คอมฯ

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2557 สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) ได้ทำหนังสื่อรายงานถึงสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติว่าได้ดำเนินการสอบสวนเจ้าอาวาสวัดป่าฯ และได้ความว่าไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องกุขึ้นมาและสีกาคนนั้นก็ยอมรับผิดและเดินทางมาขอขมาต่อหน้าตัวแทนเจ้าอาวาส พยานและพนักงานสอบสวน ทางคณะสงฆ์จึงยุติคดี และในที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ทางคณะ (จ.จ.ธ) ได้ทำหนังสือรายงานสำนักงานพุทธศาสนา เพื่อแจ้งผลการสอบสวนเจ้าอาวาสวัดป่า และได้ความว่าไม่เป็นความจริง และสีกาคนนั้นก็ยอมรับผิดและทำการขอขมาและทางพนักงานสอบสวนทางวัดไม่ติดใจทั้งคดีอาญาและแพ่ง เป็นอันยุติด้วยดี

แต่แล้วเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2559 ได้มีหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบพฤติกรมของหลวงรูปหนึ่งอีกครั้ง ซึ่งเป็นวัดเดิมที่ยุติเรื่องไปแล้วให้ตรวจสอบพฤติกรรมพระรูปดังกล่าวกับแม่คนหนึ่งมีพฤติกรรมผิดวินัยสงฆ์ โดยมีซีดี บันทึกข้อมูลและไฟล์เสียงสนทนาชายหญิง ซึ่งเรื่องนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 คณะสงฆ์ได้ตั้งคณะกรรมาการขึ้น 1 คณะจำนวน 11 รูป โดยมี ผอ.สนง.พุทธศาสนาจังหวัดกาฬสินธุ์ ประสานงานให้สอบปากคำ ซึ่งพระผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและมอบอำนาจให้ลูกศิษย์ดำเนินคดีกับสีกาผู้ร้อง กรณีดังกล่าวขณะที่เรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว 

รายงานแจ้งว่าตามอนุวัตรตามกฏนิคหกรรมของมหาเถรเมื่อเรื่องร้องเรียนเป็นเรื่องเดียวกันกับทางโลก การพิจารณาจึงพักไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดทราบว่ากระบวนการนี้ศาลได้ลงโทษ ผู้ร้อง โดยยืนทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่มายกทั้งหมดในศาลฎีกา เนื่องจากสีกาคนนี้ได้เข้าถวายฎีกา

เมื่อเรื่องผ่านพ้นกระบวนการทางศาล คณะสงฆ์จังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) จึงเริ่มอธิกรณ์ใหม่ ซึ่งในระหว่างนั้นประมาณปี 2561 ซึ่งพระเทพสารเมธี ได้รับการแต่งตั้งไปรักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธ) ปกครอง 6 จังหวัดปะกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร จ.นครพนม จ.หนองคายและ จ.บึงกาฬ ในปีเดียวกันคาบเกี่ยวปี 2562 จึงได้นำกรณีนี้มอบหมายให้พระญาณลักขิต หรือหลวงพ่อแผน เจ้าอาวาสวัดวีรวงศาวาส ประธานสงฆ์วัดโสภณพัฒนาราม (วัดภูปูน) รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) เป็นรักษาการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) ซึ่งได้ตั้งกรรมการสงฆ์ขึ้นมาชำระอธิกรณ์นี้ที่กำลังดำเนินการสอบสวน แต่เนื่องจากติดปัญหาโควิด จึงทำให้เกิดความล่าช้า

ส่วนอีกเหตุผลที่น่าจะเกี่ยวกับการถูกปลดเจ้าคุณบัวศรี คาดว่าจะเป็นเหตุเกิดขึ้นในช่วงที่เจ้าคุณบัวศรี ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะภาค 8 (ธ) ซึ่งท่านเจ้าคุณบัวศรีได้เข้าไปตรวจสอบปัญหาการร้องเรียนระหว่างพระครูสุทธิญาณณโสภณ หรือครูบาเล็ก สุทธิญาโณ เจ้าคณะอำเภอสังคม ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) กับหลวงพ่อจันมี อนาลโย แห่งวัดป่าแก้งใหม่ ซึ่งมีรายงานว่าหลวงพ่อจันมี ได้ถวายเงินให้ครูบาเล็กไปทำการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ในอำเภอสังคม และบางส่วนก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561 โดยใช้ชื่อตึกว่า ตึกอนาลโยเมตตาหลวงพ่อจันมี 

แต่ต่อมา ครูบาเล็กได้มีปัญหารุนแรงกับหลวงพ่อจันมี และครูบาเล็กได้ใช้อำนาจเจ้าคณะอำเภอสังคม(ธ) ปลดหลวงพ่อจันมี ด้านเจ้าคุณบัวศรี เห็นว่ามีปัญหาอธิกรณ์ จึงเข้าตรวจสอบและได้แก้ไขปัญหา ซึ่งพบว่ายังมีการปลดป้ายชื่อตึกพยาบาลออกจากเดิมของหลวงพ่อจันมี เป็น ตึกวรลาโภ อนุสรณ์หลวงปู่เหรียญ แต่ว่าการสร้างโรงพยาบาลนั้นมีพิรุธ จึงเดินหน้าทำการสอบสวนที่ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ จึงอาจทำให้ครูบาเล็กไม่พอใจ ได้ออกไปจำพรรษาที่วัดป่าพิชัยวัฒนมงคล ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และต่อมาก็มีคำสั่งมติให้ไปเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธ) จึงทำให้พุทธศาสนิกชนต้องการคำตอบว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติของไทย

จากกรณีดังกล่าวได้มีการตั้งข้อสงสัยในกลุ่มศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนในจังหวัดกาฬสินธุ์ว่า หากกรณีนี้มติมหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช้เป็นประเด็นในการถอดถอนเจ้าคุณบัวศรี ก็ต้องถามว่าในเมื่อเจ้าคุณบัวศรี ยังไม่รู้ว่าตนเองมีปัญหาอธิกรณ์อะไรหรือมีความผิดอะไรตาม พ.ร.บ.สงฆ์ฯหรือกฏของมหาเถร การถอดถอนจะต้องมีการสอบสวน แต่เมื่อไม่มีการสอบสวนตามผู้ที่ใช้อำนาจก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 ด้วยหรือไม่?  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

วุ่นแล้ว!กำลัง ตร.เมืองคอนเข้าอารักขา 2 วัดเข้มหลัง มส.แต่งตั้งเจ้าคณะซ้ำซ้อน #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607792

วุ่นแล้ว!กำลัง ตร.เมืองคอนเข้าอารักขา 2 วัดเข้มหลัง มส.แต่งตั้งเจ้าคณะซ้ำซ้อน

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 20.05 น.

พิษคำสั่งปลดฟ้าผ่า มส.ทำวัดวุ่น! กำลังตำรวจเมืองคอนทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าอารักขา 2 วัดดังนครศรีธรรมราช หลัง มส.แต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดซ้ำซ้อน หวั่นมือที่ 3 สร้างสถานการณ์

วันที่ 9 ต.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟสบุ๊ก “Uthit Siriwan” ของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า กรณีแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อคืนกลางดึกว่า เกิดข่าวลือสะพัดทั่วนครศรีธรรมราชว่า ฝ่ายตรงข้ามที่ศรัทธาคิดเห็นแตกต่างลงขันกันจ้างมือปืนบุกยิงท่านเจ้าคุณเจือ พระราชปริยัติเวที ที่ศิษยานุศิษย์ออกมาเคลื่อนไหวขอความเป็นธรรม อยู่ระหว่างถวายฎีกา และดำเนินการตามกฎหมาย ตำรวจต้องส่งกำลังอารักขา เพราะนครศรีธรรมราช เป็นเมืองคนดุ ดังที่บอกใช้เมตตานำ อภัยกำกับ แล้วอโหสิกรรมต่อกันให้เกียรติยกย่องคุณงามความดี พระราชาคณะ ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ตามความจริง คือจะถอดถอน ก็ควรยกเป็นกิตติมศักดิ์ ก็ไม่มีใครทวงถามตรวจสอบการออกมติของมหาเถรสมาคม ฝ่ายชงเรื่อง อนุมัติ รับทราบมติ ทำถูกต้อง ชอบธรรม ก็ไม่บานปลายแบบที่เห็น ว่าที่จริง หลวงพี่เจ้าคุณเจือ เป็นพระปกครองง่าย เชื่อฟังน้อมปฏิบัติตามท่านเจ้าคุณพระธรรมวิมลโมลี เจ้าคณะภาค ๑๖ สั่ง ทุกประการ แต่ต้องปราศจากอคติ และชอบธรรม”

“พระเถระในมหาเถรสมาคมบางรูปเป็นห่วง ต่างก็ระบุว่าต่อไปจะต้องเกิดปัญหาแน่นอน แล้วก็เกิดปัญหาจริง ๆ อย่างที่คณะสงฆ์กาฬสินธุ์ คณะสงฆ์แปดริ้ว และคณะสงฆ์ปทุมธานีออกมาเคลื่อนไหว จนกลายเป็นเหตุบานปลาย สร้างความมัวหมองให้กับคณะสงฆ์ รวมไปถึงกรณีนี้ ที่มหาเถรสมาคมมีมติแต่งตั้งเจ้าคณะ จ.นครศรีธรรมราช ซ้อนตำแหน่งกัน สร้างความสับสนให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเจ้าคณะจังหวัดรูปเดิมก็ยังอยู่ในตำแหน่ง ส่วนเจ้าคณะจังหวัดรูปใหม่ที่ได้รับตำแหน่งก็วางตัวไม่ถูก ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์แต่ละจังหวัด ยื่นเรื่องใช้สิทธิตามกฎหมายทำหนังสือฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย”

“ทว่าเมื่อเรื่องราวยังไม่ยุติ นครศรีธรรมราช ไม่เหมือนปทุมธานี กาฬสินธุ์ หรือแปดริ้ว ก็มาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น จนทางการต้องส่งตำรวจอารักขาคุ้มครองตอนออกบิณฑบาต ป้องกันถูกมือปืนลอบยิง เพราะท่านเจ้าคุณเจือ มีปกติถือบิณฑบาตเป็นวัตร ยึดหลักปฏิปทาพระแท้ ถ้าใครสัมผัสตัวตนแท้จริง ท่านเป็นพระกินง่าย อยู่เรียบง่าย สมถะ ไม่ติดหรู ไม่ฟุ้งเฟ้อ วางตนเป็นตัวอย่างที่ดี คำถามคือถ้ามติ 30 กันยายน 2564 ชอบธรรม คงไม่เกิดเรื่องราวเยี่ยงนี้ขึ้น ถ้ากลั่นกรองนำเสนอการแต่งตั้งการถอดถอนตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ฟังความข้างเดียว ไม่ลำเอียง คณะสงฆ์นครศรีธรรมราช คงไม่ปั่นป่วนวุ่นวาย ระส่ำระสาย เช่นนี้ กรณี “เจ้าคุณเจือ” เคยมีปัญหาเรื่องวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถูกผู้มีอิทธิพล บุกรุกที่ดินวัดและมีการฟ้องร้องกัน อ่านรายละเอียด https://thebuddh.com/?p=51860 อุกอาจ !! จ.นครศรีฯ ร้องสื่อกลุ่มอิทธิพลบุกยึดวัด ทุบทำลายกำแพง-ขู่พระห้ามจุ้นจ้าน “

เวลาต่อมา เพจ “Uthit Siriwan”ของ ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ โพสต์อีกว่า อัพเดต 09:32 9 ตุลาคม 2564….” ล่าสุดฝ่ายความมั่นคงกลัวสถานการณ์ร้อนระอุ และอาจมีมือที่ ๓ ผู้กำกับเมืองนครศรีธรรมราช สั่งกำลังตำรวจ อารักขาความปลอดภัยท่านเจ้าคุณ ทั้ง ๒ วัด คือวัดมุมป้อม กับวัดประดู่ เพราะทางตำรวจ วิเคราะห์จำลองสถานการณ์ว่า ฝ่ายตรงข้าม อาจโยนระเบิดไม่หวังผลคนเจ็บคนตาย ใส่วัดเจ้าคณะจังหวัดใหม่แล้วโยนความผิดใส่ พระสังฆาธิการ ที่สนับสนุนท่านเจ้าคุณเจือรวมถึงอาจตั้งข้อหาท่านเจ้าคุณเจือ เป็นผู้บงการเสียเอง โดยใส่ร้ายว่า เป็นผู้สูญเสียตำแหน่ง เลยเอาคืน …รอบคอบ ปลอดภัยไว้ก่อน ในนามของชาววัดวาอาราม ขอบพระคุณ ท่านนายพล พลตำรวจตรีสมชาย ซื่อต่อตระกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และท่านผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช พันตำรวจเอกมณเทียร เบ้าทองที่เข้าใจความขัดแย้งในพื้นที่และช่วยอารักขาคุ้มครองเจ้าคณะจังหวัดที่มหาเถรสมาคมตั้งซ้อน ถ้าไม่อารักขาทั้ง ๒ วัดอาจบานปลายเพราะมติมหาเถรสมาคม ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔”

“เล่าย้อนความว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา ตรงที่ถูกถอดถอนแต่ไม่รายงานเจ้าคณะใหญ่หนใต้ เสนอกรรมการมหาเถรสมาคมขึ้นมา และไม่ถูกประจาน ทำให้อับอายขายหน้า เหมือน ๓ จังหวัด ที่จนบัดนี้ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชก็ตอบว่าไม่ได้เสนอปลด แล้วใครรายงานเบื้องสูง? คนนั้นแหละ…คาดว่า ๒ พ พัวพันกับเจ้าคณะภาค ๑๖ คล้ายที่กาฬสินธุ์ ตั้งข้อสงสัยและฝากบอกมา Same same”

โดยในเพจเดียวกันยังได้โพสต์ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่เข้าไปอารักขาเจ้าคุณเจือในวันมุมป้อม ต.ในเมือง และอาจารย์รั่น วัดประดู ค.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และภาพของ พลตำรวจตรีสมชาย ซื่อต่อตระกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และ พันตำรวจเอกมณเทียร เบ้าทอง ผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช  อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่มีใครยอมให้ข้อมูล

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบที่วัดมุมป้อม ต.ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช พบว่ามีกำลังตำรวจชุดสืบสวนและชุดปราบปราม สภ.เมืองนครศรีธรรมราช สลับหมุนเวียนกำลังเข้าดูแลความสงบภายในวัด โดยมีญาติโยมจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวได้เดินทางมาที่วัดมุมป้อมเช่น

ขณะที่พระลูกวัดมุมป้อม กล่าาว่า ข่าวลือดังกล่าวไม่ทราบที่มาเช่นกันว่ามีทีมาจากไหน แต่ส่วนตัวไม่เชื่อ แต่เพื่อความไมประมาท หากมีกำลังตำรวจ เข้าดูแลความเรียบร้อยในวัดก็ดี ส่วนตัวไม่ได้วิตกกังวลอะไรกับข่าวลือดังกล่าว แต่ก็ไม่ประมาทเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พระอาจารย์ “เจ้าคุณเจือ” ยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามปกติ รวมทั้งบิณฑบาต

ขณะที่บรรยากาศที่วัดประดู่พัฒนาราม ต.ท่าวัง อ.เมืองนครศรีธรรมราช บรรยากาศเป็นไปอย่างปกติพระยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์เช่นกัน ขณะที่กำลังตำรวจทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช สลับหมุนเวียนเข้าดูแลความเรียนร้อยในวัดเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ล่าสุดในโลกโซเชียล มีการส่งต่อข้อความระบุ “เรียนพระสังฆาธิการระดับอำเภอ, ระดับตำบล ร่วมประชุมปรึกษาหารือและเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับพระเดชพระคุณ พระราชปริยัติเวที เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการที่มีมติแต่งตั้งเจ้าคณะจังหวัดซ้ำซ้อนทั้งที่เจ้าคณะจังหวัดรูปเดิมยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ พร้อมกันในวันที่ 10 ตุลาคม 2564เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมประชุมพระเทพปัญญาสุธี วัดแจ้งวรวิหาร พระอารามหลวง นครศรีธรรมราช แจ้งข่าวโดยคณะสงฆ์นครและศิษยานุศิษย์”  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘กิเลสลากมา ตัณหาลากไป’ : หลวงพ่อวิชัย เขมิโย #SootinClaimon.Com

Posted on October 10, 2021 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/607789

'กิเลสลากมา ตัณหาลากไป' : หลวงพ่อวิชัย เขมิโย

วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 19.50 น.

หลวงพ่อวิชัย เขมิโย เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมตตาเป็นองค์แสดงธรรมองค์แรก ในหัวข้อ “กิเลสลากมา ตัณหาลากไป” ในงานพิธีหล่อพระพุทธเมตตาและองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต , หลวงปู่ดูลย์ อตุโล และหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบางแสม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา (วัดสาขาของวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์ ซึ่งมีพระเทพวชิรญาณโสภณ หรือ ท่านเจ้าคุณเยื้อน ขนฺติพโล เป็นเจ้าอาวาส และ เป็นเจ้าคณะ จ.สุรินทร์)  ทาง “แนวหน้า ออนไลน์” จึงนำมาถอดเทปนำเสนอเป็นธรรมทาน ตอนที่ 2 ดังนี้ 

…ถ้าชีวิตของเรามันคิดฟุ้งซ่านมาก กิเลสลากมา ตัณหาลากไป ไปเหนือไปใต้ ไปใกล้ไปไกล เราก็จะได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเตือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเดชพระคุณท่าน (ท่านเจ้าคุณเยื้อนฯ ) พูดสัจธรรมสั้นๆ ให้พวกเราฟังอยู่ตลอดเวลา เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์ท่านไม่พูดยาวหรอกคุณโยม ถ้าใครหยุดคนนั้นก็จะเห็นธรรมะ ถ้าใครละคนนั้นก็จะเห็นทางพ้นทุกข์ เรียกว่า เห็นพระนิพพานก็แล้วกันฃฃเพราะฉะนั้น เราทุกคนเกิดมาถ้าอยากมีความสุขต้องหยุด พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้เช่นนั้น สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง “เตสํ วูปสโม สุโข” การเข้าไประงับดับสังขารได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง สังขารคือความปรุงแต่งทางใจที่ทำให้เราคิดอย่างนั้น คิดอย่างนี้ ความเป็นจริง ความคิดนั้น ไม่ใช่จิตหรอกโยม แต่จิตไปหลงความคิด ความคิดนั้นเป็นเจตสิก เป็นกิเลสก็แล้วกัน เป็นตัณหาก็แล้วแล้วกัน เป็นสังขารมาปรุงกัน แต่เมื่อคนเราไม่มีสติ คือ ผู้รู้ เตือนจิตเตือนใจตนเอง จิตองเราก็เลยไปหลง ไปปรุงแต่งว่าเป็นจิต จิตเป็นตัวผู้รับรู้เฉยๆ เหมือนทุกวันนี้ เรามักจะไปหลงเอาเรื่องคนอื่น มาเป็นเรื่องของเรา เหมือนจิตของเรา ถ้าไม่มีอำนาจ เขาจะไปเอาความคิดมาเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราขึ้น เพราะขาดผุ้รู้ เพราะฉะนั้นจิตของคนเรา ถ้าไม่หยุด เราก็ไม่รู้ ถ้าไม่ดู เราก็ไม่เห็น ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่เป็น ถ้าไม่ไ ปก็ไม่ถึง 

โบราณเขาถึงบอกว่า ไปให้สุด ขุดให้ถึง ก็ต้องไปให้สุดขุดให้ถึง ถ้าว่าไปก็หมายความว่า ที่สุดแห่งชีวิตของพวกเราทุกๆท่าน เรามีจุดจบกันอยู่ จุดสุดกันอยู่ ถ้าเราหยุดได้เมื่อไหร่ นั่นล่ะ เราถึงที่สุดของเราแล้ว สุด คือ หยุดคือหยุดทุกอย่าง แม้แต่ดีก็ยังไม่เอา ชั่วก็ยังไม่เอา ถ้าเราไปเอาดี ก็ยังถูกสังขารปรุงแต่ง เหมือนเราเอาบุญ บุญก็ยังพาเรามาเกิดอีก ทำยังไงเราจะทำอย่างหลวงปู่ดูลย์ท่านว่า ให้เราเอาเหนือบุญ คือ หลวงปู่ดูลย์สอนไม่ให้เรามาเกิดอีก ทุกขา สติ ปุณะปุณัง การเกิดเป็นทุกร่ำไป เอาอย่างนี้ก็แล้วกันที่เห็นชัดเจนที่สุด ถ้าโยมอยู่นิ่งๆ โยมมีความสุขไหม ถ้าเราไปหลงว่า ความคิดเป็นของเรา ทุกข์แล้ว

นั่นล่ะคือความเกิด เกิดทางจิตใจ เกิดอารมณ์ขึ้นมา แม้แต่เรานั่งฟังธรรมอยู่นี่ ก็เรียกว่า สนามธรรม หรือ เวทีธรรมที่นี่ สมมติว่าเราห่วงแมวว่า นี่เขาเอาอาหารให้แมวกินหรือยัง เกิดเป็นแมวแล้ว เพราะจิตของเราเป็นตัวเกิด จิตมันต้องทำให้เป็นตัวเกิดก่อน ถ้าคิดถึงแมวนี่เป็นโมหะแล้ว ก็ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนั้น ถ้านึกถึงสุนัขก็ต้องเกิดเป็นสุนัข มีตัวอย่างเยอะ อยู่ในธมฺมบท ขุทฺทกนิกาย

คิดอยากเป็นสุนัขได้เป็น ทั้งๆที่สุนัขตัวนั้นไม่ต้องไปผสมพันธุ์เลย เป็นสุนัขตัวเมีย เพราะตายในขณะนั้น คืนนั้นปุ๊บ จิตคิดถึงสุนัขตัวนั้น อยากเป็นสุนัข แหม! เราคนจน กินข้าวในกะลา สุนัขตนนั้นเป็นของคฤหบดี คฤหบดีให้เอาจานทองใส่ให้สุนัขกิน สุนัขตัวนี้ทำไมมีบุญเหลือเกิน อยากจะเป็นสุนัข รับประทานอาหารมากไปหน่อย อันนี้รวบรัดตัดตอนโยม ท้องอืด เพราะไม่ได้กินข้าวมา 7 แล้ว ท้องอืดอาหารย่อยไม่ทันก็เลยตาย ตายตอนที่จิตคิดอยากจะเป็นสุนัข เข้าไปในท้องสุนัขทันทีเลย นั่นเห็นไหม คุณโยม มันอยู่ที่จิตของเรา เพราะฉะนั้น เวลาฟังธรรม จึงอย่าให้คิดถึงเรื่องอะไร หรือ ถ้าเราไม่อยากเกิด พอมันคิดมาปุ๊บ ดับมันปั๊บทันที ดับความเกิด ถึงให้รู้จักคำว่า หยุด อันนี้อาตมาชอบ ชอบยังไง 

เวลานั่งสมาธิ บางท่านอาจจะบอกเอ๊ะ นั่งสมาธิมานานแล้ว ทำไมไม่เห็นสงบเลย ก็สงบยังไง เราไปนั่งปรุงนั่งแต่งกับเขา เราไปนั่งหลงความคิดตัวเอง เหมือนเราดูละคร อย่าไปเล่นกับมัน ดูเฉยๆ โยมคงจะเคยไปเห็นทางภาคอิสาน หมอลำซิ่งเขาอยู่บนเวที เราฟ้อนเหงื่อไหลไคลย้อยแทบตาย เมื่อเราไปหลงอย่างนั้น คือ ไปหลง ไปรำกับเขา ไปหลงเล่นกับเขา ดูดนตรีทางภาคกลางก็เช่นกัน ทั้งๆที่ไม่ได้อะไร เห็นเขาพาเต้นก็เต้นไป อันนี้คือ ความหลง เหมือนจิตของเราคุณโยม ถ้าไปหลงกับความคิดว่าเป็นของเรา เราก็เลยคล้อยตามมัน มันก็ไม่สงบ เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่า หยุด ถ้าหยุดแล้วจะเห็นธรรมะ ละแล้วจะเห็นนิพพาน เหมือนองคุลิมาลก็แล้วกัน 

องคุลิมาลฆ่าคนขนาดไหน คนก็ยังสงสัยว่า ทำไมท่านยังได้เป็นพระอรหันต์ ก็เพราะว่า ท่านรู้จักคำว่า “หยุด” ง่ายๆคุณโยม ถ้าเรานั่งสมาธิ ถ้าจิตปรุงแต่งเรื่องอะไรขึ้นมา หยุด หยุดลมหายใจสักนิดนึง โยมอย่าหายใจแรง หายใจเบาๆ ถ้ามันคิดขึ้นมา หยุด สตินั่น คือ ตัวเตือน “จิต” สติอธิปไตยสัพเพ ธัมมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง มีสติเป็นอธิปไตย มีสติเป็นใหญ่ เหมือนพวกเรามีกฎหมายเป็นใหญ่ ถ้าสติไม่มาปัญญาก็ไม่เกิด สติเตลิดปัญหาก็เกิดขึ้นมา คำว่า “สติ” คือ ผู้รู้ เราทำได้ อ่านหนังสือไม่ได้ สวดมนต์ไม่เป็นก็ทำได้ เห็นไหม คนเราสวดมนต์ไม่เป็นก็ขี้โกรธเป็นเหมือนกันน่ะ โลภเป็นเหมือนกัน สวดมนต์ไม่เป็น ก็โลภเป็น โกรธเป็นเหมือนกัน ถึงสวดมนต์ได้ มันก็เป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เอาง่ายๆ เอาตามที่พระพุทธเจ้าของเราสอน หยุด องคุลิมาล องคุลิมาลบอก เอ้อ…ข้าพเจ้าหยุดแล้วทำไมจึงวิ่งอยู่ จริงๆพระพุทธเจ้าไม่ได้วิ่งหรอก แต่ด้วยอำนาจบารมีของพระองค์ จะทำให้องคุลิมาลไล่ไม่ทัน เราหยุดแล้ว หยุดด้วยมือเปื้อนด้วยเลือด หยุดจากศาสตราอาวุธหมดแล้ว หยุดจากกองฟอนก้อนดินที่เคยขวางปาทำร้ายผู้อื่น เราหยุดแล้ว แต่เธอที่ยังไม่หยุด สะดุ้งเลยคุณโยม 

โอ้โห! เราไม่เคยได้ยินกระแสเสียงอย่างนี้เลย มีแต่คนใส่ร้ายป้ายสี พอได้ยินก็ดาบหลุดมือเลย หยุด ร้องไห้ คลานเข้าไปพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยได้ยินเสียงอย่างนี้เลย ได้ยินแต่เสียงสาปแช่ง ดุด่าว่าร้าย ใส่ร้ายป้ายสี แม้แต่แฟนสาวเขาก็ยังไม่เอา พ่อแม่ก็ยังไม่เอาข้าพเจ้า ที่จริงพ่อแม่เอาอยู่น่ะ แต่ตอนนั้นมันมืดอยู่ ข้าพเจ้าไม่มีที่พึ่ง 

องคุลิมาล เราจะเอาบุคคลที่เขาทิ้งแล้ว มา มา มา มาหาเราตถาคต เราตถาคตจะแสดงธรรมให้ฟัง หยุดซะ หยุด หยุด หยุดปรุงแต่งทุกอย่าง และ พอบวชกับพระพุทธแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์ บวชมาแล้วก็ยังเผลอนิดนึง ไปคิดถึงเรื่องสัญญาเก่า เคยตัดไม้ตัดมือคนมา ไม่รู้ว่าก้อนอิฐก้อนดินมาจากไหน ค้อน ก้อนดินน่ะโยม กระทบกับกายของท่าน ฟกช้ำดำเขียวไปหมด พระพุทธเจ้าล่วงรู้อยู่ พระคัจฉกุฎีล่วงรู้ เพ่งพระญาณฉายขึ้นไปอย่างกับไฟสปอร์ตไลท์ พุ่งปู๊ดไปหา สว่างอยู่ตรงหน้าองคุลิมาล ก็บอกว่า ให้หยุด หยุดสัญญา คือ สัญญาเก่า ไปยินเสียงพระพุทธเจ้าก็หยุดนิ่ง ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา เพราะ “หยุด” เท่านั้น เราไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น แต่เราก็ค่อยๆทำไปโยม 

มันมีความสุขในชีวิตประจำวัน โยมอย่าลืมน่ะ ทำง่ายๆ เวลามันจะคิดห่วงโน่น ห่วงนี่ ให้ หยุด เพราะความห่วง คือ สร้างศัตรูให้กับชีวิตของเรา ถ้าเราเป็นห่วงอะไรน่ะ คุณโยม อันนั้นเป็นศัตรูในใจเรา ศัตรูอย่างใหญ่หลวงด้วยที่ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฏะสงสาร เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่ให้เราห่วง 

อดีตที่ผ่านไปแล้ว แล้วไป อนาคตที่ยังไม่มาถึง เราก็ไม่ต้องหัวเราะร้องไห้กับสิ่งนั้นว่า มันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อดีตมันดีดไปดีดมา อนาคตมันคดไปคดมา แม้แต่ปัจจุบันโยม เอาปัจจุบันเป็นหลักอยู่ แต่ก็ไม่ให้ยึดติดกับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นเวทนา เป็นเครื่องเสวยอารมณ์ อดีตเป็นเรื่องของสัญญาจำได้ อนาคตเป็นเรื่องของสังขารปรุงแต่ง แต่พระพุทธเจ้าให้ละละขันธ์ห้า เพราะสัญญาก็อยู่ในขันธ์ห้า เวทนาก็อยู่ในขันธ์ห้า รูปก็อยู่ในขันธ์ห้า วิญญาณก็อยู่ในขันธ์ห้า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เอ่อ ถ้าเราไปหลงเรื่องอนาคตนี่ อนาคตจะเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ นี่ เราหลงแล้ว วาดมโนภาพไว้แล้ว สุดท้ายมันไม่เป็น ถ้าไม่เป็นก็กลุ้มใจอีก ทุกข์อีก ถ้าอดีตมันผ่านไปแล้ว ถือว่าจบไปแล้ว เหมือนเราทะเลาะกันตั้งแต่เมื่อเช้าโยม ถ้ามันจะปุ๊ดขึ้นมาอีก หยุด พอแล้ว จบไปแล้วเรื่องนั้น เราอโหสิให้ เราไม่มีเวรภัยต่อกัน เราไปคิดต่อ คิดต่อ เราก็สร้างกรรมต่อ และ เมื่อไหร่มันจะจบกัน ถ้าหากว่า มันกระทบเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เรื่องดีไม่ดีก็จบกันแล้ว เพราะเรื่องไม่ดีมันก็เกิด เรื่องไม่ดีมันก็เกิด คุณโยม เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่า เอ่อ รักดีหนีชั่ว ถ้าจะให้จิตสงบน่ะ 

แม้ปัจจุบันเราก็ให้เฉยๆ ให้สงบอย่างเดียว นิ่ง พอเรานิ่งแล้วทุกสิ่งมันก็ดับ แม้แต่คำว่า “ปัจจุบัน” ก็ไม่มี แล้วอย่าไปเข้าใจว่า เราเป็นผู้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเรายังเป็น “ผู้รู้” อยู่ อัสมิมานะสำคัญเกิด เราก็จะไม่พบธรรมะ เพราะอัตตาตัวตนอันนี้มาบังแล้ว ถ้าใครอยากรู้จริงๆ ให้ “หยุด” อย่าไปเข้าใจว่า เราเป็นผู้รู้ เราเป็นผู้เห็น เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ ไปหลงมารยาของสังขาร ไปหลงมารยา เพราะความรู้สึกนึกคิดอย่างนั้น มันเหมือนเงา คุณโยม เงาของเรามันเป็นเพียงแค่มารยา ใครไปจับเงาถูกล่ะในกระจก จับถูกไหม จับเวลานาฬิกาพระอาทิตย์บ่าย คุณโยมจับเงาถูกไหม เวลาเราวิ่งไป มันก็วิ่งออกหน้าเราแล้ว ตะครุบมันไม่ทันสักที เหมือนเรากำลังจะมาวิ่งตามความรู้สึกนึกคิด วิ่งเท่าไหร่ โยมก็ไม่เห็นความสุข นอกจากคุณโยมจะหยุดอย่างที่กล่าวแล้ว อาตมาชอบคำนี้เหมือนกัน หยุดซะโยม อย่าคิดอะไร เอ้ย มันว่าให้ฉัน จบกันแล้ว ไม่ฉัน ไม่มีเรา ไม่มีเขาหรอก เราปฏิบัติรรมต้องให้อยู่เหนือเราเหนือเขาโยม ถ้าเรามีเรา มันก็มีเขา เหมือนโยมบางคน คนมีเขา 

หลวงพ่อเยื้อน ท่านเจ้าคุณบอกว่า “เอ้อ พรุ่งนี้จะหล่อพระน่ะ หล่อหลวงปู่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย อาจารย์ของท่าน” ไปไปไป ไปหล่อกัน ไปเถอะยาย โอ้ย… ฉันไปไม่ได้ เพราะอะไรล่ะ?  เพราะ “เขา” ให้เลี้ยงหลาน แน่ะ! อย่าติดเขาน่ะโยม คนมีเขา เป็นอนาคา คาบ้าน คาเรือน มาไม่ได้แล้ว เมื่อไหร่เราจะมา หยุด คุณโยม หยุดว่าติดเรื่องนั้น ติดเรื่องนี้ ติดเขาติดเรา เพราะคนเราทุกคนเกิดมาคนเดียวน่ะโยม เมื่อท่านมา มีอะไรมากับเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน เมื่อเจ้ามาตัวเปล่า เจ้าจะเอาอะไร เจ้าก็ตายไปตัวเปล่าที่เจ้ามา มีอะไรมากับเราไหมโยม เสื้อผืนเดียว ผ้าถุงผืนเดียวก็ไม่มา ไม่ได้เอาอะไรมาสักอย่าง เวลาเราตายก็เหมือนกัน ก็ไม่ได้เอาอะไรไปสักอย่าง ในโลกนี้ คุณโยม ทุกสิ่งอย่างที่เรามี เราเป็น มันเป็นขยะของโลก 

อาตมาคิดว่า พระสารีบุตร คงจะรวยมากน่ะ ตึกสามชั้นขนาดนั้น กองมูลขยะ บ้านของท่าน ถ้าใครไปอินเดียก็เห็นแล้ว อยู่เมืองนาลันทา บ้านนางสุชาดาก็เหมือนกัน ก็เห็นเป็นแค่กองดินเท่านั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่า เป็นขยะของโลก ไม่มีใครเอาอะไรไปได้ หลวงพ่อฯเคยไปรดน้ำเศรษฐีโยม เขายื่นมือออกมา เขาบอกว่านี่ ฉันไม่ได้เอาไปน่ะ ถ้าไม่เชื่อเอาน้ำล้างมือก็ได้ ขี้ฝุ่นนิดเดียวก็เอาไปไม่ได้ เราจะหลงอะไรนักหนา ความหลงตัวนี้ เพราะขาดสติ ขาดผู้รู้ คำว่าสติ ลักษณะของสติ คือ ผู้รู้ เราจะอยู่ที่ไหนเราต้องอยู่กับผู้รู้ แม้แต่ที่เรานั่งขณะนี้ เราก็นั่งอยู่กับผู้รู้ ผู้รู้จริงๆ คือ ญาณ ญาณจะนำเราพาไป นำพาเราไปสู่พระนิพพาน 

แม้แต่พระพุทธองค์ตรัสรู้ พูดถึงเรื่อง “ญาณ” ทั้งนั้น บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวกขยญาณ ญาณเหมือนผู้นำไป สู่เพระนิพพาน ปัญญาตัวนี้ก็คือญาณ อุปมาเหมือนบุรุษคนหนึ่ง เขาไม่รู้แก่น ไม้ เขาอยากได้แก่นไม้มาสร้างบ้าน แต่เขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นแก่นไม้ เขาได้เข้าไปในป่า เขาไปเห็นกิ่งไม้กับใบไม้ เขานึกว่า เป็นแก่นไม้ ก็ไปเอากิ่งไม้กับใบไม้มา พอเอามาแล้ว จะทำอะไรได้ ไปหลงอยู่ว่า ฉันมีศีลกว่าเธอน่ะ เธอไม่มีศีล ฉันมีศีลกว่าเธอ จะว่าตัวเองมีศีล นี่ล่ะ ไปข่มคนอื่น บุคคลนั้นได้แต่กิ่งไม้ กับใบไม้ เพราะไปลงตัวตนว่า ตัวเอง ดีกว่าเขา สำคัญน่ะโยมน่ะ มีมากมาย ชาวพุทธเราอย่างนี้

อย่างที่สอง เฮ้ย! คนนี้มันไม่รู้แก่นไม้ คนที่สองก็เลยเข้าไปในป่าอีก ฉันจะไปเอาแก่นไม้มาให้ดูสิ เจ้านี้ เลยไปได้สะเก็ดต้นไม้ กับ เปลือกต้นไม้มา เขาก็ว่านี่แหล่ะ แก่นไม้ ว่า บุคคลหลงใน “สมาธิ” สมาธิดีก็เป็นกำลังใจ แต่อย่าหลง ถ้าหลงว่าเราเป็นคนมีสมาธิ เราเป็นคนสงบกว่าคนนั้น คนนี้ บุคคลนั้นได้แต่สะเก็ดต้นไม้ ได้แต่เปลือกต้นไม้ พระพุทธองค์อุปมาไว้น่ะ น่าคิดน่ะคุณโยม แล้วมีคนบางจำพวก โอ้ย!คนนี้มันโง่ คนไหนว่าคนอื่นโง่ เราโง่กว่าเขาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความโง่มันเต็มอัตราแล้ว มันล้นหัวใจออกมา มันจึงว่าคนอื่นโง่ ที่จริงเราโง่กว่าเขานั้นน่ะถ้าเราไม่ว่าเขาโง่ เราก็ไม่ใช่คนโง่ คนไหนว่าคนอื่นโง่ ก็โง่กว่าเขาแล้ว พระพุทธเจ้าอุปมาไว้อย่างนั้น คนนี้โง่ ฉันมีปัญญากว่าทุกคนเลย ฉันรู้หมด คดีโลก คดีธรรม รู้หมด หลงตัวเองว่า ตัวเองเป็นคนดีเลิศกว่าคนอื่นเขา บุคคลนี้ก็ได้แต่กระพี้ต้นไม้ เขายังไม่ได้แก่นเลย 

คนที่รู้แก่นไม้จริงๆคือ คนรู้จักทำจิตให้หลุดพ้น ดังที่หลวงพ่อฯบอกเมื่อกี้นี้ เราหยุดมันก็หลุดพ้นแล้วคุณโยม หยุดแค่นั้นไม่ไปแล้ว หยุดแค่นั้น อดีต อนาคต ดับหมด ถ้ารู้จักหยุด มันก็ดับ ถ้าขยับมันก็เกิด โยมเอาตรงนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไง เราจึงจะได้แก่นไม้ ชีวิตของเราเกิดมา โยมต้องรู้จักทำวิมุติให้หลุดพ้น สมมติว่าเราติดเรื่องอะไรทุกวันนี้ เราก็รู้ ไม่ต้องพรรณนา แล้วจะหาว่า อูย..หลวงพ่อฯเทศน์ โยมติดลูกติดหลานมาก มันจะทำให้เรามาเป็นทาสมันอีกน่ะ ก็บอกว่าไง นี่ยายแก่ ทนไม่ไหว ก็ใช่สิ ท่านไม่มีลูก ไม่มีหลาน ท่านก็ไม่ติดอ่ะสิ ว่า (พ่อแม่ครูอาจารย์ฯท่านเมตตาหัวเราะ) ไม่พอใจอ่ะสิ ไม่พอใจ ไม่ได้ว่ายายหรอก พูดความจริงให้ฟัง ก็นั่นแหล่ะ ท่านไม่มีลูกไม่มีหลาน ท่านก็ไม่ติดลูกติดหลานน่ะสิ ใครจะไม่รักลูกรักหลาน ว่าไปอย่างนั้นอีก เอ้าไม่เป็นไรยาย เดี๋ยวค่อยๆพิจารณาไปน่ะ ค่อยๆพิจารณาไปเรื่อยๆ เห็นไหมถ้าเราติดเรื่องอะไร ใจมันอยู่ป่า ไปเทศน์อยู่ป่าช้าโยม เขาก็ระดมธรรมกัน นี่จิตมันพาออกไปอยู่กับลูกกับหลาน เห็นไหมทุกข์ไหม กายกับใจมันไม่ตรงกัน ทุกข์ไหม เหมือนเรานั่งอยู่วัดนี่ ใจพัดเข้าไปในบ้าน ทุกข์แล้ว เพราะกายกับใจไม่ตรงกัน ถ้าโยมอยากมีความสุข ในขณะนี้ เวลานี้ ต้องทำกายกับใจให้ตรงกัน กายเรานั่งอยู่ไหน ให้ใจเราอยู่ตรงนั้น รูป เอ่อนี่ รูป นั่งอยู่ตรงนี้น่ะ ถ้าไม่สงบจะรู้เหรอ เมื่อสงบถึงจะรู้

ถ้ามันไม่สงบก็นึกถึงจุดใดจุดหนึ่งในใจ มีสามจุด ที่จะทำให้สงบน่ะโยม หนึ่ง ตรงกลางสมอง เหมือนเราทำความรู้สึก คำว่าเห็น คือ ทำความรู้สึกไว้ ตรงสมองของเรา พอเรานึกถึงสมองปุ๊บ หยุดเลย ถ้ายังไม่หยุด ตรงท้ายทอยเรา วัดเอาเลยตีนผมเราสัก สี่นิ้ว ถ้าสี่นิ้วจะตรงกลางสมองพอดี โอ่ยยังไม่สงบเหรอ ดูอุณาโลมสิคุณโยม ตรงนี้คุณโยม อุณาโลม เลยหัวคิ้วขึ้นมาสักนิดนึง อย่างที่เราเห็นหลวงพ่อพุทธชินราช หรือ หลวงพ่อฯหลายๆองค์ ท่านติดอุณาโลม คือ ที่นั้นน่ะ อุณาโลม เป็นที่ออกของญาณพระพุทธเจ้า เวลาพระพุทธเจ้าจะถ่ายทอดพระญาณ จะทอดออกจากตรงนี้ อุณาโลม เป็นช่องว่างของจิตตรงนี้ ในอภิธรรมก็มี ทิเบตบางคนจึงหลงโยม หลงเอาสิ่วมาเจาะเลย เจาให้เป็นปล่อง เพื่อให้ ญาณ อันนั้นเขาไม่ได้เข้าใจเรื่อง “ปรมัตถธรรม” ไม่ใช่อย่างนั้นโยม ต้องปฏิบัติ ญาณจึงจะออกตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเพ่งไปทีแรกก็จะตึงๆหน่อย ถ้าโยมคิดเรื่องอะไรมาก เอาไว้ตรงนี้ โยม กับกระหม่อมของเรา อันนี้ก็จะถึงกัน จุดเริ่มต้นมันมาจาก “หทัย” คือ หัวใจ แล้วมันจะพุ่งขึ้นมาตรงกระหม่อม แล้วก็มาตรงนี้ พูดให้โยมนำไปฏิบัติได้ ไม่ต้องว่า โอ้ย เรา ไม่มีเวลาไปวัด มันติดโน่นติดนี่ 

โยมมีเวลาหายใจไหม ถ้าเรามีเวลาหายใจ เราก็ต้องมีเวลาปฏิบัติ มาปฏิบัติธรรมนี่โยม คือ ปฏิบัติกายกับใจของเรา ให้มันสงบ ถ้าโยมมีสติเมื่อไหร่นั่นล่ะ โยมก็อยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าอยู่กับพระพุทธเจ้า เราก็มีความสุข พออยู่กับกิเลสดูสิ มีแต่ความร้อน ในตัว ความเร่าร้อน ราคะก็เป็นไฟ โทสะก็เป็นไห โมหะก็เป็นไฟ ราคะคิ คือ ไฟ คือราคา โทสะคิ คือ ไฟคือโทสะ โมหะคิ คือ ไฟโมหะ นี่ล่ะ ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้ ไหม้สัตวโลกทั้งหลายทั้งปวงอยู่ขณะนี้ 

หลวงพ่อฯชอบคำนี้ พระพุทธองค์ทรงอุปมาอุปไมยว่า สัตวโลกทั้งหลายเหมือนพวกเราด้วยน่ะ ที่มีวิญญาณความดีอยู่ก็ดี ไม่มีวิญญาณอยู่ก็ดี ท่านอุปมาว่า ภูเขาทึบทั้งแท่งสูงเฉียดฟ้า กำลังพังทลายลงในขณะนี้ เวลานี้ พังทลายลงมาเผาขยี้ชีวิตสัตวโลกทั้งหลาย ไม่ให้มีความสุขเลย แล้วก็ย้อนมา พระพุทธองค์ว่า คำว่าภูเขาหินทึบทั้งแท่ง คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพรักพรากจากสิ่งที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ เห็นไหม ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากพี่น้องไป ใครก็ทุกข์ แต่สำหรับคุณโยมแล้วฏิบัติเข้าใจแล้ว ยิ่งแก่ยิ่งไม่ทุกข์โยม แต่คุณโยมถ้าไม่เข้าใจธรรมะเห็นไหมเหมือนเราไปดูหมอ โอ้ย คุณยายแก่แล้ว คุณยายถึงจะพบความสุข โอ้ย…มันโกหกหรอกโยม โอ้ย มันสวนทางพระพุทธเจ้า โอ้ย แก่แล้วมีความสุขที่ไหน

หลวงพ่อฯตอนสมัยหนุ่มๆ เข้าใจ แต่ยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง ที่เขาว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เรายังไม่แก่ ยังไม่พบความจริง มันก็ยังไม่รู้ ทุกวันนี้ แค่ 76 ปี เท่านั้นโยม เดินยังเซหนอ เซหนอ ไปที่ไหนก็โดนจับทุกทีเลย โยมเขาจับ อย่างกับเราเป็นนักโทษ บางทีประคองด้วย อย่างที่เราเดินไม่ได้ เพราะเขากลัวเราล้ม มันสุขที่ไหน คนแก่ จะนั่งก็โอย จะลุกก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร เพราะฉะนั้นคุณโยมที่มาอดมาทนวันนี้ แต่มีครูบาอาจารย์เทศน์ สามรูปสามองค์ ท่านเอาอาหารมาป้อนให้เรา เอา “ธรรมโอสถ” มาให้เราดื่ม เราจะได้หายทุกข์ หายทุกข์ทางใจ คือ ไม่ต้องคิด ตั้งใจฟังอย่างเดียว ไม่ต้องส่งจิตมาหาท่านหรอก ตั้งสติไว้ที่หูของเรา มันจึงจะสงบ เพราะเสียงไปหาหูของเรา 

ต้องอดทนน่ะคุณโยม เราจึงจะเห็นความจริง อดเก้าหน ทนเก้าที ลูกเอ๋ยเจ้าถึงจะเป็นคนดี เป็นเศรษฐีได้ คนแก่โยม แม่ตาย มีเมีย ลูก เมียคือ เมียของลูก ลูกสะใภ้ อยู่กับพ่อแก่ๆ ยากจน สร้างบ้านอยู่เชิงภูเขา พ่อก็เลยสั่งลูก ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าอดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐี ถ้าพ่อตาย ให้เอาศพพ่อไปฝังภูเขาชั้นที่เก้า นึกถึงคำพ่ออยู่ตลอด บังเอิญพ่อเลยตายลงไป แบกศพพ่อขึ้นไป แบกแต่เช้า ขึ้นไป ภูเขาเก้าชั้น นึกถึงแต่ว่า อดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐี อยากเป็นเศรษฐี พอเอาไปแล้วก็ฌาปนกิจศพ พอเสร็จแล้วก็ลงมา ลงมาจนค่ำแล้ว พลบค่ำแล้ว เหนื่อยมาก บ้านเสาไม้ไผ่ สี่เสาโยกเยก พอแกว่งขาก็ไหว แต่แกว่งขาไม่ค่อยอยากไหว อย่างว่า ทีนี้ก็เลยไปนั่งพิงเสาอยู่ใต้ถุนบ้าน ได้ยินเสียงคุยกันจู๋จี๋กัน โอ้โห แค่เราไปวันเดียวเท่านั้นล่ะ เมียเรามีชู้แล้ว คุยกันกระจุ๋มกระจิ๋ม แบบชู้สาว ทางนี้ก็ยกมีดขึ้นมา ขึ้นไปตัดคอ 

ก็ อือม์… ไม่เอาน่า พ่อเราสั่งไว้ อดเก้าหน ทนเก้าที ถึงจะเป็นเศรษฐี อยากเป็นเศรษฐีทีนี้ ทำไมเราจะต้องทำอย่างนั้น ก็อด ทางนั้นก็ทำใหญ่โยม ทางนี้ยิ่งอยากขึ้นไปตัดคอ ผลสุดท้ายก็ไม่เอาเว้ย เชื่อพ่อ เชื่อพ่อดีกว่า พ่อเราให้อดทน ก็เลยนั่งหลับไป พอหลับไปทีนี้ มันเหนื่อยมาก พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทางภรรยาก็ทำอาหารเสร็จแล้ว ก็เอ๊ะ สามีออกไปเป็นยังไง ไปดีหรือไปร้าย คืนหนึ่งแล้วก็ยังไม่มา ลงไปจะไปตามหา ไปเห็นสามีนั่งพิงเสาหลับอยู่ เดินไปปลุก พ่อๆ ไปทานข้าว แม่ทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ไป อ้าวทำไมพ่อเป็นอย่างนี้ พ่อไม่เหนื่อยเหรอ เธอก็ไปกินกับแฟนเธอสิ อ้าวทำไมพ่อพูดอย่างนั้น อ้าวก็เมื่อคืนจู๋จี๋อยุ่ด้วยกันไม่ใช่หรือ นอนอยู่ด้วยกันนี่ อ๋อ ทำไมพูดอย่างนี้ เอ้า ไป ไป ขึ้นไป พยายามให้ขึ้นไป เมียอ้อนวอนให้ขึ้นไป พระอินทร์โยม เอาแท่งทองเท่ากับกองฟืน วางไว้แล้วเอาผ้าขาวคลุมไว้ นั่นไง แฟนเธอ นอนยังไม่ตื่น เหนื่อยล่ะสิ เมื่อคืนนี้ ทำอะไรถึงเหนื่อย เมื่อคืนนี้ อ๋อ อย่าไปพูดอย่างนั้น แม่มีความรักเดียวใจเดียว เคารพพ่อ รักพ่อ เหมือนพ่อ แม่ไม่ทำหรอก ก็ไม่ทำยังไง ก็มันนอนอยู่น่ะ ก็พ่อไปเปิดดูสิ เป็นคนไหม พอไปเปิดดูแล้วโยม เห็นเป็นแท่งทองคำ เท่ากับตัวคน อู้ย เรารวยแล้ว เรารวยแล้ว รวยเพราะพ่อเรา อดเก้าหน ทนเก้าที เจ้าจึงจะเป็นเศรษฐีได้ ตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว นั่น คนเราต้องอดทนโยม อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อความตรากตรำ อดทนต่อความเจ็บใจ 

เหมือนวันนี้ โยมจะมาสร้างขันติ ความอดทน มาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ ฟังแล้ว มันชื่นใจโยม มีความสุขใจ ผู้ใดฟังธรรมบ่อยๆ ผู้นั้นชื่อว่า ผู้รับธรรม ผู้รับธรรมเป็นผู้เจริญ ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม “ธมฺมกาโม ภวํ โหติ” ผู้ยินดีในธรรม เป็นผู้เจริญ “ธมฺมเทสฺสี ปราภโว” ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม คำว่าชังธรรม ก็คือ เราไม่รักตัวนั่นล่ะ ชอบตามใจตัวเอง บางทีนั่งไปไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ไม่ปวด เราก็นึกว่าปวด ไปห้องน้ำซะหน่อย ก็หนีไปเฉยๆ โยม อย่าเป็นสมาธิห้องน้ำน่ะ โยมต้องตั้งใจโยม วันนี้โยมจะได้อิ่มอก อิ่มใจ โยมต้องอดทนอย่างที่กล่าว แล้วโยมต้องหยุดด้วย น่ะโยม 

มองลงมาตรงกลางหน้าอกก็ได้ หยุด หยุดลมสักนิดนึง ไม่ต้องพิถีพิถัน ไม่ต้องมีรูปแบบอะไรมาก แล้วโยมเห็นความสุขตอนนี้เลย หายใจเข้าเบาๆ คอยดูสิว่า จิตสงบเราก็รู้ ไม่สงบเราก็รู้ แล้วความสงบมาตรงนี้เหรอ มันเงียบอย่างนี้เหรอ ไม่ได้คิดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ เบากาย เบาใจ เบา สุดท้ายโยมก็เลยประสบพบกับความสุขแท้จริงในชีวิต สุขอะไรยิ่งกว่าความสงบไม่มีน่ะโยม โยมสงบเมื่อไหร่ โยมได้กำไรชีวิตเมื่อนั้น โยมไปหลงอารมณ์ปรุงแต่งเมื่อไหร่ โยมก็จะขาดทุนเมื่อนั้น เพราะฉะนั้น เราใช้ชีวิต อย่าถือเขา อย่าถือเรา มาอย่างนี้เหมือนกัน เราเหมือนพี่น้องร่วมเกิดแก่เจ็บตาย อย่าถือเขา ถือเรา ถือเราก็หนัก ถือเขาก็หนัก ถือเราก็เป็นทุกข์ ถือเขาก็เป็นทุกข์ ไม่ถือเขา ถือเรา เบาสบาย ให้เราละกันทุกคนเลยมานี่ ธรรมะอย่าไปเอามาคุณโยม เมื่อเราสร้างเมตตาขึ้นที่ไหน ธรรมะที่เราฟังจะขังอยู่ในใจของเรา ไม่ไหลออก เหมือนขันแก้ว ขันก้นดินโยม เทน้ำใส่ น้ำไม่ไหลออกหรอก ถ้าเราปฏิบัติธรรมโยม สนใจในธรรมแต่ขาดเมตตาเหมือนแก้วรั่วๆน่ะโยมน่ะ เพราะฉะนั้นทำขันธ์ของเราให้ดี 

เอาล่ะ วันนี้ก็จะเทศนาหลายองค์โยม สองสามรูป สองสามองค์ อาตมาชี้แจงสิ่งละอันพันละน้อยมาก็พอสมควรแก่กาลเวลา ท้ายที่สุดนี้ ขอให้คุณโยมทำบุญให้เป็น เห็นให้ถูกต้อง ไปให้สุดขุดให้ถึง แล้วโยมก็จะพ้นทุกข์เอง เทศนาประโยสาเน ในที่สุดนี้ ใครกำลังมีทุกข์ขอให้พ้นทุกข์ ใครกำลังมีโศกขอให้พ้นโศก กำลังมีภัยขอให้พ้นภัย หนี้เสนียดจัญไรทั้งหลายทั้งปวงก็ขอให้หมดไปสิ้นไป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอชีพของท่านของจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสาร จะทำธุรกิจการงานใดๆก็ขอให้ประสบผลสำเร็จ ในชีวิตโดยทั่วถึงกันเทอญ  –  003

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า | Tagged 2564(2021), ข่าว Like สาระ, ธรรมะ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 3,312,387 hits

Join 4,077 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Apple ยังฟันกำไรอื้อแม้ซัพพลายเชนสะดุด #SootinClaimon.Com
Songkran gets traditional at Iconsiam
TRUE set to sell 300 DIF units to raise operating capital #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย
Walking in the Princess’s wonderland
Ford showcases manufacturing processes to dealers
Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ฝังชิปในสมองลิงให้เล่นเกมด้วยจิตสำเร็จ #SootinClaimon.Com
100 ปีชาตกาล"ป๋วย"
‘เอส-กันตพงศ์’ ควงแฟนสาวเดินแบบการกุศล ‘โครงการรณรงค์วันดาวน์ซินโดรมโลก 2561’
Hotels need tech but also human touch
Google จัดทำ Doodle ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปีโรงละครแห่งชาติ #SootinClaimon.Com

Recent Posts

  • นายกฯ เนปาลกล่าวต่อที่ประชุมยูเอ็น น้ำท่วมครั้งใหญ่เป็น “สัญญาณเตือนโลก” ถึงภัยจากโลกร้อน
  • Amazon ลุยส่งพัสดุด้วยโดรน เร็วสุด 30 นาที แต่ชาวบ้านโอดเสียงดังรบกวน
  • นักวิจัยสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุลูกวาฬหลายร้อยตัวตายเกยตื้นในอาร์เจนตินา
  • ปธน.อิหร่าน เปิดใจกับสื่อเผย สหรัฐฯ ต้องเลือกเองว่าจะยุติสงครามหรือไม่ ลั่นพร้อมเจรจา
  • ส่อง 5 ประเด็น “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน พักศึกการค้า แต่ปมใหญ่ยังไม่จบ

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • entertain
  • lady
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    SootinClaimon.Com
    Join 1,631 other subscribers

    Have a WordPress.com account? Log in now.

  • SootinClaimon.Com
    View site in Reader
    Manage subscriptionsSign upLog in
    Report this content
    Collapse this bar
Loading Comments...
%d